Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ภาษาไทย ประถม

ภาษาไทย ประถม

Description: ภาษาไทย ประถม

Search

Read the Text Version

45 ไมถ กู ตอ ง เชน อาจจะเขยี นหรืออา นคาํ บางคําผิด เขาใจความหมายยาก สง่ิ หน่งึ ที่จะชวยใหเรา ใชภ าษาไทยไดถ กู ตอ งก็คือ พจนานุกรม พจนานกุ รมเปน หนงั สอื ท่ีใชคน ควา ความหมายของคาํ และการเขยี นคําใหถ กู ตอ ง ซึง่ เรยี งลําดบั ตวั อักษรและสระ ผูเรียนควรมีพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถานไวใชแ ละควรเปนฉบบั ลาสดุ วธิ ใี ชพจนานุกรม การใชพจนานุกรมมหี ลักกวาง ๆ ดังนี้ 1. การเรยี งลาํ ดบั คาํ 1.1 เรยี งตามลาํ ดบั พยัญชนะ ก ข ค ง.......ฮ 1.2 เรียงลําดบั ตามรูปสระ เชน ะ ั า ิ ี ึ ุ ู เ แ โ ใ ไ 1.3 วรรณยกุ ต     และ ็ (ไมไ ตค ู) กบั  (ไมทัณฑฆาต) ไมไ ดจดั เปนลําดบั พจนานกุ รม 2. การพิจารณาอกั ขรวธิ ี ในพจนานกุ รมจะบอกการพิจารณาอักขรวธิ ีโดยละเอียด เชน กรณีท่ีตวั สะกดมอี ักษรซ้ํากัน หรอื ตัวสะกดทม่ี อี ักษรซอ นกัน ตลอดจนบอกถงึ หลกั การ ประวิสรรชนยี  ฯลฯ 3. การบอกเสียงการอาน คาํ ทมี่ กี ารสะกดตรง ๆ จะไมบอกเสียงอา น แตจ ะบอก เสียงอา นเฉพาะคาํ ท่อี าจมปี ญหาในการอาน 4. การบอกความหมาย ใหค วามหมายไวหลายนยั โดยจะใหความหมายทีส่ ําคญั หรือเดน ไวก อน 5. บอกประวัตขิ องคาํ และชนดิ ของคํา ในเรือ่ งประวตั ขิ องคําจะบอกที่มาไวท า ย คําโดยเขียนเปน อกั ษรยอ ไวใ นวงเล็บ เพื่อรูวาคํานน้ั มาจากภาษาใด และเพ่ือใหร ูวาคาํ นั้นเปนคํา ชนดิ ใดในพจนานกุ รมจะมีตัวอกั ษรยอ เล็ก ๆ หลังคาํ นั้น เชน ก. = กริยา บ. = บพุ บท เปนตน เพ่อื ใหผ เู รยี นไดรบั ประโยชนเ ตม็ ท่ีจากการใชพ จนานกุ รม ผเู รียนควรอานวิธใี ช พจนานกุ รมโดยละเอยี ดกอนจะใช ประโยชนข องพจนานกุ รม พจนานุกรมชวยใหอานและเขียนภาษาไทยไดอ ยางถูกตอ งและเขา ใจภาษา ไดอยางลึกซงึ้ ทําใหเปน คนทีม่ ีความสามารถในการใชภาษาไดอ ยา งดแี ละมัน่ ใจเมือ่ ตอ งติดตอ ธรุ กจิ การงานหรอื สือ่ ความหมายกบั บคุ คลตา งๆ 4.2 คาํ ราชาศพั ท คําราชาศพั ท หมายถงึ คําทใี่ ชก ับพระมหากษัตริย พระบรมวงศานวุ งศ ขา ราชการ และพระสงฆ

46 ตัวอยางคาํ ราชาศัพท 1. คํานามราชาศพั ท คําราชาศพั ท คาํ แปล พระราชบิดา พระชนกนาถ พอ พระราชมารดา พระราชชนนี แม สมเดจ็ พระเจา ลกู ยาเธอ พระราชโอรส ลกู ชาย สมเด็จพระเจา ลูกเธอ พระราชธิดา ลูกสาว พระตาํ หนกั ทีพ่ ัก พระบรมฉายาลกั ษณ รปู ภาพ 2. กรยิ าราชาศพั ท 2.1 กริยาไมตอ งมีคํา “ทรง” นาํ คําราชาศพั ท คาํ แปล ตรสั พดู ประทบั อยู น่งั รบั สัง่ สัง่ เสด็จ ไป 2.2 คํากรยิ าทเี่ ปน ภาษาธรรมดา เม่ือตอ งการใหเ ปน ราชาศัพท ตอ งเตมิ “ทรง” ขางหนา เชน ฟง เปน ทรงฟง ทราบ เปน ทรงทราบ เปน ตน 2.3 คาํ กริยาสาํ หรบั บคุ คลท่ัวไปใชกับพระเจา แผนดิน คาํ ราชาศพั ท คาํ แปล ถวายพระพร ใหพ ร ขอพระราชทาน ขอ เฝา ทูลละอองธลุ พี ระบาท ไปหา หรือ เขาพบ 2.4 คาํ กรยิ าเกี่ยวกับพระสงฆ คาํ ราชาศัพท คําแปล อาราธนา เชญิ นมัสการ ไหว อาพาธ ปวย ถวาย ให

47 4.3 คาํ สภุ าพ คาํ ทใ่ี ชพ ูดหรอื เขียนกับสุภาพชนโดยทั่วไป และควรใชใหเหมาะสมกับฐานะ กาล และเทศะของบคุ คล คาํ สามัญ คาํ สภุ าพ คําสามัญ คาํ สุภาพ กลวยไข กลว ยกระ , กลว ยเปลอื กนาง ข้ี อจุ จาระ ขนมข้หี นู ขนมทราย ขีผ้ ึ้ง สีผงึ้ ถัว่ งอก ถ่วั เพาะ ขเี้ หล็ก ดอกเหลก็ ผักกระเฉด ผักรนู อน ฟก ทอง ฟกเหลอื ง ผกั ตบ ผักสามหาว ไมใช หามไิ ด ผักบุง ผกั ทอดยอด ไสเดือน รากดิน ออกลกู คลอดลกู หวั ศรีษะ หมา สุนขั หมู สุกร เรือ่ งท่ี 5 สาํ นวนภาษา สํานวนภาษา หมายถงึ ถอ ยคาํ ทมี่ ลี ักษณะพิเศษ ใชเพื่อรวบรัดความท่ียาว ๆ หรือเพ่ือ เปรียบเทยี บ เปรยี บเปรย ประชดประชนั หรือเตือนสติ ทาํ ใหมีความหมายลกึ ซง้ึ ยง่ิ กวาถอ ยคาํ ธรรมดา สาํ นวนภาษามคี วามหมายคลายกับโวหารซงึ่ รวมถงึ อปุ มาและอุปไมย บางครั้งจะเรียกซอ นกนั วา สํานวนโวหาร คนไทยใชสาํ นวนหรอื สํานวนภาษามานานจนถึงปจ จบุ นั 5.1 สํานวน คือ สํานวนภาษาที่ใชเ พื่อเปน การรวบรดั ตดั ขอความทต่ี องพูดหรืออธิบาย ยาว ๆ ใหสั้นเขา ใชเ พยี งสัน้ ๆ ใหกนิ ความหมายยาว ๆ ได เชน ปลากระดไ่ี ดน้าํ หมายถึง แสดงกริ ยิ าทา ทางดดี ดิ้นรา เรงิ ท่เี ทาแมวดิ้นตาย ทีด่ นิ หรอื เนอ้ื ท่ีเพียงเลก็ นอ ย ไมพอจะทํา ประโยชนอ ะไรได เลอื ดเย็น ไมส ะทกสะทาน เห้ยี ม แพแตก พลดั พรากจากกันอยา งกระจัดกระจาย ไมอาจ จะมารวมกนั ได ไมมปี มกี ลอง ไมม ปี มีขลยุ ไมมเี คามากอนเลยวา จะเปนเชน นี้ จู ๆ ก็เปน ข้ึนมา หรอื ตดั สินใจทําทนั ที รกั ดหี ามจัว่ รักชัว่ หามเสา หมายถึง ใฝดจี ะมีสขุ ใฝช ั่วจะพบความลาํ บาก

48 สวยแตร ปู จูบไมห อม มรี ปู รางหนาตางาม แตค วามประพฤตแิ ละ กิรยิ ามารยาทไมดี อดเปรยี้ ว ไวก ินหวาน อดใจไวกอน เพราะหวังส่ิงที่ดี สิ่งที่ปรารถนา ขางหนา ฯลฯ สาํ นวนตา ง ๆ ยอมมที ีม่ าตา ง ๆ กัน เชน จากการดูลกั ษณะนสิ ัยใจคอของคน จาก เหตุการณแปลก ๆ จากความเปนไปในสงั คม จากสงิ่ แวดลอม นิทาน ประวัตศิ าสตร ตํานาน ฯลฯ สาํ นวนจงึ เกดิ ขน้ึ เสมอ เพราะคนชา งคดิ ยอมจะนาํ เรื่องนั้นเร่ืองน้ีมาผกู เปนถอ ยคาํ สํานวน สมยั ใหมทไ่ี ดยินเสมอ ๆ เชน เข้ยี วลากดิน หมายถงึ คนเจา เลห  รูมาก ชาํ นาญ เช่ียวชาญ (ในเรอ่ื งไมดี) ชัน้ เชงิ มาก สม หลน หมายถึง ไดร ับโชคลาภโดยไมไดค ิด หรือคาดหวัง ไวก อ น เดก็ เสน หมายถงึ มีคนใหญคนโต หรอื ผูม ีอทิ ธพิ ลท่คี อย ชว ยเหลือหนุนหลังอยู อม หมายถงึ แอบเอาเสียคนเดียว ยกั ยอกไว ฯลฯ 5.2 คําพงั เพย คือ สาํ นวนภาษาทใ่ี ชเปรยี บเทียบหรอื เปรยี บเปรย ประชดประชัน มี ความหมายเปน คติสอนใจ มีลกั ษณะคลายกบั สภุ าษิต อาจจะเปน คํากลา วติชมหรอื แสดงความ คิดเห็น คาํ พังเพยเปน ลักษณะหน่ึงของสํานวนภาษา เชน กินบนเรอื น ข้ีบนหลังคา หมายถึง เปรียบกับคนอกตัญู หรือเนรคุณ ขายผา เอาหนา รอด หมายถึง ยอมเสยี สละแมส ่งิ จําเปนที่ตนมอี ยู เพอื่ รักษาชอ่ื เสยี งของตนไว คางคกขึน้ วอ แมงปอใสตงุ ต้ิง หมายถึง คนท่ีฐานะตาํ่ ตอ ยพอไดด บิ ไดด ี ก็มักแสดงกริ ิยา อวดดี ตําขาวสารกรอกหมอ หมายถึง คนเกียจครา นหาเพียงพอกนิ ไป มื้อหนึง่ ๆ ทาํ พอใหเสร็จไปเพียง คร้งั เดียว น้ําทวมปาก หมายถงึ พดู ไมออก เพราะเกรงจะมีภยั แก ตนและอ่นื

49 สอนหนงั สือสังฆราช หมายถึง สอนสง่ิ ที่เขารูอ ยแู ลว ปลํา้ ผีลกุ ปลกุ ผนี ัง่ หมายถึง พยายามทาํ ใหเ ปน เร่ืองเปนราว ขึ้นมา มัง่ มใี นใจ แลน ใบบนบก หมายถึง คิดฝน ในเร่อื งท่ีเปนไปไมได คดิ สมบตั ิบาสรางวิมานในอากาศ รําไมดีโทษปโ ทษกลอง หมายถงึ ทําไมด ี หรอื ทาํ ผิดแลว ไมรับผดิ กลับโทษผูอ ื่น หาเลอื ดกบั ปู หมายถึง เค่ียวเข็ญหรอื บีบบังคบั เอากับ ผทู ี่ไมม ีจะให เอามือซุกหบี หมายถึง หาเรื่องเดือดรอนหรือความลําบาก ใสต ัวโดยใชที่ 5.3 สภุ าษติ คอื สาํ นวนภาษาทีใ่ ชเปน เครอื่ งเตอื นสติ คํากลาวสอนใจในสิ่งท่เี ปนความจริง แทแ นนอนเปนสัจธรรม มกั กลาวใหท ําความดีหลกี หนคี วามชั่ว เชน กลานักมกั บ่ิน หมายถึง กลา หรือหา วหาญเกินไปมักได รบั อนั ตราย เขาเถ่ือนอยาลมื พรา หมายถงึ ใหมีสตอิ ยา ประมาท เชน เดยี วกบั เวลาจะเขา ปา ตอ งมมี ีดพราติดตัว ไปดวย เดินตามหลังผใู หญหมาไมก ดั หมายถงึ ประพฤติตามผูใหญยอ มปลอดภยั ตัดหนามอยา ไวหนอ หมายถงึ ทาํ ลายสง่ิ ช่วั รายตองทําลายใหถ ึง ตนตอ นํา้ ข้ึนใหรบี ตกั หมายถงึ มีโอกาสควรฉวยไว หรอื รบี ทาํ บัวไมชาํ้ น้ําไมข ุน หมายถงึ รจู กั ผอนปรนเขา หากนั มิให กระทบกระเทือนใจกนั รจู กั ถนอม น้ําใจกัน มิใหข ุนเคอื งกัน ใฝร อ นจะนอนเยน็ หมายถงึ ขยนั ขันแข็งตั้งใจทาํ งานจะสบาย เมื่อภายหลัง ใฝเยน็ จะด้ินตาย หมายถึง เกยี จครา นจะลําบากยากจน ภายหลงั

แพเ ปน พระ ชนะเปนมาร หมายถึง 50 การรูจักยอมกันจะทําใหเร่ืองสงบ มุงแตจ ะเอาชนะจะมีแตค วาม เดือดรอ น รกั ยาวใหบ ั่น รกั ส้นั ใหตอ หมายถึง รกั จะอยูดวยกันนาน ๆ ใหต ดั ความโกรธอาฆาตพยาบาทออกไป ถาไมค ิดจะรกั กนั นานก็ใหโตเ ถียง เรอ่ื งท่ีโกรธกนั และทําใหไ มตรี ขาดสะบน้ั เอาพิมเสนไปแลกเกลือ หมายถงึ ลดตัวลงไปทะเลาะหรอื มเี รื่องกับ คนทีต่ ่ํากวา มีแตจะเสีย 5.4 สํานวนภาษาเฉพาะถน่ิ สาํ นวนภาษาที่เปนวฒั นธรรมอยางหน่งึ ของคนไทย จึงมีอยูทุกทองถิน่ ดงั นี้ ภาคเหนอื ทํามิชอบเขา ลอบตนเอง หมายถึง กรรมท่ีผูใดทําไวย อ มสงผลใหแ กผ ูนนั้ คนรกั ใหญเทารอยตนี เสอื หมายถงึ คนรักมนี อ ย คนชังมีมาก ขาวเหลือเกลอื อมิ่ หมายถงึ อยดู ีกนิ ดี ฯลฯ ภาคใต ปากอีฆ้ าคอ หมายถงึ ปลาหมอตายเพราะปาก ใหญพ รา วเฒา ลอกอ หมายถึง อายุมากเสียเปลา ไมไดม ีลกั ษณะ เปน ผูใหญ ชางแลน อยา ยุงหาง หมายถึง อยาขัดขวางผทู ่ีมอี าํ นาจ หรอื เหตุ การณทกี่ ําลงั รนุ แรงอยา ไปขัดขวาง ฯลฯ ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ตกี ลองแขงเสียงฟา ขม่ี าแขง หมายถงึ แขง ดีหรือผูม ีอํานาจวาสนา ตาแวน(ตะวนั ) ไมมีทางจะสไู ด

51 น้ําข้นึ ปลาลอย นาํ้ บกหอยไต หมายถงึ ทใี ครทีมัน ตกหมูแฮง (แรง ) เปนแฮง หมายถงึ คบคนดีจะพาใหต นดีดว ย ตกหมกู าเปน กา หมายถึง คบคนช่วั จะพาใหตนชั่วตาม ฯลฯ เร่อื งที่ 6 การใชทกั ษะทางภาษาเปน เครอ่ื งมอื การแสวงหาความรู การสื่อความหมายของมนษุ ยเปนสง่ิ ท่จี ําเปนอยางยิง่ และการส่ือสารจะดีหรือไมดีขน้ึ อยกู บั ทกั ษะทางภาษาของแตละคน ซ่งึ เกดิ ข้ึนไดจะตอ งมีการฝก เปนประจาํ เชน ทกั ษะการฟง ทกั ษะการพูด ทักษะการอาน ทักษะการเขยี น และทกั ษะตา ง ๆ เหลา นี้ไดมกี ารซึมซับอยใู นคน ทุกคนอยูแ ลว เพยี งแตวา ผใู ดจะมโี อกาสไดใชไดฝ ก ฝนบอ ย ๆ กจ็ ะเกิดทกั ษะท่ีชาํ นาญขน้ึ ในการแลกเปลย่ี นขอมลู ขาวสาร ความรู ความเขา ใจของคนในอดีตจะเปน การส่อื สารโดยตวั ตอตวั เพราะอดีตคนในสังคมมไี มมาก แตปจ จบุ ันคนในสงั คมเริม่ มากขึน้ กวา งขนึ้ การแลกเปลย่ี นขาวสารขอมลู จึงจําเปนตองใชเคร่ืองมอื สอื่ สารไดรวดเร็วกวางไกลและทั่วถึง ไดแก โทรศพั ท โทรเลข โทรทศั น วทิ ยุ โทรสาร คอมพวิ เตอร ซึ่งเครือ่ งมอื แตล ะประเภทมจี ุดเดนหรอื ขอ จาํ กดั ท่ีแตกตางกันไป การใชภาษาในชวี ติ ประจําวันไมวา จะเปน ภาษาพูดหรอื ภาษาการเขยี น จะตองให เหมาะสมกบั บคุ คลและสถานการณ เชน กนิ เปนภาษาทใ่ี ชก ันในกลุม เพอ่ื นหรอื บคุ คลคุน เคย แต ถา ใชกับบุคคลที่เปน ผใู หญห รือคนท่ีไมค ุนเคย จะตอ งใชภ าษาที่สุภาพวา ทาน หรอื รบั ประทาน แม  คณุ แม  มารดา  หมอ  คณุ หมอ  แพทย เปนตน การใชภ าษาไทยนอกจากจะตอ งมีความรู ความเขา ใจของภาษาแลว สงิ่ สาํ คัญอยา งย่ิง ประการหน่งึ คือ ความมคี ุณธรรมในการใชภาษา ไมวา จะเปนภาษาพูด หรอื ภาษาเขยี น วธิ กี ารใชภาษาไดเ หมาะสม มีดงั น้ี 1. ใชภ าษาตรงไปตรงมาตามขอเท็จจริงทีเ่ กิดข้ึน ไมพดู โกหก หรอื หลอกลวงใหรายผอู น่ื 2. ใชภ าษาไพเราะ คาํ สภุ าพไมใ ชคาํ หยาบ 3. ใชภาษาใหเ หมาะสมกับกาลเทศะและระดับของบุคคลท่ีสื่อสารดว ย 4. ใชภ าษาเพอ่ื ใหเ กิดความสามัคคี ความรกั และไมทาํ ใหเ กิดความแตกแยก 5. ใชภาษาใหถ กู ตอ งตามหลักการใชภ าษา นอกจากน้ันแลว การแสวงหาความรูไมใ ชเพยี งคนควา หรืออา นจากหนังสือเพยี งอยางเดยี ว ปจ จุบนั คอมพวิ เตอรม ีสว นใหความรูก ับเรามากเหมอื นกับยอ โลกใหเ ราไดเรียนรูไดเลย ผเู รยี น อาจจะนาํ วิธีการใชภ าษานาํ ไปใชใ หเหมาะสมได

52 6.1 ลักษณะของคาํ ไทย คาํ ภาษาถ่นิ และคาํ อน่ื ในภาษาไทย การนําคําภาษาถน่ิ และภาษาตางประเทศมาใชในภาษาไทย จึงทาํ ใหภาษาไทยมีคาํ ที่ใชสือ่ ความหมายหลากหลายและมีจํานวนมากขนึ้ ซ่งึ ไมว า จะเปน คําไทย คาํ ภาษาถนิ่ หรอื คาํ ภาษา ตา งประเทศตา งก็มีลกั ษณะเฉพาะท่ีแตกตา งกนั ลกั ษณะของคําไทย มีหลกั การสงั เกต ดงั น้ี 1. มลี ักษณะเปนคาํ พยางคเ ดียวโดด ๆ มีความหมายชัดเจน เปนคําทใี่ ชเ รียกชื่อ คน สัตว สิง่ ของ เชน แขน ขา หัว พอ แม เดนิ วิ่ง นอน ฯลฯ แตม คี าํ ไทยหลายคําหลายพยางคซ่งึ คาํ เหลา นี้มีสาเหตมุ าจากการกรอ นเสยี ง ของคําหนา ท่ีนํากรอนเปนเสียงสัน้ (คาํ หนากรอนเปนเสียงสั้น) กลายเปนคําท่ีประวิสรรชนีย เชน มะมว ง มาจาก หมากมวง มะนาว มาจาก หมากนาว มะกรูด มาจาก หมากกรูด ตะขบ มาจาก ตนขบ ตะขาบ มาจาก ตวั ขาบ - การแทรกเสียง หมายความวา เดมิ เปนคําพยางคเ ดียว 2 คาํ วางเรยี งกนั ตอ มาแทรกเสียงระหวา งคาํ เดมิ 2 คํา และเสียงทแ่ี ทรกมักจะเปน เสียงสระอะ เชน ผกั กะเฉด มาจาก ผกั เฉด ลกู กระดมุ มาจาก ลูกดุม ลกู กะทอน มาจาก ลกู ทอ น - การเตมิ เสียงหนาพยางคห นา เพือ่ ใหม ีความหมายใกลเคียงคําเดมิ และมี ความหมายชดั เจนข้ึน เชน กระโดด มาจาก โดด ประทวง มาจาก ทว ง ประทบั มาจาก ทบั กระทํา มาจาก ทํา ประเด๋ยี ว มาจาก เดย๋ี ว 2. มตี ัวสะกดตรงตามมาตรา เชน จง (แมก ง) ตกั (แมก ก) กับ (แมกบ) เปนตน 3. ไมน ยิ มมคี ําควบกล้ํา เชน ทราบ ตราบ สรวง ประพฤติ เปนตน 4. ไมม ีตวั การันต คาํ ทกุ คาํ สามารถอา นออกเสยี งไดห มด เชน แม นา รกั ไกล

53 5. คําไทยคําเดยี ว อาจมีความหมายไดหลายอยา ง เชน ขันตกั น้ํา นกเขาขัน หวั เราะขบขนั 6. มีรูปวรรณยุกตก ํากบั เสียง ทั้งท่ีปรากฏรปู หรอื ไมปรากฏรูป เชน นอน (เสยี งสามญั ไมปรากฏรูป) คา (เสยี งตรี ปรากฏรูปไมโ ท) 7. คําท่อี อกเสียง ไอ จะใชไมมวน ซ่ึงมีอยู 20 คาํ นอกนัน้ ใชไ มม ลาย ผูใหญห าผา ใหม ใหสะใภใ ชค ลองคอ ใฝใ จเอาใสห อ มหิ ลงใหลใครขอดู จะใครล งเรือใบ ดูนา้ํ ใสและปลาบู ส่งิ ใดอยใู นตู มิใชอ ยใู ตตง่ั เตียง บาใบถือใยบวั หตู ามัวมาใกลเคียง เลา ทองอยาละเล่ยี ง ยสี่ ิบมวนจาํ จงดี 6.2 ลกั ษณะของคําภาษาถิ่น ภาษาถ่ิน หมายถึง คาํ ทใี่ ชในทอ งถิ่นตา ง ๆ ของประเทศไทยทม่ี ลี ักษณะแตกตาง จากภาษากลาง เชน ภาษาถ่นิ ใต ภาษาถน่ิ อสี าน ภาษาถ่ินเหนอื ซ่งึ ภาษาถนิ่ เหลา น้เี ปน ภาษา ทใ่ี ชกันเฉพาะคนในถิ่นน้นั ตวั อยา ง เปรียบเทยี บภาษากลาง และภาษาถิ่น ภาษากลาง ภาษาถิ่นเหนอื ภาษาถนิ่ อสี าน ภาษาถิ่นใต พูด อู เวา แหลง ลอกอ มะละกอ มะกวยเตด หมากหงุ หรอย อรอ ย ลาํ แซบ ยานดั สับปะรด ฉาน ผม/ฉนั มะขะนดั หมากนัด ขาเจา เฮา ขอย 6.3 คาํ ภาษาอน่ื ในภาษาไทย คําภาษาอน่ื ทใ่ี ชอยใู นภาษาไทยมีมากมาย เชน ภาษาจีน ภาษาเขมร ภาษาองั กฤษ แตท ใ่ี ชก นั อยสู ว นใหญม าจากภาษาจีน และภาษาอังกฤษ ซ่งึ มีสาเหตมุ าจากประเทศไทยมีการ ตดิ ตอและมกี ารเจริญสมั พนั ธไมตรีกับชาตินน้ั ๆ จึงยมื คาํ มาใช ซึ่งทาํ ใหภาษาไทยมคี าํ ใชใ นการ ติดตอสอ่ื สารมากข้นึ

54 ตัวอยา ง ภาษาจนี ภาษาองั กฤษ ตงฉนิ แปะเจี๊ยะ กวยจ๊ับ ซนิ แส กก โฮมรมู ซอ ส โชว แชมป คลนิ กิ แท็กซ่ี ปม แสตมป อง้ั โล เหลา ฮอ งเต ต้งั ฉาย แซยดิ ซี มอเตอรไซต ฟต อิเล็กทรอนกิ ส คอมพวิ เตอร อ้ิว เซียน เตา ฮวย เตา หู เปนตน คอรด เปนตน

55 กจิ กรรมทายบทที่ 5 กิจกรรมท่ี 1 หลักภาษาไทย “ขุนชา ง ขุนแผน และนางวนั ทอง เปนคนเมืองสุพรรณบุรี พวกเขาเคยเปนเพื่อนเลนกันมา และตา งเปนกาํ พราบิดา ขนุ แผนกบั มารดาอพยพไปอยูกาญจนบุรี ตอมาขนุ แผนไปบวชอยูท ่ีวดั ปา เลไลยส พุ รรณบุรี มีโอกาสไดพ บกับนางวนั ทอง” จากขอ ความขางตน คาํ ใดเปน คํานามเรียกบุคคล สถานท่ี และสมหุ นาม (5 คะแนน) กจิ กรรท่ี 2 ใหผูเรียนบอกลกั ษณะคําวิเศษณท ีข่ ดี เสน ใตไ วว าเปน คาํ วิเศษณประเภทได (5 คะแนน) 1. คุณพอ ชอบอาหารรสเค็ม คุณแมชอบขนมหวาน 2. คนดคี วรไดรับรางวลั คนชว่ั ตอ งถูกลงโทษ 3. เสอื้ สขี าวขายดที ่สี ดุ แตนักกีฬาชอบเสือ้ สแี ดง 4. คนโบราณมคี วามเชอื่ ในเร่อื งการทาํ บญุ 5. ญาตผิ ปู ว ยกรณุ ารอขางนอก 6. ชมุ ชนเรามคี นจาํ นวนมากเขา มาอาศัยอยู 7. หมูบา นแหง น้ีสวยงามมาก 8. ฝนตกหนักทําใหนกั เรียนมาสาย คาํ วเิ ศษณบ อกลักษณะ คือ ............................................................................................................ คําวเิ ศษณบ อกเวลา คอื ...................................................................................................................

56 คําวิเศษณบ อกจํานวน คือ ................................................................................................................ คาํ วเิ ศษณบ อกสถานที่ คือ ................................................................................................................ คําวเิ ศษณบอกท่ีแสดงความช้ีเฉพาะ คือ ........................................................................................... กิจกรรมที่ 3 ใหผูเรียนนําประโยคตอ ไปนมี้ ากรอกในโครงสรา งของประโยคใหถกู ตอ ง (5 คะแนน) ประโยค ภาคประธาน ภาคแสดง ประธาน สวนขยาย กริยา สวนขยาย กรรม สวนขยาย 1. นองคนเล็กกนิ ไอศกรมี 2. พสี่ าวฉนั ชอบดูทีวี 3. แมคา ขายผลไมท ุกวัน 4. ลูกชายเลนฟตุ บอลในสนาม 5. พอของฉนั ออกกาํ ลงั กายตอนเชา

57 กจิ กรรมท่ี 4 เครือ่ งหมายวรรคตอน ใหผ เู รยี นบอกชื่อเครอ่ื งหมายวรรคตอนและวธิ ีใชใหถูกตองพรอ มยกตวั อยา งประโยค (5 คะแนน) เคร่ืองหมาย วธิ ีใช ? ! ()  ๆ ฯลฯ ฯ

58 กจิ กรรมท่ี 5 ใหน กั ศกึ ษาเขียนคาํ ราชาศพั ทและคาํ ทีใ่ ชกบั พระสงฆ (5 คะแนน) คําราชาศพั ท (2.5 คะแนน) 1. พอ 2. แม 3. ลกู สาว 4. ใหพร 5. ไปหาหรอื เขาพบ คําทใ่ี ชเ กีย่ วกับพระสงฆ (2.5 คะแนน) 6. เชิญ 7. ไหว 8. ปว ย 9. ให 10. ทาน

59 กิจกรรมที่ 6 คาํ พังเพย ใหผูเรียนแปลความหมายคําพงั เพยตอไปนี้ (5 คะแนน) 1. ขายผาเอาหนารอด หมายถงึ …………………………………………….. 2. ขช่ี า งไลจบั ตกั๊ แตน หมายถึง…………………………………………….. 3. กนิ ปูนรอนทอ ง หมายถงึ …………………………………………….. 4. เก็บเบีย้ ใตถุนราน หมายถึง…………………………………………….. 5. แกวง เทาหาเสย้ี น หมายถงึ ……………………………………………..

60 บทท่ี 6 วรรณคดีและวรรณกรรม เรื่องที่ 1 ความหมาย คณุ คา และประโยชนของนิทาน นิทานพ้นื บาน และวรรณกรรมทองถิ่น 1.1 ความหมาย คุณคา และประโยชนของนทิ าน นทิ าน หมายถงึ เร่ืองที่เลา สืบทอดกันมา ไมมกี ารยืนยันวาเปนเรือ่ งจรงิ เชน นทิ านเด็กเล้ียงแกะหรือเทวดากบั คนตดั ไม เปนนิทานสวนใหญ จะแฝงดว ยคติธรรม ซ่งึ เปนการ สรุปสาระใหผ ูฟ ง หรอื ผูอานปฏิบัติตาม คณุ คาของนิทาน 1. ใชเปน ขอ คิดเตอื นใจ เชน ทาํ ดีไดด ี ทาํ ชัว่ ไดช ่วั 2. เปนมรดกของบรรพบรุ ษุ ทเ่ี ปน เรอ่ื งเลาใหฟ งท้งั ไดร ับความรูและความ เพลิดเพลินในเวลาอานหรือเวลาฟงผูอืน่ 3. ไดรบั ประโยชนจ ากการเลา และการฟง นทิ านทง้ั ดานภาษาและคติธรรม ประโยชนข องนิทาน 1. ไดร ับความรูเพม่ิ เตมิ 2. ไดร บั ความเพลิดเพลนิ สนุกสนาน 3. ไดขอ คดิ เตอื นใจนาํ ไปใชป ระโยชนได เชน ความซอื่ สตั ย เปน ตน 1.2 ความหมาย คณุ คา และประโยชนจ ากนทิ านพน้ื บา น นิทานพื้นบา น หมายถึง เร่อื งเลา ท่ีเลาสบื ทอดกันมา สว นใหญเ นือ้ หาจะเปน ลักษณะเฉพาะถน่ิ โดยอางองิ จากสถานที่หรือบคุ คลซึ่งเปนทรี่ ูจกั รว มกันของคนในถน่ิ น้นั ๆ เชน นิทานพน้ื บานภาคกลาง เร่อื งลูกกตญั ู นทิ านพ้ืนบานภาคใต เร่อื งพษิ งเู หลอื ม นิทานพื้นบา น ภาคเหนอื เร่อื งเชียงเหม้ยี งตาํ พระยา และนทิ านพื้นบา นภาคอสี าน เรือ่ งผาแดงนางไอ คณุ คาของนิทานพ้ืนบาน 1. เปน เร่อื งเลา ท่ีเลาสืบทอดกนั มา ซ่ึงแสดงใหเ หน็ ถงึ สงิ่ แวดลอ ม ชวี ติ ความเปนอยูในสมัยกอ น 2. ถือเปน มรดกสําคัญที่บรรพบุรุษมอบใหแ กคนรนุ หลัง 3. ใหขอ คดิ เตอื นใจทจี่ ะนาํ ไปใชประโยชนไดในชีวติ ประจาํ วัน

61 ประโยชนของนทิ านพน้ื บา น 1. ไดรับความรแู ละความเพลิดเพลินจากการเลา การอา น และการฟง 2. ไดน ําความรูไปใชป ระโยชน 3. ใชเ ผยแพรใหเยาวชนรนุ หลงั ไดร ู ไดเ ขาใจนทิ านพน้ื บานของ บรรพบุรษุ 1.3 ความหมาย ความสาํ คัญ และประโยชนจากวรรณกรรมทองถ่ิน วรรณกรรมทอ งถ่นิ หมายถงึ เรื่องราวท่มี ีมานานในทองถิน่ และมีตัวละคร เปนผนู ําเสนอเนอ้ื หาสาระของเรื่องราวน้ัน เชน เร่ืองสาวเครือฟา หรือวงั บัวบาน เปนตน คณุ คา ของวรรณกรรมทอ งถิ่น 1. แสดงถงึ ชีวติ ความเปน อยู สงั คม และวฒั นธรรมของทองถิ่นน้ัน 2. เปนเร่อื งทีใ่ หขอคดิ ขอ เตือนใจ 3. เปน มรดกสําคัญที่มีคณุ คา ประโยชนข องวรรณกรรมทอ งถนิ่ 1. ไดค วามรู ความเพลิดเพลนิ 2. นําขอคิด ขอเตือนใจ และสรปุ นํามาใชใ หเ ปนประโยชนต อ ตนเอง และผอู นื่ 3. เปนความรูท ่ีเผยแพรไดใหก วา งขวาง เรอ่ื งที่ 2 ความหมายของวรรณคดี และวรรณคดที ่นี าศึกษา 2.1 ความหมายของวรรณคดี วรรณคดี หมายถึง เรอ่ื งแตงท่ีไดร บั ยกยอ งวา แตงดี เปนตวั อยา งดา นภาษา แสดง ใหเห็นถงึ วฒั นธรรมความเปน อยใู นยคุ นนั้ ๆ แตงโดยกวที มี่ ชี ่อื เสยี ง เชน วรรณคดีเรือ่ ง ขุนชาง ขุนแผน พระอภยั มณี และสงั ขท อง เปนตน วรรณคดที แ่ี ตงดีมีลักษณะดังนี้ 1. เน้อื เรือ่ งสนกุ สนาน ใหขอคดิ ขอ เตือนใจ ทไี่ มล าสมัย 2. ใชภ าษาไดเพราะ และมีความหมายดี นําไปเปน ตัวอยางของการแตง คําประพันธได

62 3. ใชฉากและตัวละคร บรรยายลกั ษณะนิสัย และใหขอ คดิ ที่ผอู า นตีความ โดยฉาก หรอื สถานท่ีเหมาะสมกบั เร่อื ง 4. ไดร ับการยกยอง และนําไปเปน เร่ืองใหศกึ ษาของนกั เรยี นและนกั ศกึ ษาได 2.2 วรรณคดที ่ีนาศึกษา สาํ หรบั ระดับประถมศกึ ษาน้ีมีวรรณคดีทแ่ี นะนาํ ใหศึกษา 3 เร่อื ง คือ สงั ขทอง ซ่ึงเปน กลอนบทละคร พระอภยั มณี เปนกลอนนิทาน และขนุ ชา งขนุ แผน เปนกลอนเสภา

63 บทท่ี 7 ภาษาไทยกับชอ งทางการประกอบอาชพี เร่ืองท่ี 1 คณุ คา ของภาษาไทย ภาษาไทย นอกจากจะเปนภาษาที่ใชส่ือสารในชีวิตประจําวันของชาวไทยแลว ภาษาไทยยงั บงบอกถงึ เอกลกั ษณความเปน ไทย มาต้ังแตโบราณกาลเปน ภาษาท่ปี ระดิษฐคดิ คนข้ึน โดยพระมหากษตั ริยไ ทย ไมไ ดลอกเลยี นแบบมาจากภาษาอ่ืน หรือชาตอิ น่ื ประเทศไทยมี ภาษาไทยเปนภาษาประจาํ ชาติ ซง่ึ ถอื ไดว า เปนประเทศทมี่ ศี ลิ ปะ วฒั นธรรมทางภาษา กลาวคือ เปนภาษาที่ไพเราะ สุภาพ ออ นหวาน แสดงถึงความนอบนอม มีสัมมาคารวะ นอกจากน้ียงั สามารถนํามาเรียบเรยี ง แตงเปน คาํ ประพันธป ระเภทรอ ยแกว รอ ยกรอง นิยาย นทิ าน วรรณคดี และบทเพลงตางๆ ไดอยางไพเราะ ทาํ ใหเ พลดิ เพลนิ ผอ นคลายความตงึ เครียดใหกับสมอง แม ชาวตางชาติกย็ งั ชื่นชอบ ในศิลปวัฒนธรรมไทยของเรา ดงั น้นั พวกเราชาวไทย จึงควรเห็นคุณคา เห็นความสําคัญและรว มกันอนรุ กั ษภาษาไทย ไวใหชนรนุ หลงั ไดศกึ ษาเรียนรู และสบื ทอดกันตอ ๆ ไป เพ่อื ใหภ าษาไทยของเราอยูค กู ับประเทศ ไทยและคนไทยตลอดไป ความสาํ คญั ของภาษาไทย ภาษาไทยมีความสําคัญและกอใหเกิดประโยชนหลายประการเชน 1. เปน พ้นื ฐานในการศึกษาเรยี นรูแ ละแสวงหาความรู บรรพบรุ ุษไดสรา งสรรค สะสม อนรุ กั ษแ ละถา ยทอดเปนวฒั นธรรมจนเปน มรดกของชาติ โดยใชภ าษาไทยเปน ส่ือ ทําใหคนรุนหลงั ไดใชภาษาไทยเปนเครอื่ งมือในการแสวงหาความรู ประสบการณ เลอื กรับส่ิงท่เี ปนประโยชนม าใชใน การพัฒนาตนเอง พฒั นาสติปญ ญา กระบวนการคือ การวเิ คราะห วพิ ากษ วิจารณ การแสดง ความคิดเห็น ทําใหเกิดความรูและประสบการณท งี่ อกงาม 2. เปน พนื้ ฐานในการศกึ ษาตอ ในระดับทส่ี ูงขึ้น เชน ศึกษาตอในระดับมธั ยมศึกษาตอนตน มัธยมศกึ ษาตอนปลาย ระดับอดุ มศึกษา เปนตน ลว นตองใชภาษาไทยเปนพนื้ ฐานในการศกึ ษาท้ังสิน้ 3. เปนพืน้ ฐานในการประกอบอาชีพ หรอื พัฒนาอาชีพ การบนั ทกึ เรื่องราวตาง ๆ การจด บันทกึ การอาน การฟง การดู ทําใหเกดิ ประสบการณเหน็ ชอ งทางการประกอบอาชพี

64 เรอ่ื งท่ี 2 ภาษาไทยกบั ชองทางการประกอบอาชพี การศึกษาและเรียนรรู ายวชิ าภาษาไทย นบั เปน พนื้ ฐานสาํ คัญในการประกอบอาชพี หากมี การฝก ฝนเพม่ิ พนู ทกั ษะดานตา ง ๆ เชน การฟง การพดู การอาน และการเขียน ก็จะสามารถใช ประโยชนจากภาษาไทยไปประกอบอาชพี ได ในการประกอบอาชพี ตาง ๆ นั้น ลว นตองใชภาษาไทยเปน พนื้ ฐาน การไดฟง ไดอาน ได เขียนจดบันทึก ตวั อยา งเร่ืองราวตา ง ๆ จะทาํ ใหไ ดร ับความรูและขอ มูลเก่ียวกบั อาชพี ตา ง ๆ ทาํ ให มองเห็นชอ งทางการประกอบอาชีพ ชวยใหต ัดสนิ ใจประกอบอาชพี ไดอยา งม่ันใจ นอกจากนย้ี งั เปน ขอ มูลที่จะชวยสงเสริมใหบุคคลผทู ม่ี ีอาชพี อยแู ลว ไดพฒั นาอาชีพของตนใหเ จริญกาวหนา อีกดวย นอกจากนยี้ งั สามารถใชก ารฟง การดู และการอานเปน เคร่อื งมือท่จี ะชว ยใหผเู รยี นมีขอมลู ขอ เทจ็ จริง หลกั ฐาน เหตผุ ล ตวั อยา งแนวคิดเพ่ือนําไปใชใ นการวิเคราะห วิจารณ และตัดสินใจ แกปญ หาตา ง ๆ รวมท้ังตัดสินใจในการประกอบอาชีพไดเปนอยางดี ชอ งทางการประกอบอาชพี วิชาชีพท่ีใชภาษาไทย เปนทกั ษะพืน้ ฐานในการประกอบอาชีพ เชน 1. ผูประกาศ 2. พธิ กี ร 3. นกั จัดรายการวทิ ยุ 4. นักเขียนโฆษณาประชาสัมพนั ธ 5. นักขาว 6. นักเขียนบทความ ทง้ั น้ี ในการตดั สนิ ใจเลือกอาชพี ตาง ๆ ขึ้นอยกู ับความถนัด ความสามารถและ ประสบการณท่ีแตละคนไดส ัง่ สมมา รวมท้งั ตอ งมีการฝก ฝนเรยี นรเู พ่ิมเติมดว ย ขอคดิ สําหรบั การนาํ ความรไู ปใชในการพูด 1. เนอื้ หาทีพ่ ูดจะตองตรงตามวตั ถปุ ระสงคของงานหรือกจิ กรรมน้นั 2. มีวธิ ีพูดถูกตอ ง พูดชัดเจน ส้ัน กระชบั ไดใจความ สรา งความประทบั ใจ 3. ผพู ดู มีการแสดงออกทางกาย สหี นา และทาทางเหมาะสมกบั เนือ้ หา 4. ฝกฝนและพัฒนาตนเองอยูเสมอ 5. พดู อยางสรางสรรคและมจี รรยาบรรณในการพูด

65 ขอคดิ สาํ หรบั การนาํ ความรูไปใชใ นการเขยี น 1. เขยี นถูกตอ งตามหลกั ภาษาไทย 2. เขยี นใหส อดคลอ งกับวตั ถปุ ระสงคข องเร่อื งนั้น ๆ 3. ฝกฝนและพัฒนาตนเองในการเขียนอยเู สมอ 4. เขยี นตัวอยางสรางสรรคและมจี รรยาบรรณในการเขยี น เรอ่ื งที่ 3 การเพิม่ พนู ความรูและประสบการณดานภาษาไทยเพือ่ การประกอบอาชพี ผเู รยี นท่ีมองเห็นชอ งทางการประกอบอาชพี แลว และในการตดั สินใจเลอื กอาชพี จาํ เปนตองศกึ ษา เรยี นรเู พิ่มเติม เพ่อื เพิ่มพนู ความรแู ละประสบการณ นําไปประกอบอาชพี ได อยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ การศกึ ษาเรยี นรเู พิม่ เตมิ อาจทาํ ไดหลายวธิ ี 1. ศกึ ษาตอในระดบั ท่สี ูงขน้ึ 2. ศึกษาตอ เรียนรูเพม่ิ โดยเลอื กเรยี นในรายวิชาเลือกตาง ๆ ทส่ี ํานักงาน กศน. หรือ สถานศกึ ษาอ่นื ๆ ตามความตอ งการและตามความสนใจ 3. ฝกฝนตนเองใหมีทักษะ มีประสบการณเ พิม่ มากขนึ้ โดยการเขารว มการอบรม สัมมนา หรอื ฝกปฏิบตั กิ าร เปน ตน

66 เฉลยกิจกรรมทา ยบทท่ี 1 กจิ กรรมที่ 1 ข้นั ท่ี 1 ผูสอนแบง กลุมผเู รียน กลมุ ละ 3 – 5 คน และเปดวดี ทิ ศั นภ าพยนตรโ ฆษณา (ความยาวประมาณ 3 นาท)ี ใหผ เู รียนดู (5 คะแนน) ขัน้ ท่ี 2 ผูเรียนรว มกันสรุปเน้อื หาตามหลกั การฟง การดู และสงผูแทนกลุมนําเสนอ ขัน้ ท่ี 3 ครูและผเู รยี นรวมกันสรุปเนอื้ หา ตามหัวขอ หลักการฟง และดู แนวคําตอบ 1. ผูเรยี นสามารถสรปุ เนอ้ื หาสาระท่ีดจู ากส่ือวีดทิ ัศนไดครบถวน (2 คะแนน) 2. ผเู รียนสามารถบอกไดว าไดรบั ประโยชนอะไรจากการฟง และดู (2 คะแนน) 3. ผูเรียนมกี ารจดบันทกึ สาระสาํ คัญเพื่อเปน ขอมลู ในการทบทวน (1 คะแนน) 4. ผสู อนสังเกตผเู รียนในการนําเสนอและสรปุ เน้ือหาใหเปนความแตกตางระหวางพ้ืนฐาน การรบั รขู องผเู รยี นและสรปุ เนอื้ หารวมกับผูเรยี น เกณฑก ารใหคะแนน - ตอบตามแนวคาํ ตอบเกยี่ วกับเนอ้ื หาสาระไดถ กู ตอ งครบถว น ได 2 คะแนน - ตอบตามแนวคําตอบประโยชนในการฟงและดู ได 2 คะแนน - ผเู รยี นมกี ารจดบนั ทึกสาระสาํ คญั เพือ่ เปน ขอ มลู ในการทบทวน ได1 คะแนน - ตอบนอกเหนือจากแนวคาํ ตอบใหอ ยูในดุลยพนิ ิจของผสู อน กิจกรรมท่ี 2 ใหผูเรยี นบอกประโยชนของการฟง และการดูที่สามารถนําความรูไปใชใ นการพัฒนา ความเปน อยใู นชวี ิตประจาํ วนั ได พรอ มยกตัวอยา ง (5 คะแนน)

67 แนวคําตอบ 1. การฟงและการดทู าํ ใหไดรับความรูและขอมูลในการตัดสินใจแกปญหา เชน การดูสาร คดี ขาวสารบานเมอื ง และสาระความรตู างๆ ทัง้ เอกสารสิง่ พมิ พ 2. ไดร บั ความสนุกสนาน เพลดิ เพลิน ผอ นคลาย จากการดูและฟงดนตรี นวนิยาย ละคร 3. สามารถจบั ใจความสําคัญจากการฟง และดู แลว นํามาประยุกตใชกับตนเองได 4. ไดค ตชิ ีวติ นําไปสกู ําลงั ใจในการพฒั นาตนเองใหส ามารถดําเนินชีวติ และแนวทางการ ประกอบอาชพี เกณฑก ารใหค ะแนน - ตอบตามแนวคําตอบครบถว นถกู ตอง 4 ขอ ได 5 คะแนน - ตอบตามแนวคาํ ตอบครบ 3 ขอ ได 4 คะแนน - ตอบตามแนวคําตอบครบ 2 ขอ ได 3 คะแนน - ตอบตามแนวคําตอบครบ 1 ขอ ได 1-2 คะแนน กิจกรรมท่ี 3 ใหผูเรยี นแบง กลุม อภปิ รายเกย่ี วกับมารยาทในการฟงและมารยาทในการดู และสง ผแู ทนกลุมนาํ เสนอผลการอภิปราย (5 คะแนน) แนวคาํ ตอบ (ในการนาํ เสนอ) มารยาทในการฟง (2.5 คะแนน) 1. ตั้งใจฟง ไมสงเสยี งรบกวนผอู ื่นขณะฟง 2. ใหเ กียรตวิ ทิ ยากร ไมคุยและไมถ ามเพอื่ ทดสอบความรขู องผพู ูด 3. ไมค วรใช หรอื ควรปด อปุ กรณก ารสอื่ สารทกุ ชนดิ 4. หากมขี อสงสยั ขณะฟงควรถามเม่อื มีโอกาสทีเ่ หมาะสม

68 มารยาทในการดู (2.5 คะแนน) 1. ตั้งใจดไู มพ ูดคุยเสียงดัง 2. ไมร บกวนสมาธิของผูอนื่ 3. ไมควรฉีกหรือทาํ ลายภาพเอกสารที่ดี 4. ไมควรวจิ ารณผูพูดในขณะท่ีพดู เกณฑก ารใหค ะแนน รว มกันทํากิจกรรมกลุม และนาํ เสนอไดต ามแนวคาํ ตอบใหหวั ขอละ 2.5 คะแนน รวม 2 หวั ขอ ได 5 คะแนน เฉลยกิจกรรมทายบทท่ี 2 กิจกรรมท่ี 1 ใหผ ูเรยี นแบง กลมุ เพอ่ื เตรยี มการพูดในโอกาสตางๆ ดงั นี้ (5 คะแนน) 1. การพดู อวยพร 2. การพูดขอบคณุ 3. การพูดแสดงความดีใจและเสยี ใจ 4. การพดู ตอ นรับ 5. การพูดรายงาน 6. การกลา วอาํ ลา

69 แนวคําตอบ 1. นําเสนอเนอ้ื หาไดเ หมาะสมกับหัวขอ ที่ไดรบั มอบหมาย 2. ความพรอ ม บคุ ลิกของผูท่ไี ดร ับมอบหมายจากกลมุ ใหเ ปน ผูนาํ เสนอ 3. เนอ้ื หาสาระในการพูดถกู ตอง มีความนา เชื่อถอื 4. มกี ารเตรียมเอกสารหลักฐานประกอบการพูด 5. การแตง กายสุภาพเหมาะสมเพื่อเปน การใหเกียรติผฟู ง เกณฑก ารใหค ะแนน (5 คะแนน) - นําเสนอเนือ้ หาไดเหมาะสมกับหัวขอ (การพูดในโอกาสตา ง ๆ) ตามทีไ่ ดรบั มอบหมาย ได 3 คะแนน - ความพรอม บุคลิกภาพ และการแตง กายสุภาพเหมาะสมของผูนําเสนอ ได 1 คะแนน - เนื้อหาสาระถกู ตองนา เชือ่ ถือและมกี ารเตรียมสอื่ ประกอบการพูดไดอยา งเหมาะสม ได 1 คะแนน เฉลยกิจกรรมทา ยบทที่ 3 กิจกรรมท่ี 1 ใหผูเรียนอานบทรอยกรองตอไปน้ีแลวสรุปเปนรอยแกวใหไดความหมายที่สมบูรณ (5 คะแนน) รักกันอยู ขอบฟา เขาเขียว เสมออยหู อ แหงเดียว รวมหอง ชังกันบ แลเหลยี ว ตาตอ กันนา เหมือนขอบฟา มาปอ ง ปาไมม าบัง โครงโลกนิติ สมเดจ็ พระเจา บรมวงศเ ธอกรมพระยา เดชาดิศร

70 แนวคําตอบ คนทีม่ ีความรัก ความหวงใยกันจะมีความรูสึกที่ดี เปรียบไดวาถึงแมจะอยูหางไกลกันแตยัง คิดถงึ หรอื ระลึกถงึ กนั อยเู สมอ แตสําหรับคนทเี่ กลยี ดกันแมอยใู กลช ิดกนั ก็ไมต องการทจี่ ะพบปะกัน เกณฑก ารใหค ะแนน - ตอบตามแนวคาํ ตอบ ให 5 คะแนน - ตอบนอกเหนือจากแนวคาํ ตอบใหอยูในดลุ พินจิ ผูส อน เฉลยกิจกรรมทา ยบทที่ 4 กจิ กรรมที่ 1 ใหผ ูเ รียนเติมคําคลอ งจองในชอ งวางใหไดป ระโยคทส่ี มบูรณ (5 คะแนน) แนวคําตอบ ปนู า ขา เก รมู าก ยาก นาน ยใุ หรํา ตาํ ให ร่วั พอของฉัน ฟน สี ขาว ชอบเรือ่ งราว ท่ี เลา ขาน ไปตลาด ซอ้ื ขนม ตาล อยากพบพาน แต คน ดี ขงิ ก็รา ขา ก็ แรง ไมข ดั แยง เปน เร่ือง ดี เกณฑก ารใหค ะแนน คําคลองจองที่ผูเรยี นตอบไมจาํ เปน ตองเหมอื นแนวคาํ ตอบแตตองอานใหพ อ ง เสียงเปน คาํ คลอ งจองและใหอ ยูใ นดลุ ยพินจิ ของครผู สู อน - ตอบคําคลอ งจองไดค รบ 9-8 ขอ ได 5 คะแนน - ตอบคําคลองจองไดครบ 6-7 ขอ ได 4 คะแนน - ตอบคําคลองจองไดค รบ 4-5 ขอ ได 3 คะแนน - ตอบคําคลอ งจองไดค รบ 2-3 ขอ ได 2 คะแนน - ตอบคําคลอ งจองได 1 ขอ ได 1 คะแนน - ตอบนอกเหนอื จากแนวคาํ ตอบใหอ ยูใ นดลุ พนิ จิ ผสู อน

71 กิจกรรมท่ี 2 การบนั ทึกจากการอา น ใหผ เู รยี นอานบทความตอไปน้ี แลวดาํ เนินการจดบันทกึ การอา นตามหลักการจด บันทกึ ใหถูกตอ ง (5 คะแนน) แนวคําตอบ 1. บันทกึ และจับใจความสําคัญของเรือ่ งวามวี ตั ถปุ ระสงคข องขอ เขยี นได 2 คะแนน 2. มีคติขอ คิดท่ีผูเ รียนตดั สนิ ใจจดบนั ทึกไว ได 2 คะแนน 3. มีการอางอิงชอ่ื หนงั สือ................ผแู ตง................แตง เมือ่ ใด ได 1 คะแนน กิจกรรมที่ 3 ใหผูเรยี นเขียนเรยี งความ เร่อื ง “แนวทางการดําเนนิ ชีวิตตามหลักปรชั ญาของ เศรษฐกจิ พอเพียง” มีความยาวไมเกนิ 1 หนากระดาษ (10 คะแนน) แนวคาํ ตอบ 1. เขยี นครบองคประกอบ 3 สว น คือ 1. คํานาํ (2 คะแนน) 2. เนอื้ เร่อื ง (5 คะแนน) และ 3. สรปุ (3 คะแนน) (รวม 10 คะแนน) 2. ตอบนอกเหนือจากแนวคาํ ตอบ ใหอยใู นดุลยพนิ ิจของผสู อน กิจกรรมที่ 4 ใหผ ูเรยี นบอกมารยาทในการอา นและการสรางนสิ ัยรกั การอาน (5 คะแนน) แนวคาํ ตอบ มารยาทในการอาน (2 คะแนน) 1. ไมค วรอานเรอ่ื งสวนตวั ของผอู ่ืน 2. ไมควรชะโงกอา นหรือแยงอา นในขณะท่ผี อู นื่ กําลงั อา นเพราะจะเกิดความสําคัญ 3. ไมอา นออกเสยี งดังในขณะทผ่ี อู ่ืนตอ งการความสงบ 4. ไมท าํ ลายหรือขีดฆา ขอความในหนังสือที่ไมใชของตนเอง การสรางนสิ ัยรกั การอาน (3 คะแนน) เทคนิคการสรางนิสัยรักการอา น ดังนี้ 1. เริ่มจากการหาหนงั สือ วารสาร นิตยสาร สงิ่ พิมพ ในประเภทที่ตนเองชอบ หรอื สนใจ มาเปนตัวเร่มิ ตน เชน นิตยสารดารา นวนิยายเดก็ หนงั สือพมิ พ วารสารทอ งเทยี่ ว นติ ยสาร กฬี า เปน ตน รวมถึงเวบ็ ไซตขอ มูลหรอื บทความตา งๆทีม่ ีเนื้อหาทต่ี นสนใจ เพราะหากเราเร่ิมจาก สงิ่ ทต่ี นเองรักชอบเปนพิเศษ จะทาํ ใหอยากอาน และทนอา นไดน าน

72 2. เมอื่ เริม่ ตนฝก นิสยั การอาน จะพบวา ตนเองอา นไดไมเ รว็ นัก เน่ืองจากขาดการฝก ฝนมา นาน บางคนอานยอนไปยอ นมา หรอื อานเปน คําๆ ทําใหอา นไดช า แตเ ม่ืออา นส่งิ ที่ตนสนใจบอ ยๆ กจ็ ะทาํ ใหสามารถอา นไดค ลองขึ้นและเร็วข้ึน ทกั ษะดานการอา นเรว็ น้ัน ตองคอยๆพัฒนาจากการ อา นบอ ยๆโดยฝกตนเองใหอา นทีละประโยค ไมใชท ีละคาํ และอานรวดเดียวจนจบยอหนา อยา อานยอนประโยคไปมา เมือ่ อา นจบยอ หนาหากไมเขาใจคอ ยยอนมาอา นใหมตงั้ แตต นยอหนา รวด เดยี วจนจบซํา้ อีกครง้ั จงึ จะไดค วามคิดรวบยอดของยอหนานน้ั 3. เมื่ออา นหนงั สือประเภทที่ตนชอบจนเรม่ิ คลองแลว ซงึ่ คนสวนใหญก็มกั ชอบอานหนงั สอื แนวบนั เทิง กข็ ยบั ขยายมาเปน หนังสอื แนวอืน่ ท่อี าจเปนแนวสาระมากขนึ้ แตย ังเปนสาระท่ตี นเอง สนใจเปนการสวนตัวอยู เชน คอมพวิ เตอร เทคโนโลยี การเงินสวนบุคคล จิตวิทยาการพฒั นา ตนเอง เปน ตน เพราะหนงั สือแนวน้ีจะชว ยพัฒนาความรูความคดิ ใหแ กผอู านไดมาก 4. คอ ยๆอา นวันละเลก็ ละนอ ยกอนนอน เชน อานเปนเวลา 15 -30 นาที กอนนอนทกุ คืน จนตดิ เปนนิสยั เหมือนการแปรงฟนอาบนา้ํ กอ นนอน คือ ตองอา นหนังสอื กอนนอน มฉิ ะน้ัน จะรู สึกวา ลมื ทาํ อะไรไปสักอยา ง แสดงวาทา นเรม่ิ ตดิ การอา นแลว 5. พฒั นานสิ ยั รกั การอานมาสูจ ดุ ท่ี มีหนงั สือตดิ ตวั ตดิ รถ หรือ ตดิ กระเปา ไวต ลอดเวลา เม่ือไหรที่มีเวลาวาง หรือ กาํ ลงั นง่ั รออะไรก็ตาม ก็หยิบหนงั สอื ขน้ึ มาอานทกุ คร้งั ไป เปนการฆา เวลา และไดค วามรไู ปดว ย ทําใหไ มตองหว งวา ไมวาง ไมม เี วลาอานหนังสอื เหมือนกับขออางของ คนสวนใหญ เพราะคุณสามารถอา นไดท ุกชว งเวลาสั้นๆท่ีมี เกณฑก ารใหค ะแนน - มารยาทในการอานตอบตามแนวคําตอบ ไดขอละ .5 คะแนน (รวม 2 คะแนน) - การสรา งนสิ ยั รกั การอา นตอบตามแนวคําตอบ ไดขอละ 1 คะแนน (รวม 3 คะแนน) - ตอบนอกเหนอื แนวคาํ ตอบใหอยูในดุลยพินจิ ของผูสอน

73 เฉลยกิจกรรมทายบทที่ 5 กจิ กรรมท่ี 1 หลกั ภาษาไทย “ขนุ ชาง ขุนแผน และนางวนั ทอง เปนคนเมืองสุพรรณบรุ ี พวกเขาเคยเปนเพื่อนเลนกันมา และตา งเปน กําพรา บดิ า ขุนแผนกบั มารดาอพยพไปอยูกาญจนบรุ ี ตอ มาขุนแผนไปบวชอยทู ี่วดั ปา เลไลยสุพรรณบรุ ี มีโอกาสไดพ บกับนางวันทอง” จากขอความขา งตน คําใดเปน คาํ นามเรียกบุคคล สถานท่ี และสมหุ นาม (5 คะแนน) แนวคําตอบ คาํ นามเรียกชือ่ บุคคล คือ ขนุ ชา ง ขนุ แผน นางวันทอง คํานามเรียกช่ือสถานท่ี คอื เมืองสุพรรณบรุ ี กาญจนบรุ ี วัดปา เลไลย คาํ นามทเ่ี รยี กรวมกันเปนหมู คือ (สมุหนาม) พวก เกณฑก ารใหค ะแนน - ตอบไดครบทุกคาํ ถามครบถว น ได 5 คะแนน - ตอบไดไ มครบทุกคาํ ถามใหอยใู นดลุ ยพินจิ ของผสู อน กจิ กรรที่ 2 ใหผูเรยี นบอกลักษณะคําวเิ ศษณทีข่ ีดเสน ใตไวว า เปน คําวิเศษณประเภท ได (5 คะแนน) แนวคําตอบ คาํ วเิ ศษณบอกลกั ษณะ คอื เคม็ หวาน ดี ชั่ว ขาว แดง คาํ วเิ ศษณบอกเวลา คือ โบราณ สาย คาํ วิเศษณบอกจาํ นวน คือ มาก คาํ วเิ ศษณบอกสถานท่ี คอื นอก คาํ วิเศษณบ อกท่ีแสดงความชเ้ี ฉพาะ คือ นี้

74 เกณฑก ารใหค ะแนน ได 5 คะแนน ได 4 คะแนน - ตอบไดครบทกุ ขอ แยกประเภทถกู ตอ ง ได 3 คะแนน - ตอบแยกประเภทไดถูกตอ ง 6-8 คํา ได 2 คะแนน - ตอบแยกประเภทไดถกู ตอง 3-5 คํา ได 1 คะแนน - ตอบแยกประเภทไดถูกตอ ง 2 คํา - ตอบแยกประเภทไดถกู ตอง 1 คํา กิจกรรมที่ 3 ใหผเู รียนนาํ ประโยคตอ ไปนมี้ ากรอกในโครงสรา งของประโยคใหถกู ตอง (5 คะแนน) แนวคําตอบ ประโยค ภาคประธาน ภาคแสดง ประธาน สว นขยาย กริยา สวนขยาย กรรม สวนขยาย 1. นอ งคนเล็กกนิ ไอศกรมี นอ ง คนเล็ก กิน - ไอศกรีม - 2. พีส่ าวฉนั ชอบดูทีวี พส่ี าว ฉัน ชอบดู - ทีวี - 3. แมคา ขายผลไมท กุ วัน แมค า - ขาย - ผลไม ทุกวัน 4. ลูกชายเลน ฟตุ บอลในสนาม ลกู ชาย - เลน - ฟตุ บอล ในสนาม 5. พอของฉันออกกาํ ลงั กายตอนเชา พอ ของฉนั ออกกาํ ลงั ตอนเชา กาย

75 เกณฑก ารใหค ะแนน ตอบถกู ขอ ละ 1 คะแนน กิจกรรมที่ 4 เคร่อื งหมายวรรคตอน ใหผูเรียนบอกชือ่ เคร่ืองหมายวรรคตอนและวิธใี ชใ หถูกตอ งพรอมยกตัวอยา งประโยค (5 คะแนน) แนวคําตอบ เครอื่ งหมาย วธิ ีใช ? ปรศั นี ใชก บั ขอความทีเ่ ปนคาํ ตอบ เชน ขอนี้คาํ ตอนคอื อะไร? ใชกับคําอุทานหรือขอความท่ีแสดงอารมณต างๆ ! อัศเจรีย เชน อุยตาย! อนิจจา! () นขลิขิต ใชค่ันขอ ความอธิบายหรอื ขยายความคําหรอื ประโยคขางหนา ใหช ัดเจน เชน นกมหี ู หนมู ีปก (คา งคาว)  อัญประกาศ ใชส าํ หรับเขียนครอมคาํ หรือขอ ความเพื่อแสดงวา ขอ ความนั้น เปน คาํ พูด เชน “น้ํามาปลากนิ มด นา้ํ ลดมดกนิ ปลา” ๆ ไมยมก ใชเขียนเพือ่ ซ้าํ คํา ซ้ําวลี ซํ้าประโยคสัน้ ๆ เชน เดินเรว็ ๆ ฯลฯ ไปยาลใหญ ใชละขอ ความตอนปลายหรือตอนกลาง เชน ตนไมทเ่ี ปน สมนุ ไพร ไดแ ก ขิง ขา ตะไคร มะกรูด ฯลฯ ฯ ใชละบางสว นของคาํ ท่ีเนนช่อื เฉพาะและรจู ักกันดีแลว ไปยาลนอ ย เชน กรุงเทพฯ

76 เกณฑก ารใหค ะแนน - ตอบชื่อเครอ่ื งหมาย พรอ มยกตัวอยางถูกตอ งไดมากกวา 5 ขอ ให 5 คะแนน - ตอบชื่อเคร่ืองหมาย พรอมยกตัวอยางถกู ตองได 4-5 ขอ ให 4 คะแนน - ตอบชือ่ เครอ่ื งหมาย พรอ มยกตวั อยางถูกตอ งได 3 ขอ ให 3 คะแนน - ตอบชอื่ เครื่องหมาย พรอมยกตัวอยา งถูกตองได 2 ขอ ให 2 คะแนน - ตอบชอ่ื เครื่องหมาย พรอ มยกตวั อยา งถูกตอ งได 1 ขอ ให 1 คะแนน กิจกรรมท่ี 5 ใหนกั ศึกษาเขียนคาํ ราชาศัพทแ ละคาํ ทีใ่ ชก บั พระสงฆ (5 คะแนน) แนวคาํ ตอบ 1. พอ คาํ ราชาศัพท (2.5 คะแนน) 2. แม พระราชบดิ า พระชนก 3. ลูกสาว พระราชมารดา พระราชชนนี 4. ใหพร สมเดจ็ พระเจา ลกู เธอ พระราชธดิ า 5. ไปหาหรือเขา พบ ถวายพระพร เฝาทลู ละอองธลุ พี ระบาท 6. เชิญ 7. ไหว คําทใ่ี ชเกี่ยวกับพระสงฆ (2.5 คะแนน) 8. ปวย อาราธนา 9. ให นมสั การ 10. ทาน อาพาธ ถวาย ฉันภัตตาหารเชา

77 เกณฑก ารใหค ะแนน ตอบถูกขอ ละ 0.5 คะแนน (10 ขอรวม 5 คะแนน) กิจกรรมที่ 6 คาํ พงั เพย ใหผ ูเรียนแปลความหมายคําพังเพยตอ ไปนี้ (5 คะแนน) แนวคําตอบ 1. ยอมเสียสละแมแ ตข องจําเปน ท่ีตนมอี ยู เพอ่ื รกั ษาชอ่ื เสียงของตนไว 2. ลงทุนมากแตไดผลนอ ยไมคุมคา 3. ทําอาการมีพริ ุธขึ้นเองแสดงออกอาการเดอื ดรอนข้นึ เอง 4. เก็บเล็กผสมนอ ยโนนบา งนบ่ี างจนสาํ เร็จเปน รปู เปนรางข้ึนมา 5. เขาไปยุงกับเรือ่ งของผูอน่ื จนเกิดเปนเร่ืองกลบั มาทต่ี ัวเอง เกณฑก ารใหค ะแนน - ตอบถกู ตามแนวคาํ ตอบได ขอละ 1 คะแนน - ตอบนอกเหนือจากแนวคาํ ตอบแตม คี วามหมายตรงกันกับแนวคาํ ตอบใหอยใู นดลุ ยพนิ จิ ของครูผูสอน

78 บรรณานกุ รม สงเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั , สํานักงาน หนงั สอื เรยี นสาระความรู พื้นฐาน รายวชิ าภาษาไทย พท 11001 ระดับประถมศกึ ษา ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2554 เอกสารทางวิชาการ หมายเลช 1/2555 สรุ ะ ดามาพงษ และคณะ ภาษาไทย ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน กรุงเทพฯ : โรงพิมพว ฒั นา พานชิ จาํ กดั . มปพ เอกรินทร สมี่ หาศาล และคณะ ภาษาไทย ป.6 กรุงเทพฯ : อักษรเจรญิ ทศั น กาญจนา เชือ่ มศรจี นั ทร 2552. จุดมงุ หมายในการอาน (ออนไลน)ใ แหลงท่มี า : http://www. thaigoodview,com (14 มกราคม 2557) ทีมงานทรูปลูกปญ ญา. 2552 การอานในใจ (ออนไลน) . แหลง ที่มา : http://www trueplookpamya.com (15 มกราคม 2557) www.m-cutture.go.th/ilovethaiculture/index.php/2013-09-03-09-34-32/km- travel/item/มารยาทในการพดู www.sopon.ac.th/sopon/thai/dand 2/Index/P2N2ntm/13 มกราคม 2557 http ://2020143.165.163/th-m1/chap 1/chap 1_2.pdf

79 คณะผูจัดทาํ ท่ปี รกึ ษา บญุ เรอื ง เลขาธิการ กศน. 1. นายประเสรฐิ ทับสพุ รรณ รองเลขาธกิ าร กศน. 2. นายชาญวทิ ย จําจด รองเลขาธกิ าร กศน. 3. นายสรุ พงษ จันทรโอกลุ ผูเ ชยี่ วชาญเฉพาะดา นพฒั นาส่ือการเรียนการสอน 4. นางวัทนี สุวรรณพิทักษ ผเู ชี่ยวชาญเฉพาะดา นเผยแพรท างการศึกษา 5. นางกนกพรรณ งามเขตต ผูอ ํานวยการกลุมพัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน 6. นางศทุ ธนิ ี ผเู ขียน/ผเู รียบเรยี ง และบรรณาธกิ าร 1. นางสาวพิมพาพร อินทจักร ขา ราชการบํานาญ สถาบัน กศน.ภาคเหนือ 2. นางนพรัตน เวโรจนเ สรวี งศ ขา ราชการบาํ นาญ สาํ นักงาน กศน. 3. นายเริง กองแกว ศึกษานิเทศก สาํ นักงาน กศน. จังหวดั นนทบุรี คณะทํางาน กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น 1. นายสุรพงษ มัน่ มะโน กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น 2. นายศุภโชค ศรรี ัตนศิลป กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น 3. นางสาวสุลาง เพ็ชรสวา ง กลมุ พัฒนาการศึกษานอกโรงเรยี น 4. นางสาวเบญ็ จวรรณ อาํ ไพศรี กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน 5. นางสาวชมพูนท สังขพ ชิ ัย ผพู ิมพต น ฉบับ เพช็ รสวาง กลุม พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน 1. นางสาวสลุ าง อนิ ทระสนั ต กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน 2. นางจุฑากมล ผูออกแบบปก ศรีรตั นศิลป กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน นายศุภโชค

80 คณะผูจัดทาํ กิจกรรมทา ยบทเอกสารสรปุ เน้ือหาท่ีตองรู ระหวา งวนั ที่ 1- 3 มถิ ุนายน 2559 ณ หอ งประชมุ บรรจง ชสู กลุ ชาติ ชั้น 6 สํานักงาน กศน. ทปี่ รกึ ษา เลขาธิการ กศน. 1. นายสรุ พงษ จาํ จด รองเลขาธิการ กศน. 2. นายกติ ติศักด์ิ รตั นฉายา ผอู าํ นวยการกลมุ พัฒนาระบบการทดสอบ 3. นางพรรณทพิ า ชนิ ชัชวาล ผเู ขียน/ผูเ รียบเรียง และบรรณาธิการ สาํ นกั งาน กศน. จงั หวดั นนทบุรี 1. นายเริง กองแกว สาํ นักงาน กศน. จงั หวดั ลพบรุ ี 2. นางสาวนติ ยา มขุ ลาย กศน.อําเภอเมอื ง จงั หวัดชลบรุ ี 3. นางสาวเอมอร แกว กลํ่าศรี กศน.เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร 4. นางสาวอริญชัย อนิ ทรนัฏ คณะทาํ งาน กลุมพฒั นาระบบการทดสอบ 1. นางเกณกิ า ซิกวารท ซอน กลมุ พัฒนาระบบการทดสอบ 2. นายธานี เครืออยู กลมุ พัฒนาระบบการทดสอบ 3. นางสาวจรุ ีรตั น หวงั สิริรตั น กลมุ พัฒนาระบบการทดสอบ 4. นางสาวอษุ า คงศรี กลุม พัฒนาระบบการทดสอบ 5. นางสาวกรวรรณ กววี งษพ ิพฒั น กลมุ พฒั นาระบบการทดสอบ 6. นายภาวติ นธิ ิโสภา กลุมพฒั นาระบบการทดสอบ 7. นางสาวหทยั มาดา ดิฐประวรรตน

81


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook