Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิทยาศาสตร์ ประถม พว11001

วิทยาศาสตร์ ประถม พว11001

Description: วิทยาศาสตร์ ประถม พว11001

Search

Read the Text Version

46 1. แรงดึงดูดของโลกทําใหวัตถุตาง ๆ บนพื้นโลกไมหลุดลอยออกไปจากโลก โดยเฉพาะ บรรยากาศทีห่ อ หุมโลกไมใ หล อยไปในอวกาศ จงึ ทําใหมนุษยด าํ รงชวี ติ อยูได 2. แรงดึงดูดของโลกทําใหน า้ํ ฝนตกลงสพู นื้ ดิน ใหค วามชุมช่ืนแกส ิ่งมีชวี ติ บนพืน้ โลก 3. แรงดงึ ดูดของโลกทาํ ใหน าํ้ ไหลลงจากทสี่ งู ลงสูทต่ี าํ่ ทาํ ใหเกดิ นํ้าตก นํ้าในแมนํ้าไหลลงทะเล คนเราก็อาศัยประโยชนจากการไหลของน้าํ อยา งมากมาย เชน การสรางเขอ่ื นแปลงพลังงานนํ้ามาเปน พลงั งานไฟฟา เปนตน แรงดนั ของของเหลวและของไหลมปี ระโยชนอ ยา งไรบาง แรงดนั หรอื ความดันของอากาศทก่ี ระทําตอพื้นผิวโลกเรียกวา ความดันบรรยากาศ ซึ่งเปนท่ี ทราบกันดีวา ของเหลวก็มีความดัน ซ่ึงความดันของของเหลวข้ึนอยูกับปจจัย 3 ประการ คือ ความลึก หรอื ความสูง ความหนาแนน ของของเหลว และแรงโนม ถวงของโลก วิธกี ารวดั ความดนั บรรยากาศ อาจทําไดโ ดยใชเ คร่ืองมอื ทเ่ี รยี กวา บารอมิเตอร(barometer) ผูประดิษฐบารอมิเตอรเครื่องแรกของโลกคือนักคณิตศาสตรชาวอิตาลี ชื่อ ทอรริเชลลี ในป ค.ศ. 1643 เครื่องมือประกอบดวยอางท่ีเติมสารปรอท และหลอดแกวขางในบรรจุดวยปรอทใหเต็มแลว คว่ําหลอดแกวลงในอางปรอท ดังรูปดานลาง (ปรอทเปนธาตุอีกชนิดหน่ึงท่ีมีสถานะเปนของเหลวท่ี อุณหภูมิหอ ง มคี วามหนาแนน เทา กับ 13.4 g/ml) ประโยชนข องแรงดนั - ใชคาํ นวนความสงู ของช้ันบรรยากาศ และวดั ความลึกของระดบั น้ําทะเล - ใชใ นทางกลศาสตรในระบบไฮโดรลิค ของเครอ่ื งมือชนดิ ตา ง ๆ - ใชใ นการผลิตกระแสไฟฟา ดว ยพลงั น้ํา - ใชใ นอตุ สาหกรรม และธุรกจิ การบนิ - กาลกั นํ้า ฯลฯ

47 บทท่ี 11 พลงั งานในชีวิตประจําวนั และการอนรุ กั ษพ ลงั งาน เนอ่ื งจากพลงั งานไฟฟา เปน พลงั งานที่มคี วามสําคญั ในชีวิตประจาํ วนั เปน อยางมาก ทา นมคี วาม เขาใจเกยี่ วกบั พลงั งานไฟฟา อยางไร และมวี ธิ ีอนรุ กั ษก ารประหยัดพลังงานไฟฟาอยา งไรบา ง พลงั งานไฟฟา หมายถงึ พลงั งานรูปแบบหนึ่งทเี่ กิดจากการเคลอ่ื นทีข่ องอเิ ลคตรอนซง่ึ สามารถ เปลย่ี นไปเปนพลังงานอกี รปู แบบหนง่ึ ได พลงั งานไฟฟาเกดิ จากแหลงกําเนดิ หลายประเภท ไดแ ก 1. ไฟฟา จากการขัดสี เกิดจากการนําวัสดุตางชนิดกันมาขัดถูแลวทําใหเกิดอํานาจอยางหนึ่ง ขึน้ มา และสามารถดูดวัตถอุ ่ืนๆทเี่ บาบางได เราเรยี กอาํ นาจน้ันวา ไฟฟาสถิต ซ่งึ เมือ่ เกิดขึ้นแลวจะอยู ในวัตถุไดช ว่ั ขณะหนึ่ง แลวหลังจากนัน้ กจ็ ะคอ ยๆเสอ่ื มลงไปจนสดุ ทายกห็ มดไปในทส่ี ดุ 2. ไฟฟา จากปฏิกิริยาเคมี การเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมจี ะทําใหป ระจุไฟฟาในสารเคมีนัน้ เคล่ือนที่ผาน ตวั นาํ ทาํ ใหเกิดเปน ไฟฟากระแสขน้ึ ได เรานาํ หลักการนีไ้ ปประดิษฐถ านไฟฉาย และแบตเตอร่รี ถยนต 3. ไฟฟาจากสนามแมเหล็ก เกิดขึ้นไดเมื่อมีการหมุนหรือเคลื่อนที่ผานขดลวดตัดกับ สนามแมเหล็ก ทําใหเกิดกระแสไฟฟาในขดลวด ซ่ึงเรานําหลักการน้ีไปสรางเคร่ืองกําเนิดไฟฟาที่ เรียกวา ไดนาโม ซึง่ สามารถผลิตกระแสไฟฟาไดท ั้งไฟฟา กระแสตรงและกระแสสลับ 4. ไฟฟาจากแรงกดดนั แรธ าตุบางชนดิ เม่อื ไดรบั แรงกดดนั มากๆจะปลอยกระแสไฟฟาออกมา ได ซงึ่ เรานาํ แรธ าตเุ หลานม้ี าใชประโยชนใ นการทําไมโครโฟน หัวเข็มของเคร่ืองเลนแผน เสยี ง เปน ตน 5. กระแสไฟฟาจากสัตวบางชนิด สัตวน้ําบางชนิดมีกระแสไฟฟาอยูในตัว เมื่อเราถูกตองตัว สัตวเ หลา นน้ั จะถูกไฟฟาจากสัตวเหลานั้นดูดได เชน ปลาไหลไฟฟา เปน ตน 6. กระแสไฟฟาจากพลังงานแสงอาทิตย โดยการนําวัสดุที่เม่ือถูกแสงกระทบแลวทําให อิเลคตรอนเคล่ือนทไ่ี ด เชน ซลิ ิกอน ซึ่งอุปกรณที่วาน้ีเรียกวา โซลารเซล กระแสที่ไดเปนกระแสตรง เปนพลงั งานไฟฟาท่ีมคี วามสําคัญมากเพราะเปน พลงั งานทางเลือก สะอาด และไมม วี นั หมด เนื่องจากกระแสไฟฟา เปนพลงั งานที่เปลีย่ นเปน พลังงานรูปแบบอ่นื ไดอยางสะดวกและ แพรหลาย จึงมกี ารใชกันอยางมากมายและมีแนวโนมเพิ่มขึน้ อยา งรวดเร็ว จึงมคี วามจําเปน อยา งยง่ิ ท่ี จะตอ งชว ยกันอนุรกั ษแ ละประหยดั พลังงานดงั น้ี

48 การประหยดั และอนรุ กั ษพ ลงั งานไฟฟา 1. ปด สวิตชไฟ และเครอื่ งใชไ ฟฟา ทกุ ชนิดเมือ่ เลิกใชง าน 2. เลือกซื้อเครื่องใชไฟฟาที่ไดมาตรฐาน ดูฉลากแสดงประสิทธิภาพใหแนใจทุกคร้ังกอน ตัดสินใจ 3. ปดเครอื่ งปรบั อากาศทุกครัง้ ทจ่ี ะไมอยใู นหองเกนิ 1 ชั่วโมง 4. หมน่ั ทาํ ความสะอาดแผนกรองอากาศของเคร่ืองปรับอากาศบอยๆ เพอ่ื ลดการเปลืองไฟใน การทาํ งานของเครื่องปรับอากาศ 5. ต้งั อณุ หภมู เิ คร่อื งปรับอากาศที่ 25 องศาเซลเซียส ซึ่งเปน อุณหภูมทิ ี่กําลงั สบาย อุณหภูมิที่ เพม่ิ ข้ึน 1 องศา ตองใชพ ลงั งานเพม่ิ ข้นึ รอยละ 5 6. ไมค วรปลอยใหม คี วามเย็นร่ัวไหลจากหอ งทต่ี ิดตงั้ เคร่ืองปรบั อากาศ 7. ลดและหลีกเลี่ยงการเก็บเอกสาร หรือวัสดุอ่ืนใดที่ไมจําเปนตองใชงานในหองท่ีมี เคร่ืองปรบั อากาศ เพอื่ ลดการสญู เสีย และใชพ ลังงานในการปรับอากาศภายในอาคาร 8. ตดิ ต้ังฉนวนกนั ความรอ นโดยรอบหองทีม่ ีการปรับอากาศ เพ่ือลดการสูญเสียพลังงานจาก การถายเทความรอ นเขาภายในอาคาร 9. ควรปลูกตนไมรอบๆ อาคาร เพราะตนไมขนาดใหญ 1 ตนใหความเย็นเทากับ เครื่องปรบั อากาศ 1 ตนั หรือใหความเย็นประมาณ 12,000 บที ียู 10. เลือกซื้อพัดลมที่มีเคร่ืองหมายมาตรฐานรับรอง เพราะพดั ลมท่ีไมไดคุณภาพ มักเสียงาย และกินกระแสไฟฟา มาก 11. หากอากาศไมรอ นเกินไป ควรเปด พดั ลมแทนเครอื่ งปรับอากาศ 12. ใชหลอดไฟประหยัดพลงั งาน ใชห ลอดผอมจอมประหยดั แทนหลอดอว น ใชหลอดตะเกียบ แทนหลอดไส หรือใชหลอดคอมแพคทฟ ลอู อเรสเซนต 13. ควรใชบัลลาสตประหยัดไฟ หรือบัลลาสตอิเล็กโทรนิกคูกับหลอดผอมจอมประหยัด จะชว ยเพิม่ ประสทิ ธิภาพในการประหยัดไฟไดอ กี มาก 14. ควรใชโคมไฟแบบมีแผนสะทอนแสงในหองตางๆ เพ่ือชวยใหแสงสวางจากหลอดไฟ กระจายไดอ ยางเต็มประสิทธภิ าพ

49 15. หม่นั ทาํ ความสะอาดหลอดไฟทบี่ าน เพราะจะชว ยเพม่ิ แสงสวางโดยไมต องใชพลังงานมาก ข้ึน ควรทาํ อยางนอย 4 ครง้ั ตอป 16. ควรใชสอี อนตกแตงอาคาร ทาผนังนอกอาคารเพื่อการสะทอนแสงท่ีดี และทาภายใน อาคารเพอ่ื ทําใหห อ งสวางไดม ากกวา 17. ใชแ สงสวางจากธรรมชาติใหมากท่สี ุด 18. ปดตูเย็นใหสนิท ทําความสะอาดภายในตูเย็น และแผนระบายความรอนหลังตูเย็น สม่าํ เสมอ 19. ไมควรพรมนาํ้ จนแฉะเวลารดี ผา เพราะตอ งใชค วามรอนในการรีดมากขนึ้ 20. ดึงปล๊กั ออกกอนการรดี เส้ือผาเสรจ็ เพราะความรอนทีเ่ หลือในเตารีด ยังสามารถรีดตอได 21. เสียบปล๊ักครงั้ เดียว ตองรดี เส้ือใหเ สรจ็ ไมควรเสยี บและถอดปล๊ักเตารีดบอยๆ 22. ปดโทรทัศนทนั ทีเม่ือไมมีคนดู เพราะการเปดท้ิงไวโดยไมมคี นดู เปน การสน้ิ เปลอื งไฟฟา 23. ใชเ ตาแกส หุงตมอาหาร ประหยัดกวา ใชเ ตาไฟฟา 24. อยาเสียบปลก๊ั หมอ หุงขา วไว เพราะระบบอนุ จะทํางานตลอดเวลา ทําใหส้ินเปลืองไฟเกิน ความจําเปน 25. กาตมนํา้ ไฟฟา ตอ งดงึ ปลกั๊ ออกทันทีเมอื่ น้ําเดือด อยา เสยี บไฟไวเม่ือไมม ีคน 26. แยกสวติ ชไ ฟออกจากกนั ใหสามารถเปด ปด ไดเฉพาะจดุ ไมใชปุมเดียวเปด ปด ทง้ั ชน้ั ทาํ ใหเกดิ การสนิ้ เปลืองและสญู เปลา 27. การติดต้งั อุปกรณไฟฟา ทต่ี องมกี ารปลอ ยความรอ นเชน กาตมนํ้า หมอหุงตม ไวในหองที่ มีเครอ่ื งปรบั อากาศ 28. ซอ มบํารุงอุปกรณไฟฟา ใหอ ยูใ นสภาพที่ใชงานได และหม่นั ทําความสะอาดเคร่ืองใชไฟฟา อยเู สมอ จะทําใหลดการส้นิ เปลอื งไฟได

50 จงบอกคณุ สมบตั ิของแสง และประโยชนของแสงพอสังเขป คณุ สมบตั ิของแสง 1. การสะทอนของแสง รังสีของแสงจะสะทอนเมื่อตกกระทบผิววัตถุ เรานํามาใช ประโยชน เปน กระจกเงา กระจกมองหลังรถยนต เปน ตน 2. การหักเหของแสง รังสีของแสงจะหักเหเมื่อผานตัวกลางท่ีแสงผาน เรานํามาใช ประโยชนโดยการทําแวนตา กลองสอ งทางไกล กลอ งถา ยรปู เปน ตน 3. การแทรกสอดของแสง หมายถึง การท่ีรังสีต้ังแต 2 รังสีขึ้นไปมารวมตัวในทิศทาง เดยี วกัน หรอื ทศิ ทางตรงขามกัน ตามแตส ถานะการณ เรานาํ มาใชป ระโยชนใ นการทําเคร่ืองฉายภาพ ตาง ๆ และระบบแสง สี เสยี ง เปนตน เสยี งเกิดขนึ้ ไดอ ยา งไร เสยี งเกิดข้ึนจากการส่ันสะเทือนของวัตถุ ข้ึนอยูกับความแรงของการสั่นสะเทือน อยูใน รูปคลืน่ เสยี ง เคลอ่ื นท่ีผานตัวกลางชนิดตา ง ๆ ไดดวยความเร็วทีไ่ มเทา กัน พลังงานเสียงสามารถสะทอ นไดเ มอื่ ตกกระทบวัตถุ มีการหักเหเมื่อผานจากตัวกลางหนึ่ง ไปยังตัวกลางหนง่ึ และสามารถเลยี้ วเบนไดใ นตัวกลางท่เี สยี งเคลอื่ นที่ผาน เสยี งมีประโยชนในการไดยิน เปนประโยชนในการสื่อสาร เสียงท่ีมีความถี่ตาง ๆ กันมี ประโยชนในการทําเสยี งดนตรี การสอดแทรกของเสยี งทําใหเ กิดการประสานเสียงใชประโยชนในการ ประพันธบ ทเพลงตา งๆ

51 บทท่ี 12 ความสมั พันธร ะหวางดวงอาทิตย โลก และดวงจันทร อะไรบา งทเี่ ปน ปรากฎการณทางธรรมชาติที่เกดิ ขน้ึ ระหวา งดวงอาทติ ย โลก และดวงจนั ทร ปรากฎการณทางธรรมชาติที่เกิดข้ึนจากการเคล่ือนท่ีของโลก และดวงจันทร ในระบบสุริยะ จกั รวาล มีดงั น้ี 1. การเกิดกลางวันกลางคืน เกิดขึ้นจากการหมุนรอบตัวเองของโลก ทําใหโลกไดรับ แสงอาทิตยไมพรอมกัน สวนท่ีไดรับแสงอาทิตยจะเปนกลางวัน สวนท่ีไมไดรับแสงอาทิตยจะเปน กลางคืน โดยหมุนรอบตัวเอง 1 รอบใชเวลา 24 ชั่วโมง เปนกลางวัน 12 ช่ัวโมง เปนกลางคืน 12 ช่ัวโมง โดยประมาณข้ึนอยูกับฤดกู าลดว ย 2. การเกดิ ขา งขนึ้ ขา งแรม เกิดขึน้ จากดวงจันทรห มุนรอบโลก ถา ดวงจันทรอยูดานตรงขามกับ ดวงอาทิตยและเพิ่มข้นึ จะเปน ขางขึ้น ถาดวงจันทรอยูขางเดียวกับดวงอาทิตยเพ่ิมขึ้นจะเปนขางแรม ดังนัน้ คนื วันขน้ึ 15 คํา่ ดวงจันทรจ ะสวางเตม็ ดวงท่สี ุด เพราะดวงจันทรสะทอนแสงดวงอาทิตยมายัง โลกอยา งเต็มท่ี และคนื วนั แรม 15 คํา่ ดวงจนั ทรจ ะมืดทสี่ ุด เพราะไมมแี สงสะทอนมายังโลก 3. การเกิดสรุ ิยุปราคาและการเกิดจันทรุปราคา เกิดจากการท่ีดวงจันทรหมุนรอบโลก และ เกิดข้ึนเมื่อดวงอาทิตย โลก และดวงจันทร อยูในระนาบแนวเดียวกัน สุริยุปราคา เกิดข้ึนเมื่อดวง จันทรบังดวงอาทิตยในเวลากลางวันโดยจะเกิดข้ึนชวงแรม 14-15 ค่ํา หรือขึ้น 1 ค่ํา ในขณะที่ จันทรุปราคาเกิดขึ้นจากเงาของโลกไปบังดวงจันทรในคืนขางข้ึนชวงข้ึน 14 – 15 ค่ํา หรือ แรม 1 คํา่ 4. การเกิดฤดกู าล เกดิ จากโลกหมุนรอบดวงอาทิตย และเนื่องจากแกนของโลกเอียง (23.44 องศา) ดังนน้ั เมื่อเคล่ือนท่ีรอบดวงอาทิตย ทําใหขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใตไดรับแสงจากดวงอาทิตย ไมเ ทา กันในแตละเดือน เดือนท่ีขั้วโลกใดไดรับแสงอาทิตยมาก โลกขางน้ันจะเกิดฤดูรอน และอีกซีก โลกทีไ่ ดร บั แสงนอ ยกจ็ ะเปนฤดูหนาว โลกหมุนรอบดวงอาทิตย 1 รอบ ใชเวลา 12 เดือน หรือ 365 วนั

52 5. การเกิดลมบกลมทะเล เกิดขน้ึ จากโลกหมุนรอบตวั เอง ในเวลากลางวนั พืน้ ดนิ และพ้ืนนํ้าจะ ไดรบั แสงแดดเต็มท่ี แตพ น้ื ดินมีนอยกวาพื้นน้ําถึง 1 ใน 3 และคุณสมบัติของพื้นดินเก็บความรอนได ดีกวาน้ํา กลางวันบนบกจึงรอนกวาพื้นทะเล ลมก็จะพัดจากทะเลเขาฝงเรียกวา ลมทะเล แตพอ กลางคนื พื้นดินจะคายความรอนเร็วกวา นาํ้ พื้นนา้ํ มีความรอ นมากกวาพ้ืนดิน ลมจึงพัดจากบกไปทะเล เรยี กวา ลมบก ตามกฎที่วา อากาศรอนลอยขนึ้ สเู บื้องบน อากาศเยน็ ไหลไปแทนท่ี 6. น้ําขึ้น นํ้าลง เกิดข้ึนขณะท่ีดวงจันทรหมุนรอบโลก ถาโลกดวงอาทิตย ดวงจันทร อยูใ นแนวเดียวกนั จะมีแรงกระทําตอ โลกมากทําใหเกิดนํ้าข้ึน เมื่อดวงจันทรเคล่ือนที่ไปอยูในแนวอ่ืน แรงกระทําก็จะนอ ยทําใหเกิดนา้ํ ลง

53 บทท่ี 13 อาชีพชา งไฟฟา ทา นมีความเขาใจในการตอวงจรไฟฟาทีถ่ กู ตองอยา งไร จงอธบิ ายและเขยี นวงจรประกอบ วงจรไฟฟาท่ปี ลอดภยั ตอ งประกอบดวย 1. แหลง กําเนิดไฟฟา อาจจะเปนกระแสสลับหรือกระแสตรง 2. สะพานไฟ อาจเปนคตั เอาทแบบเบรคเกอร หรอื ฟว กไ็ ด 3. สวิทชไ ฟฟา 4. สายไฟ หรอื ลวดตวั นํา 5. อปุ กรณไ ฟฟา 6. โวลดมเิ ตอร (วดั ความตา งศกั ย) 7. แอมมเิ ตอร (วัดกระแสไฟฟา )

54 เนอ่ื งจากไฟฟา เปน พลงั งานที่มคี วามจําเปน ทา นจะมวี ธิ ีอนรุ กั ษแ ละประหยดั พลงั งานไฟฟา อยาง ปลอดภัยไดอยางไร การใชเ ครื่องใชไฟฟา อยา งงา ย 1. ไฟฟา แสงสวาง - ตดิ ต้งั จาํ นวนหลอดไฟฟาเทา ทจี่ ําเปนและเหมาะสมกับการใชง าน - ใชห ลอดไฟฟา ชนิดทีใ่ ชแ สงสวา งมากแตกนิ ไฟนอย และมอี ายุก่ใี ชงานยาวนานกวา เชน หลอดฟอู อเรสเซนต ควรใชหลอดแบบประหยัดไฟ หรอื หลอดตะเกียบ หลอดคอมแพคท หรอื หลอด LED เปน ตน - ทาํ ความสะอาดหลอดไฟฟาหรือโคมไฟเปนประจํา - ตกแตงภายในอาคารสถานท่ีโดยใชสีออ นเพอ่ื เพ่ิมการสะทอ นของแสง - ปดสวติ ซห ลอดไฟฟาทุกดวงเมอ่ื เลกิ ใชง าน 2. พดั ลม - เลอื กขนาดและแบบใหเหมาะสมกับการใชง าน - ปรับระดับความเร็วลมพอสมควร - เปด เฉพาะเวลาทีจ่ ําเปน เทานัน้ - หมั่นบาํ รุงดแู ลรักษาใหอ ยใู นสภาพท่ีดี 3. เครอื่ งรบั โทรทัศน - ควรเลอื กขนาดที่เหมาะสมกับครอบครัวและพนื้ ที่ในหอ ง - ควรเลือกชมรายการเดยี ว หรือเปด เมือ่ ถึงเวลาที่มรี ายการทีต่ องการชม - ถอดปลกั๊ เครื่องรบั โทรทัศนท ุกคร้ังเมอ่ื ไมมคี นชม 4. เครอื่ งเปาผม - ควรเช็ดผมใหห มาดกอ นใชเ ครือ่ งเปา ผม - ควรขยี้และสางผมไปดวยขณะใชเครอื่ งเปาผม - เปา ผมดวยลมรอนเทาทจี่ าํ เปน

55 5. เตารดี ไฟฟา - พรมนา้ํ เส้ือผาแตพอสมควร - ปรบั ระดบั ความรอ นใหเหมาะสมกับชนิดของเสือ้ ผา - เริ่มตนรดี ผา บาง ๆ ขณะทเี่ ตารีดยงั รอนไมมาก - เสอ้ื ผา ควรมปี รมิ าณมากพอสมควรในการรีดแตล ะครั้ง - ถอดปลก๊ั กอ นเสร็จส้ินการรดี 2-3 นาที เพราะยังคงมีความรอนเหลอื พอ 6. หมอชงกาแฟ - ใสน ํ้าใหม ีปริมาณพอสมควร - ปด ฝาใหสนทิ กอ นตม - ปด สวติ ซท ันทีเม่อื นํา้ เดือด - หมอ หุงขาวไฟฟา - เลอื กใชขนาดท่ีเหมาะสมกับครอบครวั - ถอดปล๊ักออกเม่ือขาวสุกหรอื ไมม ีความจาํ เปนตอ งอุนใหร อนอีกตอ ไป 7. ตเู ยน็ - เลอื กใชขนาดทเี่ หมาะสมกับครอบครัว - ตงั้ วางตูเย็นใหห างจากแหลง ความรอน - ไมค วรนําอาหารท่ีรอ นเขา ตเู ย็นทนั ที - ไมค วรใสอ าหารไวใ นตูเย็นมากเกนิ ไป - หมนั่ ละลายนาํ้ แข็งออกสัปดาหล ะครัง้ - หม่นั ทําความสะอาดแผงระบายความรอน - ไมควรเปด ประตูตูเ ย็นบอ ย ๆ หรอื ปลอยใหเ ปด ท้งิ ไว - ดูแลยางขอบประตูตเู ยน็ ใหปด สนิทเสมอ 8. เครอื่ งทําความรอ น - เลอื กใชข นาดที่เหมาะสมกบั ครอบครวั - ไมค วรปรับระดับความรอนสูงจนเกดิ ไป - ควรปดวาลวบา งเพือ่ รกั ษานาํ้ รอ นไวขณะอาบนํ้า

56 - ไมค วรใชเครื่องทาํ ความรอ นในฤดรู อน - ปด วาลว น้ําและสวติ ซทนั ทเี มื่อเลกิ ใชงาน 9. เครอ่ื งปรบั อากาศ - หองที่ตดิ ตัง้ เครื่องปรบั อากาศ ควรใชฝา เพดานทม่ี คี ณุ สมบัติเปนฉนวนปอ งกนั ความรอน - เลือกขนาดของเครอ่ื งใหเหมาะสมกับขนาดพ้นื ทีห่ อง - เลือกใชเครือ่ งปรบั อากาศทไี่ ดร บั การรบั รองคณุ ภาพและชวยประหยัดพลังงาน - ปรบั ระดบั อุณหภูมแิ ละปริมาณลมใหเ กิดความรสู ึกสบายในแตล ะฤดกู าล - หม่ันดแู ลบาํ รงุ รกั ษาและทําความสะอาดช้ินสวนอุปกรณและเคร่ืองใหอ ยใู นสภาพท่ีดอี ยู เสมอ - ดูแลประตหู นา ตางใหป ดสนทิ เสมอ - ใชพดั ลมระบายอากาศเทา ท่จี าํ เปน - ปดเครอื่ งกอ นเลิกใชพนื้ ทปี่ รบั อากาศประมาณ 2-3 นาที 10.เครอื่ งซักผา - ในการซักแตล ะครง้ั ควรใหป รมิ าณเส้อื ผาพอเหมาะกับขนาดเคร่อื ง - ควรใชวิธผี ่ึงแดดแทนการใชเ ครอ่ื งอบผา แหง - ศึกษาและปฏบิ ัตติ ามวิธกี ารในคมู ือการใช ถา ทานเปน ชา งเดนิ สายไฟฟา ในบานหรอื ชางไฟฟา ทา นจะคํานึงถงึ ส่งิ ใดบาง 1. ความปลอดภัยและอบุ ตั เิ หตุจากอาชพี ชางไฟฟา 1) กอนลงมอื ปฏิบัติงานกบั อุปกรณไ ฟฟา ใหต รวจหรอื วดั ดวยเครอื่ งมอื วดั ไฟฟา วา ในสายไฟ หรืออปุ กรณน ้ันมีไฟฟา หรือไม 2) การทํางานกับอปุ กรณไ ฟฟา ในขณะปดสวติ ชไฟหรอื ตัดไฟฟา แลว ตอ งตอ สายอุปกรณนัน้ ลงดินกอ นทํางานและตลอดเวลาท่ีทาํ งาน 3) การตอสายดินใหตอ ปลายทางดาน\" ดิน \"กอ นเสมอจากนั้นจึงตอปลายอีกขางเขากับ อปุ กรณไฟฟา

57 4) การสัมผสั กบั อปุ กรณไ ฟฟา แรงดันต่ําใดๆ หากไมแ นใจใหใชอ ุปกรณท ดสอบไฟวดั กอน 5) การจับตอ งอุปกรณทีม่ ไี ฟฟา จะตอ งทาํ โดยอาศยั เครอื่ งมอื -อุปกรณ และวธิ ีการท่ถี กู ตอง เทา นั้น 6) เครอื่ งมือเคร่ืองใชท ี่ทาํ งานกับอุปกรณไ ฟฟา เชน คมี ไขควง ตองเปน ชนิดที่มีฉนวนหุม 2 ช้นั อยา งดี 7) ขณะทํางานตองมั่นใจวา ไมม ีสว นใดสว นหนึ่งของรางกายหรือเคร่อื งมอื ทใี่ ชอ ยสู มั ผสั กบั สวนอน่ื ของอปุ กรณทม่ี ีกระแสไฟดวยความพลง้ั เผลอ 8) การใชกุญแจปองกนั การสับสวติ ช การแขวนปา ยเตือนหา มสบั สวิตชตลอดจนการปลด กุญแจและปา ยตอ งกระทําโดยบุคคลคนเดยี วกันเสมอ 9) การขึ้นทส่ี งู เพือ่ ทํางานกบั อปุ กรณไฟฟา ตอ งใชเขม็ ขดั นิรภยั หากไมมีการใชเ ชือกขนาดใหญ คลองเอาไวก บั โครงสรางหรือสวนหนง่ึ สว นใดของอาคาร 10) การทํางานเก่ียวกับไฟฟาหากเปนไปไดควรมีผชู วยเหลอื อยดู ว ย 2. การบริหารจดั การและการบรกิ ารท่ีดี บรกิ ารทีด่ ี หมายถงึ ความตั้งใจและความพยายามในการใหบริการตอผูรับบริการ มรี ะดับการ ปฏิบัติ ดังนี้ 1 ใหบ รกิ ารแกผรู บั บรกิ าร ดว ยความเต็มใจ - ใหบรกิ ารทเี่ ปนมิตรภาพ - ใหข อมูลขาวสารท่ถี ุกตองชัดเจนแกผรู บั บริการ - แจง ใหผ รู บั บริการทราบความคบื หนาในการดําเนนิ เร่ือง หรอื ข้นั ตอนงานตา ง ๆ ทใ่ี หบ รกิ ารอยู - ประสานงานใหแ กผูรบั บรกิ ารไดอยางตอ เน่ืองและรวดเร็ว 2 ชว ยแกป ญ หาใหแ กผ รู ับบรกิ าร - ชว ยแกปญ หาหรอื หาแนวทางแกไ ขปญหาท่ีเกิดขน้ึ แกผ รู บั บรกิ ารอยา งรวดเร็วไมบา ยเบี่ยง ไม แกต วั หรอื ปดภาระ - ผูรบั บริการไดร บั ความพึงพอใจและนาํ ขอ ขดั ของที่เกิดจากการใหบริการไปพฒั นาใหก าร บริการดยี งิ่ ข้ึน

58 3 ใหบริการทเี่ กินความคาดหวัง แมตองใหเ วลาหรอื ความพยายามอยางมาก - ใหเวลาแกผ รู บั บรกิ ารเปนพเิ ศษ เพอ่ื ชว ยแกป ญ หาใหแ กผรู ับบริการ - นําเสนอวิธีการในการใหบ ริการท่ีผูร ับบรกิ ารจะไดรับประโยชนสูงสดุ 4 เขา ใจและใหบรกิ ารทตี่ รงตามความตอ งการทแ่ี ทจ รงิ ของผรู บั บริการได - พยายามทาํ ความเขา ใจดว ยวิธีตาง ๆ เพอื่ ใหบ ริการไดต รงตามความตองการที่แทจ รงิ ของ ผรู บั บรกิ าร - ใหคาํ แนะนําทีเ่ ปนประโยชนแ กผรู บั บรกิ าร เพื่อตอบสนองความตอ งการ 5 ใหบ ริการท่เี ปนประโยชนอ ยางแทจ ริงใหแ กผ รู บั บรกิ าร - คดิ ถึงประโยชนของผูรับบรกิ ารในระยะยาว - เปน ที่ปรกึ ษาท่ีมสี ว นชว ยในการตัดสนิ ใจทผ่ี ูรับบริการไวว างใจ - สามารถใหค วามเหน็ ท่ีแตกตางจากวกี ารหรือขน้ั ตอนท่ผี รู ับบริการตองการใหส อดคลอ งกบั ความจําเปน ปญ หา โอกาส เพื่อประโยชนอยางแทจ ริงของผูรับบรกิ าร

59 กจิ กรรมทา ยเลม กจิ กรรมที่ 1 เร่ือง ทกั ษะทางวทิ ยาศาสตร กระบวนการทางวิทยาศาสตร และโครงงานทางวิทยาศาสตร เวลาทใี่ ชในการจดั กจิ กรรม 60 นาที สอ่ื การเรยี นรู / กิจกรรม 1. ขอความ / สถานการณ ฝกปฏิบตั ิ 2. กระดาษปรูฟ 3. ปากกาเคมี 4. ใบความรกู ิจกรรม วิธดี าํ เนนิ การ หลังจากครูไดดําเนินการจัดการความรูทักษะทางวิทยาศาสตรและกระบวนการทาง วิทยาศาสตรแ ละโครงงานวิทยาศาสตรใหกบั นักศึกษาหรือนักศึกษาไดศึกษาเรียนรูในเร่ืองทักษะทาง วิทยาศาสตรและกระบวนการทางวิทยาศาสตรและโครงงานวิทยาศาสตรเ รียบรอยแลวใหนักศึกษา ความเขาใจบทเรยี นโดยทาํ กิจกรรมรวมกบั เพือ่ นจากแบบฝกตอ ไปนี้ ตอนท่ี 1 จงเขียน คาํ ถาม / ปญ หาและสมมตุ ิฐานจากสถานการณท ีก่ าํ หนดให 1. วันน้ีแมไปซื้อมะเขือมาจากตลาด ใหมะลิชวยห่ันมะเขือ เพ่ือจะทําแกงเขียวขวาน หลังท่ีมะลิหั่น มะเขอื เสรจ็ แลวนนั้ เห็นเน้อื มะเขือทถ่ี ูกหั่นจะคอยๆกลายเปน สนี าํ้ ตาล คาํ ถาม / ระบปุ ญหา ต้ังสมมตุ ิฐาน

60 2. มานะเปดฝาตุม เพอ่ื รองนํา้ เวลาฝนตกหลังจากผานไป 7 วัน มานะเห็นมลี กู น้ําในตมุ คาํ ถาม / ระบุปญหา ต้ังสมมตุ ิฐาน 3. พอกลับจากทาํ งานเรียกใหมานี ลกู สาวเอาน้าํ เย็นมาใหด ม่ื มานีรินนา้ํ ด่ืมจากตูเย็นใสแกว ขณะเดิน ถอื มาพบวามอื ของมานที ีจ่ บั แกวนํา้ เปย ก คาํ ถาม / ระบปุ ญหา ตั้งสมมุติฐาน 4. หองนอนของมาลัยอยูดานทิศตะวันตกกอนนอนมาลัยจะเปดเครื่องปรับอากาศกอนเขานอน 1 ช่วั โมงแตม าลยั รูสึกวาแอรไมคอยเย็นทั้งๆท่ีเครื่องปรับอากาศทํางานเปนปกติและไดมีการซอ มบํารุง เปนประจํา คาํ ถาม / ระบุปญ หา ตั้งสมมตุ ฐิ าน

61 5. มาลีซอ้ื ตน ไมมาปลูกที่บา นรดนํ้าพรวนดนิ ตามปกติ วนั ตอ มามาลีซ้ือปยุ มาใสต น ไม หลงั จานั้น 3 วัน ตนไมเรม่ิ เหย่ี วเฉาและตาย คําถาม / ระบุปญ หา ต้งั สมมตุ ฐิ าน ตอนที่ 2 สาํ รวจส่งิ แวดลอ มรอบตัวในทองถิ่น ชมุ ชนทัว่ ไป ขอกําหนด ขอบเขตการสํารวจ บรเิ วณขอนไม ใหนักศึกษาบันทึกการสํารวจบริเวณที่มีขอนไมผุ หรือไมผุพัง ตามพื้นท่ีรอบ ๆ บานหรือ สถานศึกษาโดยการวาดรูปหรอื เขยี นช่ือส่ิงทีพ่ บบนั ทกึ ลงในตารางพรอ มกบั ตอบคาํ ถาม อุปกรณส ํารวจ 1. แวนขยาย 2. เทอรโ มมอเตอร 3. ไฮโกรมเิ ตอร วธิ สี ํารวจ 1. ระดมความคิดในการสํารวจ 2. แบง หนาทีใ่ นการทาํ งานและวางแผน ใหชัดเจน 3. ศึกษาการใชอ ปุ กรณร ว มกนั ใหเขา ใจ 4. ใชแ วน ขยายสอ งดวู า พบสง่ิ มชี วี ิตอาศยั อยูหรอื ไมหรือพบซากสัตวช นิดใด 5. บนั ทกึ สภาพของขอนไมน ัน้ วา บรเิ วณทสี่ าํ รวจนั้นมีแสงแดดสองถึงหรือไม บริเวณท่ีแสงแดดสองถึง คิดเปนสดั สวนเทา ไรของพื้นที่ เชน 1 สวน 4 ของพื้นทีท่ าํ การสาํ รวจ 6. บนั ทึกผลการสํารวจในใบบันทกึ กิจกรรม

62 ตารางบนั ทึกผลการสํารวจและตอบคําถาม สภาพทั่วไป ส่งิ มีชีวติ สง่ิ ไมมีชวี ิต แสงแดด-รมเงา อณุ หภมู อิ ากาศ ความช้ืน 1. บรเิ วณขอนไมผ มุ ีมสี ภาพเปน อยางไร ……………………………………………………………………………………………………….…………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ถา แบงกลุม ส่งิ มชี วี ติ ที่เปน พชื และสัตวมอี ะไรบาง ……………………………………………………………………………………………………….…………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. นาํ้ ฝนมีประโยชนอ ยางไรตอกลุม สง่ิ มีชวี ติ ที่อาศัยอยบู นขอนไมผ ุ ……………………………………………………………………………………………………….…………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………

63 4. ความชน้ื บนขอนไมม ีผลตอสิง่ มชี ีวติ เปนอยางไร ……………………………………………………………………………………………………….…………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. สภาพทว่ั ไป แสงแดด รมเงา ความชน้ื อณุ หภมู ิ เปนอยา งไร ……………………………………………………………………………………………………….…………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ตอนที่ 3 โครงงานวทิ ยาศาสตร โครงงานวทิ ยาศาสตรคอื อะไร มีก่ีประเภท จงยกตัวอยา งช่ือโครงงานวิทยาศาสตรในแตละประเภทมา อยางนอย 2 โครงงาน ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................

64 กจิ กรรมที่ 2 เรอื่ ง สง่ิ มีชีวิต และ ระบบนเิ วศ คําช้ีแจง ใหน กั ศกึ ษาสาํ รวจพืชชนดิ ตา ง ๆ ในทองถิ่นแลว เลือกพชื ทน่ี ักศกึ ษาสนใจ หรือประทบั ใจ แลวบนั ทึกขอมูลท่สี ังเกตไดล งโดยการเขียนบรรยายส่งิ ที่สงั เกตเหน็ ลงในตารางและทาํ เครอ่ื งหมาย ลงใน  ชอ่ื พืช...............................................สถานท่ีสํารวจ............................จาํ นวนที่พบ................................ ลักษณะทศ่ี กึ ษา ลกั ษณะท่ีสงั เกตเหน็ สรุปผลการศึกษา / เหตผุ ล 1. สว นประกอบ ของตน พืช 1.1 ราก .............................................................  รากแกว .............................................................  รากฝอย 1.2 ลําตน .............................................................  เหนือดนิ .............................................................  ใตดิน 1.3 .ใบ .............................................................  ใบเดีย่ ว .............................................................  ใบประกอบ 1.4 เสนใบ .............................................................  แบบขนาน .............................................................  แบบรางแห 1.5 ดอก ............................................................. ............................................................. ประกอบดวย ............................................................. ............................................................. สว นตาง ๆ ดงั นี้ ............................................................. ............................................................. 2. การ ............................................................. ............................................................. ขยายพนั ธุ ............................................................. ............................................................. ขยายพันธุโดย ............................................................. ............................................................. วธิ กี ารใดไดบ าง

65 3. ชนิดของพชื  เปนพืชใบเลยี้ งเดย่ี ว เพราะ จาํ แนกตาม  เปน พชื ใบเลยี้ งคู ....................................................... ลักษณะใบ ............................................................. ............................................................. 4. การ  มกี ารเจรญิ เตบิ โตดี เพราะ เจรญิ เติบโตของ  ตน แคระแกรน ....................................................... พชื ............................................................. ............................................................. 5. พชื ชนิดนี้ ............................................................. ............................................................. นาํ ไปใช ............................................................. ............................................................. ประโยชนไ ด ............................................................. ............................................................ อยา งไรบาง

66 กจิ กรรมที่ 3 เรื่อง คายความรอน - ดดู ความรอน กับการเปล่ียนลกั ษณะ คาํ ชแ้ี จง 1. ผเู รียนที่จะทาํ กิจกรรมน้ตี องศึกษาบทเรียนบทท่ี 7 มาแลวอาจจะศึกษาจากช้ันเรียน หรือ ศกึ ษาดวยตนเองได 2. ใหผูเรียนศึกษา และทํากิจกรรมนี้ดวยตนเอง โดยอานและตอบคําถามไปท่ีละคําถาม ตามลําดบั “เมอ่ื วัตถุสองกอ นใหญใด ๆ ทมี่ ีความรอ นตาง กนั เมอ่ื นํามาใกลกนั หรือสัมผัสกัน ความรอนจะถายเท จากวตั ถุกอ นทม่ี ีความรอ นกวาไปหาวัตถกุ อ นทีม่ ีความรอ นตา่ํ กวาเสมอ” เหตกุ ารณท ี่ 1 ใชฝา มือสมั ผสั กอนนํ้าแข็ง จงตอบคาํ ถามตอไปนี้ 1) วตั ถุกอนที่ 1 คือ วัตถุกอนที่ 2 คือ ฝา มอื กอ นน้ําแข็ง 2) วัตถวุ ตั ถทุ ี่มคี วามรอ นสูงกวา วัตถุท่ีมีระดบั ความรอ นต่ํากวา คือ ........................................... คอื ................................................. 3) ความรอนจะถา ยเทจาก ......................................................................................................... 4) วตั ถุใดคายความรอน ............................................... วัตถุใดดูดความรอ น ........................... 5) เมอื่ นํ้าแขง็ ดูดความรอนเขาไปนํา้ แข็งเปลี่ยนสถานะอยางไร ..........................................................................................................

67 เหตุการณท่ี 2 ตม น้ําดวยกาตมนา้ํ วตั ถุกอ นที่ 2 คูที1่ การตมน้ําดวยกาตม นาํ้ เมอ่ื ตดิ ไฟเปนผลสาํ เรจ็ แลว กานํ้าอนูมเิ นียม 1. วตั ถกุ อ นท่ี 1 อากาศบริเวณเปลวไฟ 2. วนั ถทุ ีม่ ีระดับความรอนสูงกวาคอื วตั ถทุ ม่ี ีระดบั ความรอนต่าํ กวาคอื ............................................ ............................................ 3. ความรอ นจะถายเทจาก......................................................................................................... 4. วตั ถใุ ดดดู ความรอน................................................ คทู ่ี 2 เปรยี บเทยี บกาตม นํา้ อลมู เิ นยี มกบั น้าํ ที่บรรจุอยูใ นกาตม น้ําขณะตม 1. วตั ถุกอ นท่ี 1 คือ กาตมน้าํ อลมู ิเนียม วัตถุกอ นที่ 2 คือ นํ้าในกาตม นา้ํ 2. วตั ถทุ ี่มรี ะดับความรอนสงู กวาคอื วตั ถุทม่ี รี ะดบั ความรอนต่ํากวาคือ ..................................................... ...................................................... 3. ความรอ นจะถายเทจาก.............................................................................. 4. วตั ถุใดคายความรอน วตั ถุใดดดู ความรอน ..................................................... ..................................... 5. เมือ่ น้ําไดร ับความรอนนํ้าจะเปลย่ี นสถานะอยางไร .............................................................................................................................................

68 เหตุการณท ่ี 3 เมอ่ื อากาศรอ น/เมอ่ื แสงแดดแผดเผามาทผ่ี วิ นํา้ 1. อากาศรอ น นํา้ ในบึง 2. ความรอ นถายเทจาก........................ ไปยงั .................................. 3. นาํ้ ในบงึ ไดร ับความรอนแลว จะเปลยี่ นแปลงสถานะอยา งไร ................................................................................................................... 4. การระเหยของนา้ํ คือการเปล่ียนแปลงจาก นา้ํ ไอนา้ํ (ลอยสบู รรยากาศ) เปนการเปลย่ี นแปลงแบบดดู ความรอ นหรอื คายความรอ น .........................................................................................................

69 เหตกุ ารณท ่ี 4 บรรจกุ อนน้าํ แขง็ ลงในแกวเพยี งคร่ึงแกววางทิ้งไว จงอธิบายวาหยดนํ้าท่ีมาเกาะรอบๆ แกวเกดิ ข้ึนไดอยา งไร 1. วัตถทุ ่ี 1 ไอนา้ํ ในอากาศ วตั ถุที่ 2 นาํ้ เยน็ /นํา้ แขง็ ในแกว 2. วัตถุใดมีความรอ นสงู กวา วัตถุใดมคี วามรอ นต่ํากวา .......................................... ............................... 3. ความรอนถา ยเทอยา งไร ................................................................................................................. 4. ไอนํ้าในอากาศรอบๆแกว น้ําเปลย่ี นถานะอยางไร .............................................................................. 5. ถาจะใหไอน้ําเปล่ียนสถานะเปนนํ้า ตองใหไอนํ้าไปสัมผัสกับวัตถุที่มีระดับความรอนสูงกวา หรอื ตํา่ กวา ระดบั ความรอ นของไอน้ําน้ัน ...................................................................................................................................................

70 เหตกุ ารณท ่ี 5 การเกิดฝน เมฆ 1. เมื่อเมฆฝนซ่ึงเปน กลุมไอนาํ้ นาดใหญล อยไปเหนอื ผืนฟา ซง่ึ เย็นกวา ความรอ นจะถายเทจาก ............................................................................................................................................ 2. ถา เมฆฝนคายความรอ นออกไปเมฆจะเปลยี่ นสถานะอยางไร ..................................................................................................................................................... 3. ถาเมฆฝนลอยไปบรเิ วณท่ไี มม ีปา ไม ซึง่ ระดบั ความรอ นสงู กวา เมฆฝนจะเปลย่ี นสถานะเปนนา้ํ ฝนได หรือไม เพราะเหตุใด .....................................................................................................................................................

71 สรปุ ผลการทํากจิ กรรม ใหเลือกเตมิ วา ดูดความรอน หรอื คายความรอน 1. การเปลย่ี นแปลงของนํ้า น้ําแขง็ → นํ้า → ไอนา้ํ เปล่ยี นแปลงแบบ....................ความรอน ไอนํ้า → น้ํา → น้ําแขง็ เปลยี่ นแปลงแบบ...................ความรอ น 2. การเปล่ยี นสถานะของสารทวั่ ๆไป ของแข็ง............................................... ของเหลว...............................................กา ซ กา ซ......................................................ของเหลว.................................................ของแขง็

72 กจิ กรรมท่ี 4 เรือ่ ง แรงและการเคลอ่ื นทขี่ องแรง คาํ ชแ้ี จง ใหนกั ศึกษาเขียนคาํ ตอบลงในชองวา งใหสมบรู ณ ตอนที่ 1 จากรปู เปนแรงประเภทใด 1. แรงประเภท............................................................................ ประโยชน ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................

73 2. แรงประเภท ........................................................................... ประโยชน ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 3. แรงประเภท ........................................................................... ประโยชน ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ...............................................................................................................................................................

74 4. แรงประเภท ......................................................................... ประโยชน ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ตอนท่ี 2 จงขีดเคร่อื งหมาย  ขอ ท่ีถูก และขีดเครื่องหมาย  หนาขอที่ผิด ..............1.บันไดทใี่ ชม ักจะมยี างหุมตนี บนั ไดไว เมื่อจะใชงานเรามกั จะนาํ บันไดพิงไวทีก่ ําแพง เพือ่ เพมิ่ แรงเสยี ดทานใหเลื่อนงา ย ..............2. กีฬาประเภทปนเขาท่จี าํ เปน ตอ งมแี รงเสยี ดทานมาก ..............3. ลกู ปนลอ ของจกั รยานชว ยลดแรงเสียดทานในขณะท่ีรถจักรยานแลนอยูบนถนน ..............4. ลวดลายและดอกยางของลอยางรถยนตทกุ ประเภทสรา งไวเพิ่มความเร็ว ..............5. เมือ่ ยานพาหนะเคล่ือนทอ่ี ยบู นผิวนํ้า บนถนน หรือในอากาศจะเกิดแรงเสยี ดทานใน ทศิ ทางเดยี วกับการเคล่ือนที่ของยานพาหนะ ..............6. เราลากกระสอบใสข าวสารไปบนพื้นคา ของแรงเสยี ดทานจะมากหรือนอ ยขึ้นอยูก บั พ้ืนที่ ผิวสมั ผสั

75 ..............7. ทกุ แรงกิริยายอ มมแี รงปฏกิ ริ ิยาท่ีมขี นาดเทากนั แตท ิศทางตรงขา มกันเสมอเปนกฎขอ ที่ 3 ของนวิ ตัน ..............8. วตั ถุจะรกั ษาสภาวะอยูน ่ิงหรือสภาวะเคลอ่ื นทอ่ี ยา งสมํา่ เสมอในแนวเสนตรง นอกจากมี แรงลพั ธซึ่งมคี า ไมเ ปน ศนู ยมากระทาํ ..............9. แรงดึงดดู ของโลกทําใหเรากระโดดไดส ูงข้ึน ..............10. ผเู ลนทมี ตรงขามสงบอลมาแลวนกั ศึกษาใชเ ทา สกัดบอลจะทาํ ใหล ูกบอลเคล่อื นที่เร็วขนึ้

76 กจิ กรรมที่ 5 เรือ่ ง พลังงานในชวี ติ ประจําวนั และการอนรุ ักษพ ลงั งาน เวลาที่ใชใ นการจัดกจิ กรรม 60 นาที สอ่ื การเรียนรู / กิจกรรม 1. ขอความ / สถานการณ ฝกปฏบิ ัติ 2. กระดาษปรูฟ 3. ปากกาเคมี 4. ใบความรูกิจกรรม วิธดี ําเนนิ การ หลังจากครูไดดําเนินการจัดการความรูพลังงานในชีวิตประจําวันและการอนุรักษพลังงาน ใหก บั นกั ศึกษาหรือนักศกึ ษาไดศึกษาเรยี นรูในเรอ่ื งพลังงานในชีวิตประจําวันและการอนุรักษพลังงาน เรยี บรอยแลว ใหน กั ศึกษา ความเขาใจบทเรียนโดยทาํ กิจกรรมรว มกบั เพอ่ื นจากแบบฝก ตอ ไปน้ี “ไฟฟานับวา เปน พลังงานที่มีความจําเปน ตอชีวิตประจําวันของคนเราเปนอยางมากแตไฟฟาที่เราใช กันอยูทุกวนั ไมไดเ กดิ จากธรรมชาติหากแตเกิดจากการสรางสรรคของมนุษย มีการประดิษฐอุปกรณ เครอื่ งมอื สาํ หรบั ผลติ กระแสไฟฟาซง่ึ ในปจจบุ ันจําเปนตองหาทรัพยากรตางๆนํามาใชเปนพลังงานใน การผลติ ไฟฟาซ่งึ ในแตล ะปประเทศไทยตองนําเขาพลังงานที่นาํ มาใชผลติ ไฟฟาในแตละปนับแสนลาน บาท” จากขอ ความดงั กลา ว นักศึกษาจะมีวิธีใดบางที่จะชวยลดการใชพลังงานและการใชไฟฟา จง บอกวิธีมาอยางนอ ย 10 วิธี 1. …………………………………………………………………………………………………………………….…………………… 2. …………………………………………………………………………………………………………………….…………………… 3. …………………………………………………………………………………………………………………….…………………… 4. …………………………………………………………………………………………………………………….…………………… 5. …………………………………………………………………………………………………………………….…………………… 6. …………………………………………………………………………………………………………………….……………………

77 7. …………………………………………………………………………………………………………………….…………………… 8. …………………………………………………………………………………………………………………….…………………… 9. …………………………………………………………………………………………………………………….…………………… 10. …………………………………………………………………………………………………………………….…………………… จงตอบคําถามตอ ไปนี้ 1. จงอธิบายความหมายของพลงั งานทดแทนใหเ ขาใจ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. พลังงานทดแทนมกี ่ปี ระเภท อะไรบาง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ประโยชนข องพลังงานทดแทนมอี ะไรบา ง ตอบมาอยา งนอย 5 ขอ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… อา นขอความจากสถานการณตอ ไปนแี้ ลว ตอบคาํ ถาม “การใชพ ลังงานซ่ึงไดจากทรัพยากรธรรมชาติที่สวนใหญเปนพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลหรือพลังงาน สนิ้ เปลอื งยอ มมีผลกระทบตอสิง่ แวดลอ ม ท้ังกระบวนการคนหาพลงั งานและผลจากการนําพลงั งานมา ใชอาจจะมผี ลในระดบั ทองถ่ิน ภูมิภาคและระดับโลก ไมวาจะเปนผลกระทบในระดับใดลวนมีผลตอ ความเปนอยูของส่ิงมีชีวิต และสิ่งแวดลอมท้ังส้ิน ไดแก ผลกระทบสภาพภูมิประเทศ ทรัพยากรดิน

78 มลพษิ ดิน มลพษิ อากาศ มลพษิ เสยี ง มลพิษนาํ้ รวมทัง้ ผลกระทบในระดับโลก คือ ภาวะเรือนกระจก ทําใหเ กดิ โลกรอ น การทาํ ลายช้ันโอโซน เหลานี้ลว นทาํ ใหโ ลกขาดดุลยภาพ ดังน้ันในการใชทรัพยากร พลงั งาน ตอ งคํานึงถึงผลกระทบจากการใชพ ลงั งานเหลานน้ั ดว ย ใหเปนไปตามหลกั อนุรักษวิทยา” 1. ปญ หาทเ่ี กิดขน้ึ คอื อะไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. หากใชพลังงานฟอสซิลมากๆจะสงผลกระทบตอ สิง่ แวดลอมอยา งไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. นกั ศกึ ษามีวิธกี ารแกไขปญหาน้อี ยางไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………

80 กจิ กรรมที่ 6 เรื่อง ความสมั พนั ธร ะหวา งดวงอาทติ ย โลก และดวงจนั ทร คาํ ชี้แจง ใหล ากเสน ความสัมพันธปรากฎการทางธรรมชาตทิ เ่ี กดิ ข้นึ ระหวา ง ดวงอาทติ ย โลก และ ดวงจันทร การเกิดกลางวนั กลางคนื โลกดวงอาทติ ย์ ดวงจนั ทร์อย่ใู นแนวเดยี วกนั จะมี การเกิดข้างขึนข้างแรม การกระทาํ ตอ่ โลกมากเมอื ดวงจนั ทร์เคลือนทีไปใน นําขึน นําลง แนวอืนแรงกระทาํ ก็จะน้อย การเกิดสรุ ิยปุ ราคาและการ ดวงจันทร์หมนุ รอบโลกถ้าดวงจนั ทร์อย่ดู ้านตรง เกดิ จนั ทรุปราคา ข้ามกับดวงอาทิตย์จะเป็ นข้างขนึ ถ้าดวงจนั ทร์อยู่ การเกิดลมบกลมทะเล ด้านเดยี วกบั ดวงอาทติ ย์จะเป็ นข้างแรม การเกิดฤดกู าล การทีโลกหมนุ รอบตวั เองทาํ ให้โลกไม่รับ แสงอาทิตย์ไม่พร้อมกนั ส่วนทไี ด้รบั แสงจะเป็ น กลางวนั สว่ นทไี ม่ได้รับแสงจะเป็ นกลางคนื โลกหมนุ รอบดวงอาทติ ย์เนอื งจากแกนโลกเอียง . องศา ดงั นนั เมือเคลอื นทีรอบดวงอาทิตย์ทํา ให้ขวั โลกเหนือและขัวโลกใต้ได้รับแสงอาทิตย์ไม่ เทา่ กันแตล่ ะดอื น ดวงจันทร์หมนุ รอบโลกและดวงอาทิตย์ โลก และ ดวงอาทิตย์ โลก ดวงจันยทร์อย่ใู นแนวระนาบ เดยี วกนั โลกหมนุ รอบตวั เองในเวลากลางวนั พืนดนิ และพืน นําจะได้รบั แสงแดดเตม็ ทีแตพ่ ืนดนิ มีน้อยกวา่ พืน นํากลางวนั บนบกจึงร้อนกว่าทะเลลมจะพดั จาก ทะเลเข้าหาฝัง

81 กิจกรรมท่ี 7 เรือ่ ง อาชพี ชา งไฟฟา ตอนที่ 1 ความเขา ใจในการตอ วงจรไฟฟา คาํ ชี้แจง ใหผเู รียนศกึ ษาการตอวงจรไฟฟาท่ีถกู ตองและอธิบายวงจรไฟฟา สวิทช์ไฟ หลอดไฟ สะพานไฟ แหลง่ กําเนิดไฟฟ้ า องคป ระกอบวงจรไฟฟาวงจรนปี้ ระกอบดวย ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………..

82 ตอนท่ี 2 วธิ ีอนรุ กั ษแ ละประหยดั พลงั งานไฟฟา คาํ ช้แี จง ใหผ เู รยี นศึกษาวิธกี ารอนรุ ักษและประหยัดพลงั งานไฟฟา 1. วธิ ีอนรุ ักษและประหยัดพลังงานไฟฟาเครอื่ งรับโทรทัศน ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. วธิ อี นรุ กั ษและประหยดั พลงั งานไฟฟา เตารีดไฟฟา ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. วิธอี นุรกั ษและประหยดั พลงั งานไฟฟาไฟฟา แสงสวา ง ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. วิธอี นุรกั ษแ ละประหยดั พลังงานไฟฟา ตเู ยน็ ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. วธิ ีอนรุ กั ษแ ละประหยดั พลงั งานไฟฟาเครื่องทาํ ความรอ น ………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………

83 บรรณานกุ รม สาํ นักงานพัฒนาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีแหงชาติ. 2549. รูใช รเู ทคนคิ ในหอ งปฏบิ ตั กิ าร. กรุงเทพ ฯ : รกั ลกู แฟมิลก่ี รปุ จาํ กดั . สํานักงานสง เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย. 2554. หนังสอื เรียนสาระ ความรพู นื้ ฐาน รายวิชา วิทยาศาสตร (พว11001) ระดบั ประถมศึกษา ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2554. กรุงเทพฯ : (เอกสารอัดสาํ เนา) เอกรนิ ทร สม่ี หาศาล และคณะ. วิทยาศาสตร ป.6 .กรงุ เทพฯ : อักษรเจรญิ ทศั น อจท. จํากัด. http://www.nc.ac.th/WEB%20E_BOOK/unit1_4_4.htm http://my.thaimail.com/mywebboard/readmess.php3?user=mr.neo&idroom=2&idf orum=45&login=&keygen=&nick= http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php http://www.school.net.th/library/create-web/10000/science/10000-6250.html http://www.maceducation.com/e-knowledge/2412212100/16.htm http://th.wikipedia.org/wiki http://gotoknow.org/file/chiew-buncha/salt_farm.jpg http://media.photobucket.com/image/ http://www.thaitambon.com/thailand/Trat/230103/0683184742/FB849_1674A.jpg http://www.boatbook.co.th/prdimg/600-6075.jpg http://www.bloggang.com/data/oordt/picture/1228099928.jpg http://www.thaidbmarket.com/uploads/20090309-130917-.jpg http://www.siamonlineshop.com/picpost/Qshow51637.jpg http://www.thaitarad.com/shop/kaisong/images/product/711996b4c4e3881b5dd42 c07395cc02e.jpg http://www.lancome-th.com/upload/product/thumbnail/pm-299-5421.jpg http://www.igetweb.com/www/shoppergirl/catalog/p_32791.jpg http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php http://www.dbh2008.com/lesson/show.php?id=21

84 คณะผจู ัดทาํ ท่ปี รกึ ษา บญุ เรอื ง เลขาธิการ กศน. 1.นายประเสรฐิ ทบั สพุ รรณ รองเลขาธกิ าร กศน. 2.นายชาญวิทย จาํ จด รองเลขาธิการ กศน. 3.นายสุรพงษ จนั ทรโ อกุล ผูเช่ยี วชาญเฉพาะดา นพฒั นาส่อื การเรียนการสอน 4.นางวัทนี สุวรรณพิทกั ษ ผูเช่ยี วชาญเฉพาะดานการเผยแพรท างการศึกษา 5.นางกนกพรรณ งามเขตต ผอู ํานวยการกลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน 6.นางศุทธินี ผเู ขยี นและเรียบเรยี ง 1. นายอชุ ุ เชอ้ื บอ คา ขา ราชการบาํ นาญ กศน.อาํ เภอปางศิลาทอง จงั หวัดกาํ แพงเพชร 2. นายอนนั ต คงชมุ ศูนยวิทยาศาสตรเ พ่ือการศึกษาเอกมัย อุทยานวิทยาศาสตรพระจอมเกลา ณ หวา กอ 3. นายสพุ จน นิธนิ ันทน ศนู ยว ิทยาศาสตรเพ่ือการศึกษาลําปาง ศนู ยวิทยาศาสตรเ พ่ือการศึกษารงั สติ 4. นางสาวนันทยา ทวีศกั ด์ิ กศน.อาํ เภอสรรพยา จังหวัดชยั นาท กศน.อําเภอเมอื ง จังหวดั ราชบุรี 5. นางประทุม โพธิ์งาม กศน.อําเภอจอมบงึ จังหวัดราชบุรี กศน.เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร 6. นายอภชิ าติ คอยคํา 7. นางอาํ พันธุ คําทวี 8. นางสาวอัญชลี ภูวพานชิ 9. นายวิโรจน สุขเทพ 10. นางสาวสายใหม คงเมอื ง บรรณาธกิ าร 1. นายอชุ ุ เช้อื บอคา ขา ราชการบํานาญ ศนู ยว ิทยาศาสตรเพอื่ การศกึ ษาลําปาง 2. นางประทมุ โพธิ์งาม กศน.อาํ เภอจอมบงึ จงั หวัดราชบุรี ศูนยวิทยาศาสตรเ พื่อการศกึ ษารังสิต 3. นายวโิ รจน สุขเทพ กศน.เขตสวนหลวง กรงุ เทพมหานคร 4. นายอภิชาติ คอยคาํ 5. นางสาวสายใหม คงเมอื ง

85 คณะทํางาน 1. นายสรุ พงษ ม่ันมะโน กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรยี น กลุมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน 2. นายศภุ โชค ศรรี ัตนศลิ ป กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น กลุม พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน 3. นางสาวสลุ าง เพช็ รสวาง กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น 4. นางสาวเบญ็ จวรรณ อาํ ไพศรี กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน 5. นางสาวชมพนู ท สงั ขพิชัย กลุมพัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน ผพู ิมพต น ฉบับ หวังสิริรตั น 1. นางสาวจุรีรตั น ธรรมธิษา 2. นางสาวชาลินี ผอู อกแบบปก ศรีรัตนศลิ ป นายศภุ โชค

86 คณะผูจดั ทาํ กจิ กรรมทา ยบทเอกสารสรปุ เนือ้ หาท่ีตองรู ระหวางวนั ที่ 1- 3 มถิ ุนายน 2559 ณ หอ งประชมุ บรรจง ชสู กุลชาติ ชั้น 6 สํานักงาน กศน. ที่ปรกึ ษา เลขาธิการ กศน. 1. นายสรุ พงษ จําจด รองเลขาธิการ กศน. 2. นายกิตตศิ กั ด์ิ รัตนฉายา ผอู ํานวยการกลมุ พัฒนาระบบการทดสอบ 3. นางพรรณทิพา ชินชัชวาล ผเู ขยี น/ผเู รยี บเรยี ง และบรรณาธกิ าร ศูนยว ทิ ยาศาสตรเพื่อการศกึ ษานครพนม 1. วาที่ ร.ต. พรศักด์ิ ธรรมวานิช กศน.อาํ เภอชุมตาบง จงั หวัดนครสวรรค 2. นายอภชิ าต คอยคาํ กศน.อาํ เภอชมุ แสง จังหวดั นครสวรรค 3. นายอนนั ต คงชุม ศูนยวทิ ยาศาสตรเพ่อื การศึกษารังสติ 4. นางสาวเสาวลกั ษณ พิมพภลู าด คณะทํางาน กลุม พฒั นาระบบการทดสอบ 1. นางเกณกิ า ซิกวารท ซอน กลมุ พัฒนาระบบการทดสอบ 2. นายธานี เครอื อยู กลุมพัฒนาระบบการทดสอบ 3. นางสาวจรุ ีรัตน หวังสิรริ ัตน กลุม พฒั นาระบบการทดสอบ 4. นางสาวอุษา คงศรี กลมุ พฒั นาระบบการทดสอบ 5. นางสาวกรวรรณ กวีวงษพ พิ ัฒน กลมุ พฒั นาระบบการทดสอบ 6. นายภาวติ นธิ ิโสภา กลมุ พัฒนาระบบการทดสอบ 7. นางสาวหทยั มาดา ดิฐประวรรตน

87


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook