ก หนงั สอื เรียน กศน.หลักสูตรรายวชิ าเลือก สาระการประกอบอาชีพ การปลกู ผักปลอดสารพิษเบื้องตน้ รหัส อช13310 หลักสตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 ระดับประถมศึกษา ศูนยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยอำเภอสงู เม่น สำนกั งานสง่ เสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั จังหวัดแพร่ สำนักงานปลดั กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธกิ าร
ข หนังสอื เรยี น กศน.หลักสูตรรายวชิ าเลือก สาระการประกอบอาชีพ การปลกู ผกั ปลอดสารพิษเบือ้ งตน้ รหสั อช 13310 หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 ระดบั ประถมศกึ ษา ศูนย์การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อำเภอสงู เม่น สำนักงานส่งเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยจังหวัดแพร่ สำนกั งานปลัดกระทรวงศกึ ษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ
ก คำนำ กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เม่อื วันท่ี 18 กนั ยายน 2551 ซ่ึงไดก้ ำหนดสาระวชิ าบงั คบั และวชิ าเลอื ก โดยสถานศึกษา มี ส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรในส่วนของวิชาเลอื กที่มีเน้ือหาทันสมัย ทันเหตุการณ์ และสอดคล้องกับสภาพ ปัญหาของผู้เรียน ชุมชน และสงั คม กศน.อำเภอสูงเม่น มีบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาหลักสูตร สื่อ และจัดกระบวนการเรียนการสอน ที่ตอบสนองนโยบายข้างต้น จึงได้กำหนดให้มีโครงการส่งเสริมคุณภาพการจัดการศึกษานอกระบบระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตร และสื่อประกอบการเรียน รายวชิ าเลอื ก สาระการประกอบอาชีพ ระดับประถมศึกษา เรือ่ งการปลกู ผกั ปลอดสารพิษเบื้องต้น สอ่ื เล่มน้ีใช้ สำหรับศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ ของการปลูกผักปลอดสารพิษเบื้องต้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษา ครู กศน. ผู้เรียน และผู้เกี่ยวข้องในการจดั การศกึ ษาตามหลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดับการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ต่อไป หลักสูตร และเอกสารดังกล่าว สำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ได้ด้วยความร่วมมือของคณะทำงาน ทุกทา่ นท่ีไดใ้ หข้ อ้ คดิ เหน็ อันสำคญั และเปน็ ประโยชน์อยา่ งยงิ่ กศน.อำเภอสูงเมน่ จงึ ขอขอบคุณไว้ ณ ที่น้ี กศน.อำเภอสูงเม่น มนี าคม 2564
สารบัญ ข คำนำ หนา้ สารบญั ก คำแนะนำการใช้หนังสือเรยี น ข โครงสรา้ งรายวิชา การปลูกผกั ปลอดสารพษิ เบื้องต้น ค แบบทดสอบก่อนเรยี น ง ฉ บทที่ 1 ความรู้พ้ืนฐานการปลูกผักปลอดสารพิษ เรื่องท่ี 1 ความหมายของผักปลอดสารพิษ 1 เรื่องท่ี 2 ประโยชนข์ องผักปลอดสารพษิ 2 เรอ่ื งท่ี 3 ข้อดีของการปลูกผักปลอดสารพษิ 3 4 บทท่ี 2 การเตรยี มวสั ดุอุปกรณใ์ นการปลูกผัก 6 เรื่องที่ 1 การคัดเลอื กเมล็ดพันธุ์ 7 เรอื่ งที่ 2 การเตรยี มดินและการเตรียมแปลงสาธติ 9 เรอื่ งที่ 3 การจดั การระบบนำ้ 12 เร่ืองท่ี 4 การออกแบบโรงเรือน 15 23 บทที่ 3 วิธีการเตรียมตน้ กลา้ 24 เรือ่ งท่ี 1 เทคนคิ การเพาะต้นกลา้ 25 เร่อื งที่ 2 วิธีการเพาะต้นกล้า 28 29 บทท่ี 4 ขน้ั ตอนการปลูกผักปลอดสารพิษ 31 เรอ่ื งที่ 1 วธิ กี ารขดุ ดินเป็นแปลงผัก 32 เรอ่ื งท่ี 2 วิธกี ารทำร่องตรงกลางแปลง 37 เรื่องที่ 3 วธิ ีการรดด้วยนำ้ ผสมหวั เชื้อจลุ ินทรยี ์ และกากนำ้ ตาล เรื่องท่ี 4 วธิ กี ารใส่ปุ๋ยหมกั ชวี ภาพอกี คร้งั และรดน้ำท่ีผสมจลุ นิ ทรยี ์ E.M. 46 และกากนำ้ ตาลอีกครง้ั ทิ้งไว้ 7 วัน 61 เรอ่ื งท่ี 5 การปลกู ผกั 62 64 บทท่ี 5 การบำรุงรักษาและการเก็บเกี่ยว เรื่องท่ี 1 วธิ กี ารดูแลและบำรงุ รกั ษา เร่อื งที่ 2 การเก็บเก่ยี ว แบบทดสอบหลังเรียน บรรณานุกรม คณะผ้จู ัดทำ
ค คำแนะนำการใชห้ นังสือเรียน หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ใช้ประกอบการเรียน สาระการประกอบอาชีพ รายวิชาการปลูกผักปลอด สารพิษเบอื้ งต้น จัดทำขึ้นเพ่ือใชส้ ำหรับผเู้ รียนที่เป็นนักศึกษาการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน ซึ่งใช้จัดการเรียนรู้ในระดับประถมศึกษา ในการศึกษาหนังสือประกอบการเรียน สาระการประกอบอาชีพ รายวชิ าการปลกู ผักปลอดสารพิษเบอื้ งต้น ผเู้ รียนควรปฏบิ ัติ ดังนี้ 1. ศกึ ษาโครงสร้างรายวชิ าให้เขา้ ใจหวั ขอ้ สาระสำคัญ ผลการเรียนรู้ท่คี าดหวัง และขอบข่ายเน้ือหา 2. ศึกษารายละเอียดเนื้อหาของแต่ละบทอย่างละเอียด และทำกิจกรรมตามที่กำหนดไว้ในท้าย บทเรยี น ซงึ่ ผูเ้ รยี นสามารถตรวจคำตอบท่ีถูกต้องได้จากเฉลยที่มีอยู่ในท้ายเล่ม หากผ้เู รียนตอบคำถามกิจกรรม ทา้ ยบทผิด ผูเ้ รียนควรกลับไปทบทวนเนือ้ หาใหมใ่ ห้เขา้ ใจ และแก้ไขใหถ้ กู ต้อง กอ่ นที่จะศกึ ษาเร่อื งต่อไป 3. ควรทำกิจกรรมท้ายบทเรียนให้ครบทุกกิจกรรม เพื่อเป็นการสรุปความรู้ ความเข้าใจของเนื้อหา ในเร่ืองท่เี รียนอกี ครงั้ 4. หนงั สอื ประกอบการเรียนเลม่ นี้ มี 5 บท ไดแ้ ก่ บทที่ 1 ความรู้พ้นื ฐานการปลูกผกั ปลอดสารพิษ บทที่ 2 การเตรยี มวสั ดอุ ปุ กรณใ์ นการปลูกผัก บทที่ 3 วิธีการเตรียมตน้ กลา้ บทท่ี 4 ขัน้ ตอนการปลูกผักปลอดสารพิษ บทที่ 5 การบำรุงรกั ษาและการเก็บเก่ียว
ง โครงสร้างรายวิชา การปลกู ผกั ปลอดสารพิษเบ้อื งต้น รหัสรายวิชา อช13310 สาระการประกอบอาชีพ ระดับประถมศกึ ษา สาระสำคัญ ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่นิยมบริโภคผักปลอดสารพิษกันมากขึ้น เนื่องจากไม่มีสารพิษตกค้าง ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค ถึงแม้ว่าราคาผักปลอดสารพิษจะสูงกว่าผักที่ปลูกโดยทั่ว ๆ ไป ด้วยเหตุน้ี จึงทำให้เกษตรกรหนั มาปลกู ผักปลอดสารพิษกนั มากขึ้น ถึงแม้ว่าขั้นตอนการปลูกอาจจะยุ่งยากกว่าการปลกู ผักแบบปกติท่ีเคยปลูกกันมา แต่กค็ ุ้มค่ากบั ราคาท่ีได้ ฉะน้นั ผปู้ ลูกจะต้องมีความรู้การปลูกผักเบ้ืองต้น ได้แก่ การเตรยี มวัสดุอปุ กรณ์ วธิ ีการเตรยี มตน้ กล้า ขน้ั ตอนการปลกู ผักปลอดสารพษิ รวมถึงการบำรุงรักษาและการ เก็บเกีย่ ว ผลการเรยี นร้ทู ่คี าดหวัง 1. มคี วามรู้ ความเขา้ ใจพืน้ ฐานการปลูกผกั ปลอดสารพิษ 2. มีความรู้ ความเขา้ ใจในการเตรียมวัสดอุ ุปกรณใ์ นการปลูกผกั ปลอดสารพิษ 3. มคี วามรู้ ความเขา้ ใจในการเตรยี มพน้ื ท่ีปลูกผักปลอดสารพษิ 4. มคี วามรู้ ความเข้าใจในการเพาะต้นกลา้ 5. มคี วามรู้ ความเข้าใจในการปลกู ผักปลอดสารพษิ 6. มคี วามรู้ ความเขา้ ใจในการบำรงุ รักษาและการเก็บเกี่ยว ขอบขา่ ยเน้ือหา บทท่ี 1 ความรู้พื้นฐานการปลูกผกั ปลอดสารพษิ เรอ่ื งท่ี 1 ความหมายของผกั ปลอดสารพษิ เร่ืองท่ี 2 ประโยชน์ของผักปลอดสารพิษ เร่ืองที่ 3 ข้อดีของการปลูกผักปลอดสารพษิ บทที่ 2 การเตรียมวัสดอุ ปุ กรณ์ในการปลูกผัก เรอ่ื งท่ี 1 การคดั เลือกเมล็ดพันธ์ุ เรื่องท่ี 2 การเตรียมดนิ และการเตรียมแปลงสาธิต เรื่องท่ี 3 การจดั การระบบน้ำ เรอ่ื งท่ี 4 การออกแบบโรงเรือน บทท่ี 3 วิธีการเตรียมตน้ กลา้ เรื่องท่ี 1 เทคนิคการเพาะต้นกล้า เรอ่ื งที่ 2 วิธีการเพาะตน้ กล้า
จ บทที่ 4 ข้นั ตอนการปลูกผักปลอดสารพิษ เรื่องที่ 1 วิธีการขดุ ดนิ เปน็ แปลงผัก เร่ืองที่ 2 วิธีการทำร่องตรงกลางแปลง เรอื่ งท่ี 3 วิธีการรดดว้ ยนำ้ ผสมหัวเช้อื จุลนิ ทรีย์ และกากน้ำตาล เร่อื งท่ี 4 วธิ ีการใส่ปุ๋ยหมักชวี ภาพอกี คร้งั และรดน้ำที่ผสมจุลนิ ทรีย์ E.M. และกากนำ้ ตาล อกี ครงั้ ทิ้งไว้ 7 วนั เรื่องที่ 5 การปลกู ผกั บทท่ี 5 การบำรงุ รักษาและการเกบ็ เกย่ี ว เรื่องที่ 1 วธิ ีการดูแลและบำรุงรกั ษา เรื่องท่ี 2 การเกบ็ เก่ยี ว
ฉ แบบทดสอบก่อนเรียน จงเลอื กคำตอบทีถ่ กู ต้องท่ีสดุ เพยี งคำตอบเดียว 1. ขอ้ ใด คือ ความหมายของผกั ปลอดภัยจากสารพิษ ก. ผักท่ซี อ้ื มาจากตลอด ข. ผักท่ปี ลกู เองโดยใชป้ ๋ยุ เคมี ค. ผักทล่ี ้างสะอาดด้วยน้ำเปล่า ง. ผักทไ่ี ม่มีสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรพู ชื ตกคา้ งอย่แู ละสะอาด 2. ขอ้ ใดคือการล้างผกั ใหส้ ะอาดอย่างถูกวิธี ก. ลา้ งดว้ ยนำ้ รอ้ น ข. ล้างดว้ ยน้ำไหลจากก๊อก ค. น้ำสารสม้ หรอื นำ้ สม้ สายชู ง. ล้างด้วยน้ำที่ไหลจากธรรมชาติ 3. การปลกู ผักปลอดสารพิษมปี ระโยชน์ตอ่ ผผู้ ลิตอยา่ งไร ก. ช่วยใหไ้ ด้ผลผลติ มากข้นึ ชว่ ยใหข้ ยายพนั ธ์ุพืชได้มากข้นึ ข. ลดต้นทนุ การผลิตของเกษตรกร ช่วยให้มีผลผลิตมากขึ้น ค. ชว่ ยใหเ้ กษตรมีชอ่ งทางการขายได้มากข้ึน ช่วยให้ขยายพันธ์พุ ืชได้มากขึ้น ง. ทำให้เกษตรกรผู้ปลกู ผกั มีสขุ ภาพอนามยั ทด่ี ีข้ึน ชว่ ยให้เกษตรมีช่องทางการขายได้มากขึ้ 4. ข้อดขี องการปลกู ผกั ปลอดสารพิษมีอะไรบา้ ง ก. ช่วยให้ผักมีความสดและสวยงามจนผิดไปจากธรรมชาติ ข. ชว่ ยให้เกษตรกรผู้ปลกู ผักมีสุขภาพอนามยั ดีข้นึ ค. ชว่ ยให้ผักมีความสวยงามสดใส ง. ชว่ ยใหผ้ กั มสี ารตกคา้ ง 5. การเพาะปลูกพืช ปัจจยั หลักสำคัญที่ต้องคำนึงถงึ เปน็ อันดับแรก คืออะไร ก. การมีสารเคมีทีส่ ามารถป้องกนั กำจดั ศตั รูพชื การคัดสรรเมล็ดพันธท์ุ ่ีมีคณุ ภาพ การลงทุนท่ีสงู ๆ ข. การคดั สรรเมล็ดพนั ธท์ุ มี่ ีคุณภาพ การเลอื กสถานที่ การเลือกเมลด็ พนั ธ์ุ ค. การเลือกสถานท่ี การเตรียมดินเพ่ือการปลกู การเตรียมการรดน้ำ ง. การลงทุนที่สงู ๆ การเตรยี มดินเพื่อการปลกู การเตรยี มปุ๋ย
ช 6. ปจั จัยด้านส่งิ แวดลอ้ มทช่ี ว่ ยทำใหพ้ ืชพนั ธุ์เจริญงอกงามไดเ้ ป็นอยา่ งดี มีอะไรบา้ ง ก. การเตรียมดนิ ในการปลูกพืช การใส่ปุย๋ บำรุงดนิ ข. การออกแบบระบบโรงเรือนใหด้ ี การใชห้ ลงั คาแบบฟาง ค. การจัดการระบบน้ำในการเพาะปลกู การใชส้ ารเคมเี พอ่ื ป้องกนั ศัตรพู ชื ง. การเตรียมดินในการปลกู พชื การจัดการระบบน้ำในการเพาะปลกู การออกแบบระบบ โรงเรอื นใหด้ ี 7. เมล็ดพันธ์พุ ืชท่ใี ช้ในการเพาะปลกู ทางการค้านนั้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ก. เมล็ดสายพนั ธุท์ ัว่ ไป เมล็ดสายพนั ธล์ุ ูกผสม ข. เมล็ดสายพันธท์ุ ัว่ ไป เมล็ดสายพันธ์ุธรรมชาติ ค. เมลด็ สายพันธธ์ุ รรมชาติ เมลด็ สายพันธุ์แบบคดั ง. เมล็ดสายพนั ธลุ์ กู ผสม เมลด็ สายพันธุ์ตามท้องตลาด 8. ข้ันตอนการเตรยี มดนิ เพาะเมล็ดในแปลงที่สำคัญมีอะไรบ้าง ก. ทำความสะอาดพ้นื ท่ีท่ีจะใช้งาน การเกบ็ ถาก ถาง เพื่อให้สะดวกตอ่ การขดุ ไถ พรวน ข. ใชว้ ัตถปุ รบั สภาพดนิ (ปูนขาว มูลสัตว์ ปุ๋ยหมกั ฯ ) ใส่ลงในดินให้ท่ัวทงั้ พื้นท่ี ค. การขดุ หรอื ไถพรวนดินนน้ั ด้วยเครือ่ งมอื ทเ่ี หมาะสมกบั ขนาดของพื้นที่ ง. ถูกทกุ ขอ้ 9. ระบบนำ้ ในสวนเกษตรทีค่ นนิยมกันมากทส่ี ุดก็ คือ ก. การขุดร่อง ข. สูบนำ้ ใสส่ วน ค. การตักรดด้วยบวั รดน้ำ ง. ระบบนำ้ ผ่านสปรงิ เกอร์ และน้ำหยด 10. โรงเรือนมสี ่วนประกอบหลกั 3 ส่วน คืออะไรบ้าง ก. มุ้งตาขา่ ย พลาสติกสำหรับมุงหลงั คา สว่ นของโครงสรา้ ง ข. พลาสติกสำหรับมุงหลังคา หลังคามุงคา หลงั คามงุ กระเบ้ือง ค. สว่ นของโครงสรา้ ง สถานท่ี อากาศถา่ ยเทได้สะดวก ง. อากาศถ่ายเทไดส้ ะดวก หลงั คามุงคา มงุ้ ตาข่าย 11. วสั ดุในการเพาะตน้ กลา้ ให้แข็งแรงมีอะไรบ้าง ก. เมล็ดพนั ธ์ุที่ต้องการเพาะ ดินผสมป๋ยุ คอกหรือปยุ๋ หมัก ถาดเพาะกลา้ ข. ดินเพาะเมลด็ พนั ธุ์ ป๋ยุ หมัก กระถางเพาะกลา้ ค. ป๋ยุ หมัก บัวรดน้ำ เมล็ดพันธทุ์ ่ีต้องการเพาะ ง. กระถางเพาะกลา้ ปุ๋ยหมัก บวั รดน้ำ
ซ 12. ดิน/ทราย ทจ่ี ะนำมาเพาะกล้าต้องใสใ่ นถาดหนาประมาณเท่าไหร่ ก. 2 เซนติเมตร ข. 3 เซนตเิ มตร ค. 2.5 เซนตเิ มตร ง. 3.5 เซนติเมตร 13. การกรดี เปน็ ร่องลกึ กรีดเป็นแถวเพ่ือที่จะไดน้ ำเมล็ดพันธ์ุมาโรยให้ลกึ เทา่ ไหร่ ก. 3 เซนติเมตร ข. 1.5 เซนติเมตร ค. 1 เซนติเมตร ง. 2.5 เซนติเมตร 14. เมลด็ พนั ธุ์กจ็ ะเรมิ่ งอกใช้เวลาเท่าไหร่ ก. 14 วัน ข. 1 สัปดาห์ ค. 15 วนั ง. 2 สัปดาห์ 15. วธิ กี ารนำเมลด็ พนั ธ์ุไปเพาะบนทรายกอ่ นน้ัน มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื อะไร ก. ปอ้ งกนั แมลง และสามารถขนย้ายได้สะดวก ข. ทำให้ขยายเมล็ดได้มากยิง่ ขน้ึ และมคี วามสะดวกสบาย ค. ทำให้เมล็ดพนั ธุ์มกี ารงอกไดด้ ี และประหยดั พื้นทใ่ี นการเพาะปลกู ง. ป้องกันปญั หาโรคโคนเน่าของกล้าไดด้ ี ลดการเสียหายอันเกดิ มาจากเมลง ทำใหต้ ้นกลา้ แขง็ แรง 16. การขุดดนิ เพอื่ ยกรอ่ งเพ่ือใชป้ ลูกผักสวนครัวหรือผลไม้ ใช้จอบขดุ ดินข้ึนใหพ้ นู เป็นหลงั เตา่ ตอ้ งตากดนิ ไว้กว่ี นั ก. 1 - 2 วัน ข. 3 - 4 วัน ค. 5 - 6 วนั ง. 10 - 15 วนั 17. การเตรยี มแปลงดินปลกู ผัก มกี วี่ ธิ ี ก. 3 วิธี ข. 4 วธิ ี ค. 5 วธิ ี ง. 6 วิธี
ฌ 18. รปู แบบการยกร่องแปลง มกี ่ีรูปแบบ ก. 3 รูปแบบ ข. 4 รปู แบบ ค. 6 รูปแบบ ง. 9 รูปแบบ 19. ขอ้ ใด ไม่ใช่ ประโยชน์ของการห่มดนิ ก. เป็นที่อยู่อาศยั ของจุลินทรยี ์ ข. รกั ษาความช้นื เมื่อยอ่ ยสลายจะกลายเป็นฮวิ มัส ซง่ึ เป็นปุ๋ยใหก้ ับพืช ค. เป็นอาหารให้สัตว์หน้าดิน เช่น ไสเ้ ดอื น กิ้งกอื ฯลฯ ชว่ ยพรวนดนิ และถา่ ยมลู เปน็ ปุย๋ ให้พืช ง. ช่วยยอ่ ยแร่ธาตทุ อ่ี ยู่ในหนิ ลกู รงั ทราย เช่น ธาตุอาหาร กลมุ่ เหลก็ แมงกานสี สงั กะสี ฟอสฟอรสั 20. ขอ้ ใด คอื ประโยชนห์ วั เชอ้ื จลุ ินทรยี ์ EM ก. ใช้รดโคนต้นไม้ และแปลงผกั ซ่ึงจะช่วยย่อยสลายอนิ ทรีย์วัตถใุ นดนิ ทำให้ปลดปลอ่ ยแร่ธาตุ ออกมาให้แก่พชื ได้เร็วขึ้น ข. มีส่วนผสมของอนิ ทรีย์สารที่ได้จากการย่อยสลายพวกแปง้ และนำ้ ตาล เชน่ นำ้ ตาลโมเลกุล ขนาดเลก็ แอลกอฮอล์ และกรดอินทรยี ห์ ลายชนิด ค. เปน็ ของเหลวสนี ำ้ ตาลดำ คลา้ ยสนี ำ้ ปลา มกี ล่นิ เปรยี้ ว มีรสอมหวาน และมีกลิ่นหอม ง. เป็นอาหารให้สัตวห์ นา้ ดิน เช่น ไสเ้ ดอื น กิ้งกือ ฯลฯ ชว่ ยพรวนดนิ และถ่ายมลู เป็นปุย๋ ให้พืช 21. ขอ้ ใดกล่าวถกู ต้องเกย่ี วกับ “ป๋ยุ หมกั ” ก. ใช้รดโคนต้นไม้ และแปลงผัก ซ่ึงจะช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในดิน ทำให้ปลดปล่อยแร่ธาตุ ออกมาให้แกพ่ ืชได้เรว็ ขน้ึ ข. เป็นอาหารให้สัตว์หน้าดนิ เชน่ ไสเ้ ดอื น กิ้งกือ ฯลฯ ชว่ ยพรวนดนิ และถา่ ยมลู เปน็ ป๋ยุ ให้พืช ค. ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยธรรมชาติ ชนิดหนึ่งที่ได้มาจากการนำเอาเศษซากพืช เช่น ฟางข้า ว ซังข้าวโพด ต้นถวั่ ต่าง ๆ หญ้าแหง้ ผกั ตบชวา ของเหลอื ท้ิงจากโรงงานอตุ สาหกรรม ตลอดจน ขยะมลู ฝอยตามบา้ นเรือนมาหมกั รว่ มกับมลู สตั ว์ ง. มีลักษณะเป็นของเหลวสีน้ำตาลดำ คลา้ ยสีของน้ำปลา มกี ลิน่ เปรย้ี ว
ญ 22. ข้อใดกลา่ วถึง “ผกั สวนครวั ” ได้ถูกต้อง ก. ผักที่ปลูกไว้ในบริเวณบ้านหรือที่ว่างต่าง ๆ หรือในชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกไว้ สำหรบั รบั ประทานเองภายในครอบครวั หรอื ชุมชน ข. การปลูกพืชในน้ำที่ผสมสารละลายอาหารปลูกเลี้ยง หรือที่เรียกกันตามท้องตลาดว่า “ปุ๋ย น้ำ” ค. ประหยัดพื้นที่ ดูแลง่าย โยกย้ายเคลื่อนที่ได้สะดวก ใช้สารเคมีกำจัดแมลง อีกทั้งยังสามารถ นำไปตกแต่งตามมมุ ต่าง ๆ ในบ้านได้อกี ดว้ ย ง. การปลูกผักโดยการหว่านเมล็ดลงให้กระถาง โดยกะระยะห่างของเมล็ด หรือหลุมที่หยอด ให้เหมาะสมกับชนิดของผัก 23. การปลูกผกั สวนครวั นอกจากการปลูกบนแปลงปลกู แลว้ เราสามารถปลูกในภาชนะแบบไหนไดอ้ ีก ก. ปลกู ในกระบะ ปลูกในกระถาง ข. ปลกู ในกระปอ๋ งสี ปลกู ในน้ำ ปลกู ในตู้ปลา ค. ปลูกในยางรถยนต์ ปลกู บนหลังคา ปลกู กลางสระนำ้ ง. ปลูกบนปนู ซีเมนต์ ปลกู ในถงั สี ปลกู ในกล่องกระดาษ 24. ข้อใดจดั เปน็ ผักทคี่ วรปลูกไว้เพอื่ บริโภคในครวั เรือน ก. คะน้า ต้นหอม ผกั ชี พรกิ ผักกาดกวางตุ้ง ข. กะเพรา ขา่ แครอท บลอ็ กเคอร่ี สลัดใบแดง ค. โหระพาฝร่ัง แตงกวาญปี่ นุ่ เซเลอร่ี ผกั ชี พริก ง. มะเขอื เทศเชอร่ี ฟกั ทองญ่ีปุ่น กะหล่ำดอกโรมาเนสโก ถัว่ ลันเตาหวาน คะนา้ 25. ข้อใดกลา่ วถงึ ความหมาย การดูแลรกั ษา ได้ถกู ต้องที่สดุ ก. การปฏบิ ัตติ อ่ พชื ทป่ี ลกู ให้มกี ารเจริญเตบิ โตได้อยา่ งเปน็ ปกตแิ ละปราศจากการรบกวน จากศัตรตู ่าง ๆ ข. เปน็ สง่ิ ท่ตี อ้ งทำบ่อยครัง้ โดยเฉพาะกับพืชท่ปี ลูกนอกฤดูฝน ทง้ั นี้เพราะองค์ประกอบ ภายในต้นพืชกวา่ 80% เป็นน้ำ ค. เปน็ สิง่ ทีจ่ ะช่วยทำให้ระบบของรากพืชสามารถที่จะแผก่ ระจายออกไปไดเ้ ป็นบรเิ วณ ท่กี ว้าง เพราะการพรวนดินทำให้โครงสรา้ งของดินไม่แนน่ ง. เปน็ การเพิ่มเติมธาตุอาหารที่จำเปน็ สำหรับพืชลงไปในดิน เพ่ือให้มปี ริมาณท่เี พยี งพอ ต่อความต้องการใชข้ องพืช
ฎ 26. ขอ้ ใดกลา่ วถูกตอ้ งเก่ียวกบั การพรวนดิน และการกำจัดวัชพืช (plough and weeding) ก. เปน็ ส่ิงทต่ี อ้ งทำบ่อยคร้ังโดยเฉพาะกับพืชทป่ี ลกู นอกฤดฝู น ทั้งน้เี พราะองคป์ ระกอบ ภายในต้นพชื กว่า 80% เปน็ น้ำ ข. เป็นสิง่ ที่จะช่วยทำใหร้ ะบบของรากพืชสามารถทีจ่ ะแผ่กระจายออกไปได้เปน็ บรเิ วณท่ี กวา้ งเพราะการพรวนดินทำให้โครงสร้างของดินไม่แน่น ค. เป็นการเพิ่มเตมิ ธาตุอาหารท่ีจำเปน็ สำหรบั พืชลงไปในดิน เพอ่ื ให้มปี รมิ าณที่เพียงพอต่อ ความต้องการใช้ของพืช ง. การปฏิบัตติ ่อพชื ทป่ี ลกู ให้มกี ารเจรญิ เติบโตได้อยา่ งเปน็ ปกตแิ ละปราศจากการรบกวน จากศัตรูตา่ ง ๆ 27. การให้ธาตอุ าหารแก่พชื แตล่ ะอย่างแตล่ ะชนิด จะใหใ้ นปรมิ าณมาก - นอ้ ยเพียงใดตอ่ ครง้ั หรอื จะให้ ก่ีครั้งในแต่ละฤดูปลกู ควรท่ีจะตอ้ งคำนึงถึงองค์ประกอบใดบ้าง ก. ชนดิ และประเภทของเน้ือดนิ ดินทีม่ ีเน้ือหยาบ จะต้องใหใ้ นปรมิ าณท่ีมากกวา่ ดนิ เนือ้ ละเอียด ข. ชนิดและประเภทของพืชท่ีปลูก พชื ทีต่ ้องการผลผลิตที่เป็นดอกเปน็ ผลจะต้องใช้มากกว่า พืชท่ีต้องการใบหรือลำต้น ค. สตู รหรอื เกรดปุย๋ ถา้ สูตรสูงจะใช้ในปรมิ าณทน่ี ้อยกวา่ สูตรตำ่ ความสมบรู ณ์ของสตู รปุย๋ ป๋ยุ สมบูรณจ์ ะใช้น้อยครงั้ กวา่ ป๋ยุ เดย่ี ว ง. ถกู ทุกข้อ 28. ข้อใดกลา่ วถงึ ความหมาย การเก็บเกยี่ วผลผลิต ไดถ้ กู ต้องทส่ี ุด ก. การกระทำทผี่ ้ปู ลูกพืชนำเอาสว่ นของผลผลติ พชื ออกไปจากต้นพืชหรือพนื้ ที่ทป่ี ลกู นั้น ข. การกระทำท่ีเปน็ การสร้างมลู คา่ เพิ่มใหก้ บั ผลผลิตทเี่ ก็บเกีย่ วแล้ว และลดความเสยี หาย ทีเ่ กดิ ข้ึนกบั ผลผลิตนนั้ ค. เปน็ การทำเพ่ือใหผ้ ลผลิตมีความสวยงาม สะอาดปราศจากส่ิงสกปรกและสารพษิ ท่ปี นเปอ้ื น ง. เปน็ การจดั หมวดหมู่ของผลผลติ เช่น ขนาด เลก็ - กลาง - ใหญ่ - ใหญ่พเิ ศษ, อ่อน - แก่ - สุก - งอม , มีตำหนิ – ไม่มีตำหนิ 29. การทำความสะอาดผลผลิต เปน็ การทำเพ่ือใหผ้ ลผลิตมีความสวยงาม สะอาดปราศจากส่ิงสกปรก และสารพิษทป่ี นเปื้อน ซึง่ มีวิธกี ารท่ีนยิ มใช้ก่วี ธิ ี ก. 2 วิธี ข. 3 วธิ ี ค. 4 วธิ ี ง. 5 วิธี
ฏ 30. การเก็บรักษาผลผลติ ใหค้ งสภาพท่ดี ี หมายถงึ อะไร ก. การยืดอายุของผลผลติ ทไี่ ดเ้ ก็บเกี่ยวแล้วออกไปใหน้ านท่สี ุดโดยทผ่ี ลผลิตน้ันยงั คงมี คุณภาพเหมือนเดิมหรอื เสื่อมคุณภาพลงให้น้อยทสี่ ดุ ข. เพอื่ เปน็ การป้องกันความเสียหายทจ่ี ะเกิดข้นึ ในขณะทข่ี นส่งผลผลติ จากแหลง่ ผลิตไปสู่ ผบู้ ริโภค ค. เปน็ การจัดหมวดหมู่ของผลผลติ เช่น ขนาด เล็ก - กลาง - ใหญ่ - ใหญ่พิเศษ, อ่อน - แก่ - สกุ - งอม , มีตำหนิ – ไมม่ ีตำหนิ ง. การกระทำที่เปน็ การสรา้ งมูลคา่ เพ่ิมใหก้ บั ผลผลิตทเี่ กบ็ เกี่ยวแล้ว และลดความเสยี หายท่ี เกิดขึน้ กับผลผลิตนั้น
1 บทท่ี 1 ความรพู้ ้ืนฐานการปลูกผักปลอดสารพิษ สาระสำคญั ผักเป็นพืชที่คนไทยนิยมนำมารับประทานกันมาก เนื่องจากมีคุณค่าทางอาหาร ทั้งวิตามินและแรธาตุ ต่าง ๆ ที่เป็นประโยชนต่อร่างกายสูง แต่ค่านิยมในการบริโภคผักนั้น มักจะเลือกบริโภคผักที่สวยงาม ไมมี รอ่ งรอยการทำลายของหนอนและแมลงศตั รูพชื จงึ ทำใหเ้ กษตรกรทป่ี ลูกผกั จะตอ้ งใช้สารเคมีป้องกันและกำจัด แมลงฉีดพ่นในปริมาณที่มาก เพื่อให้ไดผักที่สวยงามตามความต้องการของตลาด เมื่อผู้ซื้อนำมาบริโภคแล้ว อาจไดรับอันตรายจากสารพิษที่ตกค้างอยูในพืชผักนั้นได อีกทั้งตัวเกษตรเองก็ต้องเสี่ยงต่อการสัมผัสสารพิษ เหล่านั้นได้ เพื่อเป็นการแกปัญหาดังกล่าว เกษตรกรจึงหันมาทำการปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ โดยนำเอา วิธีการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชหลายวิธีมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน นอกจากน้ีการบริโภคผักปลอดสารพิษยังมี ประโยชน์ทำให้ร่างกายมีสขุ ภาพที่ดี มีความแขง็ แรง ไมเ่ จ็บปว่ ยไดง้ า่ ย ส่งผลให้มีคณุ ภาพชีวิตท่ีดขี ้นึ อีกทั้งชว่ ย ลดปริมาณการนำเข้าสารเคมปี ้องกนั และกำจัดศัตรพู ชื จากตา่ งประเทศอีกดว้ ย ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวัง 1. บอกความหมายของการปลกู ผักปลอดสารพิษได้ 2. บอกประโยชนข์ องผักปลอดสารพษิ ได้ 3. บอกขอ้ ดีของการปลูกผักปลอดสารพษิ ได้ ขอบข่ายเนือ้ หา เร่ืองที่ 1 ความหมายของผกั ปลอดสารพิษ เรอ่ื งที่ 2 ประโยชนข์ องผกั ปลอดสารพิษ เรอ่ื งที่ 3 ข้อดีของการปลูกผักปลอดสารพิษ
2 เรือ่ งท่ี 1 ความหมายของผักปลอดสารพษิ ผักปลอดสารพิษเป็นพืชผักที่คนไทยนิยมนำมารับประทานกันมาก เนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารท้ัง วติ ามินและแรธาตตุ ่าง ๆ ทีเ่ ปน็ ประโยชนตอ่ ร่างกายสูง แต่คา่ นิยมในการบริโภคผกั นั้น มกั จะเลือกบริโภคผักที่ สวยงามไมมีร่องรอยการทำลายของหนอนและแมลงศัตรูพืช จึงทำให้เกษตรกรที่ปลูกผักจะต้องใช้สารเคมี ป้องกันและกำจัดแมลงฉีดพ่นในปริมาณที่มาก เพื่อให้ไดผักที่สวยงามตามความต้องการของตลาด เมื่อผู้ซ้ือ นำมาบริโภคแล้ว อาจไดรับอันตรายจากสารพิษที่ตกค้างอยูในพืชผักนั้นได อีกทั้งตัวเกษตรเองก็ต้องเสี่ยงต่อ การสัมผัสสารพิษเหล่านั้นได้ เพื่อเป็นการแกปัญหาดังกล่าว เกษตรกรจึงหันมา ทำการปลูกผักปลอดภัยจาก สารพิษ โดยนำเอาวิธีการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชหลายวิธีมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เป็นการทดแทนหรือลด ปรมิ าณการใช้สารเคมีให้น้อยลง เพอื่ ความปลอดภัยของเกษตรกร ผู้บรโิ ภค และสงิ่ แวดล้อม ความหมายของผักปลอดสารพิษ ผกั ปลอดสารพิษ หมายถึง ผลผลติ พชื ผกั ท่ไี มมสี ารเคมปี ้องกันและกำจัดศัตรูพืชตกค้างอยู หรือมตี กค้าง อยูไมเกินระดบั มาตรฐานท่ีกระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว ในประกาศกระทรวงสาธารณสขุ ฉบับที่ 163 พ.ศ. 2538 ลงวันที่ 28 เมษายน 2538 เร่อื ง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง
3 เรอ่ื งท่ี 2 ประโยชนข์ องผกั ปลอดสารพษิ การบริโภคผักทป่ี ลอดสารพษิ ในปรมิ าณที่เหมาะสมเป็นประจำจะชว่ ยทำให้รา่ งกายมีสุขภาพทดี่ ี มคี วาม แข็งแรง ไม่เจ็บได้ง่าย ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยลดปริมาณการนำเข้าสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืช จากต่างประเทศ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมีสุขภาพอนามัยที่ดีขึ้น เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากการปลูกผัก ปลอดสารพิษ ช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรในด้านค่าใช้ต่าง ๆ เช่น มีค่าใช้จ่ายในการซื้อสารเคมี ป้องกนั และกำจัดศัตรูพืชท่ีลดลง ช่วยลดปริมาณของสารเคมีซึ่งเปน็ พิษทีจ่ ะปนเปื้อนเข้าในดิน ในอากาศ และ ในนำ้ จงึ เปน็ การชว่ ยอนุรักษ์ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละลดมลพิษของส่ิงแวดลอ้ มไปไดอ้ ีกทางหน่ึง ผักปลอดสารพิษจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดี สำหรับคนชอบรับประทานผักและมีความปลอดภัย แต่ผู้บริโภคก็ควรนำผักมาให้ล้างให้สะอาดอย่างถูกวิธี เช่น ล้างด้วยน้ำไหลจากก๊อกนาน 2 นาที หรือการแช่ ในน้ำสะอาดประมาณ 5 - 10 นาที แล้วค่อยลา้ งออกด้วยน้ำสะอาด หรือแช่ในน้ำปูนใส น้ำด่างทับทิม น้ำซาว ขา้ ว นำ้ สม้ สายชูหรอื เกลือปน่ หรือนำ้ ยาลา้ งผัก ประมาณ 10 นาที แล้วจึงลา้ งออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งหนง่ึ
4 เรื่องท่ี 3 ข้อดขี องการปลกู ผักปลอดสารพิษ 1. ทำให้ไดพืชผกั ทม่ี คี ณุ ภาพ ไมมีสารพิษตกค้าง เกิดความปลอดภยั แกผู้บรโิ ภค 2. ช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกผักมีสุขภาพอนามัยดีขึ้น เนื่องจากไมมีการฉีดพ่นสารเคมีป้องกัน และกำจัด ศัตรพู ชื ทำให้เกษตรกรปลอดภัยจากสารพษิ เหล่าน้ีด้วย 3. ลดต้นทนุ การผลติ ของเกษตรกรด้านคา่ ใช้จา่ ยในการซื้อสารเคมีป้องกนั และกำจดั ศตั รูพชื 4. ลดปริมาณการนำเขาสารเคมปี ้องกนั และกำจดั ศัตรูพชื 5. เกษตรกรจะมรี ายไดเพิ่มมากขนึ้ เน่อื งจากผลผลิตทไี่ ดมีคุณภาพ สามารถขายไดในราคาทสี่ ูงข้นึ 6. ลดปรมิ าณสารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพชื ท่ีจะปนเปื้อนเขา้ ไปในอากาศและน้ำ ซึ่งเป็นการอนุรักษ์ ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละลดมลพิษของส่งิ แวดล้อมไดทางหนงึ่
5 กิจกรรมทา้ ยบทท่ี 1 คำชแี้ จง : ให้ผเู้ รยี นบอกความหมาย ประโยชน์ และข้อดีของการปลูกผักปลอดสารพษิ ได้ 1. ให้ผเู้ รียน บอกความหมายของการปลกู ผกั ปลอดสารพิษ มาพอสงั เขป ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 2. ใหผ้ ู้เรยี น บอกประโยชนข์ องการผกั ปลอดสารพษิ มาตามความเขา้ ใจของผเู้ รียน ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 3. ใหผ้ เู้ รยี น บอกข้อดีของการปลูกผักปลอดสารพิษ วา่ มีอะไรบ้าง ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. .................................................
6 บทที่ 2 การเตรียมวัสดอุ ุปกรณใ์ นการปลูกผกั สาระสำคัญ ปัจจัยหลักสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการเพาะปลูกพืชเป็นเป็นอันดบั แรก น่ันก็คือ การคัดเลือกเมล็ดพันธ์ุ ที่มีคุณภาพ เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง ตรงตามความต้องการของตลาด และคุ้มค่ากับการลงทุนมากที่สุด เนื่องจาก พืชจะเจรญิ เติบโตได้ดีขึน้ อยูก่ ับเมล็ดพันธุ์ ส่วนปจั จัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การเตรียมดินและการเตรียมแปลง สาธิต การจัดการระบบน้ำ รวมถงึ การออกแบบโรงเรือน จะเป็นส่วนสนับสนุนช่วยทำให้พืชพันธ์ุนั้นงอกงามได้ เป็นอย่างดี ผลการเรียนรู้ท่คี าดหวัง 1. บอกวิธีการคัดเลือกเมล็ดพนั ธ์ุได้ 2. บอกวิธีการเตรียมดนิ และการเตรยี มแปลงสาธติ ได้ 3. บอกวธิ ีการจัดการระบบนำ้ ได้ 4. สามารถออกแบบโรงเรือนได้ ขอบข่ายเน้ือหา เร่ืองที่ 1 การคัดเลือกเมลด็ พันธ์ุ เรื่องท่ี 2 การเตรยี มดนิ และการเตรยี มแปลงสาธติ เรื่องท่ี 3 การจดั การระบบนำ้ เรื่องที่ 4 การออกแบบโรงเรอื น
7 เรื่องท่ี 1 การคดั เลอื กเมลด็ พันธ์ุ ในการเพาะปลูกพืชเพื่อการค้าหรือเชิงพาณิชย์นั้น สิ่งที่ถือว่าเป็นปัจจัยหลักสำคัญที่ต้องคำนึงถึง เปน็ อนั ดับแรกนั้น ก็คอื การคดั สรรเมล็ดพนั ธ์ุท่ีมคี ุณภาพ เพอื่ ให้ไดผ้ ลผลติ สูง ตรงตามความต้องการของตลาด และคุ้มค่ากับการลงทุนมากที่สุด เนื่องจากพืชจะเจริญเติบโตได้ดีขึ้นอยู่กับเมล็ดพันธุ์ ส่วนปัจจัยด้าน ส่ิงแวดล้อม เช่น ดิน น้ำ ปยุ๋ จะเปน็ สว่ นสนับสนุนชว่ ยทำให้พชื พนั ธนุ์ นั้ งอกงามไดเ้ ปน็ อยา่ งดี 1. ประเภทของเมลด็ พันธ์ุพืช เมล็ดพนั ธ์พุ ืชทีใ่ ชใ้ นการเพาะปลูกทางการคา้ นัน้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคอื 1.1 เมลด็ สายพนั ธทุ์ ่ัวไป (OP - Open Pollinated) เมลด็ พนั ธ์พุ ชื สายพันธท์ุ ัว่ ไป (OP - Open Pollinated) อ้างอิง www.seedline.co.th
8 เมล็ดสายพันธ์ุทั่วไป (OP - Open Pollinated) คือ เมล็ดสายพันธุ์ด้ังเดิมที่นิยมปลูกทั่วไป โดย จะมีการคดั เลือกพนั ธุ์ท่ีดีและนำมาขยายพันธุ์โดยมีการผสมเกสรด้วยวิธตี ่างๆ ตามธรรมชาติ จากนั้นจึงจะเก็บ เมล็ดพันธุ์เพื่อนำมาจำหน่าย ซึ่งในปัจจุบันเมล็ดพันธุ์สายพันธุ์ดั้งเดิมไม่เป็นที่นิยมของตลาดแล้ว เนื่องจาก จำนวนผลผลติ ท่ีไดไ้ ม่สมำ่ เสมอและมีรสชาตทิ ่ไี ม่เป็นทีต่ อ้ งการของผู้บริโภค 1.2 เมล็ดสายพันธล์ุ กู ผสม (F1-Hybrid) เมลด็ พันธพุ์ ืช สายพันธลุ์ ูกผสม (F1-Hybrid) อา้ งองิ www.seedline.co.th เมลด็ สายพันธุล์ กู ผสม (F1-Hybrid) คอื เมล็ดพนั ธทุ์ เ่ี กิดการผสมข้ามสายพันธุร์ ะหว่างพันธ์ุแท้ 2 สาย พันธุ์ หรืออาจจะมากกว่านั้น นิยมปลูกเพื่อการค้า ซึ่งเมล็ดพันธ์ุน้ีจะได้ลักษณะผลที่แตกต่างไปจากเมลด็ พันธุ์ ดั้งเดิม คือ พืชผลที่ได้จะมีความแข็งแรง ต้านทานโรคได้ดีและมีอัตราการงอกสูง ตามลักษณะพันธุกรร มของ ต้นท่ีนำมาผสมกนั ทงั้ นีย้ งั มรี สชาติและลักษณะทีต่ รงตามความต้องการของตลาดอีกด้วย เมล็ดพันธ์ุท่ีไดจ้ ากสายพันธุ์ลูกผสมน้ัน มีความแปรปรวนของพันธุกรรมสูง จึงไม่นิยมที่จะเก็บมาทำ พันธุ์ต่อ เนื่องจากอาจจะได้ลักษณะด้อยของพันธุ์ในรุ่นถัดไป ซึ่งผลผลิตที่ได้ จะไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เกษตรกรส่วนใหญ่จึงหันมาใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสม หรือ F1-Hybrid มากกว่าสายพันธุ์ทั่วไป หรือที่เรียกว่า เมล็ดพันธ์ุท่วั ไป (OP)
9 เรือ่ งที่ 2 การเตรยี มดินและการเตรียมแปลงสาธติ 1. การเตรยี มดนิ การเตรียมดิน หมายถึง การปรับสภาพของดินหรือวัสดปุ ลูกให้มีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ของพชื ขน้ั ตอนการเตรียมดินปลูกพืชในพื้นทแ่ี ปลงปลกู ทำได้ 2 รปู แบบ ดงั นี้ 1.1 การเตรียมดินเพื่อการเพาะเมล็ดพืชเพื่อให้เกิดเป็นต้นกล้า ความสำเร็จของการเพาะกล้า พืชนั้น นอกจากจะขึ้นอยู่กับความมีชีวิตของเมล็ดแล้ว ยังขึ้นอยู่กับวัสดุเพาะที่ใช้สำหรับการรองรับเมล็ดอีก ดว้ ย ดงั นั้นผ้เู พาะเมลด็ พชื จงึ จะตอ้ งมีการจดั เตรียมดินหรือวสั ดุเพาะ ให้มคี วามสมั พนั ธ์กับขนาดของเมล็ดพืชที่ เพาะโดยยึดหลักการของการเตรียมวัสดุเพาะเมล็ดที่ว่า “เมล็ดพืชยิ่งมีขนาดเล็ก ดินหรือวัสดุเพาะ จะตอ้ งมคี วามสมบรู ณ์ทส่ี ดุ ” ความสมบูรณข์ องวสั ดุเพาะน้ันอยู่ที่ 1) ต้องสามารถเก็บรกั ษาความชื้นไดพ้ อดี 2) รกั ษาระดบั อุณหภมู ทิ ี่เหมาะสมได้ตลอดการงอก และ 3) มีธาตุอาหารพชื พอเพียงกบั ความต้องการ โดยมีข้ันตอนการเตรียมดินเพาะเมลด็ ในแปลง ดังน้ี 3.1) ทำความสะอาดพื้นที่ที่จะใชง้ าน โดยการเก็บ ถาก ถาง หรือเผา เพื่อให้สะดวกต่อการ ขดุ ไถ หรือพรวน 3.2) ทำการขดุ หรอื ไถพรวนดินนั้น ด้วยเคร่ืองมือท่ีเหมาะสมกบั ขนาดของพื้นที่ ให้มีระดับ ของความลึกอยู่ในช้ันที่เรยี กว่า “ชั้นไถพรวน” การพลิกหนา้ ดินคร้งั แรกนี้ เรียกว่า \" การเตรียมดินขั้นต้น (ข้ัน ปฐมภูมิ)\" หรือ“การไถดะ” หรือ “การดะ” 3.3) ใช้วัตถุปรับสภาพดินโดยใส่ปูนขาว มูลสัตว์หรือปุ๋ยหมัก ลงในดินให้ทั่วทั้งพื้นที่ ใชเ้ ครื่องมอื ไถพรวนดนิ ผสมคลุกเคลา้ ให้เข้ากับดิน และยังเปน็ การย่อยดนิ ไปในตวั อีกครง้ั การทำครั้งน้ี เรยี กวา่
10 เป็นการ “ไถแปร” “การแปร” (ถ้าจะทำแปลงปลูกให้เป็นร่องแบบลูกฟูกก็ทำในขั้นตอนนี้) ปล่อยทิ้งไว้ ประมาณ 7 - 15 วนั 3.4) ปรบั แต่งแปลง ให้เหมาะสมกับฤดูกาล โดยการยกแปลงใหส้ ูง หรือทำแปลงให้ต่ำกว่า ระดบั พื้นดินเดิม 3.5) จากนั้นจึงหว่านเมล็ด ดูแลรักษาปัจจัยต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับการงอกของเมล็ด และ การเจริญของต้นกลา้ ที่เกดิ ขนึ้ 1.2 การเตรยี มดินเพ่ือการปลกู พืชลงแปลงปลกู 1) การปลูกพืชในแปลงในลักษณะของการปลูกระยะชิด หรือการหว่านเมล็ดให้ทั่วพื้นที่ เหมาะ สำหรบั การปลูกพชื ท่ีมีอายุสน้ั มวี ิธกี ารเตรยี มดิน ดงั น้ี (1.1) ทำความสะอาดพื้นที่ที่จะใช้งาน โดยการถางและเผา เพื่อให้สะดวกต่อการขุด ไถ หรอื พรวน (1.2)ทำการขุด หรือไถพรวนดินน้ันด้วยเครอื่ งมือที่เหมาะสมกบั ขนาดของพื้นที่ ให้มีระดบั ของความลกึ อยู่ในชน้ั ทเ่ี รียกว่า “ช้นั ไถพรวน” การพลิกหน้าดนิ ครง้ั แรกนี้เรียกว่า “การไถดะ” ตากดนิ ท้ิงไว้ 7 - 15 วนั (1.3)ใช้วตั ถุปรบั สภาพดนิ ใส่ลงในดินให้ทวั่ ท้ังพ้นื ท่ี ใชเ้ ครอ่ื งมือไถพรวนดินผสมคลุกเคล้า ให้เข้ากับดินและย่อยดินไปในตัวอีกครั้ง การทำครั้งนี้เรียกว่าเป็นการ”ไถแปร” “การแปร” (ถ้าจะทำแปลง ปลูกใหเ้ ป็นร่องแบบลูกฟูกกท็ ำในข้นั ตอนนี้) (1.4)นำเมลด็ หรอื ตน้ กลา้ ลงปลกู ในแปลงตอ่ ไป 2) การปลูกพืชลงแปลงด้วยระยะปลูกที่ห่างกันมาก ๆ ซึ่งนิยมใช้กับการปลูกพืชที่มีขนาดของ ทรงพุ่มใหญ่ จำพวกไม้ผลยืนตน้ ไม้ดอกขนาดใหญ่ หรือพชื ผกั ท่มี ลี ำตน้ เปน็ เถายาวและเลื้อยไปตามพนื้ ผู้ปลูก ควรมีการเตรยี มดนิ เปน็ หลมุ ปลกู ทมี่ ีขนาดของหลุมแตกต่างกนั ออกไป โดยมวี ธิ ีการเตรยี ม ดังน้ี (2.1)ทำความสะอาดบริเวณที่จะขุดหลุม กำหนดขนาด และวัดขนาดความกว้าง - ยาว - ลกึ ของหลุม
ขนาดของหลุมปลกู 11 30 x 30 x 30 เซนติเมตร 50 x 50 x 50 เซนติเมตร กลมุ่ / ชนิดพืชที่ปลกู 100 x 100 x 100 เซนตเิ มตร ไมท้ ่มี พี ุ่มขนาดเลก็ ไม้ที่มีพมุ่ ขนาดกลาง ไม้ยนื ตน้ ขนาดใหญ่ทั่วไป (2.2)ขุดแยกดินบนดินล่าง กองไว้ 2 ข้างปากหลุม ให้มีความกว้าง - ยาว - ลึกตามที่ กำหนด (2.3) ใช้เศษซากเหลือของผลผลิตทางการเกษตร ใสล่ งกน้ หลมุ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โรยทับด้วยวัสดุปรงุ แตง่ ดนิ ตามความเหมาะสม เช่น ปนู ขาว ปุ๋ยคอก ปยุ๋ หมัก ทราย ฯลฯ (2.4)ปรงุ แต่งดินช้นั บนท่ีกองไว้ทป่ี ากหลมุ ดว้ ยปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ฯลฯ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ใสท่ บั ลงบนช้ันของเศษซากต่าง ๆ ทีไ่ ด้ใส่ลงในหลุมไปก่อนหนา้ น้ันแลว้ จนหมด (2.5)จากนั้นจึงนำเอาดินชั้นล่างใส่ทับลงไปอีกชั้น จนระดับดินที่ใส่ลงไปนั้นมีความสูง พ้นจากระดับดินเดิม ปล่อยทิ้งไว้ให้วัสดุภายในหลุมมีการย่อยสลาย ซึ่งสังเกตเห็นได้ เมื่อดินที่พูนไว้น้ัน ยุบตวั ลง (2.6)หลมุ ปลกู น้ีก็พรอ้ มแลว้ ที่จะรองรับต้นพชื ทจี่ ะปลกู ตามลงไป 2. การเตรียมแปลงปลกู เน่อื งจากเมลด็ พืชผักสว่ นใหญ่มขี นาดเล็ก มรี ะบบรากละเอยี ดอ่อน ถาเกษตรกรเตรียมดินไมดีอาจมี ผลกระทบต่อการงอกของเมลด็ และการเจรญิ เติบโตของพืชผักได ดงั นน้ั กอ่ นการปลูกพืชควรมีการปรับสภาพ ดินให้เหมาะสมเสียก่อน โดยเฉพาะในพื้นทีท่ ี่เคยมีการปลูกผักหรอื พืชชนิดอื่น โดยการปล่อยน้ำให้ท่วมแปลง แล้วสูบออก เพื่อให้น้ำชะล้างสารเคมีและกำจัดแมลงต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในดิน แล้วจึงทำการไถพลิกหน้าดิน ตากแดดไว เพ่ือทำลายเช้ือโรคและแมลงศัตรูท่ีอาศยั อยู่ในดินอกี คร้ัง จากนั้นเกษตรกรควรจะปรับสภาพความ เป็นกรด-ด่างของดิน ให้อยู่ ในสภาพที่เป็นกลาง โดยใช้ปูนขาว ปูนมารล หรือ แรโดโลไมท อัตรา 200 - 300
12 กิโลกรัม/ไร แล้วรดน้ำ นอกจากนี้ควรเพิ่มความอุดมสมบูรณของดิน ด้วยการใสปุยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปยุ๋ หมกั ในอัตรา 1,000-2,000 กโิ ลกรมั /ไร ซ่ึงจะช่วยใหต้ ้นพชื ผักมคี วามแข็งแรง สามารถต้านทานต่อการเขา ทำลายของโรคและแมลงได การใสปูนขาวเพอ่ื ปรบั สภาพดินทีเ่ ป็นกรดให้เปน็ กลาง เร่อื งที่ 3 การจดั การระบบนำ้ การทำระบบน้ำในการเกษตร คือ การเดินน้ำสู่ผืนดินผ่านระบบสายยาง ท่อ และหัวฉีดน้ำต่าง ๆ เหมาะสำหรับการเกษตรในพื้นที่ที่มีน้ำฝนไม่ต่อเนื่อง หรือมีช่วงน้ำแล้ง น้ำแห้ง จนทำให้ไม่สามารถ ทำการเกษตรได้ ระบบน้ำในการเกษตร แบ่งได้เป็นสองแบบ คือ ระบบน้ำแบบหยด และระบบน้ำพุ่ง (สปริง เกอร์) สาเหตุที่เราต้องพึ่งระบบน้ำก็เพราะว่า น้ำฝนมีปริมาณไม่เพียงพอนั่นเอง ประเทศไทยเป็นประเทศท่ี ร้อน มีอากาศแห้ง ถ้าไม่ใช่ช่วงฤดูฝน เราไม่สามารถปลูกพืช ผัก หรือ ผลไม้ ได้ในปริมาณที่ดี บางช่วงถ้าแล้ง มาก ๆ พืชผกั เราอาจจะตายหมดถ้าเราไม่มรี ะบบน้ำคอยช่วย
13 การออกแบบระบบนำ้ สำหรับการเกษตรเปน็ เร่ืองท่ีเกษตรกรทกุ คนต้องคิดทำกนั อยแู่ ลว้ เพราะระบบ นำ้ ทดี่ ี นอกจากจะช่วยเพิม่ ผลผลติ ให้เราไดแ้ ล้ว ยงั ชว่ ยประหยัดท้ังคา่ นำ้ และค่าวัสดปุ ระปาท่ีเราใช้อีกด้วย 1. การตดิ ตั้งระบบน้ำสวนเกษตร เปลย่ี นรปู ใหม่ ระบบน้ำสวนเกษตรที่คนนิยมกันมากที่สุด ก็คือ ระบบน้ำผ่านสปริงเกอร์ (หัวฉีดน้ำ) แบบต่าง ๆ ระบบนำ้ แบบนีล้ ำเลียงน้ำผ่านป๊ัมน้ำความดนั สูงทีจ่ ะอัดฉีดน้ำจากท่อประธานหรอื ท่อเมนใหญ่เข้าไปในท่อย่อย เพื่อลำเลยี งน้ำเขา้ ไปในหวั ฉดี สปริงเกอร์อกี ที โดยสว่ นประกอบของระบบน้ำสวนเกษตรแบบน้ี คอื น้ำต้นทาง ในกรณีนี้ หมายถึง น้ำบาดาลหรือน้ำประปา เป็นน้ำต้นทางที่เราจะลำเลียงเข้าไปใน ระบบเกษตรของเรา น้ำต้นทางควรมีปริมาณที่เพียงพอต่อการใช้งานของเรา สามารถคำนวณย้อนหลังจาก ความเร็วของหัวฉีด จำนวนของหัวฉีด และชนิดของพืชผักที่เราปลูก ถ้าต้องใช้น้ำในปริมาณเยอะ เราก็ จำเปน็ ต้องมถี ังเกบ็ น้ำสำรองไว้ ท่อเมน เป็นท่อหลักที่ลำเลียงนำ้ เข้าสูท่ ่อย่อย ๆ อีกที หากระบบน้ำมขี นาดใหญ่ เราควรจะใชท้ ่อท่มี ี ขนาดใหญ่และรับแรงดันน้ำได้มากเพื่อป้องกันท่อเสีย ท่อรั่ว สวนเกษตรที่มีขนาดใหญ่ก็ควรเลือกวัสดุที่มี คุณภาพดีตามความเหมาะสม หากระบบเรามีขนาดใหญม่ าก เราก็อาจจะใชท้ ่อเมนรอง เพอ่ื ลำเลียงนำ้ ใหท้ วั่ ถึง มากข้นึ
14 ท่อย่อย คือ ท่อที่ลำเลียงน้ำจากท่อเมนเข้าสู่ส่วนต่าง ๆ ในสวนของเราอีกที ท่อย่อยส่วนมากจะมี ขนาด ½” หรอื ¾” (ขึ้นอยกู่ ับหวั ฉดี สปรงิ เกอร์ และจำนวนนำ้ ท่เี ราตอ้ งการฉดี ออกมา) ปั๊มน้ำ ใช้ตอนต้นทางเพื่อปั๊มน้ำจากต้นทางเข้าไปในท่อประธาน และถ้าระบบท่อย่อยเรามีแรงดัน ไมพ่ อ เราอาจจะตดิ ตั้งปม๊ั นำ้ เพ่มิ เพอ่ื ให้นำ้ ไหลอย่างท่วั ถึงและเพยี งพอสำหรบั หัวฉดี ทุกจุด
15 หัวฉีดสปริงเกอร์ มีทั้งรูปแบบหยด และแบบน้ำพุ่ง ขึ้นอยู่กับชนิดพืชผักที่เราปลูก พืชผักที่ใช้น้ำ ไมม่ ากกค็ วรใช้เป็นระบบน้ำหยด เพราะถ้าเราใชร้ ะบบน้ำอื่นที่ฉีดน้ำมากเกินไป เชน่ ระบบนำ้ พ่งุ อาจจะทำให้ วัชพืชหรอื พืชผักอน่ื ทเี่ ราไมต่ ้องการโตได้ 2. การติดตั้งระบบนำ้ หยด ระบบน้ำหยดเป็นระบบน้ำเกษตรที่คนกล่าวถึงบ่อยมาก เกษตรกรส่วนมากชอบระบบน้ำแบบน้ี เพราะ ใชน้ ำ้ นอ้ ยกวา่ และเหมาะกับการปลูกพืชผักในไทยหลายชนดิ ท้งั ต้นไม้ ผัก ผลไมต้ ่าง ๆ ขอ้ ดขี องระบบน้ำหยด ก็คือ ความสม่ำเสมอของการหยดน้ำ ระบบแบบนี้ทำให้เราสามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ง่าย ที่สำคัญหัวฉีด ระบบน้ำหยดยังมีราคาประหยัด หาซื้อได้ทั่วไป นอกจากจะประหยัดงบแล้ว ยังช่วยใหพ้ ืชผักรับสารอาหารได้ เพียงพออีกด้วย แต่สิ่งที่ควรรู้เกีย่ วกับระบบน้ำหยด คือ ดิน ดินที่ดีสำหรบั ระบบน้ำหยดต้องไมข่ ังน้ำ หากเรา ออกแบบระบบน้ำและดูแลดินไม่ดี ทำให้ดินแฉะ ซึ่งสำหรับพืชผักที่ไม่ต้องการน้ำมากในระบบแบบนี้ อาจจะ ทำให้พืชผักเราตายได้ แต่มีข้อแนะนำ คือ การยกโคนต้นให้สูงเล็กน้อยเพื่อให้น้ำไม่ขังแถวปลายรากมาก อย่างไรกต็ ามความสงู ของรากและปริมาณน้ำ ที่เหมาะสมนน้ั ขึ้นอยกู่ บั ชนดิ ของพืชผล ในกรณีน้ีเราอาจจะต้อง ศึกษาหรือทำการทดลองปริมาณที่เหมาะสมสำหรบั ระบบน้ำหยดของเราเอง เรื่องที่ 4 การออกแบบโรงเรือน 1. ความสำคญั ของโรงเรือน ปัจจุบันสภาพภูมิอากาศมักจะแปรปรวนและเร่ิมรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบตอ่ การปลูกพืช เช่น ในฤดู ฝน สภาพฟ้าปิด คือ มีเมฆมากจนไม่มีแสงให้พืชได้สร้างอาหารเพื่อเจริญเติบโต หรือหลังฝนตกแล้วมีแดดจัด ก็จะทำให้พืชมีอาการผิดปกติ หรือพืชอ่อนแอจนมีโรค และแมลงเข้าทำลายซ้ำ ในขณะที่พอถึงฤดูแล้ง ก็มี แมลงเข้าทำลาย จนไม่สามารถเกบ็ เกย่ี วผลิตผลได้
16 เขียน / เรยี บเรยี งเร่ืองโดย : ดร.เพชรดา อย่สู ขุ นกั วิจัย โรงเรือน จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุน เพื่อลดหรือป้องกันปัญหาดังกล่าว ซึ่งรูปแบบของ โรงเรือนมใี หเ้ ลือกหลากหลายแบบ ขน้ึ อย่กู บั เงินทุนและชนิดพืชที่ปลูกของเกษตรกร การทำโรงเรือนใช้ต้นทุน ไม่สูงมากนัก โดยจะมี 2 รูปแบบหลัก ๆ คือ 1) โรงเรือนหน้ากว้าง 6 เมตร (โรงเรือนขนาดใหญ่) และ 2) โรงเรือนหน้ากว้าง 3 เมตร (โรงเรอื นขนาดเล็ก) โดยความยาวขึน้ อยูก่ ับสภาพของพืน้ ที่ ซึ่งโดยท่ัวไปความยาว จะเร่ิมที่ 24 เมตร ขึ้นไป โดยมีระยะห่างระหวา่ งเสา 3 เมตร โรงเรอื นขนาดใหญ่จะสามารถแบง่ เป็นแปลงย่อย ได้ 4 แปลง สว่ นโรงเรอื นขนาดเลก็ จะได้ 2 แปลง 2. ส่วนประกอบของโรงเรอื น โรงเรอื นประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ดังน้ี 1. พลาสติกสำหรับมุงหลังคา ถือเป็นปัจจัยสำคัญ โดยมีขนาดตั้งแต่ 3 เมตร ถึง 6 เมตร มีอายุการ ใช้งานเฉลีย่ ประมาณ 3 ปี ดังนั้นเมื่อใชง้ านไปสักระยะ ก็ต้องสำรวจโครงสร้างต่าง ๆ เพื่อเปลีย่ นหรือปรับปรงุ พรอ้ มกบั ที่ต้องเปลี่ยนพลาสติกมุงหลังคา ยกเวน้ ในกรณีท่ีมีพายุลมแรง หรอื มลี ูกเห็บก็อาจจะต้องเปล่ียนหรือ ปรับปรุงโรงเรือนเร็วกว่าที่คาดไว้ ในส่วนของสายรัดพลาสติกจะช่วยรัด/คาด/พาด พลาสติกมุงหลังคาไม่ให้ กระพือไปตามแรงลม แตถ่ า้ พืน้ ทไ่ี หนลมไมแ่ รงกอ็ าจไม่จำเป็นตอ้ งใช้ 2. ส่วนของโครงสร้าง ในช่วงแรกแนะนำว่า ควรเริ่มจากทรัพยากรที่มีในพื้นที่ก่อน เช่น ไม้ไผ่ ไม้ยู คาลิปตัส ฯลฯ เมื่อปลูกพืชพอจะมีกำไรแล้วจึงค่อยขยายเป็นโรงเรือนกึ่งถาวร เช่น เหล็ก หรือ เสาปูน ต่อไป แต่ถา้ พอจะมเี งนิ ทุนก็สามารถทำโรงเรือนกง่ึ ถาวรได้เลย 3. มุ้งตาขา่ ย จดุ ประสงคห์ ลักของการมมี ุ้งตาข่าย คอื เพอื่ ป้องกนั แมลง ดังนน้ั การเลอื กใชม้ ุ้ง ตาขา่ ยขนึ้ อยกู่ ับว่าต้องการป้องกันแมลงอะไร ปลกู พืชอะไร และมสี ภาพแวดล้อมอย่างไร (ความสงู จากระดบั นำ้ ทะเล อากาศเย็นหรอื ร้อน ฯลฯ) สิ่งสำคัญจะอย่ทู ่ีความถ่ีหรือจำนวนช่องต่อตารางนว้ิ หรือท่เี รยี กกนั ง่าย ๆ ว่า ตา เชน่ มีขนาด 32 ตา (ช่องต่อตารางนิว้ ) ซง่ึ โดยทั่วไปมีขนาดตงั้ แต่ 16, 20, 24, 32, 40 ตา ย่งิ มตี าถี่มาก
17 เท่าไหรก่ จ็ ะทำใหภ้ ายในโรงเรอื นรอ้ น/อบอ้าวกวา่ ภายนอกโรงเรอื น (อุณหภูมแิ ละความชื้น) และมีหน้ากว้าง ให้เลือกหลายขนาด ถา้ เปน็ โรงเรอื นใหญ่ แนะนำให้ใชห้ น้ากว้างต้ังแต่ 3 เมตรข้นึ ไป ถึงแม้มุ้งตาข่าย เขยี น / เรยี บเรียงเรื่องโดย : ดร.เพชรดา อยู่สขุ นกั วิจยั จะช่วยป้องกันแมลงส่วนใหญ่ได้ แต่ก็ยังมีแมลงขนาดเล็ก เช่น เพลี้ยไฟ ไร เพลี้ยอ่อน ด้วงหมัดผัก ฯลฯ ที่ยัง สามารถรอดเข้าไปได้ ซึ่งก็ต้องใช้หลาย ๆ วิธีช่วยในการป้องกันกำจัด เช่น การใช้กับดักกาวเหนียว น้ำหมัก สมนุ ไพรไลแ่ มลง หรือแม้กระทงั่ สารเคมที ี่จำเป็น (กรณีท่ีไม่ใชเ่ กษตรอนิ ทรีย)์ ฯลฯ ดว้ ย เขยี น / เรยี บเรยี งเรือ่ งโดย : ดร.เพชรดา อยสู่ ุข นกั วิจัย
18 3. วสั ดุ/อุปกรณ์ในการทำโรงเรอื น (โรงเรือน ขนาด 3 x 12 ม.) 1. อิฐบล็อก จำนวน 74 ก้อน 2. ปนู กอ่ จำนวน 1 ถุง 3. เหล็กกัลวาไนซ์ 3/4 x 3/4 x 1.2 มม. จำนวน 17 เสน้ 4. พลาสติกใส 4 x 40 ม. จำนวน 1 ม้วน (ทำได้ 2 โรงเรอื น) 5. คลปิ หนีบขนาด 1\" จำนวน 40 ตัว 4. วิธีการทำโรงเรอื น 1. ปรบั ดินใหไ้ ดร้ ะดับ ขนาด 3 x 12 ม. 2. วัดขนาดไห้ได้ 3 x 12 ม. แล้วดึงเชือกไห้ได้มุมฉากและระดับ ให้ระดับไต้อิฐฝังลงในดิน 10 ซม. เพื่อไม่ต้องเติมดินปลูกมาก
19 3. กอ่ อฐิ 1 ชัน้ ตามแนวเชอื ก โดยให้ก่อหงายขนึ้ ตำแหน่งกอ้ นทจี่ ะเสยี บโครงหลงั คาคอื ชว่ งละ 2 ม. 4. ดัดโค้งเหล็กโครงหลังคาให้ได้ขนาดความกว้างฐาน 3 ม. จะได้สัดส่วนความสูง 2.2 ม. จากน้ัน เสยี บลงในช่องอฐิ บล็อกกอ้ นทกี่ อ่ หงายไว้ ต้ังโครงเหล็กให้ไดแ้ นวดง่ิ แล้วใส่ปูนในชอ่ งอิฐเพอื่ ยดึ กับเหล็ก 5. เชอ่ื มเหล็กหรือขันนอ็ ต ปลายสว่านยึดเหลก็ ในแนวนอนจะได้ 5 แถว 6. คลุมหลังคาด้วยพลาสติกใส โดยนำมาเย็บต่อกันด้วยแม็กให้ได้ขนาด 6x12ม. คลุมแล้วดึงให้ตึง ยึดด้วยตวั หนีบ ระยะห่าง 80 - 100 ซม. 7. ปดิ ทางเข้าออกดว้ ยสแลน เพือ่ ป้องกนั สัตว์เข้าไป
20 โรงเรอื นปลกู ผกั เลก็ ๆ ขนาด 3 x 12 ม.
21 กจิ กรรมทา้ ยบทท่ี 2 คำชีแ้ จง : ใหผ้ ู้เรยี นตอบคำถามต่อไปน้ี 1. ให้ผเู้ รียนบอก เมลด็ สายพันธ์ุทว่ั ไป และเมลด็ สายพนั ธุล์ ูกผสม วา่ มเี มล็ดผักอะไรบา้ ง เมลด็ สายพันธ์ทุ วั่ ไป ได้แก่ ...................................................................................................................... ........................................................ ............................................................................................................................. ................................................. ....................................................................................................................................................... ....................... เมลด็ สายพนั ธลุ์ ูกผสม ได้แก่ .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. 2. ให้ผู้เรียนบอกขนั้ ตอนการเตรียมดนิ เพาะเมล็ดในแปลง วา่ มีก่ีข้ันตอน อะไรบา้ ง ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .......................................................................................................................................................................... .... ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ................................................................................................................................................................ .............. ..................................................................................................................... ......................................................... ............................................................................................................................. .................................................
22 3. ใหผ้ ูเ้ รยี น ออกแบบการวางระบบน้ำในสวนเกษตร มาตามความเขา้ ใจของผเู้ รยี น 4. ใหผ้ ู้เรียน ออกแบบโรงเรอื นปลกู ผกั ในความคิดของผู้เรียน ว่าควรจะเป็นอย่างไร
23 บทท่ี 3 วิธีการเตรยี มตน้ กลา้ สาระสำคญั ต้นกล้าพืชผักสวนครัว เพาะมาจากเมล็ดพันธุ์ของพืชผักแต่ละชนิด ใช้เวลาในการเพาะประมาณ 10 - 15 วัน จึงจะได้ต้นกล้าที่แข็งแรง และพร้อมนำไปปลูกได้ ปัจจุบันเมล็ดพันธุ์มีราคาค่อนข้างสูง เกษตรกรส่วน ใหญจ่ ึงทำการเพาะกลา้ ก่อน เพื่อจะได้ลดคา่ ใช้จ่ายในการซอื้ เมล็ดพนั ธแุ์ ละได้ต้นกลา้ ที่แขง็ แรงดว้ ย ผลการเรยี นรูท้ ค่ี าดหวัง 1. บอกเทคนคิ การเพาะตน้ กลา้ ได้ 2. อธบิ ายวธิ กี ารเพาะตน้ กลา้ ได้ ขอบข่ายเนอ้ื หา เรอ่ื งที่ 1 เทคนคิ การเพาะต้นกล้า เรอ่ื งท่ี 2 วิธกี ารเพาะต้นกลา้
24 เรอื่ งที่ 1 วธิ กี ารเพาะตน้ กล้า ต้นกล้าพืชผักสวนครัว เพาะมาจากเมล็ดพันธ์ุของพืชผักแต่ละชนิด ใช้เวลาในการเพาะประมาณ 10 - 15 วัน จึงจะได้ต้นกลา้ ที่แข็งแรงและพร้อมนำไปปลูกได้ ปัจจุบันเมล็ดพันธ์ุมรี าคาสงู เกษตรกรส่วนใหญ่จึงจะ ทำการเพาะกล้าก่อน เพ่ือจะได้ลดค่าใชจ้ ่ายในการซื้อเมล็ดพนั ธ์ุและได้ตน้ กล้าท่ีแข็งแรงด้วย และก็มีเกษตรกร บางรายเหมอื นกนั ที่นิยมซื้อตน้ กล้ามาปลูกลงแปลงเลย โดยวิธีการนี้ก็ลดการเสยี เวลาในการเพาะและได้พันธ์ุท่ี ตอ้ งการ 1. วัสดใุ นการเพาะต้นกล้า 1. เมล็ดพันธุ์ที่ต้องการเพาะ (แช่นำ้ กอ่ นนำมาเพาะประมาณ 1 คนื ) 2. ตะกร้าทรงเต้ยี หรือถาดพลาสติก 3. กระดาษหนงั สือพมิ พ์ 4. ทรายหยาบทั่วไป 5. ดินผสมปุ๋ยคอกหรือปยุ๋ หมัก 6. ถาดเพาะกล้า 2. ขัน้ ตอน และวิธกี ารเพาะต้นกล้า 1. นำทรายหยาบทั่วไปมาล้างนำให้สะอาดแล้วร่อนสัก 1 รอบ แล้วนำแล้วไปใส่ถาดพลาสติก หนา ประมาณ 2.5 ซม. ซึ่งต้องรองด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ ที่ใช้ทรายเพราะระบายอากาศได้ดีและไม่ค่อยมีเช้ือ โรคปนเปื้อน 2. ใชไ้ มก้ รีดเปน็ รอ่ งลกึ ประมาณ 1 ซม. เปน็ แถวเพือ่ ท่ีจะได้นำเมลด็ พนั ธ์ุมาโรย 3. เม่ือเรานำเมล็ดพันธ์ุมาโรยแล้ว ทำการกลบทรายกลับ แลว้ รดนำ้ ให้ทัว่ ถึง ประมาณ 1 สัปดาห์เมล็ด พันธก์ุ ็จะเริม่ งอก 4. เตรียมถาดเพาะและดินเพาะกล้า แนะนำให้ใช้ดินเพาะกล้าโดยเฉพาะ เพราะสามารถอุ้มน้ำและ ระบายอากาศไดด้ ี ท้ังยังมีปยุ๋ ผสมอยู่ดว้ ยซึ่งจะสามารถทำใหร้ ากของตน้ กลา้ แตกและขยายไดด้ ี 5. นำกล้าท่งี อกแลว้ สงู ประมาณ 2 - 3 ซม. มาลา้ งทรายท่ีตดิ อย่กู บั รากออก 6. นำกล้าแยกแตล่ ะตน้ มาจ้มิ ลงไปในถาดเพาะที่มีดนิ ชว่ งนีม้ ือต้องนงิ่ ระวงั อย่างใหร้ ากขาด 7. ไม่เกิน 15 วนั ต้นกลา้ ก็จะโตและแข็งแรงพรอ้ มทจี่ ะนำลงแปลงปลกู หรอื จำหนา่ ยได้ การเพาะกลา้
25 เร่อื งท่ี 2 เทคนิคการเพาะตน้ กล้า วิธีการและเทคนิคที่นำเมล็ดไปเพาะบนทรายก่อนนั้นจะทำให้ต้นกล้าแข็งแรง และป้องกันปัญหาโรค โคนเน่าของกล้าได้ดี และยังลดการเสยี หายอันเกดิ มาจากแมลงทั้งหลายอีกดว้ ย การท่เี ราเพาะในถาดเพาะกล้า เลยนัน้ บางครง้ั จะเกดิ ปัญหาการไม่งอกของเมลด็ พันธุ์และการเจริญเติบโตบางครั้งจะไม่ค่อยเสมอกัน แต่หาก เพาะในทรายก่อนนั้น เราจะสามารถเลือกต้นที่แข็งแรงได้ เมื่อเรานำมาเพาะในถาดหลุมก็จะได้ต้นกล้าที่เสมอ กัน วิธีการเพาะแบบนี้สามารถใช้เพาะเมล็ดพันธ์ุพืชผักหรือดอกไม้ได้ทุกชนิด เพาะไว้ปลูกไว้รับประทานเองก็ ไดห้ รือหากว่าอยากปรับเปล่ียนทำเป็นอาชีพกส็ ามารถสร้างรายได้จากการปลูกผักได้เป็นอย่างดี เพราะพืชผัก เป็นที่ต้องการของตลาดอยู่แล้ว หรือหากว่าเกษตรกรท่านไหนมีพื้นที่และมีเวลา อาชีพเพาะต้นกล้าเพื่อ จำหนา่ ยน้นั กเ็ ป็นอาชีพทนี่ ่าสนใจ เพราะเกษตรกรบางคนชอบที่จะซ้ือต้นกล้ามาปลกู เลย
26 กิจกรรมทา้ ยบทท่ี 3 คำชี้แจง : ให้ผู้เรยี นตอบคำถามต่อไปนี้ 1. ให้ผเู้ รียน บอกเทคนิคการเพาะตน้ กลา้ มาตามความเข้าใจของผเู้ รยี น ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… วัสดใุ นการเพาะตน้ กลา้ ให้แข็งแรง มีอะไรบ้าง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ให้ผู้เรยี นบอก ขั้นตอน และวธิ ีการเพาะตน้ กล้า มาตามความเข้าใจของผู้เรยี น ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
27 4. ให้ผเู้ รยี น วาดรปู ตน้ กลา้ ท่เี พาะในถาด มาตามความเขา้ ใจของผเู้ รยี น
28 บทที่ 4 ขัน้ ตอนการปลูกผักปลอดสารพิษ สาระสำคญั การขดุ ดนิ เพอื่ ยกร่องเพื่อใช้ปลูกผักสวนครัวหรือผลไมไ้ ว้ทานในบ้าน ใชจ้ อบขุดดนิ ข้นึ ให้พนู เป็นหลังเต่า การปลูกพืชแบบยกร่อง เปน็ วิธกี ารปลูกพชื ด้วยการขุดคนั ดนิ ล้อมรอบแปลงเกษตร และขดุ ร่องเป็นร่างแหเพื่อ ยกแปลงด้านในให้สูง โดยร่องที่ขุดจะใช้สำหรับกักเก็บน้ำ และให้น้ำแก่พืช รวมถึงการใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพ ตาม ด้วยฟาง เพอ่ื คมุ หน้าดนิ การรดนำ้ ผสมหวั เชือ้ จุลินทรีย์ และกากน้ำตาล และสามารถปลูกผกั ได้ ผลการเรียนรูท้ ค่ี าดหวัง 1. บอกขน้ั ตอนการขุดดนิ ทำแปลงผกั ได้ 2. อธิบายการทำร่องตรงกลางแปลงได้ 3. บอกวิธีการรดด้วยนำ้ ผสมหัวเชื้อจลุ ินทรยี ์ และกากนำ้ ตาลได้ 4. บอกวธิ ีการใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพอีกครง้ั และรดนำ้ ท่ีผสมจลุ ินทรยี ์ E.M. และกากนำ้ ตาล อีกครั้งทิ้งไว้ 7 วนั ได้ 5. บอกวิธกี ารปลูกผกั ได้ ขอบขา่ ยเนอื้ หา เรื่องที่ 1 การขดุ ดนิ ทำแปลงผัก เรอ่ื งที่ 2 การทำร่องตรงกลางแปลง เร่ืองที่ 3 การรดดว้ ยนำ้ ผสมหวั เชอ้ื จลุ ินทรยี ์ และกากน้ำตาล เร่อื งท่ี 4 การใส่ปุ๋ยหมกั ชีวภาพอีกครั้ง และรดนำ้ ท่ีผสมจลุ ินทรีย์ E.M. และกากน้ำตาล อีกครงั้ ทงิ้ ไว้ 7 วัน เรือ่ งที่ 5 การปลกู ผัก
29 เร่ืองท่ี 1 การขุดดินเปน็ แปลงผกั 1. ความสำคญั และประโยชนข์ องการทำแปลงผกั การทำแปลงผักเพื่อปลูกผักสวนครัวมีความสำคัญ เนื่องจากดินบริเวณดังกล่าวอาจจะมีหญ้าขึ้นอยู่ การใช้จอบขุดดินขึน้ ให้พูนเป็นหลังเต่า และตากแดดไว้สัก 1 - 2 วัน จากนั้นใชจ้ อบถากค่อยๆ ถากหญ้าออก ใหห้ มดกอ่ น แล้วเกล่ียดนิ ใหเ้ รียบ โดยใช้คราดปักลงไปในดนิ แล้วลากไปจนสดุ ความยาวของแปลง ทำซ้ำไปซ้ำ มา เพ่ือให้หน้าดินรว่ นซุย ระหว่างนน้ั อาจจะมีเศษหญ้า หรือรากหญ้า หรือก้อนหินเล็ก ๆ โผล่ขึ้นมากใ็ ห้เกบ็ ทิ้ง จากน้นั กใ็ ส่ปุ๋ยอินทรีย์คลุกเคล้าไปกบั ดินทเี่ ราเตรียมไว้ เพอื่ เปน็ การเพิ่มสารอาหารให้ดินและยังช่วยในการอุ้ม และระบายน้ำของรากตน้ ไมไ้ ด้ดี การปลูกผักในแปลงมีประโยชน์ในระยะยาว เพราะสามารถทำเป็นแปลงผักถาวร สามารถปลูกผัก ติดต่อกันได้ตลอดทั้งปีโดยไม่ใส่ปุ๋ย อีกทั้งในแปลงผักมีจุลินทรีย์ ทำให้ดินร่วนซุย ผักจะเจริญงอกงามได้ดี แขง็ แรง ตา้ นทานต่อโรค มคี ุณภาพทางโภชนาการสงู ปลอดภยั ทส่ี ำคญั ใช้ต้นทนุ ต่ำ แตไ่ ดผ้ ลผลติ สูง 2. วสั ดุ/อปุ กรณ์ 1. ปุ๋ยหมักชวี ภาพ 2. น้ำหมักชีวภาพ 3. น้ำหมกั สมุนไพร 4. กากน้ำตาล 5. ฟาง 6. ผา้ มงุ่ ไนล่อนผสมยูวี 7. กระดาษกระสอบปยุ๋ 8. ขุยมะพร้าว 9. บัวรดนำ้ 10. จอบ 11. คราด 3. การขุดดนิ เพื่อยกรอ่ งทำแปลงปลูกผกั มีอยู่ 3 วธิ ี คอื 3.1 การเตรียมแปลงวธิ ที ี่ 1 1) ขดุ ดนิ เป็นแปลงผกั ตามปกติ 2) ทำร่องตรงกลางแปลง
30 3) ใส่ดว้ ยปยุ๋ หมกั ชวี ภาพ แลว้ คลุมดว้ ยฟาง 4) รดนำ้ ผสมหัวเชื้อจลุ นิ ทรยี ์และกากนำ้ ตาล 5) กลบรอ่ ง พร้อมเกล่ยี ให้เรียบ 6) การใสป่ ุ๋ยหมกั ชวี ภาพ แลว้ รดน้ำทผ่ี สมจลุ ินทรีย์ E.M และกากน้ำตาลอีกคร้งั ทิ้งไว้ 7 วนั จึงปลกู ผักได้ 3.2 การเตรียมแปลงวิธที ่ี 2 1) ขดุ ดินลกึ ประมาณ 25 - 30 ซม. กว้าง 1 เมตร ยาวตามต้องการ โดยเอาดนิ ท่ีขดุ ออกไว้ ขา้ งแปลง 2) ใส่ปุ๋ยหมักชวี ภาพลงในแปลงประมาณ 10 กก. ตอ่ ตารางเมตร 3) เอาหน้าดนิ ท่ีขดุ ออกลงใส่ คลุกให้เขา้ กนั กับปยุ๋ ห้ามสงู กว่าระดบั ดนิ พอประมาณ 4) นำกากน้ำตาลกบั นำ้ หมักชวี ภาพอยา่ งละ 1 ชอ้ นชา ผสมนำ้ ทเ่ี ตรียมไว้ รดแปลงใหช้ มุ่ วัน ละครัง้ ติดต่อกัน 7 วัน ให้เปลี่ยนรูปใหม่ 5) พรวนดินท่ีแปลง คราดให้เรยี บ 6) รดนำ้ ให้ชุ่มทุกวัน รดนำ้ หมักสมนุ ไพรทุก 5 วัน และพรวนดนิ ทุก 3 สปั ดาห์
31 3.3 การเตรียมแปลงวธิ ีที่ 3 1) ขดุ บอ่ ใหล้ ึกบวกคนั ดนิ ประมาณ 4 เมตร กว้าง 19 เมตร ยาว 29 เมตร 2) คลมุ ด้วยผา้ มุ้งไนลอนผสมยวู ี (บนคนั ดิน) 3) ปลกู ผักโดยใช้ถุงกระสอบปุ๋ยปลู งบนร่องผักลกึ เพ่ือไม่ให้ความร้อนลงไปในดนิ และเป็น การควบคุมหญ้าอีกทางหนึ่ง หรอื ปลูกผักโดยใช้ขยุ มะพร้าวทผี่ ลิตเอง เพื่อเกบ็ ความชืน้ เร่ืองที่ 2 วธิ ีการทำรอ่ งตรงกลางแปลง การปลูกพืชแบบยกร่อง เป็นวิธีการปลูกพืชด้วยการขุดคันดินล้อมรอบแปลงเกษตร และขุดร่องเป็น ร่างแหเพอื่ ยกแปลงด้านในให้สูง การปลกู พืชแบบยกร่อง ถูกพัฒนาและดัดแปลงมาจากแนวคิดของเกษตรกร ในพ้ืนที่ลุ่มภาคกลาง ท่ีมีการขดุ คันดินล้อมรอบแปลงเกษตรเพื่อป้องกันนำ้ ท่วมในแต่ละปี ด้วยการขุดแนวร่อง เพิ่มขึ้นในแปลงเกษตรของตนเองเพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำ และเป็นแหล่งน้ำให้แก่พืช รวมถึงการเพิ่มความ สะดวกในการให้นำ้ แก่พชื ท่งี า่ ยข้นึ พชื ทีน่ ิยมปลกู ด้วยระบบนี้ ได้แก่ ไม้ผล และพชื ผักชนิดตา่ ง ๆ การยกรอ่ งแปลงสำหรับปลูกผัก การยกร่องแปลงสำหรับการปลกู ผัก นิยมยกแปลงให้มีลกั ษณะนูนโค้งจากตรงกลางแปลงลาดลงสู่ขอบ แปลงเพื่อป้องกันการขังของน้ำในแปลง และเว้นขอบแปลงเป็นที่ราบสำหรับทางเดินหรือลากเรือ ทั้งขอบ
32 แปลงทัง้ สองด้าน ร่องทีข่ ดุ จะลึกประมาณ 0.5 - 1 เมตร กว้าง 1 - 2 เมตร และจะสูบน้ำเข้าขังในร่องให้อยู่ใน ระดบั ต่ำกวา่ ขอบแปลงประมาณ 10 - 20 เซนตเิ มตร อ้างองิ โดย puechkaset ส่วนการยกร่องเพื่อปลูกผักอีกประเภทหนึ่ง คือ การยกร่องปลูกผักพื้นที่ดอนหรือพื้นที่ ราบ โดยไม่ ต้องการให้น้ำขัง ซึ่งเป็นการยกร่องแปลงให้สูงเพื่อให้หน้าดินร่วนซยุ และลึก ขนาดร่องแปลงจะเล็กใชส้ ำหรบั เป็นทางเดิน ซงึ่ เป็นการปลกู ผกั โดยทว่ั ไป แปลงผกั ทด่ี อน/แปลงผักท่ัวไป อ้างองิ โดย puechkaset เรอ่ื งท่ี 3 การทำหัวเช้ือจุลินทรยี ์ และจากกากน้ำตาล หัวเชื้อจุลินทรีย์ (EM) หรือเรียกสั้นๆ หัวเชื้อ EM เป็นกลุ่มของเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสำหรับ กระบวนการหมักอนิ ทรีย์วัตถุ จนเกิดการปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาให้แก่พชื ได้รวดเร็วขึน้ หัวเชือ้ จลุ นิ ทรยี ์ EM ถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านพืชสวน เมื่อปี พ.ศ. 2526 โดย Dr. Teruo Higa แห่ง มหาวิทยาลยั ริวควิ ประเทศญป่ี ุน่ และถกู นำเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยคร้งั แรก โดย ศาสตราจารยว์ าคุกามิ
33 อา้ งอิง chiangrai-ems.com 1. ลกั ษณะทั่วไปของหัวเชื้อจลุ นิ ทรีย์ หัวเชื้อจุลินทรีย์ ประกอบด้วยจุลินทรีย์ที่ช่วยในการย่อยสลายอินทรียวัตถุ มากกว่า 80 ชนิด ที่มี ประสิทธิภาพเร่งการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ เป็นของเหลวสีน้ำตาลดำ คล้ายสีน้ำปลา มีกลิ่นเปรี้ยว มีรสอม หวาน และมีกลิ่นหอม มีส่วนผสมของอินทรีย์สารที่ได้จากการย่อยสลายพวกแป้งและน้ำตาล เช่น น้ำตาล โมเลกุลขนาดเล็ก แอลกอฮอล์ และกรดอินทรีย์หลายชนิด ไมม่ ีการปนเป้ือนของสารเคมีอนั ตราย และที่สำคัญ ไม่เปน็ อันตรายตอ่ มนษุ ย์และส่งิ แวดลอ้ ม
34 2. ประโยชน์ของหวั เช้ือจุลนิ ทรยี ์ 1. ใช้รดโคนตน้ ไม้ และแปลงผกั ซ่ึงจะช่วยย่อยสลายอินทรยี ว์ ตั ถใุ นดิน ทำให้ปลดปลอ่ ยแร่ธาตุออกมา ใหแ้ ก่พืชไดเ้ รว็ ขนึ้ 2. ใชใ้ นดา้ นการปศุสัตว์ 3. ชว่ ยบำบดั นำ้ เสยี และกำจดั กล่นิ นำ้ เสีย ท้ังในหอ้ งน้ำ หอ้ งสว้ ม ห้องครัว ทอ่ ระบายน้ำ รางระบายน้ำ ถังบำบดั นำ้ เสยี ในครวั เรอื น รวมถงึ ระบบบำบดั นำ้ เสยี ขนาดใหญ่ 4. ช่วยแปรสภาพขยะ หรือ การย่อยสลายขยะใหเ้ ป็นปุ๋ยแบบสมบูรณ์ ด้วยการเทราดบนกองขยะ หรือ ใชห้ มักขยะใหเ้ ป็นปุ๋ย 5. ช่วยป้องกันการเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อโรคในดินบนแปลงเกษตร ด้วยการฉีดพ่นก่อนการไถ พรวนดิน 6. ช่วยป้องกนั แมลง และพาหะนำโรค ทงั้ ในแปลงเกษตร และในฟารม์ ปศุสตั ว์ 3. วิธีการทำหัวเชือ้ จุลินทรยี ์ สตู รที่ 1 วัสดุ และส่วนผสม 1. กากน้ำตาล 5 ลิตร 2. นำ้ มะพร้าว 2 ลูก 3. นำ้ สะอาด 25 ลิตร 4. สับปะรดสกุ 5 หวั 4. ถังพลาสติก พร้อมฝาปดิ 40 ลิตร 1 ใบ
35 วธิ กี ารทำ 1. หัน่ สับปะรดให้เป็นชน้ิ เลก็ ๆ 2. นำสบั ปะรด นำ้ มะพรา้ ว กากน้ำตาล และน้ำผสมรวมกนั ในถงั 3. คลุกเคล้าส่วนประกอบใหเ้ ข้ากัน แล้วปดิ ฝานำพักไว้ในทีร่ ม่ 4. คลกุ กลับสว่ นผสมทุกๆ 2 วัน/ครั้ง นาน 1อาทติ ย์ 5. หมักไว้นาน 1-2 เดือน ก็จะได้หวั เชอ้ื จุลินทรยี ์ สตู รท่ี 2 วัสดุ และส่วนผสม 1. กากนำ้ ตาล 5 ลติ ร 2. นำ้ สะอาด 20 ลิตร 3. เศษผกั 10 กก. 4. ถงั พลาสติก พร้อมฝาปดิ 40 ลติ ร 1 ใบ วธิ ีการทำ 1. หน่ั เศษผกั ใหเ้ ปน็ ช้นิ เลก็ ๆ 2. นำเศษผกั กากนำ้ ตาล และน้ำผสมรวมกนั ในถงั 3. ขัน้ ตอนต่อไปคล้ายกับสตู รที่ 1 4. วิธีขยายหวั เชอ้ื จลุ นิ ทรยี ์ วิธีขยายหัวเชือ้ จุลินทรีย์ ทำได้โดยนำหัวเชื้อจุลนิ ทรยี ์ 1 ส่วน ประมาณ 100 ซีซี ผสมกับกากน้ำตาล 2 ลิตร และน้ำสะอาด 20 ลิตร แล้วหมักทิ้งไว้ในถังปิดสนิท นาน 7 - 14 วัน ก็สามารถนำไปใช้พ่นหรือราด ในแปลงเกษตรได้
36 5. วิธกี ารใชเ้ ชอ้ื จุลนิ ทรีย์ EM 1. พชื ผักทางการเกษตร – นำนำ้ เชอ้ื EM ที่ขยายแล้วมาผสมกบั น้ำ 100 เท่า (นำ้ เชื้อ EM 1 ลิตร กบั น้ำ 100 ลิตร ) ฉดี พ่นหรือรดแปลงผักทุก 1 - 2 สปั ดาห์/ครง้ั – นำนำ้ เชื้อ EM ผสมกับนำ้ ในอัตราข้างต้น นำไปราดหรอื รดโคนไมผ้ ล หรือ นำไปฉดี พ่นทรงพุ่ม ไม้ผลในระยะแตกใบ และระยะออกดอก 6. การเก็บรักษา และข้อพึงระวัง 1. เก็บในภาชนะท่ีปิดสนิท ไม่ให้อากาศเขา้ 2. หลกี เลี่ยงการเก็บหรือวางทง้ิ ไวบ้ ริเวณแดดสอ่ งถึง หรอื ใกลแ้ หลง่ ความร้อนต่าง ๆ 3. มีอายสุ ามารถเก็บไว้ไดน้ าน 8 - 12 เดอื น ภายใต้อุณหภูมปิ กติ และอยู่ในที่ร่ม 4. หากมกี ารแบง่ ใช้ ต้องปดิ ฝาภาชนะบรรจใุ ห้สนทิ ทุกครง้ั 5. ไม่สามารถทนต่อยาปฏิชีวนะ ยาฆ่าเชอ้ื และสารเคมี จึงหา้ มผสมสารเหล่านี้ 6. หากพบน้ำหวั เชือ้ จลุ นิ ทรีย์มสี ดี ำ และสง่ กลน่ิ เหม็นเน่า แสดงว่าเชือ้ จุลนิ ทรยี ไ์ ด้ตายหมดแลว้ ไม่ สามารถนำไปใชไ้ ด้
Search