1
2 คำนำ หนังสือเรยี นรายวชิ าเลือก วชิ าพื้นฐานการปลกู ผักปลอดสารพิษเชงิ ธรุ กจิ รหสั วชิ า อช33840 ตาม หลักสตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศึกษาขั้นพนื้ ฐานพุทธศักราช 2551 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย จดั ทำข้ึนเพ่ือใหผ้ ู้เรียนไดร้ ับความรแู้ ละประสบการณ์ ซึ่งเปน็ ไปตามหลักการและปรชั ญาการศึกษานอกโรงเรียน และพระราชบัญญัติสง่ เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั พ.ศ.2551 ใหผ้ เู้ รียนมคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม มสี ตปิ ัญญา มีศกั ยภาพในการประกอบอาชีพและสามารถดำรงชวี ิตอยใู่ นสงั คมไดอ้ ย่างมีความสขุ เพือ่ ใหก้ ารจัดกระบวนการเรยี นรขู้ องสถานศกึ ษามปี ระสิทธภิ าพ สถานศึกษาต้องใช้หนงั สือเรียนที่มคี ุณภาพ สอดคลอ้ งกับสภาพปญั หาความต้องการของผู้เรยี น ชมุ ชน สังคม และคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ของสถาน ศกึ ษา หนังสือเล่มนไ้ี ด้ประมวลสาระความรู้ กจิ กรรมเสริมทักษะ แบบวดั ประเมินผลการเรยี นรไู้ วอ้ ย่าง ครบถว้ น โดยองคค์ วามร้นู น้ั ได้นำกรอบมาตรฐานการเรียนรตู้ ามทหี่ ลักสตู รกำหนดไว้ นำรายละเอยี ดเนือ้ หา สาระมาเรียบเรยี งอย่างมมี าตรฐานของการจดั ทำหนงั สอื เรยี น เพอ่ื ให้ผเู้ รียน สามารถอ่านเขา้ ใจง่าย และศึกษา ค้นควา้ ด้วยตนเองไดอ้ ย่างสะดวก คณะผจู้ ัดทำหวงั เป็นอย่างย่ิงว่า หนังสือเรยี น วชิ าพื้นฐานการปลกู ผักปลอด สารพษิ เชงิ ธรุ กจิ รหสั วชิ า อช33840 เล่มนจ้ี ะเป็นส่อื ทอ่ี ำนวยประโยชน์ต่อการเรียนรู้ตามหลักสตู รการศึกษา นอกระบบระดบั การศึกษาขน้ั พน้ื ฐานพุทธศักราช 2551 เพ่อื ให้ผเู้ รียนสัมฤทธผ์ิ ลตามมาตรฐาน ตัวชวี้ ัดท่ี กำหนดไว้ในหลกั สตู รทุกประการ กศน.อำเภอสูงเมน่ เมษายน 2565
3 สารบญั หน้า ข คำนำ ค สารบัญ 4 คำแนะนำการใช้หนงั สือเรียน 5 โครงสร้างรายวชิ า 11 แบบทดสอบกอ่ นเรยี น 13 14 บทท่ี 1 พ้นื ฐานการปลูกผกั ปลอดสารพิษเชงิ ธุรกจิ 16 เรื่องท่ี 1 พื้นฐานการปลกู ผกั ปลอดสารพษิ 19 เรื่องท่ี 2 ข้ันตอนการเตรียมสถานท่ี 22 เรอ่ื งท่ี 3 การปลูกผกั ปลอดสารพิษเชงิ ธุรกิจตามฤดกู าล 23 26 บทท่ี 2 การขยายตลาดผักปลอดสารพษิ 28 เรอ่ื งท่ี 1 การวางแผนการขยายตลาดผกั ปลอดสารพษิ 30 เรื่องท่ี 2 การต้งั ราคากลางผักปลอดสารพิษ 35 เรอ่ื งท่ี 3 การหาตลาดในการจำหนา่ ย 36 เรอ่ื งที่ 4 การสง่ เสริมวธิ ีการถนอมและแปรรปู อาหาร 39 43 บทที่ 3 การลดต้นทุน 44 เรอ่ื งที่ 1 เมลด็ พนั ธุ์ 50 เร่ืองท่ี 2 การใชป้ ๋ยุ และการลดใชส้ ารเคมี 55 56 บทที่ 4 ความปลอดภยั ในการประกอบอาชีพ 59 เรือ่ งที่ 1 การใชส้ ารสกัดจากธรรมชาติ 63 เรื่องที่ 2 การใชส้ ารเคมีป้องกันและกำจัดศตั รพู ชื 66 บทที่ 5 คุณธรรมในการประกอบอาชีพ เรอื่ งท่ี 1 คณุ ธรรมจรยิ ธรรม เรือ่ งที่ 2 คุณธรรมกบั การเกษตร แบบทดสอบหลังเรยี น บรรณานกุ รม
คณะผจู้ ัดทำ 4 67
4 คำแนะนำการใช้หนงั สือเรียน หนงั สอื เลม่ นเี้ ป็นหนังสือทใ่ี ช้ประกอบการเรยี น สาระการประกอบอาชพี รายวิชาพ้นื ฐานการ ปลกู ผักปลอดสารพษิ เชิงธรุ กิจ จัดทำขึ้นเพือ่ ใช้สำหรบั ผู้เรยี นท่ีเปน็ นกั ศึกษาการศึกษานอกระบบระดับการ ศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ใช้ในการจดั การเรยี นรรู้ ะดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในการศึกษาประกอบ การเรียน สาระการประกอบอาชีพ รายวชิ าพ้ืนฐานการปลูกผกั ปลอดสารพิษเชงิ ธรุ กิจ ผูเ้ รยี นควรปฏิบตั ิดงั น้ี 1. ศกึ ษาโครงสรา้ งรายวิชาใหเ้ ข้าใจหัวขอ้ สาระสำคัญ ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวังและขอบข่ายเนอื้ หา 2. ศกึ ษารายละเอียดเนื้อหาของแต่ละบทอย่างละเอยี ด และทำกจิ กรรมตามที่กำหนดไว้ท้ายบทเรยี น 3. ควรทำกจิ กรรมท้ายบทให้ครบทกุ กิจกรรม เพือ่ เปน็ การสรุปความรู้ ความเขา้ ใจของเน้อื หาในเรอื่ งที่ เรียนอกี คร้ัง 4. หนงั สือประกอบการเรียนเลม่ นี้ มี 5 บท ไดแ้ ก่ บทที่ 1 พืน้ ฐานการปลูกผกั ปลอดสารพษิ เชิงธุรกิจ บทท่ี 2 การขยายตลาดผกั ปลอดสารพษิ บทท่ี 3 การลดตน้ ทุน บทท่ี 4 ความปลอดภัยในการประกอบอาชพี บทที่ 5 คณุ ธรรมในการประกอบอาชีพ 5.
5 โครงสรา้ งรายวิชา พ้ืนฐานการปลูกผักปลอดสารพษิ เชงิ ธรุ กิจ รหสั รายวชิ า อช33840 สาระการประกอบอาชพี ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย สาระสำคัญ ผกั เปน็ พืชที่ทกุ คนตอ้ งบรโิ ภคเป็นประจำทุกวันไมม่ ากก็นอ้ ยแตกตา่ งกันไป เน่อื งจากผกั ประกอบ ไปด้วยสารอาหารทจี่ ำเปน็ ตอ่ การดำรงชีวติ ของมนษุ ย์หลายอย่าง การได้บริโภคผกั ต่าง ๆ ทปี่ ลอดภยั จากสาร พษิ ในปริมาณท่ีเหมาะสมเปน็ ประจำจะช่วยให้รา่ งกายมสี ุขภาพทดี่ ี และแขง็ แรง ไมเ่ จบ็ ปว่ ยง่าย มีคณุ ภาพชีวิต ที่ดขี นึ้ ผักจึงเป็นพืชท่นี ิยมบริโภคกนั ทกุ ครวั เรือน โดยจะสังเกตได้จากอาหารเกือบ ทกุ ชนดิ จะตอ้ งมีผักเปน็ ส่วนประกอบในการชูรสอาหารจานโปรดให้มีรสชาติดีขึน้ หรอื ใชป้ ระดับจานอาหาร ให้สวยงามนา่ รับประทานยงิ่ ขึ้น ผลการเรียนรทู้ ี่คาดหวัง 1. มีความรู้ ความเขา้ ใจในการปลูกผักปลอดสารพิษเชิงธรุ กจิ 2. มคี วามรู้ ความเขา้ ใจในการการขยายตลาดผกั ปลอดสารพษิ 3. มคี วามรู้ ความเขา้ ใจในการลดตน้ ทนุ 4. มคี วามรู้ และทกั ษะเกยี่ วกบั ความปลอดภยั ในการประกอบอาชพี 5. มีความรู้ ความเข้าใจเกย่ี วกับคุณธรรมในการประกอบอาชีพ ขอบข่ายเนือ้ หา บทท่ี 1 พื้นฐานการปลูกผักปลอดสารพษิ เชิงธุรกจิ เรื่องท่ี 1 พื้นฐานการปลกู ผกั ปลอดสารพิษ 1.1 ความหมาย ความสำคัญของการปลกู ผกั ปลอดสารพษิ 1.2 ประโยชนข์ องผกั ปลอดสารพษิ เรอื่ งที่ 2 ข้นั ตอนการเตรียมสถานท่ี เร่ืองท่ี 3 การปลูกผักปลอดสารพษิ เชิงธุรกจิ ตามฤดกู าล บทท่ี 2 การขยายตลาดผกั ปลอดสารพษิ เร่ืองท่ี 1 การวางแผนการขยายตลาดผักปลอดสารพษิ เร่ืองที่ 2 การต้ังราคากลางผกั ปลอดสารพิษ เร่ืองท่ี 3 การหาตลาดในการจำหน่าย เร่อื งท่ี 4 การสง่ เสริมวธิ กี ารถนอมและแปรรูปอาหาร บทท่ี 3 การลดต้นทนุ เรอื่ งท่ี 1 วิธีการลดต้นทุนการปลกู ผักปลอดสารพษิ
6 1.1 ใชเ้ มล็ดพนั ธุ์ผักในการเพาะปลกู ทเ่ี หมาะสม 1.2 การเกบ็ เมลด็ พันธเ์ุ องใช้ในฤดกู าลถัดไป 1.3 การใชป้ ๋ยุ อนิ ทรีย์ 1.4 ลดการใชส้ ารเคมี บทท่ี 4 ความปลอดภัยในการประกอบอาชพี เร่ืองท่ี 1 หลักการปฏบิ ัตเิ พ่ือความปลอดภยั ในการประกอบอาชีพ 1.1 การใชส้ ารสกดั จากธรรมชาติ 1.2 การใชส้ ารเคมีป้องกนั และกำจดั ศตั รูพืช บทท่ี 5 คณุ ธรรมในการประกอบอาชพี เร่ืองท่ี 1 คณุ ธรรมจริยธรรม เร่ืองที่ 2 คุณธรรมกบั การเกษตร
7 คำอธบิ ายรายวิชา วชิ าพ้นื ฐานการปลูกผักปลอดสารพิษเชงิ ธุรกิจ รหัส อช33840 สาระการประกอบอาชพี ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 2 หน่วยกติ (จำนวน 80 ชัว่ โมง) มาตรฐานการเรียนรรู้ ะดบั มาตรฐานที่ 3.2 มคี วามรู้ ความเข้าใจทักษะในการขยายอาชพี เพ่ือสร้างความม่ันคงบนพน้ื ฐานความรู้ ในกระบวนการผลติ กระบวนการตลาด ที่ใชน้ วตั กรรม เทคโนโลยีที่เหมาะสม มคี วามหลากหลายทางชวี ภาพ พฒั นาต่อยอดและประยุกต์ใชภ้ ูมิปัญญา มาตรฐานท่ี 3.3 มคี วามรู้ความเข้าใจและสามารถจดั ทำแผนงาน และโครงการธุรกจิ เพอ่ื ขยายอาชพี เขา้ สู่ตลาดการแข่งขันตามศกั ยภาพ 5 ด้าน ไดแ้ ก่ ศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาตใิ นแต่ละพื้นท่ี ศกั ยภาพ ของแต่ละพื้นทต่ี ามลักษณะภูมอิ ากาศ ศักยภาพของภูมิประเทศและทำเลท่ีต้ังของแต่ละพน้ื ท่ี ศกั ยภาพของ ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีและวิถชี วี ิตของแตล่ ะพ้นื ที่ ศกั ยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในแต่ละพ้นื ที่ และแนว คิดปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง เพอื่ สูค่ วามมั่นคง ผลการเรยี นรทู้ ีค่ าดหวงั 1. มีความรู้ ความเขา้ ใจในการปลกู ผักปลอดสารพิษเชงิ ธรุ กิจ 2. มคี วามรู้ ความเข้าใจในการการขยายตลาดผกั ปลอดสารพิษ 3. มคี วามรู้ ความเขา้ ใจในการลดต้นทุน 4. มคี วามรู้ และทักษะเก่ียวกับความปลอดภยั ในการประกอบอาชีพ 5. มีความรู้ ความเขา้ ใจเก่ียวกับคุณธรรมในการประกอบอาชีพ
ศกึ ษาและฝกึ ทกั ษะเก่ยี วกบั พืน้ ฐานการปลูกผกั ปลอดสารพิษเชงิ ธุรกิจ 8 พืน้ ฐานการปลกู ผักปลอดสารพิษเชงิ ธรุ กิจการขยายตลาดผักปลอดสารพิษการลดตน้ ทุน ความ ปลอดภัยในการประกอบอาชีพ คุณธรรมในการประกอบอาชพี ดงั นี้ พ้นื ฐานการปลูกผักปลอดสารพิษเชงิ ธรุ กจิ 1. พ้ืนฐานการปลูกผักปลอดสารพิษ 1.1 ความหมาย ความสำคญั ของการปลูกผักปลอดสารพษิ 1.2 ประโยชน์ของผักปลอดสารพษิ 2. ขน้ั ตอนการเตรียมสถานที่ 3. การปลกู ผักปลอดสารพษิ เชิงธุรกจิ ตามฤดกู าล การขยายตลาดผักปลอดสารพิษ 1. การวางแผนการขยายตลาดผักปลอดสารพษิ 2. มาตรฐานราคากลางผกั ปลอดสารพษิ 3. การหาตลาดในการจำหนา่ ยตา่ งๆ 4. การส่งเสริมวธิ กี ารถนอมและแปรรูปอาหาร การลดตน้ ทนุ 1. วิธกี ารลดตน้ ทุนการปลูกผกั ปลอดสารพิษ - ใช้เมล็ดพนั ธผ์ุ กั ในการเพาะปลกู ที่เหมาะสม - การเก็บเมลด็ พันธ์ุเองใชใ้ นฤดกู าลถดั ไป - การใชป้ ยุ๋ อนิ ทรยี ์ - ลดการใชส้ ารเคมี ความปลอดภยั ในการประกอบอาชีพ 1. หลักการปฏิบตั ิเพอ่ื ความปลอดภยั ในการประกอบอาชีพ - การใชส้ ารสกัดจากพืช - การใช้สารเคมีป้องกนั และกำจัดศัตรูพชื คุณธรรมในการประกอบอาชพี 1. คุณธรรมจรยิ ธรรม 2. คุณธรรมกบั การเกษตร การจดั ประสบการณ์การเรยี นรู้ 1. ศึกษาเรยี นรูด้ ว้ ยตัวเอง เกี่ยวกบั การปลูกผักปลอดสารเพ่ือการขาย
9 2. ศกึ ษาเอกสาร หนังสอื และสอื่ อน่ื ๆ เก่ียวกบั การปลูกผกั ปลอดสารพษิ เพ่อื การขาย เชน่ วีซีดี เทป บรรยาย สไลด์ Internet เป็นตน้ 3. เชญิ ผูป้ ระสบผลสำเร็จในอาชีพมาบรรยาย สาธิต แลกเปลยี่ น ประสบการณ์รว่ มกัน 4. ศึกษาดงู านตามสถานที่ดำเนนิ กจิ กรรมทางด้านการปลกู ผักปลอดสารพษิ มกี ารสาธติ ทดลอง และ ฝึกปฏบิ ัตจิ รงิ 5. ฝึกปฏิบตั ิ ทดลองใช้ บนั ทึกผลการทดลองนำเสนอโครงงาน การวดั และประเมินผล 1.ประเมินจากสภาพจรงิ จากกระบวนการเรยี นรู้ 2.ประเมินจากการสังเกต 3. ประเมนิ จากการนำเสนอโครงงาน รายละเอียดคำอธบิ ายรายวชิ าพืน้ ฐานการปลกู ผักปลอดสารพษิ เชงิ ธุรกจิ รหสั อช33840 สาระการประกอบอาชีพ ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย จำนวน 2 หน่วยกิต (จำนวน 80 ช่วั โมง) มาตรฐานการเรยี นรูร้ ะดับ มาตรฐานที่ 3.2 มคี วามรู้ ความเขา้ ใจทักษะในการขยายอาชพี เพอ่ื สร้างความมั่นคงบนพ้ืนฐานความรู้ ในกระบวนการผลติ กระบวนการตลาด ท่ีใชน้ วตั กรรม เทคโนโลยีที่เหมาะสม มคี วามหลากหลายทางชวี ภาพ พัฒนาต่อยอดและประยกุ ต์ใช้ภมู ปิ ญั ญา มาตรฐานท่ี 3.3 มคี วามรู้ความเข้าใจและสามารถจดั ทำแผนงาน และโครงการธรุ กจิ เพื่อขยายอาชีพ เขา้ สู่ตลาดการแขง่ ขนั ตามศักยภาพ 5 ดา้ น ไดแ้ ก่ ศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาตใิ นแต่ละพนื้ ท่ี ศักยภาพ ของแตล่ ะพื้นทตี่ ามลักษณะภูมอิ ากาศ ศักยภาพของภมู ิประเทศและทำเลท่ีตั้งของแต่ละพืน้ ที่ ศักยภาพของ ศิลปะ วฒั นธรรม ประเพณีและวถิ ชี ีวิตของแตล่ ะพื้นที่ ศกั ยภาพของทรพั ยากรมนษุ ย์ในแต่ละพน้ื ที่ และแนว คดิ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพอื่ สูค่ วามมัน่ คง
10 ที่ หัวเรือ่ ง ตัวชว้ี ัด เนือ้ หา จำนวน ช่วั โมง 1 พืน้ ฐานการปลูกผัก 1. อธบิ ายความหมาย ความ 1. พ้ืนฐานการปลูกผักปลอดสารพษิ 10 ปลอดสารพิษเชงิ ธุรกิจ สำคญั และประโยชน์ของการ 1.1 ความหมาย ความสำคัญ ปลูกผกั ปลอดสารพษิ ได้ ของการปลูกผักปลอดสารพษิ 2. ทำแปลงสาธติ ปลูกผักปลอด 1.2 ประโยชน์ของผักปลอดสาร สารพษิ ใช้ใหเ้ กิดประโยชนไ์ ด้ พษิ 3. อธบิ ายขัน้ ตอนการเตรยี ม 2. ขัน้ ตอนการเตรียมสถานที่ สถานที่ได้ 3. การปลูกผักปลอดสารพษิ เชงิ 4. อธบิ ายการปลกู ผักปลอด ธุรกิจตามฤดูกาล สารพษิ ตามฤดกู าลได้ 2 การขยายตลาดผกั 1. อธบิ ายแผนการขยายการ 1. การวางแผนการขยายตลาดผกั 30 ปลอดสารพิษ ตลาดได้ ปลอดสารพิษ 2. สามารถต้งั ราคากลางผัก 2. การตงั้ ราคากลางผกั ปลอดสาร ปลอดสารพษิ ได้ พษิ 3. สามารถหาตลาดเพ่ือการ 3. การหาตลาดในการจำหน่าย จำหนา่ ยผกั ปลอดสารพษิ ได้ 4. การส่งเสริมวิธีการถนอมและ 4. บอกวิธีการถนอมและ แปรรูปอาหาร แปรรูปอาหารได้ 3 การลดตน้ ทุน 1. อธบิ ายการลดตน้ ทุนการ 1. วิธกี ารลดตน้ ทุนการปลกู ผัก 20 ปลกู ผกั ปลอดสารพิษได้ ปลอดสารพษิ 2. สามารถเลือกชนดิ ผักทจ่ี ะ - ใชเ้ มล็ดพนั ธุ์ผกั ในการเพาะ ปลกู ตามฤดกู าลได้ ปลูกท่ีเหมาะสม 3. สามารถเลือกเมล็ดพันธุ์ผกั ท่ี - การเกบ็ เมลด็ พนั ธุเ์ องใช้ใน จะปลกู ได้ ฤดกู าลถัดไป 4. สามารถเกบ็ รักษาเมล็ดพันธุ์ - การใช้ปยุ๋ อินทรยี ์ ที่จะใช้ในฤดกู าลถดั ไปได้ - ลดการใชส้ ารเคมี 5. สามารถเลอื กใชป้ ๋ยุ อนิ ทรยี ์ อยา่ งถูกตอ้ งได้ 6. อธิบายวธิ ีการลดการใช้สาร เคมีได้
11 4 ความปลอดภัยในการ 1. อธบิ ายหลกั การใช้สารสกดั 1. หลักการปฏบิ ัตเิ พอ่ื ความ 10 ประกอบอาชีพ จากธรรมชาติได้ ปลอดภยั ในการประกอบอาชีพ 10 2. อธบิ ายพิษจากการใชส้ าร - การใชส้ ารสกดั จาก เคมีในการปอ้ งกนั และการ ธรรมชาติ กำจัดศตั รพู ืชได้ - การใชส้ ารเคมปี อ้ งกนั และ 3. อธบิ ายวิธกี ารปอ้ งกันและ กำจัดศัตรพู ืช การกำจดั ศัตรพู ชื ที่ปลอดภยั ได้ 5 คุณธรรมในการ 1. อธิบายหลักคุณธรรม 1. คณุ ธรรมจริยธรรม ประกอบอาชพี จรยิ ธรรมในการประกอบ 2. คณุ ธรรมกับการเกษตร อาชีพได้ 2. สามารถนำหลกั คณุ ธรรม จริยธรรมไปปรับใชใ้ นการ ประกอบอาชพี ได้ แบบทดสอบก่อนเรยี น รายวิชา พื้นฐานการปลกู ผักปลอดสารพษิ เชงิ ธุรกจิ รหสั รายวิชา อช33840 สาระการประกอบอาชีพ
12 ระดับ มัธยมศกึ ษาตอนปลาย ตอนท่ี 1 คำสัง่ : ให้ผู้เรยี นเลอื กคำตอบทถี่ ูกที่สุดเพยี งคำตอบเดียว 1. พชื ผักปลอดสารพษิ หมายความว่าอยา่ งไร 6. ทำไมการปลูกพืชผักปลอดสาร ก. พืชผกั ที่ไม่มีสารพิษหรือมีในระดับท่ปี ลอดภัย พษิ ไวร้ ับประทานเองจึงถือวา่ มคี วามปลอดภยั ข. พชื ที่เกิดเองตามธรรมชาต ิ ก. ไมม่ กี ารฉีดยาฆ่าแมลง ค. พืชผักท่สี วยงาม ข. ผู้ปลูกรู้ระยะเวลาฉีดยาและการเก็บเกยี่ ว ง. ถกู ทกุ ข้อ ค. ปลกู ในตาข่ายม้งุ ลวดจงึ ไมม่ ีแมลงมารบกวน 2. ในการปลกู พชื ผัก ง. ใช้ยาฆ่าแมลงท่มี ีพิษนอ้ ยมากฉีดผกั จึงมีความปลอดภยั นนั้ เราควรพจิ ารณาถงึ สภาพของพนื้ ทใี่ นขอ้ ใดมากที่สุ 7. สว่ นประกอบของเนื้อดนิ ในข้อใดเหมาะต่อการเจริญเติบโต ด ของพืช ก. แหลง่ น้ำ ขนาดของพ้ืนท่ี ปัญหาเรือ่ งเพอื่ นบา้ น ข. ใกลต้ ลาด การคมนาคมสะดวก แหลง่ นำ้ ก. แร่ธาตตุ า่ ง ๆ 5% อินทรียว์ ัตถุ 45% ค. ลกั ษณะของดิน แรงงาน แหลง่ น้ำ ข. แรธ่ าตุต่าง ๆ 45% อนิ ทรยี ว์ ัตถุ 5% ค. แรธ่ าตุต่าง ๆ 25% อนิ ทรีย์วตั ถุ 25% ง. แรงงาน แหล่งนำ้ เพื่อนบา้ น ง. แรธ่ าตตุ า่ ง ๆ 15% อินทรยี ว์ ตั ถุ 25% 3. การพจิ ารณาเลอื กพน้ื ทที่ ำสวนพืชผักสิ่งทจ่ี ำเปน็ ทส่ี ดุ 8. ข้อใดเป็นหลกั การคดั เลือกพันธ์ทุ ่ีควรคำนงึ ถงึ เปน็ อันดับแรก คือขอ้ ใด ก. เลอื กพันธพุ์ ชื ท่เี น้นใหผ้ ลผลิตสงู สดุ ก. มีพนื้ ท่ีมาก ข. ดนิ มีความอุดมสมบูรณ์ ข. เลือกพันธ์ุพืชทที่ นทานต่อโรคและแมลง ค. ใกล้แหล่งน้ำ ง. ใกลท้ อ่ี ยู่อาศัย ค. เลือกพันธุ์พืชตามวตั ถุประสงค์ของการปลกู ง. เลือกพนั ธ์พุ ืชที่มีลักษณะต่างจากสายพนั ธเุ์ ดมิ 4. ดนิ ทีเ่ หมาะในการทำสวนพชื ผักมากที่สดุ ควรเปน็ เชน่ ไร 9. ก่อนใชส้ ารเคมคี วรทำสง่ิ ใดเปน็ อันดบั แรก ก. ทรี่ ะบายนำ้ ไดด้ ี ก. อา่ นฉลาก ข. ดนิ ทมี่ ีระดับนำ้ ใต้ดินตน้ื ข. เตรยี มภาชนะ ค. ดินทม่ี รี ะดับน้ำใต้ดินลึก ค. แต่งกายให้รดั กุม ง. ดนิ ทม่ี คี วามอดุ มสมบูรณ์ ง. ใชเ้ คร่ืองมอื ในการกวนสารเคมี 5. เหตใุ ดการปลูกพืชผักจงึ ทำรายไดใ้ ห้แกผ่ ปู้ ลกู ผักได้ 10. ขอ้ ใดกลา่ วถกู ต้องเกีย่ วกบั การแปรรปู ผลผลติ ทางการเกษตร เร็วกว่าการปลูกพชื ชนดิ อนื่ ก. การรักษาผลผลติ ใหม้ ีสภาพเหมือนเดมิ ก. ราคาจำหน่ายสงู กว่าพชื ชนิดอ่ืน ๆ ข. การนำผลผลติ มาทำใหเ้ กบ็ รักษาไวบ้ ริโภคนาน ๆ ข. ผักเปน็ พืชอายุส้นั สามารถปลกู ไดห้ ลายครั้งใน ค. การเปลี่ยนแปลงรูปรา่ งผลผลิตใหแ้ ตกต่างไปจากเดมิ หน่งึ ฤดูกาล ง. การแปรสภาพผลผลติ ให้มีรปู ร่างลักษณะเปลีย่ นแปลง
13 ค. พืชผกั สามารถปลูกร่วมกับพืชผักอ่นื ๆไดด้ ี ไปจากเดมิ ง. คนปลูกมีน้อยแต่คนบริโภคผกั มมี าก ราคาผกั จงึ แพง 11. ผูข้ ายควรยึดคุณธรรมข้อใดในการจำหน่ายผลผลติ 16. สภาพความพร้อมข้อใดทีม่ ีส่วนสำคัญในการประกอบอาชพี ทางการเกษตร การเกษตรให้สำเร็จ ก. ความเกรงใจ ก. ความพรอ้ มด้านชุมชน ข. ความเออื้ เฟือ้ ข. ความพร้อมด้านตนเอง ค. ความซอื่ สตั ย์ ค. ความพร้อมด้านทรัพยากร ง. ความรอบคอบ ง. ความพร้อมดา้ นความรแู้ ละทกั ษะ 12. ถ้าตอ้ งการขายผลผลติ ทางการเกษตรจะตอ้ งมี 17. วิธใี ดช่วยลดตน้ ทนุ ในการปลกู ผกั ปลอดสารพิษได้ ความรู้เร่อื งใด ก. กำจัดวชั พืชด้วยสารเคมี ข. ทำป๋ยุ คอกเพ่อื นำไปใสแ่ ปลงผัก ก. การตลาด ค. ลดปริมาณสารเรง่ การเจรญิ เติบโต ข. กลมุ่ ลกู คา้ ง. ขายผกั ในราคาสงู เพ่อื ใหไ้ ด้กำไรมาก ค. วธิ ีการขนส่ง ง. คุณภาพของผักผลไม้ 18. ขอ้ ใดคือวิธกี ารป้องกันกำจดั ศัตรพู ืชในแปลงปลูกผัก 13. ถ้าเกษตรกรวางแผนเก็บเก่ยี วผลผลติ ในจงั หวะที่ ปลอดสารพิษ ตรงกับความต้องการของตลาดจะมผี ลดขี ้อใดมากที่สดุ ก. ทำใหม้ ีตลาดรับซ้อื มากข้ึน ก. การใชส้ ารเคมี ข. ทำใหข้ ายผลผลติ ไดต้ ลอดปี ข. การใชส้ มุนไพร ค. ทำใหข้ ายผลผลิตไดร้ าคาถกู ค. การตัดแต่งใบผกั ง. ทำให้ผลผลิตมคี วามหลากหลาย ง. การใส่ปุ๋ยวทิ ยาศาสตร์ 14. ก่อนเลอื กประกอบอาชีพเกี่ยวกบั การปลกู พชื จะ 19.การประกอบอาชีพการเกษตรใหป้ ระสบความสำเร็จต้องมคี ตอ้ งปฏบิ ตั อิ ย่างไรเปน็ อันดับแรก วามร้ดู านใด (ไม่สมบรู ณ์) ก. ศึกษาข้อมูล ก. การตลาด ข. วางแผนงาน ข. การบญั ชี ค. เตรยี มเงินทุน ค. การจัดการ ง. หาวิธจี ัดจำหน่าย ง. ถกู ทกุ ข้อ 15. ผปู้ ระกอบอาชีพปลูกผกั ปลอดสารพษิ ควรมคี วามรู้ 20. การประกอบอาชพี จำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรควรเลือก ทำเลตามข้อใด
14 ดา้ นใดมากที่สดุ ก. ใกล้แหล่งชมุ ชน ก. การผสมพันธุ์ ข. อยูใ่ นแหลง่ ชมุ ชน ข. การปฏริ ปู ท่ีดิน ค. การคมนาคมสะดวก ค. การคดั เลอื กพันธุ์ ง. อยใู่ กลส้ ถานที่ราชการ ง. การวางแผนการผลิต
15 บทที่ 1 พ้นื ฐานการปลูกผักปลอดสารพษิ เชิงธรุ กจิ สาระสำคัญ การปลูกผักปลอดสารพษิ คือ การปลกู ผกั โดยไมใ่ ช้สารเคมี เช่น ไมใ่ ช้ปยุ๋ วิทยาศาสตร์ ไมใ่ ช้ยาฆ่าแมลง และไม่ใชย้ ากำจดั วชั พืช บางทีก็เรยี กว่าผกั อนิ ทรยี ห์ รอื ปลกู ผกั แบบธรรมชาติ โดยมขี นั้ ตอนการเตรยี มสถานท่ี ในการเพาะปลูก การปลกู ผักปลอดสารพษิ ตามฤดูกาล ผลการเรียนรทู้ ่คี าดหวงั 1. อธบิ ายความหมาย ความสำคัญและประโยชนข์ องการปลกู ผกั ปลอดสารพษิ ได้ 2. ทำแปลงสาธิตปลูกผักปลอดสารพษิ ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ 3. อธบิ ายขนั้ ตอนการเตรียมสถานท่ีได้ 4. อธบิ ายการปลกู ผักปลอดสารพิษตามฤดูกาลได้ ขอบขา่ ยเนอ้ื หา เรอ่ื งที่ 1 ความรู้พ้ืนฐานการปลกู ผักปลอดสารพิษ เรอ่ื งท่ี 2 ข้ันตอนการเตรียมสถานท่ี เร่อื งท่ี 3 การปลูกผกั ปลอดสารพษิ เชงิ ธุรกิจตามฤดูกาล เรอื่ งท่ี 1 ความรู้พืน้ ฐานการปลูกผกั ปลอดสารพิษ 1. ความหมายของผักปลอดสารพิษ ผักปลอดสาร หรือผักปลอดสารพษิ หมายถงึ ผักทที่ ำการเพาะปลกู ในฟาร์มเปิดหรอื สวนตามฤดูกาล
16 โดยจะหลีกเลย่ี งการใช้สารเคมี หรืออาจจะมีการใชส้ ารเคมีสงั เคราะหใ์ นการบำรงุ รักษาบ้างแต่กใ็ ช้ ในปริมาณเลก็ นอ้ ยเพ่ือเป็นการกระตุ้นให้ผกั มกี ารเจรญิ เตบิ โต และมกี ารควบคุมไมใ่ หม้ ีการตกคา้ งของสารเคมี เหล่านัน้ ในปรมิ าณท่ีเกินกำหนดในระหวา่ งเก็บเกี่ยวเพอ่ื ใหม้ นั่ ใจไดว้ ่ามคี วามปลอดภัยต่อผูบ้ ริโภคอย่างสูงสดุ 2. ความสำคัญของการปลกู ผกั ปลอดสารพิษ ผักเปน็ พชื ทีท่ ุกคนต้องบริโภคเปน็ ประจำทุกวนั ไม่มากกน็ ้อยแตกตา่ งกนั ไป เนอ่ื งจากผกั ประกอบ ไปด้วยสารอาหารทจี่ ำเปน็ ต่อการดำรงชวี ติ ของมนษุ ย์หลายอยา่ ง ไดแ้ ก่ วิตามนิ และแรธ่ าตุต่าง ๆ โดยเฉพาะ ธาตุเหลก็ และแคลเซยี มแป้งและน้ำตาลจะเป็นแหลง่ พลังงานและให้ความอบอนุ่ แก่รา่ งกายเซลลโู ลสและ ไฟเบอรซ์ ่งึ ช่วยในระบบการยอ่ ยอาหารและขับถา่ ยของรา่ งกาย ช่วยให้เกิดพลงั งานใหม้ ีความตา้ นทาน ต่อโรคภัยไขเ้ จ็บตา่ ง ๆ ของร่างกาย และยังช่วยใหร้ า่ งกายฟน้ื หายจากโรคไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว การไดบ้ รโิ ภคผกั ตา่ ง ๆ ทปี่ ลอดภัยจากสารพิษในปรมิ าณที่เหมาะสมเป็นประจำจะช่วยให้ร่างกาย มสี ุขภาพทดี่ ี และแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยงา่ ย มคี ณุ ภาพชีวิตทดี่ ีข้ึน ในทางตรงกนั ขา้ มหากร่างกายขาดอาหาร ประเภทผักหรือได้รบั ไม่เพียงพอหรอื บริโภคผักท่ีมีสารพษิ ตกค้างในปรมิ าณมากเขา้ ไปจะทำให้รา่ งกายอ่อนแอ ระบบต่าง ๆ ของรา่ งกายทำงานไดไ้ ม่ปกติ อาจเกดิ อาการผดิ ปกตขิ ึน้ ทำใหค้ วามต้านทานโรคต่าง ๆ ของ ร่างกายลดลง เพราะฉะนั้นผักจึงเปน็ พืชทน่ี ิยมบรโิ ภคกันทุกครัวเรอื น โดยจะสังเกตไดจ้ ากอาหารเกอื บ ทกุ ชนดิ จะต้องมีผักเป็นสว่ นประกอบในการชรู สอาหารจานโปรดใหม้ ีรสชาติดขี ึน้ หรอื ใช้ประดับจานอาหาร ให้สวยงามน่ารบั ประทานย่งิ ขน้ึ เน่อื งจากคา่ นิยมในการบรโิ ภคผักของประชาชนโดยทว่ั ไปมักจะเลอื กบริโภคผกั ที่สวยงาม ไมม่ ี รอ่ งรอยการทำลายของหนอนและแมลงศัตรูพืช จึงทำใหเ้ กษตรกรที่ปลกู ผกั จะตอ้ งใช้สวยงามตามความ ตอ้ งการของผู้บรโิ ภค เมือ่ ผู้ซอ้ื นำผักมาบรโิ ภคอาจจะได้รับอนั ตรายจากสารพิษท่ีตกค้างอยใู่ นผกั นั้นได้ ดงั นน้ั เพอ่ื เปน็ การแกป้ ัญหาดงั กล่าวเกษตรกรจึงควรหนั มาปลูกผกั ปลอดสารพษิ กนั ให้มากข้ึนกวา่ ที่เปน็ อยู่ ในปัจจุบนั เพอ่ื ใหค้ นไทยมีคุณภาพชีวติ ที่ดขี ้ึนโดยมผี กั ที่สะอาดและปลอดสารพษิ บรโิ ภคในชีวิตประจำวนั หรือ ถา้ มคี วามจำเปน็ ทจ่ี ะบริโภคผกั ควรจะเลือกผกั ท่มี ีความตา้ นทานโรคแมลงและเป็นผกั ท่ีล้างงา่ ย 3. ประโยชน์ของผกั ปลอดสารพิษ 3.1 ประโยชนท์ ี่มีตอ่ สขุ ภาพ 1) การบริโภคผกั ปลอดสารพษิ เป็นประจำ จะช่วยทำใหม้ ีสุขภาพร่างกายท่ีดี มภี ูมติ ้านทานและ แข็งแรงขน้ึ อกี ทงั้ ยังชว่ ยลดอตั ราเสี่ยงต่อการเจบ็ ปว่ ยและการเกิดโรคตา่ งๆ อนั มผี ลในระยะยาวมาจากสารพษิ หรือสารเคมตี กคา้ งในรา่ งกาย อย่างเชน่ โรคมะเรง็ เปน็ ต้น 2) การรบั ประทานอาหารท่ีปรุงจากผักปลอดสารพษิ ทำให้รา่ งกายไดร้ บั คณุ ค่าทางสารอาหาร สูงกวา่ ปกติ ส่งผลดีต่อสตรีท่ีกำลังต้ัง ครรภ ์ และสตรีให้นมบตุ รเพราะปลอดภยั จากสารพิษตกคา้ งที่มอี ันตรายต่อทารกในครรภ์และบตุ รทกี่ นิ นมแม่
17 3) ผักปลอดสารพิษมปี ระโยชนต์ ่อผู้ปว่ ย และผู้ทอี่ ยู่ในภาวะรักษาหรอื ควบคมุ สุขภาพ เนอ่ื งจากมคี ณุ ค่าของสารอาหารตามธรรมชาติ และไรส้ ารพิษตกค้างทอ่ี าจจะทำใหเ้ กิดอาการแพส้ าร หรอื อาจ มปี ฏิกริ ิยาตอ่ ยาบางตวั ท่ใี ชใ้ นการรักษาโรคของผูป้ ว่ ย 4) ผกั ปลอดสารพิษมรี สชาตดิ ีและอร่อย อกี ท้งั ยงั ใหค้ ณุ คา่ ทางสารอาหาร อนั ได้แก่ วิตามนิ เกลือแร่ เอนไซม์และสารตอ่ ตา้ นอนุมูลอสิ ระมากกวา่ ผกั ท่ัวไปตามท้องตลาด 5) ชว่ ยควบคมุ นำ้ หนักและรกั ษาห่นุ ไดเ้ ป็นอย่างดี เพราะอาหารเพ่ือสขุ ภาพส่วนใหญ่ จะเนน้ หนักในเรื่องผักปลอดสารพษิ เนอื่ งจากมคี วามเป็นธรรมชาติและปลอดภยั ดว้ ยซง่ึ เมนเู พอ่ื สุขภาพยอด นิยมท่ีทำทานได้งา่ ยๆ ตามใจผทู้ านและประหยดั เวลาแต่มคี ณุ คา่ ทางสารอาหารมากมายก็คอื สลดั ผกั ต่าง ๆ 3.2 ประโยชนท์ ั่วไปของผกั ปลอดสารพิษ 1) มีความปลอดภัยและลดความเสีย่ งตอ่ การไดร้ ับสารพิษตกคา้ งท้งั ต่อตัวเกษตรกรและผู้ บริโภค 2) ลดตน้ ทุนการผลติ และเพม่ิ รายไดใ้ ห้แกเ่ กษตรกร เนือ่ งจากมกี ารควบคุมปริมาณการใช้สาร เคมใี ห้น้อยลงหรอื อาจจะไม่ใชเ้ ลย จึงเป็นการลดภาระคา่ ใชจ้ า่ ยในสว่ นน้ีไป อีกท้งั ราคาขายของผลิตผลค่อนขา้ ง ดแี ละสงู กวา่ ผกั ท่ัวไปตามท้องตลาดดว้ ย 3) ช่วยรักษาสิ่งแวดลอ้ ม เนื่องจากมกี ารหลีกเลีย่ งหรอื ควบคมุ การใช้สารเคมใี หอ้ ยู่ในปริมาณ ทปี่ ลอดภัย เป็นผลทำใหไ้ ร้สารพษิ ตกค้างในดิน น้ำ หรอื อากาศนนั่ เอง 4) ชว่ ยส่งเสริมเกษตรกรที่อยใู่ นกระบวนการผลติ ผักปลอดสารพิษใหต้ ระหนัก เรยี นรู้ และให้ ความสำคัญในวถิ ชี ีวิตการเกษตรแบบดง้ั เดมิ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพยี ง ถงึ แมจ้ ะได้ขน้ึ ชือ่ วา่ เปน็ “ผักปลอดสารพษิ ” แต่เพอ่ื สขุ อนามัยทด่ี ี เราตอ้ งล้างทำความสะอาด ผกั ก่อนนำไปประกอบอาหารเพ่อื บรโิ ภคทุกคร้งั ถา้ เป็นไปได้การปลกู ผกั สวนครัวเอาไวท้ านเองนา่ จะเป็นการ รับรองความมนั่ ใจในคณุ ภาพและความปลอดภยั ไดด้ ที ่ีสดุ
18 เรอ่ื งที่ 2 ขัน้ ตอนการเตรียมสถานที่ 1. การเลือกพนื้ ทป่ี ลูกผกั เน่ืองจากพนื้ ท่ีปลกู และสภาพแวดล้อมมอี ิทธิพลต่อการเจรญิ เตบิ โตของต้นและคณุ ภาพของผลผลิตของ ผกั ปลอดภยั จากสารพิษเปน็ อยา่ งมาก แมว้ ่าผักจะสามารถปลูกได้ในพน้ื ทีท่ วั่ ไปก็ตาม แตจ่ ะให้ผลผลิต ทแ่ี ตกต่างกันไปตามลกั ษณะพื้นท่ีปลูกและสภาพแวดล้อม สำหรบั การเลอื กพื้นที่ปลูกให้เหมาะสมตอ่ การผลติ ผักให้ปลอดสารพษิ นนั้ ควรมีลักษณะดงั นี้ 1.1 สภาพพน้ื ทพี่ ื้นทร่ี าบและมีความสม่ำเสมอมีความเหมาะสมในการปลูกผัก แต่ถา้ สภาพพน้ื ท่ี ที่มีความลาดเทเลก็ นอ้ ยจะเหมาะสมมากทส่ี ุด เพราะจะชว่ ยให้ดนิ ระบายนำ้ ได้ดแี ละสะดวกต่อการใหน้ ้ำแบบ ตามร่องนอกจากนสี้ ภาพพนื้ ทท่ี ี่เหมาะสมต่อการปลกู ผกั ตอ้ งไม่เป็นแหล่งทม่ี นี ำ้ ทว่ มขัง มกี ารระบายน้ำได้ดี อยู่ ใกลแ้ หล่งนำ้ ทสี่ ะอาดและสะดวกตอ่ การนำน้ำมาใช้ มกี ารคมนาคมทสี่ ะดวก ทำให้สามารถนำผลผลิตผักออกสู่ ตลาดได้สะดวกและรวดเรว็ 1.2 ลักษณะดินการเลือกพื้นทเ่ี พอื่ ทำสวนผกั ให้ไดผ้ ลนน้ั ควรพิจารณาดวู า่ ดนิ มีความอดุ มสมบูรณ์ มากน้อยเพียงใด เพราะการปลูกผักในดินที่อุดมสมบรู ณ์ด้วยธาตอุ าหารผกั ย่อมจะเจริญเติบโตดี สมบูรณ์ แข็งแรงต้านทานต่อโรคและแมลงไดด้ ี ให้ผลผลติ สงู และคุณภาพดี ดนิ ทเี่ หมาะสมตอ่ การปลูกผกั คือ ดนิ ร่วน ดนิ ทม่ี ีความอดุ มสมบูรณส์ ูง มกี ารระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี สว่ นคา่ ความเปน็ กรดเป็นดา่ ง (pH)ของดนิ ท่ีเหมาะสมในการปลูกผักคือมีระดับคา่ pH อยู่ ระหวา่ ง 6.0 - 6.5 หรือเปน็ กรดออ่ น ๆ 1.3 แหล่งน้ำน้ำถือว่าเปน็ ปจั จัยการผลติ ท่ีสำคัญในการทำสวนผักเพราะนำ้ มีผลโดยตรงต่อการเจรญิ เตบิ โตและการใหผ้ ลผลิตของผกั ดังนน้ั พน้ื ทที่ ่ีเหมาะสมตอ่ การทำสวนผกั ตอ้ งอยู่ใกลแ้ หลง่ น้ำที่สะอาด ปราศจากสารอินทรยี ์และสารอนนิ ทรยี ์ท่ีมพี ิษปนเปอ้ื น และต้องมนี ้ำเพียงพอสำหรับใช้ตลอดท้งั ปีหรอื ตลอด ฤดกู าล การท่ีมนี ำ้ ให้แกผ่ กั อยา่ งสม่ำเสมอตลอดฤดูกาลจะทำใหผ้ กั ไม่ชะงกั การเจรญิ เติบโต สมบรู ณแ์ ขง็ แรง ต้านทานตอ่ โรคและแมลง และให้ผลผลติ ที่มคี ณุ ภาพดี 2. การเตรยี มดินเพื่อปลกู พืช การเตรียมดินสำหรบั ปลกู พืชผกั ไมว่ า่ จะปลกู ในกระถางหรือปลูกลงดนิ กด็ ี หลกั การที่สำคญั นน้ั ก็คอื ดิน ทน่ี ำมาปลูกตอ้ งมคี วามร่วนซุย นำ้ ผ่านไดด้ ี น้ำไม่ขงั ต้องไม่เหนียว และดินมคี วามอดุ มสมบรู ณ์ พชื ผักจึงจะ เจริญเติบโตไดด้ ี 2.1 วธิ ีการเตรยี มดินสำหรบั การปลกู พชื ผัก 1) การเตรียมการกอ่ นปลูกพืชผัก (1) ก่อนอ่นื ต้องพิจารณาดูเสยี ก่อนวา่ พืชผกั ทจ่ี ะนำมาปลูกชอบดนิ ลกั ษณะใด เมื่อเลือกพชื ท่ีชอบสภาพและลักษณะดนิ ไดแ้ ล้ว ก็จะต้องเตรยี มดนิ ปลกู ในหลุมนั้น โดยการขุดหลมุ เล็กหรอื
19 ใหญต่ ามขนาดของต้นไม้ ควรขุดหลุมกวา้ งหรือลึกเทา่ กับความยาวของรากแก้ว เม่อื ขุดดินแล้วก็ตากดนิ นัน้ ไว้ ท่ีปากหลุม ประมาณ 1 สปั ดาห์ เพอื่ กำจัดวัชพืชออกไป (2) เม่อื ตากดินไว้ 1 สัปดาหแ์ ล้ว ใหใ้ สป่ ยุ๋ คอกหรอื ป๋ยุ อนิ ทรยี ์ 1 สว่ น ปนู ขาว 1 สว่ น ผสมกับดนิ ให้เขา้ กัน แล้วนำใส่ก้นหลุม นำต้นไมท้ ่ีเตรียมไว้ปลกู วางลงบนดนิ ทผี่ สมไว้ และปกั หลกั ผกู กบั ต้นไม้ ไว้ไม่ใหล้ ม้ (3) เอาดนิ ท่ีขุดตากไวใ้ ส่ลงในหลมุ ดิน พลกิ ดนิ โดยเอาดินท่ีเปน็ สว่ นตอนบนใส่ลงไป ข้างล่าง เอาดินสว่ นล่างกน้ หลุมกลบไวข้ า้ งบน กดให้แน่น เพอื่ ไมใ่ หต้ น้ ไม้เอนไปมา หาวัตถพุ วกหญา้ แหง้ แกลบ ฟาง คลมุ ดนิ ไว้ เพอ่ื ช่วยรักษาความชมุ่ ช้นื แลว้ รดน้ำให้ชมุ่ (4) ควรจะปลกู ในตอนเย็น และถ้าต้นไมน้ นั้ เปน็ ตน้ ไม้ทถี่ อนกล้า หรือเปน็ ตน้ เล็กมา ปลูก ตอ้ งทำทกี่ ำบงั แดดจนกว่าต้นไมจ้ ะทรงตัวได้ 2) การปลกู พืชผกั ในแปลง (1) กอ่ นปลกู ต้องทำแปลงขนาดกว้างยาวตามพ้ืนท่ี แต่ความกว้างไมค่ วรเกิน 1 เมตร ถ้าแปลงกวา้ งไปจะทำใหด้ แู ลรักษายาก ให้ทำการขดุ ดินตามขนาดที่กำหนดไว้ และเกบ็ วชั พชื ทอี่ ยใู่ นดินออก ให้หมด ตากดนิ ให้แห้ง ประมาณ 1 สัปดาห์ แลว้ ทำการยอ่ ยดินให้เปน็ กอ้ นเลก็ ๆ ผสมดินด้วยปุ๋ยคอก ปูนขาว และป๋ยุ อินทรีย์ อยา่ งละ 1 ส่วน เม่อื ผสมได้แล้ว ใหท้ ำเป็นรปู แปลง เตรยี มท่ีจะปลูกพืชผักตอ่ ไป (2) ก่อนที่จะปลกู ต้องดวู ่าตน้ ไมท้ ี่จะนำมาปลกู นน้ั จะปลกู เป็นแถวติดกนั หรอื หา่ ง กนั ถา้ ห่าง กข็ ุดดนิ เป็นหลมุ เล็กๆ ไวต้ ามระยะที่พอเหมาะ ถ้าจะปลกู เป็นแถว ให้ทำดนิ ให้เป็นรางตดิ ต่อกันไป (3) การถอนกลา้ มาปลกู ควรทำในตอนเย็น และควรขุดใหม้ ีดินติดมาดว้ ย อย่าให้ราก ขาด ถ้ารากขาดจะทำให้ต้นไม้โตชา้ นำต้นกล้ามาปลูกลงในร่อง หรือหลมุ น้ัน เมอ่ื ตัง้ ตน้ กลา้ ลงในหลุมได้ที่แลว้ กเ็ อาดนิ กลบกดดินให้แน่น เพ่อื ใหร้ ากเกาะกบั ดนิ ใหค้ ลุมดนิ ดว้ ยหญา้ หรือฟาง แลว้ รดนำ้ ให้ชุม่ และทำร่มเงา แก่ตน้ กลา้ จนกวา่ ต้นจะทรงตัวได้ 3) การปลกู ต้นไมล้ งกระถาง (1) กอ่ นท่ีจะปลกู ต้นไม้ลงในกระถาง จะต้องเลือกกระถางให้มขี นาดพอเหมาะกบั ตน้ ไม้ เม่อื ไดก้ ระถางมาแล้ว ให้หากระเบอ้ื งแตกปิดรกู น้ กระถาง ทบุ อฐิ มอญเป็นก้อนเลก็ ๆ ใส่ลงก้นกระถาง สูง ประมาณ 1 น้วิ เพ่ือชว่ ยในการระบายน้ำไดด้ ีขน้ึ (2) ผสมดินสำหรบั ปลูก ดินร่วน 1 ส่วน ใบไม้ผุ 1 ส่วน ปยุ๋ คอก 1 ส่วน เอาดนิ ท่ีผสม แล้ว ใสล่ งไปประมาณคร่งึ กระถาง เอาตน้ ไม้วางลง แลว้ เอาดนิ ทผ่ี สมไวใ้ ส่ลงเกือบเต็มกระถาง กดดนิ ใหแ้ นน่ เพ่ือไม่ให้ต้นไมล้ ม้ รดน้ำให้ชุ่ม แลว้ วางในทร่ี ่ม หรือพกั ไวใ้ นเรอื นต้นไม้จนกวา่ ตน้ ไมจ้ ะทรงตวั แล้วจงึ นำออกไป วางเปน็ ไม้ประดับได้ 2.2 การขึน้ แปลง 1) ทิศทางแสง
20 (1) หากแปลงอย่หู นา้ บา้ นหรอื หลังบา้ นท่ไี ม่อาคารบงั ผกั จะได้รับแสงแดดทงั้ วนั ทำใหเ้ ตบิ โตดี (2) หากแปลงอยู่ด้านข้าง ผกั จะได้รบั แดดเพียงครึ่งวนั แตถ่ า้ ได้รับนอ้ ยกวา่ นั้น ผกั อาจเตบิ โตได้ไมด่ ีเท่าที่ควร (3) ควรวางแปลงในแนวทิศเหนือ-ใต้ เพือ่ ให้ผักไดร้ ับแสงแดดเท่ากนั ตลอดทั้งแปลง หากจำเป็นต้องวางแนวตะวันออก-ตะวนั ตก แนะนำว่าอาจทำเป็นแปลงสี่เหล่ยี มจัตุรสั แทนสี่เหลยี่ มผืนผา้ 2) ขนาดแปลง (1) ขนาดแปลงไม่ควรกว้างเกนิ 1 เมตร เพอ่ื ใหส้ ะดวกตอ่ การทำงาน ส่วนความยาว สามารถทำไดต้ ามขนาดของพน้ื ท่ี เช่น 4 เมตร 5 เมตร หรือ 6 เมตร (2) ควรมชี ่องว่างระหวา่ งแปลงอยา่ งนอ้ ย 50 เซนติเมตร เพื่อใหส้ ะดวกในการปลกู รดนำ้ และเก็บผลผลติ 3. ปจั จัยทส่ี ่งผลในการเลอื กพน้ื ท่ีปลกู ผกั สวนครวั 3.1 การเลอื กสถานทป่ี ลกู ควรเลือกทำเลทม่ี ีความอุดมสมบรู ณ์ทสี่ ุด อยู่ใกลแ้ หลง่ นำ้ ไม่ไกลจาก ทพ่ี ักอาศัยมากนัก เพอ่ื ความสะดวกในทำงาน การดแู ลรักษาและสะดวกในการเก็บเกย่ี ว 3.2 หากไมม่ พี นื้ ท่ีดินในบรเิ วณบ้านผักสวนครัวบางชนดิ จะปลูกไดจ้ ำเปน็ ต้องปลกู ในภาชนะใสด่ นิ ปลูก อาจจะวางบนพนื้ หรือแขวน เปน็ ผักสวนครัวลอยฟ้า หรือผักสวนครวั แบบกลับหวั 3.3 การเลือกประเภทผักสวนครัวชนิดของผักที่จะปลกู ควรคำนงึ ถึงการใชเ้ น้อื ทใี่ ห้ได้ประโยชน์มาก ทส่ี ดุ โดยการปลกู ผกั มากชนิดท่สี ดุ เพ่ือจะไดม้ ีผักไว้บริโภคหลายอยา่ ง และควรเลอื กชนดิ ของผกั ทเ่ี หมาะสมกบั สภาพแวดล้อม และปลูกให้ตรงกบั ฤดูกาล ผกั สวนครวั บางชนดิ ปลูกและให้ผลผลิตตลอดปี 3.4 สภาพแสงและรม่ เงามีความจำเป็นในขบวนการสงั เคราะหแ์ สงของพืชเพอื่ สรา้ งอาหาร สภาพที่ ไม่ไดร้ บั แสงแดดตลอดทงั้ วัน ควรปลกู พชื ผกั ทสี่ ามารถเจริญเตบิ โตในร่มได้ เชน่ ตน้ ชะพลู สะระแหน่ตะไคร้ โหระพา ขงิ ข่า และกะเพรา สภาพทไ่ี ดร้ ับแสงแดดตลอดทั้งวนั ควรเลือกปลูกผัก ท่ีสามารถเจรญิ เติบโตได้ ในแสงปกติ เช่น ถัว่ ฝกั ยาว คะน้า ผกั กาดเขียว กวางตุ้ง พริกตา่ งๆ พ้ืนทที่ ี่สามารถปลูกผกั ไดด้ คี วรเปน็ พืน้ ทที่ ี่อยใู่ กล้แหล่งนำ้ เชน่ บอ่ น้ำขดุ บอ่ น้ำธรรมชาติ แมน่ ้ำ คลอง อ่างเกบ็ น้ำคลองชลประทานหรอื แนวสง่ น้ำชลประทาน เน่ืองจากพืชผกั สว่ นใหญม่ คี วามต้องการน้ำสูง โดยเฉพาะหน้าแล้งทอี่ ากาศ แหง้ และอัตราการระเหยนำ้ สูงกวา่ ฤดอู ่ืนๆ จงึ จำเปน็ ตอ้ งมนี ้ำเพียงพอเพอ่ื ใหผ้ ัก สามารถเตบิ โตจนถึงฤดกู ารเก็บเก่ียวได้
21 เรื่องที่ 3 การปลกู ผกั ปลอดสารพิษเชิงธุรกจิ ตามฤดูกาล ด้วยความนยิ มของคนในยุคนท้ี ี่หันมาใส่ใจสขุ ภาพ แหล่งที่มาของอาหารกันมากขึน้ เพือ่ หลกี เลีย่ งการใช้ สารเคมที ่สี ่งผลกระทบตอ่ สิง่ แวดลอ้ ม ระบบนิเวศ และท่สี ำคัญเปน็ อนั ตรายต่อสขุ ภาพของผบู้ ริโภคเอง เราจงึ หนั มาปลกู ผกั สวนครวั ไวก้ ินเองกันมากขนึ้ ไม่ว่าจะเปน็ คนเมอื ง หรอื ตามต่างจังหวัดก็จะเพาะปลูกผัก ปลอดสารในรัว้ บา้ นกัน แตป่ จั จัยสำคญั ที่จะชว่ ยใหพ้ ชื ผกั ปลูกไดง้ อกงามดี นัน่ คือการปลกู ผกั ตามฤดูกาล เราก็ จะมผี กั ไวก้ นิ ไดต้ ลอดทง้ั ปี 1. การปลูกผกั ตามฤดูกาลใหไ้ ดผ้ ลดี การปลูกผักในฤดรู ้อนนนั้ ผักทจ่ี ะเลือกปลกู ต้องทนตอ่ แดดรอ้ นได้ดี บางชนดิ อาจจะต้องคอยรดนำ้ ท้ังเชา้ -เยน็ เพ่อื ไม่ให้แสงแดดโดนใบมากเกินไป และในช่วงฤดหู นาวนน้ั ผักจะคอ่ นข้างมีใบเขียวแตกกองาม แตค่ วรระมดั ระวงั การเกิดโรคพืชต่างๆ ไดง้ ่ายเพราะอากาศเยน็ และในชว่ งฤดูฝนนัน้ พชื ผกั จะเตบิ โตไดด้ มี าก ดังน้ันไม่ต้องรดน้ำบอ่ ย แตต่ ้องหมนั่ ถอนวัชพชื ทมี่ าแย่งสารอาหารพืชผัก ควรหาท่ีปลกู ผกั ทมี่ ีหลงั คาเนือ่ งจาก ถา้ ฝนตกแรงๆ อาจทำใหพ้ ืชผลเสียหายได้ 2. การปลูกพืชผกั ตามฤดกู าล ในแต่ละฤดู 2.1 ฤดรู อ้ น อากาศอบอ้าวคอ่ นขา้ งร้อน ลมทพี่ ัดผา่ นก็เป็นลมร้อน ความช้ืนในอากาศมนี ้อยมาก
22 แถมความแห้งแลง้ กม็ กั จะมาพรอ้ มกับฤดรู ้อนเชน่ กัน น้ำทใ่ี ห้ในการเกษตรระเหยเร็วและมนี อ้ ย พืชผักมโี อกาส ถกู แดดเผาไหม้จนใบเหลือง หรือโดนเผาจนใบแห้งเห่ียวจนยนื ต้นตายเลย การปลูกในชว่ งนค้ี วรดแู ลเรือ่ งนำ้ มากเป็นพิเศษ หาฟางขา้ วมาคลมุ โคนของต้นไม้หรอื คลมุ แปลง การเพาะเมล็ดควรเพาะในที่ร่มรำไรอากาศ ถ่ายเทหมุนเวยี น การปลูกพืชผกั ในฤดนู คี้ วรเลอื กปลูกชนิดที่ทนแล้งไดด้ หี รือปลกู พชื ทต่ี อ้ งการนำ้ น้อย จะให้ดี ควรทำเป็นระบบน้ำหยดโดยใหป้ ุย๋ น้ำผสมไปกับนำ้ หยดเลยก็ได้ 2.2 ฤดฝู น ฤดนู จ้ี ะมีความชนื้ ในอากาศสงู มาก บางครั้งทั้งวนั อาจคร้มึ จนไม่เหน็ แดดเลย ฝนท่ีตกลง มาจะทำให้น้ำขงั บริเวณทล่ี ุม่ ควรทำทางน้ำไปต้งั แต่เน่นิ ๆ การปลูกอาจขดุ เปน็ บ่อเลก็ ๆ พอประมาณใหน้ ้ำขงั นิดเดียว เรอื่ งขาดน้ำไม่ตอ้ งพดู ถงึ ฤดนู มี้ มี ากเกินพอ สว่ นมากพชื ไรพ่ ชื สวนหรือพืชที่ไมท่ นแล้งจะปลกู ช่วงต้น ฝนเพราะไม่ต้องรดนำ้ เยอะ พอผ่านถงึ ชว่ งแล้งกจ็ ะโตเตม็ ทแ่ี ล้ว ถา้ ปลูกพชื ผักฝนที่ตกลงมากระทบดนิ ไป ติดตามใบอาจทำให้ใบพืชผักไมส่ วยได้ อาจใหฟ้ างคลมุ ดินเพ่อื ลดแรงกระทบจากน้ำทจ่ี ะกระเดน็ ใส่ และฤดนู ี้ ควรศกึ ษาและปลกู พชื ทีช่ อบนำ้ เป็นพิเศษ 2.3 ฤดหู นาว ฤดนู ีม้ ีหมอกในตอนเชา้ และมคี วามชน้ื ในอากาศมากช่วงเชา้ ถงึ สาย ตอนกลางวัน จะรอ้ นมาก แตน่ ำ้ จะไมร่ ะเหยเร็วเหมือนหน้ารอ้ น กลางคืนอากาศเยน็ จัดและมีน้ำค้าง ควรมุงหลังคาดว้ ย ผา้ แสลนหรอื กางพลาสตกิ การให้นำ้ อาจใหว้ ันเว้นวนั หรือใหเ้ ป็นระบบนำ้ หยดก็จะสะดวก ฤดูนี้ควรปลกู พชื ที่ชอบอากาศเยน็ จะให้ผลผลติ ที่ดกี ว่า การเพาะปลูกผักตามฤดกู าล นอกจากทำใหเ้ ราลด ละ เลกิ การใชส้ ารเคมีในการเพาะปลกู แลว้ ยังทำให้ ผลผลติ งอกงามไดด้ ี และยงั ดีตอ่ สขุ ภาพของผู้บรโิ ภคจากประโยชนข์ องผกั ทเ่ี ติบโตอย่างไมฝ่ ืนธรรมชาติดว้ ย
23 แบบทดสอบท้ายบทท่ี 1 พนื้ ฐานการปลูกผักปลอดสารพิษเชงิ ธรุ กิจ เรอ่ื งท่ี 1 พน้ื ฐานการปลูกผกั ปลอดสารพษิ คำช้ีแจง จงบอกประโยชน์ของการปลกู ผกั ปลอดสารพษิ 3 ข้อ 1. ……………………………………………………………………………………………………………………………………….…. 2. ……………………………………………………………………………………………………………………………………….…. 3. ……………………………………………………………………………………………………………………………………….…. เรอ่ื งท่ี 2 ขั้นตอนการเตรยี มสถานท่ี คำช้ีแจง จงเรยี งลำดบั ปัจจยั ท่ีสง่ ผลในการเลือกพนื้ ที่ปลูกผักสวนครวั ใหถ้ ูกต้อง ______ การเลอื กประเภทผักสวนครัว
24 ______ สภาพแสงและรม่ เงา ______ การเลอื กสถานที่ปลกู ______ หากไม่มีพน้ื ทีด่ ินในบริเวณบา้ นต้องปลูกในภาชนะทีใ่ ส่ดนิ เร่อื งที่ 3 การปลูกผักปลอดสรพิษเชงิ ธุรกิจตามฤดูกาล คำชี้แจง จงบอกชื่อชนิดผักทป่ี ลกู ได้ตามฤดกู าลใหถ้ กู ตอ้ ง ฤดรู ้อน = …………………………………………………………………………………………………………………………..…. ................................................................................................................................................................ ฤดูฝน = ……………………………………………………………………………………………..………………………………… ................................................................................................................................................................ ฤดูหนาว = …………………………………………………………………………………………………………………………… ............................................................................................................................................................... ทกุ ฤดู = …….………………………………………………………………………………………………………………..……… ................................................................................................................................................................. บทท่ี 2 การขยายตลาดผักปลอดสารพิษ สาระสำคญั การขายผักปลอดสารพษิ ให้ไดม้ าก จะตอ้ งมกี ารวางแผนการขยายตลาดผกั ปลอดสารพษิ ท่ีสอดคลอ้ งกับ ความตอ้ งการของตลาด มกี ารตง้ั ราคาท่ีเหมาะสมและต้องหาตลาดในการจำหนา่ ยให้เพยี งพอตอ่ ความต้องการ ของผู้บรโิ ภค และถ้ามีผลผลติ เหลือ เราสามารถนำมาถนอมอาหารและแปรรปู อาหารได้ ผลการเรยี นรูท้ ่คี าดหวัง 1. อธบิ ายแผนการขยายการตลาดได้
25 2. สามารถตงั้ ราคากลางผกั ปลอดสารพษิ ได้ 3. สามารถหาตลาดเพ่ือการจำหนา่ ยผักปลอดสารพษิ ได้ 4. บอกวิธีการถนอมและแปรรปู อาหารได้ ขอบขา่ ยเนอ้ื หา เรือ่ งที่ 1 การวางแผนการขยายตลาดผักปลอดสารพิษ เรื่องที่ 2 การตง้ั ราคากลางผกั ปลอดสารพิษ เรอ่ื งที่ 3 การหาตลาดในการจำหน่าย เรือ่ งท่ี 4 การสง่ เสริมวิธกี ารถนอมและแปรรปู อาหาร เรอื่ งที่ 1 การวางแผนการขยายตลาดผักปลอดสารพษิ 1. การวางแผนการตลาด 1.1 กระบวนการวางแผนการตลาด (Marketing Planning Process) ประกอบด้วยขน้ั ตอน คือ วเิ คราะหส์ ถานการณ์ การพจิ ารณาวัตถุประสงคท์ างการ
26 ตลาด การเลอื กตลาดเปา้ หมายและวดั ขนาดความตอ้ งการซือ้ ของตลาด การออกแบบสว่ นประสมทางการตลา ด และการจดั เตรยี มแผนการตลาดสำหรบั ปี 1.2 การวิเคราะหส์ ถานการณ์ (Situation Analysis) หมายถงึ การสำรวจโปรแกรมการตลาด ในปัจจบุ นั ของบรษิ ัทเพอ่ื พิจารณาว่าโปรแกรมการตลาดในอนาคตควรจะเปน็ อยา่ งไร รวมทั้งตอ้ งวเิ คราะห์ สงิ่ แวดลอ้ มภายใน (สว่ นประสมทางการตลาด หรือปจั จยั ทางการตลาด และส่งิ แวดลอ้ มภายในอ่ืน ๆนอกเหนอื จากปัจจยั ทางการตลาด) และสงิ่ แวดล้อมภายนอก (สิง่ แวดล้อมจลุ ภาคและส่งิ แวดล้อมมหภาค) ท่ีมอี ิทธิพลต่อ โปรแกรมการตลาด 1.3 การพจิ ารณาวตั ถุประสงคท์ างการตลาด (Determine the Marketing Objective) เปน็ การ กำหนดเปา้ หมายทางการตลาดซึ่งตอ้ งเป็นจริง มลี ักษณะเฉพาะเจาะจงและวัดได้ ตัวอยา่ งวัตถปุ ระสงค์ ทางการตลาดของบริษัทขายน้ำยาปรบั ผา้ นุ่ม ประกอบดว้ ย ตอ้ งการรายไดจ้ ากการขาย 9 ล้านบาท ยอดขาย เพม่ิ ขนึ้ จากปีทผ่ี ่านมา 10% ปริมาณการขาย 70,000 หนว่ ย คิดเป็นส่วนครองตลาด 5% สามารถขยายการรบั รขู้ องผ้บู รโิ ภคในตรายี่หอ้ จาก 15% เพม่ิ เปน็ 30% สามารถขยายจำนวนร้านคา้ ปลีกเปน็ 10% ฯลฯ 1.4 การเลอื กตลาดเป้าหมายและวดั ความต้องการซ้อื ของตลาด (Select and Measure Target Market)เป็นการวิเคราะห์ตลาดในปัจจบุ นั เพื่อหาโอกาสในตลาดท่ีคาดหวงั ( Potential Market ) แลว้ เลือก ตลาดท่ธี รุ กิจมคี วามสามารถท่ีจะตอบสนองความพอใจในตลาดนนั้ ได้ 1.5 การออกแบบส่วนประสมทางการตลาดและยุทธวิธีการตลาด (Marketing Mix Strategies and Tactics Design) เปน็ งานที่เกีย่ วข้องกบั ส่วนประสมการตลาด เพอ่ื ให้บรรลุวัตถุประสงคท์ ่ีกำหนดไว้ กลา่ ว คือ สามารถสนองความตอ้ งการของตลาดเปา้ หมายใหพ้ ึงพอใจและสามารถบรรลจุ ุดมงุ่ หมายของตลาด โดยมี จดุ เริม่ ต้นที่การกำหนดและวิเคราะหต์ ลาดเป้าหมาย ( Target Market ) แล้วจึงพัฒนาโปรแกรมทางการตลาด และส่วนประสมการตลาดเพอื่ สนองความตอ้ งการของตลาดเปา้ หมายนน้ั โดยมีวตั ถปุ ระสงค์ ทางการตลาดคือความพึงพอใจของลูกคา้ 1.6 การวางแผนการตลาดสำหรบั ปี (Annual Marketing Plan)เปน็ แผนรวมกิจกรรมการตลาด ของท้งั ปสี ำหรับธรุ กิจ หรือผลติ ภัณฑห์ นง่ึ อยา่ งในแผนประกอบดว้ ย การกำหนดวัตถปุ ระสงค์ การกำหนดตลาด เปา้ หมาย กลยทุ ธแ์ ละยทุ ธวธิ ีการตลาด ขอ้ มลู เกี่ยวกับงบประมาณทใ่ี ชส้ ำหรบั กจิ กรรมการตลาด 2. การปฏิบัติการทางการตลาด การปฏบิ ตั ิการทางการตลาด (Marketing Implementation) เปน็ ข้นั ตอนท่ีสองในการบรหิ ารการ ตลาดมีกิจกรรมทสี่ ำคญั 3 ประการ คือ การจัดองคก์ รทางการตลาด การจัดบคุ คลเขา้ ทำงานในองคก์ รน้ัน และ การปฏิบตั กิ ารทางการตลาด โดยมีรายละเอยี ดดังน้ี 2.1การจดั องค์กรทางการตลาด 1) การจดั องคก์ รทางการตลาด (Marketing Organization) หมายถึง การกำหนดภาระ หน้าทแ่ี ละโครงสร้างทางการตลาดขององคก์ ร โดยถอื เกณฑ์การตลาด เปน็ วธิ ีการการจัดองคก์ รตลาดท่ีใช้กัน แพรห่ ลายมาก ตำแหนง่ ทสี่ ูงสดุ ดา้ นการตลาด คอื รองประธานด้านการตลาด และกำหนดหนา้ ทใี่ หก้ ับผู้จดั การ
27 ฝ่ายตา่ งๆ ตามหน้าท่ี ประกอบด้วย ผ้จู ดั การฝ่ายโฆษณา ผจู้ ัดการฝ่ายส่งเสรมิ การขาย ผจู้ ดั การฝา่ ยวจิ ัยการ ตลาด ผู้จัดการฝา่ ยการขาย ผ้จู ดั การฝา่ ยกระจายตวั สนิ ค้า ผู้จัดการฝ่ายกจิ กรรมการตลาดอน่ื ๆ ผูจ้ ดั การแต่ละ ฝ่ายจะควบคมุ งานแต่ละฝา่ ย เช่น ผจู้ ดั การฝา่ ยการขายจะควบคมุ แต่ละหนว่ ยงานการขายภาคสนาม เป็นตน้ 2) การจดั องค์กรตลาดตามภมู ิศาสตร์ (Geographical Organization) เปน็ การกำหนดภาระ หน้าทแ่ี ละโครงสร้างขององค์กรการตลาดตามอาณาเขตทางภูมิศาสตร์ ตำแหนง่ สงู สดุ คือ ผบู้ ริหารการตลาด ระดบั สงู จะควบคมุ ผ้จู ดั การฝ่ายตา่ งๆ ซงึ่ มกี ารแบง่ องค์กรการตลาดตามหน้าทกี่ ่อน ในสว่ นที่เปน็ ฝา่ ยการขาย ทัว่ ไป จะแยกงานความรับผิดชอบตามเขตภูมศิ าสตร์ ตวั อยา่ งเชน่ ผจู้ ัดการภาคเหนือ ผจู้ ัดการภาคใต้ ผ้จู ัดการ ภาคตะวันออก ผจู้ ัดการภาคตะวันตก ผู้จัดการภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ ผู้จัดการภาคกจ็ ะควบคุมดูแล พนกั งานขายประจำภาคของตน 3) การจดั องค์กรการตลาดตามผลติ ภณั ฑ์หรือตราย่ีห้อ (Product or Brand Organization เปน็ การกำหนดภาระหน้าทแ่ี ละโครงสรา้ งขององคก์ รการตลาด โดยแยกประเภทตามลกั ษณะผลิตภณั ฑ์หรอื ตรายห่ี อ้ ถือวา่ มีการจดั โครงสรา้ งองค์กรตามผลติ ภัณฑ์ กลา่ วคือ ผจู้ ดั การฝา่ ยผลติ ภณั ฑ์ ก ข ค อยภู่ ายใต้ ผจู้ ัดการฝา่ ยขายทว่ั ไป หรอื แยกเปน็ ผจู้ ัดการฝ่ายผลติ ภัณฑ์ขึน้ ตรงต่อผู้บรหิ ารการตลาดระดับสูงก็ได้ 4) การจัดองคก์ รการตลาดตามประเภทลกู ค้า (Customer Organization) เป็นการกำหนด ภาระหนา้ ทแี่ ละโครงสร้างขององค์กรการตลาด โดยแยกตามกลุ่มลูกค้าทแ่ี ตกตา่ งกนั ตวั อยา่ งผูจ้ ดั การฝ่ายขาย ทว่ั ไปสำหรับรถกระบะจะแยกภาระความรับผดิ ชอบตามประเภทลกู คา้ เช่น ผจู้ ัดการขายสำหรบั ผบู้ รโิ ภค ผูจ้ ดั การขายสำหรับกลมุ่ เกษตรกร ผจู้ ัดการขายสำหรบั กล่มุ ธรุ กิจ ผูจ้ ัดการขายสำหรบั กลมุ่ ขา้ ราชการ เป็นต้น 5) การจัดโครงสร้างการตลาดโดยอาศัยหลักเกณฑ์หลายวิธรี ว่ มกนั (Combination Organization Bases) มกั จะใช้ในธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ โครงสรา้ งขององค์กรการตลาดซ่ึงแยกตามหน้าที่ รว่ มกบั ผลติ ภัณฑ์ เป็นต้น 2.2การจดั หาบคุ คลเขา้ ทำงาน การจัดหาบคุ คลเขา้ ทำงาน (Staff) ประกอบดว้ ย การสรรหา (Recruitment) และคัดเลอื ก บคุ คลเขา้ ทำงาน (Seiect) ในองค์กร ในกระบวนการคัดเลอื กบคุ คลเป็นสิง่ สำคญั มากโดยเฉพาะหนว่ ยงานขาย เพราะหนว่ ยนเ้ี ป็นหนว่ ยทส่ี ร้างรายไดแ้ ละกำไร ดว้ ยเหตุนจี้ ึงเปน็ สง่ิ สำคัญท่ีจะตอ้ งมีโปรแกรมการคดั เลอื ก หนว่ ยงานขายทดี่ ีเนอ่ื งจากพนักงานท่ีดียากที่จะสรรหาและทำให้เกิดความลำบากในการคัดเลือกดว้ ยการทไ่ี ด้ พนักงานที่ไมม่ ีคุณภาพเม่ือเลือ่ นตำแหนง่ เปน็ ผู้จดั การก็จะกลายเป็นผจู้ ัดการไมม่ ีคณุ ภาพการคัดเลอื กที่ดีจะ ทำใหง้ านการบรหิ ารง่ายขึ้น พนกั งานท่ไี ดร้ ับการคัดเลือกท่ีดจี ะงา่ ยต่อการฝึกอบรม ควบคมุ และจงู ใจ การคดั เลือกท่ีดี โดยทว่ั ไปจะลดอตั ราการออกจากงานและลดต้นทนุ ในการสรรหา การคดั เลือก และฝกึ อบรม ด้วย และพนักงานขายท่ีได้รับการฝึกอบรมทด่ี ีจะสามารถทำงานใหบ้ รรลุวตั ถุประสงค์ได้ 2.3การปฏบิ ัติการทางการตลาด
28 การปฏิบัตกิ ารทางการตลาด (Marketing Operating) ในข้นั น้ีจะเกี่ยวขอ้ งกบั การสง่ั การและ การปฏบิ ัติการทางการตลาดตามโปรแกรมที่วางไว้ งานที่เก่ียวข้องในข้ันน้ีจะประกอบด้วย การมอบหมายงาน การประสานงาน การจงู ใจและตดิ ต่อสอ่ื สาร ดงั นี้ 1) การมอบหมายงาน (Delegation) ในข้ันนผี้ บู้ ริหารจะมอบหมายหน้าที่ความรับผดิ ชอบ ใหผ้ ู้ใตบ้ งั คับบัญชา ความสามารถของผู้บริหารอาจจะวดั จากความสามารถของตวั เขา หรอื วดั จากความ สามารถในการมอบหมายงานกไ็ ด้ 2) การประสานงาน (Coordination) หมายถึงการจัดใหก้ ลมุ่ บคุ คลระหวา่ งฝ่ายต่างๆ สามารถทำงานรว่ มกนั ได้โดยบรรลวุ ตั ถุประสงคท์ ่กี ำหนดไว้ 3) การจงู ใจ (Motivation) หมายถึงการชักนำ หรือโน้มนา้ วคนให้มที ศั นคติและพฤตกิ รรมไป ในทางที่ผู้จงู ใจตอ้ งการ การท่ีจะจงู ใจพนักงานได้สำเร็จนัน้ ต้องขน้ึ อยกู่ ับเทคนิคของผบู้ ริหารทจ่ี ะเปล่ยี น พฤตกิ รรมไปในทางที่ผูจ้ ูงใจของพนักงานให้เป็นไปในทศิ ทางขององคก์ ร 4) การตดิ ตอ่ สอ่ื สาร (Communication) หมายถึง \"การถ่ายทอดข่าวสารจากผสู้ ่งไปยงั ผรู้ ับ โดยที่ผู้สง่ ขา่ วสารและผู้รับข่าวสารตา่ งก็มีความเขา้ ใจในขา่ วสารน้นั \" การติดตอ่ ส่อื สารเปน็ ส่งิ สำคัญมากสำหรบั การปฏบิ ตั กิ ารทางการตลาด เพราะทำให้เกดิ ความเขา้ ใจตรงกัน 3. การประเมินผลการทำงานทางการตลาด การประเมินผลการทำงานทางการตลาด (Performance Evaluation) หมายถึง การตรวจสอบหรอื วัดผลการปฏิบตั ิงานทางการตลาดและแกไ้ ขปญั หาข้อผิดพลาดเกีย่ วกับการปฏบิ ตั งิ านที่ผา่ นมา เพ่อื ให้งานเปน็ ไปตามแผนการตลาดท่วี างไว้ การประเมนิ ผลเป็นงานขั้นสุดท้าย ในการบรหิ ารการตลาด 3.1กระบวนการประเมินผลการทำงานทางการตลาดมดี งั น ้ี การเปรียบเทยี บผลการทำงานกบั แผนการตลาด เพ่อื ดูว่าผลการทำงานเปน็ อย่างไร (What happened?) เสรจ็ แล้วก็นำผลการทำงานนั้นไปเปรยี บเทยี บกบั เปา้ หมาย กลยทุ ธห์ รือยทุ ธวธิ หี รอื โปรแกรม การตลาดที่กำหนดไว้ ในขั้นน้ีคือการวางแผนการตลาด เชน่ วดั ผลยอดขายจริงได้ 8 ลา้ นบาทจะนำไป เปรียบเทยี บกบั ยอดขายที่กำหนดไว้ 10 ล้านบาท วเิ คราะห์สาเหตทุ ่ีเกดิ ผลในการทำงานนัน้ (Why? it happened?) เปน็ การค้นหาถึงสาเหตุ ที่เกิดขน้ึ จากผลการทำงานทแ่ี ตกต่างจากแผนทก่ี ำหนดไว้ เชน่ วิเคราะหถ์ ึงสาเหตทุ ่ียอดขายตำ่ กวา่ เปา้ หมาย อาจเนือ่ งมาจากผลติ ภัณฑ์ลา้ สมยั การแกไ้ ขปรับปรงุ เปน็ การพจิ ารณาว่าจะทำอะไรกบั ปญั หาท่ีเกิดขน้ึ (What to do?) แนวทางการแก้ไขปรับปรุงจะนำมาใช้ในการวางแผนการตลาดต่อไปในอนาคต เช่น ถ้าทราบว่าสาเหตุ ที่ยอดขายลดเนื่องจากผลติ ภัณฑล์ ้าสมยั บรษิ ทั จะต้องคน้ หาความตอ้ งการของลกู คา้ เก่ยี วกับผลิตภัณฑใ์ หม่ รวมทง้ั วางแผนโปรแกรมการตลาดสำหรบั ผลิตภัณฑ์ใหม่ตอ่ ไป 3.2รูปแบบของการประเมินผลการทำงานทางการตลาด รูปแบบของการประเมนิ ผลการทำงานทางการตลาดทใี่ ช้กนั มาก คอื การวิเคราะห์ยอดขาย การวเิ คราะห์สว่ นครองตลาด โดยมีรายละเอยี ดดงั น้ี
29 1) การวิเคราะห์ยอดขาย (Analysis of Sales Volume) หมายถึง การเปรยี บเทียบระหว่าง ยอดขายจรงิ กบั ยอดขายตามเป้าหมายในรูปแบบของจำนวนหนว่ ย หรือจำนวนเงนิ (รายไดจ้ ากการขาย) การ วเิ คราะหย์ อดขายอาจจะถือเกณฑ์วเิ คราะหย์ อดขายรวม ยอดขายสำหรบั สายผลิตภณั ฑห์ รอื แต่ละผลิตภณั ฑ์ หรอื แตล่ ะตรายี่หอ้ ยอดขายตามอาณาเขตตา่ งๆ และยอดขายตามกลุ่มลกู คา้ เมือ่ วัดยอดขายจรงิ ได้แล้ว จะนำมาเปรียบเทยี บกับยอดขายตามเปา้ หมายแลว้ วิเคราะห์ปัญหาทีอ่ าจจะเกิดขน้ึ และสาเหตุของปญั หารวม ทงั้ เสนอแนะวิธีแกไ้ ขปรบั ปรงุ ปญั หานน้ั ต่อไป 2) การวิเคราะห์ส่วนครองตลาด (Market share Analysis) คำว่าสว่ นครองตลาดหมายถงึ อตั รายอดขายของบรษิ ัทตอ่ ยอดขายทั้งสน้ิ ของอตุ สาหกรรม หรอื ยอดขายของคู่แขง่ ขัน ในการวิเคราะหส์ ว่ น ครองตลาดบรษิ ัทจะหาสว่ นครองตลาดที่เกิดขนึ้ แลว้ นำไปเปรยี บเทียบกับอัตราส่วนครองตลาดท่ีไดก้ ำหนดไว้ แล้ววิเคราะห์ถงึ ผลต่างทีเ่ กดิ ขึน้ ว่าเกดิ จากสาเหตอุ ะไรแลว้ จงึ หาวิธแี ก้ไขปรับปรงุ ต่อไป เรือ่ งท่ี 2 การตั้งราคากลางผกั ปลอดสารพษิ “การต้ังราคา” คือกระบวนการทสี่ ำคญั กระบวนการหนง่ึ เมือ่ ผลิตสินคา้ ออกมา เพราะกระบวนการน้ี เกย่ี วพันกับรายไดท้ ่ีจะเข้ามาสธู่ รุ กจิ ของเรา แต่กระบวนการในการต้งั ราคากลบั เปน็ สิง่ ทท่ี ำให้ผปู้ ระกอบการ หลายรายตกม้าตายกนั เปน็ แถวเนอื่ งด้วยความไมร่ ู้หรอื ไมถ่ ถี่ ว้ นในการตง้ั ราคานั่นเอง จากแทนทผี่ ลติ สนิ คา้ ออก มาขายแลว้ จะได้กำไรกลับตอ้ งอย่ใู นภาวะท่ขี าดทนุ จากการขายไปไดอ้ ยา่ งไม่ร้ตู วั เหตุทเ่ี ปน็ เช่นน้ี ก็เพราะว่าผู้ประกอบการไม่ร้ถู งึ ต้นทุนที่แท้จรงิ ของสินค้าท่ตี นเองผลิตน่นั เอง 1. สตู รการต้ังราคาขายสินคา้ เบอ้ื งต้น ตน้ ทนุ ในการผลิตสินค้ามีอยดู่ ว้ ยกนั หลายรปู แบบ เราไมอ่ าจนำตน้ ทุนใดต้นทุนหนึง่ มาคิดเพยี งอยา่ ง เดยี วโดยไมค่ ำนงึ ถึงคา่ ใชจ้ า่ ยอน่ื ๆได้ ต้นทนุ ท่แี ท้จริงทีจ่ ะตอ้ งนำมาคำนวณมดี งั ต่อไปน้ี 1. วัตถดุ ิบ : คือต้นทนุ ที่เปน็ ตน้ ทุนหลักในการผลิตสินค้าเพอ่ื ออกจำหน่าย แต่กระนัน้ ตน้ ทนุ ในเร่ือง วัตถุดบิ กย็ งั ไม่ใชต่ น้ ทนุ ท่ีแท้จริงท่ีจะนำมาคิด เพราะตน้ ทนุ ทีแ่ ทจ้ ริงในการผลิตสินคา้ ยงั คงมรี ายละเอยี ดสว่ น อ่ืนอยู่ 2. การบรหิ าร : การบริหารกเ็ ป็นอกี หนง่ึ คา่ ใช้จา่ ยทีถ่ ือเปน็ สว่ นของต้นทุนด้วยเช่นกนั ค่าใช้จา่ ย ในสว่ นนคี้ อื คา่ ใช้จ่ายเกี่ยวกับการดำเนนิ งานของธุรกจิ ไมว่ ่าจะเปน็ ค่าบริหารคน ค่าเชา่ สถานที่ คา่ น้ำ ค่าไฟ ค่าจัดสง่ สนิ คา้ เราจำเป็นตอ้ งนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้มาคำนวณอยา่ งละเอยี ดและนำไปรวมกับต้นทนุ วัตถุดบิ ในส่วน แรกด้วยเช่นกัน 3. การตลาด : การตลาดเปน็ ค่าใช้จ่ายทีค่ นท่วั ไปมกั จะลืมนกึ ถงึ คา่ ใชจ้ ่ายในด้านน้กี ค็ ือคา่ ใชจ้ า่ ย ทีเ่ ก่ยี วข้องกบั การโฆษณาหรอื การประชาสมั พนั ธ์เพอ่ื ให้สนิ ค้าและแบรนด์เปน็ ทรี่ จู้ ักนั่นเอง ไม่วา่ จะเปน็ การ ตลาดในรปู แบบออนไลนห์ รือออฟไลน์ ค่าใช้จ่ายในส่วนนเี้ ราก็ตอ้ งคำนวณอยา่ งละเอยี ดและนำไปรวมคิดกบั ตน้ ทุนใน 2 สว่ นแรกด้วยเชน่ กัน
30 สมมติวา่ ผลติ สนิ ค้าออกมา 1,000 ชนิ้ โดยมตี ้นทุนวตั ถุดบิ อยทู่ ี่ 100,000 บาท ค่าใช้จ่ายเกย่ี วกับการ บรหิ ารอยทู่ ่ี 30,000 บาท และค่าใชจ้ ่ายเกย่ี วกบั การตลาดอยู่ท่ี 20,000 บาท ต้นทุนท่แี ท้จรงิ ของการผลติ สนิ คา้ นจ้ี ะเท่ากบั 100,000 + 30,000 + 20,000 = 150,000 บาทหรือเท่ากบั 150 บาท/ชน้ิ ซ่งึ หากอยากได้ กำไรตอ่ ช้นิ เท่ากบั 20% จะตั้งราคาขายอย่ทู ่ี 150*20% เท่ากับ 180 บาท 2. ปัจจัยในการต้งั ราคาที่แทจ้ ริง ตัวแทนจัดจำหน่าย : เสน้ ทางการขายสินคา้ ท่ีถอื เปน็ อีกหน่งึ ปจั จัยทต่ี อ้ งนำมาคดิ เสมอในการตัง้ ราคา การจะขายสินคา้ ให้ไดม้ ากๆ หรือตอ้ งการให้สินค้าที่ผลิตออกมากระจายออกไปสทู่ ่ีตา่ งๆ ลำพังเพียงแค่การขาย เพียงอยา่ งเดียวก็อาจจะไม่สามารถสรา้ งยอดขายได้อย่างท่ีตอ้ งการ จำเปน็ ตอ้ งมตี วั แทนในการชว่ ยขายตวั แทน จำหนา่ ยสินค้าอาจมีดว้ ยกันหลายชัน้ ซึง่ แตล่ ะชน้ั ก็จำเป็นท่ีจะต้องตัง้ ราคาเพื่อใหพ้ วกเขาไดก้ ำไรจากการขาย สนิ คา้ ของด้วยเชน่ กัน ตวั แทนจำหน่ายมีได้ ดงั ตอ่ ไปนี้ 1. Dealer รายใหญ่ : ดลี เลอร์รายใหญ่ คือ ตัวแทนทจ่ี ะรบั สินคา้ ออกไปจากเราเป็นรายแรก และ เปน็ ตัวแทนที่จะซอ้ื สินคา้ เป็นลอ็ ตใหญม่ ากกว่าผซู้ ้อื รายอน่ื ๆ การจะส่งสนิ ค้าใหก้ บั ดลี เลอร์รายใหญ่จำเป็นต้อง บวกเปอรเ์ ซ็นตท์ ่ีต้องการเขา้ ไปดว้ ยโดยหากต้องการกำไรที่ 20% จะต้องส่งสินค้าใหแ้ ก่ดลี เลอร์รายใหญใ่ น ราคา 150*20% เทา่ กบั 180 บาท/ชน้ิ 2. ตวั แทนขายส่งหรอื หา้ งขายส่ง : คอื ตัวแทนในชั้นทถ่ี ดั ลงไปจากดลี เลอรร์ ายใหญอ่ กี ทหี นึง่ พวก เขาจะรบั เอาสนิ คา้ จากดลี เลอรร์ ายใหญ่เพอื่ นำไปจำหน่ายในรูปแบบของขายสง่ ในห้างร้านขายสง่ ในชัน้ นอ้ี าจ ตอ้ งมีการพูดคยุ ตกลงรายละเอยี ดของกำไรทีด่ ีลเลอร์รายใหญ่ตอ้ งการกอ่ นทีจ่ ะกำหนดเปน็ ราคาทจ่ี ะขายให้ แก่ตัวแทนขายสง่ เช่นหากดลี เลอร์ต้องการกำไรที่ 20% กอ็ าจจะกำหนดราคาขายไวท้ ่ี 180*20% เท่ากบั 216 บาท/ช้นิ 3. ผู้คา้ ปลกี หรอื ผู้คา้ รายย่อย : คอื ตวั แทนท่ีจะรบั เอาสนิ ค้าจากตวั แทนขายส่งมาขายอีกช้ันหน่ึง โดยพวกเขาจะรับเอาสนิ คา้ น้ันไปจำหน่ายท่ีรา้ นค้าปลกี ของตนเอง ซึง่ กเ็ ชน่ กันทอี่ าจจะต้องกำหนดราคาขาย โดยสอบถามความต้องการกำไรของตัวแทนขายส่งเสยี กอ่ นซึ่งหากตวั แทนขายส่งตอ้ งการกำไรที่ 20% ก็อาจจะ กำหนดราคาท่จี ะจำหน่ายแก่ผ้คู ้าปลกี อยทู่ ี่ 216*20% เท่ากับ260 บาท/ช้ิน 4. ลกู คา้ : ลูกค้าก็คอื ช้ันสดุ ท้ายในวงจรการขายสนิ คา้ ทค่ี ุณผลติ ขนึ้ ครบั ซ่ึงพวกเขาจะซือ้ สนิ คา้ จาก ผู้ค้ารายย่อยหรอื พอ่ ค้าปลกี ในขั้นสุดทา้ ย ซ่งึ ก็เชน่ เดยี วกบั ข้นั ตอนการตง้ั ราคาในชั้นอน่ื ๆ ทอี่ าจต้องสอบถาม ว่าผู้ค้ารายยอ่ ยต้องการกำไรอยทู่ ่ีเท่าไหร่ ซงึ่ หากพวกเขาต้องการกำไรท่ี 20% จะต้องตัง้ ราคาขายสนิ คา้ อยทู่ ่ี 260*20% เท่ากับ 312 บาท/ชนิ้ ซึง่ ราคานกี้ ็คอื ราคาขายสุทธทิ ี่แทจ้ ริงทลี่ ูกคา้ จะซ้ือสนิ คา้ ของคุณโดยทท่ี ้ังคณุ และตัวแทนจำหน่ายในชน้ั ตา่ ง ๆ ล้วนไดก้ ำไรอยา่ งท่ตี อ้ งการแล้ว อยา่ มองวา่ ราคาทตี่ งั้ น้นั โหดร้ายสำหรบั ลูกค้า เพราะทุกๆขน้ั ในการขายลว้ นแต่มีต้นทนุ ด้วยกนั ทง้ั ส้ิน เมอ่ื ดรู าคาทย่ี กตัวอยา่ งมาแสดงนน้ั อาจจะรสู้ ึกว่าราคาสทุ ธิที่ตอ้ งตง้ั ขายสินคา้ อาจดสู งู เกนิ ไปสำหรับลูกคา้ แต่ อย่าลืมว่าในทกุ ๆข้นั ของการขายล้วนแลว้ แต่มีตน้ ทุนแฝงอยดู่ ้วยกนั แทบทง้ั สิ้นและเป็นธรรมดาของการทำ
31 ธุรกิจท่ีคณุ หรือผู้ทม่ี ีสว่ นเกย่ี วข้องกล็ ้วนแล้วแต่ตอ้ งการผลกำไรด้วยกันทั้งนน้ั อยา่ กงั วลเรือ่ งราคาทอี่ าจดสู งู อยากใหม้ องไปที่คุณภาพของสนิ คา้ ท่ีตอ้ งตอบโจทย์และคมุ้ ราคากับเงนิ ทลี่ ูกคา้ จะตอ้ งจา่ ยเพื่อให้ไดส้ ินค้าของดี กว่า เพราะสนิ คา้ ทมี่ คี ุณภาพและตอบโจทย์ช่วยแกป้ ญั หาให้แก่ลูกค้า หากลูกค้ารู้สกึ วา่ คุ้มคา่ พวกเขา ก็พร้อมท่จี ะจา่ ยเงินเพอ่ื สินค้าน้ันนอกจากน้หี ากลกู คา้ อยากไดส้ นิ ค้าทีร่ าคาถกู ลงลกู คา้ ก็มที างเลือกทจี่ ะเขา้ ไป ซ้อื สินคา้ ในปริมาณมากๆก็จะทำให้พวกเขาได้ราคาที่ถกู ลงไปอย่างที่เขาตอ้ งการ สูตรการตั้งราคาขายสินคา้ เบือ้ งตน้ เป็นสง่ิ ทคี่ ณุ ตอ้ งให้ความสนใจอยไู่ ม่น้อยเลยทีเดียว เพราะการตั้ง ราคาขายท่ีครอบคลุมทุก ๆตน้ ทนุ ในแต่ละสว่ นยอ่ มหมายถงึ กำไรที่คุณจะไดอ้ ย่างเต็มเมด็ เตม็ หน่วยตามไปด้วย เชน่ กนั อย่าปล่อยให้การต้ังราคามาเป็นอปุ สรรคท่ีฉุดร้ังความสำเรจ็ ของธุรกิจของเรา เรียนรเู้ ทคนิคตา่ งๆและ พจิ ารณาต้นทุนทุกอยา่ งให้ชัดเจนและรอบดา้ นแล้วมันจะสร้างผลกำไรไดอ้ ย่างท่เี ราตอ้ งการ เร่อื งท่ี 3 การหาตลาดในการจำหนา่ ย การขายสินค้าให้ไดด้ ถี ้าเปน็ ธรุ กจิ ขนาดเล็กๆ ในยุคนน้ี ้ันมคี วามยากลำบากอย่างมาก เพราะไมว่ า่ จะทำ อะไรข้นึ มา กจ็ ะเจอวา่ มบี ริษทั ใหญท่ ั้งหลายทโ่ี ผล่ขึ้นมา กม็ าทำสิง่ ทคี่ ุณทำอยู่ ซึ่งทำใหน้ ักการตลาดที่อยใู่ น ธรุ กิจเลก็ ๆ นน้ั รู้สึกเสียเปรียบมาทนั ที เพราะไมว่ า่ จะแขง่ กนั ดว้ ยทรัพยากรทม่ี ธี รุ กิจเลก็ ๆ นั้นไมท่ างที่จะ เอาชนะธุรกจิ ขนาดใหญไ่ ด้ ถ้าใช้วธิ คี ิดแบบทว่ั ไป ซงึ่ ทำให้ธุรกิจขนาดเลก็ น้ันต้องมวี ิธีคิดท่แี ตกต่างออกไป ในการทจี่ ะสามารถขายสนิ ค้าของตวั เองท่ีเอาชนะคแู่ ข่งรายใหญท่ ่ีทำแบบเดียวกันไดข้ ้ึนมา แน่นอนการท่ีจะ ทำให้เกิดความสำเรจ็ ในทางธุรกจิ ไดน้ ้นั ไมส่ ามารถเกดิ ขนึ้ ไดช้ ั่วข้ามคืน และต้องใชก้ ารทำงานหนัก วิธคี ดิ ท่ีแตกต่าง การมองโลกในแงด่ ี ทจ่ี ะสามารถทำให้เกิดความสำเรจ็ ในทรพั ยากรที่มขี อ้ จำกัดน้ีได้ ด้วยวิธที จี่ ะแข่งขันกับคนท่ีมคี วามแข็งแกร่งกว่า หรือโตกว่าน้นั นกั การตลาดในธรุ กิจขนาดเลก็ ๆ นน้ั ต้อง มองให้รอบดา้ น เพราะบางทธี ุรกจิ นน้ั ล้มลง ไม่ใชเ่ พราะว่าสนิ คา้ หรือบรกิ ารทท่ี ำนน้ั ไม่ดี แตเ่ กดิ ขึ้นจากปจั จัย แวดล้อมตา่ งๆ ทผี่ สมกันจนทำให้เกิดหายนะกบั บรษิ ทั เล็กๆ ของตัวเองขึ้นมาได้ ดงั นั้นถ้าไม่อยากเกิดหายนะ แบบนใี้ นการแข่งขนั ธรุ กจิ การใชว้ ิธกี ารท่ีเข้าใจผู้บรโิ ภคหรือรวู้ ่าผู้บรโิ ภคท่ีแท้จริงของตัวเองเป็นใครนั้นจะชว่ ย
32 ให้สามารถทำการตลาดและสรา้ งยอดขายในสนิ ค้าและบรกิ ารได้อย่างมากมาย ซ่งึ ในบทความน้ีจะพาไปรู้จัก 6 วธิ ีที่จะชว่ ยธุรกจิ ขนาดเลก็ ในการขายขึ้นมาได้ 1. ฟังความเห็นของผใู้ ช้งานจริง : สิ่งหนง่ึ ที่จะสามารถชว่ ยสินค้าต่าง ๆ หรือบริการตา่ ง ๆ ของ นักการตลาดขายตอ่ ผู้บรโิ ภคได้นนั้ ส่งิ ที่สำคัญอยา่ งมากคือการท่ีนักการตลาดน้นั สามารถรบั ฟังความคิดเหน็ ของกลมุ่ ผู้ใชง้ านสนิ ค้าหรอื บริการนั้น ๆ ออกไป แลว้ นำความเห็นเหล่านั้นมาวเิ คราะหแ์ ล้วปรบั ปรุงการทำงาน ของคณุ ข้ึนมา ดว้ ยการพูดคุยและรบั ฟงั ความคิดเหน็ เหลา่ นจ้ี ะทำใหน้ กั การตลาดรู้วา่ จุดแขง็ และจุดออ่ นของ ตวั เองนน้ั อยทู่ ่ไี หน แลว้ นำมาปรับปรุงได้ขนึ้ มา นอกจากน้ีการคุยเหลา่ นี้ยังสามารถสร้างสงิ่ ท่ีสำคัญข้ึนมาได้ ระหว่างผู้ขายและผู้ซ้ืออีกด้วย น่ันคอื ความสัมพนั ธ์ท่ีเกดิ ขึน้ ระหว่างผซู้ ือ้ และผู้ขายทจ่ี ะสานสัมพนั ธเ์ หล่านี้ขนึ้ มาให้แนน่ แฟน้ แลว้ กลายเปน็ เพื่อนหรือ community ของแบรนด์ขน้ึ มาไดท้ ันที 2. ใช้ social : นอกจากการที่ใช้การรับฟงั ความคิดเห็นแลว้ ส่งิ สำคญั ของการทำการท่ีจะเอาชนะ คแู่ ขง่ ทม่ี คี วามแข็งแกรง่ กวา่ ตัวเองนั้นก็คือการทสี่ ามารถใช้พลงั ของ social media น้ันในการขายสินคา้ และ บรกิ ารต่าง ๆ ของตัวเองขนึ้ มา ด้วยความเขา้ ใจในความต้องการของผบู้ รโิ ภคใน social media และเขา้ ใจ ปัญหา รวมทง้ั วิธกี ารส่อื สารต่างๆ กับกลุ่มเปา้ หมายของตัวเองก็สามารถใชช้ ่องทาง social media นใี้ นการ ขยายตลาดของตัวเองท่ีมอี ยู่ จากสถานทใี่ ดที่หนึ่ง กลายเป็นทั่วประเทศ หรอื ท่ัวโลกก็ได้ ผา่ นชอ่ งทางออน ไลน์นี้ ทำให้คณุ ไม่จำเป็นตอ้ งมาแข่งขันภายใต้สถานทที่ จี่ ำกดั อยู่ดว้ ยกัน 3. หากลุม่ ตวั เองให้เจอ : การตลาดในยุคนี้นนั้ เปลยี่ นไปอยา่ งมาก จากการทเ่ี ป็น Mass Marketing เปลี่ยนมาเป็นการตลาดทต่ี อ้ งหาวา่ กลมุ่ ผใู้ ชข้ องตัวเองนน้ั เปน็ ใครกนั แน่ เพราะสุดท้ายแลว้ ทุกๆ สนิ คา้ และ บรกิ ารนัน้ ตา่ งมกี ล่มุ เฉพาะเจาะจงอย่างมากในการเลอื กสินค้านัน้ ๆ และมักจะมีบคุ ลิกหรอื ความชอบที่คลา้ ยกัน ขึ้นมา ด้วยการท่ีสามารถเจาะกล่มุ เป้าหมายเหล่านข้ี น้ึ มาได้ ก็สามารถเจาะเขา้ ไปถึง Community ท่ีกลุ่มเหลา่ นรี้ วมตัวกนั อยู่ แถมดว้ ยการที่เรามีผลิตภณั ฑห์ รอื บริการที่กลุ่มทม่ี ีความเฉพาะนีส้ นใจ ทำใหเ้ รา จะสามารถมีลูกค้าทีเ่ ขา้ มาซ้ือสินคา้ ได้ตลอดและเอาไปบอกต่อคนอ่ืนๆ ท่มี ีความต้องการเดยี วกบั เราด้วย 4. ทำการขายผา่ นผใู้ ช้ : นอกจากจะใช้วิธีการเจาะกลุ่มชมุ ชนของความสนใจในผลติ ภณั ฑ์และบรกิ าร ของเราแล้ว ส่ิงหนึ่งทสี่ ามารถช่วยไดอ้ ยา่ งมาก คอื การท่ีใช้กลุม่ ผซู้ อ้ื เหล่านี้ใหเ้ กิดประโยชนข์ น้ึ มาด้วยการเอา กล่มุ ผู้ใชเ้ หล่านสี้ ามารถใช้ระบบ Referral Program ว่าใครสามารถบอกตอ่ หรือชกั ชวนคนอืน่ มาซือ้ สินคา้ ได้ ก็สามารถไดส้ ่วนลด หรอื ไดร้ างวัลบางอยา่ งกลบั ไป ทำใหเ้ ราสามารถสรา้ งการขายแบบบอกต่อไดอ้ ย่างมาก และผู้ทเ่ี ขา้ มาอยู่ในระบบเหล่าน้ีกไ็ ดป้ ระโยชน์ไปด้วยในการทจี่ ะแนะนำสนิ คา้ และบริการตา่ ง ๆ เพ่อื ให้ไดผ้ ล ตอบแทนกลับไป 5. สร้างระบบความจงรกั ภักดี : รปู แบบนม้ี คี วามคลา้ ยคลงึ กบั การทำการขายผ่านผใู้ ช้งาน แต่เปลีย่ น มาเปน็ การกระตุ้นผู้ใชง้ านให้มาซอื้ สนิ ค้าให้มากขึน้ น่ันเอง ด้วยการทสี่ รา้ งระบบความจงรักภกั ดีขึน้ มา ยงิ่ ซอ้ื มาก หรอื ใชบ้ ริการของแบรนดม์ ากก็สามารถเขา้ ไปอยูใ่ นสมาชกิ ท่มี คี วามจงรกั ภักดสี ูง ซ่ึงจะได้ประโยชน์ ท่ีคุ้มค่าต่อการจา่ ยเงินหรือใชบ้ ริการขึ้นมา แลว้ ทำใหส้ มาชิกอืน่ ๆ ย่อมอยากทจ่ี ะเขา้ ไปอยู่ในตำแหน่งที่สงู ข้ึน ของระบบสมาชกิ น้ี
33 6. Partner กับแบรนดอ์ นื่ : สุดทา้ ยนี้คอื การที่นักการตลาดนั้นไปจับกบั แบรนด์อนื่ ๆ ที่มีเป้าหมาย เดยี วกนั เพอื่ สรา้ งการเตบิ โตและขายสนิ ค้าของตัวเองใหไ้ ด้มากข้นึ โดยการ cross target ของทง้ั สองแบรนดข์ น้ึ มา ดว้ ยการทำรูปแบบนจี้ ะทำใหน้ กั การตลาดนน้ั สามารถขยายตลาดไปยงั กลมุ่ ใหมๆ่ และสรา้ งความน่าสนใจ ใหก้ ับผลติ ภณั ฑ์ของตวั เองข้นึ มาได้ เร่อื งที่ 4 การส่งเสรมิ วิธีการถนอมและแปรรปู อาหาร เม่อื เรามผี กั หรือผลไมท้ ่ีเหลอื จากการจำหน่ายหรอื บริโภคเราสามารถนำมาถนอมและแปรรปู ได้ ดังน้ี 1. การดอง เป็นการแปรรปู อาหารในเกลือหรอื น้ำเกลอื หรือนำ้ ส้มสายชู เพ่ือยบั ยง้ั การเจริญเติบโตของเชือ้ จลุ ินทรียท์ ่ที ำใหพ้ ชื ผกั เน่าเสยี และเก็บพืชผักไว้ได้นาน วธิ ีการดองมี 2 วธิ ี ดงั น้ี
34 1.1การดองเปร้ยี ว มี 2 วธิ ี ดงั นี้ 1) การใช้น้ำเกลอื โดยหมักพืชผักไว้ 3-5 วนั จะเกดิ กรดแลคตกิ ซง่ึ มีรสเปรีย้ วในพืชผัก 2) การใช้น้ำส้มสายชู โดยการแชพ่ ชื ผักในน้ำสม้ สายชู หรือปรงุ รสน้ำส้มสายชูดว้ ยนำ้ ตาล เกลอื และเครอื่ งเทศ เพ่ือใหเ้ กดิ รสหวาน เปรย้ี ว เคม็ และมีกลิน่ ดีข้นึ 1.2การดองเค็ม โดยการแชพ่ ืชผักในน้ำเกลอื ทีม่ ีความเขม้ ขน้ 20-25 เปอร์เซ็นต์ หรอื หมักพชื ผัก ในเกลอื การดองเคม็ เกบ็ รักษาพชื ผักไวไ้ ด้นานกว่าการดองเปรยี้ ว วธิ ีการดอง มีข้นั ตอนดังน้ี 1) ลา้ งพชื ผกั ใหส้ ะอาด ปอกเปลือก หนั่ ตัดแต่งเป็นช้นิ ตามตอ้ งการ 2) พืชผักทมี่ ีน้ำมาก เช่น กะหล่ำปลี ผกั กาดเขียวปลี ผักกาดหวั ควรผง่ึ แดด 1 วัน เพือ่ ลด ปริมาณน้ำในพืชผกั ทำใหพ้ ชื ผกั น่ิมและไมห่ ักง่าย ขณะคลุกเคลา้ กับสว่ นผสม 3) การเตรยี มส่วนผสม ทำไดห้ ลายวธิ ดี งั น้ี (1) ผสมนำ้ กับเกลือตามอตั ราสว่ นทกี่ ำหนด ตม้ ให้เดือดแล้วทิ้งพักไว้ให้เย็นจึงใช้ได้ (2) ผสมนำ้ กบั น้ำส้มสายชตู ามอตั ราสว่ นที่กำหนด ต้นใหเ้ ดอื ดแลว้ กรอง ทงิ้ พักไวใ้ ห้ เย็นจึงใช้ได้ (3) ผสมน้ำ นำ้ ส้มสายชู นำ้ ตาล เกลือ และเครือ่ งเทศเขา้ ดว้ ยกนั ตม้ ให้เดือดแล้วกรอง ทิง้ พักไวไ้ ห้เยน็ จึงใชไ้ ด้ 4) พืชผกั ท่ีมนี ้ำมากควรนำมาหมักกับเกลือ โดยการคลกุ เคลา้ เกลอื ตามอตั ราส่วนที่กำหนด ให้ทวั่ เกลือจะชว่ ยดูดนำ้ ออกจากพืชผกั น้ำท่ไี ดจ้ ะผสมกับเกลอื เป็นนำ้ เกลือ 5) บรรจุพชื ผกั ในภาชนะที่แหง้ สะอาด และตม้ ฆ่าเชื้อโรคมาแลว้ และเทส่วนผสมใหท้ ่วมพืช ผกั หากพืชผักลอยใหใ้ ชถ้ ุงพลาสติกบรรจุน้ำมัดปากถุงให้แน่นวางทับบนพชื ผกั ท่ีลอยใหจ้ มอยูใ่ ต้นำ้ ท้ังหมด 2. การเช่อื มและแช่อิ่ม 2.1การเชือ่ ม เปน็ การนำนำ้ ตาลตัง้ ไฟเคีย่ วให้ละลาย แลว้ ใส่พืชผักท่ีเตรยี มเอาไว้ลงไปเคีย่ ว จนพชื ผักอม่ิ ตัวไดท้ ่ีเพยี งครัง้ เดยี ว เชน่ เผอื กเช่อื ม มันเทศเชื่อม มะเขือเทศเชอ่ื ม เป็นต้น 2.2การแชอ่ ม่ิ เปน็ การนำพืชผกั ลงแช่ในน้ำเชื่อมใหพ้ ืชผกั อมิ่ ตวั โดยนำ้ เชอ่ื มจะซมึ เข้าไป ในเนอ้ื พืชผกั จนเต็มทแี่ ละไม่สามารถซมึ เขา้ ไปได้อกี ในการแชแ่ ตล่ ะครั้งจะเพม่ิ นำ้ ตาลในนำ้ เชอ่ื มเพิ่มข้ึนทุกครั้ง ทำ 3-4 คร้ัง ตักข้ึนมาแล้วจงึ นำไปผึ่งแดดทุกคร้งั ข้อเสนอแนะในการแชอ่ มิ่ มดี ังน้ี 1) พืชผกั ทม่ี ีรสเปร้ียว ให้ดองพืชผกั ในน้ำเกลือกอ่ น 1 คนื เพอื่ ลดความเปรย้ี ว และช่วยใหพ้ ชื ผกั นมุ่ 2) การทำนำ้ เชอ่ื มใหใ้ ช้สว่ นผสมตามทก่ี ำหนด 3) เมอื่ แช่พชื ผกั ลงไปในน้ำเชอื่ มแล้ว ควรแชไ่ วใ้ นเวลากลางคนื ตอนเช้ารินน้ำเชือ่ มออกแล้ว เพม่ิ ความเข้มขน้ ของน้ำตาล พชื ผักทต่ี กั ออกนำไปพึ่งแดด เมื่อนำ้ เชื่อมเยน็ แลว้ จึงแชพ่ ืชผกั ลงไปในนำ้ เช่ือมอีก
35 4) แช่พชื ผกั ในนำ้ เชอื่ มสลับกับการนำไปผึ่งแดด จนพชื ผักอมิ่ ตวั ผงึ่ แดดครัง้ สดุ ทา้ ยแลว้ บรรจุ ลงภาชนะเก็บไว้ตอ่ ไป 5) หากต้องการให้พืชผักกรอบใหแ้ ช่พชื ผกั ในนำ้ ปูนใสก่อนการแชใ่ นนำ้ เชอ่ื ม 3. การกวน เป็นวิธกี ารถนอมอาหารโดยนำพชื ผกั มาผสมกับนำ้ ตาลโดยเคี่ยวดว้ ยความรอ้ น จนปรมิ าณน้ำลด ลงและผสมเปน็ เนือ้ เดียวกนั การกวนมปี ริมาณนำ้ ตาล 70 เปอร์เซ็นต์ (โดยนำ้ หนัก) สามารถยับยง้ั การเจริญ เติบโตของจุลนิ ทรีย์ได้ พืชผักทน่ี ยิ มนำมากวน เช่น ขงิ มะละกอ มะขาม กระเจย๊ี บ ฟกั ทอง เผอื ก มันเทศ ถว่ั ตา่ ง ๆ เป็นต้น วิธีการกวน มีดงั น้ี 3.1การกวนโดยใช้น้ำตาลกับนำ้ เชน่ การกวนมะขาม การกวนมะละกอ เป็นต้น 3.2การกวนโดยใชน้ ้ำตาลกับกะทิ เชน่ การกวนฟักทอง การกวนเผือก การกวนมนั เทศ การกวนถั่ว ตา่ ง ๆ เปน็ ตน้ 3.3การกวนโดยใชน้ ำ้ หรือใช้นำ้ จากพชื ผัก เชน่ การกวนมะละกอ เป็นต้น วิธีการกวนมเี ทคนคิ ดงั นี้ 1. ควรใชก้ ระทะสแตนเลส หรือภาชนะเคลอื บปากกว้าง เพราะจะช่วยไม่ให้สเี ปลีย่ นแปลงไป และก้นภาชนะโคง้ มน ชว่ ยใหส้ ะดวกในการกวน 2. การทดสอบความเหนียวของพชื ผกั ทใ่ี ช้กวน โดยการหยดพชื ผักกวนลงในนำ้ เย็นจัด ถ้าคง สภาพเปน็ กอ้ นไม่แตกกระจายแสดงวา่ พืชผกั กวนได้ท่ีแล้ว แตถ่ า้ กอ้ นพชื ผักกวนละลายตอ้ งกวนต่อไปอกี จน ได้ท่ี 3. การกวนควรใชไ้ ฟค่อนข้างออ่ น 4. การใช้แบะแซทำใหอ้ าหารกวนมีความเหนยี วมากข้นึ ควรใสเ่ มือ่ กวนพืชผกั จนนำ้ งวดลงคร่งึ หนึ่ง ใชแ้ บะแซ 1 ช้อนโตะ๊ ตอ่ พืชผกั 1 กิโลกรมั 5. พืชผักทม่ี ีนำ้ มากให้เคย่ี วจนนำ้ งวดก่อนจึงเติมน้ำตาลลงไปในการกวนจนแห้ง ถา้ ใสน่ ้ำตาลลง ไปในทันทจี ะทำใหน้ ้ำกระเดน็ ไปทั่วไมส่ ะดวกในการกวน 6. ส่วนผสมของนำ้ ตาลแตล่ ะตำรา อาจลดหรือเพม่ิ ไดต้ ามความตอ้ งการ 7. การกวนโดยใชก้ ะทิ ควรแบง่ ส่วนหนงึ่ มาเค่ยี วจนเปน็ นำ้ มนั และใช้นำ้ มันสว่ นน้ีใสล่ งไปกวน หลังจากที่กวนพืชผักไดท้ ีแ่ ลว้ ควรกวนตอ่ ไปจนน้ำมนั ซมึ เขา้ ไปในอาหารจะทำใหอ้ าหารเนยี นมากขน้ึ 4. การตาก แห้ง เป็นการใชค้ วามร้อนทำใหน้ ้ำและความชน้ื ในพืชผกั ลดนอ้ ยลงจนจลุ ินทรีย์ไม่สามารถเจรญิ เตบิ โตได้ พืชผกั สามารถเก็บไวไ้ ดน้ าน พืชผกั ท่คี วรนำมาตากแห้ง ควรเป็นพชื ผักท่ีมใี บหรือเน้อื แน่น มคี วามอ่อนแกเ่ สมอกนั และสด พชื ผักที่สามารถนำมาตากแห้งได้ เชน่ โหระพา กะเพรา มะกรูด ผกั ชี ตน้ หอม ชะอม สะเดา ผักกาด ขงิ ขา่ ตะไคร้ กระชาย หอมแดง กระเทียม เป็นตน้ การเตรยี มพืชผกั เพอื่ ตากแห้งทำได้ ดงั นี้
36 4.1การลา้ งพชื ผัก เพอ่ื ขจดั ส่ิงสกปรกและสารเคมีตกค้างในพืชผัก ไมค่ วรแชพ่ ชื ผกั แต่ควรปลอ่ ยใหน้ ้ำ ไหลผา่ นเพ่ือใหพ้ ืชผักสะอาดท่สี ุด 4.2การตัดแต่งพืชผกั ควรปอกเปลอื ก หัน่ ให้เรียบรอ้ ย พืชผกั ใชใ้ หเ้ ดด็ เปน็ ใบ 4.3การลวกพชื ผกั ทำได้ 2 วิธี คอื 1) การลวกด้วยน้ำเดือด โดยการลวกในน้ำรอ้ นที่เกอื บเดอื ด นานไม่เกิน 1 นาที แล้วช้อน พืชผกั ข้นึ แชใ่ นน้ำเย็นทนั ที จากนั้นนำพืชผักขึ้นผึ่งใหส้ ะเดด็ น้ำ การลวกพืชผักเป็นการทำลายเอนไซมต์ า่ ง ๆ ในพชื ผกั ทำใหพ้ ชื ผกั เนือ้ นุ่มขึ้น ไม่เหนยี ว ตากแหง้ เรว็ ขึน้ ทำใหส้ แี ละกลิน่ ของพืชผักไมเ่ ปลีย่ นแปลง 2) การลวกในสารละลายซลั ไฟต์ นยิ มใช้กับการลวกมันเทศ แครอท กะหล่ำปลี เพอื่ ไมใ่ ห้สี และกลน่ิ ผดิ ปกติ และปอ้ งกนั การเจริญเตบิ โตของจุลินทรยี ์ โดยใช้สารละลายทมี่ สี ว่ นประกอบของซลั ไฟต์หรอื เมตาไบซลั ไฟต์ ใส่ลงในน้ำต้มเดือด 4 ถว้ ย ใส่พืชผกั ลงไปลวกแลว้ ช้อนขน้ึ ผงึ่ ในตะแกรงให้สะเดด็ นำ้ 5. การทำนำ้ พืชผัก เป็นการนำพชื ผักไปต้มในนำ้ เดือดหรอื การบดเนื้อของพืชผักใส่ในน้ำเชอ่ื มเพ่ือกินเปน็ น้ำ พืชผกั เป็นการแปรรปู พืชผักวิธกี ารหน่งึ ทำใหพ้ ืชผักมีราคาดีข้นึ และช่วยให้พืชผักทเี่ หลือจากการจำหนา่ ยหรอื ถูกคัดทงิ้ เนือ่ งจากไม่ไดข้ นาดตามตอ้ งการนำไปแปรรูปได้โดยไม่ท้ิงเสยี หาย พชื ผกั ทใ่ี ชท้ ำนำ้ พชื ผกั ได้ ได้แก่ กระเจี๊ยบ ขิง แคนตาลูป ข้าวโพด ตะไคร้ แตงกวา แตงไทย แตงโม บัวบก ฟักทอง มนั แกว มะขาม มะเขอื เทศ มะนาว มะละกอ เปน็ ตน้ สว่ นใหญพ่ ชื ผกั ให้สารอาหารประเภทเกลอื แร่ วิตามิน และเปน็ พชื สมนุ ไพรดว้ ย
37 แบบทดสอบท้ายบทท่ี 2 การขยายตลาดผักปลอดสารพิษ เรือ่ งท่ี 1 การวางแผนการขยายตลาดผกั ปลอดสารพษิ คำช้แี จง จงนำคำทกี่ ำหนดให้มาเตมิ ลงใน พรอ้ มกบั เรยี งลำดบั ให้ถูกต้อง
38 เรื่องที่ 2 การตง้ั ราคากลางผกั ปลอดสารพษิ คำช้ีแจง จงบอกตน้ ทุนทแี่ ท้จรงิ ท่ีจะต้องนำมาคำนวณว่ามีอะไรบ้าง …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… เร่ืองท่ี 3 การหาตลาดในการจำหน่าย คำชแ้ี จง จงบอก 6 วิธีท่จี ะช่วยให้ธุรกจิ ขนาดเลก็ มยี อดขายในการขายเพิม่ มากขน้ึ 1…………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2…………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3…………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4…………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5…………………………………………………………………………………………………………………………………………… 6…………………………………………………………………………………………………………………………………………… เรอ่ื งท่ี 4 การสง่ เสรมิ วธิ กี ารถนอมและแปรรปู อาหาร คำชี้แจง จงบอกวธิ กี ารถนอมอาหารโดยใช้ผักและผลไมท้ ี่เหลือจากการจำหนา่ ยหรือบรโิ ภคมา 3 วธิ ี 1…………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2……………………………………………………………………………………………………………………………………………
39 3…………………………………………………………………………………………………………………………………………… บทที่ 3 การลดต้นทุน สาระสำคัญ การลดตน้ ทุนการปลูกผักปลอดสารพษิ มีหลายรูปแบบ คอื การใชเ้ มลด็ พนั ธุผ์ กั ในการเพาะปลกู ท่ี เหมาะสม มกี ารเกบ็ เมลด็ พันธเ์ุ องใช้ในฤดูกาลถดั ไป รวมทง้ั การใชป้ ุ๋ยอนิ ทรียท์ ่ีเหมาะสมกับผกั และลดการใช้ สารเคมใี นการเพาะปลกู ผลการเรยี นรู้ท่คี าดหวงั 1. อธิบายการลดต้นทุนการปลกู ผกั ปลอดสารพษิ ได้ 2. สามารถเลือกชนิดผกั ท่จี ะปลูกตามฤดกู าลได้ 3. สามารถเลือกเมล็ดพันธุ์ผักทจ่ี ะปลูกได้ 4. สามารถเกบ็ รกั ษาเมล็ดพนั ธ์ุทจ่ี ะใชใ้ นฤดกู าลถัดไปได้ 5. สามารถเลอื กใชป้ ุย๋ อินทรีย์อยา่ งถูกต้องได้ 6. อธิบายวธิ กี ารลดการใช้สารเคมีได้
40 ขอบข่ายเน้อื หา เรอ่ื งที่ 1 เมล็ดพันธุ์ เร่ืองท่ี 2 การใช้ป๋ยุ และการลดใช้สารเคมี เรือ่ งท่ี 1 เมล็ดพนั ธุ์ 1. การใชเ้ มล็ดพันธ์ผุ กั ในการเพาะปลูกทีเ่ หมาะสม การคัดเลอื กพันธุ์ควรเลอื กพันธ์ุผกั ที่ต้านทานตอ่ โรคและแมลง มีคุณภาพตรงตามที่ตลาดตอ้ งการ เหมาะสมกับฤดูปลูกและสภาพดินฟา้ อากาศ และกอ่ นนำเมลด็ พนั ธุ์ผักไปปลกู ทกุ ครงั้ ควรแช่เมลด็ พันธ์ผุ ัก ในน้ำอนุ่ ทอี่ ณุ หภูมิ 50-55 องศาเซลเซยี ส เปน็ เวลานาน 10-15 นาที เพอ่ื กำจดั เชอ้ื ราและยังเปน็ การกระตนุ้ ให้ เมล็ดพันธผุ์ กั งอกอย่างสมำ่ เสมอช่วยลดปริมาณการใชเ้ มล็ดพันธ์ุ เมอ่ื ตน้ กล้ามีอายไุ ด้ 15-20 วัน ถอนแยกต้น กลา้ โดยใหม้ ีระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 10-15 ซม. ต้นกล้าทถี่ อนแยก สามารถนำไปปลูกในแปลง ทีเ่ ตรยี มไว้ (ควรปลูกในตอนเย็น) 2. การเก็บเมล็ดพนั ธุเ์ องใชใ้ นฤดูกาลถดั ไป
41 การเกบ็ รกั ษาเมลด็ พันธุ์เปน็ กจิ กรรมที่จำเปน็ ประการหนงึ่ ในวงจรการเพาะปลูก เนือ่ งจากฤดปู ลูกถดั ไปมักจะทิ้งชว่ งจากฤดูการเกบ็ เกีย่ วสำหรบั พชื ชนิดน้ันๆเกษตรกรจึงจำเปน็ ต้องเก็บเมลด็ พนั ธุ์ไว้ระยะหนึง่ นอกจากความจำเป็นตามเง่อื นไขของเวลาแล้วบางครัง้ ยงั เกิดภัยธรรมชาติ จงึ จำเปน็ ต้องสำรองเมลด็ พนั ธุ์ไวใ้ ช้ เพื่อใหก้ ารเพาะปลกู ดำเนินตอ่ ไปไดไ้ มข่ าดสาย การเก็บรกั ษาเมล็ดพนั ธุ์มีความจำเป็นสำหรับงานปรับปรงุ และ พัฒนาพันธพ์ุ ืช โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ในการเกบ็ และรวบรวมเช้ือพนั ธุ์ นอกจากน้ีบางคนหรือบางองคก์ รมกี ารทำ ธุรกิจอันเกย่ี วกับการเก็บรกั ษาเมล็ดพนั ธดุ์ ้วย การเกบ็ รกั ษาเมลด็ พนั ธไุ์ ว้ใชเ้ องก็ดี ไวข้ ายกด็ ี หรือไวใ้ ช้ในงาน วจิ ยั และพฒั นากด็ ี มิใชเ่ พยี งแตเ่ กบ็ ไวใ้ ห้ปลอดภัยจากนก หนู และแมลงเทา่ น้ัน แตจ่ ะตอ้ งถนอมใหเ้ มลด็ พนั ธุ์ ยังคงมีความงอกและความแข็งแรงเป็นสำคญั แมว้ า่ โดยทว่ั ไปจะถอื ว่าการเก็บรกั ษาเมล็ดพันธุ์นับเร่ิมต้งั แต่ การนำเขา้ โรงเก็บเม่อื เสร็จจากการปรบั ปรุงสภาพและการบรรจหุ บี หอ่ ไปจนถงึ การขนออกจากโรงเก็บเพอ่ื จดั สง่ แต่นน่ั เป็นเพียงส่วนหนึง่ เทา่ นัน้ การเกบ็ รกั ษาทั้งหมด อาจจะแบง่ เปน็ ระยะตา่ งๆ ดังนี้ 1. การเก็บรักษาหลงั ลดความชนื้ ก่อนปรับปรุงสภาพ 2. การเก็บรกั ษาในระหวา่ งขน้ั ตอนตา่ งๆ ของการปรับปรงุ สภาพเมล็ดพันธ์ุ 3. การเกบ็ รกั ษาเมลด็ พนั ธุ์หลงั จากบรรจุหีบห่อก่อนการขนสง่ 4. การเกบ็ รกั ษาระหว่างการขนสง่ 5. การเก็บรกั ษา ณ จุดขาย หรอื ร้านคา้ ยอ่ ย ก่อนการจำหน่าย 6. การเก็บรกั ษาหลงั การซ้อื ขายก่อนการเพาะปลูก นอกจากนก้ี ารปลอ่ ยให้เมลด็ ท่ีสกุ แกแ่ ล้วไวใ้ นไร่นาโดยไม่รบี เก็บเกย่ี ว ถอื วา่ เปน็ การเกบ็ รกั ษาเมลด็ พันธด์ุ ว้ ยแตเ่ ปน็ การเกบ็ ในสภาพที่ไม่เหมาะสมอายุการเก็บรกั ษาขึ้นอยู่กับปัจจยั ดังต่อไปนี้ 1. ชนดิ ของพชื ขอ้ แตกตา่ งในเรือ่ งพันธุกรรม รูปร่างลกั ษณะโครงสร้าง และองคป์ ระกอบ ทางเคมี ทำให้เมล็ดพืชแตล่ ะชนิดมชี ว่ งอายหุ รือธรรมชาติท่ีจะเก็บรักษาไว้ไดแ้ ตกตา่ งกนั จดั ประเภทกว้างๆ ได้ เช่น ข้าวผักกาดหวั และพชื ตระกูลแตง จดั เป็นพวกที่สามารถเกบ็ รกั ษาไดด้ ี ฝา้ ย ถ่วั เขียว ข้าวฟ่าง ขา้ วสาลี ขา้ วโพด จดั เป็นระดบั ปานกลาง ส่วนพวกตระกลู ถั่วมนี ้ำมันในเมลด็ สูง เชน่ ถัว่ เหลือง ถั่วลิสงรวมทง้ั พชื ผักบาง ชนดิ เชน่ หอมจัดเป็นพวกทรี่ ักษาไวไ้ ดย้ าก นอกจากน้ี ในพชื ชนดิ เดียวกันท่ีเมล็ดมขี นาดใหญ่เลก็ ตา่ งกนั ไป ตามสายพนั ธุก์ จ็ ะมอี ายุในการเก็บรักษาทแ่ี ตกต่างกันด้วย 2. ประวัติของเมลด็ เป็นปจั จัยเบื้องต้นที่จะบอกให้ทราบวา่ เมล็ดก่อนที่จะเก็บรักษาน้นั มสี ภาพ และความเปน็ มาอยา่ งไรอันดับแรกคือระดับความงอกและความแขง็ แรงเบือ้ งตน้ ซงึ่ เป็นปฏภิ าคกลบั กับความ เสื่อมและเป็นผลสะท้อนมาจากการปฏบิ ัตดิ แู ลในระยะการปลกู การเกบ็ เกยี่ ว จนถึงการจัดการหลงั การ เก็บเกย่ี ว นอกจากนน้ั เป็นขอ้ ปลีกย่อยท่ีสงั เกตเห็นได้ เชน่ มเี มลด็ แตกร้าวเสียหายหรอื มรี อยถลอกเน่อื งจาก การนวดหรอื การปรังปรงุ สภาพ มคี วามเหย่ี วย่นของเปลอื กเนอ่ื งมาจากเมลด็ ถกู ฝน มีโรคแมลงหรือไข่ มีเมล็ด ออ่ น สิง่ เจอื ปน หรอื วชั พืช มกี ารคลุกสารเคมีในปริมาณสูงหรือมีสสี ันหม่นหมองเนื่องจากอายุ บางกรณีประวัติ อาจหมายรวมไปถงึ ชนดิ ของเมลด็ ตามทไ่ี ดแ้ ยกกล่าวไวใ้ นข้อ 1 ซงึ่ ล้วนแลว้ แตม่ ีผลกระทบตอ่ สภาพนิเวศนใ์ น การเกบ็ รักษาทำให้คุณภาพและอายุของเมลด็ พนั ธแ์ุ ปรเปลี่ยนไป โดยปกตกิ ารเกบ็ รกั ษาจะคัดเลอื กจากเมล็ด
42 พันธท์ุ แี่ ก่เตม็ ทม่ี ีความสมบูรณ์ทางกายภาพ สะอาด และมคี วามงอกเบอื้ งตน้ สงู ซึ่งให้แนวโน้มทจี่ ะเก็บรกั ษาไว้ ได้ดีกว่าเมล็ดท่ดี อ้ ยคุณลักษณะ 3. ความชนื้ ของเมล็ดเปน็ ปรมิ าณน้ำที่มใิ ช่องค์ประกอบทางเคมีทสี่ ามารถขับออกจากเมล็ดได้ ถือว่าเปน็ ตัวแปรในสภาพการเก็บรักษาท่ีมคี วามสำคญั เปน็ อนั ดับแรก อธบิ ายได้วา่ เมลด็ ทมี่ คี วามช้ืนสงู จะมีการ เผาผลาญอาหารสูงเพิ่มภาวะทเ่ี ป็นอนั ตรายกบั ตัว รวมทัง้ ชกั นำให้โรคและแมลงเข้าทำลายจึงเส่ือมคณุ ภาพได้ รวดเร็วกวา่ เมลด็ ที่แห้ง การเก็บรักษาจงึ ถอื หลักการแรก คือ ทำเมล็ดให้แห้ง โดยยดึ กฎท่ีใชท้ ่วั ๆไปว่า “การลด ความช้นื เมล็ดลง 1% จะทำใหเ้ กบ็ รกั ษาไดน้ านขึน้ เปน็ 2 เทา่ ” ซ่ึงจะใช้ได้ดเี มื่อเมล็ดมีความชน้ื ระหว่าง 5-14% อยา่ งไรกต็ าม เมล็ดพชื มสี ภาพ Hygroscopic คือสามารถท่ีจะรบั หรือถ่ายความชืน้ ใหก้ ับบรรยากาศ รอบๆตวั จนถึงภาวะสมดลุ หากนำเมลด็ ทแี่ ห้งดแี ล้วไปเกบ็ รกั ษาในภาพทมี่ ีความชน้ื สัมพัทธข์ องอากาศสูง เมล็ดกจ็ ะดดู รับความช้ืนเขา้ ไปและหากนำเมล็ดทมี่ คี วามช้ืนสูงไปเกบ็ ไวใ้ นทท่ี ่ีมคี วามช้นื สัมพันธ์ของอากาศต่ำ เมล็ดกจ็ ะคายความชื้นออก แต่เมือ่ เกบ็ รกั ษาเมลด็ พืชต่างชนดิ ไว้ทส่ี ภาพความช้ืนสัมพัทธเ์ ดยี วกัน แต่ละชนดิ จะมจี ดุ สมดุลความช้นื ที่ไมเ่ ท่ากัน ซง่ึ จะเป็นเท่าใดนน้ั ขน้ึ อยู่กบั ปริมาณของโปรตนี คาร์โบไฮเดรท เซลลูโลส และน้ำมนั ทเี่ ป็นองค์ประกอบในเมล็ด ดงั นน้ั เรื่องของความช้นื เพือ่ การเก็บรักษาจงึ ตอ้ งพจิ ารณาทงั้ 2 ประเดน็ ควบคู่กนั 4. อณุ หภูมิมบี ทบาทสำคัญต่อการเกดิ ปฏิกิรยิ าทางชีวเคมภี ายในเมลด็ การเกบ็ รักษาในที่ อุณหภมู ิสงู จะเร่งกจิ กรรมในเมลด็ ทำใหม้ ีอัตราการหายใจสงู ผลทต่ี ามมาคอื เมล็ดจะสญู เสียความงอกไดเ้ ร็ว ใน เร่อื งนมี้ กี ฎที่ใชท้ ่วั ๆ ไปวา่ “การลดอุณหภมู ขิ องโรงเกบ็ ลง 10 °F จะทำใหอ้ ายกุ ารเก็บรักษาเพ่มิ ขนึ้ เปน็ 2 เทา่ ” ซึง่ จะใช้ได้ดีในช่วงของอุณหภมู ริ ะหวา่ ง 32 °F – 122 °F เช่นกนั อทิ ธพิ ลของอุณหภูมิและความชน้ื ทมี่ ีตอ่ อายใุ น การเกบ็ รักษา สามารถชดเชยและสนับสนนุ ซึง่ กนั และกัน เช่น เมล็ดที่มคี วามชนื้ ต่ำทเี่ กบ็ รักษาไวท้ ี่อากาศรอ้ น อาจจะมีชวี ติ อยไู่ ด้นานพอกนั กบั เมลด็ ทมี่ คี วามชื้นสูง แต่เกบ็ ในทเ่ี ยน็ ในสภาพทท่ี ง้ั ร้อนและชน้ื นอกจากจะไม่มี ผลดีกับเมลด็ แล้ว กรณีทคี่ วามชนื้ ของเมล็ดสงู ถงึ 12-14% จะเออ้ื อำนวยต่อการเจรญิ ของเชือ้ รารวมทั้งการเกดิ พิษจากสารเคมที ่ีใชค้ ลกุ เมล็ดสภาพท่ีดที ่ีสุด สำหรับการเกบ็ รักษาคอื พยายามลดความช้ืนของเมลด็ ใหต้ ำ่ แล้ว เก็บในทอ่ี ากาศเย็นและแห้ง ซ่ึงยังมกี ฎข้อสุดท้ายเพม่ิ เตมิ อกี วา่ สภาพเกบ็ รกั ษาดที ี่สุดควรใหม้ ผี ลบวกของ ความชืน้ สัมพทั ธแ์ ละอุณหภมู ิ (เป็น °F) ไม่เกนิ 100 อยา่ งไรก็ตาม การเกบ็ รกั ษาเมลด็ พันธ์ุ ในเขตรอ้ นช้ืน เชน่ ประเทศไทยให้มคี ุณภาพดีได้ นานนบั วา่ เปน็ เร่อื งทท่ี า้ ทาย เนือ่ งจากมสี ภาพอากาศร้อนและ ความชื้นสมั พัทธค์ อ่ นข้างสงู เมลด็ พนั ธุ์จงึ มีอายุการเก็บรักษาในสภาพทอ้ งถิ่นทไี่ มม่ กี ารควบคุมสน้ั กว่า ในประเทศเขตอบอุ่น 3. เลือกซื้อผักจากแหลง่ ทป่ี ลอดภัย ในปัจจุบันมีการปลูกผกั ปลอดสารพษิ ออกมาจําหน่ายในท้องตลาดมากมาย เราสามารถเลอื กซ้ือผกั ทีป่ ลอดภยั จากสารพษิ จากแหลง่ ทีไ่ ว้ใจ ได ้ มเี ครือ่ งหมายรับรองมาตรฐาน ทราบท่ีมาของการผลิต เชน่ ผกั อนามยั รบั รองโดยกรมวชิ าการเกษตร ผกั เก
43 ษตร อนิ ทรีย์ เป็นผกั ที่ปลกู โดยไมม่ กี ารใชป้ ยุ๋ เคมแี ละสารเคมปี อ้ งกนั กาํ จัดโรคและแมลงเลย โดยมีสาํ นกั งานมาตรฐา นเกษตรอนิ ทรยี ์เปน็ ผู้รับรอง ผักระบบ CSA เลือกจากร้าน/ตลาด เขียว หรือถ้าตอ้ งซ้ือผกั จากร้านคา้ ท่วั ไป ควรระวังผกั ท่มี คี ราบขาวของสารเคมี สังเกตตามซอกใบของผกั ชนดิ ต่ างๆ วา่ มีความผดิ ปกต ิ เชน่ เขยี วสดเกนิ ไป อยนู่ านหลายวันแตเ่ หย่ี วชา้ กว่าท่คี วรจะเป็นหรือไม่ เป็นต้น 4. ปลูกผกั กนิ เองดีท่สี ดุ การปลูกผักไวร้ บั ประทาน เอง เป็นวิธที ีด่ ีทีส่ ุดท่ีจะทำใหเ้ ราและคนในครอบครัวไดบ้ รโิ ภคผกั ท่ปี ลอดจากสารพิษอยา่ งส้ินเชงิ แถมยงั ชว่ ยป ระหยดั ค่าใช้จา่ ย มกี ิจกรรมร่วมกนั ของคนในครอบครวั ทำใหท้ ่ีพักอาศัยดรู ่มรื่นน่าอยู่อกี ด้วย
44 เร่อื งที่ 2 การใชป้ ๋ยุ และการลดใช้สารเคมี 1. การใช้ปุย๋ อินทรยี ์ ป๋ยุ อนิ ทรีย์ คอื สารประกอบที่ได้จากสงิ่ ทม่ี ชี วี ติ ได้แก่ พืช สตั ว์ และจุลนิ ทรีย์ ผ่านกระบวนการผลติ ทางธรรมชาติ ป๋ยุ อนิ ทรยี ์ส่วนใหญ่ใชใ้ นการปรับปรงุ สมบตั ิทางกายภาพของดนิ ทำใหด้ นิ โปรง่ รว่ นซุย ระบาย นำ้ และถ่ายเทอากาศได้ดี รากพืชจงึ ชอนไชไปหาธาตอุ าหารได้ง่ายขนึ้ ปุย๋ อนิ ทรยี ์ มีปรมิ าณธาตอุ าหารอยนู่ อ้ ยเมือ่ เปรียบเทียบกับป๋ยุ เคมี และธาตุอาหารพืชส่วนใหญอ่ ยใู่ น รปู ของสารประกอบอนิ ทรีย์ เช่น ไนโตรเจนอยใู่ นสารประกอบจำพวกโปรตีน เมอ่ื ใส่ลงไปในดินพืชจะไม่ สามารถดดู ไปใช้ประโยชนไ์ ดท้ ันที แต่ต้องผา่ นกระบวนการย่อยสลายของจุลนิ ทรยี ์ในดนิ แลว้ ปลดปล่อยธาตุ อาหารเหลา่ นัน้ ออกมาในรปู สารประกอบอนิ ทรยี ์ เชน่ เดียวกนั กับปุ๋ยเคมี จากน้นั พชื จงึ ดูดไปใชป้ ระโยชน์ได้ ปุ๋ยอินทรียม์ ี 3 ประเภทคอื 1. ปยุ๋ คอก เป็นป๋ยุ อนิ ทรียท์ ี่ได้มาจากสิ่งขับถ่ายของสตั วเ์ ล้ยี ง เชน่ โค กระบอื สุกร เป็ด ไก่ และห่าน ฯลฯ โดยอาจจะใชใ้ นรูปปุ๋ยคอกแบบสด แบบแหง้ หรอื นำไปหมกั ให้เกิดการยอ่ ยสลายก่อนแล้วค่อย นำไปใช้กไ็ ด้ ซึง่ ตอ้ งคำนงึ ถงึ ชนดิ ของดนิ และพืชทป่ี ลกู ด้วย โดยเฉพาะการใช้แบบสดอาจทำให้เกดิ ความรอ้ น และมีการดงึ ธาตอุ าหารบางตัวไปใช้ในการย่อยสลายมลู สัตว์ ซ่ึงอาจจะทำใหพ้ ืชเห่ียวตายได้ การใช้ปยุ๋ คอกนอกจากจะมปี ระโยชน์ในการชว่ ยเพ่ิมธาตอุ าหารพืชในดนิ แลว้ ยังช่วยทำให้ ดินโปรง่ และรว่ นซุย ทำใหก้ ารเตรียมดินง่าย การต้งั ตัวของต้นกลา้ เรว็ ทำให้มโี อกาสรอดได้มากด้วย 2. ป๋ยุ หมัก เปน็ ปุย๋ อนิ ทรีย์ชนดิ หนง่ึ ซ่ึงไดจ้ ากการนำช้นิ สว่ นของพืช วัสดเุ หลือใช้ทางการ เกษตร หรือวสั ดเุ หลือใช้จากโรงงานอตุ สาหกรรม เช่น หญ้าแห้ง ใบไม้ ฟางข้าว ซงั ขา้ วโพด กากออ้ ยจาก โรงงานน้ำตาล และแกลบจากโรงสีข้าว ขี้เลอ่ื ยจากโรงงานแปรรปู ไม้ เปน็ ตน้ มาหมักในรูปของการกองซอ้ นกัน บนพนื้ ดนิ หรืออยู่ในหลมุ เพื่อใหผ้ า่ นกระบวนการย่อยสลายใหเ้ นา่ เปอ่ื ยเสียก่อน โดยอาศัยกจิ กรรมของ จลุ ินทรีย์จนกระทง่ั ไดส้ ารอินทรียวัตถทุ ีม่ ีความคงทน ไมม่ ีกล่ิน มสี นี ้ำตาลปนดำ เราสามารถทำปุ๋ยหมักเองได้ โดยนำวัสดตุ า่ งๆ มากองสุมให้สงู ขนึ้ จากพ้ืนดิน 30-40 ซม. แล้วโรยปุ๋ยคอกผสมป๋ยุ เคมีสตู รเสมอ 15-15-15 ประมาณ 1-1.5 กโิ ลกรมั ต่อเศษพืชหนกั 1,000 กโิ ลกรมั เสรจ็ แล้วกก็ องเศษพชื ซอ้ นทับลงไปอีกแลว้ โรยป๋ยุ คอกผสมปุ๋ยเคมี ทำเช่นนเ้ี ร่ือยไปเปน็ ชนั้ ๆ จนสงู ประมาณ 1.5 เมตร ควรมกี ารรดน้ำแตล่ ะชน้ั เพอื่ ใหม้ คี วามชมุ่ ช้นื และเปน็ การทำใหม้ กี ารเนา่ เปือ่ ยได้เรว็ ขึ้น กองปุ๋ยหมกั นี้ท้ิงไว้ 3-4 สัปดาห์ ก็ทำการกลบั กองปุ๋ยครงั้ หนึง่ 3. ปุ๋ยพืชสด เป็นปุ๋ยอินทรยี ท์ ไ่ี ด้จากการปลูกพชื บำรงุ ดนิ ซึง่ ไดแ้ ก่พืชตระกลู ถว่ั ต่าง ๆ แล้วทำ การไถกลบเมือ่ พืชเจริญเตบิ โตมากทส่ี ดุ ซึ่งเป็นชว่ งที่กำลังออกดอก พืชตระกลู ถ่วั ทค่ี วรใชเ้ ป็นปยุ๋ พชื สดควร
45 มอี ายุส้ัน มีระบบรากลึก ทนแล้ง ทนโรคและแมลงได้ดี เปน็ พืชที่ปลกู ง่าย และมเี มล็ดมาก ตัวอยา่ งพืชเหลา่ นี้ ก็ไดแ้ ก่ ถ่วั พมุ่ ถวั่ เขียว ถวั่ ลาย ปอเทอื ง ถั่วขอ ถัว่ แปบ และโสน เปน็ ต้น วิธกี ารใชป้ ยุ อินทรยี ก์ ารใชป้ ๋ยุ อินทรีย์กับไม้ผลหรือไมย้ ืนต้น ไม้ผลหรอื ไม้ยืนต้น เป็นพวกที่ มีระบบรากลึก การเตรียมดินในหลุมปลกู ให้ดีจะมผี ลตอ่ ระบบรากและการเจรญิ ตงั้ ตวั ของตน้ ไม้ในชว่ งแรกเปน็ อยา่ งมาก ในการเตรยี มหลุมปลกู ควรขุดหลมุ ใหล้ กึ แลว้ ใชป้ ๋ยุ อนิ ทรีย์ผสมคลกุ เคล้ากบั ดินท่ีขดุ จากหลุมใน อตั ราส่วน ดนิ 2-3 สว่ น กบั ปุย๋ อนิ ทรยี ์ 1 สว่ น ใส่กลบั ลงไปในหลมุ เพ่ือใช้ปลูกตน้ ไม้ต่อไป การใส่ปุ๋ยอินทรยี ์สำหรบั ไมผ้ ลทเ่ี จริญเตบิ โตแลว้ อาจทำโดยการพรวนดินรอบๆต้น ห่าง จากโคนตน้ ประมาณ 2-3 ฟุต ออกไปจนถงึ นอกทรงพมุ่ ของต้นประมาณ 1 ฟตุ พรวนใหล้ กึ ประมาณ 2 นว้ิ โรย ปยุ๋ อนิ ทรียใ์ ห้หนาประมาณ 1 นวิ้ หรอื มากกว่า ใช้จอบผสมคลุกเคลา้ ใหเ้ ขา้ กับดนิ แลว้ รดนำ้ หรอื จะใช้วิธขี ุดรอ่ ง รอบๆ ทรงพมุ่ ของต้นให้ลึกประมาณ 30-50 เซนตเิ มตร แลว้ ใส่ปยุ๋ หมกั ลงไปในรอ่ งประมาณ 40-50 กิโลกรมั ต่อตน้ ใชด้ ินกลบแล้วรดนำ้ ถา้ จะใส่ปุย๋ เคมดี ้วยก็ผสมปยุ๋ เคมีคลุกเคล้ากบั ปุย๋ อินทรยี ใ์ ห้ดีแลว้ ใส่ลงไปพรอ้ มกัน การใสปยุ๋ อนิ ทรยี ต์ ามวิธีดงั กลา่ วมานี้ เป็นการใส่ปีละครั้งและเมื่อต้นไมม้ ีขนาดโตก็ควรเพม่ิ ปริมาณปุ๋ยอนิ ทรีย์ ตามขนาดของต้นไม้ด้วย การใช้ปยุ๋ อนิ ทรีย์กบั พืชผักพืช ผกั ส่วนใหญเ่ ป็นพืชท่ีมรี ะบบราก แบบรากฝอย รากส้ันอยู่ ตืน้ ๆ ใกลผ้ ิวดิน การใส่ปุย๋ อนิ ทรยี จ์ ะมปี ระโยชน์มากเพราะชว่ ยใหด้ นิ รวนซยุ ข้ึน ทำให้รากของพืชผกั เจริญ เตบิ โตได้รวดเรว็ แตกแขนงแพร่กระจายไปได้มาก มรี ะบบรากที่สมบรู ณ์ ทำใหส้ ามารถดดู ซับ แรธ่ าตุดูดอาหาร ไดร้ วดเร็ว ทนต่อการแห้งแลง้ ไดด้ ีข้ึน วธิ ีการใสป่ ุย๋ อนิ ทรยี ใ์ นแปลงผัก อาจใชว้ ิธีโรยปุย๋ อินทรีย์ที่สลายตวั ดีแลว้ คลมุ แปลงให้หนาประมาณ 1-3 น้ิว ใชจ้ อบสับผสมคลกุ เคลา้ ลงไปในดนิ ให้ลกึ ประมาณ 4 น้วิ หรือเลก็ กวา่ นี้ ถ้า เปน็ พืชที่ลงหัว พชื ผักเปน็ พชื ที่มกี ารเจรญิ เติบโตรวดเร็ว ต้องการแรธ่ าตุอาหารจากดนิ เป็นปริมาณมาก ใน ชว่ งระยะเวลาส้นั ๆ ถา้ จะให้ผลผลิตทด่ี ีควรใส่ปุ๋ยเคมีรว่ มไปกับการใสป่ ุ๋ยอินทรยี ์ด้วยการใสป่ ๋ยุ อนิ ทรยี ์กับพืชไร่ หรอื นาข้าว ในดนิ ที่มคี วามอดุ มสมบูรณ์ ปานกลาง แนะนำใหใ้ สป่ ุ๋ยอนิ ทรยี ใ์ นอตั ราอยา่ งนอ้ ยปีละ 1.5-2.5 ตนั ตอ่ ไร่ หว่านให้ท่วั แปลงแลว้ ไถหรอื คราดกลบกอ่ น การปลกู พชื ในดนิ ที่มคี วามอดุ มสมบูรณ์ต่ำหรือผืนดนิ เส่ือมโทรม อาจตอ้ งใส่ปุ๋ยอนิ ทรียใ์ นอตั ราท่ีมากกวา่ น้ี เช่น ปีละ 2-3 ตนั ต่อไร่ ซึ่งกข็ ึ้นอยู่กบั สภาพของดนิ และ ปรมิ าณการผลติ ป๋ยุ อินทรยี ์ พื้นทท่ี ่ีใชป้ ลกู พืชไรห่ รอื ทำนาเปน็ พนื้ ท่ีกว้าง ปริมาณปุ๋ยอนิ ทรยี ใ์ สล่ งไปในแต่ละปี อาจไม่เพียงพอ ถ้าดินนน้ั ไม่อดุ มสมบูรณ์การปรบั ปรงุ ความอดุ มสมบรู ณ์ของดนิ ควรตอ้ งใชร้ ่วมกบั การใสป่ ๋ยุ เคมี หรือการจดั การดนิ วธิ อี ืน่ ๆ เช่น การใช้ปุย๋ พืชสดเป็นตน้ 2. ลดการใช้สารเคมี ผักและ ผลไม ้ เปน็ อาหาร 2 หม ู่ ในอาหารหลกั 5 หมูข่ องไทย แม้วา่ การกนิ ผักและผลไม้ จะทำใหร้ า่ งกายไดร้ บั วติ ามนิ แร่
46 ธาตุ ใยอาหาร ซ่งึ มคี ณุ สมบัติในการปอ้ งกันโรคและความเส่ือมสภาพของเซลล์ แตถ่ ้าจะใหไ้ ด้ประโยชนส์ ูงสุด ค วรจะเลอื กรบั ประทานผักและผลไมใ้ ห้ถกู วธิ ี ซึง่ มสี ิ่งที่ควรคำนงึ ถงึ ดังนี้ 2.1 กนิ ผักตามฤดูกาลช่วยลดเสย่ี งสารเคมธี รรมชาติไมไ่ ดส้ รา้ งใหผ้ ักทุกชนิดเติบโตไดด้ ีตลอด ป ี แตเ่ พ่อื ตอบสนองต่อการบริโภค ทำใหม้ ีการปลูกผกั นอกฤดู ซง่ึ กระบวนการผลติ มกั ต้องใชส้ ารเคม ี ปุ๋ย ยาฆา่ แมลง เนอ่ื งจากผกั ผลไม้ท่ีปลกู นอกฤดมู ักอ่อนแอ แตถ่ า้ เราหันมากนิ ผกั ตามฤดกู าล นอกจากจะไดป้ ระโยชนจ์ า กผักทเ่ี ติบโตตาม ธรรมชาติ โตในชว่ งเวลาท่ีมีศตั รธู รรมชาตนิ อ้ ย เกษตรกรก็ไม่จำเปน็ ตอ้ งใชส้ ารเคมี ผักนั้นก็จะเติบโตอยา่ งแข็งแ รงตาม ธรรมชาต ิ และมสี ารอาหารที่เป็นประโยชนเ์ ต็มที่ แถมยงั ซื้อหาไดง้ า่ ยในราคาทไี่ ม่แพงอีกดว้ ยรวมถงึ การกินผกั ทเ่ี ปล่ยี นไปตามแตล่ ะชว่ ง ฤด ู กจ็ ะทำให้เราได้กนิ ผักทหี่ ลากหลาย ไดส้ ารอาหารที่แตกต่างกนั ไปเป็นประโยชนก์ บั ร่างกายอีกดว้ ย 2.2 ผักพน้ื บา้ นกนิ ดีมปี ระโยชน์ผักพ้ืนบา้ นก็คอื พืชพรรณทส่ี ามารถพบเจอไดใ้ นทัว่ ไปในแตล่ ะ ทอ้ งท่ี ข้นึ อยู่กบั สภาพภมู ิประเทศและภูมอิ ากาศที่เออ้ื ต่อการเจริญเตบิ โตของผกั พน้ื บา้ นแต่ละชนดิ การกินผกั พื้นบา้ นท่ีมคี วาม หลากหลาย และมักเป็นผักที่แขง็ แรง ไมค่ ่อยมีโรคและแมลงรบกวน ไม่ผา่ นกระบวนการผลิตจำนวนมากๆท่ี ทำใหเ้ ราตอ้ งเสี่ยงต่อการใช้สารเคมีในการ ปลูก ทส่ี ำคัญคือผกั พ้ืนบา้ นของไทยลว้ นมรี สชาติอร่อย มคี ณุ คา่ ทางอาหารสงู หลายชนิดมีสรรพคุณทางยา ช่ว ยป้องกนั โรคได ้ และยงั หารับประทานง่ายราคา กแ็ สนจะถูก เชน่ กระถิน กระเจ๊ียบ ขี้เหลก็ แค ตำลงึ ผักหวานบา้ น เปน็ ตน้ 2.3 ล้างผักให้เปน็ นิสยั การกนิ ผักเปน็ ประจำส่งผลดตี ่อ สขุ ภาพ แต่สง่ิ ที่น่าเปน็ ห่วงกค็ อื ปัญหาการตกคา้ งของสารเคมีหรือยาฆ่าแมลงซึง่ เปน็ อนั ตรายต่อร่างกาย รวมทั้ง การปนเปอื้ นจากจลุ ินทรยี ์ท่ีอาจตดิ มากับปุย๋ และ ดิน เพอื่ ความปลอดภยั จงึ ควรใสใ่ จเป็นพิเศษในการล้างผกั ให้สะอาด ทำใหเ้ ปน็ ประจำจนเคยชนิ เพราะทำได้ง่า ย สามารถช่วยลดสารพษิ และสงิ่ ปนเปอ้ื นต่างๆทจ่ี ะส่งผลกระทบตอ่ สุขภาพได้วธิ ีง่ายๆกค็ อื 1) ล้างดว้ ยน้ำ ไหล โดยแชใ่ นน้ำนาน 15 นาท ี จากนัน้ เปดิ นำ้ ไหลผา่ นและคลใ่ี บผกั ถูไปมานาน 2 นาที หรือ 2) แชใ่ นนำ้ ผสม นำ้ ส้มสายชู 5 เปอร์เซ็นต์ ในอตั ราส่วนน้ำสม้ สายช ู 1 ชอ้ นโต๊ะต่อนำ้ 4 ลิตร แช่นาน 15 นาท ี จากน้ันลา้ งดว้ ย นำ้ สะอาด 3) คอื การใช้โซเดยี มไบคาร์บอ เนต (เบคกิ้งโซดา) ครง่ึ ช้อนโตะ๊ ผสมน้ำ 10 ลติ ร แชท่ ิง้ ไว้ 15 นาที จากนนั้ ลา้ งดว้ ยน้ำสะอาด
47 4) น้ำยาลา้ งผักท่จี ำหน่ายโดยท่วั ไปนำมาผสมน้ำตามอตั ราสว่ นที่ระบใุ นฉลากแชท่ ิ้งไว้ ประมาณ 3 นาทแี ลว้ ล้างดว้ ยนำ้ สะอาด แบบทดสอบทา้ ยบทท่ี 3 การลดต้นทนุ เร่อื งที่ 1 เมลด็ พันธ์ุ คำช้ีแจง จงตอบคำถามต่อไปนใ้ี หถ้ ูกตอ้ ง 1. การคดั เลือกเมล็ดพันธุ์ผกั ในการเพาะปลูกมวี ิธกี ารอยา่ งไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. การเก็บรกั ษาเมล็ดพันธุ์ มีกี่ระยะและมีวธิ ีการเก็บอยา่ งไร
48 ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การเลือกซื้อผักทป่ี ลอดภัยมีวธิ กี ารอยา่ งไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. เพราะเหตใุ ดเราจึงต้องปลกู ผักไวก้ นิ เอง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… เร่ืองที่ 2 การใชป้ ยุ๋ และการลดใช้สารเคมี ตอนท่ี 1 คำชีแ้ จง จงบอกความหมายชนิดของปยุ๋ ที่กำหนดให้ ดงั ตอ่ ไปนี้ ปยุ๋ คอก = …………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปุ๋ยอนิ ทรยี ์ = ………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปยุ๋ หมัก = …………………………………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ปยุ๋ พชื สด = …………………………………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ตอนท่ี 2 คำชี้แจง จงยกตวั อย่างการรับประทานผักและผลไมท้ ถ่ี ูกตอ้ งมา 3 ข้อ 1. ……………………………………………………………………………………. 2. ……………………………………………………………………………………. 3. ……………………………………………………………………………………. บทท่ี 4 ความปลอดภัยในการประกอบอาชีพ
49 สาระสำคัญ ความตอ้ งการทางด้านการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรมากขึน้ เกษตรกรจงึ ไดน้ ำสารเคมีมาใชก้ นั อย่าง มาก เพอื่ หวังใหเ้ กดิ ประสทิ ธิภาพและเพิม่ ผลผลิตใหม้ ากยงิ่ ข้ึน แต่เกษตรกรกย็ งั ขาดความรเู้ กีย่ วกับการใช้และ วิธกี ารการใชส้ ารเคมที ถี่ กู ตอ้ ง ทำใหเ้ กิดผลเสียตอ่ สขุ ภาพและสวัสดิภาพของตวั เกษตรกรและครอบครวั สว่ น สารเคมีทต่ี กค้างและทำใหเ้ กดิ มลพิษทางนำ้ และอากาศด้วย เป็นอันตรายตอ่ ประชาชนโดยสว่ นรวม ผลการเรยี นรูท้ ่ีคาดหวัง 1. อธบิ ายหลักการใชส้ ารสกัดจากธรรมชาตไิ ด้ 2. อธบิ ายพษิ จากการใช้สารเคมใี นการป้องกนั และการกำจัดศตั รูพืชได้ 3. อธิบายวิธีการปอ้ งกนั และการกำจัดศัตรูพืชท่ปี ลอดภยั ได้ ขอบข่ายเนอ้ื หา 1. การใช้สารสกัดจากธรรมชาติ 2. การใชส้ ารเคมีป้องกนั และกำจัดศัตรพู ืช
Search