Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิชาพื้นฐานการปลูกผักปลอดสารพิษ ประถม 1

วิชาพื้นฐานการปลูกผักปลอดสารพิษ ประถม 1

Published by nanny256, 2023-07-03 08:50:57

Description: วิชาพื้นฐานการปลูกผักปลอดสารพิษ ประถม 1

Search

Read the Text Version

43 การตรวจสอบคุณภาพของเมล็ด เพ่ือการรับรองอย่างเป็นทางการจะมีหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ เพื่อให้เกษตรกรได้เมล็ดพันธ์ุท่ีมีคุณภาพดีไปใช้ หรือการคุ้มครองผู้บริโภคหรือเกษตรกรผู้ซื้อเมล็ดพันธ์ุไปปลูก น้ันเอง ซ่ึงเราจะเห็นว่าที่ข้างภาชนะบรรจุเมล็ดพันธ์ุจะระบุข้อความ อาทิ เปอร์เซ็นต์ความงอก ความบริสุทธิ์ วัน หมดอายุ หรือสถานทก่ี ารผลติ เมลด็ พันธ์ุ รวมถึงหนว่ ยงานหรอื บรษิ ทั ผู้จำหนา่ ยดว้ ย ในการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธ์ุน้ันมีหลายวิธีตามวัตถุประสงค์หรือข้อกำหนดต่าง ๆ ที่กฎหมายระบุ อาทิ 1. การตรวจสอบความบริสุทธ์ิ ว่าเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นมีองค์ประกอบอะไรบ้าง เช่น มีเมล็ดพันธุ์พืช ชนิดอน่ื เมล็ดวชั พชื หรอื สง่ิ อน่ื ๆ เช่น กรวดทราย ปนเข้ามามากนอ้ ยเพียงใด 2. การตรวจสอบความช้ืน เพ่ือบอกความชื้นภายในเมล็ดว่ามีเท่าไหร่ เพ่ือจัดการกับเมล็ดได้อย่าง ถกู ต้อง 3. การทดสอบความงอก ซง่ึ เปน็ ข้อบ่งชี้ถึงคุณภาพเมล็ดทม่ี ีความสำคัญและเปน็ ทีย่ อมรับ 4. การทดสอบความแข็งแรงของเมล็ด ซึ่งมีหลากหลายวิธี เช่น การวัดอัตราการเจริญ เติบโต ของตน้ กลา้ การวัดดชั นีการงอก เป็นตน้ เพราะการท่ีเมล็ดมีความงอกสูงบอกวา่ เป็นเมล็ดที่มีความแขง็ แรง การตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธ์ุเพ่ือรับรองมาตรฐานของคุณภาพเมลด็ จะดำเนินการโดยนักวิชาการและ จัดทำในสถานที่ซ่ึงมีเคร่ืองมือและอุปกรณ์ ที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ เพ่ือให้ผลการทดสอบคุณภาพเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพและเกิดประสิทธผิ ลมากท่สี ุด สำหรับเกษตรกรอินทรีย์ท่ีต้องการผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองน้ัน สามารถดำเนินการตรวจสอบคุณภาพเมล็ด พันธุ์เบ้อื งตน้ ดว้ ยตวั เอง โดยวิธกี ารหมั่นสังเกต เรยี นรู้ การบนั ทึกและทดลองแบบง่ายๆที่จะทำให้ไดข้ ้อมูลคณุ ภาพ ของเมลด็ พนั ธ์ไุ ด้ สง่ิ ทค่ี วรจะต้องดำเนินการและเรียนรู้เพอ่ื ให้ได้ขอ้ มลู คุณภาพเมล็ดพันธ์ุ 1. รจู้ กั พืช รจู้ ักเมล็ดทุก ๆ คร้ัง ก่อนเริ่มการหาคำตอบจะต้องทำความรูจ้ กั พชื ชนดิ นัน้ และต้องต้งั คำถามใหก้ บั ตวั เอง เช่น 1) ลักษณะผลสีนีแ้ กห่ รือยัง 2) เมลด็ เปน็ แบบเมล็ดพันธแ์ุ ห้ง หรอื เมลด็ พันธ์สุ ด 3) เมลด็ สมบรู ณ์ของพืชน้มี ีลักษณะอยา่ งไร (และควรแยกเมล็ดทีไ่ ม่สมบรู ณไ์ ด้ด้วย) 4) เปลอื กห้มุ เมล็ดหนา/แข็ง/บาง อยา่ งไร 5) อายุการงอกของเมล็ด 6) บริเวณของเมล็ดทีร่ ากงอกออกมา

44 2. เรยี นร้สู ่ิงแวดล้อมทเ่ี ก่ยี วข้องกบั การตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธ์ดุ ้วยตนเอง เช่น 1) แสงแดด มีความสำคัญตอ่ การลดความชื้นในเมลด็ พันธุ์ สามารถลดความช้นื ให้อยู่ในระดับ ทตี่ ้องการได้ ซึ่งเป็นคำถามท่ีตอบได้ยากพอควร เพราะคำตอบจะต้องมีคำถามกลับไปว่า ตากเมล็ดอะไร เก็บเก่ียว เมล็ดอย่างไร เก็บเมล็ดมาแล้วปฏิบัติอย่างไรกับเมล็ดบ้าง แสงแดดเป็นอย่างไร ดังน้ันจึงต้องบันทึกข้อมูล เมล็ดที่ แหง้ แลว้ จากฝกั เช่น ถั่งฝกั ยาว กระเจ๊ียบเขียว ให้นำมาตากแดดอีกประมาณ 2-3 แดด (ประมาณ 8.30-15.30 น.) จะทำใหเ้ มล็ดมคี วามชนื้ ประมาณ 8-10 เปอร์เซ็นต์ 2) ความชื้น เป็นปัญหาหลักของการเก็บรักษาเมล็ดความชื้นในที่นี้เป็นความช้ืนสัมพัทธ์ใน บรรยากาศ ในสภาพท่ีมีฝนตกความช้ืนสัมพัทธ์ในบรรยากาศจะสูงมากประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ข้ึนไป ในสภาพปกติ ไม่มฝี นตกความช้ืนสมั พัทธ์จะต่ำลงประมาณ 65-70 เปอรเ์ ซ็นต์ 3) อุณหภูมิ เมล็ดจะสามารถมีชีวิตไดน้ านเมอื่ เก็บไว้ในอุณหภูมิต่ำ แต่ประเทศไทยมีอุณหภูมิ สงู เชน่ เดยี วกนั ประเทศไทยแต่ละภูมภิ าค แต่ละฤดูกาล มอี ณุ หภูมิต่างกนั 5. การตรวจสอบความงอกของเมลด็ พนั ธุ์ ความงอกของเมล็ดเป็นคุณสมบัติท่ีบ่งชี้ถึงคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ได้ดีที่สุดลักษณะหนึ่ง เกษตรกร สามารถดำเนินการได้โดยสุ่มเมล็ดทีต่ ้องการจำนวน 400 เมล็ด การสุ่มมคี วามจำเป็นเพราะจะทำให้เมลด็ ทส่ี ุ่มเป็น ตัวแทนท่ีแท้จริงของเมล็ดที่เราต้องการทราบข้อมูล เนื่องจากเมล็ดหนักจะอยู่ด้านล่าง เมล็ดเบาจะอยู่ด้านบน เมล็ดที่มีน้ำหนกั มากกวา่ จะมคี ุณภาพเมลด็ ดีกว่า การเพาะเมล็ดควรทำ 4 ซ้ำๆละ 100 เมล็ดหรือ 50 เมล็ดหรือ 25 เมล็ดต่อซ้ำ นำเมล็ดพืชชนิดน้ันเพาะ ในสภาพแวดล้อมท่ีพืชน้นั ๆ กล่าวคอื ตอ้ งจดั สภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกบั การงอกให้มากท่ีสุด ถา้ เป็นเมล็ดพืชทม่ี ี ขนาดเล็กๆ เช่น กะเพรา โหระพา สลัด สามารถใช้กระดาษชำระท่ีมีอยู่ทั่วไป โดยใช้กล่องพลาสติกที่มีฝาปิด นำ กระดาษชำระใส่ลงในกล่อง พ่นน้ำใส่ลงไปให้กระดาษเปียก แล้ววางเมล็ดลงบนกระดาษ ปิดฝากล่องทิ้งไว้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ เมล็ดจะงอกขึ้นมา สามารถตรวจนับแล้วคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ความงอกได้ ส่วนเมล็ดที่มีขนาดใหญ่ เชน่ ถ่ัวฝกั ยาว กระเจย๊ี บเขียว บวบ มะระ ภาพ แสดงลกั ษณะตวั อย่างการทดสอบความงอก ท่ีมา : จวงจันทร์ ดวงพัตรา. 2529. เทคโนโลยีเมล็ดพันธ์ุ. ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร.์ กรงุ เทพฯ. 210 หนา้ .

45 กิจกรรมที่ 1 คำช้ีแจง : จงตอบคำถามต่อไปน้ี 1.จงอธิบาย ลกั ษณะของพนั ธผุ์ กั ปลอดสารพิษท่ีดี …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 2.จงอธบิ าย การจำแนกช้ันของเมล็ดพนั ธ์แุ ละลกั ษณะของเมลด็ พันธทุ์ ่ีดี …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 3.จงอธิบาย ประโยชนข์ องการใชเ้ มล็ดพันธ์ุดีและขอ้ เสียของการใชเ้ มล็ดพนั ธท์ุ ่ีไม่มคี ุณภาพมาปลกู …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

46 กจิ กรรมท่ี 2 คำชแี้ จง : จงใส่เครอ่ื งหมาย หนา้ ขอ้ ความทีถ่ กู และเคร่อื งหมาย หนา้ ขอ้ ความที่ไม่ถกู ต้อง .................1. วธิ กี ารเก็บรักษาเมล็ดพนั ธพ์ุ ื้นบา้ น คอื เก็บผลไปแขวนผึง่ ลม ตากท้ิงไว้ให้แห้ง 3-5 วัน .................2. เมลด็ พันธุ์ระยะผลสุกแกค่ วรบรรจุเมลด็ พนั ธ์ุลงในขวดแล้วปดิ ฝาให้สนทิ นำไปเก็บไว้ในตเู้ ยน็ .................3. เมล็ดพันธ์คุ ณุ ภาพดตี ้องไมม่ ีรอยสตั ว์แทะ ภาชนะที่บรรจตุ อ้ งไม่มเี ชือ้ รา .................4. การพจิ ารณาซ้อื เมลด็ พันธุ์ ควรเลือกซอื้ จากผู้ร้านค้าใกลบ้ ้านและมีการโฆษณา .................5. วิธีทดลองเมลด็ พนั ธผุ์ ัก คือ เอาเมล็ดพันธผุ ักใสภ่ าชนะแช่นำ้ สงั เกตเมลด็ ท่เี สยี จะจมนา้ํ .................6. เมล็ดพันธผุ์ ักควรรดนาํ้ ใหช้ ุ่มอยเู่ สมอ มีอากาศถา่ ยเท .................7. เมล็ดพนั ธใุ์ นระบบเกษตรอินทรีย์ ตอ้ งเป็นเมล็ดทม่ี คี วามแขง็ แรง มีความงอกสงู .................8. การปลกู กระเจ๊ียบแดงในชว่ งฤดหู นาว ต้นจะสงู ออกดอกเรว็ ผลผลติ สูง .................9. การปลกู คะนา้ กวางตุ้ง ต้องปลูกในชว่ งต้นฤดหู นาว จะทำให้พชื เจรญิ เติบโต ออกดอกดี................. 10. เชือ้ ราบวิ เวอรเ์ รยี ป้องกนั แมลง หรอื เชื้อราไตรโคเดอร์มาปอ้ งกนั โรคพืช

47 กจิ กรรมที่ 3 คำชี้แจง : จงใสเ่ ครื่องหมาย หน้าขอ้ ความท่ีถกู และเคร่อื งหมาย หน้าข้อความท่ีไมถ่ ูกตอ้ ง .................1. การเกบ็ เกีย่ วเมล็ดพนั ธุ์แตงกวา ถว่ั ฝักยาวควรคัดแยกเมล็ดออกจากสง่ิ เจือปนตา่ งๆ .................2. สง่ิ ท่ีจะตอ้ งระวังการเกบ็ เมลด็ พันธ์คือ ตากเมลด็ บนสังกะสีในขณะเมล็ดเปียก .................3. การแยกเมลด็ ออกจากผล/ฝกั สามารถแบ่งพืชออกเป็น 2 ประเภท .................4. พืชที่ต้องใช้นำ้ ในการแยกเมลด็ เช่น มะเขือเทศ พรกิ แตงไทย บวบงู มะเขือยาว มะเขือเปราะ .................5. พืชท่หี า้ มใชน้ ำ้ ในการแยกเมลด็ เปน็ พชื ทเ่ี มล็ดแหง้ เช่น ถวั่ ต่างๆ คะนา้ กวางตงุ้ กระเจ๊ยี บเขียว .................6. ถ่ัวฝกั ยาว ขา้ วโพด นิยมเก็บเมลด็ พันธด์ุ ว้ ยวิธีตากโดยการแขวนทำให้การระเหยเกิดขึน้ ไดด้ ี .................7. พชื ทีห่ ้ามใช้นำ้ ในการแยกเมล็ดเป็นพืชท่ีเมล็ดแห้ง เช่นแตงไทย บวบงู มะเขือยาว .................8. การเกบ็ พริกไทย ลูกผักชี ผ่งึ แดดจนแหง้ ไวน้ าน 2 เดือน เพ่ือไล่ความเยน็ .................9. กลว้ ยและมะละกอ สามารถขยายพนั ธ์โุ ดยใช้สว่ นท่บี รโิ ภคเปน็ สว่ นเดียวกัน .................10. ส้มโอและกาแฟ สามารถขยายพันธุโ์ ดยใชส้ ่วนท่บี ริโภคเป็นส่วนเดยี วกัน

48 บทที่ 4 ความปลอดภัยในการประกอบอาชีพ สาระสำคญั สาเหตุของการเกิดอันตรายจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เน่ืองจากเกษตรกรยังขาดความรู้เก่ียวกับ การใช้และวิธกี ารการใช้สารเคมที ่ถี ูกตอ้ ง ทำให้เกิดผลเสยี ต่อสุขภาพและสวัสดิภาพของตวั เกษตรกรและครอบครัว ส่วนสารเคมีที่ตกค้างและทำให้เกิดมลพิษทางน้ำและอากาศก็จะส่งผลเสียและเป็นอันตรายต่อประชาชนโดย ส่วนรวม หากตัวเกษตรกรขาดจิตสำนึกท่ีดี สำหรับเครื่องจักรกลและเครื่องทุ่นแรงถ้าเกษตรกรขาดความรู้และ ความชำนาญในการใชใ้ หถ้ กู ต้อง และขาดความระมัดระวงั จะกอ่ ใหเ้ กิดอันตรายหรอื เกิดอุบัตเิ หตไุ ด้ ผลการเรยี นร้ทู ี่คาดหวัง 1. อธบิ ายสาเหตุของการเกิดอันตรายจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ 2. อธิบายอุบตั เิ หตุในการประกอบอาชพี เกษตรกรรมได้ 3. อธิบายการป้องกันและควบคุมอนั ตรายจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ 4. อธิบายหลักการความปลอดภัยในการปฏิบตั ิงานได้ ขอบข่ายเน้ือหา เรอ่ื งที่ 1 การเกดิ อันตรายจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เรอ่ื งที่ 2 อบุ ตั ิเหตใุ นการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เรือ่ งท่ี 3 การป้องกนั และควบคุมอนั ตรายจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เรอ่ื งท่ี 4 หลกั การความปลอดภยั ในการปฏบิ ัติงาน

49 เร่ืองท่ี 1 การเกิดอนั ตรายจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ความต้องการทางด้านการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรมากขึ้นเน่ืองจากคุณภาพของดินเส่ือมลง เกษตรกร จึงได้นำสารเคมีมาใช้กันอย่างมาก เพ่ือหวังให้เกิดประสิทธิภาพและเพิ่มผลผลิตให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังใช้ เทคโนโลยีหรือส่ิงประดิษฐ์ใหม่ ๆ เครื่องจักรกลหรือเคร่ืองทุ่นแรงชนิดแปลกใหม่มาใช้ในทางเกษตรกรรม แต่ เกษตรกรก็ยังขาดความรู้เก่ียวกับการใช้และวิธีการการใช้สารเคมีที่ถูกต้อง ทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพและสวัสดิ ภาพของตัวเกษตรกรและครอบครัว สว่ นสารเคมีท่ีตกค้างและทำให้เกิดมลพษิ ทางนำ้ และอากาศดว้ ย เป็นอันตราย ต่อประชาชนโดยสว่ นรวม สำหรับเครอื่ งจักรกลและเครื่องทุ่นแรงถ้าเกษตรกรขาดความรูแ้ ละความชำนาญในการ ใชใ้ หถ้ ูกตอ้ ง และขาดความระมัดระวัง จะกอ่ ใหเ้ กดิ อันตรายหรอื อบุ ัตเิ หตุได้ 1. อนั ตรายจากการประกอบอาชพี เกษตรกรรม 1.1 อนั ตรายต่อสุขภาพ สว่ นใหญ่แล้วผู้ประกอบอาชีพจะได้รับอันตรายจากสารเคมีและฝุ่นละอองต่าง ๆ โดยเฉพาะสารเคมีจำพวกจำกัดศัตรูพืช และแมลง เม่ือเข้าสู่ร่างกาย ท้ังทางปาก จมูก หรือผิวหนัง จะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย เช่น อาการหน้ามืด ระคายเคืองท่ีตา ระคายเคืองท่ีผิวหนัง อาการชาตามมือและ เท้า และมอี าการชักกระตุก ซึ่งอาจทำใหเ้ สยี ชวี ิตได้ เป็นต้น 1.2 อันตรายต่อสวัสดิภาพ การประกอบอาชีพเกษตรกรรมอาจเกิดอุบัติเหตุได้ จากการถูกเครื่องมือ เคร่ืองจักรทำให้บาดเจ็บ การพลัดตกหกล้ม การถูกใบพัดหรือสายพานเครื่องยนต์ ไฟดูด หรือภัยธรรมชาติ ไฟปา่ ฟ้าผ่า พายุ เปน็ ต้น 2. สาเหตขุ องการเกิดอนั ตรายจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม 2.1 เกิดจากตัวบุคคล เช่น ขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้เคร่ืองและอุปกรณ์ต่าง ๆ ขาดความ รับผิดชอบ และความระมัดระวังในการปฏิบัติงาน ประมาทเลินเล่อ นอกจากน้ีการที่สภาพร่างกายและจิตใจไม่ ปกติ เจบ็ ป่วย ยอ่ มมีสว่ นทำใหเ้ กิดอนั ตรายหรืออบุ ัตภิ ยั ตา่ ง ๆ ได้

50 2.2 เกิดจากเคร่ืองมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ เคร่ืองมือต่าง ๆ เช่น จอบ เสียม คราด ไถ หรือ เคร่ืองจักรกล ได้แก่ รถแทรกเตอร์ รถไถนา เครื่องนวดข้าว อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ถ้าหากอยู่ในสภาพ ที่ชำรุดหรอื เกบ็ รักษาไม่ถูกวิธี 2.3 เกิดจากสารเคมีต่าง ๆ ผลที่เกิดจากการใช้สารเคมีอย่างไม่ถูกต้อง เช่น ยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช หรือแม้แต่การใช้ปุ๋ย ซ่ึงเป็นสารเคมีอาจส่งผลให้ร่างกายสะสมพิษของสารเคมีทีละน้อย จนกอ่ ใหเ้ กดิ โรคต่าง ๆ ในภายหลัง และถ้าหากได้รับสารเคมจี ำนวนมากอาจทำให้เกดิ อนั ตรายถงึ ชีวิต 2.4 สัตว์และพืชมีพิษสัตว์เล้ียงอาจนำเช้ือโรคมาสู่คน เช่น โรคแอนแทรกซ์ โรคพิษสุนัขบ้า ส่วนสัตว์มีพิษ เช่น งู แมงป่อง ตะขาบ เม่ือกัดหรือต่อยจะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย นอกจากนี้พืชมีพิษบาง ชนิด เชน่ หมามุย่ เมอ่ื เราสัมผสั อาจทำให้ผวิ หนงั คันและเกิดการอกั เสบได้ 2.5 เกิดจากภัยธรรมชาติ เช่น ลม พายุ น้ำท่วม ฟ้าผ่า สามารถก่อให้เกิดความเสียหาย แกท่ รัพย์สนิ ทำลายผลติ ผลทางการเกษตร และอาจทำให้เกษตรกรบาดเจ็บหรอื เสยี ชวี ิตได้ 2.6 อันตรายจากโรคภัยไข้เจ็บอ่ืน ๆ เกิดจากเชื่อโรคในบริเวณที่ทำการเกษตร เช่น โรคพยาธิ ที่อาศัยอยู่ตามพ้ืนดินที่ชื่นแฉะ โรคบาดทะยักจากเช่ือท่ีอยู่ในดินหรือมูลสัตว์เข้าทางบาดแผล นอกจากนี้ การทำงานในสภาพแวดล้อมท่ีเป็นอันตรายเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยหรือมีอาการ ผิดปกติ เช่น ทำงานกลางสายฝนอาจจะทำให้เป็นไข้หรือปอดบวม ทำงานกลางแสงแดดจัดก็อาจมีอาการหน้ามืด เปน็ ลม 3. การปอ้ งกันและควบคุมอันตรายจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม 3.1 ตัวบุคคล ขณะทำงานดูแลสุขภาพจิตใจและร่างกายให้สมบูรณ์อยู่เสมอ พร้อมท้ังควรศึกษาหา ความรู้เกีย่ วกบั อนั ตรายหรืออุบัตเิ หตุต่าง ๆ ทำงานตามความสามารถของตน ไมห่ ักโหม ปฏบิ ัติตามคำแนะนำหรือ ขอ้ บังคับเกี่ยวกับความปลอดภยั ระมัดระวงั ในการใชส้ ารเคมี รวมถึงเครือ่ งมือ เครื่องจกั ร อุปกรณ์ก่อนและหลัง ใช้ควรทำความสะอาดและจดั เก็บอยา่ งเรียบรอ้ ย เป็นต้น 3.2 ดา้ นเครื่องมือและเครอ่ื งจักรกล ผใู้ ช้ควรศกึ ษาให้มีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดเี ก่ียวกับเคร่อื งมือ และเครื่องจักรกลท่ีจะนำมาใช้ในการประกอบอาชีพ ก่อนใช้งานควรตรวจดูสภาพความเรียนร้อย หากพบ จุดบกพร่องหรือชำรุดเสียหายควรจัดการซ่อมแซม และแก้ไขทันทีเคร่ืองจักรกลบางชนิดเป็นสาเหตุสำคัญที่ ก่อให้เกิดอุบตั ิภัยแก่เกษตรกร ควรระมดั ระวังในการใชเ้ ป็นอย่างมาก เช่น รถแทรกเตอร์ ควรปฏิบตั ิตามคู่มือการ ใชร้ ถ เม่อื ใช้อปุ กรณห์ รอื เครื่องมือตา่ ง ๆ เสร็จแลว้ ควรทำความสะอาดและเกบ็ เขา้ ทใี่ ห้เรยี บรอ้ ย 3.3 ด้านสารเคมีและเคมีภัณฑ์ต่าง ๆ ปัจจุบันเกษตรกรได้นำสารเคมีมาใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น ยา ปราบวัชพืชหรือยาฆ่าแมลง สารเคมีเหล่านี้ล้วนมีพิษทั้งต่อผู้ท่ีนำมาใช้ ดังนั้น ผู้ใช้จะต้องรู้จักและเข้าใจวิธีใช้ให้ ถูกต้อง โดยควรอ่านฉลากให้เข้าใจถึงวิธีใช้อย่างละเอียดก่อนใช้สารเคมีและปฏิบัติตามขั้นตอนโดยเคร่งครัด ก่อน ใช้สารเคมีควรแต่งกายให้มิดชิด เช่น สวมเสื้อผ้าให้มิ ดชิด สวมหมวก แว่นตา ถุงมือ และหน้ากาก

51 เพอื่ ป้องกนั สารเคมีเข้าสู่ผิวหนงั หรือเข้าตา หากสารเคมีถูกผิวหนังควรรีบชำระร่างกายให้สะอาด เพื่อป้องกันไมใ่ ห้ สารน้ันซึมเข้าสู่ร่างกาย หลังใช้สารเคมีควรอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ เครื่องฉีดพ่นสารเคมีควรเก็บให้พ้นจากมือ เด็ก การเก็บผลผลิตควรท้ิงช่วงห่างจากการฉีดสารเคมีอย่างน้อย 6-10 วัน หรือตามท่ีฉลาก หากได้รับพิษจาก สารเคมใี หป้ ฏบิ ตั ติ ามคำแนะนำเบื้องตน้ ทก่ี ำกบั ไวบ้ นฉลากก่อนนำส่งแพทย์ 3.4 ดา้ นสตั ว์หรือพชื มีพิษ เกษตรกรควรศึกษาลักษณะและธรรมชาติของสตั วม์ ีพษิ เพื่อหาทางหลีกเล่ยี ง และป้องกันอันตราย สัตว์เลี้ยงควรนำไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ อย่างสม่ำเสมอและควรรักษาความสะอาด บริเวณบ้านและสภาพแวดล้อมเปน็ ประจำไม่ใหร้ กรุงรงั เพ่ือป้องกนั สตั ว์มีพิษเข้ามาอยู่อาศยั 3.5 ด้านภัยจากธรรมชาติ สามารถป้องกันได้โดยการปฏิบัติดังนี้ หากอยู่ในบริเวณท่ีเกิดภัยธรรมชาติ เช่น มีน้ำท่วม มีลมพายุ ควรเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ขณะท่ีฝนตกหนัก ไม่ควรทำงานในที่โล่งแจ้ง เพราะอาจจะถูก ฝ้าผ่าได้ ไม่ควรหลบฝนหรือลมพายุใต้ต้นไม้ใหญ่ เพราะกิ่งไม้อาจหักโค่นลงมาทับ ควรหลบฝนบริเวณต้นไม้เต้ีย หรอื พมุ่ ไม้ หมั่นตรวจสอบรายงานขา่ ว สภาพภมู ิอากาศอย่างสม่ำเสมอ เพอื่ จะได้ป้องกนั ตนเองได้อยา่ งท่วงที

52 เรือ่ งท่ี 2 อุบัตเิ หตุในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม อุบัติเหตุ (Accident) เป็นเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งเกิดขึ้น โดยไม่มีแผนไว้ล่วงหน้าหรือไม่มีเจตนา ท่ีจะทำให้เกิดขึ้น หรือขาดการควบคุม แต่เมื่อเกิดแล้วก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลาย ๆอย่าง รวมกัน ทั้งต่อคน ทรัพย์สิน หรือสภาพแวดล้อม เช่น การเสียชีวิต การบาดเจ็บ การเจ็บป่วย ความเสียหายต่อ ทรพั ยส์ ิน ผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม และต่อสาธารณชน เป็นต้น เหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ (Near miss) เป็นเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ซ่ึงเกิดขึ้นโดยไม่มีการวางแผนไว้ ล่วงหน้า ไม่มีเจตนาท่ีจะทำให้เกิดขึ้น แต่ผลของเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดความสูญเสีย เพียงแต่ทำให้ตกใจ หรือหวาดเสยี ว อุบัติการณ์ (Incident) คือ เหตุการณ์ท่ีไม่ต้องการให้เกิดข้ึน เม่ือเกิดแล้วอาจทำให้เกิดความสูญเสีย หมาย รวมถึง เหตุการณ์ทีเ่ ป็นทงั้ อบุ ตั เิ หตุและเหตุการณเ์ กอื บเกิดอุบตั ิเหตุ 1. อบุ ตั เิ หตจุ ากการทำงาน อุบัติเหตุจากการทำงาน (Occupational Accidents) เป็นอุบัติเหตุที่เกิดข้ึนในขณะทำงานทำให้เกิดความ สูญเสยี ต่อชวี ิตและทรพั ยส์ นิ ซง่ึ อบุ ตั เิ หตสุ ่วนใหญ่มีสาเหตุ ดังนี้ 1.1 การกระทำท่ไี ม่ปลอดภัย เชน่ ไมป่ ฏบิ ตั ิตามกฎความปลอดภัยในการทำงาน ไม่สวมอปุ กรณ์ปอ้ งกัน อันตราย เช่น หนา้ กากนริ ภัย ถงุ มือป้องกันสารละลาย ที่อุดหู ที่ครอบหเู พอ่ื ป้องกันเสยี ง แว่นกรองแสง หมวกแข็ง ตาข่ายครอบผม รองเท้ายาง เป็นต้น สวมใส่เคร่ืองแต่งกายไม่เหมาะสม ทำการถอดอุปกรณ์ความปลอดภัยออก การหยอกล้อกันขณะทำงาน เปน็ ตน้ 1.2 สภาพการทำงานทีไ่ ม่ปลอดภยั (1) ลักษณะงานที่ไม่ปลอดภัย ได้แก่ งานก่อสร้างอาคาร ซ่ึงมีโอกาสเสี่ยงต่อการพลัดตกจากที่ สูง วัสดุตกใส่ การพังของน่ังร้าน เป็นต้น และงานในโรงงานอุตสาหกรรม มีโอกาสเส่ียงต่อสารพิษจากวัตถุดิบ เครอ่ื งจักร เป็นต้น (2) สิ่งแวดล้อมในการทำงานไม่ปลอดภัย เช่น แสงท่ีจ้าหรือมัวเกินไป เสียงดังมากเกินไป ฝุ่น ควนั มาก มีความสนั่ สะเทอื น สภาพเครอื่ งจกั รทเี่ ก่าและขาดการบำรงุ รักษา เปน็ ตน้ 2. แนวทางป้องกนั และแก้ไขปัญหาอบุ ตั ิเหตุ อุบตั ภิ ยั จากการประกอบอาชีพ 2.1 เปิดโอกาสให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังอุบัติเหตุและตรวจสอบระบบการป้องกัน อุบตั เิ หตใุ นโรงงานอตุ สาหกรรม 2.2 โรงงานอุตสาหกรรมได้สร้างอาคารถูกต้องตามหลักวิศวกรรม รวมถึงมีการออกแบบและติดตั้ง เคร่ืองจกั รและอุปกรณป์ อ้ งกันความปลอดภัยอย่างเหมาะสม 2.3 มีการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย กฎระเบียบและหลกั ความปลอดภยั ในการทำงาน

53 2.4 รณรงค์ให้นายจา้ งและลูกจ้างในสถานประกอบการ ตระหนกั ถึงความสำคญั ของการปอ้ งกันอบุ ตั เิ หตุ ให้มคี วามรแู้ ละมที ักษะในการป้องกนั อบุ ตั ิเหตุ อุบัติภยั และโรคทเี่ กิดจากการทำงาน 2.5 เจ้าหน้าท่ีความปลอดภัย ดูแลความปลอดภัยให้คำปรึกษากับนายจ้าง ตรวจตราสถานการณ์และ ความเสี่ยงในการทำงาน และแนะนำลกู จ้างและแนะนำลูกจา้ งในการดูแลตนเองขณะทำงานไม่ให้เกิดอุบัติเหตุหรือ ป้องกนั ไมใ่ หเ้ ปน็ โรคจากการทำงาน 2.6 มีการดำเนินงานตามมาตรฐานสากลทางด้านความปลอดภัย อนุกรมมาตรฐานคุณภาพ (ISO 9000) อนุกรมมาตรฐานการจัดการระบบอาชีวอนามยั ความปลอดภยั (มอก. 18000)

54 เรือ่ งท่ี 3 การปอ้ งกนั และควบคมุ อันตรายจากการประกอบอาชพี เกษตรกรรม 1. การป้องกันอันตรายจากการใชส้ ารเคมีกำจัดศัตรพู ืช การเจบ็ ป่วยจากการใชส้ ารเคมเี พื่อกำจัดศัตรูพืช ไมเ่ พยี งแต่สง่ ผลกระทบทางสุขภาพของเกษตรกร เพียงกลมุ่ เดยี ว แต่ยงั สง่ ผลกระทบต่อกลมุ่ ผ้บู ริโภคด้วย รวมถงึ สารเคมีทางการเกษตรนอกจากจะปนเปื้อนในพชื ผัก ผลไม้ แล้วยงั เกิดการสะสมในสิง่ แวดลอ้ ม เช่น น้ำ ดนิ บรรยากาศ การเจบ็ ป่วยที่เกดิ จากการใชส้ ารเคมีในการกำจดั ศัตรูพืช จงึ จำเป็นจะตอ้ งไดร้ บั การควบคุม แก้ไข เพือ่ ทจี่ ะลดจำนวนผปู้ ว่ ยท้งั ตัวเกษตรกรและผู้บริโภค ซึง่ ต้องอาศยั ความรว่ มมอื จากทุกฝ่าย โดยเฉพาะเกษตรกร เอง ซึง่ ต้อง ลด ละ เลกิ การใช้สารเคมี หากหลกี เลีย่ งได้ใหใ้ ชว้ ิธีเกษตรแผนใหม่หรอื เกษตรอินทรีย์ เน้นการใช้ สารชวี ภาพ ลดปรมิ าณการใช้สารเคมี หากมีความจำเปน็ ที่ต้องใช้สารเคมีอยู่ ควรมีพฤติกรรม ที่ปลอดภัย ดว้ ยการ “อ่าน ใส่ ถอด ทิง้ ” อ่าน : ใหเ้ กษตรกรอา่ นฉลากการใชส้ ารเคมกี ำจัดศตั รพู ชื ก่อนใชแ้ ละปฏบิ ัติตามอย่างเครง่ ครัด ใส่ : ใสอ่ ุปกรณ์เครื่องมือป้องกันอนั ตรายจากสารเคมีขณะทำงาน เช่น เสื้อผา้ มิดชดิ รัดกุม หน้ากาก ถุงมือ รองเท้า เปน็ ตน้ ถอด : ถอดชุดและอุปกรณ์ทุกชิ้นท่ีใช้ขณะฉีดพ่น หรือทำงาน แยกซักจากเสื้อผ้าอ่ืน ๆ แล้วรีบ อาบนำ้ เปลยี่ นเส้อื ผา้ ทนั ที ท้ิง : ท้ิงผลิตภัณฑ์บรรจุสารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้ถูกต้อง คัดแยกออกจากขยะทั่วไป ให้อยู่ ในกล่มุ ขยะอันตราย ท้งิ ให้ห่างไกลจากแหล่งน้ำ ปอ้ งกันการปนเป้ือนในสิ่งแวดลอ้ ม เกษตรกรพึงตระหนกั ว่าการใชส้ ารเคมี นอกจากจะเสยี เงนิ ในการซ้ือสารเคมเี พื่อเพ่ิมผลผลิต เพิม่ รายได้ ในอนาคตต้องนำเงนิ ที่ได้น้ันมารักษาสุขภาพที่เสียไปจากสารเคมี เสยี ทงั้ สุขภาพ เสยี เงนิ เสียเวลา 2. การปอ้ งกนั อันตรายจากอันตรายในการทำงานดา้ นอ่นื ๆ 2.1 การบาดเจ็บกล้ามเน้ือและข้อ การบาดเจ็บกล้ามเนื้อเกิดจากการใช้งานกล้ามเนื้อมากเกินไป เช่น ออกแรงยก ลาก เข็น ของที่มีน้ำหนักมากๆ หรือทำงานอยู่ในท่าซ้ำๆ ตลอดท้ังวัน ทำให้กล้ามเน้ือเกิดการอักเสบ ปวด บวม การเคลอื่ นไหวผดิ ปกติ วิธีการป้องกัน ไม่ควรออกแรงยกพลัก เข็น ลาก ทูน เกินกำลัง ถ้าเป็นส่ิงของที่มีน้ำหนักมากต้อง ใชเ้ ครอื่ งมือหรอื คนอ่ืน ๆ ช่วยยกของด้วยท่าทางที่ถกู ต้อง ยอ่ ตัวลง ให้ส่ิงของนั้นแนบชิดลำตวั ใช้กำลงั ของขาดันตัว ขึ้น ไม่ก้มงอหลังขณะยกของทำกายบริหารในท่าต่างๆเพื่อให้ร่างกายเกิดความยืดหยุ่น ลด ความเม่ือยล้าได้ ควร เปลี่ยนอิริยาบถเมื่อต้องทำงานท่าหนึง่ ท่าใดนานๆเชน่ ยืนนานๆ ก็นั่งพกั นั่งยองๆ นานๆ 2.2 โรคติดเชื้อ สัตว์/แมลงมีพษิ การทำการเพาะปลูกนอกจากท่านจะเส่ียงตอ่ สัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง ต่อ แตน แลว้ บางครั้งหากทา่ นตอ้ งทำงานในท่ีท่ีมีน้ำขัง ท่านอาจต้องเสยี่ งต่อโรคฉหี่ นู ซึ่งทำให้เกิดอาการ ไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่อง ตาเหลือง ตัวเหลือง หากมีอาการ ดังกลา่ ว ต้องรบี พบแพทย์เพ่อื รบั การรกั ษาทันที

55 นอกจากน้ีการเกิดบาดแผลขณะทำงาน เช่น ถูกตะปูตำ ก่ิงไม้ แหลมคม ท่ิมตำ ฯลฯ ทำให้ เกิด บาดแผลสกปรกก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคบาดทะยักได้ โดยจะมีอาการเสียวท่ีบาดแผล ปวดศีรษะ กล้ามเน้ือ กระตกุ อา้ ปากไม่ ได้ อาการกระตุกจะมากขึ้นถา้ มีเสียงดังหรือแสงสว่างมากระตุ้นและอาจเสยี ชวี ติ ได้ วิธีการป้องกนั สวมรองเทา้ ยางหุ้มส้นเพ่ือป้องกันของแหลมคม เช่น เศษแก้ว ก่ิงไมแ้ ข็ง ๆ ท่ิมตำจน เกิดบาดแผลและป้องกันสัตว์ เช่น งู หรือสัตว์มีพิษอื่น ๆ กัด เมื่อเกิดบาดแผลต้องล้างแผลทำความสะอาด โดยเฉพาะแผลจากของแหลมท่ิมตำ และควรได้รบั การฉีดวคั ซนี ป้องกนั โรคบาดทะยักทันที หากมบี าดแผลท่ีเทา้ ไม่ ควรเดินหรือยำ่ นำ้ เท้าเปลา่ หากจำเป็นควรสวมรองเทา้ ให้มดิ ชดิ 2.3 ความรอ้ น อนั ตรายจากความร้อนอาจทำให้เกดิ อาการหน้ามืด คล่ืนไส้ เวยี นศรี ษะ ปวดศีรษะ เป็น ตะครวิ เป็นลม หรอื อาจเกิดอาการผิดปกติท่ีผิวหนัง เชน่ ผน่ื ตุ่มแดง ๆ เกดิ อาการเหน่ือยลา้ และแสงแดดอาจเป็น สาเหตขุ องต้อกระจก มะเร็งที่ผิวหนังได้ หากทำงานกลางแดดเป็นเวลานาน ๆ วิธีการป้องกัน การสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เพ่ือป้องกันอันตรายจากรังสีอัลตร้าไวโอเลต ซ่ึงเป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง การสวมหมวกปีกกว้างจะป้องกันแสงส่องเข้าดวงตาโดยตรง ซึ่งเป็น สาเหตุของ โรคต้อกระจก ดื่มน้ำให้เพียงพอ และจัดเตรียมน้ำดื่มให้เพียงพอตลอดระยะเวลาทำงาน เม่ือเกิดอาการผิดปกติ เชน่ หนา้ มดื เวียนศรี ษะ ฯลฯ ควรพกั ในที่ร่มทนั ที 2.4 เสยี งดงั และความส่ันสะเทอื น การทำงานกับเคร่ืองมือเคร่ืองจักรกลท่ีมีเสียงดังนานๆ ทำให้เกิดอันตรายต่อระบบการได้ยิน ทำให้เกิดอาการสูญเสียการได้ยินแบบช่ัวคราว ซึ่งอาการจะกลับเป็นปกติได้ แต่หากทำงานในท่ีที่มีเสียงดังเป็น เวลานาน โดยไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกันจะทำให้เกิดการสูญเสียการได้ยินแบบถาวรซ่ึงไม่สามารถรักษาได้ การทำงาน กบั เคร่ืองจักรทมี่ คี วามสนั่ สะเทอื นนานๆ เช่น ขับรถยนต์ รถแทรกเตอร์ ทำให้ร่างกายเกิดอาการเมอื่ ยล้า เช่น แขน ขา หรือเกดิ อาการปวดเหมอื นมีเข็มแทงในกลา้ มเนื้อ เกิดการอกั เสบของกระดูกเส้นเอ็นและข้อต่อ วิธีการป้องกัน หลีกเล่ียงการทำงานกับเคร่ืองจักรกล อุปกรณ์เคร่ืองมือที่มีเสียงดังหรือมีความ ส่ันสะเทือนเป็นเวลานาน ๆ หากจำเป็นต้องสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น ท่ีอุดหู ลดระยะเวลาการทำงานกับ เคร่อื งจักรกลอุปกรณ์เครอ่ื งมอื ทมี่ เี สยี งดังหรือมีความสัน่ สะเทือน 2.5 อุบัติเหตุ เนื่องจากการทำงานเพาะปลูกต้องใช้ เครื่องยนต์ เครื่องจักร ของมีคมต่างๆ ในการ ทำงาน เช่น การดายหญ้าเพื่อกำจัดวัชพืช การเก็บเกี่ยวผลผลิต การตัด การสับ เป็นต้น นอกจากของมีคมแล้ว เกษตรกรท่ีตอ้ งทำงานในที่สงู เพอ่ื เกบ็ เกย่ี วผลผลิต เกษตรกรจึงมีความเสย่ี งในการเกิดอบุ ตั ิเหตจุ ากการทำงาน วธิ กี ารปอ้ งกนั 1. ใช้เครอื่ งมือใหเ้ หมาะสมกบั ชนิดของงาน 2. หม่นั ศึกษาวธิ กี ารใช้เคร่ืองมือทถ่ี ูกต้อง 3. ตรวจสอบเครือ่ งมืออปุ กรณ์ เคร่ืองจักรชำรุด และซอ่ มแซมใหอ้ ยูใ่ นสภาพทใี่ ช้งานได้ 4. จดั วางส่งิ ของต่าง ๆ ให้เป็นระเบยี บ ไมเ่ กะกะกดี ขวางจนเกิดอนั ตราย 5. สวมอุปกรณป์ ้องกนั อันตรายทเี่ หมาะสม เชน่ ถุงมอื

56 เรื่องท่ี 4 หลกั การความปลอดภยั ในการปฏบิ ัตงิ าน ความหมายของความปลอดภยั การเกิดอุบัติเหตุในการทำงานแต่ละคร้ังมิใช้เกิดจากเคราะห์กรรมของแต่ละบุคคล หากแต่เกิดขึ้นโดยมี สาเหตทุ ี่ชัดเจน การเสรมิ สรา้ งความปลอดภัยในการทำงานจะเกิดขนึ้ ได้โดยการแก้ไขปอ้ งกนท่ีสาเหตุของอุบัติเหตุ ไดอ้ ยา่ งถกู ต้องเหมาะสม ความปลอดภัย (Sfety) หมายถึง สภาพท่ีปรอดภัยจากอุบัติเหตุต่างๆ ที่เกิดต่อร่างกาย ชีวิต หรือ ทรพั ยส์ นิ ในการปฏบิ ตั ิงาน อุบัติเหตุ (Accident) หมายถึง เหตุการณ์ที่เกิดข้ึนอย่างไม่คาดหมายและเมื่อเกิดข้ึนแล้วมีผลกระทบต่อ การทำงาน ทำใหท้ รัพยส์ นิ เสียหายหรอื บุคคลได้รับบาดเจ็บ ภัย (Hazard) เป็นสภาพการณ์ซ่ึงมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อบุคคลหรือความเสียหายต่อ ทรัพยส์ นิ หรอื วัสดุ หรอื กระทบกระเทอื นตอ่ ขดี วามสามารถในการปฏบิ ตั ิการของบุคคล อันตราย (Danger) หมายถึง ระดับความรุนแรงที่เป็นผลเนื่องมาจาก (Hazard) อันตรายจากภัย อาจมีระดับสูงมากหรือน้อยก็ได้ข้ึนอยู่กับมาตรการในการป้องกัน เช่น การทำงานบนท่ีสูง สภาพการณ์ เช่นน้ถี ือว่าเป็นภัยซึ่งอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บถึงเสียชีวิตไดห้ ากมีการพลดั ตกลงมา หากแต่ระดับอนั ตรายจะลด น้อยลง ถ้าผู้ปฏิบัติงานใช้สายนิรภัย (Harness) ขณะทำงานจะทำให้มีโอกาสของการพลัดตกและก่อให้เกิดการ บาดเจบ็ น้อยลง 1. สาเหตุของการเกดิ อบุ ตั ภิ ัยจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม สรปุ ไดด้ ังน้ี 1) เกิดจากตัวบุคคล เช่น ขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้เครื่องและอุปกรณ์ต่างๆ ขาดความ รบั ผิดชอบ และความระมัดระวังในการปฏิบัติงาน ประมาทเลินเล่อ นอกจากน้ีการท่ีสภาพร่างกายและจิตใจไม่ ปกติ เจบ็ ปว่ ย ยอ่ มมีส่วนทำใหเ้ กิดอนั ตรายหรืออบุ ตั ิภัยตา่ งๆ ไดม้ ากขึน้ 2) เกิดจากเคร่ืองมือหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เคร่ืองมือต่าง ๆ เช่น จอบ เสียม คราด ไถหรือ เคร่ืองจักรกล ได้แก่ รถแทรกเตอร์ รถไถนา เคร่ืองนวดข้าว อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ถ้าหากอยู่ในสภาพที่ ชำรุดหรือเกบ็ รกั ษาไมถ่ กู วิธี 3) เกิดจากสารเคมีต่าง ๆ ผลท่ีเกิดจากการใช้สารเคมีอย่างไม่ถูกต้อง เช่น ยาฆ่าแมลง ยาปราบ วัชพืช หรือแม้แต่การใช้ปุ๋ย ซึ่งเป็นสารเคมีอาจส่งผลให้ร่างกายสะสมพิษของสารเคมีทีละน้อยจนก่อให้เกิดโรค ตา่ ง ๆ ในภายหลัง และถ้าหากไดร้ ับสารเคมจี ำนวนมาก อาจทำให้เกดิ อนั ตรายถึงชีวติ 4) สัตว์และพืชมีพิษ สัตว์เล้ียงอาจนำเชื้อโรคมาสู่คน เช่น โรคแอนแทรกซ์ โรคพิษสุนัขบ้า ส่วนสัตว์มีพิษ เช่น งู แมงป่อง ตะขาบ เม่ือกัดหรือต่อยจำทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายนอกจากนี้ พืชมีพษิ บางชนิด เช่น หมามยุ่ เม่ือเราสมั ผสั อาจทำใหผ้ ิวหนังคันและเกิดการอกั เสบได้

57 5) เกดิ จากภัยธรรมชาติ เช่น ลม พายุ นำ้ ทว่ ม ฟ้าผา่ สามารถก่อให้เกิดความเสียหายแกท่ รพั ย์สิน ทำลาย ผลิตผลทางการเกษตร และอาจทำใหเ้ กษตรกรบาดเจ็บหรอื เสยี ชวี ิตได้ 6) อันตรายจากโรคภัยไข้เจบ็ อื่น ๆ เกิดจากเช่ือโรคในบรเิ วณที่ทำการเกษตร เชน่ โรคพยาธทิ ี่อาศยั อยู่ ตามพื้นดินที่ช่ืนแฉะ โรคบาดทะยักจากเช่ือท่ีอยใู่ นดินหรือมูลสัตว์เข้าทางบาดแผล การทำงานในสภาพแวดล้อมที่ เปน็ อันตรายเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยหรอื มีอาการผดิ ปกติ เช่น ทำงานกลางสายฝนอาจจะทำ ให้เป็นไขห้ รอื ปอดบวม ทำงานกลางแสงแดดจัดกอ็ าจมีอาการหน้ามดื เปน็ ลม 2. หลักปฏิบัตเิ พื่อความปลอดภัยในการประกอบอาชพี ด้านเกษตรกรรม 1) ด้านบุคคล เกษตรกรควรศึกษาหาความรู้ รับฟังข่าวสารโดยเฉพาะเรื่องท่ีเก่ียวกับสุขภาพและสวัสดิ ภาพในการประกอบอาชีพ เพ่ือเตรียมป้องกันและระมัดระวังอันตรายท่ีจะเกิดข้ึนในขณะปฏิบัติงาน รวมทั้งการ รักษาสุขภาพร่างการให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ ไม่ควรทำงานหนักเกินกำลัง ถ้าหากมีอาการผิดปกติให้รีบดูแล รักษาทันที 2) ด้านเคร่ืองมือและเคร่ืองจักรกล ผใู้ ช้ควรศึกษาให้มีความรู้ความเขา้ ใจเป็นอย่างดีเกยี่ วกบั เครอื่ งมอื และ เครื่องจักรกลที่จะนำมาใช้ในการประกอบอาชีพ ก่อนใช้งานควรตรวจดูสภาพความเรียนร้อย หากพบจดุ บกพร่อง หรือชำรุดเสียหายควรจัดการซ่อมแซมและแกไขทันทีเครื่องจักรกลบางชนิดเป็นสาเหตุสำคัญท่ีก่อให้เกิดอุบัติภัย แก่เกษตรกร ควรระมัดระวงั ในการใช้เปน็ อย่างมาก เช่น รถแทรกเตอร์ ควรปฏบิ ตั ิตามคู่มือการใช้รถ หากเขา้ ใจให้ สอบถามผรู้ ไู้ มค่ วรห้อยโหนหรือเกาะข้างรถขณะกำลังใช้งาน นอกจากนีเ้ มอ่ื ใชอ้ ปุ กรณห์ รือเคร่ืองมือต่างๆเสรจ็ แล้ว ควรทำความสะอาดและเกบ็ เข้าที่ใหเ้ รียบรอ้ ย 3) ด้านสารเคมีและเคมีภัณฑ์ต่างๆ ปัจจุบันเกษตรกรได้นำสารเคมีมาใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น ยาปราบวัชพืชหรือยาฆ่าแมลง สารเคมีเหล่าน้ีล้วนมีพิษทั้งต่อผู้ท่ีนำมาใช้ละผู้บริโภค ดังนั้น ผู้ใช้จะต้องรู้จักและ เข้าใจวิธีใช้ให้ถูกต้อง โดยควรอ่านฉลากให้เข้าใจถึงวิธีใช้อย่างละเอียดก่อนใช้สารเคมีและปฏิบัติตามข้ันตอนโดย เคร่งครัด ก่อนใช้สารเคมีควรแต่งกายให้มิดชิด เช่น สวมเสื้อผ้าให้มิดชิด สวมหมวก แว่นตา ถุงมือ และหน้ากาก เพ่ือป้องกันสารเคมีเข้าสู่ผิวหนังหริเข้าตา หากสารเคมีถูกผิวหนังควรรีบชำระร่างกายให้สะอาด เพ่ือป้องกันไม่ให้ สารนัน้ ซึมเขา้ สู่ร่างกาย หลงั ใช้สารเคมีควรอาบนำ้ เปลยี่ นเส้ือผา้ ใหม่ เครื่องฉีดพ่นสารเคมคี วรเก็บใหเ้ ปน็ ท่ีพน้ จาก มือเด็ก และหากจากสิ่งของบริโภค การเก็บผลผลิตควรท้ิงช่วงห่างจากการฉีดสารเคมีอย่างน้อย 6-10 วัน หรือ ตามที่ฉลากกำหนด ถ้าหากได้รับพิษจากสารเคมีให้ปฏิบัติตามคำแนะนำเบื้องต้นท่ีกำกับไว้บนฉลากก่อนนำส่ง แพทย์ 4) ด้านสัตว์หรือพืชมีพิษ เกษตรกรควรศึกษาลักษณะและธรรมชาติของสัตว์มีพิษเพื่อหาทางหลีกเล่ียง และป้องกันอันตราย สัตว์เลี้ยงควรนำไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ อย่างสม่ำเสมอและควรรักษาความสะอาด บริเวณบ้านและสภาพแวดล้อมเป็นประจำไม่ให้รกรุงรัง เพ่ือป้องกันสัตว์มีพิษเข้ามาอยู่อาศัย ผัก ผลไม้ก่อนนำมา รั บ ป ร ะ ท า น ค ว ร ล้ า ง ใน น้ ำ ส ะ อ า ด ห ล า ย ๆ ค รั้ ง ห รื อ แ ช่ ใน น้ ำ ผ ส ม ด่ า ง ทั บ ทิ ม เล็ ก น้ อ ย เพ่ื อ ช่ ว ย ฆ่ า เชื้ อ โ ร ค ไมค่ วรรบั ประทานพชื หรือเหด็ ชนิดท่ไี มร่ ูจ้ กั คุน้ เคย เพราะอาจเกดิ พิษได้

58 5) ด้านภัยจากธรรมชาติ การเกิดภัยธรรมชาติแม้จะไม่สามารถควบคุมการเกิดได้ แต่สามารถป้องกันได้โดยการ ปฏิบัติดังน้ี หากอยู่ในบริเวณท่ีเกิดภัยธรรมชาติ เช่น มีน้ำท่วม มลี มพายุ ควรเตรียมพ้อมอยู่เสมอ อยา่ งน้อยก็ช่วย แก้ไขสถานการณ์จากหนักให้เป็นเบาไดแ้ ละขณะที่ฝนตกหนัก ไม่ควรทำงานในที่โล่งแจ้ง เพราะอาจจะถูกฝ้าผา่ ได้ ไม่ควรหลบฝนหรือลมพายุใต้ต้นไม้ใหญ่ เพราะกิ่งไม้อาจหักโค่นลงมาทับ ควรหลบฝนบริเวณต้นไม้เตี้ยหรือพุ่มไม้ หมั่นตรวจสอบรายงานข่าว สภาพภูมิอากาศอย่างสมำ่ เสมอ เพื่อจะได้ปอ้ งกันตนเองได้อยา่ งท่วงที 6) ดา้ นอนั ตรายจากโรคท่ัวไป ควรสวมใส่ชดุ ทำงานทเ่ี หมาะสมกบั สภาพดนิ ฝ้าอากาศและสะดวกต่อการ ทำงาน บำรุงรกั ษารา่ งกายให้สมบรู ณแ์ ข็งแรงอยู่เสมอ และควรรกั ษาความสะอาดสภาพแวดล้อมของบา้ น รวมท้ัง แหล่งเกษตรกรรมให้ถูกสุขลักษณะ สาเหตุของอบุ ัตเิ หตุ อุบัติเหตแุ ละการทำงานมกั จะเกยี่ วขอ้ งกนั เสมอ อุบติเหตุเห็นส่ิงที่ไม่คาดไดล้ ่วงหนา้ หรือไมค่ าดคิดว่าจะ เกิดขึ้นมา เม่ือใดก็ตามเมื่อผู้ปฏิบัติงานเกิดความประมาทก็อาจเกิดอุบติเหตุได้ทันที สาเหตุหลักของการเกิด อบุ ตั เิ หตุมี 3 ประการ ดงั นี้ 1. สาเหตทุ เ่ี กิดจากมนษุ ย์ (Human Cause) ซ่ึงการเกิดอุบัตเิ หตุที่ครั้งจะมีจำนวนสู่ท่ีสุดถงึ ร้อยละ 88 ตัวอย่างเช่น ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์การทำงาน ไมถ่ ูกวิธี ความประมาท การมีนิสัยชอบเส่ียงในการทำงาน หยอกลอ้ กนั ระหว่างทำงาน แต่งการไมเ่ หมาะสม สภาพ จติ ใจ เป็นต้น 2. สาเหตุทเ่ี กดิ จากความผิดพลาดของเครือ่ งจัก (Mechanical Failure) มีประมาณร้อยละ 10 ของการเกิดอุบัติเหตุทุกคร้ัง ตัวอย่างเช่น ส่วนที่เป็นอันตรายของเคร่ืองจักร ไม่มีเคร่ืองป้องกัน เครื่องจักและเคร่ืองมือชำรุดบกพร่อง การวางฝังโรงงานไม่เหมาะสม สภาพแวดล้อม ในการทำงานไมป่ ลอดภัย เปน็ ตน้ 3. สาเหตทุ ่เี กิดจากธรรมชาติ (Acts of God) มีประมาณร้อยละ 2 เป็นสาเหตุท่ีเกิดขึ้นโดยธรรมชาตินอกเหนือการควบคุม ตัวอย่างเช่นเกิดพายุ น้ำ ทว่ ม ฟา้ ผา่ แผน่ ดนิ ไหว เหน็ ตน้ 1. หลกั ความปลอดภัยในการปฏบิ ัตงิ าน ความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ไม่ใช้เร่ืองของใครคนใดคนหนึ่ง เป็นเร่ืองที่ทุกฝ่ายต้องตระหนักและให้ ความสำคญั หลกั ความปลอดภยั ในการปฏิบัติงานต้องคำนึงถึงเร่ือง ดังตอ่ ไปนี้ 1. จะตอ้ งยอมรับ และปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยของโรงงานโดยเคร่งครัด 2. ใชเ้ คร่ืองมอื ใหถ้ กู วธิ ี ถกู ขนาด และถกู กบั งาน 3. แต่งกายให้ถูกต้องตามระเบียบของโรงงาน และใช้เคร่ืองป้องกันอันตรายทุกครั้งที่ปฏิบัติงาน ที่กำหนดใหใ้ ช้เครื่องป้องกัน

59 4. หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ เคร่ืองมือหรือเครื่องจกั รที่ชำรุดเสียหาย หรืออยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสมต่อการ ใช้งาน 5. เก็บรักษาอุปกรณ์ และเคร่ืองมือท่ีใช้ในการทำงานให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่เสมอ เมื่อนำไปใช้ ต้องเกบ็ ไว้ให้ถูกจดุ ทกุ คร้ัง 6. ปฏิบัติงานตามขน้ั ตอนการทำงาน 2. หลักความปลอดภัยเมื่อปฏิบตั ิงานเก่ยี วกับเคร่อื งจกั ร ใชเ้ ครื่องจกั รอยา่ งระมดั ระวงั ปฏิบัติงานตามคู่มือหรือขึ้นตอนที่กำหนด อย่างถอดเครอื่ งมือนิรภัยหรอื ท่ี ครอบป้องกันอันตรายออกจากเคร่ืองจักรเด็ดขาด ห้ามใช้เครื่องจักรโดยไม่มีหน้าที่หรือได้รับการอบรมมาก่อน สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่เหมาะสมกับงาน ระวังอย่าให้มือหรือส่วนหน่ึงของร่างก่ายเข้าใกล้ จุดหมุดหรือส่วนที่เครื่องไหวของเคร่ืองจักร ขณะเคร่ืองจักรกำลังทำงานอย่าปรับแต่ง ทำความสะอาดหรือ พยายามดึงช้ินงานที่ติดขัดออก โดยไม่หยุดเคร่ืองจักรก่อน สวมใส่เส้ือผ้าท่ีกระชับ ไม่ควรสวมเครื่องประดับ ที่อาจถูกเครื่องจักหนีบหรือดึงเข้าไปได้ ขณะตรวจสอบ แก้ไข หรือซ่อมแซมเคร่ืองจักใช้แขวนป้อยเตือน และใส่ กุญแจล็อคตลอดเวลา ก่อนการปฏิบัติงานต้องตรวจสอบสภาพเครื่องจักว่าอยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน หากพบ เครื่องจักร เครอื่ งมือนริ ภยั หรือที่คอบปอ้ งกันอนั ตรายชำรดุ หรือสญู หายให้แจ้งหัวหนา้ ทนั ที

60 กิจกรรมที่ 1 คำชแ้ี จง : จงตอบคำถามต่อไปน้ี 1.จงบอกสาเหตุของการเกดิ อันตรายจากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 2.จงอธิบายสาเหตุของการเกิดอนั ตรายจากการประกอบอาชพี เกษตรกรรม …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 3.ความปลอดภัยในการปฏิบัตงิ าน มกี ี่ด้าน อยา่ งไรบ้างจงอธบิ าย ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

61 กจิ กรรมท่ี 2 คำช้แี จง : จงตอบคำถามต่อไปน้ี 1.จงอธบิ ายแนวทางป้องกันและแก้ไขปญั หาอบุ ัติเหตุ อุบตั ิภัยจากการประกอบอาชีพ มาพอสังเขป ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 2.จงยกตัวอย่างอุบัติเหตใุ นการประกอบอาชีพเกษตรกรรม มา 5 ตวั อยา่ ง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

62 กจิ กรรมท่ี 3 คำช้แี จง : จงตอบคำถามตอ่ ไปน้ี 1.จงอธิบายวธิ ีการดูแลสุขภาพสำหรบั เกษตรกร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 2.จงอธบิ ายการป้องกันอนั ตรายจากอันตรายในการทำงานดา้ นอ่นื ๆ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

63 กจิ กรรมที่ 4 คำชแี้ จง : จงใส่เครอ่ื งหมาย หนา้ ขอ้ ความทีถ่ กู และเครื่องหมาย หนา้ ข้อความท่ีไมถ่ กู ตอ้ ง .................1. เกษตรกรจะต้องยอมรบั และปฏบิ ัติตามกฎความปลอดภัยของโรงงานโดยเครง่ ครดั .................2. เกษตรกรควรใช้เคร่อื งมอื ให้ถูกวิธี ถกู ขนาด และถกู กบั คนถกู กบั งาน .................3. เกษตรกรควรแตง่ กายให้ถูกต้อง และใชเ้ ครือ่ งปอ้ งกนั อนั ตรายทกุ ครั้งท่ีปฏิบตั ิงานทก่ี ำหนดให้ใช้ เคร่ืองป้องกัน .................4. เกษตรกรควรใชอ้ ุปกรณ์ เครอื่ งมือทอ่ี ยู่ในสภาพท่ีไม่เหมาะสมต่อการใช้งาน .................5. การสญู เสยี ทางอ้อม คือ การสูญเสยี ซึง่ มักจะคิดไม่ถึง หรือไม่คอ่ ยไดค้ ดิ ว่าเป็นการสญู เสีย ลกั ษณะ การสูญเสียทแ่ี ผงอยู่ไม่ปรากฏเกิดชัดมลี ักษณะดงั นี้ .................6. เกษตรกรควรศึกษาหาความรู้ รับฟังข่าวสารโดยเฉพาะเรื่องท่ีเก่ียวกับสุขภาพและสวสั ดิภาพในการ ประกอบ .................7. กอ่ นใช้งานควรตรวจดสู ภาพความเรยี นรอ้ ย หากพบจุดบกพร่องหรือชำรุดเสยี หายควรจัดการ ซ่อมแซม .................8. เม่ือใช้อุปกรณห์ รือเครื่องมือต่างๆเสรจ็ แล้ว ควรเก็บเข้าทใี่ หเ้ รยี บร้อย .................9. เพ่ือปอ้ งกนั ไม่ใหส้ ารนัน้ ซมึ เขา้ สู่รา่ งกาย หลังใชส้ ารเคมคี วรอาบน้ำ เปล่ียนเสื้อผ้าใหม่ ผกั ผลไม้ก่อน นำมารบั ประทานควรล้างในน้ำสะอาดหลายๆครั้งหรือแช่ในน้ำผสมดา่ งทบั ทิมเลก็ น้อยเพ่ือชว่ ยฆ่า เช้ือโรค .................10. ไม่ควรทำงานในท่ีโลง่ แจ้ง เพราะอาจจะถกู ฝ้าผ่าได้ ไม่ควรหลบฝนหรอื ลมพายุใต้ต้นไม้ใหญ่ เพราะ ก่ิงไม้อาจหักโค่นลงมาทบั ควรหลบฝนบรเิ วณตน้ ไมเ้ ต้ียหรอื พ่มุ ไม้

53 บทท่ี 5 คณุ ธรรมในการประกอบอาชีพ สาระสำคัญ คุณลักษณะที่ดีต่ออาชีพ เป็นลักษณะของบุคคลท่ีมีใจรักในอาชีพ สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ มีความรับผิดชอบ เป็นคนสังเกต มีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี มีทักษะใน การทำงานเพ่ือการดำรงชีวติ นำความรู้ความสามารถ เทคนิค และวิธีการตา่ งๆ มาใช้ในชีวิตประจำวัน วางแผนใน การทำงาน การลงมือทำงาน ทำงานรว่ มกันใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพ ผลการเรยี นรู้ทค่ี าดหวงั 1.บอกคุณลกั ษณะทดี่ ีต่ออาชีพและบอกค่านิยมในการทำงานได้ 2. บอกทักษะในการทำงานเพ่ือการดำรงชีวติ ได้ ขอบขา่ ยเนอ้ื หา เร่ืองที่ 1 คณุ ลกั ษณะท่ีดตี ่ออาชพี และค่านิยมในการทำงาน เรือ่ งท่ี 2 ทกั ษะในการทำงานเพือ่ การดำรงชวี ติ

54 เรอื่ งท่ี 1 คุณลักษณะทด่ี ตี อ่ อาชีพ คณุ ลกั ษณะท่ดี ีตอ่ อาชพี ในศาสตร์ของการเป็นผู้ประกอบการสามารถอธิบายทัศนคติและพฤติกรรมของผู้ประกอบการ ได้ด้วย ศาสตร์จติ วทิ ยา สงั คมและเศรษฐศาสตร์ ผู้ประกอบการจะถูกอธิบายว่า เป็นบุคคลทีม่ คี ุณลักษณะเฉพาะ ที่มีความแตกตา่ ง (Rauch and Frese, 2005) ทัศนคติของผู้ประกอบการเกษตรกรทส่ี ำคัญประกอบ ไปด้วย 1) สามารถสรา้ งนวัตกรรมผลติ ภณั ฑอ์ ยา่ งตอ่ เนื่อง 2) ทำงานเชงิ รุกและตดั สนิ ใจแขง่ ขันในเชงิ รุก กับคู่แขง่ 3) สามารถจัดการความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ (Basso, Fayolle and Bouchard 2009) การศึกษา และการวิจัยจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า ทัศนคติของผู้ประกอบการส่งผลต่อพฤติกรรมความเส่ียง ในกิจการและ รายได้ท่ี มีความ สำคั ญ ม ากขึ้น ใน การกำห น ด ความสำเร็จของธุรกิจ (Lauwere 2004; Dimov and Shepherd,2005; Pyysiäinen, Anderson, McElwee and Vesala,2006; Haber and Reichel, 2007; Rudmann, Vesala and Jäckel, 2008) นกั วิจยั ต่างประเทศกำหนดคุณลักษณะของผู้ประกอบการเกษตรกร มคี ุณลักษณะดังตอ่ ไปน้ี 1) นสิ ยั ชอบความเสีย่ ง 2) มีความคดิ สรา้ งสรรค์ 3) มีสามารถแกป้ ัญหาและเอาชนะอปุ สรรค (Arenius and Minniti, 2005; Stewart and Roth, 2004) 4) มุ่งความสำเรจ็ (Collins, Hanges and Locke, 2004) 5) การรับรู้ความสามารถของตน (Schiebel, 2002; Arenius and Minniti, 2005) คุณลักษณะสำคัญ ผู้ประกอบการเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จเป็นคุณสมบัติส่วนตัวที่ส่งผลต่อ ความสำเร็จในธุรกิจเกษตร ผู้ประกอบการเกษตรกรมีความเช่ือมั่นในความสามารถของตนเอง มีความ สามารถในการควบคุมเหตุการณ์ แก้ปัญหาด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ นอกจากนี้แล้ว ยังมีความสม่ำเสมอ และใฝ่ใจในการเรียนรู้ในวิชาชีพ แสวงหาโอกาส สร้างเครือข่าย มีทักษะการจัดการอื่นๆ รวมทั้งการจัดการ เชิงกลยุทธ์ คุณลักษณะเหล่านี้นำไปสู่ การตระหนักถึงการมองหาโอกาสในการสร้างธุรกิจ การพัฒนาและ ปรับปรุงธุรกิจอย่างต่อเน่ืองเพื่อทำให้ธุรกิจมี กำไร (Stevenson and Jarillo,1990 ; Manet al,2002 ; European Commission,2003) ดังนั้นเกษตรกรจะ ประสบความสำเร็จในธุรกิจได้ คุณลักษณะ ผู้ประกอบการท่ีประสบความสำเร็จ 6 ประการให้กับเกษตรกรตามงานวิจัยและ แนวคิดเก่ียวกับ คุณ ลักษ ณ ะ ของผู้ประกอบการที่ สอดคล้องกับคุณ ลักษ ณ ะของผู้ป ระกอบ การ (Frese, 2000; มรกต กำแพงเพชรและ ประสบชยั พสนุ นท์ 2558 ) ได้ใหน้ ยิ ามไว้ดังแสดงในตารางตอ่ ไปนี้ 1. ความเปน็ ตัวของตวั เอง (Autonomy) คอื ความสามารถ และความตัง้ ใจท่ีจะนำตนเองไปสู่ โอกาส เป็นคนทสี่ ามารถ ทำงานไดด้ ้วยตนเอง และสามารถตดั สินใจไดใ้ นภาวะบบี บังคับ

55 2. ความมนี วัตกรรม (Innovativeness) คอื การเปน็ ผมู้ ีความ คดิ รเิ ร่มิ เกี่ยวกับสินค้าใหม่ ๆ การบริการและเทคโนโลยี ใหม่ ๆ 3. ความกล้าเส่ียง (Risk taking) ความกล้าเสยี่ งแบ่งได้เป็น 3 ลกั ษณะ ได้แก่ กล้าเสี่ยงตอ่ ส่ิงท่ีไม่ รู้ กลา้ ใชท้ รพั ยส์ ิน จำนวนมากสำหรับก่อตั้งธรุ กิจ และกลา้ กยู้ ืมทรพั ยส์ ิน จำนวนมาก 4. ความก้าวรา้ วในการแข่งขัน (Competitive aggressiveness) คือ ความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะใน การแข่งขัน ความพยายาม ทีจ่ ะทำใหค้ แู่ ขง่ หมดประสิทธิภาพ 5. ความสม่ำเสมอและใฝ่ใจในการเรียนรู้ (Stability and learning orientation) หมายถึง การท่ีเจ้าของกิจการมี ความมั่นคงไม่เก็บส่ิงผิดพลาดมาเป็นอารมณ์หรือผิดหวัง ท้อแท้ แต่จะนำเอาประสบการณ์ เหล่าน้ันมาเรยี นรู้ 6. ความใฝ่ใจในความสำเร็จ (Achievement orientation) หมายถึง ผู้ที่ชอบงานที่ท้าทาย มแี รงจูงใจในการทำงานให้ สำเร็จและดีกว่าเดมิ ขอ้ ดขี องอาชพี 1. ไดเ้ รียนรสู้ ิง่ ใหม่ ๆ ตลอดเวลา ได้ขบคดิ แกไ้ ขปัญหาเฉพาะหน้าทเี่ กดิ ในแตล่ ะวนั 2. มอี ิสระในการทำงาน จัดสรรเวลาและวางแผนได้เองอย่างเต็มที่ 3. ไดร้ บั คณุ ค่าทางจิตใจจากการสมั ผสั ใกล้ชดิ และชว่ ยฟื้นฟูธรรมชาตจิ ากการปลูกปา่ ปลูกพชื 4. มีผลผลติ ไว้สำหรบั อปุ โภคบริโภคเอง ไดก้ นิ ของทปี่ ลูกเองกับมือ 5. มเี วลาให้กับครอบครวั และคนท่รี กั 1. คุณสมบตั ิท่เี หมาะสมกับอาชพี - มีใจรักในวถิ อี าชีพ รักและเข้าใจธรรมชาติ ขยัน อดทน ร่างกายแข็งแรง - สามารถปรับตวั เข้ากับสถานการณต์ า่ ง ๆ ไดด้ ี พร้อมทีจ่ ะเรียนรูส้ ิง่ ใหม่ ๆ อยตู่ ลอดเวลา - มีความรบั ผิดชอบ สามารถบริหารจดั การเวลาของตัวเองได้ - ช่างสงั เกต เมอื่ เหน็ ความผดิ ปกติใด ๆ จะไดท้ ำการรักษาหรอื แก้ไขได้ - มจี รรยาบรรณ มคี วามรบั ผิดชอบตอ่ ผูบ้ ริโภค มีมนุษย์สัมพนั ธ์ ทักษะในการเข้าสงั คม - มนษุ ยส์ มั พนั ธท์ ีด่ ีเพราะเป็นอาชีพท่ตี ้องพบเจอกบั คนงาน พอ่ ค้าคนกลาง รวมท้งั ลูกคา้ 2. ค่านยิ มในการทำงาน - มีการวางแผนการทำงาน สำรวจสภาพพน้ื ที่ สภาพแวดล้อมของเราว่าเหมาะสมจะทำอะไร สภาพดิ สภาพ อากาศเหมาะกับพืชชนดิ ไหน มีตลาดรองรับผลผลิตในพ้นื ท่ีหรอื ไม่ ฯลฯ รวมถึงศกึ ษาหาความรเู้ พิ่มเตมิ ในส่วนที่ ยังขาด จากแหล่งตา่ ง ๆ หรอื จากผู้มปี ระสบการณ์

56 - ติดต่อชอ่ งทางการขาย การทำตลาด สถานทร่ี องรบั สนิ ค้า ออกแบบและปรบั พนื้ ที่ใหเ้ หมาะสม - กิจวัตรในแต่ละวันน้ันจะมีความยืดหยุ่นค่อนข้างมาก บางครั้งอาจไม่เป็นไปตามแผนท่ีวางไว้ ด้วยจาก ปจั จัยธรรมชาติต่าง ๆ แผนการทำงานในแต่ละวันจงึ สามารถปรับเปล่ียนได้อย่างอิสระ เช่น วันไหนฝนตกก็อาจไม่ จำเปน็ ตอ้ งรดนำ้ ต้องใชก้ ารสังเกตและใสใ่ จในการดูแลสิ่งมชี ีวิต - ควรทำความรู้จัก ผูกสัมพันธ์กับผู้ท่ีต้องติดต่อค้าขายด้วยเพื่อสร้างเครือข่ายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น พอ่ ค้าแมค่ า้ ในตลาด หรือร้านอปุ กรณ์ เครอื่ งมอื ต่าง ๆ ที่ต้องตดิ ตอ่ บอ่ ย ๆ ดว้ ย - หม่ันตดิ ตามข่าวสารรอบตัว และเรียนรสู้ ิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพื่อใหส้ ามารถรบั มือกับสถานการณ์ไดท้ ันท่วงที รวมถงึ การนำวทิ ยาการใหม่ ๆ มาเรยี นรูแ้ ละประยุกต์ใชก้ บั งานอยู่เสมอ

57 กจิ กรรมท่ี 1 คำช้ีแจง : จงใสเ่ ครือ่ งหมาย หน้าขอ้ ความท่ีถกู และเครื่องหมาย หน้าขอ้ ความที่ไม่ถูกตอ้ ง .................1. นางสาวอรณัส มีคุณสมบตั ิใฝห่ าความร้ใู นงานที่ทำสามารถพฒั นาสมรรถนะในการทำงานได้ .................2. นางสาวมนี า มคี ุณสมบัติฝกึ ฝนทำงานเป็นประจำในงานทท่ี ำเพื่อให้เกิดทักษะสามารถพัฒนา สมรรถนะในการทำงานได้ .................3. นางสาววนี ัส มคี ณุ สมบตั ิฝกึ ตนเองใหม้ ีระเบียบวนิ ยั ความรบั ผิดชอบต่องาน ตอ่ ตนเองเพ่ือน เป็น การพฒั นาสมรรถนะในการทำงานได้ .................4. นายอชุ กร มคี ุณสมบตั ิใฝ่หาความรู้ในงานทีท่ ำสามารถพัฒนาสมรรถนะในการทำงานได้ .................5. นางสาวประนษิ า พนั ธศ์ รไี ดร้ บั การยอมรับจากเพื่อนและครูในการทำหมวกปกี จากกล่องนมเพราะ ผลงานเสร็จสมบูรณน์ ำเสนอก่อนกลมุ่ อนื่ .................6. นายนนทนันท์ อนันทวนั ไดน้ ำข้าวตม้ มัดส่งครูก่อนนกั เรยี นชายในหอ้ ง .................7. นกั เรยี นหญิงชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6/2 ไดส้ ่งงานกลุม่ การซักผ้าและเก็บเสื้อผา้ กอ่ นห้องอ่ืน .................8. นายสชุ ยั ชอบอา่ นนวนิยายเพอ่ื ศึกษารายละเอียด มีคุณสมบัติเปน็ นักอา่ นท่ีดีมหี ลกั ปฏบิ ตั ิ .................9. การอ่านแบบวเิ คราะห์ การอ่านแบบเจาะจง เปน็ การอ่านเพ่ือความเข้าใจท้ังสาระหลักและปลกี ย่อย .................10. การอ่านเพ่ือศึกษารายละเอียด เปน็ การอ่านเพือ่ ความเขา้ ใจทั้งสาระหลกั และปลกี ยอ่ ย .................11. การอ่านแบบคร่าวๆ เปน็ การอา่ นเพื่อความเขา้ ใจทงั้ สาระหลกั และปลกี ย่อย .................12. การอา่ นแบบวิเคราะห์ หมายถงึ ทักษะการอ่านระดบั สงู ของการอา่ นเอาความผ้อู ่านต้องมคี วามรใู้ น เรอ่ื งท่ีอา่ นมากอ่ น .................13. การอ่านแบบศึกษารายละเอียดหมายถงึ ทกั ษะการอ่านระดบั สูงของการอ่านเอาความผู้อ่านต้องมี ความรใู้ นเรื่องท่อี ่านมาก่อน .................14. การใฝเ่ รยี นรู้ เป็นทกั ษะการแสวงหาความรู้จะเกิดขึน้ กบั ผทู้ ี่มีคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ .................15. การบันทกึ ข้อมลู ตา่ งๆของมนุษย์มีหลายรปู แบบเช่น การจำ การจดบนั ทึกเป็นลายลกั ษณอ์ ักษร เขียนเปน็ ภาพ ภาพนง่ิ บันทึกเสียง

57 เร่อื งท่ี 2 ทักษะในการทำงานเพอื่ การดำรงชีวติ ➢ ทักษะทางดา้ นการเกษตร เป็นทกั ษะสำคัญของอาชีพ คือความเขา้ ใจในการดแู ลพชื สวน พชื ไร่ และ จดั การผลผลิตตา่ ง ๆ ➢ ทักษะการคิดวเิ คราะห์ ในการคำนวณและประเมินสถานการณ์เรื่องผลผลิต พน้ื ที่ทางการเกษตรต่าง ๆ ซ่งึ ต้องอาศยั การคิดวเิ คราะห์ที่แม่นยำ ➢ ทักษะด้านเครอ่ื งกล เพราะเคร่อื งมือทางการเกษตรเหล่านี้เป็นอปุ กรณ์สำคญั ที่จะช่วยสร้างผลผลิต ควร รู้จกั และเข้าใจวธิ กี ารใชง้ าน การรักษาและซอ่ มบำรงุ ➢ ทกั ษะการสื่อสาร การพูด การฟงั เพื่อสง่ั งานและสร้างความเข้าใจให้กลมุ่ คนทตี่ อ้ งทำงานดว้ ย ➢ ทกั ษะการบริหารจัดการเวลา การวางแผน การปรับตวั เข้ากับสถานการณ์ ทักษะเพ่ือพัฒนาการทํางาน หมายถึง การนำความรู้ ความสามารถ เทคนิค และวิธีการต่างๆ มาใช้ในชีวิตประจำวัน มีทักษะกระบวนการทำงาน มีทักษะกระบวนการแก้ปัญหา มีทักษะการวิเคราะห์งาน มีการวางแผนในการทำงานอย่างเป็นข้ันตอนสามารถส่ือสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความคิดริเริ่ม ใช้ทักษะการ จัดการในการบริหารงาน ใช้กระบวนการทำงานร่วมกันสามารถปรับตัวเข้ากับบุคคลอื่นและสถานท่ี ได้เป็นอย่างดี ใช้ทักษะการแสวงหาความรู้ในการพัฒนางานอย่างต่อเน่ือง มีคุณธรรม มีลักษณะนิสัยที่ดี ในการทำงาน เป็นตน้ ซึ่งทกั ษะเพอ่ื พฒั นาการทำงานท่ีสำคัญ มีดังนี้ 1 ทักษะกระบวนการทำงานเพ่อื ดำรงชีวติ ทกั ษะกระบวนการทำงาน หมายถงึ การลงมอื ทำงานตา่ งๆด้วยตนเองหรือการทำงานกลุ่มให้ บรรลุตามเป้าหมายท่ีตัง้ ไว้ โดยมขี น้ั ตอนดังนี้ 1.วิเคราะห์การทำงาน เป็นการกำหนดภาวะของงานหรอื แจกแจงงานท่ีจะทำวา่ เปน็ งานประเภท ใด หรือลกั ษณะงานทจ่ี ะตอ้ งทำ ต้องใช้อปุ กรณอ์ ะไรบ้าง และมีลำดบั ขน้ั ตอนในการปฏบิ ตั ิงาน 2.วางแผนในการทำงาน ว่าจะใช้กำลังคนในการทำงานจำนวนเท่าไร จะทำคนเดียวหรือจะทำ เป็นกลุ่มใช้ระยะเวลาในการปฏิบัติงานนานเท่าใด ใช้สถานที่ใด จะต้องใช้วัสดุ อุปกรณ์อะไรบ้าง ปริมาณเท่าไร มี ใครรับผดิ ชอบอะไรบา้ ง เปน็ ตน้ 3.การลงมือทำงาน เป็นการทำงานตามข้ันตอนท่ีได้วางแผนไว้เป็นการฝึกให้มีนิสัยรักในการ ทำงาน มีความรับผิดชอบในหน้าท่ีการมีความอดทนและขยันหมั่นเพียรในการทำงานจึงจะทำให้งานประสบ ผลสำเรจ็ ได้ 4.การประเมินการทำงาน เป็นการตรวจสอบและการประเมินผลในการทำงานทุกขั้นตอนโดย จะต้อง วิเคราะห์ถึงสภาพปัญหาการทำงานท่ีเกิดข้ึน การประเมินการทำงานนั้นสามารถทำได้ 2 ช่วงคือ ช่วงแรก เป็นการประเมินในขณะการปฏิบัติงานว่าการปฏิบัติงานเป็นไปตามขั้นตอนหรือไม่ อย่างไร ส่วนใน ช่วงที่ 2 เป็นการประเมนิ ผลงานหลงั จากทไ่ี ดท้ ำงานตามทว่ี างแผนไว้ท้งั หมดแลว้

58 2 ทกั ษะการทำงานร่วมกันให้มปี ระสทิ ธภิ าพ ทักษะการทำงานร่วมกัน เป็นเร่ืองของการทำงานร่วมกันหลายๆ คน ซึ่งเก่ียวกับการติดต่อกับ บุคคลหรือสังคม ความสำคัญของการทำงานร่วมกัน ก็คือการทำงานร่วมกันหลายๆ คนแล้วทำให้งานออกมามี คุณภาพ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสื่อสาร ซ่ึงการติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพน้ันข้ึนอยู่กับสถานการณ์ การยอมรบั และการโตต้ อบอย่างมเี หตุผล วธิ กี ารทำงานร่วมกันให้ประสบผลสำเร็จ ควรปฏบิ ตั ิดังนี้ 1. ร้จู ักบทบาทหน้าที่ภายในกลมุ่ 2. มีทักษะในการฟัง พูด แสดงความคิดเห็นและอภิปรายในกลุ่ม การทำงานร่วมกับคนอ่ืนควร ฝึกฝนท่ีจะเป็นผู้ฟังที่ดี ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่น มีวิธีการพูดที่ประนีประนอม พูดจามีหลักการ และเหตผุ ล 3. มคี ุณธรรมและจริยธรรมในการทำงานร่วมกนั เราจึงควรหลีกเล่ียงไมใ่ ห้เกิดความขัดแย้งกันใน ทีท่ ำงาน การสรา้ งลกั ษณะนิสยั ทีด่ ีและคุณธรรมในการทำงานร่วมกนั มีคณุ ธรรมในการทำงานรว่ มกนั เชน่ มีความ ซอื่ สัตย์ มีความเสียสละ มคี วามยุติธรรม มคี วามประหยดั มคี วามขยันและอดทน มคี วามรบั ผิดชอบ มีความตรงต่อ เวลา เป็นตน้ 4. สร้างบรรยากาศทดี่ ีในทท่ี ำงาน ใหม้ ีความเป็นกันเองซงึ่ จะทำให้เพ่ือนร่วมงานร้สู กึ ดีต่อกนั และกัน ไมร่ สู้ กึ กดดันในการทํางาน 5. สรุปการทำงานร่วมกัน ควรมีการสรุปผลงานออกมาอยา่ งเป็นรูปประธรรม อยู่ในรูปแบบของ การจัดทำรายงาน การอภิปรายภายในกลุ่ม การช้ีแจงผลของการทำงานโดยใช้วิธีการประชุมเพ่ือให้สมาชิกใน กลุ่มท่ีร่วมงานกันได้ทราบความเคลื่อนไหวของงานหรือทราบถึงปัญหา จะทำให้สมาชิกในกลุ่มดำเนินงานร่วมกัน ไดอ้ ยา่ งมี พร้อมทจ่ี ะพฒั นาทมี งานและองค์กรให้ดีย่ิงขึ้น เทคนคิ ในการทำงานร่วมกนั 1. มีทัศนคตทิ ดี่ ตี ่อเพ่อื นร่วมงาน คิดบวกในทางทด่ี ๆี 2. มีความจรงิ ใจและเต็มที่ที่จะทำงานรว่ มกับผู้อนื่ ไม่แก่งแยง่ ชิงดกี นั 3. สร้างความรู้สึกทีด่ ตี ่อสมาชกิ ร่วมงานทุกคน และมองเห็นคุณคา่ ของคนอ่ืน 4. รบั ฟงั และยอมรบั ความคิดเห็นของคนอ่นื ยอมรบั ข้อบกพร่องของตนเองและเพ่ือนร่วมงาน 5. ใหค้ วามรักและความเสียสละตอ่ เพ่ือนทีร่ ว่ มงานกนั 6. มมี นุษย์สมั พนั ธ์และเปน็ กันเอง เชน่ ไม่ใช้อำนาจหนา้ ท่กี ารทำงานบงั คับขม่ เหงเพื่อนรว่ มงาน การใหเ้ กยี รติซ่งึ กันและกนั 7. สรา้ งความชน่ื ชมเมื่อเพ่ือนรว่ มงานทำงานไดด้ ี อาจจะใหร้ างวัลเป็นส่งิ ตอบแทนหรือกลา่ วคำ ชมเชยเสรมิ กำลงั ให้

59 3 ทักษะการแสวงหาความรู้เพอื่ พฒั นาการเรียนและการทำงาน ทักษะการแสวงหาความรู้ คือ การคน้ คว้าหาความรูโ้ ดยสรา้ งความรู้ใหม่เพ่ิมเตมิ ขนึ้ จากการคิด การศึกษา การทดลอง การค้นคว้า การฝึกอบรม หรือการลงมือปฏิบัติด้วยตนเองแล้วนำความรู้น้ันมาวิเคราะห์ เพ่อื ใหเ้ กิดความรู้ใหม่ๆ ซึ่งสัมพนั ธ์กบั ความร้เู ดมิ ที่มอี ยูแ่ ล้ว ด้วยวิธีการศกึ ษาค้นควา้ โดยไม่จำกัดว่าจะมาจากแหล่ง ความรู้ใดบ้าง เช่น ความรู้ในห้องเรียน ความรู้ตามป้ายนิเทศหรือสถานที่ต่างๆและสื่ออ่ืนๆสามารถฝึกฝนทักษะ การแสวงหาความรไู้ ด้หลายวธิ ีการ 1. ข้นั ตอนในการแสวงหาความรู้ มดี งั นี้ 1.1 กำหนดปัญหาในการสืบค้นข้อมูลความรู้ คือ การตั้งหัวข้อและการตั้งประเด็ นท่ีจะ ทำการศึกษาค้นคว้าความรู้นั้น กำหนดขอบเขตของหัวข้อหรือประเด็นที่ต้องการจะค้นคว้าความรู้ การวางแผนใน การสืบค้นข้อมูลความรู้น้ัน เมื่อคิดหาหัวข้อหรือประเด็นที่เราต้องการจะสืบค้นได้แล้ว ต้องวางแผนกำหนด เป้าหมายในการสืบค้นข้อมูล เช่น จะศึกษาความรู้จากที่ใดบ้าง จะศึกษาหาความรู้อย่างไร ควรเร่ิมต้นเม่ือใด สถานท่ีได เป็นตน้ 1.2 การวางแผนในการสืบค้นข้อมูลความรู้ คิดหาหัวข้อหรือประเด็นท่ีจะศึกษาค้นคว้าได้แล้ว ก็ ต้องวางแผนกำหนดเปา้ หมายวา่ จะทำการสืบคน้ ข้อมลู จากแหลง่ ใดวธิ ีการอยา่ งไร ควรเริม่ ต้นเมื่อใดเปน็ ตน้ 1.3 การดำเนินการสืบค้นข้อมูล เป็นการดำเนินการสืบค้นข้อมูลความรู้ตามหัวข้อที่ต้องการและ ทำตามแผนงานที่วางไวต้ ามลำดับข้ันตอน 1.4 การวิเคราะห์ข้อ คือ การนำเอาข้อมูลความรู้ต่างๆท่ีได้จากการศกึ ษาค้นหาหรอื ได้รับมา แล้ว นำเอาขอ้ มลู มาพิจารณาอย่างละเอยี ด จัดลำดบั ข้อมลู ความนา่ เชื่อถือ ความถกู ตอ้ งและชดั เจนของข้อมูล 1.5 การสรุปผล คือ การนำเอาข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าหาความรู้มาทำการบันทึกและ จัดเกบ็ ให้เป็นหมวดหมู่ เพ่อื ให้ง่ายและสะดวกต่อการค้นหาในคร้งั ต่อไป มีวธิ ีการบันทึกจัดเก็บข้อมูลท่รี วบรวมมา ได้หลากหลายรูปแบบท่ีง่ายต่อการค้นหา เช่น จัดเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ การจดบันทึกข้อมูลชนิดต่างๆ ลงในสมุด การถา่ ยสำเนาเอกสารไวใ้ นแฟม้ การจดั เก็บลงในแผน่ CD เปน็ ต้น 2. วิธกี ารแสวงหาความรู้ดว้ ยตนเอง มีดงั น้ี 2.1 การอ่าน เป็นการศึกษาความรู้จากเอกสาร ตำราและส่ือต่างๆเพอ่ื เป็นการเพ่ิมพูนความรู้ ทำ ให้เปน็ คนมีวิสยั ทศั น์กวา้ งไกล ทันต่อสถานการณ์ และเป็นการพฒั นาดา้ นอารมณ์ ช่วยผ่อนคลายความตึงเครยี ดได้ เช่น การอา่ นนิยาย การอ่านบทความ หรอื บทกวีตา่ งๆ 2.2 การฟังเป็นการยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืนด้วยใจที่เปิดรับเมื่อรับฟัง ข้อมูลต่างๆ แล้ว นำมาวิเคราะห์ ประมวลผลความคิดเป็นของตนเอง เป็นการสะสมความรู้ให้กับตนเอง และแหล่งข้อมูลในการฟงั ที่ ดี เช่น การเขา้ รว่ มอบรมฟงั คำบรรยาย การเขา้ รว่ มอบรมความรูต้ ่างๆ เปน็ ต้น 2.3 การศกึ ษาค้นควา้ โดยการหา ขอ้ มูลข่าวสาร ความเข้าใจ ความคิดเหน็ ในรปู แบบต่างๆ ด้วย ตนเอง จากตำราเอกสารทางวิชา การผลงานการวจิ ัย แหล่งการเรยี นร้จู ากครอบครวั ชมุ ชน ผู้เทยี่ วชาญ

60 2.4 การสังเกตเปน็ การเฝ้าดสู ิ่งท่เี ราพบเหน็ อยา่ งเข้าใจ แล้วนำข้อมูลนั้นมาวเิ คราะห์ หรือหา ความเป็นจริงในสิง่ ที่เกิดขึน้ กับส่งิ ท่ตี วั เองอยากรู้ 2.5 การซักถาม เปน็ การรับฟังขอ้ มลู จากแหลง่ ต่างๆ แลว้ นำขอ้ สงสัยไปซกั ถามกับผู้รู้และ เชีย่ วชาญ แตก่ ารซักถามน้นั จะต้องมกี ารอนญุ าต 2.6 การสัมภาษณ์ เป็นการสนทนาพูดคุยกับบุคคลอื่นอยา่ งมีจุดมุง่ หมาย เพ่ือค้นหาข้อมูลความรู้ ความเปน็ จริง ตามวัตถุประสงค์ทตี่ ้องการจะศึกษาค้นคว้าไวล้ ว่ งหน้าและนำความรูท้ ่ีได้มารวบรวมข้อมลู 2.7 การรวบรวมและการบนั ทึกขอ้ มูล เป็นการนำขอ้ มูลจากการแสวงหาความรู้ และบันทึกขอ้ มูล นั้นให้อยู่ในรูปแบบต่างๆ เช่นการจดบันทึกในสมุด การบันทึกลงในแฟ้มเอกสาร การบันทึกลงในคอมพิวเตอร์ การบนั ทกึ ไว้ในแผ่น CD เปน็ ต้น ซึ่งส่งิ เหลา่ น้ถี ือว่าเป็นการจดั เกบ็ ฐานขอ้ มูลสารสนเทศ 4. ทกั ษะกระบวนการแก้ปัญหาในการทํางานเพ่อื การดาํ รงชีวิต ทกั ษะกระบวนการแกป้ ญั หาในการทำงาน คอื การแก้ปัญหาในการทำงาน เพื่อใหป้ ระสบ ความสำเรจ็ เมอ่ื มปี ัญหาเกิดขึ้นมาสามารถหาแนวทางในการแก้ปญั หาไดอ้ ย่างเป็นระบบ คอื จะต้องวเิ คราะห์ ปัญหาตงั้ แต่ที่เป็นปัญหาเล็กๆ กลา้ เผชิญกบั ปัญหา และพยายามหาหนทางใหม่ๆ ในการแก้ปัญหาอย่างไม่ยอ่ ทอ้ และสามารถแกป้ ัญหาได้อยา่ งเด็ดขาด 4.1 ขนั้ ตอนการแกป้ ัญหาในการทำงาน 1) สำรวจปัญหา เปน็ วิธีการสงั เกตการณ์ เฝ้าคอยดูสถานการณต์ ่างๆ ท่เี กิดขนึ้ หรืออาจจะ เกิดขน้ึ จากการทำงาน หรือการทดลอง และพยายามค้นหาผลลพั ธท์ อี่ าจจะเป็นไปได้ 2) วเิ คราะห์ปญั หา เป็นการกำหนดรายละเอียดของปัญหา คือ การทำความเข้าใจกับ ปญั หาที่เกดิ ขนึ้ แยกแยะข้อมูลว่ามปี ัญหาอะไรบ้าง ลำดับปัญหาท่ีต้องการแกไ้ ขก่อน หลงั 3) สร้างทางเลือก เมื่อวิเคราะห์ข้อมลู แล้ววิธกี ารที่จะต้องใชใ้ นการแก้ปัญหามีอะไรบ้างและ ดำเนินการคิดค้นหาวธิ กี ารทำงานท่ีจะนำไปสูก่ ารแก้ปัญหาได้อยา่ งมีประสิทธิภาพว่ามที างเลอื กอะไรบ้าง 4) ประเมนิ ทางเลือก สรุปวิธกี ารใดบ้างทเี่ หมาะสมหรือดีท่ีสุดทีจ่ ะนำไปใชใ้ นการแกป้ ัญหา เช่น การสรา้ งหรอื ผลิตชน้ิ งาน การซ่อมแซม การปรบั ปรุงแก้ไขช้นิ งานต่างๆใหม้ ีสภาพการใช้งานที่ดี สามารถตดั สินใจไดว้ ่า จะเลือกทำงานชนิดใด หรือทำในเรื่องใดบา้ ง 5) วางแผนปฏิบัติงาน เป็นการกำหนดกรอบแนวความคิด ในการทำงาน การวางแผน การแบง่ ความรบั ผดิ ชอบงานและลำดับขั้นตอนการทำงานได้อย่างเหมาะสมตามทักษะกระบวนการงานอาชีพ 6) ลงมอื ปฏบิ ัติงาน เป็นการลงมือปฏบิ ัติงานตามแผนการทำงานท่ไี ด้วางไว้อยา่ งเป็นระบบ และถูกต้องตามขน้ั ตอนทักษะกระบวนการงานอาชีพดว้ ยความปลอดภัย 7) การประเมินผลและการแก้ปัญหา เป็นการประเมินผลการปฏิบัติงาน การนำเสนอผล การปฏิบัติงานที่เกิดข้ึนจากการทำงาน ประเมินว่าอยู่ในระดับใด เป็นไปตามที่ได้ต้ังเป้าหมายหรือแผนการ ทีไ่ ด้กำหนดไว้ ให้นำไปปรบั ปรุงแกไ้ ขในการทำงาน

61 4.2 เทคนคิ การแกป้ ญั หาในการทาํ งานเพือ่ การดํารงชวี ติ การทำงานกับปัญหาในการทำงานเป็นของคู่กัน ปัญหาต่างๆในการทำงานมีหลากหลาย ปัญหา เช่น ปัญหาในการประสานงานกับลูกค้า กับเพ่ือนร่วมงาน กับนายจ้าง หรือปัญหาจากการทำงานของ ตนเองในการแก้ปัญหาแต่ละเร่ืองจะมีวิธีท่ีแตกต่างกัน เมื่อเกิดปัญหาข้ึนเราจะต้องมีหลักคิดที่จะหาทางในการ แกป้ ัญหา หรอื ช่วยใหก้ ารแกป้ ัญหานั้นงา่ ยขึ้นได้ ซ่งึ วิธีการคดิ ในการแกป้ ญั หามี ดงั น้ี 1) ทำไมส่ิงนี้จึงเป็นปัญหา ให้ถามตัวเองซ้ำๆว่า ทำไมสิ่งนี้จึงเป็นปัญหา แล้วหาสาเหตุ ท่แี ทจ้ รงิ ของปญั หาวา่ เกิดจากอะไรแล้วค่อยๆคิด หาสาเหตทุ ี่เรามน่ั ใจ เพื่อจะได้คิดหาวิธีการแก้ไข 2) คิดแก้ปัญหาได้จากหลายๆทางในการแก้ปัญหา ได้ความคิดมาจากคนหลายๆ คน ทำให้ได้หลายทางเลือก เช่น จากตำรา จากผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญ จากพ่อแม่ จากเพ่ือนสนิทเป็นต้น จะทำให้ได้รับ คำตอบจากมุมมองทแี่ ตกต่างกนั 3) คดิ แบบยืดหยุ่นปญั หาในการทำงาน คือให้หลดุ ออกจากกรอบเดมิ ๆ วิธใี หมๆ่ ในการ แก้ปัญหา ซึ่งอาจจะดีกวา่ วธิ เี ดมิ ๆ ท่ีเราสามารถใช้ในการแกป้ ัญหาได้ 4) ทุกอย่างอยู่ที่ใจ ร่างกายกับจิตใจนั้นถือว่ามีความเชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน ถ้ารา่ งกายเราถูกใช้งานหนักจนเกินไป เครง่ เครียดกับงานจนไมม่ ีเวลาพกั ผ่อน จิตใจก็ไม่ได้พักผ่อนตามไปด้วย เรา ควรให้เวลากับการผ่อนคลายจิตใจบ้าง เช่น ฟังเพลง ดูหนัง ออกกำลังกาย ว่ายน้ำ หรือทำงานอดิเรกต่างๆ ท่ีเรา ชนื่ ชอบ เพื่อทำให้จติ ใจของเราวา่ งและเปิดกวา้ งพอทจ่ี ะเกิดความคิดสรา้ งสรรค์ส่งิ ใหม่ๆขนึ้ มา 5. ทกั ษะการจดั การทำงาน ทักษะการจัดการ หมายถึง กระบวนการดำเนินงานอย่างใดอย่างหน่งึ ที่เป็นระบบโดยเริ่มต้งั แต่ การวางแผนดำเนินงาน การทำกิจกรรมต่างๆตามหน้าท่ีอย่างสร้างสรรค์และเป็นไปด้วยความเรียบร้อยราบรื่น มี ประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด รวมไปถึงการประเมินงานเพ่ือปรับปรงุ แก้ไขหรือพัฒนาให้ดขี ึ้น ซงึ่ ทักษะ การจัดการสามารถจัดไดเ้ ป็น 3 กลมุ่ ดังนี้ 5.1 ทักษะเกี่ยวกับคน (Human Skill) คือ การท่ีสามารถเข้าใจ และทำงานร่วมกับผู้อ่ืนได้ดี เนื่องจากผู้จัดการคือบุคคลท่ีทำงานสำเร็จโดยใช้บุคคลอ่ืน ผู้จัดการจำเป็นต้องสามารถโน้มน้าว จูงใจและส่ือสาร กบั ผ้อู น่ื ได้อยา่ งมปี ระสิทธิผล เชน่ การพดู จาสภุ าพ ให้เกยี รตซิ ึ่งกนั และกนั กับเพอ่ื นรว่ มงาน 5.2 ทักษะเก่ียวกับงาน (Technical Skills) คือ ความสามารถและความเชี่ยวชาญในงานเฉพาะ อย่างการมอบหมายงาน และความรับผิดชอบในหน้าท่ีการทำงานของแต่ละคน เช่นผู้จัดการฝ่ายบัญชีมีความรู้ ความสามารถในหลักการบัญชี รวมทั้งสามารถสรุปผลการดำเนินงานในรูปบัญชีได้ ในขณะท่ีผู้จัดการฝ่ายผลิต มี ความรู้ความสามารถในกระบวนการและขั้นตอนในการผลติ เปน็ ตน้ 5.6 ทักษะเกี่ยวกับการคิด (conceptual Skill) ประกอบด้วยความรู้ ความสามารถใน การวิเคราะห์ สามารถมองเหน็ ภาพรวมของส่วนต่างๆในองค์กร การคดิ แก้ปญั หาเพอื่ ประโยชนส์ ำหรับองค์กร

62 6. การใช้ทรัพยากรในการปฏบิ ตั งิ านอยา่ งคุ้มคา่ และยง่ั ยืน การใช้ทรัพยากรในการทำงานจะต้องคำนึงถึงส่ิงแวดล้อมเป็นหลัก มีคุณธรรมและจริยธรรมใน การปฏิบัติงาน โดยการเลือกใช้ทรัพยากรที่ไม่ทำลายส่ิงแวดล้อม และเราควรช่วยกันใช้ทรัพยากรใน การปฏิบตั ิงานใหค้ ้มุ ค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีหลกั การใช้ทรัพยากรอย่างคมุ้ คา่ ดังนี้ 6.1 การใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด คือ การใช้เท่าท่ีมีความจำเป็น เพ่ือให้มีทรัพยากรใช้ได้นาน และเกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่ามากที่สุด เช่น ปิดสวิตช์ไฟฟ้าทุกคร้ังหลังจากไม่ได้ใช้งาน ปิดก๊อกน้ำทุกคร้ังหลังจาก ใชง้ านเสรจ็ เป็นตน้ 6.2 การนำเอาทรัพยากรกลับมาใช้ซ้ำอีก เน่ืองจากสิ่งของบางอย่างเมื่อมีการใช้แล้วครั้งหน่ึง สามารถที่จะนำกลับไปใช้ซ้ำได้อีก เช่น กระดาษเม่ือใช้ไปแล้ว 1 หน้า จะสามารถนำกลับมาใช้ได้อีกหน้าหนึ่งเป็น ต้น หรือสามารถท่ีจะนำมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น การนำกระดาษหรือขวดพลาสติก ขวดโลหะ ที่ใช้แล้วไปผา่ นกระบวนการต่างๆ เพ่ือทำเปน็ กระดาษแข็ง ขวดพลาสตกิ เปน็ ตน้ ซึง่ เป็นการลดปริมาณ การใชท้ รัพยากร และการทำลายสง่ิ แวดลอ้ มได้ 6.3 การใช้ส่ิงอื่นทดแทน เป็นวิธีการท่ีจะช่วยให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติน้อยลงและไม่ ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก การใช้ใบตองใส่อาหารแทนใช้โฟม การใช้พลังงานแสงแดด แทนแร่เชื้อเพลงิ การใช้ปุย๋ ชีวภาพ ปุ๋ยคอกแทนปุ๋ยเคมี เปน็ ตน้ 6.4 การบูรณะซ่อมแซม ส่ิงของบางอย่างเมื่อใช้เป็นเวลานานอาจเกิดการชำรุดเสียหายได้ ถ้ามีการบรู ณะซ่อมแซมจะทำให้สามารถยืดอายุการใช้งานต่อไปได้ 6.5 การบำบัดและการฟ้ืนฟู เป็นวิธีการที่จะช่วยลดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรด้วย การบำบัดก่อนที่จะนำไปใช้ เช่น การบำบัดน้ำเสียจากบ้านเรือนหรือโรงงานอุตสาหกรรม ก่อนท่ีจะปล่อยลง สู่แหล่งน้ำสาธารณะ การฟ้ืนฟูธรรมชาติให้กลับสู่สภาพเดิม เช่น การปลูกป่า การปลูกป่าชายเลนเพื่อฟื้นฟูความ สมดุลของปา่ ชายเลนใหก้ ลบั มาอุดมสมบูรณ์เป็นต้น รปู การบำบัดและฟ้ืนฟแู หล่งน้ำธรรมชาติ

63 7 คุณธรรมและจริยธรรมในการทำงาน การมีคุณธรรมและจรยิ ธรรมในการทำงาน เป็นการทำงานอย่างมีจติ สำนึกถกู วิธี เป็นขั้นตอน มี ประสิทธิภาพ และเป็นที่ยอมรบั ของผู้อ่ืนในสงั คม ซ่งึ มีองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้ 7.1 มีการประกอบอาชีพท่ีสุจริต ในการทํางานเราจะต้องเลือกประกอบอาชีพท่ีสุจริตไม่ เดือดรอ้ น ไมเ่ ป็นภัยตอ่ สังคม และคนท่ัวไปเลอื กท่จี ะประกอบอาชพี นน้ั 7.2 มีความเสียสละ อุปกรณ์ในการทำงานร่วมกับผู้อื่น เราจะต้องเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าประโยชนส์ ่วนตน ไมเ่ หน็ แก่ตัว รู้จกั ใหแ้ ละการแบง่ ปัน ช่วยคนอน่ื โดยไม่หวงั ผลตอบแทน 7.3 มีความซ่ือสัตย์ ในการทำงานเราจะต้องมีความซ่ือสัตย์ต่อหน้าที่และงานท่ีเราได้รับ มอบหมายปฏบิ ตั งิ านด้วยความจรงิ ใจ และไม่คดโกงหรือหลอกลวงผอู้ ่นื 7.4 มีความขยันและอดทน มีความมุ่งม่ันต่องานท่ีเราได้รับมอบหมาย เพ่ือให้งานน้ันบรรลุ เป้าหมายในการทำงาน ใหน้ ำปญั หาหรืออุปสรรคนน้ั มาปรับปรุงและแก้ไขให้ดียงิ่ ขน้ึ 7.5 มีความยุติธรรม ในการทำงานเราจะต้องไม่ลำเอียง ยึดถือความถูกต้องเป็นหลัก ไม่อคติกับ เรอ่ื งตา่ งๆท่ไี ด้ยินหรอื รบั ฟงั จงึ จะเป็นทน่ี ่านบั ถอื ของเพื่อนรว่ มงาน 7.6 มีความรับผิดชอบ มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย จากเพื่อนร่วมงาน ลูกค้า สงั คมและส่งิ แวดลอ้ ม โดยใช้วัตถุดิบท่มี คี ุณภาพมาผลิตสินคา้ ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดล้อม 7.7 มคี วามตรงต่อเวลา เปน็ วนิ ยั พืน้ ฐานในการทำงานมีความตรงตอ่ เวลา ไมม่ าทำงานสายและ ตอ้ งสง่ งานทีไ่ ด้รบั มอบหมายตามกำหนด และทำใหง้ านน้ันสำเร็จตามเปา้ หมายที่วางไว้ ประโยชน์ของการตรงต่อเวลา การพัฒนาตนเองให้เปน็ คนตรงตอ่ เวลา คือ เราต้องร้จู ักแบ่งเวลาให้เหมาะสมกับกจิ กรรมตา่ งๆ เป็นการจัดระเบยี บให้กบั ชวี ิต สำหรบั ในการทำงานหรือการเรยี น เป็นการพยายามทำงานหรอื สง่ งานให้ก่อนเวลา เพ่อื ใหม้ เี วลาตรวจทานและส่งงานให้ตรงตามกำหนด หากมีการนัดหมายกบั ผใู้ ด ควรทีจ่ ะเผอ่ื เวลาในการเดินทาง เพือ่ ไปให้ถึงจดุ หมายกอ่ นเวลาสักเลก็ นอ้ ย เพื่อจะไดไ้ ม่ต้องเร่งรีบรวมถงึ มีเวลาเตรียมความพร้อมใหก้ ับตนเอง การทเ่ี ราเป็นคนตรงต่อเวลา จะช่วยใหเ้ ราเป็นคนที่ขยนั ขันแข็ง มีความกระตือรือรน้ มคี วามเอาใจใสต่ ่องาน รกั ทจ่ี ะเรียนรู้อยูเ่ สมอ จะช่วยให้เราไมเ่ ฉ่ือยชา ทันสมัย มีชีวิตชีวา เป็นคนมีระเบียบวินัย สามารถจดั การกับงานหรือส่ิงที่ผ่านเข้ามาได้อยา่ งเป็นระบบ จึงทำให้เป็นคนทีป่ ระสบความสำเร็จในหนา้ ท่ีการงาน มคี วามก้าวหนา้ ในชีวติ หลายๆ ด้าน ทำใหเ้ ปน็ คนนา่ เชอ่ื ถือและผู้อน่ื ให้ความไว้วางใจ ทส่ี ำคัญคือจะชว่ ยใหต้ วั เรา เองสามารถจัดการกบั ชีวิตของเราได้อย่างราบร่นื และมีความสุขท้ังเรื่องงานและการดำรงชีวิตในปจั จบุ ัน

64 กิจกรรมที่ 2 คำชี้แจง : จงใส่เครื่องหมาย หน้าขอ้ ความทีถ่ กู และเครอื่ งหมาย หน้าขอ้ ความที่ไม่ถูกตอ้ ง .................1. การใช้ทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยการสมั ภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์จะต้องมีคุณสมบัติ มีมนุษยสัมพันธ์ดี .................2. ขายพวงมาลัยที่ส่ีแยกไฟแดงเป็นท่ีบุคคลในสังคมไม่ยอมรับ .................3. นายนรชยั มีคุณธรรมและจริยธรรมเรื่องความซื่อสัตย์ต่อเพื่อนร่วมงานให้ความไว้วางใจมากท่ีสุด .................4. นายกรวินทร์มีความขยันและอดทน เปน็ บุคคลท่ีมีคุณธรรมและจริยธรรมต่อเพ่ือนร่วมงาน .................5. มะลิ นำกระดาษที่ใช้แล้วมาขายสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่ามากที่สุด .................6. ใบเฟิร์น นำถ่านไฟฉายที่ใช้แล้วมาแพ็คติดกันเพ่ือทำเป็นที่ทับกระดาษสามารถใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่ ให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่ามากท่ีสุด .................7. ความสำคัญของการติดต่อสื่อสารเป็นการช่วยสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน .................8. ความสำคัญของการติดต่อส่ือสารเป็นการช่วยให้สามารถตรวจสอบข้อบกพร่องในการทำงานได้ .................9. การศึกษาข้อมูลของหน่วยงานท่ีจะต้องไปติดต่อ มีประโยชน์ช่วยให้ทราบรายละเอียดและการ บริการของหน่วยงาน ...............10. การศึกษาข้อมูลของหน่วยงานท่ีจะต้องไปติดต่อ มีประโยชน์ช่วยให้สมารถขอรับการบริการได้ อย่างถูกต้อง ...............11. การใช้หลักการอธิบายการแก้ปัญหา เพื่อให้ได้ความจริงหมายถึงทักษะกระบวนการทำงาน ...............12. เทคนิควิธีการต่างๆ ท่ีจะนำไปใช้ในการปฏิบัติงานหมายถึงทักษะกระบวนการทำงาน ...............13. การกำหนดแผนงานใหม่ เพ่ือลดปัญหาท่ีเกิดขึ้นเป็นการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล ...............14. ทักษะการจดั การ หมายถงึ กระบวนการดำเนนิ งานอย่างใดอยา่ งหน่ึงทเ่ี ป็นระบบโดยเริ่มต้งั แต่การ วางแผนดำเนินงาน การทำกิจกรรมต่างๆตามหน้าท่ีอย่างสร้างสรรค์ ...............15. การบำบดั และการฟื้นฟู เปน็ วธิ ีการที่จะช่วยลดความเส่ือมโทรมของทรัพยากรด้วยการบำบัดกอ่ นท่ี จะนำไปใช้

65 แบบทดสอบหลงั เรยี น วชิ าพ้ืนฐานการปลกู ผักปลอดสารพิษ รหัสวชิ า อช13309 สาระการประกอบอาชีพ ระดับประถมศึกษา 1. เราควรเลือกรับประทานผักชนิดใดท่ีปลอดภัยจากสารเคมีมากที่สุด ก. คะน้า ข. ชะอม ค. กะหล่ำปลี ง. ผักกาดขาว 2. พืชผักชนิดใดที่ปลูกได้ทุกฤดูกาล ก. ถ่ัวลันเตา ข. มะเขือเทศ ค. กะหล่ำปลี ง. มะเขือเปราะ 3. สถานที่ใดเหมาะกับการปลูกพืชผักสวนครัวมากท่ีสุด ก. ใกล้ที่พักและแหล่งน้ำ ข. มีร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ ค. เป็นท่ีราบลุ่ม น้ำท่วมถึง ง. อยู่ห่างไกลจากที่พักอาศัย 4. ดินท่ีเหมาะสมกับการปลูกพืชผักสวนครวั ควรมีลักษณะอย่างไร ก. เนื้อดินหยาบ น้ำซึมผ่านได้เร็ว ข. ดินท่ีกักเก็บน้ำได้ดี น้ำซึมผ่านได้ยาก ค. ดินท่ีมีหน้าดินตื้น มีอินทรียวัตถุน้อย ง. ดินที่มีเนื้อดินร่วนซุย มีอินทรียวัตถุมาก 5. เมล็ดพันธผุ์ ักลักษณะใดที่ควรคัดเลือกไว้ขยายพันธุ์ ก. เมล็ดท่ีอ่อนนุ่ม ข. เมล็ดที่มีลักษณะเบา ค. เมล็ดที่ยังไม่แก่เต็มท่ี ง. เมล็ดที่แก่จัด เนื้อแน่นแข็ง

66 6. ข้ันตอนแรกในการเตรียมดินปลูกผัก คือข้อใด ก. ย่อยดินให้ร่วนซุย ข. ขุดดินและเก็บวัชพืช ค. ตากดินเพื่อฆ่าเช้ือโรค ง. ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 7. พืชชนิดใดนิยมเพาะกล้าก่อนนำไปปลูกในแปลง ก. พริก ข. ผักบุ้ง ค. ข้าวโพด ง. สะระแหน่ 8. พืชผักชนิดใดที่ปลูกด้วยวิธีหยอดเมล็ดลงหลุม ก. ข่า ข. ผักชี ค. คะน้า ง. ฟักทอง 9. การพรวนดินใกล้โคนต้นมากเกินไปจะเกิดผลเสียอย่างไรกับพืช ก. ทำให้รากพืชขาด ข. ทำให้ดินอุ้มน้ำได้น้อย ค. ทำให้น้ำขังรอบโคนต้นพืช ง. แมลงศัตรูพืชทำลายได้ง่าย 10. การใส่ปุ๋ยเคมีติดต่อกันเป็นเวลานาน มีผลเสียต่อดินอย่างไร ก. ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ข. ดินเสื่อมสภาพลง ค. ดินมีสภาพเหมาะกับการปลูกพืช ง. ดินมีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มมากข้ึน

บรรณานุกรม https://sites.google.com/site/phakplxdsarphis55/home/karte-ri-ym-paelng-pluk/kar-pluk-laea-kar- dulae http://www.naewna.com/local/354592 https://sites.google.com/a/ptss.ac.th/my-work-agri/3-3-kar-pluk-phuch https://sites.google.com/site/phakplxdsarphis55/home/karte-ri-ym-paelng-pluk/kar-pluk-laea-kar- dulae www.thaiarcheep.com http://www.thaicityfarm.com/2018/04/20/seeds-collection/ จวงจันทร์ ดวงพตั รา. 2529. เทคโนโลยีเมลด็ พนั ธ์ุ. ภาควชิ าพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์. กรงุ เทพฯ. 210 หนา้ . https://sites.google.com/a/knw.ac.th/kar-ngan-xachiph-5/thaksa-ni-kar-thaa-ngan-pheux-ka-rdaa- rng-chiwit Lauwere 2004; Dimov and Shepherd,2005; Pyysiäinen, Anderson, McElwee and Vesala,2006; Haber and Reichel, 2007; Rudmann, Vesala and Jäckel, 2008) https://sites.google.com/a/knw.ac.th/kar-ngan-xachiph-5/thaksa-ni-kar-thaa-ngan-pheux-ka-rdaa- rng-chiwit

คณะผจู้ ัดทำ ท่ีปรึกษา นายปณั ณพงศ์ ทา้ วอาจ ผอู้ ำนวยการ สำนักงาน กศน.จงั หวดั แพร่ นางสาวสุนทรี เตินขนุ ทด รองผอู้ ำนวยการ สำนักงาน กศน.จังหวัดแพร่ นางสาวอรณุ ี พนั ธุพ์ าณิชย์ ผูน้ วยการ กศน.อำเภอสูงเมน่ นางสาวศริ ลิ กั ษณ์ มัน่ เหมาะ ครู นายภญิ โญ โออุไร ครูผชู้ ่วย ผูร้ วบรวม/เรยี บเรยี ง ครู กศน.ตำบล นางสุภิญญา ประทศิ บรรณาธิการ ผ้นู วยการ กศน.อำเภอสงู เมน่ นางสาวอรณุ ี พันธพ์ุ าณชิ ย์ จดั รูปเล่ม ครู กศน.ตำบล นางสุภิญญา ประทศิ พิมพ์ท่ี กศน.อำเภอสงู เม่น เลขท่ี ๙๒ หมทู่ ๓ี่ ตำบลสูงเม่น อำเภอสูงเมน่ จงั หวัดแพร่ ๕๔๑๓๐ โทรศพั ท์ ๐๕๔-๕๔๔๑๕๗


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook