Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore สมุนไพรในป่าอีสาน

สมุนไพรในป่าอีสาน

Description: พืชสมุนไพร

Search

Read the Text Version

พรกิ นายพราน ช่ือพชื พรกิ นายพราน ช่ืออืน่ พริกป่าใหญ่ ชือ่ วทิ ยาศาสตร ์ Tabernaemontana bufalina Lour. ชื่อวงศ์ Apocynaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไมพ้ มุ่ ขนาดเลก็ ใบเดย่ี ว ออกตรงขา้ ม เน้ือใบบาง แผ่นใบรูปรแี คบ แกมรปู ไข่ ยาว 8-15 เซนตเิ มตร กวา้ ง 2-4 เซนตเิ มตร ชอ่ ดอกแบบชอ่ กระจกุ ออกท่ีซอกใบหรือปลายยอด ดอกย่อย 3-25 ดอกสีขาวแกมเหลืองอ่อน รูปดอกเขม็ กลบี ดอกเช่ือมกันเปน็ หลอด สว่ นปลายแยกเป็น 5 แฉก เกสรตัวผู้ มี 5 อนั กา้ นเกสรสนั้ อบั เรณูรปู ขอบขนาน ปลายเป็นติง่ แหลม ท่อเกสรตัว เมียเรยี วยาว 7 มลิ ลิเมตร ปลายเกสรแยกเป็น 2 แฉก ผลแบบฝกั คู่ โค้ง รูปรีปลายเรียวแหลม คอดเว้าเป็นพูต้ืนๆ กว้างประมาณ 7 มิลลิเมตร ยาว 9-10 เซนติเมตร ผลย่อยแตกแนวเดียว ผิวมันสีเขียว ผิวเกล้ียง มีเมล็ด 6-8 เมล็ด เมล็ดแก่มีเย่ือหุ้มเมล็ดสีแดงสด พบตามป่าดงดิบแล้ง ป่าละเมาะท่วั ไป สรรพคุณ ยาพื้นบ้านอีสาน ใช้ ราก ตม้ น้ำ�ดื่ม ช่วยสมานแผล แกท้ อ้ งเสีย แก้ตกขาว แก้ไอ แก้เจ็บคอ แก้ไข้ ตำ�ละเอียดทาแก้ฝี ฝนน้ำ�ด่ืม แกไ้ อเป็นเลอื ด ตำ�รายาไทย ใช้ ท้ังต้น รสเย็น แก้ไข้ แก้ร้อนใน ดับพิษร้อน ราก รสสุขุม แก้โรคลม ใชป้ รงุ ยาแกโ้ ลหิตเปน็ พิษเนื่องจากชอกช้ำ� แก้ชำ้ �ใน รากผสมรากต่อไสแ้ ละรากหนามพงุ ดอ ฝนเหลา้ ดื่ม แก้ปวดท้อง ชว่ งท่อี อกดอก กรกฎาคม ถึง กันยายน ชว่ งทอ่ี อกผล ตลุ าคม ถึง พฤศจกิ ายน 47 พ

พลองเหมือด ช่อื พชื พลองเหมือด ช่อื อนื่ - ชื่อวิทยาศาสตร ์ Memecylon edule Roxb. ชอ่ื วงศ์ Memecylaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก เปลือกแตกเป็นร่องลึก ใบเดี่ยวเรียง ตรงข้าม รูปไข่ กว้าง 1.5-4 เซนติเมตร ยาว 2.5-6 เซนติเมตร แผ่นใบหนา คลา้ ยแผน่ หนัง ทางด้านลา่ งเส้นแขนงใบไม่ชัดเจน ช่อดอกแบบชอ่ กระจุกออก ตามซอกใบ หรือตามขอ้ ที่ใบรว่ งไปแลว้ กลบี ดอก 4 กลีบ หนา สขี าวอมมว่ ง หรอื สนี ้ำ�เงนิ เขม้ ดอกในชอ่ 2-8 ดอก เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางดอก 0.8-1 เซนตเิ มตร ฐานรองดอกหนารูปถ้วยสชี มพู ยาว 2-4 มิลลิเมตร เกลยี้ ง ปลายตดั หรอื แยก กลบี เลย้ี ง 4 แฉก เลก็ ๆ เกสรเพศผู้ 8 อัน รังไข่อยใู่ ต้วงกลีบ ผลสดแบบผล มีเนื้อหนึ่งถึงหลายเมล็ด ทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 6-7 มิลลิเมตร สเี ขยี วอมเหลอื ง เมอื่ สกุ สมี ว่ งถงึ ดำ� พบตามปา่ เตง็ รงั ชายปา่ เบญจพรรณ และ ป่าดิบแลง้ สรรพคุณ ตำ�รายาไทย ใช้ เปลือก รักษารอยฟกช้ำ� เปลือกต้นและแก่น เผาไฟจะใหน้ ้ำ�ยาง บรรเทาอาการปวดฟนั ทำ�ให้ฟนั แขง็ แรง ใบ ตม้ รักษาโรค โกโนเรยี ต้นและใบ ต้มน้ำ�ด่มื เป็นยาขับปัสสาวะ แกป้ สั สาวะขัด รากหรอื ลำ�ตน้ ตม้ น้ำ�ดืม่ รักษาโรคกระเพาะอาหาร ราก ผสมกบั สมนุ ไพรอน่ื ต้มน้ำ�ดืม่ แก้ประดง (อาการโรคผิวหนัง มีเม็ดขึ้นคล้ายผด คันมาก มักมีไข้ร่วมด้วย) ผลสกุ และใบออ่ น รับประทานได้ ผลสุกกนิ เป็นผลไม้ มรี สหวาน ยอดนำ�ไปกนิ เปน็ ผัก รสฝาดหวาน ใบ ใช้เปน็ สีย้อม ใหส้ ีเหลอื ง ชว่ งทอี่ อกดอกและตดิ ผล เมษายน ถงึ พฤษภาคม พ 48

พล่มู ะลี ช่ือพืช พล่มู ะลี ชอ่ื อื่น - ชอื่ วิทยาศาสตร์ Chionanthus ramiflorus Roxb. ชือ่ วงศ์ Oleaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไมพ้ มุ่ ขนาดเล็ก ใบเปน็ ใบเดย่ี ว ออกเรยี งตรงขา้ มกนั ใบรปู ขอบ ขนานแกมรี กว้าง 3-5 เซนติเมตร ยาว 8-18 เซนตเิ มตร เนื้อใบหนาคล้าย แผ่นหนัง ดอกช่อแบบช่อแยกแขนง หลวม ๆ ออกที่ซอกใบหรือก่ิงก้าน ช่อดอก ยาว 3-15 ซม. ดอกสีขาวหรือเหลอื งอ่อน มกี ลิ่นหอมเอียน ขนาดเล็ก ดอกย่อย 40-100 ดอก เกสรเพศผมู้ ี 2 อัน สน้ั กว่าหลอดกลีบ ปลายเกสร ตัวเมีย เป็น 2 พู ผลสด รูปมนรี หรือรูปไข่กลับ ขนาดประมาณ 1.5-3 x 0.5-2.2 เซนตเิ มตร ผวิ ผลเรียบ มชี ัน้ กลบี เลี้ยงรองรบั ผลออ่ นสีเขยี ว พอสุกเป็นสีม่วงดำ� ช้ันหุ้มเมล็ดแข็ง ภายในมี 1 เมล็ด พบตามป่าดิบและ ป่าผลดั ใบ สรรพคณุ ตำ�รายาไทย ราก ตม้ นำ้ �อมช่วยให้ฟนั ทน และเค้ียวอมเพอ่ื อดบุหร่ี ลำ�ต้น ใช้ในตำ�รับยาตะแบกป่า โดยนำ�มาผสมกบั เน้ือไม้ตะแบกป่า (มะเกลอื เลือด) ต้มน้ำ�ดื่มรักษาโรคมุตกิด โรคระดูขาว รักษาภาวะมีบุตรยากในสตรี เนือ่ งจากรอบเดือนผดิ ปกติ ชว่ งท่ีออกดอกและติดผล ธันวาคม ถงึ พฤษภาคม 49 พ

พวงพี ชือ่ พืช พวงพี ชื่ออืน่ - ชอ่ื วทิ ยาศาสตร ์ Clerodendrum schmidtii Clarke. ช่ือวงศ์ Labiatae (Lamiaceae) ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไมพ้ ุม่ ลำ�ตน้ ต้ังตรง สงู ไดถ้ งึ 1 เมตร เปลือกต้นเรยี บสีนำ้ �ตาล แตก กิ่งก้านน้อย ใบเดี่ยว เรียงตรงขา้ ม รปู ไข่แกมขอบขนาน หรือรูปไข่ กวา้ ง 5-8 เซนติเมตร ยาว 12-17 เซนตเิ มตร โคนใบมนเว้ารูปหัวใจหรอื รูปติ่งหู ผิวใบ หยาบทง้ั สองด้าน ดอกช่อแยกแขนง ออกที่ซอกใบ หอ้ ยลง คล้ายทรงพรี ะมิด กลีบ ดอกสีขาวมี 5 กลีบ ปลายมน วงกลีบดอกเป็นหลอด ยาวน้อยกว่า 6 เซนตเิ มตร กลีบเล้ียงสีแดงหมน่ โคนเชอ่ื มตดิ กัน แฉกกลีบเลีย้ งยาวกวา่ หลอดกลบี เลย้ี งวงกลบี เลยี้ งและวงกลบี ดอกเปน็ หลอด มขี นปกคลมุ ทง้ั สองดา้ น ผลสด รูปทรงกลม ผวิ เรียบ มี 4 พู โคนผลมกี ลบี เล้ยี งติดอย่คู งทน ผลอ่อนมี สเี ขยี ว พอสกุ เปน็ สีมว่ งดำ� พบตามปา่ ดิบเขตรอ้ น ป่าผลดั ใบ ป่าเต็งรัง สรรพคุณ ตำ�รายาพนื้ บ้านอสี าน ใช้ ราก ฝนหรือตม้ นำ้ � หรือดองเหลา้ เปน็ ยารสร้อน บำ�รุงเลอื ด ขบั เลอื ดเสยี สำ�หรับสตรีหลงั คลอด ช่วงท่ีออกดอกและติดผล มกราคม ถงึ กรกฎาคม พ 50

พะยอม ชอ่ื พืช พะยอม ชือ่ อื่น - ชือ่ วิทยาศาสตร ์ Shorea roxburghii G.Don ชอ่ื วงศ์ Dipterocapaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไมย้ นื ตน้ ขนาดกลางถงึ ขนาดใหญ่ เปลอื กนอกหนา แตกเปน็ รอ่ งตาม ยาว และเปน็ สะเกด็ หนา ใบเดยี่ วเรยี งสลบั กวา้ ง 3-7.5 เซนตเิ มตร ยาว 8-15 เซนติเมตร ใบรูปขอบขนาน ดอกช่อออกตามปลายกิ่งหรือเหนือรอยแผลใบ กลีบดอกสขี าวหรือขาวแกมเหลอื งออ่ น มี 5 กลีบ กลิ่นหอมจดั กลบี ดอกบิด เป็นเกลียว เช่ือมกันท่ฐี าน เวลาร่วงหลดุ ทั้งชน้ั เกสรตวั ผู้มี 15 อัน เรียงเป็น 3 ชนั้ ผลรปู กระสวย อยู่ใตก้ ระพุง้ โคนปีก มปี กี ยาว 3 ปีก ปลายมนกลม เมอื่ แหง้ จะเปน็ สนี ้ำ�ตาลแก่ เสน้ ตามยาวปกี ชดั เจน ปกี สน้ั มี 2 ปลายยาวและแหลม ผลแกส่ นี ้ำ�ตาลแดง เมลด็ เกลี้ยง ปลายมีติง่ แหลม พบตามป่าเต็งรัง หรอื ปา่ ที่ ถูกรบกวนน้อย ป่าเบญจพรรณแลง้ และปา่ ดบิ แลง้ สรรพคุณ ตำ�รายาไทย ดอก รสหอมสขุ มุ ปรุงเปน็ ยาแกล้ ม บำ�รุงหวั ใจ ลดไข้ เปลอื กต้น รสฝาด ต้มดมื่ แกท้ อ้ งร่วง แกล้ ำ�ไสอ้ ักเสบ ฝนทาสมานบาดแผล ชำ�ระแผล รักษาผดผืน่ คนั ทบุ เปลือกต้นใส่น้ำ�ตาลสดที่ปาดจากงวงตาลเพอ่ื กัน บดู หรือใสเ่ ครอ่ื งหมกั ดองเพอ่ื กนั บูด เปลอื กใช้ฟอกหนังและเคี้ยวกับหมากได้ ยอดอ่อนและเปลือก เป็นยาสมานแผล ทำ�ยาเย็นแก้ไข้ แก้ร้อนใน ชันไม้ ใชเ้ ป็นน้ำ�มันชกั เงา และยาเรอื ดอกอ่อน มรี สมัน ลวกเปน็ ผักจ้ิมนำ้ �พริก หรอื นำ�มาแกงส้ม ตม้ จดื ผดั น้ำ�มนั หอย ผัดกับไข่ หรอื ชุบไขท่ อด ชว่ งทอ่ี อกดอก ธันวาคม ถึง กมุ ภาพันธ์ ช่วงท่อี อกผล มนี าคม ถึง เมษายน 51 พ

พษิ นาศน์ ช่ือพชื พษิ นาศน์ ชื่ออื่น ถัว่ ดนิ โคก ชอื่ วทิ ยาศาสตร ์ Sophora exigua Craib ชื่อวงศ ์ Fabaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้พมุ่ ขนาดเล็ก สูง 15-30 เซนตเิ มตร ลำ�ต้นสั้นมาก ใบประกอบ แบบขนนก เรียงสลบั แนบกบั พื้นดนิ เป็นแนวรัศมี ใบย่อย 9-13 ใบ รปู วงรี รูปไข่หรือรูปขอบขนานแกมวงรี ใบย่อยปลายใบรูปไข่กลับ กว้าง 1.5-3 เซนติเมตร ยาว 2-5 เซนติเมตร ผิวใบมีขนละเอียดสีขาว ดอกช่อกระจะ ออกท่ีปลายยอด ดอกย่อยจำ�นวนมาก กลีบดอกรูปดอกถ่ัว สีม่วงเข้ม ก้านชอ่ ดอกยาว ผลเปน็ ฝักรูปขอบขนาน มีขนละเอียดสีขาว มีเมลด็ เดียว สรรพคณุ ยาสมนุ ไพรพื้นบ้านอีสาน ใช้ ราก ฝนกบั นำ้ �ดมื่ ชว่ ยลดไข้ในเดก็ ฝนทาแก้พษิ งู ต้มนำ้ �ด่ืม ฝนน้ำ�ทา แก้ฝี บำ�รงุ น้ำ�นม (กนิ มากไม่ด)ี ราก เหงา้ ลำ�ต้น ใบ ฝนทาฝี ช่วงทอ่ี อกดอกและตดิ ผล มีนาคม ถึง เมษายน พ 52

พพี วนน้อย ชื่อพชื พีพวนนอ้ ย ชือ่ อืน่ - ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Uvaria rufa Blume ชอ่ื วงศ์ Annonaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไมเ้ ถาเลอื้ ย กง่ิ กา้ นและยอดออ่ นปกคลมุ ดว้ ยขนละเอยี ดสนี ้ำ�ตาลแดง หนาแน่น ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่แกมรูปขอบขนาน รูปรีแกมรปู ขอบขนาน หรือรูปรีแกมรูปไขก่ ลับ กว้าง 4-6 เซนตเิ มตร ยาว 6-15 เซนตเิ มตร หลงั ใบ มีขนรูปดาวแข็ง ด้านล่างมีขนอ่อนนุ่มหนาแน่น ดอกเดี่ยว หรือออกเป็น กระจกุ 2-3 ดอก กลีบดอก 6 กลบี แยกเป็น 2 วง ๆ ละ 3 กลบี ดอกสีแดง สดแลว้ เปลย่ี นเปน็ สแี ดงเลอื ดนก มกี ลนิ่ หอม เกสรเพศผจู้ ำ�นวนมากอดั กนั แนน่ เกสรเพศเมียมีรงั ไขเ่ หนือวงกลีบ ผลแบบผลกลุ่ม กว้าง 1.0-1.1 เซนติเมตร ยาว 1.7-4.0 เซนติเมตร มีขนสีนำ้ �ตาลส้ัน ๆ ปกคลุม ผลเริ่มสุกสีเหลือง สุกเต็มที่สีแดงสด เน้ือข้างในสีขาว เมล็ดรูปรี พบทั่วไปในป่าเต็งรัง ปา่ เบญจพรรณ ปา่ ดบิ แลง้ ปา่ ละเมาะ หรอื ตามชายป่าดิบ สรรพคณุ ตำ�รายาไทย เนือ้ ไมแ้ ละราก แก้ไขก้ ลับไข้ซ้ำ� ต้มกินแกไ้ ขเ้ นื่องจาก กนิ ของแสลง ราก แก้ผอมแห้งสำ�หรับสตรที ีอ่ ยู่ไฟไม่ไดห้ ลงั การคลอดบตุ ร ใช้ เปน็ ยากระตนุ้ การคลอด บำ�รงุ นำ้ �นม รากและเนอื้ ไม้ รกั ษาอาการไขไ้ มส่ มำ่ �เสมอ ผล แก้เม็ดผนื่ คนั ตามตวั เปน็ ยาเยน็ ถอนพิษ ผลสุก บดกับนำ้ � ทาแกผ้ ดผื่นคัน รักษาโรคหดื ชว่ งท่ีออกดอก มีนาคม ถงึ เมษายน ช่วงทีอ่ อกผล มถิ ุนายน ถงึ กรกฎาคม 53 พ

พดุ ทุง่ ชอ่ื พืช พุดท่งุ ช่อื อน่ื โมกเตยี้ โมกน้อย ช่อื วิทยาศาสตร์ Holarrhena curtisii King et Gamble ชื่อวงศ์ Apocynaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไมพ้ ุม่ ขนาดเล็ก มนี ำ้ �ยางสีขาวขุ่นเมอ่ื หักตามลำ�ต้น ก่งิ ก้านและใบ ใบเดยี่ ว เนอ้ื หนาคลา้ ยแผน่ หนงั มขี นสน้ั นมุ่ ทง้ั สองดา้ น รปู ไขก่ ลบั หรอื รปู วงรี แกมขอบขนานเรยี ง ตรงกันข้ามสลับฉาก กวา้ ง 2.5-5 เซนตเิ มตร ยาว 7-12 เซนติเมตร ดอกช่อแยกแขนง มีดอกย่อยจำ�นวนมาก กลีบดอกสีขาวหนา โคนเชือ่ มติดกันเป็นรปู กรวย ปลายแยกเปน็ 5 กลบี เรยี งซอ้ นเหลอ่ื มกนั และ เวียนขวา มีกลิ่นหอมออ่ น ๆ เกสรเพศผมู้ ี 5 อัน รังไขอ่ ยเู่ หนือวงกลบี ผลเปน็ ฝักคู่ กลมยาว รปู คล้ายดาบ ปลายผลชข้ี ้นึ แตกตะเขบ็ เดยี ว เมล็ดมสี ีนำ้ �ตาล มีกระจุกขนสีขาว คล้ายเส้นไหม พบขึ้นท่ัวไปบริเวณพื้นที่ดินทราย ทุ่งหญ้า และปา่ โปรง่ ป่าผลดั ใบ สรรพคณุ ยาสมุนไพรพื้นบ้านอีสาน ใช้ ราก ต้มน้ำ�ดื่ม แก้บิด ถ่ายเป็น มูกเลือด แก้ท้องเสีย หรอื ผสมรากติว้ ขน ต้มน้ำ�ด่มื แกผ้ ดิ สำ�แดง ตน้ และ ราก มรี สรอ้ น ใชข้ บั เลอื ด ขบั ลม กระจายเลอื ดลม รากผสมกบั ออ้ ยดำ� ขา้ วสาร เจ้า แช่นำ้ �ดมื่ แก้อาเจยี น ตำ�รายาไทย ใช้ ตน้ และราก รสร้อน ขบั เลือด และหนองให้ตก ขบั ลม กระจายเลือดลม ขับพยาธิ เปลอื กและราก แกอ้ าการทอ้ งรว่ ง ชว่ งที่ออกดอกและตดิ ผล สงิ หาคม ถึง พฤศจิกายน พ 54

พุดผา ชอื่ พืช พุดผา ชอื่ อ่นื ข่อยหิน ชือ่ วิทยาศาสตร ์ Gardenia saxatilis Geddes ช่ือวงศ ์ Rubiaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไมพ้ มุ่ ลำ�ต้นตัง้ ตรง แตกกิ่งก้านมาก กิง่ ก้านตง้ั ฉากกบั ลำ�ตน้ เปลอื ก ต้นสีขาวนวล ใบเดี่ยว เรยี งตรงขา้ มสลบั ฉาก รูปวงรแี กมขอบขนานหรอื รปู ขอบขนานแกมใบหอกกลบั กว้าง 2-4 เซนติมตร ยาว 5-8 เซนติเมตร หลัง ใบสีเขียวเป็นมัน ดอกเด่ยี ว สมบรู ณเ์ พศ ออกทซ่ี อกใบหรือปลายก่ิง กลีบดอก สีขาว เช่ือมติดกันเป็นรูปกรวย กลิ่นหอม ก้านดอก และกลีบเลี้ยงสีเขียว กลีบเลี้ยงมี 6 กลีบ มีขนสีขาว เกสรเพศผมู้ ี 6 อนั ฐานติดอยดู่ ้านในของ กลีบดอก เป็นแผ่นเรียว เกสรเพศเมีย รังไข่มี 2 ห้อง ผลสด รูปไข่กลับ เมอ่ื สกุ สีส้ม เมล็ดเดยี ว หุ้มดว้ ยเย่อื สีสม้ พบตามลานหนิ ในป่าเต็งรัง สรรพคุณ ยาพ้ืนบา้ นอีสาน ใช้ เน้ือไม้ ราก ตม้ นำ้ �ด่ืม แก้เบ่อื เมา แกพ้ ิษ ช่วย ถอนพิษเห็ดเมา เปลือกต้น แช่เหล้าพอท่วม เอาส่วนน้ำ�ทา แก้อัมพาต ปวดชา ตามแขนขา ลำ�ต้น ตม้ น้ำ�ดม่ื แกเ้ บอื่ เมา ชว่ งทีอ่ อกดอก มนี าคม ถึง เมษายน ช่วงทอ่ี อกผล พฤษภาคม ถึง มิถนุ ายน 55 พ

แฟบน�้ำ ชื่อพชื แฟบน้ำ� ชอื่ อ่นื หูลิง ชือ่ วิทยาศาสตร์ Hymenocardia punctata Wall. ex Lindl. ช่อื วงศ ์ Hymenocardiaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไมพ้ มุ่ กึง่ ไมย้ ืนต้นขนาดเล็ก ใบเด่ยี วเรียงสลบั รูปไข่ รูปขอบขนาน หรือรูปวงรี กว้าง 1.5-3 เซนตเิ มตร ยาว 2.5-7 เซนตเิ มตร ดอกแยกเพศอยู่ คนละตน้ ดอกมีขนาดเล็ก ดอกตวั ผเู้ ป็นชอ่ แบบหางกระรอก (catkins) ยาว ประมาณ 2.5 เซนติเมตร สีแดงถงึ มว่ ง มเี กสรเพศผู้ 4 หรือ 5 อัน อยรู่ วม กับเกสรเพศเมยี ทีเ่ ป็นหมนั ดอกตัวเมยี เปน็ ช่อกระจะสัน้ ๆ ยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ผลแหง้ แตก ไม่มีปีก คลา้ ยรปู หัวใจ ลกั ษณะกลมแบน กวา้ ง แบง่ เปน็ 2 พู ดา้ นบนหยกั เว้าเล็กน้อย กว้างประมาณ 2 เซนตเิ มตร ปลายผลมี ยอดเกสรเพศเมยี ตดิ คงทน ผลออ่ นสเี ขยี วปนเหลอื ง ผลแกส่ นี ้ำ�ตาลเขม้ พอแหง้ แตกออกตามแนว มีเมล็ดเดียว พบตามป่าเตง็ รัง ปา่ ผลดั ใบ ป่าละเมาะรมิ นำ้ � สรรพคณุ ตำ�รายาไทย ใช้ แกน่ มรี สมึนเมาเล็กนอ้ ย แกพ้ ิษท้ังปวง แกพ้ ิษไข้ เซื่องซึม เป็นยาถอนพิษ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้ปวดหลังปวดเอว แก้กระษยั (การป่วยทเี่ กิดจากหลายสาเหตุ ทำ�ใหร้ ่างกายเสือ่ มโทรม ซบู ผอม โลหติ จาง ปวดเมือ่ ย) และขับปสั สาวะ ราก รกั ษากามโรค ยาพนื้ บ้านอสี าน ใช้ ลำ�ต้น ผสมลำ�ตน้ การเวก รากตบั เต่าต้น ราก เอนอ้าขน รากกำ�จาย ลำ�ตน้ ออ้ ยแดง ต้มนำ้ �ดมื่ แกผ้ ดิ สำ�แดง เขา้ ยากบั ขมน้ิ ตน้ และขมิ้นเครือ ต้มนำ้ �ดม่ื แก้ซางเดก็ ลำ�ตน้ และใบ นำ�มาเผาใหเ้ กดิ ควนั ไฟ รกั ษาฝหี นองในสตั วเ์ ลยี้ ง ราก เขา้ ยากบั รากสม้ กงุ้ ฝนกบั น้ำ�ดมื่ แกไ้ ขม้ าลาเรยี ชว่ งทอ่ี อกดอกและตดิ ผล กมุ ภาพนั ธ์ ถึง มถิ นุ ายน ฟ 56

มะกล่�ำ ต้น ช่ือพืช มะกลำ่ �ตน้ ชื่ออืน่ มะกลำ่ �ตาชา้ ง ชือ่ วิทยาศาสตร์ Adenanthera pavonina Linn. ชอื่ วงศ ์ Leguminosae - Mimosoidaea ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไมย้ นื ตน้ ขนาดกลางถงึ ใหญ่ ใบประกอบแบบขนนกสองชน้ั ปลายคู่ เรยี งสลบั ใบย่อยรปู วงรี รูปไข่หรือรปู ขอบขนาน กวา้ ง 1-3.5 เซนติเมตร ยาว 2-5.5 เซนติเมตร แผ่นใบบาง สีเขียวเข้ม เรียบเกลี้ยง ดอกช่อ ชอ่ ดอกแคบยาวรปู ทรงกระบอก ดอกออก ตามซอกใบบน ๆ หรือแตกแขนงทีป่ ลายก่ิง ช่อดอกยาว 7.5-20 เซนติเมตร ดอกย่อย ขนาดเลก็ กลบี ดอกสเี หลอื งออ่ นอมครมี ดอกแกเ่ ปลยี่ นเป็นสสี ม้ ดอกมกี ลิน่ หอมออ่ นๆ กลบี ดอกมี 5 กลบี เกสรตวั ผู้มี 10 อัน ผลเปน็ ฝกั รูปแถบ กวา้ ง 8-12 มลิ ลเิ มตร ยาว 15-30 เซนติเมตร สเี ขียว เม่อื ฝกั แกจ่ ะแตกสองตะเข็บและบิดมว้ นงอเปน็ เกลยี ว แน่นเพ่ือกระจายเมล็ด มีรอยคอดตามเมล็ดชัดเจน เมล็ดค่อนข้างกลม แข็ง สแี ดงเลือดนก หรือแดงสม้ ผวิ มัน พบตามป่าเต็งรงั และปา่ ดบิ แล้ง สรรพคุณ ตำ�รายาไทย ใบ ต้มกินแกป้ วดขอ้ แก้ลมเข้าขอ้ แกบ้ ิด แก้ทอ้ งร่วง เปน็ ยา สมาน บำ�รุงกำ�ลัง บำ�รุงธาตุ แกท้ ้องรว่ งและบดิ เมล็ดและใบ แก้ริดสีดวงทวาร เมลด็ รสเฝ่อื นเมา บดผสมนำ้ �ผ้ึง ป้นั เม็ด กินแกจ้ ุกเสยี ด แก้หนองใน เมล็ดบดพอกดับพิษฝี บดเปน็ ผงโรยแผลฝหี นอง ดบั พษิ บาดแผล ฝนกับน้ำ�ทาแก้อกั เสบ แกป้ วดศรี ษะ เมลด็ ใน บดเปน็ ผง ป้นั เมด็ กินขับพยาธไิ ส้เดอื น พยาธิเส้นดา้ ย เมลด็ คว่ั ไฟเอาเปลอื กหุ้มสแี ดง ออก บดเป็นผงผสมกบั ยาระบายใช้เป็นยาขบั พยาธิ เบื่อพยาธไิ ส้เดือน หรือพยาธิตวั ตดื เน้ือไม้ ฝนกับน้ำ�ทาขมับแก้ปวดศีรษะ กินกับน้ำ�อุ่นทำ�ให้อาเจียน ราก ใช้ขับเสมหะ แก้หดื ไอ แกเ้ สยี งแหบแหง้ แก้สะอึก แกล้ มในทอ้ ง แก้รอ้ นใน แกอ้ าเจียน ถอนพิษฝี ช่วงทีอ่ อกดอก กุมภาพันธ์ ถงึ เมษายน ชว่ งท่อี อกผล พฤษภาคม ถึง กรกฎาคม 57 ม

มะกอก ชอื่ พืช มะกอก ช่ืออื่น มะกอกบา้ น ชือ่ วิทยาศาสตร์ Spondias pinnata (L.f.) Kurz ชือ่ วงศ์ Anarcardiaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ยืนต้น เปลือกสีเทา หนา เรยี บ เปลือก ใบ และผล มีกลิน่ หอม ใบ ประกอบแบบขนนก ปลายคี่ ช้ันเดยี ว เรยี งแบบสลบั แผน่ ใบรูปขอบขนาน กว้าง 3-4 เซนตเิ มตร ยาว 7-12 เซนตเิ มตร ใบค่อนขา้ งนุม่ ใบออ่ นสีนำ้ �ตาลแดง ดอก แยกเพศอยบู่ นตน้ เดยี วกนั ออกเปน็ ช่อตามซอกใบ ดอกยอ่ ยจำ�นวนมากขนาดเลก็ สีขาวครีม ออกเป็นช่อแบบแยกแขนงที่ปลายกิ่งหรือซอกใบ กลีบดอก 5 กลีบ สีขาว เกสรเพศผู้มี 10 อัน ผลสด มีเนอ้ื ฉ่ำ�นำ้ � รูปไข่ กว้าง 2.5-3 เซนติเมตร ยาว 3-5 เซนตเิ มตร ผลแก่สีเหลืองอมเขียว ถงึ สีเหลืองออ่ น ประด้วยจดุ สเี หลอื ง และดำ� รสเปรย้ี วจดั เมลด็ เดยี ว ใหญแ่ ละแขง็ มาก ผวิ เปน็ เสย้ี นขรขุ ระ พบขนึ้ ตาม ปา่ เบญจพรรณ ป่าเตง็ รัง ปา่ ดบิ แล้ง สรรพคณุ ตำ�รายาไทย ใช้ ผล เปน็ ยาฝาดสมาน แกเ้ ลอื ดออกตามไรฟัน แกก้ ระหายนำ้ � ทำ�ใหช้ ุ่มคอ แก้ธาตพุ ิการ แก้โรคขาดแคลเซียม ผล ใบ และเปลือกลำ�ตน้ แก้รอ้ นใน ช่วย ใหช้ ุม่ คอ แกก้ ระหายน้ำ� แกเ้ ลือดออกตามไรฟนั แก้หอบ บำ�รงุ ธาตุ และแกบ้ ดิ เปลอื ก ลำ�ตน้ รสฝาดเย็นเปรยี้ ว ช่วยสมานแผล มกี ลิ่นหอม ฝาดสมานและเป็นยาเย็น ใช้ในโรค ท้องเสีย และโรคท่ีเกี่ยวกับลำ�ไส้ แกบ้ ดิ ปวดมวน ระงบั อาเจยี น ดับพิษกาฬ แก้ร้อนใน แกส้ ะอกึ เปลือกต้นและแกน่ แกท้ อ้ งอดื ท้องเฟ้อ ใบ แกป้ วดท้อง นำ้ �ค้ันจากใบหยอด แกป้ วดหู แก้หูอกั เสบ ใบมีกล่ินหอม รสเปร้ียว และฝาดสมาน เป็นผักจม้ิ และแต่งกลิน่ อาหาร เมลด็ เผาไฟแช่น้ำ�ดมื่ แก้ร้อนใน สุมแก้หอบ แกส้ ะอกึ ราก รสฝาดเยน็ แกร้ ้อน ใน กระหายนำ้ � ทำ�ให้ชมุ่ คอ ขบั ปสั สาวะ ช่วงท่อี อกดอกและติดผล ธนั วาคม ถงึ กมุ ภาพนั ธ์ ม 58

มะกอกเลื่อม ช่ือพืช มะกอกเล่ือม ชอ่ื อน่ื มะกอกเกลอื้ น ช่อื วทิ ยาศาสตร ์ Canarium sabulatum Guillaumin ช่ือวงศ ์ Burseraceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ยืนต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ใบประกอบแบบขนนกปลายค่ี เรียงเวยี น ใบย่อย 2-5 คู่ เรียงตรงขา้ ม ใบรปู ขอบขนานหรือรปู รแี กมรปู ไข่ กวา้ ง 8-9 เซนติเมตร ยาว 10-18 เซนตเิ มตร ใบแก่สแี ดงเขม้ ช่อดอกแบบ ชอ่ เชงิ ลด ยาว 7-25 เซนตเิ มตร ดอกย่อยจำ�นวนมาก มที ั้งดอกสมบรู ณ์เพศ และดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ช่อดอกเพศผู้มักเป็นแบบช่อกระจุกแยก แขนง ชอ่ ดอกเพศเมยี มกั เปน็ แบบชอ่ กระจะ กลบี ดอกสขี าวแกมเหลอื ง 3 กลบี รังไข่อยเู่ หนอื วงกลีบ ผลสดรปู กระสวย ผลแก่สีเขยี วอมเหลือง กวา้ งประมาณ 2 เซนติเมตร ยาว 2.5-3.5 เซนติเมตร โคนผลมกี ลีบเลย้ี งตดิ ทน เมลด็ รปู กระสวย 3 เมล็ด เรยี งกันเปน็ รูปสามเหลีย่ ม ช้นั หุม้ เมล็ดแข็งมาก พบขึน้ ตาม ป่าเต็งรงั ปา่ เบญจพรรณ ปา่ ละเมาะ และป่าหญ้า สรรพคุณ ตำ�รายาพื้นบ้านอีสาน ใช้ เปลือกต้น ใช้รักษาโรคลักปิดลักเปิด ผล แก้ไอ ขบั เสมหะ ตำ�รายาไทย ยาง รสฝาด ทาแกเ้ ม็ดผื่นคนั และเปน็ เคร่ืองหอม ผล เป็นยาแก้ไอ ขับเสมหะ แก้นำ้ �ลายเหนียว แก่น รสเฝอ่ื น แก้โลหิตระดูพกิ าร แกป้ ระดง ผลสด มรี สฝาดเปรย้ี ว นำ�มาดองและแชอ่ ิ่ม กินเป็นอาหาร เน้ือใน เมลด็ สีขาวรับประทานได้ มรี สมัน ช่วงท่อี อกดอก มกราคม ถงึ พฤษภาคม ช่วงทอี่ อกผล พฤษภาคม ถึง ธันวาคม 59 ม

มะคงั ขาว ชื่อพืช มะคังขาว ชือ่ อนื่ ตะลมุ พกุ ชอ่ื วทิ ยาศาสตร ์ Tamilnadia uliginosa (Retz.) Tirveng. & Sastre ชอ่ื วงศ ์ Rubiaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้พุ่มถึงไม้ยืนต้น ขนาดเล็ก สูง ตามปลายกิ่งก้าน และลำ�ต้น มีหนามแหลมยาว ออกตรงขา้ มกันเป็นคู่ ๆ เปน็ ปมขรขุ ระทว่ั ไป เปลือกตน้ มี สีน้ำ�ตาลเข้ม เนื้อไม้สีขาวปนน้ำ�ตาลอ่อน ละเอียด สม่ำ�เสมอมาก ใบเดี่ยว เรียงตรงขา้ ม สีเขียวออ่ น รปู ไขก่ ลับ กวา้ ง 5-10 เซนตเิ มตร ยาว 8-14 เซนติเมตร มหี ใู บเล็ก ๆ อย่รู ะหว่างก้านใบ ดอกเด่ยี ว กลีบดอกทรงกลมใหญ่ สีขาว มี 5 กลบี มกี ลน่ิ หอม กลบี ดอกค่อนข้างหนา ยอดเกสรตัวเมียมีนำ้ �เมือก ค่อนขา้ งมาก เกสรตวั ผมู้ ี 5 อนั เกสรตัวเมียมี 1 อนั ผลสด รปู ไข่ กลมรี ยาว 4-6 เซนตเิ มตร เนอื้ แนน่ แขง็ ผวิ ผลเรยี บ ผลสดสเี ขยี ว เมอื่ สกุ สเี หลอื ง ปลาย ผลมีกลบี เล้ยี งติดอยู่ เมล็ดรปู ทรงกลมจำ�นวนมาก เมลด็ มักฝอ่ พบขึ้นตามริม น้ำ� ในปา่ เบญจพรรณ และปา่ เตง็ รัง สรรพคุณ ยาสมนุ ไพรพนื้ บา้ นอสี าน ใช้ รากและแกน่ ตม้ นำ้ �ดมื่ เขา้ ยาแกป้ วดเมอื่ ย ชว่ ยบำ�รุงเลือด แก่น ผสมแกน่ มะคังแดง ตม้ น้ำ�ดม่ื บำ�รุงกำ�ลงั ผล และ ราก รสฝาดสุขมุ แก้ทอ้ งเสีย แก้บิดมูกเลอื ด ตำ�รายาไทย ผลและราก รสฝาดสขุ มุ ใชแ้ กท้ อ้ งเสยี แกบ้ ดิ มกู เลอื ด ชว่ งท่ีออกดอก กรกฎาคม ถึง ตุลาคม ชว่ งที่ออกผล ตุลาคม ถึง พฤศจิกายน ม 60

มะคังแดง ชือ่ พืช มะคังแดง ชอ่ื อืน่ ตะลุมพกุ แดง ชอ่ื วทิ ยาศาสตร ์ Gardenia erythroclada Kurz. ชื่อวงศ์ Rubiaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ยนื ต้น กงึ่ ไมพ้ มุ่ ขนาดกลาง ใบดกหนาทึบ ลำ�ตน้ และกง่ิ กา้ นสี น้ำ�ตาลแดง มขี นนมุ่ ๆ เหมอื นกำ�มะหยส่ี นี ้ำ�ตาลแดงปกคลมุ ทวั่ ไป โคนตน้ และ กิง่ มหี นามโดยรอบ หนามขนาดใหญ่ พุ่งตรงออกเป็นระยะ ใบเด่ียว เรียงตรงข้าม รปู วงรีหรอื รูปไข่กลับ กว้าง 8-15 เซนติเมตร ยาว 15-22 เซนตเิ มตร ผวิ ใบ มีขนท้ังสองด้าน มีหูใบอยู่ระหว่างก้านใบ ดอกช่อขนาดเล็กออกเป็นช่อสั้น ทีซ่ อกใบใกลป้ ลายกง่ิ ดอกยอ่ ยสีเขียวอ่อน กลีบดอกมี 5 กลบี โคนกลบี ดอก ตดิ กนั กลบี ดอกรปู กลม เกสรตวั ผเู้ ปน็ เสน้ ตดิ กบั กลบี ดอกวางสบั หวา่ งกลบี ดอก ผลสด รปู กระสวย มสี ันนูนจำ�นวน 5-6 สัน ผิวเรียบ ปลายผลมกี ลีบเลี้ยง ตดิ อยู่ เกิดตามปา่ ดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ สรรพคุณ ยาสมุนไพรพน้ื บ้านอสี าน ใช้ เปลอื กตน้ เขา้ ยากับมุ่ยขาว ทำ�เป็น ลกู กลอน แก้ปวดเสน้ เอน็ อมั พฤกษ์ อมั พาต แกร้ ิดสีดวงทวาร แกน่ ตม้ นำ้ � ดื่มแกป้ วดเมอื่ ย แกป้ วดประจำ�เดอื น แกน่ ผสมกบั ม่ยุ ขาว มุย่ แดง หนามแทง่ เล็บแมว เงี่ยงปลาดุก รักษาโรคกระเพาะอาหาร มะเรง็ ยาพื้นบา้ นใช้ ต้น ตม้ น้ำ�ด่มื แกเ้ ลอื ดลมเดินไมส่ ะดวก ผสมกับหวั ยาขา้ วเยน็ ตม้ น้ำ�ดม่ื แกไ้ ตพกิ าร (โรคเกย่ี วกบั ทางเดนิ ปสั สาวะ มปี สั สาวะขนุ่ ขน้ เหลอื งหรอื แดง มกั มอี าการแนน่ ทอ้ ง กนิ อาหารไมไ่ ด)้ แกป้ วดทอ้ ง ขบั พษิ โลหติ และน้ำ�เหลือง เปลือกตน้ ตำ�พอกแผลสด หา้ มเลือด ราก เปน็ ยาถา่ ย ชว่ งท่อี อกดอก พฤษภาคม ถงึ กรกฎาคม ชว่ งทอ่ี อกผล มกราคม ถึง กุมภาพนั ธ์ 61 ม

มะเดื่อปล้อง ชื่อพชื มะเด่อื ปล้อง ชื่ออืน่ - ชอ่ื วทิ ยาศาสตร ์ Ficus hispida L.f. ชอ่ื วงศ ์ Moraceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ต้นและก่ิงมีลักษณะเป็นข้อปล้องชัดเจน ทุกสว่ นมีนำ้ �ยางสขี าวขนุ่ ใบ เปน็ ใบเดยี่ ว เรียงตรงขา้ มสลบั ต้งั ฉาก รปู ไข่แกม ขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมรปู ไขก่ ลับ กวา้ ง 5-13 เซนติเมตร ยาว 11-28 เซนตเิ มตร ดอก ออกเปน็ ชอ่ แบบชนิดชอ่ มะเดื่อ (syconium) ตามก่งิ และลำ�ต้น อาจพบออกตามโคนตน้ หรอื ตามกง่ิ ท่ีห้อยลงไมม่ ใี บ ดอกยอ่ ยมีขนาดเล็กอดั กัน แนน่ เจรญิ อยบู่ นฐานของดอกทหี่ อ่ หมุ้ ไวม้ ลี กั ษณะคลา้ ยผล ภายในกลวง ทป่ี ลาย มีชอ่ งเปิด ภายในมีดอก 3 ประเภทคอื ดอกเพศผู้ ดอกเพศเมีย และดอกปุ่มหดู ผลชนิดผลแบบมะเดื่อ กลมแป้น รูปลกู ข่าง ตดิ เปน็ กลุ่มแนน่ 10-15 ผล ผล อ่อนสีเขียว เมือ่ แกส่ ีเหลือง พบตามปา่ ดิบแล้ง ป่าโปร่ง ป่าละเมาะ รมิ ลำ�ธาร สรรพคณุ ตำ�รายาไทย ผล แกก้ ระหายนำ้ � แก้บดิ แก้บวมอักเสบ เป็นยาพอก ใช้ล้างแผล สมานแผล ขับนำ้ �นม แกโ้ รคผิวหนงั เรอื้ รัง โรคโลหิตจาง ริดสดี วง ทวาร โรคตวั เหลือง เลือดกำ�เดาไหล อาการปวดกระเพาะ ไข้จบั ส่นั ผลแห้ง รกั ษาแผลในปาก ใบ ตม้ นำ้ �ดม่ื รกั ษาอาการไขห้ ลงั คลอดบตุ ร หนาวสน่ั ปสั สาวะ เหลืองหรอื เป็นเลอื ด ใสแ่ ผลฝี แผลในจมูก แผลหนองอักเสบ ราก ลำ�ต้น ตม้ น้ำ�ดมื่ กระตุน้ การหล่งั นำ้ �นม แก้หวดั ใช้ตำ�ทาแก้ฝี แกเ้ ม็ดผ่ืนคันตามผิวหนงั กนิ แก้พษิ ในกระดกู กล่อมเสมหะ แกท้ อ้ งเสีย แก้ประดง เปลือกตน้ ผล เมลด็ มฤี ทธท์ิ ำ�ใหอ้ าเจยี น เปลอื กตน้ เปน็ ยาทำ�ใหอ้ าเจยี น ยาระบาย ยาพอกฝมี ะมว่ ง ยาบำ�รุง แก้มาลาเรีย แก้ปวดทอ้ งในเดก็ รักษาสิวฝ้า กระดกู แตกหกั ชว่ งทีอ่ อกดอก มกราคม ถงึ มีนาคม ช่วงท่อี อกผล เมษายน ถึง พฤษภาคม ม 62

มะเด่ือหอม ช่ือพืช มะเดือ่ หอม ชอ่ื อ่ืน - ช่อื วทิ ยาศาสตร ์ Ficus hirta Vahl. ชอื่ วงศ ์ Moraceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไมพ้ มุ่ ขนาดเลก็ มนี ้ำ�ยางขาว ไมค่ อ่ ยแตกกงิ่ มรี ากเกบ็ สะสมอาหาร ใตด้ นิ มกี ลนิ่ หอม กง่ิ กา้ นมขี นแขง็ สากคาย เมอื่ แกล่ ำ�ตน้ จะกลวง ใบเดยี่ วเรยี ง สลบั รปู ขอบขนาน รปู ไขแ่ กมขอบขนาน รปู ขอบขนานแกมไข่กลบั หรือรูป ขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 5-12 เซนติเมตร ยาว 12-25 เซนติเมตร ใบมีพูลึก 3-5 พู มขี นทง้ั สองด้านของใบ ดอกช่อประกอบดว้ ยดอกขนาดเล็ก จำ�นวนมาก เบียดกันแนน่ บนฐานรองดอก ซึง่ เจริญหุม้ ดอก มชี อ่ งเปิดด้านบน ซง่ึ มใี บประดับซอ้ นทับหลายชั้นปดิ อยู่ ทำ�ให้ดภู ายนอกคล้ายผล ค่อนขา้ งกลม ดอกแยกเพศ อยู่ในช่อเดียวกัน ดอกเพศผู้ อยู่บริเวณรูเปิดของช่อดอก ดอกเพศเมีย มีรังไข่เหนือวงกลีบ ผลรวม ผลย่อยเป็นผลสด กลม เล็ก เม่ือสกุ มสี ีแดงอมสม้ มขี นหยาบสที องหนาแนน่ พบตามปา่ ดบิ แล้ง ทโ่ี ล่งแจง้ ป่าละเมาะ ปา่ โปร่งมดี อกตลอดปี สรรพคณุ ยาพืน้ บา้ นอีสาน ใช้ ราก ฝนนำ้ �กิน แก้ผิดสำ�แดง ชว่ ยบำ�รุงนำ้ �นม ตำ�รายาไทย ราก รสฝาดเย็นหอม ใช้แกพ้ ิษงู พษิ ฝี แกต้ ับพิการ หัวใจพกิ าร ฝนน้ำ�กิน แก้ผดิ สำ�แดง เป็นยาระบาย ขับลมในลำ�ไส้ บำ�รุงหวั ใจ บำ�รงุ กำ�ลัง ทำ�ให้ชื่นบาน แกพ้ ิษอกั เสบ ลำ�ต้นและราก ตม้ นำ้ �ดมื่ บำ�รงุ หวั ใจ ผล รสฝาดเย็น แกพ้ ิษฝี ยาพนื้ บา้ นภาคใต้ ลำ�ต้นหรอื ราก ใชต้ ม้ นำ้ �ดมื่ บำ�รุงหัวใจ ช่วงท่ีออกดอกและติดผล ตลุ าคม ถึง ธนั วาคม 63 ม

มะตูม ช่ือพืช มะตูม ชื่ออนื่ - ชื่อวิทยาศาสตร์ Aegle marmelos (L.) Correa ex Roxb. ช่อื วงศ์ Rutaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ตามต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลม ยาว แข็ง ใบประกอบแบบมใี บยอ่ ย 3 ใบ ออกเรยี งสลบั รปู ไข่ กวา้ ง 1-7 เซนตเิ มตร ยาว 4-13 เซนตเิ มตร สองใบลา่ งมีขนาดเลก็ และตดิ ตรงขา้ มกัน ใบปลายมีขนาดใหญ่ ดอกออกรวมกันเปน็ ช่อสัน้ ๆ ดอกสขี าวอมเขียวหรือสเี หลืองอ่อน ขนาด 1.5-2 เซนตเิ มตร มกี ลิน่ หอม กลบี ดอกมี 5 กลีบ ดอกสมบรู ณเ์ พศ เกสรตวั ผมู้ ี 65-70 อนั ผล รปู รกี ลมหรอื รยี าว ขนาดกวา้ ง 8-10 เซนตเิ มตร ยาวประมาณ 12-18 เซนติเมตร ผิวเรยี บเกลี้ยง เปลือกหนา แข็งมาก ไมแ่ ตก ผลอ่อนมี สเี ขียวพอสุกมสี เี หลอื ง เน้ือผลมสี ีเหลือง นิม่ มีกลิ่นหอม และมีเน้อื เยอ่ื สสี ม้ ที่มยี างเหนยี ว ๆ ภายในมี 8-15 ชอ่ ง เมล็ดจำ�นวนมากสีน้ำ�ตาลออ่ น มียางใสเหนียวห้มุ เมลด็ อยู่ เมล็ดรูปรี ๆ และแบน พบข้ึนทวั่ ไปตามป่าเบญจพรรณ และป่าแลง้ ทัว่ ไป สรรพคุณ ตำ�รายาไทย ผล ออกฤทธ์ิต่อกระเพาะและลำ�ไส้ แก้ท้องเดิน ท้องเสียเร้ือรัง แกบ้ ิดมกู เลือด บดิ เรอื้ รัง บำ�รุงธาตุ เจริญอาหาร แกเ้ จบ็ คอ คออักเสบ รอ้ นใน ปากเปือ่ ย ขับเสมหะ ขับลม ผลสุก รสหวานเย็น เป็นยาระบาย ช่วยย่อยอาหาร บำ�รุงไฟธาตุ แก้ลมในท้อง แก้มูกเลือด ผลอ่อน รสฝาดร้อนปร่าข่ืน บดเป็นผง ต้มกินแก้ธาตุพิการ แกท้ อ้ งเสีย แกบ้ ิด แก้โรคกระเพาะอาหาร ทำ�ให้เจรญิ อาหาร ขับลม บำ�รงุ กำ�ลงั ผลแก่ รส ฝาดหวาน ตม้ ดม่ื แกเ้ สมหะและลม บำ�รุงไฟธาตุ ชว่ ยยอ่ ยอาหาร ใบสด รสฝาดมัน คน้ั นำ้ � กินแก้หลอดลมอกั เสบ แก้บวม แกห้ วดั แกผ้ ดผนื่ คนั แกต้ าบวม แก้ตาอักเสบ เปลือกราก และต้น แก้ไข้มาลาเรีย ขับลมในลำ�ไส้ ราก แก้ปากเปื่อย ขับเสมหะ แก้พิษฝี พิษไข้ แกส้ ติเผลอ ขับนำ้ �ดี ขับลม เปลือกรากและลำ�ต้น แกไ้ ข้จับส่นั ขบั ลมในลำ�ไส้ ช่วงทอี่ อกดอก มนี าคม ถงึ พฤษภาคม ม ชว่ งทีอ่ อกผล ธนั วาคม ถึง กมุ ภาพนั ธ์ 64

มะแตกต้น ช่อื พืช มะแตกตน้ ชือ่ อื่น ผา่ สามเตีย้ ชื่อวทิ ยาศาสตร ์ Casearia flexuosa Craib. ชอื่ วงศ ์ Flacourtiaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ใบเดี่ยว เรียงสลับ มีรูปร่างแผ่นใบ หลายแบบและหลายขนาด เช่น รูปวงรีแคบ วงรแี กมขอบขนาน รูปขอบขนานถงึ ใบหอกแกมขอบขนาน รปู ไข่กลับ กวา้ ง 1-5 เซนตเิ มตร ยาว 3-15 เซนติเมตร แผ่นใบบางคล้ายกระดาษ ดอกช่อ แบบช่อกระจะ ออกท่ีซอกใบ มี 2-3 ดอก สขี าวแกมเขยี ว เกสรเพศผู้มี 8 อนั ก้านชยู าว 1 มิลลเิ มตร มีขนน่มุ อับเรณูรปู ขอบขนานแกมรูปไข่ ขนาด 0.5-0.7 มิลลเิ มตร รังไขร่ ูปไขแ่ คบ ขนาด 1 มิลลเิ มตร ก้านชูยาว 0.5-1 มิลลิเมตร ยอดเกสรเพศเมียกลม มี 3 พู เรียบ ผลสด ทรงรี ขนาดกวา้ ง 1 เซนตเิ มตร ยาว 1.5 เซนตเิ มตร มี 3-4 พู เมอ่ื แก่ผลแตก เปน็ 3 แฉก ผลอ่อนสเี ขยี ว เมือ่ สกุ สีเหลอื ง เมลด็ รปู ไข่ สีขาว มเี นอ้ื หุม้ เมลด็ สีแดง มี 3-8 เมลด็ สรรพคุณ ยาพ้นื บ้านอีสาน ใช้ ราก ตม้ นำ้ �ดมื่ ขบั ปัสสาวะ ต้มน้ำ�อมแก้ลน้ิ เปน็ ฝ้าขาว ท้ังต้น ใช้เด่ียวหรือผสมลำ�ต้นพลับเขา ผลพริกไทย และหัวกระเทียม ตม้ น้ำ�ดม่ื บำ�รุงโลหติ หลังคลอด ไมร่ ะบุสว่ นท่ีใช้ เป็นยาบำ�รงุ กำ�ลงั ชว่ งท่อี อกดอกและติดผล เมษายน ถงึ พฤษภาคม 65 ม

มะนาวผี ชอื่ พืช มะนาวผี ชอ่ื อน่ื - ชอ่ื วทิ ยาศาสตร ์ Atalantia monophylla (DC.) Corra ชอ่ื วงศ์ Rutaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้พุ่ม หรือไม้ยืนต้น ขนาดเล็ก มีหนามยาวหน่ึงอันตามซอกใบ ใบเด่ียว เรียงเวียน รูปไข่ หรือรูปรี กว้าง 1.8-4.5 เซนติเมตร ยาว 4.8-8 เซนติเมตร แผ่นใบแผ่เรียบ หนาคล้ายแผ่นหนัง ด้านบนสีเขียวเข้ม เปน็ มนั ชอ่ ดอก แบบชอ่ ซร่ี ม่ ออกตามซอกใบ ดอกมกี ลน่ิ หอม กลีบดอกสีขาว มี 4 หรอื 5 กลบี แยกจากกันเป็นอิสระ เกสรเพศผู้ 8 หรอื 10 อัน รงั ไขอ่ ยู่ เหนอื วงกลบี ยอดเกสรเพศเมยี มี 3-4 แฉก ผลกลม หรือรี ขนาดเล็ก ผวิ เรียบ สีเขียวอ่อนหรือเทา เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-4 เซนติเมตร ผิวหนาคล้ายหนัง มีตอ่ มนำ้ �มนั เป็นจุดหนาแน่น ปลายผลมกี า้ นเกสรเพศเมยี ตดิ ทน ผลภายใน มกี ลบี คล้ายสม้ เมลด็ จำ�นวนนอ้ ย รูปรี สขี าว พบตามป่าชายหาด บนเขาหนิ ชายฝัง่ ป่าเตง็ รงั ปา่ ดบิ แลง้ สรรพคณุ ตำ�รายาไทย ใบ มกี ลน่ิ คลา้ ยใบมะกรดู หรอื ใบมะนาว แกโ้ รคทางเดนิ หายใจ แก้จุกเสยี ด แก้ทอ้ งเสยี รักษาโรคผิวหนงั ผล รกั ษาโรคทางเดินหายใจ น้ำ�มนั จากเปลือกผลใชท้ าภายนอก แก้โรคไขข้ออกั เสบ ช่วงทอี่ อกดอกและติดผล ธันวาคม ถึง เมษายน ม 66

มะเมา่ ช่ือพืช มะเม่า ช่อื อืน่ เม่าท่งุ เมา่ ไขป่ ลา ช่อื วทิ ยาศาสตร์ Antidesma ghaesembilla Gaertn. ชอื่ วงศ ์ Euphorbiaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไมย้ นื ตน้ หรือไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบเดี่ยว เรียงสลับ ในระนาบเดียวกัน แผน่ ใบกว้างรูปไข่ถึงรูปรี กว้าง 3.5-4.5 เซนตเิ มตร ยาว 5-7 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นชอ่ แบบช่อเชงิ ลด แยกเพศอยู่ต่างต้น ดอกมีขนาดเลก็ มาก มดี อกยอ่ ย จำ�นวนมาก สเี ขียว ดอกเพศผมู้ ีชอ่ ดอกยาว 4-6 เซนตเิ มตร เกสรเพศผู้มี 4-6 อัน ปลายเกสรเพศเมียแยกเป็น 3 แฉก ช่อดอกยาว 2-3 เซนตเิ มตร แกนชอ่ มีขนส้ันนุ่มสีนำ้ �ตาลแดง รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ รูปไข่หรือกลม มีขนสั้นนุ่ม ผลเป็นช่อ ช่อผลยาว 4-7 เซนติเมตร ค่อนข้างกลมหรือรี ขนาดเล็ก เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลาง 4 มลิ ลเิ มตร ผิวมีขน ผนังชั้นในแขง็ ผลสกุ มสี แี ดงคล้ำ� ถึงดำ� เมล็ดขนาดเลก็ 1-2 เมลด็ พบตามปา่ เต็งรัง ท่โี ลง่ ลุ่มตำ่ � ปา่ ละเมาะ เรือกสวนทั่วไป และป่าพรุ ใบอ่อนและผลดิบใช้ปรุงอาหารให้มีรสเปร้ียว ผลสกุ มีรสเปรย้ี วรับประทานได้ สรรพคณุ ตำ�รายาไทย ใช้ใบและผล ต้มน้ำ�อาบแก้อาการซดี เหลอื ง โลหิตจาง เลอื ดไหลเวียนไมด่ ี เปลือกตน้ ฝาดสมาน บำ�รงุ กำ�ลัง ใบ ทาแก้ปวดศรี ษะ แก้โรคผิวหนัง ท้องบวม ผล ใช้ทำ�ยาพอกแก้อาการปวดศีรษะ แก้รังแค แก้ช่องท้องบวม ใชผ้ สมกับน้ำ�อาบแก้อาการไข้ ต้นและราก รสจดื บำ�รุงไต ขบั ปัสสาวะแกม้ ดลูกพิการและตกขาว ชว่ งท่อี อกดอก มนี าคม ถงึ เมษายน ช่วงทีอ่ อกผล พฤษภาคม ถึง กรกฎาคม 67 ม

มะยมป่า ช่ือพืช มะยมปา่ ชือ่ อ่นื กะอวม ชอื่ วิทยาศาสตร์ Acronychia pedunculata (L.) Miq. ชอ่ื วงศ ์ Rutaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไมพ้ ุ่มหรือไมย้ นื ต้น ใบเด่ียว เรียงตรงข้าม กว้าง 4.5-7 เซนตเิ มตร ยาว 13-20 เซนตเิ มตร ใบแกบ่ างเหนยี วดา้ นบนเป็นมัน แผ่นใบมจี ุดนำ้ �มนั กระจายท่ัวไป ดอกช่อแยกแขนง ขนาด 1-1.3 เซนติเมตร ออกที่ซอกใบ มีขนาดเลก็ กลบี ดอกสขี าว สขี าวแกมเหลอื ง สขี าวแกมเขยี ว หรอื สีเขียวหมน่ แตล่ ะชอ่ ยอ่ ยมี 3 ดอก ดอกกลางบานกอ่ น ดอกสมบรู ณ์เพศหรือแยกเพศอยู่ บนต้นเดยี วกัน กลบี ดอก 4-5 กลีบ บานออกไม่ซอ้ นกัน กลีบแคบและแหลม เกสรตัวผู้ 8 อนั เกสรตัวเมยี หมอนรองดอกมขี นหนาแน่นปกคลมุ หมอนรอง ดอกมี 8 ร่อง ผลสด รูปทรงกลม รูปไข่กลับหรือรูปกระสวย ขนาด 0.9-2 เซนตเิ มตร มีจดุ ตอ่ มมกั จะมรี อ่ ง 4 ร่องด้านบน สีเขยี วสด เมอื่ สุกเปน็ สเี หลอื งเขยี ว ผลไมแ่ ตกมเี นอ้ื บาง ชน้ั หมุ้ เมลด็ แขง็ พบตามปา่ ผสม ปา่ ละเมาะ สรรพคณุ ยาพื้นบา้ นอสี าน ใช้ เปลือกต้น ผสมเน้อื มะพร้าวแก่ เหงา้ ขมิน้ ชนั ตำ�ทาแกค้ นั รักษากลากเกล้ือน ตำ�รายาไทย ใบและผล ใช้ประคบลดอาการปวดเมื่อย ช่วงท่ีออกดอก มถิ นุ ายน ถึง กนั ยายน ช่วงที่ออกผล กันยายน ถงึ พฤศจิกายน ม 68

มะสงั ชือ่ พชื มะสัง ชอ่ื อื่น - ชื่อวิทยาศาสตร ์ Feroniella lucida (Scheff.) Swingle ชือ่ วงศ ์ Rutaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไมย้ นื ตน้ ขนาดกลาง แผก่ ง่ิ กา้ นจำ�นวนมาก ตงั้ ฉากกบั ลำ�ตน้ ออกเปน็ ทรงพมุ่ ลำ�ตน้ และกงิ่ กา้ น มหี นามแหลมยาว แขง็ ยาวประมาณ 1-2 เซนตเิ มตร ใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว หรือสองช้ัน ออกเวียนเป็นเกลียวตามกิ่ง ใบกลมรี ขอบใบเว้าเข้าหาเส้นกลางใบ ดคู ลา้ ยกา้ งปลา มี 3-5 แฉก แผน่ ใบโค้ง ขนึ้ ดา้ นบนเลก็ นอ้ ย สเี ขยี วเขม้ เปน็ มนั วาว ความยาวประมาณ 3-5 เซนตเิ มตร ตามผิวใบมีต่อมน้ำ�มัน ดอกออกเป็นช่อแยกแขนงท่ีซอกใบ กลีบเล้ียงและ กลีบดอกมี 5-6 กลีบ เกสรเพศผมู้ ี 10-12 อนั แยกกนั เกสรเพศเมียมี 1 อัน ผลสีเขยี วคล้ายผลมะนาว รูปกลม มีขนาดประมาณ 2.5 นิ้ว เปลอื กแขง็ และ หนามาก มเี มลด็ จำ�นวนมาก ผลมรี สเปร้ยี ว พบตามปา่ เตง็ รัง ปา่ ดบิ แล้ง สรรพคุณ ตำ�รายาพืน้ บา้ นอุบลราชธานี แก่นรวมกบั แกน่ มะขาม ใชต้ ้มนำ้ �ดื่ม ขณะอยไู่ ฟ ตำ�รายาไทย ใช้ ราก ตม้ น้ำ�ด่มื หรอื ฝนนำ้ �กิน แก้ไข้ ผลอ่อน แก้ไข้ ใบ แก้ท้องอืดเฟ้อ ใบ รสฝาดมัน บำ�รงุ รา่ งกาย สมานบาดแผล แกท้ ้องเดิน ผลมรี สเปรยี้ ว ใช้แทนมะนาวได้ ยอดออ่ น และใบอ่อนกนิ สด หรือนำ�ไปปิง้ ไฟ ให้หอม เปน็ ผักได้ ชว่ งทีอ่ อกดอก ธันวาคม ถงึ กุมภาพนั ธ์ ชว่ งท่อี อกผล กันยายน ถงึ พฤศจกิ ายน 69 ม

มะหากาหนงั ชือ่ พืช มะหากาหนงั ชือ่ อ่ืน - ชื่อวิทยาศาสตร ์ Euonymus cochinchinensis Pierre. ชื่อวงศ์ Celastraceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไมย้ นื ตน้ ขนาดเลก็ ใบเด่ียว เรียงตรงขา้ ม รปู วงรี ถงึ รูปวงรแี กม ขอบขนาน กว้าง 2.5-4 เซนติเมตร ยาว 5-8 เซนติเมตร ผิวใบด้านบน เขียวเข้มเป็นมนั ดอกช่อแยกแขนง ออกท่ซี อกใบ แกนชอ่ ยาว 3-5 เซนติเมตร ในซอกใบบน ๆ ชอ่ ยาวถงึ 13 เซนตเิ มตร กา้ นดอกยอ่ ยยาว 0.4-1.2 เซนตเิ มตร ดอกสมมาตร ดอกย่อยจำ�นวนน้อย ขนาด 1.5-2.5 เซนติเมตร กลีบดอก สีเหลอื งถงึ ชมพูแดง กลบี ดอก 5 กลีบ รปู ขอบขนาน ขอบกลีบจักเปน็ ฝอย ส่วนฐานแผ่เป็นจานกลมนูน ขนาด 3 มิลลิเมตร ก้านเกสรเพศผู้ยาว 2 มิลลิเมตร จำ�นวน 5 อัน ออกมาจากฐานรองดอกที่ใหญ่ ผลแห้งแตก รูปไขก่ ลบั ขนาด 1.5-2 เซนติเมตร สีชมพหู รอื แดง รปู กระบอง มี 5 เหลีย่ ม แตกตรงกลางพเู ปน็ 5 เสยี้ ว แต่ละเส้ียวมี 1 เมล็ด สดี ำ� เปน็ มนั มเี ยอ่ื (aril) สีส้ม หรอื แดงปกคลมุ ทีข่ วั้ สรรพคุณ ยาพนื้ บ้านอีสาน ใช้ ลำ�ตน้ เข้ายาบำ�รุงเลอื ด ต้มนำ้ �ดม่ื ราก แชน่ ้ำ� หรือฝนน้ำ� กินแกผ้ ิดสำ�แดง (กนิ อาหารแสลงไข้ ทำ�ให้โรคกำ�เริบ อาจมีอาการ ท้องเสีย) และ ราก ฝนน้ำ�กินแกเ้ มาเห็ด ตำ�รายาไทย เปลือก แชเ่ หลา้ โรง กนิ ก่อนอาหาร ทำ�ใหเ้ จรญิ อาหาร ชว่ งที่ออกดอก มิถุนายน ถึง สิงหาคม ม 70

เมก็ ชื่อพชื เมก็ ชอ่ื อ่ืน เสมด็ ชุน เสม็ดแดง ชื่อวิทยาศาสตร ์ Syzygium gratum (Wight) S.N.Mitra var. gratum ชอ่ื วงศ ์ Myrtaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ยนื ตน้ สงู ไดถ้ งึ 20 เมตร กง่ิ เป็นสันสี่เหล่ียม ลำ�ตน้ สีน้ำ�ตาลแดง เปลอื กบาง ซ้อนกันหลาย ๆ ชนั้ ใบเดี่ยว เรยี งตรงข้าม รปู ไข่ รูปรีถึงรปู ใบ หอก หรือรูปไข่ กวา้ ง 2.5-4 เซนติเมตร ยาว 6-8 เซนตเิ มตร ใบแก่ผวิ ด้าน บนเกลย้ี งมันวาว ใบออ่ นสีน้ำ�ตาลปนชมพู ผิวใบดา้ นลา่ งเกล้ียง มจี ุดโปรง่ แสง หนาแนน่ ดอกชอ่ แบบชอ่ แยกแขนง ยาว 1.5-3 เซนตเิ มตร ออกท่ีซอกใบ และปลายยอด ดอกยอ่ ยสีขาว ไมม่ ีกา้ นดอก กลีบดอก 5 กลบี แยกกัน สีขาว รูปเกือบกลม สีเหลืองอ่อน เกสรเพศผู้จำ�นวนมาก เกสรเพศเมียมีรังไข่ ขนละเอยี ด อยู่ใตว้ งกลบี ผลสด ทรงกลม สขี าว ฐานผลนนู ออกมาและบมุ๋ พบตามป่าผลัดใบ และริมลำ�ธาร ยอดออ่ นรับประทานเป็นผักได้ สรรพคณุ ยาสมนุ ไพรพน้ื บา้ นอสี าน ใชร้ าก ตม้ นำ้ �ดม่ื แกเ้ บอ่ื เมา แกผ้ ดิ สำ�แดง ยอดอ่อน รบั ประทานสด ขับลม ตำ�รายาไทย ใชเ้ ปลอื ก ต้มทา ลมพษิ หรือแก้พิษน้ำ�เกล้ียง ใบแก่ ตำ�พอกแกฟ้ กช้ำ� ช่วงท่ีออกดอกและติดผล เมษายน ถึง พฤษภาคม 71 ม

เมอื่ ยขาว ชอ่ื พืช เมอื่ ยขาว ชื่ออ่ืน มะเมื่อย ชือ่ วิทยาศาสตร ์ Gnetum montanum Markgraf ชอ่ื วงศ์ Gnetaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้เถาเนื้อแข็ง หรือไม้พุ่มรอเล้ือยขนาดใหญ่ บริเวณข้อพองบวม ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปไข่ถึงรูปขอบขนานแกมรูปไข่ กว้าง ประมาณ 5-6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 13-16 เซนติเมตร เนอ้ื ใบหนาและ เหนียวคลา้ ยแผน่ หนงั ดอกออกเป็นช่อเชงิ ลด แตกแขนงมาก แยกเปน็ ชอ่ ดอก เพศผู้และเพศเมีย สรา้ งโคนหรอื สตรอบิลัส เรียงเป็นชัน้ ๆ โคนเพศผแู้ ละโคน เพศเมียแยกเพศ อยู่บนต้นเดียวกัน โคนตัวผู้เป็นช่อเชิงลด แตกแขนง ออกที่ปลายยอดหรอื ตามลำ�ตน้ แตล่ ะโคนมี 8-15 ชนั้ แต่ละชน้ั มเี กสรเพศผู้ 8-25 อัน เรียงเป็นวงรอบขอ้ โคนเพศเมยี แตกแขนง แตล่ ะโคนมี 6-14 ชน้ั แตล่ ะชัน้ มี 1-8 เมล็ด มขี นเล็กน้อย เมลด็ รูปกระสวย ไมม่ ีผลห่อหมุ้ จะมีกลบี นุ่มคลา้ ยหนงั หมุ้ อยู่ เมอื่ ยังอ่อนสีเขยี วเมอื่ แกส่ ีชมพูแดง พบตามป่าดิบแล้ง สรรพคุณ ยาพ้ืนบ้านอีสาน ใช้ ลำ�ต้น ผสมกับเถาเอ็นอ่อน ต้มนำ้ �ด่ืม แก้ปวดเมื่อย ต้มน้ำ�ดื่มช่วยในการอยู่ไฟ เปลือกต้น ต้มน้ำ�ด่ืมแก้บวมพอง ใช้ทำ�เชือก มีความเหนียวมาก ราก น้ำ�ต้มรากกินแก้พิษบางชนิด และ แกไ้ ขม้ าลาเรยี เมลด็ ทำ�ใหส้ กุ รบั ประทานได้ ชาวเขาผ่าอีก้อ ใช้ ใบ ต้มน้ำ�ชะล้างแผลสด แผลเป่ือยอักเสบ ฝี หนอง ตมุ่ ช่วยใหเ้ ลอื ดไหลเวยี นได้ดี ชว่ งท่อี อกดอก มกราคม ถึง มนี าคม ชว่ งทอ่ี อกผล กมุ ภาพันธ์ ถึง พฤษภาคม ม 72

เมอื่ ยดูก ช่ือพชื เมอื่ ยดูก ช่ืออนื่ เม่ือยแดง ชอ่ื วิทยาศาสตร ์ Gnetum macrostachyum Hook.f. ชอ่ื วงศ์ Gnetaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ พชื เมลด็ เปลอื ย เปน็ ไมเ้ ถาเนือ้ แขง็ เน้ือไมม้ วี งปสี แี ดงเขม้ เปลือกเถา แกส่ นี ้ำ�ตาล ใบเด่ียว เรียงตรงขา้ ม รปู ขอบขนานถงึ รปู ขอบขนานแกมรปู ใบหอก กวา้ ง 4-5 เซนติเมตร ยาว 14-16 เซนตเิ มตร เน้อื ใบหนาและเหนยี วคล้ายแผ่นหนงั ดอกช่อแบบช่อเชิงลด ออกที่ซอกใบหรอื ตามลำ�ตน้ สร้างโคนหรอื สตรอบิลสั เดี่ยว ออกเป็นชอ่ แกนรูปทรงกระบอก มลี ักษณะเป็นกลมุ่ เรียงเปน็ ชน้ั สชี มพแู ดง ดอก แยกเพศ ดอกยอ่ ยเรียงเป็นชั้น ชน้ั ละประมาณ 10 ดอก มีขนสนี ำ้ �ตาลลอ้ มรอบ แต่ละชั้น ปกคลุมหนาแน่น เมลด็ เปลอื ย ทรงรี ออกเปน็ ชอ่ หน่งึ ชอ่ มีประมาณ 20-25 เมล็ด ที่โคนแต่ละเมล็ดมีขนนมุ่ สน้ั สนี ้ำ�ตาลจำ�นวนมากปกคลมุ เมล็ดไมม่ ี ผลห่อหุ้ม จะมีกลีบนุ่มคล้ายหนังหุ้มอยู่ เม่ือยังอ่อนสีเขียวเมื่อแก่สีชมพูแกมส้ม สว่ นปลายมหี นามแหลมขนาดเล็กมากหนึ่งอันยืน่ ออกมาเล็กน้อย พบตามป่าเตง็ รัง สรรพคณุ ยาพน้ื บ้านอีสาน ใชล้ ำ�ตน้ ดองเหลา้ ดมื่ แก้ปวดเม่อื ย ลำ�ต้นผสมแก่น กดั ลน้ิ ลำ�ตน้ ขมนิ้ เครอื และลำ�ตน้ พรมคต ตม้ นำ้ �ดม่ื แกอ้ มั พฤกษ์ อมั พาต ราก ผสม รากพลบั เขา รากเมอ่ื ย และรากปอแดง ต้มน้ำ�หรือฝนด่มื แกไ้ ข้ เมลด็ เผาใหส้ ุก รบั ประทานได้ ในประเทศอนิ โดนเี ซยี ใชเ้ มลด็ ทำ�แปง้ ขา้ วเกรยี บ รสชาตหิ อมมนั อรอ่ ย ยาพืน้ บา้ นภาคใต้ ใชล้ ำ�ต้น ผสมลำ�ต้นตนี เปด็ น้ำ� หรอื รากหมากหมก ลำ�ต้นเถาเอ็นอ่อน และแก่นกันเกรา ต้มน้ำ�ดื่ม บำ�รุงเส้นเอ็น ผสมสมุนไพรอ่ืน แชเ่ หล้าด่ืม บำ�รุงกำ�ลงั ผสมสมนุ ไพรอื่น ต้มน้ำ�ด่ืม บำ�รุงโลหิตสตรี ช่วงทีอ่ อกดอกและติดผล มีนาคม ถงึ เมษายน 73 ม

โมกเครือ ชื่อพืช โมกเครอื ชอ่ื อนื่ เครือไสต้ นั ชื่อวิทยาศาสตร์ Aganosma marginata (Roxb.) G.Don ชือ่ วงศ์ Apocynaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไมเ้ ถาเนอื้ แขง็ ขนาดเลก็ ถงึ ขนาดกลาง ไมม่ มี อื เกาะ เถาออ่ นสนี ้ำ�ตาลแดง เถาแก่สีเทา ตามลำ�ต้นมีช่องอากาศกระจายท่ัวไป ทุกส่วนมีน้ำ�ยางสีขาวขุ่น ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม กว้าง 1.5-2.5 เซนตเิ มตร ยาว 6.5-8.5 เซนติเมตร ยอดอ่อน สนี ำ้ �ตาลแดง แผน่ ใบเปน็ คลนื่ สเี ขยี วเขม้ เปน็ มนั วาว ดอกออกเปน็ ชอ่ กระจะทปี่ ลาย กิ่ง กลีบดอกเช่ือมติดกนั เป็นรูปกรวย ปลายกลีบแยก ดอกย่อยสขี าวเกล้ยี ง มกี ลบี ดอก 5 กลีบ เรียงเวียนกัน เกสรเพศผู้มี 5 อัน เกสรเพศเมียมีรังไข่เหนือ วงกลีบ ผลเปน็ ฝกั คู่ เรยี วยาว ทรงกลม ปลายแหลม กว้าง 0.5-1.2 เซนติเมตร ยาว 30-50 เซนตเิ มตร เกลยี้ ง เมอ่ื แห้งแตกตามยาวตะเข็บเดยี ว เมล็ดจำ�นวน มากสนี ้ำ�ตาล แตล่ ะผลมี 35-62 เมลด็ มขี นสขี าวเปน็ พตู่ ดิ อยทู่ ป่ี ลายเมลด็ พบตาม ป่าผลัดใบ ป่าเต็งรงั ชายป่าดงดิบและป่าดิบแล้ง ริมสระน้ำ� หนองบงึ สรรพคุณ ยาสมนุ ไพรพน้ื บา้ นอสี าน ใช้ ราก ตม้ น้ำ�ดม่ื แกต้ กขาว ถา่ ยเปน็ มกู เลอื ด เปน็ ยาอายุวัฒนะ แก้โรคกระเพาะอาหาร เถา เขา้ กับหวั ขา้ วเยน็ ต้มนำ้ �ดมื่ สำ�หรับ สตรีอยู่ไฟหลงั คลอดบุตร ยอดออ่ น ใบอ่อน ผลออ่ นรับประทานเปน็ อาหารได้ ตำ�รายาไทย เถา มรี สเฝ่อื นฝาด ใช้ทาฝี แก้เมอื่ ยขบ แก้ผดผน่ื คัน นำ�มาผสม กับผลมะตมู ออ่ น เถาสิงโต และว่านมหากาฬ ตม้ น้ำ�ดม่ื รักษาโรคเบาหวาน เขา้ ยารกั ษา ประดง แก้พิษภายใน ราก ตม้ ด่ืมแก้โรคทางเดินปสั สาวะ แก้ไตและตบั พิการ บำ�รงุ กำ�ลงั ตอนฟ้ืนไข้ ช่วยเจริญอาหาร เปน็ ยาระบาย ขบั ระดู หรอื ผสมกบั แกน่ ล่นั ทม ต้มน้ำ�ดมื่ เป็นยาระบาย ยอด ใชแ้ ก้ท้องเสยี ใบ แกเ้ ม่อื ยขบ เข้ายาทารกั ษาฝี และริดสดี วงทวาร ช่วงทอ่ี อกดอก มนี าคม ถงึ เมษายน ชว่ งท่ีออกผล เมษายน ถึง พฤษภาคม ม 74

โมกมัน ชื่อพชื โมกมัน ชื่ออน่ื - ช่อื วทิ ยาศาสตร ์ Wrightia pubescens R. Br. ช่ือวงศ์ Apocynaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไมย้ นื ต้นขนาดเล็ก เปลือกดา้ นในมีนำ้ �ยางขาว ใบเด่ียว เรียงตรงข้ามสลบั ตัง้ ฉาก รปู รี กว้าง 3-4 เซนตเิ มตร ยาว 8-10 เซนตเิ มตร ชอ่ ดอก แบบช่อกระจุก ออกท่ีปลายกงิ่ ดอกสีขาวหรือสชี มพู รปู กรวย กลบี ดอก 5 กลบี โคนเชอ่ื มตดิ กัน เป็นหลอด ปลายแยกเป็นแฉกรูปรี ปลายหลอดกลีบดอกด้านนอก มีขนส้ันนุ่ม กระบงั รอบทต่ี ดิ ตรงขา้ มกลบี ดอกยาว 3.5-5 มลิ ลเิ มตร ตดิ แนบเกอื บตลอดความยาว ปลายจกั ซฟ่ี นั กระบงั รอบทตี่ ดิ สลบั กบั กลบี ดอก ยาว 1.5-3 มลิ ลเิ มตร รปู แถบ ปลาย แยกเป็น 2 แฉก เกสรเพศผู้ติดบนหลอดกลบี ดอก โผลพ่ น้ ปากหลอด รังไข่อย่เู หนอื วงกลีบ ผลแบบผลแตกแนวเดียว เป็นฝักคู่เช่ือมติดกัน ห้อยลง กว้าง 1.2-1.5 เซนติเมตร ยาว 6.5-30 เซนติเมตร ผิวฝักเกลี้ยง ไม่มีรูอากาศ เมล็ดรูปแถบ มีกระจกุ ขนทีป่ ลายดา้ นหนง่ึ พบตามปา่ ผลัดใบ ป่าเบญจพรรณ ป่าดบิ แลง้ สรรพคุณ ตำ�รายาพนื้ บา้ นอสี าน รากและเนอื้ ไม้ ตม้ นำ้ �ดม่ื แกบ้ ดิ ถา่ ยเปน็ มกู เลอื ด ตำ�รายาไทย เปลอื กตน้ รสขมรอ้ น ฝาดเมา ชว่ ยเจรญิ อาหาร บำ�รงุ ธาตุ ทำ�ให้ประจำ�เดือนปกติ แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย แก้โรคไต ฆ่าเช้ือรำ�มะนาด เช้อื คดุ ทะราด แก้บดิ มูกเลอื ด ใบ รสเยน็ เปน็ ยาขับนำ้ �เหลืองเสีย แก้ตับพิการ แกท้ ้องมาน ดอก รสจืด เปน็ ยาระบาย แกพ้ รรดกึ (ท้องผกู ) ผล รสเมา แก้ฟันผุ ฆ่าเช้ือรำ�มะนาด ราก รสร้อน รักษางูกัด แก้ลมท่ีเกิดเร้ือรัง เน้ือไม้หรือแก่น รสรอ้ นขม เป็นยาขับโลหิต กระพี้ บำ�รงุ ถงุ น้ำ�ดี น้ำ�ยาง รสเมาเบือ่ แก้บดิ ใช้แก้ ทอ้ งร่วง แกพ้ ิษงู แก้พษิ แมลงกัดต่อย ชว่ งทอี่ อกดอก เมษายน ถงึ สงิ หาคม ช่วงท่อี อกผล สิงหาคม ถึง ธนั วาคม 75 ม

โมกหลวง ชื่อพชื โมกหลวง ชอื่ อ่นื โมกใหญ่ ช่ือวิทยาศาสตร ์ Holarrhena pubescens (Buch.-Ham.) Wall.ex G.Don ชอ่ื วงศ์ Apocynaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้พุ่มผลัดใบ หรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ทุกส่วนมียางสีขาว ใบเดยี่ ว เรียงคูต่ รงขา้ มสลับตง้ั ฉาก ยาว 10-27 เซนตเิ มตร กว้าง 4-12 เซนติเมตร รปู ไข่ รปู รี รปู ไขแ่ กมรปู ขอบขนาน หรอื รปู ใบหอกกลบั ใบแกบ่ าง ชอ่ ดอกแบบชอ่ กระจกุ ออกใกลป้ ลายกง่ิ ดอกสีขาวหรอื สีเหลืองออ่ น กลิ่นหอม กลีบดอก มี 5 กลีบ โคนเชอ่ื ม เป็นหลอดเลก็ ๆ กลีบดอกเรียงซอ้ นเหล่ือมกนั เวยี นซ้าย เกสรเพศผู้มี 5 อัน เช่อื มกับ หลอดกลบี ดอก เกสรเพศเมยี มรี งั ไขเ่ หนอื วงกลบี ผลแหง้ ขนาดกวา้ ง 0.3-0.8 เซนตเิ มตร ยาว 18-43 เซนตเิ มตร รูปกระบอกแคบ ห้อยเป็นคูโ่ ค้ง แตกตามยาวเป็นตะเขบ็ เดยี ว ปลายฝักแหลม โคนฝกั แบน เมล็ดจำ�นวนมาก มีลักษณะแบน สนี ้ำ�ตาล มีแผงขนสีขาว ยาวเป็น 2 เท่าของเมลด็ พบตามปา่ เตง็ รงั ทว่ั ไป ปา่ เบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง สรรพคณุ ตำ�รายาไทย ใช้เปลือกต้น แก้บิด (ปวดเบ่ง มีมูกหรืออาจมีเลือดด้วย) แก้ท้องเสีย เป็นยาเจรญิ อาหาร แก้เสมหะเปน็ พิษ บำ�รงุ ธาตทุ ง้ั สี่ใหเ้ จรญิ ปรุงเปน็ ยา แกโ้ รคเบาหวาน แกไ้ ขจ้ บั สัน่ ตม้ นำ้ �ดม่ื ช่วยระงบั อาการปวดกล้ามเนื้อ ทาตัว แกโ้ รค ท้องมาน แก้เสมหะเป็นพิษ ปรุงเป็นยาแก้เบาหวาน แก้ไข้จับสั่น ใบ ขับนำ้ �นม แก้ปวดกลา้ มเนอ้ื ใชเ้ ปน็ ยาขับพยาธิ รักษาหลอดลมอักเสบ ฝี และแผลพุพอง ดอก เป็นยาถ่ายพยาธิ ฝกั แก้สันนบิ าตหน้าเพลงิ เมล็ด เปน็ ยาฝาดสมาน ขบั ลม ใชแ้ กไ้ ข้ ท้องเสีย แก้ไข้ แก้บิด ช่วยถา่ ยพยาธิในลำ�ไสเ้ ลก็ และรักษาโรคผิวหนงั แก่น มรี สฝาด เมา แก้โรคผิวหนัง แก้กลากเกล้อื น ราก มีรสร้อน เปน็ ยาขบั โลหติ ระดู เปลอื กต้นและ น้ำ�มนั จากเมลด็ ใชร้ กั ษาโรคทอ้ งร่วง เปลือกหรือใบ ต้มผสมน้ำ�อาบรักษาโรคหิด ชว่ งทอ่ี อกดอกและติดผล มีนาคม ถงึ กรกฎาคม ม 76

ยอป่า ช่ือพชื ยอป่า ชื่ออื่น - ชอื่ วิทยาศาสตร์ Morinda coreia Ham. ชอ่ื วงศ ์ Rubiaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ยนื ตน้ สูงไดถ้ งึ 15 เมตร กงิ่ ก้านมกั คดงอ หกั งา่ ย ช่อดอกและใบ ออกหนาแนน่ รวมกนั ท่ีปลายกิ่ง ใบ เดยี่ ว รูปรหี รือไขก่ ลบั เรยี งตวั แบบตรงขา้ ม สลบั ตงั้ ฉาก หลังใบสีเขยี วเป็นมนั ใบแกบ่ าง เหนียว ขนาดของใบ 4-7 x 8-17 เซนตเิ มตร มหี ใู บอยรู่ ะหวา่ งกา้ นใบ หลดุ รว่ งงา่ ย มกั พบใบออกรวมกนั อยทู่ ป่ี ลายกง่ิ ดอกเป็นช่อ ออกรวมกนั เปน็ กล่มุ ท่ซี อกใบ หรอื ปลายก่งิ กลีบดอกเช่ือมตดิ กันเปน็ หลอด กลีบดอกสีขาว มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ปลายกลีบแหลม แยกเป็น 5 กลีบ รูปสามเหล่ียม กลีบดอกหนาเม่ือดอกบานปลายกลีบแผ่กว้างออก เกสรตัวผู้สั้น 5 อัน ชูพ้นหลอดกลีบดอก ผลเป็นผลรวมรูปร่างค่อนข้างกลม ผลอ่อนสีเขียว เน้ือในออ่ นนุ่ม ฉ่ำ�นำ้ � สขี าว ผลแกส่ ีดำ� มีเมลด็ มาก สีน้ำ�ตาล เมลด็ แบน 1 เมล็ด ต่อหนึง่ ผลยอ่ ย พบในปา่ เตง็ รัง ป่าเบญจพรรณ สรรพคุณ ตำ�รายาไทย ใบ แก้ไข้ แกป้ วดศีรษะ แก้รดิ สีดวงทวาร แก้ม้ามโต ใบสด ตำ�พอกศีรษะฆ่าไขเ่ หา อังไฟแลว้ นำ�มาปิดทีห่ นา้ อกหน้าทอ้ งแก้ไอ แกจ้ กุ เสยี ด แก้ไข้ ผลอ่อน แก้คลนื่ ไส้อาเจยี น ผลสกุ งอม ขับระดูสตรี ขบั ลมในลำ�ไส้ ผลสุกรบั ประทาน ได้ เปลือกและเนื้อไม้ แก้ไข้ แก้ไข้มาลาเรีย แก่น ต้มหรือดองสุรา ดื่มขับเลือด บำ�รงุ เลอื ด ขับน้ำ�คาวปลา ขบั และฟอกโลหติ ระดู แกจ้ ุกเสยี ดแน่นเฟอ้ ขับผายลม ปอ้ งกันบาดทะยกั ปากมดลกู ราก แกเ้ บาหวาน ใชย้ ้อมผา้ ให้เปน็ สีแดง ยอปา่ เปน็ ไม้ มงคลของอีสาน ในการนำ�ข้าวขึ้นยุ้งจะตัดกิ่งยอป่ามาคำ้ �ยุ้งไว้ก่อนนำ�ข้าวขึ้นยุ้ง เพ่อื เปน็ สิรมิ งคล มคี วามหมายว่าใหข้ า้ วเพิ่มพูน ช่วงที่ออกดอก เมษายน ถงึ กรกฎาคม ช่วงทีอ่ อกผล พฤษภาคม ถงึ สิงหาคม 77 ย

ยางนอ่ งเครือ ชือ่ พชื ยางนอ่ งเครือ ชื่ออ่นื - ชอื่ วทิ ยาศาสตร ์ Strophantus scandens (Lour.) Roem.& Schult. ช่ือวงศ ์ Apocynaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไมเ้ ถาเนอ้ื แขง็ เลอ้ื ยพาดพนั ตน้ ไมอ้ นื่ เถากลม เกลย้ี ง เปลอื กสนี ้ำ�ตาลแดง ไส้อ่อน ทงั้ ต้นมนี ้ำ�ยางสขี าวมพี ษิ ใบเดยี่ ว หนาเรยี บ แขง็ ใหญแ่ ละยาว เรยี ง ตรงข้าม รูปวงรี รูปไขก่ ลบั หรือรปู ไข่ กว้าง 3-9 เซนติเมตร ยาว 5-15 เซนติเมตร ใบเป็นมันสีเขียวเข้ม ดอกช่อ กลีบดอกสีขาวนวล 5 กลีบ ปลายแหลมยาว สีแดงเข้มเมื่อแรกบาน แล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและแดง ปลายกลีบสีเหลืองแล้ว เปล่ียนเป็นสแี ดงและมว่ ง รยางค์รูปมงกุฎสีแดง แล้วเปล่ยี นเป็นสีม่วง ผลเป็นฝักคู่ รูปทรงกระบอก ขนาดใหญ่ กว้าง 2-5 เซนติเมตร ยาว 13-30 เซนติเมตร เมือ่ แก่จดั สนี ำ้ �ตาลแดง และแตกออก เมล็ดสนี ้ำ�ตาล มีขนสีขาว ปลิวไปตามลม เกดิ ตามทร่ี กร้างวา่ งเปล่าทัว่ ไป ในป่าละเมาะ ปา่ แลง้ สรรพคุณ ตำ�รายาไทย นำ้ �ยาง มรี สเมาเบ่ือเป็นพษิ บำ�รุงหัวใจอยา่ งแรง ไม่ควร นำ�มาใช้เอง เพราะอันตรายมาก ทางยาควรใช้แต่น้อยท่ีสุดจึงจะมีผลในทางดีได้ หรือใช้แก้ช็อกหมดสติ หมอโบราณกล่าวว่าใช้ยางไม้นี้ผสมทำ�ยาพิษอาบลูกดอก ทำ�ใหพ้ ษิ แลน่ เร็ว ยางจากตน้ ผสมกับยาพิษชนดิ อน่ื เชน่ พษิ จากงูเห่า และสตั ว์มี พษิ อนื่ ๆ มาผสมรวมกนั ทาลกู หนา้ ไมล้ า่ สตั ว์ เพราะยางไมน้ น้ี ำ�พษิ ซมึ เขา้ บาดแผล อยา่ งรวดเรว็ แตก่ อ่ นรบั ประทานเนอ้ื สตั วใ์ หเ้ ฉอื นเอาเนอื้ รา้ ยทม่ี สี เี ขยี วออกจนหมด จึงจะรบั ประทานเน้ือสตั วน์ ้นั ได้ ชว่ งที่ออกดอกและติดผล ธันวาคม ถงึ กุมภาพันธ์ ย 78

ยา่ นาง ช่ือพืช ยา่ นาง ช่ืออืน่ - ชือ่ วิทยาศาสตร์ Tiliacora triandra (Colebr.) Diels ชอ่ื วงศ์ Menispermaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้เถาเลอ้ื ย เถากลมขนาดเล็ก มีเนอ้ื ไม้ เลื้อยพันตามต้นไม้ หรือกิง่ ไม้ เถามสี ีเขยี ว ใบเดย่ี ว หนา สีเขียวเข้มเป็นมัน เรยี งแบบสลบั รูปไข่ ยาวประมาณ 6-12 เซนติเมตร กว้างประมาณ 4-6 เซนติเมตร ผวิ ใบเรียบมนั เหนียว มเี สน้ ใบ กง่ึ ออกจากโคนใบรปู ฝา่ มือ 3-5 เส้น ดอกออกเปน็ ช่อเล็ก ๆ แบบแยกแขนงตาม ขอ้ และซอกใบ มดี อก 1-3 ดอก สเี หลือง แยกเป็นช่อดอกเพศผูแ้ ละช่อดอกเพศ เมีย ดอกเพศผสู้ เี หลอื ง เกสรเพศผู้มี 3 อัน ดอกเพศเมยี เกสรเพศเมียมี 8-9 อัน ผลเป็นผลกล่มุ ผลกลมรูปไข่กลับ กว้าง 6-7 มลิ ลิเมตร ยาว 7-10 มิลลเิ มตร ผิวเกลยี้ ง มีเมลด็ แขง็ ผลสีเขยี ว ฉ่ำ�น้ำ� ออกเป็นพวง ตามขอ้ และซอกใบ เม่ือสุก จะเปล่ียนเปน็ สีส้มและแดงสด เมล็ดรูปเกือกมา้ พบตามป่าเต็งรงั ปา่ ดบิ ใกลท้ ะเล ตามริมนำ้ �ในปา่ ละเมาะ พบมากในท่รี กรา้ ง ไร่ สวน สรรพคณุ ตำ�รายาไทย ใชร้ าก ใชใ้ นตำ�รบั ยาแกไ้ ข้เบญจโลกวเิ ชียร (ประกอบด้วย รากย่านาง รวมกบั รากเท้ายายมอ่ ม รากมะเดอ่ื ชุมพร รากคนทา รากชิงช่ี (อยา่ งละ เทา่ ๆ กนั ) แกพ้ ษิ เมาเบ่อื แก้เมาสุรา ถอนพษิ ผดิ สำ�แดง ต้มกินแกอ้ ีสุกอใี ส ตมุ่ ผ่นื ขบั พิษตา่ งๆ แก้ทอ้ งผูก ปรุงยาแก้ไข้รากสาด ไขก้ ลบั ไข้หวั ไขพ้ ษิ ไขส้ ันนิบาต ไข้ปา่ เรื้อรัง ไข้ทับระดู บำ�รุงหัวใจ บำ�รุงธาตุ ลำ�ต้น ถอนพิษผิดสำ�แดง รักษาพิษไข้ แกไ้ ข้ตัวรอ้ น แก้ไขพ้ ษิ แก้ไข้รากสาด ไข้ดำ�แดง ไขฝ้ ีดาษ ไข้เซือ่ งซึม ไขก้ ลับไขซ้ ้ำ� แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว แก้ล้ินแข็งกระด้าง รักษาโรคปวดข้อ ใบ รับประทานถอนพิษ แกไ้ ข้ แก้ไข้รากสาด ไขพ้ ิษ ไข้เซอื่ งซึม ปวดหัวตัวรอ้ น อสี ุกอใี ส หัด เป็นยากวาดคอ ชว่ งท่ีออกดอก ตุลาคม ถึง พฤศจิกายน ชว่ งทีอ่ อกผล พฤศจิกายน ถงึ ธนั วาคม 79 ย

ย่านางแดง ชื่อพชื ยา่ นางแดง ชอ่ื อ่นื เถาขยนั ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Bauhinia strychnifolia Craib. ชื่อวงศ ์ Leguminosae (Fabaceae)-Caesalpinioideae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไมเ้ ถาเน้ือแขง็ พาดพนั ไปตามต้นไมอ้ ่นื เถาขนาดกลาง ๆ มกั แบน มีร่องตรงกลาง เถาแกก่ ลม สนี ำ้ �ตาลแดง มีมอื พนั สำ�หรบั ยดึ เกาะ ออกเปน็ คู่ ปลายม้วนงอ ใบดกหนาทึบ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่แกมขอบขนาน กวา้ ง 3-7 เซนตเิ มตร ยาว 6-12 เซนตเิ มตร ผวิ ใบมนั สเี ขยี วเขม้ ดอกชอ่ กระจะ ออกทปี่ ลายกิ่ง ดอกยอ่ ยจำ�นวนมาก กลีบดอกสีแดงสด มี 5 กลีบ เกสรเพศผู้ 3 อนั ก้านเกสรสีแดง ยน่ื พน้ กลบี ดอก เกสรเพศผเู้ ป็นหมนั 7 อนั ยาวไม่เทา่ กัน กลบี เล้ยี งสแี ดง 5 กลบี รูปถว้ ย ผลเป็นฝักแบน รูปขอบขนาน ปลายแหลม โคนฝักเป็นรูปหอก สีเขียวอ่อน เปลือกแข็ง เมื่อแก่แตกอ้า ยาว 15-16 เซนตเิ มตร เมล็ด 8-9 เมลด็ รูปขอบขนาน พบตามปา่ ดบิ เขา ปา่ เบญจพรรณท่แี ห้งแล้ง และทโ่ี ลง่ แจ้ง สรรพคุณ ยาพ้ืนบ้านอสี าน ใช้ลำ�ต้น หรอื ราก เขา้ ยาบำ�รุงโลหติ สำ�หรับสตรี หลงั คลอด ขณะอย่ไู ฟ ชว่ ยให้มดลกู เขา้ อูเ่ ร็วขน้ึ ราก แกไ้ ข้ แกพ้ ิษเบอ่ื เมา ตำ�รายาไทย ใช้ ใบ เถา และราก สรรพคุณเหมือนย่านางขาว ทุกประการ แต่มีฤทธิ์แรงกว่า และใช้แก้พิษ ถอนพิษยาเมา ยาเบ่ือ ยาส่ัง ถอนพิษผิดสำ�แดง ถอนพิษและแก้ไข้พิษทั้งปวง ขับพิษโลหิตและนำ้ �เหลือง แก้ท้องผกู ไมถ่ ่าย ใชฝ้ นกบั น้ำ� หรอื นำ้ �ซาวข้าว หรอื ตม้ น้ำ�ด่ืม ชว่ งที่ออกดอก พฤษภาคม ถงึ สงิ หาคม ช่วงท่อี อกผล พฤศจกิ ายน ถงึ ธันวาคม ย 80

รสสคุ นธ์ ชอ่ื พชื รสสุคนธ์ ช่ืออื่น - ช่ือวิทยาศาสตร ์ Tetracera loureiri (Finet.&Gagnep.) Pierre ex Craib. ชื่อวงศ์ Dilleniaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้เถาเนื้อแข็ง ขนาดกลาง เปลอื กเถาสีน้ำ�ตาล มเี นื้อไมแ้ ขง็ มีใบ รวมอยู่เฉพาะปลายยอด ใบเดยี่ วรูปรี ถงึ รปู ขอบขนาน กวา้ ง 3-5 เซนติเมตร ยาว 6-10 เซนตเิ มตร ขอบใบจักหา่ ง ๆ ใบออกเรยี งแบบสลับกัน เน้ือใบค่อน ข้างหนา ผวิ ใบดา้ นบนเห็นเสน้ แขนง ผิวใบด้านทอ้ งใบสากคาย หลงั ใบมีสีเขยี วเขม้ ดอกเลก็ ๆ ออกเป็นชอ่ แบบแยกแขนง มดี อกยอ่ ยจำ�นวนมาก ดอกมีทรงกลม สีขาว กลบี ดอกบางมี 5 กลบี หลดุ รว่ งงา่ ย ดอกส่งกลนิ่ หอมแรงตอนกลางคนื บานไม่พร้อมกัน เกสรเพศผู้สีขาว มีเป็นจำ�นวนมาก มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ ผลรูปไขเ่ บยี้ ว สีเขยี ว มีขนาด 0.7 เซนติเมตร มีจะงอยทสี่ ่วนปลาย เม่อื แก่ จะแตกแนวเดียว ภายในมีเมล็ดสีดำ�รูปไข่ 1-2 เมล็ด และมีเย้ือหุ้มเมล็ด (รก) สแี ดงสด พบข้ึนทวั่ ไปในป่าดบิ แล้ง ป่าเบญจพรรณและปา่ ชายหาด สรรพคุณ ยาพ้ืนบ้านอีสาน ใช้ลำ�ต้น และราก ต้มนำ้ �ดื่ม แก้ฝี แก้บวม ใบ ราก ตำ�พอกใช้เป็นยาแก้ผ่ืนคัน ต้มดื่มใช้เป็นยาแก้ตกเลือดภายในปอด อมแก้แผลในปาก ดอก มีรสหอมขม ใชป้ รงุ ยาหอม บำ�รุงหัวใจ แกล้ มวงิ เวียน แกอ้ ่อนเพลยี ตำ�รายาไทย ใช้ดอก รสหอมขม เข้ายาหอมบำ�รุงหัวใจ แก้ลม วิงเวียน แก้ออ่ นเพลยี มักใช้ค่กู ับเถาอรคนธ์ ใบ รกั ษาโรคหิด น้ำ�เล้ยี งจากต้น ผสมต้นหอมใช้รกั ษาฝหี นอง ใบแก่นำ�มารูดคาวปลาไหลไดด้ เี หมือนใบข่อย ช่วงท่อี อกดอก เมษายน ถึง สงิ หาคม ช่วงท่ีออกผล กนั ยายน ถึง พฤศจิกายน 81 ร

รกั ใหญ่ ชือ่ พืช รกั ใหญ่ ชอื่ อน่ื นำ้ �เกลย้ี ง ชื่อวิทยาศาสตร ์ Gluta usitata (Wall.) Ding Hou. ช่ือวงศ์ Anarcardiaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ใบเดี่ยว เรียงสลับเป็นกลุ่มตอนปลายก่ิง ใบรปู ไขก่ ลบั หรอื รปู ขอบขนานแกมรปู รี กวา้ ง 3.5-12 เซนตเิ มตร ยาว 20-30 เซนตเิ มตร แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ใบมขี นปกคลุมหนาแนน่ ชอ่ ดอกแบบช่อแยกแขนง มักทงิ้ ใบ กอ่ นออกดอก ดอกเรม่ิ บานจากสขี าว แลว้ เปลย่ี นเปน็ สชี มพแู ละแดงสด ดอกยอ่ ยจำ�นวน มาก กลีบดอกสขี าวมแี ถบสีเหลอื งแกมเขยี วตรงกลาง กลีบดอก 5-6 กลีบ ในดอกแก่ กลีบเลี้ยงรูปร่างคลา้ ยหมวก สีแดง มี 5 กลีบ เกสรเพศผู้ประมาณ 30 อัน ผลแบบผล ผนังช้ันในแขง็ คอ่ นขา้ งกลม เสน้ ผา่ นศนู ย์กลาง 1-3 เซนติเมตร มีสว่ นของกลบี ดอกท่ี ขยายเปน็ ปีก ท่ีโคนกา้ นผลสแี ดง มี 5 ปกี รูปขอบขนาน ระหว่างโคนปกี กบั ผลมีก้าน เชอื่ มยาว 1.5 เซนตเิ มตร ปีกยาว 5-10 เซนตเิ มตร มเี สน้ ปีกชัดเจน พบข้ึนกระจาย ทัว่ ไป ในปา่ ผลัดใบ ป่าเตง็ รงั ปา่ เบญจพรรณ ป่าดบิ เขา ทงุ่ หญา้ โลง่ เขาหินปนู สรรพคณุ ตำ�รายาไทย ใชเ้ ปลอื กตน้ ตม้ น้ำ�ดมื่ แกก้ ามโรค บดิ ทอ้ งรว่ ง ปวดขอ้ เรอ้ื รงั เขา้ ยาบำ�รุงกำ�ลงั ขบั เหง่อื ช่วยให้อาเจียน เปน็ ยารกั ษาโรคเรือ้ น เปลอื กราก แก้ไอ แกโ้ รคตับ ท้องมาน พยาธลิ ำ�ไส้ รักษาโรคผิวหนงั เมลด็ ใช้แก้ปากคอเปื่อย ชว่ ยยอ่ ย อาหาร แก้ปวดฟัน แก้คุดทะราด ริดสีดวง แก้อักเสบและปวดไส้เลื่อน นำ้ �ยางสด มพี ษิ ทำ�ให้ผวิ หนังอกั เสบ และคนั มาก เปน็ ยาถา่ ยอยา่ งแรง และกัดเนอื้ สด ขนจาก ใบแก่ของรกั เปน็ พิษตอ่ ผวิ หนงั เมือ่ ถูกผวิ หนังทำ�ให้คันทวั่ ตวั อาจทำ�ให้คนั อยูน่ านเป็น เดือน ผิวหนังอาจบวมพอง ชาวบ้านแก้โดยเอาเปลือกและใบสักมาต้มอาบ น้ำ�ยาง มีประโยชนใ์ ชท้ ำ�น้ำ�มันเคลอื บเงา นำ้ �ยางใสเมอ่ื ถกู อากาศจะเปลีย่ นเปน็ สีดำ� และเป็น มัน ใชท้ าไม้รองพนื้ สำ�หรับปดิ ทอง ในการทำ�เคร่ืองเขิน ขั้นตอน “ลงรกั ปิดทอง” ร ช่วงทีอ่ อกดอกและตดิ ผล พฤศจกิ ายน ถงึ กมุ ภาพนั ธ์ 82

รากสามสบิ ชอ่ื พชื รากสามสิบ ช่ืออน่ื - ช่อื วทิ ยาศาสตร์ Asparagus racemosus Willd. ชอ่ื วงศ ์ Asparagaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้เล้ือย เน้ือแข็ง ลำ�ต้นสีเขียว มีหนามแหลม มักเล้ือยพันตันไม้อื่น มเี หง้าและรากใต้ดนิ ออกเป็นกระจุกคล้ายกระสวยออกเป็นพวง อวบนำ้ � เปน็ เส้น กลมยาว ใบเดีย่ ว แข็ง ออกรอบข้อ เป็นฝอยเลก็ ๆ คลา้ ยหางกระรอก สเี ขียวดก หรอื เป็นกระจกุ 3-4 ใบ เรยี งแบบสลบั ใบรูปเขม็ กว้าง 0.5-1 มิลลเิ มตร ยาว 3-6 เซนตเิ มตร แผ่นใบมกั โคง้ สันเป็นสามเหล่ยี ม มี 3 สัน ช่อดอกแบบช่อกระจะ ดอกย่อย สีขาว ขนาดเล็ก มกี ลิน่ หอม มี 12-17 ดอก กลบี รวม มี 6 กลบี เช่อื ม กนั เปน็ หลอด กลบี ดอกบางและยน่ เกสรเพศผู้ เชอื่ มและอยตู่ รงขา้ มกลบี รวม ขนาด เลก็ มี 6 อนั รงั ไขอ่ ยเู่ หนอื วงกลีบ ผลสด ค่อนข้างกลม หรอื เปน็ 3 พู ผิวเรยี บ เปน็ มนั ขนาดเสน้ ผา่ นศนู ย์กลาง 4-6 มลิ ลเิ มตร ผลออ่ นสเี ขยี วเมื่อสกุ สีแดงหรอื มว่ งแดง เมลด็ สดี ำ� มี 2-6 เมล็ด พบตามปา่ โปร่ง หรือเขาหนิ ปนู สรรพคุณ ยาสมนุ ไพรพนื้ บ้านอีสาน ใชร้ าก ต้มน้ำ�ด่ืม แก้รดิ สีดวงทวาร ช่วยขับลม ตำ�รายาไทย ใชร้ าก ซึ่งมรี สเย็น หวานชมุ่ ใช้แก้ขัดเบา ขบั ปสั สาวะ และขบั เสมหะ บำ�รุงเด็กในครรภ์ บำ�รุงตบั ปอด แก้ตบั ปอดพิการ บำ�รงุ กำ�ลัง ต้น หรือราก ตม้ น้ำ�ด่มื แก้ตกเลอื ด และโรคคอพอก กินเปน็ ยาแกพ้ ษิ ร้อนในกระหายน้ำ� แก้ปวดเม่ือย ครนั่ ตัว ฝนทาแก้พิษแมลงป่องกดั ตอ่ ย แกป้ วดฝี ทำ�ให้เยน็ ถอนพษิ ฝี พิษปวดแสบปวดร้อน ผสมกับเหง้าขิงป่า และต้นจันทน์แดงผสมเหล้าโรง ใช้เป็นยาแก้วิงเวียน ท้ังต้นหรือราก ต้มน้ำ�ดื่ม แก้ตกเลือด และโรคคอพอก ผล มรี สเย็น ปรงุ เปน็ ยาแกพ้ ษิ ไข้เซ่ืองซึม แกพ้ ษิ ไขก้ ลับ ไข้ซำ้ � มกั ใช้ร่วมกบั ผล ราชดัด เพ่อื ดับพิษไข้จากบดิ เรอื้ รงั ช่วงท่ีออกดอกและตดิ ผล มิถุนายน ถึง กรกฎาคม 83 ร

ราชดัด ช่อื พืช ราชดัด ชื่ออื่น - ชอ่ื วิทยาศาสตร ์ Brucea javanica (L.) Merr. ชอ่ื วงศ ์ Simaroubaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้พุม่ หรือไมย้ นื ตน้ ขนาดเล็ก ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงสลับเวยี น รอบกง่ิ มใี บย่อย 5-13 ใบ แผ่นใบย่อยรปู ขอบขนานแกมรปู ไข่ถงึ รูปหอกแกมรูปไข่ กว้าง 3-6 เซนตเิ มตร ยาว 5-10 เซนตเิ มตร ขอบใบหยกั มนเปน็ ฟนั เลอื่ ยตลอดทงั้ ขอบใบ ปลาย ใบแหลม เนอ้ื ใบบาง นมิ่ ดอกออกรวมเป็นชอ่ กระจะตามซอกใบ เปน็ ดอกแยกเพศ มที ง้ั ต้นที่พบเฉพาะชอ่ ดอกตวั ผู้และดอกตวั เมียในชอ่ เดยี วกนั ดอกยอ่ ยมีขนาดเล็ก สขี าวอม เขยี วถงึ สแี ดงอมเขยี วหรือสมี ่วง กลีบดอกรปู ชอ้ น สอี มม่วงหรอื สีน้ำ�ตาลแดง กลีบดอกมี 4 กลีบ มีขน เกสรตัวผู้มี 4 อัน รังไข่เป็นชนิดอยู่สูง ผลเป็นผลสด กลมเป็นพวง มีเนื้อ ผวิ เรยี บเป็นมนั ขนาดเล็ก ยาวราว 4 มลิ ลเิ มตร ออกรวมกลุ่มกนั 1-4 ผล เปลือก ผลแข็ง เมื่อผลอ่อนสีเขียว เม่ือสุกมีสีดำ� มีเมล็ดเดียว ผิวเรียบ สีน้ำ�ตาล รสขมจัด พบตามป่าเบญจพรรณ และปา่ โปรง่ สรรพคุณ ตำ�รายาไทย ใช้ผลแก่จัด มีรสขม บำ�รุงน้ำ�ดี บำ�รุงน้ำ�เหลือง แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้ลมวิงเวียน แกห้ าวเรอวงิ เวยี น แกอ้ าเจยี น แกเ้ จ็บอก แก้อาเจียนเป็นเลอื ด เปน็ ยาบำ�รุง ธาตุ ทำ�ใหเ้ จรญิ อาหาร ขับพยาธิ แกโ้ รคบิดไมม่ ตี วั ทอ้ งร่วง และแก้ไข้มาลาเรีย เมล็ดแห้ง รสขมฝาด ใชร้ กั ษาโรคผวิ หนงั จำ�พวกเกลอ้ื น โดยนำ�เมลด็ แหง้ ตำ�พอแหลกแลว้ เอานำ้ �ทาบรเิ วณ ท่ีเป็น ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับลำ�ไส้ ใช้เตรียมเป็นยาคุมธาตุ บำ�รุงธาตุ รักษาโรคบิดไม่มีตัว โรคพยาธิ แก้ท้องรว่ ง ราก มีรสขม ตม้ น้ำ�ดื่ม เป็นยาแก้ไข้ แกบ้ ิด แก้เสยี ดท้อง แกป้ วดกล้ามเนอ้ื ใช้เคยี้ วกบั หมากแกไ้ อ ใบ มรี สขม ใชต้ ำ�กบั ปนู แดงพอกแก้ฝี แกก้ ลากเกลอ้ื น ถอนพิษตะขาบ แมงปอ่ ง แกต้ บั มา้ มโต ต้น รสขม แกไ้ ข้ แก้ไขม้ าลาเรยี ทงั้ ตน้ และเมลด็ รักษาไข้มาลาเรยี ชว่ งทอี่ อกดอก ตลุ าคม ถงึ ธันวาคม ร ช่วงท่ีออกผล มกราคม ถึง เมษายน 84

โลดทะนง ชอ่ื พชื โลดทะนง ชื่ออนื่ - ชือ่ วทิ ยาศาสตร์ Trigonostemon reidioides (Kurz) Craib ช่อื วงศ์ Euphorbiaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้พุ่มขนาดเล็ก มีรากเกบ็ สะสมอาหารพองโต ผิวสีแดงอมม่วง เนอื้ สีขาว ลำ�ตน้ เรียวเล็ก ขึน้ เปน็ กอ ทุกส่วนของต้นมีขนสนั้ นุม่ หนาแน่น ใบเด่ียว เรยี งสลบั เนอ้ื ใบหนา แผน่ ใบรปู ขอบขนาน หรอื รปู ขอบขนานแกมใบหอก กวา้ ง 2-4 เซนตเิ มตร ยาว 6-10 เซนตเิ มตร ช่อดอกแบบกระจะ ดอกสขี าว ชมพู มว่ งเขม้ หรอื เกือบดำ� ดอก แยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกเพศผู้มีจำ�นวนมากกว่าอยู่บริเวณโคนช่อ มีลักษณะ ตมู กลม มีกลีบดอก 5 กลีบ เกสรเพศผู้ 6 อนั กา้ นเกสรเชื่อมติดกนั เป็นแทง่ เดียว ดอกเพศเมยี ตมู รูปไข่ มรี งั ไขเ่ หนอื วงกลีบ ผลแหง้ แตกได้ รูปคอ่ นข้างกลม มขี นส้ันนุ่ม ปกคลมุ หนาแน่น แบ่งเปน็ 3 พชู ัดเจน เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12 มลิ ลเิ มตร มกี า้ นสแี ดง ยาว 3-5 เซนตเิ มตร เมล็ดรปู ค่อนขา้ งกลมหรอื รปู ไขแ่ กมสามเหลย่ี ม ผิวเรยี บ พบตามป่าเตง็ รัง ปา่ เบญจพรรณ ปา่ ดิบแล้ง ออกดอกตลอดปี สรรพคุณ ยาสมนุ ไพรพน้ื บา้ นอสี าน ใชร้ าก เขา้ ยากบั น้ำ�มะนาว ฝนกบั น้ำ�ดม่ื แกผ้ ดิ สำ�แดง พิษแมงมมุ ทำ�ใหอ้ าเจยี น ถอนพิษเบอ่ื เมา ฝนทา แกส้ วิ ฝ้า และฟกชำ้ � เคลด็ บวม ราก ผสม กับพญาไฟ และปลาไหลเผอื ก ฝนนำ้ �ดมื่ ถอนเมาเหลา้ รากผสมกบั เมล็ดหมาก ฝนนำ้ �กนิ และ ผสมกับนำ้ �มะนาว ทาแผลแก้พิษงชู นดิ ทอ่ี อกฤทธิต์ อ่ ระบบประสาท ซ่งึ ควรมกี ารวจิ ยั เพิม่ เติม ตำ�รายาไทย ใช้ราก มีรสร้อน ฝนน้ำ�กนิ ทำ�ให้อาเจียน เพอ่ื ถอนพษิ คนกนิ ยาเบือ่ เมาพิษเห็ดและหอย แก้พิษงู แก้เสมหะเป็นพิษ (เสมหะหรืออุจาระเป็นมูกเลือด) แก้หืด แกว้ ัณโรค เปน็ ยาระบาย ฝนเกล่อื นฝี หรือดูดหนองถ้าฝแี ตก แกฟ้ กช้ำ� เคลด็ บวม แก้ปวดฝี คุมกำ�เนดิ ต้มดืม่ แก้วัณโรค ฝนกบั น้ำ�มะนาว หรอื สรุ า รับประทานแก้พษิ งู ฝนทาแก้ฟกชำ้ � เคลด็ ขัดยอก ชว่ งทอี่ อกดอกและติดผล มนี าคม ถงึ พฤษภาคม 85 ล

ว่านพระฉมิ ชอ่ื พืช ว่านพระฉมิ ชื่ออืน่ มนั ขม้ิน ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Dioscorea bulbifera Linn. ชอื่ วงศ ์ Dioscoreaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไมเ้ ถาลม้ ลกุ เลอ้ื ยพาดพนั ตน้ ไมอ้ นื่ มหี วั อยใู่ ตด้ นิ ขนาดใหญ่ และเกดิ หวั ขนาดเลก็ ชนิด bulbil ทีซ่ อกใบ รูปทรงกลม ขนาดประมาณ 0.6-2.5 เซนตเิ มตร อาจกว้างไดถ้ ึง 13 เซนตเิ มตร มีลักษณะคล้ายผล มปี มุ่ ปมท่ผี วิ ผิวนอกสีนำ้ �ตาล ปนเทาซีด เม่ือฝานออกเนื้อภายในมีสีเหลืองส้ม หัวใต้ดินโป่งนูนเป็นลูก ๆ โดย เชอ่ื มติดกันที่โคนต้น ใบเปน็ ใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปหวั ใจ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเว้ามน กว้าง 5-20 เซนตเิ มตร ยาว 7-25 เซนตเิ มตร แผ่นใบบาง เส้นใบ หลักออกมาจากจุดเดียวกันที่ฐานใบ ดอกแยกเพศอยู่คนละต้น ดอกมีขนาดเล็ก ดอกตวั ผู้ออกเป็นช่อเชงิ ลด หอ้ ยลง เกสรเพศผู้ 6 อัน ดอกสีขาวออกเขียวออ่ น มีกล่นิ หอม กลบี ดอกมี 6 กลบี เรียงเปน็ 2 ชนั้ ดอกตวั เมีย ออกเปน็ ช่อเชงิ ลด ดอกคล้ายดอกตัวผู้ ผลแบบแคปซูล รูปขอบขนาน กว้าง 1-1.5 เซนติเมตร ยาว 2 เซนตเิ มตร เมลด็ มปี กี ที่ฐาน สรรพคุณ ตำ�รายาไทย หัวใต้ดิน ทำ�ให้สุกรับประทานได้ เป็นยาขับปัสสาวะ แกบ้ ดิ แกล้ ำ�ไส้อกั เสบ แกร้ ดิ สีดวงทวาร บำ�รุงธาตุ แกน้ ้ำ�เหลอื งเสยี ขบั พยาธิ เจริญอาหาร แก้ปวดท้อง ท้องย้อย เป็นยาขม ยาเย็น ขับน้ำ�นม หรือห่ันเป็น แผ่นบางๆ ใชป้ ดิ แผล แกอ้ กั เสบ ชาวเขา ใชร้ าก ตำ�เปน็ ยาพอกแกส้ ิว ฝา้ ไฝ หวั ฝานตากแห้ง ปรงุ เปน็ อาหารแป้ง และกินเป็นยาแก้โรคกระเพาะ หัวสด นำ�มาทุบแล้วนำ�ไปใส่แผลให้ สนุ ขั ใบและยอดออ่ น กนิ เปน็ ผกั สด หรอื ผกั ลวก หวั ยอ่ ยเผาไฟกนิ เนอื้ ในเปน็ อาหาร ช่วงท่ีออกดอกและตดิ ผล กรกฎาคม ถงึ กนั ยายน ว 86

สนทราย ชื่อพชื สนทราย ชอื่ อนื่ - ชอื่ วิทยาศาสตร ์ Baeckia frutescens L. ชอื่ วงศ ์ Myrtaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้พมุ่ แตกก่ิงก้านสาขามาก กิ่งมกั ลู่ลง กง่ิ มีสนี ำ้ �ตาลอ่อน เรยี วยาว เปลอื กแตกเปน็ ขยุ ใบเด่ียวเรียงตรงขา้ ม คลา้ ยรูปเขม็ แบน หนา ยาวไม่เกนิ 8 มิลลเิ มตร กวา้ ง 1-2 มิลลิเมตร โคนเปน็ ครบี มกี ล่ินหอม ไมม่ กี ้านใบ ดอกชอ่ ออกเปน็ กระจุกสั้น ๆ ที่ซอกใบ ดอกเล็ก มดี อกย่อย 2-3 ดอก กลีบดอกสีขาว มี 5 กลีบ แต่ละกลีบยาวไม่เกิน 2 มิลลิเมตร เกสรเพศผู้มี 8-10 อัน ก้านเกสรเพศเมียยาวประมาณ 1-1.5 มิลลิเมตร จานฐานดอกรูปถ้วย ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงรูปถ้วย ยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร ปลายกลีบมน ผลรูปถ้วยขนาดประมาณ 1.5 มิลลิเมตร กลีบเลย้ี งและเกสร เพศเมยี ตดิ ทน สนี ำ้ �ตาล เมอื่ แหง้ แลว้ แตกกลางพู เมลด็ มขี นาดเลก็ จำ�นวนมาก เมล็ดรปู ไตขนาดประมาณ 0.5 มิลลิเมตร สรรพคณุ ยาสมนุ ไพรพืน้ บา้ นอสี าน ใช้ลำ�ต้น ตม้ นำ้ �ดืม่ แกห้ นา้ มดื วงิ เวียน แก้ปวดหลัง ปวดเอว ช่วยขบั ปสั สาวะ ใบ ต้มนำ้ �ดม่ื ช่วยขบั ลม บำ�รุงธาตุ บำ�รุงหัวใจ ใบใช้ชงเป็นชาดื่มแก้ไข้ ปวดเม่ือยร่างกาย ทั้งต้น ต้มน้ำ�ด่ืม ขับปัสสาวะ ในมาเลเซยี และสมุ าตรา ใชใ้ นการอยไู่ ฟในการคลอดบตุ ร นำ้ �มนั ทไ่ี ด้ จากการกลนั่ มีสเี หลอื งออ่ น มีกลิน่ คลา้ ยลาเวนเดอร์อาจใชท้ ำ�น้ำ�หอมได้ ชว่ งทอ่ี อกดอกและตดิ ผล มถิ นุ ายน ถงึ สิงหาคม 87 ส

ส้มกุ้ง ชือ่ พืช ส้มกงุ้ ชื่ออน่ื เครืออีโกย่ ชอ่ื วทิ ยาศาสตร ์ Ampelocissus martinii Planch. ชื่อวงศ์ Vitaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไมเ้ ถาเล้ือย มกั เกาะพันต้นไมอ้ น่ื มมี อื เกาะออกตามข้อมกั ออกตรงขา้ ม กบั ใบ เถาเปน็ ปลอ้ ง กงิ่ ออ่ นยอดออ่ นมขี นสนี ำ้ �ตาลออ่ นปกคลมุ เถาแกส่ นี ำ้ �ตาลแดง มักมีร่องยาวตามแนวยาวของเถา เถาแก่แข็งมีเนอื้ ไม้ ใบเดย่ี วเรียงสลบั รปู หัวใจ หยกั เวา้ 3-5 แฉก กวา้ งประมาณ 10-13.5 เซนตเิ มตร ยาวประมาณ 12 เซนตเิ มตร ดอกช่อ แบบช่อแยกแขนงขนาดใหญ่ ออกตรงข้ามกับใบและโคนเถา ดอกย่อย จำ�นวนมาก ขนาดเล็ก กลบี รวมสีชมพู กลางดอกสแี ดงเข้ม เกสรเพศผู้มี 5 อนั เกสรเพศเมียอยู่เหนือวงกลีบ ผลสด รูปทรงกลม เป็นพวงแน่นคล้ายพวงองุ่น เสน้ ผา่ นศนู ย์กลางผล 2-3 เซนติเมตร ผลออ่ นสีเขียว เมื่อสุกสีแดงคล้ำ� เมลด็ มี 1-2 เมลด็ พบตามปา่ เตง็ รัง ป่าเบญจพรรณ ป่าผลัดใบ สรรพคณุ ยาพ้นื บา้ นอสี าน ใช้ราก ฝนน้ำ�ดื่ม แกไ้ ข้ ผสมลำ�ต้นหรือรากรสสุคนธ์ เหง้าสับปะรด ลำ�ต้นไผ่ปา่ ลำ�ต้นไผ่ดง งวงตาล เปลือกตน้ สะแกแสง ลำ�ต้นหรือ รากเถาคนั ขาว ผลมะพรา้ ว ลำ�ตน้ รกั ดำ� ลำ�ตน้ กอ้ ม ลำ�ตน้ โพ หญา้ งวงช้างท้งั ตน้ รากกะตงั ใบ เปลอื กตน้ มะมว่ ง ลำ�ตน้ หนามพรม รากลำ�เจยี ก ลำ�ตน้ ออ้ ยแดง ลำ�ตน้ เครือพลูช้าง เหงา้ ยาหวั และเปลือกตน้ กัดลิ้น ตม้ น้ำ�ด่ืม แก้ฝี รักษาอาการบวม ตำ�รายาไทย ใบ เป็นยาแก้ไอ แก้ชำ้ �ใน แก้หอบหืด ขับฟอกโลหิต ระดู เถา ขับฟอกโลหติ ระดู เป็นยาระบายอ่อน ๆ และแกไ้ อ ราก เป็นยาถา่ ย พรรดึก (แกท้ ้องผูก) แก้ชำ้ �ใน ช่วงท่ีออกดอก เมษายน ถึง พฤษภาคม ชว่ งทอี่ อกผล กรกฎาคม ถงึ สิงหาคม ส 88

สม้ ป่อย ชอ่ื พชื สม้ ป่อย ชื่ออ่นื - ชอื่ วิทยาศาสตร์ Acacia concinna (Willd.) DC. ช่ือวงศ ์ Leguminosae-Mimosoideae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้พ่มุ รอเล้อื ย เถามีเนือ้ แข็ง มหี นามเลก็ แหลมตามลำ�ตน้ กิ่งกา้ นและใบ ไมม่ ีมอื เกาะ เถาออ่ นสนี ้ำ�ตาลแดง มขี นกำ�มะหย่ีหรอื ขนส้นั หนานมุ่ ใบเปน็ ใบประกอบ แบบขนนกสองชัน้ เรยี งสลับ ใบย่อยรปู ขอบขนาน ดอกเปน็ ชอ่ กระจุกกลม ออกตาม ซอกใบ ดอกขนาดเลก็ อัดแนน่ อย่เู ป็นแกนดอก กลีบดอกเป็นหลอด สขี าวนวล กลีบ เล้ียงและกลีบดอกอย่างละ 5 กลีบ กลีบเลย้ี ง สแี ดง อาจมีสขี าวปนเลก็ น้อย เกสรเพศ ผู้ 200-250 อนั ผลเปน็ ฝกั รปู ขอบขนาน แบนยาว หนา ขนาด กวา้ ง 1.3-1.4 เซนตเิ มตร ยาว 7.0-9.3 เซนตเิ มตร ฝกั อ่อนเปลือกสีเขยี วอมแดง เม่อื แก่สีน้ำ�ตาลเขม้ ผวิ ฝกั เป็น ลอนคลื่นเปน็ ข้อ ปลายฝกั มหี างแหลม สนั ฝกั หนา แต่ละผลมี 5-12 เมล็ด เมลด็ สดี ำ� แบนรี ผิวมัน พบตามปา่ คนื สภาพ ปา่ เบญจพรรณ และทร่ี กรา้ งทัว่ ไป สรรพคุณ ตำ�รายาไทย ฝัก รสเปรีย้ ว มสี ารซาโปนินสงู ตกี ับน้ำ�จะเกิดฟองทีค่ งทน ใชต้ ม้ เอาน้ำ�สระผมชว่ ยขจดั รังแค บำ�รุงผม ต้มอาบน้ำ�หลังคลอด ตำ�พอกหรือชบุ สำ�ลปี ิดแผลโรคผิวหนงั ใชท้ ำ�ขี้ผึ้งปดิ แผลแกโ้ รคผวิ หนัง ฝกั ป้ิงให้เหลือง ชงนำ้ �จิบ เป็นยาขับเสมหะแก้ไอ แก้น้ำ�ลายเหนียว ใบ ต้มด่ืม ขับเสมหะ ขับระดูขาว แกน้ ำ้ �ลายเหนียว ฟอกโลหติ แกบ้ ดิ ชำ�ระเมือกมนั ในลำ�ไส้ แก้โรคตา ตำ�ประคบให้ เสน้ เอน็ หยอ่ น ยอดอ่อน ดอก รสเปรีย้ ว ฝาด มนั แกเ้ ส้นเอ็นทพี่ กิ ารใหส้ มบรู ณ์ ใบและฝัก ตม้ อาบ ทำ�ความสะอาด บำ�รุงผิว ราก รสขม แกไ้ ข้ ยอดออ่ น ใบออ่ น มีรสเปรยี้ ว รบั ประทานเป็นผักสด นำ�มาปรงุ อาหารและชว่ ยดบั กล่ินคาวปลาได้ ช่วงที่ออกดอก มกราคม ถึง พฤษภาคม ชว่ งทีอ่ อกผล พฤษภาคม ถึง ตลุ าคม 89 ส

สม้ ลม ชื่อพชื ส้มลม ชอ่ื อืน่ - ชือ่ วทิ ยาศาสตร์ Aganonerion polymorphum Pierre ex Spire ชือ่ วงศ์ Apocynaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้เถาเลือ้ ย ไมม่ มี อื เกาะ มีนำ้ �ยางขาว ใบเดยี่ ว เรียงตรงขา้ ม รูปไข่ รูปใบหอกหรอื รูปวงรี กวา้ ง 2-5 เซนตเิ มตร ยาว 4-9 เซนติเมตร ดอกชอ่ ออกท่ี ปลายกิ่ง แบบช่อเชิงหลั่น ช่อดอกยาว 3-9 เซนติเมตร มีดอกย่อยขนาดเล็ก จำ�นวนมาก กลีบดอกสีชมพู หรือสบี านเยน็ มี 5 กลบี โคนเชอื่ มเปน็ หลอดสเี ขียว แกมขาว ปลายแยกกัน บิดเวียนขวา รปู คอ่ นข้างกลม กลบี ดอกส่วนมากมีสชี มพู อมแดง เกสรเพศเมีย มรี งั ไขเ่ หนือวงกลบี ฐานรองดอกมี 5 พู ใบประดบั ขนาด เล็กรปู ไขแ่ คบ ๆ รว่ งงา่ ย กลบี เลีย้ งสเี ขยี วเข้มปนแดง มี 5 กลีบ ผลเปน็ ฝักคู่ โคนฝกั ตดิ กัน ฝักกลม ปลายฝักแหลม ยาวได้ประมาณ 20 เซนติเมตร เกล้ยี ง ฝกั สดมสี เี ขยี ว เมอื่ แหง้ มสี นี ำ้ �ตาลและแตกตามยาวเปน็ ตะเขบ็ เดยี ว เมลด็ มจี ำ�นวน มาก เมล็ดเรียวยาว สีน้ำ�ตาล มขี นสีขาวเปน็ พู่ตดิ อยู่ พบตามป่าเตง็ รงั ป่าดิบแล้ง สรรพคณุ ยาสมุนไพรพน้ื บ้านอสี าน ใช้ราก ตม้ น้ำ�ด่ืม แก้โรคกระเพาะ ช่วยขบั ลม เข้ายาแก้ตกขาว แก้กล้ามเน้ือท้องเกร็ง หรือผสมกับต้นเล็บแมว ต้นตับเต่าโคก ต้นมะดกู ตน้ เปลา้ ใหญ่หรอื เปล้านอ้ ย ต้นมะเดอ่ื อุทุมพร ตน้ กำ�จาย ตน้ กำ�แพงเจ็ดช้นั และต้นกระเจียน ตม้ นำ้ �ด่ืม แกป้ วดเม่อื ย ลำ�ตน้ ต้มนำ้ �ดม่ื แกล้ มวงิ เวียน ทง้ั ต้น ตม้ น้ำ�อาบ แก้คนั ใบ ดอก และผล มรี สเปร้ยี ว รบั ประทานได้ ช่วงที่ออกดอกและติดผล มนี าคม ถงึ กรกฎาคม ส 90

สมอไทย ชอื่ พชื สมอไทย ชื่ออ่นื - ชอ่ื วิทยาศาสตร ์ Terminalia chebula Retz. ชื่อวงศ์ Combretaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไมย้ นื ต้น ขนาดกลางถงึ ขนาดใหญ่ ใบเด่ียว เรยี งตรงขา้ ม หรือเกอื บตรงขา้ ม รปู ไขถ่ งึ รปู ไขแ่ กมรปู ใบหอก หรอื รปู รกี วา้ ง กวา้ ง 5-10 เซนตเิ มตร ยาว 11-18 เซนตเิ มตร แผน่ ใบเหนียวคล้ายแผ่นหนัง ผวิ ด้านบนเปน็ เงามัน ดอกออกเปน็ ช่อคล้ายชอ่ เชิงลดหรอื ช่อแยกแขนง มี 3-5 ช่อ สีขาวอมเหลอื ง มกี ล่ินหอมออ่ น ๆ มักจะออกพร้อม ๆ กบั ใบอ่อน ดอกสมบูรณ์เพศขนาดเล็ก 0.3-0.4 เซนติเมตร ไม่มีกลีบดอก เกสรเพศผู้มี 10 อนั ยื่นพน้ หลอดกลบี เลี้ยง เกสรเพศเมียมีรงั ไข่เหนือวงกลีบ ผลแบบผลผนังชน้ั ใน แขง็ รูปรีหรือเกอื บกลม กวา้ ง 2-2.5 เซนตเิ มตร ยาว 2.5-3.5 เซนติเมตร ผิวเกลย้ี ง หรือมสี นั ตนื้ ๆ ตามยาว 5 สัน เมือ่ แก่สีเขยี วอมเหลอื ง หรือสีเขยี วปนน้ำ�ตาลแดง เมลด็ แขง็ มี 1 เมล็ด รูปยาวรี พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรงั ปา่ ดบิ แลง้ หรอื พบตามทงุ่ หญา้ สรรพคุณ ตำ�รายาไทย ใชผ้ ล รสเปร้ยี วฝาด ขมชมุ่ เปน็ ยาสขุ มุ ผลอ่อนจะมฤี ทธ์เิ ป็น ยาระบาย และสมานลำ�ไส้ ผลแกจ่ ะมฤี ทธฝ์ิ าดสมาน ใชอ้ มกลว้ั คอแกเ้ จบ็ คอ ออกฤทธ์ิ ต่อปอด กระเพาะ และสมานลำ�ไส้ ห้ามเลือดทงั้ ภายในและภายนอก เปน็ ยาละลาย เสมหะ ขับเสมหะ ทำ�ให้ปอดช่มุ ชน่ื แก้หลอดลมอักเสบ คออกั เสบ เสยี งแหบ แก้ไอ แก้ลำ�ไส้อักเสบเร้ือรัง แก้ท้องผูก โรคท้องมาน แก้ท้องร่วงเรื้อรัง ถ่ายเป็นเลือด ริดสีดวงทวาร เลือดออก แก้ท้องเสีย เป็นยาระบายรู้ถ่ายรู้ปิด แก้บิดเรื้อรัง ปัสสาวะบ่อย และเป็นยาเจริญอาหาร เป็นยาระบาย แก้ปวดท้อง เป็นยาบำ�รุง ขับน้ำ�เหลืองเสยี เปลอื กตน้ ขับปัสสาวะ บำ�รงุ หัวใจ ขบั น้ำ�เหลืองเสีย เปลือกต้นและแก่น แก้ท้องเสยี ดอก รักษาโรคบดิ ช่วงท่อี อกดอก เมษายน ถึง มถิ ุนายน ชว่ งท่ีออกผล กนั ยายน ถงึ ธันวาคม 91 ส

สมัดนอ้ ย ชือ่ พืช สมัดน้อย ช่อื อนื่ สหสั คณุ ไทย ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ Micromelum minutum (Forst.f.) Wright & Arn. ชื่อวงศ์ Rutaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ต้นขนาดเล็ก อาจสูงได้ถึง 10 เมตร กิ่งอ่อนมีขนสั้น ๆ สีเทา ใบเป็น ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับกัน มใี บย่อย 7-15 ใบ ใบย่อย รปู ไข่ กวา้ ง 2-4 เซนติเมตร ยาว 3-7 เซนติเมตร ปลายใบแหลมสีเขียวอ่อน เน้ือใบบาง มตี ่อมน้ำ�มันเลก็ ๆ ผวิ ใบดา้ นบนเกือบเรยี บหรือมขี นสั้น ๆ ดา้ นล่างมขี นบาง ๆ ใบ มกี ลน่ิ หอมเหมอื นการบรู รสหอมรอ้ น ดอกออกเปน็ ชอ่ ทปี่ ลายกง่ิ มดี อกยอ่ ยจำ�นวน มาก ดอกย่อยมีกลีบดอกสีเขียวอ่อน หรือสีขาวแกมเหลือง ผลเป็นแบบผลส้ม ผิวใส ฉ่ำ�น้ำ� ออกเปน็ พวงโต ผลกลมสีเขยี วอ่อน มีขนปกคลุม รูปกระสวย หรอื รูปไข่ มีขนาดเลก็ เมื่อสกุ มสี แี ดง พบตามปา่ ดงดิบเขา ปา่ โปรง่ ทว่ั ไป สรรพคณุ ตำ�รายาไทย ราก มรี สรอ้ น ขบั เลอื ดและหนอง พอกแผลริดสดี วงจมกู และแผลคุดทะราด ตน้ แกล้ มภายในให้กระจาย แกไ้ อ ขบั พยาธไิ ส้เดอื น เปลอื กตน้ แก้โลหติ ในลำ�คอ และลำ�ไส้ใหก้ ระจาย ใบ มีกลิ่นหอม รสเผด็ รอ้ น แกล้ มอนั เสยี ด แทง ขับลม ยอกในข้อ แก้ไข้อันผอมเหลือง และหืดไอ นำ�มาตำ�ทาแก้คัน พอกประคบหรืออบไอนำ้ � แก้ผื่นคันตามผิวหนัง กระจายเลือดลม ให้เดินสะดวก แก้ลมอัมพฤกษ์ อัมพาต ใบและเปลือก เป็นยารมรักษาริดสีดวงจมูก (เมื่อโดน ละอองยาจะร้อนมากจนแสบจมูก) กระพ้ี มีรสร้อน แก้โลหิตในลำ�ไส้ ดอกมีกลิ่นหอม รสร้อน ฆ่าเช้ือโรค แผลเร้ือรัง แก้เสมหะ ผล มีรสเผ็ดร้อน เป็นยาถ่าย ทัง้ ตน้ บำ�รุงน้ำ�ดี ชว่ งที่ออกดอก กมุ ภาพันธ์ ถงึ เมษายน ชว่ งทอี่ อกผล พฤษภาคม ถึง กรกฎาคม ส 92

สมัดใหญ่ ชื่อพชื สมดั ใหญ่ ช่ืออ่ืน สหัสคณุ เทศ ช่ือวิทยาศาสตร ์ Clausena excavata Burm.f. ชื่อวงศ ์ Rutaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้พมุ่ แตกกิ่งกา้ นสาขามาก ตน้ สว่ นมากสูงไมเ่ กนิ 1 เมตร ใบประกอบ แบบขนนก เรียงแบบสลับ ใบย่อย 3-6 คู่ รูปรีหรือรูปหอก เห็นเป็นรูปสี่เหลี่ยม ขนมเปียกปนู ใบไม่หนา สเี ขยี วออ่ น กว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 5-8 เซนตเิ มตร ปลายใบแหลม ฐานใบเบ้ียว ขอบใบเรยี บ มีซี่จักเล็กน้อย ใบมขี นนมุ่ สนี ้ำ�ตาล ท้องใบ มขี นบาง ๆ ดอกชอ่ ออกทป่ี ลายกงิ่ เปน็ กระจกุ แน่น เปน็ ชอ่ แบบแยกแขนง มดี อกยอ่ ย จำ�นวนมาก กลบี เลีย้ ง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ สขี าวปนเขยี ว เกสรเพศผู้มี 10 อัน ผลกลมหรอื รี หรือรูปกระสวย ขนาดเล็ก ผิวใสฉำ่ �นำ้ � ผลออ่ นสีเขียวปนเหลือง ผลแก่ สีสม้ อมชมพู ออกดอกชว่ งเดือนเมษายน ถงึ มิถนุ ายน พบตามป่าดงดบิ ปา่ ละเมาะ สรรพคณุ ตำ�รายาไทย ใชร้ าก มีกล่ินหอม รสร้อน มีสรรพคณุ ขับเลอื ด และหนอง พอกแผล ขบั พยาธิ แก้โรคผวิ หนัง แกแ้ น่น กระจายเลอื ดลม เปลอื กตน้ ใชร้ มแก้ รดิ สดี วงจมกู กระพ้ีและแก่น มรี สร้อน ขบั ลม ขบั พยาธไิ ส้เดือน ใบ มีกล่นิ หอม มรี สเผ็ดร้อน ซา่ กระจายเลือดลมให้เดินสะดวก แกไ้ ข้ แกห้ ืดไอ ตำ�พอกประคบ แก้ผนื่ คนั ใชร้ มแก้ริดสีดวงจมกู ต้น รสหอมร้อน ขับลมภายใน แก้ไอ ขบั พยาธิ ไส้เดือน ดอก มีรสร้อน มีสรรพคุณแก้เสมหะ ผล ขับพยาธิ เป็นยาถ่าย ในตำ�รายาไทยเมอื่ นำ�มาใช้รว่ มกันในพิกดั “สหสั คณุ ทัง้ 2” คอื สหสั คณุ ไทย หรือ สมดั นอ้ ย และสหสั คุณเทศ หรอื สมดั ใหญ่ โบราณว่า มีรสร้อน มสี รรพคุณขบั ลม ในทอ้ ง แก้รดิ สดี วง ผอมแห้ง แก้หืดไอ ขบั เลือด และขับหนองให้ตก นอกจากนี้ ลำ�ตน้ และใบ นำ�มาเผารมควันตามเล้าไก่กำ�จัดไร ช่วงทอ่ี อกดอกและติดผล กมุ ภาพนั ธ์ ถงึ เมษายน 93 ส

สะบ้ามอญ ชอ่ื พืช สะบ้ามอญ ช่อื อื่น - ช่ือวทิ ยาศาสตร์ Entada rheedii Spreng. ชือ่ วงศ์ Leguminosae - Mimosoidaea ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไมเ้ ถาเนือ้ แข็งขนาดใหญ่ ลำ�ตน้ มกั คดงอหรอื บิดเปน็ เกลียว ใบประกอบ แบบขนนกสองช้นั เรยี งตรงข้าม ใบยอ่ ย 3-4 คู่ เรียงตรงขา้ ม รูปไขก่ ลบั กวา้ ง 1.3-3.5 เซนติเมตร ยาว 2.5-7 เซนตเิ มตร ดอกแบบช่อกระจะ สีขาวแลว้ เปล่ยี น เป็นสเี หลือง ออกทซี่ อกใบ ดอกย่อยขนาดเลก็ 195-237 ดอก กลบี ดอก 5 กลีบ แยกกัน เกสรเพศผู้ 10 อัน ผล เป็นฝักรูปขอบขนานตรง หรอื คดงอและบดิ ไปมา กว้าง 7-15 เซนตเิ มตร ยาวไดถ้ งึ 2 เมตร เปลอื กผลแข็งเป็นเนือ้ ไม้ แตล่ ะผลมี 13-15 เมลด็ แต่ละข้อมี 1 เมล็ด เม่ือแกข่ ้อจะหักเปน็ ท่อน ๆ เมล็ดสีนำ้ �ตาล ถึงแดงคล้ำ� รูปกึ่งกลม แบน แข็ง ผิวมันเรียบ กว้าง 4.3-4.6 เซนติเมตร ยาว 4.8-5.2 เซนตเิ มตร หนา 1.9-2.1 เซนติเมตร เนื้อในเมล็ดสขี าวนวล มักขน้ึ พันไม้อืน่ ตามรมิ ลำ�ธารบรเิ วณป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ ปา่ ดิบแลง้ หรอื ป่าผลัดใบ สรรพคณุ ยาพ้ืนบ้านอีสาน ใช้เมล็ด หรือราก ฝนเหล้า ทาและฝนนำ้ � แก้โรค ผิวหนงั และแผลเรอื้ รงั ทงั้ ต้น ผสมในลกู ประคบ แก้ปวดขอ้ ปวดเม่ือย ตำ�รายาไทย เนอ้ื ในเมลด็ ดบิ รสเบอ่ื เมา แกโ้ รคผวิ หนงั ผนื่ คนั แกโ้ รคเรอ้ื น แก้กลากเกล้ือน คุดทะราด มะเร็ง ฆ่าเชื้อโรคผิวหนัง เข้ายาแก้ไข้พิษเซ่ืองซึม แกห้ ดื เมลด็ ในสมุ ใหไ้ หมเ้ กรยี มปรงุ เปน็ ยารบั ประทานแกพ้ ษิ ไขต้ วั รอ้ น แกไ้ ขท้ ม่ี พี ษิ จดั และเซือ่ งซมึ เถา รสเมา ตำ�พอกผมหรือผิวหนงั ฆ่าพยาธิผวิ หนงั ชว่ งทีอ่ อกดอก มนี าคม ถึง พฤษภาคม ชว่ งทอี่ อกผล พฤษภาคม ถึง กรกฎาคม ส 94

สารภปี ่า ช่ือพืช สารภปี ่า ชอื่ อืน่ สารภดี อย ชอื่ วทิ ยาศาสตร์ Anneslea fragrans Wall. ชอ่ื วงศ์ Theaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ยืนตน้ ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ใบเด่ยี ว เรยี งเวียน กวา้ ง 2.5-5.5 เซนตเิ มตร ยาว 6-15 เซนติเมตร มกั จะพบหนาแน่นทีป่ ลายกิง่ ใบสเี ขยี วเข้ม หนาคลา้ ยแผน่ หนงั ผวิ เรียบและเป็นมัน ลกั ษณะมนรีแคบ ก้านใบแผเ่ ป็นปีก เล็กนอ้ ย มักจะมแี ตม้ สีแดงเขม้ ดอกเดีย่ ว ออกเปน็ กลุม่ ใกล้ปลายกิ่ง ช้ีลงดนิ มดี อกจำ�นวนมาก กลบี ดอกมี 5 กลบี สขี าวครีม เบยี ดชิดกนั อยู่ตรงกลางปิด ส่วนเกสรที่โคนหุ้มเกสรเป็นโคนแหลมตรงกลางดอก เกสรตัวผู้มีจำ�นวนมาก รังไข่อย่ใู ตว้ งกลบี ผลคอ่ นขา้ งกลม รปู ระฆัง ผวิ เรียบ มเี นื้อหนา คล้ายหนัง มีกลีบเล้ียงติดคงทนสีแดงส้ม เจริญขึ้นมาปกคลุมจนมิด เมื่อผลแก่จัด ผลแกส่ สี ้ม มี 2-9 เมล็ด มเี นอื้ (aril) สีแดงหอ่ หมุ้ พบทวั่ ไป โดยเฉพาะบรเิ วณ ที่เปน็ สันหินในปา่ สน บางครั้งพบในปา่ ที่ชืน้ ปา่ ดบิ เขา ปา่ เต็งรัง สรรพคณุ ตำ�รายาไทย เปลือก และดอก ใช้ถ่ายพยาธิ แก้บิด และแก้ไข้ ทั้งตน้ ผสมสมุนไพรจำ�พวกประดง รวม 9 ชนดิ ต้มน้ำ�ดม่ื รกั ษาโรคประดง ชว่ งทอ่ี อกดอก พฤศจกิ ายน ถึง มกราคม ช่วงทีอ่ อกผล กรกฎาคม ถึง กนั ยายน 95 ส

หางกวาง ชื่อพืช หางกวาง ชือ่ อ่นื - ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Gomphia serrata (Gaertn.) Kanis ชื่อวงศ ์ Ochnaceae ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้พมุ่ ขนาดเล็ก ใบ เป็นใบเด่ียว ออกเรียงสลบั ใบรปู ไขค่ ่อนขา้ ง เรียวยาว หรอื รูปไข่กลบั แกมรปู ขอบขนาน กวา้ ง 2-6 เซนติเมตร ยาว 6-20 เซนตเิ มตร ขอบใบเรียบแต่เปน็ หยกั คลน่ื เนือ้ ใบเนยี นเกลี้ยงและหนาเป็นมนั ดอกออกเปน็ ชอ่ แบบช่อกระจุกแยกแขนงส้นั ๆ ดอกสเี หลอื ง ร่วงงา่ ย กลีบดอก มี 5 กลบี รูปขอบขนาน กลบี เลย้ี ง 5 กลบี ตดิ ทน สเี ขยี วออกเหลอื ง เกสร เพศผู้ 10 อนั ผลสดรูปไขก่ ลบั ติดบนฐานดอก มีกลบี เลีย้ งสีแดงตดิ คงทน พบั งอกลับ ผลกว้าง 4-5 มลิ ลิเมตร ยาว 8-10 มิลลิเมตร ผลออ่ นมีสเี ขยี วเทา พอสกุ เป็นสเี ทาอมนำ้ �เงนิ หรอื ออกม่วงดำ� มีเมลด็ เดยี ว พบตามป่าดบิ แล้งและ ชายป่าดบิ ช้นื สรรพคณุ ตำ�รายาไทย ท้งั ต้น เขา้ ตำ�รบั ยารกั ษาโรคเบาหวาน ราก นำ�มาต้ม นำ้ �ด่มื แก้ผดิ สำ�แดง (กินอาหารแสลง ทำ�ให้เกดิ โรค) แกเ้ บาหวาน แกน่ ต้ม นำ้ �ดมื่ แกป้ สั สาวะขดั ลำ�ต้น ตม้ นำ้ �ด่มื แก้ปวดเมื่อย ใบแก่ ใชห้ อ่ ขีไ้ ต้ ชว่ งทอ่ี อกดอก สงิ หาคม ถึง กันยายน ช่วงทอ่ี อกผล ตุลาคม ถึง พฤศจิกายน ห 96