Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ปฏิจจสมุปบาท

ปฏิจจสมุปบาท

Published by อยุษกร งามชาติ, 2022-08-07 08:31:07

Description: ปฏิจจสมุปบาท เขียนและเรียบเรียงโดย
ผศ.(พิเศษ) ดร.อยุษกร งามชาติ

Search

Read the Text Version

~ ๙๓ ~ อนาคต ซ่ึงเห็นได้ว่าท่านเจา้ คุณสมเด็จฯ (ป.อ. ปยุตฺโต) มิได้ ปฏิเสธการอธิบายความหมายปฏิจจสมุปบาทในแง่ขา้ มภพชาติ เพียงแต่ท่านให้ข้อคิดเห็นว่าบางบุคคลอาจไม่เห็นด้วย และ ตอ้ งการอธิบายความหมายท่ีเป็ นอยใู่ นขณะชีวติ ประจาวนั ท่านจึง กล่าววา่ สามารถทาไดโ้ ดยอาศยั การตีความจากพุทธพจน์ในการ อธิบายตามแบบ ซ่ึงเป็นเรื่องท่ีน่าสนใจเป็นพเิ ศษเฉพาะตวั ดังน้ันปฏิจจสมุปบาทตามแนวคิดของท่านเจ้าคุณ สมเดจ็ ฯ (ป.อ. ปยตุ ฺโต) จึงเนน้ การนาเสนอปฏิจจสมุปบาทในการ ตีความแบบปัจจุบนั ชาติ เพ่ือแสดงให้เห็นวา่ วงจรปฏิจจสมุปบาท ในการเกิดทุกข์หรือดับทุกข์น้ัน เป็ นเรื่องของชีวิตที่เป็ นอยู่ใน ปัจจุบนั อย่างครบถว้ นบริบูรณ์ ไม่ตอ้ งรอพิสูจน์ในชาติหน้าภพ หนา้

~ ๙๔ ~ ๔ ความสัมพนั ธ์ระหว่างปฏิจจสมุปบาทกบั อริยสัจ ปฏิจจสมุปบาทหมุนวนนาไปสู่ความทกุ ข์ ปัญหาส่วนหน่ึงของโลกยุคสังคมปัจจุบนั คือคนเราขาด ความเขา้ ใจในกนั และกนั มีความเคารพซ่ึงกนั และกนั นอ้ ยลง เห็น คุณค่าของกนั และกนั น้อยลง โดยเฉพาะอย่างย่ิง การเห็นคุณค่า ของตนเองนอ้ ยลง สาเหตุหน่ึงก็มาจากภาวะของจิตใจที่ขาดพร่อง ทางความรักความเมตตาต่อตนเองและผูอ้ ื่น รวมท้งั ขาดความ ตระหนักรู้ว่าส่ิงท้งั หลายล้วนเกิดข้ึนจากเหตุและปัจจยั ไม่ได้ เกิดข้ึนตามใจของเราที่ปรารถนาให้เป็ นหรือไม่ปรารถนาให้เป็ น หากกล่าวตามหลกั พุทธธรรม สาเหตุก็มาจากอวิชชาและตณั หา อุปาทาน (กิเลสวฏั ฏ)์ ซ่ึงเป็ นวงลอ้ แห่งภวจกั รในปฏิจจสมุปบาท ซ่ึงเป็นหลกั ธรรมสาคญั ของจิตวทิ ยาพทุ ธศาสนา

~ ๙๕ ~ ปฏิจจสมุปบาทในฐานะลอ้ แห่งภวจกั ร มีอวิชชาและ ตณั หาเป็ นมูลแห่งภวจกั ร๒๒๗ หมายถึง อวิชชาและตณั หาเป็ นเหตุ ปัจจยั ในแง่ของการเกิดในภพใหม่๒๒๘ ดงั น้ันการกาเนิดข้ึนของ บุคคลให้มีร่างกายพร้อมสมบูรณ์หรือบกพร่อง เกิดข้ึนท่ามกลาง สิ่งแวดลอ้ มทางสังคมท่ีดี ไดร้ ับความรักความอบอุ่นใส่ใจจากคน รอบขา้ ง หรือเกิดทา่ มกลางส่ิงแวดลอ้ มทางสังคมที่ไม่ดี ขาดความ รักความอบอุ่นความใส่ใจจากคนรอบขา้ ง ท้งั น้ีก็เนื่องมาจากอดีต กรรมและวิบาก (ผลของกรรม) เป็ นปัจจยั ส่วนหน่ึงท่ีส่งผลต่อ ชีวิตปัจจุบนั ของบุคคลน้ัน ในพุทธธรรมเรียก อวิชชา ตัณหา อุปาทาน วา่ กิเลสวฏั ฏ์ และ สังขาร ภพ เรียกวา่ กรรมวฏั ฏ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆป ริณายก องคท์ ี่ ๑๙ ไดก้ ล่าวไวอ้ ยา่ งน่าสนใจวา่ “คาว่า วฎั ฎะ คือคาว่าวน และอยู่ในข่ายของ กาลเวลา คือ มีอดีต มีอนาคต มีปัจจุบนั ... ยอ่ มสัมพนั ธ์กนั อยกู่ บั อนิจจตา คือ ความไม่เท่ียง ทุกขตา คือความเป็ นทุกข์ อนตั ตา คือความเป็ นอนตั ตามิใช่เป็ นอตั ตาตวั ตน...และที่วา่ เป็นวฎั ฎะคือความวนน้นั ก็เพราะวา่ วนอยใู่ นความเกิดความ ๒๒๗ อภิ.ว.ิ อ. (ไทย) ๒/๑/๕๕๗ , วสิ ุทธิ.(ไทย) ๖๕๓/๙๖๓-๙๖๔. ๒๒๘ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พทุ ธธรรม, หนา้ ๑๐๕.

~ ๙๖ ~ ดบั ไม่นอกไปกว่าความเกิด ความดบั เกิดดบั แล้วก็เกิด ดบั ”๒๒๙ ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งอวชิ ชากบั สังขาร กบั ตณั หา อุปาทาน และภพ ในวงจรภวจกั รน้นั แสดงถึงอดีตเหตุคือ อวิชชาและ สงั ขาร กบั ปัจจุบนั เหตุคือ ตณั หา อุปาทานและภพ อรรถกถาจารย์ ไดอ้ ธิบายในประเด็นน้ีวา่ บุคคลผมู้ ีอวชิ ชา ยอ่ มยดึ มนั่ เพราะ อุปาทานเป็ นปัจจยั ภพจึงเกิดแก่บุคคลผนู้ ้นั อวชิ ชา สงั ขาร ตณั หา อุปาทาน และกรรมภพในภพก่อนเป็นปัจจยั แก่ปฏิสนธิในภพ น้ี๒๓๐ ดงั น้นั สาเหตุของภาวะที่นาไปสู่ความทุกขใ์ นมุมมองของ พุทธธรรม ก็คือ องคธ์ รรมท้งั ๕ ไดแ้ ก่ อวชิ ชา สงั ขาร ตณั หา อุปาทาน ภพ ดงั น้ี อวชิ ชา กบั วงล้อแห่งภวจักร ทน่ี าไปสู่ความทุกข์ คาวา่ อวชิ ชา แปลวา่ ไม่รู้ หรือ ธรรมชาติท่ีเป็นไปตรงกนั ขา้ มกบั ปัญญา ไดแ้ ก่ โมหเจตสิก๒๓๑ ๒๒๙ ดูรายละเอียดใน สมเดจ็ พระญาณสงั วร สมเด็จพระสงั ฆราช สกลมหา สงั ฆปริณายก องคท์ ่ี ๑๙, จติ ศึกษา, หนา้ ๑๕๒-๑๕๔. ๒๓๐ อภิ.ว.ิ อ. ๒/๑/๕๖๑-๕๖๒. ๒๓๑ พระสัทธมั มโชติกะ ธมั มาจริยะ, ปรมัตถโชติกะ ปฏิจจสมุปบาททปี นี, พมิ พค์ ร้ังท่ี ๕, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิสทั ธมั มโชติกะ), หนา้ ๑๕.

~ ๙๗ ~ ในสัมมาทิฏฐิสูตร วิภงั คสูตร และสุตตนั ตภาชนีย์ พระ พุทธองคท์ รงอธิบายความหมายของอวชิ ชาไวว้ า่ คือ ความไม่รู้ใน ทุกข์ ความไม่รู้ในทุกขสมุทยั (เหตุเกิดแห่งทุกข์) ความไม่รู้ใน ทุกขนิโรธ (ความดบั แห่งทุกข์) ความไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินี ปฏิปทา (ขอ้ ปฏิบตั ิท่ีใหถ้ ึงความดบั แห่งทุกข)์ ๒๓๒ ซ่ึงมีความหมาย เดียวกบั ที่ปรากฏในพระอภิธรรมปิ ฎก ธมั มสังคณี และวภิ งั ค์ คือ โมหะ๒๓๓ และมีความหมายเดียวกบั อวิชชาสวะ๒๓๔ ซ่ึงในท่ีน้ีได้ เพิ่มความไม่รู้อีก ๔ คือ ความไม่รู้ในส่วนอดีต ความไม่รู้ในส่วน อนาคต ความไม่รู้ ใ นส่ วนอดี ตแล ะ อ นาค ต ความไม่รู้ ในปฏิจจสมุปบาทวา่ เพราะธรรมน้ีเป็นปัจจยั ธรรมน้ีจึงมี เรียกวา่ ความไม่รู้ในฐานะ ๘๒๓๕ ๒๓๒ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๐๓/๙๘, ส.นิ. (ไทย) ๑๖/๒/๘, อภิ.ว.ิ (ไทย) ๓๕/ ๒๒๖/๒๑๙. ๒๓๓ อภิ.สงฺ. (ไทย) ๓๔/๑๐๖๗/๒๗๓, อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๔๙/๒๓๔, ๒๕๑/๒๓๖, ๒๕๓/๒๓๗, ๒๕๕/๒๓๙, ๒๕๗/๒๔๑, ๒๕๙/๒๔๓, ๒๖๑/ ๒๔๔, ๒๖๓/๒๔๖, ๒๖๕/๒๔๘, ๒๖๗/๒๔๙-๒๕๐, ๒๖๙/๒๕๑, ๒๗๑/ ๒๕๒, ๒๗๓/๒๕๔-๒๕๕, ๒๗๕/๒๕๘, ๒๗๗/๒๖๐, ๒๗๙/๒๖๓, ๒๘๑/๒๖๖, ๒๘๓/๒๖๗, ๒๘๗/๒๖๘, ๒๘๙/๒๖๙, ๒๙๑/๒๗๑. ๒๓๔ อภิ.สงฺ. (ไทย) ๓๔/๑๑๐๖/๒๘๒. ๒๓๕ อภิ.สงฺ.อ. (ไทย) ๑/๒/๔๑๓.

~ ๙๘ ~ เม่ือเขา้ ใจความหมายของอวิชชาแล้วว่า ส่ิงที่ควรทา ความเขา้ ใจต่อมาก็คือ อวิชชาเป็ นกิเลสท่ีสาคญั เป็ นประธานแห่ง วฏั ฏะ ๓๒๓๖ เป็นมูลรากของวฏั ฏะ คือเป็นกิเลสที่เป็ นเหตุแห่งการ เวยี นวา่ ยตายเกิดไม่มีท่ีสิ้นสุด ซ่ึงแบ่งออกเป็น ๓ ระดบั ๒๓๗ คือ ก) ระดบั อนุสัยกิเลส หมายถึง อวชิ ชาท่ีเกิดนอนเนื่อง อยใู่ นจิตใจมีมาแต่เกิดพร้อมกบั ปฏิสนธิวญิ ญาณ อนั จะเป็นปัจจยั ใหเ้ กิดอวชิ ชาระดบั ปริยฏุ ฐานกิเลส ข) ระดบั ปริยุฏฐานกิเลส หมายถึง อวิชชาที่เกิดข้ึน รบกวนจิต ซ่ึงก็คือ อนุสัยกิเลสที่ฟุ้งข้ึนมา อนั จะเป็ นปัจจยั ให้เกิด อวชิ ชาระดบั วตี ิกมกิเลส อวชิ ชาข้นั น้ีสังเกตไดย้ ากจึงควรสังเกตดู กิเลสที่เกิดเน่ืองมาจากอวชิ ชา อาทิ กามฉนั ทะ (ความใคร่ในกาม) และพยาบาท (ความคิดปองร้ายผอู้ ื่น) ค) ระดบั วตี ิกกมกิเลส หมายถึง อวชิ ชาข้นั หยาบที่เป็น เหตุให้ล่วงละเมิดศีล คือ กระทาผิดท้งั ทางกายและวาจา ซ่ึงก็คือ ปริยฏุ ฐานกิเลสท่ีไม่สามารถควบคุมได้ ๒๓๖ วฏั ฏะ ๓ ไดแ้ ก่ ๑. อวชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน เป็นกิเลสวฏั ฏ์ ๒. สงั ขาร ภพ เป็ นกรรมวฏั ฏ์ ๓. วญิ ญาณ นามรูป สฬายตนะ ผสั สะ เวทนา (ชาติ ชรา มรณะ) เป็ นวปิ ากวฏั ฏ,์ อภิ.ว.ิ อ. (ไทย) ๒/๑/๕๕๖. ๒๓๗ บรรจบ บรรณรุจิ, ปฏจิ จสมปุ บาท, หนา้ ๑๙.

~ ๙๙ ~ ตวั อย่างตามท่ีปรากฏเป็ นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ อาทิ ในกรณีของชายคนหน่ึงท่ีเสียใจเพราะภรรยาขอแยกทาง จึง ตดั สินใจฆ่าภรรยาและฆ่าตวั ตายตาม ความเสียใจของชายคนน้ี ประกอบดว้ ยอวิชชาที่มาจากกามาสวะเหตุ และเม่ือว่าตามองค์ ธรรมแลว้ โสกะ โทมนสั อุปายาส ท้งั ๓ น้ีเป็ นโทมนสั และโท สเจตสิก ดงั น้นั เมื่อผูใ้ ดมีความเศร้าโศกเสียใจ คบั แคน้ ใจเกิดข้ึน แลว้ โมหะก็ย่อมเกิดร่วมดว้ ย ดงั พระอรรถกถาจารยก์ ล่าวไวว้ ่า “อวชิ ชาสาเร็จแลว้ แตธ่ รรมมีโสกะเป็ นตน้ ” ๒๓๘ และเมื่อโสกะ คือ ความเศร้าโศก เพ่ิมข้ึนอย่างท่วมทน้ กลายเป็ นอุปายาส คือความ เศร้าโศกอยา่ งใหญ่หลวง เป็นยอดแห่งความเศร้าโศก ทาใหบ้ ุคคล น้นั กลายเป็ นคนเสียสติไป หรืออาจทาลายชีวิตของตนเองได๒้ ๓๙ ท้งั น้ีก็ดว้ ยอานาจของอวชิ ชาที่ไม่รู้ ไม่เขา้ ใจตามความเป็ นจริงว่า ความตายไมใ่ ช่ท่ีสิ้นสุดแห่งทุกข์ เม่ืออวชิ ชาซ่ึงเป็ นกิเลสก่อตวั ถึง ข้ันวีติกกมกิเลส จึงเป็ นแรงผลักดันให้ชายคนดังกล่าวก่อ อกุศลกรรม คือการฆ่าตนเองไดใ้ นท่ีสุด ดว้ ยเหตุน้ี อวชิ ชาจึงเป็ น ปัจจยั ให้เกิดสังขารคืออกุศลเจตนา ก่อพฤติกรรมที่ไม่ดีงาม เป็ น อกุศลกรรมตอ่ ไป ๒๓๘ อภิ.ว.ิ อ. (ไทย) ๒/๑/๕๕๔. ๒๓๙ ดูรายละเอียดใน พระสทั ธมั มโชติกะ ธมั มาจริยะ, ปรมตั ถโชตกิ ะ ปฏจิ จสมุปบาททปี นี, หนา้ ๑๔๒.

~ ๑๐๐ ~ สังขารในปฏิจจสมุปบาท กับวงล้อแห่งภวจักร ท่ีนาไปสู่ความ ทกุ ข์ คาว่า สังขาร หมายถึง ธรรมท่ีปรุงแต่งให้ผลธรรม เกิดข้ึน กล่าวคือ เจตนาท่ีเป็นเหตุแห่งการปรุงแต่ง ท้งั เจตนาที่เป็ น อกศุ ลและโลกียกศุ ล๒๔๐ ในวิภงั คสูตรพระพุทธองค์ทรงอธิบายสังขารว่ามี ๓ ประการ คือ ๑) กายสงั ขาร (สภาวะที่ปรุงแตง่ กาย) หมายถึงเจตนาท่ี ทาใหเ้ กิดการกระทาทางกาย ๒) วจีสังขาร (สภาวะที่ปรุงแต่งวาจา) หมายถึงเจตนา ท่ีทาใหเ้ กิดการกระทาทางวาจา ๓) จิตตสังขาร (สภาวะที่ปรุ งแต่งใจ)๒๔๑หมายถึง เจตนาที่ทาใหเ้ กิดการกระทาทางใจ ๒๔๐ เรื่องเดียวกนั , หนา้ ๓๖. ๒๔๑ ส.นิ. (ไทย) ๑๖/๒/๘, ๓๓/๗๒.

~ ๑๐๑ ~ ส่วนในปฏิจจสมุปบาทวภิ งั ค์อธิบายว่า กายสัญเจตนา เป็นกายสงั ขาร วจีสญั เจตนาเป็นวจีสงั ขาร และมโนสัญเจตนาเป็ น จิตตสงั ขาร๒๔๒ หมายถึง ความจงใจ กิริยาที่จงใจ ภาวะท่ีจงใจ๒๔๓ และเพม่ิ เติมสังขารอีก ๓ ประการ คือ ๑) ปุญญาภิสงั ขาร (เจตนาที่เป็นกุศลซ่ึงเป็นกามาวจร) ๒) อปุญญาภิสังขาร (เจตนาท่ีเป็ นอกุศลซ่ึงเป็ น กามาวจร) ๓) อาเนญชาภิสังขาร (เจตนาท่ีเป็ นกุศลซ่ึงเป็นอรูปาว จร)๒๔๔ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร เป็ นปัจจยั ให้เกิดวิญญาณ คือ ปฏิสนธิวิญญาณในภูมิต่าง ๆ ตาม ควรแก่เหตุ คือ กรรมน้นั ๆ ดงั พุทธพจน์ในมหานิทานสูตรวา่ “ก็ ถา้ วญิ ญาณจกั ไม่หยง่ั ลงในทอ้ งมารดา นามรูปจะก่อตวั ข้ึนในทอ้ ง ๒๔๒ อภิ.ว.ิ (ไทย) ๓๕/๒๒๘/๒๒๐. ๒๔๓ อภิ.ว.ิ (ไทย) ๓๕/๒๔๙/๒๓๔, ๒๕๑/๒๓๖, ๒๕๓/๒๓๘, ๒๕๕/ ๒๓๙, ๒๕๗/๒๔๑, ๒๕๙/๒๔๓, ๒๖๑/๒๔๔, ๒๖๓/๒๔๖, ๒๖๕/๒๔๘, ๒๖๗/๒๔๙-๒๕๐, ๒๖๙/๒๕๑, ๒๗๑/๒๕๓, ๒๗๓/๒๕๕, ๒๗๕/๒๕๘, ๒๗๗/๒๖๐, ๒๗๙/๒๖๓, ๒๘๑/๒๖๖. ๒๔๔ อภิ.ว.ิ (ไทย) ๓๕/๒๒๖/๒๒๐.

~ ๑๐๒ ~ มารดาไดห้ รือ”๒๔๕ ซ่ึงวิญญาณในท่ีน้ี หมายถึงปฏิสนธิวิญญาณ และเม่ือมีปฏิสนธิวิญญาณลงสู่ครรภ์มารดา จึงเป็ นปัจจยั ให้เกิด นามรูป ซ่ึงเป็นการอธิบายในลกั ษณะขา้ มภพชาติ ปฏิสนธิจิต (ปฏิสนธิวิญญาณ) เป็ นวิบากจิต (วิบาก วิญญาณ) ซ่ึงเกิดข้ึนเพราะกรรมใดกรรมหน่ึงเป็ นปัจจยั กรรมใด เป็นปัจจยั ใหป้ ฏิสนธิจิตหรือวบิ ากจิตใดเกิดข้ึน กรรมน้นั เป็ นกมั ม ปัจจยั แก่ปฏิสนธิจิตหรือวบิ ากจิตน้นั ถา้ เกิดในภูมิมนุษยเ์ ป็ นสุคติ ภูมิก็ตอ้ งเป็ นผลของกุศลกรรม จิตท่ีปฏิสนธิก็เป็ นกุศลวิบาก แต่ เน่ืองจากในอดีตไดก้ ระทาไวท้ ้งั กุศลกรรมและอกุศลกรรม การ ประสบกบั อิฏฐารมณ์หรืออนิฏฐารมณ์ จึงข้ึนอยกู่ บั วา่ ขณะใดกุศล กรรมใหผ้ ลหรืออกุศลกรรมใหผ้ ล นอกจากน้ีการท่ีแต่ละกรรมจะให้ผลไดย้ งั ข้ึนอยู่กับ สมบตั ิและวบิ ตั ิ ไดแ้ ก่ คติสมบตั ิ คือการเกิดในภพภูมิท่ีดี เกิดในกาเนิดอนั เจริญ สภาพแวดลอ้ มอานวย คติวิบตั ิ คือการเกิดในภพภูมิท่ีไม่ดี เกิดในกาเนิดต่าทราม สภาพแวดลอ้ มไมเ่ อ้ือต่อความเจริญ, อุปธิสมบตั ิ คือสมบตั ิแห่งร่างกาย ถึงพร้อมดว้ ยรูปกาย สง่า สวยงาม บุคลิกภาพดี อุปธิวิบตั ิ คือวิบตั ิแห่งร่างกาย ร่างกาย วกิ ลวกิ าร ไม่งดงาม บุคลิกภาพไมด่ ี, ๒๔๕ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๑๕/๖๕.

~ ๑๐๓ ~ กาลสมบตั ิ คือถึงพร้อมดว้ ยกาล ทาถูกกาลถูกเวลา กาล วบิ ตั ิ คือวบิ ตั ิแห่งกาล ทาผดิ กาลผดิ เวลา, ปโยคสมบตั ิ คือถึงพร้อมดว้ ยการประกอบความเพียร ทาต่อเนื่องมาเป็ นพ้ืนแลว้ จึงเห็นผลง่าย, ปโยควิบตั ิ คือ วิบตั ิแห่ง การประกอบ ขาดความรู้ความสามาถอนั เป็ นพ้ืนฐานน้นั จึงไม่ สาเร็จในผลโดยง่าย๒๔๖ ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง อ ง ค์ธ ร ร ม สั ง ข า ร น้ ัน ส า ม า ร ถ สื่ อ ความหมายไดท้ ้งั แบบขา้ มภพชาติและปัจจุบนั ชาติ กล่าวคือ ใน ความหมายแบบขา้ มภพชาติ อธิบายไดว้ า่ หมายถึง เจตนาท่ีทาให้ เกิดการกระทาในชาติอ่ืนที่จะส่งผลสู่ชาติถดั ไป ส่วนความหมาย แบบปัจจุบนั ชาติ อธิบายไดว้ า่ หมายถึง เจตนาท่ีเกิดข้ึนในแต่ละ ขณะ แตล่ ะสถานการณ์ท่ีส่งผลต่อการรับรู้อารมณ์แตกต่างกนั ไป กรณีตวั อย่างแบบปัจจุบนั ชาติในกรณีท่ีปรากฏเป็ น ข่าวในหนงั สือพิมพ์ ดงั กล่าวมาแลว้ ของชายที่เสียใจเพราะภรรยา แยกทาง จึงตัดสินใจฆ่าภรรยาและฆ่าตัวตายตาม ชายคนน้ี ๒๔๖ ดูรายละเอียดใน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พจนานุกรมพุทธ ศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, หน้า ๑๓๖-๑๓๗, สุจินต์ บริหารวนเขตต์, ปรมตั ถธรรมสังเขป จติ ตสังเขป และภาคผนวก, หนา้ ๑๖๑-๑๖๖.

~ ๑๐๔ ~ ตดั สินใจฆ่าตวั ตาย ดว้ ยอวชิ ชาเป็ นปัจจยั ให้เกิดสังขาร คือเจตนา ฆ่าตวั ตาย ก่อให้เกิดภพ (กรรมภพ) คือการกระทาท่ีฆ่าตวั ตาย สาเร็จ ท้งั น้ีเพราะอวชิ ชาเป็ นปัจจยั สังขารคือเจตนาฆ่าตวั ตายจึง เกิดข้ึน จากท่ีกล่าวขา้ งตน้ ในความสัมพนั ธ์ระหวา่ งอวิชชากบั สังขารในฐานะอดีตเหตุแห่งวงจรปฏิจจสมุปบาทน้นั จะเห็นวา่ อวชิ ชาเป็ นปัจจยั ให้สังขารเกิดข้ึนไดท้ ้งั ในแง่ท่ีเป็ นกุศล (ปุญญาภิ สังขารและอาเนญชาภิสังขาร) เช่น การทาทาน รักษาศีล เจริญ ภาวนา เพ่ือจะไดเ้ กิดในสุคติโลกสรรค์ เจตนาท่ีปรุงแต่งให้เกิด การกระทาดงั กล่าวน้ี เกิดข้ึนจากภวาสวะ ทิฏฐาสวะ ดว้ ยความไม่ รู้ ไม่เขา้ ใจจึงทาให้ปรารถนาภพ มีรูปภพ อรูปภพ เป็ นตน้ และที่ เป็ นอกุศล (อปุญญาภิสังขาร) เช่น การเบียดเบียนผูอ้ ่ืน การทาลาย ลา้ งผอู้ ื่นเพราะความอยากไดส้ ่ิงอนั เป็นท่ีรักของผอู้ ่ืน เจตนาที่ปรุง แต่งให้เกิดการกระทาดงั กล่าวน้ี เกิดจากกามาสวะ เป็ นตน้ ท้งั เจตนาที่ทาให้เกิดการกระทาทางกาย ทางวาจา และทางใจ การ กระทาตา่ งๆเหล่าน้ี (กรรมภพ) ท้งั ที่เป็นกศุ ลหรืออกศุ ลก็ตามย่อม ส่งผลให้เกิดวิบาก (ผลของกรรม) คือกุศลวิบาก (ผลของกุศล กรรม) และอกุศลวิบาก (ผลของอกุศลกรรม) สะสมสืบต่อเนื่อง ในจิตสนั ดานต่อไป๒๔๗ ๒๔๗ วสิ ุทฺธิ. (ไทย) ๖๓๔/๙๒๔-๙๒๕.

~ ๑๐๕ ~ ตัณหาในปฏิจจสมุปบาท กบั วงล้อแห่งภวจักร ทนี่ าไปสู่ความทกุ ข์ ตณั หาเป็ นกิเลสที่ผกู มดั สตั วโ์ ลกให้หมุนวนเวยี นวา่ ยตาย เกิดอยู่ในวงลอ้ แห่งภวจกั รท่ีนาไปสู่ความทุกข์อย่างไม่รู้จบสิ้น ปรมตั ถโชติกะ ปฏิจจสมุปบาททีปนีกล่าวไวว้ า่ “ธรรมชาติท่ีเป็ น เหตุใหส้ ัตวท์ ้งั หลายยนิ ดีติดใจซ่ึงวตั ถุกาม๒๔๘ ช่ือวา่ ตณั หา ไดแ้ ก่ โลภเจตสิกท่ีอยใู่ นโลภมูลจิต ๘”๒๔๙ คาว่า ตณั หา หมายถึงธรรมชาติที่ยินดีติดใจซ่ึงวตั ถุ กาม ในทางอภิธรรมคือ โลภเจตสิก๒๕๐ วภิ งั คสูตรอธิบายวา่ ตณั หามี ๖ ประการ คือ รูปตณั หา (ความทะยานอยากได้รูป) สัททตณั หา (ความทะยานอยากได้ เสียง) คนั ธตณั หา (ความทะยานอยากไดก้ ล่ิน) รสตณั หา (ความ ทะยานอยากได้รส) โผฏฐัพพตัณหา (ความทะยานอยากได้ ๒๔๘ ในกามสุตตนิทเทสสูตร จาแนกกามเป็ น ๒ อยา่ ง คือ ๑.วตั ถุกาม และ ๒.กิเลสกาม ซ่ึงตณั หา หมายถึง กิเลสกาม , ดูรายละเอียดใน ขุ.ม. (ไทย) ๒๙/๑/๑, ข.ุ ม.อ. (ไทย) ๕/๑/๔๙. ๒๔๙ พระสทั ธมั มโชติกะ ธมั มาจริยะ, ปรมตั ถโชตกิ ะ ปฏจิ จสมปุ บาททปี นี, หนา้ ๗๓. ๒๕๐ อา้ งแลว้ .

~ ๑๐๖ ~ โผ ฏ ฐัพ พ ะ ) แ ล ะ ธัม มตัณ ห า ( ค ว า ม ท ะ ยาน อยากได้ ธรรมารมณ์)๒๕๑ เช่นเดียวกบั ในสุตตนั ตภาชนีย๒์ ๕๒ ตณั หา ๓๒๕๓ ประกอบดว้ ย ก) กามตณั หา ไดแ้ ก่ ความอยากไดก้ าม คือ ความอยาก ไดใ้ นอารมณ์ท้งั ๖ ไดแ้ ก่ รูป (รูปตณั หา) เสียง (สัททตณั หา) กล่ิน (คนั ธตณั หา) รส (รสตณั หา) สิ่งสัมผสั ทางกาย (โผฏฐพั พตณั หา) และส่ิงสัมผสั ทางใจ (ธมั มตณั หา) เช่น เมื่อชายหนุ่มไดเ้ ห็นผูห้ ญิง สวย ก็ยอ่ มเกิดความปรารถนาท่ีจะไดค้ รอบครองผูห้ ญิงสวยน้นั ความปรารถนาผหู้ ญิงสวย(รูปตณั หา) น้ีคือกามตณั หา ข) ภวตณั หา ไดแ้ ก่ ความอยากให้กามน้นั ยง่ั ยืนอยูก่ บั ตนน้นั ตลอดไป เช่น เม่ือชายหนุ่มไดใ้ กลช้ ิด มีสมั พนั ธ์รักกบั หญิง สวยแล้ว ก็ปรารถนาให้ความสัมพนั ธ์รักกบั หญิงสวยน้ันคงอยู่ ตลอดไป ซ่ึงสภาวะของความปรารถนาให้กามตณั หาน้ันยงั่ ยืน ตลอดไปก็คือ ภวตณั หา ๒๕๑ ส.นิ. (ไทย) ๑๖/๒/๕, วสิ ุทฺธิ. ๖๔๔/๙๔๕, พระสทั ธมั มโชติกะ ธมั มาจริยะ, ปรมตั ถโชตกิ ะ ปฏจิ จสมุปบาททปี นี, หนา้ ๗๔. ๒๕๒ อภิ.ว.ิ (ไทย) ๓๕/๒๓๒/๒๒๑. ๒๕๓ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๕/๒๖๓, ส.นิ. (ไทย) ๑๖/๖๓/๑๒๑, ส.ม. (ไทย) ๑๙/๑๗๐/๙๘, องฺ.ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/๑๐๖/๖๒๗, บรรจบ บรรณรุจิ, ปฏจิ จสมุปบาท, หนา้ ๕๑.

~ ๑๐๗ ~ ค) วภิ วตณั หา ไดแ้ ก่ ความอยากใหก้ ามน้นั พน้ ไปจาก ตน เช่น เมื่อชายหนุ่มรู้สึกเบ่ือหน่ายหญิงสวยแล้ว ก็อยากให้ ความสัมพนั ธ์รักที่มีอยู่กบั หญิงสวยน้ันพน้ ไปจากตน และใน ขณะเดียวกันก็อยากได้หญิงแสนสวยคนใหม่เข้ามาแทนท่ี ซ่ึง สภาวะของความปรารถนาให้กามตณั หาน้นั พน้ ไปจากตนก็คือ วภิ วตณั หา ตัณหาหรื อสภาวะที่มีความยินดี ติ ดใจในอารมณ์ น้ ี เป็ นกิเลสเช่นเดียวกบั อวิชชา โดยตรัสธรรม ๒ อย่างเป็ นมูล คือ อวชิ ชาและตณั หาเป็ นประธาน๒๕๔ จาแนกเป็ นกิเลส ๓ ระดบั ๒๕๕ คือ ก) ระดบั อนุสัยกิเลส หมายถึงตณั หาที่เกิดนอนเน่ือง อยใู่ นจิต มีติดตวั มาต้งั แต่เกิดพร้อมกบั ปฏิสนธิวิญญาณ เป็นความ อยากข้นั พ้ืนฐานของมนุษยท์ ุกคนซ่ึงแสดงตวั ออกมาในความรัก ตวั เอง อนั จะเป็นปัจจยั ใหเ้ กิดตณั หาระดบั ที่ ๒ ข) ระดับปริยุฏฐานกิเลส หมายถึงตัณหาท่ีเกิดข้ึน รบกวนจิต ทานองตวั คอยก่อกวนไม่ให้สงบลงได้ ปรุงแต่งให้ อยากอยูต่ ลอดเวลา ซ่ึงคือตณั หาระดบั อนุสัยกิเลสที่ฟุ้งข้ึนมา โดย ๒๕๔ ดูรายละเอียดใน อภิ.ว.ิ อ. ๒/๑/๔๔๕, วสิ ุทฺธิ. (ไทย) ๕๙๕/๘๙๐, พระ พรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พทุ ธธรรม, หนา้ ๑๐๕. ๒๕๕ บรรจบ บรรณรุจิ, ปฏิจจสมปุ บาท, หนา้ ๕๙-๖๐.

~ ๑๐๘ ~ แสดงตวั ออกมาเป็ นความอยาก ในรูป เสียง กล่ิน รส สิ่งสัมผสั ทางกาย และสิ่งสัมผสั ทางใจท่ีดี อนั เป็ นปัจจยั ให้เกิดตณั หาระดบั ที่ ๓ ค) ระดบั วีติกกมกิเลส หมายถึงตณั หาข้นั หยาบท่ีเป็ น เหตุให้ล่วงละเมิดศีล คือ ทาผิดทางกายและวาจา ซ่ึงก็คือตณั หา ระดบั ปริยฏุ ฐานกิเลสท่ีกาเริบข้ึนจนไม่สามารถควบคุมได้ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท ตณั หาเกิดจากเวทนาเป็ น ปัจจยั ๒๕๖ โดยมีอวิชชาเป็ นมูลราก๒๕๗ เช่น การได้เห็นรูปสวย พอใจ ติดใจในรูปสวยน้ัน (รูปตณั หา) การได้ยินเสียงไพเราะ พอใจ ติดใจในเสียงไพเราะน้นั (สทั ทตณั หา) เป็นตน้ ๒๕๘ ซ่ึงความ พอใจ ติดใจ ใฝ่ รัก อยากได้น้ันเกิดข้ึนเพราะเมื่อเสพอารมณ์ท่ี น่ารัก น่าปรารถนาน้นั แลว้ ทาใหเ้ กิดความรู้สึกสุข (สุขเวทนา) จึง ๒๕๖ วสิ ุทฺธิ. (ไทย) ๖๔๔/๙๔๔. ๒๕๗ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พทุ ธธรรม, หนา้ ๔๙๐. ๒๕๘ ตณั หา จาแนกตามอารมณ์ มี ๖ อยา่ ง คือ ๑. รูปตณั หา คือความยนิ ดีติด ใจในรูปารมณ์ (รูป) ๒. สัททตณั หา คือความยินดีติดใจในสทั ทารมณ์ (เสียง) ๓. คนั ธตณั หา คือความยนิ ดีติดใจในคนั ธารมณ์ (กล่ิน) ๔. รสตณั หา คือความยนิ ดีติดใจในรสารมณ์ (รส) ๕. โผฏฐพั พตณั หา คือความยนิ ดีติดใจ ในโผฏฐัพพารมณ์ (สัมผัส) ๖. ธัมมตัณหา คือความยินดีติดใจใน ธรรมารมณ์ (เร่ืองราวในใจ), ส.นิ. (ไทย) ๑๖/๒/๕, อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/ ๒๓๒/๒๒๑, วสิ ุทฺธิ. (ไทย) ๖๔๔/๙๔๔-๙๔๖.

~ ๑๐๙ ~ อยากเสพเสวยสุขเวทนา๒๕๙น้ันเรื่อยไป ดังน้ีเป็ นลักษณะของ ตณั หาที่มีเวทนาเป็นปัจจยั พุทธพจน์กล่าวไวว้ ่า “ความชอบใจวตั ถุ ย่อมมีแก่ผู้ กาลงั ปรารถนา อน่ึง ความหวนั่ ไหว ย่อมมีเพราะวตั ถุท่ีกาหนด แล้ว”๒๖๐ ซ่ึงความปรารถนา ความต้องการในท่ีน้ีเป็ นความ ปรารถนาแบบตณั หา๒๖๑ ความรักดว้ ยอานาจตณั หา หรือที่บาลี เรียกวา่ ตณฺ หาเสนฺโห น้นั เป็ นความรักท่ีเกิดจากความยึดถือวตั ถุ กามน้นั วา่ เป็นของเรา ความยนิ ดีติดใจในอารมณ์ ๖ (รูป เสียง กลิ่น ๒๕๙ วิภงั คสูตรอธิบายวา่ เวทนามี ๖ ประการ คือ ๑. จกั ขุสัมผสั สชาเวทนา (เวทนาเกิดจากการสัมผสั ทางตา) ๒. โสตสมั ผสั สชาเวทนา (เวทนาเกิดจาก สัมผสั ทางหู) ๓. ฆานสัมผสั สชาเวทนา (เวทนาเกิดจากสมั ผสั ทางจมูก) ๔. ชิวหาสัมผสั สชาเวทนา (เวทนาเกิดจากสัมผสั ทางลิ้น) ๕. กายสัมผสั สชา เวทนา (เวทนาเกิดจากสมั ผสั ทางกาย) ๖. มโนสมั ผสั สชาเวทนา (เวทนาเกิด จากสัมผสั ทางใจ) เช่นเดียวกบั ในสุตตนั ตภาชนีย์ ส่วนในกาฬารสูตรและ เวทนาสูตรอธิบายวา่ เวทนามี ๓ ประการ คือ ๑.สุขเวทนา ๒. ทุกขเวทนา ๓. อทุกขมสุขเวทนา, ส.นิ. (ไทย) ๑๖/๒/๖, ส.นิ. (ไทย) ๑๖/๓๒/๖๕, ส.ม. (ไทย) ๑๙/๒๙/๒๙, ๑๖๙/๙๘, ๑๙๒/๒๙๓, ๔๑๕/๒๗๒, ข.ุ อิติ. (ไทย) ๒๕/ ๕๒-๕๓/๔๐๕-๔๐๗, อภิ.ว.ิ (ไทย) ๓๕/๒๓๑/๒๒๑. ๒๖๐ ข.ุ สุ. (ไทย) ๒๕/๙๐๙/๗๑๙. ๒๖๑ ดูรายละเอียดใน พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), พุทธธรรม, หนา้ ๔๘๕-๔๘๖.

~ ๑๑๐ ~ รส สัมผสั สิ่งนึกคิดทางใจ) ที่มีความแรงกลา้ มากข้ึน ความยึดถือ น้ันจึงเกิดข้ึนด้วยอานาจของตณั หา เรียกอีกอย่างหน่ึงว่า กามุ ปาทาน ปรมตั ถโชติกะ ปฏิจจสมุปปาททีปนี กล่าวความว่า ตณั หาและกามุปาทานน้นั มีองคธ์ รรม คือ โลภะ เช่นเดียวกนั ใน การท่ีกล่าววา่ ตณั หาเป็ นปัจจยั ให้กามุปาทานเกิดข้ึน หมายความ วา่ โลภะเป็ นปัจจยั ให้เกิดโลภะ๒๖๒ อธิบายความว่า ความติดใจ อยากไดใ้ นรูปารมณ์ สัททารมณ์ คนั ธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐพั พา รมณ์ และธัมมารมณ์ เหล่าน้ีชื่อว่า ตณั หา และเม่ือความติดใจ ดงั กล่าวเหล่าน้ีมีกาลงั แรงกลา้ มากข้ึน ย่อมมีจิตใจผูกพนั อยู่กบั อารมณ์น้นั อยเู่ สมอ หรือเม่ือไดส้ ่ิงท่ีตนปรารถนามาแลว้ ก็มีความ หวงแหนสิ่ งน้ันอย่างไม่ยอมปล่อยวาง เช่นน้ีเรี ยกว่า กามุ ปาทาน๒๖๓ ดงั กรณีตวั อย่างถึง ภรรยาที่เสียใจเพราะสามีขอแยก ทาง จึงตดั สินใจฆ่าสามีและฆ่าตวั ตายตาม เม่ือพิจารณาในมุมมอง ของพทุ ธธรรมการที่หญิงคนน้ีเสียใจเพราะสามีขอแยกทาง มีนยั ท่ี แฝงดว้ ยความปรารถนาท่ีจะไดร้ ับความรักและใชช้ ีวติ คูอ่ ยรู่ ่วมกบั ๒๖๒ พระสทั ธมั มโชติกะ ธมั มาจริยะ, ปรมตั ถโชตกิ ะ ปฏิจจสมุปปาททปี น,ี หนา้ ๙๕. ๒๖๓ เรื่องเดียวกนั , หนา้ ๙๕.

~ ๑๑๑ ~ สามีดงั เดิม (ภวตณั หา) แต่เม่ือเป็ นไปไม่ไดด้ งั ใจปรารถนา เธอจึง อยากพ้นจากสภาวะที่ผิดหวังในความรักอย่างท่ีเป็ นอยู่ (วิภวตณั หา) ซ่ึงตณั หาน้ีจดั เป็ นกิเลสตวั หน่ึง เมื่อกิเลสกาเริบข้ึน จนไมอ่ าจควบคุมไดก้ ลายเป็นวตี ิกกมกิเลส ผลกั ดนั ใหเ้ ธอเกิดการ กระทาท่ีเป็ นอกุศลกรรม ในท่ีน้ีคือการทาลายชีวิตของสามีและ ตนเองในท่ีสุด การท่ีตณั หาของเธอขยายตวั จนไม่สามารถควบคุม กิเลสได้ ท้งั น้ีก็เพราะความยึดมน่ั ถือมน่ั ความรักและคนรักอย่าง แรงกลา้ อยา่ งไม่ยอมปล่อยวาง ซ่ึงกค็ ืออุปาทาน อุปาทานในปฏิจจสมุปบาท กับวงล้อแห่งภวจักร ที่นาไปสู่ความ ทกุ ข์ คาวา่ อุปาทาน แปลวา่ ยดึ มน่ั ๒๖๔ วิภงั คสูตรอธิบายวา่ อุปาทานมี ๔ ประการ คือ กามุปาทาน (ความยึดมน่ั ในกาม) ทิฏฐุ ปาทาน (ความยดึ มนั่ ในทิฏฐิ) สีลพั พตุปาทาน (ความยดึ มน่ั ในศีล พรต) และอตั ตวาทุปาทาน (ความยึดมน่ั ในวาทะว่ามีอตั ตา)๒๖๕ อรรถกถาจารยใ์ หค้ าอธิบายวา่ กามุปาทานเป็นตณั หาหลงั ที่เกิดข้ึน ด้วยอานาจอุปนิสยปัจจัยของตัณหาแรก ด้วยความยึดมั่นใน ๒๖๔ บรรจบ บรรณรุจิ, ปฏิจจสมปุ บาท, หนา้ ๖๑. ๒๖๕ ส.นิ. (ไทย) ๑๖/๒/๕.

~ ๑๑๒ ~ ตณั หา๒๖๖ประกอบดว้ ยโลภมูลจิต ๘ ดวง๒๖๗ ส่วนอุปาทาน ๓ ที่ เหลือน้นั ประกอบดว้ ยโลภมูลจิตที่สัมปยตุ ดว้ ยทิฏฐิ ๔ ดวง๒๖๘ ปรมตั ถโชติกะ ปฏิจจสมุปปาททีปนีใหค้ าอธิบายคาวา่ อุปาทาน หมายถึง การยึดมนั่ ในส่ิงท่ีผิดโดยโลภะ และทิฏฐิ เม่ือ ตณั หาและทิฏฐิมีกาลงั แรงมากข้ึน กล่าวคือ การยินดีติดใจใน อารมณ์น้ันๆ อย่างไม่ยอมปล่อย เวลาน้ัน ตณั หาน้ันได้ชื่อว่า อุปาทาน และเมื่อเวลาที่มีความเห็นผิดน้นั ติดแน่น เวลาน้นั ทิฏฐิ น้ันก็ได้ชื่อว่า อุปาทาน๒๖๙ แสดงให้เห็นรายละเอียดเพิ่มเติมว่า ในทางอภิธรรม อุปาทานคือโลภเจตสิก หรือตณั หาท่ีแรงกลา้ ข้ึน อาการของจิตดงั กล่าวน้ีเกิดข้ึนจากตณั หา ดงั น้นั เม่ือตณั หาเกิด อุปาทานย่อมเกิดข้ึนตามมาด้วยเสมอ๒๗๐ อุปาทานเป็ นกิเลส เช่นเดียวกับอวิชชาและตณั หา แต่ไม่แยกระดับอย่างกิเลส ๒ ประเภท เพราะอุปาทานแฝงตวั อยใู่ นตณั หาตลอดเวลา เพียงแต่วา่ ในบางคร้ังจะไมแ่ สดงตวั ออกมาชดั เจนเทา่ น้นั ๒๗๑ ๒๖๖ อภิ.ว.ิ อ. (ไทย) ๒/๑/๕๔๐. ๒๖๗ อภิ.ว.ิ อ. (ไทย) ๒/๑/๕๔๓. ๒๖๘ อภิ.ว.ิ อ. (ไทย) ๒/๑/๕๔๑, ๕๔๓. ๒๖๙ พระสทั ธมั มโชติกะ ธมั มาจริยะ, ปรมตั ถโชตกิ ะ ปฏิจจสมุปบาททปี นี, หนา้ ๘๐-๘๑. ๒๗๐ บรรจบ บรรณรุจิ, ปฏิจจสมปุ บาท, หนา้ ๖๑. ๒๗๑ เรื่องเดียวกนั , หนา้ ๖๓.

~ ๑๑๓ ~ ท้งั น้ีหากพิจารณาตามองค์ธรรมแล้ว ตัณหา มีองค์ ธรรมคือ โลภเจตสิก ส่วนอุปาทาน มีองค์ธรรมอีกอย่างคือ ทิฏ ฐิเจตสิก อรรถกถาจารยใ์ ห้คาอธิบายว่า กามุปาทานเป็ นตณั หา หลงั ท่ีเกิดข้ึนดว้ ยอานาจอุปนิสยปัจจยั ของตณั หาแรก ดว้ ยความ ยึดมั่นในตัณหา๒๗๒ประกอบด้วยโลภมูลจิต ๘ ดวง๒๗๓ ส่วน อุปาทาน ๓ ท่ีเหลือน้นั ประกอบดว้ ยโลภมูลจิตที่สัมปยตุ ดว้ ยทิฏฐิ ๔ ดวง๒๗๔ และทิฏฐิเจตสิกที่ยดึ มนั่ ๒๗๕ไม่ยอมปล่อยวาง ยอ่ มเป็ น เหตุเป็ นปัจจยั ก่อให้เกิดภพข้ึนตามมา นาไปสู่ภาวะจิตใจท่ีทุกข์ ดว้ ยอาการทางจิตท่ีแหง้ ผาก ปราศจากความสดชื่น เปรียบเสมือน ตน้ ไมท้ ่ีเหี่ยวแห้งขาดน้า คร่าครวญราพนั ดว้ ยความคิดถึงส่ิงที่ล่วง แลว้ มาหรือสิ่งที่ปรารถนาแต่ไมไ่ ดด้ งั ใจปรารถนา ไขวค่ วา้ ก็คลา้ ย กบั ไล่ควา้ เงา ตรอมใจ คบั แคน้ ใจ เหล่าน้ีเป็ นอาการทางจิตท่ีมี ทุกข์ และแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมทางกายในท่ีสุด ดังกรณีตัวอย่างของชายท่ีผิดหวงั ในความรักและ ตัดสินใจฆ่าคนรักและตวั เองตาย แสดงให้เห็นถึงระดับความ รุนแรงของตณั หา คือการแสวงหาความรักและคนรักกลบั มาเพ่ือ ๒๗๒ อภิ.ว.ิ อ. (ไทย) ๒/๑/๕๔๐. ๒๗๓ อภิ.ว.ิ อ. (ไทย) ๒/๑/๕๔๓. ๒๗๔ อภิ.ว.ิ อ. (ไทย) ๒/๑/๕๔๑, ๕๔๓. ๒๗๕ วชั ระ งามจิตรเจริญ, พทุ ธศาสนาเถรวาท, หนา้ ๒๑๘

~ ๑๑๔ ~ เติมความตอ้ งการของตนเองให้เต็ม ซ่ึงในพุทธธรรมเรียกอีกช่ือ หน่ึงว่า เอสนาตณั หา๒๗๖ และเมื่อส่ิงท่ีแสวงหาน้นั ไม่ไดส้ มหวงั ดงั ใจปรารถนา จึงอยากจะพน้ จากสภาวะน้ันไป (วิภวตณั หา) ความอยากจะพน้ จากสภาวะที่ประสบความผดิ หวงั น้นั เม่ือมีกาลงั แรงกลา้ อยา่ งไม่ยอมปล่อยวาง (อุปาทาน) ย่อมเป็ นปัจจยั ให้เกิด ภพ (กรรมภพ) ตวั อยา่ งในท่ีน้ีคือการกระทาอกศุ ลกรรม ฆ่าตนเอง ไดใ้ นท่ีสุด ภพในปฏจิ จสมุปบาท กบั วงล้อแห่งภวจักร คาวา่ ภพ แปลวา่ เกิดมี เกิดเป็ น๒๗๗ คมั ภีร์วภิ งั คก์ ล่าวถึงภพ ๒ คือ ๑) กรรมภพ (ภพคือกรรม) ไดแ้ ก่ ปุญญาภิสังขาร อปุญญา ภิสงั ขาร และอเนญชาภิสังขาร ๒) อุปปัตติภพ (ภพคือความเกิดข้ึน) ไดแ้ ก่ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญา ๒๗๖ ดูรายละเอียดใน ที.ม.อ. (ไทย) ๒/๑/๒๐๙. ๒๗๗ บรรจบ บรรณรุจิ, ปฏิจจสมุปบาท, หนา้ ๖๔.

~ ๑๑๕ ~ ภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ และปัญจโวการภพ๒๗๘ ซ่ึงเป็นการอธิบายแบบขา้ มภพชาติ ส่วนในอญั ญมญั ญจตุกกะอธิบายวา่ เวน้ อุปาทานแลว้ เวทนาขนั ธ์ สัญญาขนั ธ์ สังขารขนั ธ์ และวิญญาณขนั ธ์ น้ีเรียกวา่ เพราะอุปาทานเป็ นปัจจยั ภพจึงมี๒๗๙ ซ่ึงก็คือนามขนั ธ์ ๔ ส่ือนยั ที่ ต้องการอธิบายภพในลักษณะแบบชาติปัจจุบนั เหตุผลที่เน้น ปัจจุบนั เพราะมีแต่นามขนั ธ์ ไม่มีรูปขนั ธ์ซ่ึงเป็ นลกั ษณะท่ีชดั เจน ในแบบขา้ มภพชาติ จากการอธิบายความหมายของสังขารที่มีอวิชชาเป็ น ปัจจยั ให้เกิดและกรรมภพท่ีมีอุปาทานเป็ นปัจจยั ให้เกิดแสดงให้ เห็นวา่ สังขารและกรรมภพมีความคลา้ ยกนั เมื่อพิจารณาตามกาล และตามองคธ์ รรมแลว้ ก็เหมือนกนั แต่สังขารและกรรมภพมีความ แตกตา่ งกนั ในรายละเอียดคือ สังขาร คือ ปุพพเจตนา ที่เกิดก่อนการกระทากุศลหรือ อกุศล หมายความวา่ กศุ ลหรือ อกศุ ล เจตนาท่ีเกิดข้ึนในชวนะดวง ท่ี ๑ ถึงชวนะดวงท่ี ๖ ชื่อว่า สังขาร หรืออีกนัยหน่ึงคือ สังขาร ไดแ้ ก่ กศุ ลหรืออกศุ ล เจตนาเจตสิกอยา่ งเดียว ๒๗๘ อภิ.ว.ิ (ไทย) ๓๕/๒๓๔/๒๒๑, อภิ.ว.ิ อ. (ไทย) ๒/๑/๕๔๔. ๒๗๙ อภิ.ว.ิ (ไทย) ๓๕/๒๗๓/๒๕๗.

~ ๑๑๖ ~ ส่วน กรรมภพ คือ มุญฺจนเจตนา ที่เกิดข้ึนขณะกาลงั กระทากุศลหรืออกศุ ล หมายความวา่ เจตนาที่เกิดข้ึนในชวนะดวง ท่ี ๗ ช่ือวา่ กรรมภพ หรืออีกนยั หน่ึงคือ กรรมภพ ไดแ้ ก่ กุศล หรือ อกศุ ลเจตนาพร้อมดว้ ยนามขนั ธ์ ๔ ที่เหลือ๒๘๐ การอธิบายวงลอ้ แห่งภวจกั ร หรือเรียกอีกอยา่ งวา่ วฏั ฏ์ ๓ แห่งปฏิจจสมุปบาท (กิเลสวฏั ฏ์ กรรมวฏั ฏ์ วิปากวฏั ฏ์) น้ัน สังขารและภพ จดั เป็ นกรรมวัฏฏ์ ในท่ีน้ี กรรมภพที่เกิดก่อน หมายถึงกรรมภพที่ทาไวใ้ นอดีตชาติ๒๘๑ ที่สืบเนื่องในจิตสันดาน และเป็ นปัจจยั แก่ปฏิสนธิวิญญาณในอุปปัตติภพน้ี๒๘๒ ซ่ึงก็คือ ร่างกายและจิตใจที่ประกอบดว้ ยองคธ์ รรม ๕ คือ วญิ ญาณ นามรูป สฬายตนะ ผสั สะ เวทนา เป็ นวปิ ากวฏั ฏ์ นอกจากน้ีอวชิ ชา ตณั หา อุปาทานอนั เป็ นกิเลสวัฏฏ์ซ่ึงประจาอยู่ในจิตตสันดานแลว้ ดว้ ย อานาจกิเลสวฏั ฏน์ ้ียอ่ มทาใหบ้ ุคคลมีการกระทาทางกาย วาจาและ ใจ ตามท่ีสั่งสมไวใ้ นวิบาก เกิดการกระทากรรมภพใหม่ เป็ นผล ปรากฏในกาลขา้ งหน้าต่อไป หมุนวนไป การทาลายวฏั ฏะเพ่ือ ไม่ให้หมุนวนอีกจึงต้องทาลายท่ีกิเลสวฏั ฏ์ คือ อวิชชา ตณั หา ๒๘๐ พระสทั ธมั มโชติกะ ธมั มาจริยะ, ปรมตั ถโชตกิ ะ ปฏจิ จสมุปบาททปี นี, หนา้ ๑๒๐-๑๒๑. ๒๘๑ อภิ.ว.ิ อ. (ไทย) ๒/๑/๕๖๐. ๒๘๒ อภิ.ว.ิ อ. (ไทย) ๒/๑/๕๖๐.

~ ๑๑๗ ~ อุปาทาน เม่ือกิเลสวฏั ฏ์ถูกทาลายแล้ว กรรมวฏั ฏ์และวิปากวฏั ฏ์ ยอ่ มถูกทาลายไปดว้ ย ดังน้ันกิเลสวฏั ฏ์จึงเป็ นตวั สาคญั ท่ีสุด ด้วยเหตุน้ีใน มุมมองของพุทธธรรม กิเลสวฏั ฏ์ อันได้แก่ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน จึงเป็ นสาเหตุท่ีแท้จริงของภาวะจิตใจท่ีขาดพร่ อง ปราศจากความรักความเมตตาต่อตนเองและผอู้ ื่นอยา่ งแทจ้ ริง เกิด จิตที่คิดเบียดเบียน และเป็ นแรงผลักดันให้เกิดพฤติกรรม คือ กรรมวฏั ฏ์ อนั ไดแ้ ก่ สังขาร และภพ ทาใหว้ นเวียนในสังสารวฏั ฏ์ ประสบกบั ความสุขสมหวงั บา้ ง ประสบกบั ความทุกขผ์ ิดหวงั บา้ ง ตามเหตุปัจจยั ความสัมพนั ธ์ระหว่างอริยสัจ ๔ และปฏจิ จสมุปบาท จ า ก บ ท ที่ ก ล่ า ว ม า แ ล้ ว ใ น หั ว ข้ อ ป ฏิ จ จ ส มุ ป บ า ท พิจารณาได้ว่าคาสอนปฏิ จจสมุปบาทและอริ ยสัจ ๔ มี ความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ขอยกตัวอย่างการอธิบายท่ีเป็ น รูปธรรม ดงั เช่นกรณีของชายคนหน่ึงที่เสียใจเพราะภรรยาแยก ทาง จึงตดั สินใจฆ่าภรรยาและฆ่าตวั ตายตาม ความเสียใจของชาย คนน้ีประกอบดว้ ยอวิชชาที่มาจากกามาสวะเหตุ และเมื่อว่าตาม

~ ๑๑๘ ~ องคธ์ รรมแลว้ โสกะ โทมนสั อุปายาส ท้งั ๓ น้ีเป็ นโทมนสั และ โทสเจตสิก ดงั น้ัน เม่ือผูใ้ ดมีความเศร้าโศกเสียใจ คบั แค้นใจ เกิดข้ึนแลว้ โมหะก็ยอ่ มเกิดร่วมดว้ ย พระอรรถกถาจารยก์ ล่าวไวว้ า่ “อวิชชาสาเร็จแล้วแต่ ธรรมมีโสกะเป็ นต้น” ๒๘๓ และเมื่อโสกะ คือความเศร้าโศก เพิ่มข้ึนอย่างท่วมทน้ กลายเป็ นอุปายาส คือความเศร้าโศกอย่าง ใหญ่หลวง เป็ นยอดแห่งความเศร้าโศก ทาให้บุคคลน้นั กลายเป็ น คนเสียสติไป หรืออาจทาลายชีวิตของตนเองได้๒๘๔ ท้งั น้ีก็ด้วย อานาจของอวิชชาที่ไม่รู้ ไม่เขา้ ใจตามความเป็ นจริงว่าความตาย ไม่ใช่ท่ีสิ้นสุดแห่งทุกข์ เม่ืออวิชชาซ่ึงเป็ นกิเลสก่อตวั ถึงข้นั วีติ กกมกิเลส จึงเป็นแรงผลกั ดนั ใหช้ ายคนดงั กล่าวก่ออกศุ ลกรรม คือ การฆ่าตนเองได้ในที่สุด ดว้ ยเหตุน้ี อวิชชาจึงเป็ นปัจจยั ให้เกิด สงั ขารคืออกุศลเจตนา ก่อพฤติกรรมที่ไม่ดีงาม และดว้ ยความรัก ความผูกพนั ที่มีต่อภรรยาอยา่ งแรงกลา้ และยึดมน่ั ถือมน่ั อยา่ งไม่ ยอมปล่อยวาง เช่นน้ีเรี ยกว่า กามุปาทาน๒๘๕ ตัณหาและกามุ ปาทานน้นั มีองคธ์ รรม คือ โลภะ เช่นเดียวกนั ตณั หาจึงเป็ นปัจจยั ๒๘๓ อภิ.ว.ิ อ. (ไทย) ๒/๑/๕๕๔. ๒๘๔ ดูรายละเอียดใน พระสทั ธมั มโชติกะ ธมั มาจริยะ, ปรมตั ถโชตกิ ะ ปฏิจจสมปุ บาททปี นี, หนา้ ๑๔๒. ๒๘๕ เรื่องเดียวกนั , หนา้ ๙๕.

~ ๑๑๙ ~ ใหก้ ามุปาทานเกิดข้ึน แต่เม่ือเป็ นไปไม่ไดด้ งั ใจปรารถนา (ทุกขอ ริยสัจ) เขาจึงอยากพน้ จากสภาวะที่ผิดหวงั ในความรักอย่างท่ี เป็ นอยู่ (วิภวตณั หา) ซ่ึงตณั หาน้ีจดั เป็ นกิเลสตวั หน่ึง ซ่ึงเป็ นเหตุ แห่งทุกข์ (สมุทยั อริยสัจ) เม่ือกิเลสกาเริบข้ึน จนไม่อาจควบคุมได้ กลายเป็ นวีติกกมกิเลส ผลักดันให้เขาเกิดการกระทาที่เป็ น อกุศลกรรม ในที่น้ีคือการทาลายชีวิตของภรรยาและตนเองใน ที่สุด จากท่ีอธิบายกระบวนธรรมของ อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ขา้ งตน้ เพื่อแสดงใหเ้ ห็นถึงสภาวธรรมตามกฎธรรมชาติ ของโลกและชีวิตที่เกิดข้ึนเป็ นกระบวนการตามเหตุตามปัจจยั ท่ี เก่ียวขอ้ งเช่ือมโยงสัมพนั ธ์กนั ตามคาสอนของปฏิจจสมุปบาท และนาไปสู่กระบวนการแห่งทุกข์ ซ่ึงพระพุทธเจา้ ทรงแสดงไวใ้ น อริยสัจ ๔ วา่ “ภิกษุท้งั หลาย ขอ้ น้ีเป็นทุกขอริยสจั คือ แม้ ความเกิดกเ็ ป็นทุกข์ แมค้ วาม แก่กเ็ ป็นทุกข์ แมค้ วามเจบ็ กเ็ ป็นทุกข์ แมค้ วามตายก็ เป็นทุกข์ ความประสบส่ิง อนั ไม่เป็นที่รักกเ็ ป็นทุกข์ ความพลดั พรากจากส่ิงอนั เป็นที่รักกเ็ ป็ นทุกข์ ปรารถนา

~ ๑๒๐ ~ ส่ิงใดไมไ่ ดส้ ิ่งน้นั ก็เป็นทุกข์ โดยยอ่ อุปาทานขนั ธ์ ๕ เป็ นทุกข์ ภิกษุท้งั หลาย ขอ้ น้ีเป็นทุกขสมุทยอริยสจั คือ ตณั หาอนั ทาใหเ้ กิดอีก ประกอบ ดว้ ยความเพลิดเพลินและความกาหนดั มีปกติให้ เพลิดเพลินในอารมณ์น้นั ๆ คือ กามตณั หา ภวตณั หา วภิ วตณั หา”๒๘๖ ชีวติ ท่ีมีปัญหาของมนุษย์ และการถูกรุมเร้ากระหน่า ดว้ ยความทุกขน์ ้นั เป็ นเพราะมนุษยเ์ ขา้ ไปสัมพนั ธ์กบั ส่ิงต่าง ๆใน โลกและชีวติ ดว้ ยอวชิ ชา ตณั หา อุปาทาน ดว้ ยความยดึ มนั่ ถือมน่ั ในอุปาทานขนั ธ์ท้งั ๕ ปัญหาตา่ งๆจึงเกิดข้ึนกบั บุคคลผนู้ ้นั ทนั ที สภาพปัญหาตา่ ง ๆกจ็ ะกลายเป็น “ทุกข”์ ทนั ทีเช่นกนั แต่เมื่อใดก็ตามท่ีมนุษยเ์ ก่ียวขอ้ งสมั พนั ธ์กบั สิ่งต่างๆ ในโลกและชีวติ ดว้ ยปัญญา ดว้ ยทา่ ทีท่ีรู้เทา่ ทนั ตามสภาวะความ เป็นจริงของโลกและชีวติ ดว้ ยสัมมาทิฏฐิในอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นตน้ บุคคลผนู้ ้นั ก็จะสงบระงบั จากทุกข์ และเกี่ยวขอ้ งสัมพนั ธ์ กบั โลกดว้ ยปัญญา เขา้ สู่กระบวนการแห่ง “ความดบั ทุกข”์ ทนั ที ดว้ ย ๒๘๖ ส.ม. (ไทย) ๑๙/๑๐๘๑/๕๙๓.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook