เอกสารหลกั ฐานทีแ่ สดงถงึ ทกั ษะ และศักยภาพดา้ นการจดั การเรียนการสอน ประกอบการพิ จารณาการประเมนิ ภาค ค การสอบแข่งขนั เพื่ อบรรจุและแต่งต้ังบคุ คลเขา้ รบั ราชการเปน็ ข้าราชการครแู ละบคุ คลากรทางการศึกษา ตาแหนง่ ครผู ชู้ ว่ ย นางสาวอรพิ น พรหมจินดา สาขาวชิ าเอกวทิ ยาศาสตรท์ ว่ั ไป เลขประจาตัวสอบ 246140292 ระดบั ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1
ก คำนำ เอกสารหลักฐานที่แสดงถึงทักษะและศักยภาพด้านการจัดการเรียนการสอน ฉบับนี้จัดทำขึ้นเพ่ือ ประกอบการพิจารณาการประเมิน ภาค ค ตามความเหมาะสมกับตำแหน่ง วิชาชีพ และการปฏิบัติงาน ในสถานศกึ ษา ตามหลักเกณฑ์และสอบแขง่ ขนั เพือ่ บรรจแุ ละแตง่ ตั้งบคุ คลเขา้ รบั ราชการเปน็ ข้าราชการครูและ บคุ คลากรทางการศกึ ษา ตำแหน่งครูผูช้ ว่ ย สังกัดสำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน ปี พ.ศ. 2566 การจัดทำเอกสารฉบบั นี้สำเร็จตามวตั ถุประสงค์ไปด้วยดี ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณผู้ทีม่ ีส่วนเกี่ยวขอ้ ง ที่ท่านได้ให้คำแนะนำการเขียนรายงานจนทำให้รายงานฉบบั นี้สมบูรณ์ การเรียบเรียงเนื้อหา ได้สำเร็จลุล่วง ไปดว้ ยดี หากมีสงิ่ ใดในรายงานฉบับนจี้ ะต้องปรับปรุง ข้าพเจ้าขอน้อมรับในขอ้ ชแี้ นะและขออภยั มา ณ ที่น้ีดว้ ย นางสาวอรพนิ พรหมจินดา
สารบัญ ข คำนำ หน้า สารบัญ ก กรอบความคิดหลกั สตู ร ข คำอธิบายรายวชิ า 1 โครงสรา้ งรายวิชา 4 แผนการจัดการเรยี นรู้ 6 12 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชวี้ ัด 12 2. จดุ เนน้ 12 3. มาตรฐานการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน 12 4. การบูรณาการกับหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง 12 5. คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ 13 6. สารสำคญั 13 7. จุดประสงค์การเรยี นรู้ 13 8. สาระหลกั /เนอื้ หา 13 9. ความรู้พืน้ ฐาน/ทกั ษะจำเป็นของผเู้ รียน 13 10. กจิ กรรมการเรยี นการสอน 13 11. ส่ือการเรียนการสอน 16 12. แหลง่ เรียนรู้ 16 13. การวัดประเมินผล 17 ความเห็นของหวั หนา้ กลมุ่ บรหิ ารวชิ าการ 18 ความเหน็ ของผ้อู ำนวยการโรงเรยี น 18 บนั ทกึ หลงั การจัดการเรยี นรู้ 19 ภาคผนวก 20
1 กรอบความคดิ หลักสตู ร วสิ ยั ทศั น์หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรยี นทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติใหเ้ ป็นมนุษย์ ทม่ี คี วามสมดุลท้งั ด้านรา่ งกาย ความรู้ คุณธรรม มีจติ สำนกึ ในความเป็นพลเมอื งไทย และเปน็ พลโลก ยึดมั่น ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมท้ัง เจตคติ ท่จี ำเปน็ ตอ่ การศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการศกึ ษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผเู้ รียนเปน็ สำคญั บนพื้นฐานความเชื่อวา่ ทุกคนสามารถเรียนรแู้ ละพัฒนาตนเองไดเ้ ต็มตามศกั ยภาพ หลกั การของหลกั สูตร หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 มีหลักการที่สำคัญ ดังน้ี 1. เป็นหลกั สูตรสถานศกึ ษาเพื่อความเป็นเอกภาพของโรงเรยี น มีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับพฒั นาเดก็ และเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพน้ื ฐานของความเป็น ไทยควบค่กู ับความเปน็ สากล 2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค และมีคุณภาพ 3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ใหส้ อดคล้องกบั สภาพและความต้องการของทอ้ งถ่นิ 4. เป็นหลักสูตรการศกึ ษาท่ีมโี ครงสรา้ งยดื หยุ่นทัง้ ดา้ นสาระการเรยี นรู้ เวลา และการจัดการเรียนรู้ 5. เป็นหลักสูตรการศึกษาทเี่ นน้ ผเู้ รยี นเปน็ สำคัญ 6. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุก กลุม่ เป้าหมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์
2 จุดหมายของหลักสูตร หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศกึ ษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจดุ หมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรยี นเมอื่ จบการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน ดงั นี้ 1. มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และคา่ นิยมทพี่ งึ ประสงค์ เห็นคณุ ค่าของตนเอง มีวนิ ัยและปฏิบัติตนตาม หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถอื ยดึ หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง 2. มีความรู้ ความสามารถในการสอื่ สาร การคิด การแกป้ ญั หาการใชเ้ ทคโนโลยี และมีทกั ษะชวี ิต 3. มีสขุ ภาพกายและสขุ ภาพจิตทีด่ ี มสี ุขนสิ ยั และรกั การออกกำลังกาย 4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมอื งไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการปกครอง ตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษัตรยิ ท์ รงเป็นประมขุ 5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจติ สาธารณะท่ีมุ่งทำประโยชน์และสร้างส่ิงที่ดงี ามในสังคม และอยรู่ ว่ มกันในสงั คมอยา่ งมคี วามสขุ สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน มุ่งใหผ้ เู้ รยี นเกดิ สมรรถนะสำคญั 5 ประการ ดังน้ี 1. ความสามารถในการสอื่ สาร เป็นความสามารถในการรับและสง่ สาร มวี ฒั นธรรมในการ ใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพือ่ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และประสบการณ์อนั จะเป็นประโยชนต์ อ่ การพัฒนาตนเองและสังคม รวมทงั้ การเจรจาต่อรองเพอื่ ขจัดและลด ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจน การเลือกใช้วธิ ีการส่ือสาร ที่มปี ระสิทธภิ าพโดยคำนงึ ถึงผลกระทบที่มีตอ่ ตนเองและสงั คม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ หรอื สารสนเทศเพ่ือการตัดสนิ ใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ ความสัมพนั ธ์และการเปลีย่ นแปลงของเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยกุ ตค์ วามรู้มาใช้ในการ ป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตดั สินใจทีม่ ีประสิทธิภาพโดยคำนึงถงึ ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ ร่วมกนั ในสงั คมดว้ ยการสร้างเสริมความสมั พันธ์อันดีระหวา่ งบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ
3 อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยง พฤติกรรมไม่พึงประสงคท์ ส่ี ง่ ผลกระทบต่อตนเองและผู้อน่ื 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลอื ก และใช้ เทคโนโลยีด้าน ต่างๆ และมที กั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพ่ือการพัฒนาตนเองและสังคมในด้าน การเรยี นรู้ การสื่อสาร การทำงาน การแกป้ ัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถกู ตอ้ ง เหมาะสม และมคี ณุ ธรรม คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้ สามารถอย่รู ่วมกับผู้อื่นในสงั คมไดอ้ ย่างมคี วามสุขในฐานะเป็นพลเมอื งไทย และพลโลก ดงั น้ี 1. รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ 2. ซ่อื สัตยส์ จุ รติ 3. มวี นิ ัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยูอ่ ย่างพอเพียง 6. มุ่งมัน่ ในการทำงาน 7. รักความเป็นไทย 8. มจี ิตสาธารณะ
4 คำอธบิ ายรายวชิ า รหสั วิชา ว21101 รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ รายวิชาพ้นื ฐาน ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 1.5 หน่วยกติ เวลา 60 ชว่ั โมง ศึกษาเกี่ยวกบั สมบัติของส่ิงมีชีวิต หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชวี ติ การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ ความสัมพนั ธข์ องโครงสร้าง และหน้าทีข่ องระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนษุ ยท์ ีท่ ำงานสมั พันธ์กนั ความสัมพันธ์ ของโครงสร้าง และหน้าทข่ี องอวยั วะตา่ ง ๆ ของพชื โดยใชแ้ หล่งเรยี นรู้พืชในท้องถิ่น พืชนา พืชสวน พืชไร่ พืช เฉพาะถ่ินที่มคี วามสัมพันธ์กัน สมบัติของสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสาร กับโครงสร้าง และแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ การสำรวจตรวจสอบ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะ การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การสืบค้นข้อมูลและการอภิปราย เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถส่ือสารสงิ่ ที่เรยี นรู้ มคี วามสามารถในการตัดสนิ ใจ การแกป้ ัญหา การนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และค่านยิ มท่ีเหมาะสม รหัสตวั ชวี้ ดั ว 1.2 ม.1/1 เปรียบเทยี บรูปร่าง ลักษณะ และโครงสรา้ งของเซลล์พืชและเซลลส์ ัตว์ รวมทั้งบรรยายหน้าท่ี ของผนังเซลล์ เยือ่ ห้มุ เซลล์ ไซโทพลาซึม นิวเคลียส แวคิวโอล ไมโทคอนเดรีย และคลอโรพลาสต์ ว 1.2 ม.1/2 ใชก้ ล้องจลุ ทรรศน์ใชแ้ สงศกึ ษาเซลล์และโครงสร้างตา่ งๆ ภายในเซลล์ ว 1.2 ม.1/3 อธบิ ายความสัมพันธร์ ะหว่างรูปร่างกับการทำหน้าทีข่ องเซลล์ ว 1.2 ม.1/4 อธิบายการจัดระบบของสิ่งมีชีวิต โดยเริ่มจากเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะ ระบบอวัยวะ จนเป็น ส่ิงมชี วี ิต ว 1.2 ม.1/5 อธิบายกระบวนการแพร่และออสโมซิสจากหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ และยกตัวอย่างการแพร่และ ออสโมซสิ ในชีวติ ประจำวนั ว 1.2 ม.1/6 ระบุปัจจัยท่ีจำเป็นในการสังเคราะห์ด้วยแสงและผลผลิตทีเ่ กิดข้ึนจากการสังเคราะห์ด้วยแสง โดย ใชห้ ลักฐานเชงิ ประจักษ์ ว 1.2 ม.1/7 อธิบายความสำคัญของการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงของพชื ตอ่ สิ่งมชี ีวติ และสิ่งแวดลอ้ ม ว 1.2 ม.1/8 ตระหนักในคุณค่าของพืชที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม โดยการร่วมกันปลูกและดูแลรักษา ต้นไมใ้ นโรงเรยี นและชมุ ชน ว 1.2 ม.1/9 บรรยายลกั ษณะและหน้าทีข่ องไซเลม็ และโฟลเอ็ม ว 1.2 ม.1/10 เขยี นแผนภาพท่ีบรรยายทิศทางการลำเลียงสารในไซเลม็ และโฟลเอ็มของพชื ว 1.2 ม.1/11 อธิบายการสบื พันธแุ์ บบอาศยั เพศและไม่อาศัยเพศของพชื ดอก
5 ว 1.2 ม.1/12 อธิบายลักษณะโครงสร้างของดอกทีม่ ีส่วนทำให้เกิดการถ่ายเรณู รวมทงั้ บรรยายการปฏิสนธิ ของพืชดอก การเกดิ ผลและเมลด็ การกระจายเมล็ด และการงอกของเมล็ด ว 1.2 ม.1/13 ตระหนักถึงความสำคญั ของสตั ว์ท่ีช่วยในการถ่ายเรณูของพืชดอก โดยการไม่ทำลายชีวิตของ สัตว์ทีช่ ่วยในการถา่ ยเรณู ว 1.2 ม.1/14 อธิบายความสำคัญของธาตอุ าหารบางชนิดทมี่ ผี ลตอ่ การเจริญเตบิ โตและการดำรงชีวติ ของพชื ว 1.2 ม.1/15 เลอื กใช้ป๋ยุ ท่ีมธี าตอุ าหารเหมาะสมกับพชื ในสถานการณ์ทกี่ ำหนด ว 1.2 ม.1/16 เลอื กวิธกี ารขยายพนั ธุ์พืชให้เหมาะสมกับความต้องการของมนุษย์ โดยใชค้ วามรู้เก่ียวกับการ สบื พันธข์ุ องพืช เลอื กใช้ปยุ๋ ท่มี ธี าตอุ าหารเหมาะสมกบั พชื ในสถานการณ์ท่ีกำหนด ว 1.2 ม.1/17 อธบิ ายความสำคญั ของเทคโนโลยีการเพาะเล้ยี งเน้ือเยื่อพืชในการใช้ประโยชนด์ า้ นตา่ งๆ ว 1.2 ม.1/18 ตระหนักถงึ ประโยชนข์ องการขยายพันธพ์ุ ืช โดยการนำความรู้ไปใช้ในชวี ติ ประจำวนั ว 2.1 ม.1/1 อธิบายสมบตั ทิ างกายภาพบางประการของธาตุโลหะ อโลหะ และกง่ึ โลหะ โดยใชห้ ลกั ฐานเชิง ประจกั ษท์ ่ีได้จากการสงั เกตและการทดสอบ และใชส้ ารสนเทศท่ีไดจ้ ากแหลง่ ขอ้ มูลต่างๆ รวมท้ัง จดั กลุ่มธาตุเปน็ โลหะ อโลหะ และกง่ึ โลหะ ว 2.1 ม.1/2 วิเคราะห์ผลจากการใช้ธาตุโลหะ อโลหะ กึ่งโลหะ และธาตุกัมมันตรังสีที่มีต่อสิ่ง มีชีวิต สิ่งแวดล้อมเศรษฐกจิ และสงั คม จากขอ้ มลู ทีร่ วบรวมได้ ว 2.1 ม.1/3 ตระหนกั ถึงคุณค่าของการใชธ้ าตุโลหะ อโลหะ กง่ึ โลหะ ธาตกุ มั มนั ตรังสี โดยเสนอแนวทางการ ใชธ้ าตุอยา่ งปลอดภัย คมุ้ คา่ ว 2.1 ม.1/4 เปรียบเทียบจุดเดือด จุดหลอมเหลวของสารบริสุทธิ์และสารผสม โดยการวัดอุณหภูมิ เขยี นกราฟแปลความหมายข้อมูลจากกราฟ หรือสารสนเทศ ว 2.1 ม.1/5 อธบิ ายและเปรยี บเทียบความหนาแนน่ ของสารบริสุทธิแ์ ละสารผสม ว 2.1 ม.1/6 ใช้เครอ่ื งมือเพอื่ วดั มวลและปริมาตรของสารบรสิ ุทธิ์และสารผสม ว 2.1 ม.1/7 อธิบายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอะตอม ธาตุ และสารประกอบ โดยใช้แบบจำลองและ สารสนเทศ ว 2.1 ม.1/8 อธบิ ายโครงสรา้ งอะตอมทีป่ ระกอบด้วยโปรตอน นวิ ตรอน และอิเล็กตรอน โดยใชแ้ บบจำลอง ว 2.1 ม.1/9 อธิบายและเปรียบเทียบการจัดเรียงอนุภาค แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค และการเคลื่อนท่ี ของอนุภาคของสสารชนิดเดียวกันในสถานะของแข็ง ของเหลว และแก๊สโดยใช้แบบจำลอง ว 2.1 ม.1/10 อธบิ ายความสัมพันธร์ ะหวา่ งพลังงานความรอ้ นกับการเปลีย่ นสถานะของสสาร โดยใชห้ ลักฐาน เชิงประจกั ษ์และแบบจำลอง รวมท้ังหมด 28 ตัวช้วี ดั
6 โครงสรา้ งรายวชิ า กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 รายวชิ า วิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว21101 จำนวน 1.5 หน่วยกติ จำนวนเวลา 60 ชั่วโมง หน่วย ชือ่ หนว่ ย ตวั ช้ีวัด สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด เวลา น้ำหนัก ท่ี การเรียนรู้ (ชั่วโมง) คะแนน 1 หน่วยพื้นฐาน ว1.2 ม.1/1 • เซลล์เป็นหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต 10 15 ของสงิ่ มีชวี ติ ว1.2 ม.1/2 สิ่งมีชีวิตบางชนิดมีเซลล์เพียงเซลล์เดียว ว1.2 ม.1/3 เช่น อะมีบาพารามีเซียม ยีสต์ บางชนิดมี ว1.2 ม.1/4 หลายเซลล์ เช่น พชื สัตว์ ว1.2 ม.1/5 • โครงสร้างพื้นฐานที่พบทั้งในเซลล์พืชและ เซลล์สัตว์และสามารถสังเกตได้ด้วยกล้อง จุลทรรศน์ใช้แสงได้แก่ เยื่อหุ้มเซลล์ ไซ โทพลาซึม และนิวเคลียสโครงสรา้ งทีพ่ บใน เซลล์พืชแต่ไม่พบในเซลล์สัตว์ได้แก่ ผนัง เซลล์และคลอโรพลาสต์ • เซลล์ของสิ่งมีชีวิตมีรูปร่าง ลักษณะ ที่หลากหลายและมีความเหมาะสมกับ หน้าที่ของเซลล์นั้น เช่นเซลล์ประสาทส่วน ใหญ่ มีเส้นใยประสาทเป็นแขนงยาว นำกระแสประสาทไปยังเซลล์อื่น ๆ ที่อยู่ ไกลออกไป เซลล์ขนราก เป็นเซลล์ผิวของ รากที่มีผนังเซลล์และเยื่อหุ้มเซลล์ยื่นยาว ออกมาลักษณะคล้ายขนเส้นเล็ก ๆ เพื่อเพิ่ม พนื้ ทผี่ ิวในการดูดนำ้ และธาตอุ าหาร • พืชและสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลลม์ ีการ จัดระบบ โดยเริ่มจากเซลล์ไปเป็นเนื้อเย่ือ อวัยวะระบบอวยั วะ และสิ่งมชี ีวติ ตามลำดับ เซลล์หลายเซลล์มารวมกันเป็นเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อหลายชนิดมารวมกันและทำงาน รว่ มกันเปน็ อวยั วะ
7 หนว่ ย ชอ่ื หนว่ ย ตัวชี้วัด สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด เวลา น้ำหนกั ท่ี การเรยี นรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน 2 การดำรงชีวิต ว1.2 ม.1/6 • เซลล์มีการนำสารเข้าสู่เซลล์ เพื่อใช้ใน 20 20 ของพชื ว1.2 ม.1/7 กระบวนการต่าง ๆ ของเซลล์ และมีการ ว1.2 ม.1/8 ขจัดสารบางอย่างที่เซลล์ไม่ต้องการออก ว1.2 ม.1/9 นอกเซลล์ การนำสารเข้าและออกจากเซลล์ ว1.2 ม.1/10 มีหลายวิธี เช่น การแพร่เป็นการเคลื่อนที่ ของสารจากบริเวณทม่ี คี วาม • กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชท่ี เกิดขึ้นในคลอโรพลาสต์ จำเป็นต้องใช้แสง แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ คลอโรฟิลล์ และ น้ำ ผลผลิตที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วยแสง ไดแ้ ก่ น้ำตาลและแก๊สออกซิเจน • การสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง เปน็ กระบวนการที่ สำคัญต่อสิ่งมีชีวิต เพราะเป็นกระบวนการ เดียวที่สามารถนำพลังงานแสงมา เปลี่ยนเป็นพลังงานในรูปสารประกอบ อินทรีย์และเก็บสะสมในรูปแบบต่าง ๆ ใน โครงสร้างของพืช พืชจึงเป็นแหล่งอาหาร และพลังงานท่ีสำคญั ของส่งิ มีชีวิต • พืชมีไซเล็มและโฟลเอ็ม ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อมี ลักษณะคล้ายท่อ เรียงตัวกันเป็นกลุ่ม เฉพาะที่โดยไซเล็มทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและ ธาตุอาหารมีทิศทางลำเลียงจากรากไปสู่ลำ ต้น ใบ และส่วนต่าง ๆ ของพืช เพื่อใช้ใน การสังเคราะห์ด้วยแสงรวมถึงกระบวนการ อื่น ๆ ส่วนโฟลเอ็มทำหน้าที่ลำเลียงอาหาร ที่ได้จากการสังเคราะห์ด้วยแสงมีทิศทาง ลำเลียงจากบรเิ วณท่มี ีการสงั เคราะหด์ ว้ ย แสงไปสสู่ ่วนตา่ ง ๆ ของพืช
8 หน่วย ช่อื หนว่ ย ตวั ชี้วัด สาระสำคัญ/ เวลา น้ำหนัก ท่ี การเรยี นรู้ คะแนน ความคดิ รวบยอด (ชัว่ โมง) 2 การดำรงชีวิต ว1.2 ม.1/11 • การสบื พันธแ์ุ บบอาศัยเพศเปน็ การสบื พนั ธ์ุ ของพชื ว1.2 ม.1/12 ที่มีการผสมกันของสเปิร์มกับเซลล์ไข่ การ ว1.2 ม.1/13 สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอกเกิดขึ้นท่ี ว1.2 ม.1/14 ดอก โดยภายในอับเรณูของส่วนเกสรเพศผู้ ว1.2 ม.1/15 มเี รณู ซึง่ ทำหน้าทส่ี รา้ งสเปริ ม์ ภายในออวุล ว1.2 ม.1/16 ของส่วนเกสรเพศเมียมีถุงเอ็มบริโอ ทำ ว1.2 ม.1/17 หน้าท่ีสร้างเซลล์ไข่ ว1.2 ม.1/18 • การสืบพันธ์แบบไม่อาศัยเพศเป็นการสืบ พันธ์พืชต้นใหม่ไม่ได้เกิดจากการปฏิสนธิ ระหว่างสเปิร์มกับเซลล์ไข่ แต่เกิดจากส่วน ต่าง ๆ ของพืช เช่นราก ลำต้น ใบ มีการ เจริญเตบิ โตและพัฒนาข้นึ มาเปน็ ต้นใหมไ่ ด้ • พืชต้องการธาตอุ าหารที่จำเป็นหลายชนิด ในการเจริญเตบิ โตและการดำรงชวี ิต • พืชต้องการธาตุอาหารบางชนิดในปรมิ าณ ม า ก ไ ด ้ แ ก ่ ไ น โ ต ร เ จ น ฟ อ ส ฟ อ รั ส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม และ กำมะถัน ซึ่งในดินอาจมีไม่เพียงพอสำหรับ การเจริญเติบโตของพืช จงึ ต้องมกี ารให้ ธาตุอาหารในรูปของปุ๋ยกับพืชอย่าง เหมาะสม • มนุษย์สามารถนำความรู้เรื่องการสืบพันธ์ุ แบบอาศยั เพศและไมอ่ าศยั เพศ มาใชใ้ นการ ขยายพนั ธเ์ุ พอื่ เพมิ่ จำนวนพืช • เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช เป็น การนำความรเู้ กีย่ วกับปัจจัยท่ีจำเป็นต่อการ เจริญเติบโตของพืชมาใช้ในการเพิ่มจำนวน พืช และทำให้พืชสามารถเจริญเติบโตได้ใน หลอดทดลอง ซึ่งจะได้พืชจำนวนมากใน ระยะเวลาส้ัน
9 หน่วย ชอ่ื หนว่ ย ตวั ชี้วัด สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด เวลา น้ำหนัก ท่ี การเรยี นรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน 3 สารและสมบัติ ว2.1 ม.1/1 • ธาตุแต่ละชนิดมีสมบัติเฉพาะตัวและมี 26 25 ของสาร ว2.1 ม.1/2 สมบัติทางกายภาพบางประการเหมือนกัน ว2.1 ม.1/3 และบางประการต่างกัน ซึ่งสามารถนำมา ว2.1 ม.1/4 จัดกลุ่มธาตุเป็นโลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ ธาตุโลหะมีจุดเดือดจุดหลอมเหลวสูง มีผิว มันวาว นำความร้อนนำไฟฟ้า ดึงเป็นเส้น หรือตีเป็นแผ่นบาง ๆ ได้ และมีความ หนาแน่นท้ังสูงและต่ำ ธาตอุ โลหะมีจุดเดือด จุดหลอมเหลวต่ำ มีผิวไมม่ นั วาวไม่นำความ ร้อน ไมน่ ำไฟฟา้ เปราะ แตกหกั งา่ ย และมีความหนาแน่นต่ำ ธาตุกึ่งโลหะมี สมบัติบางประการเหมือนโลหะ และสมบัติ บางประการเหมอื นอโลหะ • ธาตุโลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ ที่สามารถ แผ่รังสไี ด้จดั เป็นธาตุกัมมันตรังสี • ธาตุมีทั้งประโยชน์และโทษ การใช้ธาตุ โลหะอโลหะ กึ่งโลหะ ธาตุกัมมันตรังสี ควร คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อม เศรษฐกจิ และสงั คม • สารบริสุทธิ์ประกอบด้วยสารเพียงชนิด เดียวสว่ นสารผสมประกอบดว้ ยสารต้ังแต่ 2 ชนิดขึ้นไป สารบริสุทธิ์แต่ละชนิดมีสมบัติ บางประการที่เป็นค่าเฉพาะตัว เช่น จุด เดือดและจุดหลอมเหลวคงที่ แต่สารผสมมี จุดเดอื ดและจดุ หลอมเหลวไมค่ งท่ี ขน้ึ อยู่กับ ชนิดและสัดสว่ นของสารที่ผสมอยูด่ ว้ ยกัน
10 หน่วย ช่ือหน่วย ตวั ช้วี ัด สาระสำคัญ/ เวลา นำ้ หนัก ท่ี การเรยี นรู้ คะแนน ความคิดรวบยอด (ชว่ั โมง) 3 สารและสมบัติ ว2.1 ม.1/5 • สารบริสุทธิ์แต่ละชนิดมีความหนาแน่น ของสาร ว2.1 ม.1/6 หรือมวลต่อหนึ่งหนว่ ยปริมาตรคงท่ี เป็นค่า ว2.1 ม.1/7 เฉพาะของสารนั้น ณ สถานะและอุณหภูมิ ว2.1 ม.1/8 หนึ่งแต่สารผสมมีความหนาแน่นไม่คงท่ี ขึ้นอยูก่ ับชนิดและสัดสว่ นของสารทีผ่ สมอยู่ ดว้ ยกัน • สารบริสุทธิ์แบ่งออกเป็นธาตุและ สารประกอบธาตุประกอบดว้ ยอนภุ าคท่ีเล็ก ที่สุดที่ยังแสดงสมบัติของธาตุนั้นเรียกว่า อะตอม ธาตแุ ต่ละชนดิ ประกอบดว้ ยอะตอม เพียงชนิดเดียวและไม่สามารถแยกสลาย เป็นสารอื่นได้ดว้ ยวิธีทางเคมีธาตุเขียนแทน ด้วยสัญลักษณ์ธาตุ สารประกอบเกิดจาก อะตอมของธาตุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปรวมตัว กนั ทางเคมใี นอัตราสว่ นคงท่ี มีสมบัติ แตกต่างจากธาตุที่เป็นองค์ประกอบ สามารถแยกเปน็ ธาตไุ ดด้ ้วยวธิ ีทางเคมี ธาตุ และสารประกอบสามารถเขียนแทนได้ด้วย สตู รเคมี • อะตอมประกอบด้วยโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน โปรตอนมีประจุไฟฟ้าบวก ธาตุชนิดเดียวกันมีจำนวนโปรตอนเท่ากัน และเปน็ ค่าเฉพาะของธาตุนั้น นิวตรอนเป็นกลาง ทางไฟฟ้าส่วนอิเล็กตรอนมีประจุไฟฟ้าลบ เมื่ออะตอมมีจำนวนโปรตอนเท่ากบั จำนวน อิเล็กตรอนจะเป็นกลางทางไฟฟ้า โปรตอน และนิวตรอนรวมกันตรงกลางอะตอม เรียกว่า นวิ เคลียส สว่ นอิเล็กตรอนเคล่ือนท่ี อยูใ่ นท่ีว่างรอบนวิ เคลยี ส
11 หนว่ ย ชื่อหน่วย ตวั ชี้วัด สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด เวลา น้ำหนกั ท่ี การเรียนรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน 3 สารและสมบัติ ว2.1 ม.1/9 • สสารทุกชนิดประกอบด้วยอนุภาค 60 10 ของสาร ว2.1 ม.1/10 โดยสารชนิดเดียวกันที่มีสถานะของแข็ง 30 100 ของเหลว แก๊สจะมีการจัดเรียงอนุภาค แรง ยึดเหนีย่ วระหว่างอนุภาค การเคลื่อนท่ขี อง อนุภาคแตกต่างกันซึ่งมีผลต่อรูปร่างและ ปรมิ าตรของสสาร • ความร้อนมีผลต่อการเปลี่ยนสถานะของ สสารเมื่อให้ความร้อนแก่ของแข็ง อนุภาค ของของแข็งจะมีพลังงานและอุณหภูมิ เพิ่มขึ้นจนถึงระดับหนึ่งซึ่งของแข็งจะใช้ ความร้อนในการเปลี่ยนสถานะ เป็นของเหลว เรียกความร้อนที่ใช้ในการ เปลี่ยนสถานะจากของแข็งเปน็ ของเหลววา่ ความร้อนแฝงของการหลอมเหลว และ อุณหภูมิขณะเปลี่ยนสถานะจะคงที่ เรียก อณุ หภมู ิน้วี ่าจดุ หลอมเหลว รวมระหว่างภาค 56 กลางภาค 2 ปลายภาค 2 รวมตลอดภาคเรียน 60
12 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์ วชิ า วิทยาศาสตร์ รหสั ว21101 ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 1 หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 1 เรอื่ ง หนว่ ยพน้ื ฐานของสงิ่ มชี วี ติ แผนการเรยี นร้ทู ่ี 3 เรอ่ื ง สว่ นประกอบของเซลล์ เวลา 2 ช่วั โมง ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 1. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวชว้ี ดั มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชวี ิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้าและออก จากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ตัวช้ีวัด/ผลการเรียนรู้ ว 1.2 ม. 1/1 เปรียบเทยี บรูปร่าง ลักษณะ และโครงสรา้ งของเซลล์พืชและเซลล์สตั ว์ รวมทงั้ บรรยาย หน้าที่ของผนังเซลล์ เยื่อหมุ้ เซลล์ ไซโทพลาซึม นวิ เคลียส แวควิ โอล ไมโทคอนเดรีย และคลอโรพลาสต์ ว 1.2 ม. 1/2 ใช้กลอ้ งจุลทรรศน์ใช้แสงศึกษาเซลลแ์ ละโครงสรา้ งตา่ งๆ ภายในเซลล์ 2. จุดเนน้ 2.1 ดา้ นทักษะความสามารถ 1. การแสวงหาความรดู้ ว้ ยตนเอง เพือ่ การแกป้ ญั หา 2. การส่อื สารอยา่ งสร้างสรรค์ 2.2 ดา้ นคณุ ลกั ษณะตามชว่ งวยั อยู่อย่างพอเพียง 3. มาตรฐานการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน (ดา้ นคณุ ภาพผู้เรียน) มาตรฐานที่ 1 คณุ ภาพของผ้เู รียน 1. ผลสัมฤทธท์ิ างวชิ าการของผเู้ รียน 2. คุณลักษณะทพี่ ึงประสงค์ของผ้เู รียน 4. การบรู ณาการกับหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ความพอประมาณ ความพอดีที่ไม่น้อยเกนิ ไปและไมม่ ากเกนิ ไป โดยไมเ่ บยี ดเบยี นตนเองและผอู้ ่นื ความมีเหตุผล การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อยา่ งรอบคอบ ความมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตน การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ท่ีจะเกดิ ข้ึน โดยคำนึงถึงความเปน็ ไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดวา่ จะเกดิ ขึ้นในอนาคต เงื่อนไขความรู้ นักเรียนมีความรู้เร่อื งส่วนประกอบของเซลล์
13 เงื่อนไขคณุ ธรรม มีความตระหนกั ใน คุณธรรม มคี วามซอื่ สตั ย์สจุ ริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปญั ญาในการดำเนินชีวิต 5. คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ 1. มีวินยั 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มงุ่ ม่นั ในการทำงาน 6. สาระสำคญั เซลล์ของสงิ่ มชี ีวิตประกอบดว้ ยส่วนที่หอ่ หมุ้ เซลล์ นวิ เคลียส และไซโทพลาซึม ในเซลล์พชื พบคลอโรพ ลาสต์อย่ภู ายในไซโทพลาซึม ซึ่งเป็นสว่ นประกอบสำคัญที่ทำใหพ้ ืชสามารถสร้างอาหารเองได้ ส่วนเซลล์สัตว์มี ส่วนประกอบหลายอย่างที่เหมือนกับเซลล์พืช แต่ในเซลล์สัตว์ไมพ่ บผนังเซลล์และคลอโรพลาสต์ ทำให้เซลล์ สตั วไ์ ม่สามารถสร้างอาหารเองไดเ้ หมอื นเซลลพ์ ืช 7. จุดประสงค์การเรยี นรู้ 1. อธิบายโครงสรา้ งและหน้าที่ของเซลลพ์ ืชและเซลล์สัตว์ได้ (K) 2. ใช้กลอ้ งจลุ ทรรศน์ใชแ้ สงศึกษาเซลลแ์ ละโครงสร้างตา่ งๆ ภายในเซลลไ์ ด้ (P) 3. มคี วามสนใจใฝ่ร้หู รืออยากรูอ้ ยากเหน็ (A) 8. สาระหลกั / เน้ือหา 8.1 สาระการเรียนรู้แกนกลาง - สว่ นประกอบของเซลล์ 8.2 สาระการเรยี นร้ทู อ้ งถ่นิ - 9. ความรพู้ นื้ ฐาน/ ทักษะจำเปน็ ของผู้เรยี น - การวเิ คราะห์ - การอธบิ ายและลงข้อสรปุ 10. กิจกรรมการเรยี นการสอน ขั้นสรา้ งความสนใจ(Engagement) (1) ครูนำภาพแสดงสว่ นประกอบของเซลล์พชื และเซลล์สัตว์มาให้นักเรียนดู และร่วมกันอภิปรายถึง ส่วนประกอบของเซลล์ โดยครใู ชค้ ำถามกระตนุ้ ดงั นี้ – ลักษณะและรูปร่างของเซลล์พืชและเซลล์สัตวส์ ่วนใหญ่คล้ายคลึงกนั หรือไม่ (แนวคำตอบ ไม่ คล้ายคลงึ กัน เซลล์พืชมรี ปู รา่ งเป็นรปู เหลี่ยม สว่ นเซลลส์ ตั วม์ รี ูปร่างคอ่ นข้างกลม)
14 – ส่วนประกอบของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์มีลักษณะเหมือนหรือแตกต่างกัน (แนวคำตอบ แตกตา่ งกนั ) (2) นกั เรยี นร่วมกันอภิปรายหาคำตอบเกยี่ วกบั คำถามตามความคิดเหน็ ของแตล่ ะคน ข้นั สำรวจและคน้ หา(Exploration) (1) ใหน้ กั เรียนศกึ ษาเร่ืองสว่ นประกอบของเซลล์จากใบความร้หู รือในหนังสือเรยี น โดยครชู ่วยอธิบาย ใหน้ ักเรียนเข้าใจวา่ เซลลข์ องสิง่ มีชวี ิตตา่ งชนดิ กันมสี ่วนประกอบท่แี ตกต่างกัน (2) แบง่ กลุ่มนกั เรียน กลมุ่ ละ 5–6 คน ปฏิบัตกิ ิจกรรม สงั เกตสว่ นประกอบของเซลล์ ตามขัน้ ตอนทาง วิทยาศาสตร์ โดยดำเนนิ การตามขั้นตอนดังน้ี ศกึ ษาเซลลเ์ ยอ่ื หอม – หยดนำ้ ลงบนสไลด์ 1–2 หยด – ใช้ปากคีบลอกเยื่อด้านในของกลีบหอม วางลงบนหยดน้ำ ย้อมสีเยื่อหอมโดยหยดสารละลาย ไอโอดีน 1 หยด แลว้ ปิดด้วยกระจกปดิ สไลด์ ระวังอย่าใหม้ ฟี องอากาศ – นำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ โดยใช้เลนส์ใกล้วัตถุกำลังขยายต่ำและกำลังขยายสูง ตามลำดับ วาดรูปและชส้ี ่วนประกอบของเซลลล์ งในตารางบันทกึ ผล ศกึ ษาเซลล์สาหร่ายหางกระรอก – นำใบออ่ นบริเวณยอดมาวางบนหยดน้ำบนสไลด์ แลว้ ปดิ ดว้ ยกระจกปิดสไลด์ – นำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ โดยใช้เลนส์ใกล้วัตถุกำลังขยายต่ำและกำลังขยายสูง ตามลำดับ วาดรูปและชี้สว่ นประกอบของเซลล์ลงในตารางบันทกึ ผล ศึกษาเซลลเ์ ยอ่ื บุข้างแก้ม – หยดสารละลายโซเดียมคลอไรด์เข้มขน้ 0.9% (NaCl) ลงบนสไลด์ 1 หยด – ใชป้ ลายไมจ้ ิ้มฟนั ด้านปา้ นจมุ่ เอทิลแอลกอฮอล์ 70% ทิง้ ให้แห้งสักครู่ นำไปขูดเบา ๆ ที่ผิวเยื่อ บขุ ้างแก้มในปาก แลว้ นำมาเกลยี่ ให้กระจายบนสไลด์ – ยอ้ มสีโดยหยดสารละลายไอโอดนี 1 หยด – นำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ โดยใช้เลนส์ใกล้วัตถุกำลังขยายต่ำและกำลังขยายสูง ตามลำดับ วาดรปู และชสี้ ว่ นประกอบของเซลลล์ งในตารางบันทกึ ผล หมายเหตุ – ใบสาหรา่ ยหางกระรอกท่นี ำมาใช้ต้องเป็นใบอ่อน เพ่ือจะไดเ้ ห็นส่วนประกอบภายในไดช้ ัดเจน – สาหร่ายหางกระรอกทน่ี ำมาใช้ต้องใหม้ สี ว่ นยอดอ่อนติดมาดว้ ย และควรแช่ไว้ในน้ำตลอดเวลา – หอมทใี่ ช้ ใหใ้ ช้สว่ นเยอ่ื ที่อยู่ด้านในของกลีบหอม โดยคอ่ ยๆ ดึงแต่ละชน้ั ออกมา
15 – การหยดน้ำหรือสารละลายชนิดต่างๆ ลงบนสไลด์ อย่าหยดให้ไหลล้นออกมานอกกระจกปิด สไลด์ เมอื่ ใช้เสรจ็ แล้วใหล้ า้ ง แลว้ เชด็ สไลด์และกระจกปิดสไลด์ให้สะอาดและแหง้ กอ่ นเก็บ – กล้องจลุ ทรรศน์ให้วางในที่ท่ีมีแสงสว่างเพียงพอ และปรับกระจกใตก้ ล้องเพื่อให้แสงสว่างผ่าน เข้าสลู่ ำกลอ้ งใหพ้ อเหมาะ – กำลงั ขยายของกลอ้ งจุลทรรศน์ท่เี หมาะสมในกจิ กรรมน้ีคอื 400 เทา่ (3) นกั เรียนและครรู ่วมกนั ตรวจสอบความถกู ตอ้ งของขอ้ มลู ท่ีได้จากการปฏิบัตกิ จิ กรรม (4) ครูคอยแนะนำช่วยเหลอื นักเรยี นขณะปฏบิ ตั กิ ิจกรรม โดยครูเดินดูรอบๆ หอ้ งเรียนและเปิดโอกาส ใหน้ ักเรียนทุกคนซักถามเม่ือมปี ัญหา ขั้นอธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) (1) นกั เรียนแต่ละกลุม่ ส่งตัวแทนกลมุ่ นำเสนอผลการปฏบิ ัติกิจกรรมหน้าหอ้ งเรยี น (2) นักเรียนและครรู ว่ มกันอภปิ รายและหาข้อสรุปจากการปฏิบัตกิ จิ กรรม โดยใช้แนวคำถามต่อไปนี้ – เซลล์พชื และเซลล์สัตว์ทนี่ ำมาศึกษามรี ูปร่าง ลักษณะ และสว่ นประกอบทเ่ี หมือนหรือแตกต่าง กัน (แนวคำตอบ เซลล์พืชและเซลล์สัตว์มีรูปร่าง ลักษณะ และส่วนประกอบที่มีทั้งส่วนที่เหมือนกันและ แตกต่างกนั ) – เซลลพ์ ืชมีรปู ร่างลกั ษณะอยา่ งไร (แนวคำตอบ เซลลพ์ ืช ไดแ้ ก่ เซลล์เยือ่ หอมและเซลลส์ าหร่าย หางกระรอก มรี ปู ร่างเป็นรปู เหล่ยี ม) – เซลล์สัตวม์ ีรปู ร่างลักษณะอย่างไร (แนวคำตอบ เซลลส์ ตั ว์ ได้แก่ เซลลเ์ ยือ่ บุข้างแก้ม มีรูปร่าง ค่อนข้างกลม) – ผลสรุปของกิจกรรมน้ีคอื อะไร (แนวคำตอบ เซลล์พืชมีรูปร่างลักษณะต่างๆ กัน แต่โดยทั่วไป จะเป็นรูปเหลี่ยม มีส่วนประกอบของเซลล์ คือ 1) ส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์ ได้แก่ เยื่อหุ้มเซลล์และผนังเซลล์ 2) นิวเคลียส และ 3) ไซโทพลาซึม ภายในไซโทพลาซึมมีคลอโรพลาสต์ที่เป็นเม็ดสีเขียว ๆ อยู่จำนวนมาก (บางชนิดไม่มี) ส่วนเซลล์สัตว์มีรูปร่างลักษณะค่อนข้างกลม มีส่วนประกอบของเซลล์ คือ 1) เยื่อหุ้มเซลล์ 2) นวิ เคลยี ส และ 3) ไซโทพลาซมึ ) (3) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัตกิ ิจกรรม โดยให้ได้ข้อสรุปว่า จากการสังเกตพบว่า เซลล์พืชมีรูปร่างเป็นรปู เหลี่ยม ในเซลล์เยื่อหอมมีนิวเคลียสขนาดใหญ่เห็นไดช้ ัดเจน แต่ไม่พบคลอโรพลาสต์ ส่วนเซลล์สาหรา่ ยหางกระรอกพบคลอโรพลาสตจ์ ำนวนมาก สำหรับเซลล์สัตว์มีรูปร่างค่อนข้างกลม ในเซลล์ เย่ือบขุ ้างแกม้ พบนวิ เคลยี สภายในเซลล์ แต่ไมพ่ บคลอโรพลาสต์เหมอื นในเซลลพ์ ชื ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration) (1) ครูขยายความรู้ให้กับนักเรียนโดยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า เซลล์พืชต่างจากเซลล์สัตว์ คือ เซลล์พืชจะพบผนังเซลล์และคลอโรพลาสต์ ผนังเซลล์ทำให้เซลล์พืชคงรูปร่างอยู่ได้ ส่วนคลอโรพลาสต์เป็น
16 ส่วนประกอบสำคัญในการสังเคราะห์ดว้ ยแสงของพืช ทำใหพ้ ืชสามารถสรา้ งอาหารเองได้ แต่ในเซลล์สตั วจ์ ะไม่ พบผนงั เซลลแ์ ละคลอโรพลาสต์ ทำให้เซลล์สตั ว์มีความอ่อนนุม่ และสัตวไ์ มส่ ามารถสร้างอาหารเองได้ (2) ครอู ธิบายเรอื่ งนา่ รู้ เร่ืองแบคทีเรยี ให้นกั เรยี นเข้าใจว่า นอกจากพชื แล้วเราสามารถพบผนังเซลล์ ไดใ้ นแบคทเี รยี เห็ด รา และสาหร่าย แตจ่ ะมีองคป์ ระกอบทแ่ี ตกตา่ งกนั คอื – ผนังเซลลข์ องแบคทเี รียประกอบดว้ ยเปปตโิ ดไกลแคน (peptidoglycan) เปน็ ส่วนใหญ่ – ผนังเซลล์ของเหด็ และราประกอบดว้ ยไคติน (chitin) เปน็ ส่วนใหญ่ – ผนงั เซลลข์ องสาหรา่ ยประกอบด้วยเพคติน (pectin) เป็นส่วนใหญ่ ข้นั ประเมิน (Evaluation) (1) ครูใหน้ กั เรียนแตล่ ะคนพิจารณาว่าจากหัวข้อที่เรยี นมาและการปฏิบตั กิ ิจกรรม มีจุดใดบ้างท่ียังไม่ เข้าใจหรือยงั มีขอ้ สงสยั ถา้ มี ครชู ่วยอธิบายเพิ่มเติมใหน้ ักเรยี นเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามปี ัญหาหรืออุปสรรคใด และได้แก้ไขอย่างไร บา้ ง (3) นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกจิ กรรม และ การนำความร้ทู ่ไี ดไ้ ปใชป้ ระโยชน์ (4) ครทู ดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคำถาม เช่น – สว่ นประกอบพืน้ ฐานของเซลลม์ อี ะไรบ้าง และทำหน้าท่ีอะไร – คลอโรพลาสตม์ คี วามสำคัญต่อพืชในลกั ษณะใด – เซลล์พชื และเซลลส์ ัตวเ์ หมือนหรือแตกตา่ งกนั ในเรือ่ งใด 11. ส่ือการเรยี นการสอน 1. ภาพแสดงส่วนประกอบของเซลลพ์ ืชและเซลลส์ ตั ว์ 12. แหลง่ เรียนรู้ 12.1 แหลง่ เรยี นรภู้ ายในโรงเรียน 12.1.1 หอ้ งสมุด 12.1.2 internet 12.2 แหล่งเรียนรภู้ ายนอกหอ้ งเรยี น - 12.3 ภูมิปัญญาทอ้ งถิน่ -
17 13. การวัดผลประเมินผล เครื่องมอื เกณฑ์การประเมนิ คณุ ลกั ษณะที่ตอ้ งการวดั วิธกี ารวดั 1. ใบกจิ กรรม ได้คะแนนร้อยละ 60 ขึ้นไป 1. อธิบายโครงสร้างและ 1.ตรวจกจิ กรรมสังเกต หน้าที่ของเซลล์พืชและ ส่วนประกอบของเซลล์ สงั เกต = ผา่ นเกณฑ์ เซลล์สตั วไ์ ด้ (K) สว่ นประกอบของ เซลล์ 2. ใช้กลอ้ งจุลทรรศน์ใช้แสง 1.ประเมนิ กิจกรรมการ 1. แบบประเมนิ ได้คะแนนร้อยละ 60 ขึ้นไป ศึกษาเซลล์และโครงสร้าง ทดลอง กิจกรรมการ = ผ่านเกณฑ์ ตา่ งๆ ภายในเซลลไ์ ด้ (P) ทดลอง 3. มีความสนใจใฝ่รู้หรือ 1..การสงั เกตและ 1.แบบประเมนิ ได้คะแนนระดับ 2 ขึ้นไป = อยากรอู้ ยากเหน็ (A) ประเมนิ ผลพฤติกรรม พฤตกิ รรม ผา่ นเกณฑ์ รายบคุ คล รายบุคคล
18 ความเหน็ ของหัวหนา้ กลมุ่ บริหารวชิ าการ ………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………..…………………………………… ลงชอ่ื …………………………..…..…………. (............................................) หัวหนา้ กลุม่ บริหารวชิ าการ ....….…./..………../…………. ความเหน็ ของผู้อำนวยการโรงเรียน ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………..……………………………………… ลงชอ่ื ……………………………………..…… (..........................................) ผูอ้ ำนวยการโรงเรียน …………./…………../………….
19 บนั ทึกผลหลงั การจัดการเรียนรู้ 1. นักเรียนมีความรคู้ วามเข้าใจ (K) ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... 2. นกั เรียนมคี วามรู้เกดิ ทักษะ (P) ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... 3. นกั เรยี นมเี จตคติ ค่านิยม คณุ ธรรมจรยิ ธรรม (A) ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... 4. ปญั หา อปุ สรรค และแนวทางแกไ้ ข ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... 5. ขอ้ เสนอแนะ ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................... ลงชือ่ ................................................................ครผู ้สู อน (...............................................) ตำแหนง่ ..................................................... …………./……………./…………..
20 ภาคผนวก
21 ใบกิจกรรมศกึ ษาเซลล์ ใหน้ กั เรยี นเลือกศึกษา เซลลข์ องสิ่งมีชีวิตตอ่ ไปนี้ 1. เยือ่ หอม – หยดนำ้ ลงบนสไลด์ 1–2 หยด – ใช้ปากคีบลอกเยื่อด้านในของกลีบหอม วางลงบนหยดน้ำ ย้อมสีเยื่อหอมโดยหยด สารละลายไอโอดีน 1 หยด แลว้ ปดิ ด้วยกระจกปดิ สไลด์ ระวังอย่าให้มฟี องอากาศ – นำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ โดยใช้เลนส์ใกล้วัตถุกำลังขยายต่ำและกำลังขยายสูง ตามลำดบั วาดรูปและชส้ี ่วนประกอบของเซลลล์ งในตารางบันทึกผล 2. เซลล์สาหรา่ ยหางกระรอก – นำใบอ่อนบรเิ วณยอดมาวางบนหยดนำ้ บนสไลด์ แล้วปดิ ดว้ ยกระจกปิดสไลด์ – นำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ โดยใช้เลนส์ใกล้วัตถุกำลังขยายต่ำและกำลังขยายสูงตามลำดับ วาดรูปและชี้สว่ นประกอบของเซลล์ลงในตารางบนั ทกึ ผล 3. เซลล์เยอื่ บขุ า้ งแก้ม – หยดสารละลายโซเดยี มคลอไรด์เข้มข้น 0.9% (NaCl) ลงบนสไลด์ 1 หยด – ใชป้ ลายไมจ้ ิ้มฟันดา้ นปา้ นจุม่ เอทิลแอลกอฮอล์ 70% ท้ิงใหแ้ ห้งสักครู่ นำไปขดู เบา ๆ ที่ผวิ เยื่อบุข้าง แก้มในปาก แลว้ นำมาเกล่ียใหก้ ระจายบนสไลด์ – ย้อมสโี ดยหยดสารละลายไอโอดีน 1 หยด – นำไปส่องดดู ว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ โดยใช้เลนส์ใกล้วัตถกุ ำลังขยายต่ำและกำลังขยายสูงตามลำดับ วาด รูปและชสี้ ่วนประกอบของเซลล์ลงในตารางบนั ทึกผลเซลล์ตอ่ ไปนี้
22 ใบกจิ กรรมศกึ ษาเซลล์ 1. ชอื่ เซลลข์ องสง่ิ มีชวี ิตท่นี ักเรยี นเลือกศกึ ษา .............................................................................................................................................................................. 2. วิธกี ารศึกษาเซลลข์ องสงิ่ มีชีวิต .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 3. รปู วาดเซลลข์ องส่ิงมีชวี ติ ทน่ี ักเรยี นศึกษา ช่อื ..........................................................สกุล....................................................ชั้น...................เลขที่.................
23 เฉลยใบกิจกรรมศึกษาเซลล์ 1. ชือ่ เซลล์ของส่ิงมีชวี ติ ท่ีนักเรยี นเลือกศึกษา ...........เยื่อหอม.............เซลล์สาหร่ายหางกระรอก.................เซลลเ์ ยอื่ บขุ า้ งแกม้ .............................................. 2. วธิ กี ารศึกษาเซลล์ของส่งิ มชี ีวติ 1. เยอื่ หอม – หยดน้ำลงบนสไลด์ 1–2 หยด – ใช้ปากคีบลอกเยื่อด้านในของกลีบหอม วางลงบนหยดน้ำ ย้อมสีเยื่อหอมโดยหยด สารละลายไอโอดนี 1 หยด แลว้ ปดิ ด้วยกระจกปิดสไลด์ ระวงั อยา่ ให้มีฟองอากาศ – นำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ โดยใช้เลนส์ใกล้วัตถุกำลังขยายต่ำและกำลังขยายสูง ตามลำดบั วาดรูปและชี้ส่วนประกอบของเซลลล์ งในตารางบนั ทึกผล 2. เซลล์สาหรา่ ยหางกระรอก – นำใบอ่อนบริเวณยอดมาวางบนหยดน้ำบนสไลด์ แลว้ ปดิ ดว้ ยกระจกปิดสไลด์ – นำไปส่องดดู ้วยกล้องจลุ ทรรศน์ โดยใชเ้ ลนส์ใกล้วัตถุกำลังขยายต่ำและกำลังขยายสงู ตามลำดับ วาด รปู และชีส้ ่วนประกอบของเซลลล์ งในตารางบนั ทึกผล 3. เซลล์เยอื่ บขุ า้ งแกม้ – หยดสารละลายโซเดยี มคลอไรดเ์ ขม้ ขน้ 0.9% (NaCl) ลงบนสไลด์ 1 หยด – ใชป้ ลายไม้จม้ิ ฟันด้านปา้ นจ่มุ เอทิลแอลกอฮอล์ 70% ทิง้ ให้แหง้ สักครู่ นำไปขูดเบา ๆ ทผ่ี วิ เย่ือบุข้าง แกม้ ในปาก แลว้ นำมาเกลยี่ ใหก้ ระจายบนสไลด์ – ยอ้ มสีโดยหยดสารละลายไอโอดนี 1 หยด – นำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ โดยใช้เลนส์ใกล้วัตถุกำลังขยายต่ำและกำลังขยายสูงตามลำดับ วาดรปู และชสี้ ่วนประกอบของเซลล์ลงในตารางบันทกึ ผลเซลล์ต่อไปนี้ 3. รูปวาดเซลลข์ องสงิ่ มชี วี ิตที่นักเรยี นศกึ ษา ชอื่ ............................................................สกุล....................................................ชั้น...................เลขที่.................
Search
Read the Text Version
- 1 - 27
Pages: