๙๘ กรวยแห่งการเรยี นรู้ (The Cone of Learning) การเรียนรทู้ ่เี นน้ บทบาทและการมีส่วนรว่ มของผ้เู รียน หรือการเรียนรเู้ ชงิ รุก (Active Learning) เป็นกระบวนการเรียนการสอนอย่างหนึง่ เปน็ การเรยี นร้ผู ่านการปฏบิ ตั หิ รอื การลงมือทำ ซง่ึ “ความรู้” ท่ี เกดิ ขึ้นกเ็ ปน็ ความรู้ทีไ่ ดจ้ ากประสบการณ์ จากกระบวนการในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ ผเู้ รยี นมโี อกาส ลงมอื กระทำมากกวา่ การฟังเพียงอย่างเดียว ผเู้ รียนได้เรยี นร้โู ดยการอา่ น การเขียน การโตต้ อบ และการ วเิ คราะหป์ ญั หา อีกท้ังใหผ้ ้เู รียนได้ใชก้ ระบวนการคิดขั้นสงู ไดแ้ ก่ การวเิ คราะห์ การสงั เคราะห์ และการ ประเมินค่า การเรียนรู้ท่เี นน้ บทบาทและการมสี ่วนรว่ มของผ้เู รียน (Active Learning) ทำใหผ้ เู้ รยี นสามารถ รักษาผลการเรียนรใู้ ห้อยูค่ งทนไดม้ ากและนานกวา่ กระบวนการเรยี นรู้ที่ผ้เู รยี นเป็นฝ่ายรับความรู้ (Passive Learning) เพราะกระบวนการเรียนรแู้ บบ Active Learning สอดคล้องกบั การทำงานของสมอง ที่เก่ียวข้องกบั ความจำ โดยสามารถเก็บและจำส่ิงที่ผู้เรียนเรียนรู้อย่างมีสว่ นรว่ ม มีปฏสิ ัมพันธ์กับเพ่ือน ผู้สอน สง่ิ แวดล้อม การเรียนรู้ที่ไดผ้ า่ นการปฏบิ ตั จิ ริง จะสามารถเกบ็ ความจำ ในระบบความจำระยะ ยาว (Long Term Memory) ทำใหผ้ ลการเรยี นรยู้ งั คงอย่ไู ด้ในปรมิ าณที่มากกว่า ระยะยาวกวา่ ซงึ่ อธบิ ายได้ ดงั รปู จากรปู จะเหน็ ไดว้ ่า กรวยแหง่ การเรียนรูน้ ไ้ี ดแ้ บง่ เป็น ๒ กระบวนการ คือ
๙๙ ๑. กระบวนการเรยี นรแู้ บบต้งั รับ (Passive Learning) - การเรียนรูโ้ ดยการอ่าน ท่องจำ ผู้เรียนจะจำได้ในส่ิงท่ีเรยี นเพยี ง ๒๐% - การเรยี นรโู้ ดยการฟงั บรรยายเพยี งอย่างเดียวโดยที่ผ้เู รียนไม่มโี อกาสได้มสี ่วนร่วมในการ เรยี นรูด้ ้วยกจิ กรรมอ่นื ในขณะทค่ี รูสอน เมื่อเวลาผ่านไปผู้เรียนจะจำไดเ้ พียง ๒๐% หากในการเรียนการ สอนผู้เรียนมโี อกาสไดเ้ ห็นภาพประกอบด้วยก็จะทำใหผ้ ลการเรยี นรคู้ งอยู่ได้เพ่ิมข้ึนเป็น ๓๐% - การเรียนรู้ทีผ่ ู้สอนจดั ประสบการณ์ให้กับผ้เู รยี นเพิ่มขึ้น เช่น การใหด้ ภู าพยนตร์ การสาธิต จดั นิทรรศการใหผ้ ู้เรยี นไดด้ ู รวมทั้งการนำผเู้ รียนไปทศั นศึกษาหรือดูงาน ก็ทำให้ผลการเรียนรู้เพ่ิมข้นึ เป็น ๕๐% ๒. กระบวนการเรยี นรเู้ ชงิ รกุ (Active Learning) - ผเู้ รียนมีบทบาทในการแสวงหาความรแู้ ละเรียนรู้อย่างมีปฏสิ ัมพันธจ์ นเกิดความรู้ความเขา้ ใจ นำไปประยุกต์ใช้ สามารถวิเคราะห์ สงั เคราะห์ ประเมินคา่ หรือสร้างสรรค์สิ่งต่างๆและพัฒนาตนเองเต็ม ความสามารถ รวมถึงการจัดประสบการณ์การเรยี นรใู้ ห้ได้ร่วมอภปิ ราย ใหฝ้ กึ ทกั ษะการส่อื สาร ทำใหผ้ ล การเรยี นรเู้ พ่ิมขน้ึ เป็น ๗๐% - การนำเสนอผลงานทางการเรยี นรูใ้ นสถานการณจ์ ำลอง ทั้งมีการฝกึ ปฏบิ ัติในสภาพจริง มี การเชือ่ มโยงกับสถานการณต์ ่างๆ จะทำให้ผลการเรียนรู้เกิดข้ึนถึง ๙๐% ลกั ษณะสำคญั ของการจัดการ เรยี นรู้ที่เน้นบทบาทและการมีส่วนรว่ มของผู้เรยี น - ความร้เู กดิ จากประสบการณ์ การสรา้ งองคค์ วามรู้ และการสรปุ ทบทวนของผ้เู รียน - เปน็ การจดั การเรยี นรทู้ ่ีมุ่งพัฒนาศกั ยภาพทางสมอง ได้แก่ การคดิ การแกป้ ัญหาการนำ ความรไู้ ปประยกุ ต์ใช้ - เปน็ การจัดการเรยี นรู้ทเ่ี ปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรยี นมสี ่วนรว่ มในการเรยี นรู้ - เปน็ กระบวนการสร้างสถานการณ์ใหผ้ เู้ รยี นอ่าน พดู ฟัง คดิ - เปน็ กิจกรรมการเรียนรู้ทเี่ น้นทักษะการคดิ ขนั้ สูง - เปน็ กิจกรรมการเรียนรู้ท่เี ปิดโอกาสให้ผ้เู รียนบรู ณาการข้อมลู ขา่ วสาร สารสนเทศและ หลกั การ สูก่ ารสรา้ งความคดิ รวบยอด - ผ้เู รียนมีสว่ นรว่ มในการจดั การเรียนรู้ มกี ารสรา้ งองค์ความรู้ การสรา้ งปฏสิ ัมพนั ธร์ ว่ มกัน และรว่ มมือกันมากกวา่ การแขง่ ขนั - ผู้เรียนสร้างองคค์ วามรูแ้ ละจดั ระบบการเรียนรูด้ ้วยตนเอง - ผเู้ รยี นได้เรียนรคู้ วามรับผิดชอบร่วมกนั การมีวินัยในการทำงาน และการแบ่งหน้าทีค่ วาม รับผดิ ชอบ - ผสู้ อนเป็นผ้อู ำนวยความสะดวกในการจดั การเรยี นรู้ เพ่ือให้ผู้เรยี นเป็นผู้ปฏิบตั ดิ ว้ ยตนเอง หลักการจัดการเรียนรู้ทเ่ี นน้ บทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้เรยี น ๑. จัดกิจกรรมการเรยี นรู้ภายใตค้ วามเชื่อพน้ื ฐาน ๒ ประการคือ ๑) การเรยี นร้เู ป็นความพยายามโดยธรรมชาติของมนุษย์ ๒) แตล่ ะบุคคลมแี นวทางในการเรยี นรทู้ ี่แตกต่างกัน โดยผู้เรยี นจะถกู เปล่ยี นบทบาทจากผูร้ บั ความรูไ้ ปสกู่ ารมสี ว่ นร่วมในการสรา้ งความรู้ ๒. ส่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรียนมีสว่ นร่วมในช้ันเรยี น มปี ฏสิ ัมพันธร์ ะหวา่ งผู้สอนกบั ผเู้ รียน และระหวา่ ง ผูเ้ รียนดว้ ยกนั โดยใชเ้ ทคนิคหรอื กจิ กรรมต่างๆ
๑๐๐ ๓. เน้นกระบวนการจัดการเรียนรู้ท่ผี ู้เรียนไดล้ งมือกระทำและได้ใช้กระบวนการคดิ เกยี่ วกับส่งิ ท่ี เขาได้กระทำลงไป ๔. ผูส้ อนมีบทบาทอำนวยความสะดวกและจัดสภาพแวดล้อมทเ่ี อ้ือใหผ้ เู้ รยี นสรา้ งความรู้ด้วย ตนเอง จนเกิดเปน็ การเรยี นรู้อย่างมีความหมาย (Meaningful Learning) บทบาทของครูผู้สอน ๑. ให้ความสำคัญกับผูเ้ รยี นเปน็ หลักในการจัดการเรียนรู้ กจิ กรรมต้องสะทอ้ นความต้องการใน การพัฒนาผู้เรยี นและเนน้ การนำไปใชป้ ระโยชนใ์ นชีวิตจริงของผู้เรียน ๒. วางแผนเกยี่ วกบั เวลาในจดั การเรียนการสอนอยา่ งชดั เจน ทง้ั ในสว่ นของเน้ือหาและกิจกรรม ๓. สรา้ งบรรยากาศของการมีสว่ นร่วม การอภิปราย และการเจรจาโต้ตอบ ทีส่ ง่ เสริมให้ผูเ้ รียนมี ปฏิสัมพันธ์ท่ดี กี บั ผู้สอนและเพอื่ นในชนั้ เรียน ๔. จัดกจิ กรรมการเรียนการสอนให้เกดิ ความเล่ือนไหล มีชวี ิตชวี า สง่ เสริมให้ผ้เู รยี นมสี ว่ นร่วมใน ทุกกิจกรรม รวมทั้งกระตุน้ ให้ผู้เรยี นประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ ๕. จัดสภาพการเรยี นรูแ้ บบรว่ มแรงรว่ มใจ สง่ เสรมิ ให้เกิดการร่วมมอื ในกลุม่ ผเู้ รียน ๖. จดั กิจกรรมการเรยี นการสอนใหท้ ้าทาย และให้โอกาสผู้เรียนได้ปฏบิ ตั ิกจิ กรรมการเรียนรูท้ ี่ หลากหลาย ๗. ครผู ู้สอนตอ้ งใจกว้าง ยอมรบั ความสามารถในการแสดงออก และความคิดเห็นของผ้เู รียน รูปแบบวิธีการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ การจดั การเรยี นรทู้ ี่เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วมของผเู้ รยี น (Active Learning) ครอบคลมุ วิธีการจัดการเรียนรหู้ ลากหลายวธิ ี เชน่ - การจดั การเรยี นรโู้ ดยใชก้ จิ กรรมเปน็ ฐาน (Activity-Based Learning) - การจดั การเรยี นรู้เชงิ ประสบการณ์ (Experiential Learning) - การจดั การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน (Problem-Based Learning) - การจดั การเรยี นรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) - การจัดการเรยี นรูท้ ่ีเนน้ ทักษะกระบวนการคดิ (Thinking Based Learning) - การจัดการเรยี นรกู้ ารบริการ (Service Learning) - การจัดการเรียนรจู้ ากการสืบค้น (Inquiry-Based Learning) - การจัดการเรียนรู้ด้วยการค้นพบ (Discovery Learning) ฯลฯ อย่างไรก็ตาม รูปแบบ วธิ กี ารจดั กจิ กรรมการเรยี นรเู้ หลา่ น้ี มีพ้นื ฐานมาจากแนวคดิ เดยี วกัน คือ ให้ผเู้ รียนเปน็ ผ้มู ีบทบาทหลักในการเรยี นรู้ของตนเอง
๑๐๑ ข้อพึงระมัดระวัง ๑. เนื่องจากการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning มีรากฐานมาจากแนวคดิ ทางการศึกษาที่ เน้นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ (Constructivist) โดยผู้เรยี นเป็นผูส้ ร้างความรจู้ ากข้อมูลที่ได้รบั มาใหมด่ ้วย การนำไปประกอบกับประสบการณส์ ่วนตัวทผ่ี า่ นมาในอดตี นอกจากนีย้ ังมีมิติของกิจกรรมทเ่ี กี่ยวข้องอยู่ ๒ มิติ ได้แก่ กิจกรรมด้านการรคู้ ดิ (Cognitive Activity)และกิจกรรมด้านพฤติกรรม (Behavioral Activity) ผู้นำไปใช้อาจเขา้ ใจคลาดเคลอ่ื น ว่าการเรียนรแู้ บบน้ี คอื รปู แบบท่เี น้นความตืน่ ตวั ในกิจกรรม ดา้ นพฤติกรรม (Behavioral Active) โดยเข้าใจว่าความตื่นตวั ในกิจกรรมด้านพฤตกิ รรมจะทำให้เกดิ ความ ตน่ื ตวั ในกิจกรรมด้านการรคู้ ิด (Cognitively Active) ไปเอง จงึ เป็นทีม่ าของการประยุกตใ์ ช้ผดิ ๆ ว่าให้ ผูส้ อนลดบทบาทความเปน็ ผู้ให้ความรู้ลง เป็นเพยี งผู้อำนวยความสะดวกและบรหิ ารจดั การหลกั สตู ร โดย ปล่อยใหผ้ เู้ รียนไดเ้ รยี นรเู้ องอย่างอิสระจากการทำกิจกรรมและการแลกเปล่ียนประสบการณ์กบั ผเู้ รียน ดว้ ยกันเองตามยถากรรม โดยผ้เู รยี นไมไ่ ดเ้ รียนรู้พัฒนามติ ิด้าน การรคู้ ิด ๒. ความตืน่ ตวั ในกิจกรรมดา้ นพฤติกรรมอาจไม่ก่อให้เกิดความตน่ื ตัวในกจิ กรรม ด้านการร้คู ดิ เสมอไป การท่ผี ู้สอนให้ความสำคญั กบั กจิ กรรมดา้ นพฤตกิ รรมเพยี งอย่างเดยี ว เช่น การฝึกปฏิบตั แิ ละการ อภิปรายในกลมุ่ ของผูเ้ รยี นเอง โดยไมใ่ ห้ความสำคัญกบั กจิ กรรมดา้ นการร้คู ดิ เชน่ การลำดับความคิดและ การจัดองค์ความรู้ จะทำให้ประสทิ ธิผลของการเรยี นรลู้ ดลง ๓. กรณีการนำรูปแบบการจดั การเรียนรแู้ บบท่ีให้ผเู้ รยี นทำกิจกรรมและค้นพบความรดู้ ว้ ยตนเอง นี้ ไปใชก้ ับการพัฒนาการเรยี นรู้ตามลำดบั ขนั้ การเรยี นร้ดู า้ นพุทธพิ สิ ัย (Cognitive Domain) จะเหมาะกบั การพัฒนาในขนั้ การทำความเข้าใจ การนำไปประยุกตใ์ ช้ และการวิเคราะห์ ขนึ้ ไปมากกว่าข้ันให้ข้อมูล ความรู้ เพราะเป็นการเสยี เวลามาก และไมบ่ รรลผุ ลเท่าท่ีควร โดยสรุป การจัดการเรยี นร้ทู ีเ่ นน้ บทบาทและการมีสว่ นร่วมของผูเ้ รียน โดยการนำเอาวธิ กี ารสอน เทคนคิ การสอนทห่ี ลากหลายมาใชอ้ อกแบบแผนการจดั การเรยี นรู้และกิจกรรม กระตุ้นใหผ้ ู้เรยี นมสี ว่ น รว่ มในชั้นเรยี น สง่ เสริมปฏสิ มั พันธร์ ะหว่างผู้เรียนกบั ผู้เรยี น และผ้เู รยี นกับผู้สอนเปน็ การจัดการเรยี นรทู้ ี่ มุง่ เนน้ พัฒนากระบวนการเรียนรู้ สง่ เสรมิ ให้ผู้เรยี นประยกุ ต์ใช้ทกั ษะและเช่ือมโยงองค์ความร้นู ำไปปฏิบตั ิ เพือ่ แก้ไขปญั หาหรือประกอบอาชพี ในอนาคต และถือเปน็ การจดั การเรียนรปู้ ระเภทหนง่ึ ทสี่ ง่ เสรมิ ให้ ผ้เู รยี นมีคุณลักษณะสอดคลอ้ งกับการเปล่ยี นแปลงในยคุ ปัจจุบัน
๑๐๒ ท่มี า ศูนยพ์ ฒั นาการนเิ ทศและเร่งรัดคุณภาพการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน กระศึกษาธกิ าร. (๒๕๕๙). แนวทางการ นเิ ทศ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ เพอื่ พฒั นา ๔H. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พอ์ งค์การสงเคราะห์ ทหารผ่านศึก ตอนที่ 3 แนวทางการนเิ ทศการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้เพอื่ พัฒนา ๔ H แนวทางการนเิ ทศการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้เพอื่ พัฒนาผ้เู รยี น ดา้ นสมอง (Head) ด้านคุณลักษณะและค่านยิ ม (Heart) ด้านทกั ษะปฏบิ ตั ิ (Hand) และดา้ นสขุ ภาพ (Health) ตามนโยบาย “ลดเวลาเรยี น เพ่ิมเวลารู้” สถานศกึ ษาสามารถจัดกิจกรรมตา่ งๆ เพอื่
๑๐๓ เป็นการเพิ่มเวลารแู้ ก่ผ้เู รยี น สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดกล่มุ กจิ กรรมต่างๆ ท่สี ถานศกึ ษาสามารถดำเนนิ การไดเ้ ป็นหมวดหมู่ ๔ หมวด ๑๖ กลุ่ม กจิ กรรม ดงั นี้ หมวด กลุ่มกิจกรรม ๑. กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รยี น ๑. กจิ กรรมแนะแนว (กจิ กรรมบงั คบั ตามหลกั สตู ร) ๒. กจิ กรรมนกั เรยี น ๓. กจิ กรรมเพอ่ื สงั คม และสาธารณประโยชน์ ๒. สรา้ งเสรมิ สมรรถนะและการเรยี นรู้ ๔. พฒั นาความสามารถดา้ นการสอ่ื สาร ๕. พฒั นาความสามารถดา้ นการคดิ และการพฒั นา กรอบ ความคดิ แบบเปิดกวา้ ง (Growth Mindset) ๖. พฒั นาความสามารถดา้ นการแกป้ ัญหา ๗. พฒั นาความสามารถดา้ นการใชเ้ ทคโนโลยี ๘. พฒั นาทกั ษะการเรยี นรทู้ ส่ี ง่ เสรมิ การเรยี นรู้ ๘ กล่มุ สาระการเรยี นรู้ ๓. สรา้ งเสรมิ คุณลกั ษณะและ ๙. ปลกู ฝังค่านิยมและจติ สานกึ การทาประโยชน์ต่อ ค่านยิ ม สงั คมมจี ติ สาธารณะและการใหบ้ รกิ ารดา้ นต่างๆ ทงั้ ท่ี เป็นประโยชน์ตอ่ ตนเองและตอ่ สว่ นรวม ๑๐. ปลกู ฝังความรกั ชาติ ศาสนา และพระมหากษตั รยิ ์ ๑๑. ปลูกฝังคุณธรรมจรยิ ธรรม (มวี นิ ยั ซ่อื สตั ย์ สุจรติ เสยี สละ อดทน มงุ่ มนั่ ในการทางาน กตญั ญ)ู ๑๒. ปลูกฝังความรกั ความภาคภูมใิ จในความเป็นไทย และหวงแหนสมบตั ขิ องชาติ ๔. สรา้ งเสรมิ ทกั ษะการทางาน ๑๓. ตอบสนองความสนใจ ความถนดั และความ การดารงชพี และทกั ษะชวี ติ ตอ้ งการของผเู้ รยี นตามความแตกต่างระหว่างบุคคล ๑๔. ฝึกการทางาน ทกั ษะทางอาชพี ทรพั ยส์ นิ ทาง ปัญญาอย่อู ย่างพอเพยี ง และมวี นิ ยั ทางการเงนิ ๑๕. พฒั นาความสามารถดา้ นการใชท้ กั ษะชวี ติ ๑๖. สรา้ งเสรมิ สมรรถนะทางกาย กลุ่มกจิ กรรมตา่ งๆ ดังกลา่ วข้างต้นนำไปส่กู ารพฒั นาผ้เู รยี นใน ๔ ดา้ น คือ ด้านสมอง (Head) ดา้ นคุณลักษณะและคา่ นิยม (Heart) ด้านทกั ษะปฏิบตั ิ (Hand) และด้านสุขภาพ (Health) หรือเรียกโดย ย่อว่า ๔ H เพือ่ ให้สถานศึกษาสามารถจดั และดำเนนิ กิจกรรม “ลดเวลาเรยี น เพ่มิ เวลารู้”พัฒนาการเรยี นรู้ ของผเู้ รยี นทั้ง ๔ ด้านได้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน
๑๐๔ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร โดยศูนยพ์ ฒั นาการนเิ ทศและเรง่ รดั คุณภาพการศึกษาขนั้ พ้นื ฐานจึงได้เสนอแนว ทางการนเิ ทศการจดั กจิ กรรมการเรยี นรเู้ พ่ือพฒั นาผู้เรยี นแต่ละดา้ นดังต่อไปนี้ ๓.๑ แนวทางการนเิ ทศการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้เพ่ือพฒั นา Head ๓.๒ แนวทางการนิเทศการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพฒั นา Heart ๓.๓ แนวทางการนิเทศการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้เพื่อพัฒนา Hand ๓.๔ แนวทางการนิเทศการจัดกจิ กรรมการเรียนรูเ้ พื่อพฒั นา Health ในเอกสารฉบบั นีจ้ ะกลา่ วถึงแนวทางการนิเทศการจดั กจิ กรรมการเรยี นรเู้ พ่ือพัฒนา Health เป็น หลัก แนวทางการนิเทศการจัดกจิ กรรมการเรยี นร้เู พอื่ พฒั นา Health ๑. นิยามศพั ท์ Health หมายถงึ การพฒั นาใหผ้ ู้เรียนมสี ุขภาพกายแข็ง แรงและมีเจตคติทดี่ ีต่อการดแู ลสขุ ภาพ ๒. จดุ มงุ่ หมายของการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ สขุ ภาพกายและสุขภาพจิตเป็นสงิ่ สำคัญสำหรบั ทกุ ชวี ติ การทจ่ี ะดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติต้องทำให้ รา่ งกายแข็งแรง สมบูรณ์ จิตใจมีความสขุ ความพอใจ ผทู้ ่ีมีสุขภาพกายและสุขภาพจติ ทด่ี ีย่อมมีการรบั รู้ และเรยี นรไู้ ด้ดี ตลอดจนปฏิบัตหิ น้าทกี่ ารงานได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพในปจั จบุ ันเป็นทย่ี อมรับว่า การรู้จัก ดแู ลสขุ ภาพกายและสุขภาพจิตเปน็ สิ่งสำคัญมากทีจ่ ะช่วยให้ชีวติ อย่ไู ดด้ ว้ ยความสุขสมบูรณแ์ ละมีคณุ ภาพ ชีวิตที่ดี ดังนั้น การรจู้ กั บำรุงรักษาและส่งเสรมิ สุขภาพกายและสุขภาพจิตเป็นสงิ่ จำเปน็ สำหรบั ชวี ิตของทกุ คน สมรรถภาพทางกายเป็นสว่ นหนงึ่ ที่แสดงถงึ สุขภาพกาย สมรรถภาพทางกายได้จากการออกกำ ลงั กายโดยผา่ นกจิ กรรมการเคลื่อนไหวตา่ งๆ อย่างสมํ่าเสมอ กิจกรรมการออกกำลงั กายนี้อาจจะเปน็ กิจกรรมออกกำลงั กายตา่ งๆ ท่ีเปน็ ไปตามความสนใจ เหมาะสมกับเพศและวยั สภาพการณ์และเวลาทีม่ ี อยู่ เชน่ บางคนอาจจะออกกำลงั กายด้วยการวง่ิ ช้าๆ วนั ละประมาณ ๑๕ – ๒๐ นาที หรอื บางคนอาจจะ เลน่ กีฬาอยา่ งหนึ่งอยา่ งใดตามความถนดั และความสนใจของตนเองก็ได้ การพฒั นาสขุ ภาพกาย (Health) เปน็ กจิ กรรม “เพิ่มเวลารู้” ในหมวดท่ี ๔. สร้างเสรมิ ทกั ษะการ ทำงาน การดำรงชีพ และทกั ษะชีวิต กลุ่มกจิ กรรมข้อที่ ๑๖. สรา้ งเสรมิ สมรรถนะทางกาย ในท่นี ้ไี ด้นำ ขน้ั ตอนการพัฒนาทกั ษะพสิ ยั ๕ ขัน้ ตอน มาประยุกต์เป็นระดับคุณภาพการปฏบิ ัตขิ องการจัดกิจกรรม ดังน้ี ระดบั ๑ ผเู้ รยี นรบั ร้วู ธิ ีปฏิบตั ติ นเพือ่ ดูแลรกั ษา พัฒนาสุขภาพกายในเรอ่ื งทสี่ นใจด้วยวธิ ีการต่างๆ ระดบั ๒ ผเู้ รยี นฝึกปฏิบตั ิเพื่อดแู ล รกั ษา พฒั นาสุขภาพกายตามทีไ่ ดร้ ับรู้ โดยมีแบบอย่างจากสื่อ ตา่ งๆ หรือมผี ูช้ ีแ้ นะ ระดับ ๓ ผู้เรยี นปฏิบัตกิ ารดแู ล รักษา พัฒนาสขุ ภาพกายด้วยตนเองได้อยา่ งถกู ต้องโดยไมต่ อ้ งมีผู้ ชแี้ นะ และสามารถประเมินปรบั ปรุงการปฏิบตั ขิ องตนเองได้ ระดบั ๔ ผูเ้ รยี นปฏิบตั ติ นในการดแู ล รกั ษา พัฒนาสุขภาพกายอยา่ งถูกตอ้ ง ต่อเน่ืองคล่องแคล่ว ระดบั ๕ ผ้เู รียนออกแบบกจิ กรรมที่เหมาะสมกบั ตนเองและปฏิบตั ิในการดูแล รกั ษาพัฒนา สขุ ภาพกายในชวี ติ ประจำวนั ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
๑๐๕ ทัง้ นี้ ผ้เู รยี นตอ้ งสามารถปฏิบัติการดูแล รกั ษา พัฒนาสุขภาพกาย ได้คุณภาพระดบั ๓ ขึ้นไป (ผ้เู รียนต้องผา่ นระดับ ๑, ๒ และ ๓) ๓. แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แนวทางการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้การพฒั นาสขุ ภาพกาย มีจุดมุ่งหมายใหผ้ เู้ รยี นไดป้ ฏิบัตกิ าร ออกกำลังกายโดยผ่านกิจกรรมการเคลื่อนไหวตา่ งๆ เพ่ือนำไปใชใ้ นชวี ติ ประจำวันจนเปน็ นิสัย ซึง่ ทำให้มี สุขภาพกายแขง็ แรง และสุขภาพจติ ท่ดี ี อนั จะส่งผลใหผ้ ู้เรยี นมีการรบั รูแ้ ละเรยี นรู้ได้ดี แนวทางการจดั การ เรียนรู้ โดยภาพรวมจงึ เน้นที่กระบวนการปฏบิ ัติตามหลักการเรยี นรทู้ กั ษะการเคลอ่ื นไหวและหลักการออก กำลงั กายที่ถกู ต้องอย่างปลอดภัย ตามลำดับข้นั ตอนการพัฒนาทักษะจนกระท่ังผเู้ รียนปฏบิ ัติไดด้ ้วยตนเอง ตลอดจนการนำไปใช้ในชวี ติ ประจำวนั อย่างต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติ ๔. รูปแบบการจดั การเรยี นรู้ รปู แบบการจดั กิจกรรมการพัฒนาสุขภาพกายสามารถดำเนนิ การไดห้ ลากหลายรปู แบบโดยองิ ทฤษฎหี รอื หลักการต่างๆ ในท่ีน้ีไดป้ ระยุกตแ์ นวคิดการพัฒนาทักษะการปฏิบตั ิ (Instructional Model Based Processes for Psychomotor Skill Development) และระดบั พฤติกรรมด้านทกั ษะพิสยั ของ R.H. Dave มาจัดกจิ กรรมเพ่ิมเวลาร้ดู ้านการพฒั นาสุขภาพกายตามขนั้ ตอนดังนี้ ๑. ขั้นการรับรู้ ๒. ขัน้ การปฏบิ ัตติ ามแบบ ๓. ขนั้ การปฏบิ ตั ิใหถ้ กู ต้อง ๔. ขัน้ การปฏิบตั อิ ย่างต่อเน่ือง ๕. ข้ันการปฏิบัตใิ นชีวติ ประจำวันได้อย่างเปน็ ธรรมชาติ ขัน้ ตอน กิจกรรม ขอ้ เสนอแนะ/ข้อสงั เกต ขนั้ การรบั รู้ - ผเู้ รยี นหาความรู้ ตวั อยา่ งเรอ่ื ง ครคู วรตรวจสอบความถกู ตอ้ งของ ขนั้ การปฏิบตั ิตาม แบบ ทต่ี นสนใจ จากแหลง่ ต่างๆ ขอ้ มลู ทผ่ี เู้ รยี นรบั รู้ - เทคนคิ / วธิ กี าร - ความปลอดภยั - ครแู สดงตวั อยา่ ง หรอื เสนอแนะ ครแู สดงตวั อย่างหรอื สาธติ และช้ี แหลง่ ขอ้ มลู เพมิ่ เตมิ ประเดน็ สาคญั ในการปฏบิ ตั แิ ต่ละ ขนั้ ตอนโดยใชเ้ วลาสนั้ ๆ - ผเู้ รยี นฝึกปฏบิ ตั ติ ามทไ่ี ดร้ บั รู้ - ควรใหเ้ วลาผเู้ รยี นปฏบิ ตั อิ ย่าง อย่างปลอดภยั โดยมแี บบอยา่ ง อสิ ระ จากสอ่ื ตา่ งๆ ไดแ้ ก่ วดี ทิ ศั น์ คลปิ วดิ โี อ ผสู้ าธติ - ครสู งั เกตและใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลบั ควรใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลบั ทนั ทที พ่ี บ (feedback) ขอ้ ผดิ พลาด
๑๐๖ ขั้นตอน กจิ กรรม ข้อเสนอแนะ/ข้อสังเกต ขนั้ การปฏิบตั ิให้ - กรณีทผ่ี เู้ รยี นบางคนมี ถกู ต้อง ขอ้ ผดิ พลาด ควรใหข้ อ้ มลู ขนั้ การปฏิบตั ิอย่าง ต่อเนื่อง ยอ้ นกลบั เป็นรายคน - กรณีทม่ี ขี อ้ ผดิ พลาดในเรอ่ื ง เดยี วกนั หลายคน ควรใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลบั เป็นรายกล่มุ - ครใู หแ้ รงเสรมิ - ครใู ชภ้ าษาพดู หรอื ภาษากายท่ี สง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นมกี าลงั ใจในการ พฒั นาการปฏบิ ตั ิ - ผเู้ รยี นปฏบิ ตั ดิ ว้ ยตนเองและ ควรใหเ้ วลาผเู้ รยี นปฏบิ ตั อิ ย่าง ประเมนิ ปรบั ปรุงการปฏบิ ตั ขิ อง อสิ ระ ตนเอง - ครสู งั เกตและใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลบั ครคู วรใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลบั เม่อื พบ (feedback) ขอ้ ผดิ พลาดในประเดน็ สาคญั ของ การปฏบิ ตั ิ - ครใู หแ้ รงเสรมิ ครคู วรใชค้ าพดู ทก่ี ระตุน้ ใหผ้ เู้ รยี น ประเมนิ และปรบั ปรุง การปฏบิ ตั ิ ของตนเองใหด้ ยี งิ่ ขน้ึ - ผเู้ รยี นปฏบิ ตั ดิ ว้ ยตนเองอย่าง - ครคู วรใหผ้ เู้ รยี นปฏบิ ตั อิ ย่าง ต่อเน่อื ง คลอ่ งแคลว่ อสิ ระ - ครเู ปิดโอกาสใหผ้ เู้ รยี นสามารถ แนะนาเพอ่ื นได้ - ผเู้ รยี นบนั ทกึ การปฏบิ ตั ขิ อง - ครคู วรชแ้ี นะใหผ้ เู้ รยี นมวี นิ ยั ใน ตนเอง การ ออกกาลงั กายตามขนั้ ตอนอย่าง ตอ่ เน่อื งเพอ่ื ความปลอดภยั และ บนั ทกึ พฒั นาของการปฏบิ ตั ขิ อง ตนเอง - ครเู พมิ่ กจิ กรรมพฒั นาศกั ยภาพ - ครคู วรเตรยี มกจิ กรรมทแ่ี ตกตา่ ง ผเู้ รยี น ไปจากเดมิ หรอื ใหผ้ เู้ รยี นร่วมกนั ออกแบบการฝึกใหม่ๆ ทท่ี า้ ทาย เช่น ประยกุ ตเ์ กม หรอื การแขง่ ขนั ฯลฯ
๑๐๗ ข้นั ตอน กิจกรรม ข้อเสนอแนะ/ข้อสงั เกต ขนั้ การปฏิบตั ิใน - ครใู หแ้ รงเสรมิ - ครใู ชภ้ าษาพดู หรอื ภาษากายท่ี ชีวิตประจาวนั ได้ อยา่ งเป็นธรรมชาติ กระตนุ้ ใหผ้ เู้ รยี นนาไปใชใ้ น ชวี ติ ประจาวนั - ผเู้ รยี นออกแบบการปฏบิ ตั ทิ ่ี - ครใู ชค้ าถามกระตุน้ ใหผ้ เู้ รยี นนา เหมาะสมกบั ตนเองในการออก ความรแู้ ละทกั ษะทไ่ี ดจ้ ากการฝึก กาลงั กาย และนาไปใชใ้ น ไปใชอ้ อกแบบและปฏบิ ตั กิ ารออก ชวี ติ ประจาวนั อย่างเป็นธรรมชาติ กาลงั กายเพอ่ื ใหส้ ุขภาพแขง็ แรง และแกป้ ัญหาทางสุขภาพใน ชวี ติ ประจาวนั - ครชู แ้ี นะใหผ้ เู้ รยี นคานงึ ถงึ ขอ้ จากดั ในออกแบบการปฏบิ ตั ทิ ่ี ทาใหเ้ กดิ อนั ตรายต่อสขุ ภาพ - ครปู ระเมนิ การปฏบิ ตั กิ ารออก กาลงั กายดว้ ยการสงั เกตและเน้น ย้าใหผ้ เู้ รยี นเหน็ คณุ ค่าของการ ออกกาลงั กาย และนาหลกั การ ออกกาลงั กายไปประยกุ ตใ์ ชใ้ น ชวี ติ ประจาวนั อย่างคล่องแคลว่ เป็นธรรมชาติ ผเู้ รยี นนาเสนอวธิ กี ารปฏบิ ตั ขิ อง - โรงเรยี นควรจดั เวลาเพอ่ื เปิด ตนในการออกกาลงั กายใน โอกาสใหผ้ เู้ รยี นนาเสนอวธิ กี าร ชวี ติ ประจาวนั ออกกาลงั กายในชวี ติ ประจาวนั ของตน - โรงเรยี นควรใหแ้ รงเสรมิ ยกยอ่ ง ชมเชย และสง่ เสรมิ ใหป้ ฏบิ ตั กิ าร ออกกาลงั กายอย่างต่อเน่อื งจน เป็นนิสยั เพอ่ื ใหม้ สี มรรถภาพทาง กายทด่ี ใี นการดารงชวี ติ อยา่ งมี คุณภาพและมคี วามสุข อนั จะ สง่ ผลตอ่ การเรยี นรู้
๑๐๘ ทงั้ นี้ควรให้ผ้เู รียนฝึ กใช้หลกั การของการออกกาลงั กาย ซ่ึงประกอบด้วย การอบอ่นุ รา่ งกาย การปฏิบตั ิการคลายอ่นุ และการสรปุ ทุกครงั้ ที่ปฏิบตั ิให้ติดเป็นนิสยั เพือ่ นาไปใช้ใน ชีวิตประจาวนั ต่อไป กอ่ นดาเนินการตามขนั้ ตอนขา้ งตน้ ควรมกี ารเตรยี มความพรอ้ มเพอ่ื ใหก้ ารจดั กจิ กรรมบรรลุ ตามจุดมุ่งหมายของการจดั กจิ กรรมการเรยี นรโู้ ดยคานึงถงึ ผเู้ รยี นเป็นสาคญั ดงั น้ี ๑. ศกึ ษาขอ้ มลู สารสนเทศ ดา้ นสุขภาพของผเู้ รยี น เพอ่ื นาไปใชใ้ นการออกแบบกจิ กรรมให้ เหมาะสมกบั ผเู้ รยี นอยา่ งปลอดภยั ๒. ผเู้ รยี นสารวจกจิ กรรมทส่ี นใจในการพฒั นาสขุ ภาพทางกาย ๓. ผเู้ รยี นทดสอบและบนั ทกึ ขอ้ มลู สมรรถภาพทางกาย ไดแ้ ก่ ความแขง็ แรงของกลา้ มเน้อื (muscle strength) ความทนทาน (endurance) ความเรว็ (speed) การทรงตวั (balance) ความออ่ น ตวั (flexibility) ความคล่องตวั (agility) พลงั กลา้ มเน้อื (muscle power) (สุพติ ร สมาหโิ ต และคณะ, ๒๕๕๕) แบบทดสอบและเกณฑม์ าตรฐานสมรรถภาพทางกายสาหรบั เดก็ ไทย อายุ ๗ - ๑๘ ปี) ๕. แนวทางการประเมินผลการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ มวี ตั ถุประสงคเ์ พอ่ื ศกึ ษาผลการจดั กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รยี นใหม้ ี สุขภาพกายแขง็ แรงและมเี จตคตทิ ด่ี ตี ่อการดแู ลสขุ ภาพ โดยพจิ ารณาใน ๒ ประเดน็ คอื ระดบั พฤตกิ รรมการปฏบิ ตั ขิ องผเู้ รยี น และผลการทดสอบสมรรถภาพทางกาย ซง่ึ ประกอบดว้ ย การ ประเมนิ ย่อย (Formative) และการประเมนิ รวม (Summative) ๕.๑ การประเมินย่อย (Formative) เป็นการประเมนิ ความสาเรจ็ ระหวา่ งการปฏบิ ตั ิ ระดบั การจดั กิจกรรมการ ประเดน็ การตรวจสอบ วิธีการ เรียนรู้ ระดบั ๑ ผเู้ รยี นรบั รวู้ ธิ ปี ฏบิ ตั ิ ความถกู ตอ้ งของขอ้ มลู ทร่ี บั รู้ - ซกั ถามขอ้ มลู การรบั รู้ ตนเพอ่ื ดแู ล รกั ษา พฒั นา วธิ กี ารปฏบิ ตั ิ สขุ ภาพกายในเรอ่ื งทส่ี นใจดว้ ย วธิ กี ารต่างๆ ระดบั ๒ ผเู้ รยี นฝึกปฏบิ ตั เิ พอ่ื ความถกู ตอ้ งและปลอดภยั ของ - การสงั เกตพฤตกิ รรมการ ดแู ลรกั ษา พฒั นาสุขภาพกาย การปฏบิ ตั ติ ามแบบในแต่ละ ปฏบิ ตั ิ ตามทไ่ี ดร้ บั รู้ โดยมแี บบอย่าง ขนั้ ตอน จากสอ่ื ต่างๆหรอื มผี ชู้ แ้ี นะ ระดบั ๓ ผเู้ รยี นปฏบิ ตั กิ ารดูแล - ความถูกตอ้ งและปลอดภยั - การสงั เกตพฤตกิ รรมการ รกั ษา พฒั นาสุขภาพกายดว้ ย ของการปฏบิ ตั ดิ ว้ ยตนเอง ปฏบิ ตั ิ ตนเองไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งโดยไม่ - การปรบั ปรงุ การปฏบิ ตั ขิ อง ตอ้ งมผี ชู้ แ้ี นะ และสามารถ ตนเองไดอ้ ย่างเหมาะสมและ ถกู ตอ้ ง
๑๐๙ ประเมนิ ปรบั ปรุงการปฏบิ ตั ิ ของตนเองได้ ระดบั ๔ ผเู้ รยี นปฏบิ ตั ติ นใน - ความถูกตอ้ ง ต่อเน่อื ง - การสงั เกตพฤตกิ รรมการ การดแู ล รกั ษา พฒั นาสขุ ภาพ คลอ่ งแคลว่ ของการปฏบิ ตั ิ ปฏบิ ตั ิ กายอย่างถูกตอ้ ง ตอ่ เน่อื ง คล่องแคลว่ ระดบั ๕ ผเู้ รยี นออกแบบ การออกแบบกจิ กรรมการดแู ล - การสงั เกตพฤตกิ รรมการ กจิ กรรมทเ่ี หมาะสมกบั ตนเอง รกั ษา พฒั นาสขุ ภาพกายท่ี ปฏบิ ตั ิ และปฏบิ ตั ใิ นการดูแล รกั ษา เหมาะสมกบั ตนเองและปฏบิ ตั ิ - การสงั เกตการนาเสนอ พฒั นาสุขภาพกายใน ในชวี ติ ประจาวนั ไดอ้ ยา่ งเป็น ผลงาน ชวี ติ ประจาวนั ไดอ้ ย่างเป็น ธรรมชาติ ธรรมชาติ - การปฏบิ ตั ใิ นการดแู ลรกั ษา พฒั นาสขุ ภาพกายใน ชวี ติ ประจาวนั ไดอ้ ยา่ งเป็น ธรรมชาติ หมายเหตุ : ผเู้ รยี นตอ้ งผา่ นคณุ ภาพการปฏบิ ตั ิ ขอ้ ๑, ๒ และ ๓ ๕.๒ การประเมินรวม (Summative) เป็นการประเมนิ ภาพรวมความสาเรจ็ จากพฒั นาการ ของสมรรถภาพทางกายโดยศกึ ษาจากผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายทส่ี ถานศกึ ษาได้ ดาเนินการอยแู่ ลว้ ก่อนและหลงั การพฒั นา ๖. แนวทางการนิเทศการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ การนเิ ทศเพอ่ื ใหโ้ รงเรยี นปฏบิ ตั ติ ามนโยบาย “ลดเวลาเรยี นเพมิ่ เวลาร”ู้ เพอ่ื พฒั นา Health สามารถใชไ้ ดห้ ลายวธิ ี ในเอกสารน้ีนาเสนอเทคนิคการนิเทศแบบโคช้ และเมนเตอร์ (Coaching and Mentoring Technique) ซง่ึ มขี นั้ ตอนในการดาเนินการ ดงั น้ี ขนั้ ตอนการนิเทศ การปฏิบตั ิ ขนั้ เตรยี ม - วเิ คราะหต์ วั ชว้ี ดั และระดบั คุณภาพ ขนั้ นิเทศ - กาหนดตวั อยา่ งคาถาม/คาตอบตามระดบั คณุ ภาพ - สรา้ งความคุน้ เคยกบั ผรู้ บั การนเิ ทศ - ใชค้ าถามเพอ่ื สรา้ งความชดั เจนตามตวั ชว้ี ดั
ขนั้ ตอนการนิเทศ ๑๑๐ ขนั้ ทบทวนผลการปฏิบตั ิ การปฏิบตั ิ การนิเทศ (AAR) - ใชค้ าถามตามระดบั คณุ ภาพ (คาถามการปฏบิ ตั กิ ารนิเทศของ ศกึ ษานเิ ทศก)์ - ใหข้ อ้ เสนอแนะใหเ้ ป็นไปตามระดบั คุณภาพ - ใหก้ าลงั ใจและสนบั สนุนการดาเนินงานของครู ศกึ ษานิเทศกท์ บทวนการปฏิบตั ิการนิเทศ โดยใช้แนว ทางการทบทวนการปฏิบตั ิงาน (AAR) ในประเดน็ ต่อไปนี้ ๑. เป้าหมายของงาน การตงั้ เป้าหมายในการดาเนินงานใหม้ ี การพฒั นาขน้ึ อยา่ ง ตอ่ เน่อื ง เช่น - คณุ ภาพผเู้ รยี น - เชงิ ปรมิ าณ ทผ่ี ่านการประเมนิ - คณุ ภาพดา้ นพฒั นาการ - ความพงึ พอใจ ๒. ผลการปฏิบตั ิ/ผลลพั ธ์ที่เกิดขน้ึ จริง (โดยสรปุ ) การรายงานความเป็นจรงิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ จากผลการปฏบิ ตั งิ าน ๓. งาน/ขนั้ ตอนท่ีทาได้ดี การรายงานการจดั กจิ กรรมระดบั ทโ่ี รงเรยี นทาไดด้ ี สามารถ พฒั นาผเู้ รยี นไดอ้ ย่างเตม็ ศกั ยภาพ เป็นแบบอย่างทด่ี ไี ด้ ผเู้ รยี น มคี วามสุขในการเรยี นรู้ มผี ลงานเป็นทป่ี ระจกั ษ์ เช่น การจดั กจิ กรรมแบบโคช้ แลว้ เกดิ ผลดี ๔. งาน/ขนั้ ตอนท่ีทาได้ไม่ดี การรายงานการจดั กจิ กรรมทโ่ี รงเรยี นทาแลว้ เกดิ ปัญหา ไม่ น่าสนใจ ผเู้ รยี นไม่มคี วามสุข/โรงเรยี นทาไดไ้ ม่ดี ไมส่ ามารถ พฒั นาผเู้ รยี นไดอ้ ย่างเตม็ ศกั ยภาพ ไมป่ ระสบความสาเรจ็ หรอื ประสบความสาเรจ็ น้อย ผเู้ รยี นไมม่ คี วามสขุ ในการเรยี นรู้ ผลงาน ผลลพั ธ์ ไมค่ มุ้ ค่า ใหร้ ายงานการจดั กจิ กรรมทร่ี ะดบั ชนั้ เรยี นทาไดไ้ มด่ ี ไม่สามารถพฒั นาผเู้ รยี นไดอ้ ย่างเตม็ ศกั ยภาพ ไมป่ ระสบความสาเรจ็ ผเู้ รยี นไม่มคี วามสุขในการเรยี นรู้ ไม่ เกดิ ผลงานเป็นทป่ี ระจกั ษ์ ๕. อปุ สรรค/ขอ้ จากดั /ข้อขดั ขอ้ ง ที่พบในระหว่างการ ปฏิบตั ิงาน รายงานในสง่ิ ทท่ี าใหผ้ ลการดาเนินงานไม่ประสบความสาเรจ็ ในระหว่างการปฏบิ ตั ิ
ขนั้ ตอนการนิเทศ ๑๑๑ การปฏิบตั ิ ๖. ประเดน็ ท่ีได้เรยี นรู้ ประเดน็ ทช่ี ว่ ยใหเ้ กดิ ความสาเรจ็ ของงาน เช่น การทางาน แบบรว่ มคดิ รว่ มทา การบนั ทกึ ผลการปฏบิ ตั ชิ ว่ ยใหเ้ กดิ พฒั นา คุณภาพการดาเนินงาน ฯลฯ ๗. ขอ้ ปฏิบตั ิในการทางานครงั้ ต่อไป การนาผลจากการเรยี นรู้ มากาหนดและปฏบิ ตั งิ านในครงั้ ตอ่ ไป ตวั อย่างคาถามตามระดบั คณุ ภาพ ระดบั คณุ ภาพ คำถามของศึกษานิเทศก์ การปฏิบตั ขิ องครู พฤติกรรมของผ้เู รียน ๑. รบั รู้ ครจู ะจัดกจิ กรรมอย่างไรบา้ ง ครอู อกแบบกิจกรรมให้ ผเู้ รียนรบั ร้กู ารปฏิบัติตน ๒. ทำตามแบบ เพ่อื ให้ผเู้ รียนเกิดการรับรู้ ผเู้ รียนเกิดการรบั รู้ ในการดูแลสุขภาพ ๓. ทำถูกตอ้ ง ดว้ ยตนเอง เก่ียวกับการปฏบิ ัติตนในการ เก่ียวกบั การปฏบิ ัตติ น ๔ ทำตอ่ เนื่อง ดูแลสขุ ภาพ ในการดแู ลสุขภาพ ๕ ทำให้เป็น ครจู ะสังเกตและให้ ครสู งั เกตและให้ ผู้เรยี นปฏิบตั ไิ ดต้ าม นิสยั ขอ้ เสนอแนะผู้เรยี นอย่างไร ขอ้ เสนอแนะเพ่ือให้ แบบ/คำแนะนำ เพ่ือใหผ้ ู้เรยี นสามารถปฏิบัติ ผเู้ รียนสามารถปฏิบตั ไิ ด้ ได้ ครูจะสนับสนนุ ส่งเสรมิ ให้ ครูใหแ้ รงเสรมิ และ ผ้เู รียนทำได้ถูกต้อง/ ผู้เรียนทำกจิ กรรมดว้ ย ประเมินความถูกตอ้ ง แก้ไขข้อบกพรอ่ งด้วย ตนเองได้อยา่ งไร ของการปฏบิ ัตขิ อง ตนเองได้ ผู้เรยี น ครจู ะร้ไู ด้อยา่ งไรว่าผเู้ รียน ครจู ดั กจิ กรรมให้ผู้เรยี น ผู้เรียนปฏบิ ตั ติ นเพ่อื ดูแล ปฏิบัตติ นในการดูแลสขุ ภาพ ได้ปฏิบตั ิอยา่ งต่อเน่ือง สขุ ภาพอยา่ งต่อเน่ือง ไดอ้ ยา่ งตอ่ เนื่อง ครูจะรู้ได้อยา่ งไรวา่ ผู้เรียน ครตู ดิ ตามผลการปฏิบตั ิ ผูเ้ รยี นปฏิบตั ิตนจนเป็น ดแู ลสขุ ภาพเปน็ กิจนสิ ยั ของผเู้ รียน เพื่อให้รวู้ ่า กจิ นสิ ัย เพ่ือดูแลสุขภาพ ผูเ้ รียนปฏิบตั ิเป็นกจิ ไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง นสิ ยั หรอื ไม่ ท่ีมา ศนู ยพ์ ฒั นาการนิเทศและเรง่ รัดคณุ ภาพการศึกษาขนั้ พื้นฐาน กระศึกษาธกิ าร. (๒๕๕๙). แนวทางการ นเิ ทศการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ เพื่อพฒั นา ๔H. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์องค์การสงเคราะห์ ทหารผ่านศึก ตอนที่ ๔
๑๑๒ แนวทางการจัดกจิ กรรมเพม่ิ เวลารู้ กิจกรรมการบรหิ ารจดั การขยะรกั ษา ส่งิ แวดลอ้ ม โรงเรยี นบ้านสะอาง (ประชาสามคั ค)ี สาระสำคัญ สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ดำเนินโครงการโรงเรียนปลอดขยะ Zero Waste School ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี และเพื่อส่งเสริม สนับสนุนการสร้างเครือข่าย สถานศึกษา ที่ดำเนินกิจกรรม ลด คัดแยก และนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ การรวบรวมขยะเพื่อส่งไป กำจัดอยา่ งถูกต้อง ปลูกจติ สำนึกการลด คดั แยก และนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ในสถานศึกษา สร้าง ระบบการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่างๆ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เรียนในการจัดการขยะภายใน สถานศึกษา ปลูกฝังลักษณะนิสัยรับผิดชอบต่อสิ่งแวดลอ้ มแก่ผู้เรียน เพื่อมุ่งสูส่ ถานศึกษาปลอดขยะอยา่ ง แทจ้ รงิ และขยายผลตอ่ จนกลายเป็นสงั คมรไี ซเคิลตอ่ ไป โรงเรียนบ้านสะอาง (ประชาสามัคคี) จึงดำเนินโครงการโรงเรียนปลอดขยะ Zero Waste School ขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นและส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของการมี สว่ นรว่ มในการจัดการทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมมากขึ้น 2. วัตถปุ ระสงค์ 2.1 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระ ชนมพรรษา 62 พรรษาในปี 2556๑ 2.2 เพอื่ กระตุ้น รณรงค์ส่งเสริมสร้างจิตสำนึกและความรู้ความเขา้ ใจถึงแนวทางในการ ลดปริมาณขยะ การแยกขยะและการนำขยะกลับไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งการรวบรวมขยะเพื่อนำไปกำจัด อย่างถูกวธิ ี ให้กบั นกั เรียน 3. เป้าหมายโครงการ นกั เรียนโรงเรียนโรงเรยี นบา้ นสะอาง (ประชาสามคั คี) ระดับช้นั อนบุ าล 3 – ชนั้ ป.6 จำนวน 1๒๒ คน ครูและบคุ ลากรจำนวน 9 คน เข้ารว่ มโครงการโรงเรยี นปลอดขยะ 4. กิจกรรมและขนั้ ตอนการดำเนนิ งาน ประกอบดว้ ย 4.1 ขนั้ เตรยี มการ 4.1.1 โรงเรียนสำรวจสถานทภ่ี ายในโรงเรียนเพ่อื พฒั นาส่งเสริมการดำเนนิ งาน โครงการโรงเรียนปลอดขยะ 4.1.2 ประชมุ คณะครู เพ่ือกำหนดแนวทาง 4.1.3 นำเสนอโครงการเพือ่ ขออนุมัติ 4.2 ขัน้ ตอนดำเนนิ งาน 4.2.1 แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานโครงการโรงเรียนปลอดขยะ 4.2.2 จัดอบรมใหค้ วามรูเ้ ก่ียวกบั การจดั การขยะ ให้กบั ครแู ละนักเรยี น
๑๑๓ 4.2.3 ประชุมคณะกรรมการดำเนินโครงการโรงเรียนปลอดขยะ เพือ่ รว่ มกนั วางแผน และแบง่ หนา้ ทคี่ วามรับผิดชอบ 4.2.4 ดำเนนิ การตามแผนงานทีว่ างไว้ ประกอบดว้ ยกจิ กรรม เชน่ - กจิ กรรมธนาคารขยะในโรงเรียน - กจิ กรรมการประกวดสิง่ ประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้ - กจิ กรรมทำปยุ๋ หมักชีวภาพจากเศษอาหาร - กจิ กรรมคดั แยกขยะ - กจิ กรรมการรณรงค์เกบ็ ขยะในโรงเรยี นและชมุ ชน - กจิ กรรมสง่ เสริมตา่ ง ๆ เช่น การประชาสมั พันธเ์ สียงตามสาย การประกวดวาดภาพ ประกวดแต่งคำขวัญเกี่ยวกับการรณรงค์ สง่ิ แวดล้อม - กจิ กรรม Big Cleaning Day 4.3 ขน้ั สรุปและรายงาน 4.3.1 ออกแบบสอบถามเพื่อประเมนิ ผลการจดั กจิ กรรม 4.3.2 สรุปผลการดำเนินงานเป็นรูปเลม่ 4.3.3 รายงานผลการดำเนนิ การตอ่ ผูบ้ งั คับบัญชาตามลำดับขน้ั 5. ระยะเวลาดำเนนิ งาน ปกี ารศึกษา ๒๕๖๑ 6. งบประมาณ งบประมาณ จาํ นวน 7,000 บาท รายละเอียดดงั น้ี ท่ี รายการ งบประมาณ จำแนกตามหมวดรายจา่ ย ระยะเวลา 7,000 ตอบแทน ใชส้ อย วสั ดุ พฒั นากระบวนการเรียนสอนลดเวล 1 ปี เรียนเพิม่ เวลารกู้ ารบรหิ ารจดั การขยะ 7,000 การศึกษา รักษาสิ่งแวดลอ้ ม หมายเหตุ ถัวจ่ายทุกรายการ 7. ผลทคี่ าดวา่ จะได้รบั 7.1 ครู บุคลากร และนกั เรยี นมจี ิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดลอ้ ม 7.2 โรงเรยี นมีการจัดการดา้ นสิ่งแวดล้อมที่ดี 7.3 นกั เรียนมรี ายไดเ้ สรมิ จากกจิ กรรมการแยกขยะ 7.4 สภาพแวดล้อมในโรงเรียนดขี ้ึน ไม่มีมลพิษในส่ิงแวดล้อม
๑๑๔ หนังสืออ้างอิง ศนู ย์พฒั นาการนิเทศและเร่งรัดคุณภาพการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน กระศึกษาธกิ าร. (๒๕๕๙). แนวทางการนิเทศ การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ เพ่อื พฒั นา ๔H. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ ทหารผ่านศึก สำนักโรคไมต่ ิดตอ่ กระทรวงสาธารณสขุ . (๒๕๕๒). หลักสตู รว่ายน้ำเพ่อื เอาชวี ิตรอดและคมู่ ือการสอน กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพอ์ งคก์ ารสงเคราะห์ทหารผ่านศึก สม้ เอกเฉลิมเกยี รติและสุชาดา เกดิ มงคลการ. (๒๕๕๓). หลักสตู รการปอ้ งกันเด็กจมน้ำ กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพอ์ งคก์ ารสงเคราะห์ทหารผา่ นศกึ
๑๑๕ ที่ปรกึ ษา คณะผู้จดั ทำ นายจำรูญ มลพิ ันธ์ นายเสวียน สิทธิศร ผูอ้ ำนวยการโรงเรยี นบ้านสะอาง (ประชาสามคั ค)ี นายถวลิ วนั ศรี ประธานคณะกรรมการสถานศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน ผูท้ รงคณุ วฒุ ิ ผ้จู ดั ทำ ๑. นายจำรูญ มลิพนั ธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ ๒. นางนทั วรรณ ทองดา ครู/ครูชำนาญการพเิ ศษ กรรมการ กรรมการ ๓. นางนิราพร ตน้ เกตุ คร/ู ครชู ำนาญการพเิ ศษ กรรมการ กรรมการ ๔. นางอนงคล์ กั ษณ์ รอดสำอางค์ ครู/ครูชำนาญการพิเศษ กรรมการ กรรมการและเลขานุการ ๕. นางจินตนา งามวงษ์ ครู/ครูชำนาญการพเิ ศษ ๖.. นายมงคล พันธเสน คร/ู ครูชำนาญการพิเศษ ๗.. นางทิพา สวุ ชาติ ครู/ครูชำนาญการพิเศษ ๘. นางสาวพรพิมล พลคำ คร/ู ครูชำนาญการ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118