โดย พระอาจารยช์ ยสาโร
โดย พระอาจารยช์ ยสาโร พิมพ์แจกเปน็ ธรรมบรรณาการด้วยศรทั ธาของญาติโยม หากท่านไมไ่ ด้ใช้ประโยชนจ์ ากหนังสอื นแี้ ลว้ โปรดมอบให้กับผู้อืน่ ท่จี ะได้ใช้ จะเป็นบุญเป็นกศุ ลอยา่ งยิง่
นอ้ มน�ำ โดย พระอาจารย์ชยสาโร ISBN ๙๗๘-๖๑๖-๗๙๓๐-๑๐-๗ สงวนลิขสทิ ธิ์ หา้ มคัดลอก ตัดตอน หรอื นำ�ไปพมิ พ์จำ�หนา่ ย หากทา่ นใดประสงค์จะพมิ พ์แจกเป็นธรรมทาน โปรดตดิ ตอ่ มูลนธิ ิปัญญาประทีป ๑๐๒๓/๔๗ ซอยปรีดีพนมยงค์ ๔๑ สุขมุ วิท ๗๑ เขตวัฒนา กทม. ๑๐๑๑๐ โทรศัพท์ ๐-๒๗๑๓-๓๖๗๔ www.jayasaro.panyaprateep.org จดั ท �ำ โดย มูลนธิ ิปญั ญาประทปี พมิ พ์ค รง้ั ท่ี๑ สงิ หาคม ๒๕๖๐ จ�ำ นวน ๕,๐๐๐ เลม่ เรียบเรยี งและตรวจทานตน้ ฉบบั ศรีวรา อิสสระ ออกแบบปก ครบู าตุลย์ ผาสุโก ศิลปกรรม ปรญิ ญา ปฐวนิ ทรานนท์ พมิ พท์ ี่ บริษทั โรงพิมพ์อกั ษรสมั พนั ธ์ (1987) จำ�กัด โทรศพั ท์ ๐-๒๔๒๘-๗๕๐๐ ดำ�เนินการพมิ พ์ บรษิ ทั ควิ พริ้นท์ แมเนจเม้นท์ จำ�กัด โทรศัพท์ ๐-๒๘๐๐-๒๒๙๒
นอ้ มน�ำ
สารบัญ รู้จกั บุญ รู้จักพอ ๑ รู้ทกุ ข์...รู้ทาง... ๒๑ ดีมีปัญญา ๔๗
รู้จักบุญ รู้จักพอ วันนวี้ ันท่ี ๑๘ สงิ หาคม เป็นงานประจ�ำ ปีที่เรามารว่ มกัน อวยพรเจา้ ของบ้านบญุ เจา้ ของบา้ นพอ เปน็ ผมู้ ีบญุ คุณอยา่ งมาก ทีเดยี วต่อตวั อาตมาเอง และตอ่ พวกเราทุกคนท่ไี ดม้ ีโอกาสเข้าไป ปฏบิ ัตธิ รรมที่บา้ นบญุ และบ้านพอ การฉลองวันเกิดเป็นโอกาสท่ี เราไดป้ ฏบิ ตั ธิ รรมดว้ ยการท�ำ วตั รสวดมนต์ นงั่ สมาธิ และฟงั ธรรมะ กิจกรรมเหลา่ น้เี ปน็ กิจกรรมท่มี ่งุ ทก่ี ารช�ำ ระจิตใจ หวั ใจของการ ภาวนากอ็ ยู่ตรงน้ี ทเ่ี รามงุ่ มน่ั ในการฝึกจิตในการเรยี นรูว้ ธิ ีบรหิ าร จติ ใจของตน พระอาจารย์ชยสาโร : 1
พระพุทธองคต์ รัสไว้วา่ กรรม คือการกระทำ�ดว้ ยกาย ดว้ ย วาจา ด้วยใจ ซึง่ ประกอบด้วยเจตนา พระพุทธองค์ทรงยำ�้ ทรงเน้น วา่ กรรมอยู่ท่เี จตนา การกระท�ำ อันใดทีเ่ ราไมต่ ้ังใจท�ำ ไมต่ ัง้ ใจพดู ก็ไม่ถอื ว่าเปน็ กรรม อยา่ ง กรรมดี หรอื กรรมชวั่ จะอยู่ท่เี จตนา เป็นใหญ่ เพราะฉะนั้นผู้ทต่ี อ้ งการชวี ิตท่ดี งี ามกจ็ �ำ เปน็ ต้องศึกษา เรยี นรเู้ จตนาของตน ไมใ่ ชเ่ รยี นรเู้ ปน็ ทฤษฎแี บบอภธิ รรม แตเ่ รยี นรู้ ในเรยี ลไทม์ (real-time) ในปจั จุบนั อาตมาพูดบ่อยๆ วา่ การอยใู่ นปัจจุบนั ไม่ใช่เปา้ หมายของ การปฏบิ ตั ธิ รรม แตเ่ ป็นเงอ่ื นไขของการปฏบิ ัตธิ รรม เพราะการ ปฏบิ ตั ธิ รรมตอ้ งอยใู่ นปจั จบุ นั การอยใู่ นปจั จบุ นั เปน็ เงอ่ื นไขเพราะ เราสามารถเหน็ เจตนา เจตนาท่ีเกิดขนึ้ ดับไป เจตนาจะทำ� เจตนา จะพูด เจตนาจะปรุงแต่ง จะยินดียินร้ายกับความคิดที่ผุดขึ้นมา ในสมอง เมื่อมีสติรูต้ วั อยูใ่ นปจั จุบนั เรากเ็ ห็นธรรม การเหน็ ธรรม หมายถึงเห็นกุศลธรรมเหน็ อกศุ ลธรรม สามารถแยกแยะ ท่านใช้ 2 : รูจ้ กั บญุ รูจ้ กั พอ
ค�ำ ว่า เลอื กเฟ้น ว่าธรรมข้อไหนควรจะปล่อยวาง ธรรมขอ้ ไหน ควรจะปรารภ และควรจะทำ�ตามดว้ ยสติด้วยปญั ญา ฉะนน้ั เราจะรคู้ วามหมายของค�ำ วา่ บญุ บาป กศุ ล หรอื อกศุ ล จะรูว้ า่ ค�ำ ว่า เจตนา หมายถึงอะไร กด็ ้วยการปฏบิ ตั ิธรรม ดว้ ยการ ฝกึ นอ้ มจติ เขา้ มาอยใู่ นปจั จบุ นั ตอ้ งชา่ งสงั เกต ทวี่ ดั ปา่ เชน่ วดั ปา่ พง ในสมยั กอ่ นเมือ่ พวกเราไปอย่กู ันใหม่ๆ ในสมัยนั้นไม่มพี ระพีเ่ ล้ยี ง พระบวชใหม่จงึ เหมือนถกู ทอดทง้ิ เขา้ ไปอยใู่ นวดั ปา่ พง ไม่มีใคร สนใจ หลายคนอยไู่ ดแ้ คไ่ มก่ วี่ นั กก็ ลบั บา้ นเลย ไมร่ จู้ ะท�ำ อะไร ไมม่ ี ใครบอก ไมม่ ีใครสนใจ ไม่มใี ครสอนอะไรเลย นา่ น้อยใจ น่าเสียใจ หากทจ่ี รงิ แลว้ นนั่ เปน็ นโยบายของหลวงพอ่ ชา ไมใ่ ชว่ า่ ทา่ นไมส่ นใจ ทา่ นดเู ราตลอด ทา่ นอยากจะดวู า่ เราอดทนไหม เราศรทั ธาจรงิ ไหม เราฉลาดพอทจ่ี ะสงั เกตวา่ คนมาใหมต่ อ้ งท�ำ อะไรบา้ ง ทา่ นจะดเู รา อยตู่ ลอด พอเวลาผ่านไป ๓-๔ วัน ท่านจะเริม่ ส่งั สอน แตต่ ้องใหเ้ รา ลำ�บากเสยี กอ่ น ท่านบอกวา่ อยากจะรจู้ ักนสิ ัยใจคอของคนมาใหม่ พระอาจารย์ชยสาโร : 3
วิธที ี่เร็วทีส่ ดุ ง่ายที่สดุ คอื ใหเ้ ขาลำ�บาก จะได้เห็นความตัง้ ใจ ความ เข้มแขง็ ความอดทนไดง้ า่ ยๆ เราเองกจ็ ะได้เห็นความสำ�คญั ของ ความรอบรูใ้ นการสังเกตคนรอบขา้ ง แมจ้ ะไปอยใู่ หมๆ่ เราก็ยงั สามารถเหน็ ไดว้ า่ โอ.้ .. องคน์ นั้ เรยี บรอ้ ย องคน์ น้ั นา่ จะเปน็ ตวั อยา่ ง แกเ่ ราได้ แตอ่ งคน์ ดี้ ไู มเ่ รยี บรอ้ ยเลย แสดงวา่ เรากไ็ มค่ วรจะท�ำ อยา่ ง นัน้ ไม่ควรจะพูดอยา่ งนั้น เราก็เรียนรูโ้ ดยอาศัยความช่างสงั เกต การปฏิบตั ดิ า้ นในหรือดา้ นจิตใจก็เชน่ เดียวกัน ส�ำ คัญที่สุด ทเ่ี ราคอยสงั เกตส่งิ ท่เี กดิ ขนึ้ ต้งั อยู่ ดบั ไป เพราะเป็นข้อมลู สำ�หรบั ความเข้าใจในเรือ่ งต่างๆ ต้งั แตเ่ ร่อื งวา่ ทำ�ดีไดด้ ี ทำ�ชว่ั ไดช้ ั่ว เราดู นอกตวั เรา เหน็ วา่ คนนนั้ เขาท�ำ ไมด่ อี ยา่ งนน้ั อยา่ งนี้ เขายงั ร�ำ่ รวยได้ ยงั มอี �ำ นาจในบา้ นเมอื งได้ เป็นอะไรๆ ได้ ทำ�ใหเ้ กิดความสบั สน ในเร่ืองกฎแห่งกรรม แตเ่ มื่อเราดูด้านใน เห็นว่าเมือ่ มีเจตนาท่ี ประกอบด้วยคุณงามความดี เจตนาท่ีไมม่ ีโลภ ไมม่ โี กรธ ไมม่ ีหลง จิตใจของเราสูงขึ้นทันที เมื่อเราคิดว่าเรามีเจตนาจะทำ� จะพดู จะคดิ ดว้ ยความโลภ ความโกรธ ความหลง เรากร็ สู้ กึ ไดเ้ ลยวา่ จติ ใจ 4 : รูจ้ กั บญุ ร้จู กั พอ
เศรา้ หมองทนั ที คณุ ภาพของจติ ใจลดนอ้ ยลง เราจะรวู้ า่ นแ่ี หละคอื การเบยี ดเบยี นตน เร่อื งการเบยี ดเบียนผอู้ ื่นมกั เขา้ ใจกัน แต่การ เบยี ดเบยี นตนเป็นอย่างไรเลา่ ไมใ่ ช่แค่การอดนอนอดขา้ วเยน็ จะ เป็นการเบยี ดเบยี นตนนะ ค�ำ ว่า เบียดเบียนตน คือการปล่อยให้ กเิ ลสครอบงำ�จิตใจ เม่ือเราเฝ้าสังเกตส่ิงท่ีเกิดขึ้นในกายในใจอย่างสมำ่�เสมอ เราก็จะเห็นชัดเลยว่าเวลาเราไม่ระวังในการแสดงออก ในการ พดู คุย ยอ่ มมีอารมณ์อยู่แลว้ จิตใจกเ็ ศร้าหมอง สิง่ ทีเ่ ป็นอันตราย ที่สุดสำ�หรับผู้มีอารมณ์ เช่น ความโกรธแค้น เป็นต้น คือการ เจอเพ่ือนหรือคนท่ีมีอารมณ์เดียวกัน ต่างฝ่ายต่างเติมอารมณ์ ซึ่งกันและกัน แม้คนที่เคยเป็นกัลยาณมิตรต่อกันก็กลายเป็น ปาปมิตรตอ่ กนั ไดใ้ นเวลาน้ัน คือไม่ใช่วา่ เราสามารถช้ีไดว้ า่ คนนัน้ เปน็ กลั ยาณมติ ร คนนเี้ ปน็ ปาปมติ ร เพราะคนเราเปน็ ไดท้ งั้ ๒ อยา่ ง เปน็ ไดท้ งั้ กลั ยาณมติ รทั้งปาปมติ ร พระอาจารย์ชยสาโร : 5
หากว่าเราโกรธใครสกั คนแล้วอยากจะระบาย เรากร็ ะบาย กบั เพอ่ื น แลว้ เพอื่ นคนนนั้ กเ็ กดิ โกรธตามเรา ในกรณเี ชน่ นี้ ณ เวลา นั้น เราก็เป็นปาปมติ ร เพราะได้พูดได้ทำ�อะไรให้จิตใจของเพื่อน หยาบลง จิตใจของเราท่เี ปน็ บาปอยู่แล้ว ได้แผ่บาปออกไปสคู่ น รอบขา้ ง จงึ เรียกวา่ เป็นปาปมิตร ในขณะเดยี วกนั ถ้าจติ ใจของเรา งดงาม มคี ุณงามความดีเกดิ ข้นึ แลว้ แบ่งปันให้กับคนอ่ืน เรากเ็ ปน็ กลั ยาณมติ ร เมอื่ จติ ใจของเราใส คนเขา้ ใกลส้ มั ผสั ได้ เขากร็ สู้ กึ ทนั ที ว่าจติ ใจเขาเยน็ ลง อยากอยดู่ ว้ ยนานๆ รสู้ กึ มีความสุข เพราะพบ คนนี้ทีไร ความฟุง้ ซา่ นวุ่นวายอะไรตา่ งๆ รู้สกึ จะลดลง เราจงึ ไดเ้ หน็ ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง การกระท�ำ การแสดงออก การพดู กับ อารมณ์ เหน็ ความสัมพันธ์ระหวา่ ง การแสดงออก ของเรา กับ บรรยากาศรอบข้าง ถ้าเราเป็นคนร้อนแล้วก็มีการ แสดงออกแบบรอ้ นๆ เรากด็ งึ ดดู คนรอ้ นๆ เขา้ มาใกลช้ ดิ ถา้ หากวา่ เราเปน็ คนเยน็ มนั กม็ คี วามดงึ ดดู มเี สนห่ .์ ..เสนห่ เ์ ยน็ ไมใ่ ชเ่ สนห่ ร์ อ้ น เสน่ห์เย็นๆ ท�ำ ใหค้ นทช่ี อบความเยน็ ชอบคณุ งามความดอี ยากคบ 6 : รู้จักบญุ ร้จู ักพอ
นกี่ ค็ ือการศกึ ษาง่ายๆ ในกฎแหง่ กรรม เราสรา้ งชวี ติ ตัวเอง เราสร้างโลกที่เราอยู่อาศัย ด้วยการกระทำ� ด้วยการพูด ด้วย ความคิด เพราะโลกที่นี่ไม่ได้หมายถึงโลกที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ หรือในแผนที่ โลกที่ว่านี้คือโลกแห่งประสบการณ์ โลกส่วนตัว ของเรา ในแตล่ ะวันเรากม็ ีสิง่ แวดล้อมทีเ่ ราคนุ้ เคย มีคนรอบขา้ ง ทีเ่ ราคนุ้ เคย น่ันกค็ อื โลกของเรา ครอบครวั เพือ่ น คนทที่ �ำ งาน ด้วยกัน คนที่พบทกุ วัน ฯลฯ น่ันคอื โลก แต่โลกน้จี ะเป็นโลกทด่ี ี โลกที่งาม ส่วนส�ำ คัญกอ็ ยู่ที่ตวั เรา อยู่ทีก่ ารกระทำ�ของตวั เอง ถ้าเราไมร่ ะวงั ในส่งิ ที่ท�ำ ค�ำ ทพี่ ดู จิตใจ มีมลทนิ ก็จะทำ�ให้เกิดความรสู้ ึกท่เี รยี กวา่ เดือดรอ้ น เดอื ดรอ้ นใจ เพราะการกระท�ำ อาจจะไม่ถึงขน้ั กินไมไ่ ด้นอนไม่หลบั แต่มันก็จะ เป็นอะไรสักอยา่ งในจติ ใจ เรอื่ งโทษของการละเมดิ ศลี ทเี่ ห็นไดช้ ัด คอื ความไมย่ นิ ดใี นธรรม คนทผี่ ดิ ศลี บอ่ ยๆ จะไมก่ ระตอื รอื รน้ ทจี่ ะ อา่ นหนงั สอื ธรรมะ ทจี่ ะฟงั ธรรมะ ทจ่ี ะปฏบิ ตั ธิ รรมะ ซง่ึ เปน็ การปดิ โอกาสท่ีจะยกจิตใจยกชีวิตตนเองใหส้ ูงข้ึนได้ในอนาคต พระอาจารย์ชยสาโร : 7
พระพทุ ธองคต์ รัสวา่ อานสิ งสข์ องการรักษาศีลคอื ความไม่ เดือดร้อน นี่ก็เป็นลักษณะของภาษาบาลี ซึ่งมักจะใช้สำ�นวนใน ทางลบ แตก่ ็มคี วามหมายทางบวกฝงั อย่ใู นนัน้ ความไม่เดอื ดร้อน ถา้ จะพดู อกี นยั หนง่ึ กค็ อื มคี วามเคารพนบั ถอื ตวั เอง หรอื วา่ มคี วาม เป็นเพ่ือนกบั ตวั เอง อานสิ งส์ของความไม่เดือดรอ้ นกค็ ือ ความปราโมทย์ เป็น ความรู้สกึ ท่ดี ี ถ้าเทียบกับศพั ท์ภาษาอังกฤษกน็ ่าจะตรงกับค�ำ วา่ Sense of well-being อะไรคอื อานิสงส์ของความปราโมทย์ ท่านวา่ ปีติ คอื อานสิ งส์ของความปราโมทย์ ปีตอิ าจจะเกดิ ขน้ึ ง่ายในผทู้ ม่ี คี วาม รสู้ กึ ปราโมทยอ์ ยใู่ นชวี ติ ประจ�ำ วันทวั่ ไป อานสิ งสข์ องปีติคืออะไร อานสิ งสข์ องปีตคิ ือปัสสทั ธิ ซึง่ ก็ คือความไมเ่ ครียด กายไมเ่ ครียด จติ ใจก็ไม่เครยี ด ไมว่ ติ กกังวล ไมว่ นุ่ วาย ผอ่ นคลายทงั้ กายทง้ั ใจ อานสิ งสข์ องปสั สทั ธคิ อื สขุ อะไร 8 : ร้จู ักบุญ รูจ้ ักพอ
คอื อานสิ งสข์ องสขุ อานิสงส์ของสขุ คอื สง่ิ ท่ีจะเกดิ ขน้ึ ได้ในจติ ใจท่ี มีความสขุ ตามกระบวนการนก้ี ็คอื สมาธิ ขอ้ น้ีน่าสังเกตน่าจ�ำ ไว้ เพราะนักปฏิบัติหลายท่านมักจะกลัวความสุข กลัวติดความสุข ควรตอ้ งเขา้ ใจวา่ ความสขุ เปน็ ทางผา่ น ความสขุ ไมใ่ ชว่ า่ เปน็ เปา้ หมาย ของการปฏิบัติ หากถ้าปฏิบัติถูกทางต้องเจอความสุขแน่ๆ แต่ ความสขุ ไม่ใช่จดุ จบของการปฏิบตั ิ ความสุขเป็นเงอ่ื นไขและเป็น ฐานของสมาธิ สมาธมิ อี านสิ งสอ์ ะไรบา้ ง สมาธมิ อี านสิ งสค์ อื การรเู้ หน็ ตาม ความเปน็ จรงิ น่ีก็มีขอ้ สังเกตอกี ขอ้ หนึง่ ถา้ ยถาภตู ญาณทศั นะ หรือ การรเู้ หน็ ตามความเป็นจริง ย่อมเกิดขึ้นจากสมาธิ แสดงวา่ ผู้ ขาดสมาธิจะไมเ่ หน็ ตามความเปน็ จรงิ แล้วมันเกีย่ วกนั อยา่ งไร คอื ผไู้ ม่มีสมาธิยอ่ มอยดู่ ้วยความยนิ ดกี ับยนิ รา้ ย ซึง่ จะปรากฏในรูป แบบของอคติต่างๆ โดยจิตพร้อมที่จะเห็นข้อดีในสิ่งที่ชอบหรือ บุคคลท่ชี อบ และพร้อมทีจ่ ะเหน็ ข้อเสียในสงิ่ และบคุ คลท่ไี มช่ อบ จติ ใจไมเ่ ปน็ กลาง ความยตุ ธิ รรมมไี ดย้ ากหรอื แทบจะไมม่ ใี นจติ ใจที่ พระอาจารย์ชยสาโร : 9
ขาดสมาธิ สว่ นจติ ทม่ี สี มาธคิ อื จติ ใจทป่ี ราศจากอคติ จติ ใจทไ่ี มย่ นิ ดี ไมย่ นิ รา้ ย แตค่ วามไมย่ นิ ดไี มย่ นิ รา้ ยนนั้ ไมใ่ ชว่ า่ ท�ำ ใหไ้ มม่ คี วามรสู้ กึ อนั ใดเลย หากมคี วามเป็นกลางหรอื เรยี กวา่ เป็นอเุ บกขา อุเบกขาต่างจากความเฉยเมย ตรงทม่ี ีความต่ืนรอู้ ยูต่ รงนน้ั ความเฉยเมยแบบไม่ยนิ ดีไมย่ ินร้าย จะเป็นการไม่ยอมรับ ไมย่ อม คดิ ไม่อยากยุง่ ซ่งึ เปน็ อาการของโมหะ สว่ นอาการอเุ บกขาของ จิตทเ่ี จริญในธรรมคอื รู้เห็น เห็นชดั แต่จติ ใจไม่หวั่นไหว ฉะน้ัน ถา้ เราอยากจะรู้เหน็ อะไรตามความเป็นจรงิ จิตจะตอ้ งตง้ั มน่ั โดย สมาธิ อาการของสมาธคิ อื รอู้ ยใู่ นปจั จบุ นั ถา้ อยากจะทราบวา่ การ ปฏบิ ตั ธิ รรมถกู ทางหรอื ไมถ่ กู ทาง ใหด้ ตู รงจดุ น้ี ถา้ ขาดตวั รนู้ ี่ แสดง ว่าไม่ใชแ่ ล้ว มันเปน็ มจิ ฉา ถ้าเปน็ สมั มาสมาธิ ตวั รู้ ต่นื รู้ ในตวั พทุ ธะตอ้ งปรากฏชดั อานิสงส์ของสมาธิคอื การรู้เห็นตามความเป็นจริง เม่อื รู้เห็น ตามความเปน็ จรงิ แลว้ อานสิ งสท์ ไ่ี ดค้ อื นพิ พทิ า หรอื ความเบอื่ หนา่ ย 10 : รู้จักบุญ รู้จักพอ
ในความยดึ มน่ั ถอื มน่ั ไมใ่ ชเ่ บอ่ื หนา่ ยในสง่ิ นน้ั สง่ิ น้ี บคุ คลนน้ั บคุ คลน้ี แต่เปน็ ความเบอ่ื หนา่ ยในความยดึ มั่นถอื มัน่ ตา่ งๆ ไมน่ านมาน้ี อาตมาพดู กบั เดก็ วยั รนุ่ ทม่ี คี วามทกุ ขใ์ จ เขาบอก ว่า “ไมอ่ ยากจะอยแู่ ลว้ ไม่อยากจะอยใู่ นโลกน้ี” อาตมาจึงบอกว่า “ทล่ี กู ไม่อยากจะอยู่ในโลกนี้ ลูกหมายถึงวา่ ไมอ่ ยากจะอยู่ในโลก แห่งความคิดของลกู มากกวา่ ” คอื ทีว่ า่ เบอื่ โลก ไม่อยากจะอยูใ่ น โลก หมายถงึ โลกท่ีเขาสร้างขึ้นมาดว้ ยความคดิ แตถ่ ้าเขาเปล่ยี น ความคิด ก็จะเหมือนโยกยา้ ยไปอยู่ในอีกโลกหนง่ึ การฆ่าตวั ตาย เมอื่ รสู้ กึ วา่ ไมอ่ ยากจะอยใู่ นโลกนแี้ ลว้ ไมใ่ ชก่ ารแกป้ ญั หา หากกลบั ทำ�ให้ปญั หาเพ่มิ มากข้นึ ถา้ ไมอ่ ยากอย่ใู นโลกน.้ี .. งา่ ย... กแ็ ค่ว่าจะตอ้ งรจู้ ักปล่อยวาง ความคิดซึ่งเปน็ สว่ นประกอบสำ�คัญของโลกทไี่ ม่นา่ อยู่น้ี เราสรา้ ง โลกด้วยความคิด ฉะนนั้ เม่อื สมาธเิ กดิ ขนึ้ แลว้ เราจะเหน็ ชดั เราจะ สามารถเห็นอะไรตอ่ อะไรตามความเป็นจริง เรากจ็ ะเห็นตวั สมทุ ยั ชัดเลยว่า เมือ่ เรามีความอยากเมื่อใด ไม่ว่าจะอยากได้ อยากมี พระอาจารย์ชยสาโร : 11
อยากเปน็ หรือไมอ่ ยากได้ ไมอ่ ยากมี ไม่อยากเป็น โลกท่ีเปน็ ทกุ ข์ ก็เกดิ ขนึ้ ชวี ิตก็เป็นทกุ ข์ทันที และท่เี ป็นเช่นนัน้ ก็เพราะตัวเราเอง คนที่เป็นทุกข์ส่วนมากรู้สึกเหมือนอยู่ในคุก อยู่ในที่อึดอดั คับข้อง ทั้งๆ ที่กุญแจประตูก็คาอยู่ กลับมัวแต่ร้องไห้ร้องหม่ เอาแตบ่ ่น เอาแตด่ น้ิ รนกับความเป็นอยู่ในห้องนัน้ ปรัชญาหรอื วรรณกรรมฝรง่ั สว่ นมากกจ็ ะเปน็ เรอ่ื งนี้ เปน็ เรอื่ งปญั หาของการอยู่ ในโลกทีเ่ ปน็ เชน่ น้ี แตส่ �ำ หรบั เรา ถา้ ไม่อยากอย่ใู นโลกน้ี ก็ไมม่ ใี คร บงั คับหรอก กุญแจมนั ก็อยู่ตรงนน้ั กอ็ อกจากหอ้ งน้ไี ปอยูอ่ ีกหอ้ ง หนง่ึ สิ ไมต่ ้องเปน็ ฮีโรท่ นอยกู่ ับโลกทไ่ี ร้ความหมายอะไรๆ เป็นตน้ ท่มี นั ไร้ความหมายกเ็ พราะเราเองนน่ั แหละ ถ้าไม่อยากจะอยู่แล้ว กต็ อ้ งเปดิ ประตอู อกไปซะ มันไม่ได้มใี ครบังคบั เรานนั่ แหละต้อง บงั คบั ตวั เอง แตเ่ รามองไมเ่ หน็ เพราะอะไร... กเ็ พราะเราไมม่ สี มาธิ ไม่ได้ฝึกให้เห็นอะไรเป็นอะไรในจติ ใจทอี่ ย่ใู นโลกมายา ฉะนั้น เราจึงต้องมาปฏิบัติธรรม น้อมธรรมะทุกอย่างนี้ เขา้ มาสจู่ ติ ใจ ในบทสวดมนตก์ ม็ คี �ำ แปลวา่ เปน็ สง่ิ ทคี่ วรนอ้ มเขา้ มา 12 : รูจ้ ักบุญ รูจ้ ักพอ
ใส่ตัว ที่จรงิ แลว้ สามารถแปลคำ�วา่ โอปนยโิ ก ไดห้ ลายสำ�นวน ส�ำ นวนหนงึ่ คอื ธรรมะเปน็ สงิ่ ทนี่ �ำ เราไปสขู่ า้ งใน คอื ไมใ่ ชว่ า่ เราตอ้ ง นอ้ มเขา้ มา หากมันเป็นธรรมดาธรรมชาติของธรรมะทจี่ ะน้อมเรา เข้าไป ถา้ เราตามมัน ตามมาดู ตามมารู้ ไม่ใชใ่ ห้เชือ่ แต่ให้ดวู ่าใช่ หรอื ไม่ใช่ เราดคู วามสมั พันธ์ระหวา่ งกายระหวา่ งใจ ดูวา่ เจตนาดีมผี ล ต่อจิตใจอยา่ งไร เจตนารา้ ยมีผลต่อชีวิตอยา่ งไร ตามหลกั ง่ายๆ ทีว่ ่า จิตใสเปน็ บญุ จติ ขนุ่ เปน็ บาป ใช่หรอื ไม่ ใหด้ ูกนั ตรงน้ี เม่ือจิตใจของเราไม่หมกมุ่นกับสิ่งไร้สาระจนไม่มีเวลาดูความจริง เมอ่ื ฝกึ ใหอ้ ยใู่ นปจั จบุ นั ไดม้ ากขน้ึ เราจะเหน็ ไดว้ า่ เกดิ ตณั หาเมอื่ ใด กท็ กุ ขเ์ มอื่ น้นั ทนั ที ปลอ่ ยวางตณั หาเมอ่ื ใด ความทกุ ขก์ ด็ ับทันที ตรงนแี้ หละทเ่ี ราจะไดห้ ลกั แลว้ เรากจ็ ะเกดิ นพิ พทิ า เบอ่ื หนา่ ยทจ่ี ะ เบยี ดเบียนตัวเองด้วยตณั หา เบ่ือหนา่ ยในการทำ�ลายคณุ ภาพชีวิต ท�ำ ลายความสุขในชีวติ โดยใชเ่ หตุหรอื โดยไมจ่ ำ�เปน็ และความเป็น อิสระจากอารมณ์กจ็ ะเกดิ ขึ้นในเวลาน้นั พระอาจารย์ชยสาโร : 13
วันก่อนมีอาจารยม์ าจากอังกฤษ ทา่ นเล่าว่า ตอนท่านเปน็ โยม มโี อกาสไดก้ ราบหลวงพอ่ ชาทอี่ งั กฤษ แลว้ เกดิ ศรทั ธาเลอื่ มใส หลวงพอ่ ชามาก หลวงพ่อเหน็ อาการนนั้ จึงถามว่า ถ้านงั่ สมาธิ ๑ ชัว่ โมงโดยไม่คิดอะไรเลย จะเรียกวา่ อะไร ท่านตอบวา่ น่าจะ เรยี กว่าพระอรหนั ตค์ รบั หลวงพ่อหัวเราะแล้วบอกว่า ไมใ่ ช่ๆ ... เขาเรยี กวา่ ก้อนหนิ คือท่านอยากให้เราเหน็ วา่ การภาวนาน่ีไม่ใช่ วา่ ไมใ่ ห้คิดอะไรเลย แตต่ อ้ งรจู้ ักบริหารความคดิ ให้ดี ถ้ามนษุ ยเ์ รา คิดไมไ่ ด้ คดิ ไม่เป็น โลกเรากค็ งไม่เจริญมาถึงขนาดน้ี ไมไ่ ด้น่ัง สบายๆ อยา่ งน้ี มีไฟฟา้ มเี ครอื่ งขยายเสยี ง มีแอร์ ส่งิ เหลา่ นี้ เกิดจากความคิดของมนุษย์ใชไ่ หม ทา่ นจงึ ใหเ้ รารจู้ กั กาลเทศะ เวลาไหนควรจะคดิ เรากส็ ามารถ คิดอย่างเป็นระเบียบให้ความคิดอยู่ในโอวาท แต่เวลาไม่จำ�เปน็ ต้องคิด เราก็ไมต่ ้องคิด ใหจ้ ิตใจปลอ่ ยวางความคิด หลายส่งิ หลาย อย่างจะรไู้ ด้ด้วยความคดิ แตก่ ็มีอีกหลายส่งิ หลายอย่างท่จี ะรู้ได้ เพราะไม่คิด เช่นในการค้นคว้าต่างๆ กจ็ ะมวี าระหนึ่งทต่ี ้องเก็บ 14 : รจู้ ักบญุ ร้จู ักพอ
ขอ้ มลู คิดข้อดีข้อเสยี คิดเสร็จแล้วเราก็วางความคดิ วางจติ ใจของ เราให้สงบ เรอ่ื งเหตุเรื่องผลอะไรต่างๆ มนั กท็ �ำ งานของมนั เอง โดยเราไม่ต้องรับรู้ หลายๆ คนกค็ งเคยเจอมาแล้ววา่ เร่อื งยากๆ ท่เี ราคดิ ไมอ่ อกคิดไม่ได้พอวางมนั ไว้แลว้ ไปทำ�อย่างอืน่ เสยี อยู่ดีๆ ค�ำ ตอบมนั ก็ผุดขน้ึ มาเอง นั่นแสดงว่าถา้ เราจุดประกายของความ คิดไวใ้ หด้ ีแลว้ แมเ้ ราจะวางความคดิ ลง มันก็จะท�ำ งานของมนั เราไมร่ กู้ ลไกของมนั รแู้ ตว่ า่ จะมผี ลเกดิ ขนึ้ หากจะมชี ว่ งหนงึ่ ทตี่ อ้ ง รอใหม้ นั สกุ งอมของมนั เอง ฉะนน้ั การคดิ ไมห่ ยดุ คดิ วกไปเวยี นมา ท�ำ ใหเ้ ราเหนอื่ ย เครยี ด วิตกกังวล เราย่งิ คิดก็ย่ิงคิดไม่ออก ไมเ่ กดิ ประโยชน์อะไรเลย การท�ำ สมาธิไม่ใชท่ ำ�เพือ่ จะใหเ้ ป็นคนไมม่ ีความคิดในสมอง แตใ่ นทางตรงกนั ขา้ ม เราท�ำ สมาธกิ เ็ พอื่ จะไดฉ้ ลาดในความคดิ และ เมอื่ มสี มาธแิ ล้ว เรากส็ ามารถจบั ประเด็นไดว้ า่ ความคดิ ใดคิดดว้ ย อคติ คิดดว้ ยกิเลส เมือ่ เราสามารถละความคดิ อยา่ งนนั้ ออกไปได้ ความคดิ ทเ่ี หลอื อยยู่ อ่ มมปี ระสทิ ธภิ าพสงู เพราะแมแ้ ตค่ นทคี่ ดิ เกง่ พระอาจารย์ชยสาโร : 15
หรอื คนท่ีมีการศกึ ษาสูง ก็ยงั คดิ ผดิ พลาดพลัง้ พลาดไดอ้ ยบู่ ่อยๆ กด็ ว้ ยอตั ตาตวั ตนหรอื ความอยากดอี ยากเดน่ เปน็ ตน้ ดงั นน้ั ถา้ เรา ตดั กิเลสตดั อคตเิ หลา่ น้อี อกไปได้ ก็จะมแี ต่ดี มแี ตค่ วามเจรญิ ในการปฏิบัติธรรม ท่านจึงให้เรารักษาศีลเพื่อได้อานิสงส์ คือความไม่เดือดร้อน ความไม่เดือดร้อนเพื่อความปราโมทย์ ความปราโมทยเ์ พ่ือปตี ิ ปีติในธรรม ปตี ิเพ่ือปัสสทั ธิ ความผ่อน คลายไมเ่ ครียด ปสั สทั ธิเพือ่ สขุ สุขเพ่ือสมาธิ สมาธเิ พือ่ ร้เู หน็ ตาม ความเปน็ จรงิ ยถาภตู ญาณทศั นะ เปน็ ปญั ญา รเู้ หน็ ตามความเปน็ จรงิ เพอื่ นพิ พิทา เราจะเบ่ือหน่ายในการสร้างโลกท่เี ป็นทกุ ขด์ ว้ ย ความยดึ ม่นั ถือม่ัน เพือ่ จะไดม้ ีวิราคะการปลอ่ ยวางกิเลสทง้ั หลาย และเปน็ อสิ ระจากอารมณ์ อารมณม์ แี ตเ่ ราไมไ่ ปยุง่ กบั มนั จติ ใจไม่ เศร้าหมองเพราะอารมณก์ ส็ กั แต่วา่ อารมณ์ เหมอื นเมฆก็สักแตว่ ่า เมฆ ไมใ่ ชว่ า่ ทอ้ งฟา้ จะอยโู่ ดยไมม่ เี มฆไดท้ งั้ วนั ทงั้ คนื เมฆกล็ อยไป ลอยมาแต่ไมไ่ ดย้ งุ่ กับตวั ทอ้ งฟ้า ท้องฟา้ กท็ อ้ งฟา้ เหมอื นเดมิ เมฆ ก็เมฆตามธรรมดาตามธรรมชาติของมัน 16 : รจู้ กั บุญ รจู้ ักพอ
ชวี ติ ของเราเปน็ สิง่ ทีท่ า่ นให้เราระลกึ อยูบ่ ่อยๆ วา่ มันไมแ่ น่ ไม่นอน อันน้ีเราก็ทราบอยแู่ ล้ว แตว่ า่ ต้องคิด ตอ้ งต้ังใจคิดตงั้ ใจ ระลึกอยู่ในความไม่แน่ไม่นอนมนุษย์เราชอบสะสมทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แตอ่ ายนุ ี่เราก็จะบวกเพมิ่ ทุกปี เอ้อ... ได้อกี ๑ ปี เราสะสมอายุ แทนทีม่ องกลับกนั วา่ มีเวลาเหลืออยู่ในโลกน้อยลงอีก ๑ ปี เวลา กผ็ ่านไปๆ ทา่ นบอกวา่ เรื่องนั้นเราแกไ้ ม่ได้ แต่เราอย่าใหเ้ วลามนั ผา่ นไปโดยเปลา่ ประโยชน์ ในการเจรญิ มรณสติ ไมใ่ ชแ่ คร่ ะลกึ วา่ เรา ตอ้ งตายแน่ แตใ่ ห้ระลกึ ว่า เพราะเราตอ้ งตายแน่ เพราะเวลาตาย ไม่แน่ไม่นอน เวลาจึงมีคา่ มากและเราควรจะใชเ้ วลาอนั มีคา่ นั้นใน สิง่ ทีด่ ที สี่ ดุ และส่ิงทดี่ ที สี่ ุดก็คอื ส่งิ ท่ีมผี ลทัง้ ในชาตินแ้ี ละชาติหน้า ซ่งึ ไมพ่ น้ ไปจากบุญ บุญเกดิ อยา่ งไร บุญเกิดจากการให้ทาน ด้วยการปล่อยวาง หรือการชนะความตระหน่ีหรือความยึดติดในทรัพย์สมบัติ การ รกั ษาศลี เปน็ บญุ เพราะเปน็ การช�ำ ระเจตนาจะเบยี ดเบยี นดว้ ยกาย ดว้ ยวาจา และการเจริญสมาธิภาวนาเป็นบญุ เพราะเป็นไปเพอ่ื จะ พระอาจารย์ชยสาโร : 17
ไดป้ ลอ่ ยวางนวิ รณท์ ง้ั หลาย และเพอื่ จะไดเ้ จรญิ ในโพชฌงค์ ซงึ่ เปน็ สิ่งทเี่ ปน็ บญุ และเปน็ องคป์ ระกอบของจิตทีจ่ ะพ้นทุกข์ ถา้ เรามองดว้ ยจติ ทปี่ ราศจากอคติ ดว้ ยจติ ทไี่ มเ่ ขา้ ขา้ งตวั เอง ดว้ ยการยอมรบั ขอ้ มลู อยา่ งครบถว้ น วา่ เราเปน็ ผมู้ คี วามเกดิ แกเ่ จบ็ ตายเป็นธรรมดา ชีวติ เรามีจำ�กัด จำ�กัดเเคไ่ หนเราไม่ทราบ เม่อื ถึง วาระสดุ ทา้ ยของชีวติ สิ่งท่เี ปน็ ของจรงิ ของจงั แมจ้ ะเปน็ นามธรรม ก็ตาม หากสิ่งนั้นจะเป็นที่พึ่งของเราโดยแท้ ก็คือบุญที่เราได้ สงั่ สมไว้ ซงึ่ จะเป็นเสบยี งในการเดินทางต่อไปในวฏั สงสารตราบ ใดท่ีเรายังไม่บรรลุอริยมรรคอริยผล สิ่งที่เราพึ่งได้มากที่สุดและ เป็นสง่ิ ที่ขาดไม่ได้ กค็ ือบญุ ฉะนน้ั ในวนั นอ้ี าตมาจงึ ขออนโุ มทนาทเ่ี ราทกุ คนมสี มั มาทฐิ ิ เห็นว่าการทำ�บุญและการสร้างสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศลเป็นหัวใจ ของชวี ติ ของผมู้ ปี ญั ญา คนทเี่ หน็ ประโยชนแ์ ละซาบซงึ้ ในค�ำ วา่ บญุ จนถงึ กับสร้างบา้ นแล้วต้ังชอ่ื วา่ “บา้ นบญุ ” กม็ ี แล้วยงั เขา้ ใจความ 18 : รูจ้ กั บุญ ร้จู ักพอ
ลึกซ้งึ ของค�ำ ว่า พอ ดว้ ย จงึ ไดส้ รา้ งบ้านอกี หลงั หนงึ่ แล้วให้ช่อื ว่า “บา้ นพอ” นเ่ี รียกวา่ เปน็ ผ้มู ีปัญญาพอสมควร วันนี้ก็ขออวยพรให้เจ้าของบ้านมีแต่ความสุขความเจริญ ในบุญ มคี วามซาบซง้ึ และมคี วามร้จู กั พอในระดบั ที่ละเอยี ดยิง่ ขึ้น เร่ือยๆ ขอใหม้ แี ตค่ วามสุขกายสุขใจ มีความเจริญในส่งิ ดงี ามยง่ิ ๆ ขน้ึ ไปตลอดกาล พระอาจารย์ชยสาโร : 19
รู้ทกุ ข.์ ..รทู้ าง... วนั นถี้ อื วา่ เปน็ วนั สริ มิ งคล เปน็ วนั คลา้ ยวนั เกดิ ของผทู้ ใ่ี จบญุ ทสี่ ดุ คนหนง่ึ ทไ่ี ดส้ รา้ งบา้ นบญุ และบา้ นพอ ใหผ้ มู้ ศี รทั ธาไดม้ โี อกาส ศกึ ษาปฏิบัตธิ รรม และได้เออ้ื อ�ำ นวยให้อาตมาไดม้ ีโอกาสใหธ้ รรม เปน็ ทานอยา่ งสม่ำ�เสมอตอ่ เนื่อง ซ่งึ ถา้ ไมม่ ผี ใู้ จบญุ ทา่ นนี้ อาตมา กค็ งจะไม่สามารถท�ำ ประโยชน์ได้ถึงขนาดน้ี วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกดิ ซง่ึ เป็นวันเกดิ พเิ ศษ คอื มคี รบอายุ ๗ รอบ ๘๔ ปี อาตมาจงึ เห็นสมควรจะแสดงธรรมในหมวดธรรม ๒ หมวด คือ อริยมรรคมอี งค์ ๘ กบั อรยิ สจั ๔ เปน็ ๘ กบั ๔ นี่ถ้าอยทู่ ่อี ุบล คงไม่กลา้ เทศน์อยา่ งนี้ เดีย๋ วจะพากนั ไปแทงหวย พระอาจารย์ชยสาโร : 21
คงจะตอ้ งเริ่มดว้ ยอริยสจั ๔ กอ่ น พระพุทธเจา้ ทรงเป็นผู้ ปฏิวัติศาสนาแห่งโลก เพราะศาสนาของพระศาสดาเราไมไ่ ด้เรม่ิ จากปรัชญา อภปิ รชั ญา และความเชื่อ แต่จุดเร่ิมตน้ คอื ความเป็น มนษุ ยข์ องเรา เรมิ่ ตน้ จากสง่ิ ทท่ี กุ คนสามารถมองเหน็ และยอมรบั ได้ จงึ ถอื วา่ เปน็ พน้ื ฐานทม่ี นั่ คงและหนกั แนน่ ของศาสนธรรม พระพทุ ธ องค์ทรงต้ังข้อสังเกตว่า ชีวิตของมนุษย์เราขาดความสุขที่แท้จริง มนษุ ย์เรามชี วี ติ ที่ไมส่ มปรารถนาในทุกประการ ไม่ใชว่ ่าพระพุทธ องค์ปฏิเสธความสุข หรือมองโลกมองชีวิตของมนุษย์ในแง่ร้าย แตพ่ ระพทุ ธองคเ์ ชญิ ชวนใหเ้ รากลา้ เผชญิ หนา้ กบั ความจรงิ ของชวี ติ ในเม่ือเราเป็นผู้ทเ่ี กิดแล้ว ตอ้ งแก่ ต้องเจบ็ ต้องตาย มนษุ ย์ ทวั่ ไปจะตอ้ งทกุ ขก์ บั ความเจบ็ ทกุ ขก์ บั ความแก่ ทกุ ขก์ บั ความตาย ฉะน้ัน พระพุทธองค์จึงเร่ิมด้วยส่ิงท่ีคนทุกคนต้องยอมรับว่าใช่ บางคนอาจจะทุกข์น้อย แตท่ ่ีจะไม่ทกุ ข์เสียเลยนน้ั ไม่มี ความทกุ ขจ์ ากการทเ่ี ราตอ้ งอยกู่ บั สงิ่ ทเ่ี ราไมช่ อบหรอื บคุ คล ทเ่ี ราไมช่ อบ มนั เปน็ เรอ่ื งธรรมดาของชวี ติ การทเ่ี ราตอ้ งพลดั พราก 22 : รูท้ ุกข.์ ..รูท้ าง...
หรอื อยู่หา่ งจากส่งิ ตา่ งๆและบุคคลทีเ่ ราชอบท่เี รารกั กเ็ ป็นเรือ่ ง ธรรมดาของชวี ติ การทสี่ ง่ิ ทเี่ ราตอ้ งการ สงิ่ ทเี่ ราอยากได้ มมี ากกวา่ ส่ิงทีเ่ ราจะได้ แลว้ สิง่ ทีเ่ ราอยากไดน้ นั้ แมจ้ ะได้แล้ว เรากย็ งั ไม่ สมปรารถนาอยา่ งแทจ้ รงิ หรอื เราได้ความสขุ อย่บู ้าง แตก่ ย็ ังไม่พอ ท่ีจะระงับความรู้สึกภายในจิตใจของมนุษย์ซึ่งทรงเรียกสรุปว่า ‘ความพรอ่ ง’ คนเรารสู้ ึกพรอ่ งอยเู่ ปน็ นิจ พระพทุ ธองคท์ รงทา้ ทาย ใหเ้ รากลา้ ดคู วามรสู้ ึกพรอ่ งภายในชีวิตของตน ฉะนนั้ พระพทุ ธองคจ์ ึงทรงเริ่มด้วยการยกข้อสังเกตเกยี่ ว กบั อาการหรือความเป็นมนษุ ย์ โดยถือวา่ นีค่ อื สิ่งทีศ่ าสนาควรจะ สนใจท่ีสดุ เร่อื งความเปน็ จริงของชีวิตของมนุษยใ์ นปัจจุบัน ไม่ใช่ ชวี ติ ทคี่ วรจะเป็น ไมต่ ้องเช่อื วา่ ใครสรา้ งโลก สรา้ งเม่อื ไร อยา่ งไร น่นั ไม่เก่ียว พระพทุ ธองค์ไดต้ รสั ไวอ้ ย่างนา่ ฟังว่า ผ้ทู ส่ี นใจเรอ่ื ง ปรัชญา เปรียบเสมอื นคนที่ถูกยงิ ดว้ ยลกู ศรแลว้ ไม่ยอมถอนลูกศร เพราะตอ้ งการจะทราบข้อเท็จจริงเสยี ก่อนว่าใครเปน็ ผ้ยู งิ ลกู ศรนี้ ทำ�ด้วยไมอ้ ะไร ท�ำ ตง้ั แต่เมอื่ ไหร่ คอื ตอ้ งการรายละเอยี ดเก่ียวกับ พระอาจารย์ชยสาโร : 23
ลกู ศรมาก ในขณะทผ่ี มู้ ปี ญั ญาจะสนใจอยา่ งเดยี ววา่ ท�ำ อยา่ งไรเรา จงึ จะถอนลกู ศรออกจากรา่ งกายของเราได้ พระพทุ ธองคจ์ งึ ตรสั วา่ สง่ิ ท่ีทรงร้นู ั้นมากมายก่ายกองเหมอื นใบไมใ้ นป่า แตส่ ง่ิ ที่พระพทุ ธ องค์ทรงนำ�มาสั่งสอนมนุษย์น้ันเท่ากับใบไม้ในกำ�มือของพระองค์ คอื เพียงแค่น้ีก็พอแล้ว พระพุทธองค์ทรงใหเ้ ราสนใจว่าชีวิตนเ้ี ปน็ อยา่ งไร เมอื่ ทรงช้ีใหเ้ ราเห็นหรือชักชวนให้เราดชู ีวิต พระพทุ ธองค์ ตรสั ว่า ทีช่ ีวิตเปน็ เชน่ นี้ เปน็ เพราะเหตุ เปน็ เพราะปจั จยั คือไม่ใช่ วา่ เป็นธรรมชาตติ ายตวั ของมนุษย์ท้งั หลายตลอดกาลนาน ทุกคน เกดิ มาแลว้ กต็ ้องทุกข์กบั ความแก่ ความเจบ็ ความตาย ต้องทกุ ข์ เพราะตอ้ งอยกู่ บั สง่ิ ทไ่ี มช่ อบ พลดั พรากจากสง่ิ ทช่ี อบ เปน็ ตน้ และ พระพทุ ธองคก์ ต็ รสั ไวด้ ว้ ยวา่ ทกุ ขท์ ง้ั หลายเกดิ เพราะเราขาดปญั ญา ขาดความรู้ความเข้าใจในชีวิต และมันไม่ใช่แค่เราขาดความรู้ ความเข้าใจเท่าน้ัน มันยังมีความเข้าใจผิดด้วย คือ มีอวิชชา ซึ่งแปลวา่ ไม่รู้ความจริง และรู้ผิดๆ ผลของอวชิ ชาท่ีปรากฏชัด 24 : รทู้ กุ ข์...รูท้ าง...
คอื ตณั หา ไดแ้ ก่ กามตณั หา ภวตณั หา วภิ วตณั หา อยากได้ อยากมี อยากเปน็ ไม่อยากได้ ไมอ่ ยากมี ไม่อยากเป็น พระพทุ ธองค์ จงึ ตรสั ไวว้ า่ ทกุ ขท์ งั้ หลาย ตงั้ แตห่ ยาบไปสลู่ ะเอยี ด เรยี กวา่ ทกุ ขะ ทกุ ขเ์ พราะเวทนา ทกุ ขเ์ พราะความเปลย่ี นแปลง ทกุ ขเ์ พราะสงั ขาร มีความเกิดดบั เปน็ ธรรมดา ทกุ ข์ทั้งหมดนี้ขนึ้ อยกู่ บั เงื่อนไข คอื อวิชชา ซึ่งปรากฏให้เห็นในรูปแบบของตัณหาต่างๆ พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า ความดับทุกข์โดยสิ้นเชิงหรือ ความเป็นอสิ ระจากทุกข์มจี ริง เปน็ สิ่งทม่ี นุษยท์ กุ คนมีศกั ยภาพท่ี จะเขา้ ถึงได้ ไม่วา่ ชาย ไม่ว่าหญิง ไมว่ ่าชาติช้ันวรรณะอะไรก็ตาม ขน้ึ ชอ่ื วา่ มนษุ ยแ์ ลว้ ยอ่ มมศี กั ยภาพรอ้ มทจี่ ะพฒั นาวชิ ชาไปทดแทน อวิชชา ไปถอดถอนตณั หาจนกระท่ังรากของมัน ฉะนั้น ทกุ ข์ ไมไ่ ด้เกิดเพราะการดลบันดาลของส่งิ ศักด์ิสทิ ธ์ิ ไม่ใช่ว่าเป็นโดยบังเอิญหรือโดยไม่มีเหตุ แต่มันเป็นไปตามเหตุ ตามปจั จยั และมนษุ ย์เรามีคณุ สมบัตอิ ยใู่ นตวั หรือสามารถสร้าง คุณสมบัติเพื่อจะพ้นจากทุกข์ได้ พระอาจารย์ชยสาโร : 25
การจะพน้ จากทุกขไ์ ดน้ ั้น ตอ้ งอาศัยการพัฒนา การศกึ ษา การฝึกกาย วาจา ใจ ซ่ึงในสมัยนเี้ ขาเรยี กวา่ ระบบองคร์ วม ซึ่งมี ๘ ขอ้ ทที่ า่ นเรยี กวา่ อริยมรรคมีองค์ ๘ คอื ไม่ใช่วา่ ต้องฝกึ ขอ้ ที่ ๑ ก่อน แล้วจงึ ฝกึ ข้อท่ี ๒ ข้อท่ี ๓ ข้อท่ี ๔... หากตอ้ งพัฒนาทกุ ข้อไป ด้วยกันเพราะมันเป็นองค์ประกอบของจิตที่จะเข้าสู่ความดับทุกข์ เขา้ สคู่ วามสุขท่ีแท้จรงิ เข้าถงึ ความเป็นอสิ ระจากการบบี คน้ั กดดัน ของกิเลสทั้งหลาย ฉะนน้ั การแสดงออกซ่งึ ความกตัญญูกตเวทีตอ่ พระศาสดา ความจงรกั ภกั ดี ความจรงิ ใจต่อพระศาสนา ย่อมปรากฏดว้ ยการ ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามหลกั อริยมรรคมีองค์ ๘ ถอื ได้วา่ น่เี ปน็ หน้าท่ี ของชาวพทุ ธ ผู้ที่มองศาสนาผ่านแนวความคิดของผู้ที่นับถือศาสนาอ่ืน ก็จะมองว่า ศาสนาคือเรื่องการนับถือ หรือการเอาความเชื่อ บางอย่างเป็นเครอื่ งปลอบใจหรือเป็นเครื่องยดึ เหนี่ยว เพื่อจะดบั ความกลัวและดบั ความทกุ ข์ต่างๆ 26 : รทู้ ุกข.์ ..รทู้ าง...
แต่พทุ ธศาสนาเราถือวา่ ศรทั ธาหรือความเชื่อในคัมภีร์ ไม่ สามารถระงับเหตใุ หเ้ กิดทุกขไ์ ด้ มันเป็นแค่ยาชา หรือเป็นแคก่ าร ปลอบใจ หรอื เปน็ การพยายามทำ�ใจ แต่การท�ำ ใจกบั ความจริง กเ็ กดิ จากความเข้าใจผิดวา่ ความจริงมนั เป็นอยา่ งนีแ้ หละ เปน็ ความจรงิ ทีต่ ายตวั ซ่งึ ทางพุทธศาสนาบอกว่า ใหด้ ใู ห้ดีว่ามอี ะไร สกั อยา่ งไหมทม่ี นั ตายตวั แนน่ อน ทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ งปรากฏในลกั ษณะ เปน็ กระแส กายก็เป็นกระแส ใจกเ็ ปน็ กระแส โลกกเ็ ปน็ กระแส ทุกอย่างมันเปน็ กระแส เราตอ้ งศึกษาใหร้ ู้เทา่ ทนั ใหเ้ ข้าใจความ เป็นกระแสของส่ิงทั้งหลาย ไม่ใช่ว่ามีความหลงเข้าใจว่ามันเป็น อย่างน้ันเป็นอย่างน้ี แต่เม่ือมันกลับเป็นอย่างอื่น เราต้องทำ�ใจ ตอ้ งเอาความเชอื่ ความศรทั ธาเปน็ เครอื่ งท�ำ ใจ ส�ำ หรบั พทุ ธศาสนา น่ีไม่ใช่เรื่องการทำ�ใจเช่นนั้น ไม่ใช่การเอาความคิดความเชื่อบาง อย่างมาปลอบใจ แต่เราใช้คำ�สอนในพุทธศาสนาเป็นเคร่ืองมือ เพ่อื พัฒนาชีวิตใหอ้ อกจากอวชิ ชา ให้เกิดวิชชา ให้ออกจากตัณหา ด้วยการพัฒนาภายในจิตใจของเราให้เปลี่ยนความต้องการใน ลกั ษณะตณั หา เปน็ ความตอ้ งการในลกั ษณะฉนั ทะ เปน็ ธรรมฉนั ทะ พระอาจารย์ชยสาโร : 27
เปน็ สจั จะฉนั ทะ ตอ้ งการความจรงิ ตอ้ งการเขา้ ถงึ สงิ่ สงู สดุ ทมี่ นษุ ย์ ควรจะไดจ้ ากการเกิดเป็นมนษุ ย์ อริยมรรคมอี งค์ ๘ เมอื่ ย่อเปน็ ระบบการศกึ ษา จะย่อลงมา เปน็ ไตรสกิ ขา คำ�วา่ สิกขา กต็ รงกับค�ำ วา่ ศึกษา แต่ค�ำ ว่า ศึกษา นี้ มีทั้งเล่าเรียน ทดลอง และประพฤติตามสิ่งที่เล่าเรียนดว้ ย จึงจะเป็นการศึกษาในความหมายดั้งเดิมของพุทธธรรม ในการ ยอ่ อริยมรรคมีองค์ ๘ เปน็ ไตรสกิ ขา คอื ศีล สมาธิ ปัญญา นน้ั สองขอ้ แรกในอริยมรรคมอี งค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกปั ปะ จดั เปน็ หมวดปญั ญา สว่ นสมั มาวาจา สมั มากมั มนั โต สมั มาอาชวี ะ เปน็ หมวดศลี และสมั มาวายามะ สมั มาสติ สมั มาสมาธิ อยใู่ นหมวด สมาธิ จึงเปน็ ปญั ญา ศีล สมาธิ แล้วทำ�ไมไตรสิกขาซึ่งย่อจากอริยมรรคเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ในขณะทอี่ รยิ มรรคจรงิ กลบั เป็น ปัญญา ศีล สมาธิ ทีจ่ ริง แลว้ มันกเ็ ปน็ การมองระบบองคร์ วมจากคนละมุมมองเทา่ นัน้ เอง ในไตรสกิ ขา ศีล สมาธิ ปัญญา ในชว่ งวาระแห่งการปฏิบัติ ศลี จะ 28 : รทู้ กุ ข.์ ..รูท้ าง...
มีบทบาทใหญ่ จะออกมาเป็นตัวเด่น แต่ศลี ในบริบทของไตรสกิ ขา นน้ั ต้องมีสมาธแิ ละปญั ญาเกอื้ หนนุ เมื่อสมาธิมีบทบาทใหญ่ เปน็ พระเอกนางเอก ก็ต้องมศี ลี และปัญญาเก้ือหนุนอยเู่ สมอ ส่วน ปญั ญา ก็ตอ้ งมีศลี และสมาธิเก้อื หนนุ มันจงึ แยกออกจากกันไม่ได้ ถา้ จะมองการเรมิ่ ตน้ กอ็ าจจะบอกไดว้ า่ ถา้ เราไมจ่ ดั การกบั วถิ ชี วี ติ กบั ความสมั พนั ธก์ บั คนรอบขา้ ง หรอื กบั โลก ทง้ั ฝา่ ยวตั ถทุ ง้ั ฝ่ายบคุ คล เรากจ็ ะไม่มีฉนั ทะในการฝึกจติ เราจะไม่เคารพนับถอื ตวั เอง จะไมเ่ ปน็ เพอ่ื นกบั ตวั เองจนพอทจ่ี ะยอมลงทนุ เสยี สละเวลา เพอื่ การฝกึ จติ ในระดบั ทสี่ งู ขนึ้ ไป ถา้ เราไมร่ ะมดั ระวงั ในสงิ่ ทที่ �ำ ค�ำ ทพ่ี ดู ใชช้ วี ติ ในดา้ นสงั คมอยา่ งไรป้ ญั ญา กจ็ ะเปน็ การสรา้ งอปุ สรรค ตอ่ ความเจรญิ ในธรรมพรอ้ มๆ กบั ความพยายามจะระงบั อปุ สรรค ทั้งหลายในระหว่างการปฏิบัติ เพราะมันจะชนกันหรือจะดึงเรา ออกไปคนละทิศคนละทางกัน ฉะนน้ั เพ่อื ใหก้ ารปฏิบัตมิ ีความสอดคลอ้ ง มีกำ�ลงั และให้ ไดผ้ ล เราตอ้ งรกั ษาศลี เปน็ พน้ื ฐาน แตถ่ า้ เราไมม่ ปี ญั ญา เรากค็ งไม่ พระอาจารย์ชยสาโร : 29
คดิ ทจ่ี ะรกั ษาศลี เพราะศลี ในความหมายของพทุ ธศาสนาตอ้ งเกดิ จากความสมคั รใจ ถา้ เราไมท่ �ำ บางสง่ิ บางอยา่ ง ไมพ่ ดู บางสง่ิ บาง อยา่ ง เพราะกลวั คนอน่ื ดถู กู ดหู มน่ิ กลวั คนอน่ื วพิ ากษว์ จิ ารณ์ หรอื วา่ เปน็ เหตทุ ต่ี อ้ งรบั โทษหรอื ตดิ คกุ ตดิ ตาราง ถา้ เราไมท่ �ำ ดว้ ยเหตผุ ล เชน่ น้ี มนั กโ็ อเค มนั ดกี วา่ ทจ่ี ะท�ำ แตน่ น่ั ยงั ไมใ่ ชศ่ ลี ในความหมายของ พทุ ธธรรม ซง่ึ เปน็ ศลี ทต่ี อ้ งประกอบดว้ ยปญั ญาทจ่ี ะเหน็ โทษเหน็ ทกุ ข์ ทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ จากการไมร่ กั ษาศลี แตล่ ะขอ้ และเหน็ คณุ เหน็ ประโยชน์ เหน็ อานสิ งสผ์ ลดขี องการรกั ษาศลี แตล่ ะขอ้ เราจงึ ตอ้ งมปี ญั ญา สมั มาทฏิ ฐิ โดยภาพรวมของชีวติ ทา่ นถอื วา่ สง่ิ ท่สี ำ�คัญคอื ทิฏฐิ หรือ สัมมาทิฏฐิ สัมมา แปลว่าสมบรู ณ์ แปลว่าถกู ต้องตรง ตามความเปน็ จริง ทิฏฐิ จะเปน็ ตวั กำ�หนดชวี ติ เพราะ ทฏิ ฐใิ นทนี่ ้ี ขน้ึ อยูก่ บั ความเขา้ ใจว่า ชีวิตมนุษย์คอื อะไร เราเกิดมาเพือ่ อะไร อะไรคอื สิง่ สูงสุด อะไรคือสงิ่ ท่ีเราควรจะไดจ้ ากการเกิดเป็นมนษุ ย์ อะไรคอื สง่ิ สงู อะไรคอื สง่ิ ต�่ำ อะไรคอื ความดี อะไรคอื ความชว่ั อะไร คือความสขุ อะไรคือความทุกข์ ส่งิ เหล่านค้ี ือ ทิฏฐิ ความเห็นซงึ่ 30 : ร้ทู กุ ข์...รทู้ าง...
คนส่วนมากไม่เคยได้คิดอย่างเป็นระบบ คือเรามักรับความคิด ความเช่ือ ค่านิยมต่างๆ จากครอบครัวบ้าง จากวัฒนธรรม ส่ิงแวดลอ้ มบา้ ง จากหนงั สอื บ้าง จากเพ่อื นบ้าง อะไรก็แลว้ แต่ รบั มาโดยไมไ่ ดก้ ลน่ั กรอง แลว้ กม็ กั จะไมไ่ ดส้ งั เกตวา่ คา่ นยิ ม ความ เชอ่ื ถอื หลายอยา่ ง มนั ขดั แยง้ กนั อยใู่ นตวั แตเ่ พราะเราไมเ่ คยไดม้ อง ด้านใน เราจึงไม่รู้สกึ ถงึ ความสบั สนนน้ั คา่ นิยมหรือเป้าหมายชีวิต คือ ความเข้าใจว่า ชีวิตทด่ี ี ชีวติ ทน่ี า่ ชนื่ ชมเป็นอยา่ งไร ความสำ�เรจ็ ในชีวิตควรจะเป็นอยา่ งไร เราควรจะเสยี สละเพอ่ื อะไรบา้ ง หรอื ถา้ จะตอ้ งเลอื กระหวา่ งความ ดีหลายอย่าง เราจะจัดล�ำ ดบั อยา่ งไร บางสิ่งบางอย่างท่เี ราถือวา่ ดี แต่เมื่อถึงเวลาท่ีจะต้องเสียสละหรือจะต้องยอมลำ�บากเพ่ือจะได้ ส่ิงท่ีดนี ัน้ บางทเี รากไ็ ม่มีก�ำ ลงั ใจ เพราะยงั ไมเ่ หน็ ความส�ำ คัญถงึ ขนาดนนั้ ทิฏฐิหรือความคดิ หลักของเราก็คือ ความสะดวกสบาย ส�ำ คัญกว่าคณุ ธรรม เปน็ ตน้ ดังน้ัน พระพทุ ธองค์จงึ ให้เราสรา้ ง สมั มาทฏิ ฐิเปน็ ฐานของการศึกษาและการปฏบิ ตั ธิ รรม พระอาจารย์ชยสาโร : 31
สมั มาทฏิ ฐนิ น้ั แบง่ เปน็ ๒ ระดบั ระดบั โลกยี ห์ รอื ระดบั สามญั กบั ระดับโลกุตตระ ในระดบั โลกตุ ตระ สมั มาทิฏฐเิ ปน็ ไวพจน์ของ การบรรลธุ รรมระดับปญั ญาหรือวปิ ัสสนา รเู้ ห็นธรรม ในกรณีนี้ หมายถงึ รอู้ รยิ สัจ ๔ ตามความเปน็ จรงิ ในระดับสามัญ สัมมาทิฏฐิจะเน้นที่ความเช่ือไว้ก่อน ความเช่อื ดว้ ยเหตผุ ลในกฎแห่งกรรมจะเป็นตัวสำ�คญั อยา่ งทเ่ี รา สรุปงา่ ยทส่ี ุดว่า ท�ำ ดีไดด้ ี ท�ำ ช่ัวได้ชัว่ การท�ำ บุญมจี ริง ผลบญุ มจี รงิ การใหท้ านมีผลจริง การเวยี นวา่ ยตายเกดิ ในวัฏสงสารมีจริง สัตวโ์ อปปาตกิ ะหรือสตั ว์ที่เกดิ ทันทฉี ับพลัน เชน่ เทวดา มจี รงิ และความเชอ่ื ทมี่ ผี ลต่อชวี ิตประจำ�วันมากท่ีสุด คอื บุญคณุ ของ คุณพ่อคุณแม่มีจริง ความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับพ่อแม่เป็นเรื่อง พิเศษ มันไมใ่ ชค่ วามสมั พันธ์โดยบงั เอญิ แตม่ นั เปน็ เรือ่ งละเอยี ด ลึกซ้งึ มาก ฉะนัน้ ความเช่อื ความเขา้ ใจ หรืออย่างน้อยท่ีสดุ การเอาหลกั การเหลา่ นเ้ี ปน็ สมมตุ ฐิ าน หรอื รบั ไวเ้ ปน็ เปา้ หมายเปน็ แผนท่ชี ีวติ เรยี กวา่ เป็นเบ้อื งตน้ ของการเจรญิ ในทางธรรม 32 : รูท้ ุกข.์ ..ร้ทู าง...
เม่อื ตั้งสัมมาทิฏฐไิ ว้แล้ว ก็ย่อมมผี ลต่อความคดิ เกดิ ความ ด�ำ รติ า่ งๆ ความด�ำ รชิ อบหรอื สมั มาสงั กปั โป มลี กั ษณะ ๓ ประเภท ท่ีทา่ นยกเป็นพเิ ศษ คือ เมอ่ื เราเหน็ วา่ ตราบใดท่ีเรายังหลงใหลอยู่ ในความสขุ ทางเนอื้ หนัง จากรูป เสยี ง กล่ิน รส สมั ผสั จติ ใจก็จะ ไมม่ กี �ำ ลงั จะไมม่ ปี ญั ญา และไมม่ คี ณุ สมบตั ทิ จ่ี ะเขา้ ถงึ ความสขุ ทส่ี งู กวา่ ถา้ จติ ใจผกู พนั กบั ความสขุ ทางเนอื้ หนงั ทเ่ี รยี กวา่ กามสขุ ชวี ติ ยอ่ มขน้ึ ๆ ลงๆ และเปน็ ทางไปสคู่ วามเสอ่ื ม เปน็ ทางไปสคู่ วามยดึ มน่ั ถอื มน่ั และเปน็ ทางไปสคู่ วามทจุ รติ เพราะตอ้ งการความสขุ แบบน้ี มาก แต่ไมส่ ามารถไดม้ าอยา่ งซ่อื สตั ย์สุจรติ แตถ่ ้าเราเห็นไดว้ า่ มนั เปน็ ส่ิงทดี่ งึ เราลงไปสูภ่ าวะที่ตกต่ำ� ความคดิ หรือความดำ�ริดว้ ย การเหน็ โทษของความยดึ ตดิ ในกามกจ็ ะท�ำ ใหเ้ กดิ ความคดิ ในทางที่ จะออกจากกาม และเกดิ ความคดิ ทด่ี งี ามทง้ั หลายทไี่ มเ่ กยี่ วพนั กบั ความตอ้ งการในกามสขุ นเ่ี รยี กวา่ เนกขมั มะ คอื เนกขมั มะไมใ่ ชแ่ ค่ การคดิ วา่ ตอ้ งท�ำ อยา่ งไรจงึ จะออกจากกามไดอ้ ยา่ งเดยี ว แตเ่ มอื่ เรา คดิ ในเรอ่ื งการท�ำ ความดี ท�ำ ประโยชน์ หรอื ท�ำ อะไรกแ็ ลว้ แต่ ทไ่ี มม่ ี ความคดิ เรื่องจะได้ จะมี จะเป็น น่ันก็เปน็ เนกขมั มะเช่นกัน พระอาจารย์ชยสาโร : 33
สมั มาสงั กปั โปอกี ประเภท คอื ความคดิ ดว้ ยความหวงั ดี ดว้ ย ความรักที่ไม่มีเง่อื นไข ดว้ ยเมตตา เปน็ ความคิดท่ปี ราศจากความ พยาบาทและความโกรธ ซ่ึงเปน็ ความคดิ ทย่ี ่อมเกดิ ขน้ึ เมอ่ื เรามี สมั มาทฏิ ฐิ เราจะเหน็ ไดว้ า่ สัตว์ทั้งหลายท้ังปวงเกลียดทุกข์ รักสขุ เราเกลยี ดทุกขอ์ ยา่ งไร สตั ว์ทัง้ หลายท้ังปวงก็เกลียดทกุ ข์อยา่ งน้นั เรารักสขุ อยา่ งไร สรรพสตั ว์ทั้งหลายก็เช่นเดยี วกัน ฉะนัน้ เม่ือเป็น เช่นนั้น เราเอาใจเขามาใสใ่ จเราแลว้ เรากม็ ีโอกาสทีจ่ ะสร้างความ สขุ ใหก้ บั คนอน่ื เรากจ็ ะคดิ ในทางทจี่ ะท�ำ ใหค้ นอนื่ เปน็ สขุ แลว้ จติ ก็ จะชอบคิดในทางนี้ ส่วนสมั มาสงั กปั โปประเภทที่สาม คือ จติ ทไ่ี ม่ คดิ ในทางทจี่ ะเบยี ดเบยี นเอารดั เอาเปรยี บ เพราะเราค�ำ นงึ ถงึ ความ ทกุ ขค์ วามล�ำ บากของสรรพสตั วท์ ง้ั หลาย เรากไ็ มต่ อ้ งการใหเ้ ขาทกุ ข์ มากกว่าน้ี ถ้ามีโอกาสที่จะช่วยลดความทุกขข์ องเพ่ือนมนุษย์และ ของสรรพสตั ว์ทัง้ หลายตรงไหนอยา่ งไร เรากจ็ ะคดิ และจะทำ� เพราะฉะน้ัน เมื่อจติ ใจมีสมั มาทิฏฐิเป็นฐานแล้ว กระแส ความคดิ ต่างๆ สิ่งท่ีชอบคดิ ชอบดำ�ริจะเปลย่ี นแปลงตามไปด้วย 34 : ร้ทู กุ ข์...รทู้ าง...
เป็นสัมมาสงั กปั โป ความด�ำ ริชอบ เหมอื นกับทด่ี นิ ท่เี คยแห้งแล้ง ปลูกได้แค่ต้นกระบองเพชรหรืออะไรทำ�นองนั้น แต่เม่ือจิตมัน ชุ่มชื้นแล้ว เราก็สามารถจะปลูกอะไรที่มันงดงาม และสง่ิ ท่ดี ีงาม กจ็ ะข้ึนมาเองด้วยตามธรรมชาติของจิตใจท่ีมีสัมมาทิฏฐิ สรปุ ว่า คา่ นิยม ทฤษฎี หลกั การ อุดมการณ์ ตา่ งๆ ที่เป็นสมั มาทิฏฐจิ ะ มีผลตอ่ กระแสความคดิ เมอ่ื มี ๒ ขอ้ นใ้ี นอรยิ มรรคมอี งค์ ๘ เปน็ หลกั แลว้ ทา่ นจงึ สอน เร่อื งการอยูใ่ นโลกตอ่ อกี ๓ ข้อ คือ สมั มาวาจา สมั มากมั มนั โต ซึ่ง ๒ ข้อนี้ ตรงกับศีลธรรมท่ีเราท่ัวไปรจู้ กั กนั ดี สมั มากมั มันโต สัมมาวาจา คือการฝึกในการมีสติระลึกรู้อยู่ในส่ิงที่ทำ� คำ�ท่ีพูด ผทู้ ม่ี สี ตสิ ามารถบรหิ ารกาย วาจา ภายในกรอบของศลี ธรรมทก่ี ลา่ ว ไว้ในสัมมาวาจาและสัมมากัมมันโต อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ตกหล่น ไม่ตกจากฐาน ไม่สรา้ งบาปกรรมทีห่ นักหน่วงท่ีจะเป็นเหตใุ ห้ตอ้ ง ทุกข์ตอ้ งเดอื ดร้อน ทัง้ ในชาตนิ แ้ี ละในชาติหนา้ และยังเปน็ การ รักษาความสงบเรียบร้อยและสร้างความสมานสามัคคีในสังคม พระอาจารย์ชยสาโร : 35
พระพุทธองคจ์ งึ ตรัสไว้วา่ ผมู้ ีสัมมาวาจา มีสัมมากมั มันโต เปน็ ผทู้ รงศลี เปน็ ผใู้ หม้ หาทาน เพราะสง่ิ ทเ่ี ปน็ เงอ่ื นไขหลกั ของความสขุ ของผทู้ อ่ี ยใู่ นสงั คม ไมว่ า่ สงั คมเลก็ สดุ เชน่ ครอบครวั หรอื สงั คมใหญ่ คอื ความร้สู ึกปลอดภยั ฉะน้ันผทู้ ่ีรกั ษาศีลจงึ เป็นผู้ใหท้ าน คอื ให้ ของขวัญท่ีล้ำ�ค่า ให้ทุกคนที่อยู่รอบข้างรู้ว่าเราเป็นคนที่ไม่เป็น อนั ตรายตอ่ ผใู้ ด เราเปน็ ผทู้ ใ่ี หค้ วามรสู้ กึ ปลอดภยั แกผ่ อู้ น่ื อยตู่ ลอด เวลา แต่ศีลธรรมไม่ได้จบอยู่ที่ศีล ๕ หรือ สัมมากัมมันโต สมั มาวาจา อย่างเดียว เรายังจะต้องให้ความสำ�คญั กบั เรอ่ื งอาชีพ การงาน ให้เป็นอาชีพท่ีไม่เป็นโทษต่อมนุษย์และต่อสรรพสัตว์ ทั้งหลาย ไม่เกย่ี วขอ้ งกบั การคา้ มนษุ ย์ ไม่เก่ยี วขอ้ งกับการค้าสัตว์ ไมม่ กี ารท�ำ รา้ ยชวี ติ สตั ว์ ไมเ่ ปน็ การท�ำ งานในทางทจ่ี ะท�ำ ลายสง่ิ ดงี าม ในสงั คม มคี วามถกู ตอ้ งทง้ั ในเรอ่ื งมนษุ ยแ์ ละในเรอ่ื งวตั ถสุ ง่ิ ของ ความถูกต้องในเรือ่ งมนุษย์ คอื ถ้าเราเปน็ เจ้าของธุรกิจหรือ มตี �ำ แหนง่ เปน็ หวั หนา้ เรากป็ ฏบิ ตั ติ อ่ ลกู นอ้ งดว้ ยความยตุ ธิ รรม คอื 36 : ร้ทู กุ ข.์ ..รทู้ าง...
ไมใ่ หง้ านหนกั จนเกนิ ไป ใหเ้ งินเดือนทเี่ หมาะสม ทไี่ มต่ �ำ่ จนเกินไป ชว่ ยเรอื่ งสวสั ดกิ ารสงั คมทเี่ หมาะสม คอื มคี วามหวงั ดี มกี ารปฏบิ ตั ิ ในทางท่ีถูกต้องดีงามต่อลกู นอ้ ง ถ้าเราเปน็ ลกู นอ้ ง ก็ตอ้ งทำ�งาน ด้วยความขยันหม่ันเพียร ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ด้วยความ ต้งั อกตงั้ ใจทจ่ี ะพฒั นาความสามารถในการทำ�งานให้ดยี ่งิ ๆ ขึ้นไป สว่ นในเรอ่ื งวัตถุ กเ็ นน้ ทกี่ ารไม่ผลิตส่งิ ทเ่ี ป็นโทษต่อสงั คม ไม่ทำ�อะไรที่มีส่วนในการทำ�ลายธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เป็นต้น คอื ตอ้ งมองการประกอบอาชีพของเราในแงม่ มุ ตา่ งๆ พยายาม ให้มโี ทษตอ่ สงั คมใหน้ ้อยทีส่ ดุ ถ้าจะบอกวา่ ไม่มีโทษเสียเลยไมไ่ ด้ กใ็ หม้ นั นอ้ ยทีส่ ดุ แลว้ ใหม้ คี ุณให้มปี ระโยชน์ตอ่ สงั คมให้มากที่สุด น่เี รยี กวา่ สัมมาอาชีโวหรอื สัมมาอาชีพ เป็นงานท่เี ราภาคภูมิใจได้ ว่าเปน็ สว่ นหนง่ึ ของมรรค ในภาคของสมาธิ สัมมาวายามะ ที่อาตมาพูดอยู่เสมอว่า เป็นสะพานระหว่างการปฏิบัติในรูปแบบ เช่น การนั่งสมาธิเดนิ จงกรม กบั ชีวติ ประจ�ำ วัน เพราะไมว่ า่ เราจะอยทู่ ีไ่ หนอยอู่ ยา่ งไร พระอาจารย์ชยสาโร : 37
ท่านให้มีความเพียรสมำ�่ เสมอต่อเน่อื ง ไม่ผูกพันอย่กู ับอิริยาบถใด อิริยาบถหน่ึง ให้มีความเพียรพยายามท่ีจะป้องกันกิเลสท่ียังไม่ เกิดไมใ่ หเ้ กิดขนึ้ ได้ ตอ้ งวางใจอยา่ งไร ตอ้ งคดิ อยา่ งไร ต้องท�ำ อย่างไร เราจึงจะปลอดภัยจากกิเลส นี่ก็คอื ความเพียรอยา่ งหนึ่ง และเมอื่ กเิ ลสเกดิ ขน้ึ แลว้ ตอ้ งมคี วามเพยี รทจ่ี ะระงบั และปลอ่ ยวาง กเิ ลสเหลา่ นน้ั สงิ่ ดงี ามอะไรบา้ งทย่ี งั ไมป่ รากฏในจติ ใจ ท�ำ อยา่ งไร คดิ อยา่ งไร ภาวนาอยา่ งไร คณุ ธรรมเหลา่ นน้ั จงึ จะเกดิ ขนึ้ ได้ เพราะ ไม่มีคุณธรรมข้อไหนท่จี ะเกิดในจิตใจของเราไม่ได้ ถา้ เราสรา้ งเหตุ สร้างปัจจัยให้ถกู ตอ้ ง ให้ถงึ พร้อม และเมื่อส่งิ ดงี ามเกดิ ขน้ึ แลว้ อย่าเพิ่งประมาทว่าได้แล้วๆ ถ้าเราไม่รักษา ไม่ฉลาดในการดูแล ไม่เพียรพยายามอนุรักษ์ สิ่งดีๆ นั้นก็เสื่อมได้ เราต้องพยายาม ทำ�ใหม้ นั ดยี งิ่ ๆ ขึน้ ไป นคี่ ือ สัมมาวายามะ สัมมาสติ คือมีความระลึกรู้ในสติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ ๑. การระลึกรู้อยู่ในกาย คือรู้ภาวะของกายในปัจจุบัน เมื่อกิเลส จะเกดิ ขนึ้ กเิ ลสแตล่ ะตวั มกั จะมอี าการทางกายเกดิ พรอ้ มกบั อาการ 38 : รทู้ กุ ข.์ ..รู้ทาง...
ทางใจ ถา้ เราเฝ้าสงั เกตความแปรปรวนหรือความผิดปกตขิ องกาย เมือ่ เรม่ิ จะโกรธ เริ่มจะอจิ ฉา เริ่มจะนนั่ เร่ิมจะนี่ ถา้ เราสามารถ จบั อาการทางกายไดก้ อ่ น เราจะสามารถระงบั อารมณไ์ ดง้ า่ ย รกู้ าย รใู้ จ สงั เกตความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งกายกบั ใจ เหน็ กายวา่ สกั แตว่ า่ กาย สกั แตว่ า่ อาการของธรรมชาติ และในเวลาอนั สมควร กใ็ หเ้ ราฝกึ แยก กายออกเปน็ อาการ ๓๒ บา้ ง ออกเปน็ ธาตุ ๔ บา้ ง ใหด้ กู ายในหลาย แงห่ ลายมมุ เพอ่ื จะถอดถอนความหลงใหลในกาย และ ความทกุ ข์ เร่ืองกาย ถา้ เรารู้สึกเศรา้ หรอื เสยี ใจทเี่ ห็นตวั เองแกล่ งทุกวัน แสดง วา่ เรายงั หลงและขาดสตใิ นเรอ่ื งของกาย ๒. การระลกึ รใู้ นเวทนาซ่งึ เป็นเรื่องทางใจ ดูง่ายทีส่ ุดเพราะ มีแค่ ๓ คือ ทุกข์ สขุ และ เฉยๆ สขุ กร็ ู้ว่าสขุ ทกุ ขก์ ร็ วู้ า่ ทกุ ข์ สุขเวทนา ทุกขเวทนา ให้เรารู้ ใหเ้ ราสังเกตอยใู่ นปัจจบุ นั เวทนา อีกตวั ที่ส�ำ คัญแต่คนเรามักจะมองข้ามอยู่เสมอ คือ ไมท่ ุกขไ์ มส่ ขุ เรามักจะรสู้ ึกว่าสง่ิ นไี้ ม่มีความหมายเลย เชน่ คนทภ่ี าวนา มักจะ เร่ิมต้นด้วยทุกขเวทนา ผ่านทุกขเวทนาได้แล้วจึงไปถึงสุขเวทนา พระอาจารย์ชยสาโร : 39
ทนี ้ีเม่อื ผา่ นสขุ เวทนาไปแลว้ ก็จะเปน็ อทกุ ขมสุขเวทนา หลายคน จะเกดิ ลงั เลสงสยั วา่ ภาวนาแลว้ รสู้ กึ เฉย แลว้ จะตอ้ งท�ำ อยา่ งไรตอ่ ราวกบั วา่ ความเฉยนน้ั ไมใ่ ชอ่ ะไร ไมใ่ ชผ่ ลอยา่ งหนง่ึ ของการภาวนา ทา่ นใหเ้ รารู้ ทุกข์ก็รู้วา่ ทกุ ข์ สขุ กร็ ู้ว่าสขุ ภาวะเฉยกร็ ้วู า่ เฉย อยา่ ไป ยดึ มน่ั ถอื มนั่ เรามกั หลงวา่ ความเฉยคอื ทางตนั หรอื แปลวา่ ท�ำ ผดิ จึงจะต้องหาทางทำ�อะไรสักอย่าง ความผิดพลาดในชีวิตมักจะ เกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึกไม่ทุกข์ไม่สุข เพราะจิตจะหลับ จิตจะหลง ง่ายที่สุด จะประมาท เพราะไม่มีความรู้สึกที่ถูกกระตุ้นด้วยสุข หรือทุกข์ ๓. การระลึกรใู้ นเรือ่ งจิต เพราะจิตเปน็ กระแส ก็ใหร้ ้สู ภาวะ จิตและอาการต่างๆ ของจติ ๔. การระลึกรู้ในเรื่องธรรม เป็นเรื่องสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ธรรมนจ่ี ะเนน้ ในธรรมชาติ ผา่ นภาษา ผา่ นสมมตุ ิ หรอื ผา่ นค�ำ สอน ของพระพุทธเจา้ นค่ี อื การเหน็ ธรรม 40 : รู้ทกุ ข.์ ..รทู้ าง...
ในระหวา่ งการภาวนา ควรเน้นในการระลึกรู้เรื่อง นิวรณ์ ๕ ข้อ กบั โพชฌงค์ ๗ ขอ้ ให้รู้ว่ามหี รอื ไม่มี ร้จู กั วธิ แี กน้ วิ รณ์ รูจ้ กั วธิ ปี ลกู ฝงั พฒั นาโพชฌงค์ แตเ่ รอื่ งของการดอู าการของจติ หรอื การ ดสู งิ่ ทเี่ กดิ ขนึ้ ในจติ หรอื ดธู รรมชาตใิ นแงท่ เี่ ปน็ ธรรม บางทเี รากแ็ ยก ออกจากกนั ยาก ทา่ นอปุ มาเหมอื นลงิ ทว่ี ง่ิ และกระโดดไปมาอยบู่ น ตน้ ไม้ เราดวู า่ ตอนนลี้ งิ อยบู่ นตน้ ไมต้ รงนนั้ สมมตุ วิ า่ อยบู่ นตน้ มะคา่ แล้วมันกก็ ระโดดไปทต่ี ้นยาง กร็ ู้ว่าตอนนี้ลิงอยูบ่ นต้นยาง ตอนน้ี อยบู่ นตน้ กลว้ ย ต้นอะไรๆ ก็รู้ อันนีค้ ือการดูธรรม แต่ถา้ ดตู ัวลิงท่ี วงิ่ ไปกระโดดมา นัน่ เรียกว่าดตู วั จิต อกี อปุ มาหนง่ึ ซงึ่ เปน็ ของอาตมาเอง สมมตุ วิ า่ คนเลน่ เปยี โน ก�ำ ลงั เลน่ เพลงคลาสสกิ ในการดีดเปยี โน ผ้เู ลน่ จะตอ้ งมีสติร้วู า่ ใน เวลานัน้ ๆ เขาจะตอ้ งท�ำ ให้เกิดเสียงอย่างไร จะชา้ จะเรว็ จะเบา จะดงั อย่างไร ถา้ เล่น Allegro เสยี งกจ็ ะต้องสัน้ และเร็ว นี่คือ คณุ สมบตั ขิ องเสยี งตา่ งๆ แลว้ เขากจ็ ะรสู้ กึ ตอ่ เสยี งของเครอ่ื งดนตรี ดว้ ย ฉะนน้ั การระลึกรูต้ อ่ คณุ สมบตั ขิ องเสียง ของความเพราะ พระอาจารย์ชยสาโร : 41
ความไม่เพราะ หรือความเรว็ ความชา้ ความดงั ความเบา ความ อะไรตอ่ อะไร อันนีก้ ็คล้ายกบั การรู้อาการของจิต แต่ถ้าดู Score หรอื ดู Note โอ้...น่ี Note B นี่ D น่ี G แบบน้ีคือดูธรรม แล้ว ถ้ากดผดิ คียห์ รือเล่นผดิ เรากร็ วู้ ่าเสียงน้ีไมถ่ ูก ควรจะเปน็ เสยี งนัน้ นคี่ ือการมีสติกับธรรม นี่เป็นการเปรียบเทียบจิตกับธรรมอย่างท่ี ไมเ่ คยมมี ากอ่ น อาตมาเพิง่ คดิ ตอนนเ้ี อง ถือเป็นการฉลองวนั เกิด ของผทู้ ช่ี อบดนตรี สัมมาสมาธิ ท่านบัญญตั ิไว้ในพระไตรปฎิ กหลายแห่ง ไมว่ า่ จะพบตรงไหนกต็ รงกนั หมด ค�ำ นยิ ามของสมั มาสมาธไิ มเ่ คยเปลยี่ น ไดแ้ ก่ ฌาน ๔ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตตุ ถฌาน ฌาน ๔ คือ จติ รวมเป็นสมาธิเพราะสติตอ่ เนื่อง พ้นจากนิวรณ์ พน้ จาก ความผกู พนั กบั กามและอกศุ ลธรรมทงั้ หลาย จติ ทร่ี วมเปน็ สมาธนิ นั้ ในเบื้องตน้ มอี งคป์ ระกอบ ๕ ขอ้ ไดแ้ ก่ วิตก คอื จติ อยู่กบั อารมณ์ กรรมฐาน วิจาร คอื เมอื่ เราอยู่กบั ส่งิ ใดสง่ิ หนง่ึ เราก็ต้องรับขอ้ มลู จากสิง่ นนั้ ฉะนน้ั การท่ีจติ จดจ่ออยกู่ ับสิง่ ใดสง่ิ หน่ึง นน่ั เป็นวิตก 42 : รูท้ ุกข.์ ..รทู้ าง...
Search