Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เอกสารประกอบการเรียน Eng ม.ปลาบ

เอกสารประกอบการเรียน Eng ม.ปลาบ

Published by ary.thip, 2023-07-15 16:57:03

Description: เอกสารประกอบการเรียน Eng ม.ปลาบ

Keywords: อังกฤษ

Search

Read the Text Version

ใบความร้ทู ี่ 1 การทกั ทาย (Greeting) ☺Dialogue 1 (บทสนทนา 1) ☺ ใชกับคนทีค่ ุนเคย A : Hi/Hello, B. สวัสดบี ี B : Hi/Hello, A. How are you? สวสั ดเี อ สบายดีไหม A : Fine, thanks. And you? สบายดีขอบคุณ แลวเธอละ่ B : Very well, thank you. สบายดขี อบคุณ ☺ Dialogue 2 (บทสนทนา 2) ☺ ใชทกั ทายกับคนทวั่ ไป Nit : Good morning, Pim. สวสั ดีพมิ Pim : Good morning, Nit. How’s everything? สวัสดีนดิ เป็นยงั ไงบา้ ง Nit : Great , thanks. And you? สบายดีขอบคุณ แลวเธอละ่ Pim : Pretty good, thank you. สบายดขี อบคุณ ☺ Dialogue 3 (บทสนทนา 3) ☺ ใชทักทายกับคนทรี่ ูจกั กนั มากอน Pam : Good afternoon, Joy. Long time no see. สวัสดจี อย ไมไดเจอกัน ตัง้ นาน How are you going? สบายดไี หม Joy : So So, thanks. And you? ก็อยางนน้ั แหละ แลวเธอล่ะ Pam : I’m not O.K. I have a cold. ฉันไมคอยสบาย เปนไขหวัด Joy : Sorry to hear that. เสียใจดวยนะ Get well soon. หายไวๆนะ

2 Greeting ทักทาย Responding ตอบรบั Hello Hello Hi Hi Good morning Good morning Good afternoon Good afternoon Good evening Good evening How are you? I’m fine, thank you. เปนอยา่ งไรบ้างครับ/ค่ะ สบายดี, ขอบคุณ How are things? I’m quite well, thanks. เปนอยางไรบางครบั /ค่ะ สบายดี, ขอบคุณ How’s everything? So-So, thanks เปนอย่างไรบ้างครับ/คะ่ สบายดี, ขอบคุณ How have you been? Great, thanks เปนอย่างไรบา้ งครับ/ค่ะ สบายดี, ขอบคุณ How are you doing? Pretty good, thank you. เปนอยา่ งไรบา้ งครับ/ค่ะ สบายดี , ขอบคุณ Long time no see… I’m very well thanks. ไมไดเจอกนั นาน สบายดี , ขอบคณุ How are you keeping? I’m not very well. I have a cold. เปนอยา่ งไรบ้างครับ/ค่ะ ไมคอยสบายเปนหวัด How are you going? I’m not fine. I have a fever. เปนอยา่ งไรบ้างครบั /คะ่ ไมคอยสบายเปนไข Sorry to hear that. I’m not O.K. / not good. เสียใจดวยท่ีได้ยนิ เชนนน้ั ไมคอยสบาย Get well soon. I have a headache. หายเร็วๆ นะ ปวดหัว And you? I’m fine, too. Thank you. แลวคุณละ ฉันกส็ บายดี ขอบคุณ What about you? แลวคุณละ

3 ใบความรู้ท่ี 2 การแนะนำตัวเอง (Introducing) การแนะนําตนเอง อาจจะเริ่มจากการทกั ทายแนะนําตนเองเม่อื รูจักกนั ครั้งแรก เชน การกลาวสวัสดี อีกสาํ นวนหนึง่ ท่ีนิยมใชกนั คอื “How do you do?” การตอบรับกจ็ ะตอบรับเชนเดยี วกนั วา“How do you do?” การ แนะนําตนเอง (เพิม่ เตมิ ) การแนะนาํ ผูอ่ืน (Introducing others) การแนะนําตนเอง การแนะนาํ ใหรจู ักกบั ผูอื่น การตอบรับ การกลาวลา (เปนทางการ) Good bye (กดู บาย) How do you do? Mr/Mrs/Miss.…(Name), How do you do? It’s a pleasure to (ฮาว ดู ยู ดู) สวัสดี have met you. My name is …………... May I introduce.....…, Please to meet you (อทิ ส อะ เพลเชอร (มาย เนม อิส...............) ทู แฮฟว เม็ท ยู) ฉนั ชอ่ื ...................... Mr/Mrs/Miss… Mr/Mrs/Miss……………. ลากอน ยนิ ดที ไ่ี ดรูจกั คุณ/ทาน Hello ……………… ชื่อ/นามสกลุ .......... (พลีสด ทู มีท ยู (สวสั ดีคะ/ครบั ) Good bye nice to (เฮลโล .......ชอื่ ........ มสิ เตอร/มิสซิส/มสิ ...... มิสเตอร/มสิ ซิส/มสิ have met you I’m ..(บอกตาํ แหนง (ไนซ ทู แฮฟว เม็ท ยู) หรือ ชอ่ื หรอื อาชพี (ชื่อ) ผม/ดิฉัน ขอแนะนํา ........................) Bye (ไมเปนทางการ) คุณ......ชื่อ/นามสกลุ ยนิ ดที ไ่ี ดรูจักคณุ /ทาน It was nice to (Name)…………... meet you บอกช่อื ตนเอง (Name) ชอื่ ผูทจ่ี ะแนะนํา Pleased to meet (บาย อิท’ส วอซ ไนซ .............................. อกี ผูหน่งึ ใหรูจกั you………… ทู มที ยู) I’d like you to (ยินดที ไี่ ดรูจักคุณ) ลากอนครับ/คะ ยินดี meet……..,our..(บอก ท่ีไดรูจกั ตาํ แหนง/อาชีพ) ช่ือ...., Hi, ………………………… this is ..(ชื่อท่แี นะนาํ ) (เอยช่ือผูทแ่ี นะนําให (ไอ ไลค ยู ทู มที ....) รูจกั )................... How are you? เอยช่ือผูที่จะแนะนาํ ................................... Meet (มที ) .....(เอยชอื่ ผู ท่จี ะใหรูจัก) This is……. (บอกชื่อผูท่จี ะแนะนํา) (ดีส อิส.........................)

4 การแนะนําตนเองเกี่ยวกับอาชพี , เมอื ง/ประเทศ สญั ชาติ/เช้อื ชาติ สาํ นวนตาง ๆ ในการแนะนาํ ตนเอง ตวั อยางประโยค/สาํ นวนทีใ่ ชโดยทวั่ ไป อาชพี เมอื ง/ประเทศ สญั ชาติ/เช้อื ชาติ ตัวอยางประโยค/สาํ นวนทใี่ ชโดยทั่วไป I am Thai (คนไทย) I am American (ชาวอเมริกนั ) • I am……(nationality) I am Australian (ชาวออสเตรเลยี ) ไอ แอม ................(แนชชน่ั แนลลทิ ิ) ผม/ดิฉัน เปนชาว ......................(เชอื้ ชาติ) I come from England (อิงแลนด) I am Thai (คนไทย) I come from Venezuela (เวเนซูเอลลา) I am American (ชาวอเมริกนั ) I come from Taiwan (ไทวนั ) I am Australian (ชาวออสเตรเลยี ) I am a teacher (ทชี เชอร) (ครู) • I come from/I am I am a carpenter (คารเพนเตอร) (ชางไม) from………(city/country) I am a policeman (โพลสิ แมน) (ตํารวจ) ไอ คัม ฟรอม/ไอ แอม ฟรอม (ซทิ ิ/คนั ทริ) I am a doctor (ดอกเตอร) (หมอ) ผม/ดิฉนั มาจากเมอื ง/ประเทศ • I am a ……............(career) ไอ แอม เอ (แคเรีย) ผม/ดิฉนั เปน.............................(อาชีพ

5 ใบความรู้ท่ี 3 การกลา่ วลา (Goodbye) ☺ Dialogue 1 (บทสนทนา 1) Nida : Hello, Vipa. สวสั ดวี ภิ า Vipa : Hello, Nida. How are you? สวัสดนี ิดา สบายดไี หม Nida : Fine thanks, and you? สบายดีขอบคุณ แลวเธอละ Vipa : Very well, thank you. สบายดีขอบคุณ Nida : I must go now. Bye-bye. ฉันต้องไปแลว ลากอน Vipa : Bye - bye. See you later. ลากอน แลวพบกันใหม ☺ Dialogue 2 (บทสนทนา2) Ploy : Good morning, Wichai. How are you ? สวสั ดีวชิ ัย สบายดีไหม Wichai : Good morning, Ploy. I’m O.K. Thanks, and you ? สวสั ดพี ลอย ผมสบายดีขอบคณุ แลวคุณละ Ploy : Pretty good. Thank you. สบายดขี อบคุณคะ Wichai : Well ! I must be going now. It‘s nice meeting you, Wichai. ฉันต้องไปแลวคะ ยินดิทไี่ ดพบคณุ คะ คุณวิชยั Ploy : Nice meeting you. Goodbye. ยินดีที่ไดพบคณุ ลากอน Wichai : Bye - bye. Best of luck. ลากอน ขอใหโชคดี

6 Leave taking Responding Goodbye. Goodbye. ลากอน ลากอน Goodnight. Goodnight. ราตรีสวสั ด์ิ ราตรีสวัสดิ์ Bye - bye. Bye. ลากอน ลากอน See you later. See you . แลวพบกันใหม แลวพบกนั ใหม See you again. See you tomorrow. พบกนั อีกครั้ง พบกันพรงุ นี้ So long. So long. ลากอน ลากอน See you soon. See you soon. พบกันเรว็ ๆนี้ พบกนั เรว็ ๆนี้ การลาจากตามสถานการณ์ 1. ถาผูทจ่ี ากไป จะไปงานเลีย้ ง ไปดูหนัง หรือไปเที่ยว ควรพูดตอนจากกันวา - Have a good time. ขอใหมเี วลาสนกุ - Have fun. ขอใหสนกุ - Enjoy yourself. ขอใหสนกุ - Have a good trip. ขอใหเทย่ี วใหสนุก 2. ถาผูท่จี ะจากไป กาํ ลังจะไปสอบ ไปเสยี่ งโชค ควรพูดวา - Good luck. ขอใหโชคดี - Lots of luck. ขอใหโชคดีมาก ๆ - Best of luck. ขอใหโชคดี - All the best. ขอใหโชคดี 3. ถาคูสนทนาบอกวาไมคอยสบาย ตอนจากกนั ควรพดู วา - Take care of yourself. ระวังสุขภาพของคุณดวย - Take good care of yourself. ระวงั สขุ ภาพของคุณใหดดี วย

7 4. เวลาจากกัน ถาตองรบี ไปเพราะมีธรุ ะอื่นอกี และจาํ เป็นต้องหยุดการสนทนากอน กลาวคําวา Goodbye ควรพดู ออกตัววา - I must be going now. ฉันจะตองรบี ไปตอนนี้ - I’m afraid I’ve got to go. ฉนั เกรงวาฉนั ต้องไปแลว - It’s time to say goodbye. ถึงเวลาที่จะตองกลาวลาแลว - I must be leaving now. ฉนั เหน็ จะต้องไปแลว คสู นทนาควรพดู วา - Oh, so soon. โอ้ชางเร็วเหลือเกิน - Go ahead. เชิญตามสบาย - Oh, really? จรงิ หรือ - Don’t let me keep you. อยาใหฉันกกั ตวั คุณไวเลย 5. ในกรณที ไ่ี ดรบั เชิญไปท่ีบานหรอื ไปเปนแขกในงานตางๆ กอนกลับควรกลาวคําวา - I’ve had a good time. ฉันสนกุ มาก - I’ve had a wonderful time. ฉันมเี วลาทว่ี ิเศษมากจริงๆ เลย - I enjoyed it very much. ฉันชอบมันมากเลย - I enjoyed every minute with you. ฉนั ไดรับความเพลิดเพลินทกุ นาทีทไ่ี ดอยูกับคุณ - It has been a real pleasure. ฉันไดรับความสนกุ สนานจรงิ ๆ - It was a wonderful party. มนั เปนงานเลีย้ งท่ียอดเยม่ี มาก - Thank you very much for everything. ขอบคณุ มากๆ สําหรับทกุ ส่ิง คสู นทนา (เจาภาพ) จะตอบวา - We enjoyed having you. พวกเราดีใจที่คุณมาได - Please come again . โปรดมาอีกนะ - It’s glad you could come . ดีใจท่ีคุณมาได - Thank you for coming. ขอบคุณที่มา

8 ใบความรู้ท่ี 4 การขอบคุณ (Thank you) Dialogue 1 (บทสนทนา 1) Rose : Thank you for your flowers , Joe. ขอบคุณสําหรับดอกไมของเธอนะโจ Joe : You’re welcome. ไมเปนไรครับ Dialogue 2 (บทสนทนา 2) Piti : Can I borrow your digital camera ? ฉันขอยมื กลองถายรปู ไดไหม Yam : Sure. Here you are. ไดคะ่ .นี่ไง Piti : Thanks a lot. ขอบคณุ มาก Yam : Not at all. ไมเปนไรคะ Dialogue 3 (บทสนทนา3 ) Somchai : Would you like me to help you with your suitcase ? คุณตองการใหฉนั ช่วยจัดการเร่ืองกระเป๋าเดินทางรเึ ปล่าครบั Cheng : Oh ! Thank you for your kindness. It’s quite heavy. โอ ! ขอบคุณมากครบั กับความมีนำ้ ใจของคุณ มันคอนขางหนัก Somchai : No problem. ไมมีปญหาครับ

9 สํานวนทีใ่ ชในการกลาวคําขอบคณุ Expressing thanks Responses Thank you. You’re welcome. ขอบคุณ ไมเปนไร Thank you very much. Not at all. ขอบคุณมาก ไมเปนไร Thanks. Don’t mention it. ขอบคณุ มาก ไมเปนไร Thanks a lot. My pleasure./ With pleasure. ขอบคณุ มาก ดวยความยนิ ดี Thanks very much. Don’t worry about it. ขอบคณุ มาก อยากงั วล Many thanks. No problem. ขอบคุณมาก ไมมปี ญหา Thanks very much. That’s all right. ขอบคณุ มาก ไมเปนไร Thank you for your kindness. That’s O.K. ขอบคณุ สาํ หรบั ความกรณุ า ไมเปนไร Thank you for your help. ขอบคุณสาํ หรบั ความช่วยเหลอื Thanks for everything. ขอบคุณสําหรับทุกสงิ่ Thank you for cheering me up. ขอบคุณสาํ หรบั กาํ ลงั ใจ I do appreciate your kindness. ฉนั ซาบซง้ึ ใจในความกรุณาของคณุ

10 ใบความรูท้ ี่ 5 การขอรอ้ ง (Request) การขอร้องมวี ธิ ีการ ดังน้ี ตอบรับ ตอบปฏิเสธ 1. ประโยคตอ่ ไปนี้ Yes, I do No, I don't Yes, I would. No, I wouldn't Do you mind + V. ing หรือ O.K., All right. หรือ Of course not Would you mind + V. ing ตอบปฏิเสธ ประโยค I'm afraid I’m sorry + I can't Do you mind closing the window? No, I can't Would you mind opening the window? 2. ใช้ can will Could + you ......? Would ประโยค ตอบรบั Can you lend me fifty dollars? Will you help me solve this problem? Sure Could you give me 200 baht? Certainly Would do you me a favour? Yes, of course. Would you please advise me about All right. something? With pleasure. Would you pass the sugar, please? Please open the window, will you? Put a little sugar in my coffee, please.

11 การพูดขอรอ้ งในทำนองอนุญาต มีดังน้ี การตอบอนญุ าต การตอบไม่อนญุ าต 1. การใช้ Yes, I do. ประโยค Yes, I would. No, of course not. No, please do. Do you mind if ......? No, go ahead. Would you mind if ......? Do you mind if I smoke? การตอบรบั การตอบปฎเิ สธ Would you mind if......? Yes, of course. I' m sorry. All right. I, m afraid not. 2. ใช้ May Certainly. Can + I ......? Could ประโยค May I use your telephone? Can I borrow your pen? Could I turn on the radio?

12 ใบความรทู้ ี่ 6 การถามทศิ ทาง (Asking for Direction) การถามเก่ยี วกับทิศทาง (Asking the Direction) สำนวนการถามทิศทางท่นี ยิ มใช้ดังน้ี Excuse me. Can you tell me how to get to ..... , please? Could you tell me the way to ..... , please? Excuse me. Can / Could you give me direction to ..... , please? Can / Could you tell me where ... is? Can / Could you direct me to ..... , please? Excuse me. I'm looking for ..... ? ในกรณที ีผ่ ถู้ ามต้องการเพื่อใหแ้ นใ่ จว่ากำลังเดนิ ไปตามทิศทางทถี่ ูกกใ็ ช้ Is this the way to ..... ? ส่วนการบอก ทิศทางนน้ั ก็มีหลายวิธี เชน่ ประโยค การแตง่ ประโยค 1. บอกระยะทางว่า....อยูห่ า่ งแคไ่ หน It's about a mile from here. It's about 200 metres from here. 2. บอกเสน้ ทางโดยใช้รถประจำทาง Take a number21 bus. That will take you past and then you get off at ..... สำนวนท่ีนา่ สนใจเกย่ี วกบั การใชร้ ถประจำทาง เช่น ข้ึนรถ = take / catch / get on ลงรถ = get off เบอร์รถ = bus number ..... / a number ..... bus ปา้ ยรถเมล์ = bus stop รถแล่นผา่ นอะไรบ้าง = It will take you past ..... คา่ โดยสาร = fare 3. บอกเส้นทางโดยให้เดนิ ไป Go straight ahead untill you come to the traffic lights, then turn right. - It's about a ten - minute walk. สำนวนท่นี า่ สนใจเกีย่ วกับการบอกทิศทาง เชน่ บอกจดุ เริ่มต้น = When you go out of .... = Start from ..... เล้ียวซ้ายเลี้ยวขวา = Turn left / turn right at the next corner. ข้ามถนน= Cross over Orange Road.

4. บอกเสน้ ทางโดยใชร้ ถแท๊กซ่ี 13 เดินตรงไป = Go straight. Go straight ahead. Keep going straight. Go on. Walk along the road. เดินผ่าน = Walk past / Go past ทางแยก = Intersection / Crossroads สุดถนน = at the end of the road กอ่ นถงึ = just before You can catch a taxi. It'll take you there in 10 minutes. It's a ten - minute ride.

14 ใบความรทู้ ี่ 7 การขอและให้คำแนะนำปรึกษา (Asking and Giving Advice) ในการขอคำแนะนำ (Asking for advice) สามารถพูดไดว้ ่า ประโยค การแต่งประโยค What should I do? ฉันควรทำอะไร What do you think I should do? คุณคิดว่าฉนั ควรทำอะไร What do you recommend? คณุ จะแนะนำอะไร What do you suggest? คณุ จะแนะนำอะไร What would you do in this case? คุณจะทำอะไรในกรณีน้ีคู่สนทนาอาจใหค้ ำแนะนำโดยพดู ไดด้ งั นี้ You should… คณุ ควรจะ You ought to… คณุ นา่ จะ You’d better (had better)… คุณควรจะ Why don’t you…? ทำไมคณุ ถึงไม่ I think you should/ shouldn’t… ฉนั คดิ วา่ คุณควรจะ/ไม่ควรจะ I recommend… ฉันแนะนำ I suggest… ฉนั แนะนำ If I were you, I would… ถ้าฉนั เป็นคุณ ฉันจะ ตัวอย่างท่ี 1 ประโยค ความหมาย A: I have a stomachache. What do you think I ฉันปวดท้อง คณุ คิดวา่ ฉนั ควรทำอย่างไร should do? B: I think you should take a medicine and have ฉันคดิ วา่ คณุ ควรทานยาและพกั ผอ่ น a rest. ตัวอยา่ งที่ 2 ความหมาย ประโยค คอมพวิ เตอร์ของฉนั ใชง้ านไมไ่ ด้ คุณจะแนะนำอะไรได้ บ้าง A: My computer isn’t working. What do you recommend? ฉนั แนะนำให้สง่ มนั ไปซ่อมทศี่ ูนย์บรกิ าร B: I recommend sending it to the service center.

ตวั อยา่ งท่ี 3 15 ประโยค ความหมาย วันน้ีมงี านทำเยอะมาก ถา้ เปน็ คุณ คุณจะทำอะไรใน A: I have much work today. What would you กรณอี ยา่ งนี้ do in this case? ถา้ ฉนั เป็นคณุ ฉันจะหาใครซกั คนเข้ามาช่วยเหลือ B: If I were you, I would find someone for help. ™ ตวั อย่างที่ 4 ความหมาย ประโยค ฉันไดร้ ับสนิ คา้ ทสี่ ่งมาผดิ ฉันควรจะทำอะไร A: I received the wrong order. What should I ทำไมคณุ ไมโ่ ทรศัพท์หาผขู้ าย do? B: Why don’t you call the seller? ตวั อยา่ งท่ี 5 ความหมาย ประโยค ฉันตกงาน คุณจะแนะนำอะไรฉันได้บ้าง ฉันแนะนำใหค้ น้ หางานใหม่จากอนิ เตอร์เน็ต A: I’ve lost my job. What do you suggest? B: I suggest searching for a new job on the internet. ตวั อย่างที่ 6 ความหมาย เครอ่ื งโทรสารใชก้ ารไม่ได้ ฉันควรจะทำอะไรได้บ้าง ประโยค คณุ ควรจะส่งมนั ไปยังแผนกซอ่ มบำรุง A: The fax machine is out of order. What should I do? Á B: You’d better send it to the maintenance department. ตวั อย่างที่ 7 ความหมาย วนั น้ีฉนั ไปทำงานสาย คุณจะแนะนำอะไรได้บ้าง ประโยค คุณนา่ จะโทรไปแจ้งผูจ้ ัดการให้ทราบเกย่ี วกับปญั หาน้ี A: I’m late to work today. What do you recommend? B: You ought to call the manager to let him know about the problem.

16 ใบความรทู้ ่ี 8 เร่ือง การอ่านกราฟ Graphs กราฟเปน็ รูปแบบที่แสดงให้เห็นการเปรียบเทยี บและแนวโน้มของขอ้ มูลทางสถิติ ท้ังนีเ้ พราะการนาเสนอข้อมูล ในรูปของตารางเป็นแถวและคอลัมนน์ ั้นไม่ดึงดูดความสนใจของผูอ้ ่าน ผู้ใช้ข้อมูลดูตัวเลขมากๆ อาจลายตารวมทั้งการ ตีความของขอ้ มลู ท่เี ปน็ ตวั เลขกท็ าไดล้ ำบากการแปลงข้อมูลใหอ้ ยูใ่ นลกั ษณะที่เปน็ กราฟจะเปน็ วธิ ีที่ดี และมปี ระสทิ ธภิ าพ สูง กราฟที่ใช้กันแพรห่ ลายได้แก่ bar graphs, line graphs, circle graphs และ pictographs ความคิดสำคัญเกี่ยวกับ กราฟ คือกราฟใช้ระยะทางหรือพื้นที่เพื่อแทนค่า ระยะทางอาจจะเป็นความยาว, ความกว้าง ฯลฯ และค่าอาจเป็น ดอลลาร์, เปอร์เซน็ ต์ ฯลฯ กราฟนั้นตอ้ งมีขอ้ ความประกอบเพื่อแสดงว่าสว่ นใดของกราฟแทนค่าใด กราฟมี 4 ชนดิ คอื 1. Pictorial Graph (กราฟรปู ภาพ) ใช้รปู ภาพแสดงความสมั พันธ์ระหว่างสง่ิ เปน็ จรงิ ต่างๆ 2. Bar Graph (กราฟแท่ง) แสดงปริมาณหรือเปรียบเทยี บขนาดของจานวน 3. Line Graph (กราฟเส้น) แสดงการเปลีย่ นแปลงระหว่างจานวนหรือปรมิ าณ นอกจากนย้ี งั แสดงเหตกุ ารณ์ที่ เกิดข้ึนในช่วงหน่งึ ๆ ได้เช่นกัน ง. Circle/Pie Graph (กราฟวงกลม) แสดงความสัมพนั ธ์ของส่วนต่างๆกับสว่ นใหญ่ ข้นั ตอนการอ่านกราฟ มีดงั น้ี 1) อ่านช่ือของกราฟ (title) ซึ่งจะชว่ ยบอกวา่ เป็นกราฟเกี่ยวกับอะไร 2) ศกึ ษาดวู ่ากราฟท่ีแสดงเปรยี บเทยี บอะไรกนั เชน่ อาจจะเป็นคน สถานท่ี หรอื ส่งิ ของ 3) ตคี วามสญั ลกั ษณ์ (legend/symbol) และความหมายของแกนต้งั (vertical axe) และแกน นอน (horizontal axe) 4) วเิ คราะหม์ าตราสว่ น (scale) ทีใ่ ช้ และดวู า่ แต่ละภาพ (figure) แสดงอะไร 5) พยายามลงสรปุ (conclusion) จากกราฟ เชน่

17 ใบความรู้ท่ี 9 เรอ่ื งความรู้ การอา่ นสัญลักษณ์ (READING : SIGN) ปา้ ยประกาศและสัญลักษณ์ (SIGNS) ในชีวิตประจำวนั ของเรา จะพบปา้ ยประกาศตามสถานทีต่ า่ ง ๆ หลากหลายชนิดและประเภท ป้ายประกาศบาง ชนิดเป็นการใหข้ ้อมูล บางชนดิ เปน็ การหา้ ม การเตอื น บางชนดิ เปน็ การขอความรว่ มมอื ปา้ ยประกาศมี 2 รปู แบบคือ ป้ายประกาศท่ีใชส้ ัญลักษณใ์ นการสือ่ ความหมายและป้ายประกาศที่ใช้ข้อความสื่อ ความหมาย สำหรับป้ายที่ใช้ข้อความสื่อความหมาย ข้อความในป้ายประกาศมักไม่เขียนเต็มรปู ประโยค ไม่ใช้คำฟุ่มเฟอื ย เยิ่นเย้อ แต่จะใช้คำ วลี ที่สามารถสื่อความกับผู้อ่านที่มองผ่านและอ่านเก็บใจความได้ง่ายและทันทีวิธีการเขียนป้าย ประกาศทนี่ ยิ มกัน คือ 1. เขยี นในรูปประโยคคำสั่ง เชน่ STOP 2. เขยี นในรปู กริยา + ing เช่น No Parking 3. เขยี นในรูปกล่มุ คำ เชน่ Bus station 4. เขยี นในรปู ประโยคสมบูรณ์ เชน่ In case of fire , please inform the fire-brigade

18 ปา้ ยประกาศ สญั ลักษณเ์ กยี่ วกับการจราจร การเดินทาง สัญลักษณ์ ป้ายประกาศ ความหมาย เล้ยี วซ้าย Turn Left Turn Right เลย้ี วขวา Junction Ahead ทางแยกข้างหน้า Narrow Bridge สะพานแคบ Signal Ahead สัญญาณไฟขา้ งหนา้ One Way Traffic เดนิ รถทางเดยี ว

19 ใบความรูท้ ี่ 10 เรอ่ื งการใช้พจนานุกรม ( Dictionary) พจนานกุ รมเป็นหนงั สอื ทจี่ ะชว่ ยให้ผู้เรียนทราบความหมายของคำศัพท์ ช่วยผเู้ รียนในการตรวจสอบตวั สะกด ของคำศัพทภ์ าษาองั กฤษท่ีไม่แนใ่ จ และพจนานุกรมยังแสดงการอ่าน คำท่ถี กู ต้องดว้ ย ดงั นั้น ผู้ทเี่ รียนภาษาอังกฤษทุก คนควรฝึกการใชพ้ จนานกุ รมใหค้ ลอ่ ง เพ่อื การศึกษาคำศพั ทต์ า่ ง ๆ ให้เข้าใจ คำทีบ่ รรจุอยูใ่ นพจนานุกรมจะเรียง ตามลำดบั ตัวอกั ษร หากเปน็ พจนานุกรมอังกฤษ – ไทย จะเรยี งคำจาก A – Z ถ้าเป็นพจนานุกรมไทย – องั กฤษ จะเรยี ง คำศัพท์ตั้งแต่ ก – ฮ ผ้เู รยี นต้องทราบและจำไดว้ ่า ตวั อักษรใดมากอ่ นหรอื หลงั ตัวอักษรอ่ืน เพือ่ ทจ่ี ะค้นหาความหมาย ของศพั ท์ได้สะดวกและรวดเรว็ ขน้ึ การหาความหมายของคำศัพท์ (Finding the meaning of the words) 1. เปิดหาความหมายโดยเปดิ เรยี งตามลำดบั ตวั อักษร A – Z 2. ผ้เู รยี นอาจไมพ่ บรูปของคำศัพท์ เหมอื นดงั ทปี่ รากฏในหนงั สอื ที่กำลงั อ่าน เพราะคำนน้ั อาจอยู่ในรปู ตา่ ง ๆ เช่น เตมิ –ing -ed -s หรืออยู่ในการเปรียบเทยี บขั้นกว่า –er หรือขั้นสูงสดุ –est เป็นตน้ ดงั น้ัน ผ้เู รยี นจะต้องเปดิ หาจากคำศัพท์ หลกั จึงจะพบความหมายของคำศพั ท์ที่ต้องการ ตัวอย่าง watched มาจากคำว่า watch funniest มาจากคำว่า funny happiness มาจากคำวา่ happy 3. คำศัพท์หนึ่งคำ อาจทำหนา้ ทีไ่ ดห้ ลายอย่าง เชน่ kick เป็นไดท้ ง้ั คำกรยิ าและคำนาม และในพจนานุกรมบางเลม่ จะมี ตวั อย่างประโยคให้ดว้ ย ตวั อย่าง kick (คิค) vt. เตะ, ถีบ, ตีกลับ, เตะฟตุ บอล -vi เตะ, ถบี , ต่อต้าน, ตกี ลบั –n. การเตะ, การเตะลกู ออกนอกเส้น, การไล่ ออกจากงาน king (คงิ ) n. กษัตรยิ ์, พระเจา้ แผน่ ดนิ , พระราชา, ประมุข –vt. ทำใหเ้ ปน็ กษตั ริย์ –adj. ทส่ี ำคญั ท่ีเป็นหลกั (-s. ruler, sovereign, monarch) –ex. The lion is the king of the jungle. ผ้เู รยี นตอ้ งเข้าใจโครงสร้างของประโยคทีต่ ้องการคน้ หาความหมายของคำศัพท์ด้วย จงึ จะสามารถเลือกแปลได้ถกู ต้อง พจนานกุ รมบางเล่มจะให้คำที่มีความหมายเหมือนใกล้เคียงกันหรอื ตรงข้ามกนั ให้ดว้ ย เช่น ตวั ย่อ S. ในทนี่ คี้ ือ synonym แปลวา่ คำทีม่ ีความหมายเหมอื นกนั

3 20 4. การให้ความหมายของคำศพั ท์ในพจนานุกรม คำศพั ท์หน่งึ คำอาจจะมคี วามหมายหลายอยา่ ง พจนานุกรมจะให้ความหมายทั้งหมดและเรียงความหมายทใี่ ชค้ ้น โดยทัว่ ไปก่อน และตามความหมายท่ใี ชโ้ ดยเรยี งลงไป Example (ตวั อย่าง) alike / อะไลค / adj, adv. เหมือนกัน, คล้ายกนั , อย่างเดียวกนั - alikeness n. –ex. These things are alike. They (both) behaved alike. นอกจากนั้นจะสงั เกตเหน็ วา่ พจนานกุ รมยงั ใหข้ อ้ มลู เกยี่ วกบั การอา่ นและการเน้นคำ (stress) โดยเฉพาะคำทีท่ ำหน้าทไ่ี ด้ หลายอย่าง และเขยี นเหมือนกนั แตอ่ ่านต่างกนั เช่น คำวา่ present เปน็ ได้ทัง้ คำคุณศพั ท์ คำนาม และคำกริยา จะมีการ ออกเสยี งหนกั เบาต่างกันไดส้ งั เกตการใช้เครือ่ งหมาย ′ บนเสยี งอ่าน Example (ตัวอย่าง) present (เพรซ′เซนิ ท) adj. มีอยู่, ปรากฏอยู่, ปัจจบุ นั , เดี๋ยวน้ี –n. เวลาปจั จบุ นั , ขณะน้ี, ของขวญั present (พรเี ซนท′ ) vt. เสนอ, ให,้ ยืน, มอง, แสดงให้เหน็ , แนะนำ, นำตวั (-s. introduce) –ex. Mary presented her friend to the teacher. ให้ผเู้ รียนสงั เกตการณอ์ อกเสียงหนักเบา (stress) ของคำศัพท์ หากเปน็ คำนามและคณุ ศพั ทจ์ ะลงเสียงหนกั ทพ่ี ยางคห์ นา้ แต่หากเป็นคำกริยา จะลงเสียงหนกั ทพี่ ยางค์หลัง หากออกเสยี งผิดกจ็ ะทำให้ความหมายเปลีย่ นไปด้วย 5. พจนานุกรมบางเล่ม จะอธิบายถึงโครงสร้างการใช้คำศัพท์คำนั้นด้วย และ หากเป็นคำกริยาก็จะแสดงให้เห็นถึงการ เขยี นในรปู ช่อง 2 และชอ่ ง 3 ดว้ ย Example (ตัวอย่าง) give / giv / verbs (pt gave; pp given) 1. [T] give sb sth; give sth to sb ให้สงิ่ ทผี่ ู้นนั้ ต้องการ : I gave Jackic a book for her birthday. * Give me that book a minute – I just want to check something. *I gave my bag to my friend to look after. เราสามารถค้นหาสำนวน (Idioms) ไดจ้ ากพจนานุกรม Example (ตวั อย่าง) Sit / sit / verb (pt, pp sat) 1. [I] นั่ง : We sat in the garden all afternoon. sit on the fence เหยียบเรือสองแคม

3 21 ใบความรู้ท่ี 11 เรือ่ งการทำข้อสอบแบบเวน้ ชอ่ งว่างอย่างมีระบบ (CLOZE TEST)ในการทำข้อสอบ Cloze Test 1. Meaning Coherence ความสมั พนั ธท์ างความหมาย 2. Vocabulary คำศพั ท์ 3. Grammar ไวยากรณ์ ขอ้ สอบแนวนี้มีพืน้ ฐานอยู่บนความคดิ ของกลมุ่ นกั จิตวิทยาท่ีเชอ่ื วา่ มนุษย์มีความสามารถในการเช่อื มโยง เช่น ถา้ เราเขยี นจดุ 3 จุด เราสามารถเห็นเป็นรูปสามเหลี่ยมได้ ฉะนั้นจากประสบการณ์พบว่า คนที่เกง่ ศัพทอ์ ย่างเดยี ว อาจแปล เร่ืองไมร่ ้เู รื่องในขณะท่ี คนท่รี ูค้ ำ ศัพทใ์ นระดับหน่ึง และมีพ้ืนฐานความรู้ในเนอื้ หาที่อ่านจะสามารถเติมคำศพั ท์ ได้ถกู ต้อง เหมาะสมกวา่ ในการอ่านขอ้ สอบ Cloze Testคนท่ีอา่ นทลี ะประโยคพอเห็นช่องโหวป่ บุ๊ ก็หาคำตอบป๊ับจะเสียเปรยี บ เพราะในการสรา้ งขอ้ สอบแบบนี้ผูอ้ อกข้อสอบจะให้ใช้ขอ้ ความข้างเคยี ง ( context clue) มาช่วยในการสรา้ งความเขา้ ใจ นอกจากนี้ยังมีตวั ชีแ้ นะ ซึ่งดไู ด้จากคำเชอื่ มหรือคำสนั ธาน เราจะต้องฝกึ อา่ น และเชือ่ มโยงความสมั พันธ์แตล่ ะประโยคเข้าด้วย กันอยา่ แปลขาดเป็นช่วงๆ เราสามารถเติมคำเพ่อื ทำให้ข้อความ ปะติดปะตอ่ ได้ จำไวว้ า่ เห็นช่องโหว่ปุ๊บอยา่ รบี เติมป๊บั ตอ้ งดูต่อ ไปอกี 2-3 ประโยค เพ่ือเพิ่มข้อมูลในการตดั สินใจว่าเรอ่ื ง น้เี กย่ี วกับอะไรหรือประโยคน้คี วรใช้คำใดจึงจะทำให้ความหมาย สมบรู ณ์ ข้อแนะนำในการอ่าน 1. อ่านประโยคแรก วเิ คราะห์และตีความใหแ้ ตก เพราะประโยคแรกเปรียบเสมือนหางเสอื เรือ ทำให้การอ่านมี จดุ มุ่งหมาย และนบั เป็นการรกั ษาเวลาในการอา่ น 2. เมอื่ พบชอ่ งว่างอยา่ รีบเติมใหอ้ ่านตอ่ ไปอกี สักประโยคสองประโยค 3. พยายามฝกึ หาตวั ชีแ้ นะทางบรบิ ท 4. ถ้าตอบไม่ไดใ้ หอ้ า่ นขา้ มไปกอ่ น และตอ้ งจำเสมอว่าแตล่ ะประโยคหรือแตล่ ะยอ่ หนา้ จะสัมพนั ธ์กนั ลักษณะของขอ้ สอบ Cloze Test แบบ Multiple Choices ประกอบด้วยข้อมูล 2 ส่วน คอื 1. เน้อื เรื่อง (Passage) อาจจะแบง่ เป็นหลายยอ่ หน้า แล้วแต่ความยาวของเนอ้ื เรื่อง โดยภายในเน้อื เรื่องมคี ำหรอื ขอ้ ความท่ีบางตอนถกู เว้นไว้ 2. ตัวเลอื ก ( Multiple Choices) มีจำนวน 4 ตวั เลือก แตม่ เี พยี ง 1 ตวั เลือกทถี่ ูกต้อง วิธที ำข้อสอบ Cloze Test มีข้ันตอนดังนี้ 1. อา่ นเนอื้ เรื่องเพ่อื สำรวจ (อา่ นแบบข้ามคำ เพื่อจับประเด็นอย่างคร่าว ๆ) 2. มองหาคำหรือข้อความที่นำหนา้ หรือตามหลงั ชอ่ งวา่ งเพอื่ ใช้ประกอบการชแี้ นะคำตอบ 3. พิจารณาความสมั พนั ธ์ระหวา่ ง Clause เพอื่ เพม่ิ ความเขา้ ใจเน้ือหาให้มากขน้ึ 4. พจิ ารณา Part of speech ของคำทีห่ ายไป (Missing-Word) โดยแยกโครงสร้างประโยค 5. พจิ ารณา Part of speech ของตวั เลือกเพ่ือจำกดั ตัวเลอื กใหเ้ หลือนอ้ ยลง 6. พจิ ารณาความหมายของตวั เลือก 7. กรณที ี่ตัวเลือกเปน็ Conjunction (คำเชอื่ ม) ให้พิจารณาความสัมพนั ธ์ระหวา่ ง Clause ทงั้ 2 Clause เพราะ คำเช่อื มบางคำกำหนดทิศทางความสมั พนั ธ์ระหว่าง Clause

22 ใบความรทู้ ่ี 12 ภมู หิ ลังของภาษาวฒั นธรรม (CULTURAL BACKGROUND) ในการเรยี นการสอนทักษะการฟงั และการพูดภาษาอังกฤษนนั้ การจัดกิจกรรมเพ่ือเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึก ใช้ภาษาในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงให้มากที่สุด เป็นหัวใจสำคัญของการสื่อสาร ทั้งนี้เพื่อให้ นักศึกษาสามารถใช้ภาษาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ถูกต้องและเป็นท่ียอมรับของสังคมที่ใช้ภาษานั้น ๆ นอกจากน้กี ารจดั กจิ กรรมในชนั้ เรียนยงั เปน็ การสร้างปฏิสัมพนั ธร์ ะหว่าง นักศึกษาและชว่ ยเสริมแรงจงู ใจให้แก่นักศึกษา รวมทงั้ ชว่ ยให้นกั ศึกษาประสบผลสำเร็จในการฝกึ ทกั ษะการฟังและการพดู ดว้ ยเหตุผลตอ่ ไปนี้ 1. กิจกรรมช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกใช้ภาษาในลักษณะที่ครบวงจร (Whole-Task Practice) นักศึกษามีโอกาสได้ นำความรทู้ างภาษาในดา้ นต่างๆ เชน่ เสียงคำศัพทโ์ ครงสร้าง มาใชป้ ระกอบกันเพอื่ ใหส้ อ่ื ความหมายได้ตามที่ต้องการ 2. กิจกรรมช่วยให้เกิดแรงจงู ใจในการเรียนภาษา (Improve Motivation) เพราะการทำกิจกรรมเป็นการฝึกใช้ ภาษาเพื่อการส่ือสาร ทำให้นักศึกษาเห็นว่าการเรียนรู้ภาษาน้ันสามารถนำไปใช้ประโยชนไ์ ด้จริงดงั น้ันผู้สอนจึงควรเน้น กิจกรรมคู่หรือกลมุ่ ที่ทำให้นักศกึ ษาทุกคนมีส่วนรว่ มในการเรยี น และทำให้เกิดแรงจงู ใจในการฝกึ ใชภ้ าษามากกว่าการให้ ทำงานพรอ้ มกันทั้งชนั้ ในแบบเดิม ซง่ึ มักจะมีนักศึกษาเพยี งไมก่ ีค่ นท่ีมีส่วนรว่ มในการฝึกใช้ภาษาอย่างจรงิ จงั 3. กิจกรรมช่วยให้การเรียนภาษาเป็นไปตามธรรมชาติ (Natural Learning) ทั้งนี้เพราะนักศึกษาจะเกิดการ เรียนรู้เมื่อได้ลองทำอะไรด้วยตนเอง การได้ฝึกใช้ภาษาเองจึงเป็นการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ (Littlewood, 1981 : 17-18) ดังนน้ั ผูส้ อนจึงควรจดั กิจกรรมที่เปิดโอกาสใหน้ ักศกึ ษาได้ฝกึ ทักษะการฟงั และการพดู โดยใหน้ ักศึกษาได้ใช้ภาษา ในสถานการณ์จริง หรือทใ่ี ชใ้ นชีวิตจรงิ เชน่ การใชบ้ ทบาทสมมติ การอภิปราย การเล่นเกม การใช้สอ่ื มวลชน เช่น วิทยุ และโทรทัศน์ท่ีใช้ภาษาตา่ งประเทศ ทั้งนี้ขณะท่ีกำลังเรียนผู้สอนไม่ควรให้นกั ศึกษามีความวติ กกังวลกับการผิดพลาดใน การใช้ภาษามากจนเกินไป แต่ควรคำนึงถึงความคล่องแคล่วในการสื่อสารมากกว่า และควรให้โอกาสนักศึกษาในการ เลือกบทบาท เลือกหัวข้อ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของนักศึกษาให้มากที่สุด เพื่อให้นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรยี นสงู ข้ึน กิจกรรมการใช้ภาษาเพ่อื การส่ือสาร ที่สง่ เสริมการพฒั นาทักษะการฟังและการพดู ภาษาอังกฤษ 2 ประเภทใหญ่ ๆ ไดแ้ ก่ 1. กิจกรรมการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารตามวัตถุประสงค์ (Functional Communication Activities) เป็น กจิ กรรมทม่ี ุ่งใหน้ กั ศกึ ษาใชภ้ าษาเป็นสื่อในการท ากิจกรรมใหบ้ รรลุวตั ถุประสงคท์ กี่ ำหนดไวโ้ ดยนกั ศึกษาจะตอ้ งพยายาม ใช้ภาษาเท่าทีต่ นสามารถใชไ้ ด้เพือ่ สอื่ ความหมายให้เข้าใจได้มากท่ีสดุ ในการทำกจิ กรรมประเภทนี้นกั ศกึ ษาไมจ่ ำเป็นต้อง ใชภ้ าษาที่ถกู ต้องตามหลักไวยากรณห์ รือเหมาะสมกับสถานการณ์เสมอไป ความสำเรจ็ ในการทำกิจกรรมจะวัดจากการท่ี นกั ศกึ ษาสามารถใชภ้ าษาเป็นเครื่องมอื ในการสอ่ื สารใหบ้ รรลุผลไดต้ ามวตั ถปุ ระสงค์ท่กี ำหนดไว้ เช่น

23 1.1 กิจกรรมการแลกเปลี่ยนข้อมูลในวงจ ำกัด (Sharing Information with Restricted Cooperation) กิจกรรมแบบนอ้ี าจเป็นงานคู่ (Pair Work) หรอื งานกลุม่ (Group Work) ก็ได้ นกั ศกึ ษาแตล่ ะคนหรือแต่ ละกล่มุ จะไดข้ ้อมูลเพียงส่วนหน่งึ และจะต้องแลกเปล่ียนขอ้ มูลที่ตนมีกับเพื่อนหรือหาข้อมูลจากกันและกันด้วยการถาม- ตอบเพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วน เช่น กิจกรรมสืบสวน กิจกรรมหาคู่ กิจกรรมตามเพื่อนที่หายไป กิจกรรมชักชวนให้ไป ด้วยกนั เป็นตน้ 1.2 กิจกรรมการแลกเปลี่ยนข้อมูลในวงกว้าง (Sharing Information with Unrestricted Cooperation) คือการจัดกจิ กรรมทางภาษาท่ีนักศึกษามอี ิสระในการใช้ภาษามากกวา่ กจิ กรรมการแลกเปลี่ยนข้อมูลใน วงจำกัด กล่าวคือนอกจากใช้วิธีถาม-ตอบตามที่กำหนดไว้ นักศึกษายังสามารถใช้วิธีการพูดอย่างอื่นได้ตามที่คิดว่า เหมาะสม เช่น พูดบรรยายรูปภาพ ใหข้ อ้ เสนอแนะ หรือขอให้อธิบายเพ่ิมเติม เป็นต้น ซงึ่ จะทำให้นกั ศึกษาได้ฝึกใช้ภาษา ด้วยวิธีการท่ีหลากหลาย ตัวอย่างกิจกรรม เช่น กิจกรรมค้นหาความแตกต่างในภาพกิจกรรมไปตามทศิ ทางที่กำหนดให้ เป็นตน้ 1.3 กจิ กรรมการแลกเปล่ียนข้อมลู และหาข้อสรุปจากขอ้ มูล (Sharing and Processing Information) กิจกรรมแบบนี้มีลักษณะคล้ายกับการเล่นต่อภาพ คือ นักศึกษาแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มจะได้รับข้อมูลคนละส่วนซึ่ง แตกต่างกันไป ในขั้นแรก นักศึกษาจะตอ้ งแลกเปลีย่ นข้อมูลกันก่อน จนกระทั่งได้ภาพรวมของข้อมูลทั้งหมด จากนั้นจงึ นำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการแก้ปัญหาหรือหาข้อสรุปอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กำหนดไว้ นักศึกษาต้องนำ ความรู้ ความสามารถทางภาษาทต่ี นมอี ยู่มาใชใ้ นการสื่อสารเพราะนกั ศกึ ษา อาจตอ้ งพดู ในหลายลักษณะ เช่น พดู อธิบาย แสดง ความคิดเห็น พูดขัดจังหวะ หรือคัดค้าน กิจกรรมดังกล่าว ได้แก่ กิจกรรมลำดับเรื่องราว กิจกรรมรวบรวมข้อมูลเพื่อ นำไปใช้แกป้ ัญหา เป็นต้น 1.4 กิจกรรมการจัดระบบข้อมูล (Processing Information) กิจกรรมแบบนี้อาจเป็นงานคู่ หรืองาน กลุ่มก็ได้ นักศึกษาทุกคนจะได้รบั ข้อมูลครบถ้วนเหมือนกันหมด จึงไม่จำเป็นตอ้ งมีการแลกเปลี่ยน ข้อมูล แต่นักศึกษา จะต้องร่วมกนั อภปิ รายเกยี่ วกบั ขอ้ มูลท่ไี ด้รับ หรอื ประเมนิ ข้อมูลนัน้ เพ่ือนำมาไปใชใ้ นการ ตดั สนิ ใจหรอื แก้ปญั หาอย่างใด อย่างหนึ่ง กจิ กรรมแบบน้ีมลี กั ษณะคล้ายคลึงกับการแก้ปัญหาท่ัว ๆ ไปในชีวติ จรงิ ซ่งึ เรามกั จะปรึกษาหารือผู้อื่นก่อนท่ี จะตัดสินใจ ดงั น้นั ผู้สอนจงึ อาจนำปัญหาทว่ั ไปในชีวติ ประจำวันมา ดัดแปลงใหเ้ หมาะสมกับความสนใจของนกั ศึกษา ใน การท ากจิ กรรมแบบนี้นกั ศึกษาทุกคนตอ้ งใช้ภาษาเพอ่ื การส่ือสารในหลายลกั ษณะเพอ่ื วัตถุประสงค์ตา่ ง ๆ กนั เช่น พูด ซกั ถาม แสดงความคิดเห็น พูดชกั ชวน อธิบาย ฯลฯ ซงึ่ นับเปน็ กิจกรรมการใชภ้ าษาท่ีมีลกั ษณะใกล้เคยี งกับการใช้ภาษา ในชวี ติ จริงมากท่สี ุดอยา่ ง หนึ่ง 2. กจิ กรรมการใช้ภาษาเพ่ือการปฏิสัมพันธ์ในสงั คม (Social Interaction) เป็นกจิ กรรมท่ีมจี ุดมงุ่ หมายคล้ายคลึง กับกิจกรรมประเภทแรกในแง่ที่มุ่งให้นักศึกษาใช้ภาษาเป็นสื่อในการท ากิจกรรมให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ แต่ กิจกรรมประเภทน้ีจะกำหนดสถานการณแ์ ละบทบาทของนักศึกษาไว้ดว้ ย ดังน้นั ในการทำกจิ กรรม นอกจากนักศึกษาจะ ได้ฝึกภาษาเพื่อการสื่อสารให้เป็นท่ีเข้าใจแล้ว นักศึกษายังต้องเลือกใช้ภาษาที่ถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์และ บทบาทของตนเองดว้ ย ความสำเรจ็ ในการทำกิจกรรมประเภทนี้จึงวดั จากความสามารถ 2 ประการ คือ ความสามารถใน การสือ่ สารได้ตามวตั ถุประสงค์ และความสามารถในการเลอื กใช้ภาษาได้ถกู ต้อง เหมาะสมกบั สถานการณ์ และบทบาทท่ี ไดร้ บั ซง่ึ แนวทางในการจัดกิจกรรมแบบนมี้ ี 3 วิธีคือ

24 2.1 ผ้สู อนตอ้ งใชภ้ าษาองั กฤษในการเรยี นการสอน เพ่อื ให้นกั ศึกษาเหน็ ว่าภาษาองั กฤษเป็น สือ่ กลางในการทำความเข้าใจซ่งึ กันและกนั ได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพและจะชว่ ยพฒั นาความสามารถทางการฟังหรือการพูด ของนักศกึ ษาไดม้ าก 2.2 ผู้สอนควรเป็นผู้แนะแนวทางและกระตุ้นการสนทนาเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ใช่เป็นผู้สนทนาเสีย เองเปน็ ส่วนมาก การเปิดโอกาสใหน้ กั ศึกษาสนทนากับ ผสู้ อนหรือสนทนากันเองเป็นภาษาองั กฤษจะช่วยให้นักศึกษาได้ ฝกึ ใชภ้ าษาสำหรบั การปฏสิ มั พันธใ์ นสังคม 2.3 ให้นักศึกษาสร้างบทสนทนาและแสดงบทบาทสมมติในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเรียน ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นวธิ ีทีจ่ ะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมในชัน้ เรียนเป็นบริบทให้นกั ศึกษาได้ใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี การแสดงบทบาทสมมติเป็นการเปิดโอกาสใหน้ กั ศกึ ษาได้ฝกึ ใช้ภาษาอังกฤษเพ่ือการส่ือสารในลักษณะที่ใกล้เคียงกับชีวิต จริง การจัดกิจกรรมเพ่ือพัฒนาทักษะการฟังและการพูดภาษาอังกฤษเพ่ือการส่ือสารนั้น ผู้สอนจะต้องคำนึงถงึ หลักการสำคัญของการจดั กิจกรรมเพื่อการสื่อสารกล่าวคอื กิจกรรมที่ให้นักศึกษาฝึกใช้ภาษาเพื่อการส่ือสาร ต้องสร้าง ความตอ้ งการท่ีจะสอื่ สารให้แก่นกั ศกึ ษาหรือใหน้ ักศึกษาเห็นความจำเป็นในการสอื่ สารดว้ ยตัวนักศึกษาเอง กิจกรรมที่ให้ นักศึกษาทำต้องมุ่งเน้นให้นักศึกษาใช้ภาษาเพื่อวัตถุประสงค์ของการสื่อสารที่แท้จริงมากกว่าการฝึกใช้ตัวภาษา และ กิจกรรมนั้นควรมีช่องว่าง (Gap) ซึ่งอาจเป็นช่องว่างข้อมูล(Information Gap) หรือช่องว่างความคิดเห็น (Opinion Gap) เพื่อใหน้ กั ศึกษาพยายามเชอื่ มช่องว่างดงั กล่าวในขณะกำลงั สื่อสาร ขณะนักศึกษากำลงั ทำกิจกรรมความสนใจของ นกั ศกึ ษาต้องอยทู่ สี่ ิ่งทจ่ี ะพดู (What to Say) ไมใ่ ช่อยทู่ ่วี า่ จะพูดอย่างไร (How to Say) นกั ศกึ ษาต้องมีข้อมูล (Message) ที่ต้องการจะสื่อสารเสมอ โดยกิจกรรมที่ทำต้องเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ใช้ภาษาหลายรูปแบบ ไม่ใช่เฉพาะรูปแบบใด รปู แบบหน่งึ นกั ศกึ ษาควรมีความรู้สกึ อิสระในการใชภ้ าษาท่ีไม่มกี ารเตรียมมากอ่ น และใช้แหล่งข้อมูลใดก็ได้ที่นักศึกษา เปน็ ผูเ้ ลอื ก ในขณะทนี่ กั ศกึ ษากำลงั แสดงออกทางภาษาเพื่อสื่อความหมายอยูน่ ้นั ผูส้ อนควรให้นกั ศึกษาแสดงออกอย่าง เสรีโดยไม่ขัดจังหวะ ไม่กำหนดขอบเขตของข้อมูลที่จะนำมาสื่อสาร การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารจะ สมบรู ณแ์ ละมีประสทิ ธภิ าพมากท่สี ุดเมื่อผูส้ อนเปิดโอกาสให้นกั ศกึ ษาได้มีอสิ ระในการพูดคยุ กนั ผสู้ อนควรประเมนิ ผลเมื่อ กิจกรรมสิ้นสุดลง และการประเมินต้องดูที่การบรรลุวัตถุประสงค์ของการสื่อสารไม่ใช้เน้นเฉพาะการใช้ภาษาที่ถูกต้อง ดังนั้นกิจกรรมที่จัดจึงไมค่ วรกำหนดภาษาที่นักศึกษาต้องใช้ แต่ให้นักศึกษามีโอกาสเลือกรูปแบบและวิธีในการสื่อสาร ดว้ ยตนเอง อย่างไรก็ตาม กิจกรรมทีใ่ ช้ในการฝึกทักษะการฟงั และการพูดจะเป็นไปในรปู แบบใดนนั้ ขึ้นอยู่กับวัตถปุ ระสงค์ และเนื้อหาของบทเรียนซึ่งควรสอดคล้องและใกล้เคียงกับการสื่อสารในสถานการณ์จริง และหากเป็นไปได้การเลือก เนื้อหาให้ตรงกับความสนใจและความสามารถของนักศกึ ษาจะเป็นอกี วิธหี น่ึงทีจ่ ะเสริมสร้างแรงจงู ใจในการเข้าชัน้ เรียน รวมทง้ั เจตคตทิ ี่ดีต่อการเรียนการสอนภาษาองั กฤษ ซึ่งจะนำไปสูส่ ัมฤทธผ์ิ ลในการสื่อสารดว้ ยภาษาอังกฤษในชวี ิตจรงิ

25 การฝึกออกเสยี งภาษาอังกฤษ แม้คนไทยจะเรียนภาษาองั กฤษเป็นภาษาตา่ งประเทศ การเรยี นการสอนในสถานศึกษาส่วนใหญ่ต้ังแต่ระดับ มัธยมศกึ ษาถงึ ระดับอุดมศกึ ษายงั คงใชภ้ าษาไทยเป็นสอื่ ในการเรียนการสอน อกี ท้ังสภาพแวดลอ้ มนอกหอ้ งเรียนที่ไม่เอื้อ ตอ่ การสอ่ื สารด้วยภาษาองั กฤษ เป็นผลให้นกั เรยี นไทยขาดความคล่องแคล่วในการฟงั และการพูดภาษาอังกฤษ ดังน้ันจึง ปฏเิ สธไมไ่ ด้ว่า ความรู้ การฝกึ ฝน และโอกาสนำไปใช้ในสถานการณ์จรงิ รวมถงึ บรบิ ททางสงั คมที่ทำให้บุคคลน้ันต้องใช้ ภาษาอังกฤษตลอดเวลาเป็นปัจจัยสำคัญที่เสริมสร้างประสิทธิภาพในการสื่อสาร นอกจากนี้ผู้ใช้ภาษาอังกฤษควรมีพน้ื ความรทู้ างไวยากรณ์และเข้าใจรูปแบบประโยคภาษาองั กฤษ ตลอดจนสามารถนำไปใช้อย่างเหมาะสมในสถานการณ์ต่าง ๆ ไดอ้ กี ดว้ ยอย่างไรก็ตาม การสื่อสารจะเกิดประสิทธิผลเพยี งใดขนึ้ อยกู่ ับการฝึกฝนทางการออกเสยี งเปน็ พ้ืนฐาน บุคคล จำนวนมากพบว่าตนมคี วามรู้ด้านกฎเกณฑ์ทางไวยากรณ์ และรู้คำศพั ทใ์ นภาษาอังกฤษมากพอสมควร แต่เมือ่ พูดกับชาว ต่างประเทศหรือสื่อความด้วยการพูดภาษาอังกฤษแล้วเกิดความคับข้องใจ และเกิดปัญหาขึ้นเนื่องจากผู้ฟังไม่เข้าใจ เรือ่ งราวที่ตนพดู อันเป็นผลจากการออกเสียงท่ีไม่ถกู ตอ้ งน่นั เอง แม้วา่ บุคคลท่ีใชภ้ าษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศเช่น คนไทย จะมีบรรยากาศการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่ไม่เอื้อให้การพูดภาษาองั กฤษเป็นไปอย่างอัตโนมัติหรือคล้าย เจ้าของภาษามากนัก นักศึกษาสามารถปรับปรุงการพูดของตนได้ หากมีการฝึกฝนอย่างถูกหลักการ ด้วยวิธีการท่ี เหมาะสม และฝกึ ทีละข้ันตอนดงั ตอ่ ไปนี้ 1. การฝึกออกเสียงพยัญชนะและสระ ในการพูดภาษาอังกฤษให้มีสำเนียงคล้ายเจ้าของภาษานั้น ผู้ฝึก จำเปน็ ต้องฝกึ หดั ออกเสียงพยัญชนะและสระให้ชัดเจนใกล้เคียงกบั เจ้าของภาษาเป็นลำดบั แรกแลว้ จงึ ฝึกเสยี งพยัญชนะท่ี เกดิ ขึ้นในคำในตำแหนง่ ต้นพยางค์ และตำแหนง่ ท้ายพยางค์ เชน่ การฝึกออกเสียง p และ bเสยี ง l และ r เสยี ง t และ d 2. การฝกึ ออกเสียงพยญั ชนะควบกล้ำเมื่อฝกึ ออกเสียงพยญั ชนะและสระไดอ้ ย่างชัดเจน และถูกตอ้ งแล้ว จึง ฝึกเสยี งพยญั ชนะควบกล้ำ ซง่ึ เกดิ ขนึ้ ทัง้ ในตำแหนง่ ต้นพยางคแ์ ละทา้ ยพยางค์ ท้ังนใ้ี นการฝกึ ควรเร่มิ ด้วยการฝกึ ออกเสียง คำที่มี 1 พยางคเ์ ชน่ การฝึกออกเสียง pl, fr, qu, dr, sc 3. การฝึกออกเสียงคำทม่ี ีมากกว่า 1 พยางค์ การฝกึ เช่นน้ี ผฝู้ กึ ต้องให้ความสำคญั ต่อการเน้นหนักบนพยางค์ (Stress) ทั้งน้ี เพราะคำที่ประกอบด้วยหลายพยางค์นั้น จะมีการเน้นหนักเบาพยางค์ไม่เท่ากันการเน้นหนักเบาพยางค์ เปน็ องคป์ ระกอบที่สำคญั ยิ่งในภาษาองั กฤษ เนอ่ื งจากคำทปี่ ระกอบดว้ ย 2 พยางค์ข้ึนไปน้ันจะมกี ารเน้นหนกั เบาพยางค์ท่ี คงท่ีเฉพาะคำซ่งึ ถ้าเน้นหนักเบาพยางค์ผิดตำแหน่งไปผู้ฟงั อาจจะไม่เข้าใจว่าผพู้ ูดหมายถึง คำใดนอกจากนี้ระดับเสียง หรือ เสียงสูงต่ำของพยางค์ที่มีการเน้นหนักจะแตกต่างไปจากพยางค์ที่ไม่มีการเน้นหนัก ในขณะเดียวกันผู้ฝึกพูด ภาษาอังกฤษยังต้องให้ความสนใจแก่ พยางค์หนัก(Strong syllable) และพยางค์เบา (Weak syllable) ซึ่งเกิดขึ้น สัมพันธ์กับการเน้นหนักเบาพยางค์นั่นเองการฝึกออกเสียงหนัก-เบา เช่น present-present, record-record, desert- dessert 4. การฝึกออกเสียงคำประสม วลี ประโยค และถ้อยความต่อเนื่อง เมื่อฝึกออกเสียงคำหลายพยางค์แล้ว จำเปน็ ตอ้ งฝกึ ออกเสยี งในถ้อยความทีย่ าวข้นึ อาทิ คำประสม วลี ประโยค และถ้อยความต่อเนือ่ ง เชน่ การสนทนาเรอ่ื งใด เรอื่ งหน่ึง หรอื การอา่ นออกเสียงข้อความ ในการออกเสยี งถอ้ ยความทยี่ าวขนึ้ นี้ ผู้ฝกึ จะต้องคำนึงถึงองคป์ ระกอบอนื่ ๆ ท่ี เกดิ ขน้ึ ร่วมกนั ได้แก่ จงั หวะของภาษา และทำนองเสยี งที่เหมาะสมองค์ประกอบเหล่าน้ีเป็นส่วนสำคญั ท่ีจะทำให้การพูด ภาษาอังกฤษมีลกั ษณะเป็นธรรมชาติ

26 5. การฝึกทำนองเสียง การใช้ทำนองเสียงใหเ้ หมาะสมในครัง้ หน่ึง ๆ นัน้ ขึ้นอยกู่ บั เจตนาและอารมณ์ ท่ผี ้พู ูดประสงคจ์ ะแสดงออก โดยทำนองเสยี งทแ่ี ตกต่างกนั จะส่ือความรสู้ ึกหรือแสดงทัศนคติไม่เหมือนกนั อาทิ รปู แบบลง (Falling) เป็นการทอดเสียงลงในตอนถ้อยความ อาจแสดงลักษณะทางไวยากรณ์คือเป็นประโยคบอกเล่าใช้ในการให้ ขอ้ มลู หรอื ข้อเท็จจรงิ อย่างจรงิ ใจโดยไม่มีทัศนคติใด ๆ เคลอื บแฝงอยแู่ ต่ถา้ ใชร้ ูปแบบลงดงั กล่าวกับประโยคคำถาม เช่น Will John be here ? จะแสดงความหมายในเชิงปรึกษาหารือทำนองเสียงในภาษาอังกฤษมีหลายรูปแบบ และใช้สื่อ ความหมายทางทศั นคตไิ ดต้ ่าง ๆ กัน ผู้ฝึกจึงจำเป็นต้องเรยี นรู้และใชใ้ ห้ถูกตอ้ งกับเจตนาของตน ตลอดจนใชใ้ หส้ อดคล้อง กับสถานการณ์ด้วย 6. การฝกึ พูดภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่าง ๆ องค์ประกอบในการออกเสยี งพูดมีความสัมพนั ธก์ นั เป็นลูกโซ่ จะละทิง้ ความสำคัญของเรื่องหน่ึงเรื่องใดไปมิได้ และเมอื่ พูดประโยคหรอื ถ้อยความในภาษาองั กฤษได้ดพี อสมควรแล้ว ผู้ ฝกึ จำเปน็ ต้องฝกึ หัดใชป้ ระโยคหรอื ถ้อยความต่าง ๆ ในสถานการณจ์ ริง เพ่ือจะไดท้ ราบวา่ ในสถานการณ์จริงน้ันไม่ได้พูด ประโยคครบถ้วนถูกต้องตามหลักไวยากรณ์เสมอไปสามารถ “ละ” บางส่วนไว้ในฐานที่เขา้ ใจได้ อีกทั้งยังเป็นการหัดใช้ ทำนองเสียงให้เหมาะสมตามสถานการณ์นั้น ๆ เมื่อฝึกมากขึ้นจะมีความคล่องตัวในการใช้ภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น และ สามารถซมึ ซับธรรมชาตทิ างอารมณ์ วัฒนธรรม ตลอดจนรูปแบบทางภาษาท่ใี ช้ในโอกาสตา่ ง ๆ เพอ่ื จะได้ใชภ้ าษาอังกฤษ ในสถานการณ์ตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

27 ใบความรู้ท่ี 13 เพลง(SONG) Tears in Heaven Would you Know my name if I saw you in heaven? Would it be the same if I saw you in heaven? I must be strong and, Cause I know I don, belong here in heaven Would you hold my hand if I saw you in heaven? I,II find my way through ninth and day,Cause I know I just can, t stay here in heaven. Time can bring you down time can bend your knees. Time can break your heart, Have you begging please, begging please. Beyond the door there, s peace I, m sure, And I know there,II be no more teaesin heaven. Vocabulary and Expression เพลงนี้เปน็ เพลงเศร้าทน่ี ักร้อง Eric Clapton แต่งขน้ึ มาเพอื่ ลกู รกั วยั 7 ขวบที่เสยี ชีวิตไป เน้อื เพลงบง่ บอกถงึ ความอาลยั อาวรณ์ที่พอ่ มีตอ่ ลูก ลองมองดสู ำนวนท่ี Eric Clapton I must be strong and carry on, พ่อตอ้ งเข้มแข็งและก้าวเดินต่อไป ทอ่ นนี้พอ่ ปลอบใจตัวเองในยามเศร้าเองในยามเศรา้ โศกว่าตัวเองตอ้ งเขม้ แข็งต่อไปบนโลกใบนแ้ี ม้ว่าลูกจะอยู่อกี โลกกต็ าม (ซึง่ นี้ก็คือความจริงทท่ี ุกคนตอ้ งทำใหไ้ ด)้ สำนวน Carry on = ทำตอ่ ไป เชน่ Carry on until is done. ทำต่อไปจนสำเรจ็ , Cause I know I don, belong here in heaven เพราะพ่อรู้ว่า พอ่ ยงั มีชีวิตอยู่บนโลก (พอ่ ไมไ่ ดอ้ ยู่บนสวรรค์กบั ลูก ณ ตอนน้ี

28 สำนวนว่า to belong to หมายถงึ เปน็ ของ หรือเป็นสว่ นหนึง่ ของ เช่น I feel that I don, belong to this place. ฉนั รู้สกึ ว่า ฉนั ไม้ได้เปน็ ส่วนหนงึ่ ของทีน่ ่ี This book belongs to me. หนังสอื เลม่ น้เี ป็นของฉัน That house doesn’t belong to him บ้านหลังนัน้ ไมไ่ ด้เปน็ ของเขา I,II find my way through ninth and day, พอ่ จะหาทางกา้ วเดินต่อไปผา่ นวันผา่ นคนื สำนวน through + เวลา หมายถงึ ผ่านชว่ งเวลาเหล่านน้ั เชน่ The store open from Monday through Saturday รา้ นนี้เปิดตั้งแตว่ นั จันทรย์ นั วนั เสาร์ I will wait through the night. ฉนั จะรอจนผา่ นคืนนี้ไป Time can bring you down, time can bend your knees. เวลาอาจทำให้รสู้ ึกแย่ เวลาอาจทำให้ลูกตอ้ งคกุ เขาอ้อนวอน สำนวนว่า to bend one,s knees = ทำให้ใครคนหน่ึงคุกเขา่ หากจะบอกวา่ คุกเข่าลงเขาจะใชว้ า่ to kneel down เชน่ I kneel down to pay respect to the Buddha image. ฉนั คกุ เข่าลงเพ่อื ท่ีจะไหวพ้ ระ Time can break your heart, have your begging please, begging please. เวลาอาจทำใหล้ ูกเศร้าโศกเสยี ใจ เวลาทำให้ลกู ตอ้ งร้องขอ

29 สำนวนว่า to break one, heart หมายถงึ ทำให้เศร้า ทำให้อกหกั ก็ได้ Beyond the door there’s peace I’m sure แต่เม่ือลว่ งเลยประตูนั้นไป จะมีสันติภาพอย่างแน่นอน คำว่า beyond น้ันหมายถึง เลยไป เวลาท่ีเขาพดู กนั วา่ “It, s beyond my ability” หมายความวา่ ”มันเกนิ ความสามารถของผม ผมคงทำไม่ไดห้ รอกครับ” And I know there’ll be no more tears in heaven. และพ่อกร็ ู้ว่า จะไม่มนี ้ำตาบนสวรรคอ์ กี แล้ว สำนวนคำว่า no more + คำนาม หมายถงึ ไมม่ สี ่ิงนัน้ อีกตอ่ ไป เชน่ There’ll be no more buses after 6 p.m. จะไมม่ รี ถอกี แลว้ หลงั จากหกโมงเย็น Grammar ในเพลง Tears in Heaven น้ี Eric Clapton ได้นำเอาโครงสรา้ งประโยคสมมุตใิ นสิง่ ที่เปน็ ไปไม่ไดต้ ัง้ แต่ สองประโยคแรกของเพลงเลยทเี่ ดียว Would you know my name if I saw you in heaven? Would it be the same if I saw you in heaven? ลูกจะจำชื่อพอ่ ไดไ้ หม หากลูกเหน็ พอ่ บนสวรรค์ ทุกอยา่ งจะเหมอื นเดินไหมหากพ่อพบลกู ที่นนั่

30 เมือ่ ใดท่ีต้องการจะกลา่ วถึงจนิ ตนาการ กลา่ วถงึ สิ่งทีส่ มมตุ ิ ที่มนั เปน็ ไปไม่ไดใ้ นปจั จุบนั วา่ ถา้ เปน็ อย่างน้ี จะเป็นอยา่ งไร เราจะใช้โครงสร้างประโยคแบบ If clause แบบท่ี 2 หรอื เรยี กวา่ unreal present If ประธาน (S) + กิรยิ าชอ่ ง 2 (v2) , ประธาน (s) + would + กิรยิ าชอ่ งท่ี 1 (v1) หรือสลับเอา If ไตรงกลางประโยคกไ็ ด้ ประธาน (s) + would + กริ นิ าช่องที่ 1 (v1) + If ประธาน (s) +กริ ิยาช่ิง 2 (v2) If I opened the door of my classroom and found myself in Hawaii, I would Run to the beach and find new friends there. ผู้พูดจินตนาการวา่ ถ้าตนเปดิ ประตูหอ้ งแล้วไปโผล่ท่ี Hawaii กจ็ ะวิง่ ไปท่ีชายหาด แลว้ ก็จะหาเพอ่ื นใหมท่ ่โี น้น ซง่ึ ทพ่ี ูดเป็นแคเ่ รอื่ งสมมตุ ิ If I won a Iottery, I would buy you a car. ถา้ ถกู ล็อตเตอรร์ ี่ ฉนั จะซื้อรถใหค้ ณุ (นคี่ ือกรสมมุตที่เป็นไปไมไ่ ดใ้ นปัจจบุ ัน) I would be movie star if I were as beautiful as Pancake. ถา้ ฉันสวยเหมอื นแพนเคก้ ฉันจะเป็นดารา(ในความเป็นจริงฉนั สวยไมเ่ ท่าแพนเคก้ แลว้ ฉนั ก็ไม่ใชด่ ารา) สว่ นในเพลงน้นั กม็ ีความหมายว่า ตอนนล้ี ูกกบั พอ่ อยกู่ ันคนละภพ คนละภพ คนละชาติ เมื่อลูกจากไปแต่ พ่อสมมตุ ิตัวเองวา่ หากได้เจอลูกบนสวรรคแ์ ล้วลูกจะจำเขาไดไ้ หมหนอ

31 ใบความรู้ที่ 14 เรอ่ื งการติดต่อทางโทรศพั ท์ การตดิ ตอ่ ทางโทรศพั ทเ์ พ่ือการประกอบอาชพี วิธกี ารพูดโต้ตอบทางโทรศัพท์ เพื่อถาม-ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบอาชพี โดยใช้สำนวนและภาษาทเ่ี หมาะสม ในการสอบถามข้อมูลเกย่ี วการสมัครงาน การซ้ือ-ขายสนิ ค้า การใหข้ ้อมูลเก่ยี วกับคุณภาพและราคาของสินคา้ การ ส่งเสริมการขาย การต่อรองราคา การรบั และส่งของ ตวั อยา่ งประโยค ท่ใี ช้ - Hello. I’d like to ask/know about...................... - Can/could you tell me about...........................? - May/Could I speak to.........................., please? - Can/Could you inform me about..................? - What is the position required? - What is the qualification? - How can I apply for this position? - When is the dateline of the application? - Do I have to send the application form? - Should I also send the resume/reference? - When/Where will the interview take place? - What kind of goods are available? - How much does it cost? - How can I send the order? การพูดสนทนาทางโทรศพั ท์ การรู้จกั ประโยคต่างๆที่ใช้ในการสนทนาโต้ตอบหรือติดต่อสอ่ื สารทางโทรศัพท์เป็นทักษะเบื้องตน้ ท่ีสำคญั สำหรับ การนำไปประยกุ ต์ใชใ้ นการประกอบอาชพี และการดำเนินชีวิตประจำวัน ตวั อยา่ งประโยคท่ีใชใ้ นการสนทนาใน สถานการณ์ต่างๆ เชน่ Introductions เริ่มการสนทนาทางโทรศัพท์ด้วยการแนะนำตวั เอง เชน่ \"Hello, this is Louis Barker. ถ้าผทู้ โ่ี ทรเข้ามาไมไ่ ดแ้ นะนำตัวเขา เราสามารถใช้ประโยคคำถามว่า \"May I ask who's calling, please?\" Asking for someone / Making a request

32 ประโยคท่ีใช้ในการถามหาคนทึ่ตอ้ งการพูดด้วย เชน่ \"May I speak to Alax Johnson, please?\" หรือถ้ามีเบอรต์ อ่ แต่ไม่ทราบชอื่ ของเจ้าของเบอรน์ ้ัน ควรพูดว่า \"Could I have extension number 635?\" ถ้าโทรเพ่อื จุดประสงค์ชดั เจนไม่ได้อยากคุยกบั ใครเปน็ การเจาะจง ควรบอกวัตถปุ ระสงคข์ องการโทร เช่น \"I’m calling to make a reservation.\" ถอื สายรอหรือโอนสาย \"Please hold\" เป็นภาษาทางโทรศัพท์ทหี่ มายถึง \"รอสักคร่\"ู ถ้า transferred (โอนสาย) ไปทีเ่ บอร์ต่ออืน่ เรา มักจะไดย้ นิ การบอกกล่าววา่ \"Connecting your call...\" หรือ \"Please hold, I'll transfer you.\" แต่ถา้ ติดต่อทางธุรกจิ ในชว่ งเวลาทย่ี ุ่งๆ เราอาจได้ยินเพียงคำบอกสน้ั ๆ ใหถ้ อื สายรอว่า\"Hello, please hold!\" ก่อนท่ีโอปะเรเตอรจ์ ะตัดไป รับสายอืน่ ฝากขอ้ ความ ประโยคทถี่ ามว่า จะฝากข้อความไวห้ รอื ไม่ เช่น \"Would you like to leave a message?\" และประโยคที่ใช้บอกวา่ จะฝากขอ้ ความไว้ เชน่ \"May I leave a message?\" และถา้ ตองการใหต้ ดิ ต่อกลับกอ็ าจฝากเบอร์โทรศัพทข์ องเราไว้ ซ่ึงพดู ว่า call back number ขอให้อีกฝา่ ยพูดชา้ ลง ในกรณีที่ฟังไมเ่ ขา้ ใจหรือฟังไมท่ ันสามารถบอกให้อกี ฝา่ ยพดู ชา้ ลง โดยใชป้ ระโยค เช่น could you please speak slowly? หรอื อาจขอใหอ้ กี ฝ่ายรวู้ า่ เราไม่เก่งภาษาอังกฤษ อาจใชค้ ำว่า \"My English isn't very strong, could you please speak slowly?\" สิ่งที่สำคัญในการพูดโทรศัพทค์ อื การใชค้ ำและน้ำเสยี งทีส่ ภุ าพเรียบร้อย เมอ่ื ตอ้ งการขอร้องให้ใครทำอะไร ให้ ควรใชค้ ำตอ่ ไปน้ีในประโยคด้วย ไมว่ า่ จะเปน็ 'Could you' และ 'Please' และอยา่ ลืมจบการสนทนาดว้ ยคำว่า 'Thank you' และ 'Goodbye'!

33 ตัวอยา่ งบทสนทนา การพดู โทรศพั ท์ ( Talking on the phone ) Roi : Hello. This is 043-851249. Roi, speaking. May I help you ? สวัสดีครับ ทน่ี ่ีหมายเลขศนู ยส์ ่ีสามแปดห้าหนง่ึ สองสเี่ กา้ รอยพดู ครบั ใหช้ ่วยอะไรครบั Tom : May I speak to Nida, please? Is she in ? ขอสายคุณนดิ าด้วยครบั ไมท่ ราบว่าอย่ไู หม Roi : Yes, hold the line a moment, please. I’ll see if she’s in ครับ กรณุ าถือสายรอสักครู่ ผมจะดูก่อนว่าเขาอยไู่ หม (ครู่หนึง่ ต่อมา รอยจงึ พดู ต่อ) Oh, she is now talking to someone on another phone อ้อ เขากำลงั พูดอยู่อกี เคร่อื งหนงึ่ ครับ Would you like to tell her to call you back ? จะให้ผมบอกเขาโทรกลับไหมครับ Tom : No. Thank you. I’ll call again in a while ไมล่ ะครบั ขอบคุณ ผมจะโทรกลับเองอกี สักครู่ Roi : Would you wish to leave a message for her ? คุณจะสั่งอะไรถึงหลอ่ นไหมครบั Who shall I say have call ? จะให้ผมเรยี นเขาวา่ ใครโทรฯ มาครับ Tom : Tell her that I’m Tom, her old friend. บอกเขาด้วยว่า ผมทอมเปน็ เพอื่ นเกา่ Roi : I will. Bye. แลว้ ผมจะบอกให้นะครับ สวสั ดีครับ

34 ใบความรู้ท่ี 15 เรื่องการสอบถามเสน้ ทาง 1. Excuse me,Where’s the ticket office sir ? 1. (เอ๊กควิ ซม์ ี แวร์ เดอะ ทิคเกต ออ๊ ฟฟิศ เซอ) 1. ขอประทานโทษนะครบั ไม่ทราบห้องขายตั๋วอยู่ที่ไหนครบั 2. Can I use JR Pass Ticket for this train? 1. (แคน ไอ ยูส เจอาร์ พาส ทิกเกต ฟอร์ ทีส เทรน ) 1. ฉันสามารถใชบ้ ตั รรถไฟเจอารพ์ าสกับรถไฟขบวนนไี้ ด้ใหม 3. Could you please seal to start of the day for JR PASS ticket 1. (คูด ยู พลสี ซลี ทู สตาร์ท ออฟ เดอะ เดย์ ฟอร์ เจอาร์พาส ทิกเกต) 1. คุณชว่ ยประทบั ตราเร่ิมตน้ ใชง้ านในวนั แรกของตวั๋ เจอาร์พาสไดใ้ หม 4. Could you tell me,Where the number 5 compartment train? 1. (คชู ยู เทล มี แวร์ อิส เดอะ นัมเบอรฟ์ าย คอมพาทเม้นต์ เทรน) 1. คณุ ชว่ ยบอกฉันไดไ้ หมว่า ตู้โดยสารรถไฟหมายเลข 5 อยู่ตรงใหน 5. Can you help me something, Where is the platform number 3? 1. (แคนยู เฮฟ มี ซมั ต้ิง แวร์ อิส เดอะ แพลตฟอรม์ นัมเบอร์ ทรี) 1. คณุ ชว่ ยฉันบางอยา่ งไดใ้ หม ไม่ทราบว่าชานชลาหมายเลข 3 อยู่ท่ใี หนครบั 6. Has the ticket collector been round yet? 1. (แฮช เดอะ ทคิ เกต คอลเคลเตอร์ บนี ราว เยท) 1. คนตรวจต๋วั มาหรอื ยังคะ่ 7. I want to buy a ticket for Nong Kai. 1. (ไอ วอนท์ ทู บาย อะ ทิคเกต ฟอร์ หนอคาย) 1. ฉนั ตอ้ งการซอ้ื ตว๋ั ไปหนองคายคะ 8. Can I book ticket aisle seat? (แคน ไอ บุ๊ค ไอล ซีท) 1. ฉนั ขอจองท่นี ั่งติดรมิ ทางเดนิ ไดใ้ หมคะ

35 9. I would like to buy a Single Ticket. (ไอ วู๊ด ไลท์ ทบู าย อะ ซิงเกิล้ ทิกเกต) 1. ฉนั ตอ้ งการซ้ือต๋ัวรถไฟแบบเทยี่ วเดียวค่ะ 10. Can I book a round trip ticket? 10. (แคน ไอ บุ๊ค อะ ราวทรปิ ทกิ เกต) 10. ฉันขอจองตั๋วทนี่ ่งั แบบไป-กลับไดใ้ หมคะ 11. How long is the journey? 10. (ฮาว ลอง อสิ เดอะ เจอร์นี) 10. การเดนิ ทางจะใช้เวลานานแค่ไหนครบั 12. How much is the fare to Sisaket ? 10. (ฮาว มชั อีส เธอะ แฟร์ ทู ศรีสะเกษ) 10. ราคาตว๋ั รถไฟไปศรีสะเกษเท่าไหร่คะ 13. How many stations until we arrive? 10. (ฮาว เมนน่ี สเตชน่ั อนั ทลิ วี อะไรฟ) 10. อีกกส่ี ถานกี วา่ จะทเี่ ราจะไปถงึ ครบั 14. Do you mind if I sit here? 13. (ดูยมู าย อิฟ ไอ ซทิ เฮยี ) 13. คณุ รังเกยี จไหมถา้ ฉันจะนงั่ ตรงน้ี 15. Excuse me Madam,Is anybody sit here? 13. (เอก๊ ควิ มี มาดาม อิส เอนนี่บอดี้ ซิท เฮยี ) 13. ขอประทานโทษนะคะ มีใครน่งั ตรงน้ใี หมคะ 16. I missed the train. 13. (ไอ มิส เดอะ เทรน) 13. ฉนั พลาดข้ึนรถไฟไม่ทนั หรือเข้าใจง่ายๆ ฉันตกรถไฟ 17. How much for express train ticket? 13. (ฮาวมัช ฟอร์ เดอะ เอก๊ เพรส เทรน ทิตเกต) 13. ราคาตั๋วรถไฟด่วนเทา่ ไหร่ครับ 18. Please mind the gap between train and platform 13. (พลีสมายเดอะแกบ๊ บีทะวีเทรน แอนด์ แพลตฟอรท์ ) 13. โปรดระวงั ชอ่ งว่างระหว่างขบวนรถไฟกับชานชลา

36 Vocabulary คำศพั ทเ์ กีย่ วกบั รถไฟ Ticket office = สำนกั งานขายต๋ัว ticket barrier = ด่านเกบ็ ตวั๋ Train journey = การเดนิ ทางโดยรถไฟ Timetable = ตารางเวลา Ticket machine = เครอื่ งขายตัว๋ อัตโนมัติ to get on the train = ขึ้นรถไฟ to get off the train = ลงรถไฟ Single ticket = ตัว๋ ทางเดียว Return ticket = ตัว๋ ไปกลับ Ticket office = สำนกั งานขายตวั๋ Seat = ท่นี งั่ sleeper train = รถไฟแบบนอน First class = ชนั้ หนงึ่ Second class = ชั้นสอง Regular train = รถไฟธรรมดา Express train = รถไฟด่วน railway line = เสน้ ทางการเดินรถไฟ Window seat = ทนี่ ่งั ตดิ หนา้ ต่าง Aisle seat = ทน่ี ง่ั ตดิ ทางเดนิ Ticket inspector = พนกั งานตรวจตว๋ั Ticket collector = พนกั งานเก็บตัว๋ Compartment = ตู้โดยสารรถไฟ Train journey = การเดินทางโดยรถไฟ Tunnel = อโุ มงค์ signal = สัญญาณ Platform = ชานชาลา Luggage rack = ช่องใส่กระเป๋าเดนิ ทาง Departure time = เวลาออก Arrival time = เวลาเขา้ Passenger = ผู้โดยสาร Train tracks = รางรถไฟ Luggage = กระเปา๋ เดินทาง

37 รวมประโยคน่ารู้ ท่ีมกั ได้ยินบ่อยๆ ในสนามบนิ คำศพั ท์ : ความหมาย IN THE AIR. : ในการเดินทางโดยเครื่องบนิ What’s the airfare to London? : ค่าตั๋วเคร่ืองบินไปลอนดอนเทา่ ไหร่? Single or return? : เท่ียวเดียวหรอื ไป-กลบั ? First class or economy? : ชั้นหน่ึงหรือชัน้ สอง? What’s the return fare to Chiengmai? : ตั๋วเครือ่ งบินไปกลับเชยี งใหมร่ าคาเทา่ ไหร่? How much is a single flight to Paris? : ค่าตัว๋ เท่ียวเดียวไปปารีสเทา่ ไหร่? Is there any air service to….............? : มีเครื่องบินไป…………ไหม? Are there any fights to….............? : มีเคร่ืองบนิ ไป…………ไหม? Is there a plane for….............Today? : วนั นมี้ เี ครอื่ งบนิ ไป…………ไหม? At what time? : ออกกโ่ี มง? Have you got a seat on it? : มีทเ่ี หลือสกั ทห่ี น่งึ ไหม? Are there any seats left? : มีที่เหลอื งบ้างไหม? Have you got any seats on your flight to …............. ? : มีที่บนเทีย่ วบินของคุณไป………ไหม? For how many persons? : สำหรบั กท่ี ี่นัง่ ? We’re fully booked. : เตม็ หมดแล้ว Can you put me on the waiting list? : สำรองชือ่ ฉันไวไ้ ดไ้ หม? When does the next plane leave for….............? : เคร่อื งบินเทยี่ วหน้าไป………….จะออกก่ีโมง? Can I book a seat on your flight to ….............? : ขอจองท่ีน่ังหนึ่งท่ีกบั เที่ยวบินของคุณท่ีจะไป … Can I book a seat on your flight to ….............? : .......…ไดไ้ หม? How long is this ticket valid for? : ต๋วั ใบน้ีจะหมดอายุเมือ่ ไร? Are there seats on any other flights? : เที่ยวบินอนื่ ๆ มที ี่วา่ งไหม? Do you have a bus going to the airport? : คณุ มรี ถโดยสารไปสนามบินไหม? Is there an airport bus? : มีรถโดยสารของสนามบนิ ไหม? What time does it leave? : จะออกกโี่ มง? Does it come by the hotel? : จะหยุดแวะท่ีโรงแรมหรือไม?่ There are buses leaving every ten minutes from the terminal. : มรี ถออกทุก ๆ 10 นาทีจาก There are buses leaving every ten minutes from the terminal. : ศนู ย์จอดรถ What time do we have to be at the airport? : เราตอ้ งไปถงึ สนามบนิ กี่โมง? One hour before flying time. : หนึ่งชวั่ โมงกอ่ นเวลาเครื่องบินออก If we don’t hurry up, we’ll miss the plane. : ถ้าไมร่ บี มีหวังตกเคร่ืองบนิ

38 Where do I check in? : จะให้ชั่งกระเป๋า และตรวจเอกสารเดินทางได้ท่ีไหน? Fight May I have your ticket, please? : ขอดตู ั๋วหนอ่ ย What’s the free luggage allowance? : ให้นำ้ หนักฟรกี ่ีกโิ ล? How many bags do you have, Sir? : คุณมีกระเป๋าท้งั หมดก่ใี บ? How much does this bag weigh? : กระเป๋าใบนห้ี นกั เทา่ ไร? You’re ten kilos overweight. : คุณนำ้ หนกั เกนิ ไป 10 กโิ ล You’ll have to pay overweight. : คุณตอ้ งเสยี ค่าน้ำหนกั เกนิ How much is the airport tax? : คา่ บำรุงสนามบินเท่าไร? What time will the flight be called? : เขาจะเรียกผู้โดยสารกี่โมง? Your flight is being called now. : เขาเรยี กเท่ยี วบินของคุณแลว้ Is the flight leaving on time? : เครื่องบนิ จะออกตรงเวลาหรอื ไม่? Is the plane taking off on time? : เคร่ืองบนิ จะออกตรงเวลาหรอื ไม่? Your flight is delayed. : เครอ่ื งบินเที่ยวของคุณจะออกช้า The plane is grounded. : เครอ่ื งบนิ ยงั ข้นึ ไมไ่ ด้ Can I have a front row seat? : ขอทแี่ ถว ๆ หัวเครอื่ งบนิ ให้ฉนั ได้ไหม? Can I sit in the rear of the plane? : ขอทแ่ี ถวทา้ ยเครอ่ื งบินใหฉ้ ันไดไ้ หม? Can I have a window seat? : ขอทนี่ ั่งริมหนา้ ต่างใหฉ้ ันไดไ้ หม? Where’s the departure lounge? : หอ้ งพกั ผู้โดยสารขาออกอยู่ทไี่ หน? Are you serving lunch on board? : มอี าหารกลางวันเสริฟบนเครื่องบนิ หรือเปลา่ ? Excuse me, is this seat vacant? : ขอโทษ ที่นง่ั ตรงน้ีวา่ งหรือเปลา่ ? Fasten your seatbelts. : รดั เขม็ ขดั เกา้ อีน้ ง่ั ของทา่ นด้วย Refrain from smoking. : งดสูบบหุ ร่ี Adjust your seats to the upright position. : ปรับทน่ี งั่ ของทา่ นให้อยใู่ นระดบั ตรง We’ll be flying at an altitude of 30,000 ft. : เราจะบินในระดบั ความสูง 30,000 ฟุต In a few minutes we’ll be flying over…..........… : อกี ไม่กีน่ าที เราจะบนิ เหนือ………….. We are starting our descent to…........……. : เรากำลังลดระดบั ความสงู เพอ่ื ลงสู่……….. We are expecting some turbulence. : เราคาดวา่ อากาศจะปน่ั ปว่ น Fight refreshments will be served on board. : เจา้ หน้าที่จะนำเครือ่ งดืม่ มาบริการแกท่ ่านบน refreshments will be served on board. : เครือ่ งบนิ The crew is at your service. : เจา้ พนกั งานพร้อมแล้วท่จี ะรบั ใช้ท่าน Can I have another drink? : ขออีกแก้วได้ไหม? Have you got any magazines on board? : มนี ิตยสารบนเครื่องบินบา้ งไหม? Can I have a newspaper? : ขอหนงั สอื พิมพส์ กั ฉบบั ไดไ้ หม?

39 Where’s the lavatory? : หอ้ งน้ำอย่ทู ่ไี หน? What’s the pilot’s name? : กปั ตนั ช่ืออะไรนะ? Can you call the stewardess? : ชว่ ยเรยี กแอรใ์ หห้ น่อย Where’s the purser? : หวั หน้าพนักงานอยูไ่ หน? I’m feeling sick. : ฉันร้สู ึกไมค่ อ่ ยสบาย (หมายถงึ คลน่ื ไส)้ Do you suffer from air-sickness? : คุณเมาเครอ่ื งบินหรือเปลา่ ? It’s coming in to land now, Sir. : กำลังจะลงเดี๋ยวน้แี ล้ว We made a very smooth landing. : เครอ่ื งลงไดน้ ่ิมมาก It was a very bumpy flight. : เครอ่ื งบนิ ตกหลมุ อากาศบอ่ ยมากตลอดทาง Where’s the transit lounge? : หองพักผโู้ ดยสารทจี่ ะไปต่ออย่ทู ี่ไหน? Transit passengers this way, please. : ผู้โดยสารที่จะไปตอ่ ขอเชิญทางน้ี Follow the ground hostess. : ตามเจ้าหนา้ ท่ตี อ้ นรบั ไป What’s your favourite airline? : คุณชอบสายการบนิ ไหนมากที่สุด? Have a pleasant flight! : เดินทางโดยปลอดภัยนะ Happy landings! : เดินทางโดยปลอดภยั นะ

40 ใบความรทู้ ี่ 16 เรอ่ื ง การขอมี e – mail What is you e – mail address? e – mail คืออะไร e – mail คือ วิธีการในการเขียนส่ง และรับข้อความหรือไฟล์ภาพผ่านทางการเครือข่ายเชื่อมโยงระบบ อิเล็กทรอนกิ ส์ จากเครอ่ื งหนงึ่ ไปยงั ผู้รับอกี เครื่องหนงึ่ หรืออีกหลาย ๆ เครือ่ ง ก็ได้ e – mail address e – mail address คือ ที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต หรือที่อยู่ของตู้จดหมายของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ใช้สำหรับบอก ตำแหนง่ ของผรู้ ับวา่ อยทู่ ่ีไหน เช่น [email protected] สว่ นประกอบของอเี มล์แอดเดรส ประกอบด้วย ส่วนสำคัญ ดังตัวอยา่ งนี้ 1. ช่อื สมาชิกของผใู้ ชเ้ รยี กว่า user name อาจใช้ช่ือจรงิ ช่อื เล่น หรอื ชือ่ องค์กร กไ็ ด้ 2. เครือ่ งหมาย @ (at sign) อา่ นว่า แอท 3. โดเมนเนม (Domain Name) เป็นที่อยู่ของอนิ เทอรเ์ นต็ เซิร์ฟเวอรท์ ี่เราสมัครเป็นสมาชิกอยู่ เพื่ออ้างถึงเมล์ เซริ ์ฟเวอร์ เชน่ hotmail/yahoo/chaiyo/thaimail เป็นตน้ 4. รหัสบอกประเภทขององค์กรและประเทศ ในที่นีค้ ือ.com = commercial บริการด้านการค้า ส่วนที่ลงทา้ ย ด้วย .co.th โดยที่ .co หมายถงึ commercial เป็นบรกิ ารเกยี่ วกบั การค้า สว่ น .th หมายถงึ Thailand อยใู่ นประเทศไทย รหัสบอกประเภทขององค์กร คอื .com = commercial บรกิ ารดา้ นการคา้ .edu = education สถานศึกษา .org = organization องค์กรที่ไมแ่ สวงหากำไร .net = network หน่วยงานบริการเครือข่าย ตวั อยา่ ง e – mail address [email protected] [email protected] [email protected]

ใบความรู้ท่ี 17 41 เร่อื ง การเปิด – ปิด e – mail 1. เปิดหน้าเว็บไซด์ของ e – mail ทีไ่ ด้สมัครเป็นสมาชิกพรอ้ มกรอก ID และ Password 2. Sign in เพ่ือยืนยนั และขออนุญาตการใช้ e – mail

42 3. เลอื กหนา้ ที่ตอ้ งการใชง้ าน เช่น กลอ่ งขาเขา้ ตอบรบั หรอื ส่งตอ่

43 ใบความรู้ท่ี 18 เร่ือง ภาษา e – mail ในระบบ e – mail จะมคี ำศัพท์เฉพาะซงึ่ สว่ นมากจะเปน็ คำศพั ทส์ ้นั ๆ ท่ีเขา้ ใจงา่ ย เพ่ือใหส้ ามารถบรรจุศพั ท์นั้น ในชอ่ งปุ่ม หรือ Icon เลก็ ๆ บนหน้า e – mail ได้ คำศพั ทแ์ บบมาตรฐานทวั่ ๆ ไป ท่ีมกั จะนยิ มใช้ในการใช้งานอีเมล์ มี ดงั น้ี • Sign in หมายถงึ การเข้าสู่ระบบ • Sign out หมายถงึ การออกจากระบบ • Inbox หมายถึง กล่องหรอื ทสี่ ำหรบั เกบ็ อีเมล์ ท่ีมผี ้สู ่งเข้ามา • Outbox หมายถงึ กลอ่ งหรือท่ีเก็บอเี มล์ ทก่ี ำลังจะส่งออกไปหาผ้อู น่ื • Sent หมายถึง การส่งอเี มล์จากเราไปหาผ้อู ืน่ • Sent Items หมายถงึ กลอ่ งหรือทเ่ี กบ็ อเี มล์ ที่เราไดเ้ คยส่งออกไปหาผอู้ ื่นแล้ว • Delete Items หมายถงึ กล่องหรอื ท่ีเกบ็ อีเมล์ ทไ่ี ดท้ ำการลบทิง้ จาก Inbox แต่ยังเก็บสำรองไวอ้ ยู่ • Drafts หมายถึง กลอ่ งหรอื ที่เกบ็ อีเมล์ สำหรับใช้เกบ็ อเี มล์ตา่ ง ๆ ชว่ั คราว • Compose หรือ New mail จะเปน็ การเขียนอเี มล์ใหม่ เพอื่ จะสง่ ไปหาผู้อนื่ • Forward จะเปน็ การส่งต่ออเี มล์ท่ีไดร้ ับมานั้นไปหาผูอ้ ่นื • Reply จะเปน็ การตอบอีเมล์ ท่ไี ดร้ ับมานนั้ ไปหาผอู้ ่นื • Reply All จะเปน็ การตอบอเี มล์ท่ีมผี ู้ส่งมาถงึ เรา และส่งกลบั ไปใหท้ ุกคนท่มี ีชอื่ อยู่ในอเี มล์ฉบับน้ัน • Subject หมายถึง หวั ขอ้ ของอีเมล์ทเี่ ราจะเขยี นหรอื สง่ ออกไป • To หมายถงึ ชอ่ื หรอื อีเมล์ของผูท้ ่เี ราตอ้ งการส่งอเี มลไ์ ปหา • CC หมายถงึ การส่ง copy อเี มลน์ นั้ ๆ ไปให้ผูอ้ ่ืนที่ตอ้ งการด้วย • BCC หมายถงึ การสง่ copy อีเมลน์ ั้น ๆ ไปให้ผ้อู นื่ ท่ตี ้องการ และไม่ใหผ้ ้รู ับคนอ่นื มองเห็นว่า มีการส่งไปให้ใน ชอ่ ง BCC ด้วย • Attach Files หมายถึง การแนบไฟล์เอกสาร ไฟลภ์ าพ หรือไฟล์โปรแกรมต่าง ๆ ไปกับอีเมล์ฉบับนน้ั • Address Book หมายถงึ สมดุ รายชอื่ ของอีเมล์ต่าง ๆ ทีเ่ ราสามารถเกบ็ ไว้ เพือ่ ใหน้ ำมาใชง้ านได้งา่ ย • Spam หมายถงึ ที่กกั เก็บอเี มล์ไม่พงึ ประสงค์ท่ีโดนระบบคัดออกมาไวเ้ ป็นขยะ เพื่อใหผ้ ใู้ ชพ้ จิ ารณาท้ิงหรือเปิด อ่านตอ่ ไป • Delete หมายถึง การลบขอ้ ความ(ที่เลือกจากการใสเ่ ครื่องหมายหน้าข้อความ) ท้งิ ซงึ่ ข้อความที่ลบทิ้งจะไป อยู่ใน Trash • Trash หมายถึง ทเ่ี ก็บอเี มล์ที่โดนทิง้ จากผู้ใช้ Trash เปรยี บเหมือนถังขยะท่ีรอผใู้ ชเ้ ททิง้ หรอื นำมาเปิดอ่านอีก คร้ังหน่งึ

44 ใบความรทู้ ่ี 19 การถามและใหข้ อ้ มูล (Asking and Giving Information) การเดินทางเราตอ้ งรแู้ ละเขา้ ใจในการใช้คำศพั ท์สำนวนภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการเดินทาง เพื่อช่วยในการถาม และใหข้ ้อมลู ดงั นี้ 1. การเดินทางโดยรถไฟ (By train) ประโยคภาษาองั กฤษเก่ยี วกบั การเดินทางโดยรถไฟ มดี งั นี้ 1. ใหผ้ เู้ รยี นฝึกอา่ นประโยคต่อไปนี้พร้อม ๆ กนั I want to buy a ticket for Chiang Mai. Chiang rai. Songkhla. Phuket. 2. การถามราคาคา่ ตวั๋ How much is the one – way ticket? What’s the prize of the round – trip ticket? How much is the fare to New York? 3. ถามวา่ รถไฟขบวนทเ่ี ราจะเดนิ ทางไป Tokyo? 3.1 Which train goes to London? 3.2 Does this train go to Bangkok? Chiang Mai? 2. การบอกเสน้ ทางโดยใชร้ ถประจำทาง - Take bus number 21. That’ll take you pass (บอกสถานท)่ี and then get off at ….. (สถานท่/ี สถานี/ปา้ ย) สำนวนท่ีน่าสนใจเกีย่ วกับรถประจำทาง take/catch/get on = ขน้ึ รถ get off = ลงรถ - bus number 21/ a number 21 bus = รถเบอร์ 21 (เมอ่ื ใช้ bus number จะไม่มี article “a นำหน้า bus stop = ป้ายรถเมล์ It will take you pass…………… บอกว่า รถจะผ่านสถานทใ่ี ดบ้าง

45 3. คำถามที่นิยมใชใ้ นการถามหาข้อมูล มดี ังน้ี คำศัพท์สำนวนภาษาองั กฤษทีใ่ ช้ในการถามเพอื่ ต้องการทราบข้อมูลตามสากลนยิ ม มีดงั ตอ่ ไปน้ี 1. ใช้ Excuse me. หรือ Pardon me. เป็นการพดู สอดแทรกตามมารยาท แปลวา่ ขอโทษ หรอื Sorry to trouble you = ขอโทษทม่ี ารบกวนคุณ นำหน้าประโยคเพอ่ื ถามหาข้อมลู 2. คำถามที่นยิ มใช้ในการถามหาข้อมูล มดี ังนี้ Please tell me where/when/who/ + S. + V. + O. Do you know how/how long/How far (ตามดว้ ยรปู ประโยคบอกเลา่ )

46 ใบความรู้ท่ี 20 Asking and Giving Direction (การถามและการบอกทิศทาง) ปจั จบุ ันนกี้ ารถามหาและการบอกทิศทางเพื่อการเดินทางมีความจำเป็นตอ่ ชีวิตประจำวนั มากขนึ้ โดยเฉพาะผทู้ ่ีมี อาชพี เกย่ี วข้องกบั การท่องเทย่ี ว ผ้เู รยี นตอ้ งเรยี นรเู้ ข้าใจในการนำคำศัพท์สำนวนภาษาอังกฤษท่เี ก่ียวข้องกับการสอบถาม และการบอกทิศทางเพ่อื การเดินทางตอ่ ไปนีไ้ ปใช้ในชวี ิตประจำวนั ใหม้ ีทกั ษะ 1. การถามทศิ ทางเพื่อการเดินทาง การถามหาทิศทางเพื่อการเดนิ ทางท่ีนิยมใชก้ ัน มีดังต่อไปน้ี 1.1 ใช้คำถามตรงไปตรงมาท่ีขึ้นตน้ ประโยคคำถามดว้ ยใช้ “Where, How, Which (Direct Questions) - Excuse me. Which is the best way to the post office? - Excuse me. Where is the post office? - Excuse me. How can I go to the post office? 1.2 ใช้คำถามโดยใช้ Indirect Questions ซึ่งเป็นคำถามท่ฟี ังแล้วสุภาพ เช่น - Excuse me. Would you please tell me where the Grand Palace is? - Excuse me. Do you know where the National Museum is? Notes : เพอื่ ให้การถามทางสุภาพย่ิงขนึ้ ก่อนทจ่ี ะถามต้องมีคำพูดสอดแทรกมาก่อน โดยใช้ Excuse me หรือ Pardon me นำหนา้ มาก่อนดงั ตวั อย่างข้างตน้ 2. การบอกทศิ ทาง มี 9 วิธี 1. ประโยคคำสงั่ (Imperative) ท่นี ิยมใช้ในการบอกทศิ ทาง ไดแ้ ก่ - Cross over the road = ข้ามถนน - Cross the main road = ข้ามถนนใหญ่ - Turn left/right = เลีย้ วซ้าย/ขวา - Take the third turning on the right = เลย้ี วขวาแยกท่ี 3/เลย้ี งขวาครง้ั ที่ 3 - Drive straight on = ขับตรงไป 2. การเดนิ ทางดว้ ยยานพาหนะตา่ ง ๆ นยิ มพูดดังนี้ - Take the bus number 80. - Change the bus/train at ……………เปลี่ยนรถเมล์/รถไฟ - Get out at the next station/bus. = ลงที่สถานี/ป้ายขา้ งหนา้ - Take the next train/bus = ลงที่สถานีข้างหนา้

47 3. แนะนำวา่ ไม่ควรทำใช้ Do not + V1 + o. - Do not cross the road. = อย่าขา้ มถนน - Do not take this road. = อย่าไปตามถนนสายน้ี - Do not take the third turning = ห้ามเล้ยี ว ตรงหัวเลี้ยวท่ี 3 4. เมอื่ ตอ้ งการเตอื นใหใ้ ช้รปู ประโยค ดงั น้ี - Be sure to take the correct = จงมั่นใจวา่ เดินตามถนนสายท่ีถูกต้อง - Be careful not to take the first turning = ระวงั เลี้ยวตรงเลยี้ วแรก 5. ใช้ประโยคเงอื่ นไขขนึ้ ต้นประโยคดว้ ย “If” - If you walk about ten metres from here, you will see ……………………….. (ถ้าคุณเดนิ ไปประมาณ 10 เมตร จากตรงนี้ คณุ จะเห็น…………………………..) - If you turn left, you will meet ……………………….. (ถ้าคุณเลี้ยวซ้าย คณุ จะพบ …………………………..) 6. บอกให้ตรงไปเรื่อย ๆ ในทิศทางเดิมโดยยังไม่เปลีย่ นทศิ ทางจะใช้ Preposition on ตามหลังกริยา (Verb) ดังนี้ Keep on ………….. Carry on …………….. Walk on …………. Drive on ……………. ตวั อยา่ ง เชน่ - Keep on driving along this road. 7. ถา้ บอกบง่ ช้ที ิศทางไปในทิศทางเดียวกันหรือส่ือความหมายวา่ อยู่ข้างหน้า ให้ใชค้ ำวา่ “ahead” และ “Straight” ดงั น้ี - The Grand Palace is ahead of you. (พระราชวงั อยู่ข้างหน้าคณุ ) - The National Museum is straight ahead (หอสมุดแห่งชาติอยู่ขา้ งหน้า) แตถ่ ้าบอกใหเ้ ดินตรงไป พูดวา่ - Walk straight to the intersection. - Go straight ahead of ……(2 kilometres) = เดินตรงไปขา้ งหน้า............. (2 กโิ ลเมตร) - Keep going straight ahead. = เดนิ ตรงไปเรอ่ื ย ๆ - Go straight until you come to ………….…. (the traffic lights) - Walk straight as far as the bridge (เดนิ ไปจนถึงสะพาน) 8. ถา้ บอกให้เลีย้ วหรอื เปลยี่ นเส้นทางใหพ้ ูดดงั น้ี - Turn left/right – เลีย้ วซ้าย/ขวา - Turn to the left – เล้ยี วซา้ ย - Take the street that …………….(goes up the hill) = เดนิ ไปตามถนนท่ขี ึ้นไปบนเนิน

48 9. บอกท่ีตง้ั ของสถานทีห่ รือส่งิ นนั้ ๆ เชน่ - It’s next to (ติดกบั ) ……………….. (a school, a temple) - It’s a (pared (ลาดยาง), gravel (โรยกรวด), dead – end (ตนั )) **- It’s about ………………. minute’s walk (ride) from here. (ten/fifteen) **- It’s ……………… from here. (two meters) *** หมายเหตุ 1. คำถามทีข่ น้ึ ต้นดว้ ย How long…………….… ให้ตอบเป็นระยะเวลา เชน่ A : How long can I get there? B : It’s not far from here. It’s five minute’s drive (walk). 2. คำถามทขี่ ึน้ ต้นด้วย How far……….… ให้ตอบด้วยระยะทาง เชน่ A : How far can I get there? B : It’s about 2 kilometers from here

49 ใบความรู้ท่ี 21 เร่ืองการพยากรณ์อากาศท้ังในประเทศและต่างประเทศ ในเรอื่ งของสภาพดนิ ฟา้ อากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ทัง้ รอ้ นท้งั หนาว และฝนตกตก ดังนน้ั จงึ ตอ้ งศกึ ษาเรยี นรู้ หลักการอา่ นข่าวพยากรณอ์ ากาศที่พบเหน็ ไดใ้ นชีวิตประจำวนั The Weather Bangkok Today SW: THE WEATHER Bangkok today Cloudy. Scattered showers and thundershowers. SW: winds 10-30 kph. High: 34 Low: 26 (94/79 F) Bangkok port: Sun rises 06:09. Sets 18:36. High water 11: 23 and 21:50. Low water 05:25 and 16:28. YESTERDAY High 34, low 26 (93/79F) Region by region The low-pressure ZITA has moved west. A low-pressure trough across the North and the Northeast is intensifying. Flash flood warnings for the North and South. All small boats should stay ashore. CENTRAL : Heavy rain in the west. NORTH : Cloudy with isolated heavy and heavy falls. NORTHEAST: Cloudy with isolated heavy rainfall. EAST: Partly cloudy, showers. Moderate seas, rough offshore. SOUTH, EAST: Mostly cloudy. Scattered or heavy rainfall from Chumporn to Songkhla. winds 20-40 kph. Moderate to rough seas. Hat Yai: High 34, Low 25 (93/77 F) SOUTH, WEST: Widespread showers, with isolated heavy falls. SW winds 20-40 kph. Sea: moderate, occasionally rough. Phuket: High 33, Low 25 (91/77F)

50 การพยากรณ์อากาศ ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า The weather forecast ซึ่งการที่เรียกเช่นนั้นก็เพราะคำ ว่า forecast คือการคาดคะเน มาจากการรวมตัวกันของคำว่า fore และ cast หมายถึงคำนวณไว้ก่อน ซึ่งก็คือ การ คาดก าร ณ์ คำน ี้อ่าน ว ่า ฟ อร ์ แคสท์ ถ้าพ ูดถึง อ ากาศใน ประเทศใช้ว ่า local อ าก าศใน ต่างแดน เรียกว่า international และอากาศในแต่ละภาคจะใช้คำว่า regional ค่ะ ส่วนคำว่านักอุตุนิยมวิทยาน้ัน เรียกว่า meteorologist อ่านว่า มีเทียอาเลอจิลท์ ส่วนวิชาพยากรณ์อากาศ หรืออุตุนิยมวิทยานั้นใช้ วา่ meteorology มีเทียอาเลอจ้ี คะ่ และสว่ นคำทใี่ ช้บรรยายดนิ ฟ้าอากาศ เราสามารถจำไดจ้ ากรูปคำนามของตัวมันเอง เชน่ ฝน เรยี กวา่ rain ลมนนั้ กค็ ือ wind แลว้ เราก็จัดการเอา Y เตมิ เขา้ ไป ซงึ่ หมายถงึ เต็มไปด้วย กจ็ ะมีความหมายดังนี้ rain + y ——–rainy = ฝนซกุ sun + ny ——-sunny = แดดจัด fog + gy——–foggy = หมอกหนา snow + y——-snowy = หมิ ะเยอะ cloud + y——-cloudy = เมฆมาก storm + y——-stormy = พายุแรง wind + y ——-windy = ลมแรง shower + y —-showery = ฝนเยอะ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook