2 คำนำ หนังสอื เรียนวิชาคอมพิวเตอรแ์ ละการบำรงุ รักษา รหสั วชิ า 2204-2202 เลม่ น้ไี ด้จัดทำขน้ึ เพื่อใช้ประกอบ การเรียนการสอน สำหรับนกั เรยี นตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) พ.ศ.2562 ผ้จู ดั ทำได้แบ่งเนื้อหา การเรยี นการสอนออกเป็น 6 หน่วยการเรยี นรู้ซึ่งหลักจากทีผ่ ู้เรียนได้เรียนครบทงั้ 6 หนว่ ยการเรียนรู้แลว้ ผู้เรียน สามารถทีจ่ ะมีความรู้และความเขา้ ใจในเรือ่ งคอมพวิ เตอรแ์ ละการบำรุงรักษา เปน็ อย่างดีใหผ้ เู้ รียนไดฝ้ ึกปฏบิ ตั ิ ซึ่ง จะทำให้ผเู้ รยี นนั้นมีความสามารถในการใชเ้ ครือข่ายคอมพิวเตอร์เบ้อื งต้นได้อย่างมีประสิทธภิ าพ ผูจ้ ัดทำหวงั เป็นอย่างยิง่ ว่า หนงั สือเล่มน้ี จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อกระบวนการเรียนการสอนได้เป็นอย่าง ดี หากอาจารย์ผูส้ อนหรือผูเ้ รียนมีข้อเสนอแนะเพ่ิมเตมิ ประการใด ขอให้แจ้งขอ้ เสนอแนะมายงั ผูจ้ ัดทำหนังสือหรือ ตดิ ตอ่ ผจู้ ดั ทำโดยตรงจกั เปน็ พระคณุ อยา่ งย่งิ
3 สารบัญ บทท่ี 1 ความรพู้ ื้นฐานเกี่ยวกบั คอมพิวเตอร์.................................................................................1 1.ความหมายและคณุ ลกั ษณะทส่ี ำคญั ของคอมพวิ เตอร์..........................................................2 2.ยุคของคอมพวิ เตอร์.............................................................................................................3-4 3.ประเภทของคอมพิวเตอร์.....................................................................................................5-6 4.องคป์ ระกอบของคอมพวิ เตอร์..............................................................................................7 5.การใช้คอมพิวเตอร์ในดา้ นตา่ งๆ...........................................................................................8 6.วธิ เี ปดิ และปดิ เครื่องคอมพิวเตอร์.........................................................................................9-10 7.หลกั การใช้คอมพวิ เตอร์ให้มีประสทิ ธภิ าพ.............................................................................10-13 บทท่ี 2 การทำงานของคอมพวิ เตอร์และอปุ กรณ์ต่อพว่ ง................................................................14 1.หลกั การทำงานของคอมพวิ เตอร์..........................................................................................15-17 2.หนา้ ทแ่ี ละหลักการทำงานของอุปกรณ์ต่อพ่วง......................................................................18-20 บทท่ี 3 การประกอบเครือ่ งคอมพวิ เตอร์.........................................................................................21 1.การเลือกอุปกรณค์ อมพวิ เตอร์..............................................................................................22-25 2.อุปกรณท์ ีใ่ ช้ในการประกอบเคร่ืองคอมพวิ เตอร์....................................................................26-28 3.ขอ้ ควรพจิ ารณาในการประกอบเครื่องคอมพวิ เตอร์ด้วยตนเอง.............................................28-30 4.ข้อดแี ละข้อเสียของการประกอบเครือ่ งดว้ ยตนเอง................................................................31-35 5.ขนั้ ตอนการประกอบเครื่องคอมพวิ เตอร์................................................................................36-39 บทที่ 4 การติดต้ังและการถอดถอนโปรแกรม.................................................................................40 1.การตรวจคณุ สมบัติของเครื่องคอมพวิ เตอร์..........................................................................41-45 2.คุณสมบัตขิ องเคร่ืองคอมพิวเตอรท์ ่ีจะติดต้งั Windows 7....................................................46-49 3.วธิ ที ำแผน่ Windows 7 \"System Recovery Disc\"..........................................................50 4.การติดตงั้ ระบบปฏิบตั ิการ Windows 7...............................................................................51-55 5.โปรแกรมท่ีติดตัง้ มาพร้อมกับ Windows 7..........................................................................56-60 6.การถอดถอนโปรแกรมออกจาก Windows 7.......................................................................61-80 7.การติดตงั้ ไดร์ฟเวอร์..............................................................................................................81-85 บทท่ี 5 การบำรงุ รกั ษาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์....................................................................................86 1.การตรวจสอบเครอ่ื งคอมพวิ เตอร์..........................................................................................89-70 2.การบำรงุ รักษาเครื่องคอมพวิ เตอร์........................................................................................71-90 บทท่ี 6 โปรแกรมอรรถประโยชน์....................................................................................................91-100
4 1.ความหมายและหนา้ ทีข่ องโปรแกรมอรรถประโยชน์..............................................................112 2.ชนิดของโปรแกรมอรรถประโยชน์.........................................................................................113
1 หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 1 ความรู้พนื้ ฐานเกย่ี วกบั คอมพวิ เตอร์ จดุ ประสงคร์ ายวิชา 1.มีความรคู้ วามเข้าใจเกี่ยวกับหลกั การทำงานและการใชง้ านอปุ กรณค์ อมพวิ เตอร์ 2.ประกอบ และบำรงุ รกั ษาคอมพวิ เตอร์ 3.ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาคอมพิวเตอรด์ ว้ ยโปรแกรมอรรถประโยชน์ 4.มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านยิ มที่ดีในการใชค้ อมพิวเตอร์ สมรรถนะรายวิชา 1.แสดงความรเู้ ก่ียวกบั หลกั การทำงานของคอมพวิ เตอรแ์ ละอปุ กรณต์ อ่ พ่วง 2.ประกอบเครือ่ งคอมพวิ เตอรแ์ ละติดตั้งโปรแกรมตามลักษณะงาน 3.บำรุงรกั ษาอปุ กรณ์ และแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์โดยใชโ้ ปรแกรมอรรถประโยชน์ คำอธิบายรายวชิ า ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับหลักการทำงานของอุปกรณค์ อมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ประกอบเครื่อง คอมพิวเตอร์และติดตั้งโปรแกรมตามลักษณะงานการบำรุงรักษาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ตรวจและกำจัดไวรัส แกป้ ัญหาคอมพวิ เตอรด์ ้วยโปรแกรมอรรถประโยชนส์ ำรองและป้องกันความเสียหายของขอ้ มลู การกูค้ ืนข้อมูล
2 1. ความหมายและคุณลักษณะที่สำคญั ของคอมพิวเตอร์ พจนานุกรม ฉบับเฉลิมพระเกียรติ พุทธศักราช 2530 ให้ความหมายของคอมพิวเตอร์ไว้ว่า \"เครื่อง อิเล็กทรอนิกส์แบบอตั โนมัติทำหนา้ ท่เี หมือนสมองกล ใช้สำหรับแก้ปญั หาต่างๆ ทัง้ ท่งี ่ายและซับซ้อนโดยวิธีทาง คณิตศาสตร\"์ พจนานุกรมไทย มานิต มานิตเจริญ ให้ความหมายของคอมพิวเตอร์ไว้ว่า \"เครื่องคำนวณแบบอัตโนมัติ สมองกล \" พจนานุกรม ฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2525 ใหค้ วามหมายของคอมพิวเตอรไ์ ว้ว่า \"เครอื่ งอเิ ลก็ ทรอนิกส์ แบบอตั โนมตั ิ ทำหนา้ ทีเ่ หมอื นสมองกล ใช้สำหรบั แกป้ ัญหาตา่ งๆ ท่ีงา่ ยและซบั ซ้อนโดยวิธีทางคณติ ศาสตร์\" คอมพวิ เตอร์มาจากภาษาละตินวา่ Computer หรือตรงกบั ภาษาไทยว่า \"คณติ กรณ์\" ซ่งึ หมายถึง การนับ การคำนวณ ดังนัน้ คอมพวิ เตอร์จงึ เป็นเคร่ืองจักรอิเลก็ ทรอนกิ สท์ ถ่ี ูกสร้างข้นึ เพื่อทำงานแทนมนษุ ยใ์ นด้านการคิด คำนวณและสามารถจดจำข้อมลู ท่ีเป็นตัวอักษร ตวั เลขเพ่อื การใชง้ านในครั้งต่อไปนอกจากนี้ยงั สามารถจัดการกับ สญั ลกั ษณ์ไดด้ ้วยความเร็วสงู โดยปฏบิ ัตติ ามขน้ั ตอนการส่งั งานของโปรแกรม มคี วามสามารถในการรบั - สง่ ขอ้ มูล การเปรยี บเทยี บประมวลผลขอ้ มูล จดั เก็บข้อมูลไว้เพ่อื นำมาใช้ในคร้งั ต่อๆไป รูปที่ 1.1 ไมโครคอมพิวเตอร์ ไมโครคอมพิวเตอร์ (Micro Computer) หรือคอมพวิ เตอรพ์ ซี ี (PC :Personal Computer) หรอื ดิจติ อล คอมพิวเตอร์ (Digital Computer) หมายถงึ คอมพิวเตอร์สว่ นบุคคลทีใ่ ชก้ ันทว่ั ๆ ไป คณุ ลกั ษณะทส่ี ำคญั ของคอมพวิ เตอร์ 1. ทำงานโดยอตั โนมตั โิ ดยโปรแกรมทม่ี นษุ ย์เขียนขน้ึ 2. ทำงานได้หลายอย่างตามโปรแกรมทีม่ นุษยเ์ ขียนขนึ้ 3. ประกอบด้วยอุปกรณอ์ ิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแตกต่างจากเครื่องจักรกลโดยทั่วไป เพราะเครื่องจักรกลหรอื เคร่อื งยนต์ เมือ่ ทำงานช้นิ สว่ นต่างๆ จะต้องเคลือ่ นไหว ซึง่ อุปกรณ์อิเลก็ ทรอนกิ ส์ เช่น ทรานซลิ เดอร์วงจรไอซี และซพี ียู จะทำงานโยไม่เคล่อื นไหวเลย (ยกเวน้ พัดลมภายในเคสทตี่ ้องระบายความร้อน)
3 4. เปน็ ระบบดจิ ิตอล (Digital) คำวา่ Digital มาจากคำว่า “Digit” ซง่ึ แปลว่า ตัวเลข ข้อมลู ทปี่ อ้ นเข้าเครื่อง คอมพิวเตอร์ไม่วา่ จะเป็น ตวั อกั ษร ตวั เลข หรือสัญลกั ษณต์ ่างๆ จะถกู แปลงเปน็ ตวั เลขทัง้ หมดก่อนท่ีเครื่องจะ ทำการประมวลผล ดังน้ัน จึงเรยี กคอมพวิ เตอร์ว่า “ดิจติ อลคอมพิวเตอร์” 5. ทำงานด้วยความเรว็ ถูกต้อง และแม่นยำ หนว่ ยวัดความเร็วของคอมพวิ เตอร์ - มลิ ลิเซกนั (Millisecond) เปรียบเทยี บความเร็วเท่ากบั 1/1,000 วินาที หรือของวินาที - ไมโครเซกัน (Microsecond) เปรยี บเทยี บความเร็วเท่ากบั 1/1,000,000 วนิ าที หรือของวนิ าที - นาโนเซกัน (Nanosecond) เปรยี บเทยี บความเรว็ เทา่ กับ 1/1,000,000,000 วนิ าที หรอื ของวนิ าที 6. มีหน่วยความจำภายใน ซ่ึงมีหน้าที่เกบ็ โปรแกรม หรอื ชดุ คำสงั่ และเกบ็ ขอ้ มลู ไวใ้ นเครือ่ งคอมพวิ เตอร์เพื่อ ประมวลผลตามคำส่ัง ตั้งแต่คำสั่งแรกจนถึงคำสั่งสุดท้าย จนกระทั่งแสดงผลลัพธท์ ี่แสดงจอคอมพิวเตอร์หรอื เครือ่ งพมิ พ์ 7. มีความน่าเชื่อถือ หมายถึง ความสามารถในการประมวลผลใหเ้ กิดผลลัพธ์ที่ถูกต้อง ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ชุดคำส่ังหรอื โปรแกรม และข้อมลู ทปี่ ้อนเข้าสคู่ อมพวิ เตอรเ์ พ่อื นำไปประมวลผลหากป้อนข้อมูลผดิ พลาด ผลลัพธ์ ทีไ่ ดก้ ็ไม่ถูกตอ้ งดว้ ย 8. มีความสามารถในการทำงานซ้ำๆ ช่วยลดปัญหาเรื่องความเมื่อยล้าจากการทำงานด้วยแรงงานมนุษย์ นอกจากนั้น ยังลดความผดิ พลาดตา่ งๆได้เปน็ อย่างดี ขอ้ มลู ทใี่ ช้ในการประมวลผล แม้จะมีขน้ั ตอนท่ยี ุ่งยากและ ซับซ้อน คอมพวิ เตอร์จะคำนวณและหาผลลพั ธไ์ ดอ้ ยา่ งรวดเร็ว 9. ปจั จุบนั คอมพวิ เตอร์สามารถเชือ่ มต่อกันได้หลายๆ เคร่อื งเปน็ เครือขา่ ย ไม่วา่ จะเป็นเครือข่ายท่ีใช้ภาย ใองคก์ ร (LAN : Local Area Network) หรอื ระบบเครือขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ต ทำให้การประมวลผลมีประสิทธภิ าพ มากยิ่งข้ึน 2. ยุคของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอรแ์ บ่งเป็น 5 ยุค คอมพวิ เตอรย์ ุคท่ี 1 (First Generation Computer) พ.ศ. 2488 ถึง พ.ศ. 2501 เปน็ คอมพิวเตอร์ที่ใช้ หลอดสุญญากาศซึ่งใช้กำลังไฟฟ้าสงู จึงมีปัญหาเรื่องความร้อนและไส้หลอดขาดบ่อย ถึงแม้จะมีระบบ ระบาย ความร้อนที่ดีมาก การสัง่ งานใช้ภาษาเครือ่ งซึ่งเปน็ รหสั ตัวเลขทีย่ ุ่งยากซับซ้อน เครื่องคอมพิวเตอรข์ องยุคน้มี ี ขนาดใหญ่โต เช่น มาร์ค วนั (MARK I), อีนแิ อค (ENIAC), ยนู แิ วค (UNIVAC)
รปู ท่ี 1.2 หลอดสุญญากาศ 4 รปู ท่ี 1.3 เครือ่ ง Mark 1 รปู ท่ี 1.4 เคร่อื ง ENIAC รูปที่ 1.5 เครอ่ื ง UNIVAC คอมพิวเตอร์ยุคที่ 2 (Second Generation) พ.ศ. 2502 ถึง พ.ศ. 2506 เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใชท้ รานซิสเตอร์ โดยมแี กนเฟอร์ไรท์เป็นหน่วยความจำ มอี ุปกรณเ์ ก็บข้อมลู สำรองในรูปของส่อื บันทึกแมเ่ หลก็ เชน่ จานแม่เหล็ก สว่ นทางดา้ นซอฟต์แวร์กม็ ีการพัฒนาดขี ึ้น โดยสามารถเขียนโปรแกรมดว้ ยภาษาระดบั สูงซึ่งเป็นภาษาท่ีเขียนเป็น ประโยคทค่ี นสามารถเข้าใจได้ เช่น ภาษาฟอร์แทน ภาษาโคบอล เปน็ ตน้ ภาษาระดับสูงนไ้ี ด้มกี ารพัฒนาและ ใชง้ านมาจนถึงปัจจุบัน รูปท่ี 1.6 ทรานซซิสเตอร์ (Transistor)
5 คอมพวิ เตอรย์ คุ ที่ 3 (Third Generation Computer) พ.ศ. 2507 ถึง พ.ศ. 2512 มกี ารประดิษฐ์คิดค้นเกี่ยวกบั วงจรรวม (IC Integrated Circuit) วงจรเหลา่ นี้สามารถวางลงบนชปิ เลก็ ๆ เพียงแผ่นเดียวและนำชิปเหลา่ นม้ี าใช้ แทนทรานซิลเตอร์ ทำให้ประหยัดพน้ื ท่ีได้มาก ชิป (Chip) เป็นการเรียกไมโครชิปอย่างส้ันๆ เป็นโมดุลขนาดเล็กและซบั ซ้อน ใช้เป็นหน่วยความจำของ คอมพิวเตอร์ หรอื เปน็ วงจรทางตรรกะของไมโครโปรเซสเซอร์ ชิปทร่ี ู้จักกนั ดี คือ Pentium ไมโครโปรเซสเซอร์ ของ Intel หรือ Power PC ไมโครโปรเซสเซอร์ที่พัฒนาโดย Apple, Motorola และ IBM ใช้ในเครื่อง Macintosh และเครื่องเวริ ์กสเตชนั่ บางรุน่ AMD และ Cyrix เปน็ ผูผ้ ลิตชปิ ของไมโครโปรเซสเซอรท์ ี่มีชื่อเสียง คอมพวิ เตอรย์ คุ ท่ี 4 (Fourth Generation Computer) พ.ศ. 2513 จนถงึ ปจั จบุ นั เป็นยคุ ของคอมพิวเตอร์ที่ ใช้วงจรรวมความจุสูงมาก (Very Large Scale Integration : VLSI) เช่น ไมโครโพรเซสเซอร์ที่บรรจุ ทรานซิสเตอร์นับหมื่นนับแสนตัว ทำให้ขนาดเครื่องคอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงสามารถต้ังบนโต๊ะในสำนักงาน หรอื พกพาเหมือนกระเป๋าหว้ิ ไปในทต่ี า่ ง ๆ ได้ ขณะเดยี วกันระบบซอฟตแ์ วรก์ ไ็ ด้พฒั นาขดี ความสามารถสูงขึ้นมาก มโี ปรแกรมสำเร็จใหเ้ ลอื กใช้กันมากทำให้เกดิ ความสะดวกในการใช้งานอยา่ งกว้างขวาง รปู ท่ี 1.8 วงจรรวมความจุสงู (VLSI : Very Last Scale Integrated Circuit) คอมพิวเตอรย์ ุคท่ี 5 (Fifth Generation Computer) พ.ศ.2533-ปจั จุบัน คอมพิวเตอร์ยคุ ที่ 5 น้ี มุง่ หน้า พัฒนาความสามารถในการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ และความสะดวกสบายในการใช้คอมพิวเตอร์ มีการ พัฒนาสร้างเครอื่ งคอมพวิ เตอร์แบบพกพาขนาดเลก็ โครงการพัฒนาอุปกรณ์ VLSI (Very Large Scale Integrated Circuit) ใช้งานง่ายมีความสามาสูงขึ้น รวมทั้งโครงการวิจัยปัญญาประดิษฐ์ เป็นหัวใจของการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ในยุคนี้ โดยหวังให้ระบบ ความพวิ เตอรม์ คี วามรูค้ วามสามารถวิเคราะหป์ ญั หาอย่างมเี หตผู ล ปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligence) คือ ความฉลาดเทียมที่สร้างขึ้นใช้กับสิ่งที่ไม่มีชีวิต ปญั ญาประดิษฐเ์ ป็นสาขาทางดา้ นวิทยาการคอมพิวเตอรแ์ ละวศิ วกรรมเป็นหลัก และยังรวมถึงศาสตรใ์ นด้านต่างๆ เช่น จติ วทิ ยา ปรชั ญา หรือชีววิทยา ซึง่ สาขาปัญญาประดษิ ฐเ์ ป็นการเรยี นร้เู กยี่ วกับกระบวนการคดิ การกระทำ การใหเ้ หตุผล การปรับตัว การอนุมาน และการทำงานของสมอง
6 รูปที่ 1.9 เครอื่ งคอมพวิ เตอรแ์ บบพกพา องคป์ ระกอบของระบบปญั ญาประดษิ ฐ์ ประกอบด้วย 1. ระบบห่นุ ยนต์ หรือแขนกล (Robotics or Robotarm System) คือ หนุ่ จำลองรา่ งกายมนุษย์ที่ควบคุม การทำงานด้วยเครื่องคอมพวิ เตอร์ มจี ุดประสงค์เพ่ือให้ทำงานแทนมนุษย์ในงานท่ีต้องการความเร็ว หรือเสี่ยง อนั ตราย เช่น แขนกลในโรงงานอุตสาหกรรม หรือหนุ่ ยนตก์ รู้ ะเบดิ เปน็ ตน้ 2. ระบบประมวลภาษาพูด (Natural Language Processing System) คือ การพัฒนาให้ระบบ คอมพิวเตอร์สามารถสงั เคราะห์เสยี งท่ีมอี ยู่ในธรรมชาติ (Synthesize) เพอ่ื ส่อื ความหมายกบั มนุษย์ เชน่ เคร่ือง คดิ เลขพูดได้ (Talking Calculator) หรือนาฬกิ าปลุกพดู ได้ (Talking Clock) เปน็ ตน้ 3. การรู้จำเสียงพูด (Speech Recognition System) คือ การพัฒนาให้ระบบคอมพิวเตอร์เข้าใจภาษา มนุษย์ และสามารถจดจำคำพูดของมนุษยไ์ ด้อย่างต่อเนื่อง กลา่ วคอื เป็นการพฒั นาใหเ้ คร่อื งคอมพิวเตอร์ทำงาน ไดด้ ้วยภาษาพูด เช่น งานระบบรักษาความปลอดภยั งานพิมพ์เอกสารสำหรบั ผู้พกิ าร เป็นตน้ 4. ระบบผเู้ ชย่ี วชาญ (Expert System) คือ การพัฒนาใหร้ ะบบคอมพวิ เตอรม์ คี วามรู้ รจู้ ักใช้เหตผุ ลในการ วเิ คราะหป์ ัญหา โดยใช้ความรู้ทีม่ ี หรอื จากประสบการณใ์ นการแกป้ ัญหาหน่ึง ไปแกไ้ ขปัญหาอน่ื อย่างมีเหตุผล ระบบนี้จำเปน็ ต้องอาศยั ฐานข้อมูล (Database) ซ่ึงมนษุ ย์ผ้มู คี วามรู้ความสามารถเป็นผู้กำหนดองค์ความรู้ไว้ใน ฐานขอ้ มูลดังกลา่ ว เพื่อใหร้ ะบบคอมพวิ เตอรส์ ามารถวิเคราะหป์ ัญหาต่างๆ ไดจ้ ากฐานความรู้น้ัน เช่น เคร่ือง คอมพิวเตอร์วิเคราะห์โรค หรือเคร่ืองคอมพิวเตอรท์ ำนายโชคชะตาราศี รปู ที่ 1.10 อาซีโม หนุ่ ยนต์เลียนแบบมนษุ ยข์ องบรษิ ทั ฮอนด้า
7 เม่ือคอมพิวเตอรพ์ ัฒนามาถงึ ยุคท่ี 5 มีความสามารถมากขึ้น ทำงานไดเ้ ร็ว การประมวลผลข้อมูลได้คร้งั ละมากๆ สามารถทำงานหลายงานได้ในเวลาเดยี วกัน (Multitasking) ขณะเดียวกันกม็ กี ารเช่อื มโยงเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์ ภายในองค์กร โดยใชร้ ะบบเครือข่ายท้องถ่นิ (LAN : Local Area Network) เม่ือเชือ่ มเครือข่ายหลายๆเครอื ข่าย องค์กร กเ็ กดิ เป็นเครอื ขา่ ยอนิ เตอร์เน็ต รปู ท่ี 1.11 ระบบเครือขา่ ยแบบ LAN (Local Area Network) 3. วธิ ที ำแผน่ Windows 7 \"System Recovery Disc\" System Recovery Disc คอื การก้รู ะบบปฏบิ ัตกิ ารใหก้ ลับมาใชง้ านได้เหมอื นเดมิ 1. เปิดใชง้ าน Windows 7 ตามปกติ 2. ใสแ่ ผน่ DVD ในช่อง DVD Writer 3. คลิกเมนู Stast พมิ พค์ ำว่า “Backup”ในช่อง จะปรากฏหนา้ ต่าง
8 4. คลิกหัวขอ้ Backup and Restore จะปรากฏหนา้ ตา่ ง Backup and Restore คอื การทำสำเนาตัว ระบบปฏิบัติการเกบ็ ไว้ (Backup) และเกดิ ปัญหากบั ระบบปฏบิ ตั ิสามารถเรียกคืน (Restore)จากไฟลท์ ีไ่ ดส้ ำรองไว้ ซึ่งสะดวกและรวดเร็ว กว่าการลงWindows ใหม่ให้เกดิ การย่งุ ยากและเสยี เวลา System Repair Disc เปน็ เครื่องมือของ Windows 7 ท่ีมีมาพรอ้ มกับแผน่ ติดต้ัง สำหรบั ใชแ้ ก้ปัญหา ระบบWindows 7 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ไม่สามารถบูตเข้า Windows 7 ได้ปกติ System Repair Disc ประกอบด้วย 1) System Repair 2) System Restore 3) System Image Recovery 4) Windows Memory Diagnostic 5) Command Prompt 5. คลิกหัวข้อ “Create a system repair disc” จะปรากฏหน้าต่าง
9 6. เลอื ก DVD (Digital Versatile Disk) Drive 7. คลกิ ปุ่ม “Create Disc” 8. รอจนกระท่ังเสร็จส้นิ 9. ทดสอบโดยการ Restart Windows (ควรกำหนด BIOS ใหส้ ามารถบูตจากแผ่น CD (Compact Disc)/DVD (Digital Versatile Disk) ได้กอ่ น) 4. องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ ราชบณั ฑิตสถานใหค้ วามหมายของฮาร์ดแวรไ์ ว้ในหนังสอื “ศพั ทค์ อมพวิ เตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ” ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พิมพค์ ร้ังท่ี 6 ว่า Hardware 1. ส่วนเคร่ือง ฮารด์ แวร์ 2. ส่วนอปุ กรณ์ ฮารด์ แวร์ 4.1 ฮาร์ดแวร์ (Hardware) คอื อุปกรณต์ ่างๆทป่ี ระกอบขน้ึ เป็นเคร่อื งคอมพวิ เตอรม์ ีลกั ษณะเป็นโครงร่าง สามารถมองเห็นและสมั ผสั ได้ เชน่ จอภาพ เครื่องพมิ พ์ เมา้ ส์ เปน็ ตน้ ฮารด์ แวร์ แบ่งตามลกั ษณะการทำงาน ได้ 4 ส่วน คือ 1.1 หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่เครื่อง คอมพิวเตอร์ อปุ กรณ์รับขอ้ มูลและโปรแกรมทใ่ี ชก้ นั เป็นส่วนใหญ่ ไดแ้ ก่ 1. อปุ กรณ์รบั ขอ้ มลู แบบกด ได้แก่ แผงแปน้ อักขระ (Keyboard)
10 รปู ท่ี 1.25 แผงแป้นอกั ขระ (Keyboard) 2. อปุ กรณ์รบั ข้อมลู แบบชตี้ ำแหน่ง ไดแ้ ก่ เมา้ ส์ (Mouse) รูปที่ 1.26 เมา้ ส์ (Mouse) รูปที่ 1.27 อปุ กรณ์ช้ตี ำแหน่งของโน๊ตบุ๊ค (Touch Pad) รปู ท่ี 1.28 ก้านควบคมุ (Joystick) สำหรบั การเลน่ เกม รปู ที่ 1.29 ลูกกลมควบคมุ (Trackball) รปู ที่ 1.30 แทง่ ช้คี วบคุม (Track Point) 3. อุปกรณ์รับขอ้ มูลแบบปากกา ไดแ้ ก่ ปากกาแสง (Light Pan)
11 รปู ที่ 1.31 ปากกาแสง (Light Pan) 4. อปุ กรณร์ บั ข้อมลู ประเภทเครือ่ งอา่ นพิกัด (Digitizing Tablet) รปู ท่ี 1.32 เครือ่ งอา่ นพกิ ดั (Digitizing Tablet) 5. อุปกรณ์รับขอ้ มูลประเภทจอสัมผัส (Touch Screen) รูปท่ี 1.33 จอสมั ผสั (Touch Screen) 6. อุปกรณร์ บั ข้อมลู แบบกราดตรวจ (MOR : Optical Mark Render)
12 รปู ท่ี 1.34 เคร่อื งอ่านรหสั แท่ง (Bar Code) รูปท่ี 1.35 เคร่ืองกราดตรวจ (Optical Mark Reader) รปู ท่ี 1.36 กล้องดจิ ิตอล รปู ที่ 1.37 สแกนเนอร์ (Scanner) 7. อปุ กรณ์รับเขา้ แบบจำเสยี ง รปู ท่ี 1.38 ไมโครโฟน (Microphone) รปู ที่ 1.39 Web Cam/Web Camera 8. เวบ็ แคม (Web Can) หรอื เวบ็ แคเมรา (Web Camera) 1.2 หน่วยประมวลผล (CPU : Central Processing Unit) หรือไมโครโปรเซสเซอร์ทำหน้าท่ีนำคำสั่ง และ ข้อมูลท่เี ก็บไวใ้ นหน่วยความจำมาแปลความหมาย และทำตามคำสง่ั พืน้ ฐานของไมโครโปรเซสเซอร์ ซง่ึ แทนด้วย รหสั เลขฐานสอง หน่วยประมวลผลกลาง ประกอบดว้ ย สว่ นที่มีความสำคญั 3 สว่ น คือ
13 1. หนว่ ยควบคุม (Control Unit) ทำหนา้ ทค่ี วบคุมขัน้ ตอนการทำงานของอปุ กรณ์ต่างๆ และประสานการ ทำงานรว่ มกันระหวา่ งอุปกรณ์รับข้อมลู หนว่ ยประมวลผลกลางและอปุ กรณ์แสดงผล รวมทั้งหน่วยความจำสำรอง ด้วย 2. หน่วยคำนวณและตรรกะ (Arithmetic and Logical Unit : ALU) ทำหน้าท่เี ก่ยี วกบั การคำนวณทาง คณติ ศาสตร์และเปรียบเทียบตามเง่ือนไขและกฎเกณฑ์ทางคณติ ศาสตร์ รปู ท่ี 1.40 CPU Intel Core i7-3820 RETAIL BOX BX80619i73820 3. หน่วยความจำ (Memory) ทำหน้าที่เก็บข้อมูลและโปรแกรมต่างๆ ขณะที่คอมพิวเตอร์ทำงานอยู่ หนว่ ยความจำแบง่ ได้ 2 ประเภท คอื 3.1.1 หน่วยความจำที่อ่านไดเ้ พียงอย่างเดียว (ROM : Reod Only Memory) คือ หน่วยความจำท่ี ตดิ ตั้งมากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ซ่ึงมโี ปรแกรมหรือข้อมูลอย่แู ล้วแม้จะไม่มีการจา่ ยไฟเลีย้ งให้แก่ระบบข้อมูลที่เก็บ ไวใ้ น ROM สามารถอ่านขอ้ มลู ไดแ้ ต่ รปู ที่ 1.41 ROM (Read Only Memory) 3.1.2 หน่วยความจำที่สามารถอ่านและเขียนได้ (RAM : Rondom Access Memory) แบ่งได้ 2 ประเภท คือ - SDRAM (Static RAM) นิยมใช้เปน็ หน่วยความจำแคช (Cache) ภายในตวั CPU เพราะมีความเร็วใน การทำงานสูง แต่ไม่สามารถทำให้มีขนาดความจสุ งู ได้เพราะกนิ กระแสไฟมาก
14 รปู ท่ี 1.42 RAM (Random Access Memory) -DRAM (Dynamic RAM) นยิ มใชเ้ ปน็ หน่วยความจำในรูปแบบของิปไอซี (Integrated Circuit) บนแผง โมเดลของหน่วยความจำ RAM Multi-core Processor คอื การรวมแกนประมวลผลกลางตั้งแต่ 2 ตัวขน้ึ ไปเขา้ ด้วยกัน ทำให้ระบบการ ประมวลผลรวมดขี ึน้ สำหรบั การรวมหน่วยประมวลผลกลาง 2 ตัว จะเรยี กว่า Dual-core และการรวมหนว่ ย ประมวลผลกลาง 3 ตัว จะเรียกวา่ Tri-core หรือ Triple-core 1.3 หน่วยแสดงผล (Output unit) หน่วยแสดงผล (Output Unit) แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ 1.3.1 หน่วยแสดงผลชั่วคราว (Soft Copy) คือ การแสดงผลให้ผใู้ ช้ไดท้ ราบในขณะนั้น เม่อื เลิกการทำงานผล ทแ่ี สดงอย่นู ้นั จะหายไป จอคอมพิวเตอร์ Projector ลำโพง
15 รปู ท่ี 1.43 หนว่ ยแสดงผลชั่วคราว 1.3.2 หน่วยแสดงผลถาวร (Hard Copy) การแสดงผลที่สามารถจับต้องได้และเคลื่อนย้ายได้ ได้แก่ เครื่องพมิ พ์ (Printer) เครื่องพิมพ์ (Printer) คอื อปุ กรณ์ทีใ่ ชใ้ นการแสดงผลในรูปของตัวอักษร ตัวเลข และรูปภาพลง บนกระดาษ รูปท่ี 1.44 เครอ่ื งพมิ พ์คอตเมทริกซ์ (Dot Matrix Printer) 1.4 หนว่ ยเก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage) คือ หน่วยความจำทสี่ ามารถเก็บข้อมูลไว้ใช้ได้ ตลอด ได้แก่ ฮารด์ ดสิ ก์ ฟลอปปด้ี ิสก์ ซีดี ดีวดี ี ยูเอสบี ฯลฯ รูปที่ 1.45 ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk) รปู ท่ี 1.46 ดิสก์เกต็ (Diskette) รปู ที่ 1.47 ซดี ี (Compact Disk) รปู ท่ี รปู ท่ี 1.48 ดีวีดี (DVD : Digital Versatile Disk)
16 Flash Drive หรือ Thumb Drive คือ สือ่ บนั ทกึ ขอ้ มลู ทต่ี ่อเขา้ กบั เคร่อื งคอมพวิ เตอร์ผา่ นทางพอร์ต USB Flash Drive หรือ Thumb Drive มขี นาดเล็ก สะดวกในการพกพา โดยทวั่ ไป OS ตา่ งๆ จะใชว้ ิธกี าร ทเ่ี รยี กว่า “Write Caching” ในการเขียนไฟล์ไปยงั ไดรฟต์ า่ งๆ ซึ่ง Write Caching กค็ ือการ “สะสม” หรือ “Cache” คำสั่งร้องขอในการเขียนไฟล์ไปยังไดร์ฟต่างๆ ไว้จำนวนหนึ่งกอ่ นแล้วทำทีเดียวพร้อมกัน เพื่อเพม่ิ ประสิทธิภาพในการเช่ือมตอ่ และเขยี นไฟลไ์ ปยังไดรฟน์ น้ั ๆ หากผใู้ ชด้ งึ แฟลชไดร์ฟออก เพราะคิดวา่ คัดลอกไฟล์เรยี บร้อยแลว้ โดยไม่ทำการ Eject เสียก่อนจะ ทำให้ขอ้ มลู ทีค่ ้างอยูห่ รือยังไมไ่ ดเ้ ขียนลงไปจริงๆ หรือเขียนยงั ไม่เสร็จเกิดความเสียหายได้เน่ืองจากการ Eject น้ันปน็ การบอก OS ว่า “มอี ะไรที่ทำคา้ งอยู่กท็ ำให้เสรจ็ กอ่ น ฉันจะเอาแฟลชไดร์ฟออกแลว้ ” รูปท่ี 1.49 ยูเอสบี (USB : Universal Serial Bus) USB : Universal Serial Bus คอื พอรต์ (Port) หรือ ชอ่ งทางในการติดต่อส่ือสาร หรือเชื่อมต่อ ระหวา่ งคอมพวิ เตอร์กับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น เครือ่ งพิมพ์ โมเด็ม เมาส์ แผงแป้นอักขระ กล้องดิจิตอล เป็นต้น เป็นพอร์ตท่ีมคี วามสำคัญและนยิ มใชก้ ันในปจั จบุ ัน รปู ท่ี 1.50 พอรต์ ยูเอสบี (USB Port) การใช้งาน USB Port เป็นพอร์ตท่มี กี ารใชก้ ระแสไฟด้วย ดงั น้นั หลงั การใช้งาน หรือถอดสาย USB ออกจากเครือ่ งคอมพิวเตอร์ ควรจะตอ้ งเรยี กใช้คำส่ัง “Safely Remove Hardware” หรือ “Unplug or Eject Hardware” เสียกอ่ น โดยมขี ้นั ตอนการปฏิบตั ิ ดงั น้ี
17 รูปท่ี 1.51 แสดงข้นั ตอนการถอดแฟลชไดรฟ์ 1. ดบั เบลิ้ คลิกท่ีรูปลกู ศรสเี ขียวท่ี Task Bar 2. หรือคลิกขวาเลอื ก “Safely Remove Hardware” หรือ “Unplug or Eject Hardware” ขน้ึ อยูก่ ับ Windows แต่ละเวอรช์ ั่น 3. เลือกอปุ กรณ์ท่ีต้องการยกเลิก (Flash Drive) 4. คลิก Eject USB FLASH DRIVE 5. ถอดอปุ กรณท์ เ่ี ช่ือมต่อ 4.2 ซอฟต์แวร์ (Software) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมาย ซอฟต์แวร์ว่า “ส่วน ชดุ คำสง่ั ” ซอฟต์แวร์ คือ โปรแกรม หรือชุดคำสัง่ ที่สง่ั ให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ตอ้ งการไม่สามารถจับต้องได้ แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท คอื 1. ซอฟตแ์ วรร์ ะบบ (System Software) คอื โปรแกรมทท่ี ำหนา้ ท่ปี ระสานการทำงานระหวา่ งฮาร์ดแวร์ กบั ซอฟตแ์ วร์ประยกุ ตเ์ พ่อื ให้ผ้ใู ชส้ ามารถใช้ซอฟตแ์ วร์ได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ นอกจากน้นั ซอฟต์แวร์ระบบยังทำ หนา้ ทจ่ี ดั การระบบ ดแู ลรกั ษาเคร่อื ง แปลภาษาระดบั ตำ่ หรอื ภาษาระดบั สูงให้เป็นภาษาเครอ่ื ง เพื่อให้เคร่ือง อา่ นได้เขา้ ใจ ซอฟตแ์ วร์ระบบมี 4 ชนดิ คอื 1.1 ซอฟตแ์ วรร์ ะบบแบง่ ตามหน้าที่การทำงาน 1.1.1 OS (Operating System) คือ โปรแกรมทท่ี ำหนา้ ทคี่ วบคุมการใช้งานส่วนต่างๆของเคร่ือง คอมพิวเตอร์ 1.1.2 Translation Program คอื โปรแกรมท่ีทำหน้าท่ีแปลโปรแกรมหรอื ชดุ คำส่ังท่ีเขียนข้ึนมา ดว้ ยภาษาอืน่ เช่น ภาษาระดบั สงู ซง่ึ ไม่ใช่ภาษาเครื่อง ใหเ้ ป็นภาษาทเ่ี ครอ่ื งเขา้ ใจและนำไปปฏบิ ัติได้ 1.1.3 โปรแกรมอรรถประโยชน์ (Utility Program) คอื โปรแกรมระบบทท่ี ำหน้าท่ีอำนวยความ สะดวกใหก้ บั ผู้ใช้คอมพวิ เตอรใ์ ห้สามารถทำงานไดส้ ะดวก รวดเรว็ และง่ายขน้ึ 1.1.4 Diagnostic Program คอื โปรแกรมระบบทีท่ ำหน้าท่ีตรวจสอบขอ้ ผิดพลาดในการทำงาน ของอปุ กรณ์ต่างๆของคอมพวิ เตอร์ 1.2 ระบบปฏบิ ัตกิ ารแบง่ ตามลกั ษณะการใช้งาน
18 1.2.1 ประเภทใช้งานเดยี ว (Single Tasking) คอื ระบบปฏบิ ัตกิ ารที่ใชง้ านไดค้ ร้ังละหน่ึงงาน ใช้ ในเคร่อื งไมโครคอมพวิ เตอร์ เช่น ระบบปฏิบัตกิ ารดอส (DOS : Disk Operating System) 1.2.2 ประเภทใชง้ านหลายงาน (Multitasking) คือ ระบบปฏิบัตกิ ารทม่ี ีความสามารถควบคมุ การ ทำงานครั้งละหลายงานในเวลาเดียวกัน และผู้ใช้สามารถใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ได้หลายชนิดในเวลาเดียวกนั ระบบปฏิบัติการจะทำการจัดสรรเวลาและพื้นที่ทีต่ ้องใช้ในการประมวลผลตามคำสั่ง ของซอฟต์แวร์แต่ละชนดิ เช่น จัดสรรเวลาในการประมวลผลของซีพียูและจัดสรรพื้นที่ในหน่วยความจำสำหรับเก็บขอ้ มูลที่ได้จากการ ประมวลผล 1.2.3 ประเภทใช้งานหลายคน (Multiuser) หนว่ ยงานบางแหง่ เช่น ธนาคาร จะประมวลผลโดย ใช้คอมพวิ เตอร์ขนาดใหญ่ ขณะเดยี วกบั ผใู้ ช้คอมพิวเตอร์กจ็ ะมีสถานงี านเพ่ือเช่ือตอ่ กับคอมพิวเตอร์ จึงต้องใช้ ระบบปฏิบตั ิการทีม่ คี วามสามารถในการจัดการสูงเพอ่ื ให้ผู้ใชส้ ามารถทำงานสำเร็จตามเวลาทก่ี ำหนด ตัวอยา่ งของ ระบบปฏิบัตปิ ระเภทนีก้ ค็ ือ ระบบปฏิบัติการวินโดวสเ์ อ็นที หนา้ ท่ขี องระบบปฏบิ ตั กิ าร 1. ติดต่อกับผูใ้ ช้ โดยระบบปฏิบตั กิ ารจะมีเครื่องหมาย Prompt 2. ควบคุมการทำงานของโปรแกรม 3. จดั สรรใหใ้ ชท้ รัพยากรรว่ มกัน 4. ควบคมุ การทำงานของ Hardware เชน่ Keyboard 5. จัดตารางการใชท้ รัพยากรการเขา้ ใช้หนว่ ยประมวลผลกลาง กำหนดวธิ กี ารจดั Queue 6. จัดการขอ้ มลู และสารสนเทศในหน่วยความจำ ไดแ้ ก่ การนำขอ้ มลู ไปวางไว้ในหน่อยความจำ การ แทนทขี่ อ้ มูลในหน่วยความจำ การยา้ ยข้อมลู ในหน่วยความจำ 7. จัดระบบการจดั เกบ็ ไฟลข์ ้อมูลลงบนสื่อสำรอง 8. นำโปรแกรมประเภทอืน่ เข้าประมวลผลในคอมพิวเตอร์ 9. จัดการด้านการรกั ษาความปลอดภัย 10. จัดการเชื่อมต่อและควบคุมอุปกรณ์รอบข้างของคอมพิวเตอร์ ได้แก่ Scanner, Modem ฯลฯ ซอฟต์แวรร์ ะบบยังเปน็ พน้ื ฐานของการพัฒนาซอฟตแ์ วร์อื่นๆ เช่น ซอฟต์แวรท์ ่ใี ช้ในการแปลภาษา (Compiler) ซอฟต์แวร์ระบบยังเป็นที่นิยมใช้ คือ (DOS : Disk Operating System), UNIX, windows, SUN, OS/2, Netware ของบรษิ ัท Novell ซึง่ เปน็ ระบบปฏบิ ัตกิ ารเครอื ข่าย ฯลฯ ตวั อย่างของระบบปฏิบัตกิ าร 1.ระบบปฏบิ ตั กิ ารดอส (DOS : Disk Operating System) บรษิ ัทไอบเี อม็ ผลติ เคร่ือง ไมโครคอมพิวเตอร์ขึ้นและให้ชื่อว่า “คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล” และได้มอบหมายให้บริษัทไมโครซอฟต์เป็น ผู้พัฒนาระบบปฏิบตั กิ ารใหช้ ่อื ว่า “พีซีดอส” เมือ่ ไมโครคอมพวิ เตอรแ์ พร่หลายได้มีการผลิตไมโครคอมพิวเตอร์ท่ี
19 มีความสามารถทำงานแบบเดียวกับไมโครคอมพิวเตอร์ของบริษัทไอบีเอ็มไมโครคอมพิวเตอร์ทีผ่ ลิตเลียนแบบ ไอบีเอ็มจะใช้ระบบปฏิบัติการของบริษัทไมโครซอฟต์เช่นเดียวกัน แต่ใช้ชื่อว่า “เอ็มเอส ดอส” (MS-DOS : Microsoft Disk Operating System) ปจั จบุ ัน MS-DOS ไมไ่ ดร้ ับความนยิ มแล้ว 2.ระบบปฏิบัตกิ ารยูนิกซ์ (UNIX) คือ ระบบปฏิบตั ิการประเภทใช้งานได้หลายงานและหลายคนใน เวลาเดยี วกนั และมผี ู้พัฒนาระบบปฏบิ ตั ิการยนู ิกซ์ใหส้ ามารถใช้กบั เครือ่ งชนิดต่างๆหลายระบบและตงั้ ช่ือใหม่ว่า วีนิกซ์ (VINIX) ซีนิกซ์ (XENIX) ไมโครนิกซ์ (MICRONIX) เอไอเอ็กซ์ (AIX) ปัจจุบันมีความพยายามที่จะ กำหนดใหร้ ะบบปฏิบตั ิการท่ีมชี ื่อดังกลา่ วแลว้ ขา้ งต้น มีมาตรเดยี วกนั กับโปรแกรมท่ีพัฒนาภายใตร้ ะบบปฏิบัติการ ยูนิกซ์ ซ่งึ มขี อ้ ดที ่ไี ม่ต้องข้นึ กับเครือ่ งคอมพวิ เตอรแ์ บบใดโดยเฉพาะ 3. แอนดรอยด์ (Android) คอื ระบบปฏบิ ัติการสำหรับอุปกรณ์พกพา เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บ เล็ต ที่ทำงานบบลีนกุ ซ์ เคอร์เนล เรม่ิ พัฒนาโดยบริษทั แอนดรอยด์ ตอ่ มากูเกิล้ ได้ซ้ือลิขสิทธ์ิจากแอนดรอยด์ และพฒั นาตอ่ สว่ นด้านลขิ สิทธิ์ของโคด้ แอนดรอยด์จะใชใ้ นลักษณะของซอฟตแ์ วร์เสรหี รือโอเพนซอรส์ (Open Source) ทำให้นักพฒั นาสามารถแก้ไข ดัดแปลงโค้ดแอนดรอยด์ได้อยา่ งอิสระ และทส่ี ำคญั คือ แจกฟรี สำหรับ ระบบปฏิบัตกิ ารแอนดรอยด์เปน็ ทร่ี จู้ ักเมือ่ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2550 Open Source คือ ซอฟต์แวร์ลิขสทิ ธ์ทิ ม่ี ีไลเซนส์ (License) แบบโอเพนซอร์ส ซง่ึ มลี ักษณะ ต่างจากไลเซนส์ของซอฟตแ์ วร์โดยทัว่ ไป คือ ผู้พฒั นาซอฟตแ์ วร์จะอนญุ าตให้ผู้ใช้ติดตั้งใช้งานได้อย่างไม่จำกัด จำนวนและรูปแบบการใช้งาน ไมว่ า่ จะเป็นการใช้งานส่วนตัว การใชง้ านในเชิงการคา้ หรอื การใช้งานในองค์กร นอกจากนี้ ยังอนุญาตและสนับสนุนให้เรียนรู้และทำความเข้าใจการทำงานของซอฟต์แวร์ โดยการเปิดเผย ตน้ ฉบบั (Source Code) ของซอฟต์แวร์ และอนุญาตใหแ้ ก้ไข ดัดแปลงไดต้ ามความตอ้ งการ ปัจจบุ ันระบบปฏิบตั ารแอนดรอยด์ได้นำไปใช้งานกันอยา่ งแพรห่ ลาย ผู้ผลติ มือถือต่างพัฒนาและผลิ ตสมาร์ท โฟนที่ใช้ระบบปฏิบตั ิการแอนดรอยด์ออกจำหน่ายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Samsung, HTC, Motorola และ Sony ฯลฯ และกูเกลิ ซ่งึ เปน็ ผู้พัฒนาแอนดรอยดก์ ผ็ ลิตสมารท์ โฟนออกจำหน่ายเช่นกัน เปน็ สมารท์ โฟนตระกูล Galaxy Nexus 4. ระบบปฏิบตั กิ ารไมโครซอฟต์วินโดวส์ (Microsoft Windows) คอื ระบบปฏบิ ตั กิ ารท่ีพัฒนาโดย บริษัทไมโครซอฟต์ที่มีลักษณะการติดต่อกับผู้ใช้ (User Interface) ที่เรียกว่า ระบบติดต่อผู้ใช้แบบกราฟิก (GUI : Graphic User Interface) มกี ารแสดงผลเป็นรูปภาพ ใช้สญั ลักษณใ์ นรูปของรายการที่เลือก (Menu) หรอื สัญรูป (Icon) เพื่อสัง่ ให้คอมพิวเตอร์ทำงานแทนการพมิ พ์คำสงั่ ท่ีละบรรทดั ทำให้การใช้งานคอมพิวเตอร์ได้ งา่ ย ระบบปฏิบตั ิการวินโดวสไ์ ดร้ บั ความนยิ มสูงในกลมุ่ ผู้ใช้เครอ่ื งไมโครคอมพิวเตอร์ทวั่ ๆไป บริษัทไมโครซอฟต์ ยังไดพ้ ัฒนาระบบปฏิบัตกิ ารหลายรุ่น และพัฒนาซอฟต์แวร์ประยกุ ตท์ ี่สามารถใช้งานบนระบบปฏิบัติการหลาย ประเภท เช่น ซอฟต์แวร์ประมวลผลคำ ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน ซอฟต์แวร์นำเสนอข้อมูล ซึ่งซอฟต์แวร์
20 ดังกล่าว ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานทุกด้าน ตัวอย่างซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการของบริษัท ไมโครซอฟต์ 1. Windows 3.1 เป็นรุ่นแรกท่ที ำงานบนเครอ่ื งคอมพิวเตอร์เคร่ืองเดยี ว (Stand Alone) 2. Windows 95 สามารถเป็นเครือขา่ ยภายในองคก์ ร เพอื่ ใช้ทรพั ยากรรว่ มกันได้ 3. Windows 98 สามารถทำงานเป็นเครือข่ายภายในองค์กร เพอื่ ใชท้ รัพยากรรว่ มกนั ได้ 4. Windows Me สามารถทำงานเป็นเครือข่ายภายในองค์ เพื่อใชท้ รัพยากรรว่ มกันไดแ้ ละสนับสนุน งานทางด้านมลั ตมิ เี ดีย 5. Windows NT เป็นระบบปฏบิ ัตกิ ารเครอื ขา่ ยท่ีมคี วามสามารถจัดการด้านการส่ือสารระหว่างเครื่อง คอมพิวเตอรบ์ นเครือข่าย รวมทั้งจดั การการใชท้ รัพยากรร่วมกนั ดูแลและรักษาความปลอดภยั ของข้อมลู รปู ที่ 1.52 ระบบเครอื ข่าย 6. Windows 2000 Advance Server เป็นระบบปฏิบัติการเครือข่ายที่สามารถจัดการด้านการ ติดตอ่ ส่อื สารระหว่างเครือ่ งคอมพวิ เตอรบ์ นเครือขา่ ย จัดการการใช้อปุ กรณ์ ร่วมกนั ดแู ลรกั ษาความปลอดภัยของ ขอ้ มูล 7. Windows XP (XP : Experience) เปน็ ระบบปฏบิ ตั กิ ารทที่ ำงานเปน็ กลมุ่ หรอื เครือขา่ ยภายในองค์กร สามารถใช้ทรพั ยากรรว่ มกันได้ สนบั สนนุ งานทางด้านมงั ติมเี ดยี สามารถจดั การด้านการตดิ ต่อสอ่ื สารคอมพิวเตอร์ บนเครอื ขา่ ย การใช้ทรัพยากรร่วมกนั ดแู ลและรักษาความปลอดภัยของขอ้ มลู 8. Windows CE เปน็ ระบบปฏิบัตกิ ารทีใ่ ช้กบั คอมพิวเตอรพ์ กพา 9. Windows Vista เปน็ ระบบปฏิบัติการสำหรับคอมพวิ เตอรเ์ ฉพาะเครอื่ ง 10. Windows 7 ไมโครซอฟตแ์ บ่ง Windows 7 เป็น 6 รนุ่ ยอ่ ย แต่ที่มีจำหนา่ ยสำหรับผใู้ ช้โดยท้ัวไป มี 3 รนุ่ คือ
21 -Home Premium เปน็ รนุ่ ที่เล็กทสี่ ุดมีวางขายแบบกล่องท่ัวโลก มาพร้อมกบั ความสามารถด้าน มัลติมเี ดียครบถ้วน รปู ที่ 1.53 Windows 7 Home Premium -Professional มฟี ีเจอร์ (Feature) โดยท่วั ไปไมแ่ ตกต่างจากรุ่น Home Premium ทเ่ี พม่ิ เตมิ เขา้ มาสามารถใชโ้ หมดของ Windows XP ได้ รปู ท่ี 1.54 Windows 7 Professional -Ultimate เปน็ รุน่ ใหญส่ ดุ ของ Windows เพ่มิ คุณสมบตั ิ Bit locker และสามารถ เปลย่ี น UI เป็นภาษาตา่ งๆได้ สว่ นรนุ่ อนื่ ๆ อกี 3 รุ่นไม่ไดว้ างจำหนา่ ย จะใช้สำหรับตดิ ตงั้ มาพร้อมกบั เคร่ืองคอมพิวเตอรท์ ้ัง 6 ร่นุ ย่อย มี ดงั น้ี รูปท่ี 1.55 Windows 7 Ultimate -Windows 7 Starter เปน็ รุ่นเลก็ ที่สุด เหมาะสำหรบั เล่นอินเทอร์เน็ต เช็คอเี มล รุ่นน้ีไมม่ วี างจำหนา่ ย -Windows 7 Home Basic ไม่มีวางจำหน่าย แตจ่ ะติดตงั้ มาพร้อมกบั เครอื่ งใหมๆ่ เฉพาะบางประเทศ
22 -Windows 7 Home Premium เป็นรุ่นเล็กที่สุดท่ีมีวางจำหน่ายแบบกล่องทั่วโลก พร้อมกับความสามารถ ดา้ นมลั ตมิ เี ดียครบถว้ น -Windows 7 Professional เป็นรนุ่ ท่ีไมม่ คี วามแตกต่างจากรุ่น Home Premium ทเ่ี พ่ิมเติม คอื สามารถใช้ Windows XP Mode ได้ -Windows 7 Ultimate เป็นรุ่นใหญส่ ุดของ Windows 7 ทีเ่ พมิ่ เติมคุณสมบัตอิ ยา่ ง Bit locker และสามารถ เปลย่ี น UI เปน็ ภาษาตา่ งๆได้ -Windows 7 Enterprise รุ่นนี้ไม่แตกต่างจากรุ่น Ultimate แต่มีจำหน่ายสำหรับองค์กรขนาดใหญ่เทา่ น้นั ส่วนประกอบของ Windows รูปท่ี 1.56 แสดงหนา้ จอและสว่ นประกอบของ Desktop 1. เดสกท์ อป (Desktop) คอื ฉากหลงั ของวนิ โดวส์ 2. สญั รูป (lcon) แม้ว่าปมุ่ สตารต์ จะเปิดโปรแกรมได้ทกุ ตัว แต่บางครั้งก็คน้ หาไดย้ าก ที่เดสกท์ อปจึงมีภาพ เล็กๆที่เรียกว่า “ไอคอน” เป็นสัญลักษณ์แทนแต่ละโปรแกรมขึ้นมา ช่วยให้ผู้ใชเ้ ปิดโปรแกรมนั้นได้ด้วยการ ดับเบลิ้ คลกิ ไอคอนเพียงคร้งั เดยี ว โปรแกรมกจ็ ะเปดิ ขึ้นมา 3. ปมุ่ สตารต์ (Start Button) คือ ปุม่ ท่ีเร่ิมต้นสำหรบั การเปิดโปรแกรมต่างๆ 4. ทาสกบ์ าร์ (Taskbar) คอื แถบยาวๆ ท่ีปรากฏอยดู่ า้ นลา่ งของหนา้ จอ แสดงชอื่ โปรแกรมที่เป็นอยู่ใน ขณะนนั้ 5. Shortcut คือ ทางลัดในการเขา้ ถงึ โปรแกรม หรือเข้าถึงไฟลข์ ้อมลู 6. Notification Area ใชบ้ อกสถานการณท์ ำงานใหก้ ับผใู้ ช้ได้ทราบ เช่น วันและเวลา 7. ตัวชเี้ มาส์ (Mouse Pointer) คอื สญํ ลกั ษณ์ทีแ่ สดงตำแหน่งของเม้าส์ ใช้ชีต้ ำแหน่งต่างๆก่อนสั่งคลิก ดับเบล้ิ แดรกเม้าส์ และคลกิ ปุม่ ขวาของเมา้ ส์ ความสามารถของ Windows 7 รนุ่ Ultimate หรือ Enterprise!
23 1. เป็นระบบปฏิบัตกิ ารหลักของคอมพิวเตอร์ ไมม่ ีโปรแกรมนี้ คอมพวิ เตอรไ์ ม่สามารถทำงานได้ 2. จัดการกบั ไฟลใ์ นเครอื่ ง ในแฟลชไดร์ฟ ลบไฟล์ โฟลเดอร์ ย้ายไฟล์ คดั ลอกไฟล์ เปล่ียนชื่อไฟล์ 3. เขียนขอ้ มูลลงแผน่ ซดี ี เช่น เพลง รปู ภาพ หรือไฟลเ์ อกสารทว่ั ๆไป 4. ตวั ตอ่ วดิ โี อในระดับพน้ื ฐาน โดยนำภาพวิดโี อทีถ่ ่ายดว้ ยกลอ้ งดิจติ อลมาตัดตอ่ ใหม่ได้ 5. ดูขอ้ มูลในอินเทอรเ์ นต็ บันทกึ ขอ้ มูล ดาวน์โหลดข้อมลู ได้ 6. ตดิ ตงั้ หรอื ลบโปรแกรมบน Windows 7 ได้ 7. การปรับแต่ง ธมี (Theme) ของหนา้ จอโปรแกรม ไมว่ า่ จะเป็น Windows 7 เอง 8. การสรา้ งเนต็ เวริ ก์ หรอื การสร้างระบบเครือขา่ ย สรา้ งการเช่อื มตอ่ อินเทอร์เน็ต 9. มรี ะบบรกั ษาความปลอดภัย การปอ้ งกันเครอ่ื งจากการบุกรุกทางอนิ เทอรเ์ น็ต หรือเครอื ข่ายเนต็ เวริ ก์ 10. ดูหนงั ฟังเพลง เล่นเกม ชมรายการทวี ี บนั ทกึ รายการทีวี จดั การรปู ภาพ แสดงสไลด์ 11. การใช้อุปกรณ์ต่อพ่วงร่วมกับคอมพิวเตอร์ ด้วยการติดตั้งไดร์เวอร์หรือโปรแกรมควบคุมการใช้งาน อปุ กรณ์ให้สามารถทำงานได้ เชน่ แฟลชไดรฟ์ เครือ่ งพิมพ์ สแกนเนอร์ กลอ้ งดจิ ติ อล 12. ใช้งานท่วั ๆไป เชน่ เคร่ืองคิดเลข วาดภาพง่ายๆ พมิ พ์เอกสารตา่ งๆ 13. ถ่ายโอนไฟลร์ ว่ มกับเครอื่ งคอมพวิ เตอรอ์ ่นื ๆ เชน่ Smart Phone, Tablet 14. การจัดการข้อมูลในเคร่ือง เช่น การสำรองขอ้ มูล การกูค้ ืนขอ้ มลู การค้นหาขอ้ มูล การจดั เรยี งข้อมูล 15. คัดลอกเพลงจากแผ่นซีดีไวฟ้ งั ในเครอื่ ง การเขียนขอ้ มูลลงแผน่ ซดี ี 16. การปรบั แต่งหน้าจอ ปรับความมดื /ความสว่าง ภาพประกอบท่ีหน้าจอ 17. การปรับแต่งเสียงเพื่อการฟังเพลงหรือแต่งเสียงให้กับเหตุการณ์ต่างๆ ปรับแต่งเสียงขณะคลิกเมาส์ ปรับแต่งเสียงขณะปดิ เครือ่ ง หรือปรบั แตง่ เสยี งขณะเปดิ โปรแกรม 18. เพ่มิ และลบแบบตัวหนงั สือ 19. การจัดการอีเมล 20. การสือ่ สาร รับ – สง่ แฟกซ์ 21. การเข้ารหัสข้อมลู เพ่ือป้องกันการคัดลอกหรือปอ้ งกนั การเขา้ ไปใชง้ านขอ้ มูลในเครื่องหรือในแฟลชไดรฟ์ 2. ซอฟต์แวร์ประยุคต์ คือ ซอฟตแ์ วร์ หรอื โปรแกรมที่ใช้สำหรบั ทำงานในด้านต่างๆตามต้องการ เช่น ซอฟต์แวร์ประยคุ ต์ แบง่ ได้ 2 ชนิด คอื 2.1 ซอฟต์แวรท์ ่ีใช้งานทวั่ ๆไป มี 5 กลมุ่ คือ 2.1.1 ซอฟต์แวร์ประมวลผลคำ (Word Processing Software) เป็นซอฟต์แวร์ประยุคต์ท่ีใช้ สำหรบั งานการพมิ พ์เอกสารสามารถแก้ไข เพิ่ม แทรก ลบและจัดรปู แบบเอกสารได้เป็นอย่างดีเอกสารที่พิมพ์ จัดเป็นแฟ้มข้อมลู สามารถเปิดเอกสารที่เก็บไวม้ าพิมพ์ แก้ไข ปรับปรุงใหม่ได้ การพิมพอ์ อกทางเครื่องพิมพ์ (Hard Copy) ก็มีรูปแบบตัวอักษรให้เลือกมากมายหลายแบบ เอกสารจึงดูเรียบร้อยสวยงาม ปัจจุบันมีการ
24 พฒั นาขีดความสามารถของซอฟต์แวรป์ ระมวลผลคำอีกมากมายหลายอย่าง นักเรียนที่เรียนประเภทวิชาพาณิชยก รรม มีพ้นื ฐานการพิมดีดทงั้ พมิ พ์ดดี ไทยและพิมพด์ ีดภาษาอังกฤษ ควรจะไดฝ้ กึ ใชโ้ ปรแกรมตา่ งๆ ให้คลอ่ งแคล่ว อันจะเปน็ พน้ื ฐานในการประกอบอาชพี ต่อไปในอนาคต รูปที่1.57 ริบบอนท่ีเกย่ี วกบั การจดั รูปแบบตัวอักษร รูปที่ 1.58 ริบบอนทเ่ี ก่ยี วกับการจดั ยอ่ หน้า 2.1.2 ซอฟต์แวรต์ ารางทำงาน (Spread Sheet Software) เป็นซอฟต์ทีช่ ว่ ยในงานการคำนวณการทำงาน ของซอฟต์แวร์ตารางทำงานใช้หลักการเสมือนมโี ตะ๊ ทำงานท่ีมกี ระดาษขนาดใหญ่วางไว้ มเี ครื่องมอื คล้ายปากกา ยางลบและเครื่องคำนวณเตรียมไวใ้ หเ้ สร็จ บนกระดาษมีชอ่ งให้ใส่ตัวเลข ข้อความ หรือสูตร เรียกวา่ เซลล์ (Cell) สามารถสัง่ ให้คำนวณตสมสูตรหรอื เงื่อนไขทีก่ ำหนด ผ้ใู ชซ้ อฟตแ์ วร์ตารางทำงานสามารถประยุคต์ใช้งาน ประมวลผลตัวเลขอื่นๆได้อย่างกว้างขวาง ซอฟต์แวร์ตารางทำงานท่ีนิยมใช้ เช่น Microsoft Office Excel 2007 ได้ปรับปรุงให้สามารถรองรับจำนวนแถวได้ถงึ 1,048,576 แถว และรองรับจำนวนคอลัมน์ได้มากถึง 16,384 คอลมั น์ (คอลมั น์แรกคอื A B C D ………. และคอลมั น์สดุ ทา้ ยคือ XFD) รูปที่ 1.59 หน้าต่างโปรแกรม microsoft excel 2010 2.1.3 ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล (Database Management Software) การใช้คอมพิวเตอร์ความ จำเปน็ อยา่ งหนึ่งคอื การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ไว้ในแหลง่ เดียวกัน การรวบรวมข้อมูลหลายๆเร่ืองทมี่ คี วามเกี่ยวข้อง
25 กนั ไว้ในคอมพวิ เตอร์ เราเรยี กว่า “ฐานขอ้ มลู ” ซอฟต์แวรจ์ ัดการฐานขอ้ มูลจึงหมายถึงซอฟตแ์ วร์ท่ีช่วยให้การ เก็บ การเรียกคน้ ข้อมูลมาใชง้ าน การทำรายงาน การสรุปผลจากข้อมูลเพ่ือบริหารจัดการองค์กรได้ในอนาคต ซอฟต์แวรจ์ ดั การฐานข้อมูลท่นี ยิ มใชใ้ นปจั จุบนั คือ Microsoft Office Access 2007 และได้มีการพฒั นาเป็น Microsoft Office Access 2010 รูปที่ 1.60 หน้าต่างโปรแกรม microsoft access 2010 2.1.4 ซอฟต์แวร์นำเสนอ (Presentation Software) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับงานการนำเสนอข้อมูล ประกอบคำอธิบาย การบรรยายทม่ี ีภาพประกอบทำให้การนำเสนอสามารถเขา้ ใจได้ดียิ่งขึ้น ดกี วา่ การบรรยาย เพียงอย่างเดยี ว การใชซ้ อฟตแ์ วร์นำเสนอ การนำเสนอต้องสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ฟงั นอกจากรปู ภาพท่ี ใชน้ ำเสนอแล้ว “ซอฟตแ์ วรน์ ำเสนอยังสามารถสร้างแผนภูมิ กราฟ ซอฟตแ์ วรน์ ำเสนอที่นยิ มใช้ในปัจจุบัน คือ Microsoft Office PowerPoint 2007 และ Microsoft Office PowerPoint 2010 รปู ท่ี 1.61 หน้าตา่ งโปรแกรม microsoft powerpoint 2010 2.1.5 ซอฟตแ์ วร์ส่อื สารขอ้ มลู เปน็ ซอฟต์แวร์ที่ชว่ ยอำนวยความสะดวกใหเคื่องไมโครคอมพวิ เตอร์ สามารถ ติดตอ่ สื่อสารกับเครื่องคอมพิวเตอร์ทอ่ี ยหู่ ่างไกล โดยผ่านทางสายโทรศัพท์ ซอฟต์แวร์สื่อสารท่ีใช้เชื่อมโยงกับ ระบบเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์ เช่น อินเทอร์เน็ต ทำให้สามารถใช้บรกิ ารอ่ืนๆ เพม่ิ เตมิ ได้ สามารถใช้รับ – ส่ง
26 ไปรษณีย์ อิเล็กทรอนิกส์ ใช้โอนย้ายแฟ้มข้อมูล ใช้แลกเปลีย่ นข้อมูล อ่านข่าวสารนอกจากนี้ ยังใช้ในการ เชอื่ มต่อกับมินคอมพิวเตอรห์ รอื เมนเฟรมเพอื่ เรียกใชง้ านจากเคร่อื งเหลา่ น้ันได้ รปู ท่ี 1.62 การแบง่ ชนิดของซอฟต์แวร์ 2.2 ซอฟต์แวรท์ ใ่ี ชส้ ำหรบั งานเฉพาะด้าน 2.2.1 คอมพวิ เตอร์เพื่องานเฉพาะกิจ (Special Purpose Computer) คอื เคร่อื งคอมพิวเตอรท์ อี่ อกแบบ ให้ตัวเครื่องและโปรแกรมที่ใช้ควบคุมทำงานอย่างใดอย่างหน่งึ มักใชก้ ับงานการควบคุม หรอื อุตสาหกรรมที่เน้น การประมวลผลได้รวดเรว็ เช่น คอมพวิ เตอรค์ วบคุมสัญญาณไฟจราจรคอมพิวเตอร์ควบคุมอุปกรณ์อัตโนมัติใน รถยนต์ เป็นตน้ CT Scan (Computed Tomography) คอื เครือ่ งตรวจหาความผิดปกตขิ องอวยั วะต่างๆ ในรา่ งกายดว้ ย ลำแสงเอกซ์ โดยฉายลำแสงเอกซ์ผา่ นอวัยวะที่ตอ้ งการตรวจในแนวตัดขวาง และใหค้ อมพิวเตอรส์ รา้ งภาพ ภาพ ที่ได้จึงเป็นภาพตดั ขวางส่วนท่ีตอ้ งการตรวจอยา่ งละเอยี ด โดยมีข้อบ่งช้ขี องการตรวจ ดังนี้ รูปท่ี 1.63 CT Scan 1.1 ตรวจหาเนอ้ื งอกในอวยั วะต่างๆ รวมท้งั ตำแหนง่ และขนาดของเนอื้ งอก 1.2 ตรวจหาการแพรก่ ระจายของเนอื้ งอกไปยังตอ่ มน้ำเหลอื งท่ีอยใู่ กลเ้ คียง 1.3 ตรวจดกู ารค่งั ของเลอื ดในสมอง ชอ่ งทอ้ ง และอ้งุ เชิงกราน
27 1.4 ตรวจหาความผดิ ปกติของเลือด เช่นเสน้ เลือดโปง่ พอง เสน้ เลอื ดอุดตนั ฯลฯ 1.5 ตรวจหาความผดิ ปกตขิ องกระดกู และข้อต่อตา่ งๆ เช่น การหัก การหลดุ และการอักเสบ ฯลฯ 2.2.2 คอมพวิ เตอร์เพ่ืองานอเนกประสงค์ (General Purpose Computer) ปัจจุบันนี้วงการแพทย์ได้นำระบบ PACS (Picture Archiving Communication System) มาใช้กับ งานเอกซเรย์ เป็นระบบทีใ่ ช้จัดเก็บรูปภาพทางการแพทย์ (Medical Images) และรับ – ส่ง ขอ้ มลู ภาพ ใน รปู แบบ Digital โดย PACS ใช้ในการรบั -สง่ ขอ้ มลู ผา่ นทางระบบการถา่ ยทใ่ี ช้ฟิล์มแบบเดิมทำให้ลดข้ันตอนการ ทำงานลงเป็นอยา่ งมาก จึงทำให้สามารถใหบ้ รกิ ารได้สะดวกและรวดเร็วมากข้ึน ระบบของแผนกเอกซเรย์ (โปรแกรมเอกซเรย์หรือโปรแกรมโรงพยาบาล) ซึ่งโดยปกติแล้วซอฟต์แวร์หรอื โปรแกรมที่ใช้ควบคุมระบบ PACS (ข้อมูลคนไข้-ข้อมูลภาพ) ทางบริษัทที่พัฒนาระบบ PACS มักจะทำให้ โปรแกรมระบบ PACS สามารถติดต่อกับระบบเอกซเรย์ (Radiology Information System) หรือระบบ โรงพยาบาล (Hospital Information System) โดยผ่านตัว PACS Broker ตามมาตรฐาน HL7 : ซึ่งตัวนี้ เองทำให้ระบบ PACS มคี วามฉลาดมากขึ้น เชน่ หากมกี ารลงทะเบียนคนไข้ หากเป็นคนไขร้ ะบ PACS ก็จะ ทำการเรยี กภาพมารอให้ ทำให้เกิดความรวดเร็วและสามารถท่จี ะต่อกับผลหรือ Result เอซเรย์ นอกจากน้ี ยัง มีความน่าเชื่อถือในการตรวจสอบชื่อ ID ของคนไข้มากขึ้น เป้าหมาย ของระบบ PACS แท้จริงและก็คอื Filmless หรอื Digital นนั่ เอง รปู ท่ี 1.64 ระบบ PACS ข้อดีของการนำระบบ PACS มาใช้ 1. เป็นผลดตี อ่ กระบวนการรกั ษาพยาบาล 1.1 ลดเวลาในการรอคอยในการตรวจและรอคอยผลเอกซเรย์ เนอื่ งจากการลา้ งฟลิ ม์ และการคน้ หาฟลิ ม์ เก่า 1.2 ไดร้ บั การวนิ จิ ฉยั โรคและไดร้ บั การรกั ษาพยาบาลรวดเร็วข้ึน 1.3 สามารถเรยี กข้อมลู เก่าทไ่ี ว้ในระบบ แพทยส์ ามารถเปรยี บเทยี บการเปล่ยี นแปลงของโรคได้ตลอดเวลา ซ่ึง จะช่วยใหก้ ารวินจิ ฉัยมคี วามแม่นยำย่ิงข้ึน และช่วยในการวางแผน การรักษาให้มีความตอ่ เนอ่ื ง
28 1.4 ลดปริมาณรงั สีทีผ่ ้ปู ว่ ยและบุคลากรทางการแพทยจ์ ะได้รับเนอื่ งจากการถ่ายฟลิ ์มซำ้ ท่ีเกิดจากการตั้งค่าทาง เทคนคิ ไมเ่ หมาะสมกบั ผู้ป่วย 2. ประหยัดทรพั ยากร 2.1 ลดอัตราการสูญเสยี ฟลิ ์มในการเอกซเรย์ซ้ำ เพราะระบบการถ่ายเอกซเรยท์ ่ีเก็บภาพแบบดิจิตอล ทำให้ รงั สแี พทย์สามารถทำการปรับคา่ ความสว่างของภาพได้ 2.2 ลดการสญู หายของฟลิ ์มเอกซเรย์ทเ่ี กิดขนึ้ ในระบบเดมิ 2.3 ลดการทำลายว่ิงแวดลอ้ มท่ีเกิดจากกระบวนการล้างฟลิ ์ม (น้ำยาลา้ งฟิล์มและนำ้ เสียจากเครื่องล้างฟิล์ม) 2.4 ลดพน้ื ที่ในการจดั เก็บฟิลม์ เอกซเรย์จะไม่มกี ารเสื่อมสภาพของภาพรังสี เพราะขอ้ มลู ภาพถา่ ยทางรงั สีจะถูก เก็บไวใ้ นรปู แบบดิจิตอล 4.3 บุคลากรทางคอมพิวเตอร์ (Peoplewares) คือ บุคลากรที่ทำหน้าท่ีเก่ียวข้องกับคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ไดแ้ ก่ 1. ผ้จู ดั การระบบ (System Manager) คือ บุคคลทท่ี ำหน้าที่กำหนดนโยบายการใช้คอมพิวเตอร์ให้เป็นไป ตามวัตถุประสงค์ขององค์กร 2. นกั วเิ คราะหร์ ะบบ (System Analyst) คือ บุคคลท่ที ำหนา้ ทศี่ กึ ษาระบบงานเดมิ หรอื ระบบงาน ใหม่ แล้วทำการวิเคราะห์ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ของการนำคอมพิวเตอร์มาใช้กับระบบงานเพื่อให้ โปรแกรมเมอรเ์ ป็นผู้เขยี นโปรแกรมใหก้ บั ระบบงาน 3. ผูเ้ ขียนโปรแกรม (Programmer) คือ บุคคลท่ีทำหนา้ ทเ่ี ขยี นโปรแกรมสง่ั งานให้คอมพิวเตอรท์ ำงาน ตามความต้องการชองผใู้ ช้ โดยเขยี นตามผงั งานท่ีนกั วิเคราะห์ระบบไดเ้ ขียนไว้ 4. ผู้ใช้ (User) คือ บุคคลที่ทำหน้าที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ท่ัวๆไป ซึ่งต้องการศึกษาวิธีการใช้เคร่อื ง คอมพิวเตอร์ และวธิ ใี ชง้ านโปรแกรมทีเ่ ก่ยี วขอ้ งเพอ่ื ให้โปรแกรมท่ีใชอ้ ยสู่ ามารถทำงานไดต้ ามความต้องการ บุคลากรทางคอมพวิ เตอร์เป็นผ้กู ำหนดโปรแกรมและการใช้คอมพวิ เตอร์ บคุ ลากรจงึ เปน็ ตวั แปรสำคัญท่ีจะ ทำใหผ้ ลลพั ธ์มีความนา่ เชือ่ ถือ เนือ่ งจากชุดคำสง่ั และข้อมลู ทีใ่ ชเ้ พื่อการประมวลผลไดถ้ ูกกำหนดโดยบุคลากรทาง คอมพวิ เตอร์ทัง้ หมด 4.4 ขอ้ มูล (DATA) สารสนเทศ (Information) ขอ้ มูล คือ ขอ้ เท็จจริงของสิ่งที่เราสนใจ อาจเป็นตวั เลข ตวั อกั ษร หรอื รายละเอยี ดท่ีอยู่ในรูปแบบต่างๆ เช่น ภาพ เสยี ง วดิ ีโอ คน สัตว์ สง่ิ ของ หรือเหตกุ ารณ์ท่เี ก่ยี วขอ้ งกับสิง่ ต่างๆข้อมลู จะต้องถูกตอ้ งและแม่นยำ ครบถว้ น ทัง้ นี้ ขนึ้ อยู่กับผูด้ ำเนนิ การท่ีให้ความสำคัญ รวดเร็วในการเก็บขอ้ มลู สารสนเทศ คือ ข้อมลู ทผ่ี ่านการประมวลผลแล้วและแสดงผลในรปู แบบทผี่ ใู้ ชร้ แู้ ละเข้าใจความหมายรหัสที่ใช้ แทนข้อมูล
29 คอมพวิ เตอรจ์ ะทำงานด้วยหลักการของอิเล็กทรอนิกส์แทนสัญญาณทางไฟฟ้าด้วย 0 และ 1 ซ่งึ เป็นระบบ เลขฐานสอง แต่ละหลักเรยี กว่า “บิต (Bit : Binary Digit)” เมื่อนำเลขหลายๆ บิตมาเรยี งกันจะใช้เป็นรหสั แทนความหมายตัวอักษร จำนวน สัญลักษณ์ทัง้ ภาษาไทยและภาษาอังกกฤษได้ และเพื่อให้การแลกเปล่ยี น ข่าวสารข้อมูลระหวา่ งมนษุ ย์กบั คอมพิวเตอรเ์ ป็นไปในแนวทางเดียวกัน จงึ ไดม้ ีการกำหนดมาตรฐานรหัสในระบบ เลขฐานสองสำหรับแทนตัวอักษร จำนวน สัญลักษณ์ดังกล่าวข้างต้น รหสั มาตรฐานที่ใช้แทนข้อมูลมี 2 กลุ่ม คอื 1. รหัสแอสกี (ASCLL : American Standard Code for Information Interchange) เป็นรหัสที่กำหนด ขึ้นโดยหนว่ ยงานท่ีกำหนดมาตรฐานของสหรัฐอเมรกิ า เปน็ รหสั 8 บติ ใชแ้ ทนสัญลกั ษณ์ต่างๆได้ 256 แบบ 28 นิยมใช้กนั อย่างแพรห่ ลายกับคอมพวิ เตอร์และระบบสอื่ สารข้อมูล 2. รหัสเอ็บซีดิก (EBCDIC : Extended Binary Coded Decimal Interchange Code) เป็นรหัสที่พัฒนา โดยบรษิ ัทไอบีเอ็ม และใช้กบั เคร่ืองคอมพิวเตอร์เมนเฟรมของไอบีเอม็ 4.5 กระบวนการ (Procedure) คือ ขนั้ ตอน กระบวนการต่างๆ ในการปฏบิ ตั ิงานในระบบสารสนเทศ ทง้ั 5 สว่ นท่ีกลา่ วมาแลว้ ข้างตน้ ต้องทำงานประสานกัน จึงจะสง่ ผลให้ขอ้ มลู เกดิ การประมวลผล และนำไปใช้ ประโยชนต์ รงกบั ความต้องการของผใู้ ช้ 5. การใช้คอมพวิ เตอรใ์ นด้านตา่ งๆ การใชค้ อมพิวเตอร์ในงานต่างๆ 1.การใช้คอมพิวเตอร์ในสถานศึกษา ปัจจุบันสถานศึกษาทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนวิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยตา่ งก็นำคอมพวิ เตอร์มาใช้บรหารการเรยี นการสอน เชน่ ใช้คอมพิวเตอรบ์ รหิ ารระบบงานทะเบียน ของนักเรียน-นักศกึ ษา ใชค้ อมพวิ เตอรจ์ ัดตารางสอน ตดั เกรด แจ้งผลการเรียน การลงทะเบยี นออนไลน์ เป็น ตน้ 2. การใช้คอมพวิ เตอรใ์ นโรงพยาบาล ปัจจบุ ันโรงพยาบาลหลายแหง่ ไดน้ ำระบบ PACS (Picture Archiving and Communication System) มาใชแ้ ทนฟิล์มเอกซเรย์ ใช้คอมพวิ เตอร์เกบ็ ประวัตขิ องผปู้ ว่ ย ฯลฯ 3. การใช้คอมพิวเตอร์ในงานคมนาคมและการสื่อสาร ปัจจุบันเป็นยุกค์ของการสื่อสารไร้พรมแดนมีการ สื่อสารในรูปแบบสาธารณะท่เี รียกวา่ ระบบเครือข่ายอินเทอร์เนต็ สามารถส่ือสารกันได้ท่ัวโลกทางอนิ ฯลฯ 4. การใชค้ อมพวิ เตอรใ์ นโรงงานอตุ สาหกรรม คอมพวิ เตอร์เขา้ มามีบทบาทในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น การ สางแผนการผลิต การควบคมุ การผลติ การใช้คอมควบคุมการทำงานของเครื่องจักร การใช้หุ่นยนต์ทำงานแทน มนษุ ย์ในงานทอี่ าจเป็นอตั ราย เป็นตน้ 5. การใชค้ อมพวิ เตอร์ในส่วนราชการ ปจั จุบันสว่ นราชการตา่ งๆ ไดน้ ำคอมพวิ เตอรม์ าใช้กนั อยา่ งแพร่หลาย เช่น การชำระภาษีเงินได้ผ่าน Web การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานทะเบียนราษฏร์ ได้แก่ การทำบัตร ประจำตัวประชาชน การสำรวจสำมโนประชาราช ฯลฯ
30 6. การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานธนาคาร เช่น การคิดอกเบี้ยงเงินฝากธนาคาร การถอน-ฝากเงินผา่ นตู้ ATM 7. การใช้คอมพวิ เตอรใ์ นงานวิศวกรรม การนำคอมพิวเตอรใ์ นการออกแบบ CAD and Cam CAD ย่อมาจาก Computer Aided Design หมายถึง คอมพวิ เตอร์ในการออกแบบเทคโนโลยีน้ี คอื การใช้คอมพิวเตอรม์ าช่วยในการสรา้ งช้ินสว่ นดว้ ยแบบจำลองทางเรขาคณิต ชน้ิ สว่ นทถ่ี ูกสรา้ งขน้ึ มาเรียกว่า แบบจำลอง (Model) ซึ่งแบบจำลองนสี้ ามารถแสดงเป็นแบบ Drawing หรอื ไฟล์ขอ้ มลู CAD CAM ย่อมาจาก Computer Aided Manufacturing หมายถึง คอมพิวเตอร์ช่วยในการผลิต เป็นเทคโนโลยีที่ใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยในการสร้าง G-code เพื่อควบคุมเครื่องจักร CNC โดยใช้ข้อมูล Modeling จาก CAD G-code คือ เครื่องหมายคำสั่งที่อยู่หน้าตัวเลข เพื่อนำคำสั่งนี้ไปสั่งการให้เครื่องจักร CNC ทำงานตามทตี่ ้องการ CNC ย่อมาจาก Computer Numerical Control หมายถึง การควบคุมเชิงตัวเลขด้วย คอมพิวเตอร์ เป็นการใชค้ อมพิวเตอร์ควบคมุ การทำงานของเคร่ืองจักรกลต่างๆ ทท่ี ำใหก้ ารผลิตช้นิ ส่วนไดถ้ กู ต้อง รวดเรว็ และเที่ยงตรง 8. การใช้คอมพิวเตอรใ์ นองค์กรธรุ กิจ บรษิ ัท ห้างร้านตา่ งๆ นำคอมพวิ เตอรม์ าเก็บข้อมูลพนักงานผลติ ภัณฑ์ และใช้คอมพวิ เตอรจ์ ดั ทำเอกสารตา่ งๆ ทใี่ ชใ้ นการดำเนนิ งานทางธุรกิจ 9. การใช้คอมพิวเตอร์ในงานสงั คมศาสตร์ เช่น การใช้คอมพิวเตอรม์ าชว่ ยในงานวิจัย โดยใช้โปรแกรม SPSS (Statistical Package for Social Science) 10. การใชค้ อมพิวเตอร์ในงานร้านค้าปลกี หา้ งสรรพสินคา้ ขนาดใหญใ่ ช้คอมพวิ เตอร์คิดเงินแทนการใช้เคร่ือง คิดเลข โดยอาศยั บารโ์ ค้ดอ่านรหสั ของสินคา้ ฯลฯ 6.วิธีเปิดและปิดเครือ่ งคอมพวิ เตอร์ การเปิดเครอื่ งคอมพวิ เตอรท์ ถี่ กู ต้อง 1. ตรวจสอบปลก๊ั ว่าเสยี บถูกต้องเรียบรอ้ ย 2. กดสวิตช์ท่จี อภาพ 3. กดสวิตช์ท่เี คส 4. กรุณารอสักครู่ ท่จี อภาพจะปรากฏข้อความเพ่ือตรวจสอบระบบตา่ งๆ 5. จะมเี สียงดัง 1 ครง้ั 6. จะปรากฏคำวา่ “Windows” ทีห่ นา้ จอเป็นการเริม่ ต้นการใชเ้ ครือ่ งเพราะเครอื่ งคอมพิวเตอร์จะต้องเรียก โปรแกรมควบคมุ เครอื่ งคอมพวิ เตอรท์ ชี่ อ่ื วา่ “Windows” ก่อน 7. จะปรากฏ Icon, Shortcut ทเี่ ดสกท์ อป เพื่อให้ผู้ใชเ้ ลอื กใชง้ านได้สะดวก
31 การปิดเครอ่ื งคอมพิวเตอร์ 1. คลกิ ท่ีปุ่ม Start 2. เลือ่ นเมาส์ไปท่ี Shut Down 3. คลกิ OK 4. กรุณารอสกั ครู่ เคร่ืองคอมพวิ เตอร์จะทำการปิดระบบต่างๆ ของเคร่ืองคอมพิวเตอร์ 5. เครอื่ งจะดบั 6. ปิดสวิตช์ทจี่ อ 7.หลกั การใชค้ อมพิวเตอรใ์ หม้ ีประสิทธภิ าพ หลกั การใชค้ อมพิวเตอร์ให้มปี ระสิทธิภาพ 1. ปรบั อณุ หภมู ิของห้องปฏิบัติการให้สบายไม่รอ้ นหรอื หนาวจนเกนิ ไป 2. นงั่ ให้หา่ งจากจอภาพประมาณ 45-60 เซนติเมตร ขอบจอภาพอยรู่ ะดบั สายตา 3. เก้าอี้ท่ีนง่ั พิมพ์คอมพิวเตอร์ควรปรับความสงู -ต่ำไดเ้ พ่อื ให้การนงั่ พิมพ์อย่ใู นทา่ ทสี่ บาย 4. วางข้อมือใหอ้ ยู่ในตำแหน่งทีเ่ ปน็ ธรรมชาติไม่ควรเอียงข้อมอื ไปทางซ้ายหรือทางขวา 5. ยกแปน้ ทีอ่ ยูข่ า้ งใตแ้ ปน้ คีย์บอร์ดขนึ้ เพอื่ ความสะดวกสบายในการพมิ พ์ 6. วางคียบ์ อร์ดและเมา้ ส์อยใู่ นระดบั เดยี วกัน 7. เลอื กใช้คยี ์บอรด์ และเม้าส์ท่มี ีคุณภาพดี 8. หม่ันเอาใจใส่ในการรักษาความสะอาดของเครอ่ื งคอมพวิ เตอร์สม่ำเสมอ อยา่ งนอ้ ยสปั ดาห์ละ 1 ครั้ง 9. ปรบั คา่ ความสว่างของจอภาพ (Brightness) และความคมชัด (Contrast) ใหพ้ อเหมาะพอดี 10. เมอื่ มอี าการเม่อื ยลา้ สายตาควรมองไปยงั ทีท่ ่อี ยไู่ กลๆ เพ่ือพกั สายตาและหาทศั นยี ภาพท่ีสบาย
32 หนว่ ยท่ี 2 การทำงานของคอมพวิ เตอร์และอปุ กรณต์ อ่ พ่วง จดุ ประสงค์รายวชิ า 1.มีความร้คู วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั หลกั การทำงานและการใช้งานอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 2.ประกอบ และบำรงุ รกั ษาคอมพิวเตอร์ 3.ตรวจสอบและแกไ้ ขปญั หาคอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรมอรรถประโยชน์ 4.มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นิยมทีด่ ีในการใชค้ อมพิวเตอร์ สมรรถนะรายวชิ า 1.แสดงความรเู้ ก่ียวกับหลกั การทำงานของคอมพิวเตอรแ์ ละอุปกรณ์ตอ่ พว่ ง 2.ประกอบเครื่องคอมพิวเตอรแ์ ละติดตั้งโปรแกรมตามลักษณะงาน 3.บำรุงรักษาอุปกรณ์ และแก้ปัญหาคอมพิวเตอรโ์ ดยใช้โปรแกรมอรรถประโยชน์ คำอธิบายรายวชิ า ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับหลักการทำงานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอุปกรณต์ ่อพ่วง ประกอบเครื่อง คอมพิวเตอร์และติดตั้งโปรแกรมตามลักษณะงานการบำรุงรักษาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ตรวจและกำจัดไวรัส แกป้ ญั หาคอมพิวเตอรด์ ว้ ยโปรแกรมอรรถประโยชนส์ ำรองและปอ้ งกนั ความเสียหายของข้อมลู การกู้คนื ขอ้ มูล
33 1. หลักการทำงานของคอมพวิ เตอร์ การทำงานของคอมพวิ เตอร์ จะตอ้ งประกอบด้วย หน่วยรับข้อมลู (Input Unit) เพื่อรับขอ้ มลู และคำสั่ง ของโปรแกรมเขา้ ไปเกบ็ ไวใ้ นอปุ กรณ์เกบ็ ข้อมูลหรอื หนว่ ยความจำหลัก คำส่งั ท่ีเกบ็ ไวใ้ นหน่วยความจำหลักจะไป ตีความ และประมวลผลโดยหนว่ ยประมวลผลกลาง (CPU) ซงึ่ เปรียบเปน็ สมองของคอมพวิ เตอร์ ผลที่ได้จาการ คำนวณหรอื เปรยี บเทียบจะไปเกบ็ ยงั หนว่ ยความจำแรมและพร้อมท่ีจะแสดงผล ก่อนที่คอมพิวเตอร์จำทำงานได้จะต้องโหลดเอาระบบปฏิบัติการเข้าไปเก็บไว้ในหน่วยความจำของเครื่อง คอมพิวเตอร์ก่อน กระบวนการนี้เรียกวา่ “การบูตเครือ่ ง (Boot)” มี 7 ขั้นตอนดังน้ี 1. เมือ่ ปดิ สวติ ช์เครอ่ื งคอมพิวเตอร์ Power Supply จะส่งสัญญาณไฟฟา้ ไปให้ซพี ียู (CPU : Central Processing Unit) เรม่ิ ทำงาน 2. ซีพียู ส่ังให้ไบออส (BIOS : Basic Input Output System) ทำงาน 3. เริ่มทำงานตามกระบวนการ POST เพื่อตรวจเช็ตอุปกรณ์ต่างๆ หากมีข้อผิดพลาดจะมีสัญญาณ เตอื น เช่น เสยี งยาว 1 ครั้ง และเสียงสนั้ 3 คร้งั แสดงวา่ เกิดขอ้ ผดิ พลาดจากการ์ดจอ ไบออสแตล่ ะรนุ่ จะ มีรหสั สญั ญาณท่ีแตกตา่ งกัน 4.ผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการ POST จะนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลที่อยู่ใน CMOS (Complementary Metal Oxide Semiconductor) ขอ้ มลู ของอุปกรณต์ า่ งๆ ทีต่ ิดต้งั อย่ใู นเครอ่ื ง หรือ ค่า Configuration จะเกบ็ ไว้ ในหน่วยความจำนถ้ี า้ ถูกต้องกจ็ ะทำงานต่อไป ถา้ เกิด ผิดพลาดต้องแจ ้งผู ้ใ ช ้ใ ห้ แกไ้ ขข้อมลู กอ่ น
34 5. ไบออสจะอา่ นโปรแกรมสำหรบั บูตจากฮาร์ดดิสก์ ไปออสในรุ่นใหม่จะกำหนดได้วา่ จะบตู จากเซกเตอรแ์ รกของ อุปกรณ์ตวั ไหนกอ่ น 6. โปรแกรมสว่ นสำคญั ทเี่ รยี กว่า เคอรเ์ นล (Kernel) จะถูกถ่ายทอดค่าลงหน่วยความจำแรม (RAM : Random Access Memory) Kernel คือ สว่ นประกอบหลกั ของระบบปฏบิ ัตกิ าร ซง่ึ จะคอยดแู ลบรหิ ารจดั การทรพั ยากรของระบบ และติดต่อประสานงานกับฮาร์ดดิสก์และซอฟต์แวร์ เนื่องจากเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของระบบปฏิบัติการ เคอร์เนลเป็นฐานร่างสุดในการติดต่อกับทรัพยากรต่างๆ เช่น หน่วยความจำ หน่วยประมวลผลกลาง และ อปุ กรณอ์ ินพุตและเอาตพ์ ุต 7. ระบบปฏิบัตกิ ารในหนว่ ยความจำจะเขา้ ควบคมุ เครื่องคอมพวิ เตอรแ์ ละแสดงผลลัพธเ์ คอร์เนลถูกถ่าย โอนลงสู่หน่วยความจำ และเข้าไปควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์โดยรวมและโหลดค่าของ Configuration ต่างๆ พร้อมทั้งแสดงผลลัพธ์มาที่เดสกท์ อปของผู้ใช้เพื่อรอรับคำสั่งการทำงานต่อไป ซึ่งใน ปจั จบุ ันระบบปฏิบตั ิการใหมๆ่ จะมี GUI ทเ่ี หมาะสมกับผ้ใู ช้ เดสก์ทอป (Desktop) คือ พื้นที่ฉากหลังของ Windows ถูกจำลองมาจากการทำงานบนโจฃต๊ะ ทำงาน ซึ่งประกอบไปด้วย เครื่องมอื ท่ีช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน โดยจะมีสัญลักษณ์ภาพแทนส่งิ ต่างๆ ในระบบใหม้ องเหน็ เหมือนกับสิง่ ของท่ีอยู่บนโต๊ะ ผู้ใช้สามารถเรยี กใช้งานได้สะดวก รวดเร็ว และยัง สามารถปรบั เปลี่ยนภาพบนเดสกท์ อปได้ตามความตอ้ งการ GUI (Graphic User Interface) คือ การใช้ภาพสัญลักษณ์ติดต่อกบั ผู้ใช้ เป็นการออกแบบโปรแกรม คอมพวิ เตอร์ใหม้ ีการโต้ตอบกับผ้ใู ช้ โดยใชไ้ อคอน (ICON) รปู ภาพ และสัญลกั ษณ์ตา่ งๆ แทนการพิมพ์คำส่ังใน การทำงานชว่ ยใหผ้ ้ใู ช้ทำงานไดง้ ่าย การบตู มี 2 ชนิด คือ 1. โคลบูต (Cold Boot) คือ การบูตเครื่องที่อาศัยการทำงานของฮาร์ดแวร์ โดยการกดปุ่มสวิตช์ เพาเวอร์ 2. วอรม์ บตู (Warm Boot) คอื การบูตเครือ่ งโดยทำให้เกิดกระบวนการบูตใหมห่ รือทเ่ี รียกวา่ “รสี ตาร์ต เครื่อง” ส่วนใหญจ่ ะใช้ในกรณีทีเ่ ครื่องคอมพิวเตอร์หยุดชะงกั (Hang) เมื่อคอมพวิ เตอร์หยุดชะงกั สามารถ แกไ้ ขได้ 3 วธิ ี คอื 1) กดปมุ่ Reaet บนเครือ่ 2) กด Ctrl+Alt+Del 3) ส่ังรีสตาร์ตเครือ่ งจากเมนูปฏบิ ัติการ
35 2. หนา้ ทแี่ ละหลกั การทำงานของอปุ กรณ์ต่อพว่ ง อปุ กรณต์ ่อพว่ ง คือ อุปกรณท์ สี่ ามารถตอ่ เข้ากับอปุ กรณข์ องหน่วยประมวลผลกลางและประกอบเข้ากับ ระบบคอมพวิ เตอร์ เพอื่ ใหส้ ามารถใชง้ านได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ 1. แผงแปน้ อกั ขระ (Keyboard) เปน็ อุปกรณห์ ลักทใ่ี ช้ในการนำข้อมลู ลงในเคร่ืองคอมพวิ เตอรม์ ีลักษณะป็นแป้น ตัวอักษรเหมือนแป้นเครื่องพิมพด์ ีด เป็นอุปกรณ์นำขอ้ มลู เข้าพ้ืนฐานที่ต้องใช้ในเคร่ืองคอมพิวเตอร์ทุกเคร่อื ง คีย์บอร์ดจะมีแป้นตัวเลขแยกไวต้ ่างหาก เพื่อความสะดวกในการป้อนข้อมูลที่เปน็ ตัวเลขและสะดวก การวาง ตำแหน่งแปน้ อักษรจะเป็นไปตามมาตรฐานของระบบพมิ พส์ ัมผัสของเครื่องพมิ พ์ดีดท่ีมกี ารใชแ้ ป้นยกแคร่ (Shift) เพอ่ื ใชพ้ ิมพ์ตัวอกั ษรบน ตัวพิมพใ์ หญ่ และตวั พมิ พ์เลก็ ระบบรหสั ตวั อักษรท่ใี ชใ้ นทางคอมพิวเตอร์จะเป็นรหัส 7 หรือ 8 บติ เมือ่ มีการกดแป้นพมิ พ์ เครอ่ื งจะสง่ รหัส 7 หรือ 8 บติ เขา้ ไปในระบบคอมพิวเตอร์ ภายใน แปน้ พิมพ์จะมแี ผงวงจรหลักที่ประกอบดว้ ยช้ินส่วนอิเล็กทรอนิกสจ์ ำนวนมากมลี ักษณะเป็นแผ่นบางๆ ท่ีถูกฉาบ ด้วยหมึกทเี่ ป็นตัวนำไฟฟ้า เมอ่ื แปน้ พมิ พถ์ กู กดจนติดกบั ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนกิ ส์กจ็ ะมีกระแสไฟฟ้าไหลในตัววงจร ข้อมูลในรูปของสัญญาณไฟฟ้าจากแป้นที่ถูกกดแต่ละแป้นจะถูกเปรียบเทียบรหัส (Scan Code) กับ รหัสมาตรฐานของแต่ละแป้นท่กี ดเพ่อื ปล่ยี นใหเ้ ปน็ ตวั อกั ษร ตวั เลข หรือสญั ลกั ษณ์ไปปรากฏท่ีจอคอมพิวเตอร์ ระบบรหสั ท่ีใช้ในเครือ่ งไมโครคอมพิวเตอร์ คือ รหสั ASCII (American Standard Conde for Information Interchange) เป็นรหัสมาตรฐานของสหรัฐอเมริกาเพื่อการแลกเปลี่ยนสารสนเทศ เป็นรหัสอักขระที่ ประกอบดว้ ย อักษรละตนิ เลขอารบิก เคร่ืองหมายวรรคตอน และสญั ลกั ษณ์ต่างๆโดยแตล่ ะรหัสจะแทนด้วย ตวั อกั ขระหน่งึ ตวั เชน่ รหสั 65 (เลขฐานสิบ) ใช้แทนอักษรเอ (A) พิมพใ์ หญ่ เปน็ ตน้ คยี ์บอร์ด มี 5 แบบ คือ Desktop Keyboard มี 101 แป้น Desktop Keyboard with Hot Keys คือ คีย์บอร์ดที่มีจำนวนแป้นมากกว่า 101 แป้นขึ้นไปขึ้นอยู่กับ วัตถปุ ระสงค์การใช้งาน ซงึ่ จะมปี ุ่มพิเศษสำหรับระบบปฏบิ ตั กิ าร Windows
36 Wireless Keyboard คอื คีย์บอรด์ ไร้สายไม่ต้องตอ่ สายเข้ากับตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่จะมอี ุปกรณ์รับสัญญ รจากคีย์บอร์ด การทำงานจะใช้ความถี่วิทยุในการสื่อสาร ซึ่งความถี่ที่ใช้จะอยู่ที่ 27 MHZ (Megahertz) อุปกรณ์ชนดิ น้ีมกั จะมาคู่กับอปุ กรณ์เมา้ ส์ MHZ (Megahertz) เปน็ หน่วยวดั กระแสไฟฟ้าชนิดกระแสไฟสลับ (AC : Alternating Current Bectricity) Security Keyboard คื อ คยี บ์ อรด์ ท่มี ชี ่องเสยี บ Smart Card เพ่ือป้องกันการ ใชง้ านจากผทู้ ่ไี ม่ได้เป็นเจ้าของคยี บ์ อร์ด คียบ์ อรด์ ชนดิ นเี้ หมาะสมกับการใชง้ านที่ต้องการความปลอดภยั สูงหรือใช้ ควบคมุ เคร่อื ง Server ทีย่ อมให้เฉพาะ Admin ท่ที ำหน้าทีเ่ ปน็ ผู้ Update ขอ้ มลู การเลือกซอ้ื แผงแป้นอักขระควรพิจารณารุ่นใหมท่ ี่เป็นมาตรฐานและสามารถใช้ได้กับเคร่ืองคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ สำหรับเครื่องขนาดกระเป๋าห้ิว ไม่ว่าจะเป็นโน็ตบุค๊ แล็ปท็อป ขนาดแผงแป้นอักขระยังไมม่ ีการกำหนดเป็น มาตรฐาน เพราะผู้ผลิตมีความต้องการให้เครื่องมขี นาดเล็กลง โดยลดจำนวนแป้นแลว้ ใช้แป้นหลายแปน้ พร้อมกัน แทนการทำงานในแปน้ เดียว แผงแปน้ อักขระ แบง่ ออกเปน็ 4 สว่ น 1. Typing Keys คือ กลุ่มแป้นอกั ขระการวางแปน้ อกั ขระจะเหมอื นกับการวางแป้นอักขระบนเครือ่ งพมิ พด์ ีด 3. Function Keys คอื กลุ่มฟงั ก์ชันมี 12 แป้น คอื F1-F12 4. Control Keys คอื แป้นควบคมุ ต่างๆ เช่น Ctrl, Alt เป็นต้น การทำงานของแผงแปน้ อักขระจะเกิดจากการเปลี่ยนกลไลการกดแป้น ให้เปน็ สญั ญาณทางไฟฟ้าเพื่อส่งให้กับ คอมพิวเตอร์ โดยสัญญาณดังกล่าวจะแจ้งให้คอมพิวเตอรท์ ราบว่าผู้ใช้กดแป้นอะไรซึง่ การทำงานของแผงแป้น
37 อักขระทงั้ หมดจะถูกควบคุมด้วยไมโครโปรเซสเซอร์ ขนาดเล็กท่ีบรรจุในแผงแป้นอักขระ ซ่ึงสัญญาณต่างๆจะ ส่งผ่านสายสญั ญาณผ่านทางขวั้ ต่อ ขว้ั ต่อมี 4 ประเภท คือ 5-pin DIN (Deutsche Institute fur Normung) Connector เปน็ ขั้วตอ่ ทม่ี ขี นาดใหญใ่ ชก้ บั คอมพวิ เตอร์ รุ่นแรกๆ 6-pin IBM PS/2 Mini-DIN Connector เปน็ ขวั้ ตอ่ ขนาดเล็กใชก้ นั แพร่หลายในปัจจบุ ัน 4-pin USB (Universal Serial Bus) Connector เปน็ ขวั้ ต่อรุ่นใหม่ ปมุ่ ต่างๆบนคยี บ์ อร์ดเพื่อการใช้งานในเบื้องต้น 1. ~ (Grave Accent) ใช้สลบั ภาษาท่พี ิมพ์ 2. Enter ใชใ้ นการขึ้นบรรทดั ใหม่ หรือยนื ยนั การส่งั งาน 3. ESC (Escape) ใชย้ กเลิกหรือหยดุ ทำงาน 4. Backspace ใชล้ บตัวอกั ษรท่ีอยู่ดา้ นซา้ ยของ Cursor 5. Delete ใช้ลบตัวอักษรทีอ่ ยู่ดา้ นขวาของ Cursor 6. Num Lock ใช้เปิดและปิดการใชง้ านปุ่มตัวเลขทอี่ ยู่ทางด้านขวาของคยี ์บอร์ด 2. เมา้ ส์ (Mouse) คอื อุปกรณ์ทที่ ำหนา้ ท่ีปอ้ นขอ้ มูลอย่างหนง่ึ แตท่ ่เี หน็ การทำงานโดยทว่ั ไปจะเป็นอุปกรณ์ท่ี ใชค้ วบคุมลูกศรให้เคลื่อนท่ีไปยงั ตำแหน่งต่างๆ บนจอภาพ เหมาะกบั การใชง้ านที่ต้องเลือกหรือเล่ือนวัตถุต่างๆ บนจอคอมพวิ เตอร์ การทำงานของเมา้ ส์ มี 3 ประเภท คือ 1. เม้าสท์ างกล (Mechanical Mouse) อาศัยลกู บอลยางท่ีกล้ิงไปมาได้ เม่ือเคล่อื นย้ายเม้าส์ ลูกบอลจะ กดแนบอยู่กบั ลูกกลิ้ง แกนของลกู กลงิ้ จะตอ่ กบั จานแปลรหัส บนจานจะมีหน้าสัมผัสเป็นจดุ ๆ เมอ่ื จุดสมั ผัสเลอ่ื น มาตรงแกนสัมผัสก็จะสร้างสญั ญาณแจ้งไปยังคอมพิวเตอร์ โปรแกรมควบคุมเม้าส์จะทำหน้าที่แปลคำสัง่ เพอื่ เคลือ่ นย้าย Cursor บนจอภาพตอ่ ไป
38 2. เม้าส์ใช้แสง (Optical Mouse) การทำงานคล้ายกับ Mechanical ต่างกันที่ตัวรับการเคลื่อนที่ของจาน Encoder จะมี LED อยู่อกี ดา้ นหนึง่ ของจานไวก้ ำหนดแสงและอีกด้านหนึ่งจะมีทรานซสิ เตอร์ไวแสง (OPTP- Transistor) ไว้ตรวจจบั แสงแทนการใชก้ ารสมั ผสั 3. เม้าส์ไรส้ าย (Wireless Mouse) คือ เมา้ ส์ทมี่ ีการทำงานเหมือนเมา้ สท์ ่ัวๆไป แต่จะไมม่ สี ายต่อออกมา จากตวั เมา้ ส์ เมา้ สช์ นดิ น้จี ะมตี ัวรบั และตวั ส่งสัญญาณ ตัวรบั สัญญาณอาจเปน็ หัวตอ่ แบบ PS/2 หรือแบบ USB ที่เรยี กวา่ Thumb USB Receiver ซ่งึ ใช้ค่าความถ่วี ทิ ยอุ ย่ทู ี่ 27 MHz และปจั จุบนั ใชแ้ บบ Nano Receiver ซง่ึ ใช้ความถ่ีวิทยุที่ 2.4 GHz MHz (Megaheriz) คือ หนว่ ยวัดกระแสไฟฟ้ากระแสสลบั (AC : Alternating Current) หรือ ความถี่ ของคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟา้ (EM) = 1,000,000 hertz (1 ลา้ นเฮิรตซ์) หนว่ ยน้ีใชใ้ นการแสดงความเร็ว นาฬิกา ไมโครโปรเซสเซอร์ และพบในการวัดสัญาณ Bandwidth สำหรับข้อมูลดิจิตอล ความเร็วสูง สัญญาณวิดีโอ อนาลอ็ ก และสัญญาณการกระจายสเปกตรมั GHz (Gighertz) คือ หน่วยวัดกระแสไฟฟ้าสลับ (AC : Alternating Current) หรือความถี่ของคล่ืน แม่เหล็กไฟฟ้า (EM) = พันล้านเฮิรตซ์ (1,000,000,000Hz) Gigahertz ได้รับการใช้เป็นตัวชี้ความถี่ของ Ultra-High-Frequency (UHF) และสัญญาณคล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้าไมโครเวฟ (Microwave) รวมถึงคอมพิวเตอร์ บางเรือ่ งทใี่ ชแ้ สดงความเร็วของนาฬิกาของไมโครโปรเซสเซอร์ บนเม้าสจ์ ะมปี ่มุ 2-3 ปุ่มขน้ึ อยู่กบั การออกแบบของผ้ผู ลิตวา่ ต้องการจะผลิตเม้าส์เพือ่ รองรับโปรแกรมอะไรบ้าง บางโปรแกรมอาจต้องใชป้ ่มุ กลางเพื่อการใช้งาน แต่การใช้งานโดยทั่วๆไปนยิ มใช้ส่วนน้วิ กลางวางไว้ที่ปุ่มขวาของ เม้าส์ อุ้งมือใช้สำหรับเคลื่อนเม้าส์ไปมาได้สะดวก เมื่อเลื่อนเม้าส์ จะพบตัวชี้เม้าส์เลื่อนไปมาบนหน้าจอ คอมพิวเตอร์
39 การใชเ้ ม้าส์ 1. คลกิ (Click) คือ การกดปมุ่ ซ้ายของเม้าส์ 1 ครงั้ เพอ่ื ใชเ้ ลือกรายการหรอื คำส่ังตา่ งๆ 2. ดบั เบลิ้ คลกิ (Double Click) คือ การกดปุ่มซา้ ยของเม้าส์ 2 ครง้ั ติดๆ กนั เพอ่ื เปดิ ไอคอนหรอื ชอร์ตคัตของ โปรแกรมขนึ้ มาทำงาน 3. แดรกเม้าส์ (Drag Mouse) คอื การกดปมุ่ ซา้ ยของเม้าสค์ ้างไว้ แลว้ ลากไปใหค้ ลุมข้อความท่ตี ้องการ 4. กดปมุ่ ขวาของเมา้ ส์ (Right Chick) คอื การเขา้ สูเ่ มนหู ลกั 5. ทริเปิลคลิก (Triple-click) คือ การคลิกปุ่มซ้ายของเม้าส์ 3 ครั้งติดต่อกันอย่างรวดเร็วใช้มากที่สุดใน Microsoft Word และใน Web Browsers เพื่อเลอื กข้อความทัง้ ยอ่ หนา้ สญั ลักษณ์ของเมา้ ส์ Mouse Pointer ความหมาย Normal Select สญั ลักษณ์ของการชี้ตำแหน่ง Help Select สญั ลักษณข์ องการช้ีตำแหน่งขอความช่วยเหลือ Working In Background มีการทำงานอยเู่ บื้องหลัง Busy กำลังดำเนินการ Precision Select สัญลักษณกื ารเลือกที่จะครอบคลมุ วตั ถุ ตัวช้เี ม้าส์ ลักษณะนี้สว่ นใหญจ่ ะพบในโปรแกรม Graphic
40 Text Select ใชพ้ ิมพ์ข้อความต่างๆ Handwriting สัญลักษณ์ของการวาด Unavailable ไม่อนุญาตใหค้ ลิกท่ีขอ้ ความหรือปุ่มน้ี ขยายหรือลดขนาดของวตั ถตุ ามแนวต้ัง Horizontal Resize ขยายหรอื ลดขนาดของวตั ถตุ ามแนวนอน Diagonal Resize 1 ขยายหรือลดขนาดของวัตถจุ ากมุมบนซ้ายหรอื มุมล่างขวา Diagonal Resize 2 ขยายหรือลดขนาดของวตั ถจุ ากมมุ บนขวาหรอื มมุ ล่างซ้าย Move การเคลอ่ื นยา้ ยวัตถุ Alternate Select ใชช้ ี้เซลลง์ านของโปรแกรมประเภท Spread Sheet Link Select แจ้งตำแหน่งการเชือ่ มตัว 3. แผ่นรองสัมผัส (Touch Pad) คือ แผ่นรองสัมผัส (Touch Pad) คือ อุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นแผน่ สี่เหลี่ยมบางๆ ติดตั้งไว้อยู่ในคอมพิวเตอร์แบบพกพาเพ่ือใช้ทำงานแทนเมา้ ส์ เมื่อกดสัมผัสหรอื ใชน้ ิ้วลากผ่าน บรเิ วณดังกลา่ วสามารถทำงานแทนกันได้ สว่ นมากจะตดิ ต้ังไวบ้ ริเวณดา้ นล่างของแป้นพมิ พ์ 4. ก้านควบคมุ (Joy Stick) คือ อุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นคันโยกมีปุ่มบังคับที่ด้านคันโยก เพ่ือการควบคุมตำแหน่งบนจอคอมพวิ เตอร์ 5. ลูกกลมควบคุม (Trackball) อุปกรณ์ท่ใี ช้นำเขา้ ข้อมูลลักษณะการทำงานคล้ายเม้าส์ แตเ่ อาลกู บอลมาวางอยู่ ด้านบน นยิ มใชก้ ับคอมพิวเตอร์โนต๊ บคุ๊ 6 . แ ท ่ ง ช ี ้ ค ว บ คุ ม (Track Point) อยู่ตรงกลางแป้นพิมพใ์ ช้นวิ้ หัวแม่มือบังคับเพ่ือ เล่อื นตำแหนง่ ของ Pointer บนจอคอมพวิ เตอรล์ กั ษณะการทำงานคลา้ ยเม้าส์
41 7. ปากการแสง (Light Pan) คือ อุปกรณ์รับข้อมลู ชนดิ หนึ่งทมี่ เี ซลล์แบบ Photoelectric มีความไวต่อแสง ทำงานคล้ายกับเม้าสท์ ีใ่ ช้ในการติดต่อกับคอมพิวเตอร์ มีรูปร่างเหมือนปากกาและมีแสงอยู่ตอนปลาย มีสาย สามารถเช่อื มตอ่ กบั คอมพวิ เตอรไ์ ด้ ปลายข้างหน่ึงของปากกาจะมสี ายเชอ่ื มตอ่ กบั คอมพวิ เตอร์ การใชง้ านทำได้ โดยการแตะปากกาแสงไปที่จอคอมพิวเตอร์ตรงตำแหน่งที่ตอ้ งการปากกาแสงนิยมใช้กับงานออกแบบ (CAD : Computer Aided Design) การวาดภาพสำหรบั งานกราฟกิ และเป็นอุปกรณ์ป้อนข้อมูลด้วยการเขียนและจิ้ม เลือกเมนูที่ต้องการบนจอคอมพิวเตอร์ เพื่อส่งผ่านข้อมูลการเลือกให้กับโปรแกรมที่อยู่ในหน่วยความจำ นอกจากนน้ั ยังใช้ปากกาแสงกบั คอมพวิ เตอร์พกพาหรอื ปาล์มท็อปอยา่ งแพรห่ ลาย ปากกาแสงจะมีเซลล์แบบ Photoelectric เซลล์นี้มีความไวต่อแสงทำงานคล้ายเม้าส์ทีใ่ ช้ในการติดต่อกบั คอมพิวเตอร์ มรี ปู ร่างคล้ายปากกาและมแี สงอยู่ตอนปลายปากกา มสี ายไวเ้ ชื่อมตอ่ กับคอมพวิ เตอรไ์ ด้ การใช้ งานทำได้โดยการแตะปากกาแสงไปบนจอคอมพิวเตอร์ตามตำแหน่งที่ต้องการนิยมใช้กับงานออกแบบด้วย คอมพิวเตอร์ (CAD : Computer Aided Design) การวาดภาพกราฟิก และนิยมใช้เป็นอุปกรณป์ ้อนข้อมลู ด้วยการเขยี นหรอื ชเ้ี ลอื กเมนูท่ตี ้องการบนจอคอมพิวเตอร์ และยังใชก้ บั เครื่องคอมพิวเตอรแ์ บบปาลม์ ท็อป 8. เครื่องอ่านพกิ ดั (Digitizing Tablet) เปน็ อุปกรณร์ ับขอ้ มูลทีม่ ักจะใช้งาน CAD/CAM มีลกั ษณะเป็นแผ่นสเี่ หลีย่ มเท่ากับจอคอมพวิ เตอร์ และมอี ปุ กรณช์ ้ีตำแหน่งคล้านเมา้ สว์ างบนแผน่ สีเ่ หลยี่ มเรยี กว่า ทรานสดิวเซอร์ เมื่อเลือ่ นตัวชี้ตำแหน่งไปบนกระดาน จะมีการสง่ สัญญาณจากตะแกรงใต้แผ่นกระดานไปให้ คอมพิวเตอร์ 9. หนา้ จอสัมผัส (Touch Screen) คือ การใช้หนา้ จอคอมพิวเตอร์เป็นอปุ กรณ์นำเข้าขอ้ มูล ซ่ึงจะใช้แรงกด ผ้ใู ช้โต้ตอบกับคอมพิวเตอร์ด้วยการสัมผัสภาพหรอื คำบนหน้าจอ จอสัมผัสมี 3 ชนดิ คือ
42 1. Resistive หนา้ จอสัมผัสแบบ Resistive ได้รบั การหอ่ หุ้มด้วยเลเยอร์โลหะทางไฟฟ้า ตัวนำและตัวต้านทาน บางๆ ทเ่ี ป็นสาเหตขุ องการเปลยี่ นแปลงในกระแสไฟฟ้าซ่งึ เกิดขึ้นเม่ือมกี ารสมั ผัสหนา้ จอและส่งไปยังตัวควบคุม สำหรับการประมวลผล โดยท่ัวไป จอสมั ผสั แบบ Resistive สามารถซ้อื ไดง้ า่ ย 2. Surface Wave หน้าจอสมั ผสั แบบ Surface Wave ใชค้ ล่นื อลั ตราโซนกิ สท์ ีผ่ า่ นแผงหน้าจอสมั ผัส เมื่อแผง ถกู สมั ผัส ส่วนของคลนื่ ถกู ดดู ซบั การเปล่ียนแปลงในคล่ืนอลั ตราโซนิกสจ์ ะลงทะเบียนขวั้ บวกของการสัมผัสและ สง่ สารสนเทศไปยงั ตัวควบคมุ สำหรับการประมวลผลแผงหน้าจอสมั ผสั แบบ Surface Wave มีจุดเดน่ มากทส่ี ุด 3. Capacitive หน้าจอสัมผัสแบบ Capacitive ได้รับห่อหุ้มด้วยวัสดุที่เก็บประจุไฟฟ้า เมื่อแผงถูกสัมผัส จำนวนประจุขนาดเล็กไหลไปสู่จุดสัมผัส วงจรที่ตั้งอยู่แต่ละมุมของแผงจะวัดประจุและส่งสารสนเทศไปยังตวั ควบคุมสำหรับการประมวลผล แผงหนา้ จอสัมผัสแบบ Capacitive ตอ้ งสมั ผัสดว้ ยน้วิ ไม่เหมือนกับแผงหน้าจอ สมั ผัสแบบ Resistive และ Surface Wave ท่ีสามารถใชน้ ว้ิ และเหล็กแหลม หนา้ จอสัมผสั แบบ Capacitive ไม่ไดร้ ับผลโดยอนภุ าคภายนอกและความสวา่ งสูง 2.10 เครอ่ื งอ่านบาร์โค้ด (Bar Code Reader) รหัสแถบ (Bar Code) คือ แถบเส้นดำยาวที่พมิ พเ์ รียงเปน็ แถวบนตัวภาชนสำหรับบรรจุสินค้าที่วางขายตาม ซูเปอร์มาร์เก็ต การใชร้ หสั แถบบวกกับเครอื่ งอา่ นรหัสแถบ ทำใหเ้ กดิ ความสะดวกรวดเร็ว และมคี วามแมน่ ยำใน การทำงานไดม้ าก หลักการทำงานของเครือ่ งอา่ นบารโ์ คด้ 1. เครอื่ งอ่านจะฉายแสงลงบนแทง่ บาร์โค้ดหรอื แหล่งกำเนิดแสง (Light Source) ภายในเครื่องอ่านบาร์โค้ดจะ ฉายแสงลงบนแทง่ บาร์โค้ดและกวาดแสงอา่ นผา่ นแท่งบาร์โค้ด 2. รบี แสงท่สี ะทอ้ นกลับมาทต่ี ัวบารโ์ ค้ดฉายการอ่านบาร์โคด้ จะใชห้ ลกั การสะท้อนแสงกลับมาทต่ี วั รับแสง 3. เปลยี่ นปริมาณแสงที่สะทอ้ นกลับมาใหเ้ ป็นสัญญาณไฟฟ้าภายในเคร่ืองอ่านบารโ์ ค้ดจะมีอุปกรณ์เปล่ียนปริมาณ แสงทส่ี ะทอ้ นกลบั มาให้เปน็ สัญญาณทางไฟฟา้ 4. เปลี่ยนสัญญาณไฟฟา้ ให้เป็นข้อมูลที่นำไปใช้งานได้ สัญญาณไฟฟา้ จะไปเปรียบเทียบกับตารางบารโ์ ค้ดทีต่ ัว ถอดรหสั (Decoder) และเปลีย่ นให้เปน็ ขอ้ มลู ทส่ี ามารถนำไปใช้งานได้
43 2.11 สแกนเนอร์ (Scanner) คอื อปุ กรณท์ ีท่ ำหน้าทเี่ ปล่ยี นภาพต้นฉบบั (ภาพถ่าย ตัวอกั ษรบนหนา้ กระดาษ ภาพวาด) ใหเ้ ปน็ ข้อมลู เพ่อื ให้คอมพวิ เตอร์นำขอ้ มูลดังกล่าวไปใช้ประโยชนเ์ พื่อการแสดงผลที่จอคอมพิวเตอร์ รวมท้ังแกไ้ ข ตกแตง่ เพิม่ เตมิ และจดั เกบ็ ได้ หลักการทำงานของสแกนเนอร์ เครื่องอ่านภาพจะทำการอา่ นภาพโดยอาศยั การสะท้อน หรอื การสอ่ งผา่ นของแสงกบั ภาพต้นฉบบั ทีท่ ึบแสง หรือ โปรง่ แสงใหต้ กมากระทบกับแถบของอปุ กรณไ์ วแสง (Photosensitive) มีชื่อในทางเทคนิคว่า Charge-Couple Device (CCD) ตวั CCD จะรับแสงลงไปเกบ็ ไวใ้ นเส้นเล็กของเซลล์ และจะแปลงคล่นื แสงของแต่ละเซลล์เล็กๆ ใหก้ ลายเป็นคลนื่ ความตา่ งศกั ย์ ซึง่ จะแตกตา่ งกนั ไปตามอตั ราส่วนของระดบั ความเข้มของแสงแต่ละจดุ ตัวแปลสัญญาณอนาล็อกเป็นดิจิตอลจะแปลงคลื่นความต่างศกั ย์ให้เปน็ ข้อมูลและอยู่ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์ เข้าใจได้ ในเวลาเดียวกันโปรแกรมในการอ่านที่ใช้ควบคุมการทำงานของเครื่องอ่านภาพให้รับข้อมูลเข้าและ จดั รปู แบบเป็นแฟ้มข้อมลู ของภาพ ในระบบคอมพวิ เตอรต์ อ่ ไป ภาพในคอมพิวเตอร์จะอยู่ในรูปแบบดิจิตอลคอมพิวเตอร์จะแทนส่วนเล็กๆ ของภาพที่เรียกว่า “พิกเซล (Pixels)” ขนาดของไฟล์ภาพ ประกอบด้วย จำนวนพิกเซล คอมพิวเตอร์จะบันทึกค่าความเขม้ และค่าสีของ พกิ เซลแต่เซลล์ด้วยจำนวน 1 บติ หรือหลายๆ บิต จำนวนของพกิ เซลจะบอกถงึ ความละเอยี ดของภาพ บิต (Bit : Binary Digit) คอื ลำดับชน้ั ของข้อมลู ท่เี ลก็ ท่ีสดุ ขอ้ มลู ทีจ่ ะนำมาใช้กบั คอมพวิ เตอรจ์ ะต้องแปลงให้ อยูใ่ นรูปแบบของเลขฐานสอง คอมพวิ เตอรถ์ งึ จะเขา้ ใจและทำงานตามท่ีตอ้ งการได้ เลขฐานสองถูกนำมาใช้กับ คอมพวิ เตอร์ เพราะเลขฐานสอง ประกอบด้วย 0 กับ 1 ซึ่งสามารถแทนสถานการณ์ 2 อยา่ ง คอื เปิดและ ปดิ หรอื จริงกับเท็จ (ไม่จริง) สามารถนำไปใช้กบั ระดบั แรงดนั ไฟฟ้าในวงจรของเคร่ืองมือท่ีเปน็ อเิ ลก็ ทรอนิกส์ได้ พอดี รปู แบบการเก็บข้อมูลมีหลายระบบ เชน่ 1 บิต 8 บิต และ 24 บิต ถา้ เปน็ ข้อมลู ชนิด 1 บิต จะใช้เก็บ ขอ้ มูลตอ่ พกิ เซล 2 สถานะ คือ 0 และ 1 จะแสดงได้เฉพาะสขี าว-ดำ ถ้า 8 บิต จะใชค้ วามแตกต่างของสี ถึง 256 ระดับ (2*2*2*2*2*2*2*2) การรวมแมส่ ีใช้เทคนคิ ท่เี รยี กว่า Dithering ซึ่งจะแสดงสที ี่มองเห็นได้ไม่ เหมอื นจริง สำหรับ 24 บติ จะใหภ้ าพทมี่ ีสที ่ใี กล้เคยี งกบั ความเปน็ จริงที่เรยี กว่า Photo-Realistic โดยจะแบง่ 24 บติ เป็น 3 สว่ น คือ แดง เขียว นำ้ เงนิ ส่วนละ 8 บิต เมอื่ รวมท้งั 3 สว่ น เขา้ ดว้ ยกนั แลว้ จะแสดงสี ได้ถึง 16.7 ล้านสี
44 2.12 กลอ้ งดิจิตอล (Digotal Camera) คือ กลอ้ งถ่ายรูปที่ไม่ต้องใช้ฟลิ ์ม ภาพทถี่ ่ายจากกลอ้ งดิจิตอลจะถูก บันทึกแบบดิจิตอลโดยวงจรอิเล็กทรอนิกส์ภายในกล้อง โดยอยู่ในรูปแบบของไฟล์ภาพที่สามารถส่งเขา้ ไปยงั คอมพวิ เตอรเ์ พ่ือพิมพ์ออกมาเปน็ ภาพ กล้องดจิ ติ อลแบง่ ตามการใช้งานของ CCD (Charge Coupled Device) และลักษณะการใชเ้ ลนสไ์ ด้ 3 ประเภท ได้แก่ 1. กล้องคอมแพค (Compact Camera) เป็นกล้องที่ใช้ CCD ตลอกเวลาเพื่อส่งภาพไปที่จอ LCD (Liquid Crystal Display) มี CCD ทำใหเ้ กดิ ความร้อนใน CCD น้อยท่ีสุด เมือ่ ตอ้ งการบนั ทึกภาพก็คัดลอก ขอ้ มูลบน CCD ในวนิ าทีท่ีตอ้ งการ แล้วนำไปประมวลผลต่อ มเี ลนสท์ ีต่ ดิ ต้ังคู่กบั CCD ตลอดเวลาไม่สามารถ ถอดออกได้ ในการใช้งานปกติภาพที่เห็นในช่องมองภาพเป็นคนละภาพ (ใกล้เคียง) กับภาพที่ต้องการถ่าย สามารถปรับรูรบั แสงและความเรว็ ของชัตเตอรไ์ ด้น้อย ตัวกลอ้ งมีขนาดเลก็ การทำงานเพ่ือบนั ทึกภาพของกล้อง ดิจติ อลคอมแพคกใ็ ช้หลักการเดยี วกบั กล้อง DSLR เพยี งแตก่ ล้องดิจิตอลคอมแพคจะไม่มีกระจกสะทอ้ นภาพ ไม่ มีมา่ นชัตเตอร์ และไม่มี Pentaprism จะถา่ ยรูปออกมาไดเ้ มื่อแสงลอดผ่านเลนส์เข้ามาตกกระทบบนเซลเซอร์ รับภาพ นัน่ กค็ ือ เซนเซอร์จะได้รบั แสงตลอดเวลาทเ่ี ปดิ กล้องข้อดีก็คือ สามารถนำมาทำเป็นระบบ Live View อย่างทใ่ี ชก้ ันอยไู่ ด้ CCD ย่อมาจาก Charge Coupled Device เป็น Sensor ทีท่ ำงานโดยสว่ นทเ่ี ป็น Sensor แต่ละพิกเซลจะ ทำหนา้ ทีร่ บั แสงและเปลยี่ นคา่ แสงเป็นสัญญาณอนาล็อกส่งเข้าสูว่ งจรเปล่ยี นค่าอนาล็อกเป็นสัญญาณดิจิตอลอีก ครัง้ ซงึ่ การรับแสงเป็นไปได้อยา่ งเตม็ ที่ ไม่ต้องเสียพน้ื ทใี่ นการแปลงสัญญาณอยา่ ง CMOS ซึ่งตัวแปลงสญั ญาณ กอ็ ยูแ่ ยกกันทำใหเ้ กิดสัญญาณรบกวนน้อยกวา่ แตก่ ็มขี อ้ เสียในด้านความร้อนและเปลืองพลังงาน CMOS ยอ่ มาจาก Complementary Metal Oxide Semiconductor เป็น Sensor ทม่ี ลี ักษณะการทำงาน โดยแตะละพิกเซล จะมีวงจรยอ่ ยๆเปลยี่ นคา่ แสงท่ีเข้ามาเป็นสัญญาณดจิ ิตอลทันทไี ม่ต้องสง่ ออกไปแปลงเหมือน CCD 2. กล้องคอมแพคระดบั สูง (Prosumer) (DSLR-Like) พัฒนาขึ้นมาจากคอมแพคให้มีประสิทธิภาพท่ดี ีขึ้น CCD ใหญ่ขึ้นเมื่อ CCD ใหญ่ขึ้นเลนส์ก็ต้องใหญ่ขึ้น ทำให้สามารถเก็บแสงได้มากขึ้นสีสันและมิติภาพจึงมี มากกว่าคอมแพค แตก่ ารเก็บภาพยังใช้หลักการของคอมแพค คือ CCD รบั ภาพตลอดเวลาส่งให้ช่องมองภาพก และจอ LCD การที่ CCD ต้องรับภาพตลอดเวลา กลายเปน็ ขอ้ จำกัดของกลอ้ งชนิดนี้ทำให้ไม่สามารถขยาย ขนาด CCD ให้ใหญ่ทัดเทยี มกบั DSLR ได้ เลนส์ทต่ี ิดตั้งก็จะติดตงั้ มากับตัวกล้อง ภาพทเี่ ห็นในช่องมองภาพ เปน็ ภาพเดยี วกบั ภพท่ีตอ้ งการถา่ ยสามารถปรับรรู บั แสงและความเร็วชตั เตอร์ได้แต่อยูใ่ นวงแคบ
45 3. กล้อง Digital Single Lens Reflex ZDSLR) (SLR : Single Lens Reflex) หมายถึง ใชก้ ารสะท้อน ของเลนส์ชุดเดยี วทง้ั แสงที่จะตกลงใน CCD และแสงทเี่ ข้าส่ตู าในช่องมองภาพ สว่ นใหญภ่ าพที่เกิดในช่องมอง ภาพจะเกดิ จากแสงจรงิ สะทอ้ นผา่ นช้ินเลนสเ์ ข้าสู่ตาไม่ไดเ้ กิดจากการรบั ภาพของ CCD จงึ ไมส่ ามารถมองภาพ ผา่ นทาง LCD ไดม้ ีเลนส์ขนาดใหญ่ เพราะมขี นาด CCD ที่ใหญ่ CCD รบั แสงเฉพาะตอนท่มี ่านชัตเตอร์ปิดให้ แสงผ่านเทา่ นัน้ สามารถถอดเลนส์เปลี่ยนได้ เพื่อให้ได้ภาพท่ีต้องการ มีทั้งเลนส์ทีม่ คี วามยาวโฟกัสทีต่ ายตัว หรือเปลี่ยนความยาวโฟกัสได้ แต่มีกล้อง DSLR บางชนิดที่สามารถมองภาพจาก LCD ได้ โดยแยก CCD ออกเป็น 2 ชุด ชุดแรกสำหรับประมวลผลภาพออกทาง LCD ชุดที่สองไว้บันทึกภาพ กล้องประเภทนีม้ ตี ัว กลอ้ งท่ใี หญก่ ลไลการทำงานของกลอ้ งประเภทนี้ถือวา่ เปน็ พน้ื ฐานไปสู่การทำงานของกล้องอ่ืนๆดว้ ย กลอ้ ง DSLR (Digital Single Lens Reflect) การโอนภาพจากกล้องดิจติ อลมาไว้ในคอมพิวเตอร์ การโอนย้ายภาพจากกลอ้ งดิจติ อลไปไว้ในคอมพวิ เตอร์เพื่อจะไดม้ ีพื้นทใ่ี นการถ่ายภาพตา่ งๆไป การโอนภาพ มี 2 วธิ ี คอื 1. เชอ่ื มต่อกล้องดว้ ยสาย USB เข้าสเู่ คร่อื งคอมพวิ เตอร์ เมือ่ ซอื้ กล้องดจิ ติ อล ผขู้ ายจะให้สาย USB มา 1 เส้น ผู้ใช้สามารถเสียบสายข้างหนึ่งเข้ากับตัวกล้อง และเสียบสายอีกข้างหนึ่งเข้ากับพอร์ต USB ของ คอมพิวเตอรไ์ ดท้ นั ทีหลงั การเชอื่ มตอ่ ผู้ใช้จะมองเหน็ ไดร์ฟเพมิ่ ขนึ้ มาอกี ไดรฟ์ หนึง่ ของคอมพิวเตอร์ 2. เชื่อมต่อด้วยการ์ดหน่วยความจำ (Card Reader) หรือ คอมพิวเตอร์โดยตรง คอมพิวเตอร์รุน่ ใหมๆ่ มกั จะมีช่องเสยี บการ์ดหน่วยความจำมาให้แลว้ และเชน่ เดยี วกบั การใช้งานผ่านสาย USB ผใู้ ชเ้ ลอื กรปู ภาพและ สั่งทำสำเนามาเก็บไวใ้ นคอมพิวเตอร์
46 หนว่ ยที่ 3 การประกอบเครอื่ งคอมพิวเตอร์ จดุ ประสงคร์ ายวชิ า 1. มคี วามรูค้ วามเขา้ ใจเกี่ยวกับหลกั การทำงานและการใช้งานอปุ กรณ์คอมพวิ เตอร์ 2. ประกอบ และบำรุงรกั ษาคอมพิวเตอร์ 3. ตรวจสอบและแก้ไขปญั หาคอมพวิ เตอร์ด้วยโปรแกรมอรรถประโยชน์ 4. มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม และค่านยิ มท่ีดใี นการใชค้ อมพิวเตอร์ สมรรถนะรายวชิ า 1. แสดงความร้เู กี่ยวกบั หลกั การทำงานของคอมพิวเตอรแ์ ละอปุ กรณต์ อ่ พ่วง 2. ประกอบเครอ่ื งคอมพิวเตอร์และติดต้งั โปรแกรมตามลักษณะงาน 3. บำรงุ รกั ษาอปุ กรณ์ และแกป้ ัญหาคอมพิวเตอร์โดยใช้โปรแกรมอรรถประโยชน์ คำอธิบายรายวชิ า ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับหลักการทำงานของอุปกรณค์ อมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ประกอบเครื่อง คอมพิวเตอร์และติดตั้งโปรแกรมตามลักษณะงานการบำรุงรักษาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ตรวจและกำจัดไวรัส แก้ปัญหาคอมพวิ เตอรด์ ้วยโปรแกรมอรรถประโยชน์สำรองและปอ้ งกันความเสียหายของขอ้ มลู การกคู้ ืนขอ้ มูล
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117