รายงานการศึกษาค้นคว้า เร่ือง กฬี าฟุตบอล เสนอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาโรช สอาดเอย่ี ม จดั ทาโดย นางสาวชยาภรณ์ นิสภาทราจณิ รหสั นักศึกษา6410540131023 รายงานนีเ้ ป็ นส่วนหนึ่งของรายวชิ าเทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการศึกษาค้นคว้า รหัส GE4005 ภาคเรียนที่ 1/2566 สาขาการสอนวชิ ากภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตล้านนา
ก คานา รายงานเร่ืองกฬี าฟุตบอลจัดทาขึน้ มุ่งเพ่ือให้เป็ นประโยชน์ต่อผู้ท่ีสนใจต่อการออกกาลงั กายและผู้ท่ี มีความช่ืนชอบในกีฬาฟุตบอล ซ่ึงทาให้สุขภาพ และบุคลิกภาพดีขึ้น ในบทเรียนกีฬาฟุตบอลจึงมีการ นาเสนอ ประวัติความเป็ นมา ทักษะการในการเล่นกีฬาฟุตบอล เพ่ือให้ผู้ที่มีความสนใจมีทักษะในการเล่น ฟุตบอลทด่ี ขี ึน้ และมีสุขภาพร่างกายแขง็ ผู้จัดทาหวังว่า รายงานเล่มนี้จะเป็ นประโยชน์แก่ผู้อ่าน นักเรียน นักศึกษาหรือผู้สนใจที่กาลังหา ข้อมูลเรื่องนีอ้ ยู่ หากมีข้อมูลผดิ พลาดประการใด ผู้จดั ทาขอน้อมรับไว้และขออภยั มา ณ ทน่ี ีด้ ้วย ชยาภรณ์ นิสภาทราจณิ 20 สิงหาคม 2566
สารบัญ ข เร่ือง คานา หน้า สารบัญ ก ประวตั ฟิ ุตบอล ความเป็ นมาฟุตบอล ววิ ฒั นาการฟุตบอล ข 1 -ววิ ฒั นาการฟตุ บอล แต่ละภูมภิ าค ความเป็ นมาฟุตบอลแต่ละประเทศ 1 -ประวตั ฟิ ตุ บอล ตามภูมภิ าค 1 -ความเป็ นมาฟุตบอล ประวตั ฟิ ุตบอล 2 -ประวตั ฟิ ุตบอล ท่เี กยี่ วข้องกบั ประเทศองั กฤษ 2 -ววิ ฒั นาการฟุตบอล ประวตั ฟิ ุตบอล 3 -ประวตั ฟิ ตุ บอล ในอดตี 4 -ประวตั กิ ฬี าฟุตบอลโลก 5 -ประวตั กิ ฬี าฟุตบอลในประเทศไทย 5 -สนามแข่งขนั ฟุตบอล 5 -ลูกฟุตบอล 6 -วธิ ีการเล่นฟุตบอล 6 -ววิ ฒั นาการของกฬี าฟุตบอล 6-10 -สมาพนั ธ์ฟุตบอลท่ไี ด้รับการรับรองจากสหพนั ธ์ฟุตบอลนานาชาติ 10 -สหพนั ธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย 11 -กฬี าฟุตบอลมวี วิ ฒั นาการโดยสรุป 12 กตกิ าการเล่นฟุตบอล 12 การคดิ คะแนนการเล่นฟุตบอล 13 ประโยชน์ของการเล่นฟุตบอล 13-14 มารยาทการเป็ นผู้เล่นที่ดี 14 มารยาทการเป็ นผู้ชมทด่ี ี 15
1 ประวตั ฟิ ุตบอล ความเป็ นมาฟุตบอล ววิ ฒั นาการฟุตบอล ประวตั ิฟุตบอล (Football) หรือซอคเกอ้ ร์ (Soccer) เป็ นกีฬาที่มีผูส้ นใจท่ีจะชมการแข่งขนั และเขา้ ร่วมเล่นมากที่สุดในโลก ชนชาติใดเป็นผกู้ าเนิดกีฬาชนิดน้ีอยา่ งแทจ้ ริงน้นั ไม่อาจจะยนื ยนั ไดแ้ น่นอน เพราะ แต่ละชนชาติต่างยืนยนั วา่ เกิดจากประเทศของตน แต่ในประเทศฝร่ังเศสและประเทศอิตาลี ไดม้ ีการละเล่น ชนิดหน่ึงที่เรียกว่า “ซูเลอ” (Soule) หรือจิโอโค เดล คาซิโอ (Gioco Del Calcio) มีลกั ษณะการเล่นที่ คลา้ ยคลึงกบั กีฬาฟุตบอลในปัจจุบนั ท้งั สองประเทศอาจจะถกเถียงกนั วา่ กีฬาฟุตบอล ถือกาเนิดจากประเทศ ของตน อนั เป็นการหาขอ้ ยตุ ิไม่ได้ เพราะขาดหลกั ฐานยนื ยนั อยา่ งแทจ้ ริง ดงั น้นั ประวตั ิของกีฬาฟุตบอล ท่ีมีหลกั ฐานท่ีแทจ้ ริงสามารถจะอา้ งอิงได้ เพราะการเลน่ ที่มีกติกาการแขง่ ขนั ที่แน่นอน คือประเทศองั กฤษเพราะประเทศองั กฤษต้งั สมาคมฟุตบอลในปี พ.ศ. 2406 และฟุตบอลอาชีพ ขององั กฤษเกิดข้ึนในปี พ.ศ. 2431 ววิ ฒั นาการฟุตบอล แต่ละภูมภิ าค ความเป็ นมาฟุตบอลแต่ละประเทศ กีฬาฟุตบอล มีวิวฒั นาการไปพร้อมกับความเจริญกา้ วหน้าของมนุษยต์ ลอดมา ต้นกาเนิดกีฬา ตะวนั ออกไกลจะไดร้ ับอิทธิพลมาจากสงครามคร้ังสาคญั ๆ เช่น สงครามพระเจา้ อเลก็ ซานเดอร์มหาราช ได้ นาเอา “แกลโล-โรมนั ” (Gello-Roman) พร้อมกีฬาต่างๆ เขา้ มาสู่เมืองกอล (Gaul) อนั เป็นรากฐานส่วนหน่ึง ของกีฬาฟุตบอลในอนาคต และการเลน่ ฮาร์ปาสตมั (Harpastum) ไดถ้ ูกดดั แปลงมาเป็นกีฬาซูเลอ ประวตั ิฟุตบอล ตามภูมิภาค ประวตั ิฟุตบอล ภาคตะวนั ออกไกล มีหลกั ฐานบนั ทึกจากบุคคลสาคญั คือ ขงจ้ือ ที่ไดก้ ล่าวไวใ้ น หนังสือ “กงั ฟู” เกี่ยวกบั กีฬา โดยเฉพาะอย่างย่ิงกีฬาที่ใชเ้ ทา้ และศีรษะในสมยั จกั รพรรด์ิ เซิงติ (Emperor Cneng Ti) (ปี 32 ก่อนคริสตกาล) มีการเล่นกีฬาที่คลา้ ยกบั ฟุตบอลซ่ึงเรียกวา่ ”ซือ-ซู” (Tsu-Chu) ซ่ึงหมายถึง การเตะลูกหนงั ดว้ ยเทา้ กีฬาชนิดน้ีไดร้ ับความนิยมอยา่ งกวา้ งขวาง ซ่ึงนกั ประพนั ธ์และนกั ประวตั ิศาสตร์ใน สมยั น้นั ไดย้ กยอ่ งผเู้ ล่นที่มีชื่อเสียงใหเ้ ป็นวีรบุรุษของชาติ และในสมยั เดียวกนั ไดม้ ีการเล่นคลา้ ยฟุตบอลใน ประเทศญี่ป่ ุนอีกดว้ ย ประวตั ิฟุตบอล ภาคตะวนั ออกกลาง ในกรุงโรม ความเจริญของตะวนั ออกไกลไดแ้ ผ่ขยายถึงตะวนั ออก กลางโดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ จากอิทธิพลของสงคราม โดยพระเจา้ อเลก็ ซานเดอร์มหาราช การเล่นกีฬาชนิดหน่ึง เรียกวา่ ฮาร์ปาสตมั เป็นกีฬาที่นิยมของชาวโรมนั และชาวกรีกโบราณวิธีการเล่นคือ มีประตูคนละขา้ ง แลว้ เตะลูกบอลไปยงั จุดหมายที่ตอ้ งการ เช่น จากหมู่บา้ นหน่ึงไปอีกหมู่บา้ นหน่ึง การเล่นจะเป็ นการเตะ หรือ การขวา้ งไปขา้ งหนา้ ฮาร์ปาสตมั หมายถึงการเหว่ียงไปขา้ งหนา้ การเล่นกีฬาฮาร์ปาสตมั ในกรุงโรมดูเหมือน จะเป็นตน้ กาเนิดของกีฬาซ่ึงมีการเล่นในสมยั กลาง
2 ความเป็ นมาฟุตบอล ประวตั ิฟุตบอล ในการเล่นฮาร์ปาสตมั ขนาดของสนามจะเล็กกว่าสนามกีฬาซูเลอ แต่จุดประสงคข์ องกีฬาท้งั สอง คือ การนาลูกบอล ไปยงั แดนของตน แต่เน่ืองจากมีเสียงอึกทึกโครมครามจากการวิ่งแยง่ ลูกบอล ซ่ึงอาจจะ ทาให้เกิดอุบตั ิเหตุไดม้ ากมาย อนั เป็ นขอ้ ห้ามของพระเจา้ จึงมีพระบรมราชโองการในนามของพระเจา้ แผ่นดินห้ามเล่นกีฬาดงั กล่าวในเมือง ผูฝ้ ่ าฝื นมีโทษถึงจาคุก นอกจากน้ียงั มีขอ้ ห้ามซ่ึงออกในวนั ท่ี 12 มิถุนายน พ.ศ.1892 ขอใหเ้ ลน่ ยงิ ธนูในวนั ฉลองต่าง ๆ แทนการเล่นเกมฟุตบอล ในโอกาสต่อมากีฬาฟุตบอลไดจ้ ดั ใหม้ ีการแข่งขนั กนั อีกคร้ัง ซ่ึงเป็ นการเผชิญหนา้ กนั ระหว่างทีม ต่างๆ ท่ีอยหู่ ่างกนั ประมาณ 3-4 ไมล์ ( 5-6.5 กิโลเมตร) ในปี พ.ศ. 2344 กีฬาชนิดน้ีไดข้ ดั เกลาใหด้ ีข้ึน มีการ กาหนดจานวนผเู้ ล่นใหเ้ ท่ากนั ในแต่ละขา้ ง ขนาดของสนามอยใู่ นระหวา่ ง 80 – 100 หลา (73-91 เมตร) และ มีประตูท้งั สองขา้ งที่ริมสุดของสนามซ่ึงทาดว้ ยไม้ 2 อนั ห่างกนั 2-3 ฟตุ ในปี พ.ศ. 2366 ไดจ้ ดั ใหม้ ีการเล่นฟุตบอลในรูปแบบของการเล่นใน ปัจจุบนั William Alice คือผูเ้ ร่ิมวางกฎ บงั คบั ต่างๆ สาหรับกีฬาฟุตบอลและรักบ้ี ในปี พ.ศ. 2393 ไดม้ ีการออกระเบียบและกฎของการเล่นไปสู่ ดินแดนต่างๆ ใหป้ ฏิบตั ิตาม โดยจากดั จานวนผเู้ ล่นใหม้ ีขา้ งละ 15-20 คน ประวตั ิฟุตบอล ท่เี กย่ี วข้องกบั ประเทศองั กฤษ เม่ือ 900 ปี กวา่ มาแลว้ ประเทศองั กฤษไดต้ กอยใู่ นความปกครองของพวกเคนส์ เช้ือสายโรมนั ซ่ึงยก กองทพั มาตีหมู่เกาะองั กฤษตอนใต้ และไดป้ กครองเร่ือยมาจนถึงปี พ.ศ. 1589 องั กฤษเร่ิมเขม้ แข็งข้ึนและสามารถขบั ไล่พวกเคนส์ออกจากประเทศได้ หลงั จากน้ัน 2-3 ปี องั กฤษจึงเร่ิมปรับปรุงประเทศเป็นการใหญ่ มีการขดุ อุโมงคต์ ามพ้ืนท่ีหลายแห่ง ซ่ึงในการขดุ อุโมงคค์ นงาน คนหน่ึงไดข้ ดุ ไปพบกะโหลกศีรษะในบริเวณที่เคยเป็นสนามรบและเป็ นที่ฝังศพของพวกเคนส์มาก่อนทุก คนในที่น้ันแน่ใจว่าเป็ นกะโหลกศีรษะของพวกเคนส์ อารมณ์แคน้ จึงเกิดข้ึนทนั ทีเม่ือต่างคนต่างคิดถึง เหตุการณ์ที่ถูกพวกเคนส์กดข่ีทารุณจิตใจคนองั กฤษในสมยั น้นั ดว้ ยเหตุผลน้ี คนงานคนหน่ึงจึงเตะกะโหลก ศีรษะน้นั ทนั ที ส่วนคนอื่นๆ ท่ีอยู่ในบริเวณน้นั ก็พากนั หยดุ งานชว่ั คราว แลว้ หันมาเตะกะโหลกศีรษะเป็น การใหญ่ เพ่ือระบายอารมณ์แคน้ ท่ีเกบ็ ไวอ้ ยา่ งสนุกสนาน ผลที่สุดเม่ือพวกน้ีหากะโหลกศีรษะเตะกนั ไม่ไดก้ ็ เอาถุงลมของววั มาทาเป็นลูกกลมข้ึนเตะแทนกะโหลกศีรษะ ปรากฏวา่ เป็นที่รื่นเริงสนุกสนามกนั มาก ต่อมา ชาวโรมนั ไดน้ าเกมน้ีไปเล่นในองั กฤษ จากน้นั ชาวองั กฤษกไ็ ดป้ รับปรุงวิธีการเลน่ เทคนิคการเล่น ตลอดจน กติกาให้เหมือนในสมยั ปัจจุบนั คือเกมฟุตบอลท่ีใชเ้ ทา้ เล่น แต่ในระยะแรกของการเล่นฟุตบอลจะเล่นกนั เป็นกลุม่ ๆ เฉพาะพวกคนธรรมดาเท่าน้นั ไม่มีการจากดั จานวนผเู้ ลน่ ประตูจะห่างกนั เป็นไมลแ์ ละใชเ้ วลาใน การเล่นหลายชว่ั โมง จะเป็นการเล่นระหวา่ งทหารใหม่ท่ีถูกเกณฑ์ นกั บวช คนที่แต่งงานแลว้ คนโสด และ
3 พวกพอ่ คา้ เกมชนิดไดก้ ลายเป็นส่ิงฉลองในงานพิธีต่างๆ เช่น ในวนั โชรพ ทิวส์เดย์ (Shrove Tuesday) จะมี ฟตุ บอลนดั สาคญั ใหค้ นไดช้ ม เกมในสมยั น้นั จะเลน่ กนั อยา่ งรุนแรงและมีการบาดเจบ็ กนั มาก ในวนั ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 1857 พระเจา้ เอ๊ดเวิร์ดท่ี 2 ไดท้ รงออกพระราชกฤษฎีกา เน่ืองจากมีเสียงอึกทึก ครึกโครมจาการว่งิ แยง่ ลูกบอล ซ่ึงอาจจะทาใหเ้ กิดอุบตั ิเหตุมากมาย อนั เป็นขอ้ หา้ มของพระเจา้ โดยหา้ มเลน่ กีฬาดงั กลา่ ว ผใู้ ดฝ่ าฝืนมีโทษจาคุก ววิ ฒั นาการฟุตบอล ประวตั ฟิ ุตบอล จุดเร่ิมตน้ ของสโมสรฟตุ บอล และสมาคมฟุตบอล ในปี พ.ศ. 2400 สโมสรฟุตบอลไดก้ ่อต้งั เป็นคร้ังแรกท่ีเมืองเซนพสั ดป์ ระเทศองั กฤษ และต่อมาใน วนั ท่ี 26 ตุลาคม พ.ศ. 2406 สโมสรฟุตบอล 11 แห่งไดม้ ารวมกนั ที่กรุงลอนดอนเพ่ือก่อต้งั สมาคมฟุตบอล ข้ึน ซ่ึงถือเป็นรากฐานในการกาเนิดสมาคมแห่งชาติ จนถึง 140 สมาคม และทาใหผ้ เู้ ล่นฟุตบอลตอ้ งเล่นตาม กฎและกติกาของสมาคมฟตุ บอล จนเวลาผา่ นไปจากคาวา่ Association กย็ อ่ เป็น Assoc และกลายเป็น Soccer ข้ึนในที่สุด ซ่ึงนิยมเรียกกนั ในประเทศองั กฤษ แต่ชาวอเมริกนั เรียกวา่ Football หมายถึง American football ปี พ.ศ. 2412 ฟุตบอลไดเ้ ร่ิมแข่งขนั ภายใตก้ ฎของสมาคมแห่งชาติ ระหวา่ งทีมรัตเกอร์กบั ทีมบรินท์ ตนั ในปี พ.ศ. 2413 มีการกาหนดผเู้ ล่นใหเ้ หลือขา้ งละ 11 คน โดยมีผเู้ ลน่ กองหนา้ 9 คน และผเู้ ลน่ รักษา ประตู 2 คน โดยผูร้ ักษาประตูใชเ้ ทา้ เล่นเหมือน 9 คนแรกจนกระทง่ั ใหเ้ หลือผรู้ ักษาประตู 1 คน แต่อนุญาต ใหใ้ ชม้ ือจบั ลูกบอลไดใ้ นปี พ.ศ. 2423 จากน้ันกิจการฟุตบอลไดเ้ จริญข้ึนชา้ ๆ ในต่างจงั หวดั จนกระทงั่ สงครามโลกคร้ังท่ี 1 ไดม้ ีการต้งั สมาคม ฟตุ บอลต่างจงั หวดั ข้ึนในปี พ.ศ. 2450 และมีการฝึกสอนในปี พ.ศ. 2484 ภายนอกเกาะองั กฤษ พวกกะลาสีเรือ ทหาร พ่อคา้ วิศวกร หรือแมแ้ ต่นกั บวชไดน้ ากีฬาชนิดน้ีไปเผยแพร่ ประเทศเดนมาร์กเป็นประเทศท่ี 2 ในยโุ รป ในอเมริกาใต้ สโมสรแรกไดถ้ ูกต้งั ข้ึนในประเทศอาร์เจนตินา เม่ือพ่ีนอ้ งชาวองั กฤษ 2 คน ไดล้ งขอ้ ความ โฆษณาในหนงั สือพมิ พข์ องเมืองบูเอโนสไอเรส (Buenos Aires) เพ่ือ หาผอู้ าสาสมคั ร ในปี พ.ศ. 2427 กีฬาฟตุ บอลกก็ ลายมาเป็นวิชาหน่ึงในโรงเรียนของเมืองบูเอโนสไอเรส การแขง่ ขนั ระดบั ชาติคร้ังแรกในทวีปอเมริกาใต้ คือ การแข่งขนั ระหว่างอาร์เจนตินากบั อุรุกวยั ในปี พ.ศ.2448 แต่ อเมริกาเหนือเร่ิมแข่งขนั เมื่อปี พ.ศ. 2435 ในอิตาลี ฮาร์ปาสตมั เป็ นตน้ กาเนิดจิโอโค เดล คาลซิโอ ผูเ้ ล่นกีฬาจะเป็ นผูน้ าทางสังคม หรือแมแ้ ต่ผูน้ า ช้นั สูงของศาสนา เช่นสนั ตปาปา เกลาเมนตท์ ่ี 7 ลีออนท่ี 10 และเออร์เบนท่ี 7 เป็นถึงแชมเป้ี ยนในกีฬาฟลอ
4 เรนไทน์ฟุตบอล ต่อมาชาวโรมนั ไดด้ ดั แปลงเกมการเล่นฮาร์ปาสตมั เสียใหม่ โดยกาหนดใหใ้ ชเ้ ทา้ แตะลูก บอลเท่าน้นั ส่วนมือใหใ้ ชเ้ ฉพาะการทุ่มลูกบอล ซ่ึงนกั รบชาวโรมนั นิยมเล่นกนั มาก กีฬาฮาร์ปาสตมั ซ่ึงมีตน้ กาเนิดจากสมยั โรมนั ไดถ้ ูกแปลงมาเป็ นกีฬาซูลอหรือซูเลอ กีฬาชนิดน้ีเหมือนกบั ฮาร์ปาสตมั คือ นาลูกบอลกลบั ไปยงั แดนของตน แต่สนามมีขนาดกวา้ งกวา่ มาก การเล่นซูเลอมกั จะมีข้ึนในบ่ายวนั อาทิตยห์ ลงั การสวดมนตเ์ ยน็ จะมีการแข่งขนั สาคญั ในช่วงเวลาดีคาร์นิ วาล กีฬาชนิดน้ีเป็ นท่ีนิยมมากในเขตปริตานีและมอร์ลงั ดี กีฬาน้ีไดถ้ ูกเผยแพร่ไปยงั องั กฤษโดยผูต้ ิดตาม ของวลิ เล่ียมผพู้ ชิ ิตภายหลงั การรบท่ีเฮสติ้ง (Hasting) ประวตั ิฟุตบอล ในอดตี สาหรับในเอเชีย อินเดียเป็นประเทศแรกที่เร่ิมเล่น ฟุตบอล ศาสตราจารยจ์ ากวิทยาลยั กลั กตั ตา เป็น ผนู้ าสาเนากฎหมายการเล่นมาเผยแพร่ในปี พ.ศ. 2426 ส่วนออสตราเลเซีย ในปี พ.ศ. 2435 ไดม้ ีการแข่งขนั ชิงถว้ ยรางวลั เป็นคร้ังแรก ในทวีปซ่ึงยงั ไม่มีช่ือเสียงใน ดา้ นการเล่นฟุตบอล กีฬาชนิดน้ีมีผกู้ ล่าวว่าไดม้ ีการเริ่มเล่นมาก่อนร่วมร้อยปี แลว้ และมีหลกั ฐานการก่อต้งั สมาคมฟุตบอลแห่งนิวเซาทเ์ วลส์ ในออสเตรเลีย ปี พ.ศ. 2425 และสมาคมฟุตบอลของนิวซีแลนด์ไดถ้ ูก ต้งั ข้ึนหลงั จากออสเตรเลีย 9 ปี สมาคมระดบั ชาติแห่งแรกไดถ้ ูกต้งั ข้ึนในประเทศแอฟริกาใต้ แต่อียิปต์เป็ นประเทศแรกท่ีมีการแข่งขนั ระดบั ชาติในปี พ.ศ. 2467 คือ 3 ปี หลงั จากที่ไดก้ ่อต้งั สมาคมข้ึน และอียปิ ตส์ ามารถเอาชนะฮงั การีได้ 3-0 ใน กีฬาโอลิมปิ กที่ปารีส การแข่งขนั ระดบั ชาติเป็นการแข่งขนั ระหว่างองั กฤษกบั สกอตแลนด์ ต้งั แต่ปี พ.ศ. 2415 และในปี แรกของศตวรรษท่ี 20 โดยประเทศยโุ รปอ่ืนๆ อยา่ งไรกต็ ามในปี พ.ศ. 2447 กลุ่มประเทศต่างๆ ในแถบน้ีได้ ประชุมกนั ท่ีปารีสเพื่อต้งั สมาคมฟุตบอลนานาชาติข้ึน ในคร้ังแรกก่อนการจดั ต้งั สหพนั ธ์ 20 วนั สเปนและ เดนมาร์กไม่เคยร่วมการแข่งขนั ระดบั ชาติมาก่อน และ 3 ประเทศใน 7 ประเทศที่เขา้ ร่วมประชุมยงั ไม่มี สมาคมฟุตบอลในชาติของตน แต่ฟี ฟ่ าก็แขง็ แกร่งข้ึนเร่ือยมา โดยมีสมาชิก 5 ชาติในปี พ.ศ. 2481 และ 73 ชาติ ในปี พ.ศ. 2493 และในปัจจุบนั มีสมาชิกถึง 146 ประเทศ ท่ีมีส่วนร่วมในกิจกรรมของฟี ฟ่ า ทาให้ฟี ฟ่ า เป็นองคก์ ารกีฬาที่ใหญ่ท่ีสุดในโลก สมาพนั ธ์ประจาทวีปของสมาคมฟุตบอลแห่งแรกท่ีต้งั ข้ึนคือ Conmebol ซ่ึงเป็ นสมาพนั ธ์ของ อเมริกาใต้ สมาพนั ธ์น้ีไดถ้ ูกจดั ข้ึนเพื่อจดั ต้งั เพ่ือจดั การแข่งขนั ชิงชนะเลิศภายในทวีปอเมริกาใต้ ในปี พ.ศ. 2460 เกือบคร่ึงศตวรรษ ต่อมาเม่ืการแข่งขนั ภายในทวีปไดแ้ พร่หลายมากข้ึน จึงไดม้ ีการจดั ต้งั สมาพนั ธ์ใน ทวีปอ่ืนๆ ข้ึนอีกคือสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป ในปี พ.ศ. 2497 ซ่ึงเป็นปี เดียวกบั การจดั ต้งั ในทวีปเอเชีย และ 2 ปี ก่อนการจดั ต้งั สมาคมฟุตบอลยุโรป ในปี พ.ศ. 2497 ซ่ึงเป็ นปี เดียวกบั การจดั ต้งั สหพนั ธ์ฟุตบอล
5 แห่งแอฟริกา (Concacaf)หรือสหพนั ธ์ฟุตบอลแห่งอเมริกากลาง อเมริกาเหนือ และแคริบเบ้ียน ไดถ้ ูกจดั ต้งั ข้ึนในปี พ.ศ. 2504 และนอ้ งใหม่ในวงการฟตุ บอลโลกคือ สมาพนั ธฟ์ ุตบอลแห่งโอเชียนเนีย (Oceannir) ประวตั กิ ฬี าฟุตบอลโลก จุดเริ่มตน้ ของกีฬาฟุตบอล ไม่มีหลกั ฐานช้ีชัดว่ากาเนิดมาจากท่ีใดกันแน่ เพราะแต่ละชาติต่าง ออกมายนื ยนั วา่ ประเทศตนเองเป็นประเทศตน้ กาเนิด เช่น อิตาลี กบั ฝร่ังเศส กม็ ีการเล่น ซูเลอ หรือ จิโอโค เดล คาซิโอ ซ่ึงมีกติกาคลา้ ยกบั ฟุตบอล เป็นตน้ อย่างไรก็ตาม จุดเริ่มตน้ ของฟุตบอลที่มีหลกั ฐานอย่างเป็ นทางการ เร่ิมต้งั แต่ ปี ค.ศ. 1863 (พ.ศ. 2406) ท่ี ประเทศองั กฤษ มีการจดั ต้งั สมาคมฟุตบอลองั กฤษในปี น้นั และเร่ิมมีการแข่งขนั ฟตุ บอลลีกเป็นคร้ังแรก ใน ค.ศ. 1888 (พ.ศ. 2431) และเริ่มมีการแขง่ ขนั ระหวา่ งประเทศคร้ังแรกในปี ค.ศ. 1889 (พ.ศ. 2432) ในปี ค.ศ. 1904 (พ.ศ. 2447) เร่ิมก่อต้งั สมาพนั ธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟี ฟ่ าข้ึน และมีการแข่งขนั ฟุตบอล โลกคร้ังแรกใน ค.ศ. 1930 (พ.ศ. 2473) ที่ประเทศอรุ ุกวยั ประวตั กิ ฬี าฟุตบอลในประเทศไทย สาหรับกีฬาฟุตบอลในประเทศไทย เริ่มเขา้ มาในยุคพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยมีเจา้ พระยาธรรมศกั ด์ิมนตรีนาเขา้ มา จากการไปเรียนที่ต่างประเทศ ซ่ึงใน พ.ศ. 2443 มีการ แข่งขนั ฟุตบอลเป็นคร้ังแรกระหวา่ งทีมชุดบางกอก กบั ชุดกรมศึกษาธิการ ที่สนามหลวง ปรากฎวา่ เสมอกนั 2-2 ต่อมาในยุคสมยั พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยู่หัว รัชกาลท่ี 6 พระองคท์ รงสนใจกีฬาฟุตบอลอย่าง มาก มีทีมฟุตบอลส่วนพระองค์ คือ ทีมเสือป่ า และมีการเผยแพร่ข่าวสาร การเล่น เก่ียวกบั ฟุตบอลอย่าง แพร่หลาย นอกจากน้ี สมาคมฟุตบอลแห่งสยาม ถูกก่อต้งั ข้ึนเป็นคร้ังแรกในปี พ.ศ. 2459 อีกดว้ ย สนามแข่งขันฟุตบอล สนามฟุตบอล ไม่ไดม้ ีการกาหนดขนาดไวแ้ บบตรง ๆ เนื่องจากในพ้ืนท่ีแต่ละสนาม อาจมีพ้ืนท่ีไม่ เท่ากนั แต่ไดม้ ีการกาหนดดา้ นยาว กวา้ งประมาณ 100-130 หลา ส่วนดา้ นกวา้ ง กวา้ งประมาณ 50-100 หลา โดยแบ่งเขตแดนออกเป็น 2 ฝ่ัง อยา่ งละเท่า ๆ กนั มี ประตูขนาดกวา้ ง 8 หลา สูง 8 ฟุต มีเขตโทษ ซ่ึงนบั ห่าง จากโกล ห่าง 18 หลา ส่วนพ้นื สนามฟตุ บอล ใชห้ ญา้ แทห้ รือหญา้ เทียมกไ็ ด้
6 ลูกฟุตบอล ลูกฟตุ บอลมีลกั ษณะเป็นทรงกลม ขนาดเส้นรอบวงไม่เกิน 27-28 นิ้ว และหนกั 400-450 กรัม จานวนผเู้ ล่นฟตุ บอล มีจานวนฝั่งละ 11 คน โดยท่ีเป็นผรู้ ักษาประตู 1 คน มีหนา้ ท่ีป้องกนั ไม่ใหฝ้ ่ังตรงขา้ มยงิ ประตูได้ วธิ ีการเล่นฟุตบอล ผูเ้ ล่นจะใชเ้ ทา้ เล่นเป็ นหลกั โดยสามารถใชอ้ วยั วะส่วนอ่ืนท่ีไม่ใช่แขนและมือ ในการเล่นไดด้ ว้ ย โดยมีเป้าหมายคือ การทาประตูฝ่ ายตรงขา้ มใหไ้ ด้ ววิ ฒั นาการของกฬี าฟุตบอล ภาคตะวนั ออกไกล ขงจ้ือไดก้ ล่าวไวใ้ นหนงั สือ “กงั ฟู” เก่ียวกบั กีฬา โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงกีฬาที่ใชเ้ ทา้ และศีรษะในสมยั จกั รพรรด์ิ เซิงติ (Emperor Cneng Ti) (ปี 32 ก่อนคริสตกาล) มีการเลน่ กีฬาที่คลา้ ยกบั ฟุตบอลซ่ึงเรียกวา่ ”ซือ- ซู” (Tsu-Chu) ซ่ึงหมายถึงการเตะลูกหนังด้วยเท้า กีฬาชนิดน้ีได้รับความนิยมอย่างกวา้ งขวาง ซ่ึงนัก ประพนั ธ์และนักประวตั ิศาสตร์ในสมยั น้นั ไดย้ กยอ่ งผูเ้ ล่นที่มีช่ือเสียงให้เป็ นวีรบุรุษของชาติ และในสมยั เดียวกนั ไดม้ ีการเล่นคลา้ ยฟุตบอลในประเทศญี่ป่ ุนอีกดว้ ย
7 ภาคตะวนั ออกกลาง ในกรุงโรม ความเจริญของตะวนั ออกไกลไดแ้ ผ่ขยายถึงตะวนั ออกกลางโดยเฉพาะอย่างย่ิงจาก อิทธิพลของสงคราม โดยพระเจา้ อเลก็ ซานเดอร์มหาราช การเล่นกีฬาชนิดหน่ึงเรียกวา่ ฮาร์ปาสตมั เป็นกีฬา ท่ีนิยมของชาวโรมนั และชาวกรีกโบราณวิธีการเล่นคือ มีประตูคนละขา้ ง แลว้ เตะลูกบอลไปยงั จุดหมายที่ ตอ้ งการ เช่น จากหมู่บา้ นหน่ึงไปอีกหมู่บา้ นหน่ึง การเล่นจะเป็ นการเตะ หรือการขวา้ งไปขา้ งหน้าฮาร์ ปาสตมั หมายถึงการเหว่ียงไปขา้ งหนา้ การเล่นกีฬาฮาร์ปาสตมั ในกรุงโรมดูเหมือนจะเป็ นตน้ กาเนิดของ กีฬาซ่ึงมีการเล่นในสมยั กลาง ในการเล่นฮาร์ปาสตมั ขนาดของสนามจะเล็กกว่าสนามกีฬาซูเลอ แต่จุดประสงคข์ องกีฬาท้งั สอง คือ การนาลูกบอล ไปยงั แดนของตน แต่เน่ืองจากมีเสียงอึกทึกโครมครามจากการว่ิงแยง่ ลูกบอล ซ่ึงอาจจะ ทาให้เกิดอุบตั ิเหตุไดม้ ากมาย อนั เป็ นขอ้ ห้ามของพระเจา้ จึงมีพระบรมราชโองการในนามของพระเจา้ แผ่นดินห้ามเล่นกีฬาดังกล่าวในเมือง ผูฝ้ ่ าฝื นมีโทษถึงจาคุก นอกจากน้ียงั มีขอ้ ห้ามซ่ึงออกในวนั ท่ี 12 มิถุนายน พ.ศ.1892 ขอใหเ้ ลน่ ยงิ ธนูในวนั ฉลองต่าง ๆ แทนการเลน่ เกมฟุตบอล ในโอกาสต่อมากีฬาฟุตบอลไดจ้ ดั ใหม้ ีการแข่งขนั กนั อีกคร้ัง ซ่ึงเป็ นการเผชิญหนา้ กนั ระหว่างทีม ต่างๆ ท่ีอยหู่ ่างกนั ประมาณ 3-4 ไมล์ ( 5-6.5 กิโลเมตร) ในปี พ.ศ. 2344 กีฬาชนิดน้ีไดข้ ดั เกลาใหด้ ีข้ึน มีการ กาหนดจานวนผเู้ ล่นใหเ้ ท่ากนั ในแต่ละขา้ ง ขนาดของสนามอยใู่ นระหวา่ ง 80 – 100 หลา (73-91 เมตร) และ มีประตูท้งั สองขา้ งที่ริมสุดของสนามซ่ึงทาดว้ ยไม้ 2 อนั ห่างกนั 2-3 ฟุต ในปี พ.ศ. 2366 ไดจ้ ดั ให้มีการเล่นฟุตบอลในรูปแบบของการเล่นใน ปัจจุบนั William Alice คือผู้ เริ่มวางกฎบงั คบั ต่างๆ สาหรับกีฬาฟุตบอลและรักบ้ี ในปี พ.ศ. 2393 ไดม้ ีการออกระเบียบและกฎของการ เล่นไปสู่ ดินแดนต่างๆ ใหป้ ฏิบตั ิตาม โดยจากดั จานวนผเู้ ลน่ ใหม้ ีขา้ งละ 15-20 คน ในปี พ.ศ. 2413 มีการกาหนดผเู้ ลน่ ใหเ้ หลือขา้ งละ 11 คน โดยมีผเู้ ลน่ กองหนา้ 9 คน และผเู้ ลน่ รักษา ประตู 2 คน โดยผรู้ ักษาประตูใชเ้ ทา้ เล่นเหมือน 9 คนแรกจนกระทงั่ ใหเ้ หลือผูร้ ักษาประตู 1 คน แต่อนุญาต ใหใ้ ชม้ ือจบั ลูกบอลไดใ้ นปี พ.ศ. 2423 ในปี พ.ศ. 2400 สโมสรฟุตบอลไดก้ ่อต้งั เป็นคร้ังแรกที่เมืองเซนพสั ดป์ ระเทศองั กฤษ และต่อมาใน วนั ท่ี 26 ตุลาคม พ.ศ. 2406 สโมสรฟุตบอล 11 แห่งไดม้ ารวมกนั ท่ีกรุงลอนดอนเพ่ือก่อต้งั สมาคมฟุตบอล ข้ึน ซ่ึงถือเป็นรากฐานในการกาเนิดสมาคมแห่งชาติ จนถึง 140 สมาคม และทาใหผ้ เู้ ล่นฟุตบอลตอ้ งเล่นตาม กฎและกติกาของสมาคมฟุตบอล จนเวลาผา่ นไปจากคาวา่ Association กย็ อ่ เป็น Assoc และกลายเป็น Soccer ข้ึนในที่สุด ซ่ึงนิยมเรียกกนั ในประเทศองั กฤษ แต่ชาวอเมริกนั เรียกวา่ Football หมายถึง American football ภายนอกเกาะองั กฤษ พวกกะลาสีเรือ ทหาร พ่อคา้ วิศวกร หรือแมแ้ ต่นกั บวชไดน้ ากีฬาชนิดน้ีไป เผยแพร่ ประเทศเดนมาร์กเป็นประเทศท่ี 2 ในยโุ รป
8 ในอเมริกาใต้ สโมสรแรกได้ถูกต้งั ข้ึนในประเทศอาร์เจนตินา เม่ือพ่ีนอ้ งชาวองั กฤษ 2 คน ไดล้ งขอ้ ความ โฆษณาในหนงั สือพิมพข์ องเมืองบูเอโนสไอเรส (Buenos Aires) เพื่อ หาผอู้ าสาสมคั ร ในปี พ.ศ. 2427 กีฬา ฟุตบอลก็กลายมาเป็ นวิชาหน่ึงในโรงเรียนของเมืองบูเอโนสไอเรส การแข่งขนั ระดบั ชาติคร้ังแรกในทวีป อเมริกาใต้ คือ การแข่งขนั ระหว่างอาร์เจนตินากบั อุรุกวยั ในปี พ.ศ.2448 แต่อเมริกาเหนือเร่ิมแข่งขนั เม่ือปี พ.ศ. 2435 ในอิตาลี ฮาร์ปาสตมั เป็นตน้ กาเนิดจิโอโค เดล คาลซิโอ ผเู้ ล่นกีฬาจะเป็นผนู้ าทางสงั คม หรือแมแ้ ต่ ผนู้ าช้นั สูงของศาสนา เช่นสันตปาปา เกลาเมนตท์ ่ี 7 ลีออนที่ 10 และเออร์เบนท่ี 7 เป็นถึงแชมเป้ี ยนในกีฬา ฟลอเรนไทน์ฟุตบอล ต่อมาชาวโรมนั ไดด้ ดั แปลงเกมการเล่นฮาร์ปาสตมั เสียใหม่ โดยกาหนดใหใ้ ชเ้ ทา้ แตะ ลูกบอลเท่าน้นั ส่วนมือใหใ้ ชเ้ ฉพาะการทุ่มลูกบอล ซ่ึงนกั รบชาวโรมนั นิยมเลน่ กนั มาก กีฬาฮาร์ปาสตมั ซ่ึงมีตน้ กาเนิดจากสมยั โรมนั ไดถ้ ูกแปลงมาเป็ นกีฬาซูลอหรือซูเลอ กีฬาชนิดน้ี เหมือนกบั ฮาร์ปาสตมั คือ นาลูกบอลกลบั ไปยงั แดนของตน แต่สนามมีขนาดกวา้ งกวา่ มาก การเล่นซูเลอมกั จะมีข้ึนในบ่ายวนั อาทิตยห์ ลงั การสวดมนตเ์ ยน็ จะมีการแข่งขนั สาคญั ในช่วงเวลาดี คาร์นิวาล กีฬาชนิดน้ีเป็ นที่นิยมมากในเขตปริตานีและมอร์ลงั ดี กีฬาน้ีไดถ้ ูกเผยแพร่ไปยงั องั กฤษโดย ผตู้ ิดตามของวลิ เลี่ยมผพู้ ชิ ิตภายหลงั การรบที่เฮสติ้ง (Hasting) เม่ือ 900 ปี กวา่ มาแลว้ ประเทศองั กฤษไดต้ กอยใู่ นความปกครองของพวกเคนส์ เช้ือสายโรมนั ซ่ึงยก กองทพั มาตีหมู่เกาะองั กฤษตอนใต้ และไดป้ กครองเรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ. 1589 องั กฤษเริ่มเขม้ แข็งข้ึน และ สามารถขบั ไลพ่ วกเคนส์ออกจากประเทศได้ หลงั จากน้นั 2-3 ปี องั กฤษจึงเร่ิมปรับปรุงประเทศเป็นการใหญ่ มีการขุดอุโมงค์ตามพ้ืนที่หลายแห่ง ซ่ึงในการขุดอุโมงค์คนงานคนหน่ึงได้ขุดไปพบกะโหลกศีรษะใน บริเวณท่ีเคยเป็นสนามรบ และเป็ นที่ฝังศพของพวกเคนส์มาก่อนทุกคนในท่ีน้นั แน่ใจวา่ เป็นกะโหลกศีรษะ ของพวกเคนส์ อารมณ์แคน้ จึงเกิดข้ึนทนั ทีเม่ือต่างคนต่างคิดถึงเหตุการณ์ท่ีถูกพวกเคนส์กดขี่ทารุณจิตใจคน องั กฤษในสมยั น้นั ดว้ ย เหตุผลน้ี คนงานคนหน่ึงจึงเตะกะโหลกศีรษะน้ันทนั ที ส่วนคนอ่ืนๆ ท่ีอยู่ในบริเวณน้นั ก็พากนั หยุดงาน ชว่ั คราว แลว้ หนั มาเตะกะโหลกศีรษะเป็นการใหญ่ เพอ่ื ระบายอารมณ์แคน้ ท่ีเกบ็ ไวอ้ ยา่ งสนุกสนาน ผลท่ีสุด เม่ือพวกน้ีหากะโหลกศีรษะเตะกนั ไม่ไดก้ ็เอาถุงลมของววั มาทาเป็ นลูกกลมข้ึนเตะแทนกะโหลกศีรษะ ปรากฏวา่ เป็นที่ร่ืนเริงสนุกสนามกนั มาก ต่อมาชาวโรมนั ไดน้ าเกมน้ีไปเล่นในองั กฤษ จากน้นั ชาวองั กฤษก็ ไดป้ รับปรุงวิธีการเล่น เทคนิคการเล่น ตลอดจนกติกาใหเ้ หมือนในสมยั ปัจจุบนั คือเกมฟุตบอลท่ีใชเ้ ทา้ เล่น แต่ในระยะแรกของการเล่นฟุตบอลจะเล่นกนั เป็ นกลุ่มๆ เฉพาะพวกคนธรรมดาเท่าน้ัน ไม่มีการจากดั จานวนผเู้ ลน่ ประตูจะห่างกนั เป็นไมล์ และใชเ้ วลาในการเลน่ หลายชว่ั โมง จะเป็นการเล่นระหวา่ งทหารใหม่ ที่ถูกเกณฑ์ นกั บวช คนที่แต่งงานแลว้ คนโสด และพวกพอ่ คา้ เกมชนิดไดก้ ลายเป็นสิ่งฉลองในงานพิธีต่างๆ
9 เช่น ในวนั โชรพ ทิวส์เดย์ (Shrove Tuesday) จะมีฟุตบอลนดั สาคญั ให้คนไดช้ ม เกมในสมยั น้นั จะเล่นกนั อยา่ งรุนแรงและมีการบาดเจบ็ กนั มาก ในวนั ท่ี 13 เมษายน พ.ศ. 1857 พระเจา้ เอ๊ดเวิร์ดที่ 2 ไดท้ รงออกพระราชกฤษฎีกา เน่ืองจากมีเสียง อึกทึกครึกโครมจาการวิ่งแยง่ ลูกบอล ซ่ึงอาจจะทาใหเ้ กิดอุบตั ิเหตุมากมาย อนั เป็นขอ้ ห้ามของพระเจา้ โดย หา้ มเล่นกีฬาดงั กลา่ ว ผใู้ ดฝ่ าฝืนมีโทษจาคุก ฟุตบอลไดเ้ ริ่มแข่งขนั ภายใตก้ ฎของสมาคมแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2412 ระหว่างทีมรัตเกอร์กบั ทีมบ รินทต์ นั จากน้นั กิจการฟุตบอลไดเ้ จริญข้ึนชา้ ๆ ในต่างจงั หวดั จนกระทง่ั สงครามโลกคร้ังที่ 1 ไดม้ ีการต้งั สมาคมฟตุ บอลต่างจงั หวดั ข้ึนในปี พ.ศ. 2450 และมีการฝึกสอนในปี พ.ศ. 2484 ในทวปี เอเชีย อินเดียเป็ นประเทศแรกท่ีเริ่มเล่นฟุตบอล ศาสตราจารยจ์ ากวิทยาลัยกัลกัตตา เป็ นผูน้ าสาเนา กฎหมายการเล่นมาเผยแพร่ในปี พ.ศ. 2426 และในปี พ.ศ. 2435 ไดม้ ีการแข่งขนั ชิงถว้ ยรางวลั เป็นคร้ังแรก ในทวีปซ่ึงยงั ไม่มีช่ือเสียงในดา้ นการเล่นฟุตบอล กีฬาชนิดน้ีก็ไดเ้ ริ่มมีการเล่นมาก่อนร่วมร้อยปี แลว้ เช่น สมาคมฟุตบอลแห่งนิวเซาท์เวลส์ ได้ถูกต้ังข้ึนในออสเตรเลีย ปี พ.ศ. 2425 และสมาคมฟุตบอลของ นิวซีแลนดไ์ ดถ้ ูกต้งั ข้ึนหลงั จากน้นั 9 ปี ในแอฟริกา สมาคมระดบั ชาติแห่งแรกไดถ้ ูกต้งั ข้ึนในประเทศแอฟริกาใต้ แต่อียิปต์เป็ นประเทศแรกท่ีมีการ แขง่ ขนั ระดบั ชาติในปี พ.ศ. 2467 คือ 3 ปี หลงั จากที่ไดก้ ่อต้งั สมาคมข้ึน และอียปิ ตส์ ามารถเอาชนะฮงั การีได้ 3-0 ในกีฬาโอลิมปิ กท่ีปารีส การแข่งขนั ระดบั ชาติเป็นการแข่งขนั ระหว่างองั กฤษกบั สกอตแลนด์ ต้งั แต่ปี พ.ศ. 2415 และในปี แรกของศตวรรษที่ 20 โดยประเทศยโุ รปอ่ืนๆ อยา่ งไรก็ตามในปี พ.ศ. 2447 กลุ่มประเทศต่างๆ ในแถบน้ีได้ ประชุมกนั ที่ปารีสเพื่อต้งั สมาคมฟุตบอลนานาชาติข้ึน ในคร้ังแรกก่อนการจดั ต้งั สหพนั ธ์ 20 วนั สเปนและ เดนมาร์กไม่เคยร่วมการแข่งขนั ระดบั ชาติมาก่อน และ 3 ประเทศใน 7 ประเทศท่ีเขา้ ร่วมประชุมยงั ไม่มี สมาคมฟุตบอลในชาติของตน แต่ฟี ฟ่ าก็แขง็ แกร่งข้ึนเรื่อยมา โดยมีสมาชิก 5 ชาติ ในปี พ.ศ. 2481 และ 73 ชาติ ในปี พ.ศ. 2493 และในปัจจุบนั มีสมาชิกถึง 146 ประเทศ ที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมของฟี ฟ่ า ทาให้ฟี ฟ่ า เป็นองคก์ ารกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก สมาพนั ธ์ประจาทวีปของสมาคมฟุตบอลแห่งแรกที่ต้งั ข้ึนคือ Conmebol ซ่ึงเป็ นสมาพนั ธ์ของ อเมริกาใต้ สมาพนั ธ์น้ีไดถ้ ูกจดั ข้ึนเพื่อจดั ต้งั เพ่ือจดั การแข่งขนั ชิงชนะเลิศภายในทวีปอเมริกาใต้ ในปี พ.ศ. 2460 เกือบคร่ึงศตวรรษ ต่อมาเมื่การแข่งขนั ภายในทวีปไดแ้ พร่หลายมากข้ึน จึงไดม้ ีการจดั ต้งั สมาพนั ธ์ใน ทวีปอ่ืนๆ ข้ึนอีกคือสหภาพสมาคมฟุตบอลยโุ รป ในปี พ.ศ. 2497 ซ่ึงเป็นปี เดียวกบั การจดั ต้งั ในทวีปเอเชีย
10 และ 2 ปี ก่อนการจดั ต้งั สมาคมฟุตบอลยุโรป ในปี พ.ศ. 2497 ซ่ึงเป็ นปี เดียวกบั การจดั ต้งั สหพนั ธ์ฟุตบอล แห่งแอฟริกา (Concacaf)หรือสหพนั ธ์ฟุตบอลแห่งอเมริกากลาง อเมริกาเหนือ และแคริบเบ้ียน ไดถ้ ูกจดั ต้งั ข้ึนในปี พ.ศ. 2504 และนอ้ งใหม่ในวงการฟุตบอลโลกคือ สมาพนั ธฟ์ ุตบอลแห่งโอเชียนเนีย (Oceannir) สหพนั ธ์ฟุตบอลนานาชาติ สหพนั ธ์ฟุตบอลนานาชาติ (Federation International Football Association FIFA) ก่อต้งั ข้ึนท่ีกรุง ปารีส ประเทศฝร่ังเศส เม่ือ พ.ศ. 2447 โดยสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศฝร่ังเศส และประเทศท่ีเขา้ ร่วมก่อต้งั 7 ประเทศคือ ฝรั่งเศส เบลเยยี ม เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ สเปน สวีเดน และสวติ เซอร์แลนด์ มีสานกั งานใหญ่ ต้งั อยทู่ ี่ เมืองซูริก ประเทศสวติ เซอร์แลนด์ สมาพนั ธ์ฟุตบอลท่ไี ด้รับการรับรองจากสหพนั ธ์ฟุตบอลนานาชาติ 1. Africa (C.A.F.) เป็นเขตท่ีมีสมาชิกมากที่สุด ไดแ้ ก่ ประเทศแอลจีเรีย ตูนิเซีย แซร์ ไนจีเรีย และ ซูดาน เป็นตน้ 2. America-North and Central Caribbean (Concacaf) ไดแ้ ก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา เมก็ ซิโก คิวบา เอเอลซลั วาดอร์ กวั เตมาลา และฮอนดูรัส เป็นตน้ 3. South America (Conmebol) ได้แก่ ประเทศเปรู บราซิล อุรุกวยั โบลิเวีย อาร์เจนตินา ชิลี เวเนซุเอลา อีคิวเตอร์ และโคลมั เบีย เป็นตน้ 4. Asia (A.F.C.) เป็ นเขตที่มีสมาชิกรองจากแอฟริกา ไดแ้ ก่ ประเทศไทย มาเลเซีย เกาหลี ญี่ป่ ุน ฮ่องกง เลบานอน อิสราเอล อิหร่าน จอร์แดน และเนปาล เป็นตน้ 5. Europe (U.E.F.A.) เป็ นเขตท่ีมีการพฒั นามากท่ีสุด ไดแ้ ก่ ประเทศองั กฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนั ฮงั การี อิตาลี สกอตแลนด์ รัสเซีย สวเี ดน สเปน และเนเธอร์แลนด์ เป็นตน้ 6. Oceania เป็ นเขตที่มีสมาชิกนอ้ ยท่ีสุดและเพ่ิงจะไดร้ ับการแบ่งแยก ไดแ้ ก่ ประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฟิ จิ และปาปัวนิวกินี เป็นตน้ ซ่ึงประเทศต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิกตอ้ งเสียค่าบารุงเป็นรายปี ปี ละ 300 ฟรังสวสิ ส์ หรือประมาณ 2,400 บาท
11 สหพนั ธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย ในทวีปเอเชียมีการจดั ต้งั สหพนั ธฟ์ ตุ บอลแห่งเอเอเชีย (A.F.C.) เพื่อดาเนินการดา้ นฟุตบอล ดงั น้ี พ.ศ.2495 มีการแข่งขนั กีฬาโอลิมปิ กท่ีเฮลซิงกิ ประเทศฟิ นแลนด์ โดยมีนกั กีฬาและเจา้ หนา้ ท่ีจาก ประเทศในเอเชียเขา้ มาร่วมการแขง่ ขนั ดว้ ย จึงไดป้ รึกษาหารือกนั ในการจดั ต้งั สหพนั ธฟ์ ุตบอลเอเชียข้ึน พ.ศ. 2497 มีการแข่งขนั เอเชียนเกมส์ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิ ลิปปิ นส์ กไ็ ดเ้ ร่ิมต้งั คณะกรรมการจาก ชาติต่างๆ ที่เขา้ ร่วมเป็นสมาชิก 12 ประเทศ พ.ศ. 2501 มีการแข่งขนั กีฬาเอเชียนเกมส์ท่ีประเทศญ่ีป่ ุน ไดม้ ีการประชุมเก่ียวกบั เรื่องน้ีอีก และมี ประเทศเขา้ ร่วมเป็นสมาชิกรวมเป็น 35 ประเทศ พ.ศ. 2509 ฟี ฟ่ าไดม้ องเห็นความสาคญั ของ A.F.C. จึงไดก้ าหนดใหม้ ีเลขานุการประจาในเอเชีย โดย ออกคา่ ใชจ้ ่ายใหท้ ้งั หมด รวมท้งั เงินเดือน และคนแรกที่ไดร้ ับตาแหน่งคือ Khow Eve Turk พ.ศ. 2517 ในการแข่งขนั กีฬาเอเชียนเกมส์ท่ีเตหะราน ประเทศอิหร่านไดม้ ีการประชุมประเทศ สมาชิก A.F.C. และท่ีประชุมไดล้ งมติขบั ไล่อิสราเอล ออกจากสมาชิก และให้จีนแดงเขา้ เป็นสมาชิกแทน ท้งั ๆ ที่จีนแดงไม่ไดเ้ ป็นสมาชิกของฟี ฟ่ า นบั วา่ เป็นการสร้างเหตุการณ์ที่ประหลาดใจใหก้ บั บุคคลทว่ั ไปเป็น อยา่ งมากท้งั น้ีเนื่องจากเหตุผลทางการเมือง พ.ศ. 2519 มีการประชุมกนั ที่ประเทศมาเลเซีย ปรากฏวา่ ประเทศสมาชิกไดล้ งมติใหข้ บั ไล่ประเทศ ไตห้ วนั ออกจากสมาชิก และใหร้ ับจีนแดงเขา้ มาเป็นสมาชิกแทน ท้งั ๆ ที่ไตห้ วนั เป็นประเทศที่ร่วมกนั ก่อต้งั สหพนั ธ์ข้ึนมา งานของสหพนั ธฟ์ ุตบอลแห่งเอเชีย – ดาเนินการจดั การแข่งขนั และควบคุม Asian Cup – ดาเนินการจดั การแขง่ ขนั และควบคุม Asian Youth – ดาเนินการจดั การแข่งขนั และควบคุมฟตุ บอลโลกรอบคดั เลือก – ดาเนินการจดั การแข่งขนั และควบคุม Pre-Olympic – ดาเนินการจดั การแขง่ ขนั และควบคุม World Youth – ควบคุมการแขง่ ขนั Kings Cup, President Cup, Merdeka, Djakarta Cup นอกจากน้ียงั ไดร้ ับความร่วมมือจากฟี ฟ่ าจดั ส่งวิทยากรมาช่วยดาเนินการ
12 กฬี าฟุตบอลมีววิ ฒั นาการโดยสรุปดงั นี้ ก่อนคริสตกาล – อา้ งถึงการเล่นเกมซ่ึงเปรียบเสมือนตน้ ฉบบั ของกีฬาฟุตบอลที่เก่าแก่ที่ไดม้ ีการ คน้ พบจากการเขยี นภาษาญี่ป่ ุน-จีน และในสมยั วรรณคดีของกรีกและโรมนั ยคุ กลาง – ประวตั ิบนั ทึกการเลน่ ในเกาะองั กฤษ อิตาลี และฝร่ังเศส ปี พ.ศ. 1857 – พระเจา้ เอด๊ เวริ ์ดท่ี 3 ทรงออกพระราชกฤษฎีกาหา้ มเลน่ ฟตุ บอล เพราะจะรบกวนการ ยงิ ธนู ปี พ.ศ. 2104 – Richardo Custor อาจารยส์ อนหนงั สือชาวองั กฤษกล่าวถึงการเล่นวา่ ควรกาหนดไว้ ในบทเรียนของเยาวชน โดยไดร้ ับอิทธิพลจาการเล่นกาลซิโอในเมืองฟลอเร้นท์ ปี พ.ศ. 2123 -Riovanni Party ไดจ้ ดั พิมพก์ ติการการเล่นคาลซิโอ ปี พ.ศ. 2223 -ฟตุ บอลในประเทศองั กฤษไดร้ ับพระบรมราชานุเคราะห์จากพระเจช้ าร์ลที่ 2 ปี พ.ศ. 2391 -ไดม้ ีการเขียนกฎขอ้ บงั คบั เคมบริดจข์ ้ึนเป็นคร้ังแรก ปี พ.ศ. 2406 -ไดม้ ีการก่อต้งั สมาคมฟุตบอลข้ึน ปี พ.ศ. 2426 -สมาคมฟตุ บอลจกั รภพ 4 แห่ง ยอมรับองคก์ รควบคุม และจดั ต้งั กรรมการระหวา่ งชาติ ปี พ.ศ. 2429 -สมาคมฟตุ บอลเร่ิมทาการฝึกเจา้ หนา้ ที่ท่ีจดั การแข่งขนั ปี พ.ศ. 2431 -เร่ิมเปิ ดการแข่งขนั ฟุตบอลลีก โดยยินยอมใหม้ ีนกั ฟุตบอลอาชีพ และเพ่ิมอานาจการ ควบคุมใหผ้ ตู้ ดั สิน ปี พ.ศ. 2432 -สมาคมฟตุ บอลส่งทีมไปแขง่ ขนั ในต่างประเทศ เช่น เยอรมนั ไปเยอื นองั กฤษ ปี พ.ศ. 2447 – ก่อต้งั ฟี ฟ่ า ซ่ึงมีสานกั งานอยทู่ ี่กรุงปารีส เม่ือ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2447 โดยสมาคม แห่งชาติคือ ฝรั่งเศส เบลเยยี ม เดนมาร์ก สเปน สวเี ดน และสวิตเซอร์แลนด์ ปี พ.ศ. 2480 – 2481 -ขอ้ บงั คบั ปัจจุบนั เขียนข้ึนตามระบบใหม่ขององคก์ รควบคุม โดยใชข้ อ้ บงั คบั เก่ามาเป็ นแนวทาง กตกิ าการเล่นฟุตบอล -เวลาในการแขง่ ขนั การแขง่ ขนั แบ่งออกเป็น 2 คร่ึง คร่ึงละ 45 นาที โดยท้งั 2 ฝ่ังมีหนา้ ที่ยงิ ประตูฝั่ง ตรงขา้ มใหไ้ ดม้ ากกวา่ ท้งั น้ี หากเสมอกนั ในการแข่งขนั ฟุตบอลรายการแพค้ ดั ออก จะต่อเวลาเพ่ิมอีกคร่ึงละ 15 นาที รวม 2 คร่ึง 30 นาทีดว้ ยกนั และถา้ หากยงั ตดั สินผูช้ นะไม่ได้ ก็จะดวลจุดโทษตดั สินฝ่ังละ 5 ลูก ซ่ึง ถา้ หากตดั สินไม่ไดอ้ ีก ก็จะยิงทีละ 1 ต่อ 1 คือ หากใครยิงพลาด และอีกฝ่ ายยิงได้ ก็เกมจบทนั ที อย่างไรก็ ตาม เม่ือยงิ ครบ 11 คนแลว้ ตดั สินผชู้ นะไม่ได้ กจ็ ะวนกลบั มายงิ ใหม่ที่คนแรก ไปเร่ือย ๆ -การผิดกติกา ก็มี การท่ีไม่ใช่ผูร้ ักษาประตูแลว้ ใชม้ ือเล่น หรือ การพยายามขดั ขวางการเล่นของฝ่ัง ตรงขา้ ม เช่น ชน กระแทก ผเู้ ล่นที่มีบอล กค็ ือวา่ เป็นการฟาลว์ และฝ่ ายที่ถูกทาฟาลว์ กจ็ ะไดล้ ูกต้งั เตะ แต่ถา้
13 ฝ่ ายบุกถูกทาฟาล์วในเขตโทษของฝ่ ายรับ ก็จะเป็ นลูกจุดโทษ ท่ีฝ่ ายบุกจะไดโ้ อกาสยิงแบบ 1 ต่อ 1 กบั ผรู้ ักษาประตฝู ่ ายรับ -กรณีท่ีฟุตบอลออกขา้ ง ฝ่ ายที่ไม่ไดท้ าใหอ้ อกขา้ งจะเป็นฝ่ ายไดท้ ุ่ม ส่วนกรณีบอลออกหลงั ถา้ เป็น ฝ่ ายเจา้ ของแดนทาออกหลงั เอง ฝ่ ายท่ีเดินหนา้ บุก จะไดเ้ ตะมุมเขา้ มา แต่ถา้ เป็นฝ่ ายบุกที่ทาออก จะเป็นลูกต้งั เตะจากประตู -ใบเหลือง-ใบแดง จะแจกก็ต่อเม่ือมีผูเ้ ล่นท่ีทาผิดกติกา ในลกั ษณะท่ีรุนแรง หรือ การถ่วงเวลา ผู้ ตดั สินกจ็ ะใหใ้ บเหลืองแก่คนที่ผดิ กติกา ส่วนใบแดง ผตู้ ดั สินจะใหก้ ต็ ่อเมื่อ มีการทาฟาลว์ ที่รุนแรงมาก เช่น ทาใหไ้ ดร้ ับบาดเจบ็ หนกั หรือ เล่นอนั ตรายอยา่ งการเปิ ดป่ ุมสตด๊ั ไปที่ขาของฝ่ ายตรงขา้ ม เป็นตน้ นอกจากน้ี การไดใ้ บแดง จะมีอีกกรณีหน่ึงคือ การทาฟาลว์ แบบไม่รุนแรง แต่ฟาลว์ ขณะที่ฝั่งตรงขา้ มกาลงั จะทาประตู ได้ กไ็ ดร้ ับใบแดงเช่นกนั - การล้าหนา้ คือ การจ่ายบอลไปยงั ผเู้ ลน่ ท่ียนื อยสู่ ูงกวา่ ผเู้ ลน่ ฝั่งตรงขา้ มในลาดบั รองสุดทา้ ย การคดิ คะแนนการเล่นฟุตบอล นับจากจานวนลูกฟุตบอลที่ผ่านเส้นประตูเขา้ ไปอยา่ งเต็มใบ ภายในเวลาท่ีกาหนดในการแข่งขนั (90 นาที) และน่ีกค็ ือกติกาเบ้ืองตน้ ท่ีเขา้ ใจง่าย ในการแขง่ ขนั กีฬาฟุตบอล กีฬายอดฮิตของคนไทย ซ่ึงคาดวา่ จะทาใหผ้ อู้ า่ นสามารถดูฟุตบอลไดอ้ ยา่ งเขา้ ใจง่ายข้ึน ประโยชน์ของการเล่นกฬี าฟุตบอล 1. เป็นกีฬาที่ช่วยฝึกฝนใหผ้ เู้ ล่นมีไหวพริบที่ชาญฉลาดและแกป้ ัญหาอยา่ งฉบั พลนั ไดด้ ี 2. ช่วยทาให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายทางานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งข้ึน เช่น ระบบกลา้ มเน้ือ ระบบการหายใจ ระบบขบั ถ่าย และระบบไหลเวียนโลหิต 3. ฟุตบอลเป็ นกีฬาที่ช่วยส่งเสริมกิจกรรมที่รวมการเคล่ือนไหวตามธรรมชาติของมนุษยเ์ กือบทุก ชนิด เช่น การวิ่ง หลบหลีก หลอกล่อ การแย่ง การรับ การส่ง การกระโดด การเตะ ตลอดจนการใชเ้ ทา้ ให้ สมั พนั ธ์กบั สายตาดว้ ย 4. ฟตุ บอลเป็นกีฬาท่ีมีกฎ กติกา ผเู้ ลน่ ตอ้ งเคารพและปฏิบตั ิตามกฎ กติกาการแข่งขนั ดงั น้นั การเลน่ ฟุตบอล ช่วยสอนใหผ้ เู้ ล่นรู้จกั ความยตุ ิธรรม ปฏิบตั ิตนใหอ้ ยใู่ นขอบเขตอนั พึงควรกระทา สามารถนาไปใช้ ในชีวติ ประจาวนั ใหร้ ู้จกั การเคารพสิทธิของผอู้ ่ืน มีความอดทน อดกล้นั ยอมรับฟังความคิดเห็นของผอู้ ่ืน 5. ฟตุ บอลเป็นกีฬาที่ส่งเสริมใหเ้ กิดความรักใคร่สามคั คีในหมู่คณะ 6. สาหรับผเู้ ล่นฟุตบอลที่ดียอ่ มมีโอกาสไดร้ ับคดั เลือกใหเ้ ป็นตวั แทนของชาติยงั เป็นหนทางท่ีทาให้ คนรู้จกั อนั เป็นบุคคลท่ีมีช่ือเสียงอีกทางหน่ึงดว้ ย
14 มารยาทการเป็ นผู้เล่นที่ดี 1. มีความรักและความสามคั คีในหมู่คณะ เอ้ือเฟ้ื อเผอ่ื แผช่ ่วยเหลือกนั 2. มีน้าใจนกั กีฬา แสดงการขอโทษเม่ือรู้วา่ ตนเองกระทาผดิ รู้จกั ใหอ้ ภยั เม่ือเพื่อนผิดพลาดรู้จกั แพ้ เมื่อตนเองมีความสามารถและฝี มือไม่มากนกั 3. มีความรับผิดชอบในหนา้ ที่ของตนตามท่ีไดร้ ับมอบหมาย 4. ปฏิบตั ิตามกฎกติกาการเลน่ โดยเคร่งครัด 5. เชื่อฟังการตดั สินของผูต้ ดั สิน โดยไม่แสดงกิริยาท่ีไม่เหมาะสมแก่ผูต้ ดั สินในการตดั สิน ไม่ กระทาการใดๆ อนั เป็นการยว่ั ยุ หรือกลน่ั แกลง้ ผเู้ ล่นฝ่ ายตรงขา้ ม 6. มีความอดทน เสียสละ 7. กลา้ ตดั สินใจ แสดงความคิดเห็น และแสดงออกในส่ิงท่ีถูกตอ้ ง 8. มีความสุภาพเรียบร้อย ปฏิบตั ิตนอยใู่ นระเบียบประเพณีท่ีดีงาม
15 มารยาทการเป็ นผู้ชมที่ดี 1. ไม่กลา่ วถอ้ ยคาหรือแสดงกิริยาเยาะเยย้ ถากถางผเู้ ลน่ ที่เล่นผดิ พลาด 2. แสดงความยนิ ดีแก่ผเู้ ลน่ ที่เลน่ ดีเช่น การปรบมือ เป็นตน้ 3. ไม่กระทาตวั เป็นผตู้ ดั สินเสียเอง เช่น ตะโกนด่าวา่ กรรมการ 4. ไม่เชียร์ในส่ิงที่เป็นการส่อเสียดในทางไม่ดีต่อทีมใดทีมหน่ึง 5. ไม่กระทาส่ิงใดๆ ที่ทาใหผ้ ตู้ ดั สินหรือเจา้ หนา้ ท่ีอ่ืนๆ ปฏิบตั ิงานไม่สะดวก 6. ไม่กระทาส่ิงใด ๆ อนั เป็นการกีดขวางการเล่นของผเู้ ล่น
บรรณานุกรม Educatepark. (2555). ประวัติฟุตบอล ความเป็ นมาฟุตบอล วิวัฒนาการฟุตบอล. [สืบค้นเมื่อ 10 สิงหาคม 2566]. แหล่งทม่ี า https://shorturl.asia/d9k7p Pk.ac.th. (ม.ป.ป.) ประโยชน์ของการเล่นกีฬาฟุตบอล. [สืบค้นเม่ือ 10 สิงหาคม 2566]. แหล่งท่ีมา https://shorturl.asia/3J9D2 sport.wu.ac.th. (ม.ป.ป.) ประวัติฟุตบอลไทย – ประวัติกีฬาฟุตบอลโลก. [สืบค้นเมื่อ 10 สิงหาคม 2566]. แหล่งทม่ี า https://shorturl.asia/TwYV3
Search
Read the Text Version
- 1 - 23
Pages: