Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 41213สรุปย่อ - กฎหมายว่าด้วยทรัพย์สิน (ชมรมนศ.มส

41213สรุปย่อ - กฎหมายว่าด้วยทรัพย์สิน (ชมรมนศ.มส

Published by inuthai_monta, 2022-07-10 05:58:29

Description: 41213สรุปย่อ - กฎหมายว่าด้วยทรัพย์สิน (ชมรมนศ.มส

Search

Read the Text Version

51 1) กำรระงับสิ้นไปโดยผลแหง่ เจตนำ ซึง่ แบ่งออกเปน็ - เมือ่ สิน้ ระยะเวลำทกี่ ำำหนดไว้ - เมอ่ื ผใู้ หส้ ิทธอิ ำศัยบอกเลิกสิทธอิ ำศยั - เม่อื ผูท้ รงสทิ ธสิ ละสทิ ธอิ ำศยั - เมอื่ คกู่ รณที ัง้ สองฝ่ำยตกลงกนั เลิกสิทธิอำศัย 2) กำรระงับส้นิ ไปโดยผลแหง่ กฎหมำย ซึ่งแบ่งออกเปน็ - เมือ่ ผทู้ รงสทิ ธิอำศัยตำย - เมื่อสทิ ธอิ ำศัยกับกรรมสิทธิเ์ กลื่อนกลืนกัน 3) กำรระงับส้นิ ไปโดยสภำพธรรมชำติ 8.2 สิทธเิ หนอื พน้ื ดนิ 1. สิทธิเหนือพื้นดินเป็นทรัพย์สิทธิท่ีกำำหนดให้ผู้ทรงสิทธิเป็นเจ้ำของโรงเรือน สิ่งปลูกสร้ำง หรือสิ่งเพำะ ปลูกบนดนิ หรือใต้ดินของผู้อ่ืน โดยไม่เป็นส่วนควบของเจ้ำของที่ดินนั้น โดย จะเสียคำ่ เช่ำเป็นกำรตอบแทนหรือไมก่ ไ็ ด้ 2. กำรไดม้ ำ กำรโอน กำรเปลย่ี นแปลงและกำรระงับส้นิ ไปของสิทธิเหนอื พ้ืนดินนั้นจะต้องทำำ เปน็ หนงั สือและจดทะเบียนตอ่ พนกั งำนเจ้ำหน้ำที่ 3. สิทธิเหนือพื้นดินมิใช่เป็นสิทธิเฉพำะตัวของผู้ทรงสิทธิ จึงอำจโอนหรือรับมรดกกันต่อไป ได้ 4. สิทธิเหนือพื้นดินอำจมีกำำ หนดเวลำหรือกำำหนดตลอดชีวิตของเจ้ำของท่ีดินหรือของผู้ทรง สิทธิ หรอื ไม่มีกำำ หนดเวลำก็ได้ 8.2.1 ลักษณะของสิทธิเหนอื พื้นดิน ลกั ษณะของสทิ ธเิ หนอื พน้ื ดินที่สำำคัญมีอย่ำงไรบำ้ ง สิทธเิ หนอื พน้ื ดินมีลกั ษณะท่ีสำำ คญั ดังตอ่ ไปนี้ (1) สิทธิเหนือพื้นดินเปน็ สิทธิให้บุคคลมีสิทธิเปน็ เจ้ำของโรงเรือน สิ่งปลูกสร้ำงหรือสิ่งเพำะปลูก ในทดี่ ินของผอู้ ื่น โดยทรพั ยส์ ินเหล่ำน้ันไมต่ กเป็นส่วนควบของเจ้ำของทดี่ นิ โดยจะเสียค่ำเช่ำหรอื ผลประโยชน์ ตอบแทนหรอื ไมก่ ไ็ ด้ (2) สิทธเิ หนือพื้นดินนัน้ อำจไดม้ ำโดยทำงนติ ิกรรมและโดยทำงอื่นนอกจำกนิติกรรม (3) สิทธเิ หนอื พืน้ ดินมใิ ชเ่ ป็นสิทธเิ ฉพำะตัวของผูท้ รงสทิ ธเิ หนือพื้นดิน จงึ อำจโอนกันได้เสมอ (4) สิทธิเหนือพ้ืนดินอำจมีกำำหนดเวลำหรือไม่ก็ได้ และจะกำำหนดเวลำไว้ตลอดชีวิตของเจ้ำของ ทด่ี นิ หรือตลอดชีวิตของผทู้ รงสิทธิเหนือพนื้ ดินกไ็ ด้ ก. อนญุ ำตให้ ข. สร้ำงบำ้ นในทดี่ ินของตนโดยทำำ สญั ญำกนั เป็นหนังสอื ไวใ้ ห้ ข. อย่ใู นทดี่ ินนั้นได้ ตลอดชีวิตของ ข. ต่อมำ ก. ทำำ พินัยกรรมยกที่ดินน้ันให้ ค. และ ก. ตำยลง ค. จึงฟ้องขับไล่ ข. ออกจำก สอบซอ่ มวนั อาทิตย์ท่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

52 ท่ีดิน ดังนี้ ข. จะไม่ยอมออกจำกที่ดินนั้นได้หรือไม่ โดยอ้ำงว่ำตนมีสิทธิตำมสัญญำตนกับ ก. ซ่ึง ค. ต้อง ผูกพันดว้ ยเพรำะเปน็ ผู้ไดร้ ับท่ีดินนั้นจำก ก. จำกอุทำหรณ์ ข. จะไม่ยอมร้ือถอนบ้ำนออกจำกท่ีดินของ ค. ไม่ได้ เพรำะ ข. มีสิทธิเหนือท่ีดินที่ ไม่บรบิ รู ณ์ เปน็ ทรัพยส์ ทิ ธิ แต่เป็นเพียงบคุ คลสทิ ธริ ะหว่ำง ก. กบั ข. เทำ่ นน้ั เนือ่ งจำกกำรไดม้ ำซงึ่ สิทธิเหนอื พื้นดินของ ข. นน้ั มไิ ดจ้ ดทะเบยี นต่อพนกั งำนเจ้ำหนำ้ ที่ จึงมใิ ช่ทรัพย์สิทธิที่จะใช้อ้ำงยันต่อ ค. ซ่ึงเป็นบุคคล ภำยนอก ค. จงึ ไม่ผกู พันโดยสิทธิเหนอื พืน้ ดินนัน้ ตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1299 วรรค 1 8.2.2 ผลของสิทธเิ หนอื พน้ื ดนิ ผทู้ รงสิทธเิ หนือพน้ื ดนิ มสี ิทธแิ ละหน้ำทอ่ี ยำ่ งไร ผู้ทรงสทิ ธเิ หนือพน้ื ดนิ มสี ทิ ธิและหน้ำที่ดังน้ี สทิ ธขิ องผู้ทรงสิทธเิ หนอื พ้ืนดิน (1)เปน็ เจ้ำของโรงเรือน ส่ิงปลกู สร้ำง หรือสง่ิ เพรำะปลูกในที่ดนิ ของผ้อู ่นื (2)โอนสิทธเิ หนือพน้ื ดินใหแ้ กบ่ ุคคลอ่นื (3)รอ้ื ถอนโรงเรือน สง่ิ ปลูกสร้ำง หรือสิ่งเพรำะปลกู เมอ่ื สทิ ธเิ หนือพืน้ ดินระงบั สิ้นไป หนำ้ ทขี่ องผู้ทรงสิทธเิ หนอื พ้ืนดิน (1)ชำำระคำ่ เช่ำให้เจำ้ ของทีด่ ิน (2)ปฏิบตั ิตำมเง่ือนไขซ่ึงระบุไว้ในนติ ิกรรมก่อตั้งสิทธเิ หนอื พนื้ ดิน (3)คนื ท่ดี ินและรือ้ ถอนโรงเรอื น ส่งิ ปลูกสรำ้ ง และส่ิงเพรำะปลกู เม่อื สิทธเิ หนือพืน้ ดินระงับสนิ้ ไป 8.2.3 การระงบั สิน้ ไปซึง่ สทิ ธิเหนือพน้ื ดิน เหตขุ องกำรสิน้ ไปซงึ่ สิทธิเหนอื พื้นดินมีอย่ำงไรบำ้ ง เหตขุ องกำรสิน้ ไปซ่ึงสทิ ธิเหนือพืน้ ดิน กำรระงบั สิน้ ไปโดยผลแหง่ เจตนำซึ่งแบ่งออกเป็น ก. เม่ือส้ินระยะเวลำท่กี ำำ หนดไว้ ข. เม่อื มกี ำรบอกเลิกสิทธิเหนือพน้ื ดินในกรณที ่ไี ม่มกี ำำหนดเวลำ ค. เมือ่ เจ้ำของท่ีดนิ บอกเลิกสทิ ธิเหนอื พืน้ ดินเมือ่ ผ้ทู รงสิทธไิ มป่ ฏิบัติตำมเง่ือนไขหรอื ไม่ชำำระค่ำเช่ำ สองปตี ิดตอ่ กนั ง. เมอ่ื ผทู้ รงสทิ ธิสละสิทธเิ์ หนือพืน้ ดิน จ. เมอ่ื คู่กรณีทัง้ สองฝ่ำยตกลงกนั เลกิ สทิ ธิเหนือพืน้ ดิน ฉ. เมอื่ เจ้ำของท่ีดนิ ตำยในกรณีทส่ี ิทธิเหนือพน้ื ดินกอ่ ต้ังขน้ึ ตลอดชวี ิตของเจ้ำของท่ดี นิ ช. เม่ือผู้ทรงสิทธิเหนือพ้ืนดินตำยในกรณีที่สิทธิเหนือพ้ืนดิน ก่อต้ังข้ึนตลอดชีวิตของผู้ทรงสิทธิ เหนือพนื้ ดิน สอบซ่อมวันอาทิตยท์ ่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

53 ก. ให้ ข. ปลูกบ้ำนในท่ีดินของตนโดยมีสิทธิเหนือพ้ืนดินเป็นเวลำ 10 ปี ต่อเมื่อ ข. อยู่ในที่ดิน นั้นได้ 5 ปี เกิดเพลิงไหม้บ้ำนของ ข. หมดส้ิน ข. จะปลูกสร้ำงใหม่ในท่ีดินน้ัน ก. ไม่ยอม ดังน้ี ข. จะมี สิทธิปลกู บำ้ นใหม่หรอื ไม่ จำกอุทำหรณ์ ข. มีสิทธิปลูกบ้ำนขึ้นใหม่ในที่ดินของ ก. เพรำะสิทธิเหนือพื้นดินของ ข. ในท่ีดิน ของ ก. ไม่สิ้นไป เพรำะสภำพบ้ำนซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ตนปลูกสร้ำงลงสิ้นไปเพรำะมิใช่ท่ีดนิ ท่ีอยู่ภำยใต้บังคับ สทิ ธิเหนือพ้นื ดินส้ินไป และเป็นไปตำมบทบัญญัตมิ ำตรำ 1475 8.3 สทิ ธิเกบ็ กิน 1. สิทธิเก็บกินเป็นทรัพย์สิทธิที่กำำหนดให้ผู้ทรงสิทธิเข้ำครอบครองใช้ และถือเอำประโยชน์ จำกอสงั หำริมทรัพย์ของผอู้ นื่ 2. สิทธิเก็บกินเป็นสิทธิท่ีให้ผู้ทรงสิทธิใช้ หรือถือเอำประโยชน์จำกอสังหำริมทรัพย์ของผู้อื่น โดยไม่มีข้อจำำ กัดเจ้ำของอสังหำริมทรัพย์ กล่ำวคือผู้ให้สิทธิจะระบุจำำกัดกำรใช้หรือ ประโยชน์เฉพำะอย่ำงมไิ ด้ 3. กำรได้มำ กำรเปลี่ยนแปลง และกำรระงับส้ินไปของสิทธิเก็บกินนั้นจะต้องทำำเป็นหนังสือ และจดทะเบยี นตอ่ พนกั งำนเจ้ำหน้ำที่ 4. สทิ ธิเก็บกนิ เปน็ สทิ ธเิ ฉพำะตวั ของผ้ทู รงสิทธิ จงึ ไม่อำจโอนหรือรับมรดกกนั ตอ่ ไปได้ 5. สทิ ธเิ กบ็ กนิ อำจมีกำำ หนดเวลำ หรอื กำำหนดตลอดชีวติ ของผู้ทรงสิทธเิ กบ็ กนิ หรอื ไม่มกี ำำหนด เวลำกไ็ ด้ 8.3.1 ลักษณะของสิทธิเก็บกนิ ลกั ษณะของสทิ ธเิ ก็บกินที่สำำคัญมีอะไรบำ้ ง สิทธเิ ก็บกนิ มีลักษณะสำำ คญั ดงั ต่อไปนี้ (1) สิทธิเก็บกินเป็นสทิ ธทิ ่ีให้บุคคลมีสทิ ธิครอบครอง ใชส้ อย และถือเอำประโยชน์จำกอสังหำริม ทรพั ยข์ องผู้อ่นื โดยจะเสียคำ่ เช่ำหรือผลประโยชนต์ อบแทน หรือไม่ก็ได้ และโดยมิได้ระบุจำำกัดกำรใช้หรือถือ เอำประโยชน์ (2) สิทธิเก็บกินนั้น จะได้มำก็แต่ทำงนิติกรรมเท่ำนั้น และจะต้องทำำ เป็นหนังสือและจดทะเบียน กำรได้มำซ่ึงสิทธเิ ก็บกนิ ต่อพนักงำนเจ้ำหน้ำทีเ่ พอ่ื ให้บริบรู ณเ์ ป็นทรพั ย์สิทธทิ ีจ่ ะใช้อำ้ งยนั แก่บคุ คลท่วั ไปได้ (3) สิทธิเก็บกินเปน็ สทิ ธเิ ฉพำะตัวของผูท้ รงสิทธิเกบ็ กนิ จงึ ไม่อำจทรงสทิ ธิเกบ็ กนิ กนั ได้ แต่กอ็ ำจ มกี ำรโอนกำรใช้สิทธิเก็บกนิ กันได้ เพรำะไมใ่ ช่กำรโอนถงึ สิทธเิ กบ็ กิน (4) สิทธเิ กบ็ กินนั้น อำจมีกำำ หนดเวลำ หรอื ไม่มกี ำำหนดเวลำ หรอื กำำหนดตลอดชวี ิตของผู้ทรงสทิ ธิ เก็บกนิ กไ็ ด้ สอบซอ่ มวนั อาทิตย์ท่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

54 ก. เป็นเจ้ำของที่ดินแปลงหนึ่งได้ให้ ข. มีสิทธิเก็บกินในท่ีดินของตนโดยทำำ นิติกรรมถูกต้องตำม กฎหมำยแต่ไม่ได้ตกลงกันว่ำจะให้ ข. มีสิทธิเก็บกินอยู่นำนเท่ำใด ภำยหลัง ก. ไม่พอใจ ข. และไม่ต้องกำร ให้ ข. อยู่ในทด่ี ินน้ันอีกต่อไป ก. จะเรยี กท่ดี นิ นน้ั คนื ไดห้ รอื ไม่ จำกอุทำหรณ์ สิทธิเก็บกินระหว่ำง ก. กับ ข. เป็นสิทธิเก็บกินที่ไม่มีกำำ หนดเวลำซึ่ง ป.พ.พ. มำตรำ 1418 วรรค 2 ให้สันนิษฐำนไว้ก่อนว่ำสิทธิเก็บกินมีอยู่ตลอดชีวิตแห่งผู้ทรงสิทธิ ดังน้ัน ตำมข้อ สันนษิ ฐำนของกฎหมำย ก. จะเรียกท่ีดนิ น้ันคืนไมไ่ ด้ตรำบใดที่ ข.ยงั มชี ีวิตอยู่ แต่ถ้ำมีพฤติกำรณ์แสดงให้เห็น เปน็ อย่ำงอ่ืน เชน่ ใหส้ ิ้นสิทธไิ ปเม่อื ก. ไม่พอใจและเรียกเอำคืน ก. กย็ อ่ มได้สิทธิเรยี กท่ดี ินคืนได้ 8.3.2 ผลของสทิ ธิเกบ็ กนิ สิทธิและหนำ้ ท่ีของผ้ทู รงสทิ ธเิ ก็บกินมอี ยำ่ งไรบำ้ ง ผทู้ รงสิทธิเก็บกนิ มีสิทธิและหนำ้ ท่ีดงั ต่อไปนี้ สิทธิของผูท้ รงสทิ ธิเกบ็ กนิ (1)ครอบครอง ใชส้ อย ถือเอำประโยชน์และจัดกำรอสังหำรมิ ทรัพย์ทอ่ี ย่ภู ำยใตบ้ งั คับสิทธิเก็บกนิ (2)โอนกำรใชส้ ทิ ธิเกบ็ กนิ ให้บุคคลอน่ื เว้นแตน่ ิตกิ รรมกอ่ ต้ังสิทธิเกบ็ กินจะหำ้ ม หน้าทีข่ องผ้ทู รงสิทธเิ ก็บกิน 1)รกั ษำทรพั ย์สินทอ่ี ยู่ภำยใต้บงั คับสทิ ธิเกบ็ กนิ เสมอวญิ ญูชนรักษำทรพั ยส์ ินของตนเอง 2)สงวนภำวะแห่งทรัพย์สินมิให้เปลี่ยนไปในสำระสำำคัญ และบำำ รุงรักษำปกติและซ่อมแซมเล็ก น้อย 3)ออกค่ำใชจ้ ่ำยในกำรจดั กำรทรัพยส์ ิน 4)ประกนั วินำศภัยทรัพยส์ นิ ทีอ่ ยู่ภำยใต้บังคบั สิทธเิ กบ็ กนิ 5)ส่งทรพั ย์สินคนื 8.3.3 การระงบั สิ้นไปซ่งึ สิทธิเก็บกิน เหตขุ องกำรสนิ้ ไปซงึ่ สิทธิเก็บกนิ มีอยำ่ งไรบ้ำง เหตุของกำรสิน้ ไปของสิทธิเก็บเงนิ (1) กำรระงบั ส้ินไปโดยผลแห่งเจตนำ ซ่ึงแบง่ ออกเป็น - เม่อื สนิ้ ระยะเวลำที่กำำ หนดไว้ - เมือ่ มีกำรบอกเลิกสิทธิเกบ็ กินในกรณที ่ไี มม่ ีกำำ หนดระยะเวลำ - เมอ่ื ผูท้ รงสทิ ธิสละสทิ ธเิ ก็บกิน - เม่ือค่กู รณีท้ังสองฝำ่ ยตกลงกันเลกิ สิทธิเก็บกนิ (2) กำรระงับส้นิ ไปโดยผลแหง่ กฎหมำย - เมอ่ื ผทู้ รงสิทธิตำย - เมอ่ื สทิ ธิเกบ็ กนิ กบั กรรมสทิ ธิ์เกลื่อนกลืนกัน สอบซอ่ มวันอาทิตย์ท่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

55 (3) กำรระงบั ส้นิ ไปโดยสภำพธรรมชำติ ก. ทำำพินัยกรรมให้ ข. มีสิทธิเก็บกินในที่ดินของตนพร้อมบ้ำนท่ีปลูกอยู่ในที่ดินน้ันเป็นเวลำ 20 ปี ตอ่ มำเม่ือ ข. อย่ใู นทดี่ นิ น้ันได้ 10 ปี บำ้ นน้ันถูกพำยพุ ัดพังหมด ดังนี้ ก. จะให้ ข. ออกจำกทด่ี ินของตน โดยอำ้ งว่ำสทิ ธเิ ก็บกนิ สิน้ สดุ ลงแล้วได้หรือไม่ จำกอุทำหรณ์สิทธิเก็บกินของ ข. ในท่ดี นิ ของ ก. ไมร่ ะงับสิน้ ไป แม้บำ้ นท่ปี ลกู สรำ้ งอยู่ในที่ดินนั้น จะส้ินสลำยไปก็ตำม ก. จะให้ ข. ออกจำกท่ีดนิ ไม่ได้ เพรำะไม่ใช่กรณที ี่ตั้งอสังหำริมทรัพย์ท่ีอยู่ภำยใต้บังคับ สิทธเิ ก็บกนิ คือ ทด่ี ินส้นิ สลำยไป 8.4 ภาระติดพนั ในอสงั หารมิ ทรพั ย์ 1. ภำระติดพันในอสังหำริมทรัพย์ เป็นทรัพยสิทธิที่กำำ หนดให้ผู้รับประโยชน์ได้รับชำำ ระ หน้ีจำกอสังหำ ริมทรัพย์ของผู้อื่นเป็นครำวๆ ไป หรือได้ใช้หรือถือเอำประโยชน์จำก อสังหำรมิ ทรัพย์ของผู้อื่นตำมท่ีระบุไว้ 2. ภำระติดพันในอสงั หำริมทรัพยเ์ ป็นภำระที่เกย่ี วกับตวั ทรพั ย์สนิ โดยตรง 3. กำรไดม้ ำ กำรเปลี่ยนแปลง และกำรระงับสิ้นไปของภำระติดพันในอสังหำริมทรัพย์น้ัน จะต้องทำำ เปน็ หนงั สอื และจดทะเบยี นตอ่ พนกั งำนเจำ้ หน้ำที่ 4. ภำระติดพนั ในอสงั หำรมิ ทรพั ยเ์ ฉพำะตัวของผ้รู บั ประโยชน์ จึงไมอ่ ำจโอนหรอื รบั มรดก กันต่อไปได้ เวน้ แตจ่ ะมีกำรระบุไวเ้ ป็นอย่ำงอื่นในนิตกิ รรมก่อตั้งภำระติดพัน 5. ภำระติดพันในอสังหำริมทรัพย์อำจมีกำำ หนดเวลำ หรือกำำ หนดตลอดชีวิตของผู้รับ ประโยชนห์ รือไม่มีกำำหนดเวลำกไ็ ด้ 8.4.1 ลกั ษณะของภาระตดิ พันในอสังหาริมทรพั ย์ ลักษณะของภำระตดิ พันในอสังหำริมทรพั ยท์ ่ีสำำคัญมีอะไรบ้ำง ภำระตดิ พันในอสงั หำรมิ ทรพั ย์มีลักษณะดังตอ่ ไปนี้ (1) ภำระติดพนั ในอสังหำริมทรัพย์เปน็ ทรพั ยสิทธิ ทีท่ ำำให้ผู้รับประโยชน์ได้รับชำำระหนี้ จำก อสังหำริมทรัพย์ของผู้อื่นเป็นครำวๆ ไป หรือได้ใช้และถือเอำประโยชน์จำก อสังหำรมิ ทรัพย์ของผอู้ ่ืนตำมท่รี ะบไุ ด้ (2) ภำระติดพันในอสังหำริมทรัพย์น้ันอำจได้มำก็แต่โดยทำงนิติกรรมและโดยทำงอ่ืน นอกจำกนติ ิกรรม (3) ภำระติดพนั ในอสังหำริมทรัพย์เปน็ สิทธิเฉพำะตัวของผู้รับประโยชน์ตำมปกติ จึงไม่ อำจโอนหรือรับมรดกกันได้เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่ำงอื่นในนิติกรรมก่อต้ังภำระ ตดิ พันในอสังหำริมทรพั ย์ ก. ให้ ข. เดินผ่ำนท่ีดินของตน เพื่อไปทำำนำในท่ีนำของ ข. ซึ่งอยู่ถัดออกไปเฉพำะฤดูกำลทำำ นำ เป็นเวลำ 20 ปี เม่ือทำำสัญญำมำได้ครบ 10 ปี ข. ตำยลง ค. ซ่ึงเป็นบุตรของ ข. จะเข้ำไปทำำนำในที่ดิน สอบซ่อมวนั อาทติ ย์ท่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

56 ของตน โดยเดนิ ผำ่ นที่ดินของ ก. แต่ ก. จะไม่ให้ ค. เดินผ่ำนท่ีดินนั้น ดังนี้ ก. จะมสี ิทธิห้ำมไม่ให้ ค. เดิน ผำ่ นทดี่ นิ นั้นได้หรอื ไม่ จำกอุทำหรณ์ ก. มีสิทธิห้ำม ค. มิให้เดินผ่ำนที่ดินของตน เพรำะภำระติดพันดังกล่ำวนี้ระงับส้ินไป เมื่อ ข. ผู้รับประโยชน์ตำย แม้ ค. จะเป็นผู้รับมรดกจำก ข. ก็ตำม ค. ก็ไม่สำมำรถรับมรดกภำระติดพันน้ัน ได้เว้นแต่ในนิติกรรมก่อตั้งภำระติดพันระหว่ำง ก. กับ ข. จะระบุไว้ว่ำให้ทำยำทของ ข. รับมรดกภำระ ตดิ พนั นั้นได้ ดังท่บี ญั ญัติไว้ในมำตรำ 1431 8.4.2 ผลของภาระติดพนั ในอสงั หาริมทรัพย์ สทิ ธิและหนำ้ ท่ีของผรู้ ับประโยชน์ในภำระตดิ พนั ในอสงั หำริมทรพั ยม์ อี ยำ่ งไรบ้ำง สิทธิและหนำ้ ท่ขี องผรู้ ับประโยชนใ์ นภำระตดิ พนั ในอสงั หำริมทรพั ย์ สิทธิของผรู้ บั ประโยชน์ (1) ได้รบั ประโยชนจ์ ำกอสังหำริมทรัพย์ท่ีอยภู่ ำยใต้บังคับภำระติดพัน โดยได้รับชำำ ระหนี้ เป็นครำวๆ จำกอสังหำริมทรัพย์ หรือได้ใช้หรือถือเอำประโยชน์จำกอสังหำริมทรัพย์ ตำมทรี่ ะบุไว้ (2) ขอให้ศำลตั้งผู้รกั ษำทรพั ย์ หรอื ให้เอำอสังหำริมทรพั ย์ออกขำยทอดตลำด (3) ทำำกำรทกุ อย่ำงเพือ่ รกั ษำและใชอ้ สังหำรมิ ทรพั ยท์ ีอ่ ยูภ่ ำยใต้บงั คบั ภำระตดิ พัน หน้าทีข่ องผรู้ บั ประโยชน์ 1)ปฏบิ ัตติ ำมเง่ือนไขอนั เป็นสำระสำำคัญทร่ี ะบไุ ว้ในนติ กิ รรมก่อตั้งภำระติดพัน 2)ไม่ทำำกำรเปล่ียนแปลงอสังหำรมิ ทรพั ยท์ ่ีอยูภ่ ำยใต้บังคับภำระตดิ พัน 3)ไม่ทำำกำรอันเปน็ กำรเพิม่ ภำระแก่อสังหำรมิ ทรพั ย์ที่อยภู่ ำยใต้บังคับภำระติดพนั 4)หยุดกระทำำ กำรซึ่งเป็นประโยชน์จำกอสังหำริมทรัพย์ท่ีอยู่ภำยใต้บังคับภำระติดพันเมื่อภำระ ติดพนั นั้นระงับส้นิ ไป 8.4.3 การระงบั สิ้นไปซง่ึ ภาระติดพนั ในอสงั หารมิ ทรพั ย์ เหตรุ ะงับส้นิ ไปซ่ึงภำระตดิ พันในอสงั หำริมทรัพย์มีอย่ำงไรบ้ำง เหตุของกำรระงบั สิ้นไปซึ่งภำระติดพันในอสังหำรมิ ทรพั ย์ 1) การระงับสิ้นไปโดยผลแหง่ เจตนา ซ่ึงอาจแบง่ ออกเป็น (1)เมอ่ื ส้ินระยะเวลำทก่ี ำำ หนดไว้ (2)เมือ่ มีกำรยกเลิกภำระติดพันในอสังหำรมิ ทรัพยใ์ นกรณที ่ไี มม่ ีกำำ หนดระยะเวลำ (3)เม่ือเจ้ำของทรัพย์สินบอกเลิกภำระติดพันในอสังหำริมทรัพย์ในกรณีที่ผู้รับประโยชน์ไม่ ปฏิบตั ิตำมเง่อื นไข (4)เมือ่ ผรู้ ับประโยชนส์ ละภำระตดิ พันในอสังหำริมทรัพย์ (5)เมื่อคู่กรณที ัง้ สองฝ่ำยตกลงเลิกภำระตดิ พันในอสังหำรมิ ทรพั ย์ สอบซอ่ มวันอาทติ ยท์ ่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

57 (6)เม่ือผรู้ ับประโยชน์ถงึ แกค่ วำมตำยในกรณีที่กำำ หนดเวลำไว้ตลอดชีวติ ผรู้ บั ประโยชน์ 2) การระงบั ส้นิ ไปโดยผลแห่งกฎหมาย ซึ่งอาจแบ่งออกเปน็ (1)เมื่อผรู้ ับประโยชนถ์ งึ แกค่ วำมตำยในกรณีทไ่ี มไ่ ดก้ ำำ หนดระยะเวลำเอำไว้ (2)เมื่อผรู้ ับประโยชน์ขอใหศ้ ำลนำำอสังหำริมทรัพย์ที่อยู่ภำยใต้บังคับภำระติดพันออกขำยทอด ตลำดเพอื่ ชำำ ระหนี้ท่ีคำ้ งอยู่ (3)เมื่อเจำ้ ของอสังหำริมทรพั ยข์ องให้อสังหำริมทรพั ยน์ น้ั พ้นจำกภำระติดพัน (4)เมือ่ ผรู้ บั ประโยชน์มไิ ดใ้ ชอ้ สังหำริมทรพั ย์นั้นเป็นเวลำ 10 ปี (5)เมอ่ื ภำระตดิ พันในอสังหำรมิ ทรพั ยห์ มดประโยชนห์ รอื มปี ระโยชนน์ ้อยลง (6)เม่อื ภำระติดพนั ในอสังหำรมิ ทรพั ย์และกรรมสิทธเ์ิ กลอ่ื นกลนื กนั 3) การระงับส้ินไปโดยสภาพธรรมชาติ แบบประเมนิ ผลการเรยี นหนว่ ยท่ี 8 1. บคุ คลอำจไดม้ ำซึง่ ทรัพย์สิทธิต่ำงๆ ได้โดยทำง นติ ิกรรม และ ทำงอ่นื นอกจำกนิตกิ รรม 2. บคุ คลอำจได้มำซึง่ ทรพั ยสทิ ธิตำ่ งๆ เชน่ สทิ ธิอำศัย สิทธิเหนอื พน้ื ดิน สิทธเิ ก็บกนิ และภำระตดิ พนั ใน อสงั หำรมิ ทรพั ย์โดยทำง นติ กิ รรม และ อำยคุ วำม 3. ทรพั ยสทิ ธิท่ีเป็นทรัพยสิทธิทจี่ ำำกัดตัดทอนอำำนำจของกรรมสทิ ธไ์ิ ด้มำกทีส่ ดุ คอื สทิ ธิเกบ็ กนิ 4. สทิ ธิอำศัย คือ สทิ ธิทกี่ ่อให้เกิดผลต่อ ผทู้ รงสทิ ธมิ ีสิทธิอยู่อำศัยในโรงเรือนของผอู้ ่นื โดยไมต่ ้องเสยี คำ่ เชำ่ 5. ดำำให้แดงอำศัยอยู่ในบ้ำนของตนโดยทำำหนังสือระหว่ำงกัน ต่อมำดำำ ขำยที่ดินนั้นให้ขำว ขำวจึงฟ้อง ขับไล่แดง ดังน้ัน แดงจะมีสิทธิอำศัยอยู่ในบ้ำนนั้นหรือไม่ คาำ ตอบ แดงไม่มีสิทธิอำศัย เพรำะสิทธิ อำศยั นน้ั ไมไ่ ดจ้ ดทะเบียน จงึ ไม่เป็นทรัพยสทิ ธิท่จี ะใชย้ ันกับขำวได้ 6. สิทธิเหนอื พนื้ ดิน คอื สทิ ธทิ ี่ก่อให้เกิดผลต่อ ผู้ทรงสิทธิมีสิทธิเป็นเจ้ำของโรงเรือน ส่ิงปลูกสร้ำง หรือ สงิ่ เพำะปลูกที่อยูใ่ นที่ดินของผอู้ ืน่ 7. ขำวให้เขียวปลูกบ้ำนอยู่ในท่ีดินของตนโดยทำำ สัญญำกันเอง ต่อมำขำวขำยท่ีดินน้ันให้เข้มไปดังนี้ ระหว่ำงเขียวกับเข้มใครจะมีสิทธิในบ้ำนดีกว่ำกัน คาำ ตอบ เข้มมีสิทธิดีกว่ำ เพรำะเขียวมิได้จด ทะเบียนสทิ ธิเหนอื พ้ืนดินสทิ ธิของเขียวจึงไมผ่ กู พนั เขม้ 8. สทิ ธเิ กบ็ กนิ คอื สทิ ธิที่กอ่ ใหเ้ กิดผลอยำ่ งไรต่อผ้ทู รงสิทธิเก็บกนิ คำาตอบ ผทู้ รงสิทธมิ ีสทิ ธิ ครอบครอง ใช้สอย และถอื ประโยชน์จำกอสังหำริมทรัพยข์ องผู้อ่ืน 9. นำำ้ เงินให้ม่วงมีสิทธิเก็บกินในท่ีสวนของตน ต่อมำม่วงโอนกำรให้สิทธิเก็บกินในท่ีดินนั้นให้ฟ้ำ ถ้ำ ฟำ้ ตัดตน้ ไม้ในสวนไปทำำ ฟืนขำยหมด ดงั นัน้ นำ้ำ เงนิ จะเรียกให้ใครรับผิดชอบ คาำ ตอบ นำำ้ เงินฟ้องม่วง และฟำ้ ให้รบั ผิดชอบตอ่ ตนได้ เพรำะเปน็ กรณที ีม่ ีกฎหมำยบัญญัตไิ ว้ สอบซ่อมวันอาทติ ย์ที่ 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

58 10. ภำระติดพันในอสังหำริมทรัพย์คือทรัพย์สิทธิที่ก่อให้เกิดผลอย่ำงไรต่อผู้รับประโยชน์ คาำ ตอบ ผู้รับ ประโยชน์มีสิทธิได้รับชำำ ระหน้ีเป็นครำวๆ หรือได้ใช้และถือเอำประโยชน์ตำมท่ีระบุไว้จำก อสังหำรมิ ทรัพย์ 11. เหลืองให้แดงเข้ำทำำ นำในที่ดินของตนเฉพำะฤดูกำลทำำนำ ต่อมำแดงให้ดำำ เข้ำไปทำำนำในท่ีนำน้ัน แทนตน ดังนั้น ถ้ำดำำทำำ ให้ที่นำนั้นเสียหำย เหลืองจะเรียกให้ใครรับผิดตำมบทบัญญัติในเร่ือง ทรพั ย์สินไดบ้ ้ำง คาำ ตอบ เหลืองฟอ้ งแดงใหร้ ับผิดชอบได้ เพรำะแดงจะโอนภำระติดพันดงั กลำ่ วใหด้ ำำ ไม่ได้ 12. ขำวใหเ้ ขียวมีสทิ ธอิ ำศัยในบ้ำนของตนโดยทำำ พินัยกรรมไว้ เมื่อขำวตำย เขยี วได้ให้เชำ่ บ้ำนหลงั นัน้ ไป และเหลืองได้เข้ำครอบครองท่ีดินที่มีบ้ำนน้ันจนได้สิทธิ เขียวจะยังมีสิทธิอำศัยในบ้ำนหลังน้ันหรือ ไม่ คำำตอบ เขียวไม่มีสิทธิอำศัยในบ้ำน เพรำะไม่ได้จดทะเบียนสิทธิอำศัยจึงไม่อำจอ้ำงยันในฐำนะ ทรัพยสิทธิต่อเหลืองได้ 13.เขียวให้ขำวปลูกบำ้ นอยใู นทีด่ ินของตนโดยทำำ เป็นหนงั สอื ระหวำ่ งกนั ตอ่ มำเขยี วขำยทีด่ นิ นั้นใหเ้ ข้ม ไปดังนี้ระหว่ำงขำวกับเข้มใครจะมีสิทธิในบ้ำนดีกว่ำกัน คำำตอบ เข้มมีสิทธิดีกว่ำ เพรำะขำวมิได้จด ทะเบียนสิทธเิ หนอื พ้ืนดิน สิทธเิ หนือพืน้ ดินของขำวจึงไมผ่ ูกพนั เขม้ หนว่ ยที่ 9 การไดม้ าซ่งึ อสังหาริมทรพั ยแ์ ละทรพั ย์สินอนั เกยี่ วกับอสงั หารมิ ทรัพย์ 1. กำรได้มำซ่ึงอสังหำริมทรัพยแ์ ละทรพั ย์สทิ ธิเกย่ี วกบั อสังหำริมทรัพย์ เปน็ กรณที ท่ี ำำให้ผไู้ ดม้ ำสำมำรถ ใช้อำำ นำจแห่งสิทธิที่ได้มำยกข้ึนต่อสู้กับผู้อ่ืน ดังน้ัน กฎหมำยจึงจำำ เป็นต้องบัญญัติหลักกำรแสดง ออกซ่ึงสิทธิที่ได้มำน้ันให้ชัดเจน เพ่ือประโยชน์ต่อผู้ได้มำ (ผู้ทรงทรัพย์สิทธิ) แต่อย่ำงไรก็ดี กฎหมำยก็ยังให้ควำมคุ้มครองสิทธิของบุคคลภำยนอกท่ีได้ทรัพย์สิทธินั้นมำโดยสุจริตและเสียค่ำ ตอบแทน 2. กำรได้มำซึ่งอสังหำริมทรัพย์และทรัพย์สิทธิเกี่ยวกับอสังหำริมทรัพย์นั้น ตำมกฎหมำยแบ่งออกเป็น 2 ทำง คอื กำรได้มำโดยทำงนติ กิ รรม และกำรได้มำโดยทำงอื่นนอกจำกนิตกิ รรม 3. กำรได้มำซึ่งอสงั หำรมิ ทรัพย์และทรัพย์สทิ ธิเก่ยี วกบั อสังหำรมิ ทรพั ยบ์ ำงกรณีอำจถูกเพิกถอนทะเบยี น ไดท้ ้งั น้ตี ้องเป็นไปตำมหลกั กำรตำมทกี่ ฎหมำยกำำหนดไว้ 4. ทรพั ย์สิทธิอันเกย่ี วกบั อสงั หำริมทรพั ย์อำจเปลย่ี นแปลงระงบั หรอื กลับคืนมำได้ ท้งั นี้กฎหมำยกำำ หนด ใหน้ ำำหลักกำรทำงทะเบียนดังบัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มำตรำ 1299 และ มำตรำ 1300 มำใช้ โดยอนุโลม อน่ึง สังหำริมทรัพย์ท่ีกฎหมำยกำำ หนดให้มีกำรแสดงออกทำงทะเบียน หำกมีกำรได้มำ หรอื มีกำรเปลี่ยนแปลงหรอื ระงบั หรอื กลบั คนื กต็ ้องแสดงออกให้ปรำกฏทำงทะเบยี นเช่นกัน การไดม้ าโดยทางนติ ิกรรมซ่ึงอสังหารมิ ทรพั ยแ์ ละทรพั ย์สินอันเกี่ยวกบั อสังหาริมทรพั ย์ สอบซ่อมวนั อาทิตย์ท่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

59 1. กำรไดม้ ำซึ่งอสงั หำริมทรพั ย์ หรอื ทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหำริมทรัพย์โดยทำงนิติกรรม ต้องดำำเนินกำรจดทะเบียนกำรได้มำซ่ึงทรัพย์สิทธินั้นให้ถูกต้อง มิฉะนั้น ไม่บริบูรณ์เป็น ทรัพยส์ ทิ ธิ 2. กำรไดม้ ำโดยนติ กิ รรมซง่ึ อสงั หำรมิ ทรัพยห์ รอื ทรัพย์สทิ ธิอันเกี่ยวกับอสงั หำรมิ ทรัพย์ หลักเกณฑ์การไดม้ าโดยทางนิตกิ รรม ควำมในบทบัญญัติมำตรำ 1299 วรรคแรกตอนต้นท่ีกล่ำวว่ำ “ภำยในบังคับแห่งบทบัญญัติ ประมวลกฎหมำยนหี้ รอื กฎหมำยอ่นื ” หมำยควำมว่ำอย่ำงไร หมำยควำมว่ำ กรณีท่ีจะนำำบทบัญญัติมำตรำ 1299 วรรคแรกมำใช้ ต้องเป็นประเด็นซ่ึงมิได้มี บทบัญญัติใดใน ป.พ.พ. หรือบทบัญญัติใดๆในกฎหมำยอื่นบัญญัติถึงกำรได้มำโดยนิติกรรมซึ่ง อสังหำริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหำริมทรัพย์น้ันๆไว้เป็นกำรเฉพำะเจำะจงเท่ำนั้น ดังนั้น หำก เปน็ กรณซี ึ่งมีบทบญั ญัตแิ ห่งกฎหมำยบญั ญตั ิไวใ้ นประเด็นกำรได้มำ ดังกล่ำวไวเ้ ป็นกรณีเฉพำะเจำะจงแลว้ ต้อง เป็นไปตำมบทบัญญัติเฉพำะเจำะจงนั้นๆ กำำหนดไว้ เช่น กรณีกำรซื้อขำย ตำม ป.พ.พ. มำตรำ 456 บัญญัติไว้เป็นกำรเฉพำะเจำะจงแล้ว ย่อมไม่อำจนำำมำตรำ 1299 ไปใช้บังคับแก่กำรซื้อขำยทรัพย์สินดัง กล่ำวได้ กำรได้มำซึ่งอสังหำรมิ ทรัพยห์ รือทรัพย์สิทธิอันเก่ียวกับอสังหำริมทรัพย์โดยนิติกรรมตำมบทบัญญัติ มำตรำ 1299 วรรคแรกมีกรณีใดบำ้ ง กำรไดม้ ำโดยนิติกรรมซ่งึ อสังหำรมิ ทรัพย์และทรัพย์สิทธิอนั เก่ียวกับอสังหำรมิ ทรัพย์ หมำยถึงกรณที ่ี ค่สู ญั ญำแสดงเจตนำผูกนิติสัมพันธเ์ พอ่ื กอ่ ทรพั ย์สิทธขิ ้ึน เชน่ กรณคี สู่ ัญญำซึ่งมนี ติ ิสัมพันธ์กันอยูแ่ ต่เดิมแล้วฝำ่ ย หน่ึงซ่ึงมีหน้ำท่ชี ำำระหน้ีอันเนื่องจำกอีกฝ่ำยหนึ่งมีสิทธิเรียกร้อง แต่ไม่สำมำรถชำำ ระหน้ีได้ ดังน้ัน คู่สัญญำดัง กล่ำวจงึ ทำำควำมตกลงประนีประนอมยอมควำมกนั โดยให้ฝ่ำยทีม่ หี น้ำที่ชำำระหนโี้ ดยยกท่ดี ินดีใช้หนี้ใหแ้ ก่ฝ่ำย ท่ีเป็นเจ้ำหน้ี เชน่ นี้ เปน็ กรณกี ำรไดม้ ำโดยนิติกรรมซ่ึงอสงั หำริมทรพั ย์ ต้องดว้ ยมำตรำ 1299 วรรคแรก สมศักดิ์ใช้หน้ีเงินกู้ให้สมบัติโดยกำรยกท่ีดินมีโฉนดแปลงหน่ึงให้แทนกำรชำำ ระหน้ีตำมประมวล กฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ มำตรำ 321 หลังจำกท่ีสมบัติครอบครองที่ดินแปลงนี้มำได้ 2 ปี สมศักดิ์เห็นว่ำ รำคำท่ีดนิ แปลงนี้สูงข้ึนมำกจึงเรียกที่ดินแปลงน้ีคืนจำกสมบัติโดยอ้ำงว่ำกำรยกที่ดินให้แทนชำำ ระหน้ีเงินกู้น้ัน ตกเป็นโมฆะเพรำะไม่ได้ทำำเปน็ หนังสอื และจดทะเบียนกำรไดม้ ำต่อพนกั งำนเจ้ำหน้ำท่ี ท่ำนเหน็ ดว้ ยกบั ข้ออ้ำง ของสมศักดิห์ รือไม่ อยำ่ งไร กำรชำำ ระหนี้อย่ำงอื่นแทนกำรชำำ ระหน้ีท่ีได้ตกลงกันไว้ตำมท่ีบัญญัติในประมวลกฎหมำยแพ่งและ พำณิชย์มำตรำ 321 น้ัน ไมใ่ ชบ่ ทบัญญัติที่กำำ หนดให้อยู่ในบังคับหรือกำำ หนดให้ต้องทำำ ตำมแบบซ่ึงหำกไม่ ได้กระทำำ กำรดังกลำ่ วจะทำำใหม้ ีผลเป็นโมฆะดังนัน้ กำรทีส่ มศักดใ์ิ ช้หนเ้ี งินกใู้ หแ้ ก่สมบตั ิโดยกำรยกทด่ี นิ แปลง หนึง่ ใหแ้ ทนกำรชำำ ระหนีเ้ งินกู้น้ัน แมก้ ำรยกใหจ้ ะไม่ไดท้ ำำ เป็นหนังสอื และจดทะเบยี นกำรได้มำตอ่ พนกั งำนเจำ้ หน้ำที่ก็ไม่ทำำให้ผลตกเป็นโมฆะแต้อย่ำงใด เพียงแต่มีผลให้กำรได้มำซึ่งที่ดินแปลงนั้นไม่บริบูรณ์ตำมหลัก กฎหมำยท่ีบัญญัติในมำตรำ 1299 วรรคแรกเท่ำน้นั ซ่ึงหมำยควำมว่ำยงั ไม่อำจถือหรือไม่อำจบังคับได้ตำม สอบซ่อมวันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

60 ทรัพย์สิทธิน้ันๆเท่ำนั้นแต่กำรได้มำซ่ึงท่ีดินแปลงดังกล่ำวน้ันหำเสียเปล่ำไม่ โดยยังมีคงมีผลบังคับกันได้ใน ระหวำ่ งคู่สัญญำในฐำนะเป็นบคุ คลสิทธิ ในกรณีน้ีแม้จะยังไม่ได้จดทะเบียนกำรได้มำให้บริบรู ณ์ และสมบตั ิยัง ครอบครองไม่ถึง 10 ปี ก็หำใช่เป็นกำรครอบครองโดยปรำศจำกสิทธิไม่ ดังนั้นจึงไม่เหน็ ด้วยกับข้ออ้ำงของ สมศกั ดิเ์ พรำะเปน็ ข้ออ้ำงทไี่ มช่ อบดว้ ยหลกั กฎหมำย ผลของการไดม้ าโดยทางนิตกิ รรมตามมาตรา 1299 วรรคแรก มำตรำ 1299 วรรคแรก บัญญัติว่ำกำรได้มำซ่ึงอสังหำริมทรัพย์และทรัพย์สิทธิอันเก่ียวกับ อสังหำริมทรัพย์โดยนิตกิ รรม “ไมบ่ รบิ ูรณ์” หมำยควำมว่ำอย่ำงไร หมำยควำมว่ำนติ ิกรรมทที่ ำำให้บุคคลได้มำซึ่งอสังหำริมทรัพย์ และทรัพย์สิทธิอันเก่ียวกับ อสังหำ ริม ทรัพย์น้ัน ไม่สำมำรถทำำให้ผู้ได้มำมีทรัพย์สิทธิท่ีจะใช้เพื่อยกต่อสู้บุคคลท่ัวไป หำกแต่ใช้บังคับกันได้ใน ระหวำ่ งคสู่ ญั ญำในฐำนะเป็นบุคคลสทิ ธิ หรือสทิ ธิเหนอื บุคคลทเ่ี ป็นคูส่ ัญญำเทำ่ น้ัน กำรได้มำซึ่งที่ดินมือเปล่ำโดยทำงนิติกรรม อยู่ในบังคับของบัญญัติมำตรำ 1299 วรรคแรกหรือ ไม่ ที่ดินมือเปล่ำ มีบทบัญญัติใน ป.พ.พ. บัญญัติถึง กำรได้มำไว้เป็นกำรเฉพำะแล้ว โดยมำตรำ 1377 มำตรำ 1378 ดงั นน้ั หำอยใู่ นบงั คบั บทบัญญตั มิ ำตรำ 1299 แตป่ ระกำรใดไม่ การไดม้ าโดยทางอืน่ นอกจากนติ กิ รรมซึ่งอสังหาริมทรพั ยแ์ ละทรพั ย์สทิ ธอิ นั เก่ียวกับอสงั หารมิ ทรพั ย์ 1. กำรได้มำซึ่งอสังหำริมทรัพย์หรือทรัพย์สินอันเกี่ยวกับอสังหำริมทรัพย์โดยทำงอำยุควำม โดยกำร รับมรดก และโดยคำำพพิ ำกษำของศำล เป็นกำรได้ทรพั ย์สิทธิในทนั ท่ีโดยผลของกฎหมำยไมต่ อ้ งนำำ ไปจดทะเบยี น 2. หำกกำรไดม้ ำจำกข้อ 1 ผู้ไดม้ ำ นำำ ไปดำำ เนินกำรจดทะเบยี นให้ถูกต้อง กฎหมำยบัญญัติใหผ้ ู้ได้มำ เช่นว่ำนั้นสำมำรถยกกำรได้มำ ของตนขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับบุคคลภำยนอกแม้สุจริตและเสียค่ำ ตอบแทนกบั ทง้ั ไดจ้ ดทะเบยี นสทิ ธนิ ัน้ มำโดยสุจรติ ได้ การไดม้ าโดยทางอายุความ กำรได้มำซ่ึงอสังหำริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิเก่ียวกับอสังหำริมทรัพย์โดยทำงอำยุควำมหมำยควำม อยำ่ งไร หมำยควำมว่ำ เมื่อบุคคลใดได้กระทำำ ข้อเท็จจริงอย่ำงใดอย่ำงหน่ึงตำมกำำหนดเวลำท่ีกฎหมำยเรียกว่ำ อำยุควำม บุคคลน้ันย่อมได้มำซ่ึงทรัพย์สิทธิทันทีท่ีครบกำำหนดเวลำที่เรียกว่ำอำยุควำม เช่น กรณีอำยุควำมได้ สทิ ธติ ำมบทบญั ญตั ิมำตรำ 1382 ทำำให้บุคคลนั้นได้กรรมสทิ ธิใ์ นทรพั ยส์ นิ ทันที นำยโกง ครอบครองปรปักษ์ที่มีกรรมสิทธิ์ของนำยกัน เป็นเวลำ 11 ปี โดยมิได้จดทะเบียนกำรได้ กรรมสิทธิ์ เชน่ น้ี หำกตอ่ มำนำยโกงถกู นำยกันฟอ้ งขบั ไล่ ท่ำนเห็นว่ำตำมขอ้ เทจ็ จริงท่ีปรำกฏผใู้ ดมีสิทธิในที่ดนิ ดกี ว่ำกนั สอบซ่อมวนั อาทิตยท์ ี่ 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

61 นำยโกงมีสิทธิดีกว่ำนำยกัน เพรำะทรัพย์สิทธิซึ่งนำยโกงได้มำนั้นเป็นกำรได้มำโดยทำงอื่นนอกจำก นติ กิ รรมเมื่อข้อเท็จจรงิ ชัดเจนว่ำเปน็ กำรไดโ้ ดยกำรครอบครองปรปกั ษ์เท่ำกับไดท้ รพั ยส์ ทิ ธนิ ้ันทันทีและใช้ยนั นำยกันไดท้ ันทีเช่นกัน การไดม้ าโดยทางมรดก กรณใี ดบ้ำงทเี่ ปน็ กำรไดม้ ำซง่ึ อสังหำริมทรัพย์ และทรัพย์สทิ ธเิ ก่ียวกับอสังหำรมิ ทรัพยโ์ ดยทำงมรดก คือกำรได้รับมรดกทั้งในฐำนะเป็นทำยำทโดยธรรมประเภทญำติและกำรได้มำซ่ึงมรดกโดยทำง พนิ ยั กรรม ทรพั ยส์ ิทธปิ ระเภทใดบ้ำงที่บคุ คลไมอ่ ำจได้รับมำโดยทำงมรดกไดเ้ ลย ทรัพย์สินประเภทสิทธิอำศัย สิทธิเก็บกินและภำระติดพันในอสังหำริมทรัพย์ตำมนัยที่บัญญัติไว้ใน มำตรำ 1404 มำตรำ 1418 และ 1431 ของประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ การไดม้ าโดยคาำ พิพากษาของศาล กำรได้มำซึ่งอสังหำริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิเก่ียวกับอสังหำริมทรัพย์ โดยคำำพิพำกษำของศำลใน ลักษณะใดทีเ่ รยี กว่ำเปน็ กำรได้มำโดยทำงอ่นื นอกจำกนิตกิ รรม หมำยถึงกำรได้มำซึ่งอสังหำริมทรัพย์ หรือทรัพย์สิทธิอันเก่ียวกับอสังหำริมทรัพย์โดยคำำพิพำกษำ ช้ีขำดตัดสินคดีของศำลที่คดีดังกล่ำวนั้นมีกำรสืบพยำน และศำลตัดสินคดีโดยฟังจำกพยำนหลักฐำนที่คู่ ควำม ในคดีนำำสบื กำรได้มำโดยคำำพพิ ำกษำตำมยอมของศำล เรยี กวำ่ เป็นกำรไดม้ ำโดยทำงอน่ื นอกจำกนิติกรรมหรือไม่ ไม่ถือเป็นกำรได้มำโดยทำงอื่นนอกจำกนิติกรรม แต่เป็นกำรได้มำโดยทำงนิติกรรม ตำมคำำพิพำกษำ ฎีกำที่ 9936/2539 ผลของการได้มาโดยทางอน่ื นอกจากนติ กิ รรม นำย ก. เปน็ เจ้ำของที่ดินมีโฉนดแปลงหนงึ่ ได้มอบหมำยใหน้ ำย ข. ดูแลแทน แต่นำย ข. ได้ปลอม ใบมอบอำำนำจโดยลงลำยมือช่ือนำย ก. เปน็ ผมู้ อบให้ นำย ข. โอนขำยท่ีดนิ แปลงน้ัน และนำย ข. ไดน้ ำำท่ดี ิน แปลงน้ันไปโอนขำยให้แก่ นำย ค. ซึ่งซื้อไปโดยสุจริต คร้ันนำย ก. ทรำบกำรกระทำำดังกล่ำวของนำย ข. นำย ก. จงึ ไดฟ้ ้องขับไลน่ ำย ค. ออกไปจำกท่ีดนิ ดงั นี้ นำย ค. จะมีขอ้ ตอ่ สู้กบั นำย ก. อยำ่ งไร หลักกฎหมำยใน ป.พ.พ. มำตรำ 1299 วรรค 2 บญั ญัตวิ ่ำ “กำรได้มำซึ่งอสังหำริมทรัพย์หรือ ทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหำริมทรัพย์โดยทำงอ่ืนนอกจำกนิติกรรมสิทธิ์ของผู้ได้มำน้ันถ้ำยังมิได้จดทะเบียน ท่ำนว่ำจะมีกำรเปลี่ยนแปลงทำงทะเบียนมิได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนน้ันมิให้ยกข้ึนเป็นข้อตู่สู้บุคคล ภำยนอกผไู้ ด้สิทธิมำโดยเสียคำ่ ตอบแทนและโดยสุจรติ และได้จดทะเบียนสิทธโิ ดยสุจริตแลว้ ” หลกั กฎหมำยท่วั ไปบัญญตั ิวำ่ “ผรู้ ับโอนย่อมไม่มีสทิ ธดิ กี วำ่ ผโู้ อน” สอบซ่อมวันอาทติ ยท์ ่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

62 จำกบทบัญญัติข้ำงต้น กำรใช้มำตรำ 1299 วรรค 2 บุคคลภำยนอกได้สิทธิมำโดยเสียค่ำ ตอบแทนโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตต้องเป็นกำรได้ไปโดยทำงทะเบียนถูกต้องตำมกฎหมำย หำกเป็นกำรได้อสังหำริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหำริมทรัพย์โดยทำงทะเบียนท่ีไม่ถูกต้องจะ อำศัยบทบัญญัติมำตรำ 1299 วรรค 2 เพื่อต่อสู้เจ้ำของเดิมไม่ได้ กรณีจึงต้องบังคับด้วยหลักกฎหมำย ทั่วไปว่ำผรู้ ับโอนไมม่ สี ทิ ธดิ ีกวำ่ ผู้โอน ดังน้ัน นำย ค. ซื้อมำจำกนำย ข. ซ่ึงไมไ่ ด้เป็นเจำ้ ของกรรมสิทธใ์ิ นท่ดี นิ เพรำะนำย ข. โดยขำยท่ีดนิ แปลงนั้น กรณีจึงไม่ต้องด้วยมำตรำ 1299 วรรค 2 ฉะนั้นนำย ค. จึงไม่มีข้อต่อสู้กับนำย ก. ผู้เป็น เจ้ำของกรรมสทิ ธิ์ นำย ก. ทำำสัญญำโอนขำยที่ดินมีโฉนดแปลงหน่ึงให้นำย ข. โดยไม่ได้ทำำเป็นหนังสือและจด ทะเบียนต่อพนักงำนเจ้ำหน้ำท่ี แต่ได้ส่งมอบท่ีดินให้นำย ข. เข้ำครอบครองทำำ กินตลอดมำเป็นเวลำ 13 ปี เศษแล้ว ในปีท่ี 13 น้ี นำย ก. ได้จดทะเบียนท่ีดินแปลงน้ันให้แก่นำย ค. โดยนำย ค. ตรวจสอบทะเบียน เห็นวำ่ เป็นชอ่ื ของนำย ก. อยจู่ ึงรับซอ้ื ไว้ เม่อื นำย ข. ทรำบจงึ ฟ้องเพิกถอนกำรโอน ดังน้ี ระหว่ำงนำย ข. และ นำย ค. ใครเปน็ ผมู้ ีสิทธใิ นท่ดี ินแปลงนัน้ ดกี ว่ำกัน หลักกฎหมำยใน ป.พ.พ. มำตรำ 1299 วรรค 2 บัญญัติวำ่ “มผี ู้ได้มำซึ่งอสังหำริมทรัพย์ หรือ ทรัพย์สิทธิอันเก่ียวกับอสังหำริมทรัพย์โดยทำงอื่นนอกจำกทำงนิติกรรมสิทธ์ิของผู้ได้มำน้ัน ถ้ำยังมิได้จด ทะเบียน ท่ำนว่ำจะมีกำรเปล่ียนแปลงทำงทะเบียนไม่ได้และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนน้ันมิให้ยกข้ึนเป็นข้อ ต่อสู้ต่อบุคคลภำยนอกผไู้ ด้สทิ ธมิ ำโดยเสียค่ำตอบแทนและโดยสุจรติ และไดจ้ ดทะเบียนโดยสจุ ริตแล้ว” กำรครอบครองปรปักษ์เป็นกำรไดก้ รรมสิทธิ์ในท่ีดนิ มีโฉนดซ่ึงเป็นอสังหำริมทรัพย์ของผู้อื่นมำตำม ควำมในบทบัญญัติมำตรำ 1299 วรรค 2 แต่เมื่อกำรได้มำของนำย ข. ยังไม่ได้จดทะเบียนสิทธิทำำ ให้ กรรมสิทธิ์ของนำย ข. ซ่ึงยังไม่ได้ทำำกำรจดทะเบียนกำรได้มำต่อพนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีน้ันไม่สำมำรถยกขึ้นเป็น ข้อต่อสู้กับนำย ค. ซ่ึงเป็นบุคคลภำยนอกผู้ได้กรรมสิทธ์ิในท่ีดินมำโดยเสียค่ำตอบแทนและสุจริต ทั้งยังได้จด ทะเบยี นสิทธนิ น้ั โดยสุจรติ จงึ ทำำให้นำย ค. มีสิทธดิ ีกว่ำนำย ข. ฉะน้ัน นำย ข. จงึ ไม่อำจต่อสู้กับ นำย ค. ได้ จึงมีควำมเหน็ ว่ำระหว่ำงนำย ข. กับ นำย ค. นำย ค. ยอ่ มเปน็ ผมู้ กี รรมสทิ ธใิ์ นที่ดินดีกว่ำ การเพิกถอนการไดม้ าซึ่งอสังหารมิ ทรัพยแ์ ละทรัพยส์ ิทธอิ ันเกย่ี วกบั อสงั หารมิ ทรัพยท์ างทะเบียน 1. กำรเพิกถอนกำรจดทะเบียนเป็นกำรแก้ปัญหำกำรจดทะเบียนให้แก่บุคคลที่อำจเสียเปรียบในกำร โอนทำงทะเบยี นตำมกฎหมำยมำตรำ 1279 2. ผมู้ สี ิทธเิ รียกให้เพกิ ถอนทะเบียนได้ตอ้ งเปน็ บคุ คลผอู้ ยู่ในฐำนะอันจะให้จดทะเบียนสทิ ธขิ องตนได้ ก่อนเทำ่ น้ัน 3. กำรเรียกให้เพกิ ถอนกำรจดทะเบยี นเป็นคนละเรื่องกบั กำรรอ้ งขอเพกิ ถอนกำรฉอ้ ฉล หลักเกณฑ์การเพกิ ถอนการจดทะเบยี น สอบซ่อมวันอาทติ ย์ท่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

63 หนึ่งเป็นผู้จัดกำรมรดกได้นำำ ท่ีดินมรดกแปลงหน่ึงซ่ึงกำำลังมีปัญหำข้อพิพำทกับสองทำยำทอีกคน หน่ึงของเจ้ำของมรดกไปจดทะเบียนขำยฝำกกบั สำมเพ่ือนำำเงินมำต่อสู้คดีกับสอง สามเห็นว่ำคดีนีห้ นึ่งมีสิทธิท่ี จะชนะควำมจึงไดร้ ับซื้อฝำกท่ดี ินแปลงน้นั ไว้ แต่ต่อมำเม่ือศำลมีคำำ พิพำกษำปรำกฏว่ำสองเปน็ ฝ่ำยชนะคดีโดย ศำลได้มีคำำ พิพำกษำถึงที่สุดแล้ว ให้สองเป็นทำยำทผู้มีสิทธิได้รับมรดกในท่ีดินแปลงดังกล่ำวแต่เพียงผู้เดียว เม่ือสามทรำบเรื่องจึงแจ้งให้หน่ึงนำำ เงินมำไถ่ที่ดินคืนภำยในกำำหนดระยะเวลำ ดังนี้ให้พิจำรณำว่ำสอง จะมีข้อ ตอ่ สู้อย่ำงไรหรอื ไม่ ตำมปัญหำเมื่อหนึ่งผู้จัดกำรมรดก นำำ ท่ีดินมรดกแปลงท่ีพิพำทกับสองไปจดทะเบียนขำยฝำกกับสำม และสำมเห็นว่ำคดีนี้หน่ึงมีสิทธิจะชนะคดีควำมจึงรับซ้ือฝำกไว้เห็นได้ว่ำสำมรู้อยู่แล้วว่ำท่ีดินดังกล่ำวอยู่ ระหว่ำงมีขอ้ พิพำท กำรจดทะเบียนขำยฝำกของสำมจำกหนึ่งจึงเป็นกำรกระทำำ โดยไมส่ ุจริต แม้สองทำยำทของ เจ้ำของมรดกจะยังมีกรณีพิพำทอยู่ในศำล ก็ถือว่ำสองเป็นผู้อยู่ในฐำนะอันจะเรียกให้จดทะเบียนสิทธิได้ได้อยู่ ก่อนแล้ว เมอ่ื สำมกระทำำ กำรใดๆโดยไมส่ จุ รติ สองจึงเรียกใหเ้ พกิ ถอนกำรจดทะเบยี นขำยฝำกน้ันไดต้ ำมมำตรำ 1300 ดังนัน้ สองมีขอ้ ตอ่ สู้โดยเรยี กให้เพิกถอนกำรจดทะเบยี นขำยฝำกได้ นำยแดงทำำ สัญญำจะซื้อจะขำยท่ีนำกับนำยดำำ และนำยดำำ ผู้ซ้ือจะได้วำงมัดจำำ ไว้กับนำยแดงด้วยเงิน จำำ นวนหน่ึงเพียงแต่รอจะไปโอนโฉนดเม่ือสองฝ่ำยว่ำง แต่ต่อมำนำยแดงไดน้ ำำ โฉนดที่นำแปลงดังกล่ำวไปจด ทะเบียนโอนขำยให้นำงสำวเขียวโดยเสน่หำในควำมงำม เม่ือนำยดำำ ทรำบจึงฟ้องศำลให้เรียกเพิกถอนกำรจด ทะเบียนโอนที่นำแปลงน้ัน ระหว่ำงนำยแดงกับนำงสำวเขียว แล้วให้นำยแดงโอนท่นี ำแปลงนั้นขำยให้กับนำย ดำำ ต่อไป ดังนี้ ศำลควรจะตัดสนิ คดนี ีอ้ ย่ำงไร ตำมปัญหำ ถ้ำเป็นศำลควรจะตัดสินให้นำยดำำ แพ้คดี เพรำะนำยดำำ ไม่มีอำำนำจฟ้องคดีเนื่องจำกผู้ที่ เพียงทำำ สัญญำจะซ้ือจะขำยและวำงเงินมัดจำำน้ัน ได้แต่เพียงบุคคลสิทธิตำมสัญญำจะซื้อจะซ้ือจะขำยยังไม่ได้ ทรัพยสิทธิ จึงไม่ถือว่ำเป็นผู้อยู่ในฐำนะอันจะจดทะเบียนสิทธิได้ก่อน ดังน้ันนำยดำำจึงไม่มีอำำ นำจฟ้องคดีให้ เพกิ ถอนกำรจดทะเบยี นกำรโอนระหวำ่ งนำยแดงกบั นำงสำวเขยี ว การเรียกให้เพิกถอนทะเบียนได้ตามมาตรา 1300 แตกต่างจากการให้เพิกถอนการฉ้อฉลตาม ปอ. มาตรา 237 อธิบำยควำมแตกต่ำงระหว่ำงมำตรำ 1300 และมำตรำ 237 โดยสังเขป มำตรำ 1300 เป็นกรณบี ุคคลใชส้ ิทธิฟ้องศำลเพ่ือขอให้เพิกถอนกำรจดทะเบยี นทรัพยสิทธิเป็นท่ี เสยี เปรียบผ้อู ยูใ่ นฐำนะอนั จะให้จดทะเบียนสทิ ธไิ ดก้ ่อน ส่วนมำตรำ 237 เปน็ กรณเี จ้ำหน้ฟี อ้ งขอให้เพกิ ถอนนิตกิ รรมทีท่ ำำ ใหเ้ จ้ำหนท้ี ั้งหลำยเสยี เปรยี บ การเปลี่ยนแปลง การระงับ และการกลับคืนมาซ่ึงทรัพย์สิทธิอันเก่ียวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีกฎหมาย กำาหนดใหม้ ีทะเบียน สอบซอ่ มวันอาทิตยท์ ่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

64 1. กำรเปลย่ี นแปลง กำรระงบั กำรกลับคืนซึ่งทรัพยส์ ิทธิอันเกี่ยวกับอสงั หำรมิ ทรพั ย์โดยนิติกรรมต้อง จดทะเบียน มฉิ ะนนั้ ยกขึ้นยนั บุคคลทว่ั ไปไม่ได้ 2. กำรเปลี่ยนแปลงกำรระงับ กำรกลับคืนซ่ึงทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหำริมทรัพย์โดยทำงอ่ืน นอกจำกนิติกรรม ถำ้ ยังไมจ่ ดทะเบยี นกม็ ผี ลจะเปลีย่ นแปลงทำงทะเบยี นไม่ได้ 3. กำรเปลี่ยนแปลง กำรระงับ กำรกลับคืนซ่ึงทรัพย์สิทธิอันเก่ียวกับอสังหำริมทรัพย์โดยทำงอ่ืนนอก จำกนิตกิ รรม ถำ้ ยังไมไ่ ดจ้ ดทะเบยี นจะใช้ยันบุคคลภำยนอกผู้รับโอนโดยสุจริตเสียคำ่ ตอบแทนและ จดทะเบียนสิทธโิ ดยสุจรติ มไิ ด้ 4. ถ้ำมีกำรจดทะเบียนกำรเปล่ียนแปลง ระงับ และกลับคืนมำซ่ึงทรัพย์สิทธิอันเก่ียวกับ อสังหำรมิ ทรัพยเ์ ป็นกำรเสียเปรียบแก่ผูอ้ ยู่ในฐำนะอันจะให้จดทะเบยี นกำรเปลยี่ นแปลง ระงับ และ กลับคืนมำได้อยู่ก่อนแล้ว ผู้ที่อยู่ในฐำนะเช่นนั้นย่อมมีอำำนำจให้เพิกถอนกำรจดทะเบียนกำร เปลย่ี นแปลง กำรระงบั กำรกลับมำได้ เว้นแต่กำรจดทะเบยี นเปล่ียนแปลง ระงบั และกลบั คืนมำนั้น ได้กระทำำ โดยสจุ รติ เสียคำ่ ตอบแทน จึงเพิกถอนมไิ ด้ 5. หลักกำรแสดงออกให้ปรำกฏทำงทะเบียนเกี่ยวกับกำรได้มำ กำรเปล่ียนแปลง ระงับ กลับคืน ใช้ สำำหรบั สังหำริมทรัพย์ทก่ี ฎหมำยกำำ หนดใหม้ ที ะเบียนด้วย การเปล่ียนแปลงซึ่งทรพั ยส์ ิทธิอันเกี่ยวกับอสงั หาริมทรพั ย์ ก. และ ข. เป็นเจ้ำของกรรมสิทธ์ิรวมในที่ดินแปลงหน่ึง ต่อมำ ก. และ ข. ตกลงแบ่งกรรมสิทธ์ิ รวมโดยมิได้จดทะเบียน เชน่ น้ีจะมีผลทำงกฎหมำยอยำ่ งไร กำรแบง่ กรรมสิทธิร์ วมเปน็ กำรเปลย่ี นแปลงกรรมสิทธ์ิ เมอ่ื ไม่จดทะเบยี นมีผลไม่สมบรู ณใ์ ช้บังคับได้ ระหวำ่ ง ก. และ ข. เท่ำน้ัน ยันบุคคลภำยนอกไมไ่ ด้ การระงบั ซงึ่ ทรัพย์สทิ ธิอันเกีย่ วกับอสงั หารมิ ทรพั ย์ ก. และ ข.ตกลงระงบั สทิ ธเิ หนอื พ้ืนดินที ข. ไดส้ ทิ ธปิ ลกู บำ้ นและปลกู โรงเรือนบนทดี่ ิน ก. แต่ ก. ไมไ่ ดจ้ ดทะเบียนขอ้ ตกลง ระงบั สทิ ธเิ หนือพื้นดนิ นั้น ใหป้ รำกฏในทะเบยี นท่ีดินของตน ในเวลำตอ่ มำ ข. โอน ขำยสทิ ธิเหนือพนื้ ดินนนั้ ให้ ค. ดงั น้ี ก. จะอำ้ งกบั ค. ได้หรือไม่ว่ำสิทธิเหนอื พ้นื ดินดงั กล่ำวนน้ั ระงบั แล้ว ก. อำ้ งสทิ ธิอำศัยระงับแล้วไม่ได้ เพรำะกำรตกลงระงับเปน็ เร่อื งระหวำ่ ง ก. กับ ข. ค่สู ัญญำเท่ำนั้น จะใช้ยนั ตอ่ ค. มไิ ด้ เพรำะ ค. เปน็ บุคคลภำยนอก การกลบั คนื มาซ่งึ ทรพั ยอ์ นั เกี่ยวกับอสงั หารมิ ทรพั ย์ อธบิ ำยกำรกลับคืนมำซึ่งทรพั ย์สิทธิอนั เก่ยี วกับอสงั หำริมทรพั ย์ กำรกลับคืนมำ หมำยถึงกำรที่ทรัพย์สินอันเกี่ยวกับอสังหำริมทรัพย์ได้ถูกโอนไปอยู่กับอีกคนหนึ่ง เปน็ กำรชว่ั ครำว แล้วจงึ มกี ำรกลับคนื มำเป็นเจ้ำของเดมิ อีก โดยสว่ นมำกจะเปน็ กรณีนิติกรรมทมี่ เี งอ่ื นไขบัง คบั หลงั คอื มเี หตุกำรณ์ตำมเงื่อนไขเกดิ ข้นึ จงึ โอนกลับมำเป็นเจำ้ ของเดมิ อกี เชน่ กำรไถ่คนื ขำยฝำกเปน็ ตน้ สอบซ่อมวนั อาทติ ยท์ ี่ 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

65 การนำาบทบัญญัติมาตรา 1299 1300 1301 ไปใช้กับสังหาริมทรัพย์ที่กฎหมาย กำาหนดให้มีทะเบียน นำยเกียรติได้ทำำสญั ญำขำยช้ำงเชือกหน่ึง ซ่ึงมีอำยุ 4 ปี ใหแ้ ก่นำยกอง เพ่ือนำำ ไปใช้ข่ไี ปตำมถนนใน กรุงเทพมหำนคร โดยวัตถุประสงค์ของนำย ข. เพื่อให้ควำญช้ำงข่ีไปตำมถนนเรียกให้ประชำชนที่พบเห็นซื้อ กล้วยหรอื อ้อย ฯลฯ จำกควำญช้ำงน้ันให้ช้ำงกนิ เปน็ อำกำร และบำงเวลำกน็ ำำ ชำ้ งไปโชว์ในฐำนะช้ำงไทยเพื่อให้ ชำวตะวันตกชม เช่นน้ี ตำมกฎหมำยกำรซื้อขำยระหว่ำงนำยเกียรติและนำยกอง จะต้องทำำอย่ำงไรจึงจะถือว่ำ ชอบด้วยกฎหมำย กำรทำำ สัญญำซื้อขำยช้ำงท่ีอำยุยังไม่ย่ำงเข้ำปีท่ี 8 ตำมกฎหมำยพระรำชบัญญัติสัตว์พำหนะ 2482 สัญญำซื้อขำยดังกล่ำวไม่จำำ เปน็ ต้องทำำ เป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงำนเจ้ำหน้ำท่ี ดังนั้น แม้ กำรซอ้ื ขำยดังกลำ่ วคสู่ ญั ญำจะตกลงกันดว้ ยวำจำเท่ำนั้น กเ็ ป็นกำรชอบดว้ ยกฎหมำยแลว้ นำยเอต้องกำรซ้ือเรือกลไฟลำำหน่ึงซ่ึงมีระวำง 3 ตันจำกนำยทักษิณ เพ่ือใช้เปน็ เรือประมงออกทะเล หำปลำ แต่นำยเอกลัวว่ำกำรซื้อขำยจะทำำ ไม่ถูกต้องตำมพระรำชบัญญัติเรือไทย พ.ศ. 2491 นำยเอ จึงได้ มำพบและปรึกษำนักกฎหมำยเพ่ือขอคำำแนะนำำ นักกฎหมำยจะให้คำำ แนะนำำ อย่ำงไรแก่นำยเอ กำรซื้อขำยดัง กลำ่ วจึงจะชอบดว้ ยกฎหมำย เม่ือนำยเอมำปรึกษำข้อกฎหมำย นกั กฎหมำยจะใหค้ ำำ ปรึกษำแกน่ ำยเอ วำ่ เรือทีซ่ อื้ ขำยกันดงั กล่ำวเปน็ เพียงเรือกล คือเรือทเ่ี ดนิ ด้วยเคร่ืองกำำ ลังจำกเครือ่ งจักรและแมอ้ ำจจะใชพ้ ลังอ่ืนเข้ำช่วยด้วยหรือไม่กต็ ำมแตเ่ ปน็ เรือกลทเ่ี ป็นเรอื ขนำดเลก็ กวำ่ กฎหมำยระบนุ ้ำำ หนักเรือท่ีตอ้ งบังคบั ใหแ้ สดงใหป้ รำกฏทำงทะเบียนในกำรได้มำ ฉะนั้นเมื่อไม่ใช่กรณีกฎหมำยบังคับไว้ดังกล่ำวในพระรำ ชบัญ ญั ติกำรเดิน เรือใน น่ำ นน้ำำ ไทย 2456 ประกอบพระรำชบัญญัติลักษณะปกครองท้องท่ี พ.ศ. 2457 ซึ่งประมวลกฎหมำยแพ่งและ พำณิชยม์ ำตรำ 1302 บัญญัตไิ วใ้ ห้กำรไดม้ ำต้องแสดงใหป้ รำกฏทำงทะเบยี น แม้กำรซ้อื ขำยเรือกลดังกล่ำว ทำำ ข้ึนด้วยวำจำมิไดท้ ำำเป็นหนังสือและจดทะเบียนตอ่ พนกั งำนเจ้ำหน้ำท่ี กำรซือ้ ขำยก็ชอบด้วยกฎหมำย แบบประเมนิ ผลการเรยี นหน่วยท่ี 9 มาตรา 1299 ภำยในบงั คับแหง่ บทบญั ญัตใิ นประมวลกฎหมำยนี้หรอื กฎหมำยอน่ื ทำ่ นว่ำกำรได้มำโดยนติ ิกรรมซ่ึงอสังหำรมิ ทรพั ย์หรือทรพั ยสิทธิอันเก่ียวกบั อสังหำรมิ ทรัพย์นั้นไม่บรบิ รู ณ์ เวน้ แตน่ ติ ิกรรมจะไดท้ ำำเป็นหนงั สอื และ ไดจ้ ดทะเบยี นกำรได้มำกบั พนกั งำนเจ้ำหน้ำท่ี ถำ้ มผี ไู้ ดม้ ำซง่ึ อสังหำรมิ ทรัพย์หรอื ทรัพยสทิ ธิอันเกยี่ วกับอสงั หำริมทรัพย์ โดยทำงอนื่ นอกจำกนติ กิ รรม สทิ ธขิ องผไู้ ดม้ ำน้ัน ถำ้ ยงั มไิ ดจ้ ดทะเบยี นไซร้ ทำ่ นวำ่ จะมีกำรเปลีย่ นแปลงทำงทะเบยี นไมไ่ ด้ และสทิ ธิอนั ยังมิได้จดทะเบยี นน้ัน มิใหย้ กข้ึนเป็นข้อตอ่ สบู้ คุ คลภำยนอกผูไ้ ด้สทิ ธิมำโดยเสยี ค่ำตอบแทนและ โดยสุจรติ และได้จดทะเบียนสทิ ธิโดยสุจรติ แล้ว สอบซ่อมวนั อาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

66 1. ป.พ.พ. มำตรำ 1299 บัญญัติถึงเรื่องเกี่ยวกับอสังหำรมิ ทรัพยใ์ นประเด็น กำรได้มำ 2. คำำ ว่ำไม่บริบูรณ์ ตำมมำตรำ 1299 วรรคแรก มีควำมหมำย สมบูรณเ์ ปน็ บคุ คลสทิ ธิ 3. หำกเปน็ กรณีกำรได้มำซึ่งอสังหำรมิ ทรัพย์โดยทำงนิติกรรมตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1299 วรรค แรกโดยไม่จดทะเบียนและฝ่ำยลูกหนี้ไม่ยินยอมโอนทรัพย์ให้ท้ังฝ่ำยเจ้ำหน้ีประสงค์ให้โอน ดังนี้ ฝำ่ ยเจ้ำหน้ี มสี ิทธิฟ้องบังคับใหโ้ อนไดท้ ันทเ่ี พรำะกฎหมำยให้อำำนำจไว้ 4. ท่ีดินประเภท น.ส. 3 ข เม่ือมีกำรโอนท่ีดินต้องจดทะเบียนนิติกรรมกำรโอนกับเจ้ำหน้ำท่ีคือ นำยอำำเภอหรือผ้ทู ำำ กำรแทน 5. กำรได้มำซึ่งอสังหำริมทรัพย์ตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1299 วรรค 2 เมื่อได้จดทะเบียนแล้ว จะ ต่อสู้บคุ คลภำยนอกได้ทุกกรณี 6. ผลกำรไดม้ ำซ่ึงอสังหำรมิ ทรพั ยโ์ ดยทำงอ่นื นอกจำกนติ ิกรรมโดยไม่จดทะเบยี นคือ เปน็ ทรัพยส์ ทิ ธิ ในทนั ทที ไ่ี ดม้ ำ 7. กำรได้อสังหำริมทรัพย์มำโดยทำงรับมรดกในฐำนะผู้รับพินัยกรรม ศำลฎีกำเคยวินิจฉัยว่ำเป็นกำร ได้มำโดยวิธกี ำร นิตกิ รรม 8. นำย ก. ยอมให้นำย ข. ทำำ ทำงเดินทำงเท้ำในท่ีดินของตน แต่ไม่ได้จดทะเบียน มีผลทำงกฎหมำย คอื ผกู พนั ถงึ ทำยำทผูร้ บั มรดกของ ก. 9. นำย ก. เปน็ เจ้ำของทด่ี ินมโี ฉนด และนำย ข. เข้ำครอบครองทำำประโยชน์ แตไ่ มไ่ ดจ้ ดทะเบยี นต่อ พนักงำนเจ้ำหน้ำท่ี จนระยะเวลำล่วงเลยมำ 11 ปี ดังน้ีมผี ลทำงกฎหมำยคอื นำย ข. ได้ท่ดี นิ โดย ทำงอ่นื นอกจำกนติ ิกรรม 10. นำย ก. ได้ท่ีดินของนำย ข. เป็นทำงภำระจำำ ยอมโดยทำงนิติกรรม จะต้องบังคับตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1299 วรรคแรกเพรำะ ต้องบังคับตำม เพรำะภำระจำำยอมเป็นทรัพยสิทธิเก่ียวกับ อสังหำรมิ ทรพั ย์ประเภทหน่งึ 11. กำรได้รับทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหำริมทรัพย์มำ แต่เป็นประเภทรอนกรรมสิทธิ์ กฎหมำยกำำหนด ไว้อย่ำงไรจึงจะทำำ ให้กำรได้มำน้ันสมบูรณ์ คำำตอบ ต้องจดทะเบียน เพรำะกฎหมำยมิได้ยกเว้นไว้ ว่ำไมต่ ้องจดทะเบียน 12. กำรได้มำซึ่งท่ีดินท่ีมีแต่ใบตรำจองต้องจดทะเบียนที่ สำำ นักงำนที่ดิน ท่ีท่ีดินน้ันตั้งอยู่ในเขต จึงจะ ถกู ต้องตำมกฎหมำย 13. ข้อท่ีศำลฎีกำเห็นว่ำไม่เป็นกำรได้มำซ่ึงอสังหำริมทรัพย์โดยทำงนิติกรรมตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1299 วรรคแรก คอื ไดม้ ำโดยกำรครอบครองปรปกั ษ์ 14. กำรได้รับท่ีดินมำเพรำะคำำ พพิ ำกษำของศำลที่คูค่ วำมสำมำรถตกลงประนีประนอมยอมควำมกันได้ เป็นกำรได้มำซึ่งอสังหำริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิเกี่ยวกับอสังหำริมทรัพย์โดยทำงอื่นนอกจำก นติ ิกรรม สอบซ่อมวันอาทติ ย์ท่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

67 15. ผู้ได้อสังหำริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิเกี่ยวกับอสังหำริมทรัพย์ตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1299 วรรค 2 จะใชส้ ทิ ธิ กำรขำยไมไ่ ด้ 16. “ยกขน้ึ ต่อสู้บุคคลภำยนอกไมไ่ ด”้ หมำยควำมว่ำ ยกขึน้ กล่ำวอ้ำงตอ่ บคุ คลภำยนอกไมไ่ ด้ 17. “เจำ้ หนจี ำำ นอง” คอื “บคุ คลภำยนอก” ตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1299 วรรคสอง 18. ผู้ท่ีอยู่ในกำรอันจะให้จดทะเบียนสิทธิได้ก่อนท่ีจะขอให้เพิกถอนกำรจดทะเบียนตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1300 คอื เจำ้ ของรวมผูค้ รอบครองเป็นสว่ นของตนมำเกิน 10 ปแี ลว้ หนว่ ยที่ 10 ระบบทด่ี ินและท่ีดินของรฐั 1. ที่ดินหมำยถึงอำณำเขตบนพื้นโลก ที่ดินจึงหมำยควำมถึงพื้นดิน และพ้ืนนำ้ำ เช่นแม่นำ้ำ ลำำคลอง ทะเลสำบ 2. ที่ดินน้ันอำจแบ่งได้หลำยประเภท แล้วแต่จะมองในแง่ใด แต่ส่วนใหญ่แบ่งเป็นท่ีดินของรัฐและท่ีดิน ของเอกชน 3. ท่ีดินของรัฐเป็นสำธำรณะสมบัติของแผ่นดินท้ังสิ้น แบ่งเป็นส่ีประเภทคือ ท่ีดินรกร้ำงว่ำงเปล่ำ ที่ดิน ของรัฐประเภทพลเมอื งใช้ร่วมกนั ทร่ี ำชพัสดุ และท่สี งวนหวงหำ้ ม 4. ท่ดี นิ รกร้ำงว่ำงเปล่ำเปน็ ทดี่ ินของรัฐประเภทเดียวเทำ่ น้นั ท่ีเอกชนจะไดม้ ำตำมกฎหมำยทดี่ นิ ได้ 5. ท่ีดินของรัฐประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันและที่รำชพัสดุ เป็นท่ีดินที่ไม่สำมำรถมำจัดให้ประชำชนได้ อธิบดกี รมทด่ี นิ จึงจดั ให้มีหนงั สอื สำำ คญั สำำ หรบั ทห่ี ลวงเพ่ือแสดงเขตไวเ้ ป็นหลักฐำน 6. ที่ดินของรัฐประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันหรือที่ดินรำชพัสดุ อำจถูกถอนสภำพโดยพระรำชบัญญัติหรือ พระรำชกฤษฎกี ำทำำใหท้ ่ดี นิ ตกเปน็ ท่ีรกรำ้ งว่ำงเปล่ำได้ 7. ทด่ี นิ ของวดั วำอำรำมในพระพุทธศำสนำ จะถกู บุคคลใดมำแยง่ กำรครอบครองหรอื ครอบครองปรปกั ษ์ ไมไ่ ด้ และอำจจะโอนใหร้ ำชกำร รฐั วสิ ำหกจิ หรอื เอกชนโดยพระรำชบัญญตั หิ รือพระรำชกฤษฎีกำ 8. ทด่ี นิ ในศำสนำอน่ื เช่น ทดี่ นิ ของวัดในศำสนำคริสต์ ที่ดนิ ของมัสยิดอิสลำม และท่ดี ินของศำลเจ้ำกอ็ ำจ ถูกบุคคลใดมำแย่งกำรครอบครองหรือครอบครองปรปกั ษไ์ ด้ เชน่ เดยี วกับท่ีดินของเอกชน 9. ท่ดี นิ ของพระมหำกษตั รยิ ก์ จ็ ะถกู บุคคลใดแย่งกำรครอบครองหรอื ครอบครองปรปกั ษไ์ ม่ได้ 10.1 ระบบที่ดิน 1. ควำมหมำยของที่ดินตำม ป.พ.พ. มำตรำ 139 และตำมประมวลกฎหมำยที่ดินมำตรำ 1 มี ควำมหมำยเหมอื นกัน คอื ทด่ี ินหมำยถงึ อำณำเขตบนพื้นโลก ท่ดี ินจงึ หมำยรวมถงึ พื้นดนิ และพน้ื นำ้ำ ดว้ ย 2. ที่ดินกับพ้ืนดินมีควำมหมำยไม่เหมือนกัน พ้ืนดินประกอบด้วยแร่ธำตุ กรวดทรำย เป็นทรัพย์ ประกอบเปน็ อนั เดยี วกบั ท่ดี ินซ่ึงเปน็ อสังหำริมทรพั ย์ชนิดที่ 3 ตำม ป.พ.พ. มำตรำ 139 สอบซ่อมวันอาทิตยท์ ่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

68 3. ที่ดนิ อำจแบ่งได้เป็นทด่ี ินของรฐั และทีด่ ินของเอกชน 4. ที่ดินอำจแบ่งไดเ้ ป็นทด่ี ินท่ยี งั ไม่เป็นของใคร ท่ีดนิ ไมอ่ ำจใหเ้ ปน็ กรรมสิทธ์ขิ องผู้ใดไดโ้ ดยเด็ดขำด ที่ดินท่ีไม่เป็นของผู้ใดโดยเฉพำะเจำะจงแต่รัฐให้รำษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน และท่ีดินที่มีเจ้ำของ แล้ว 5. ที่ดินอำจจำำ แนกเป็นประเภทเพ่ืออนรุ ักษท์ รัพยำกรป่ำไมค้ อื แบง่ เป็นปำ่ อนรุ ักษ์ และปำ่ เศรษฐกิจ 10.1.1ความเปน็ มาของที่ดิน ท่ดี นิ และพ้นื ดินแตกตำ่ งกันอย่ำงไร ที่ดนิ หมำยถงึ อำณำเขตบนพืน้ โลก ดังน้นั อำณำเขตหนึ่งๆ จึงประกอบด้วยพื้นดิน พนื้ นำำ้ เชน่ แม่นำำ้ ลำำ คลอง ทะเลสำบด้วย ที่ดินถือเป็นอสังหำริมทรัพย์ชนิดแรกตำม ป.พ.พ. มำตรำ 139 ส่วนพ้ืนดินเป็น อสังหำรมิ ทรพั ยช์ นดิ ท่ี 3 ตำม ป.พ.พ. มำตรำ 139 คอื เปน็ ทรพั ย์ประกอบอนั เดยี วกับทีด่ ิน แม่นำำ้ ลำำ คลองเปน็ ทีด่ ินหรอื ไม่ ถ้ำถือวำ่ เป็นจะเป็นทด่ี ินประเภทใด แม่นำำ้ ลำำ คลอง ถือวำ่ เป็นที่ดนิ เหมือนกัน ตำมประมวลกฎหมำยที่ดินมำตรำ 1 และถือว่ำเป็นท่ีดิน ของรฐั ประเภทพลเมืองใช้รว่ มกันตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1304(2) ทดี่ ินของเอกชนจะประกอบด้วยพนื้ นำ้ำ ด้วยไดห้ รอื ไม่ ที่ดินเอกชนก็ประกอบด้วยพื้นน้ำำได้ เช่น ท่ีนำท่ีเจ้ำของขุดเป็นคูระบำยนำำ้ หรือที่ดินท่ีขุดเป็นสระ ว่ำยนำำ้ ซ่งึ พ้นื น้ำำเหล่ำนถ้ี อื ว่ำเปน็ ส่วนหน่ึงของอำณำเขตของเจ้ำของท่ดี ินคนนน้ั นนั่ เอง 10.1.2การแบ่งประเภทของทด่ี ิน ทด่ี นิ หลวงแบง่ ออกได้เปน็ ก่ปี ระเภท อะไรบำ้ ง ทด่ี ินหลวงแบ่งเปน็ หลำยประเภทคือ (1)ที่ดนิ ของชำติ กรมที่ดนิ เปน็ ผู้ดูแล (2)ทด่ี นิ ของศำสนำ กรมกำรศำสนำเป็นผูด้ ูแล (3)ที่ดนิ ของพระมหำกษัตริย์ สำำ นักงำนทรัพย์สินส่วนพระมหำกษัตริย์หรือสำำ นักงำนพระรำชวัง เป็นผดู้ ูแล (4)ท่ีดนิ ของรัฐบำลหรอื ทร่ี ำชพสั ดุ กรมธนำรักษ์ กระทรวงกำรคลงั เป็นผ้ดู ูแล ทด่ี ินของรฐั ท่ยี งั ไมม่ ใี ครเป็นเจ้ำของและทด่ี นิ ของรัฐทม่ี ีเจ้ำของมีลักษณะตำ่ งกนั อยำ่ งไร ท่ีดินของรัฐท่ียังไม่มีใครเป็นเจ้ำของ ได้แก่ที่ดินรกร้ำงว่ำงเปล่ำตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1304(1) ส่วนที่ดินของรัฐที่มีเจ้ำของแล้ว เจ้ำของอำจจะเป็นรัฐบำล (คือที่รำชพัสดุ) หรือเจ้ำของอำจ เป็นองค์กรศำสนำ เช่น วัดวำอำรำมในพุทธศำสนำ หรือเจ้ำของอำจเป็นสำำนักงำนทรัพย์สินส่วนพระมหำ กษัตรยิ ์ก็ได้ 10.2 ทีด่ นิ ของรฐั สอบซ่อมวนั อาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

69 1. ทรัพย์สินของแผ่นดินแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ทรัพย์สินแผ่นดินธรรมดำท่ีสำมำรถจำำ หน่ำย จ่ำยโอนได้ จึงเป็นทรพั ยใ์ นพำณิชยแ์ ละสำธำรณะสมบัติของแผ่นดิน ซ่ึงตำมปกติจะโอนให้บุคคล ใดไม่ได้จึงมีลกั ษณะเปน็ ทรพั ย์นอกพำณิชย์ 2. สำธำรณะสมบัตขิ องแผน่ ดินประเภทท่ีรกร้ำงวำ่ งเปล่ำ ตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1304(1) และ ประเภทใช้เพ่ือประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพำะตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1304(3) จัดเป็น ทรัพย์สินของแผ่นดินท่ีใช้เพื่อสำธำรณะประโยชน์ ส่วนสำธำรณะสมบัติของแผ่นดินประเภท พลเมืองใช้ร่วมกันตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1304(2) ถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินประเภทที่ สงวนไวเ้ พื่อประโยชนส์ ่วนรวม 3. สำธำรณะสมบตั ขิ องแผน่ ดินประเภทพลเมืองใชร้ ว่ มกัน เชน่ ท่ีชำยตล่ิง แมน่ ำ้ำ ลำำคลอง เปน็ ทีด่ นิ ท่ี ไม่สำมำรถจัดให้ประชำชนได้ อธบิ ดีกรมทด่ี นิ จงึ จดั ใหม้ กี ำรออกหนงั สือสำำคัญสำำหรบั ท่หี ลวงเพ่อื แสดงเขตไว้เป็นหลักฐำน 4. สำธำรณะสมบัตขิ องแผ่นดินประเภทท่ใี ช้เพ่อื ประโยชน์ของแผน่ ดินโดยเฉพำะหรือท่ีรำชพัสดุ คือ ท่ีดนิ ท่ีต้ังของหน่วยรำชกำรท้ังทหำรและพลเรือน เช่น ท่ีต้ังศำลำกลำงจังหวัด ท่ีต้ังที่ว่ำกำรอำำ เภอ ทด่ี นิ ที่ตง้ั กระทรวง ทบวง กรม เปน็ ตน้ 5. สำธำรณะสมบัติของแผ่นดินประเภทที่สงวนหรือหวงห้ำม เช่น ท่ีภูเขำ ท่ีป่ำสงวนแห่งชำติ ท่ี อุทยำนแห่งชำติ เขตรักษำพันธุ์สตั ว์ป่ำ 6. หนังสือสำำ คญั สำำหรับท่ีหลวงคือ หนงั สอื สำำคญั ในท่ีดินของรัฐประเภทพลเมอื งใช้ร่วมกันและในที่ รำชพสั ดุเทำ่ น้ัน ไมม่ กี ำรออกในที่ดินของรัฐประเภททร่ี กร้ำงว่ำงเปลำ่ 7. สำธำรณะสมบตั ิของแผ่นดนิ ประเภทพลเมืองใช้รว่ มกันอำจถกู ถอนสภำพโดยพระรำชบัญญตั หิ รอื พระรำชกฤษฎกี ำ ทำำ ให้กลบั กลำยเป็นที่ดินของรัฐประเภททร่ี กรำ้ งว่ำงเปล่ำได้ 10.2.1ลักษณะทว่ั ไปของสาธารณะสมบตั ิของแผ่นดิน และทรพั ยส์ นิ ของแผน่ ดินธรรมดา ทรพั ย์สนิ ของแผน่ ดินธรรมดำแตกต่ำงจำกทรพั ยส์ ินของเอกชนอยำ่ งไร ทรัพย์สินของเอกชนสำมำรถถูกยึดได้ แต่ทรัพย์สินของแผ่นดินธรรมดำห้ำมยึดตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1307 ทรพั ยส์ ินของแผน่ ดินธรรมดำแตกตำ่ งกับสำธำรณะสมบตั ิของแผน่ ดินอย่ำงไร ทรัพย์สินใดท่ีแผ่นดินถือไว้ในฐำนะควำมเป็นอยู่เสมือนบริษัทเอกชนใหญ่ มีทรัพย์สินไว้จำำหน่ำย จ่ำยโอน ทำำผลประโยชน์หำกำำไรเข้ำท้องพระคลังได้ ถือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินธรรมดำ ถูกยึดไม่ได้ ถูก ครอบครองปรปักษ์ตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1382 ได้ ทรัพยส์ ินใดท่ีแผ่นดินถอื ไวใ้ นฐำนะเป็นผแู้ ทนของรำษฎรและรักษำไวเ้ พอ่ื สำธำรณะประโยชน์หรอื เพ่ือประโยชน์ของรำษฎรร่วมกันโดยตรง ได้ช่ือว่ำเป็นสำธำรณะสมบัติของแผ่นดินมีลักษณะเป็นทรัพย์นอก พำณิชย์เพรำะโอนไม่ได้ จะถูกยึดไม่ได้ บุคคลใดจะยกอำยุควำมอำยุควำมขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินก็ไม่ได้ ตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1305 1306 และ 1307 สอบซ่อมวันอาทติ ย์ท่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

70 10.2.2สาธารณสมบตั ขิ องแผน่ ดินประเภทท่รี กร้างว่างเปลา่ ท่รี กรำ้ งว่ำงเปล่ำหมำยควำมว่ำอย่ำงไร ทปี่ ำ่ ถอื ว่ำเปน็ ทีร่ กร้ำงว่ำงเปลำ่ หรอื ไม่ ท่ีดินรกร้ำงว่ำงเปล่ำ หมำยควำมถึงท่ีดินที่ยังไม่ได้จัดให้รำษฎรจับจอง ยังไม่ได้นำำ ไปออกโฉนด หรือ น.ส. 3 ให้รำษฎร ท่ีป่ำถือว่ำเป็นที่รกร้ำงว่ำงเปล่ำได้ แต่ต้องไม่ใช่ที่ป่ำสงวนต้องเป็นท่ีป่ำธรรมดำ เท่ำน้ัน บุคคลใดเป็นผูด้ ูแลรกั ษำทดี่ ินรกร้ำงว่ำงเปลำ่ ตำมประมวลกฎหมำยท่ดี ินมำตรำ 8 นน้ั อธบิ ดีกรมที่ดนิ จะเปน็ ผ้ดู แู ลรักษำท่รี กรำ้ งว่ำงเปลำ่ แต่ใน ทำงปฏิบัติมีคำำ ส่ังกระทรวงมหำดไทยที่ 890/2498 ลงวันที่ 16 สิงหำคม 2498 มอบหมำยให้ จังหวัด เทศบำลหรือสขุ ำภบิ ำลเป็นผ้ดู แู ลรกั ษำท่ีรกร้ำงว่ำงเปลำ่ นน้ั แทนอธบิ ดีกรมที่ดิน ที่ดนิ รกร้ำงว่ำงเปล่ำสำมำรถนำำมำใชป้ ระโยชน์อยำ่ งไรไดบ้ ้ำง ที่รกร้ำงว่ำงเปล่ำสมำรถนำำ มำดำำ เนินกำรไดด้ ังน้ี (1)สำมำรถนำำ มำจดั ให้ประชำชนตำมกฎหมำยที่ดินได้ ตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1334 (2)อธิบดีกรมท่ีดินสำมำรถนำำท่ีดินรกร้ำงว่ำงเปล่ำมำจัดหำผลประโยชน์ โดยวิธีกำรซ้ือขำยแลก เปลี่ยน ให้เชำ่ และให้เชำ่ ซอ้ื ได้ ตำมประมวลกฎหมำยท่ีดนิ มำตรำ 10 11 (3)รัฐมนตรีมหำดไทยสำมำรถนำำ ที่ดินรกร้ำงว่ำงเปล่ำมำจัดขึ้นทะเบียนเพ่ือให้ทบวงกำรเมืองใช้ ประโยชน์ในรำชกำรได้ ตำมประมวลกฎหมำยทีด่ นิ มำตรำ 8 ทวิ (4)รัฐมนตรีมหำดไทยสำมำรถนำำท่ีดินรกร้ำงว่ำงเปล่ำมำให้สัมปทำนแก่เอกชนหรือให้เอกชนใช้ ในระยะเวลำอันจำำ กดั ได้ ตำมประมวลกฎหมำยท่ดี นิ มำตรำ 12 10.2.3สาธารณะสมบตั ิของแผน่ ดินประเภทพลเมอื งใชร้ ่วมกัน สำธำรณะสมบัติของแผน่ ดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันจำำเป็นต้องมีทะเบียนกำำ หนดไว้ว่ำเป็นที่ดิน ประเภทนีห้ รือไม่ สำธำรณะสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ไม่จำำเป็นจ้องมีทะเบียนว่ำอยู่ท่ีใด เนื้อที่ เท่ำใดเพรำะกำรจะเป็นสำธำรณะสมบัติของแผ่นดินชนิดนี้ ขึ้นอยู่กับว่ำมีรำษฎรใช้ที่ดินนั้นเพ่ือประโยชน์ร่วม กนั หรอื ไมก่ พ็ อแล้ว สำธำรณะสมบตั ขิ องแผน่ ดนิ ประเภทพลเมอื งใช้รว่ มกันมีผู้ดูแลรักษำหรอื ไม่ สำธำรณะสมบัติของแผ่นดินประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน มีผู้ดูแลรักษำท้ังส้ิน เช่น แม่นำำ้ ลำำคลอง กรมเจ้ำท่ำเป็นผู้ดูแล ทำงหลวง กรมทำงหลวงเป็นผู้ดูแล ท่ีเล้ียงสัตว์สำธำรณะ หนองนำ้ำ สำธำรณะ ป่ำช้ำ สำธำรณะ นำยอำำเภอทอ้ งทเี่ ป็นผู้ดแู ลรกั ษำ มีกำรออกหนังสอื สำำ คัญในทดี่ ินของรัฐประเภทพลเมืองใชร้ ว่ มกันหรอื ไม่ ถำ้ มีออกหนงั สือชนิดใด จะมีกำรออก “หนังสือสำำคัญสำำหรับที่หลวง” สำำหรับท่ีดินของรัฐประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน เชน่ มี กำรออกในที่เลีย้ งสัตว์สำธำรณะ เปน็ ตน้ สอบซอ่ มวันอาทติ ย์ท่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

71 10.2.4สาธารณะสมบัตขิ องแผ่นดินประเภททใ่ี ชเ้ พอื่ ประโยชนข์ องแผ่นดินโดยเฉพาะ ทร่ี ำชพัสดแุ บง่ เป็นกปี่ ระเภทอะไรบำ้ ง ที่รำชพัสดแุ บง่ เปน็ 2 ประเภทคอื (1)ที่รำชพัสดุทเี่ ป็นสำธำรณะสมบตั ิของแผน่ ดิน คือ เปน็ ท่ีดนิ ท่ตี ัง้ สถำนท่รี ำชกำรมำแต่ต้น (2)ท่ีรำชพัสดุที่เป็นทรัพย์สินของแผ่นดินธรรมดำเดิมเป็นท่ีท่ีดินของเอกชน แต่รัฐบำลได้ท่ีดิน น้นั มำจำกเอกชน เช่น ยึดหรือซ้ือมำจำกเอกชน แต่ยังไม่ได้นำำ ที่ดินนนั้ มำใช้ในรำชกำรแต่อย่ำง ใด ทร่ี ำชพัสดคุ ือทีด่ นิ ประเภทใด ใครเปน็ ผดู้ แู ล ท่ีรำชพัสดุ คือที่ดินท่ีตั้งกระทรวง ทบวง กรมในรัฐบำล ท้ังทหำรและพลเรือน แต่ไม่ใช่ที่ดินของ รัฐวิสำหกิจและไม่ใช่ท่ีดินของเทศบำลหรือสุขำภิบำล ผู้ดูแลรักษำท่ีรำชพัสดุคือ กรมธนำรักษ์ กระทรวง กำร คลัง 10.2.5สาธารณะสมบัติของแผน่ ดินประเภททสี่ งวนหรือหวงห้าม กำรหวงห้ำมที่ดินก่อนหน้ำมีกำรประกำศใช้ พ.ร.บ. ว่ำด้วยกำรหวงห้ำมท่ีดินรกร้ำงว่ำงเปล่ำอัน เปน็ สำธำรณะสมบัตขิ องแผน่ ดิน พ.ศ. 2478 จะตอ้ งดำำ เนินกำรอย่ำงไร กำรหวงห้ำมท่ีดินก่อนมีกำรประกำศใช้ พ.ร.บ. ว่ำด้วยกำรหวงห้ำมท่ีดินรกร้ำงว่ำงเปล่ำ พ.ศ. 2478 จะดำำ เนินกำรประกำศหรือออกกฎหมำยเป็นรำยๆไป เช่นประกำศกรมโยธำธิกำร ว่ำด้วยกำรสร้ำง ถนนเยำวรำช ร.ศ. 110 (พ.ศ. 2434) เปน็ ต้น ท่ีดินท่ีหวงห้ำมไว้ตำม พ.ร.บ. หวงห้ำมท่ีดินรกร้ำงว่ำงเปล่ำ พ.ศ. 2478 ยังคงเป็นที่ดิน รกรำ้ งว่ำงเปล่ำอยหู่ รอื ไม่ ท่ีดินรกร้ำงว่ำงเปล่ำท่ีได้ทำำกำรหวงห้ำมไว้ตำม พ.ร.บ. หวงห้ำมที่ดินรกร้ำงว่ำงเปล่ำ พ.ศ. 2478 ไม่เป็นที่รกร้ำงว่ำงเปล่ำอีกต่อไปแต่จะเป็นท่ีดินของรัฐประเภทพลเมืองใช้ร่วมกันหรือเป็นท่ีรำช พัสดุแล้วแต่กรณี ทเ่ี ขำ ทภ่ี เู ขำ สำมำรถออกโฉนดไดห้ รอื ไมเ่ พรำะเหตใุ ด ท่ีเขำ ที่ภูเขำ ตำมหลักทั่วไปจะออกโฉนดไม่ได้ คอื บุคคลที่ครอบครองท่ีเขำ ที่ภูเขำ ต้ังแต่ประกำศ ใช้ ประมวลกฎหมำยที่ดินนับตั้งแต่วันท่ี 1 ธนั วำคม 2497 เปน็ ต้นไป แต่ถ้ำบคุ คลใดครอบครองที่เขำ ท่ี ภูเขำมำก่อนหน้ำวนั ที่ 1 ธันวำคม 2497 และได้แจ้ง ส.ค. 1 แล้วก็มีสิทธิได้รับโฉนดได้ เพรำะไม่ต้อง ห้ำมตำมกฎหมำย เพรำะกฎหมำยห้ำมออกโฉนดในท่ีภูเขำ นับแต่วันที่ประกำศใช้ ประมวลกฎหมำยท่ีดิน เป็นตน้ มำเท่ำน้นั 10.2.6การออกหนังสือสาำ คัญสำาหรับที่หลวง หนังสอื สำำ คญั สำำ หรับท่ีหลวงจะออกในทีด่ ินประเภทใดบ้ำง สอบซ่อมวันอาทติ ย์ท่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

72 หนงั สอื สำำ คญั สำำหรบั ทหี่ ลวงจะออกไดใ้ นท่ดี ิน 2 ประเภทคอื (1)ที่ดนิ ของรฐั ประเภทพลเมืองใช้รว่ มกนั เชน่ ทเ่ี ลีย้ งสตั วส์ ำธำรณะ ทห่ี นองน้ำำสำธำรณะ (2)ทรี่ ำชพัสดุ เชน่ ทสี่ นำมบิน ที่ตัง้ สำำ นกั รำชกำรบ้ำนเมือง หนังสือสำำคญั สำำ หรบั ที่หลวงเป็นหนังสือสำำ คัญแสดงกรรมสิทธ์ิในทด่ี ินหรอื ไม่ หนังสือสำำ คัญสำำ หรับท่ีหลวงไม่ใช่หนังสือสำำคัญแสดงกรรมสิทธ์ิในที่ดิน แต่เป็นหนังสือท่ีแสดง แนวเขตท่ีดนิ ของรำชกำรเท่ำนน้ั 10.2.7การถอนสภาพสาธารณะสมบตั ิของแผ่นดิน ที่ดนิ ของรฐั ประเภทพลเมืองใช้ร่วมกนั จะถกู ถอนสภำพให้เปน็ ที่ดินรกรำ้ งว่ำงเปลำ่ ได้โดยวิธกี ำรใด ได้บ้ำง ทดี่ ินของรฐั ประเภทพลเมืองใชร้ ่วมกันจะถูกถอนสภำพเป็นทรี่ กร้ำงว่ำงเปล่ำได้ 2 วิธคี ือ (1) ถูกถอนสภำพโดยพระรำชบัญญตั ิ กรณีท่ีทบวงกำรเมือง รัฐวิสำหกิจหรือเอกชนหำ ทด่ี นิ แปลงอ่ืนมำให้พลเมอื งใช้แทน (2) ถกู ถอนสภำพโดยพระรำชกฤษฎีกำ กรณที ่ีพลเมอื งเลิกใช้ประโยชนใ์ นทด่ี ินน้ันแล้ว ป.ทด่ี นิ มำตรำ 8 วรรค 2(1) ท่ดี ินรำชพสั ดุจะถูกถอนสภำพไดโ้ ดยอำศยั กฎหมำยฉบับใด ท่ีรำชพัสดุน้ันเดิมกำรถูกถอนสภำพให้ใช้ ป.ที่ดินมำตรำ 8 วรรค 2(2) ต่อมำถึง พ.ศ. 2518 ไดม้ กี ำรประกำศใช้ พ.ร.บ. ทร่ี ำชพัสดุ มำตรำ 8 , 9 เปน็ หลักเกณฑใ์ นกำรถอนสภำพแทน 10.3 ที่ดนิ ของศาสนาและพระมหากษัตรยิ ์ 1. วดั ในพระพุทธศำสนำ สำมำรถได้มำซ่งึ ทีด่ ินโดยได้รบั กำรอุทิศจำกรำษฎร โดยซ้อื จำกรำษฎร และ เขำ้ ครอบครองปรปักษท์ ดี่ ินของรำษฎร 2. ทดี่ นิ ของวัดในพุทธศำสนำ จะถกู บคุ คลใดแย่งกำรครอบครองหรอื ครอบครองปรปกั ษไ์ ม่ได้ 3. ท่ีดนิ ของวัดในพุทธศำสนำจะโอนไปให้หน่วยรำชกำร หรือบุคคลได้ก็ต้องอำศัยทำงรำชกฤษฎีกำ หรอื พระรำชกฤษฎกี ำแล้วแตก่ รณี 4. มิซซังโรมันคำทอลิก เป็นวัดในศำสนำคริสต์ซ่ึงมีลักษณะเป็นนิติบุคคล จึงมีสิทธิถือท่ีดินใน ประเทศไทยได้ 5. มสั ยิดอิสลำม เปน็ นติ บิ ุคคลตำม พ.ร.บ. มัสยดิ อิสลำม 2490 จงึ มีสิทธถิ ือที่ดนิ ได้ ซึ่งอำจได้ มำซง่ึ ที่ดินโดยทำงนิติกรรมหรือเข้ำไปแยง่ กำรครอบครองหรอื ครอบครองปรปักษท์ ีด่ ินของเอกชน กไ็ ด้ 6. ศำลเจำ้ ท่ีตง้ั อยู่ในที่ดนิ ของรัฐบำล หรือแม้จะตั้งในที่ดินของเอกชน แต่เอกชนอุทิศที่ดินน้ันให้เป็น สมบัติของศำลเจ้ำ ท่ีดินชนิดน้ีเป็นสำธำรณะสมบัติของแผ่นดิน ใครจะยกอำยุควำมครอบครอง ปรปักษ์ขึ้นตอ่ สูไ้ มไ่ ด้ สอบซ่อมวนั อาทิตยท์ ี่ 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

73 7. ศำลเจ้ำที่ตั้งอยู่ในท่ีดินของเอกชน และเอกชนมิได้อุทิศให้เป็นของรัฐบำล ที่ดินแบบน้ียังเป็นของ เอกชนอยู่ จึงอำจเสียสทิ ธิโดยถูกแยง่ กำรครอบครอง หรือถกู ครอบครองปรปักษ์ได้ 8. ท่ีดินของพระมหำกษัตริย์ไม่ว่ำจะเป็นท่ีดินที่เป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ ทรัพย์สินส่วนสำธำรณะ สมบัติของแผ่นดิน และทรัพย์สินส่วนพระมหำกษัตริย์ เช่น ท่ีทรัพย์สิน บุคคลใดจะมำแย่งกำร ครอบครองหรอื ครอบครองปรปักษ์ไมไ่ ด้ 10.3.1ท่ีดนิ ในวดั วาอารามในพุทธศาสนา ทด่ี ินของวดั ในพทุ ธศำสนำมีอะไรบำ้ ง มี 3 ประเภทคอื (1) ทว่ี ัด คือ ทซี่ ง่ึ ตงั้ วดั ตลอดจนเขตของวัดน้นั (2) ที่ธรณสี งค์ คือทซี่ ง่ึ เป็นสมบตั ิของวัด (3) ที่กัลปนำ คือท่ีซ่ึงมีผู้อุทิศแต่ผลประโยชน์ให้แก่วัดหรือพระศำสนำ (พ.ร.บ.คณะสงฆ์มำตรำ 33) กำรโอนทีด่ ินของวัดในพทุ ธศำสนำจะทำำ ได้โดยวธิ กี ำรใดบ้ำง ตำมปกติ จะทำำได้โดยพระรำชบญั ญัติ (พ.ร.บ. คณะสงฆ์ มำตรำ 34 วรรค 1) แต่อำจจะโอน โดยพระรำชกฤษฎีกำถ้ำจะโอนท่วี ดั ให้สว่ นรำชกำรรัฐวิสำหกิจหรือหน่วยงำนอืน่ ของรัฐเม่ือมหำเถรสมำคมไม่ ขัดข้อง (พ.ร.บ. คณะสงฆ์มำตรำ 34 วรรค 2) 10.3.2ทดี่ นิ ของวดั ในศาสนาครสิ ตใ์ นประเทศไทย ทด่ี นิ ของมิซซังโรมันคำทอลิกแบ่งเป็นกป่ี ระเภท อะไรบำ้ ง แบ่งเปน็ สองประเภทใหญ่ๆ คือ (1)ที่ดนิ ที่ใชเ้ ป็นวดั โรงเรอื น ตึกรำม วดั บำดหลวง แยกยอ่ ยเปน็ สองชนิดคอื - สถำนวัดบำดหลวง - สถำนพักสอนศำสนำ (2)ท่ดี นิ เพ่อื ประโยชนไ์ ดแ้ ก่ มซิ ซัง (พ.ร.บ. ลกั ษณะวัดบำทหลวงโรมนั คำทอลิก ร.ศ. 128 มำตรำ 6) ที่ดนิ ของมซิ ซังหนองแสง มอี ยู่ในเขตใดบ้ำง ท่ีดินมิซซังหนองแสงมีอยู่ 7 จังหวัด คือ (1) อุบลรำชธำนี (2) ศรีษะเกษ (3) นครพนม (4)อดุ รธำนี (5) หนองคำย (6) สกลนคร (7) เลย 10.3.3ทีด่ นิ ของมัสยิดอสิ ลาม มัสยิดอิสลำมจะได้มำซ่ึงทด่ี นิ โดยวธิ ีกำรใดบ้ำง อำจได้มำหลำยวิธดี งั น้ี สอบซ่อมวันอาทติ ย์ท่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

74 (1)ไดม้ ำโดยทำงนิตกิ รรม เช่น ทำำ กำรซอ้ื ขำยแลกเปลี่ยนหรือมผี ยู้ กให้ (2)ได้มำโดยกำรเข้ำไปครอบครองปรปักษ์ท่ีดินมีโฉนดของเอกชนเกิน 10 ปี (ป.พ.พ. มำตรำ 1382) และเข้ำไปแย่งครอบครองท่ีดินมือเปล่ำของเอกชนเกิน 1 ปี (ป.พ.พ. มำตรำ 1375) (3)ได้มำตำมบทบัญญตั ขิ องศำสนำอสิ ลำม 10.3.4ที่ดนิ ของศาลเจ้า ทด่ี นิ ที่ต้ังศำลเจำ้ ถือเปน็ สำธำรณะสมบัติของแผน่ ดนิ เสมอไปหรอื ไม่ ไม่เสมอไป อำจแยกไดด้ งั นี้คือ (1)ถ้ำศำลเจ้ำนั้นต้ังอยู่ในท่ีดินของรัฐบำล หรือแม้แต่จะต้ังอยู่ในที่ดินของเอกชน แต่เอกชนอุทิศ ทีด่ นิ น้ันใหเ้ ป็นสมบตั ิของศำลเจำ้ และอยูใ่ นควำมปกครองของรฐั บำล ทีด่ นิ ชนดิ นี้ถอื ว่ำเป็นสำธำรณะสมบตั ิของแผ่นดนิ (2)ถ้ำศำลเจ้ำต้ังอยู่ในที่ดินของเอกชน และเอกชนมิได้อุทิศให้เป็นของรัฐบำล ท่ีดินชนิดนั้นยัง เปน็ เอกชนอยู่ ไมเ่ ปน็ สำธำรณะสมบัติของแผ่นดิน 10.3.5ทด่ี นิ ของพระมหากษตั รยิ ์ ทรพั ย์สนิ ของพระมหำกษตั รยิ แ์ บ่งเป็นกี่ประเภท อะไรบำ้ ง มี 3 ประเภทคอื (1) ทรพั ย์สินส่วนพระองค์ หมำยควำมวำ่ ทรัพย์สินที่เป็นของพระมหำกษัตริย์อยู่แล้ว ก่อนข้ึนครองรำชย์สมบัติ หรือทรัพย์สินท่ีรัฐทูลเกล้ำถวำย หรือทรัพย์สินท่ีทรง ได้มำไม่ว่ำทำงใดและเวลำใด นอก จำกที่ทรงได้มำในฐำนะที่ทรงเป็นพระมหำ กษตั รยิ ์ (2) ทรัพยส์ ินส่วนส่วนสำธำรณะสมบัตขิ องแผ่นดิน คือทรัพย์สินในพระมหำกษัตริย์ ซ่ึงใช้เพ่ือประโยชนข์ องแผน่ ดินโดยเฉพำะ เชน่ พระรำชวงั (3) ทรัพย์สินส่วนพระมหำกษัตริย์ คือทรัพย์สินในพระมหำกษัตริย์ นอกจำก ทรัพย์สินส่วนพระองค์และทรัพย์สินส่วนสำธำรณะสมบัติของแผ่นดิน เช่น ท่ี ทรัพย์สนิ เปน็ ตน้ แบบประเมนิ ผลการเรียนหน่วยที่ 10 1. ท่ดี นิ หมำยควำมถึง อำณำเขตบนพ้นื โลก 2. ที่ดนิ รกร้ำงวำ่ งเปลำ่ หมำยถึง ที่ปำ่ ธรรมดำ 3. ท่ปี ่ำธรรมดำเป็นท่ีดินประเภท ทรี่ กรำ้ งว่ำงเปล่ำ สอบซอ่ มวนั อาทติ ยท์ ่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

75 4. ท่ปี ำ่ สงวนเป็นที่ดนิ ประเภท ทีส่ งวนหวงหำ้ ม 5. ท่ีเล้ียงสัตว์สำธำรณะท่ีไม่มีรำษฎรคนใดใช้เป็นที่เล้ียงสัตว์อีกต่อไปแล้ว อำจจะถอนสภำพให้เป็นท่ี รกร้ำงว่ำงเปล่ำไดโ้ ดยวิธีกำร ออกเปน็ พระรำชกฤษฎีกำ 6. ท่ีชำยตล่ิงซึ่งต่อจำกที่ดินเอกชนที่ต้ืนเขินจนเป็นที่งอกริมตล่ิงแล้ว ไม่ต้องถอนสภำพแต่ประกำรใด เพรำะท่ีดนิ ตกเปน็ ของเอกชนแลว้ 7. ท่ธี รณสี งฆ์คอื ทดี่ นิ ที่ตกเป็นสมบตั ขิ องวัดเปน็ ทีท่ ำำ ประโยชนข์ องวัดนน้ั 8. ผดู้ ูแลรักษำที่เล้ียงสตั ว์สำธำรณะคอื นำยอำำเภอท้องที่ 9. ผดู้ ูแลท่ดี ินทต่ี ั้งกระทรวง ทบวง กรม ในรฐั บำลคอื อธบิ ดกี รมธนำรกั ษ์ 10. ทท่ี รัพยส์ ินเป็นทรพั ย์สนิ ประเภท ทรพั ยส์ นิ ส่วนพระมหำกษัตริย์ 11. ทดี่ นิ เกำะช้ำงมีสภำพเปน็ อทุ ยำนแห่งชำติ 12. ท่ีดินรกร้ำงวำ่ งเปล่ำนั้น อธบิ ดกี รมทีด่ นิ มีหนำ้ ทดี่ แู ลรักษำท่ีรกร้ำงวำ่ งเปลำ่ ตำมกฎหมำย 13. ปำ่ ชำ้ สำธำรณะ เปน็ ที่ดินของรัฐประเภทพลเมืองใชร้ ่วมกัน 14. ทด่ี นิ ที่ตง้ั ของมหำวิทยำลัยของรฐั เปน็ ที่ดินทร่ี ำชพัสดุ 15. ท่ีดนิ ประเภททส่ี ำมำรถออกหนงั สอื สำำคัญสำำหรับทีห่ ลวงได้ ได้แก่ คลองชลประทำน 16. บุคคลผทู้ มี่ อี ำำ นำจออกหนังสือสำำ คัญสำำหรบั ท่ีหลวงได้แก่ อธบิ ดีกรมท่ีดนิ 17. กำรโอนทด่ี ินของวดั ในพทุ ธศำสนำอำจทำำได้โดย พระรำชบัญญัติหรือพระรำชกฤษฎีกำ 18. จังหวัดทีม่ ีที่ดินอยู่ในเขตของมชิ ซังหนองแสง คอื อุดรธำนี 19. จงั หวัดทม่ี ีมัสยดิ มำกที่สดุ ในประเทศไทยได้แก่ ปตั ตำนี หนว่ ยที่ 11 ที่ดนิ ของเอกชน 1. ที่ดินของเอกชนมีสองประเภท คือ ที่ดินท่ีเอกชนมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินกับท่ีดินท่ีเอกชนยังไม่มี กรรมสทิ ธใิ์ นท่ดี ิน (หรือทีด่ นิ มือเปล่ำ) 2. ตำมปกติเอกชนจะมีกรรมสิทธิ์ในท่ีดินเพรำะมีหนังสือสำำ คัญแสดงกรรมสิทธ์ิ แต่ในบำงกรณี เอกชนอำจมกี รรมสทิ ธิ์ในทดี่ ินแปลงนั้นโดยยงั ไมม่ ีหนังสือสำำคญั แสดงกรรมสทิ ธกิ์ ็ได้ 3. ที่บ้ำนท่ีสวนตำมกฎหมำยเบ็ดเสร็จบทที่ 42 ถือว่ำเป็นที่ดินท่ีมีกรรมสิทธิ์แม้เจ้ำของจะไม่มี โฉนดทดี่ ินกต็ ำม 4. ท่ีดินมือเปล่ำคือ ที่ดินท่ีเอกชนยังไม่มีกรรมสิทธ์ิในท่ีดิน ท่ีดินมือเปล่ำอำจมีหนังสือสำำคัญใน ทด่ี นิ บำงอย่ำง เชน่ มี ส.ค. 1 น.ส. 3 น.ส.3 ก หรืออำจไม่มหี นงั สอื อะไรเลยก็ได้ 5. ทด่ี นิ มือเปล่ำทไี่ ม่มีหนงั สอื สำำคัญอะไรเลยไดแ้ ก่ ทดี่ นิ ที่ตกคำ้ งกำรแจง้ ส .ค. 1 และทด่ี นิ ทีม่ ผี ู้ ครอบครองที่ดินโดยพละกำรเมอื่ มีกำรประกำศใช้ประมวลกฎหมำยทด่ี ินแลว้ สอบซอ่ มวันอาทติ ย์ท่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

76 6. ตำมปกติคนไทยจะไม่ถูกจำำ กัดสิทธิในกำรถือครองท่ีดิน แต่คนต่ำงด้ำวถูกจำำ กัดสิทธิในกำรถือ ครองท่ดี ิน 7. คนต่ำงด้ำวจะได้มำซ่ึงที่ดินจะต้องเป็นคนต่ำงด้ำวของประเทศที่มีสนธิสัญญำกับประเทศไทยที่ กำำหนดให้คนต่ำงด้ำวของประเทศนัน้ มสี ทิ ธิถอื ท่ดี ินในประเทศไทยได้ และจะตอ้ งไดร้ ับอนญุ ำต จำกรัฐมนตรีมหำดไทยดว้ ย 8. ที่ดินของเอกชนอำจจะกลับคืนมำสู่รัฐได้หลำยวิธี เช่น กำรเวนคืนที่ดินและกำรทอดท้ิงท่ีดิน เปน็ ต้น 11.1 การแบ่งประเภททด่ี นิ ของเอกชน 1. ที่ดินเอกชนมีสองประเภท คือ ท่ีดินที่เอกชนมีกรรมสิทธิ์ในท่ีดิน และที่ดินท่ีเอกชนยังไม่มี กรรมสทิ ธิ์ในท่ีดิน 2. เอกชนอำจจะมีกรรมสทิ ธิ์ในทีด่ ินโดยไม่มีหนังสือสำำ คัญแสดงกรรมสิทธิ์ก็ได้เช่น ได้ที่งอกริมตลิ่ง จำกท่ีดินท่ีมีโฉนดของตน กำรเข้ำครอบครองปรปักษ์ในที่ดินมีโฉนด ที่ดินของบุคคลอ่ืนจนครบ 10 ปี หรอื เป็นเจ้ำของบำ้ น ที่สวนตำมกฎหมำยเบด็ เสรจ็ บทที่ 42 กไ็ ด้ 3. ถ้ำบุคคลใดทำำ ที่ดินเป็นที่บ้ำนหรือทำำ เป็นท่ีสวนผลไม้ยืนต้นมำก่อน พ.ศ. 2475 ถือว่ำเป็น บำ้ นท่ีสวนตำมกฎหมำยเบ็ดเสร็จบทที่ 42 ซ่ึงเปน็ ทีด่ ินกรรมสทิ ธ์ิ แมจ้ ะไม่มโี ฉนดที่ดินกต็ ำม 4. คนท่ีมีชื่อใน น.ส. 3 น.ส. 3 ก หรือ ส.ค. 1 ซ่ึงเป็นท่ีดินมือเปล่ำ แม้บุคคลน้ันจะไม่มี กรรมสทิ ธใิ์ นทดี่ ินก็ถอื วำ่ บุคคลนน้ั เป็นเจ้ำของท่ดี ินได้ 5. ตำมหลักในประมวลกฎหมำยท่ีดินมำตรำ 2 ถือหลักว่ำท่ีดินมือเปล่ำทุกชนิด ยังเป็นของรัฐอยู่แต่ รัฐก็คงไม่ไปยุ่งเกี่ยวขับไล่เจ้ำของที่ดินมือเปล่ำน้ันออกไปจำกที่ดิน ก็ยังปล่อยให้ครอบครองท่ีดิน แปลงนน้ั อยู่ 6. ตำมปกติ บุคคลท่ีเข้ำครอบครองที่ดินของรัฐโดยพละกำร เม่ือประกำศใช้ประมวลกฎหมำยท่ีดิน แล้ว จะมีควำมผิดและมีโทษตำมกฎหมำย แต่ภำยหลังกฎหมำยท่ีดินกลับมีบทบัญญัติผ่อนผันให้ บุคคลดังกล่ำวได้รับโฉนดที่ดินโดยกำรประกำศทั้งตำำบลได้ เมื่อเข้ำหลักเกณฑ์ท่ีกฎหมำยกำำหนด ไว้ 11.1.1ท่ดี นิ ของเอกชนท่ีมีกรรมสทิ ธ์ิ บุคคลอำจจะมกี รรมสทิ ธใิ์ นท่ดี ินโดยทไ่ี ม่มหี นงั สือสำำคญั แสดงกรรมสิทธ์ทิ ่ดี นิ แปลงนนั้ เลยได้หรอื ไม่ ถ้ำมีจะมีไดใ้ นกรณีใด บคุ คลอำจจะมีกรรมสิทธ์ิในท่ีดนิ โดยที่ไม่มีหนังสือสำำคัญแสดงกรรมสิทธ์ิในที่ดนิ ได้ในกรณีดังต่อ ไปนี้ (1)ไดม้ ำซ่ึงกรรมสิทธ์ใิ นทีด่ ินทเี่ ป็นทีง่ อกรมิ ตลิ่งตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1308 (2)ได้มำซึ่งกรรมสทิ ธิใ์ นท่ีดินโดยกำรครอบครองปรปักษ์ตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1382 สอบซ่อมวนั อาทิตย์ท่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

77 (3)ไดม้ ำซงึ่ กรรมสทิ ธ์ิในทดี่ นิ โดยทำงมรดก ตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1599 และ 1600 11.1.2ทบ่ี า้ น ทส่ี วนตามกฎหมายเบด็ เสรจ็ บทที่ 42 ที่บำ้ น ทส่ี วนตำมกฎหมำยเบ็ดเสร็จบทที่ 42 มลี กั ษณะอยำ่ งไร และมีควำมสำำคัญอย่ำงไร ท่ีบ้ำน ท่ีสวนตำมกฎหมำยเบ็ดเสร็จบทที่ 42 ถือว่ำเป็นท่ีดินที่มีกรรมสิทธิ์โดยท่ีบุคคลน้ันไม่มี หนังสือสำำ คัญแสดงกรรมสิทธ์ิแต่อย่ำงใดเลย โดยจะต้องเป็นบุคคลที่สร้ำงบ้ำนหรือสวนไม้ยืนต้นมำก่อนปี พ.ศ. 2475 ถ้ำทำำหลังปี พ.ศ. 2475 ไม่ถือว่ำเป็นกรรมสิทธ์ิ ที่ประเภทน้ีจะเสียสิทธิ์โดยถูกบุคคล อื่นครอบครองประโยชน์ครบ 10 ปี ตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1382 11.1.3ลกั ษณะทวั่ ไปของท่ดี ินมอื เปลา่ ที่ดินมือเปล่ำหมำยควำมว่ำอย่ำงไร ที่ดินมือเปล่ำ หมำยควำมถงึ ทด่ี ินท่ีเอกชนไม่มีหนงั สือสำำ คัญแสดงกรรมสทิ ธ์อิ ย่ำงหนง่ึ อย่ำงใดในสี่ อย่ำงและไม่ใชท่ ่ีบ้ำน ท่ีสวนตำมกฎหมำยเบ็ดเสรจ็ บทท่ี 42 ด้วยท่ีดนิ มอื เปลำ่ อำจจะเป็นทดี่ ินที่มีหนงั สือบำง อยำ่ งเชน่ น.ส. 3 น.ส. 3 ก ส.ค. 1 หรืออำจจะไมม่ หี นงั สืออยำ่ งไรเลยก็ได้ ทีด่ ินมอื เปลำ่ แตกตำ่ งจำกทด่ี นิ ทีม่ ีกรรมสิทธิ์อย่ำงไร ทด่ี นิ มอื เปล่ำแตกต่ำงจำกท่ดี นิ มกี รรมสิทธท์ิ ่สี ำำ คญั ดังตอ่ ไปนี้ (1) ท่ีดนิ มีกรรมสิทธ์ิ เจำ้ ของมีกรรมสิทธ์ิ ท่ีดินมือเปล่ำ เจ้ำของไม่มีกรรมสิทธิ์ในท่ีดิน อยำ่ งมำกท่ีสุดกอ็ ำจมแี ตเ่ พียงสิทธิครอบครองในท่ีดนิ เท่ำนั้น (2) ท่ีดินมีกรรมสิทธ์ิ อำจถูกผู้อ่ืนครอบครองประโยชน์ครบ 10 ปี (มำตรำ 1382) ท่ีดินมือเปล่ำอำจเสียสิทธิในท่ีดินโดยถูกบุคคลอื่นแย่งกำรครอบครอง เกนิ 1 ปี (มำตรำ 1375) 11.1.4ท่ีดนิ มือเปลา่ ชนิดทไ่ี ม่มีหนงั สอื สำาหรบั ทดี่ ินแตอ่ ย่างใด ทด่ี ินมอื เปล่ำชนดิ ท่ีไม่มหี นังสอื สำำ คัญในท่ีดิน ได้แก่ทีด่ นิ ประเภทใด ทีด่ นิ มือเปลำ่ ชนิดทไ่ี มห่ นังสอื สำำคญั ในที่ดนิ ได้แก่ (1) ท่ีดินรกร้ำงว่ำงเปล่ำท่ีรำษฎรได้เข้ำไปครอบครองและทำำประโยชน์ในท่ีดิน ก่อน หน้ำ พ.ร.บ. ออกโฉนดที่ดินฉบับท่ี 6 พ.ศ. 2479 โดยไม่ได้มีหนังสือ แสดงกำรจบั จองแต่อย่ำงใด (2) ท่ีดินของรัฐที่มีผู้ครอบครองโดยพละกำร สมัยใช้ พ.ร.บ. ออกโฉนดท่ีดินฉบับที่ 6 พ.ศ. 2479 และครอบครองตลอดมำจนปัจจบุ ัน (3) ท่ีดนิ ของรัฐท่มี ผี ู้ครอบครองโดยพลกำรสมัยใชป้ ระมวลกฎหมำยท่ดี นิ ท่ีดินที่มีผู้บุกรุกโดยพละกำรเมื่อประมวลกฎหมำยที่ดินประกำศใช้แล้ว จะมีสิทธิได้รับโฉนดท่ีดิน หรือไม่ ภำยใตห้ ลักเกณฑแ์ ละเงื่อนไขอย่ำงไร สอบซ่อมวันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

78 ทีด่ นิ ท่ีมีผู้บกุ รกุ โดยพลกำรเม่อื ประมวลกฎหมำยทด่ี ินประกำศใช้แลว้ กม็ ีสิทธิได้รับโฉนดทด่ี ินโดย มหี ลักเกณฑ์ดงั ต่อไปนี้ (1) มีสิทธิได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองกำรทำำ ประโยชน์ท้ังตำำ บล (น.ส. 3 ก) ตำมประมวลกฎหมำยที่ดินมำตรำ 38 เท่ำน้ัน ไม่มีสิทธิย่ืนขอออกโฉนด ที่ดนิ สำยเฉพำะรำยตำม ประมวลกฎหมำยท่ดี นิ มำตรำ 59 (2) จะได้รับโฉนดหรือหรอื น.ส. 3 ก ได้ไม่เกิน 50 ไร่ ถ้ำต้องกำรเกิน 50 ไร่ ก็ ต้องขออนุมตั ติ อ่ ผวู้ ่ำรำชกำรจังหวดั เป็นกำรเฉพำะรำย (3) เมื่อได้โฉนดหรือ น.ส. 3 ก แล้วจะถูกห้ำมโอนภำยใน 10 ปี เว้นแต่ท่ีดินจะ ตกทอดมำทำงมรดกหรอื โอนให้ทบวงกำรเมือง ฯลฯ 11.2 การถอื สิทธใิ นท่ีดินของเอกชน 1. บุคคลทมี่ ีสัญชำตไิ ทย ไม่ไดถ้ ูกจำำ กดั สทิ ธิในกำรถือท่ดี ินแตอ่ ยำ่ งใด 2. บุคคลตำ่ งด้ำวถูกจำำ กัดสทิ ธิในกำรถอื ครองที่ดนิ ท้งั ในดำ้ นทอี่ ยอู่ ำศัย กำรอตุ สำหกรรม และกำรพำณชิ ย์ กรรม 3. คนต่ำงด้ำวจะได้มำซึ่งท่ีดินจะต้องเป็นคนต่ำงด้ำว ของประเทศที่มีสนธิสัญญำกับประเทศไทยท่ีกำำ หนดให้คนต่ำงด้ำวของประเทศนั้นมีสิทธิถือที่ดินได้ และจะต้องได้รับอนุมัติจำกรัฐมนตรีว่ำกำร กระทรวง มหำดไทยด้วย 4. บริษัทจำำกัดท่ีจดทะเบียนในประเทศไทย ถ้ำมีหุ้นท่ีคนต่ำงด้ำวถือเกินกว่ำร้อยละ 49 ของทุนจด ทะเบียนหรือผู้ถือหุ้นเป็นคนต่ำงด้ำวเกินกว่ำกึ่งจำำ นวนผู้ถือหุ้นให้ถือว่ำมีสิทธิถือที่ดินได้เสมือนคน ต่ำงด้ำว 5. กำรจัดสรรที่ดนิ ตำมหลักเกณฑ์ใน พ.ร.บ. กำรจัดสรรที่ดนิ พ.ศ. 2543 จะต้องเป็นกำรจัดสรร จำำ หน่ำยที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อยมีจำำ นวนตั้งแต่สิบแปลงข้ึนไป ไม่ว่ำด้วยวิธีใด โดยได้รับ ทรพั ย์สนิ หรือประโยชน์ ไมว่ ำ่ ทำงตรงหรอื ทำงออ้ มเปน็ คำ่ ตอบแทน 11.2.1สทิ ธิในที่ดนิ ของบคุ คลทมี่ สี ัญชาตไิ ทย บคุ คลสัญชำตไิ ทยจะถกู จำำ กัดสทิ ธิในกำรถอื ครองที่ดนิ ในประเทศไทยหรือไม่ บุคคลสัญชำติไทยสมัยเมื่อประมวลกฎหมำยที่ดินประกำศใช้ใหม่ๆ ถูกจำำ กัดสิทธิในกำรถือครอง ท่ีดินคือจะถือท่ีดินเพื่อเกษตรกรรมไม่เกิน 50 ไร่ จะถือที่ดินเพื่ออุตสำหกรรมไม่เกิน 10 ไร่ ต่อมำถึง พ.ศ. 2502 รัฐบำลได้ยกเลิกหลักเกณฑ์เรื่องข้อจำำกัดสิทธิของคนไทย โดยยกเลิกหลักในประมวล กฎหมำยที่ดินมำตรำ 34-49 ไปทั้งหมด ดังนั้นในปัจจุบันคนไทยจึงไม่ถูกจำำกัดสิทธิในกำรถือครองที่ดิน แตอ่ ย่ำงใด 11.2.2สิทธิในทด่ี นิ ของคนตา่ งดา้ วและนติ บิ ุคคลบางประเภท สอบซอ่ มวนั อาทิตย์ท่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

79 คนต่ำงดำ้ วจะมีสิทธิถือทดี่ นิ ในประเทศไทยภำยใตห้ ลักเกณฑแ์ ละเงื่อนไขอยำ่ งไรบ้ำง คนต่ำงด้ำวจะมีสทิ ธถิ ือทีด่ นิ ในประเทศไทยได้ภำยใต้หลักเกณฑด์ งั ตอ่ ไปน้ี (1) ต้องเป็นคนต่ำงด้ำวของประเทศที่มีสนธิสัญญำกับประเทศไทย โดยสนธิสัญญำ นั้นเป็นสัญญำต่ำงตอบแทนกัน คือมีข้อตกลงกันว่ำให้คนไทยถือที่ดินใน ประเทศน้ันได้ คนตำ่ งดำ้ วมนประเทศนน้ั จงึ จะมีสทิ ธิถือทด่ี ินในประเทศไทยได้ (2) ต้องไดร้ บั อนมุ ัตจิ ำกรฐั มนตรวี ่ำกำรกระทรวงมหำดไทยก่อน (3) จะถกู จำำ กดั ในกำรถือครองท่ีดนิ ดังนี้คอื - ทอ่ี ยอู่ ำศยั ครอบครัวละ ไม่เกนิ 1 ไร่ - ทใ่ี ชเ้ พื่อพำณชิ ยกรรม ไม่เกิน 1 ไร่ - ทใ่ี ช้เพ่อื อุตสำหกรรม ไมเ่ กนิ 10 ไร่ - ทด่ี นิ เพอื่ ใชเ้ กษตรกรรม ครอบครวั ละไมเ่ กิน 10 ไร่ - ท่ีใชเ้ พื่อกำรศำสนำ ไม่เกนิ 1 ไร่ - ทีใ่ ชเ้ พือ่ กุศลสำธำรณะ ไม่เกนิ 5 ไร่ - ที่ใช้เพ่ือสุสำนตระกลู ละไม่เกนิ 1 ไร่ 11.2.3การค้าที่ดนิ ตามประมวลกฎหมายทด่ี ิน และการจดั สรรท่ดี นิ ตามกฎหมายพเิ ศษ กำรจัดสรรท่ดี ินหมำยควำมว่ำอยำ่ งไร ตำม พ.ร.บ. กำรจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ได้วำงหลักเกณฑ์กำรจัดสรรที่ดินหมำยควำมถึง กำรจัดจำำหน่ำยท่ีดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อยมีจำำ นวนต้ังแต่ 10 แปลงขึ้นไปไม่ว่ำด้วยวิธีใด โดยได้รับ ทรัพยส์ นิ หรือประโยชนเ์ ป็นคำ่ ตอบแทน และให้หมำยควำมรวมถงึ กำรดำำเนนิ กำรทไ่ี ดม้ ีกำรแบ่งทดี่ ินเปน็ แปลง ย่อยไม่ถึง 10 แปลงและต่อมำได้แบ่งที่ดินแปลงเดิมเพ่ิมเติมภำยใน 3 ปี เม่ือรวมกันแล้วมีจำำ นวนต้ังแต่ 10 แปลงขน้ึ ไป 11.3 วิธกี ารทีท่ ดี่ ินของเอกชนจะกลับคนื มาสู่รัฐ 1. ผู้มีสิทธิในท่ีดนิ ไม่ว่ำจะเป็นที่ดินมีโฉนดท่ีดินหรือที่ดินมือเปล่ำถ้ำจะเวนคืนที่ดินให้รัฐโดยสมัคร ใจให้ไปยื่นคำำ ขอเวนคืนต่อพนักงำนเจำ้ หน้ำท่ี 2. กำรเวนคืนที่ดินโดยสมัครใจทำำ ให้ท่ีดินของเอกชนกลับมำเป็นที่ดินของรัฐประเภทท่ีรกร้ำงว่ำง เปลำ่ 3. กำรเวนคืนโดยถกู บังคบั ตำม พ.ร.บ. เวนคืนสังหำริมทรัพย์ 2530 ท่ีดินของเอกชนจะกลบั มำ เป็นท่ดี ินของรัฐประเภทพลเมอื งใช้รว่ มกนั หรือเป็นท่รี ำชพัสดแุ ล้วแต่กรณี 4. กำรที่เอกชนเป็นเจ้ำของท่ีดินมือเปล่ำสละเจตนำครอบครอง หรือไม่ยึดถือท่ีดินมือเปล่ำต่อไปก็ ทำำ ให้ท่ีดินมือเปล่ำน้ันตกเป็นของรัฐประเภทที่รกร้ำงว่ำงเปล่ำได้ แต่วิธีนี้จะไม่ใช้กับที่ดินมี กรรมสิทธิ์ สอบซ่อมวนั อาทติ ย์ท่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

80 5. เอกชนเจำ้ ของท่ีดินมีโฉนดที่ดิน ถำ้ ทอดท้ิงท่ีของตนเกิน 10 ปี ตดิ ตอ่ กัน หรือทอดท้ิงที่มี น.ส. 3 น.ส. 3 ก ของตนเกิน 5 ปีตดิ ตอ่ กนั ทำำให้ทดี่ นิ ตกเปน็ ที่รกรำ้ งว่ำงเปลำ่ ได้ 11.3.1การเวนคนื ตามประมวลกฎหมายที่ดิน กำรเวนคืนโดยสมคั รใจตำมประมวลกฎหมำยทด่ี ินจะมไี ดใ้ นในทีด่ นิ ประเภทใดบ้ำง กำรเวนคืนโดยสมัครใจตำมประมวลกฎหมำยทดี่ ินอำจมไี ดใ้ นที่ดนิ ดังต่อไปนี้ (1)ทดี่ นิ ท่มี โี ฉนดแผนท่ีโฉนดตรำจอง ตรำจองท่ีตรำวำ่ ได้ทำำประโยชนแ์ ล้ว หรอื โฉนดที่ดิน (2)ทด่ี นิ มีใบไต่สวน (3)ท่ดี นิ มีหนังสือรบั รองกำรทำำประโยชน์ (4)ทด่ี นิ มี ส.ค. 1 (5)ทด่ี นิ ทต่ี กค้ำงกำรแจ้งกำรครอบครอง 11.3.2การอุทศิ ทด่ี ินใหเ้ ป็นทางสาธารณะ กำรท่ีเอกชนจะอุทศิ ท่ีดนิ ของตนให้เปน็ ทำงสำธำรณะมหี ลักเกณฑ์อย่ำงไรบำ้ ง กำรท่ีเอกชนจะอทุ ศิ ที่ดนิ ของตนใหเ้ ป็นทำงสำธำรณะนนั้ อำจเป็นกำรแสดงออกเจตนำอทุ ิศโดยตรง หรือโดยปรยิ ำยกไ็ ด้โดยไม่จำำ เปน็ ต้องทำำ เปน็ หนังสอื และจดทะเบียนตอ่ พนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีแต่อย่ำงใด และเม่ือมี ประชำชนทว่ั ไปมำใช้เป็นทำงสำธำรณะแล้ว ก็เปน็ ทำงสำธำรณะทนั ที 11.3.3การสละเจตนาครอบครอง หรอื ไมย่ ดึ ถอื ที่ดนิ น้ันต่อไป กำรท่ีเจ้ำของท่ีดินจะสละเจตนำครอบครอง หรือไม่ยึดถือที่ดินแปลงน้ันต่อไปและทำำ ให้ที่ดินแปลง นน้ั ตกเป็นของรัฐประเภทท่รี กรำ้ งวำ่ งเปล่ำน้ันจะทำำไดใ้ นท่ดี ินประเภทใด กำรท่ีเจ้ำของท่ีดินจะสละเจตนำครอบครองหรือไม่ยึดถอื ท่ีดินแปลงน้ันต่อไป และทำำ ให้ที่ดินแปลง นน้ั ตกเป็นของรัฐน้ัน จะทำำได้เฉพำะที่ดนิ มือเปลำ่ เท่ำนน้ั จะทำำไม่ได้ในทีด่ ินทม่ี ีหนังสอื สำำคญั แสดงกรรมสทิ ธ์ิ เพรำะเจ้ำของที่ดินมีกรรมสิทธิ์น้ันแม้เจ้ำของจะได้สละเจตนำครอบครองหรือไม่ยึดถือที่ดินต่อไป กรรมสิทธ์ิ ในทด่ี ินแปลงนนั้ ก็ยังคงอยู่ต่อไป 11.3.4การเวนคืนตามกฎหมายเวนคืน กำรเวนคืนโดยถูกบังคับตำม พ.ร.บ. เวนคืนอสังหำริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 แตกต่ำงกับกำร เวนคนื โดยสมคั รใจอย่ำงไร กำรเวนคืนโดยสมัครใจตำม ประมวลกฎหมำยท่ีดินมำตรำ 5 แตกต่ำงกับกำรเวนคืนโดยถูกบังคับ ตำม พ.ร.บ. เวนคืนอสังหำริมทรพั ย์ พ.ศ. 2530 ดงั นี้ (1)เวนคืนโดยสมัครใจ ไมต่ อ้ งจดทะเบยี นเวนคนื เวนคืนโดยถกู บังคบั ตอ้ งจดทะเบียนเวนคืน สอบซ่อมวนั อาทติ ย์ที่ 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

81 (2)เวนคืนโดยสมัครใจ ผู้เวนคืนจะไม่ได้รับค่ำตอบแทนใดๆ ทั้งส้ินเวนคืนโดยถูกบังคับรัฐต้อง ใหค้ ่ำตอบแทนแก่ผ้ถู ูกเวนคืนทุกรำย (3)เวนคืนโดยสมัครใจ ท่ีดินท่ีเวนคืนกลับมำเป็นที่รกร้ำงว่ำงเปล่ำตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1304(1) เวนคืนโดยถูกบังคับอำจกลับมำเป็นท่ีดินของรัฐประเภทพลเมืองใช้ร่วมกัน ตำ ม ป .พ .พ . 1304(2) ห รื อ กลั บ มำ เ ป็ น ที่ ร ำ ช พัส ดุ ต ำ ม ป .พ .พ . มำ ต ร ำ 1304(3) แลว้ แต่กรณี 11.3.5การทอดท้ิงทีด่ นิ ตามประมวลกฎหมายทดี่ นิ กำรทอดท้ิงทด่ี ินของเอกชนและจะทำำใหท้ ีด่ ินตกเป็นของรัฐนน้ั มีหลักเกณฑอ์ ย่ำงไรบำ้ ง เอกชนจะทอดท้งิ ทดี่ นิ ของตนและทำำใหท้ ี่ดนิ ตกเปน็ ของรัฐนน้ั มีหลกั เกณฑด์ งั ตอ่ ไปน้ี (1)ทอดทิง้ ท่ดี นิ มีโฉนดท่ดี ินเกนิ 10 ปี (2)ทอดทง้ิ ทด่ี ินมี น.ส. 3 น.ส. 3 ก เกนิ 5 ปตี ิดตอ่ กนั (3)อธบิ ดกี รมที่ดนิ ย่ืนคำำ รอ้ งตอ่ ศำลใหส้ อบสวนข้อเท็จจริง (4)ศำลพิจำรณำได้ควำมจริงแล้วให้ศำลเพิกถอนโฉนดท่ีดินหรือ น.ส. 3 น.ส. 3 ก แปลงท่ี มกี ำรทอดทิง้ และทำำ ให้ท่ีดินแปลงนน้ั ตกเปน็ ทร่ี กรำ้ งว่ำงเปล่ำตอ่ ไป แบบประเมนิ ผลการเรียนหนว่ ยที่ 11 1. ที่ดนิ มีกรรมสทิ ธห์ิ มำยถงึ ที่ดนิ ประเภท ที่บำ้ นตำมกฎหมำยเบด็ เสร็จบทท่ี 42 2. กำรครอบครองปรปักษ์ที่บ้ำนหรือที่สวนตำมกฎหมำยเบ็ดเสร็จบทที่ 42 ต้องใช้เวลำคนอบครอง นำน 10 ปี 3. ที่บ้ำนที่สวนตำมกฎหมำยเบ็ดเสร็จบทที่ 42 ต้องเป็นบ้ำนหรือที่ทำำ เปน็ สวน ต้องทำำ มำก่อนหนำ้ กำร ประกำศใช้ ป.พ.พ. บรรพ 4 วำ่ ด้วยทรพั ย์สิน (พ.ศ. 2475) 4. ท่ดี นิ มี ส.ค. 1 น.ส. 3 น.ส. 3 ก. ถอื วำ่ เปน็ ที่ดนิ มือเปล่ำ 5. ที่ดนิ มี น.ส. 3 จะต้องทอดท้ิงที่ดินของตนเองเป็นเวลำ 5 ปี ที่ดินจึงจะตกเป็นของรัฐประเภทท่ีดิน รกร้ำงว่ำงเปลำ่ อีกคร้ังหนึ่ง 6. กำรเวนคืนที่ดินโดยสมัครใจตำมประมวลกฎหมำยท่ีดิน มำตรำ 5 และกำรเวนคืนโดยถูกบังคับตำม พ.ร.บ. เวนคืนอสังหำริมทรัพย์ 2530 มีข้อแตกต่ำงในประเด็น กำรเวนคืนโดยสมัครใจท่ีดินจะ กลับคืนมำเป็นที่รกร้ำงว่ำงเปล่ำ แต่กำรเวนคืนโดยถูกบังคับจะไม่กลับมำเป็นที่รกร้ำงว่ำงเปล่ำ แต่จะ กลับมำเป็นทดี่ นิ ของรัฐประเภทอน่ื แล้วแต่จดุ มุ่งหมำยของกำรเวนคนื 7. ทสี่ วนท่ีทำำ กินเมอ่ื ปี พ.ศ. 2480 จะเสยี สิทธใิ นทดี่ ินโดยถูกคนอ่ืนแย่งเปน็ ระยะเวลำ 1 ปี 8. กำรแย่งกำรครอบครองที่ดนิ ทม่ี ี น.ส. 3 ก. ต้องใชเ้ วลำ 1 ปี จึงจะได้สิทธิในท่ีดนิ สอบซ่อมวันอาทติ ย์ที่ 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

82 9. ผ้บู ุกรุกท่ดี นิ ของรัฐโดยพลกำรหลงั ประมวลกฎหมำยทด่ี นิ ประกำศใช้แล้ว เม่อื ไดร้ บั โฉนดท่ดี นิ มำแลว้ กฎหมำยกำำหนดว่ำภำยในระยะเวลำ 10 ปี นับแต่ไดร้ ับโฉนดจะโอนที่ดินให้บคุ คลอ่ืนไม่ได้ เว้นแต่ จะเขำ้ ข้อยกเวน้ 10. คนต่ำงด้ำวซ่ึงมีสิทธิได้ท่ีดินในประเทศไทยนั้น เมื่อได้ท่ีดินมำเพื่อจะใช้เป็นที่อยู่อำศัย กฎหมำย กำำหนดใหไ้ ดจ้ ำำ นวน 1 ไร่ 11. คนต่ำงด้ำวท่ีต้องกำรถือท่ีดินในประเทศไทยเพ่ือใช้ในกำรอุตสำหกรรมนั้น กฎหมำยท่ีดินกำำ หนด จำำ นวนสูงสุดในกำรถอื ครองท่ดี นิ เพื่อทำำกจิ กรรมชนิดนี้ไว้ จำำ นวน 10 ไร่ 12. คนต่ำงด้ำวจะถือครองที่ดินในประเทศไทยได้นั้นจะต้องได้รับอนุญำตถือครองที่ดินจำก รัฐมนตรี วำ่ กำรกระทรวงมหำดไทย 13. คนต่ำงด้ำวจะได้มำซ่ึงท่ีดินในประเทศไทย จะต้องเป็นคนต่ำงด้ำวของประเทศที่มีสนธิสัญญำกับ ประเทศไทยใหพ้ ลเมอื งของแต่ละประเทศถอื ทดี่ นิ ตำ่ งตอบแทนกนั ได้ 14. บรษิ ัทจำำกดั ท่จี ดทะเบยี นในประเทศไทย ถ้ำมคี นตำ่ งดำ้ วถอื หุ้นในบรษิ ัทนั้นเกินกวำ่ ร้อยละ 49 ของ ทุนจดทะเบียน มีผลทำำ ใหบ้ ริษทั น้ันถอื ทดี่ นิ ในประเทศไทยไดเ้ สมือนกับคนต่ำงด้ำว 15. กำรทเี่ อกชนอุทศิ ท่ีดินของตนให้เป็นทำงสำธำรณะจะทำำไดโ้ ดย อทุ ศิ โดยตรงหรอื โดยปริยำย 16. ท่ีดินที่มีโฉนดที่ดินถ้ำเจ้ำของที่ดินทอดท้ิงที่ดินเกิน 10 ปี ติดต่อกัน ที่ดินนั้น จะตกเป็นของรัฐต่อ เม่ืออธิบดีกรมท่ีดินย่ืนเร่ืองรำวกำรทอดท้ิงท่ีดินต่อศำล และศำลได้พิจำรณำแล้วก็ส่ังเพิกถอนโฉนด แปลงท่ีมกี ำรทอดท้งิ นน้ั หนว่ ยท่ี 12 การออกหนังสือแสดงสทิ ธใิ นทด่ี นิ 1. ก่อนหน้ำกำรออกโฉนดแผนท่ี หนังสือสำำ คัญในท่ีดินที่ทำงรำชกำรออกให้รำษฎรเป็นหมำยเก็บ ภำษที ้งั สิ้น 2. โฉนดแผนที่เป็นหนังสือสำำ คัญแสดงกรรมสิทธ์ิฉบับแรกท่ีเกิดขึ้นในประเทศไทยมีอยู่ 2 สมัยคือ สมยั แรก ร.ศ. 120 สมยั ที่สอง ร.ศ. 127 3. โฉนดตรำจองออกตำม พ.ร.บ. ออกโฉนดตรำจอง ร.ศ. 124 ออกได้เฉพำะในมณฑล พษิ ณุโลก 4. ตรำจองทีต่ รำวำ่ ได้ทำำประโยชน์แลว้ เป็นหนงั สือสำำคญั แสดงกรรมสทิ ธ์ิในทด่ี ินท่อี อกตำม พ.ร.บ. ออกโฉนดท่ีดนิ ฉบบั ท่ี 6 พ.ศ. 2479 สอบซอ่ มวันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

83 5. โฉนดท่ีดินออกตำมประมวลกฎหมำยท่ีดินปัจจุบันมีอยู่สองรูปแบบ คือกำรออกโฉนดท่ีดินท้ัง ตำำบล (ป. ทดี่ นิ มำตรำ 58) และกำรออกโฉนดทีด่ ินเฉพำะรำย (ป.ทดี่ นิ มำตรำ 59) 6. ทกุ คร้ังกอ่ นออกโฉนดทด่ี นิ เจำ้ หน้ำทต่ี ้องทำำ ใบไตส่ วนก่อนเสมอ 7. หนังสือรบั รองกำรทำำ ประโยชน์มีหลำยแบบคือ หมำยเลข 3 น.ส. 3 น.ส. 3 ก และ น.ส. 3ข 8. ผู้มีหน้ำที่แจ้งกำรครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) คือบุคคลที่ครอบครองท่ีดินมำก่อนหน้ำวันที่ 1 ธนั วำคม 2497 และยังไม่มีหนังสอื สำำคัญแสดงกรรมสทิ ธ์ใิ นที่ดนิ 9. บุคคลที่ตกค้ำงกำรแจ้ง ส.ค. 1 ก็ยังมีสิทธิได้รับโฉนดหรือหนังสือรับรองกำรทำำ ประโยชน์ ท้ัง สำยเฉพำะตำำ บลและสำยเฉพำะรำย 10. ใบจองเป็นหนังสืออนุญำตให้จับจองตำมประมวลกฎหมำยท่ีดิน มีสองรูปแบบคือ ใบจองในกำร จัดทด่ี นิ ผืนใหญแ่ ละใบจองในกรณีจัดที่ดินแปลงเล็กแปลงนอ้ ย 11. เมื่อหนงั สอื แสดงสทิ ธิในทด่ี ินสญู หำย มกี ำรออกใบแทนได้ 12. ถ้ำมีกำรออกหนังสือแสดงสิทธิในท่ีดินไปโดยคลำดเคล่ือนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมำยก็มีกำรเพิก ถอนหรอื แก้ไขได้ โดยอธิบดกี รมท่ีดนิ หรือศำลยุติธรรม 12.1 การออกหนงั สอื สำาคญั แสดงกรรมสทิ ธิใ์ นทีด่ ิน 1. ในสมัยกรุงศรีอยุธยำและสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไม่มีหนังสือสำำ คัญแสดงกรรมสิทธิ์ใน ท่ดี นิ เลย มีแต่หนงั สือทเี่ ป็นหมำยเรียกเกบ็ ภำษีอำกรทัง้ ส้ิน 2. โฉนดแผนท่ีถือว่ำเป็นหนังสือสำำคัญแสดงกรรมสิทธ์ิฉบับแรกท่ีเกิดขึ้นในประเทศไทย กำรสร้ำง หนังสือชนิดนี้ได้นำำ เอำหลักกำรระบบทอเรนซ์ (Torrens system) ของต่ำงประเทศ มำใช้ 3. โฉนดตรำจอง 12.1.1โฉนดแผนทแี่ ละโฉนดตราจอง โฉนดแผนทม่ี ีด้วยกนั กี่สมัย โฉนดแผนทมี่ ีด้วยกัน 2 สมยั คือ (1)โฉนดแผนทตี่ ำม พ.ร.บ. ออกโฉนดท่ีดนิ ร.ศ. 120 (2)โฉนดแผนที่ตำม พ.ร.บ. ออกโฉนดท่ดี นิ ร.ศ. 127 โฉนดตรำจองออกตำมกฎหมำยฉบบั ใด จะออกไดใ้ นทอ้ งท่ใี ดไดบ้ ำ่ ง โฉนดตรำจองออกตำม พ.ร.บ. ออกโฉนดตรำจอง ร.ศ. 124 (เปล่ียนชื่อจำกเดิมคือ พ.ร.บ. ออกตรำจองชั่วครำว ร.ศ. 121) โฉนดตรำจองออกไดเ้ ฉพำะในเขตมณฑลพิษณุโลกเดิมท่ีเป็นเขตจังหวัด พษิ ณโุ ลก สุโขทยั พจิ ิตร อุตรดติ ถ์ และนครสวรรคบ์ ำงส่วน สอบซ่อมวันอาทติ ยท์ ี่ 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

84 12.1.2ตราจองทต่ี ราวา่ ไดท้ ำาประโยชน์แล้ว บุคคลพวกใดบ้ำงท่ีมสี ทิ ธไิ ดร้ บั ตรำจองท่ีตรำวำ่ ได้ทำำ ประโยชนแ์ ล้ว บคุ คลท่มี ีสทิ ธไิ ดร้ ับตรำจองทีต่ รำว่ำได้ทำำ ประโยชน์แล้วได้แกบ่ คุ คลดังตอ่ ไปน้ี (1) บุคคลท่ีขออนุญำตจับจองเป็นตรำจองตำม พ.ร.บ. ออกโฉนดท่ีดินฉบับที่ 6 พ.ศ. 2479 ถ้ำทำำ ประโยชน์ครบ 3 ปแี ลว้ จงึ มสี ิทธยิ ่นื ขอตรำจองทตี่ รำว่ำได้ ทำำประโยชน์แล้วได้ (2) บุคคลท่ีได้ครอบครองและทำำประโยชน์บนท่ีดินอยู่ก่อน พ.ร.บ. ออกโฉนดที่ดิน ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2479 โดยยังไม่ได้รับหนังสือสำำ คัญแสดงกรรมสิทธิ์ให้มำ ข้ึนทะเบียนที่ดินเอำไว้ ต่อมำก็ให้พนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีออกตรำจองท่ีตรำว่ำได้ทำำ ประโยชน์แล้วให้ต่อไป (พ.ร.บ. ออกโฉนดที่ดินฉบับที่ 7 พ.ศ. 2486 มำตรำ 13 มำตรำ 15) ผู้ได้รับอนญุ ำตให้จบั จองเป็นใบเหยียบยำ่ำ ตำม พ.ร.บ. ออกโฉนดที่ดนิ ฉบบั ท่ี 6 พ.ศ. 2479 เมือ่ ทำำ ประโยชน์ในทดี่ ินครบ 2 ปีแลว้ จะมีสิทธิไดร้ ับตรำจองที่ตรำว่ำได้ทำำประโยชน์แลว้ หรือไม่ บุคคลที่ได้รับอนุญำตให้จับจองเป็นใบเหยียบย่ำำตำม พ.ร.บ. ออกโนดท่ีดินฉบับที่ 6 พ.ศ. 2479 เมื่อทำำประโยชน์ครบในท่ีดินครบ 2 ปีแล้ว แม้ตำมมำตรำ 11 ของ พ.ร.บ. ออกโฉนดท่ีดิน ฉบับท่ี 6 จะดคู ล้ำยๆว่ำจะมีสิทธิได้รับตรำจองท่ีตรำว่ำไดท้ ำำประโยชน์แล้ว เหมือนผู้ได้รับอนุญำตให้จับจอง เป็นตรำจอง แต่ในทำงปฏิบัตแิ ลว้ พนักงำนเจ้ำหน้ำทจ่ี ะออกหนังสือรับรองกำรทำำประโยชนแ์ ล้วเหมอื นผ้ไู ดร้ ับ อนุญำตให้จับจองเป็นตรำจอง แต่ในทำงปฏิบตั ิแล้ว พนักงำนเจำ้ หน้ำทีจ่ ะออกหนังสือรับรองกำรทำำ ประโยชน์ แลว้ ตำมแบบหมำยเลข 3 ใหแ้ ทน 12.1.3โฉนดทีด่ นิ โฉนดทด่ี นิ จะออกให้รำษฎรได้โดยอำศัยหลกั เกณฑอ์ อยำ่ งไร โฉนดทดี่ นิ จะออกแก่รำษฎรไดโ้ ดยอำศัยหลักเกณฑด์ ังน้ี (1)ทอ้ งที่นนั้ ตอ้ งมีกำรสรำ้ งระวำงแผนทก่ี อ่ น (2)จะตอ้ งไม่ใชท่ ดี่ นิ ทรี่ ำษฎรใชป้ ระโยชน์รว่ มกัน ไม่ใชท่ ภ่ี เู ขำทีส่ งวนหวงหำ้ ม ฯลฯ (3)จะต้องเป็นบุคคลประเภทท่ี ประมวลกฎหมำยท่ีดินมำตรำ 58 ทวิได้ระบุไว้เช่น เป็นผู้มี ส.ค. 1 ใบจอง ใบเหยียบย่ำำ น.ส. 3 น.ส. 3 ก หรือเป็นผู้ตกคำ้ งแจง้ ส.ค. 1 กำรออกโฉนดที่ดินทงั้ ตำำ บลและกำรออกโฉนดท่ีดินเฉพำะรำยมีหลักสำำ คญั แตกตำ่ งกันอยำ่ งไร กำรออกโฉนดทด่ี นิ ทง้ั ตำำ บลและกำรออกโฉนดเฉพำะรำยมขี อ้ แตกต่ำงทสี่ ำำคญั ดงั น้ี (1) กำรออกโฉนดท้ังตำำบลเป็นกำรบังคับให้เจ้ำของท่ีดินไปนำำเดินสำำรวจผู้ใดไม่ไป มีโทษปรับไมเ่ กิน 500 บำท (ป. ทด่ี ิน มำตรำ 107) กำรออกโฉนดเฉพำะรำย ไม่เป็นกำรบังคับ ใครจะมำยื่นขอออกก็ได้ตำมใจสมคั ร สอบซ่อมวันอาทิตยท์ ี่ 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

85 (2) กำรออกโฉนดทั้งตำำบลเจ้ำของท่ีดินไม่ต้องออกค่ำใช้จ่ำยใดๆ เว้นแต่ค่ำโฉนด ทด่ี นิ 50 บำท กำรออกโฉนดเฉพำะรำยผู้ยืน่ คำำ ขอต้องเสียคำ่ ธรรมเนียม ค่ำมัดจำำ คำ่ พำหนะเดินทำง คำ่ คนงำนทุก อย่ำง (3) กำรออกโฉนดทง้ั ตำำบลเจำ้ หนำ้ ท่ีจำกสว่ นกลำงคือ จำกกรมทด่ี ินมำนำำเดนิ สำำ รวจ กำรออกโฉนดเฉพำะรำย โดยปกติจะใชเ้ จำ้ หนำ้ ท่จี ำกสำำนักงำนท่ดี ินทท่ี ด่ี ินแปลงนน้ั ต้ังอยู่ (4) กำรออกโฉนดทีด่ นิ ท้งั ตำำบลตำมปกติรังวดั ออกโฉนดดว้ ยแผนทชี่ ั้นหนึง่ คอื กล้องธี โอโดไลท์ กำรออกโฉนดเฉพำะรำย ตำมปกติจะรังวัดดว้ ยแผนที่ช้ันสอง 12.2 การออกหนังสอื สาำ คญั ในทด่ี ินประเภทอนื่ ทไ่ี ม่ใช่หนงั สือสาำ คัญแสดงกรรมสทิ ธิ์ 1. ผู้มีหน้ำท่ีแจ้งกำรครอบครองตำมแบบ ส.ค. 1 คือผู้ที่ทำำประโยชน์ในท่ีดินก่อนหน้ำวันท่ี 1 ธ.ค. 2497 และยังไม่มีหนังสอื สำำ คญั แสดงกรรมสทิ ธ์ 2. บุคคลท่ีเข้ำหลักเกณฑ์ท่ีจะต้องแจ้ง ส.ค. 1 แต่ไม่แจ้งและครอบครองที่ดินมำจนปัจจุบันถือว่ำ เป็นกำรตกค้ำงกำรแจ้งกำรครอบครอง ซ่ึงมีสิทธิได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับเอำกำรทำำ ประโยชน์เหมือนกัน แต่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตำม ป. ท่ีดิน มำตรำ 27 ตรี และมำตรำ 59 ทวิ 3. ใบจองเป็นหนังสืออนุญำตให้จับจองที่ดินตำมประมวลกฎหมำยที่ดินปัจจุบันออกได้สองวิธีคือ ใบจองในกำรจัดที่ดินผืนใหญ่ และใบจองในกำรจัดที่ดินแปลงเล็กแปลงน้อยตำม ป. ท่ีดินมำตรำ 33 4. กำรจัดที่ดินตำม พ.ร.บ. จัดท่ีดินเพื่อกำรครองชีพมีกำรจัดท่ีดินได้สองรูปแบบคือ แบบ นคิ มสร้ำงตนเองของกรมประชำสงเครำะหแ์ ละแบบนคิ มสหกรณข์ องกรมส่งเสรมิ สหกรณ์ 5. หนังสือรับรองกำรทำำ ประโยชน์มีกำรออกได้ท้ังในกำรออกทั้งตำำ บลตำม ป. ที่ดินมำตรำ 58 และ ตำม ป. ที่ดินมำตรำ 59 ไดเ้ ช่นเดียวกับกำรออกโฉนดที่ดิน 6. ทุกคร้งั กอ่ นออกโฉนดท่ีดนิ เจำ้ หน้ำท่จี ะตอ้ งทำำใหไ้ ตส่ วนก่อนเสมอ 12.2.1แบบแจง้ การครอบครองทีด่ ิน (ส.ค.1) บุคคลผมู้ หี น้ำท่แี จ้งกำรครอบครองตำมแบบ ส.ค. 1 จะต้องมลี กั ษณะอยำ่ งไร บุคคลผ้มู ีหน้ำที่แจ้งกำรครอบครองตำมแบบ ส.ค. 1 ตอ้ งมีคุณสมบัตดิ ังนี้ (1)ตอ้ งครอบครองและทำำ ประโยชน์ในท่ีดินก่อนหน้ำวนั ท่ี 1 ธันวำคม 2497 (2)ยังไม่มีหนังสือสำำ คัญแสดงกรรมสิทธ์ิในท่ีดินคือยังไม่มีโฉนดแผนท่ี โฉนดตรำจองหรือ ตรำจองท่ตี รำว่ำไดท้ ำำประโยชนแ์ ลว้ สอบซ่อมวันอาทิตย์ท่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

86 ผ้มู ี ส.ค. 1 และผู้ตกคำ้ งกำรแจ้ง ส.ค. 1 จะมสี ิทธิได้รบั โฉนดท่ีดนิ หรือหนังสือรับรองกำรทำำ ประโยชนเ์ ต็มเน้อื ทีท่ ่ตี นครอบครองหรือไม่ ผู้มี ส.ค. 1 จะได้โฉนดที่ดนิ หรอื หนังสือรับรองกำรทำำ ประโยชน์เต็มท่ีครอบครองหรือไม่ ต้องดู วำ่ เนื้อท่ที ี่ปรำกฏใน ส.ค. 1 แตกตำ่ งกับเนื้อท่ีทีร่ ังวดั ได้ตอนออกโฉนดท่ีดนิ หรือไม่ คือเน้ือท่ีทร่ี ังวัดไดต้ อน ออกโฉนดที่ดินมำกกว่ำหรือน้อยกว่ำท่ีปรำกฏใน ส.ค. 1 ก็ออกให้ได้ตำมจำำนวนท่ีรังวัดได้ไม่ให้ถือตำม เนอ้ื ทีท่ รี่ ะบุใน ส.ค. 1 (มำตรำ 59 ตรี) ส่วนผู้ตกค้ำงกำรแจ้ว ส.ค. 1 จะมีสิทธิได้รับโฉนดที่ดนิ หรือหนังสือรับรองกำรทำำ ประโยชน์ได้ ไม่เกนิ 50 ไร่ ถำ้ ตอ้ งกำรจะได้เกิน 50 ไร่ จะต้องขออนุมตั จิ ำกผูว้ ่ำรำชกำรจงั หวัดเปน็ กำรเฉพำะรำย (ตำม ระเบียบคณะกรรมกำรจดั ทีด่ ินแหง่ ชำติฉบบั ที่ 12 พ.ศ. 2532 หมวด 1 ขอ้ 5 และ ขอ้ 6) 12.2.2ใบเหยยี บย่ำาและตราจอง ใบเหยยี บยำำ่ ที่ออกหลังวนั ประกำศใชป้ ระมวลกฎหมำยท่ีดนิ มีไดห้ รือไม่ ถ้ำมีจะมไี ด้กรณีใด ใบเหยยี บยำำ่ ทอ่ี อกหลังวนั ประกำศใช้ประมวลกฎหมำยที่ดินก็อำจมีได้ คอื ใบเหยียบย่ำำตำม พ.ร.บ. ให้ใช้ ป. ท่ีดินมำตรำ 14 คอื บุคคลท่ียื่นขอจบั จองทดี่ ินตำมพ.ร.บ. ออกโฉนดที่ดินฉบับที่ 6 แต่ทำงกำร ยังไม่อนุญำต ประมวลกฎหมำยท่ีดินก็ประกำศใช้เป็นกฎหมำยเสียก่อน กฎหมำยจึงกำำหนดให้นำยอำำ เภอมี อำำนำจจัดกำรตำม พ.ร.บ. ออกโฉนดที่ดินฉบับท่ี 6 ต่อไป คือให้นำยอำำเภอมีอำำ นำจออก “ใบเหยยี บยำำ่ ” ให้ แกผ่ ขู้ อจับจองให้ แม้จะเปน็ เวลำเม่ือประกำศใชป้ ระมวลกฎหมำยท่ดี ินแลว้ ก็ตำม ผู้มีใบเหยยี บยำ่ำ ตำม ป. ที่ดินมำตรำ 58 ทวิ วรรคสอง คอื ผูท้ ่ีมใี บเหยียบย่ำำ เมื่อ ป. ท่ีดนิ ประกำศ ใช้แล้ว ตำม พ.ร.บ. ให้ใช้ ป. ท่ดี นิ มำตรำ 14 ทว่ี ่ำ “บุคคลใดได้ดำำ เนินกำรขอจับจองที่ดินไว้ต้อพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ ก่อนวันที่พระรำชบัญญัตินี้ใช้ บังคับแต่ยังไม่ได้รับอนญุ ำต ใหน้ ำยอำำ เภอมอี ำำ นำจดำำเนินกำรตำมนัยแห่งพระรำชบญั ญตั ิออกโฉนดท่ีดนิ ฉบับ ที่ 6 พทุ ธศักรำช 2479 ตอ่ ไปจนถึงทีส่ ุดได”้ 12.2.3ใบจอง ใบจองจะออกให้แก่ประชำชนได้ในกรณใี ดบำ้ ง ใบจองจะออกให้ประชำชนได้ 2 กรณีคอื (1)ใบจองในกรณจี ัดท่ดี ินผนื ใหญ่ ตำม ป. ท่ดี นิ มำตรำ 30 (2)ใบจองในกรณีจดั ท่ีดินแปลงเลก็ แปลงนอ้ ย ตำม ป.ท่ีดนิ มำตรำ 33 ผู้รับโอนโดยส่งมอบกำรครอบครองจำกผู้มีใบจองจะมีสิทธิได้รับโฉนดท่ีดิน หรือหนังสือรับรอง กำรทำำ ประโยชน์ หรือไม่ เพรำะเหตุใด ผู้รับโอนโดยส่งมอบกำรครอบครองจำกผู้มีใบจองไม่มีสิทธิได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรอง กำรทำำ ประโยชน์ ไม่ว่ำสำยท้ังตำำบล (ป. ที่ดิน มำตรำ 58) ทวิ หรือสำยเฉพำะรำย (ป. ที่ดิน มำตรำ สอบซอ่ มวนั อาทิตย์ท่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

87 59)เพรำะมำตรำ 58 ทวิ และมำตรำ 59 ไม่ได้บัญญตั ิไว้ ซึ่งแตกต่ำงจำกผู้รับโอนโดยส่งมอบกำรครอบ ครองจำกผ้มู ี ส.ค. 1 ซ่งึ กฎหมำยอนุญำตใหท้ ำำ ได้ โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองกำรทำำ ประโยชน์ท่ีออกสืบเนื่องจำกใบจอง จะมีข้อกำำ หนดห้ำมโอน เสมอไปหรอื ไม่ โฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองกำรทำำ ประโยชน์ท่ีออกสืบเนื่องจำกใบจอง บำงกรณีมีข้อกำำ หนด หำ้ มโอน บำงกรณีก็ไมม่ ี โดยมหี ลักดงั น้ี (1) โฉนดท่ีดนิ หรือหนังสือรับรองกำรทำำประโยชน์ท่ีได้ออกสืบเนื่องมำจำกใบจอง จะ ถูกห้ำมโอน 5 ปี ถ้ำใบจองนั้นออกก่อนวันท่ี 14 ธันวำคม พ.ศ. 2515 และรัฐใหก้ ำรชว่ ยเหลือด้ำนสำธำรณูปโภค (2) โฉนดทดี่ นิ หรือหนังสือรบั รองกำรทำำ ประโยชน์ท่ีออกสบื เนอื่ งจำกใบจอง จะไมถ่ กู บังคับห้ำมโอนเลย ถ้ำใบจองน้ันออกก่อนวันที่ 14 ธันวำคม พ.ศ. 2515 และรฐั ไมใ่ ห้ควำมช่วยเหลอื ดำ้ นสำธำรณปู โภค (3) โฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองกำรทำำ ประโยชน์ที่ออกสืบเนื่องจำกใบจอง จะถูก หำ้ มโอนมีกำำ หนด 10 ปี ถำ้ ใบจองนั้นออกในหรือหลังวันที่ 14 ธนั วำคม พ.ศ. 2515 เป็นต้นไป และไม่ว่ำรัฐจะให้ควำมช่วยเหลือในด้ำนสำธำรณูปโภคหรือ ไม่กต็ ำม 12.2.4หนงั สอื แสดงการทำาประโยชน์ตาม พ.ร.บ. จดั ท่ดี ินเพอื่ การครองชพี พ.ศ. 2511 กำรจัดท่ีดินเพื่อกำรครองชีพแตกต่ำงจำกกำรจัดท่ีดินเพื่อประชำชนตำมประมวลกฎหมำยที่ดิน อยำ่ งไร กำรจดั ทด่ี ินเพ่ือกำรครองชพี แตกต่ำงกับกำรจัดทีด่ ินเพือ่ ประชำชน ที่สำำคัญดังน้ี (1) กำรจดั ทีด่ นิ เพอ่ื ประชำชน เป็นอำำนำจของคณะกรรมกำรจัดที่ดนิ แห่งชำติ กำรจัดท่ีดินเพ่ือกำรครองชีพเป็นกำรจัดในรูปนิคมมีสองประเภทคือนิคมสร้ำงตนเอง ซึ่งมี อธบิ ดีกรมประชำสงเครำะห์เป็นผู้ดำำเนินกำรและนิคมสหกรณ์ซึ่งมอี ธบิ ดกี รมสง่ เสรมิ สหกรณเ์ ปน็ ผู้ดำำเนินกำร (2) กำรจดั ทด่ี ินเพื่อประชำชน หลังจำกคัดเลือกบคุ คลแลว้ ก็จะจดั ให้นำยอำำ เภอทอ้ งท่ีออกใบจองให้ ยึดถอื หลกั ฐำน กำรจัดที่ดินเพอื่ กำรครองชพี ไม่มีกำรออกใบจองแตจ่ ะออก น.ค. 2 แทน (3) กำรจัดที่ดินเพื่อประชำชน ผู้ได้รับคัดเลือกต้องทำำ ประโยชน์ในที่ดินให้แล้วเสร็จภำยใน 3 ปี นบั แต่ได้รับใบจอง กำรจดั ทด่ี ินเพอ่ื กำรครองชพี สมำชกิ นคิ มมีสิทธิครอบครองทำำประโยชน์ในท่ีดนิ ไดไ้ ม่ต่ำำ กว่ำ 5 ปี และ เฉพำะสมำชิกนิคมสร้ำงตนเอง อธิบดีกรมประชำสงเครำะห์มสี ิทธขิ ยำยเวลำทำำประโยชน์ตอ่ ไปอกี ครำว ละ 1 ปี แต่ต้องไมเ่ กิน 3 ปี คอื อยำ่ งมำกไมเ่ กนิ 8 ปี สอบซ่อมวนั อาทิตย์ท่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

88 12.2.5หนงั สอื รับรองการทาำ ประโยชน์ หนังสอื รับรองกำรทำำประโยชนม์ แี บบฟอร์มอะไรบำ้ ง ใครเปน็ ผอู้ อก หนังสือรับรองกำรทำำ ประโยชน์มี 4 แบบฟอรม์ คือ (1)แบบฟอรม์ หมำยเลข 3 นำยอำำเภอเปน็ คนออก (2)แบบ น.ส. 3 นำยอำำเภอท้องท่เี ปน็ คนออก (3)แบบ น.ส.3 ก ตำมกฎหมำยเก่ำนำยอำำ เภอเป็นคนออก แต่ตำมกฎหมำยใหม่เจ้ำพนักงำน ทด่ี นิ เป็นคนออก (4)แบบ น.ส. 3 ข. เจำ้ พนักงำนท่ดี นิ เป็นคนออก ผู้มี ส.ค. 1 หรือใบจองจะสำมำรถไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินได้ทันทีหรือไม่ จำำ เป็นต้องย่ืนขอ น.ส. 3 เสียกอ่ นหรอื ไม่ เพรำะเหตใุ ด ผู้มี ส.ค. 1 หรือใบจอง สำมำรถไปย่ืนขอออกโฉนดท่ีดินเฉพำะรำยได้ทันที ถ้ำท้องที่น้ันมีกำร สรำ้ งวำงแผนทีเ่ พ่ือกำรออกโฉนดท่ดี ินไวแ้ ล้ว โดยไม่จำำเป็นต้องไปย่ืนขอ น.ส. 3 เสยี ก่อนแต่อยำ่ งได 12.2.6ใบไตส่ วน ใบไต่สวนคืออะไร ใบไต่สวนคือหนังสือสอบสวนก่อนออกโฉนดท่ีดินคือทุกคร้ังก่อนออกโฉนดท่ีดินเจ้ำพนักงำนจะ ต้องทำำ ใบไต่สวนเสียก่อนเสมอ จะไม่ทำำ ไม่ได้ ตำมปกติจะทำำเป็นสองฉบับ ฉบับหน่ึงเจ้ำพนักงำนเก็บไว้ อีก ฉบับหนึ่งเจ้ำของที่ดินเก็บไว้เป็นหลักฐำนสำำหรับไปขอรับโฉนดที่ดินต่อไป ใบไต่สวนมีควำมสำำคัญคือถ้ำใบ ไตส่ วนสูญหำยทัง้ สองฉบับจะสรำ้ งโฉนดไมไ่ ด้เลย ตอ้ งออกไปรังวัดเดนิ สำำ รวจออกโฉนดใหม่ 12.3 การเปล่ียนแปลงและการเพกิ ถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดนิ 1. โฉนดท่ีดินที่ออกไปนำนแล้ว กำรครอบครองของเจ้ำของท่ีดินย่อมเปล่ียนไปจำกรูปแผนที่ท่ีทำำไว้ จึงจำำ เป็นต้องมกี ำรสอบเขตที่ดนิ กนั ขน้ึ 2. ท่ีดินที่ได้ทำำ กำรสอบเขตแล้วเจ้ำพนักงำนที่ดินมีอำำนำจทำำโฉนดที่ดินให้ใหม่แทนฉบับเดิม ส่วน ฉบับเดมิ เป็นอันยกเลกิ และใหส้ ง่ คืน 3. กำรรังวัดสอบเขตมีสองวิธีคือ กำรรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินทั้งตำำบลและกำรทำำ รังวัดสอบเขต โฉนดที่ดินเฉพำะรำย 4. ประเภทของกำรรังวัดทจ่ี ะขอรังวัดไดโ้ ดยใช้บริกำรจำกสำำ นักงำนชำ่ งวัดเอกชน ตำม พ.ร.บ. ชำ่ ง รังวดั เอกชน พ.ศ. 2535 มีไดเ้ ฉพำะรงั วัดสอบเขต รงั วัดแบ่งแยกและรงั วัดรวมโฉนดท่ีดิน 5. ถ้ำโฉนดที่ดนิ หรือหนังสือรับรองกำรทำำ ประโยชน์เกิดสูญหำยหรือชำำรุด เจ้ำพนักงำนสำมำรถออก ใบแทนใหไ้ ด้ เมือ่ ออกใบแทนแลว้ หนงั สอื สำำคญั ฉบับเดิมเปน็ อันถูกยกเลกิ ใชไ้ ม่ไดต้ ่อไป 6. ถ้ำมีกำรออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองกำรทำำประโยชน์ไปโดยคลำดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วย กฎหมำย อธบิ ดีกรมท่ีดินหรือผู้วำ่ รำชกำรจังหวดั สำมำรถแกไ้ ขหรอื เพิกถอนได้ สอบซอ่ มวนั อาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

89 12.3.1การรงั วดั สอบเขตโฉนดทด่ี ินและการตรวจสอบเน้อื ที่ตามหนงั สือรบั รองการทาำ ประโยชน์ ในกำรรังวัดสอบเขตโฉนดเฉพำะรำยตำม ป. ท่ีดินมำตรำ 69 ทวิ ถ้ำมีผู้คัดค้ำน กฎหมำยให้เจ้ำ พนกั งำนท่ดี ินเป็นผสู้ อบสวนไกล่เกล่ีย กำรสอบสวนไกล่เกลย่ี ตำ่ งจำกกำรสอบสวนเปรยี บเทียบในกรณโี ต้ แย้ง คดั ค้ำนในกำรออกโฉนดตำมมำตรำ 60 อย่ำงไร กำรสอบสวนไกล่เกลี่ยในกำรรังวัดสอบเขตโฉนดเฉพำะรำยตำม ป. ที่ดิน มำตรำ 69 ทั้งนี้ผู้ สอบสวนไกล่เกล่ียไม่มีอำำนำจสั่งกำรได้ว่ำ จะเห็นด้วยกับฝ่ำยใด จึงแตกต่ำงกับกำรสอบสวนเปรียบเทียบใน กรณีโต้แย้งคัดคำ้ นในกำรออกโฉนดท่ีดินตำม ป. ที่ดนิ มำตรำ 60 ซ่ึงผู้สอบสวนสำมำรถส่ังกำรได้ว่ำตนจะ เห็นด้วยกับฝ่ำยใด คือจะเห็นด้วยกับผูย้ นื่ ขอออกโฉนดทด่ี นิ หรอื ผ้คู ัดค้ำนสิทธขิ องผูย้ ื่นดงั ขอ 12.3.2การออกใบแทนและการจดั ทาำ หนงั สือแสดงสิทธิในทด่ี ินขึน้ ใหม่ กรณีใดทจี่ ะออกใบแทนโฉนดทีด่ ินได้ กรณที ่จี ะออกในแทนโฉนดทดี่ ิน มีได้ 3 กรณี (1)โฉนดทีด่ ินนั้นเปน็ อันตรำยทั้งฉบับ เชน่ ถูกไฟไหม้จนกลำยเป็นเถ้ำถ่ำน (2)โฉนดท่ีดินชำำ รดุ (3)โฉนดท่ีดินสญู หำย เม่ือมีกำรออกใบแทนแล้ว ต่อมำไปพบโฉนดท่ีดินที่คิดว่ำหำยเข้ำในภำยหลังจะต้องดำำเนินกำร อย่ำงไร เมื่อมีกำรออกใบแทนโฉนดแล้ว ต่อมำไปพบโฉนดที่ดินที่คิดว่ำหำยเข้ำในภำยหลัง เช่นน้ีตำมหลัก แล้วเมื่อมีกำรออกใบแทน โฉนดท่ีดินเดิมเป็นอันถูกยกเลิกไปแล้ว (ป. ท่ีดิน มำตรำ 63) ดังน้ันถ้ำเจ้ำของ ต้องกำรให้โฉนดเดิมยังคงใช้ได้ ก็ต้องยื่นคำำร้องต่อศำล ขอให้ศำลมีคำำ สั่งว่ำให้โฉนดที่ดินเดิมเป็นอันใช้ได้ต่อ ไป โดยให้ยกเลกิ ใบแทนเสยี 12.3.3การเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในท่ีดิน ท่ีออกไปโดยคลาดเคล่ือนหรือไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย ถ้ำมีกำรออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองกำรทำำประโยชน์ออกไปทับท่ีเล้ียงสัตว์สำธำรณะ บคุ คลใดบ้ำงท่จี ะมีสิทธิเพกิ ถอนหนงั สอื สำำ คัญดงั กลำ่ ว ถ้ำมีกำรออกโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองกำรทำำ ประโยชน์ออกไปทับท่ีเล้ียงสัตว์สำธำรณะ บคุ คลผูม้ สี ิทธิเพิกถอนโฉนดท่อี อกไปโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมำยน้ี (1)อธิบดีกรมที่ดิน (2)รองอธิบดกี รมทีด่ นิ ทีอ่ ธิบดกี รมทด่ี ินมอบหมำย (3)ศำลยุติธรรม ถ้ำมีผู้ย่ืนคำำขอให้เพิกถอน ไม่ว่ำที่เลี้ยงสัตว์สำธำรณะนั้นจะอยู่ที่ใดก็ตำม (ป. ทดี่ นิ มำตรำ 61) สอบซ่อมวนั อาทิตย์ท่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

90 แบบประเมนิ ผลการเรยี นหนว่ ยท่ี 12 1. หนังสือสำำคัญในที่ดินประเภท โฉนดตรำจอง ถอื วำ่ เป็นหนงั สือสำำคัญแสดงกรรมสิทธใิ์ นที่ดิน 2. หนงั สอื สำำ คญั แสดงกรรมสทิ ธ์ิในท่ีดินฉบับแรกที่เกดิ ขึน้ ในประเทศไทยคือ โฉนดแผนที่ 3. หนังสือสำำคัญในท่ีดิน ท่ีถือว่ำเป็นหนังสือสำำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ฉบับแรกท่ีออกแทนโฉนดแผนท่ีใน ทอ้ งที่ท่มี โี ฉนดแผนทท่ี ่ยี ังรังวัดไปไม่ถึง คอื ตรำจองชว่ั ครำว 4. จงั หวัดลำำ ปำง เปน็ จังหวัดทไี่ ม่มีกำรออกโฉนดตรำจอง 5. โฉนดทดี่ นิ แปลงใด ท่มี กี ำรลงชื่อเจำ้ พนกั งำนทด่ี ินแตผ่ ู้เดียวในโฉนดคือ น.ส. 4 จ. 6. กำรออกโฉนดที่ดินในปัจจบุ นั มี 2 รูปแบบ คอื กำรออกโฉนดท่ดี นิ ทั้งตำำบลตำม ป.ทด่ี นิ มำตรำ 58 และกำรออกโฉนดท่ีดินเฉพำะรำยตำมมำตรำ 59 7. กำรโอนท่ีดินท่ีมี ส.ค. 1 จะทำำได้โดย ส่งมอบกำรครอบครองท่ีดินให้ผู้รับโอน จึงจะถูกต้องตำม กฎหมำย 8. ท่ีดินท่ีได้รับอนุญำตให้จับจองเป็นใบเหยียบยำ่ำ เม่ือ พ.ศ. 2495 เป็นที่ดินประเภทท่ีต้องทำำ กำร แจง้ กำรครอบครองตำมแบบ ส.ค. 1 ตอ่ พนักงำนเจำ้ หนำ้ ท่ี 9. กำรโอนท่ีดินที่มีใบจอง (น.ส. 2) จะต้องขอ น.ส. 3 เสียก่อนจึงจะนำำที่ดนิ แปลงที่มีใบจองเดิม นีไ้ ปทำำ กำรโอนจดทะเบยี นต่อพนักงำนเจ้ำหน้ำท่ี จงึ จะถูกตอ้ งตำมกฎหมำยท่ีดิน 10. แบบฟอร์มของใบไตส่ วนคือ น.ส. 5 11. แบบฟอรม์ ใบจองคอื น.ส. 2 ก. 12. ท่ีดินท่ีถือว่ำเป็นท่ีดนิ ตกค้ำงกำรแจ้งกำรครอบครอง (ตกค้ำงกำรแจ้ง ส.ค. 1) คือ ท่ีดินที่มีผู้บุกรุก โดยพลกำรเมอ่ื พ.ศ. 2495 แลว้ ไมย่ อมแจง้ ส.ค. 1 13. ผู้ตกค้ำงกำรแจ้งกำรครอบครอง (ตกค้ำงกำรแจ้ง ส.ค. 1) จะต้องทำำ เพื่อจะได้รับโฉนดท่ีดินท้ัง ตำำ บลเมื่อท้องที่ที่ตนอยู่ ทำงรำชกำรได้ประกำศว่ำจะเตรียมดำำ เนินกำรออกโฉนดทั้งตำำบล คือ นำำ พนกั งำนเจ้ำหน้ำทเ่ี ดินสำำ รวจในทีด่ ินของตน 14. ถ้ำมีกำรออกโฉนดที่ดินคลำดเคล่ือนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมำย ผู้มีอำำนำจเพิกถอนหรือแก้ไขคือ เจ้ำ พนักงำนทดี่ ิน หรืออธบิ ดกี รมทีด่ นิ 15. ในกฎหมำยท่ีดินในปัจจุบัน พนักงำนเจำ้ หนำ้ ทีผ่ ้มู อี ำำ นำจลงช่ือในโฉนดทีด่ ิน คอื เจำ้ พนักงำนท่ดี ิน 16. เก่ียวกับกำรออกเอกสำรสิทธิในท่ีดิน ใบจองมีกำรออกได้ 2 วิธีคือ ใบจองในกำรจัดท่ีดินผืนใหญ่ (มำตรำ 30) และใบจองในกำรจัดทด่ี นิ แปลงเล็กแปลงนอ้ ย (มำตรำ 33) หนว่ ยท่ี 13 การจดทะเบยี นสิทธิและนิตกิ รรม สอบซอ่ มวนั อาทิตยท์ ่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

91 1. กำรจดทะเบียนสทิ ธิ เชน่ จดทะเบียนกำรได้มำซ่ึงกำรครอบครองปรปกั ษ์ กำรจดทะเบียนมรดก กำร จดทะเบียนลงช่ือผู้จัดกำรมรดก 2. กำรจดทะเบยี นนติ กิ รรม เชน่ กำรจดทะเบยี นสัญญำซ้อื ขำย แลกเปลย่ี น ใหเ้ ชำ่ หรอื จำำ นอง 3. กำรจดทะเบียนทรัพย์สินบำงอย่ำงมีได้ท้ังกำรจดทะเบียนสิทธิและกำรจดทะเบียนนิติกรรม เช่น สทิ ธิเหนอื พ้ืนดินอำจไดม้ ำโดยนิติกรรมและอำจได้มำโดยทำงมรดกดว้ ย 4. กำรจดทะเบียนในหนังสอื แสดงสิทธิในทด่ี นิ เชน่ โฉนดท่ีดนิ หรือหนังสือรบั รองกำรทำำ ประโยชน์ อำจทำำ ได้ท้ังนิติกรรมและไม่ใช่นิติกรรม เช่น จดทะเบียนซื้อขำยที่ดินที่มีโฉนดที่ดินและจด ทะเบียนมรดก ในท่ดี ินที่มโี ฉนดทด่ี ิน 5. กำรจดทะเบียนสทิ ธแิ ละนิตกิ รรมในอสังหำรมิ ทรัพยน์ น้ั ตำมปกติจะต้องจดทะเบยี นในท้องที่ซ่ึงมี ท่ีดินแปลงน้ันตั้งอยู่ แต่อำจจะจดทะเบียนต่ำงท้องที่ก็ได้ ถ้ำกำรจดทะเบียนนั้นไม่มีกำรประกำศ ก่อนจดทะเบียนหรือไม่มีกำรรังวดั กอ่ นจดทะเบยี น 6. กำรจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในอสังหำริมทรัพย์ ถ้ำทำำไปโดยคลำดเคล่ือนหรือไม่ชอบด้วย กฎหมำยก็อำจจะถูกแก้ไขหรอื เพิกถอนได้ 7. กำรจดทะเบยี นสิทธิและนิติกรรมในอสังหำริมทรัพย์ อำจถูกระงับชั่วครำวเม่ือมีบุคคลใดมำยื่นขอ อำยดั ท่ดี ินแปลงนัน้ ไว้และพนักงำนเจ้ำหน้ำทท่ี ร่ี ับอำยดั ไวแ้ ลว้ 13.1 หลกั เกณฑ์ทัว่ ไปในการจดทะเบยี นสิทธิและนิตกิ รรมเกีย่ วกับอสังหารมิ ทรัพย์ 1. กำรจดทะเบียนอสังหำริมทรัพย์มีทั้งกำรจดทะเบียนสิทธิ เช่น จดทะเบียนมรดกและกำรจด ทะเบยี นนิติกรรม เชน่ จดทะเบียนสญั ญำซื้อขำยที่ดิน 2. ตำมปกติสถำนท่ีสำำหรับกำรจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหำริมทรัพย์ คือสำำ นักงำน ท่ดี นิ จงั หวัด และสำำนักงำนที่ดินสำขำ ซ่ึงทุกจังหวัดจะมีสำำ นักงำนที่ดนิ จังหวัดต้ังอยู่จังหวัดละ 1 แห่ง แต่บำงจังหวัดมีงำนจดทะเบียนมำกก็จะมีสำำ นักงำนท่ีดินสำขำตั้งขึ้น เพื่อเป็นกำรแบ่งเบำ ภำระของสำำนักงำนที่ดินจงั หวดั 3. ก่อนที่จะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พนักงำนเจำ้ หน้ำท่ีจะสำมำรถสอบสวนคู่กรณีหรือเรียกให้ บคุ คลอืน่ มำให้ถ้อยคำำ เพ่อื ทจ่ี ะใหก้ ำรจดทะเบยี นสทิ ธแิ ละนิติกรรมในทดี่ ินเป็นไปโดยถกู ตอ้ งและ ไม่ผิดพลำด 4. ถ้ำปรำกฏต่อพนักงำนเจ้ำหนำ้ ที่ว่ำ นิติกรรมที่คู่กรณนี ำำ มำจดทะเบียนเป็นโมฆะกรรม ก็ไม่ต้องจด ทะเบยี นให้เลย 5. ถ้ำปรำกฏแก่พนักงำนเจ้ำที่ว่ำนติ กิ รรมที่คูก่ รณีนำำ มำจดทะเบยี นเป็นโมฆะกรรม พนักงำนเจ้ำหน้ำที่ สำมำรถรับจดทะเบยี นได้ ถ้ำคู่กรณีทอี่ ำจเสียหำยยืนยันให้จดทะเบยี น 6. ตำมปกติกำรจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในอสังหำริมทรัพย์ คู่กรณีต้องมำท้ังสองฝ่ำย แต่มีบำง กรณีที่กฎหมำยกำำหนดให้มำยืน่ ของจดทะเบียนได้ฝ่ำยเดียว เช่น กำรจดทะเบียนมรดกและกำรจด ทะเบียนกำรได้มำโดยกำรครอบครองปรปักษ์ เปน็ ต้น สอบซ่อมวนั อาทติ ยท์ ่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

92 7. ตำมปกติค่ำธรรมเนียมในกำรจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมท่ีมีทุนทรัพย์ ให้เรียกเก็บร้อยละ 2 ของรำคำประเมินทุนทรพั ย์ 13.1.1ประวัติความเป็นมาและประเภทของการจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรมเกี่ยวกับ อสังหารมิ ทรัพย์ กำรจดทะเบียนสิทธิ และกำรจดทะเบยี นนิตกิ รรมในอสังหำริมทรพั ย์ คอื อะไร อธบิ ำย กำรจดทะเบยี นสทิ ธิหมำยถึง กำรจดทะเบียนสิ่งที่บุคคลมีอยู่หรือได้มำโดยผลของกฎหมำย เช่น จด ทะเบียนโอนมรดก โอนมรดกบำงสว่ น แบง่ โอนมรดก จดทะเบยี นลงชอ่ื ผู้จดั กำรมรดก จดทะเบยี นกำรไดม้ ำซ่ึง กำรครอบครองปรปักษ์เปน็ ต้น กำรจดทะเบียนนิติกรรม หมำยถึงกำรจดทะเบียนกำรมีอยู่หรือกำรได้มำท่ีเกิดจำกกำรกระทำำ ของ บุคคลที่ชอบด้วยกฎหมำย ก่อให้เกิดควำมผูกพันขึ้นระหว่ำงบุคคลที่ไม่วำ่ เป็นกำรก่อ เปล่ียนแปลง โอน สงวน หรือระงับซ่ึงสิทธิกต็ ำม เชน่ จดทะเบยี นซอ้ื ขำย ขำยฝำก ให้ จำำ นอง เปน็ ตน้ 13.1.2สถานท่ีและพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรมเก่ียวกับ อสงั หาริมทรัพย์ ใครเป็นพนกั งำนเจ้ำหน้ำท่ใี นกำรจดทะเบียนสทิ ธิและนติ ิกรรมเกย่ี วกบั อสงั หำริมทรัพย์ พนักงำนเจ้ำหน้ำที่ในกำรจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหำริมทรัพย์ตำม ป. ท่ีดิน มำตรำ 71 เดิมมีอยู่สองสำย สำยแรกคือ เจ้ำพนักงำนท่ีดินจังหวัดหรือเจ้ำพนักงำนท่ีดินสำขำรับจดทะเบียน สิทธิและนิติกรรมเก่ียวกับท่ีดินท่ีมีโฉนดหรือใบไต่สวนและนำยอำำเภอท้องท่ีมีอำำนำจรับจดทะเบียนสิทธิและ นิติกรรมในที่ดินท่ีมีหนังสือรับรองกำรทำำประโยชน์ ส.ค. 1 หรือใบจอง และรับจดทะเบียนและนิติกรรม เก่ียวกับอำคำรหรือส่ิงปลูกสร้ำงอย่ำงเดียว ไม่ว่ำสิ่งปลูกสร้ำงน้ันจะอยู่ในท่ีดินที่มีโฉนดที่ดิน ใบไต่สวนหรือ ทด่ี ินมือเปล่ำอย่ำงอน่ื กต็ ำม ต่อมำ ป. ท่ีดินมำตรำ 71 ถูกแก้ไขใหม่เม่ือปี 2528 โดยมีหลักให้เจ้ำพนักงำนที่ดินเท่ำน้ัน เป็นผู้มีหน้ำท่ีรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเก่ียวกับอสังหำริมทรัพย์ไม่ว่ำจะเป็นที่ดินมีโฉนดท่ีดิน ใบ ไต่สวน หนังสือรับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหำริมทรัพย์ ไม่ว่ำจะเป็นที่ดินที่มีโฉนดท่ีดิน ใบ ไต่สวน หนังสือรับรองกำรทำำประโยชน์หรือที่ดินประเภทใดก็ตำมโดยตัดอำำนำจนำยอำำ เภอท้องท่ี แต่นำย อำำเภอท้องท่ียังมีอำำนำจตำมบทเฉพำะกำลใน พ.ร.บ. แก้ไขเพ่ิมเติม ป. ท่ีดินฉบับที่ 4 พ.ศ. 2528 มำตรำ 19 คือ อำำ นำจของหัวหน้ำเขต นำยอำำเภอยังมีหน้ำท่ีรับจดทะเบียนท่ีดินที่มีหนังสือรับรองกำรทำำ ประโยชน์หรืออำคำรสถำนท่ีอยู่ต่อไป จนกว่ำรัฐมนตรีมหำดไทยจะยกเลิกอำำ นำจดังกล่ำวเป็นเขตๆ ไปทั่วรำช อำณำจักรซงึ่ ในปัจจบุ ัน รัฐมนตรวี ำ่ กำรมหำดไทยยกเลิกอำำนำจหวั หน้ำเขตในกรงุ เทพมหำนคร และบำงจังหวดั เท่ำน้นั อำำ นำจของนำยอำำเภอในต่ำงจังหวัดหลำยสิบจังหวัดยังไมไ่ ด้ยกเลิก สอบซ่อมวันอาทติ ยท์ ่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

93 13.1.3อำา นาจและหน้าท่ีของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรมใน อสังหารมิ ทรพั ย์ ถ้ำพนักงำนเจ้ำหน้ำทีว่ ่ำนิติกรรมที่เกี่ยวกับที่ดินที่คู่กรณีนำำมำจดทะเบียนเป็นโมฆียกรรม พนัก งำน เจ้ำหนำ้ ที่จะรับจดทะเบยี นใหไ้ ด้หรอื ไม่ เพรำะเหตุใด ถ้ำพนักงำนเจ้ำหน้ำที่เห็นว่ำนิติกรรม ที่เก่ียวกับที่ดินที่คู่กรณีนำำมำจดทะเบียนเป็นโมฆียะกรรม พนักงำนเจ้ำหน้ำท่อี ำจจะรบั จดทะเบียนให้ก็ได้ เมอื่ คูก่ รณีอีกฝำ่ ยท่อี ำจเสยี หำยยืนยันให้จดทะเบยี น ผเู้ ยำว์จะมำจดทะเบยี นสทิ ธิและนิตกิ รรมเก่ยี วกับท่ีดนิ จะทำำไดห้ รือไม่ ถ้ำทำำ ได้จะทำำได้โดยวิธี กำร ใด ผู้เยำว์จะมำจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน ผู้เยำว์จะมำขอจดทะเบียนโดยลำำพังไม่ได้ นิติกรรมจะเป็นโมฆียะ แม้ว่ำคู่กรณีอีกฝ่ำยหนึ่งจะยืนยันให้จดทะเบียน พนักงำนเจ้ำหน้ำที่ก็จะไม่จดทะเบียน ให้ ผู้เยำว์จะจดทะเบียนได้ก็ต่อเมื่อผู้ใช้อำำนำจปกครองคือบิดำมำรดำของผู้เยำว์ทั้งสองคน (ถ้ำยังมีชีวิตอยู่ทั้ง คู่) ย่ืนคำำของร่วมกันแสดงตัวเป็นผู้ใช้อำำนำจปกครองเพื่อทำำ นิติกรรมแทนผู้เยำว์ (คำำ ส่ังกรมที่ดินท่ี 8/2489 ลงวันท่ี 26 ธันวำคม 2489 และหนังสือกรมที่ดิน ม.ท. 0612/1/ว 41051 ลงวนั ท่ี 29 พฤศจิกำยน พ.ศ. 2519) 13.1.4การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในอสังหาริมทรัพย์ ที่คู่กรณีต้องมาท้ังสองฝ่ายและท่ี สามารถมาไดฝ้ า่ ยเดียว กำรจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในอสังหำริมทรัพย์คู่กรณีจำำเป็นต้องมำจดทะเบียนพร้อมกันท้ัง สองฝำ่ ยเสมอไปหรอื ไม่ เพรำะเหตใุ ด ตำมปกติ กำรจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในอสังหำริมทรัพย์คู่กรณีจำำเป็นต้องมำจดทะเบียนด้วย กันทง้ั สองฝ่ำย (ป.ท่ีดนิ มำตรำ 72 วรรค 1) แตม่ ีบำงกรณีทก่ี ฎหมำยกำำ หนดมำเพยี งฝ่ำยเดยี วกไ็ ด้ (1)กำรจดทะเบยี นกำรไดม้ ำซ่ึงกำรครอบครองปรปักษใ์ นท่ีดิน (ป.ที่ดนิ มำตรำ 81) (2)กำรจดทะเบียนไถ่ถอนจำำ นองหรือกำรไถ่ถอนจำกกำรขำยฝำก เม่ือผู้รับจำำนองหรือผู้ขำยฝำก ไดท้ ำำ หลักฐำนเป็นหนงั สือวำ่ ได้มกี ำรไถถ่ อนแล้ว (ป.ทด่ี นิ มำตรำ 80) (3)กำรจดทะเบยี นกำรไดม้ ำ โดยทำงมรดกในอสังหำริมทรัพย์ (ป.ทดี่ นิ มำตรำ 81) (4)กำรจดทะเบยี นลงช่อื ผู้จัดกำรมรดกในหนงั สือแสดงสิทธิในทด่ี ิน (ป.ทดี่ นิ มำตรำ 82) 13.1.5ค่าธรรมเนยี มในการจดทะเบียนสิทธแิ ละนติ กิ รรมในอสังหาริมทรพั ย์ ค่ำธรรมเนียมในกำรจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในอสังหำริมทรัพย์ชนิดที่มีทุนทรัพย์ต้องเสียใน อตั รำเท่ำไร คำ่ ธรรมเนยี มในกำรจดทะเบียนสิทธแิ ละนิติกรรมในอสังหำริมทรัพย์ ถ้ำเป็นกำรจดทะเบียนชนิดท่ี มีทุนทรัพย์ เช่น ขำย ขำยฝำก แลกเปลี่ยน ให้ โอน ชำำระหน้ี จำำนอง โอนมรดก ต้องเสียร้อยละ 2 ของรำคำ ประเมินทนุ ทรัพยแ์ ต่มีข้อยกเวน้ คือ สอบซ่อมวนั อาทิตยท์ ่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

94 (1) ถ้ำเป็นกำรโอนอสังหำริมทรัพย์เฉพำะในกรณีท่ีมูลนิติชัยพัฒนำ หรือมูลนิธิส่งเส ริมศิลปำชีพสมเด็จพระนำงเจ้ำสิริกิต์ิ เป็นผู้รับโอนหรือผู้โอน เรียกตำมรำคำ ประเมินทุนทรัพย์ร้อยละ 0.001 (ให้ดูกฎกระทรวง ฉบับท่ี 41 พ.ศ. 2534) (2) ถ้ำเป็นกำรจดทะเบียนโอนมรดกหรือให้ เฉพำะระหว่ำงผู้บุพกำรีกับผู้สืบสันดำน หรือระหว่ำงคู่สมรส เรียกตำมรำคำประเมินทุนทรัพย์ร้อยละ 0.5 (กฎ กระทรวง ฉบับท่ี 41 พ.ศ. 2534) 13.2 ประเภทของการจดทะเบยี นสิทธแิ ละนติ กิ รรมในอสงั หารมิ ทรัพย์ 1. ที่ดินมีโฉนดที่ดินเมื่อถูกครอบครองปรปักษ์ครบ 10 ปีแล้ว ตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1382 แล้ว ผู้ครอบครองปรปกั ษม์ กี รรมสทิ ธิ์ในท่ีดินน้นั ทันที แต่ถำ้ ยังไม่ไดจ้ ดทะเบียนกำรได้มำโดยกำร ครอบครองปรปกั ษ์จะเปลี่ยนแปลงทะเบียนไม่ได้ 2. ผไู้ ด้มำโดยกำรครอบครองปรปักษจ์ ะตอ้ งดำำ เนนิ กำรทำงศำลใหศ้ ำลมีคำำพพิ ำกษำวำ่ ตนมกี รรมสิทธ์ิ ในท่ีดินโดยกำรครองครองแล้ว จงึ จะมีสิทธินำำเอำคำำพิพำกษำมำแสดงต่อเจำ้ พนักงำนท่ีดินเพ่ือให้ เจำ้ พนกั งำนใส่ชื่อตนลงในโฉนดได้ 3. กำรย่ืนคำำ ขอจดทะเบียนกำรได้มำโดยทำงมรดกในอสังหำริมทรัพย์ พนักงำนเจ้ำหน้ำที่จะรับจด ทะเบียนในวันยนื่ คำำ ขอไมไ่ ด้ จะตอ้ งประกำศใหค้ นมำคดั คำนกอ่ นภำยใน 30 วนั 4. กำรจดทะเบียนลงช่ือผู้จัดกำรมรดกตำมคำำส่ังศำล พนักงำนเจ้ำหน้ำที่ดำำเนินกำรจดทะเบียนให้ได้ ตำมคำำ ขอโดยไม่ตอ้ งประกำศให้คนมำคัดค้ำนก่อน 5. กำรจดทะเบียนลงชื่อผู้จัดกำรมรดกตำมพินัยกรรม พนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีจะต้องประกำศให้คนมำ คดั คำ้ นกอ่ นภำยใน 30 วนั จะจดทะเบียนไปในทันทไี มไ่ ด้ 6. กำรจดทะเบียนซ้ือขำยอสังหำริมทรัพย์อำจมีกำรจดทะเบียนได้หลำยประเภท เช่นขำยเต็มแปลง ขำยเฉพำะสว่ น แบ่งขำย ขำยระหว่ำงจำำ นอง 7. กำรจดทะเบียนทรัพยสิทธิตำม ป.พ.พ. บรรพ 4 บำงอย่ำงอำจได้มำโดยนิติกรรมเท่ำนั้น เช่น สิทธอิ ำศัยและสทิ ธิเก็บกินจะได้มำทำงอืน่ นอกจำกนิติกรรมเช่นทำงมรดกไมไ่ ด้ 8. สทิ ธเิ หนือพ้นื ดินและภำระตดิ พันในอสงั หำรมิ ทรพั ย์อำจจะไดม้ ำทง้ั ทำงนิตกิ รรม และกำรรบั มรดก กไ็ ด้ 13.2.1การจดทะเบยี นการไดม้ าซงึ่ ทดี่ ินโดยการครอบครองปรปักษ์ เมื่อผู้ครอบครองปรปักษ์ได้เอำคำำพิพำกษำของศำล ซึ่งแสดงว่ำตนมีกรรมสิทธิ์ในท่ีดินโดยกำร ครอบครองปรปักษ์มำแสดงต่อเจ้ำพนักงำนท่ีดิน แต่ปรำกฏว่ำเจ้ำของที่ดินเดิมไม่ยอมส่งมอบโฉนดให้เจ้ำ พนักงำนทีด่ นิ เพอ่ื นำำมำจดทะเบยี น เจำ้ พนกั งำนที่ดินจะดำำเนินกำรอย่ำงไร สอบซ่อมวนั อาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

95 เม่ือผู้ครอบครองปรปักษ์ได้เอำคำำพิพำกษำซ่ึงแสดงว่ำตนมีกรรมสิทธิ์ในท่ีดินโดยกำรครอบครอง ปรปักษ์มำแสดงต่อเจ้ำพนักงำนที่ดิน แต่เจ้ำของเดิมไม่ยอมส่งมอบโฉนดให้เจ้ำพนักงำนที่ดินที่นำำมำจด ทะเบียน กฎหมำยให้ถือว่ำโฉนดเดิมสูญหำยให้ออกใบแทนโฉนด โดยให้ผู้ครอบครองปรปักษ์ไปดำำเนินกำร ยื่นคำำร้องขอออกใบแทนในกรณีโฉนดสูญหำยเมื่อได้ใบแทนแล้ว เจ้ำพนักงำนที่ดินน้ันจะจดทะเบียนลงชื่อผู้ ครอบครองปรปักษ์ลงในโฉนดใบแทนต่อไป 13.2.2การจดทะเบียนมรดกในอสังหาริมทรพั ย์ กำรจดทะเบียนมรดกในที่ดนิ จะจดทะเบยี นไดใ้ นทด่ี ินทกุ ประเภทหรอื ไม่ เพรำะเหตใุ ด กำรจดทะเบียนมรดกในที่ดินตำมประมวลกฎหมำยท่ีดินมำตรำ 81 สำมำรถขอจดทะเบียนได้ใน ทุกประเภท ไม่ว่ำจะเป็นท่ีดินมีโฉนดท่ีดิน หนังสือรับรองกำรทำำ ประโยชน์ ใบไต่สวน ส.ค. 1 ใบเหยียบยำ่ำ หรือทด่ี นิ ท่ีไม่มหี นังสือสำำ คญั แต่อย่ำงใดเลยก็ตำม 13.2.3การจดทะเบยี นผู้จดั การมรดกในหนังสอื แสดงสทิ ธใิ นทีด่ ิน กำรจดทะเบียนผู้จัดกำรมรดกตำมคำำสั่งศำล และกำรจดทะเบียนผู้จัดกำรมรดกโดยพินัยกรรม มีวิธี ดำำ เนนิ กำรแตกตำ่ งกนั อย่ำงไร ถ้ำเป็นกำรจดทะเบียนผู้จัดกำรมรดกตำมคำำ สั่งศำลให้พนักงำนเจ้ำหน้ำที่ลงช่ือผู้จัดกำรมรดกใน หนังสือแสดงสทิ ธติ ำมคำำขอไดท้ ันทีโดยไมต่ อ้ งประกำศใหม้ ีคนมำคัดคำ้ นเสยี ก่อน ถ้ำเปน็ กรณีผู้จดั กำรมรดกโดยพินยั กรรม พนักงำนเจ้ำหน้ำทจ่ี ะต้องสอบสวนและตรวจหลกั ฐำนแลว้ ดำำเนินกำรประกำศตำม ป. ท่ีดินมำตรำ 81 วรรค 2 ให้คนท้ังหลำยมีโอกำสคัดค้ำนก่อน โดยทำำ เป็น หนังสือปดิ ไว้ในทีเ่ ปิดเผยมกี ำำ หนด 30 วัน ถ้ำไมม่ ีผู้ใดได้แย้งภำยใน 30 วัน พนักงำนเจำ้ หน้ำทส่ี ำมำรถจด ทะเบยี นลงชือ่ ผู้จดั กำรมรดกโดยพนิ ยั กรรมลงในหนงั สอื แสดงสิทธิในท่ีดนิ ตำมคำำขอน้ันได้ 13.2.4การจดทะเบียนสญั ญาซอื้ ขาย ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ เชา่ และจำานองอสงั หารมิ ทรพั ย์ กำรจดทะเบยี น “แบง่ ขำย” และขำย “เฉพำะสว่ น” มลี กั ษณะแตกต่ำงกนั อยำ่ งไร “แบ่งขำย” คอื โฉนดทด่ี ินนน้ั มีชอ่ื เจ้ำของคนเดยี วเจ้ำของแบง่ ขำยทด่ี ินของตนบำงสว่ นให้บุคคลอ่นื เชน่ ท่ีดินมีโฉนดเนือ้ ที่ 10 ไร่ เจำ้ ของแบ่งขำยใหบ้ คุ คลอ่ืนไป 3 ไร่ เปน็ ต้น หรือในโฉนดมีบคุ คลหลำยคน มีชื่อรวมกันในโฉนด เจ้ำของรวมทุกคนได้แบ่งขำยท่ีดินบำงส่วนให้ผู้อื่น โดยมีกำรรังวัดแบ่งแยกแล้วออก หนังสอื แสดงสิทธิแปลงใหมใ่ ห้ผซู้ ื้อ “ขำยเฉพำะส่วน” หมำยควำมว่ำในโฉนดนั้นมีช่ือหลำยคนเป็นเจ้ำของแต่ละคนไม่ทรำบอำณำเขต ของตนวำ่ อยู่แคไหน เช่น ก. ข. เปน็ เจ้ำของร่วมกันในโฉนดท่ีดนิ แปลงหนึ่งเน้ือท่ี 10 ไร่ ก. ไดข้ ำยเฉพำะ ส่วนของตนให้ ค. โดย ค. เข้ำมำมีช่ือร่วมกับ ข. ในโฉนดที่ดิน 10 ไร่ น้ีตำมเดิม กำรขำยแบบน้ีเจ้ำของ รวมแต่ละคนสำมำรถทำำ ได้โดยไม่ตอ้ งไปขอควำมยินยอมจำกเจำ้ ของคนอ่ืน (ป.พ.พ.มำตรำ 1361 วรรค 1) สอบซ่อมวนั อาทิตย์ท่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

96 กำรจดทะเบยี น “แบ่งให้” และให้ “เฉพำะสว่ น” แตกตำ่ งกันอยำ่ งไร “แบ่งให”้ คือหนังสือแสดงสิทธิในที่ดนิ น้ันมชี ่ือเจ้ำของคนเดียว เจำ้ ของคนนั้นแบ่งให้ที่ดินของตน ให้ผู้รับไปบำงส่วน หรือถ้ำท่ีดนิ มีช่ือเจ้ำของหลำยคนเจ้ำของทุกคนได้แบ่งให้ท่ีดินบำงสว่ นโดยมีกำรรงั วัดแบ่ง แยกและออกหนงั สอื แสดงสิทธิแปลงใหมใ่ ห้ (ป.ทด่ี ิน มำตรำ 79) “ให้เฉพำะสว่ น” คือโฉนดท่ดี นิ น้นั มีชอื่ เจ้ำของหลำยคน เจ้ำของบำงคนไดใ้ หเ้ ฉพำะส่วนของตนไป ใหบ้ ุคคลอื่นเข้ำมำเปน็ เจ้ำของร่วมในโฉนดแทนตน กำรจดทะเบียน “จำำ นองเฉพำะสว่ น” และ “ขำยระหวำ่ งจำำนอง” มีลักษณะอยำ่ งไร “จำำ นองเฉพำะส่วน” หมำยควำมว่ำหนังสือแสดงสิทธิในท่ีดินมีช่ือเจ้ำของหลำยคนเจ้ำของบำงคน หรอื หลำยคนแตไ่ มท่ ั้งหมด จำำนองเฉพำะส่วนของตน สว่ นของคนอ่ืนบำงคนไมไ่ ดจ้ ำำ นองด้วย “ขำยระหว่ำงจำำ นอง” คือเจ้ำของที่ดินได้จำำ นองท่ีดินไว้แก่บุคคลหน่ึง แต่ยังไม่ได้ไถ่ถอนจำำนอง เจำ้ ของทดี่ นิ ไดข้ ำยทด่ี ินใหบ้ ุคคลอนื่ ไปโดยมีจำำ นองตดิ ไปด้วย 13.2.5การจดทะเบียนทรัพยส์ ทิ ธติ าม ป.พ.พ. บรรพ 4 ทรัพยสิทธิตำม ป.พ.พ. บรรพ 4 ทจ่ี ดทะเบียนกำรได้มำโดยทำงพินัยกรรมอยำ่ งเดียวไดแ้ ก่อะไร บำ้ ง ทรัพย์สินตำม ป.พ.พ. บรรพ 4 ท่ีได้มำโดยทำงนิติกรรมอย่ำงเดียวได้แก่ “สิทธิอำศัย” และ “ สทิ ธิเกบ็ กิน” สองอยำ่ งนจี้ ะได้มำโดยทำงอนื่ นอกจำกนติ ิกรรม เช่น โดยทำงมรดกไม่ได้ ถ้ำเจ้ำของที่ดินสำมยทรัพย์และภำรยทรัพย์จดทะเบียนกำรได้มำซึ่งภำระจำำยอมโดยนิติกรรมมี กำำ หนด 10 ปี เมอ่ื ครบ 10 แลว้ จะตอ้ งจดทะเบียนเลิกภำระจำำยอมหรือไม่ เจำ้ ของท่ีดนิ สำมยทรัพย์และภำรยทรัพย์จดทะเบียนกำรได้มำซึ่งภำระจำำ ยอมโดยนิติกรรมมีกำำ หนด 10 ปี เมื่อครบ 10 ภำระจำำยอมก็สิ้นไปตำมระยะเวลำ ไม่จำำ เป็นต้องจดทะเบียนเลิกภำระจำำ ยอมแต่อย่ำง ใด กำรจดทะเบียน “เลิกภำระจำำยอม” จะมีได้ในกรณีท่ีภำรยทรัพย์และสำมยทรัพย์ตกเป็นเจ้ำของคน เดยี วกนั ก็ใหเ้ พิกถอนกำรจดทะเบียนได้ (ป.พ.พ. มำตรำ 1398) 13.2.6การจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินแปลงเดียวออกเป็นหลายแปลง และการรวมท่ีดินหลายแปลง เข้าเป็นแปลงเดยี ว กำรรวมทีด่ นิ หลำยแปลงเขำ้ เป็นแปลงเดียวกนั มีวิธีดำำ เนินกำรอยำ่ งไร กำรรวมที่ดินหลำยแปลงเข้ำเป็นแปลงเดียวกันต้องให้พนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีไปทำำ กำรรังวัดรวมที่ดิน เสรจ็ แล้วก็จะทำำกำรออกโฉนดทีด่ นิ หรือหนงั สอื รบั รองกำรทำำประโยชน์ที่รวมเป็นแปลงเดยี วเสรจ็ แลว้ ใหก้ ับผู้ ขอต่อไป โดยไมต่ อ้ งทำำ กำรจดทะเบียนสทิ ธแิ ละนติ ิกรรมรวมที่ดินแตอ่ ย่ำงใด กำรแบ่งแยกท่ดี ินแปลงเดียวออกเปน็ หลำยแปลงมีวิธีกำรดำำเนนิ กำรอยำ่ งไร กำรแบง่ แยกท่ดี ินแปลงเดียวออกเปน็ หลำยแปลงต้องดำำ เนินกำรตำม ป. ท่ีดิน มำตรำ 79 ดังนี้ สอบซ่อมวนั อาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

97 (1) เจ้ำของที่ดินต้องไปยื่นคำำ ขอแบ่งแยกต่อพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ แล้วนำำหนังสือแสดง สิทธใิ นท่ีดนิ ของตนไปแสดงตอ่ เจำ้ หนำ้ ท่ี (2) เม่อื พนักงำนได้รับคำำขอก็จะออกไปทำำ กำรรงั วัดแบ่งแยกท่ดี ินให้ (3) หลังจำกหมดเรื่องรังวัดผู้ยื่นคำำ ขอต้องมำจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อพนักงำน เจ้ำหน้ำท่ีซงึ่ อำจจะจดทะเบียนแบ่งขำย แบ่งให้ แบ่งในนำมเดิม แบ่งกรรมสิทธิ์รวม เปน็ ต้น (4) หลงั จำกจดทะเบยี นแบ่งแยกแล้ว ให้พนักงำนเจำ้ หนำ้ ทอี่ อกหนังสือแสดงสทิ ธฉิ บบั ใหมใ่ ห้ ในทำงปฏิบัติไม่ได้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินฉบับใหม่ให้ในท่ีดินท่ีถูกแบ่งแยกทุกแปลงเช่น ที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่งมีกำรแบ่งแยกเป็น 10 แปลง เจ้ำหน้ำท่ีจะออกโฉนดใหม่ให้เพียง 9 ฉบับ ในที่ดิน 9 แปลง ส่วนอีกแปลงหน่ึงมีกำรใช้โฉนดเดิม ซ่ึงมีกำรแก้ไขแผนที่และเนื้อที่ให้ตรงกับที่เหลืออยู่เรียกว่ำ “ โฉนดคงเหลอื ” 13.3 การจดทะเบยี นสิทธิและนติ ิกรรมในหนงั สอื แสดงสิทธิในท่ดี ิน 1. กำรจดทะเบียนในโฉนดที่ดินอำจเป็นไปท้ังกำรจดทะเบียนสิทธิ เช่น จดทะเบียนมรดก หรือจด ทะเบยี นนิติกรรม เช่น จดทะเบียนสัญญำซ้อื ขำย แลกเปลี่ยน หรอื ให้เชำ่ เกินกวำ่ 3 ปี 2. กำรจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินมีโฉนดที่ดิน ตำมปกติไม่ต้องประกำศให้คนทั่วไปมำ คัดค้ำนก็สำมำรถจดทะเบียนได้ แต่มีบำงกรณี เช่น กำรจดทะเบียนมรดกหรือกำรจดทะเบียน ลงช่ือผ้จู ัดกำรมรดกทต่ี ัง้ ขึ้นโดยพินัยกรรม ต้องประกำศให้คนมำคดั ค้ำนก่อนจดทะเบยี น 3. กำรจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินมีโฉนด ตำมปกติต้องจดทะเบียนที่สำำนักงำนที่ดินใน ท้องท่ีซ่ึงที่ดนิ แปลงนัน้ ตั้งอยู่ แต่อำจจดทะเบียนข้ำมท้องท่ีก็ได้ คืออำจจะจดทะเบียนที่สำำ นักงำน ทด่ี นิ แห่งใดกไ็ ด้ทว่ั รำชอำณำจักร ถ้ำกำรจดทะเบยี นไม่มีกำรประกำศก่อนหรือไมม่ ีกำรรังวัดกอ่ น จดทะเบยี น 4. กำรโอนท่ีดินท่ีมีหนังสือรับรองกำรทำำ ประโยชน์ ก่อนหน้ำมีกำรประกำศใช้ ป. ท่ีดนิ มำตรำ 4 ทวิ มีกำรโอนได้สองอย่ำงคือ โอนโดยกำรทำำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ หรือโอนโดยส่งมอบกำรครอบครองตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1378 แต่เมื่อมีมำตรำ 4 ทวิแล้ว กฎหมำยกำำ หนดให้โอนที่ดินที่มีหนังสือรับรองกำรทำำ ประโยชน์ให้ทำำ เป็นหนังสือและจด ทะเบียนตอ่ เจำ้ หนำ้ ทเ่ี ทำ่ นั้น 5. กำรจดทะเบยี นสิทธิและนิตกิ รรมในท่ีดนิ ที่มใี บไตส่ วนหรอื หนังสอื รบั รองกำรทำำ ประโยชน์ ตำม ปกติจะต้องจดทะเบียนในท้องที่ซึ่งมีท่ีดินนั้นต้ังอยู่ แต่ก็อำจจดทะเบียนต่ำงท้องที่ได้ ถ้ำกำรจด ทะเบยี นนั้นไม่มกี ำรประกำศก่อนจดทะเบียนหรอื ไมม่ ีกำรรังวัดแตอ่ ยำ่ งใด สอบซอ่ มวนั อาทติ ยท์ ี่ 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

98 6. กำรซื้อขำยท่ีดนิ ที่มี ส.ค. 1 ไม่ต้องตกอยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มำตรำ 456 แต่ต้องทำำ กำรซ้ือ ขำยกันเองและส่งมอบกันเอง ตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1378 กำรโอนเป็นอันสมบูรณ์ ไม่ตก เป็นโมฆะตำมมำตรำ 456 แต่อยำ่ งใด 13.3.1การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในทด่ี นิ ทม่ี ีโฉนดทีด่ ิน นำยแดงเป็นเจ้ำของที่ดินมีโฉนดท่ีดินแปลงหนึ่งอยู่จังหวัดเชียงรำย นำยแดงต้องกำรจะขำยที่ดิน แปลงน้ีรว่ มกับบ้ำนท่ีปลูกอยู่ให้นำยเขียว โดยจะมำยื่นขอจดทะเบียนซ้ือขำยท่ีสำำนักงำนท่ีดินจังหวัดเชียงใหม่ จะทำำได้หรือไม่ เพรำะเหตุใด นำยแดงเป็นเจ้ำของที่ดินท่ีมีโฉนดที่ดินแปลงหนึ่งอยู่จังหวัดเชียงรำย นำยแดงต้องกำรจะขำยที่ดิน แปลงนี้รวมกับบ้ำนที่ปลูกอยู่ให้แก่นำยเขียว โดยจะมำย่นื ของจดทะเบียนซื้อขำยท่ีดินแปลงน้ีท่ีสำำนักงำนท่ีดิน จังหวัดเชียงใหม่สำมำรถทำำได้ เพรำะตำมปกติกำรจดทะเบียนซ้ือขำยท่ีดินมีโฉนดที่ดินเป็นกำรจดทะเบียนไม่ ตอ้ งมีกำรประกำศกอ่ นกำรจดทะเบยี นแตอ่ ยำ่ งใด (ป.ท่ดี นิ มำตรำ 72 วรรค 2) นำยเอกจะจดทะเบียนมรดกในทด่ี นิ ทีม่ ีโฉนดทีด่ ินแปลงหนึ่งที่ตั้งอยู่ทล่ี ำำ ปำง นำยเอกจะมำยื่นขอจด ทะเบยี นที่สำำนักงำนท่ดี ินจังหวัดลำำ พนู ได้หรือไม่ เพรำะเหตุใด นำยเอกจะมำจดทะเบียนมรดกในท่ดี นิ ทม่ี ีโฉนดทด่ี ินทต่ี ้ังอยู่ท่จี ังหวดั ลำำปำง นำยเอกจะมำย่นื ขอจด ทะเบยี นที่สำำนักงำนท่ีดินจังหวัดลำำพูนไม่ได้ เพรำะกำรจดทะเบียนมรดกจะต้องมีกำรประกำศให้คนมำคัดค้ำน ก่อน 30 วัน ตำม ป.ท่ีดินมำตรำ 81 จึงยื่นตำ่ งท้องท่ีไม่ได้ ตอ้ งห้ำมตำม ป.ทีด่ นิ มำตรำ 72 วรรค 2 13.3.2การจดทะเบยี นสทิ ธแิ ละนติ ิกรรมในท่ดี นิ ทม่ี ีหนังสือรับรองการทาำ ประโยชน์ นำยสะอำดต้องกำรจะขำยท่ีดินที่มี น.ส. 3 ท่ีตั้งอยู่ที่พิษณุโลกให้นำยกำำธรคู่กรณีจะมำย่ืนขอจด ทะเบยี นทสี่ ำำนกั งำนที่ดนิ จังหวัดนครสวรรคไ์ ดห้ รือไม่ นำยสะอำดต้องกำรจะขำยที่ดินที่มี น.ส. 3 ที่ต้ังอยู่ท่ีพิษณุโลกให้นำยกำำธรคู่กรณีจะมำย่ืนขอจด ทะเบียนท่ีสำำนักงำนท่ีดินจังหวัดนครสวรรค์ไม่ได้เพรำะตำมปกติกำรจดทะเบียนที่ดินที่มี น.ส. 3 ต้อง ประกำศใหค้ นมำคดั ค้ำนกอ่ นจดทะเบียนมกี ำำ หนด 30 วนั (กฎกระทรวงฉบับที่ 35 พ.ศ. 2531) นำยวษิ ณุตอ้ งกำรจะขำยทดี่ ินที่มี น.ส. 3 ก. ที่ตัง้ อยู่ทีจ่ ังหวัดนครพนมใหน้ ำยประสิทธิ์คกู่ รณจี ะ มำยื่นขอจดทะเบยี นทสี่ ำำ นักงำนทีด่ ินจงั หวดั สกลนครจะไดห้ รือไม่ นำยวิษณุต้องกำรจะขำยที่ดินที่มี น.ส. 3 ก. ท่ีตั้งอยู่ท่ีนครพนมให้นำยประสิทธ์ิคู่กรณีจะมำยื่น ขอจดทะเบียนทสี่ ำำนกั งำนที่ดนิ จงั หวัดสกลนครได้ เพรำะกำรจดทะเบียนที่ดินท่ีมี น.ส. 3 ก. ไม่จำำ เป็นต้อง มกี ำรประกำศใหค้ นมำคดั คำ้ นก่อนจดทะเบียนแตอ่ ยำ่ งได (กฎกระทรวงฉบับท่ี 35 พ.ศ. 2531) 13.3.3การจดทะเบียนสทิ ธแิ ละนติ กิ รรมในทดี่ นิ ที่มีใบไต่สวน สอบซอ่ มวันอาทติ ยท์ ่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

99 นำยทะนงเป็นเจ้ำของท่ีดนิ ทม่ี ใี บไต่สวนแปลงหนงึ่ ซึ่งตั้งอยูจ่ ังหวัดสงขลำ นำยทะนงต้องกำรจะขำย ท่ีแปลงน้ีให้นำยธนูที่อยู่จังหวัดยะลำ คู่กรณีจะมำย่ืนขอจดทะเบียนซื้อขำยท่ีแปลงนี้ที่สำำ นักงำนที่ดินจังหวัด ยะลำจะทำำไดห้ รอื ไม่ เพรำะเหตุใด นำยทะนงเป็นเจ้ำของท่ีดินท่ีมีใบไต่สวนแปลงหนึ่งตั้งอยู่ท่ีจังหวัดสงขลำ นำยทะนงต้องกำรจะขำย ท่ีแปลงน้ีให้นำยธนูที่อยู่ที่จังหวัดยะลำคู่กรณีจะมำย่ืนของจดทะเบียนซื้อขำยท่ีแปลงน้ีท่ีสำำนักงำนที่ดินจังหวัด ยะลำสำมำรถทำำได้ เพรำะตำมปกติกำรซ้ือขำยท่ีดินท่ีมีใบไต่สวนไม่จำำ เป็นท่ีจะต้องมีกำรประกำศให้คนมำ คัดค้ำนก่อนจดทะเบียน 30 วันแต่อย่ำงใด (ป.ที่ดิน มำตรำ 72 วรรค 2 กฎกระทรวงฉบับที่ 35/2531) 13.3.4การจดทะเบยี นสทิ ธแิ ละนิตกิ รรมในทด่ี นิ ทมี่ ี ส.ค. 1 กำรซ้ือขำยท่ีดินท่ีมี ส.ค. 1 นน้ั จะต้องทำำเปน็ หนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงำนเจ้ำหน้ำที่หรือ ไม่ อยำ่ งไร กำรซื้อขำยท่ีดินท่ีมี ส.ค. 1 นั้น ไม่ต้องทำำ เป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ เพรำะที่ดินที่มี ส.ค. 1 เป็นที่ดินที่เจ้ำของมีเพียงสิทธิครอบครองไม่อยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มำตรำ 456 ประกอบกับ ป. ท่ีดินมำตรำ 4 ทวิ ระบุให้กำรโอนท่ีดินซ่ึงมีสิทธิครอบครองประเภทหนังสือรับรองกำรทำำ ประโยชน์เท่ำน้ันท่ตี อ้ งโอนโดยกำรทำำ เปน็ หนงั สือจดทะเบียนตอ่ พนกั งำนเจำ้ หนำ้ ที่ อย่ำงไรก็ตำม กำรซ้ือขำยท่ีดินที่มี ส.ค. 1 น้ันสำมำรถกระทำำได้โดยกำรส่งมอบหรือสละกำร ครอบครองตำม ป.พ.พ. มำตรำ 1337 และมำตรำ 1338 13.4 การระงับการจดทะเบียนและการเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับ อสงั หาริมทรัพย์ 1. กำรอำยัดที่ดินเป็นกำรให้ระงับกำรเปลี่ยนแปลงทำงทะเบียนที่ดินไว้ชั่วระยะหน่ึง จนกว่ำจะได้ วินจิ ฉยั สทิ ธซิ ่ึงกันและกัน 2. ผูม้ สี ่วนได้เสยี อนั อำจจะฟ้องบังคับให้มีกำรจดทะเบยี นหรอื เปลี่ยนแปลงทำงทะเบียนในท่ดี นิ แปลง นน้ั ไดเ้ ทำ่ นั้นทม่ี สี ทิ ธิย่ืนขออำยัดได้ 3. เมอ่ื มีกำรยน่ื ขออำยดั แล้วเมือ่ เจำ้ พนักงำนทดี่ ินได้สอบสวนหลกั ฐำนเห็นวำ่ สมควรเชื่อถือไดก้ ็ให้รบั อำยดั ไว้ไดม้ กี ำำ หนด 30 วนั 4. กำรอำยดั ซ้ำำ คือกำรขออำยดั ทีด่ ินแปลงเดยี วกนั หลำยครั้งในกรณเี ดียวกันจะทำำ ไม่ได้ 5. เม่ือมีกำรจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในอสังหำริมทรัพย์โดยคลำดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วย กฎหมำย อธบิ ดกี รมทด่ี นิ หรอื ศำลสำมำรถแก้ไขหรอื เพิกถอนได้ 13.4.1การอายัดท่ีดนิ สอบซ่อมวันอาทิตย์ท่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.

10 0 นำยวิชัยทำำ สัญญำจะซ้ือท่ีดินมีโฉนดที่ดินแปลงหนึ่งจำกนำยองอำจ โดยมีหลักฐำนเป็นหนังสือ สญั ญำกนั ว่ำนำยองอำจจะไปจดทะเบียนซือ้ ขำยท่ีดินแปลงนใ้ี หน้ ำยวิชยั ในวนั ท่ี 10 ตุลำคม 2539 ต่อมำ นำยองอำจไปทำำ สัญญำจะขำยที่ดินแปลงนี้ให้นำยไพโรจน์ เช่นน้ี นำยวิชัยมีสิทธิขออำยัดท่ีดินแปลงนี้หรือไม่ เพรำะเหตใุ ด นำยวิชัยทำำสัญญำจะซื้อท่ีดินที่มีโฉนดที่ดินจำกนำยองอำจโดยมีหลักฐำนเป็นหนังสือสัญญำว่ำจะ ไปจดทะเบียนซื้อขำยกันในวันที่ 10 ตุลำคม 2539 ต่อมำนำยองอำจไปทำำสัญญำจะขำยท่ีดินแปลงน้ีให้ นำยไพโรจน์ นำยวิชัยมีสทิ ธมิ ำขออำยัดทดี่ ินแปลงนไ้ี ว้กอ่ นได้ ตำม ป.ทด่ี นิ มำตรำ 83 เพรำะถอื ว่ำนำยวิชยั ผู้ จะซื้อเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในที่ดินอันอำจจะฟ้องร้องบังคับให้มีกำรจดทะเบียนหรือให้มีกำรเปล่ียนแปลง ทำงทะเบียนให้แกต่ นได้ 13.4.2การเพิกถอนและการแก้ไขการจดทะเบียนสทิ ธิและนิติกรรมในอสังหาริมทรัพย์ที่ทำาไปโดย คลาดเคลือ่ นหรือไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย ถ้ำมีกำรจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้บุคคลท่ีได้ปลอมตัวมำโดยเจ้ำของที่ดินจริงๆไม่รู้เร่ือง บุคคลใดจะมีสิทธเิ พิกถอนกำรจดทะเบยี นดงั กลำ่ ว ถ้ำมกี ำรจดทะเบยี นสิทธิและนิตกิ รรมให้บุคคลทีไ่ ด้ปลอมตวั มำโดยเจ้ำของทีด่ นิ จริงๆไม่รู้เรอ่ื งถอื ว่ำ เป็นกำรจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเก่ียวกับอสังหำริมทรัพย์ที่ทำำ ไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมำย ผู้มีสิทธิเพิก ถอนกำรจดทะเบยี นดงั กล่ำวคือ (1)อธบิ ดกี รมท่ีดิน (2)ศำล ถ้ำมีบุคคลใดยนื่ คำำ ร้องต่อศำลให้เพิกถอนกำรจดทะเบียนไม่ว่ำกำรจดทะเบียนจะทำำ ท่ีใด กต็ ำม ( ป.ท่ีดนิ มำตรำ 61) แบบประเมนิ ผลการเรยี นหน่วยที่ 13 1. พนกั งำนเจ้ำหนำ้ ที่ ท่ีกฎหมำยที่ดินกำำหนดให้เปน็ ผทู้ ำำกำรจดทะเบยี นสิทธแิ ละนิตกิ รรมเก่ียว กับอสังหำริม ทรพั ย์ คอื เจำ้ พนักงำนทดี่ ินทอ้ งท่ที ี่ดนิ น้นั ตง้ั อยู่ และนำยอำำเภอท้องท่ี 2. ตำมกฎหมำยท่ีดินปัจจุบัน นำยอำำ เภอท้องท่ียังเป็นผู้มีหน้ำท่ีจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม เกี่ยวกับอสังหำริม ทรัพย์ อยู่ คือ ยังมีอำำ นำจจดทะเบียนอยู่ จนกว่ำรัฐมนตรีมหำดไทยจะ ประกำศยกเลิกอำำนำจของนำยอำำ เภอเปน็ เขตๆ ไปทว่ั รำชอำณำจักร 3. ที่ดินท่ีมีหนังสือรับรองกำรทำำ ประโยชน์ กฎหมำยที่ดินบังคับไว้ว่ำ กำรโอนที่ดินชนิดน้ีต้อง ทำำ เป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีเท่ำนั้น จะโอนโดยส่งมอบกำรครอง ครองไม่ได้ 4. กำรจดทะเบียนมรดกในท่ีดิน พนักงำนเจ้ำหน้ำที่ต้องประกำศให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคัดค้ำน ภำยในเวลำ 30 วนั สอบซ่อมวันอาทติ ยท์ ่ี 6 สิงหาคม 2549 เวลา 08.30-11.00 น.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook