Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พันธุศาสตร์

พันธุศาสตร์

Published by Roymee Mayoh, 2023-06-19 02:02:13

Description: พันธุศาสตร์

Search

Read the Text Version

เอกสารประกอบการสอน เร่ือง พันธุศาสตร์  ความสมั พันธ์ระหว่างโครโมโซม ยนี และสารพนั ธุกรรม เซลล์เป็นหน่วยพืน้ ฐานท่ีสาคญั ของสิ่งมีชีวิต เซลล์ทวั่ ไป ประกอบด้วยสว่ นสาคญั 3 สว่ น คือ เย่ือห้มุ เซลล์ ไซโทพลาซมึ และ นิวเคลียส ซึ่งเป็นสว่ นประกอบท่ีสาคญั ท่ีสดุ ของสิ่งมีชีวิต ภายใน นิวเคลียสซึ่งมีรู ปร่ างกลมหรื อรู ปไข่ถ้ าใช้ กล้ องจุลทรรศน์ส่องดู ภายในขณะทเ่ี ซลลก์ าลงั จะแบง่ ตวั จะเห็นวา่ ภายในมีโครงสร้างท่ีมี ลกั ษณะเป็นเส้นใยเล็กๆขดพนั กันอยู่เหมือนขดลวดสปริงเต็มไป หมด เราเรียกเส้นใยเล็กๆที่ขดพนั กันอยู่เหมือนลวดสปริงเต็มไป หมด เราเรียกโครงสร้ างนีว้ ่า โครมาทิน (chromatin) ซ่ึง ประกอบด้วยโมเลกลุ ของ DNA (deoxyribonucleic acid) ขดจบั ทม่ี าhttp://www.sciphotha.com ตวั กบั โปรตีน เม่ือมีการแบ่งเซลล์ ปริมาณของ DNA จะเพิ่มขนึ ้ เป็น 2 เทา่ เส้นโคร มาทินก็จะขดแน่นมากขึน้ และหดสัน้ เข้ าจ นมีลักษณะเป็ นแท่งๆ เรียกว่า โครโมโซม(chromosome)มีหน้าท่ีถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรมจากรุ่นพอ่ แมไ่ ปสรู่ ุ่นลกู สงิ่ มีชีวิตแตล่ ะชนิดจะมีจานวน โครโมโซมท่แี นน่ อนและคงท่ี และสงิ่ มชี ีวติ ตา่ งชนดิ กนั จะมจี านวนโครโมโซมแตกตา่ งกนั ยีนเป็นส่วนหน่ึงของโครโมโซม โครโมโซมหนึ่งๆมียีนควบคมุ ลกั ษณะต่างๆเป็นพนั ๆลกั ษณะต่างๆเป็นพนั ลกั ษณะ ภายในยีนพบวา่ มีสารเคมีที่สาคญั ชนิดหนงึ่ คือ DNA หรือเรียกวา่ สารพันธุกรรม ซ่งึ เป็นโครงสร้างประกอบด้วยสายยาว 2 เส้น พนั กนั เป็นเกลียวค่แู บบบนั ไดเวียน ทาหน้าที่กาหนดกิจกรรมต่างๆภายในเซลล์ โดยควบคมุ การสงั เคราะห์โปรตีนชนิด ตา่ งๆ เชน่ เอนไซม์ เฮโมโกลบนิ ในเมด็ เลอื ดแดง ฮอร์โมนบางชนิด เป็นต้น  หน้าท่ขี องสารพนั ธุกรรม DNA (deoxyribonucleic acid) การศกึ ษาการถ่ายทอดทางพนั ธุกรรม เรียกวา่ พันธุศาสตร์ (Genetics) ซง่ึ จะอธิบายให้รู้วา่ ลกั ษณะทางพนั ธุกรรม ท่ีพอ่ แมถ่ ่ายทอดให้ลกู นนั้ เรียกวา่ ยีน (Gene) ยีนเป็นข้อมลู ทางพนั ธุกรรมท่ีเรียงอย่บู นโครโมโซมในนิวเคลยี ส โดยมีจานวน มากมายเรียงตอ่ กนั เป็นสายคล้ายลกู ปัด ยีนของพอ่ อยภู่ ายในนวิ เคลยี สของเซลลอ์ สจุ ิ (Sperm cell) และยีนของแมอ่ ย่ภู ายใน นิวเคลยี สของเซลล์ไข่ (Egg cell) เมื่อมีการสบื พนั ธ์ุเซลล์อสจุ ิและเซลล์ไขจ่ ะเกิดการปฏิสนธิ ( Fertilization) นิวเคลยี สของ เซลล์อสจุ ิจะรวมกับนิวเคลียสของเซลล์ไข่ ได้นิวเคลียสของเซลล์ใหม่ เรียกว่า ไซโกต (Zygote) ซึ่งเป็นเซลล์เร่ิมต้นของ สง่ิ มชี ีวติ ใหมห่ รือ ลกู ดงั นนั้ ลกู จงึ มยี นี มาจากพอ่ คร่ึงหนงึ่ และจากแมอ่ ีกคร่ึงหนึ่ง ลกั ษณะต่างๆที่ประกอบขนึ ้ เป็นตวั เรานนั้ ได้มาจากพอ่ และแม่ สง่ิ ท่ีพอ่ แม่สง่ ผา่ นมาให้เรานีเ้ รียกวา่ ลักษณะทางพันธุกรรม (genetic character) ซ่ึงทาให้เราเหมือน พ่อ และแม่ และเมื่อพิจารณาให้ละเอียดขึน้ ไปอีกจะพบว่าลักษณะที่เราเหมือนแม่นัน้ จะเหมือนตากับยายของเรา เชน่ เดียวกนั ลกั ษณะทเ่ี ราเหมือนพ่อก็จะเหมือนป่ กู บั ย่าด้วย แสดงวา่ ลกั ษณะทางพนั ธุกรรมจะมีการถ่ายทอดจากรุ่นหนงึ่ ไป อกี รุ่นหนงึ่ โดยผา่ นการสืบพนั ธ์ุ (Reproduction)

2 แผนภาพแสดงเซลล์สืบพนั ธ์ุเพศชายและเพศหญิง รูปแสดงจานวนโครโมโซมภายหลงั การปฏสิ นธิ โครโมโซมในเซลล์ร่างกายของสิ่งมีชีวิตมีรูปร่างลกั ษณะเหมือนกนั เป็นค่ๆู แต่ละค่เู รียกว่า ฮอมอโลกัสโครโมโซม (homologous chromosome) เมื่อแบง่ เซลล์โครโมโซมแตล่ ะแท่งจะประกอบด้วยโครมาทิด 2 โครมาทิด (chromatid) ท่ี เหมือนกนั บริเวณท่โี ครมาทดิ ทงั้ สองติดกนั เรียกวา่ เซนโทรเมียร์ (centromere) ท่มี า: https://www.biologycorner.com/ ศัพท์พืน้ ฐานทางพนั ธุศาสตร์ 1. Gene คอื ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมซง่ึ เป็นสว่ นหนงึ่ ของโครโมโซม โครโมโซมของคนมี 23 คู่ และมียีนอย่ปู ระมาณ 50,000 ยีน ยีนเหล่านีก้ ระจายอยู่ในโครโมโซมแต่ละคู่และควบคุมการถ่ายทอดลกั ษณะไปส่ลู ูกได้ ประมาณ 50,000 ลกั ษณะ

3 2. allele คือยนี ทเี่ ป็นคเู่ ดียวกนั เรียกวา่ เป็น แอลลลี กิ (allelic) ตอ่ กนั หมายความวา่ แอลลลี เหลา่ นนั้ จะมตี าแหนง่ เดียวกนั บนโครโมโซมที่เป็นคกู่ นั (homologous chromosome) 3. gamete หมายถึงเซลล์เพศ (sex cell) ทงั้ ไข่ (egg) และอสจุ ิหรือ (Sperm) 4. genotype หมายถงึ ลกั ษณะการจบั คกู่ นั ของแอลลลี ของยนี ท่ีควบคมุ ลกั ษณะทางพนั ธุกรรมของสง่ิ มีชีวติ ซง่ึ จะมี 2 5. ลกั ษณะ ลกั ษณะพนั ธ์แุ ท้ เช่น TT, tt และลกั ษณะพนั ธ์ทุ าง เชน่ Tt 6. phenotype หมายถึงลกั ษณะที่ปรากฏออกมาให้เห็นซง่ึ เป็นผลจากการแสดงออกของจีโนไทป์ นน่ั เอง เชน่ TT, Tt มียนี ไทป์ ตา่ งกนั แตม่ ฟี ีโนไทป์ เหมอื นกนั คือ เป็นต้นสงู ทงั้ คู่ 7. homozygote หมายถึงคขู่ องแอลลลี ซง่ึ เหมือนกนั เชน่ TT จดั เป็น ฮอมอไซกดั โดมิแนนต์ (homozygous dominant) เน่ืองจากลกั ษณะทงั้ คเู่ ป็นลักษณะเด่น หรือtt จดั เป็นฮอมอไซกสั รีเซสซีฟ(homozygous recessive) เนื่องจาก ลกั ษณะทงั้ คเู่ ป็นลกั ษณะด้อย ลกั ษณะที่เป็นฮอมอไซโกตเราเรียกวา่ พนั ธ์ุแท้ 8. heterozygote หมายถงึ คขู่ องแอลลนี ท่ไี มเ่ หมือนกนั เชน่ Tt ลกั ษณะของเฮเทอโรไซโกตเราเรียกวา่ เป็นพนั ธ์ุทาง 9. dominant คอื ลกั ษณะทีแ่ สดงออกเมอ่ื เป็นฮอมอไซกสั โดมิแนนต์และเฮเทอโรไซโกต 10. recessive ลกั ษณะทจ่ี ะถกู ขม่ เม่อื อยใู่ นรูปของเฮเทอโรไซโกตและจะแสดงออกเมอ่ื เป็นฮอมอไซกสั รีเซสซีฟ 11. complete dominant หมายถึงการขม่ ของลกั ษณะเดน่ ตอ่ ลกั ษณะด้อยเป็นไปอยา่ งสมบรู ณ์ทาให้ฟีโน ไทป์ ของฮอมอไซกสั โดมเิ นนต์และเฮเทอโรไซโกตเหมือนกนั เช่น TT จะมฟี ีโนไทป์ เหมือนกบั T t ทกุ ประการ 12. ลกั ษณะเดน่ ไมส่ มบรู ณ์ incomplete dominant เป็นการขม่ กนั อยา่ งไมส่ มบรู ณ์ ทาให้เฮเทอโร ไซโกตไมเ่ หมอื นกบั ฮอมอไซกสั โดมิเนนต์ เชน่ การผสมดอกไม้สแี ดงกบั ดอกไม้สีขาวได้ดอกไม้สชี มพแู สดงว่าแอลลีลที่ควบคมุ ลกั ษณะดอกสแี ดงขม่ แอลลลี ท่ีควบคมุ ลกั ษณะดอกสขี าวได้ไมส่ มบรู ณ์ 13. Codominant เป็นลกั ษณะทแี่ อลลลลี แตล่ ะตวั มลี กั ษณะเดน่ กนั ทงั้ คขู่ ม่ กนั ไมล่ งทาให้ฟีโนไทป์ ของ เฮเทอโรไซโกตแสดงออกมาทงั้ สองลกั ษณะ เช่น หมเู่ ลอื ด AB ทงั้ แอลลลี IA และแอลลลี IB จะแสดงออกในหมเู่ ลอื ดทงั้ คู่ 14. test cross เป็นการผสมระหวา่ งต้นท่ีมีฟีโนไทป์ เดน่ กบั ต้นทมี่ ฟี ีโนไทป์ ด้อย เพ่ือต้องการทราบว่า ต้นลกั ษณะเดน่ นนั้ เป็นลกั ษณะพนั ธ์แุ ท้หรือพนั ทาง ถ้าหากต้นท่ีผสมซง่ึ เป็นลกั ษณะด้อยนนั้ เป็นพอ่ แมจ่ ะเรียกวา่ การผสมแบบ แบค ครอส (back cross) 15. karyotype คอื การศกึ ษาโครโมโซมโดยการถา่ ยภาพแล้วนาภาพถ่ายของ โครโมโซมมาจดั เรียงเข้าคู่ กนั และแบง่ เป็นกลมุ่ ๆได้ 16. monohybrid cross เป็นการผสมพนั ธ์ซุ งึ่ เราคานงึ ถงึ ลกั ษณะเพียงลกั ษณะเดยี วและมียนี ควบคมุ อยู่ เพยี งคเู่ ดียว 17. dihybrid cross เป็นการผสมทศ่ี กึ ษาลกั ษณะสองลกั ษณะในเวลาเดยี วกนั มยี ีนควบคมุ สองคู่  การถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธุกรรมตามทฤษฎขี องเมนเดล เกรกอร์ โยฮนั น์ เมนเดล ( Gregor Johann Mendel) นกั บวชชาวออสเตรียที่มีความ เชี่ยวชาญเร่ืองพฤกษศาสตร์และคณิตศาสตร์ ได้ทาการทดลองและอธิบายวิธีการถ่ายทอด ลกั ษณะทางพนั ธุกรรมได้อยา่ งชดั เจน จนได้รับการยกยอ่ งให้เป็น บดิ าแห่ง พันธุศาสตร์ ทีม่ า: https://th.wikipedia.org/

4 ในการศึกษาพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต นักพันธุศาสตร์นิยมใช้สญั ลกั ษณ์แผนผังแสดงลกั ษณะทางพันธุกรรมทงั้ ท่ีปรากฏ ลกั ษณะให้เห็นและไม่ปรากฏลกั ษณะให้เห็นในขณะที่กาลงั ศึกษาเท่าท่ีจะสามารถสืบค้นได้ แผนผังนีเ้ รียกว่า “เพดดีกรี” (Pedigree) หรือพงศาวลี การผสมพนั ธ์ุถ่วั ลนั เตาโดยพจิ ารณาลกั ษณะเดียว ตามทฤษฎีของเมนเดล เช่น ถวั่ ลนั เตาต้นสงู พนั ธ์ุแท้ กบั ถ่ัว ลนั เตาต้นเตยี ้ พนั ธ์ปุ ท้ ได้ผลรุ่นลกู (F1 )และรุ่นหลาน (F 2) ดงั นี ้ การผสมพนั ธ์ุถ่วั ลันเตาโดยพิจารณาสองลักษณะ นาถวั่ ลนั เตาฝักอวบ เมลด็ ผสมกบั ถวั่ ลนั เตา ฝักแฟบ เมล็ดเหลอื งจะได้ รุ่นลกู (F1 )และรุ่นหลาน (F 2) ดงั นี ้ ฝักแฟบ เมลด็ เหลอื ง ฝักอวบ เมลด็ เขยี ว รุ่นพอ่ แม(่ P) RRGG rrgg เซลล์สบื พนั ธ์ุ RC rg รุ่นลกู (F1 ) RrGg เซลล์สบื พนั ธ์ุ RG Rg rG rg รุ่นหลาน(F 2) จีโนไทป์ ฟีโนไทป์ จีโนไทป์ ฟีโนไทป์ จีโนไทป์ ฟีโนไทป์ จีโนไทป์ ฟีโนไทป์ RG Rg rG rg RrGg RrGg RRGG ฝักอวบ RRGg ฝักอวบ RrGG ฝั ก อ ว บ RrGg ฝักอวบ RG เมลด็ เขยี ว เมลด็ เขียว เมลด็ เขียว เมลด็ เขยี ว

5 Rg RRGg ฝักอวบ RRgg ฝักอวบ RrGg ฝั ก อ ว บ Rrgg ฝักอวบ เมลด็ เขยี ว เมลด็ เหลอื ง เมลด็ เขยี ว เมลด็ เหลอื ง rG RrGG ฝักอวบ RrGg ฝักอวบ rrGG ฝั ก แ ฟ บ rrGg ฝักแฟบ เมลด็ เขียว เมลด็ เขยี ว เมลด็ เขยี ว เมลด็ เขยี ว rg RrGg ฝักอวบ Rrgg ฝักอวบ rrGg ฝั ก แ ฟ บ rrgg ฝักแฟบ เมลด็ เขียว เมลด็ เหลอื ง เมลด็ เขยี ว เมลด็ แหลอื ง พนั ธุศาสตร์ตามหลกั ของเมนเดล (Mendelian Genetics) 1. กฏแห่งการแยกตวั (Law of segregation) ลกั ษณะของสง่ิ มชี ีวิตนนั้ ถกู ควบคมุ โดย gene และ gene จะปรากฎ เป็นค่ๆู เสมอ ในการสร้ างเซลล์สบื พนั ธ์ุ (gamete) gene ท่ีอย่เู ป็นค่ๆู จะแยกออกจากกันแล้วเข้าส่เู ซลล์สืบพนั ธ์ุเซลล์ละ 1 gene คอื จะเกิดการแบง่ เซลลแ์ บบ meiosis ทาให้จานวน chromosome ลดลงคร่ึงหน่งึ เม่ือมีการผสมระหว่างเซลล์ สืบพนั ธ์ุ เช่น อสจุ ิกบั ไข่ gene ก็จะกลบั มาเป็นคอู่ ีกเช่นเดมิ 2. กฎแห่งการรวมกลุ่มอย่างอิสระ (Law of independent assortment) ยีนท่ีแยกออกจากยีนที่เป็นคกู่ นั จะจดั กล่มุ อย่างอิสระกับยีนอื่นที่แยกออกจากค่กู นั เช่นกนั ในการเข้าไปอย่ใู นเซลล์สืบพนั ธ์ุจึงสามารถทานายอตั ราสว่ นของเซลล์ สบื พนั ธ์ทุ มี่ กี ลมุ่ ของยีนตา่ งๆได้ เชน่ จีโนไทป์ RrYy จะสร้างเซลลส์ บื พนั ธ์ไุ ด้ 4 ชนิด คือ RY Ry rY และ ry ในอตั ราสว่ น 1:1:1:1 เซลล์สบื พนั ธ์ุ 4 ชนดิ ของทงั้ พอ่ และแม่ มโี อกาสจะมารวมกลมุ่ อยา่ งอิสระ รุ่น F2 จึงมีจีโนไทป์ ในอตั ราสว่ น 9:3:3:1 ข้อสรุปจากการวิเคราะห์ของเมนเดล 1. การถ่ายทอดลกั ษณะหนงึ่ ลกั ษณะใดของสง่ิ มชี ีวิตถกู ควบคมุ โดยปัจจยั (fector) เป็นคๆู่ ตอ่ มาปัจจยั เหลา่ นนั้ ถกู เรียกวา่ ยีน (gene) 2. ยนี ที่ควบคมุ ลกั ษณะตา่ งๆจะอยกู่ นั เป็นคๆู่ และสามารถถ่ายทอดไปยงั รุ่นตอ่ ไปได้ 3. ลกั ษณะแตล่ ะลกั ษณะจะมยี ีนควบคมุ 1 คู่ โดยมยี นี หนง่ึ มาจากพอ่ และอีกยีนมาจากแม่ 4. เม่ือมีการสร้ างเซลล์สืบพนั ธ์ุ(gamete) ยีนท่ีอย่เู ป็นค่ๆู จะแยกออกจากกนั ไปอยู่ในเซลล์สืบพนั ธ์ุของแตล่ ะเซลล์และ ยีน เหลา่ นนั้ จะเข้าคกู่ นั ได้ใหมอ่ ีกในไซโกต 5. ลกั ษณะท่ไี มป่ รากฏในรุ่น F1 ไมไ่ ด้สญู หายไปไหนเพียงแตไ่ มส่ ามารถแสดงออกมาได้ 6. ลกั ษณะทปี่ รากฏออกมาในรุ่น F1 มเี พยี งลกั ษณะเดยี วเรียกวา่ ลกั ษณะเดน่ ( dominant) สว่ นลกั ษณะท่ีปรากฏในรุ่น F2 และมีโอกาสปรากฏในรุ่นตอ่ ไปได้น้อยกวา่ เรียกวา่ ลกั ษณะด้อย (recessive) 7. ในรุ่น F2 จะได้ลกั ษณะเดน่ และลกั ษณะด้อยปรากฏออกมาเป็นอตั ราสว่ น เดน่ : ด้อย = 3 : 1 การคานวณหาอตั ราส่วนทางพันธุศาสตร์ 1. สร้างตาราง Punet square 2. สร้างเส้นแบบแตกแขนง ( Branching หรือ Fork-line method ) 3. ใช้หลกั ความนา่ จะเป็น ( Probability )

6 ตัวอย่าง ถ้าผสมถ่ัวเมล็ดเรียลสีเหลืองที่เป็น homozygous dominance กบั ถั่วเม็ดขรุขระสีเขียวท่ีเป็น homozygous recessive จะได้ลกู F1 ถ้านา F1 ผสมกนั เอง จงหา F2 genotype และ F2 phenotype วิธีท่ี 1 สร้างตาราง Punet square จากตางรางพนั เนตมฟี ีโนไทป์ 4 ชนิด คอื วธิ ีท่ี 2 สร้างแบบแตกแขนง ( Branching หรือ Fork-line method ) 2.1 หาชนดิ จีโนไทป์ : ให้แยกคยู่ นี แล้วผสมทลี ะลกั ษณะเป็น monohybrid พร้อมกบั นาความนา่ จะเป็นของแตล่ ะลกั ษณะมา คณู กนั ดงั นี ้

7 2.2 หาชนดิ และสดั สว่ นฟีโนไทป์ : ให้รวมจีโนไทป์ ท่มี ีฟีโนไทป์ เป็นแบบเดยี วกนั แล้วนาไปผสมกนั แตล่ ะลกั ษณะ โดยนาคา่ ความนา่ จะเป็นมาคณู กนั ดงั นี ้ วิธีท่ี 3 ใช้หลักความน่าจะเป็ น ( Probability ) ให้ผสมทลี ะลกั ษณะ (Monohybrid cross ) และนาคา่ ความนา่ จะเป็นของแตล่ ะลกั ษณะมาคณู เชน่ กนั  Test Cross / Black Cross การผสมเพ่ือทดสอบ (Test Cross) วิธีการทดสอบจีโนไทป์ (Genotype) ของสง่ิ มชี ีวติ ที่ต้องสงสยั วา่ ทม่ี ีลกั ษณะเดน่ นนั้ เป็นแบบพนั ธ์แุ ท้หรือพนั ธ์ทุ าง โดยการนาสง่ิ มชี ีวติ ทตี่ ้องสงสยั ไปผสมกบั สง่ิ มีชวี ติ ชนดิ เดยี วกนั ทม่ี ลี กั ษณะด้อยแท้ ถ้าลกู (รุ่น F1) ทีอ่ อกมาเป็นลกั ษณะเดน่

8 ทงั้ หมดแสดงวา่ สงิ่ มชี ีวติ ที่ต้องสงสยั นนั้ เป็นลกั ษณะเดน่ แบบพนั ธ์แุ ท้ แตถ่ ้าลกู (รุ่น F1) ทีอ่ อกมาเป็นลกั ษณะเดน่ ตอ่ ลกั ษณะ ด้อยมเี ป็นสดั สว่ น 1:1 แสดงวา่ เป็นลกั ษณะเดน่ แบบพนั ธ์ทุ าง การผสมกลบั (Back Cross) การผสมกลบั หรือ Back Cross คอื วธิ ีการทดสอบจีโนไทป์ (Genotype) ของสงิ่ มชี ีวติ รุ่น F1 ทีต่ ้องสงสยั ทมี่ ลี กั ษณะ เดน่ วา่ เป็นแบบพนั ธ์แุ ท้หรือพนั ธ์ทุ าง โดยการนาสง่ิ มชี วี ิตรุ่น F1 ทตี่ ้องสงสยั ไปผสมกบั รุ่นพอ่ หรือรุ่นแมท่ ่มี ีลกั ษณะด้อยแท้ ถ้า ผลออกมาเป็นลกั ษณะเดน่ ทงั้ หมดแสดงวา่ สง่ิ มีชีวติ รุ่น F1 ท่ีต้องสงสยั นนั้ เป็นลกั ษณะเดน่ แบบพนั ธ์แุ ท้ แตถ่ ้าผลออกมาเป็น ลกั ษณะเดน่ ตอ่ ลกั ษณะด้อยมีเป็นสดั สว่ น 1:1 แสดงวา่ เป็นลกั ษณะเดน่ แบบพนั ธ์ทุ าง  ลกั ษณะทางพันธุกรรมท่ีเป็ นส่วนขยายของเมนเดล 1. Incomplete dominance การถา่ ยทอดลกั ษณะเดน่ ไมส่ มบรู ณ์ หรือการขม่ แบบไมส่ มบรู ณ์ พบในสง่ิ มีชีวติ บางอยา่ ง ทลี่ กั ษณะพนั ธกุ รรมไม่ สามารถขม่ กนั ได้ เมอ่ื ลกั ษณะพนั ธกุ รรมทงั้ สองลกั ษณะอยรู่ ่วมกนั สามารถ แสดงออกได้ทงั้ สองลกั ษณะ ทาให้ลกู ทเี่ กิดมามีลกั ษณะของพอ่ แมร่ วมกนั ตวั อยา่ งเชน่ ลกั ษณะสดี อกลนิ ้ มงั กรและดอกบานเยน็ การผสมต้นลนิ ้ มงั กรดอกสแี ดงกบั ต้นลนิ ้ มงั กรดอกสขี าว ซงึ่ ควบคมุ ด้วย 2 แอลลนี ถ้ากาหนดให้ R กบั R' และจีโนไทป์ RR แสดงลกั ษณะสแี ดง R'R' แสดงลกั ษณะดอกสขี าว สว่ นจีโนไทป์ RR' จะแสดงลดั ษณะดอกสชี มพู ดงั นนั้ การผสมต้นลนิ ้ มงั กรดอกสแี ดงกบั ต้นลนิ ้ มงั กรดอกสขี าวซง่ึ เป็นพนั ธ์แุ ท้ ทงั้ คจู่ ะแสดงฟีโนไทป์ และจีโนไทป์ ในรุ่นตา่ ง ๆ ได้ดงั นี ้ รุ่น P ดอกสแี ดง x ดอกสขี าว genotype รุ่น P RR x R'R' ลกู ผสมรุ่นที่ 1 มีดอกสชี มพทู งั้ หมด genotype รุ่น ลกู RR' ผสมรุ่นลกู ผสมกนั เอง คอื ดอกสชี มพู x ดอกสชี มพู genotype RR' x RR' เซลล์สบื พนั ธ์ุ R R' R R' ลกู รุ่น F2 มีจีโนไทป์ เป็น ลกู รุ่นที่ 2 มี RR RR' RR' R'R' ในอตั ราสว่ น ดอกสแี ดง ดอกสชี มพู และดอกสขี าว 1: 2 : 1 ลกู รุ่นท่ี 1 แสดงลกั ษณะสดี อกแตกตา่ งกนั จากต้นที่ใช้เป็นพอ่ และแม่ ทงั้ นเี ้น่อื งจากคยู่ ีนทค่ี วบคมุ ดอกสแี ดงและคู่ gene ทีค่ วบคมุ ดอกสขี าวตา่ งไมส่ ามารถขม่ กนั ได้ ปฏกิ ิริยาระหวา่ งคขู่ อง gene นเี ้ป็นแบบที่เรียกวา่ เดน่ ไมส่ มบรู ณ์ (incomplete dominant) ซงึ่ เป็นผลให้การแสดงออก ของลกู รุ่นที่ 1 และลกู รุ่นท่ี 2 แตกตา่ งไปจากลกั ษณะทคี่ วบคมุ ด้วยยนี ท่ีมปี ฏิกิริยาแบบเดน่ สมบรู ณ์ (complete dominant) ดงั ผลทีเ่ หน็ ได้ในการทดลองของเมนเดล ตัวอย่าง ลกั ษณะพนั ธกุ รรมของเส้นผมในคน กาหนดให้ H เป็นยนี ควบคมุ ลกั ษณะผมหยกิ

9 กาหนดให้ H' เป็นยนี ควบคมุ ลกั ษณะผมเหยยี ดตรง ดงั นนั้ genotype HH แสดงลกั ษณะผมหยิก H'H' แสดงลกั ษณะผมเหยยี ดตรง และ HH' แสดงลกั ษณะผมเป็นลอน หรือหยกั ศก พอ่ และแมท่ ม่ี ีผมหยกั ศก จะมีโอกาสมลี กู ทมี ีลกั ษณะเส้นผมแตกตา่ งกนั คือ พอ่ และแม่ ผมหยกั ศก x ผมหยกั ศก genotype HH' x HH' เซลล์สบื พนั ธ์ุ H H' H H' genotype รุ่น F1 HH HH' HH' H'H' phenotype F1 ผมหยิก ผมหยกั ศก ผมเหยียดตรง อตั ราสว่ น 1: 2 : 1 แสดงวา่ การถ่ายทอดลกั ษณะเส้นผมในคนเป็นลกั ษณะเดน่ ไมส่ มบรู ณ์ 2. codominance ตวั อยา่ งลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมทเ่ี ป็นการขม่ ร่วมกนั คือ หมเู่ ลอื ดระบบ ABO ในคน ซงึ่ จาแนกตามชนดิ ของแอนติเจน ซง่ึ เป็นสารประกอบพวกไกลโคโปรตนี อยทู่ เ่ี ยอ่ื ห้มุ เซลล์เม็ดเลอื ดแดง มี 2 ชนิด คือ แอนตเิ จน A และแอนตเิ จน B โดยหมเู่ ลอื ด A มีแอนติเจน A และหมเู่ ลอื ด B มแี อนตเิ จน B จากการศกึ ษาพบวา่ พอ่ และแมม่ ยี นี ควบคมุ หมเู่ ลอื ด A และ B ทเ่ี ป็นฮ อมอโลกสั โดมแิ นนท์ จะได้ลกู ที่มหี มเู่ ลอื ด AB พอ่ หมเู่ ลอื ด A แมห่ มเู่ ลอื ด B จีโนไทป์ IAIA IBIB เซลล์สบื พนั ธ์ุ IA IB ลกู หมเู่ ลอื ด AB จีโนไทป์ IAIB หมเู่ ลอื ดของพอ่ และแมเ่ ป็นหมเู่ ลอื ด A และ B ตามลาดบั มยี นี ควบคมุ ในสภาพฮอมอไลกสั โดมแิ นนท์ทงั้ คู่ จะมีลกู ท่ี มีหมเู่ ลอื ด AB ทเี่ กิดจากแอลลนี IA เข้าคกู่ บั แอลลนี IB แอลลนี ทงั้ สองแอลลนี แสดงลกั ษณะเดน่ ได้เทา่ กนั ๆ จงึ แสดงออก ร่วมกนั เรียกวา่ การขม่ ร่วมกนั (codominance) 3. multiple alleles จากการศกึ ษาของ เอฟ เบริ ์นสไตน์ (F. Bernstein) เป็นคนแรกทอี่ ธิบายการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมของหมู่ เลอื ดในระบบ ABO จีโนไทป์ และฟีโนไทป์ ของหมเู่ ลอื ดระบบ ABO ดงั ตาราง ตาราง จีโนไทป์ และฟีโนไทป์ ของหมเู่ ลอื ดระบบ ABO จีโนไทป์ ฟี โนไทป์ IAIA IAi หมู่เลือด A IBIB IBi หมเู่ ลือด B IAIB หมู่เลือด AB ii หมู่เลือด O

10 ลกั ษณะพนั ธุกรรมของหมเู่ ลอื ดระบบ ABO เป็นลกั ษณะท่คี วบคมุ ด้วยยนี 3 แอลลนี คอื IA IB และ i ดงั นนั้ ยีนที่มมี ากกวา่ 2 แอลลนี ใน 1 โลคสั เรียกวา่ มลั ตเิ ปิลแอลลนี (multiple alleles) ตวั อยา่ ง พนั ธุกรรมของ เลอื ดระบบ ABO ในมนษุ ย์ IA = สงั เคราะห์แอนตเิ จน A IB = สงั เคราะห์แอนตเิ จน B i = ไมส่ งั เคราะห์แอนตเิ จน A และ B แตแ่ อลลนี IA และ IB จะแสดงออกร่วมกนั คือ สงั เคราะห์แอนตเิ จนทงั้ สองชนดิ คือ แอนติเจน A และแอนตเิ จน B ดงั นนั้ IAIA = จะมแี อนตเิ จนเพียงชนดิ คอื ชนิด A เลอื ดหมู่ A IBIB = จะมีแอนตเิ จนเพยี งชนิด คือ ชนิด A เลอื ดหมู่ B IAIB = จะมีแอนตเิ จนเพียงชนิด คือ ชนดิ A เลอื ดหมู่ AB ii = ไมม่ ีแอนตจเิ จนเลยเพราะ i เป็นยนี ด้อยไมส่ ามารถสงั เคราะห์ แอนติเจนทงั้ สองชนดิ เลอื ดหมู่ O 4. polly gene ยีนที่กลา่ วมาแล้ว เป็นพวกที่แสดงลกั ษณะออกมาอยา่ งเดน่ ชดั เชน่ ถว่ั ทม่ี ผี ิวเมลด็ เรียบหรือขรุขระ เนอื ้ เมลด็ สเี หลอื ง หรือเขียว และการเกิดหมเู่ ลอื ดชนิดตา่ ง ๆ ในคน ลกั ษณะนจี ้ ดั เป็นพวกทีแ่ สดงลกั ษณะการทางคณุ ภาพ (qualitative trait) หรือลกั ษณะการไมต่ อ่ เนื่อง (discontinuous trait) คือไมว่ า่ จะถกู ควบคมุ ด้วยจีนเพยี งคเู่ ดียวหรือหลายคกู่ ็ตาม ผลของการ ทางานร่วมกนั ของยีนจะออกมาในรูปของฟีโนไทป์ ใดๆโดยเฉพาะและชดั เจน ไมม่ ลี กั ษณะกึง่ กลางหรือตอ่ เนอ่ื งกนั ทาให้ สามารถจดั กลมุ่ ฟีโนไทป์ ได้สะดวกและแนน่ อน และสง่ิ แวดล้อมมอี ทิ ธิพลไปดดั แปลงการแสดงออกของจีนนนั้ ๆ น้อยหรืออาจ ไมม่ เี ลยก็ได้ ในทางตรงข้าม จะพบวา่ ลกั ษณะกรรมพนั ธ์บุ างอยา่ งมคี วามแตกตา่ งกนั เลก็ น้อยอยา่ งตอ่ เน่ืองจนไมอ่ าจจดั จาแนก ออกเป็นกลมุ่ ฟีโนไทป์ อยา่ งชดั เจน เหมือนอยา่ งในกรณีแรก ตวั อยา่ ง เช่น ลกั ษณะความสงู สตปิ ัญญา สผี วิ ของคน ลกั ษณะดงั กลา่ วนมี ้ คี วามแปรผนั อยา่ งมาก จึงจดั เป็นลกั ษณาทางปริมาณ (quantitative trait) หรือลกั ษณะตอ่ เนอื่ ง (continuous trait) เพราะสามารถวดั หาขนาดหรือปริมาณ หรือวเิ คราะห์ในเชงิ ปริมาณได้ อยา่ งเชน่ ความสงู ของคนสว่ นมากก็ มขี นาดใกล้เคยี งกนั และลดหลน่ั กนั ไปตามลาดบั จนกระทง่ั พบวา่ คนท่ีสงู มากหรือเตยี ้ มากมจี านวนไมม่ ากนกั ซงึ่ ทาให้ลกั ษณะ ความสงู ของคนมสี ภาพการกระจายแบบโค้งปกติ (normal distribution curve) ลกั ษณะกรรมพนั ธ์เุ ชน่ นเี ้กิดจากปัจจยั ร่วมกนั ระหวา่ งพนั ธุกรรมและสง่ิ แวดล้อม โดยเฉพาะเก่ียวกบั อาหารท่ีจาเป็นสาหรับการเจริญเติบโต จงึ เป็นการยากท่จี ะกลา่ ววา่ ปัจจยั ใด ๆ มคี วามสาคญั หรือมีบทบาทตอ่ การแสดงออกทางฟีโนไทป์ ได้มากกวา่ กนั สมมตุ ฐิ านทใ่ี ช้อธิบายการถ่ายทอดลกั ษณะกรรมพนั ธ์แุ บบตอ่ เนือ่ ง คือ มยี ีน หรือกลมุ่ ยนี หลายคทู่ ่เี รียกวา่ พอลยิ นี (polygene) ทาหน้าท่ีควบคมุ ลกั ษณะเดยี วกนั คยู่ ีนเหลา่ นอี ้ าจมตี าแหนง่ ตา่ งกนั ภายในโครโมโซมคู่เดยี วกนั หรืออยบู่ น โครโมโซมตา่ งคกู่ นั ก็ได้โดยยนี แตล่ ะคจู่ ะสง่ ผลตอ่ การแสดงออกของลกั ษณะนนั้ เพียงเลก็ น้อยเทา่ นนั้ ในขณะท่ีสงิ่ แวดล้อมมี อิทธิพลชว่ ยเสริมการแสดงออกทางฟีโนไทป์ พอสมควร จงึ ทาให้ลกั ษณะทีแ่ สดงออกทางฟีโนไทป์ แตกตา่ งแปรผนั อยา่ งมาก ทงั้ นขี ้ นึ ้ อยกู่ บั องค์ประกอบทางพนั ธกุ รรมและสภาพแวดล้อม เชน่ การถา่ ยทอดลกั ษณะของเมลด็ ข้าวสาลี

11 ท่มี า: http://www.vcharkarn.com เอช. นลิ สสนั -เอิล (H. Nilsson-Ehle) (พ.ศ.2452) นกั พนั ธุศาสตร์ชาวสวเี ดน ได้ศกึ ษาการถา่ ยทอดลกั ษณะสขี อง เมล้ดข้าวสาลี ซง่ึ เป็นตวั อยา่ งการถ่ายทอดลกั ษณะกรรมพนั ธ์แุ บบตอ่ เนอื่ งลกั ษณะนมี ้ ยี นี ทค่ี วบคมุ เพียง 3 คู่ สมมตุ ิวา่ ยีน R1 R2 R3 เป็นยีนทค่ี วบคมุ ให้เมล้ดข้าวสาลมี ลี กั ษณะสแี ดง และ r1 r2 r3 เป็นยนี ทคี่ วบคมุ ให้เมลด็ ข้าวสาลี มสี ขี าว ก ารผสมพนั ธ์ชุ ้าวสาลที ม่ี ีเมลด็ สแี ดงเข้มพนั ธ์แุ ท้กบั เมลด็ ข้าวสาลสี ขี าวพนั ธ์แุ ท้ พบวา่ ลกู รุ่น F1 เมลด็ มีสชี มพู เมือ่ ให้ รุ่น F1 ผสมพนั ธ์กุ นั เองรุ่น F2 ท่ีได้ จะมีสแี ตกตา่ งกนั แบง่ ออกเป็น 7 กลมุ่ ตงั้ แตก่ ลมุ่ เมลด็ สแี ดงเข้ม และกลมุ่ ทเ่ี มลด็ มคี วาม เข้มของสแี ดงลดน้อยลงตามลาดบั จนถึงกลมุ่ ทมี่ ีเมลด็ มสี ขี าว ดงั นนั้ เมลด็ ข้าวสาลที ม่ี ีจีโนไทป์ เป็น R1R1R2R2R3R3 จะแสดงลดั ษณะเมลด็ สแี ดงเข้ม สว่ นพวกที่มจี ีโนไทป์ เป็น r1r1r2r2r3r3จะมเี มลด็ สขี าว ซง่ึ ความเข้มของสแี ดงขนึ ้ อยกู่ บั จานวนยีน R หากจีโนไทป์ มจี ีนควบคมุ ให้มีสแี ดงจานวนมากขนึ ้ สี ของเมลด็ ก็จะเข้มขนึ ้ เป็นลาดบั และจะจาแนกความแตกตา่ งของจีโนไทป์ ได้ถึง 7 แบบ ถ้ามคี ขู่ องจนี ที่ควบคมุ ลกั ษณะเดยี วกนั เพมิ่ มากขนึ ้ เทา่ ใด ก็จะได้จานวนฟีโนไทป์ เพ่ิมขนึ ้ ตามไปด้วย จนเม่ือดจู ากฟีโนไทป์ ไมอ่ าจทราบได้วา่ จานวนยนี ท่ีควบคมุ มี เทา่ ใด แตอ่ าจประมาณได้โดยใช้หลกั เกณฑ์ทางสถิติโดยการหาคา่ เฉลยี่ (mean) และคา่ ของความแปรผนั (Variance) ถ้าคา่ ของความแปรผนั มาก แสดงวา่ มยี ีนทีค่ วบคมุ ลกั ษณะนนั้ น้อย แตถ่ ้าคา่ ความแปรผนั น้อย แสดงวา่ ยีนที่ควบคมุ มีมาก ลกั ษณะ ทางพนั ธุกรรมทถ่ี กู ควบคมุ ด้วยยนี หลายคู่ (multiple gene หรือ polygenes) เรียกวา่ เป็น พอลจิ ีนิกเทรต (polygenic trait)

12 เป็นลกั ษณะทมี่ ีความแตกตา่ งกนั เพยี งเลก็ น้อย และลดหลนั่ กนั ไป ฟีโนไทป์ จงึ มกี ารกระจายแตกตา่ งกนั เพียงเลก็ น้อย และ ลดหลนั่ กนั ไป ฟีโนไทป์ จึงมีการกระจายอยา่ งตอ่ เน่ืองหรือกระจายแบบโค้งปกติ  sex-linked gene ในปี พ.ศ. 2453 ทเี อช มอร์แกน (T.H. Morgan) และคณะ แหง่ มหาวิทยาลยั โคลมั เบยี พบลกั ษณะพนั ธกุ รรมทคี่ วบคมุ ด้วยยนี บน sex chromosome เป็นครัง้ แรก ซง่ึ แมลงหวม่ี โี ครโมโซม 8 โครโมโซม หรือ 4 คู่ โดยมี autosome 3 คู่ และ sex chromosome อยู่ 1 คู่ แมลงหว่เี พศเมยี มโี ครโมโซมเพศเป็น XX แมลงหวี่เพศผ้มู โี ครโมโซมเพศเป็น XY มอร์แกนได้ทดลองนาแมลงหวต่ี าสขี าวผสมกบั แมลงหวีตาสแี ดง รุ่น พอ่ แม่ (P) ตาสขี าว x ตาสแี ดง รุ่น F1 ตาสแี ดง รุ่น F2 เพศเมยี ทกุ ตวั ตาสแี ดง เพศผ้ตู าสแี ดง : ตาสขี าว = 1 : 1 (ตาสขี าวพบเฉพาะในเพศผ้เู ทา่ นนั้ ) จากการทดลองนีท้ าให้เราทราบวา่ ตาสแี ดงเป็นลกั ษณะเดน่ ตาสขี าวเป็นลกั ษณะด้อย \"ทาไม ตาสขี าวจงึ พบเฉพาะ ในเพศผู้ และเพศเมยี มีโอกาสตาสขี าวได้หรือไม\"่ จากการทดลอง มอร์แกนอธิบายวา่ \"ลกั ษณะสตี าของแมลงหวีเ่ กิดจากยนี ทค่ี วบคมุ ลกั ษณะสตี า มีตาแหนง่ อยบู่ น โครโมโซม X โดยแอลลนี ท่คี วบคมุ ลกั ษณะตาสแี ดงแสดงลกั ษณะขม่ ตอ่ แอลลนี ทคี่ วบคมุ ตาสขี าว สว่ นโครโมโซม Y จะไมม่ ยี นี ทีค่ วบคมุ สตี า การถ่ายทอดยนี บนโครโมโซมเพศลกู เพศผ้ซู มึ่ โี ครโมโซมเพศเป็น XY ได้รับโครโมโซม X จากแม่ และรับโครโมโซม Y จากแม่ ลกู เพศเมียซง่ึ มโี ครโมโซมเพศเป็น XX ได้รับโครโมโซม X จากแม่ และพอ่ แสดงวา่ ยนี ทีค่ วบคมุ ลกั ษณะสตี าของแมลงหว่ีอยบู่ นโครโมโซมเพศ ซง่ึ พจิ ารณาได้จากตวั อยา่ งตอ่ ไปนี ้ กาหนดให้ C เป็นยีนทค่ี วบคมุ ลกั ษณะตาสแี ดง และ c เป็นยีนทีค่ วบคมุ ลกั ษณะตาสขี าว ซง่ึ อยบู่ นโครโมโซมเพศ ถ้านาแมลงหว่ี เพศเมยี ตาสแี ดง x เพศผ้ตู าสขี าว genotype XCXC x XcY ลกู F1 XCXc XCY รุ่น F2 XCXC XCXc XCY XcY เพศเมยี ตาสแี ดง เพศเมยี ตาสแี ดง เพศผ้ตู าสแี ดง เพศผ้ตู าสขี าว การถา่ ยทอดยีนที่อยบู่ นโครโมโซมเพศ เรียกวา่ ยีนทเ่ี ก่ียวเน่อื งกบั เพศ (sex-linked gene) ถ้าอยบู่ นโครโมโซม X เรียกวา่ X-linked gene ถ้าอยบู่ นโครโมโซม Y เรียกวา่ Y-linked gene

13  X-linked gene/Y-linked gene X-linked gene 1. ลกั ษณะตาบอดสเี ขยี ว - แดงในมนษุ ย์ ตาบอดสี เป็นลกั ษณะทพ่ี บมากในประชากรพวกผิวขาว โดยมชี ายตาบอดสชี นดิ นี ้2 ใน 25 คน แตใ่ นเพศหญิงพบ น้อยประมาณ 1 ใน 250 คน ลกั ษณะตาบอดสี เขียว - แดง นี ้ผ้มู ียนี นจี ้ ะมองเห็นเป็นสเี ดียวคือสขี าวหรือเทาเทา่ นนั้ คนปกติ จะเหน็ แสงสนี า้ เงินแดงเขียวผสมกนั เป็นสขี าว บางคนต้องการเพียงสองสกี ็เหน็ เป็นสขี าว แตบ่ างคนต้องการเพยี งสเี ดยี วก็เหน็ เป็นสขี าวได้แก่พวกตาบอดสเี ขยี ว - แดง เพศหญิงตาปกติอาจจะมจี ีนตาบอดสแี ฝงมาเป็นพาหะ (carrier) แตเ่ ป็นคนถ่ายทอด จีนตาบอดสใี ห้ลกู ซง่ึ มกั แสดงออกในลกู ชายเน่อื งจากเอกซ์โครโมโซมเพยี งแทง่ เดยี ว ยีนตาบอดสจี งึ แสดงออกได้ 2. ลกั ษณะโรคโลหิตไหลไมห่ ยดุ (hemophilia) เม่ือเกิดบาดแผลแล้วทาให้โลหิตไหลไมห่ ยดุ เนอื่ งจาก ร่างกายไมม่ สี ารท่ชี ว่ ยให้โลหติ แขง็ ตวั โรคนพี ้ บเป็นมากในเพศชาย โดยพบในทารกเพศชาย 1 ใน 10,000 คน และหญิงทเ่ี ป็นพาหะพบ ใน อตั ราสว่ นเทา่ กนั ชายทเ่ี ป็นโรคนสี ้ ว่ นใหญ่จะเสยี ชีวิตกอ่ นทจี่ ะ แตง่ งาน สว่ นหญิงจะเสยี ชีวติ ในระยะวยั รุ่นคือมรี อบเดอื นเนื่องจาก สญู เสยี โลหติ มาก หญิงท่เี ป็นโรคนจี ้ ะต้องได้จีนด้อยมาจากทงั้ พอ่ และ แม่ โดยมีแมท่ เ่ี ป็นพาหะแตง่ งานกบั พอ่ ซง่ึ เป็นโรคโลหิตไหลไมห่ ยดุ ถ้าหญิงปกตแิ ตง่ งานกบั ชายเป็นโรคจะมบี ตุ รชายเป็นโรคดงั แสดงใน แผนภาพตอ่ ไปนี ้ 3. โรคกล้ามเนอื ้ ดเู ชน (duchenne mucular dystrophy หรือ pseudo hypertrophic) โรคนไี ้ มค่ อ่ ยพบมาก เนื่องจากเป็นจีนด้อยบนโครโมโซมเพศ ทารกเพศชายจะเจริญเตบิ โตเป็นปกตใิ นระยะแรกของวยั เดก็ แตก่ ล้ามเนอื ้ จะอทอ่ ม่ีนาแ:อhไttมpsเ่ จ:/ร/kิญasต-kอ่ aไsปanเปa็pนhผaลraใyหa้เtด.bก็ loเgสsยี pชoีวt.ิตcoเmมื่อ เข้าสวู่ ยั รุ่น ในปัจจบุ นั ยงั ไมท่ ราบวธิ ีปอ้ งกนั รักษา เมอื่ หญิง เฮเทโรโซกสั (+d) แตง่ งานกบั ชายปกติ (+Y) จะมีบตุ รในอตั ราสว่ น 1/4 หญิงปกติ (++) : 1/4 หญิงพาหะ(+d) : 1/4 ชายปกติ (+Y) :1/4ชายเป็นกล้ามเนอื ้ ดเู ชน (dY) และตอ่ มาชายทเี่ ป็นโรคนกี ้ ็จะตายกอ่ นอายุ 20 ปี จงึ ทาให้อตั ราสว่ นเปลยี่ นไปใน ภายหลงั Y-linked gene ลกั ษณะท่อี ยบู่ น Y โครโมโซมมขี นาดเลก็ มสี ารพนั ธุกรรมอยนู่ ้อย จึงพบวา่ มจี ีนอยบู่ นวายโครโมโซมน้อย การ ถา่ ยทอดลกั ษณะบนวายโครโมโซมเป็นไปอยา่ งงา่ ยๆ ถ้าพอ่ มลี กั ษณะท่ีอยบู่ นวายโครโมโซมจะพบจีนนนั้ เฉพาะในลกู ชาย เทา่ นนั้ เชน่ ลกั ษณะผวิ หนงั เป็นเกลด็ (porcupine men) ลกั ษณะมีพงั ผดื ยดึ ระหวา่ งนวิ ้ เท้าท่ี 2 และ 3 พบในครอบครัวหนง่ึ ใน สหรัฐอเมริกา ซง่ึ พบลกั ษณะนใี ้ นลกู ชายจานวน 14 คน ลกั ษณะมขี นทใ่ี บหู ลกั ษณะนมี ้ ขี นยาวตามใบหมู ากกวา่ ปกติ พบใน เพศชาย และพบบอ่ ยในประชากรของอินเดยี

14  sex-influenced trait หรือลกั ษณะภายใต้อิทธิพลของเพศ เม่อื เปรียบเทยี บกบั ลกั ษณะเฉพาะในเพศซง่ึ แสดงเฉพาะเพศใดเพศหนง่ึ แล้ว ลกั ษณะทเ่ี ป็น sex-influenced trait หรือ ลกั ษณะภายใต้อทิ ธิพลของเพศนี ้ลกั ษณะเดน่ จะอยภู่ ายใต้อทิ ธิพลของเพศ ถงึ แม้วา่ จะมจี ีนอยบู่ นออโทโซม จีนตวั เดยี วกนั แต่ แสดงในแตล่ ะเพศตา่ งกนั โดยทวั่ ไปเกิดจากสภาวะภายในของสง่ิ มชี ีวติ อนั เนอ่ื งมาจากฮอร์โมนเพศนนั่ เอง ซงึ่ พบลกั ษณะ เชน่ นใี ้ นสตั ว์ชนั้ สงู เทา่ นนั้ ลกั ษณะบางอยา่ งในมนษุ ย์ท่เี ข้าใจวา่ อาจเป็นลกั ษณะ sex-influenced trait เชน่ ลกั ษณะปอยผมด้านหน้ามสี ขี าว ปลายนวิ ้ มอื ยาว ลกั ษณะริมฝีปากบนแหวง่ เพดานปากโหว่ และการพดู ตดิ อา่ ง ลกั ษณะเหลา่ นพี ้ บในเพศชายมากกวา่ เพศ หญิง อยา่ งไรก็ตามการถ่ายทอดลกั ษณะคอ่ นข้างซบั ซ้อนเพราะมอี ทิ ธิพลของสงิ่ แวดล้อมและพนั ธกุ รรมร่วมกนั ในการ แสดงออกของจีนด้วย ลกั ษณะในมนษุ ย์ท่ศี กึ ษากนั มาก วา่ เป็น sex-influenced trait ได้แก่ ลกั ษณะศีรษะล้านเน่ืองจากกรรมพนั ธ์ุ ไมร่ วม เอาการหวั ล้านจากโรคภยั ไข้เจ็บ เช่น จากโรคไทฟอยด์ หรือตอ่ มไทรอยด์อกั เสบ ลกั ษณะศรี ษะล้านจากกรรมพนั ธ์ุ มีจีน B ควบคมุ เพศชายฮอมอโลกสั และเฮเทโรไซกสั จะ แสดงลกั ษณะหวั ล้าน แตใ่ นเพศหญิงจะแสดงลกั ษณะล้านเมือ่ เป็นฮ อมอโลกสั เทา่ นนั้ จึงพบมากในเพศชาย การแสดงฟีโนไทป์ จึงเป็นดงั ตาราง แสดงลกั ษณะหวั ล้านในคน จโี นไทป์ ลักษณะในเพศหญงิ ลกั ษณะในเพศชาย BB ศีรษะล้าน ศีรษะล้าน Bb ศีรษะไมล่ ้าน ศีรษะล้าน bb ศีรษะไมล่ ้าน ศีรษะไมล่ ้าน เข้าใจวา่ ลกั ษณะหวั ล้านเกิดจากฮอร์โมนเพศเป็นตวั สาคญั ในเพศหญิง Bb ซงึ่ หวั ไมล่ ้านแตเ่ มือ่ เป็นเนอื ้ งอกในมดลกู และถกู ตดั มดลกู ออก จะกลายเป็นคนหวั ล้าน ได้ sex-limited trait หรือลกั ษณะท่ปี รากฏจาเพาะเพศ ลกั ษณะบางลกั ษณะแสดงออกในเพศใดเพศหนงึ่ ทงั้ นเี ้นอ่ื งจากฮอร์โมนเพศเป็นตวั ควบคมุ โดยทจ่ี ีนนนั้ ไมไ่ ด้อยบู่ น โครโมโซมเพศ ตวั อยา่ งท่เี ห็นได้ชดั ได้แกข่ นของสตั ว์ปีก เชน่ นก และไกพ่ นั ธ์เุ ลกฮอร์น ตวั ผ้ขู นยาวปลายแหลม โค้งงอ ขอบ หยกั สวยงาม สว่ นตวั เมยี จะมขี นสนั้ ๆ ตรงปลายมน ขอบเรียบไมส่ วย เรียกวา่ ขนแบบตวั ผู้ (cock- feathered) และขนแบบตวั เมยี (hen-feathered) ตามลาดบั ในไกพ่ นั ธ์อุ น่ื ๆ เช่น ซีไบท์แบนตมั ทงั้ ตวั ผ้แู ละตวั เมียมีขนแบบตวั เมีย ไก่พนั ธ์แุ ฮมเบิร์กและ ไวยนั ดอต ตวั ผ้มู ขี นทงั้ 2 แบบ สว่ นตวั เมยี มีขนแบบตวั เมยี มจี ีน H ควบคมุ และขนแบบตวั ผ้มู ีจีน h ควบคมุ แตใ่ นเพศเมยี จีน h จะไมแ่ สดง ดงั นนั้ ไมว่ า่ จะมจี ีโนไทป์ อยา่ งไรก็ตามจะมขี นแบบตวั เมยี ทงั้ หมด ดงั ตารางท่ี 2.5 ตารางท่ี 16.6 แสดงจีโนไทป์ และฟีโนไทป์ ของขนไก่ จีโนไทป์ ลักษณะในเพศเมีย ลักษณะในเพศผู้ HH ขนแบบตวั เมยี ขนแบบตวั เมีย Hh ขนแบบตวั เมยี ขนแบบตวั เมยี hh ขนแบบตวั เมีย ขนแบบตวั ผู้

15 ถ้าไกต่ วั เมยี ถกู ตดั รงั ไขท่ งิ ้ จะกลายเป็น มขี นแบบตวั ผ้ไู ด้ ดงั นนั้ จีน H จะทาให้มีขนแบบตวั เมยี ได้เมอ่ื มฮี อร์โมนเพศเมยี อยู่ และจะทาให้เป็นขนตวั ผ้เู มอื่ ไมม่ ฮี อร์โมนเพศเมยี อยู่ สว่ น h ทาให้เกิดขนแบบตวั ผ้เู มื่อไมม่ ฮี อร์โมนเพศเมียและทาให้เกิดขน ตวั เมยี ถ้ามฮี อร์โมนเพศเมียอยู่ ลกั ษณะเฉพาะเพศในคนทเ่ี หน็ ชดั ได้แก่ หนวดเครา ซง่ึ มเี ฉพาะในเพศชาย สว่ นในเพศหญิงปกตไิ มม่ หี นวดเครา จาก การศกึ ษาตอ่ มสร้างหนวดเคราปรากฏวา่ มจี านวนตอ่ เนอื ้ เยื่อที่ผวิ หนงั เทา่ กนั แตกตา่ งกนั ทก่ี ารเจริญงอกงามของหนวดเครา ถ้าเพศหญิงมีฮอร์โมนเพศเปลย่ี นไป หนวดเคราจะเจริญงอกงามได้ ในกรณีววั นม พอ่ แมพ่ นั ธ์วุ วั นม เมื่อผสมกนั ยอ่ มให้จีน เกี่ยวข้องกบั ปริมาณนา้ นม และคณุ ภาพของนมแกล่ กู ววั ทกุ ตวั แตจ่ ะมเี ฉพาะววั ตวั เมียเทา่ นนั้ ท่สี ามารถให้นา้ นมในปริมาณ และคณุ ภาพท่รี ับยนี มาจากพอ่ แมไ่ ด้


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook