Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 2558_A ชนเผ่าอารยันบ่อเกิดและประเภทของความรู้ตะวันออก

2558_A ชนเผ่าอารยันบ่อเกิดและประเภทของความรู้ตะวันออก

Published by E-Library, Buddhist Studies, MCU Surin, 2023-06-28 01:05:06

Description: 2558_A ชนเผ่าอารยันบ่อเกิดและประเภทของความรู้ตะวันออก

Search

Read the Text Version

๘๕ ชนเผ่าอารยนั กบั บอ่ เกิดและประเภทของความรู้ตะวันออก ผศ.ดร.ทวีศกั ดิ์ ทองทพิ ย์ มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าฯ วิทยาเขตสรุ นิ ทร์ ๑. บทนา ผู้ให้แนวคิดอันเป็นบ่อเกิดและประเภทของ อารยัน (Aryan) หรือ อริยกะ ความรู้ตะวันออกที่สาคัญ นักวิชาการทาง ปรัชญาเม่ือศึกษาเกี่ยวกับความรู้เหล่านี้ก็จัด เป็นชนเผ่าหน่ึงที่อาศัยอยู่ในเอเชียกลาง เนื้อหาไว้ในประเภทของ “ญาณวิทยา” ซึ่ง บริเวณทุ่งหญ้าอันเป็นท่ีราบเหนือทะเลสาบ เป็นปรัชญาบริสุทธิ์สาขาหนึ่งที่ว่าด้วยบ่อเกิด แ ค็ ส เ ป้ี ย น ( Caspian) ท า ง ต อ น ใ ต้ ข อ ง ลักษณะ หน้าที่ ประเภท ระเบียบวิธี และ ประเทศรัสเซียปัจจุบัน เมื่อประมาณ ๒๐๐๐ ความสมเหตุสมผลของความรู้ บางทีใช้ว่า ปีก่อน พ.ศ. ต่อมาเม่ือประมาณ ๑๐๐๐ ปี ทฤษฏีความรู้ (Theory of knowledge) ใน ก่อน พ.ศ. พวกอารยันกลุ่มหนึ่งได้อพยพออก บทความนี้ผู้เขียนจะได้เสนอเนื้อหาเพียง ๒ จากพื้นท่ีเอเชียกลางลงมาทางตอนใต้ข้าม หัวข้อ คือ ๑) บ่อเกิดของความรู้ ๒) ประเภท ภูเขาหิมาลัยเข้ามาทางตะวันตกเฉียงเหนือ ของความรู้ รายละเอียดจะได้นาเสนอ ของประเทศอินเดีย อารยันเป็นชนเผ่าผู้มี ตามลาดับดงั ตอ่ ไปนี้ ความสามารถในการทาศึกสงครามเป็นอย่าง มาก จึงลุกไล่เผ่าชนพื้นเมืองเดิม คือ พวก ๒. ชนเผา่ อารยนั กบั บอ่ เกดิ และประเภทของ มิลักขะ ท่ีอาศัยอยู่ก่อนให้ออกไปจากพ้ืนท่ี ความรู้ตะวนั ออก พร้อมกับได้ทาลายเมืองและหมู่บ้านของชน เผ่าพ้ืนเมืองเดิมลงได้อย่างราบคาบ เมื่อรบ ได้กล่าวมาแล้วว่าชนเผ่าอารยันถือว่า ชนะในพ้ืนท่ีใดชาวอารยันก็เข้ายึดพื้นที่เข้าไว้ เป็นผู้ให้แนวคิดอันเป็นบ่อเกิดและประเภท ใ น อ า น า จ ก า ร ป ก ค ร อ ง แ ล ะ ไ ด้ ท อ น พ ว ก ของความรู้ตะวันออกท่ีสาคัญ สาหรับบ่อเกิด มิลักขะลงเป็นทาส๑พร้อมกับตั้งเมืองและ แ ล ะ ค ว า ม รู้ ท่ี ส า คั ญ ข อ ง ช า ว อ า ร ยั น เ ป็ น หมู่บ้านข้ึนมาแทนชนเผ่าพ้ืนเมืองเดิม ขยาย อย่า งไ ร ผู้ เขี ยน จะไ ด้น าเ สนอ ให้ เห็ น อาณาเขตการปกครองของตนเองลงไปทาง ตามลาดับดังนี้ ตอนใต้ พร้อมกับการเผยแพร่วัฒนธรรมของ เผ่าตนเองไปด้วย ชนเผ่าอารยันจึงถือว่าเป็น ๒.๑ บ่อเกดิ ของความรู้ ในสานักปรัชญาของอินเดียน้ัน ๑ สมัคร บุราวาส.วิชาปรัชญา.พิมพ์คร้ังที่ ๔. (กรงุ เทพฯ: สยาม. ๒๕๔๔) หนา้ ๔๙. ได้มีทัศนะเกี่ยวกับความรู้ท่ีถูกต้อง (สัมมา ญาณ) ท้งั ในลักษณะท่ีแตกต่างและสอดคล้อง

กัน เกี่ยวกับความรู้ที่ถูกต้องของสานักที่ ใช้เติมเข้าข้างหน้า คือคาว่า “ประ” แปลว่า ยอมรับกันประมวลได้ท้ังหมด ๖ อย่าง ดังนี้ ถกู ตอ้ ง หรือ แท้จริงหรือ แน่นอน เมื่อนาสอง คือ ประจักษประมาณ อนุมานประมาณ ศัพท์มารวมกัน คือ ประ + มา = ประมา ศัพทประมาณ อุปมานประมาณ อรรถาปัตติ หรือ ประมาณ หมายถึง ความรู้ท่ีถูกต้อง และอนุปลัพธิ สาหรับรายละเอียดของแต่ละ ความรู้ท่ีแท้จริง ความรู้ที่แน่นอน ดังน้ัน ประ อย่างไดจ้ ะนามาศึกษาดังน้ี จักษประมาณ จึงมีความหมายว่า การรับรู้ที่ เกิดจากประสาทสัมผัสหรือจิตสัมผัสกับ ๒ . ๑ . ๑ ป ร ะ จั ก ษ ป ร ะ ม า ณ อารมณโ์ ดยตรง (Perception) ในวิชาปรัชญามีคาอยู่สองคา ท่ีมีความหมายเหมือนกันซ่ึงสามารถใช้แทน ๒. ๑. ๑. ๒ ประเภ ทของประจักษ กันได้ คือ คาว่า “สัญชาน” และคาว่า “ประ ประมาณ คาว่า “ประเภท” คือ ส่วนที่ จักษประมาณ” ท้ังสองคาน้ี ในภาษาอังกฤษ แบ่งย่อยออกไปเป็นพวก จาพวก ชนิด หมู่ ใช้ว่า “Perception” แต่เมื่อเราได้ศึกษา เหล่า อย่าง แผนก เป็นต้น ดังนั้นเมื่อกล่าวถึง ปรัชญาตะวันออกโดยเฉพาะปรัชญาอินเดียจะ ประเภทของประจักษประมาณจึงเป็นการเน้น เรียกคานี้ว่า ประจักษประมาณ สาหรับ ให้เห็นถึงส่วนที่แบ่งย่อยออกไปเป็นพวกของ รายละเอียดเก่ียวกับเร่ืองนี้เราจะได้นามา ประจักษประมาณว่ามีอย่างไรบ้าง ซึ่งประเภท ศึกษาตามลาดับดงั น้ี ของประจักษประมาณน้ันสามารถจัดแบ่งได้ เปน็ ๒ ประเภทได้แก่ ๒.๑.๑.๑ ความหมายของประจักษ ประมาณ คาว่า “ประจักษ์” เกิดจากศัพท์ ๑) ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส ภาษาสันสกฤตสองศัพท์ คือ ศัพท์ว่า “ประ เป็นความรู้ที่อาศัยประสาทสัมผัสทั้งห้า คือ ติ” แปลว่า ขึ้นอยู่กับ และ ศัพท์ว่า “อักษะ” ตา หู จมูก ลิ้น กาย ซ่ึงเป็นส่ิงท่ีมีอยู่ในตัว แป ลว่ า ป ระ สา ท สัม ผัส ภ า ย นอ กห รื อ มนุษย์ เม่ือสัมผัสกันกับสิ่ง(อารมณ์)ต่าง ๆ ท่ี ความรู้สกึ เมอื่ นาสองศพั ท์มารวมกนั คือ ประ อยู่ภายนอกตัวมนุษย์ คือ รูป เสียง กล่ิน รส ติ+อักษะ = ประจักษ์ แปลว่า ขึ้นอยู่กับ ความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ก็ทาให้เกิดความรู้ ประสาทสัมผัสภายนอก หรือ ข้ึนอยู่กับ เกิดขึ้น ความรู้ลักษณะน้ีเรียกว่ารู้อารมณ์ คือ ความรู้สึก หมายถึง การรับรู้โดยตรงโดยไม่ รู้ตามชนิดของอารมณ์ท่ีประสาทสัมผัสทั้งห้า ต้องอาศัยสิ่งใดมาเป็นส่ือกกลาง ส่วนคาว่า ไปสัมผัส จะยกกรณีตัวอย่างในเรื่องนี้มาให้ดู “ประมาณ” มีใช้อยู่ในประมาณศาสตร์ใน สกั หนงึ่ ตวั อยา่ ง ขอให้ดูเรื่องของ “ตา” สัมผัส ปรัชญาอินเดีย ซ่ึงคาน้ีมีรากศัพท์มาจาก กันกับ “รูป” ในตัวอย่างต่อไปนี้ เช่น เม่ือเรา ภาษาสันสกฤตโดยเกิดขึ้นจาก “มา” ธาตุ ใช้ตามองไปท่ีพัดลมตัวหน่ึงซ่ึงต้ังอยู่ตรงหน้า แปลว่า วิธีการ หรือเคร่ืองวัด และอุปสรรคที่ ของเราเม่ือเราเห็นพัดลมเราก็รู้ว่าเวลานี้มีพัด

ลมต้ังอยดู่ ้านหนา้ เราหน่ึงตัว ความรู้ดังกล่าวนี้ ลักษณะเป็นของเหลว ลูกบิลเลียดมีลักษณะ เกิดขึ้นเน่ืองจากประสาทสัมผัสซ่ึงมีอยู่ที่ตัว กลม ลูกเต๋ามีลักษณะเหล่ียม คนไทยมี ของเราในที่น้ีได้แก่ “ตา” ไปสัมผัสกับส่ิง ลักษณะอ่อนโยน เป็นต้น ดังนั้นเมื่อกล่าวถึง (อารมณ์)ท่อี ยู่ภายนอกตัวเราในท่ีน้ีได้แก่ “พัด ลักษณะของประจกั ษประมาณ จึงเป็นการเน้น ลม” จึงทาใหเ้ กิดความรู้เกิดข้ึนว่า ขณะนี้มีพัด ให้เห็นถึงคุณสมบัติเฉพาะตัวของลักษณะของ ลมตั้งอยู่ด้านหน้าของเราหนึ่งตัว ท่ีเราบอกได้ ป ร ะ จั ก ษ ป ร ะ ม า ณ ว่ า มี คุ ณ ส ม บั ติ เ ฉ พ า ะ ว่ามีพัดลมตั้งอยู่ด้านหน้าของเราหนึ่งตัวเป็น ตัวอย่างไรบ้าง ซ่ึงคุณสมบัติเฉพาะตัวของประ เพราะวา่ รปู ของพดั ลมไดป้ รากฏชัดทางตาของ จักษประมาณน้ันสามารถจาแนกได้ดงั น้ี เราอยใู่ นเวลาน้นั ในกรณขี องความรู้ที่เกิดจาก ป ร ะ ส า ท สั ม ผั ส ท่ี เ ห ลื อ น อ ก จ า ก น้ี ก็ ข อ ใ ห้ ๑)ใหค้ วามสาคญั กบั ญาณวิทยา เทยี บเคยี งกับกรณตี ัวอยา่ งทยี่ กมานี้ (Epistemology) มากกว่าอภิปรชั ญา (Metaphysics) คอื ให้ความสาคัญกับญาณ ๒) ประสบการณ์ทางจิต ได้แก่ การคิด วทิ ยาทม่ี ่งุ เน้นอธบิ ายเกยี่ วกับบ่อเกิดของ ทบทวน เป็นความรู้ท่ีเกิดขึ้นกับจิต ซ่ึง ความรู้ ลกั ษณะของความรู้ หน้าทีข่ องความรู้ สามารถสมั ผัสได้จากประสบการณ์ทางจิตของ ประเภทของความรู้ และความสมเหตสุ มผล แต่ละบุคคลโดยตรง เช่น (๑) ด้านความทุกข์ ของความรู้ มากว่าการให้ความสาคัญกบั อาการที่ทาให้รู้ว่าจิตกาลังทุกข์หรือไม่สบายก็ อภิปรัชญาทมี่ ุ่งเน้นอธิบายวา่ ด้วยสงิ่ เปน็ จรงิ คือ โสกะ (ความแห้งใจ เศร้าใจ) ปริเทวะ เชน่ พระเจ้า โลก วญิ ญาณ เปน็ ตน้ ดงั นั้น (ความคร่าครวญ ร่าไห้ ราพัน บ่นเพ้อ) ลักษณะของประจักษประมาณจงึ ได้ให้ โทมนสั (ความเสยี ใจ) อุปายาสะ (ความผิดหวัง ความสาคญั กับญาณวทิ ยามากกว่าอภิปรชั ญา คับแคน้ ใจ) (๒) ด้านความสุข อาการที่ทาให้รู้ ว่าจิตกาลังสุขหรือสบายก็คือ จิตเกิดปราโทย์ ๒ ) ป ฏิ เ ส ธ ค ว า ม รู้ ที่ มี ม า ก่ อ น (เกดิ ความปราบปล้มื บันเทงิ ใจ) จิตเกิดปีติ(เกิด ประสบการณ์ ประจักษประมาณไม่ได้ให้การ ความเอิบอ่ิมใจ) จิตเกิดปัสสัทธิ(เกิดการผ่อน ยอมรับว่ามนุษย์มีความรู้ติดตัวมาแต่กาเนิด คลาย) จิตเกดิ สขุ (เกิดสบายมคี วามสุข) จิตเกิด (Innate idea) เนื่องจากมีความเชื่อว่ามนุษย์ สมาธิ (จิตตั้งม่นั แน่วแนไ่ ม่หว่นั ไหว) จ ะ เ กิ ด ค ว า ม รู้ ข้ึ น ไ ด้ ต้ อ ง อ า ศั ย ป ร ะ ส บ ก า ร เ ท่ า น้ั น จึ ง ป ฏิ เ ส ธ ค ว า ม รู้ ที่ เ กิ ด ก่ อ น ๒. ๑. ๑. ๓ ลั กษ ณะ ข อง ปร ะจั ก ษ ประสบการณ์โดยส้ินเชิง เช่น ขอให้ดูกรณี ประมาณ คาว่า “ลักษณะ” เป็นเร่ืองของการ ตัวอย่างต่อไปน้ี หมอถามคนไข้ก่อนจะเขียน แสดงส่ิงหน่ึงให้เห็นว่าแตกต่างกับอีกส่ิงหน่ึง ใบส่ังยาว่า “คุณแพ้ยาอะไรบ้าง” คนไข้ตอบ ซึง่ มีจุดเน้นทจ่ี ะให้เหน็ คุณสมบัติเฉพาะตัวของ หมอว่า “แพ้ยาพาราเซตามอลครับ” หมอ สิ่งท่ีจะแสดงนั้น ๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น น้ามี ถามคนไข้ต่อว่า “อาการแพ้ที่เกิดจากการกิน

ยาพาราเซตามอลเป็นอยา่ งไรบ้าง” คนไข้ตอบ ตามอลมาก่อน คือกินยาพาราเซตามอลทีไรก็ ว่า “ผมเห็นคนท่ีบ้านแพ้ยานี้แล้วเขาเกิด จะเกิดอาการชักกระตุก แน่นหน้าอก หายใจ อาการชักกระตุก แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ไม่ออก เหงื่อออกเปียกชุ่มไปทั้งตัว หมอได้ เหงอ่ื ออกเปียกชมุ่ ไปทั้งตัวเลยครับ” หมอถาม บอกกบั คนไข้วา่ “คุณแพ้ยาพาราเซตามอลนะ คนไข้ต่อวา่ “เมอ่ื คุณกนิ ยาพาราเซตามอลแล้ว อย่ากินยาชนิดน้ีเข้าไปอีกเพราะจะทาให้คุณ เกิดอาการแพ้ยาเหมือนกันกับคนที่คุณเห็นที่ เกิดการแพ้ยาอาจจะทาให้เสียชีวิตได้” คนไข้ บ้านใช่ไหม” คนไข้ตอบว่า “เปล่าครับผมยัง เองก็ ได้รับ คว า มรู้จา กปร ะสบก ารณ์ นี้ ไม่เคยกินเคยกินยาพาราเซตามอลเลยครับ” เหมือนกัน คือ เมื่อใดก็ตามท่ีได้กินยาพาราเซ คุณหมอ “???” จากกรณีตัวอย่างน้ีเป็น ตามอล เมื่อนั้นก็จะเกิดอาการแพ้ยาดังท่ีได้ ปร ะ ส บ ก า ร ณ์ที่ เ กิ ด ข้ึ น กั บค น อ่ื น ไ ม่ ใ ช่ กล่าวมาแล้วทุกครั้งเร่ือยไป ต่อมามีเพื่อนของ ประสบการณ์ที่คนไข้ได้รับโดยตรง ในกรณี คนไข้คนหน่ึงไม่เช่ือว่าความรู้ของเพ่ือนที่เป็น ตัวอย่างนี้คนไข้ยังไม่เคยแพ้ยาชนิดใดมาก่อน คนไข้ท่ีได้จากประสบการณ์จะเป็นความรู้ที่ เลยเพียงแต่เห็นคนอ่ืนเขาแพ้ยาชนิดน้ันแล้วก็ แท้จริง จึงต้องการทดสอบความสมเหตุสมผล อนุมานเอาเองว่าถ้าตนกินยาชนิดเดียวกันกับ ข อ ง ค ว า ม รู้ ช นิ ด น้ี ว่ า มี ค ว า ม ถู ก ต้ อ ง แ ล ะ เขาก็จะเกิดอาการแพ้ยาเหมือนกันกับเขาก็ สมเหตุสมผลจริงหรือไม่ วันหนึ่งจึงได้นายา เลยบอกกับหมอไปว่าตัวเองจะต้องแพ้ยาชนิด พาราเซตามอลมาให้เพ่อื นที่เปน็ คนไข้ที่เคยแพ้ น้ันแน่ ๆ ข้อเท็จจริงในเร่อื งนกี้ ็คอื ถ้าคนไข้ผู้น้ี ยาชนิดนีก้ นิ และหลอกว่าไม่ใช่ยาพาราเซตาม กินยาพาราเซตามอลแลว้ อาจจะไม่มีอาการแพ้ มอลแต่เป็นยาบารุงร่างกายให้แข็งแรง เพ่ือน ยาเกิดข้ึนเลยหรือหากจะมีอาการแพ้ยาจริง คนไข้ท่ีเคยแพ้ยาชนิดนี้เมื่อกินยาเข้าไปแล้ว อาการก็อาจจะไม่เหมือนกันกับคนท่ีเขาเคย ปรากฏว่าเกิดอาการชักกระตุก แน่นหน้าอก เห็นที่บ้านก็ได้ จะเห็นว่าความรู้ที่เกิดก่อน หายใจไม่ออก เหง่ือออกเปียกชุ่มไปท้ังตัว ประสบการณ์มีความน่าเชื่อถือได้น้อยมาก เพื่อนบ้านเห็นอาการไม่ดีจึงได้นาคนไข้ส่ง ดังนั้น ลักษณะของประจักษประมาณ จึง โรงพยาบาล เมื่อหมอสอบประวตั คิ นไข้รายน้ีก็ ปฏิเสธความรู้ท่ีมีมาก่อนประสบการณ์และ พบว่าเคยแพ้ยาพาราเซตตามอลมาก่อน จึง ไม่ได้ใหค้ วามสาคัญกบั ความรู้ชนดิ นี้ สอบถามคนไข้รายน้ีว่าก่อนเกิดอาการนี้คนไข้ ได้กินยาอะไรเข้าไปหรือไม่ คนไข้จึงนายาท่ีได้ ๓) ต้นกาเนดิ ของความรูท้ งั้ ปวงเกิดจาก กินเข้าไปก่อนจะเกิดอาการดังกล่าวให้หมอดู ประสบการณ์ ประจักษประมาณ ถือว่า บ่อ ปรากฏว่ายาที่คนไข้ได้กินเข้าไปน้ันเป็นยา เ กิ ด ห รื อ ต้ น ก า เ นิ ด ข อ ง ค ว า ม รู้ ม า จ า ก พาราเซตามอล หมอจึงลงความเห็นว่าคนไข้ผู้ ประสบการณ์ และความสมเหตุสมผลของ นี้เกิดอาการแพ้ยาพาราเซตามอล กรณีของ ความรู้ก็สามารถทดสอบได้จากประสบการณ์ ตัวอย่างนี้ เป็นสิ่งที่ยืนยันได้อย่างน่าเชื่อถือว่า เช่น คนไข้ของหมอคนหน่ึงเคยแพ้ยาพาราเซ

บ่อเกิดหรือต้นกาเนิดของความรู้มาจาก วิสัย (Subjective) เช่น ความปรารถนา ประสบการณ์ และความสมเหตุสมผลของ (desire) ได้แก่ความรู้ว่าอยากได้ส่ิงใดอย่าง ความรู้ก็สามารถทดสอบได้จากประสบการณ์ น้อยสักอย่างหน่ึงเพ่ือนามาสนองตอบความ จริง ดังนั้น ลักษณะของประจักษประมาณจึง ตอ้ งการของเราเอง ความรู้สึก(Feeling) ได้แก่ ให้การยอมรับว่าต้นกาเนิดของความรู้ทั้งปวง รู้สานึก คือ เมื่อสานึกตัวว่าทาผิดก็รู้สานึกตัว เกิดจากประสบการณ์ ใ ห ม่ ใ น ก า ร ที่ จ ะ ห า ท า ง แ ก้ ไ ข แ ล ะ ท า ใ ห้ มั น ถูกต้องในโอกาสต่อไป ความคิด (Thinking) ๔) ยอมรับประสบการณ์ ๒ อย่าง คือ ได้แก่ สิ่งท่ีนึกรู้ขึ้นในใจแล้วก่อให้เกิดการ (๑) ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสภายนอก แสวงหาความรู้ต่อไป คือ ศิลปะต่าง ๆ ท่ี ไดแ้ ก่ การได้เหน็ ไดย้ ิน ได้กล่ิน ได้รส และได้ เกิดข้ึนอย่างสวยงามในโลกได้เกิดขึ้นเพราะ สัมผัส สิ่งเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของความรู้ที่ อาศัยการนึกคิดและจินตนาการขึ้นมาสิ่ง ถกู ต้อง การรูร้ ูปรา่ ง ลักษณะ ตา่ ง ๆ เช่น สุนัข เหล่านี้อาศัยประสบการณ์ทางจิตได้คิดขึ้นมา ไก่ ม้า เสือ ต้นตาล ต้นมะพร้าว เป็นต้น ต้อง ใหแ้ ล้วกอ็ อกแบบสรา้ งไปตามจินตนาการท่ีจิต อาศัยประสาทสัมผัส คือ การได้เห็น การรู้ ได้คิดให้ก็จะออกมาเป็นศิลปะท่ีสวยงามได้ เสียงลักษณะต่าง ๆ เช่น เรารู้และสามารถ แม้แต่เครื่องบินท่ีเกิดข้ึนมาได้ก็เพราะการ จาแนกได้ว่าอะไรเป็น เสียงระฆัง เสียงกลอง อาศยั ความคดิ ของมนุษย์นี้เอง ดังนั้น ลักษณะ เสียงขลุ่ย เสียงระนาด เป็นต้น เพราะอาศัย ของประจักษประมาณจึงให้การยอมรับว่า ประสาทสัมผัส คือ การได้ยิน การรู้กลิ่น ประสบการณ์ ๒ อย่าง คือ ประสบการณ์ทาง ลักษณะต่าง ๆ เช่น เรารู้และสามารถจาแนก ประสาทสัมผสั ภายนอกและประสบการณ์ทาง ได้ว่าอะไรเป็นกล่ินหอม กล่ินเหม็น กล่ินฉุน ประสาทสัมผัสภายใน ว่าเป็นบ่อเกิดของ เป็นตน้ เพราะอาศยั ประสาทสมั ผัส คือ การได้ ความรู้จริง กล่ิน การรู้รสลักษณะต่าง ๆ เช่น เรารู้และ สามารถจาแนกได้ว่าอะไรเป็น รสเค็ม หวาน ๒.๑.๒ อนมุ านประมาณ (Inference) มัน เผ็ด เปร้ียว เป็นต้น เพราะอาศัยประสาท ในปรัชญาอินเดียถือว่าอนุมาน สมั ผสั คือ การไดร้ สการรสู้ ัมผัสในลักษณะต่าง ๆ เช่น เรารู้และสามารถจาแนกได้ว่าอะไรเป็น ประมาณเป็นบ่อเกิดของความรู้ท่ีสาคัญชนิด สิ่งท่ีเย็น ร้อน อ่อน แข็ง แสบคัน เป็นต้น หน่ึงสาหรับ อนุมานคืออะไร อนุมานแบ่งได้ เพราะอาศัยประสาทสัมผัส คือ การได้สัมผัส อย่างไร และ อนุมานมีลักษณะอย่างไร เราจะ การเกิดความรู้ของมนุษย์ ย่อมเกิดจาก ไดศ้ กึ ษาตามลาดับดังนี้ ประสาทสัมผัสภายนอกเหล่านี้ท้ังส้ิน (๒) ประสบการณ์ทางจิต เป็นความรู้ที่เกิดจาก ๒. ๑. ๒. ๑ คว าม หมายขอ งอนุมา น ประสาทสัมผัสภายใน ซ่ึงมีลักษณะเป็นจิต ประมาณ คาว่า “อนุมาน” เกิดจากศัพท์ ภาษาสันสกฤตสองศัพท์ คือ ศัพท์ว่า “อนุ”

แปลว่า ภายหลัง และ ศัพท์ว่า “มานะ” กระบวนการให้เหตุผลแบบน้ีมีลักษณะที่ แปลว่า ความรู้ เมื่อนาสองศัพท์มารวมกัน คือ ส า คั ญ คื อ ( ๑ ) เ น้ื อ ค ว า ม ข อ ง ข้ อ ส รุ ป อนุ+มานะ = อนมุ าน แปลว่า ความรู้ท่ีเกิดข้ึน ( Conclusion) จ ะ ต้ อ ง อ ยู่ ใ น ข้ อ ตั้ ง ภายหลัง และอีกคาหน่ึงที่มีความหมาย (Premise)ท้ังหมด (๒) ถ้าข้อต้ังจริง ข้อสรุปก็ คล้ายกันคือคาว่า “วยาปติ” แปลว่า การ ต้องจริง(ในกรณีท่ีการนิรนัยนั้นสมเหตุสมผล) เกิดข้ึนพร้อมกันคือความสัมพันธ์ที่จาเป็น ตัวอย่างเช่น เหตุหรือข้อเท็จจริงใหญ่มีอยู่ ระหว่างความรู้ที่เกิดข้ึนก่อนและภายหลัง ก่อน คอื “ มนุษย์ทุกคนเป็นสิ่งต้องตาย” แล้ว สาหรับในปรัชญาอินเดีย คาว่า อนุมาน มีเหตุและข้อเท็จจริงย่อยคือ “นายแดงเป็น หมายถึง ความรู้สิ่งที่ไม่ประจักษ์ โดยอาศัยสิ่ง มนุษย์” เราจึงลงสรุปได้ทันทีว่า ที่ประจักษ์ซึ่งมีความสัมพันธ์สากลกับส่ิงที่ไม่ “เพราะฉะน้ันนายแดงเป็นสิ่งต้องตาย” เป็น ประจักษ์ เช่น เห็นควันปรากฏที่บริเวณหลัง ตน้ บ้านก็อนุมานว่าที่บริเวณหลังบ้านมีไฟ โดย อาศัยความสัมพันธ์สากลระหว่างควันกับไฟ ๒) การอุปนัย (Induction) คือ ท่ีว่า “ที่ใดมีควัน ท่ีน่ันมีไฟ”๒ ดังน้ัน อนุมาน การสรุปความรู้ใหม่โดยอ้างหลักฐานจาก ประมาณ จึงมีความหมายว่า กระบวนการท่ี ประสบการณ์ กล่าวคือ การท่ีเราเชื่ออะไร ทาให้ได้รับความรู้อย่างหนึ่งโดยอาศัยความรู้ สักอย่างหน่ึงว่าเป็นจริงก็เพราะว่าเราเคยพบ อกี อยา่ งหนึง่ เห็นเรื่องทานองเดียวกันว่าเป็นอย่างนั้นมา ก่อน เม่ือเรามีประสบการณ์แบบเดียวกัน ๒.๑.๒.๒ ประเภทของอนุมานประมาณ หลาย ๆ คร้ัง เราก็สรุปเป็นความรู้ท่ัวไป เราได้ทราบมาแล้วว่าอนุมานประมาณคือ เก่ียวกับสิ่งน้ันได้ กระบวนการให้เหตุผลแบบ กระบวนการที่ทาให้ได้รับความรู้อย่างหนึ่งโดย นี้มีลักษณะสาคัญ คือ (๑) เนื้อความของ อาศัยความรู้อีกอย่างหนึ่ง เม่ือนาอนุมาน ข้อสรุป(Conclusion) มีเกินกว่าข้อความของ ประมาณมาจัดแบ่งเราสามารถแบ่งได้เป็น ๒ ข้อตัง้ (Premise) (๒) ถ้าข้อต้ังจริง ข้อสรุปอาจ ประเภทไดแ้ ก่ จริงหรือไม่จริงก็ได้ คือ มีความน่าจะเป็นไปได้ เท่าน้ัน ตัวอย่างเช่น จากข้อตั้งท่ีว่า “ใน ๓ ปี ๑) การนิรนัย (Deduction) คือ การให้ ท่ีผ่านมา วันที่ ๑๐ ธันวาคม อากาศหนาว” เหตุผลที่เร่ิมจากเหตุหรือข้อเท็จจริงใหญ่ก่อน จึงสรุปว่า “ปีนี้อากาศจะหนาวในวันท่ี ๑๐ แล้ว มีเหตุและข้อเท็จจริงย่อย สุดท้ายจึงลง ธันวาคม” ในข้อสรุปนี้มีเน้ือความเกินข้อตั้ง สรปุ เหตใุ หญ่และเหตยุ อ่ ยจะต้องเป็นจริงทั้งคู่ เพราะข้อตั้งกล่าวถึงอากาศหนาวเพียง ๓ ปี จึ ง จ ะ ท า ใ ห้ ก า ร นิ ร นั ย ส ม เ ห ตุ ส ม ผ ล เท่าน้ัน ดังน้ันในข้อสรุปนี้จึงอาจจริงหรือไม่ จรงิ ก็ได้ ๒ราชบณั ฑติ ยสถาน, พจนานกุ รมศพั ท์ ปรชั ญา องั กฤษ – ไทย, พิมพค์ ร้ังที่ ๔, หนา้ ๔๐.

๒.๑.๒.๓ ลกั ษณะของอนุมานประมาณ แหล่งความรู้ที่เรียกว่า “ไฟ” ได้ กระบวนการ คณุ สมบตั ิเฉพาะตัวเก่ียวกับบ่อเกิดของความรู้ ที่ทาให้ได้รับความรู้ในลักษณะอย่างเรียกว่า แบบอนุมานประมาณสามารถจาแนกได้ดงั นี้ อาศยั ตัวกลางในการเขา้ ถงึ แหล่งความรู้ ๑) ให้ความสาคัญกับประจักษประมาณ ๓) ให้ความสาคัญกับการอนุมาน ๒ แบบ และอนุมานประมาณ เพราะถือว่าบ่อเกิดของ คือ (๑) แบบนิรนัย เพราะถือว่าการได้มาซึ่ง ความรู้ท้ังสองชนิดน้ีได้ให้ความรู้ถูกต้องและมี บทสรุปท่ีเป็นจริงจะต้องเกิดข้ึนจาก ข้อตั้ง ความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อ ใหญ่และข้อต้ังย่อยเป็นจริงท้ังคู่ เนื่องจาก เราเห็นควนั ปรากฏท่ีบริเวณหลังบ้านก็อนุมาน กระบวนการให้เหตุผลแบบนี้มีลักษณะท่ี ว่าท่ีบริเวณหลังบ้านมีไฟ การที่เราอนุมานว่า สาคัญคือ เนื้อความของข้อสรุป ได้มีอยู่ในข้อ บริเวณหลังบ้านมีไฟเป็นการอนุมานจาก ต้ังทั้งหมดแล้ว ดังนั้น ถ้าข้อตั้งจริง ข้อสรุปก็ ประสบการณ์เพราะท่ีผ่านมาเราเคยเห็นควัน ต้องจริง ตัวอย่างเช่น ข้อต้ังใหญ่ท่ีว่า “สีขาว ล้วนเกิดมาจากไฟ เม่ือเราเห็นควันจากหลัง ทุกชนิดเป็นส่ิงสะท้อนแสง” และข้อต้ังย่อย บ้านเข้าอีกเราจึงอนุมานว่าท่ีหลังบ้านมีไฟ ท่วี า่ “หมิ ะเป็นส่ิงมีสีขาว” ก็จะได้ข้อสรุปท่ีว่า เนื่องจากควันมีความสัมพันธ์สากลกับไฟ โดย “เพราะฉะนั้น หิมะเป็นส่ิงสะท้อนแสง” จาก อาศัยสิ่งที่ประจักษ์(ควัน)ซ่ึงมีความสัมพันธ์ ตัวอย่างที่ยกมาน้ีจะเห็นว่า ทั้งข้อตั้งใหญ่และ สากลกับสิ่งที่ไม่ประจักษ์(ไฟ) เราจึงอนุมานได้ ข้อตั้งย่อยเป็นจริงท้ังคู่ จึงทาให้ได้ข้อสรุปที่ ถูกต้อง อนุมานประมาณจึงให้ความสาคัญกับ เป็นจริงด้วย (๒) แบบอุปนัย โดยเฉพาะการ ประจักษประมาณและอนุมานประมาณ อุปนัยสาหรับสิ่งท่ีมีหน่วยจากัด เพราะถือว่า การนิรนัยในสิง่ ท่ีมีหน่วยจากัดและเราสามารถ ๒) อาศัยตัวกลางในการเข้าถึงแหล่ง สารวจได้ครบทุกหน่วยก็จะทาให้ผลสรุปที่ได้ ค ว า ม รู้ เ พ ร า ะ อ นุ ม า น ป ร ะ ม า ณ เ ป็ น เป็นจริง ตัวอย่างเช่น ต้องการทราบว่านิสิต กระบวนการท่ีทาใหไ้ ด้รบั ความรู้อย่างหนึ่งโดย ทั้งหมดในห้องนี้มีฟันคนละก่ีซี่ จึงให้นิสิตอ้า อาศัยความรู้อีกอย่างหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ปากแล้วนับดูฟันทุกคน จึงพบว่านิสิตแต่ละ “ควัน” กับ “ไฟ” เป็นแหล่งความรู้คนละ คนมีฟันสามสิบสองซี่ จึงสรุปว่า นิสิตท้ังหมด อย่างกัน ขณะท่ีเรายืนอยู่หน้าบ้านก็ได้ ในห้องน้ีมีฟันคนละสามสิบสองซี่ จะเห็นว่า มองเห็นควันพุ่งขึ้นท่ีหลังบ้าน เรารู้ว่าเป็น การอนุมานทั้งสองแบบต่างก็ได้ให้ความรู้ท่ี “ควนั ” น้ีเปน็ ความรูอ้ ยา่ งหนงึ่ และเราสามรถ เป็นจริง ท่ีจะใช้ควันท่ีเราเห็นนี้เป็นตัวกลางนาเข้าถึง แหล่งความรู้อีกอย่างหนึ่งคือ “ไฟ” ได้อีกด้วย เพราะว่าเราได้อาศัยควันซึ่งเป็นตัวกลางที่มี ความสัมพนั ธส์ ากลกบั ไฟ เราจงึ สามารถเข้าถึง

๒ . ๑ . ๓ ศั พ ท์ ป ร ะ ม า ณ (Verbal หมวดหมู่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งแบ่งย่อยได้อีก คือ testimony) (๑) ศัพทประมาณในแหล่งธรรมชาติ เป็น แหล่งความรู้ทั่วไปที่มีอยู่ในธรรมชาติ ซ่ึง ใ น ป รั ช ญ า อิ น เ ดี ย ห ล า ย ส า นั ก ถื อ บางอย่างมนุษย์ได้เข้าไปศึกษาเรียนรู้จนเกิด ว่าศัพทประมาณเป็นบ่อเกิดของความรู้ที่ ความเข้าใจจนสามารถบอกได้ว่าถ้าต้องการท่ี สาคัญชนิดหนึ่ง เพราะว่าศัพทประมาณซ่ึง จะรู้ส่ิงที่มีอยู่ในธรรมชาติประเภทนั้น ๆ จะ หมายถึงเสียงหรือคาอันเป็นศัพท์บัญญัติต่าง เข้าไปค้นหาได้ในธรรมชาติแหล่งใดบ้าง แต่ ๆ เป็นตัวบอกให้เรารู้เกี่ยวกับส่ิงต่าง ๆ ได้ บางอย่างมนุษย์ยังมิได้เข้าไปทาการศึกษา อย่างมากมาย สาหรับศัพทประมาณคืออะไร เรียนรู้หรือศึกษาเรียนรู้เข้าไปยังไม่ถึงตัว ศัพทประมาณแบ่งได้อย่างไร และ ศัพท ความรู้ประเภทน้ี จึงไม่สามารถนาเอามา ประมาณมีลักษณะอย่างไร เราจะได้ศึกษา เปดิ เผยให้ร้ไู ด้ เมือ่ ใดก็ตามที่มนุษย์สามารถได้ ตามลาดับดังน้ี ศึกษาเรียนรู้เข้าไปถึงตัวความรู้ที่มีอยู่ในธรรม เหล่าน้ัน ตัวความรู้ชนิดนั้นก็จะถูกเปิดเผย ๒ . ๑ . ๓ . ๑ ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง ศั พ ท ออกมาให้มนุษย์ได้รับรู้ในโอกาสต่อไป (๒) ประมาณ คาว่า “ศัพท์” เป็นภาษาสันสกฤต ศัพทประมาณในแหลง่ ที่มนษุ ย์สร้างขึ้น มนุษย์ แปลว่า เสียง หรือ คา เช่น โทรศัพท์ แปลว่า ได้สร้างแหล่งความรู้สาหรับเก็บความรู้ไว้ให้ เสียงจากท่ีไกล หรือ ศัพท์บัญญัติ แปลว่า คา มนุษย์รุ่นต่อมาได้ศึกษาเรียนรู้มากมาย เช่น ที่ตราข้ึนหรือกาหนดข้ึนไว้ให้มีความหมาย หอสมุด ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ สถาน เฉพาะเป็นเร่ือง ๆ ไป ในปรัชญาอินเดีย ศัพท ประก อบก าร ที่หน่ ายง านข องรั ฐ แล ะ ประมาณ หมายถึง ความรู้ที่เกิดจากการบอก หน่วยงานของเอกชนสร้างข้ึนมากมาย ซึ่ง กลา่ วของบคุ คลและตาราทม่ี ีความนา่ เชอื่ ถือ ปรากฏให้เห็นได้ท่ัวไปในส่วนต่าง ๆ ของโลก ในส่วนนี้จัดเป็นศัพทประมาณในแหล่งท่ี ๒.๑.๓.๒ ประเภทของศัพทประมาณ มนุษย์สร้างข้ึน เสียง หรือ คา ที่เป็นศัพท์ ความรู้ท่ีเกิดจากเสียงหรือคาที่สานักของ บญั ญตั ติ า่ ง ๆ จะทาให้มนษุ ยร์ ้แู ละเขา้ ใจสิ่งท่ีรู้ ปรัชญาอินเดียถือว่าเป็นบ่อเกิดของความรู้ที่ น้ัน ๆ ได้ตรงกัน ศัพทประมาณท่ีกล่าวถึงใน น่ า เ ช่ื อ ถื อ แ ล ะ มี ค ว า ม ส า คั ญ อี ก อ ย่ า ง ห น่ึ ง หัวข้อนี้เน้นเฉพาะเจาะจงท่ีได้มาจากแหล่ง สามารถนามาจัดแบ่งได้เป็น ๒ ประเภทใหญ่ ความร้ทู นี่ ่าเช่อื ถือและมคี วามถกู ต้องเทา่ นน้ั ดงั น้ี ๒) ศัพทประมาณท่ีเกิดจากแหล่ง ๑) ศัพทประมาณท่ีเกิดจากแหล่ง นา่ เชอ่ื ถือทเี่ ป็นตวั บุคคล เปน็ ความรู้ที่เกิดจาก น่าเชือ่ ถือทมี่ ิใช่ตวั บุคคล เป็นความรู้ท่ีเกิดจาก การบอกเล่า การให้คาปรึกษา การให้ แหล่งต่าง ๆ ท่ีมีอยู่ในธรรมชาติหรือเป็น ข้อเสนอแนะ การให้คาสั่งสอน ของบุคคลผู้ที่ ความรู้ท่ีมนุษย์ได้ค้นพบและได้นามาจัดเป็น

มีความน่าเชื่อถือและเป็นผู้ทรงคุณความรู้ ได้ว่ามันคืออะไร เมื่อเราอยากรู้เกี่ยวกับส่ิงนั้น ทางด้านนั้น ๆ อย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ เราก็จะใช้ศัพท์เป็นหลักฐานสาคัญในการส่ือ เป็นแพ ทย์ที่เรี ยนจบป ริญญาท างด้า น ความหมายเพื่อให้เราสามารถทาความเข้า การแพทย์หรือเป็นเภสัชกรท่ีเรียนจบปริญญา เกี่ยวกับส่ิงนั้นได้หรือถ้าหากเราต้องการส่ือ ทางด้านยาแผนปจั จบุ นั ถอื ได้ว่าเป็นบุคคลผู้ที่ ความหมายให้ผู้อื่นรู้เก่ียวกับส่ิงใดส่ิงหนึ่งเราก็ มีความน่าเช่ือถือและเป็นผู้ทรงคุณความรู้ใน สามารถใช้ศัพท์เป็นตัวสื่อความหมายเพื่อทา เร่ืองของยาแผนปัจุบัน ความรู้ที่เกิดจากการ ความเข้าใจกับบุคคลอ่ืน ๆ ได้อีกด้วย เม่ือเรา บอกเลา่ การให้คาปรึกษา การใหข้ ้อเสนอแนะ อ่านคัมภีร์พระไตรปิฎกซึ่งเป็นหลักฐานที่มี การให้คาส่ังสอน ของแพทย์หรือเภสัชกรใน ความน่าเช่ือถือในการบอกให้เราได้รู้เกี่ยวกับ เรื่องความรู้ท่ีเกี่ยวกับยาแผนปัจจุบันย่อมเป็น หลักคาสอนในทางพระพุทธศาสนา เราพบ ส่ิงที่มีความน่าเช่ือถือ หรือ พระพรหมคุณา ข้อความตอนหนงึ่ ของพระเจ้าพมิ พสิ ารกษัตริย์ ภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต) ถอื ได้ว่าเปน็ พระสงฆ์ผู้ท่ีมี แหง่ แคว้นมคธเมือ่ พระองคไ์ ดม้ ีพระราชดาริใน ความน่าเชื่อถือและเป็นพระสงฆ์ผู้ทรงคุณ การถวายวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาแด่ ความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง พระพุทธเจ้า พระเจ้าพิมพิสารได้มีพระราช คว า มรู้ ที่ เกิด จาก การ บอก เล่า กา รใ ห้ ดารสั วา่ “หมอ่ มฉันขอถวายอุทยานเวฬุวันนั้น คาปรึกษา การให้ข้อเสนอแนะ การให้คาส่ัง แ ด่ ภิ ก ษุ ส ง ฆ์ มี พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า เ ป็ น ป ร ะ มุ ข สอน ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระพุทธเจ้าข้า”๓ ศัพท์ว่า “อุทยานเวฬุวัน” ในเร่ืองเกี่ยวกับความรู้ในทางพระพุทธศาสนา ได้เป็นหลักฐานสาคัญที่บอกให้เรารู้ว่าในสมัย ย่อมเป็นส่ิงที่มีความน่าเช่ือถือ ศัพทประมาณ พุทธกาลน้ันได้มีการถวายอุทยานเวฬุวันแด่ ที่กล่าวถึงในหัวข้อน้ีเน้นเฉพาะเจาะจงที่ได้มา พระพุทธเจ้า หากจะพิสูจน์ว่าหลักฐานที่ได้ จ า ก แ ห ล่ ง ค ว า ม รู้ ที่ น่ า เ ช่ื อ ถื อ แ ล ะ มี ค ว า ม จากพระไตรปิฎกน้ีเป็นเร่ืองจริงหรือไม่ และมี ถูกตอ้ งเทา่ นนั้ ความนา่ เชอ่ื ถือได้มากน้อยเพียงใดก็สามารสืบ ค้นหาหลักฐานเกี่ยวกับเร่ืองน้ีได้และจากการ ๒.๑.๓.๓ ลักษณะของศัพทประมาณ สืบค้นเรื่องน้ีในเวลาต่อมาก็ได้พบหลักฐานว่า คุณสมบตั ิเฉพาะตัวเกี่ยวกับบ่อเกิดของความรู้ ได้มีอุทยานเวฬุวันตามที่ศัพท์ในคัมภีร์พระ แบบศัพทประมาณสามารถจาแนกได้ดังน้ี ไตรปฏิ กบนั ทกึ ไวจ้ ริงความรู้ลักษณะอย่างน้ีจึง เป็นสิ่งท่ีเชื่อถือได้ ลักษณะของศัพทประมาณ ๑) ให้ความสาคัญกับศัพท์ว่าเป็นบ่อ จึงให้ความสาคัญกับศัพท์ว่าเป็นบ่อเกิดของ เกิดของความรู้ท่นี า่ เชื่อถือ คือ ยอมรับว่าศัพท์ ความรู้ทนี่ ่าเชือ่ ถือ เ ป็ น บ่ อ เ กิ ด ค ว า ม รู้ ท่ี น่ า เ ชื่ อ ถื อ อ ย่ า ง ห นึ่ ง เพราะเสียงหรือคาท่ีเป็นศัพท์บัญญัติที่ตราข้ึน ๓ ว.ิ มหา.(ไทย),๔/๕๙/๗๑. หรือกาหนดข้ึนใหก้ บั ส่ิงตา่ ง ๆ เป็นสิ่งบอกให้รู้

๒) เน้นความรู้ท่ีได้จากแหล่งที่ถูกต้อง ในประจักษประมาณจึงปรากฏว่ามีบางสานัก คือ เห็นว่าลักษณะความรู้ท่ีน่าเช่ือถือต้องได้ เท่านั้นท่ียอมรับว่าอุปมานประมาณเป็นบ่อ จากแหล่งความรู้ท่ีจะสามารถให้ความรู้ที่ เกิดของความรูอ้ กี อยา่ งหน่งึ อปุ มานประมาณ ถูกต้องเกี่ยวกับเร่ืองน้ันได้ เมื่อมีคนเล่าให้เรา คืออะไร อุปมานประมาณแบ่งได้อย่างไร และ ฟงั ว่าเขาเป็นผ้ทู ่มี ีความรู้เชี่ยวชาญเก่ยี วกบั เต่า อุปมานประมาณมีลักษณะอย่างไร เราจะได้ และกระต่ายเป็นอย่างดีเขาบอกให้ทราบว่า ศกึ ษาตามลาดับดงั นี้ เต่าเป็นสัตว์ที่มีหวดส่วนกระต่ายเป็นสัตว์ที่มี เขา เม่ือเราได้ฟังก็ทราบได้ทันที่ว่าแหล่ง ๒.๑.๔.๑ ความหมายของอุปมาน ความรู้ในลักษณะเช่นนี้ขาดความน่าเช่ือถือ ประมาณ หมายถึง ความรู้ท่ีเกิดจากการ เป็นไปไม่ได้ในข้อเท็จจริงท่ีจะมีหนวดเต่าและ เปรียบเทียบ การนาส่ิงต่าง ๆ มาเปรียบเทียบ เขากระต่าย ข้อนี้เราสามารถพิสูจน์ความจริง กั น จ ะ ท า ใ ห้ เ กิ ด ค ว า ม รู้ ไ ด้ ว่ า ส่ิ ง ท่ี น า ม า ได้เพราะเต่าที่ไหนก็เป็นสัตว์ที่ไม่มีหนวดและ เปรียบเทียบนั้นมีความเหมือนกันอย่างไร กระต่ายท่ีไหนก็เป็นสัตว์ท่ีไม่มีเขา ดังน้ันศัพท แตกต่างกันอย่างไร และมีความสัมพันธ์กัน ประมาณที่เกิดจากแหล่งความรู้ในลักษณะน้ี อย่างไรบ้าง แล้วก็จะตัดสินใจได้ว่าอะไรเป็น จึงขาดความน่าเช่ือถือ แต่มีอีกคนหน่ึงเล่าให้ อะไร กลายเปน็ ความรใู้ หมข่ น้ึ มา เราฟังว่าเขาเป็นผู้ทีม่ คี วามรู้เชี่ยวชาญเก่ียวกับ นา้ ทะเลและน้าทะเลนีเ้ ป็นส่งิ ทม่ี รี สเค็มเม่ือเรา ๒.๑.๔.๒ ประเภทของอุปมานประมาณ ถามว่าทาไมน้าทะเลถึงมีรสเค็มเขาก็ตอบให้ เราได้ทราบมาแล้วว่าอุปมาน ประมาณ เราฟังแบบเข้าใจได้ง่ายว่า เน่ืองจากในน้า หมายถึง ความรู้ที่เกิดจากการเปรียบเทียบ ทะเลมีเกลือประสมอยู่จานวนมากจึงทาให้มี การทเ่ี ราจะรู้ส่งิ ต่าง ๆ ท่ีเรานามาเปรียบเทียบ รสเค็ม ข้อน้ีเราสามารถพิสูจน์ความจริงได้ กันได้อย่างลึกซึ้งจนสามารถแยกแยะออกมา เพราะน้าทะเลในท่ีไหนก็มีรสเค็มด้วยกันทุกที่ ให้เห็นถึงความเหมือนกัน ความต่างกัน และ ดังนั้นศัพทประมาณท่ีเกิดจากแหล่งความรู้ใน ความสัมพันธ์กันในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งวิธีการ ลักษณะน้ีจึงมีความน่าเชื่อถือ ด้วยเหตุว่า หนึ่งท่ีจะทาให้เรารู้และเข้าใจได้เป็นอย่างดีก็ ลักษณะของศัพทประมาณจึงมีจุดเน้นความรู้ โดยอาศัยการเปรียบ เพ่ือให้เข้าใจเกี่ยวกับ ทไ่ี ด้จากแหลง่ ทีถ่ ูกต้องเท่าน้ัน เรื่องน้ีได้ง่ายขึ้นในเบ้ืองต้นจึงสมควรศึกษา ประเภทของอุปมานประมาณก่อน ซึ่งเม่ือ ๒ . ๑ . ๔ อุ ป ม า น ป ร ะ ม า ณ นามาจัดแบ่งเราสามารถแบ่งได้เป็น ๓ (Comparision) ประเภท ดงั น้ี ใ น ป รั ช ญ า อิ น เ ดี ย ถื อ ว่ า อุ ป ม า น (อ่านต่อฉบับหนา้ ) ประมาณเป็นบ่อเกิดของความรู้ที่สาคัญชนิด หนึ่ง อย่างไรก็ตามบางสานักได้จัดความรู้นี้ไว้