ชนเผา่ อารยันกับบ่อเกดิ และประเภทของความรู้ตะวันออก ผศ.ดร.ทวศี ักดิ์ ทองทิพย์ (ตอ่ จากฉบับท่แี ล้ว) ๒.๑.๔.๒ ประเภทของอุปมานประมาณ เราได้ ส่ิงท่ีไม่มีลักษณะอย่างเดียวกันมาเปรียบเทียบ ทราบมาแล้วว่าอุปมานประมาณ หมายถึง กัน ตัวอยา่ งเช่น การเปรยี บเทียบความต่างกัน ความรูท้ เ่ี กิดจากการเปรียบเทียบ การที่เราจะ ของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ คือ ท้ังเซลล์พืช รู้ส่ิงต่าง ๆ ที่เรานามาเปรียบเทียบกันได้อย่าง และเซลล์สัตว์มีส่ิงท่ีต่างกัน ได้แก่ ด้านรูปร่าง ลึกซึ้งจนสามารถแยกแยะออกมาให้เห็นถึง ผนังเซลล์ คลอโรพลาสต์ และ คลอโรฟีลล์ ค ว า ม เ ห มื อ น กั น ค ว า ม ต่ า ง กั น แ ล ะ เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายผู้เขียนจะนาความเหมือน ความสัมพันธ์กันในรูปแบบต่าง ๆ ซ่ึงวิธีการ และความต่างมาเปรียบกันให้เห็นในรูปของ หนึ่งที่จะทาให้เรารู้และเข้าใจได้เป็นอย่างดีก็ ตารางดังน้ี โดยอาศัยการเปรียบ เพ่ือให้เข้าใจเกี่ยวกับ เร่ืองนี้ได้ง่ายข้ึนในเบื้องต้นจึงสมควรศึกษา ตารางท่ี ๒.๑ แสดงการเปรียบเทียบ ประเภทของอุปมานประมาณก่อน ซ่ึงเมื่อ ความเหมือนและความต่างกันของเซลล์พืช นามาจัดแบ่งเราสามารถแบ่งได้เป็น ๓ และเซลล์สตั ว์ ประเภท ดังน้ี การ ประเภทของเซลล์ ๑) เปรียบเทียบความเหมือนกัน เป็นการ นาเอาสิ่งที่มีลักษณะอย่างเดียว กันมา เปรียบเทยี บ เซลลพ์ ชื เซลลส์ ัตว์ เปรยี บเทียบกัน ตัวอย่างเช่น การเปรียบเทียบ ความเหมือนกันของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ มีเย่อื หุ้ม มี เ ย่ื อ หุ้ ม คือ ทั้งเซลล์พืชและเซลล์สัตว์มีส่ิงท่ีเหมือนกัน ได้แก่ เย่ือหุ้มเซลล์ นิวเคลียส และไซโตพลา ความ เซลล์ เซลล์ ซมึ เหมือนกนั มีนิวเคลียส มนี ิวเคลยี ส มไี ซโตพลา มีไซโตพลา ๒) เปรียบเทียบความต่างกัน เป็นการนาเอา ซมึ ซมึ
๑๔ มรี ปู รา่ งเป็น มีรูปรา่ ง โดยใชเ้ วลานอ้ ย หรอื ในทางกลบั กัน ถา้ หาก ขับรถเรว็ นอ้ ยจะทาให้ถึงเชียงใหม่โดยใชเ้ ลา สีเ่ หลย่ี มมี เป็นวงรี มาก (๓) ไม่มีสัมพันธ์กัน ตวั อย่างเช่น “นาผ้า ยนั ตม์ หาระรวยไปติดไว้ที่ประตูบา้ นแล้วจะทา ผนงั เซลล์ ไม่มผี นัง ให้ร่ารวย นายแดงนาผ้ายนั ต์ตดิ ไวท้ ่ปี ระตบู า้ น มาสบิ ปีแล้ว ผลกค็ อื นายแดงไมไ่ ดร้ า่ รวย” จะ ค ว า ม มคี ลอโรพ เซลล์ เห็นได้ว่าผ้ายนั ตม์ หาระรวยกับความร่ารวย ไม่ได้มคี วามสัมพนั ธ์กนั เพราะนายแดงติดผา้ ต่างกัน ลาสต์ ไม่มีคลอ ยันต์มหาระรวยไว้ทปี่ ระตูบา้ นผา่ นมาสิบปี แลว้ ก็ไม่ไดท้ าใหน้ ายแดงเป็นคนร่ารวยข้นึ มา มคลอโรฟีลล์ โรพลาสต์ เลย ไมม่ ี ๒ . ๑ . ๔ . ๓ ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง อุ ป ม า น ประมาณ คุณสมบัติเฉพาะตัวเกี่ยวกับบ่อเกิด คลอโรฟลี ล์ ของความรู้แบบอุปมานประมาณสามารถ จาแนกไดด้ ังน้ี ๓) เปรียบเทียบความสัมพันธก์ นั เป็นการ ๑) ยอมรับความรู้ข้ันประจักษ์ คือ ยอมรับ เปรียบเทยี บให้เห็นถึงความเก่ียวขอ้ งกนั ของ การรับรูท้ ่เี กดิ จาก ส่ิงที่เรานามาใชเ้ ปรียบเทยี บวา่ เป็น ป ร ะ ส า ท สั ม ผั ส โ ด ย ต ร ง มี จุ ด เ น้ น ที่ ว่ า ความสมั พันธ์รูปแบบใด ความสมั พันธด์ งั กล่าว ประสบการณ์จะทาให้เกิดความรู้ต้องผ่าน สามารถแบง่ ย่อยได้ ๓ รปู แบบ คือ (๑) กระบวนการเปรียบเทียบก่อน เม่ือเราจะ ความสัมพนั ธ์ในทศิ ทางเดยี วกัน ตวั อยา่ งเช่น กาหนดรู้ว่ามีความยาวได้ก็ต่อเม่ือเราได้นาไป “การใชไ้ ฟฟา้ มากทาใหเ้ สยี คา่ ไฟฟา้ มาก” เทียบเทียบกบั ความส้ัน ถ้าหากว่าส่ิงต่าง ๆ ที่ หรือ “การใช้ฟ้าไฟน้อยทาใหเ้ สยี คา่ ไฟฟา้ มีอยู่โดยลาพังเพียงส่ิงเดียวเราก็ไม่สามารถที่ นอ้ ย” จะเหน็ ไดว้ า่ ความสัมพนั ธ์ของการใช้ จ ะ บ อ ก ไ ด้ ว่ า มี ค ว า ม ย า ว ห รื อ มี ค ว า ม ส้ั น ไฟฟา้ กับการจา่ ยค่าไฟฟ้าในตัวอย่างนี้เปน็ ไป ตัวอย่างเช่น ครูนาดินสอดาแท่งหนึ่งให้ ในทิศทางเดยี วกนั คือ ถ้าใช้ไฟฟ้ามากก็ นักเรียนดูแล้วบอกกับนักเรียนว่า “ดินสอดา จะต้องจ่ายคา่ ไฟฟ้ามากข้ึนหรือถ้าใช้ไฟฟา้ แทงนี้ยาว” มันเป็นการยากท่ีจะทาให้ นอ้ ยกจ็ ะต้องค่าไฟฟา้ น้อย (๒) ความสัมพันธ์ นักเรียนรู้ว่าดินสอดาท่ีครูนามาให้ดูน้ันคือ ในทิศทางกลบั กัน ตวั อยา่ งเช่น “ขับรถดว้ ย ดินสอดาท่ียาว แต่ถ้าครูนาดินสอดามาให้ ความเรว็ มากทาให้ถึงจุดหมายโดยใชเ้ วลา นักเรียนดูสองแท่งโดยแท่งหนึ่งมีความยาว น้อย” หรือ “ขับรถดว้ ยความเร็วนอ้ ยทาให้ถงึ กวา่ อกี แท่งหนง่ึ แล้วถามนกั เรียนว่า “ระหว่าง จดุ หมายโดยใช้เวลามาก” จะเห็นได้ว่า ความสมั พนั ธข์ องเวลากบั ความเร็วในตัวอย่าง นีเ้ ป็นไปในทิศทางกลบั กนั คือ สมมตวิ ่าออก การเดินทางจากรงุ เทพฯ มจี ุดหมายอยู่ท่ี เชียงใหม่ ถา้ ขับรถเร็วมากจะทาใหถ้ งึ เชียงใหม่
๑๕ ดินสอดาสองแท่งน้ีอันไหนยาวและอันไหน และสัตว์มีลักษณะที่เหมือนกันอยู่อย่างน้อย ส้ัน” เม่ือนักเรียนได้เห็นดินสอดาทั้งสองแท่ง ที่สุดหนึ่งอย่าง คือ ท้ังพืชและสัตว์ต่างก็เป็น กจ็ ะมกี ารเปรียบเทียบกันเกิดข้ึนภายหลังจาก ส่ิงมีชีวิต อย่างน้ีเรียกว่า “การเปรียบความ การเปรียบเทียบกันแล้วก็เกิดความรู้และบอก เหมือนกัน” แต่พืชและสัตว์ก็ยังมีความ ครูได้อย่างถูกต้องว่าดินสอดาแท่งไหนยาว แตกต่างกันอย่างน้อยท่ีสุดหน่ึงอย่าง คือ พืช และส้ันกว่ากัน ในกรณีอ่ืนก็เช่นเดียวกัน การ ไมส่ ามารถเคลอ่ื นที่ไปไกลจากจุดกาเนิดได้แต่ ท่ีจะรู้ว่าเย็นก็ต้องเปรียบเทียบกับร้อน การท่ี สัตว์สามารถเคลื่อนท่ีไปไกลจากจุดกาเนิดได้ จะรู้ว่าอ่อนก็ต้องเปรียบเทียบกับแข็ง เป็นต้น เป็นต้น อย่างน้ีเรียกว่า “การเปรียบเทียบ ความรู้ท่ีเกิดในลักษณะอย่างน้ีเป็นความรู้ขั้น ความตา่ งกัน” จากความรู้ในกลุ่มพืชและสัตว์ ประจักษ์ก็จริงแต่อุปมานประมาณมีจุดเน้น โดยอาศัยการเปรียบเทียบน้ีในแต่ละกลุ่มทั้ง ทีว่ า่ ประสบการณจ์ ะทาใหเ้ กิดความรู้ต้องผ่าน ของพืชและของสัตว์เรายังสามารถแบ่งเป็น กระบวนการเปรียบเทียบก่อนจึงจะทาให้เรา กลุม่ ความรู้ย่อย ๆ ลงไปได้อีกมากมาย สามารถกาหนดรู้สิ่งน้ันได้ถูกต้อง ด้วย ลั ก ษ ณ ะ ที่ มี จุ ด เ น้ น เ ป็ น พิ เ ศ ษ อ ย่ า ง นี้ จึ ง ๒.๑.๕ อรรถาปตั ติ (postulation) จ า เ ป็ น ต้ อ ง แ ย ก บ่ อ เ กิ ด ข อ ง ค ว า ม รู้ แ บ บ อรรถาปัตตินี้เป็นส่ิงท่ีมีอยู่ในอนุมานประมาณ อุปมานประมานออกมาจากความรู้แบบประ มาแต่เดิมแล้ว ท่านประภากร แห่งสานัก จกั ษประมาณ ปรัชญามีมางสาได้เพ่ิมเข้ามาให้เป็นบ่อเกิด ๒) ยอมรับความรู้เชิงเปรียบเทียบ คือ ของความรู้อีกแบบหน่ึง อย่างไรก็ตามเราไม่ ยอมรับว่าการเปรียบเทียบทาให้เกิดความรู้ ควรมองข้ามประเดน็ น้ไี ปเลยเสียทีเดียว น่าจะ ชนิดใหม่ได้ เพราะการเปรียบเทียบจะให้เรา ได้นามาศึกษาไว้ในบทนี้ด้วย อรรรถาปัตติคือ สามารถเกิดความรู้ได้ว่า อะไรเป็นส่ิงที่มี อะไร อรรรถาปัตติแบ่งได้อย่างไร และ ลักษณะเหมือนกัน อะไรท่ีมีลักษณะแตกต่าง อรรรถาปัตติมีลักษณะอย่างไร เราจะได้ศึกษา กัน และอะไรท่ีมีลักษณะสัมพันธ์กัน เมื่อเรา ตามลาดับดังน้ี หาความเหมือน ความต่าง และความสัมพันธ์ กันได้แล้วก็สามารถนาไปสู่การสังเคราะห์ ๒.๑.๕.๑ ความหมายของอรรถาปัตติ จัดเป็นหมวดหมู่ เป็นกลุ่มของความรู้ใน หมายถึง ความรู้ที่เกิดจากการตั้งข้อความท่ี ลักษณะต่าง ๆ ได้มากมาย ตัวอย่างเช่น เม่ือ เป็นเง่ือนไขเอาไว้ หรือความรู้ที่เกิดจากการ เราพูดถึง “กลุ่มของส่ิงมีชีวิต” เราสามารถ อ้ า ง เ ห ตุ ผ ล แ บ บ ตั้ ง ส ม ม ติ ฐ า น ห รื อ ก า ร จัดเป็นกลุ่มของความรู้ต่อได้อีก คือ “พืชและ คาดคะเน โดยประโยคตั้งของข้อความที่เป็น สัตว์” การที่เราสามารถจัดกลุ่มความรู้แบบน้ี เงื่อนไขทงั้ สองเปน็ จริงทั้งคู่ แต่เป็นความจริงที่ ได้ก็เน่ืองจากว่าเราได้เปรียบเทียบแล้วว่าพืช ขัดแย้งกัน เม่ือความจริงขัดแย้งกันจึงทาให้ เกิดการต้ังสมมติฐานหรือคาดคะเนถึงความ จริงท่ีเกิดข้ึนในประโยคท่ีสามซึ่งเป็นประโยค
๑๖ สรุป ตัวอย่างเช่น นางสาวแหล่โฆษณาขาย เงื่อนไขท้ังสองเป็นจริงทั้งคู่แต่เป็นความจริงท่ี เคร่ืองสาอางยี่ห้อหนึ่งบอกถึงสรรพคุณให้ผู้ใช้ ขัดแย้งกัน เมื่อความจริงขัดแย้งกันจึงทาให้ ทราบว่าหากใช้เครื่องสาอางยี่ห้อนี้แล้วจะทา เกิดการต้ังสมมติฐานหรือคาดคะเนถึงความ ให้ผิวขาวสวยเนียนนุ่มน่าสัมผัส เพราะตนเอง จริงท่ีเกิดข้ึนในประโยคท่ีสามซึ่งเป็นประโยค ไดเ้ คยใช้เป็นประจา แต่ตวั นางสาวแหล่ผู้กาลัง สรุป ซ่ึงบ่อเกิดความรู้แบบนี้เป็นส่ิงท่ีมีอยู่แล้ว โฆษณาสินค้ายี่ห้อนี้อยู่เป็นผู้มีผิวดาครุขระไม่ ในบ่อเกิดความรู้แบบอนุมานประมาน ดังน้ัน น่าสัมผัส จากตัวอย่างนี้จะเห็นว่าประโยคตั้ง หากจะนาอรรถาปัตติมาจัดแบ่งประเภทคงไม่ ของข้อความท่ีเป็นเง่ือนไขท้ังสองเป็นจริงท้ังคู่ ตา่ งไปจากบอ่ เกิดความรูแ้ บบอนมุ านประมาณ แต่เป็นความจริงท่ีขัดแย้งกัน กล่าวคือ ซึ่งสามารถแบง่ ได้เปน็ ๒ ประเภท คือ แบบนิร นางสาวแหล่เป็นผู้ใช้เคร่ืองสาอางนี้จริงและ นัย และแบบอปุ นยั นนั้ เอง ซ่งึ เร่อื งนผี้ ู้เขียนได้ นางสาวแหล่เป็นผู้มีผิวดาครุขระไม่น่าสัมผัส อธิบายรายละเอียดไว้แล้วในท่ีนี่จะไม่อธิบาย จริง ดังนั้น จึงต้ังสมมติฐานหรือคาดคะเนไป ซ้าอีกขอให้ดูรายละเอียดเร่ืองน้ีในหัวข้อที่ว่า วา่ “เครื่องสาอางยี่ห้อน้ีไม่เป็นสิ่งทาให้ผิวขาว ด้วยประเภทของความรู้แบบอนุมานประมาน สวยเนียนนุ่มน่าสัมผัสแน่ ๆ” เพราะว่าถ้ามี ทผี่ ่านมากแ็ ล้วกัน สรรพคุณอย่างท่ีนางสาวแหล่โฆษณาจริงแล้ว นางสาวแหล่จะต้องเป็นผู้ท่ีมีผิวขาวสวยเนียน ๒.๑.๕.๓ ลักษณะของอรรถาปัตติ นุ่มน่าสัมผัสแน่ ๆ เลย เน่ืองจากเป็นผู้ที่ใช้ คุณสมบัติเฉพาะตัวเกี่ยวกับบ่อเกิดของความรู้ สินค้ายี่ห้อน้ีอยู่เป็นประจา การสรุปว่า แบบอรรถาปัตติมีลักษณะดังน้ี คือ กลุ่มน้ี เคร่ืองสาอางยี่ห้อนี้ไม่เป็นส่ิงทาให้ผิวขาวสวย ยอมรับบ่อเกิดความรู้ ๔ อย่าง ได้แก่ ประ เนียนนุ่มน่าสัมผัสแน่ ๆ ข้อสรุปนี้เป็นประโยค จักษประมาณ อนุมานประมาณ ศัพท สมมติฐานหรือคาดคะเนท่ีตั้งข้ึนจากประโยค ประมาณ และอุปมานประมาณ แต่ว่า “ท่าน ต้ังของข้อความท่ีเป็นเง่ือนไขทั้งสองท่ีขัดแย้ง ประภากร” แห่งสานักปรัชญามีมางสาได้เพ่ิม กัน ประโยคในลักษณะเช่นน้ีแหละที่เรา อรรถาปตั ติ เข้ามาเปน็ บอ่ เกิดของความรู้อย่าง เรียกว่าเป็นบ่อเกิดของความรู้แบบ “อรรถา ท่ี ๕ เพื่อให้เห็นลักษณะท่ีเป็นคุณสมบัติโดด ปัตต”ิ เด่นเฉพาะตัวของเร่ืองท่ีต้องการอธิบายให้ แตกต่างไปจากบ่อเกิดของความรู้ ๔ อย่างท่ี ๒.๑.๕.๒ ประเภทของอรรถาปัตติ เป็น เคยมมี าแลว้ แต่เดิมเทา่ น้นั บ่ อ เ กิ ด ข อ ง ค ว า ม รู้ ที่ ไ ด้ จ า ก ก า ร อ นุ ม า น เช่นเดียวกันกบั บ่อเกิดของความรู้แบบอนุมาน ๒.๑.๖ อนุปลัพธิ (Non-cognition) ประมาณ แต่อรรถาปัตติมีจุดเน้นเกี่ยวกับ สาหรบั อนุปลัพธิน้ีเป็นสิ่งที่ ท่านกุมาริลภัฏฏะ ความรู้ที่เกิดจากการต้ังข้อความท่ีเป็นเงื่อนไข แห่งสานักปรัชญามีมางสา ได้เพ่ิมเข้ามาให้ เอาไว้โดยประโยคตั้งของข้อความที่เป็น เป็นบ่อเกิดข องคว ามรู้อี กแบบหนึ่ง ดู เหมอื นว่าเรอื่ งน้ีจะให้การยอมรบั กนั อยู่ในกลุ่ม
๑๗ ปรัชญามีมางสาที่สืบต่อจากท่านกุมาริลภัฏฏะ ชัดเจนย่ิงข้ึนเห็นสมควรจัดแบ่งบ่อเกิดของ เป็นต้นมา อย่างไรก็ตามเราก็จะไม่มองข้าม ความรู้แบบนี้ออกให้เห็นเป็นประเภท ซ่ึงอนุป ประเด็นน้ีไปเลยเสียทีเดียว น่าจะได้นามา ลัพธิน้ีเมื่อนามาจัดประเภทเราสามารถแบ่งได้ ศึกษาไว้ในบทนี้ด้วย เกี่ยวกับเร่ืองของอนุป เป็น ๔ ประเภท ดังน้ี ลัพธิคืออะไร อนุปลัพธิแบ่งได้อย่างไร และ อนุปลัพธิมีลักษณะอย่างไร เราจะได้ศึกษา ๑) การรับรู้สิ่งท่ีไม่เคยมีอยู่ในที่ใด ๆ ตามลาดบั ดังน้ี คือ ส่ิงน้ันไม่เคยมีอยู่เลยไม่ว่าในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต เช่น หนวดเต่า หรือ เขากระต่าย ๒.๑.๖.๑ ความหมายของอนุปลัพธิ เป็นต้น เป็นส่ิงที่บอกให้เราได้รู้ว่า ไม่เคยมีส่ิง หมายถึง ความรู้ที่เกิดจากการไม่ประจักษ์ นี้เกดิ ขึ้น ไม่ว่าที่ไหน ณ เวลาได ๆ ก็ตาม การ หรือ การรับรู้ว่าสิ่งน้ันไม่มีเป็นบ่อเกิดของ รบั รู้แบบนี้ถือว่าเป็นบ่อเกิดของความรู้ เพราะ ความรู้ คือ ความรู้เกิดจากการไม่ปรากฏของ มนั ไดบ้ อกให้เราไดร้ ู้ว่า สิ่งนัน้ ไม่มี วัตถุที่เราต้องการจะรู้ เช่น รู้ว่าไม่มีนาย ทวีศักด์ิ ทองทิพย์ อยู่ในห้องน้ี เพราะว่า ณ ๒) การรับรู้ส่ิงท่ีไม่เคยมีมาก่อนแต่ เวลาน้ีติดการเข้าร่วมสัมมนางานวิชาการที่ ช่วงหนึ่งเกิดมีขึ้น ณ เวลาน้ีสิ่งนั้นก็มิได้มีแล้ว จังหวัดเชียงใหม่ คาว่า นายทวีศักดิ์ ทองทิพย์ เช่น ไดโนเสาร์ พระพุทธเจ้าที่เป็นศาสดาของ น้ีเป็นส่ิงที่มีอยู่จริง แต่ ณ เวลาน้ีไม่ได้มีอยู่ใน พระพุทธศาสนา พระเจ้าอโศกมหาราชที่เป็น ห้องน้ี การไม่ได้รับรู้หรือการไม่ปรากฏของ กษัตริย์ของแคว้นมคธ เป็นต้น เป็นสิ่งที่บอก วัตถุท่ีเราต้องการจะรู้ คือ ตัวของนายทวีศักด์ิ ให้เราได้รู้ว่า ส่ิงน้ันไม่เคยมีมาก่อนแต่ช่วงหนึ่ง ทองทิพย์ ในห้องน้ี ถือ เป็นบ่อเกิดของความรู้ เกิดมีข้นึ ณ เวลาน้สี ง่ิ น้นั กม็ ไิ ด้มีแล้ว การรับรู้ เพราะมันได้บอกให้เรารู้ว่า “ส่ิงน้ันไม่มี” แบบน้ีถือว่าเป็นบ่อเกิดของความรู้ เพราะมัน ความรู้แบบนี้ไม่จัดเป็นความรู้แบบอนุมาน ได้บอกใหเ้ ราไดร้ วู้ ่า สง่ิ นั้นไมม่ ี (No – Inference) แต่เป็นความรู้แบบไม่ ประจักษ์ของสิ่งนั้น ในกรณีนี้ถ้าเราต้องการ ๓) การรับรู้ส่ิงท่ีมีอยู่ในปัจจุบันแต่ ณ พิสูจน์ว่าความรู้ท่ีได้นี้เป็นจริงหรือไม่ก็ให้เปิด เวลาน้ีสิ่งนี้มิได้ปรากฏในที่นี้ เช่น ไม่มีปลาทู ห้องแล้วเข้าไปตรวจพิสูจน์ดูก็จะทราบความ อยู่ในหมอ้ น้ี คาว่า ปลาทู เป็นสิ่งที่มีอยู่ แต่ ณ จริงว่า ไม่มีนายทวีศักดิ์ ทองทิพย์ อยู่ในห้องนี้ เวลาน้ีไม่มีอยู่ ถึงแม้จะมีอยู่ในท่ีอ่ืน ๆ แต่ไม่มี จริง ๆ ในกรณีอ่ืนอีก เช่น เขา้ มาในห้องไม่เห็น ในหม้อน้ี การไม่ปรากฏของวัตถุ คือ ปลาทูใน โทรทัศน์ ก็รู้ว่าไม่มีโทรทัศน์ ไม่เห็นหนังสืออยู่ หม้อนี้ ถือว่าเป็นบ่อเกิดของความรู้ เพราะมัน บนโต๊ะ ก็รวู้ ่าไม่มีหนังสืออยู่บนโตะ๊ เปน็ ตน้ ไดบ้ อกให้เราได้รวู้ ่า สิง่ นนั้ ไมม่ ี ๒.๑.๖.๒ ประเภทของอนปุ ลัพธิ เพ่ือให้ ๔) การรับรู้สิ่งไม่เคยมีในอดีต และ ผู้ศึกษาได้เข้าใจรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ ปจั จุบัน แต่ จะมีขนึ้ ในอนาคต เช่น เจ้าอาวาส วัดโนนสูง ได้กล่าวกับอุบาสกและอุบาสิกาว่า ปีหน้าจะสร้างอุโบสถหลังใหม่ ทางทิศใต้ติด
๑๘ กับศาลาหลังนี้ คาว่า อุโบสถหลังใหม่ ในอดีต (Methodology of knowedge) ซ่ึงแปลว่า และปัจจุบันไม่มี แต่ปีหน้าจะมีข้ึน เป็นสิ่งที่ วิธีการที่ถูกต้อง ความรู้แท้ ความรู้ถูก หรือ บอกให้เราได้รู้ว่า ปัจจุบันยังมิได้มีอุโบสถหลัง ความรู้จรงิ ความรดู้ ังกลา่ วน้ีจัดเป็นความรู้ที่มี ใหม่ ท่ีวัดโนนสูงแห่งนี้ การรับรู้แบบนี้ถือว่า ความสมเหตุสมผล สาหรับในหัวข้อนี้จะได้ เปน็ บอ่ เกดิ ของความรู้ เพราะมันได้บอกให้เรา ศึกษาเกี่ยวกับประเภทของความรู้ในระบบ ไดร้ วู้ ่า สิ่งนน้ั ไม่มี ปรัชญาของอินเดียโดยเฉพาะสานักนยายะ และสานักไวเศษิกะ ไดจ้ ดั แบ่งความรู้ออกเป็น ๒. ๑. ๖. ๓ ลักษณะของอนุปลัพธิ ๒ ประเภทด้วยกัน คือ ๑) อนุภาวะ หมายถึง คณุ สมบตั ิเฉพาะตัวเก่ียวกับบ่อเกิดของความรู้ ความรู้โดยตรง ๒) สมฤติ หมายถึงความรู้โดย แบบอนุปลัพธิมีลักษณะดังน้ี คือ กลุ่มนี้ อ้อม ซ่ึงลายละเอียดของแต่ละประเภทจะได้ ยอมรับบ่อเกิดความรู้ ๔ อย่าง ได้แก่ ประ นาเสนอดงั น้ี จักษประมาณ อนุมานประมา ณ ศัพท ปร ะ ม า ณ แ ล ะ อุ ป มา น ป ร ะ มา ณ ท่ า น ๒.๒.๑ อนุภาวะ (Presentative ) ประภากร แห่งสานักปรัชญามีมางสาได้เพ่ิม อนุภาวะ หมายถึง ความรู้โดยตรง เป็นการ อรรถาปัตติ เขา้ มาเป็นบอ่ เกดิ ของความรู้อย่าง รับรู้ท่ีเกิดจากอินทรีย์สัมผัสหรือความรู้โดย ที่ ๕ และตอ่ มาได้มี “ท่านกมุ าริลภฏั ฏะ” แห่ง อาศยั ประสาทสมั ผสั ทง้ั ห้า ได้แก่ การรับรู้ทาง สานักปรัชญามีมางสาซ่ึงเป็นสานักปรัชญาที่ ตา ทางหู ทางจมูก ทางล้ิน และ ทางกาย อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับท่านประภากร ได้เพิ่ม เป็นการรับรู้ท่ีเกิดข้ึนในขณะปัจจุบัน คือ อนุปลพั ธิ เข้ามาเป็นบ่อเกิดของความรู้อย่างที่ เมื่อใดที่อินทรีย์ท้ังห้าได้สัมผัสกับอารมณ์เมื่อ ๖ เพื่อให้เห็นลักษณะท่ีเป็นคุณสมบัติโดดเด่น นั้นก็จะเกิดความรู้ข้ึนในทันที ความรู้โดยตรง เ ฉ พ า ะ ตั ว ข อ ง เ ร่ื อ ง ที่ ต้ อ ง ก า ร อ ธิ บ า ย ใ ห้ น้ียังสามรถแบ่งย่อยออกไปได้อีก ๒ ประเภท แตกต่างไปจากบ่อเกิดของความรู้ ๕ อย่างที่ ดงั นี้ เคยมีมาแล้วแต่เดิมเทา่ นนั้ ๒.๒.๑.๑ ความรู้แท้ (Valid ๒.๒ ประเภทของความรู้ knowledge) เป็นความรูท้ ่ีถูกต้องตามความ เป็นจริง เป็นความรู้ท่ีมีความสมเหตุสมผล ในปรัชญาอินเดียได้มีการถกเถียงและ ตรงกับสภาพความเป็นจริง และตรงกับสิ่งที่มี วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องของความรู้ไว้ อยูจ่ ริง ตัวอยา่ งเช่น เรารู้ว่ามีอุโบสถหลังหนึ่ง อย่างพิสดาร ผลของการถกเถียงและ อยู่กลางน้าในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ วิพากษ์วิจารณ์ของนักปรัชญากลุ่มต่าง ๆ ทั้ง ราชวิทยาลัย ตาบลลาไทร อาเภอวังน้อย ท่ีเป็นกลุ่มหัวอนุรักนิยมและกลุ่มหัวก้าวหน้า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เม่ือเราได้ไปดูด้วย ได้ก่อให้เกิดกลุ่มของความรู้ที่เป็นศาสตร์ ตา ก็ปรากฏว่ามีอุโบสถหลังหน่ึงอยู่กลางน้า ประเภทหนง่ึ ขน้ึ มาที่เรียกว่า ประมาณศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๑๙ ต า บ ล ล า ไ ท ร อ า เ ภ อ วั ง น้ อ ย จั ง ห วั ด เน้ือหาท่ีได้ศึกษามาในบทน้ีเป็น พระนครศรีอยุธยาจริง ๆ อย่างน้ีถือว่าเป็น การนาเสนอให้เห็นว่าแนวคิดทางตรรกศาสตร์ ความรู้แท้ เพราะส่ิงที่เห็นเป็นส่ิงที่มีอยู่จริง ของสานักปรชั ญาอนิ เดยี ได้รวมอยู่ในประมาณ ตามทีเ่ ราไดร้ มู้ า ศาสตร์ หมายถึง วิธีการที่ถูกต้อง ความรู้แท้ ความรู้ถูก หรือ ความรู้จริง ความรู้ดังกล่าวน้ี ๒ . ๒ . ๑ . ๒ ค ว า ม รู้ ไ ม่ แ ท้ (Invalid จัดเป็นความรู้ท่ีมีความสมเหตุสมผล ใน knowledge) เป็นความรู้ท่ีสาคัญผิด อันเกิด ป รั ช ญ า อิ น เ ดี ย ไ ด้ ใ ช้ ค า นี้ ใ ห้ มี ค ว า ม ห ม า ย จากความบกพร่องหรือข้อจากัดของประสาท เทียบเท่ากันกับ ญาณวิทยา หรือ ทฤษฎี การรับรู้ ทาให้เข้าใจผิดไปว่าส่ิงที่รับรู้นั้นเป็น ความรู้ เนื้อหาท่ีได้นาเสนอไปแล้วในบทนี้มี สิ่งที่มีอยู่จริง เช่น เรามองเห็นฟ้าจรดกับดิน หัวข้อสาคัญนามาสรุปได้เป็น ๒ หัวข้อหลัก มองเห็นฟ้าจรดกับน้าทะเล และมองเห็นน้า ดงั นี้ เต็มถนนในขณะท่ีแดดร้อนจัด อย่างน้ีถือเป็น ความรู้ไม่แท้ เพราะสิ่งที่เห็นนั้นเป็นภาพลวง ๑) บอ่ เกิดของความรู้ ตา เป็นส่ิงท่ีไม่ได้มีอยู่จริง แต่เนื่องจาก ในสานักปรัชญาของอินเดีย ประสาทการรับรู้ของเรามีข้อจากัด จึงทาให้ มองเหน็ เปน็ เชน่ น้นั บางคร้ังทาให้เข้าใจผิดไป น้ันได้มีทัศนะเก่ียวกับความรู้ที่ถูกต้อง ท้ังใน วา่ ส่ิงที่เหน็ นน้ั เป็นสง่ิ ทมี่ ีอย่จู รงิ ลกั ษณะที่แตกต่างและสอดคล้องกัน เก่ียวกับ ความรู้ท่ีถูกต้องของสานักท่ียอมรั บกัน ๒.๒.๒ สมฤติ (Presentative of ประมวลได้ทงั้ หมด ๗ อยา่ ง ดงั น้ี คือ remembrance) สมฤติ หมายถึง ความรู้ โดยอ้อม เป็นความรู้ที่เกิดจากความจาได้หรือ (๑) ประจักษประมาณ หมายถึง ความระลึกได้ ความรู้ประเภทนี้เป็นส่ิงที่ การรับรู้ท่ีเกิดจากประสาทสัมผัสหรือจิต ตกค้างของประสบการณ์ในอดีต ความจาได้ สัมผัสกับอารมณ์โดยตรง ประจักษประมาณ หรือความระลึกได้จึงมิใช่ความรู้ เหตุผลที่ไม่ แบ่งได้ ๒ ประเภท คือ ประสบการณ์ทาง จัดว่าเป็นความรู้ก็เพราะว่าส่ิงที่เราจาได้และ ประสาทสัมผัส และประสบการณ์ทางจิต ระลึกได้ในบัดนี้เราได้เคยรู้มันมาแล้วก่อน ประจักษประมาณแบ่งได้ ๔ ลักษณะ คือ ให้ หน้านี้ เม่ือได้พบกับสิ่งนั้นเข้าอีกคร้ังหนึ่งเรา ความสาคัญกบั ญาณวิทยามากกว่าอภิปรัชญา จึงเกิดความจาหรือระลึกถึงส่ิงน้ันขึ้นมาได้ ปฏิเสธความรู้ที่มีมาก่อนประสบการณ์ ต้น ดังนั้น ความจาได้หรือความระลึกได้จึงไม่จัด ก า เ นิ ด ข อ ง ค ว า ม รู้ ทั้ ง ป ว ง เ กิ ด จ า ก ว่าเปน็ ความรู้ทสี่ มเหตสุ มผล ประสบการณ์ และ ยอมรับประสบการณ์ ๒ อยา่ ง คือ ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสกับ สรุป ประสบการณ์ทางจิต (๒) อนุมานประมาณ หมายถึง ความรู้ท่ีเกิดโดยอาศัยส่ิงที่เป็นตัวกลาง คือ
๒๐ กระบวนการทที่ าให้ได้รับความรู้อย่างหน่ึงโดย ตั้งของข้อความที่เป็นเง่ือนไขทั้งสองเป็นจริง อาศัยความรู้อีกอย่างหน่ึง อนุมานประมาณ ทั้งคู่ แต่เป็นความจริงที่ขัดแย้งกัน เมื่อความ แบ่งได้ ๒ ประเภท คือ การนิรนัยกับการ จริงขัดแย้งกันจึงทาให้เกิดการตั้งสมมติฐาน อุปนัย อนุมานประมาณแบ่งได้ ๓ ลักษณะ หรือคาดคะเนถึงความจริงท่ีเกิดข้ึนในประโยค คือ ให้ความสาคัญกับประจักษประมาณและ ท่สี ามซ่ึงเป็นประโยคสรุป ประเภทของอรรถา อนุมานประมาณ อาศัยตัวกลางในการเข้าถึง ปัตติแบ่งได้เหมือนกันกับอนุมานประมาณ แหล่งความรู้ และให้ความสาคัญกับการ ลักษณะอรรถาปัตติยอมรับบ่อเกิดความรู้ ๔ อนุมาน ๒ แบบ คือ แบบนิรนัยกับแบบ อย่าง ได้แก่ ประจักษประมาณ อนุมาน อปุ นยั ประม าณ ศัพทป ระม าณ แ ละอุ ปมา น ประมาณ แต่ให้เพ่ิม อรรถาปัตติ เข้ามาเป็น (๓ ) ศั พ ท ป ร ะม า ณ ห ม า ย ถึ ง บอ่ เกิดของความรอู้ ย่างที่ ๕ ความรู้ที่เกิดจากเสียงหรือคาท่ีได้จากแหล่งที่ น่าเชื่อถือต่าง ๆ หรือ ที่ได้ฟังมาจากบุคคลผู้มี (๖) อนุปลัพธิ หมายถึง การรับรู้ว่าส่ิง ความน่าเช่ือถือ ศัพทประมาณ แบ่งได้ ๒ นั้นไม่มีเป็นบ่อเกิดของความรู้ คือ ความรู้เกิด ประเภท คือ ให้ความสาคัญกับศัพท์ว่าเป็นบ่อ จากการไม่ปรากฏของวัตถุที่เราต้องการจะรู้ เกิดของความรู้ท่ีน่าเช่ือถือและศัพทประมาณ อนุปลัพธิแบ่งได้ ๔ ประเภท คือ การรับรู้ส่ิงที่ ที่เกิดจากแหล่งน่าเชื่อถือที่เป็นตัวบุคคล ศัพท ไม่เคยมีอยู่ในท่ีใด ๆ การรับรู้ส่ิงที่ไม่เคยมีมา ประมาณแบ่งได้ ๒ ลกั ษณะ คือให้ความสาคัญ ก่อนแต่ช่วงหนึ่งเกิดมีข้ึน ณ เวลาน้ีส่ิงนั้นก็ กับศัพท์ว่าเป็นบ่อเกิดของความรู้ที่น่าเช่ือถือ มิได้มีแล้ว การรับรู้ส่ิงท่ีมีอยู่ในปัจจุบันแต่ ณ และเนน้ ความรู้ทีไ่ ด้จากแหลง่ ทถี่ ูกตอ้ ง เวลาน้ีส่ิงน้ีมิได้ปรากฏในท่ีนี้ และการรับรู้ส่ิง ไม่เคยมีในอดีตและปัจจุบัน แต่ จะมีขึ้นใน (๔) อุปมานประมาณ หมายถึง อนาคต ลักษณะของอนุปลัพธิยอมรับว่า ความรู้ที่เกิดจากการเปรียบเทียบ อุปมาน ความรู้ ๖ อย่าง คือ ประจักษประมาณ ประมาณ แบ่งได้ ๓ ประเภท คือ เปรียบเทียบ อนุมานประมาณ ศัพทประมาณ อุปมาน ความเหมือนกัน เปรียบเทียบความต่างกัน ประมาณ อรรถาปัตติ และอนุปลัพธิ เป็นบ่อ และเปรียบเทียบความสัมพันธ์กัน อุปมาน เกดิ ของความรู้ ประมาณแบ่งได้ ๒ ลักษณะ คือ ยอมรับ ความรู้ขั้นประจักษ์และยอมรับความรู้เชิง ๒) ประเภทของความรู้ เปรยี บเทยี บ ส า นั ก ป รั ช ญ า ข อ ง อิ น เ ดี ย (๕) อรรถาปัตติ หมายถึง ความรู้ที่ โดยเฉพาะสานักนยายะและสานักไวเศษิกะ เกิดจากการตั้งข้อความท่ีเป็นเง่ือนไขเอาไว้ ได้จัดแบ่งความรู้ออกเป็น ๒ ประเภทดงั นี้ คอื หรือความรู้ท่ีเกิดจากการอ้างเหตุผลแบบ ต้ังสมมติฐานหรือการคาดคะเน โดยประโยค (๑) อนุภาวะ หมายถึง ความรู้ โดยตรง เป็นการรับรู้ที่เกิดจากอินทรีย์สัมผัส
๒๑ หรือความรู้โดยอาศัยประสาทสัมผัสท้ังห้า (๒) สมฤติ หมายถึง ความรู้โดยอ้อม ความรู้โดยตรงน้ียังสามรถแบ่งย่อยออกไปได้ เป็นความรู้ที่เกิดจากความจาได้หรือความ อีก ๒ ประเภท คือ ความรู้แท้และความรู้ไม่ ระลึกได้ ความรู้ประเภทนี้เป็นสิ่งที่ตกค้างของ แท้ ประสบการณ์ในอดีต จึงไม่จัดว่าเป็นความรู้ท่ี ส ม เ ห ตุ ส ม ผ ล บรรณานกุ รม กีรติ บุญเจอื . ปรชั ญาสาหรับผเู้ รมิ่ เรยี น. พิมพ์ครง้ั ที่ ๑๐.กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. ๒๕๓๘. บญุ มี แทน่ แก้ว และคณะ. ปรัชญาเบอ้ื งต้น. พิมพ์คร้งั ท่ี ๓. กรุงเทพฯ: โอ.เอส.พริ๊นตงิ้ เฮา้ ส์. ๒๕๔๔. พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). ปรัชญากรีกบ่อเกิดภูมิปัญญาตะวันตก.พิมพ์คร้ังท่ี ๖. กรงุ เทพฯ : ศยาม, ๒๕๕๐. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.พระไตรปิฎกภาษาไทย,ฉบับมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย.กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. สมัคร บุราวาส. วิชาปรชั ญา. พมิ พค์ รั้งที่ ๔.กรุงเทพฯ: สยาม. ๒๕๔๔. สิรวิ ัฒน์ คาวนั สา. พทุ ธศาสนาในอนิ เดยี . พิมพค์ ร้ังท่ี ๒.กรุงเทพฯ: พิทักษ์อักษร, ๒๕๔๕. ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรมศัพท์ปรัชญา องั กฤษ – ไทย, พิมพค์ รั้งท่ี ๔.กรงุ เทพฯ: ศักดิโสภาการพมิ พ,์ ๒๕๔๘. หอมหวน บัวระภา, “ตรรกศาสตร์: ทฤษฎีความรู้ในพุทธปรัชญา”, ใน คือ มรรคาแห่งปรัชญา, รวบรวมโดย คาแหง วสิ ุทธางกูล,ขอนแก่น: คลงั นานาวิทยา, ๒๕๔๙.
๒
Search
Read the Text Version
- 1 - 10
Pages: