ภาษาในวรรณคดี ผู้สอน : นางสาวจนิ ตนา พกิ ุลแกว้
การประพนั ธ์คือการเรียงร้อยถ้อยคา วรรณคดแี ละวรรณกรรม จุดมุ่งหมายเพือ่ สร้างจินตภาพแก่ผอู้ ่าน เป็นงานศลิ ปะเชน่ เดยี วกบั จติ รกรรมประตมิ ากรรม หรือผฟู้ ังใหไ้ ดร้ ับสารที่ผสู้ ร้างสรรคง์ าน ศิลปะตอ้ งการสื่อสารเหล่าน้ีจะทาใหเ้ กิด คตี กรรม และนาฏกรรม อารมณ์สุนทรีย์ (ความสาเริงอารมณ์) และ แง่คิดจรรโลงใจ
โวหารภาพพจน์ คอื การใชถ้ อ้ ยคาเพอ่ื ใหเ้ กดิ จนิ ตนาการแก่ผอู้ า่ นโดยการเรยี บเรยี ง ถอ้ ยคาดว้ ยวธิ ตี า่ งๆ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ภาพในใจของผอู้ ่าน อุปมา อุปลกั ษณ์ อติพจน์ ปฏิพากษ์ บุคคลวตั สทั พจน์ สัญลกั ษณ์
อปุ มา คือการเปรียบเทียบส่ิงหน่ึงกบั อีกส่ิงหน่ึงโดยใช้คาเชื่อมท่ีมีความหมายว่า “เหมอื น” เช่นเสมอื น ดจุ ดงั่ เปรียบ ประหน่ึง เสมอ ปาน เพียง ราว เทียบ เทียม ฯลฯ “ไม่คลาดเคล่ือนเหมอื นองคพ์ ระทรงเดช แต่ดวงเนตรแดงดดู งั สรุ ียฉ์ าย ทรงกาลงั ดงั พระยาคชาพลาย มีเขีย้ วคล้ายชนนีมีศกั ดา”
อปุ ลกั ษณ์ คือ การเปรียบเทียบส่ิงหนึ่งเป็นอีกสิ่งหน่ึง คาที่ใช้เปรียบเทียบได้แก่คาว่า “เป็น” “คือ” ตวั อย่างเช่น อนั เทวญั น้ันคือมจั จุราช จะหมายมาดเอาชีวติ ริศยา แล้วเสแสร้งแกล้งทาบบี นา้ ตา อนิจจาใจหายเจยี วสายใจ (พระอภยั มณี)
อธิพจน์ หรือ อติพจน์ คือ การกล่าวเกินจริง เช่น - ร้อนจนตบั จะแตกอยู่แล้ว - หิวจนไส้แทบขาด - ถึงม้วยดนิ สิ้นฟ้ามหาสมุทร ไม่สิ้นสุดความรักสมคั รสมาน - เรียมร่านา้ เนตรถ้วม (โทโทษ) ถงึ พรหม
ปฏิพากย์ คือ การใช้คาตรงกนั ข้ามมาประกอบเป็นข้อความเข้าด้วยกนั เช่น จกั รวาลว่นุ วายไร้สาเนียง เสียงกระซิบสาดปราศจาก เสียง จากความช่ัวสู่ความดที เ่ี ป็ นสุข จากร้อนรุกเร้ารบเป็ นสบศานต์ิ เม่ือสู่ความเป็ นพระชนะมาร เพื่อวยั วารสู่สันตติ ราบนิรันดร์
บคุ คลวตั , บคุ ลาธิษฐาน คือ การสมมติส่ิงท่ีไมใ่ ช่มนุษยใ์ ห้มีอารมณ์ ความรสู้ ึก หรอื กิริยาเหมอื นมนุษย์ เช่น - แล้วดอกไม้กย็ มิ้ รับกับตะวนั - ทะเลไม่เคยหลับใหล - ฝากสายฝนไปกระซบิ ส่ังคนรักฉันที
สทั พจน์ คือ การใช้คาเลียนเสียงธรรมชาติ เช่น บัดเด๋ียวดังหง่งั เหง่งวังเวงแว่ว สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา เหน็ โยคีข่ีรุ้งพุ่งออกมา ประคองพาขนึ้ ไปจนบนบรรพต (พระอภัยมณี)
สญั ลกั ษณ์ คอื การใชส้ งิ่ หน่ึงแทนอกี สง่ิ หน่งึ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ภาพทางความหมายทช่ี ดั เจน เชน่ - สีขาว แทนความบริสุทธ์ิ - สีดา แทนความชั่วร้าย - กา เป็ นสัญลกั ษณ์ของคนช้ันต่า - หงส์ เป็ นสัญลกั ษณ์ของคนช้ันสูง - ดอกฟ้า เป็ นสัญลกั ษณ์ของนางช้ันผู้สูงศักด์ิ - ดอกหญ้า เป็ นสัญลกั ษณ์ของหญิงตา่ ศักด์ิ
แลว้ ชห้ี น้าด่าองึ หงึ นางเงอื ก ทาซบเสอื กสอพลออตี อแหล เหน็ ผวั รกั ยกั คอทาทอ้ แท้ พอ่ กบั แมเ่ ขา้ ไปอยใู่ นทอ้ ง ทาปัน้ เจอ๋ เยอ่ หยงิ่ มาชงิ ผวั ระวงั ตวั ใหด้ อี จี องหอง พลางเขน่ เขย้ี วเคย้ี วกรามคารามรอ้ ง เสยี งกกึ กอ้ งโกลาลกู ตาโพลง (สนุ ทรภู่)
กวีโวหารเป็ นศิลปะการเรียงร้อยถ้อยคา เสาวรจนี นารี ปราโมทย์ กวีโวหาร หมายถงึ มุ่งใหเ้ กิดประสิทธิภาพทาง พิโรธวา ถอ้ ยคาสานวน และ อารมณ์แก่ผอู้ ่าน ผฟู้ ัง กวโี บราณ ทัง ชนั้ เชงิ ในการแต่งคา ประพนั ธข์ องกวี กล่าวถึงโวหารซ่ึงเป็ น กระบวนการประพนั ธไ์ ว้ ๔ ประเภท คือ สลั ลาปังค พสิ ยั
เสาวรจนี เสาว = งาม (beautiful) รจนี = ประพนั ธ์ (compose) ๑. เสาวรจนี (บทชมความงาม) คือ การเล่าชมความงามของตัวละคร ในเรื่อง ซึง่ อาจเป็นตัวละครทเ่ี ป็นมนุษย์ อมนษุ ย์ หรือสัตว์ซึง่ การชมนอี้ าจจะ เป็นการชมความเก่งกลา้ ของกษตั ริย์ ความงามของปราสาทราชวงั หรือความ เจรญิ รุ่งเรืองของบา้ นเมือง
พงศก์ ษตั ริยท์ ศั นานางเงือกนอ้ ย ดูแช่มชอ้ ยโฉมเฉลาท้งั เผา้ ผม ประไพพกั ตร์ลกั ษณ์ล้าลว้ นขาคม ท้งั เน้ือนมนวลเปล่งออกเต่งทรวง ขนงเนตรเกศกรอ่อนสะอาด ดงั สุรางคน์ างนาฏในวงั หลวง พระเพลินพิศคิดหมายเสียดายดวง แลว้ หนกั หน่วงนึกท่ีจะหนีไป (พระอภยั มณี : สุนทรภู)่
นารี นารี = ผหู้ ญิง (women) ปราโมทย์ ปราโมทย์ = ความบนั เทิงใจ (happiness) ๒. นารีปราโมทย์ (บทเก้ียวพาราสี โอโ้ ลม) คือการกลา่ วขอ้ ความแสดงความ รัก ท้งั ท่ีเป็นการพบกนั ในระยะแรกๆ และในโอโ้ ลมปฏิโลมก่อนจะถึงบทสงั วาส น้นั ดว้ ย
ถึงมว้ ยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร ไม่สิ้นสุดความรักสมคั รสมาน แมน้ เกิดในใตฟ้ ้าสุธาธาร ขอพบพานพศิ วาสไม่คลาดคลา แมน้ เน้ือเยน็ เป็นหว้ งมหรรณพ พี่ขอพบศรีสวสั ด์ิเป็นมจั ฉา แมน้ เป็นบวั ตวั พ่เี ป็นภุมรา เชยผกาโกสุมปทุมทอง เป็ นราชสีห์สมสู่เป็ นคู่ครอง เจา้ เป็นถ้าไพขอใหพ้ ี่ เป็นคู่ครองพศิ วาสทุกชาติไป จะติดตามทรามสงวนนวลละออง (สุนทรภู่)
พโิ รธวาทงั พิโรธ = โกรธ (angry) วาทงั = วาทะ คาพดู (words) ๓. พโิ รธวาทัง (บทตดั พอ้ ) คือการกล่าวขอ้ ความแสดงอารมณ์ไม่พอใจ ต้งั แต่นอ้ ยไปจนมาก จึงเร่ิมต้งั แต่ ไม่พอใจ โกรธ ตดั พอ้ ประชดประชนั กระทบ กระเทียบเปรียบเปรย เสียดสี และด่าวา่ อยา่ งรุนแรง
รูปงามนามเพราะนอ้ ยไปหรือ ใจไม่ซื่อสมศกั ด์ิเท่าเส้นผม สมาคมกแ็ ต่ถึงฤดูมนั แต่ใจสตั วม์ นั ยงั มีท่ีนิยม จะเอาเรื่องไม่ไดส้ กั สิ่งสรรพ์ มึงนี่ถ่อยยง่ิ กวา่ ถ่อยอีทา้ ยเมือง สกั ร้อยพนั ใหม้ ึงไม่ถึงใจ ละโมบมากตณั หาตาเป็นมนั (สุนทรภู่ : ขนุ ชา้ งขนุ แผน)
บทตดั พอ้ ท่ีแสดงท้งั อารมณ์รักและแคน้ ของ องั คาร กลั ยาณพงศ์ จากบทกวี เสียเจา้ เสียเจา้ ราวร้าวมณีรุ้ง มุ่งปรารถนาอะไรในหลา้ มิหวงั กระทง่ั ฟากฟ้า ซบหนา้ ติดดินกินทราย จะเจบ็ จาไปถึงปรโลก ฤๅรอยโศกรู้ร้างจางหาย จะเกิดก่ีฟ้ามาตรมตาย อยา่ หมายวา่ จะใหห้ วั ใจ หากเจา้ อุบตั ิบนสรวงสวรรค์ ขา้ ขอลงโลกนั ตร์หม่นไหม้ สูเป็นไฟ เราเป็นไม้ ใหท้ าลายสิ้นถึงวญิ ญาณ (องั คาร กลั ยาณพงศ)์
สัลลาปังค สลั ล = ความโศกเศร้า (heartache) พสิ ัย สลั ลาป = การพดู จา (parlance) พสิ ยั = ความสามารถ (ability) ๔. สัลลาปังคพสิ ัย (บทโศก) คือการกล่าวขอ้ ความแสดงอารมณ์ โศกเศร้า อาลยั รัก
ถึงหนา้ วงั ดงั หน่ึงใจจะขาด นึกถึงบาทบพิตอดิศร อ่านวา่ (อะดิดสอน) โอผ้ า่ นเกลา้ เจา้ ประคุณของสุนทร แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเชา้ เยน็ (สุนทรภู่)
ในการแต่งคาประพนั ธ์ กวนี ิยมดาเนินตามหลกั ฉนั ทลกั ษณอ์ ยา่ ง เคร่งครัด เมื่อคาบางคามีปัญหาเรื่องเสียง กวกี ม็ กั จะแต่งรูปแปลงเสียง เพอื่ ให้ ไดค้ าท่ีไพเราะแตค่ งความหมายเดิมไว้ “กวโี บราณนิยมแต่งรูปแปลงเสียงคาเพ่ือให้ เป็นไปตามหลกั เกณฑ์ในฉันทลกั ษณ์ เช่น การใช้ คาโทโทษ คาเอกโทษในการแต่งโคลงและร่ าย แต่คา เอกโทษจะใช้น้อยกว่าคาโทโทษ เพราะสามารถใช้ คาตายแทนได้น่ันเอง”
Search
Read the Text Version
- 1 - 23
Pages: