ทฤษฎรี ะบบเสนลมปราณ 91 ไปจนถงึ บริเวณใตต า เสน ลมปราณชงเชอ่ื มโยงสัมพันธกับเสน ลมปราณหลักทงั้ 12 เสน จงึ ไดรับสมญา วา ‘ทะเลแหงสบิ สองเสน ลมปราณหลัก (十二经之海 สอื เออ รจ ิงจือไห) ’หรืออีกนัยหน่ึงคือ‘ทะเล แหง เลือด (血海 เซฺวียไห)’ 4) เสน ลมปราณไต (带脉 ไตม า ย) เสนลมปราณไต มีจุดเริ่มบริเวณใตชายโครงแลวไหลเวียนตามขวางรอบเอวคลายเข็มขัด จงึ ทําหนาทร่ี อยรัดเสน ลมปราณท่ีผา นตามแนวยาวของลาํ ตวั เขาไวด ว ยกัน 5) เสน ลมปราณอนิ เหวย (阴维脉 อนิ เหวยมา ย) เสน ลมปราณอนิ เหวย เร่มิ ตน จากหนาแขง ดานใน ผานข้นึ ไปยังทอง เช่ือมตอกับเสนเทาไท อินมาม เสนลมปราณเญ่ิน และเช่ือมโยงกับเสนลมปราณอินท้ังหมด ทําหนาที่ควบคุมและกํากับการ ไหลเวียนช่ี ของรางกายสวนใน เมื่อรวมกับเสนลมปราณหยางเหวย จึงทําหนาที่ควบคุมและปรับการ ไหลเวียนของช่ีในเสนลมปราณอินและหยางทั้งหมด หรืออีกนัยหน่ึงคือ ชี่ของรางกายสวนในและสวน นอก ใหอ ยใู นภาวะสมดลุ และสอดคลอ งสมั พันธก นั 6) เสน ลมปราณหยางเหวย (阳维脉 หยางเหวยมา ย) เรม่ิ ตน จากสน เทาดานนอก ผา นขน้ึ ไปตามเสนเทาเสาหยางถุงนํ้าดี ผานลําตัวดานขาง ไปที่ หนาผาก แลววกไปส้ินสุดท่ีทายทอย เขาบรรจบกับเสนลมปราณตู เสนลมปราณหยางเหวยเช่ือมโยงกับ เสนลมปราณหยางท้ังหมด ทําหนาท่ีควบคุมและกํากับการไหลเวียนชี่ ของรางกายสวนนอก เมื่อรวมกับ เสนลมปราณอินเหวย จึงทําหนาท่ีควบคุมและปรับการไหลเวียนของช่ีในเสนลมปราณอินและหยาง ท้ังหมด หรืออีกนัยหนึ่งคือ ช่ีของรางกายสวนในและสวนนอก ใหอยูในภาวะสมดุลและสอดคลอง สัมพันธกัน 7) เสน ลมปราณอินเชียว (阴跷脉 อนิ เชยี วมา ย) เสนลมปราณอินเชียว เร่ิมจากฝาเทาดานใน ผานข้ึนตามขาดานใน อวัยวะเพศ หนาทอง อก ลําคอดานหนา โหนกแกม ไปส้ินสุดท่ีหัวตา เขาบรรจบกับเสนลมปราณหยางเชียวเสนลมปราณอิน เชียวและหยางเชียว รวมกนั ทาํ หนา ทปี่ รับประสานสมดุลการเคลอื่ นไหว โดยเฉพาะรางกายกับรยางคลาง 8) เสน ลมปราณหยางเชียว (阳跷脉 หยางเชยี วมา ย) เสนลมปราณหยางเชียว เร่ิมจากสนเทา ผานตาตุมนอกขึ้นไปตามขาดานนอก ลําตัวและ คอดานขา ง มมุ ปาก เขาบรรจบกบั เสนลมปราณอนิ เชยี วทีห่ วั ตา แลว ผา นตอ ขา มไปหลังศรี ษะ เขาบรรจบ กับเสนเทา เสาหยางถุงน้าํ ดี เสน ลมปราณหยางเชียวและอนิ เชียว รวมกันทําหนาท่ีปรับประสานสมดุลการ เคลื่อนไหว โดยเฉพาะรา งกายกบั รยางคลาง
92 ศาสตรการแพทยแผนจนี เบอ้ื งตน 3. หนาทข่ี องระบบเสน ลมปราณ 3.1 เปนทางไหลเวียนของเลือดและชี่ ไปหลอ เลีย้ งทุกสวนของรา งกายอยางเปน ระบบ 3.2 ควบคุมและปรับสมดลุ การไหลเวยี นของเลอื ดและช่ี 3.3 เช่อื มโยงเนอ้ื เยือ่ และอวยั วะทกุ สว นของรา งกาย ทงั้ ภายนอกและภายใน ต้นื และลกึ บนและลาง ซายและขวา ใหทาํ งานสอดคลองสมั พันธกัน 3.4 เปนระบบติดตอระหวางรางกายกับสิ่งแวดลอม ปรับการทํางานของรางกายใหเหมาะสม กบั การเปลีย่ นแปลงของสง่ิ แวดลอม รวมท้งั ปกปองรางกายจากเหตุแหง โรคทมี่ ากระทาํ ตอ รา งกาย 3.5 เปนชอ งทางในการรักษาความผดิ ปกติของอวยั วะตาง ๆ ในรา งกาย 4. การประยกุ ตใชท ฤษฏเี สน ลมปราณทางคลินกิ 4.1 ใชอธบิ ายสรรี วทิ ยาและการเปล่ียนแปลงทางพยาธิวทิ ยา ทฤษฎีเสนลมปราณ ใชอธิบายความสัมพันธการทํางานของอวัยวะตาง ๆ ท้ังในภาวะปกติ และในภาวะขาดสมดุล ซงึ่ สามารถใชอธบิ ายถึงการเปล่ียนแปลงของอวัยวะอื่น เม่ือเกิดความผิดปกติกับ อวัยวะหนึง่ เสนลมปราณเปนชองทางใหสาเหตุของโรค จากภายนอกรุกรานเขาสูภายในรางกาย โดยเฉพาะเมอื่ ระบบการปกปอ งรา งกายของระบบเสนลมปราณบกพรอ ง เสนลมปราณชวยสะทอนอาการและอาการแสดงของความผิดปกติ ของอวัยวะภายในสู ภายนอก จึงชวยในการวินิจฉัยความผิดปกติของอวัยวะ หรือตําแหนงของการเกิดโรค เชน ความ ผิดปกติของหัวใจจะมีอาการแสดงออกมาตามแนวเสนลมปราณหัวใจ หรือท่ีล้ินซึ่งเปนทวารของหัวใจ เปนตน เสนลมปราณชวยสะทอนลักษณะของพยาธิสภาพ จึงชวยในการวินิจฉัยแยกโรค เชน การมี แผลที่ล้ินบงบอกวามีไฟหัวใจมากเกินไป การท่ีผิวหนังมีสีคล้ําบงบอกถึงการไหลเวียนของเลือดและช่ี ติดขัด ผวิ หนงั ซีดขาวบง บอกถึงการไดรับผลกระทบจากความเย็น เปน ตน 4.2 การประยกุ ตใ ชใ นการรักษาโรค เสนลมปราณเปนชองทางในการรักษาโรคของอวัยวะภายใน โดยอาศัยจุดบนเสนลมปราณที่ สมั พันธก ับอวัยวะน้ัน หรอื จุดบนเสนลมปราณทีม่ ีวิถกี ารไหลเวยี นผานไปยังอวัยวะที่ผดิ ปกติ เสนลมปราณใชพ ิจารณาในการเลอื กและกาํ หนดวธิ ใี นการรกั ษาโรค เชน เมือ่ พบวาชีข่ อง อวยั วะบกพรอง ควรใชก ารฝงเขม็ กระตนุ แบบเสริมบํารงุ หรือการรมยา บนจุดท่ีเปน จุดเสรมิ บาํ รงุ ของ
ทฤษฎรี ะบบเสนลมปราณ 93 อวัยวะนั้น หรือเม่ือวินิจฉัยวามีเลือดและชี่แกรงแตการไหลเวียนติดขัด ทําใหเกิดอาการปวด ควรใชการ ฝงเขม็ กระตุน แบบระบาย หรอื ปลอ ยเลือด หรือครอบถวย ท่ีจุดท่ีใชในการระบายของตําแหนงที่เกิดโรค เปน ตน 5. ความรเู บ้อื งตน เกย่ี วกับจดุ ฝง เข็ม จดุ ฝงเขม็ (输穴 ซเู ซวฺ ีย) คอื ตาํ แหนงบนรางกายท่เี ลือดและชีจ่ ากอวยั วะภายในไหลเวยี น มาเพิม่ เติมและกระจายออก โดยอาศยั การทํางานของระบบเสน ลมปราณ ในทางเวชปฏิบัติ จดุ ฝงเขม็ หมายถงึ จดุ ที่ใชแ ทงเข็มหรอื กระตนุ ดวยวิธกี ารตาง ๆ เพอ่ื การรกั ษาโรค จุดฝงเข็มสว นใหญเ รียงรายอยบู นเสน ลมปราณตน 14 เสน ซึง่ อยูลกึ ระดับใตผวิ หนงั หรอื เอ็นและกลา มเนื้อ จุดฝง เข็มมีตาํ แหนงแนนอน ซงึ่ สามารถใชแทงเขม็ ไดอยา งปลอดภยั การกระตุน จดุ ฝง เข็มดวยวิธกี ารท่เี หมาะสม สามารถใชในการรกั ษาโรค บรรเทาอาการผดิ ปกติ เสริมสรา งสุขภาพ เสริม ภมู คิ ุมกนั โรค และปรับสมดุลการทาํ งานของรางกายไดอ ยา งนา อศั จรรย อนง่ึ เพ่ือความกระชับของเนื้อหา ที่จะกลาวตอ ไปในบทนี้ จะใชคําวา ‘จดุ ’ แทนคาํ วา ‘จุด ฝง เข็ม’ ยกเวน ในสวนท่เี ปนหัวขอ และในสว นท่ีอาจเขาใจสับสนคลาดเคล่อื น จงึ จะใชค าํ วา จดุ ฝง เขม็ เพอ่ื แสดงความชัดเจน 5.1 ประเภทของจดุ ฝง เขม็ จดุ ฝงเข็ม แบง เปน 3 ประเภท ไดแก 1) จุดฝง เข็มในระบบ 2) จดุ ฝง เขม็ นอกระบบ และ 3) จดุ กดเจบ็ 1) จดุ ฝง เข็มในระบบ (经穴 จงิ เสฺวีย) จุดฝงเข็มในระบบ หรอื ‘จดุ ในระบบ’ หรอื ‘จดุ ในเสน ลมปราณ’ หรือ ‘จดุ ในเสน’ หรือ ‘จดุ ใน 14 เสน ’ หมายถงึ จดุ ฝงเข็มท่ีอยูบนเสนจงิ 14 เสน ไดแ ก จดุ บนเสนลมปราณหลัก 12 เสน จํานวน 309 จุด (309 คู ถา นับทัง้ ซา ยและขวา) และจุดบนเสน ลมปราณพิเศษกลางลําตัว 2 เสน คอื เสน ลมปราณตแู ละเสนลมปราณเญ่ิน จาํ นวน 52 จุด รวมทั้งสน้ิ 361 จดุ (รวมทั้งหมดในรางกาย เทากับ 670 จุด) จดุ ในระบบเปนจุดท่ีมีช่อื และมีตําแหนง บนรางกายทแ่ี นนอน ตามเสนทางของเสนจงิ ท่สี งั กัดอยู จุดฝง เขม็ ชดุ นี้ใชเปน จุดหลกั ในการฝงเขม็ และรมยา 2) จดุ ฝง เข็มนอกระบบ (奇穴 ฉีเสฺวีย) จุดฝงเข็มนอกระบบ หรอื ‘จุดนอกระบบ’ หรอื ‘จุดนอกเสนลมปราณ’ หรอื ‘จดุ นอก เสน ’ สว นใหญน ยิ มเรยี กวา ‘จุดพิเศษ’ หมายถงึ จดุ ทมี่ ชี อ่ื และมีตําแหนง บนรางกายทแ่ี นนอน แตไมไ ด
94 ศาสตรการแพทยแผนจนี เบ้อื งตน รบั การจดั ใหเ ปน จุดในระบบ เนื่องจากจดุ พิเศษสวนใหญมีตาํ แหนงอยนู อกแนวเสนจิง 14 เสน แมวา บางจุดจะอยใู นแนวเสนจงิ แตเขา ใจวาอาจเปนจุดท่ีพบเพมิ่ เติมมาภายหลงั เชน จดุ อน้ิ ถัง (印堂, EX- HN3) ซงึ่ อยใู นแนวเสน ลมปราณตู เปน ตน จดุ ฝงเข็มนอกระบบเปน จุดที่มีสรรพคณุ ในการรักษาเฉพาะโรค สามารถเลือกใชเพยี งจุด เดยี วเฉพาะโรคท่ตี อ งการรักษา หรือนํามาใชรวมกบั จดุ ในระบบเพือ่ เสริมการรักษากไ็ ด จดุ นอกระบบมี กระจายอยูท วั่ รา งกายโดยไดรบั การจดั แบงกลุมและมีรหสั สากลตามตาํ แหนง ทางกายวภิ าค ไดแ ก ศรี ษะ และคอ (EX-HN) หลัง (EX-B) อกและทอ ง (EX-CA) รยางคบ น (EX-UE) และรยางคลา ง (EX- LE) รวมประมาณ 48 จุด และมีจดุ นอกระบบอกี จํานวนหนึ่งทีย่ งั ไมมรี หสั 3) จดุ กดเจ็บ หรอื จุดอาษอ้ื (阿是穴 อาษอื้ เสวฺ ยี ) อาษอื้ (阿是) แปลวา เออใช หรอื ถูกแลว หรอื ใชเลย จดุ อาษอ้ื เปน จุดที่ไมมชี ่อื และไม มีตําแหนงบนรา งกายท่ีแนนอน การหาจุดอาษอ้ื อาศัยการคลาํ และกดหาไปตามตาํ แหนง ทผี่ ูปวยบอกเลา หรือตามแนวเสนลมปราณท่ีเกี่ยวขอ งสมั พนั ธก บั โรค จุดอาษ้ือจะกดเจ็บกวา ปกติเมื่อใชแรงกดเทา กัน จงึ มักเรียกวา จุดกดเจบ็ หรอื อาจพบมีลกั ษณะของผิวหนงั แตกตา งจากปกติ ในทางปฏบิ ัตจิ ุดอาษอ้ื มักใช เพื่อการรกั ษากลุมอาการปวดตา ง ๆ 5.2 สรรพคณุ ในการรกั ษาโรคของจดุ ฝงเข็ม 1) สรรพคณุ รกั ษาโรครอบจุดฝง เข็ม หรอื รกั ษาโรคใกล หมายถึง จดุ ฝงเขม็ สามารถใช รักษาโรคท่อี ยูในตําแหนงของจดุ ฝง เขม็ รวมถงึ เน้อื เยอ่ื และอวยั วะที่อยบู ริเวณรอบจดุ ฝง เข็ม 2) สรรพคณุ รักษาโรคหางไกลจดุ ฝงเข็ม หรอื รกั ษาโรคไกล หมายถึง จุดฝงเข็มสามารถใช รักษาโรคของเนอื้ เยอื่ และอวัยวะท่อี ยูห างไกลจดุ ฝง เข็มได โดยอาศยั แนวครอบคลุมของเสน ลมปราณท่ี สัมพันธกับจุดฝง เข็มและรอยโรค 3) สรรพคณุ พิเศษ ไดแ ก สรรพคุณสองดา น และ สรรพคุณเฉพาะโรค (1) สรรพคุณสองดาน หมายถงึ จุดฝง เขม็ จดุ เดยี วกนั สามารถใชร ักษาโรคทม่ี ีอาการมาก เกนิ ไป หรือนอยเกินไปได เชน จดุ เทียนซู (天 枢 , ST25) มีสรรพคุณรักษาไดท งั้ อาการทอ งผูกและ ทองเสีย จุดเนยก วาน (内关, PC6) มีสรรพคณุ รกั ษาไดทัง้ ภาวะหวั ใจเตนเร็วหรือชาเกินไป (2) สรรพคุณเฉพาะโรค หมายถงึ จดุ ฝง เข็มบางจุด นอกจากมีสรรพคณุ ทว่ั ไป ตามหลกั ของทฤษฎีเสน ลมปราณแลว ยงั มีสรรพคณุ เดน ในการรกั ษาอาการบางอยา งไดเปน พิเศษอกี ดว ย เชน จุดตา จยุ (大椎, GV14) มสี รรพคณุ ลดไขส ูงไดดี จดุ จอื๋ อนิ (至阴, BL67) มสี รรพคุณรักษาทารกในครรภ อยผู ิดทา
ทฤษฎีระบบเสนลมปราณ 95 5.3 จุดฝง เข็มเฉพาะ จดุ ฝง เข็มเฉพาะ หมายถึง จดุ ฝง เข็มในระบบท่มี ีคุณสมบัตพิ ิเศษ หรอื สรรพคุณเฉพาะ แตกตาง จากจุดอื่นในเสนจิงเดียวกัน และเปน จดุ ที่ใชบ อยในทางคลนิ กิ จุดฝงเขม็ เฉพาะแบงเปน 10 กลุม ไดแ ก 1) จุดซูทง้ั หา (五输穴 อซู เู สฺวยี ) จุดซูทั้งหา เปนกลุมจุดในลมปราณหลัก โดยแตละเสนมีจุดซู 5 จุด เรียงรายเปนลําดับ จากปลายนว้ิ ถงึ ขอ ศอกหรือเขา ทง้ั 12 เสน รวมท้ังสิ้น 60 จุด จุดอูซูเทียบเคียงดุจดังสายน้ํา เร่ิมจากตา น้าํ ไหลรวมสะสมเปน สายน้ําลงสูทะเล ไดแก จุดจิ่ง (井) ดุจดังตาน้ํา จุดหรง (荣) ดุจดังน้ําพุ จุดซู (输) ดุจดังลําธาร จุดจิง (经) ดุจดังแมนํ้า และ จุดเหอ (合) ดุจดังทะเล จุดซูซูท้ังหามีสรรพคุณในการ รกั ษาโรคตา งกนั 2) จุดเหอลา ง (下合穴 เซย่ี เหอเสฺวีย) จุดเหอลา ง หมายถึง จุดฝง เขม็ 6 จดุ ที่อยูบนเสนลมปราณหยางของขา 3 เสน เปนจุดท่ีชี่ ของอวัยวะกลวงทั้งหกไหลเวียนมาบรรจบรวมอยู จึงเปนจุดท่ีใชรักษาโรคท่ีเกี่ยวของกับความผิดปกติ ของอวัยวะกลวง 3) จดุ เหวียน (原穴 เหวยี นเสวฺ ยี ) จุดเหวยี น คอื จดุ ท่ชี ป่ี ฐมภูมิ หรือ เหวียนช่ี (原气) จากอวยั วะภายในไหลเวยี นมาสะสม อยู เสน ลมปราณหลกั 12 เสน มีจุดเหวียน เสนละ 1 จุด มีตาํ แหนงอยูใกลขอ มือและขอเทา จุดเหวยี น ของเสน ลมปราณอนิ เปนจุดเดียวกับจุดซ-ู ลําธารของจุดอซู ู จดุ เหวยี นของเสน ลมปราณหยาง อยูเ หนือจุด ซู-ลาํ ธารขึน้ มา 1 จดุ จดุ เหวียนมักเปนจุดที่สะทอนอาการผิดปกติของอวัยวะภายในที่เสน ลมปราณหลักสังกัด อยู ในทางคลนิ กิ จดุ เหวยี นชว ยในการวนิ จิ ฉัยโรคและใชรกั ษาโรคของอวยั วะภายในตน สงั กดั 4) จดุ ล่ัว (络穴 ลั่วเสฺวยี ) จุดลั่ว คือ จดุ ท่เี สน ลวั่ แยกออกมาเพือ่ ไปเชอื่ มโยงกบั เสน ลมปราณหลกั ท่เี ปนคูสมั พันธ และ ไปเสรมิ การหลอ เลย้ี งพืน้ ทีต่ ามแนวไหลเวยี นของเสนลมปราณหลักตน สงั กัด เสนลมปราณหลกั 12 เสน มีจุดลว่ั เสน ละ 1 จุด อยูปลายตอ ศอกและเขา บนลําตวั มีจุดลวั่ 3 จดุ ดา นหลงั อยบู นเสนลมปราณตู 1 จุด ดา นหนาอยบู นเสน ลมปราณเญ่ิน 1 จดุ และดา นขางเปน จุดล่ัวใหญข องเสน ลมปราณมาม 1 จดุ รวม ทง้ั ส้ิน 15 จดุ
96 ศาสตรก ารแพทยแผนจีนเบ้อื งตน จดุ ล่ัวที่อยูบนแขนและขามีเสน ลว่ั แยกไปเชอื่ มโยงกับเสนลมปราณหลกั คูสัมพันธ จงึ ใช รกั ษาโรคไดท งั้ สองเสนลมปราณหลักที่สมั พันธก ัน จดุ ลัว่ ของลมปราณเสนตูใชรักษาโรคของหลัง จดุ ลวั่ ของเสน ลมปราณเญิน่ ใชรกั ษาโรคของทอ ง จุดล่ัวใหญข องเสน มา มที่ดา นขา งลาํ ตัวใชร กั ษาโรคของชายโครง และหนา อก และสามารถใชรกั ษาโรคขอ ตา ง ๆ ได 5) จุดซี (郗穴 ซเี สวฺ ยี ) ซี (郗 Xi) แปลวา รองหรอื ชอง จดุ ซเี ปนจุดทีเ่ ลือดและช่ีจากเสน ลมปราณไหลเวียนมา สะสมรวบรวมอยู จดุ ซมี ีตําแหนงอยบู นแขนและขารวมท้ังสิน้ 16 จุด เปนจุดซขี องเสนลมปราณหลัก 12 เสน เสนละ 1 จุด และของเสน ลมปราณพิเศษ อนิ เชียว หยางเชยี ว อินเหวย และหยางเหวย เสนละ 1 จุด 6) จดุ เช่อื มโยงเสน ลมปราณพเิ ศษทง้ั แปด (八脉交会 ปามา ยเจยี วหยุ ) จุดเชอื่ มโยงเสนพเิ ศษทง้ั แปด หมายถงึ จดุ ฝง เข็ม 8 จดุ ซ่งึ เปน จดุ ของเสน ลมปราณหลกั ท่สี ามารถเชื่อมโยงไปถงึ เสน ลมปราณพเิ ศษหรือเสน ลมปราณวิสามญั ทั้ง 8 เสน มตี ําแหนงอยูบนแขน และขา แบงเปน 4 คู ตามความครอบคลุมของสรรพคุณ ไดแ ก (1) จดุ เนย กวาน (内关, PC6) ของเสน เย่อื หมุ หวั ใจเชือ่ มโยงกบั เสนอินเหวย และจดุ กง ซุน (公孙, SP4) ของเสนมา มเช่ือมโยงกบั เสนชง สองจดุ นีค้ รอบคลมุ การรกั ษาโรคบรเิ วณทรวงอก หัวใจ และกระเพาะอาหาร (2) จุดไวกวาน (外关, TE5) ของเสน ซันเจยี วเชือ่ มโยงกับเสนหยางเวย และ จดุ จูห ลินชี่ (足 临 泣, GB41) ของเสน ถงุ นา้ํ ดีเช่ือมโยงกบั เสนไต สองจดุ น้ีครอบคลุมการรักษาโรคบรเิ วณหางตา หลังใบหู แกม และไหล (3) จุดโฮว ซี (后溪, SI3) ของเสน ลําไสเลก็ เชอื่ มโยงกบั เสนตู และจดุ เซินมาย (申脉, BL62) ของเสน กระเพาะปสสาวะเชอ่ื มโยงกับเสน หยางเชยี ว สองจุดนค้ี รอบคลมุ การรกั ษาโรคบรเิ วณหัว ตา ทายทอย ใบหู ไหลแ ละหลงั (4) จุดเลย่ี เชวฺ ยี (列缺, LU7) ของเสน ปอดเช่อื มโยงกับเสน เญน่ิ และจุดเจาไห (照海, KI6) ของเสน ไตเชื่อมโยงกับเสน อินเชยี ว สองจดุ น้คี รอบคลมุ การรักษาโรคของระบบหายใจ ไดแ ก ปอด หลอดลม และกระบังลม จดุ เชือ่ มโยงเสนพเิ ศษ 8 จดุ มีความสําคัญและใชป ระโยชนไ ดหลากหลาย การใชจ ุดทง้ั แปด สามารถพจิ ารณาใชได 2 กรณี ไดแ ก การเลือกใชจดุ เดีย่ ว และการเลอื กใชจุดคู
ทฤษฎีระบบเสน ลมปราณ 97 การเลือกใชจดุ เดย่ี ว มีขอ บงชี้ในการรักษาโรคทีเ่ ก่ยี วขอ งกับเสนพิเศษเสน นั้น เชน จุดโฮวซี (SI3) ใชร กั ษาโรคทเี่ กี่ยวของกบั เสนตู จุดกงซุน (SP4) ใชร กั ษาโรคที่เกีย่ วขอ งกบั เสนชง การเลือกใชจ ดุ คู ดังทก่ี ลาวมาแลว ซึง่ มีจุดหน่ึงอยูทป่ี ลายแขน และอีกจดุ หน่ึงอยูท ่ีปลาย ขา สามารถใชร กั ษาโรค ไดก วางขวางตามสวนของรา งกายทค่ี รอบคลุมถงึ ตารางที่ 6-2 จดุ เช่ือมโยงเสน พเิ ศษท้งั แปด และสรรพคณุ จุดเชอื่ มโยง เสน หลัก ตนสงั กัด เสนพิเศษ สรรพคณุ รกั ษาโรค ทรวงอก หวั ใจ กระเพาะอาหาร เนย กวาน (PC6) เสนมอื จเฺ หวยี อนิ เยื่อหุม หวั ใจ เสน อินเหวย กงซนุ (SP4) ปอด คอหอย กระบงั ลม เล่ียเชวฺ ยี (LU7) เสนเทาไทอนิ มา ม เสนชง หัวตา หู ทา ยทอย คอ ไหล หลัง เจาไห (KI6) โฮวซี (SI3) เสน มือไทอินปอด เสนเญิ่น หางตา แกม หลงั หู ไหล เซินมาย (BL62) ไวก วาน (TE5) เสน เทาเสาอนิ ไต เสนอนิ เชียว จูหลนิ ช่ี (GB41) เสนมอื ไทหยางลําไสเลก็ เสนตู เสน เทา ไทหยางกระเพาะปส สาวะ เสนหยางเชียว เสน มอื เสา หยางซานเจียว เสนหยางเหวย เสน เทาเสา หยางถุงนา้ํ ดี เสนไต 7) จดุ อทิ ธิพลทัง้ แปด (八会穴 ปาหยุ เสวฺ ยี ) จุดอิทธิพลท้ังแปด หมายถึง จุดฝงเข็ม 8 จุด ที่สารจําเปนจากอวัยวะทั้งแปด ไดแก อวัยวะตัน อวัยวะกลวง ชี่ เลือด เสนเลือด กระดูก ไขกระดูก และเสนเอ็น มาบรรจบรวมอยู ในทาง คลนิ ิก จดุ อิทธพิ ลทั้งแปดนําไปใชร ักษาโรคท่ีเก่ียวของกับอวัยวะ หรือเนอื้ เยอื่ ทจี่ ดุ นน้ั มีอิทธิพลอยู 8) จดุ ซูหลัง หรอื จุดซอู วัยวะหลงั (背俞穴 เปย ซเู สวฺ ีย) จุดซูหลัง หรือ จุดซูอวัยวะหลัง เปนจุดดานหลังลําตัวท่ีชี่ของสิบสองอวัยวะภายใน ไหลเวียนมาบรรจบเพ่ิมเติม จุดซูหลังเปนจุดบนเสนลมปราณเทาไทหยางกระเพาะปสสาวะเสนแรก ซ่ึง อยูเรียงเปนเสนขนานสองขางหางจากเสนกึ่งกลางกระดูกสันหลังขางละ 1.5 ชุน จุดซูของหลังมีขางละ 12 จุดเทา กับจาํ นวนอวัยวะภายในท่ีเปน ตน สังกัดของเสนลมปราณหลัก จุดซูหลังใชรักษาโรคของอวัยวะภายในโดยเฉพาะโรคของอวัยวะตัน เชน จุดเฟยซู (肺 俞) ใชรกั ษาโรคของปอด เปน ตน นอกจากนี้จุดซหู ลังยงั ใชรักษาโรคของอวัยวะรับสัมผัสที่เปนทวารของ
98 ศาสตรการแพทยแผนจีนเบือ้ งตน อวัยวะน้ันไดอีกดวย เชน จุดกานซู (肝俞, BL18) ใชรักษาโรคตาซึ่งเปนทวารของตับ จุดเซิ่นซู (肾俞, BL23) ใชรกั ษาโรคหซู งึ่ เปน ทวารของไต เปนตน ในทางคลินิกจุดซูหลงั มักใชรวมกับจดุ มู 9) จดุ มู หรือ จดุ มอู วัยวะหนา (幕穴 มูเสฺวยี ) จุดมู หรือ จุดมูอวัยวะหนาเปนจุดบนหนาอกและทองที่ช่ีของสิบสองอวัยวะภายใน ไหลเวียนมาบรรจบเพิ่มเติม จุดมูมี 12 จุด เปนจุดเดี่ยว 6 จุดอยูบนเสนลมปราณเญ่ินกึ่งกลางลําตัว ดา นหนา และจดุ คขู างซายและขา งขวาบนเสน ลมปราณหลักทีผ่ านทางดานหนาของลาํ ตวั ขางละ 6 จดุ จดุ มูใชร ักษาโรคของอวัยวะภายในโดยเฉพาะโรคของอวัยะกลวง เชน จุดจงหวาน (中脘, CV12) ใชร ักษาโรคของกระเพาะอาหาร จุดเทยี นซู (天枢, ST25) ใชร ักษาโรคของลาํ ไสใ หญ เปน ตน การใชจุดซูหลังรวมกับจุดมู หรือเรียกอยางรวบรัดวา‘จุดซู-มู’หมายถึง การใชจุดของ อวัยวะเดียวกันทั้งดานหลังคือจุดซูและดานหนาคือจุดมูรวมกัน มีเปาหมายเพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพการ รักษาโรคใหไดผลดีย่ิงขึ้น เชน ใชจุดเวยซู (胃俞, BL21) รวมกับ จุดจงหวาน (中脘, CV12) เพิ่ม ประสทิ ธภิ าพในการรักษาโรคของกระเพาะอาหาร เปน ตน 10) จุดตดั (交会穴 เจยี วปาหยุ ) จดุ ตัด หมายถงึ จุดฝงเขม็ ทีม่ เี สนลมปราณต้งั แต 2 เสน ข้ึนไปมาตัดผา นกนั ทําใหจ ดุ ตัดมี คณุ สมบัตริ กั ษาโรคของทกุ เสนลมปราณท่มี าตัดผาน จุดตดั มีจํานวนมากกวา 90 จดุ สวนใหญอยูบน ลําตวั แตละจดุ มสี รรพคุณแตกตางกันตามตาํ แหนงและเสนลมปราณท่ตี ัดผานกัน เชน จดุ ซานอินเจยี ว (三阴交, SP6) เปน จดุ ตัดของเสน ลมปราณอนิ เทาสามเสน จึงสามารถใชร ักษาไดทงั้ โรคของเสนมา ม เสนตับและเสน ไต
สาเหตุของโรค 99 บทที่ 7 สาเหตขุ องโรค สาเหตุของโรค สาเหตุของโรค คือ สาเหตุหรือภาวะท่ีทําใหรางกายเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยา ทาํ ใหเกิดโรค สาเหตขุ องโรคมีหลายชนดิ เชน ลมฟาอากาศ ความผดิ ปกติทางอารมณ โรคระบาด การ รับประทานอาหารไมถกู ตอ งเหมาะสม การตรากตราํ ทํางานมากหรอื นอยเกนิ ไป การบาดเจ็บ แมลงสตั ว กัดตอย เสมหะและของเหลวคง่ั เลอื ดค่งั เปน ตน ทฤษฎีสาเหตขุ องโรค เปนการศกึ ษารายละเอยี ดของสาเหตุของโรคทางดา นคุณลกั ษณะ จดุ เดน ในการทาํ ใหเ กิดโรค และอาการทางคลนิ ิกที่เกิดขึน้ ในยคุ ราชวงศส ยุ ค.ศ. 610 จกั รพรรดเิ ฉาเหวียนฟาง (巢元方) มพี ระราชโองการใหเ ขยี น ตํารา จูปง เหวียนโฮวลนุ (诸病源候论) เปนตําราเกีย่ วกับทฤษฎีสาเหตขุ องโรคและทฤษฎพี ยาธกิ ําเนดิ ของโรค เปน หนังสอื 50 เลม แบง เปน 67 บท 1,720 หัวขอ ตอ มาในยคุ ราชวงศซง ค.ศ. 1174 เฉิน เอยี๋ น (陈言) ไดแ ตง ตาํ รา ซานอนิ จ๋ี-ปง เจิ้งฟางลนุ (三因极一病证方论) เปนตําราเกี่ยวกบั ทฤษฎี สาเหตุของโรค การศึกษาสาเหตขุ องโรคทางการแพทยแผนจนี การศกึ ษาสาเหตุของโรคทางการแพทยแผนจนี มีลกั ษณะพิเศษ ดังน้ี 1. แนวคดิ มนุษยก ับสิง่ แวดลอ ม มนุษยเปน สว นหน่ึงของธรรมชาติสิ่งแวดลอ ม และมีความสัมพันธก นั อยางใกลช ดิ รา งกาย มนษุ ยป ระกอบดวยอวยั วะและเนื้อเย่อื ตาง ๆ ทาํ งานเชื่อมโยงกัน การแพทยแผนจนี ไดใชแ นวคิดมนษุ ย กบั ส่งิ แวดลอมมาศึกษาสาเหตุของโรคในการทาํ ใหเ กิดโรคและการดาํ เนินเปลยี่ นแปลงของโรค เชน ตับมี ความสมั พนั ธกับลม อารมณโกรธ รสเปร้ยี ว เอ็น นยั นตา และถงุ นาํ้ ดี โดยลม อารมณโกรธ อาหารรส เปร้ียวจดั เปนสาเหตุทําใหเ กิดความผิดปกติทต่ี ับ ความผดิ ปกติของตับมผี ลกระทบถงึ อวยั วะและเนอื้ เยอ่ื ทเ่ี ก่ยี วของคอื เอ็น นยั นตา และถงุ นํ้าดี 2. การวนิ จิ ฉัยแยกกลุม อาการเพือ่ หาสาเหตขุ องโรค การวินิจฉยั แยกกลุมอาการเพื่อหาสาเหตุของโรค คือ การนาํ อาการและอาการแสดงของ
100 ศาสตรการแพทยแผนจนี เบ้ืองตน ผูปวยมาวิเคราะหห าสาเหตุของโรค เชน อาการคันเปลี่ยนท่ีไปมา ไมมีตาํ แหนงแนนอน เหมือนลมท่ีมี คุณลกั ษณะพัดเคลือ่ นท่ีไปมา เพราะฉะนน้ั สาเหตขุ องอาการคนั จงึ นาจะเกดิ จากลม การรักษาดว ยยาขับ ลมจงึ จะทาํ ใหอาการคันหายไป สาเหตขุ องโรคทําใหร า งกายทํางานผิดปกตกิ ลายเปน ผลของโรค ผลของโรคอาจกลายเปน สาเหตขุ องโรคอีกโรคหน่งึ กไ็ ด เชน ความเย็นมากระทบรา งกายเขา สูร ะบบเลือด ทาํ ใหเลือดคง่ั ไมไหลเวยี น ถา เลือดคง่ั ในมดลกู จะกลายเปน สาเหตุของโรค ทําใหม อี าการปวดทอ งนอ ย ระดมู านอ ย ระดูสคี ลา้ํ เปน กอน เปนตน ปจจยั จากลมฟาอากาศทง้ั หกทําใหเกิดโรค (外感六淫 ไวก านลิว่ อิ๋น) ลม ความเย็น ความรอ นอบอาว ความช้นื ความแหง และไฟ เปน ลมฟาอากาศ 6 ชนิด ที่ เปน การเปลีย่ นแปลงปกตติ ามฤดกู าล เรียกวา ลมฟา อากาศทั้งหก ปกติลมฟาอากาศท้งั หกไมม ีอนั ตราย ตอมนุษย มนุษยจะเรยี นรูการเปลย่ี นแปลงของธรรมชาติ แลว ปรับตัวใหเขา กับธรรมชาติและการเปลย่ี นแปลง ลมฟาอากาศ มนุษยจึงจะดาํ เนนิ ชีวิตอยูไดต ามปกติ การเปล่ียนแปลงของลมฟาอากาศตามฤดูกาลมีกฎเกณฑแนนอนและมีขีดจาํ กัด ถาลมฟา อากาศมกี ารเปลี่ยนแปลงทผ่ี ิดปกติ เชน เปลยี่ นแปลงเพม่ิ ข้นึ หรอื ลดลงมากเกินไป เปลี่ยนแปลงฉับพลัน หรอื เปลย่ี นแปลงไมถ กู ตองตามฤดกู าล รา งกายมนุษยไ มส ามารถปรบั ตวั รับการเปลี่ยนแปลงที่ผดิ ปกติ จงึ เกิดความเจบ็ ปวย หรอื ลมฟา อากาศมกี ารเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ แตร างกายออนแอไมสามารถ ปรับตัวรบั การเปลย่ี นแปลงกท็ าํ ใหเกดิ โรคเชน กัน ท้ังสองกรณีนีล้ มฟาอากาศท้ังหกจะกลายเปนสาเหตขุ อง โรคจากภายนอกท้ังหก 1. โรคท่ีเกิดจากปจจัยจากภายนอกทั้งหก โรคทเี่ กิดจากปจ จยั จากภายนอกท้งั หกมคี ุณลักษณะพเิ ศษ ดังน้ี 1) การเกดิ โรคมคี วามสมั พันธกับฤดกู าล สาเหตขุ องโรคจากภายนอกทั้งหก มาจากการเปลี่ยนแปลงทผี่ ิดปกตขิ องลมฟา อากาศท้ัง หก มนษุ ยจ ึงมักจะเจ็บปวยดว ยโรคตามลมฟาอากาศของฤดูกาล เชน - ฤดูใบไมผ ลมิ กั มีลมแรง จึงมกั เกิดโรคจากลม - ฤดูรอนมกั เปนโรคท่เี กิดจากความรอ นอบอาว - ปลายฤดูรอนมักเปน โรคทเ่ี กิดจากความช้ืน
สาเหตขุ องโรค 101 - ฤดูใบไมร วงมกั เปนโรคท่ีเกดิ จากความแหง - ฤดูหนาวมกั เปนโรคท่เี กดิ จากความเย็น เหลานี้เปน กฎเกณฑทัว่ ไปแตไ มแนเสมอไป ข้นึ กบั ความแข็งแรงมภี ูมติ า นทานโรคของรางกาย และชนดิ ของสาเหตทุ ม่ี ากระทบรางกาย 2) การเกิดโรคมีความสัมพนั ธก ับสง่ิ แวดลอ ม สภาพแวดลอมของทอี่ ยูอาศัยหรอื สภาพท่ที าํ งานอาจเปน สาเหตุกอโรค เชน - ถาอาศยั อยูใ นท่ีชืน้ แฉะเปน เวลานาน มีโอกาสเปน โรคทเ่ี กดิ จากความช้ืน - ถา ทํางานในท่ีมีอณุ หภูมิสงู มักเปนโรคที่เกิดจากความรอนอบอา ว ความรอ นแหงหรอื ไฟ - ถาอยใู นท่แี หง แลง มกั เปน โรคท่ีเกดิ จากความแหงแลง 3) โรคอาจเกิดจากสาเหตุเดียวหรือหลายสาเหตรุ ว มกัน โรคอาจเกิดจากสาเหตุเดียวหรอื หลายสาเหตุรว มกัน เชน อาการทอ งเดินอาจเกิดจากถกู ความเย็นกระทบเพยี งอยางเดยี ว หรอื จากความรอ นรว มกบั ความช้ืน ไขห วดั เกิดจากลมและความเย็น ปวดขอเกดิ จากลม ความเยน็ และความชืน้ เปนตน 4) สาเหตขุ องโรคจากภายนอกทัง้ หก สาเหตขุ องโรคจากภายนอกทง้ั หกในระหวางการดําเนนิ โรคสามารถมผี ลกระทบซงึ่ กันและกนั และมกี ารเปล่ยี นแปลงคุณลักษณะได เชน ความเย็นสะสมคั่งในรางกายเปลย่ี นเปนความรอ น ความรอน และความช้ืนอยใู นรา งกายเปนเวลานานอาจเปลยี่ นเปน ความแหง สาเหตุของโรคจากภายนอกทกุ ชนิดสามารถเปลย่ี นเปน ไฟ 5) สาเหตุของโรคจากภายนอกมกั ลุกลามจากสว นนอกเขา มาทสี่ ว นในของรา งกาย สาเหตุของโรคจากภายนอกท้งั หก มักจะผานเขา สูร างกายโดยจะผา นผวิ หนงั ปาก หรือจมูก เขา สเู สน ลมปราณแลว ไปทาํ ใหเกดิ ความผดิ ปกตขิ องอวยั วะและสมดุลอนิ -หยาง จึงมักเกดิ กลุม อาการ สว นนอกของรา งกาย (表证 เปย วเจ้ิง) กอน แลวจงึ เกิดกลมุ อาการสวนในของรา งกาย (里证 หล่เี จง้ิ ) ตามมาภายหลงั ยกเวน ถาสาเหตุของโรคตรงเขา รกุ รานที่สวนในของรางกาย กจ็ ะมแี ตกลุมอาการสว นใน ของรางกาย โรคท่เี กิดจากสาเหตภุ ายนอก (外感病 ไวก านปง ) มักเปน กลมุ อาการเกนิ (实证 สอื เจง้ิ ) ลม ความเยน็ ความชื้น ความแหง และไฟ เปนสาเหตขุ องโรคที่มาจากสิง่ แวดลอม และ อาจเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะภายใน หรือความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือดและลมปราณ เรียกวา สาเหตุของโรคกอตัวจากภายใน (内伤五邪 เนยซางอูเสีย) ทาํ ใหเกิดโรคจากสาเหตุภายใน (内伤杂病 เนยซางจา ปง) มักเปนกลุมอาการพรอ ง (虚证 ซวฺ เี จงิ้ ) หรอื พรอ งผสมเกิน (虚实加杂
102 ศาสตรการแพทยแผนจนี เบ้อื งตน ซฺวีสอื เจียจา) และมแี ตก ลุมอาการสว นในของรางกาย สาเหตขุ องโรคชนดิ เดียวกนั ไมวา จะมาจากภายนอก หรือเกดิ ขนึ้ จากภายในรางกาย จะมอี าการและอาการแสดงเหมอื นกัน แตกลไกการเกดิ โรคตางกนั 2. คณุ สมบัตแิ ละการเกดิ โรคของปจจัยภายนอกทง้ั หก 1) ลมภายนอก (风邪 เฟงเสยี ) ลม เปน ลมฟาอากาศหลักของฤดใู บไมผ ลิ ในฤดูใบไมผ ลมิ ักมลี มพดั จดั ทําใหโ รคทม่ี ีสาเหตุ จากลมจงึ พบบอ ยในฤดใู บไมผ ลิ แตก ็พบไดในฤดอู นื่ คณุ สมบตั ิของลมและการเกิดโรค (1) ลมมลี ักษณะเบาลอยขน้ึ ลมเปนหยาง มลี กั ษณะเบาลอยกระจายข้ึนบน ลอยออกไป ภายนอก ลมจงึ มกั กระทําทส่ี ว นบนและสว นนอกของรางกาย ปอดเปน อวยั วะภายในทอ่ี ยบู นสดุ จงึ ถกู ลม มากระทบไดง าย ดังนี้ - ถาปอดถกู กระทบทาํ ใหล มปราณปอดไมแ ผกระจาย จะมอี าการคดั จมกู นา้ํ มูกไหล คนั คอ ไอ - ถา ลมกระทบศีรษะและใบหนา จะมีอาการเวียนศรี ษะ ปวดศีรษะ คอแขง็ ใบหนา ชาปวด ปากเบีย้ ว - ถา ลมกระทบสว นนอกของรางกาย จะเกิดกลุมอาการสว นนอกของรางกาย เชน กลวั ลม มีไข ลมมลี กั ษณะโลง กระจาย ถา ลมมากระทบผิวหนงั และทําใหช อ งใตผวิ หนงั และรูเหงอื่ เปด มีอาการ กลัวลม มเี หงื่อออก (2) ลมเปลี่ยนแปลงไปมารวดเรว็ ไมแ นน อน มาเร็วไปเรว็ จึงเกิดโรคเฉยี บพลัน ตําแหนง โรคเปลีย่ นแปลงไปเร่ือย ๆ - โรคลมพษิ จะเกดิ ผนื่ คันและหายไปอยา งรวดเรว็ เปน ๆ หาย ๆ - โรคปวดขอ จากลม อาการปวดจะเคลื่อนยา ยไปตามขอ ตา ง ๆ - โรคจติ อาละวาดและโรคเสน เลือดสมองก็มสี าเหตหุ นง่ึ มาจากลม ทาํ ใหม อี าการอยางฉบั พลนั คือ วิงเวยี นเปน ลม หมดสติ (3) ลมชอบเคล่ือนไหวไมห ยดุ ทาํ ใหเ กดิ โรคทม่ี ีลกั ษณะเคลอื่ นไหวไมห ยดุ เชน ชกั สั่น กระตกุ วิงเวยี น (4) ลมเปนตัวนาํ ของสาเหตุโรคจากภายนอกอืน่ ๆ ลมจึงเปนสาเหตุสําคัญทาํ ใหเ กดิ โรค ตาง ๆ จากลมกับความรอน ลมกบั ไฟ ลมกบั ความเย็น ลมกบั ความแหง ลมกบั ความชื้น
สาเหตุของโรค 103 ลมทก่ี อตวั จากภายในรา งกายเกดิ จากการทํางานทผี่ ิดปกติของอวัยวะภายใน โดยเฉพาะอยา ง ยงิ่ ความผดิ ปกตขิ องตบั เชน ความรอนสูงเปลี่ยนเปนลมในตับ หยางในตบั เพ่ิมสงู เปล่ยี นเปนลม เลอื ด ตับพรองเปล่ยี นเปนลม รวมเรยี กวา ลมในตบั (肝风内动 กา นเฟง เนย ตง ) มีอาการสาํ คญั คอื วิงเวยี น แขนขาชา สัน่ กระตุก 2) ความเยน็ ภายนอก (寒邪 หานเสยี ) ความเยน็ เปน ลมฟาอากาศหลักในฤดหู นาว ในฤดูหนาวมโี อกาสปว ยจากความเยน็ ไดง า ย ถารกั ษาความอบอนุ ของรา งกายไมเ พียงพอ เชน อยใู นท่ีมอี ากาศหนาวเยน็ เกินไป สวมใสเ สือ้ ผา บางเกนิ ไป ถกู ฝน แชอ ยใู นน้ําเยน็ นานเกินไป จะมีโอกาสเจบ็ ปว ยจากความเย็นไดงา ย คณุ สมบตั ิของความเยน็ และการเกิดโรค (1) ความเยน็ ชอบทาํ ลายหยาง ความเย็นเปนอิน ชอบทําลายหยางทําใหหยางพรอ ง ปกติ ลมปราณอินถกู ควบคุมดว ยลมปราณหยาง อินเพ่ิมทาํ ใหเยน็ หรอื อนิ เพ่ิมทาํ ใหหยางปวย เกดิ จากลมปราณ อินเพิม่ สูงข้ึนและยอนรอยไปขมหยาง ลมปราณหยางไมสามารถสรา งความอบอนุ เปน พลังผลักดันการ ทํางานของรา งกายจงึ เกดิ กลุมอาการเย็น เชน ความเยน็ มากระทบทส่ี ว นนอกของรางกาย ทาํ ใหผ ลกั ดัน หยางที่ชวยปกปองรา งกายเขา ไปอยูสวนในของรา งกาย ทาํ ใหม ีอาการกลัวหนาว มีไข เหงอ่ื ไมออก ปวด ศรี ษะ ปวดตัว ปวดขอ ชพี จรตงึ แนน เรียกวา ซางหาน (伤 寒) ถาความเยน็ ตรงเขา สวนในทาํ ลาย ลมปราณหยางของอวยั วะภายในเรียกวา จงหาน (中寒) - ถาความเย็นเขารกุ รานมา มและกระเพาะอาหาร ทาํ ใหมีอาการอาเจยี นเปน น้ําใส ถา ยเหลว เปนนํ้า ปวดเย็นในทอง - ถา ปอดและมา มถกู ความเย็นกระทบ จะมอี าการไอ หอบ เสมหะใส บวมนาํ้ - ถา มามและไตถกู กระทบ จะมีอาการกลวั หนาว แขนขาเย็น ปวดเยน็ ทเี่ อวและหลัง ปส สาวะ มาก ถา ยเหลว บวมนา้ํ ทองมาน - ถา หัวใจและไตถูกกระทบ จะมอี าการกลวั หนาว ออ นเพลยี ซมึ มอื เทา เย็น ถายเหลว ชีพจรเล็กและออ นนุม (2) ความเยน็ ทาํ ใหห ยดุ นิ่งตดิ ขัด ถาความเย็นเขามาทาํ ลายลมปราณหยางทาํ ใหเลอื ดและ ลมปราณไมไ หลเวยี นหยุดนง่ิ ติดขดั เกิดอาการปวด ถาใหความอบอุนจะทําใหเลือดและลมปราณไหลเวียน ดขี ้นึ อาการปวดจะทเุ ลาลง ถาความเยน็ มากระทบท่สี วนนอกของรา งกาย ทาํ ใหก ารไหลเวียนในเสนลมปราณ ตดิ ขดั มอี าการปวดที่ศรี ษะ ลําตัว แขนขา และขอ ถาความเยน็ ตรงเขา รกุ รานสวนในของรางกายทําให การไหลเวียนของลมปราณในซานเจียวติดขัด มีอาการปวดเย็นหรือปวดบดิ ในอกและทอ ง
104 ศาสตรการแพทยแผนจีนเบื้องตน (3) ความเยน็ ทําใหห ดเกรง็ ถา ความเย็นมากระทบทีส่ ว นนอกของรา งกาย ทาํ ใหช อ งใต ผวิ หนังหดตวั รเู หงื่อปด เสน ลมปราณตีบตนั หยางทีป่ กปองรา งกายไมไหลเวียนมาท่ีสว นนอก จะมี อาการไข กลวั หนาว เหงื่อไมออก ถาความเย็นกระทบเสน ลมปราณและขอ ทําใหเ สน ลมปราณหดตวั หรือ หดเกร็ง มีอาการขอเยน็ ปวด แขนขาเยน็ และออ นแรง ขยับเคลอ่ื นไหวไมสะดวก ความเยน็ ทกี่ อตัวภายในรา งกายมักเกดิ จากลมปราณหยางของหวั ใจ มา ม ไต พรอ งลง โดยเฉพาะไตจะมีความเกยี่ วพนั อยา งใกลช ิดกับโรคทเ่ี กดิ จากความเย็นกอตัวจากภายในรา งกาย (内 寒 เนยห าน) เพราะหยางไตเปนรากฐานของลมปราณหยางภายในรางกาย เปนกลมุ อาการพรอง มอี าการคอื ใบหนาซดี ขาว แขนขาเย็น ปสสาวะมาก ถา ยเหลวเปน น้าํ ลิ้นซีดมฝี า ขาว 3) ความรอ นอบอาว (暑邪 สูเสีย) ความรอนอบอา ว เปนลมฟา อากาศทพี่ บในชวงกลางฤดรู อนเปนตนไป เปนสาเหตุของโรค จากภายนอกเทาน้นั ไมมีความรอนอบอาวท่ีกอ ตวั จากภายในรา งกาย มักเกิดเม่อื มอี ากาศรอนจัด หรือ อยูกลางแดดจดั มากเกินไป หรือทาํ งานอยใู นท่มี ีอากาศอบอาว คณุ สมบตั ขิ องความรอ นอบอา วและการเกดิ โรค (1) ความรอ นอบอาวมคี วามรอ นแรงเหมือนไฟ เปนหยาง ถาความรอ นอบอา วกระทบ รา งกายจะเกดิ อาการหยางรอนแรง เชน ไขสงู กระวนกระวาย หนา แดง หงดุ หงดิ ชีพจรใหญ (2) ความรอ นอบอาวชอบกระจายขน้ึ บน ถา ความรอนอบอาวกระทบรางกาย มักตรงเขา ระบบลมปราณ ทําใหช องใตผวิ หนงั และรูเหง่อื เปด ถาเหงือ่ ออกมากจะเกิดการสูญเสยี ของเหลวในรา งกาย คอแหง กระหายนํา้ ริมฝป ากและลน้ิ แหง ปส สาวะนอยสีเขม ถา เสยี เหงอ่ื มากกจ็ ะสูญเสียลมปราณไป ดวย มีอาการลมปราณพรอ ง เชน หายใจเบา ออ นแรง เปน ลมหมดสติ หากความรอนกระทบหวั ใจจะทาํ ใหหงุดหงดิ กระวนกระวาย (3) ความรอ นอบอา วมกั พบรว มกบั ความชนื้ เสมอ เพราะฤดรู อนมีฝนตกหนัก ความรอน เผาผลาญนาํ้ ฝนเปลย่ี นเปนความรอนชื้น ในทางคลินิกโรคทเ่ี กิดจากความรอ นช้นื นอกจากกลมุ อาการรอน เชน มไี ข ปากแหง หงุดหงิด แลวยงั มกี ลุมอาการชน้ื ดว ย เชน แขนขาหนัก แนนหนาอก คล่นื ไส อาเจียน ทองเดนิ แตมีอาการรอ นเปน หลัก 4) ความช้นื (湿邪 ซือเสีย) ความช้ืน เปน ลมฟา อากาศของปลายฤดรู อ นทม่ี อี ากาศรอ นและฝนตกหนัก โรคจากความชน้ื เกิดในคนทาํ งานใกลน ํา้ เกษตรกรแชใ นน้าํ ตากฝน
สาเหตขุ องโรค 105 คณุ สมบตั ิของความชืน้ และการเกิดโรค (1) ความชนื้ เปนอิน มกั ทาํ ใหล มปราณติดขัด อินเพ่ิมขึ้นทําลายลมปราณหยาง ความชนื้ เปนน้าํ จดั เปนอิน ความชื้นมากระทบรางกายมักเขา ไปอุดตนั ในอวยั วะภายในและเสนลมปราณ มา มเปน ธาตดุ ิน ชอบความแหง กลัวความช้ืน มามถูกความชืน้ รกุ รานไดงาย ถามามและกระเพาะอาหารกระทบ ความช้ืนจะทาํ ใหก ารยอ ยและการดูดซึมอาหารเสยี ไป มีอาการเบอ่ื อาหาร ทอ งอดื ทอ งเดนิ ปสสาวะนอ ย เกิดน้ําคงั่ บวมน้ํา การรกั ษาใชว ธิ เี พมิ่ การไหลเวยี นลมปราณ และขับปสสาวะ (2) ความชนื้ มีคณุ สมบตั ิหนกั และขนุ สกปรก โรคทเ่ี กดิ จากความชืน้ ทําใหร างกายมอี าการ หนักเปน สําคญั เชน ศรี ษะหนัก ตวั หนัก แขนขาหนักลา ส่งิ คดั หลงั่ หรือขบั ถายของเหลวขนุ สกปรก ถา ความช้นื กระทบผิวหนงั รว มกับความรอน จะเกดิ โรคผวิ หนงั ไดง าย ถาความชน้ื เขา สูเสน ลมปราณและขอ ทําใหลมปราณตดิ ขัด มอี าการกลามเนื้อออ นแรง หนักและปวดตามขอ - ถาความชื้นรุกรานทสี่ วนบนของรางกาย ทาํ ใหใบหนาหมองคลา้ํ ขต้ี ามาก - ถา ความช้นื อดุ ตันลาํ ไสใหญ ทําใหถ า ยอจุ จาระเปน มกู เลอื ด - ถาความช้นื รกุ รานสว นลางของรา งกาย ทาํ ใหป ส สาวะขุน ผูหญงิ มตี กขาวมาก - ถาความชื้นรุกรานผิวหนัง จะเกิดแผล หนอง ผ่นื คันมนี ํา้ เหลือง (3) ความชนื้ มลี กั ษณะเหนยี วขน ตดิ ขัด ขจดั ออกยาก สรางสง่ิ คดั หลง่ั หรอื ขับถายของเหลว เหนยี วขน เชน อุจจาระเหนยี วเปนมกู ปส สาวะขดั ฝาลิ้นเปย กเหนยี ว มลี กั ษณะการดาํ เนนิ โรคชา เรอ้ื รัง เปน ๆ หายๆ ไมห ายขาด (4) ความชืน้ เปนนาํ้ ชอบไหลลงที่ตา่ํ มกั รุกรานทาํ ใหเกิดโรคท่ีสว นลา งของรางกาย มีอาการ เชน เทาบวม ตกขาว ปสสาวะขนุ อจุ จาระเปนมูกเลือด ความชน้ื ทก่ี อ ตัวจากภายในรางกายเกดิ จากมา มพรอง ไมสามารถยอยดูดซึมอาหารและน้ํา เกิดน้าํ คัง่ เรียกวา มามพรองทําใหเ กดิ ความชนื้ มีอาการปากเหนยี ว เบอื่ อาหาร แนน หนาอก คลื่นไส อาเจยี น ทอ งอืด ศีรษะและลาํ ตัวหนัก ทอ งเดนิ ปส สาวะขนุ ตกขาว บวมนํ้า 5) ความแหง (燥邪 เจา เสยี ) ความแหง เปนลมฟาอากาศของฤดูใบไมรว งซ่ึงมีอากาศแจมใสและแหง ความแหงท่เี ปน สาเหตุของโรค แบงเปน 2 แบบ คือ ความแหงเยน็ และความแหง รอ น ความแหง รอ นพบในตน ฤดใู บไม รวงที่มีอากาศอบอุน และแหง ความแหง เย็นพบตอนปลายฤดใู บไมร วงใกลฤดหู นาวที่มีอากาศเย็นและแหง
106 ศาสตรการแพทยแผนจนี เบื้องตน คณุ สมบัตขิ องความแหงและการเกดิ โรค (1) ความแหง ทําลายอิน ระเหยของเหลวในรางกาย ทําใหเ กิดความแหง ผากของอวัยวะและ เนอื้ เยอื่ ตาง ๆ เชน ผิวหนังแหงแตก จมกู แหง คอแหง ปากแหง ริมฝป ากแตก ผมแหงหยาบ ปสสาวะ นอย ทองผกู (2) ความแหง ชอบรกุ รานปอด ความแหงมีผลกระทบปอดไดงา ย เพราะปอดควบคุมลมปราณ และการหายใจ ปอดชอบความชื้นและนํ้าไปหลอเล้ียงรางกาย ความแหงมกั เขาสรู า งกายทางปากและจมูก เขา รกุ รานปอดทําลายความชื้น ทําใหล มปราณปอดไมแ ผก ระจาย มีอาการไอแหง เสมหะนอย หรอื เสมหะ เหนยี วติดคอ หรอื มีเสมหะปนเลือด หอบ เจบ็ หนาอก ความแหงจากภายในรางกายเกดิ จากมีไขสงู เสยี เหงื่อมาก อาเจยี นมาก ทองเดนิ มาก เสีย เลือดมาก ผสู ูงอายุรางกายออนแอเลือดพรอง จะพบอาการของเหลวในรางกายพรอ งกระทบไปทว่ั รา งกาย คือ ผวิ หนังแหงหยาบ ปากแหง คอแหง ผมแหง กลามเนอื้ ลีบ ปส สาวะนอ ย ทอ งผูก และอาการผดิ ปกติ ของอวยั วะภายในโดยเฉพาะปอด กระเพาะอาหาร ลาํ ไสใหญ ตับ ไต 6) ไฟ (火邪 หวั่ เสยี ) ไฟ คอื ความอบอุน ความรอ นของรา งกาย เกิดจากหยางเพิ่มสูงข้นึ ไฟ แตกตางจากความ รอ นอบอา ว คือ (1) ความรอ นอบอา วพบไดเ ฉพาะในฤดรู อน สาเหตุจากภายนอกเทา นัน้ (2) ความอบอุน ความรอน และไฟ เปนสาเหตุของโรคท่ีมีความรุนแรงตางกัน เรียง ตามลําดับคอื ไฟรอนกวา ความรอน ความรอ นรอ นกวา ความอบอนุ สาเหตุทง้ั 3 ชนิด มกี ําเนิดเดียวกัน คือ ไฟหรือหยางเพิ่มขึน้ สามารถเปลี่ยนแปลงเปนซ่ึงกันและกันได ตามปกติไฟในรางกาย คอื ลมปราณ หยางของอวยั วะภายใน ทําหนาท่ีใหค วามอบอุน ชว ยการทํางานของอวยั วะตา ง ๆ เรียกวา ไฟนอย (少火 เสา ห่ัว) ถาหยางเพิม่ มากเกินไปแลวไปทาํ ลายลมปราณตา นทานโรคของรางกาย ไฟท่เี พิ่มขึน้ น้ีเรยี กวา ไฟ ใหญ (壮火 จว งหั่ว) ซงึ่ เปน อนั ตรายตอรางกาย ไฟใหญม ีสาเหตุไดท ั้งจากภายในและภายนอกรา งกาย ดังนี้ สาเหตุจากภายนอกรา งกาย เกิดจากรางกายไดร ับความรอ นเขาสูรา งกาย หรอื จากสาเหตโุ รคจากภายนอกทัง้ 5 ไดแก ความเยน็ ความช้ืน ความแหง ลม และความรอนอบอา ว มีการสะสมค่ังเปนเวลานานแลว เปลี่ยนเปน ไฟ เชน ความเยน็ เปล่ยี นเปน ความรอน ความรอ นเปล่ียนเปนไฟ ความรอนช้ืนเปล่ียนเปนไฟ ถา รางกายมี
สาเหตขุ องโรค 107 อินพรองหรือหยางเพ่ิมกจ็ ะเปลยี่ นเปน ไฟไดง าย อวยั วะทถ่ี กู รกุ รานกม็ คี วามสําคัญ เชน กระเพาะอาหาร ไมช อบแหง ถาถูกรกุ รานจะเกดิ ไฟไดงาย สาเหตุจากภายในรา งกาย เกดิ จากความผิดปกติของอวยั วะภายใน ความไมส มดลุ อิน-หยาง เลือด และ ลมปราณ การเปลยี่ นแปลงทางอารมณอ ยา งรนุ แรงสะสมเปน เวลานานเปล่ียนเปน ไฟ ไฟในรา งกายหรอื ไฟนอ ย (少火 เสา หว่ั ) แบงเปน จฺวนิ ห่วั (君火) คือ ลมปราณหยาง ของหวั ใจ และ เซียงห่ัว (相火) คอื ลมปราณหยางของตับ ไต ถุงนํา้ ดี กระเพาะปส สาวะ เยอื่ หุมหัวใจ และซานเจยี ว คุณสมบตั ขิ องไฟและการเกดิ โรค (1) ไฟเปนหยางมกั ลอยสงู ข้นึ ขางบน ทําใหเ กิดความผดิ ปกติของรางกายสว นบน เชน - ไฟจากหวั ใจลอยขึน้ ทาํ ใหป ลายลน้ิ แดงเจ็บ ล้นิ และปากเปนแผล - ถา ไฟจากตับเพ่มิ สงู และลอยขนึ้ ทาํ ใหปวดศีรษะ ตาบวมแดง - ถา มีไฟเพิ่มสูงในกระเพาะอาหาร ทําใหเหงอื กบวมปวด มีเลือดออกตามไรฟน (2) ไฟมคี วามรอ นแรงเผาไหม ทําใหหยางเพม่ิ สงู ข้ึน เกิดกลมุ อาการรอ น เชน ไขส งู กลวั รอ น ชีพจรใหญม ีพลงั เตน เรว็ (3) ไฟทําลายของเหลวในรา งกายและลมปราณ เพราะลมปราณสรางจากของเหลวในรา งกาย ทาํ ใหม ีอาการของเหลวในรา งกายและลมปราณพรอ ง เชน ปากแหง กระหายนา้ํ คอแหง ลนิ้ แหง ปส สาวะ นอ ยสเี ขม ทอ งผกู หายใจเบา ซมึ ลง ไมมีแรง (4) ถา ไฟเขาสเู สน ลมปราณทําใหเ ลอื ดไหลเวียนเรว็ และแรงข้ึน มกั เกิดเลือดออกงา ย เชน มเี ลือดกําเดา อาเจยี นเปน เลือด อุจจาระเปน เลือด ปสสาวะเปนเลอื ด ผวิ หนงั เปน จํ้าเลอื ด ระดมู ามาก ตกเลือด (5) ไฟทําใหเกดิ ลมในตับ ไฟเขา สูรางกายมกั ไปทตี่ ับเขา ไปเผาผลาญของเหลวและเลือดใน ตับ ทําใหเ อ็นขาดการหลอ เลยี้ ง และเกิดลมในตับ (肝风内动 กนั เฟง เนย ตง) เรียกวา ความรอนจดั ทาํ ใหเ กิดลม (热极生凤 เรอจเี๋ ซงิ เฟง ) มีอาการไขส งู พดู จาไมรูเ รื่อง ตวั เกรง็ แขนขากระตุก ตาเหลอื ก (6) ไฟมักทาํ ใหผ ิวหนงั เปนแผล ถา ไฟเขา สรู ะบบเลือด (血分 เซฺวี่ยเฟน ) แลวไปสะสม ทาํ ลายเน้อื เยอ่ื ตามทตี่ าง ๆ จะทําใหเ กดิ อาการปวดบวม แดง รอ น ถามีความรอ นช้นื มารว มดว ยจะเกิด เปน ฝห นอง
108 ศาสตรก ารแพทยแผนจนี เบ้ืองตน (7) ไฟชอบเผาผลาญหวั ใจ หวั ใจเปนธาตไุ ฟและควบคมุ จติ ใจ ถาไฟเขาสรู า งกายมักไป เผาผลาญหัวใจ เกดิ ความผดิ ปกตทิ างจติ ใจ เชน กระวนกระวาย นอนไมหลบั อาละวาด ไมร สู ึกตวั พูดจาไมร เู ร่อื ง ไฟจากภายนอกรา งกายมีความสมั พันธกบั ไฟท่กี อ ตัวภายในรางกาย เชน ถารา งกายมหี ยาง เพม่ิ หรืออินพรอ งเกดิ ไฟ ถา ถกู กระทบจากสาเหตขุ องโรคจากภายนอกท้ังหาก็เปลยี่ นเปน ไฟได ไฟจาก ภายนอกสามารถเขามาทําลายของเหลวและเลอื ดภายในรางกาย ทําใหลมปราณหยางในตับเพ่ิมสูงเปลีย่ น เปนไฟหรือลม อารมณทั้งเจ็ดทาํ ใหเ กิดโรค (内伤七情 เนย ซางชฉี งิ ) อารมณเ ปนปฏิกริ ิยาท่เี กดิ ขน้ึ ในรา งกาย เพอ่ื ตอบสนองตอสง่ิ กระตนุ จากภายนอก ในภาวะ ปกติจะไมทําใหเกดิ โรค แตถา เกดิ ความผดิ ปกตทิ างอารมณ คอื อารมณเปลย่ี นแปลงอยา งฉบั พลนั รุนแรง ตดิ ตอกันเปนเวลานานจนรา งกายปรับตวั ไมไ ด ทําใหเ กิดความผิดปกตใิ นการไหลเวยี นเลอื ดและลมปราณ อวยั วะภายในทํางานผิดปกติจนเกดิ ความเจบ็ ปวยตามมา ความผิดปกตทิ างอารมณเปนสาเหตุของโรค แลว ยังมผี ลกระทบตอ การดําเนินโรค อาจทาํ ใหโ รคดีขนึ้ หรอื เลวลงก็ได ความผดิ ปกติทางอารมณทีเ่ ปนสาเหตขุ องโรคมี 7 แบบ คือ โกรธ ยนิ ดี เศราโศก วิตกกงั วล ครุน คิด หวาดกลวั ตกใจ เลือดและลมปราณเปนสว นประกอบสาํ คัญของรางกาย และจาํ เปน ตอ การทํางานของอวยั วะ ตา ง ๆ ความผิดปกตทิ างอารมณเ กดิ จากความผิดปกตขิ องอวยั วะ ความผดิ ปกตขิ องเลอื ดและลมปราณ จึงเปน สาเหตุของความผดิ ปกติทางอารมณ คมั ภีรหวงตเี้ นย จ ิง 《黄帝内经》บนั ทึกไวว า เลอื ดมาก เกินไปกอใหเ กดิ อารมณโ กรธ เลือดพรองทาํ ใหเกิดอารมณกลัว เลือดของหวั ใจและตับพรองทําใหตกใจ ลมปราณหัวใจพรองทําใหเ ศรา ลมปราณหวั ใจสูงเกินไปทาํ ใหเ สยี สติ หวั เราะรอ งไหไ มมสี าเหตุ 1. ความสมั พนั ธร ะหวา งอารมณก ับอวัยวะภายใน อารมณเปล่ยี นแปลงมาจากลมปราณของอวยั วะตนั เชน ความยนิ ดี ตกใจ สรางจากลมปราณ หวั ใจ ความโกรธสรางจากลมปราณตบั ความครนุ คิดสรา งจากลมปราณมาม ความเศรา โศก วิตกกังวล สรางจากลมปราณปอด ความกลวั สรา งจากลมปราณไต ความผิดปกตทิ างอารมณโ ดยท่ัวไปจะมผี ลกระทบตออวัยวะตนั ที่ใหกําเนิดอารมณนั้น ๆ เชน ความยนิ ดีหรือตกใจเกินไปจะกระทบตอหัวใจ ความโกรธจัดจะกระทบตอตับ ความครุน คิดหมกมนุ จะ กระทบตอมาม ความเศราโศกวิตกกังวลจะกระทบตอปอด ความกลัวสุดขีดจะกระทบตอไต ความ
สาเหตขุ องโรค 109 ผิดปกติทางอารมณมีความสําพันธอ ยา งใกลชิดเปนพิเศษกบั หวั ใจ เพราะหวั ใจเปน จาวแหง อวยั วะภายใน และเปนท่ีอยขู องจิตใจ ความผดิ ปกตทิ างอารมณจ ึงมกั มผี ลกระทบตอ หัวใจกอนอวยั วะอื่น ๆ ความผดิ ปกติทางอารมณเ ปนสาเหตุกระทบทกุ อวยั วะตัน แตม กั จะกระทบการทาํ งานของหวั ใจ ตับและมาม เพราะอวยั วะทง้ั สามมีบทบาทสาํ คัญตอการไหลเวยี นเลอื ดและลมปราณ ดงั น้ี - หวั ใจเปน จาวแหง เลอื ดและควบคุมจิตใจ ความยินดหี รือตกใจเกนิ ไปกระทบตอหัวใจ มี อาการใจสัน่ นอนไมห ลับ ฝน หงุดหงิด กระวนกรวาย หัวเราะรอ งไหไ มมสี าเหตุ เปน โรคจิตอาละวาด - ตบั เกบ็ สะสมเลือด ลมปราณตับแผซ า น ความโกรธจดั กระทบตอตับ ทําใหลมปราณตับ แผซ า นลอยข้ึนบน มอี าการปวดแนนชายโครง หงุดหงิด ชอบถอนใจ จกุ แนน ลําคอ ผหู ญงิ ระดผู ิดปกติ ปวดระดู - มามควบคุมการยอยและการดดู ซึมอาหาร ความครุนคิดหมกมุน จะกระทบตอ มาม มอี าการ เบอื่ อาหาร ทอ งอดื ทองเดิน ความผดิ ปกตทิ างอารมณอ าจมีผลกระทบอวยั วะเดียวหรอื กระทบถึงอวยั วะอ่นื ดว ย เชน ความ ครนุ คดิ อาจกระทบตอ หัวใจและมา ม ความโกรธอาจกระทบตอ ตบั และมาม เปนตน ความผิดปกตทิ างอารมณสามารถเปลย่ี นแปลงกลายเปน ไฟ ทาํ ใหม อี าการหงดุ หงดิ กระวน กระวาย นอนไมหลับ หนาแดง ปากขม อาเจยี นเปนเลอื ด เลอื ดกําเดาไหล เปน ตน ความผดิ ปกติทาง อารมณย ังอาจเปน สาเหตขุ องความเจบ็ ปวยจากการคั่งสะสมของลมปราณ ความชนื้ ความรอ น เสมหะ เลอื ด และอาหาร 2. ความผดิ ปกตทิ างอารมณม ผี ลกระทบทศิ ทางการไหลเวยี นลมปราณของอวัยวะภายใน ความผดิ ปกตทิ างอารมณมผี ลกระทบทิศทางการไหลเวียนลมปราณของอวยั วะภายใน ทําให การไหลเวยี นเลอื ดและลมปราณผิดปกติ ดังนี้ 1) ความยินดีเปนอารมณของหัวใจ ความยินดีทําใหผอนคลาย รูสึกสบายใจ เลือดและ ลมปราณไหลเวยี นสมํา่ เสมอ เปน ผลดีตอ รา งกาย แตความยนิ ดเี กนิ ขนาดจะกระทบตอหวั ใจทําใหล มปราณ หวั ใจกระจดั กระจาย จิตใจจงึ ไมอยเู ปน ท่ี มอี าการออนเพลยี เกยี จคราน ไมมสี มาธิ ถาเปนมากมีอาการ ใจสนั่ กระวนกระวาย อาละวาด 2) ความโกรธกระทบตอตบั ทําใหลมปราณแผซา นมากเกินไป หรือลอยสวนขนึ้ ขา งบนและ พาเอาเลอื ดไหลขึน้ ไปดว ย ทาํ ใหม ีอาการเวยี นศรี ษะ ปวดศรี ษะ หนาแดง หมู ีเสียงดงั อาเจยี นเปนเลือด หมดสติ ตบั เปนอวยั วะทส่ี าํ คญั ความผดิ ปกตขิ องลมปราณตบั มักจะมผี ลกระทบอวยั วะอ่นื ๆ ดว ย ถา
110 ศาสตรการแพทยแผนจนี เบือ้ งตน ลมปราณตับไปกระทบมาม ทําใหท องอดื ทอ งเดนิ ถา ลมปราณตับไปกระทบกระเพาะอาหาร ทาํ ให คลื่นไสอ าเจียน ตับและไตมกี าํ เนดิ เดยี วกนั ความโกรธจึงมักกระทบไตดวย มีอาการหวาดกลัว ความจาํ เส่อื ม ปวดเม่ือยออนแรงท่เี อว 3) ความเศรา โศกเกินไปทําลายลมปราณปอด แลว ไปมีผลกระทบอวยั วะอืน่ - ถาลมปราณปอดถกู ทาํ ลาย จะเกิดอาการลมปราณปอดพรอ ง คอื แนน หนาอก หายใจ ขัด เซื่องซึม ไมม ีแรง - ความเศราโศกไปกระทบลมปราณหัวใจ มีอาการใจสน่ั ใจลอย - ความเศรา โศกไปกระทบตบั ทาํ ใหเ กิดความผิดปกตทิ างจิต แนน ชายโครง แขนขาชา เกรง็ ชักกระตกุ - ความเศรา โศกไปกระทบมาม ทําใหการไหลเวยี นของลมปราณของจงเจียวตดิ ขัด อาหาร ไมย อ ย ทองอดื แขนขาออ นแรง 4) ความวติ กกงั วลเกนิ ไปทาํ ใหล มปราณปอดตดิ ขัด มีอาการหายใจเบา พดู เสียงตา่ํ ไอ แนน หนาอก แลวไปมผี ลกระทบตอลมปราณของหวั ใจ ตบั และมา มได 5) ความครนุ คดิ มากเกนิ ไปทาํ ใหล มปราณมา มคงั่ อยูภ ายใน ลมปราณของจงเจยี วตดิ ขดั กระทบการทํางานของมามและกระเพาะอาหาร มอี าการเบ่ืออาหาร ทองอืด แนน ทอง ทอ งเดิน ถา เปน มากทําใหก ลามเนอ้ื ลีบ ความครนุ คดิ เกดิ จากมามแลวสง ผลตอ หัวใจทําใหเ ลือดในหัวใจพรอง มอี าการใจสน่ั นอน ไมหลับ ฝน ความจําเสอ่ื ม 6) ความหวาดกลวั ทําใหล มปราณไตไมม ่ันคง มอี าการกลนั้ อุจจาระปส สาวะไมได ฝนเปยก แขนขาไมมแี รง ปวดเอว ความหวาดกลัวยงั ทาํ ใหไ ตไมส ามารถสง สารจําเปนและลมปราณขึน้ ไปหลอเลยี้ ง หวั ใจและปอด เรยี กวา น้ํากับไฟไมป รองดองกนั มีอาการแนน หนา อกและทอ ง หงดุ หงิด นอนไมหลับ 7) ความตกใจเกินไปทําใหล มปราณหัวใจสับสน เลือดและลมปราณไมอ ยูในสมดลุ มีอาการ ใจสน่ั กระวนกระวาย นอนไมห ลบั หายใจขัด ถา เปน มากอาจมีอาการโรคจติ สาเหตุอน่ื ๆ ท่ีทาํ ใหเ กิดโรค 1. โภชนาการทีไ่ มเหมาะสม (饮食失宜 อิ่นสอื ซอื อ๋)ี อาหารและนํ้าเปนส่ิงจาํ เปนตอ การทํางานของรางกาย และการสรางเลอื ดและลมปราณ มาม และกระเพาะอาหารควบคุมการยอ ยและดูดซมึ อาหาร ความผดิ ปกตจิ ากการรับประทานอาหารและนํา้ เชน
สาเหตุของโรค 111 รับประทานอาหารไมพอดี อาหารปนเปอน เลือกรบั ประทานอาหารมากเกนิ ไป มกั มผี ลตอ การทํางานของ มา มและกระเพาะอาหาร ดังน้ี 1) การรบั ประทานอาหารไมดีพอ รบั ประทานอาหารนอยเกินไปหรอื มากเกนิ ไป ก็ทาํ ให รางกายผดิ ปกติ ถารับประทานอาหารนอ ยเกนิ ไปจะขาดสารอาหาร ทําใหเ ลอื ดและลมปราณพรอ งเพราะ สรางไมเ พยี งพอ รา งกายซบู ผอม ความตา นทานโรคตาํ่ เจ็บปวยบอย ถารับประทานอาหารมากเกินไป หรือรบั ประทานอาหารเรว็ เกินไปอาหารยอยและดูดซึมไมทัน อาหารไมย อย มอี าการทองอดื เรอบูดเปรี้ยว อาเจยี น ทองเดิน ความผิดปกติจากการรับประทานอาหารไมพ อดพี บมากในเดก็ เพราะระบบยอ ยอาหารยังไม สมบรู ณ ถาอาหารไมยอยเปนเวลานานสามารถเปล่ยี นเปน ความรอนและความช้ืน มีอาการรอนตามฝา มือฝา เทาและหนาอก หงุดหงิด รองไหง อแง ทองอดื หนาเหลือง กลามเนื้อลีบ เรียกวา โรคตานขโมย ถาผใู หญช อบรับประทานอาหารมากเกนิ ไปเปน เวลานาน ทําใหการไหลเวียนเลือดและลมปราณของกระเพาะ อาหารและลําไสต ดิ ขดั ทําใหถายอจุ จาระเปนมูกเลือด เปนริดสดี วงทวาร ถา รบั ประทานอาหารหวาน มัน รสจัดมากเกนิ ไป มกั จะเปลย่ี นเปน ความรอ นในรา งกาย ทําใหเกิดแผล ฝต ามผิวหนงั การรบั ประทานอาหารไมพ อดอี าจทําใหโ รคท่ีเปนอยูเ ปลีย่ นแปลงไป เชน ผูป วยท่ีเพิง่ ฟน ตัว จากโรคท่ีเกดิ จากความรอ น มา มและกระเพราะอาหารยอยยาก อาหารไมย อยเปลย่ี นเปนความรอ นสะสม รวมตวั กับความรอนของเดมิ ที่ยังหลงเหลืออยทู าํ ใหโรคกลบั มาเปนใหมหรอื เปน ๆ หาย ๆ ไมหายขาด 2) การรับประทานอาหารทไ่ี มสะอาด ถารับประทานอาหารที่ปนเปอนเช้อื แบคทเี รียจะทาํ ให ปวยเปน โรคอาหารเปนพิษ มอี าการปวดทอ ง อาเจยี น ทองเดิน 3) การเลอื กรับประทานอาหารมากเกนิ ไป การเลอื กรับประทานอาหารบางชนิดบางรสชาตมิ าก เกนิ ไปอาจทําใหเกดิ โรคขาดสารอาหาร หรือชอบรบั ประทานอาหารรอ นหรอื เย็นเกินไปทําใหรา งกายเสีย สมดุลอิน-หยาง ถาชอบรับประทานอาหารสดเย็น ความเย็นจะไปทําลายลมปราณหยางของมามและกระเพาะ อาหารเกดิ ความเยน็ ช้ืนภายในรางกาย มีอาการปวดทอ ง ทองเดนิ ถา ชอบรบั ประทานอาหารเผ็ดรอ นแหง จะเกดิ ความรอ นคัง่ ในกระเพาะอาหารและลําไส มอี าการคอแหง ทอ งอืด ปวดทอ ง ทอ งผกู ถา เรือ้ รังอาจ ทําใหเ ปนริดสีดวงทวารหนกั ถา เลือกรับประทานอาหารมากเกนิ ไป รา งกายอาจไดร ับสารอาหารไมครบถว นเกดิ โรคขาดอาหาร เชน โรคเหนบ็ ชาเพราะขาดวิตามนิ บีหนึ่ง โรคตาบอดกลางคืนเพราะขาดวิตามินเอ โรคคอหอยพอกเพราะ
112 ศาสตรการแพทยแผนจนี เบอ้ื งตน ขาดไอโอดนี เปนตน อาหารมี 5 รสชาติหลัก ซ่ึงมสี มั พนั ธกับอวยั วะตันทงั้ 5 คือ รสเปรยี้ วเขาสตู ับ รสขมเขา สู หัวใจ รสหวานเขาสมู า ม รสเผด็ เขาสูปอด รสเค็มเขาสูไ ต รา งกายจําเปน ตอ งไดรบั อาหารครบ 5 รสชาติ เพ่อื ใหร างกายทํางานเปนปกติ ถาชอบรับประทานอาหารบางรสชาตมิ ากเกินไปเปน เวลานาน อาจเกดิ ความ ผิดปกตขิ องอวยั วะภายใน เชน - รบั ประทานอาหารเคม็ มากเกนิ ไป ทาํ ใหเลอื ดไหลเวียนตดิ ขัด ใบหนา ไมส ดใส - รับประทานอาหารขมมากเกนิ ไป ทําใหผวิ แหง ผมรวง - รับประทานอาหารเผด็ มากเกินไป ทาํ ใหเ สนเลือดและเอน็ หดเกรง็ เล็บหยาบแหง - รบั ประทานอาหารเปร้ยี วมากเกนิ ไป ทําใหผวิ แหง และกลา มเนอ้ื หนาหยาบแหง รมิ ฝป ากแหง - รบั ประทานอาหารหวานมากเกินไป ทาํ ใหปวดกระดูก ผมรวง ในภาวะปกตคิ วรรบั ประทานอาหารใหครบทุกหมูท ุกรสชาติ ถาเจบ็ ปว ยกค็ วรรบั ประทาน อาหารใหเหมาะสมกับโรค จะชว ยใหโรคหายเรว็ ขึ้น 2. การตรากตราํ มากเกินไปหรอื นอ ยเกนิ ไป (劳逸过度 เหลาอี้กัว๋ ต)ู การออกกาํ ลงั กายใชแรงงานทาํ ใหรางกายแขง็ แรง เลือดและลมปราณไหลเวียนคลอง การ พกั ผอ นทําใหห ายเหนด็ เหนอื่ ย รางกายและสมองฟนตวั แข็งแรง ถาตรากตรําใชแ รงงาน ใชสมองหรือ หกั โหมทางเพศมากเกนิ ไปเปนเวลานาน สามารถเปน สาเหตขุ องความเจ็บปว ย เชนเดยี วกับการพกั ผอน สบายเกนิ ไป ไมออกแรงออกกาํ ลังกาย 3. โรคระบาด (流行病 หลวิ สงิ ปง ) โรคระบาด เปน โรคตดิ ตอ ทเ่ี กิดจากเช้ือโรคเปนสาเหตุ โรคระบาดมคี ณุ ลักษณะเฉพาะ ดงั น้ี 1) โรคท่ีเกดิ อยางรวดเรว็ อาการรุนแรงและคลา ยคลึงกัน มอี าการเหมอื นกลุม อาการท่เี กดิ จากไฟแตร ุนแรงกวา เชน ไขสงู กระวนกระวาย คอแหง ล้นิ แดง มฝี าเหลอื ง มักมีกลมุ อาการความชน้ื รวมดวย 2) โรคท่ีติดตอไดงาย ระบาดแพรกระจายอยางรวดเรว็ อาจพบชกุ ชมุ เปน แหง ๆ หรอื ระบาด อยา งกวา งขวาง มที ้ังโรคระบาดชนิดไมร า ยแรงและชนดิ รายแรงทําใหถึงตาย เชน ไฟลามทงุ คางทมู ไทฟอยด คอตีบ ไขอ ีดาํ อีแดง ไขทรพษิ อหิวาตกโรค กาฬโรค 3) การเกิดโรคและการระบาดมีความเกย่ี วขอ งกับสาเหตุ ดังน้ี - อากาศเปลย่ี นแปลงผิดปกติ เชน รอ นจัด แลง จดั นํา้ ทว ม
สาเหตขุ องโรค 113 - สิ่งแวดลอม เชน อากาศและนาํ้ ถกู ปนเปอ น อาหารสกปรก - การแยกผูป ว ยทันที จะชว ยปอ งการการระบาดของโรค - การควบคมุ โรคระบาดไดผลดดี ว ยการฉดี วัคซนี ปองกนั หรอื ใหยารกั ษาโรค 4. โรคปาราสิต (伏虫病 ฝฉู งปง ) โรคปาราสิต เกดิ จากรา งกายไดร ับปาราสติ หรือเชื้อพยาธจิ ากการรบั ประทานอาหารหรอื น้ําที่ มปี าราสิตปนเปอน หรือสัมผสั น้าํ หรอื ดินทมี่ ีปาราสติ อยู อาการของโรคปาราสิตท่ีพบสวนใหญ คือ ใบหนาซดี เหลอื ง ผายผอม กลา มเน้ือลบี ปวดทอง ชอบรบั ประทานของแปลก ๆ เชน ดนิ ทางการแพทยแผนจีนถือวาความรอนช้ืนสะสมค่ังในมามและกระเพาะอาหารทาํ ใหเปนโรค ปาราสิตไดง าย ผูปว ยโรคปาราสติ จึงมักมอี าการของความรอ นชื้นสะสมในมามและกระเพาะอาหารดว ย ปาราสติ มีหลายชนดิ ทาํ ใหเกิดอาการตา ง ๆกัน เชน พยาธติ ัวกลมมกั ทําใหป วดทอง แขนขา เยน็ ออ นแรง พยาธิเสน ดายทําใหคันท่ที วารหนัก เปนตน 5. การบาดเจบ็ (外伤 ไวซาง) การไดรบั บาดเจ็บจากภายนอกมีหลายชนดิ เชน 1) ถกู ยิง ฟน แทง ฟกชํ้า ทาํ ใหผ วิ หนังและกลามเนือ้ และหอเลือดบวมปวด บาดแผลมี เลอื ดออก กระดูกหกั ขอเคล่ือน ถา บาดเจบ็ รุนแรงจะเกิดอนั ตรายตอ อวยั วะภายใน เสยี เลือดมากอาจ ทาํ ใหหมดสติ เสียชวี ติ 2) ความรอ นจากไฟไหม นํา้ รอนลวก ไฟดดู ทาํ ใหผวิ หนงั บวมแดงรอ นหรอื เปนตมุ นาํ้ ใส ถา ผวิ หนงั ไหมรุนแรงจะเปลีย่ นเปน สีขาว น้าํ ตาล หรือดํา ไมรสู ึกปวด ถารางกายถูกความรอนรุนแรง ความ รอนเขา สรู า งกายเผาผลาญของเหลวในรางกาย ทําใหม ไี ข กระวนกระวาย คอแหง ปส สาวะนอย อาจถงึ ตาย 3) ความหนาวเยน็ การไดรับบาดเจ็บจากความหนาวเย็น พบไดเฉพาะในทองถิ่นทมี่ ีอากาศ หนาวเยน็ ความหนาวเย็นมีผลกระทบตอ รางกายท่วั ไปและมีผลกระทบเฉพาะที่ - ผลกระทบตอรา งกายทัว่ ไป ความหนาวเยน็ เปน อนิ ทาํ ใหติดขัด หดเกร็ง ความหนาวเยน็ ชอบทําลายลมปราณหยาง ทาํ ใหข าดลมปราณหยางทจี่ ะไปสรางความอบอุนและขบั ดนั เลือดและลมปราณ มอี าการตวั เยน็ หนาวสัน่ ใบหนา ซดี ขาว ริมฝป าก ลน้ิ เขียวคลํ้า มอื เทาชา ออนเพลีย ไมม แี รง หายใจ เบา ชีพจรชา เล็ก หมดสติ ถา รักษาไมทนั อาจเสยี ชวี ิต - ผลกระทบเฉพาะท่ี มกั เกิดกบั อวยั วะทไี่ มไดห อ หุม ปอ งกันความหนาวเยน็ ใหเพียงพอ เชน มือ เทา ใบหู ปลายจมูก แกม เรยี กวา หมิ ะกัด ความหนาวเย็นทําใหเ สน ลมปราณหดเกร็ง การไหลเวยี น
114 ศาสตรก ารแพทยแผนจนี เบื้องตน เลอื ดและลมปราณตดิ ขดั อวัยวะขาดการหลอ เล้ยี งและความอบอนุ ทําใหอวัยวะนั้น ๆ ขาวซดี เยน็ ชา ปวด ถารุนแรงจะบวมแดงคลา้ํ เกดิ ตุมนํ้าซง่ึ แตกออกเปน แผล กน แผลสมี ว งคลํา้ หรือแผลลกึ ถงึ กลามเน้อื และกระดูก 4) แมลงสตั วก ดั ตอ ย ถา ถกู สัตวก ัดทําใหบริเวณท่ีถกู กดั บวมปวดมเี ลอื ดออก ถาถกู กัดรุนแรง อาจทาํ ใหอวยั วะภายในไดร บั บาดเจบ็ เสียเลอื ดมาก หรือไดรบั พษิ เขาสูร างกายถึงตายได (1) สนุ ัขบากัด ทาํ ใหบาดแผลทถ่ี กู กดั บวมปวด มเี ลือดออก หลงั จากแผลหายแลว เช้อื พษิ สนุ ขั บาเขาสรู ะบบประสาท ทําใหก ระวนกระวาย ขากรรไกรแขง็ ชกั เกรง็ กลวั น้าํ กลัวลม ทําใหถงึ ตาย ทกุ ราย (2) งพู ิษกดั ทําใหเกิดอาการตา งกัน 3 แบบ ตามชนิดของพิษงู คอื - พษิ ตอระบบประสาท แผลทถ่ี กู งกู ดั จะชา ไมคอยบวมแดงปวด เวยี นศรี ษะ ปวดศรี ษะ มเี หงื่อออก แนนหนาอก แขนขาออนแรง ถาไดรับพิษมากจะเปนลม ตามวั พูดจาไมร เู รือ่ ง น้าํ ลายไหล กลนื ลาํ บาก ขากรรไกรแขง็ หายใจเบาหรอื หยดุ หายใจ - พษิ ตอ เลือด แผลทถ่ี กู งกู ดั จะบวมแดงปวด แสบรอ น มตี มุ นํ้า หรอื มเี น้ือตายกลายเปน แผลใหญมีไขห นาวส่ัน ปวดเมื่อยกลามเนอื้ ท่วั ตวั มีเลือดออกตามอวัยวะตา ง ๆ - พษิ ตอ เลือดและระบบประสาท ผลของความผดิ ปกตทิ ่ีเปน สาเหตุของโรค เสมหะและของเหลวค่งั และเลอื ดคัง่ เปนผลของความผิดปกติในการทาํ งานของอวยั วะภายใน เสมหะและของเหลวคง่ั และเลอื ดคงั่ อาจกลายเปน สาเหตุของโรค ทําใหเกดิ ความผิดปกติของอวัยวะและ เนื้อเยือ่ 1. เสมหะและของเหลวคง่ั (痰饮 ถานอนิ่ ) การสูญเสียสมดุลของของเหลวในรางกายทาํ ใหเกิดเสมหะและของเหลวค่ัง เสมหะและ ของเหลวคงั่ ก็เปน สาเหตุกอใหเกดิ การเปลย่ี นแปลงทางพยาธิวทิ ยา ทาํ ใหอ วัยวะภายในทาํ งานผิดปกติ เสมหะและของเหลวมี 2 ชนิด คือ - ชนดิ ที่มองเห็น คือ เสมหะและของเหลวท่ีมีรปู รางมองเห็นได สมั ผสั ได มีเสยี ง เชน เสมหะ จากลําคอ เสยี งเสมหะเวลาหอบ - ชนิดทีม่ องไมเหน็ คอื อาการและอาการแสดงทีเ่ กิดจากเสมหะและของเหลวค่ัง แตมองไม เห็นตัวตนของสาเหตุ มีแตอาการ เชน เวียนศีรษะ ตาลาย ใจสั่น หายใจขัด คล่ืนไสอาเจียน เปนลม
สาเหตุของโรค 115 พดู จาไมร ูเ รอ่ื ง อาละวาด เปน ตน อาการแสดงทส่ี ําคญั คือ ฝาลิน้ เปยกเหนียว ชพี จรล่ืน เสมหะ (痰 ถาน) ของเหลว (饮 อน่ิ ) น้ํา (水 สยุ ) และความชืน้ (湿 ซอื ) เกดิ จากความ ผดิ ปกติในการดูดซมึ ไหลเวียน และขับถา ยของของเหลวในรางกาย และเปน สาเหตุกอ โรครา ย ความชื้น รวมตวั กันเปน น้ํา นํา้ สะสมกลายเปนของเหลว ของเหลวสะสมกลายเปนเสมหะ ท้งั หมดเปนอิน แตมี ลักษณะทางกายภาพแตกตางกัน เสมหะจะมีลกั ษณะขนุ ขนเหนียว ของเหลวและนํา้ จะบางใส เสมหะและ ของเหลวคง่ั อาจพบรวมกับกลมุ อาการท่เี กิดจากสาเหตุของโรคจากภายนอกทงั้ หก คือ ความเย็น ความ รอ นอบอาว ความชื้น ความแหง และไฟ เสมหะและของเหลวค่ัง สวนมากเกดิ จากสาเหตุของโรคจากภายนอก ความผิดปกติในการ รบั ประทานอาหารและนา้ํ ความผิดปกติทางอารมณ ทําใหก ารทําหนาท่ีควบคมุ สมดลุ ของนาํ้ ในปอด มาม ไต และซานเจยี วเสยี ไป ปอด มา ม ไต และซานเจียวมีความสัมพันธใ กลชดิ กับการรักษาสมดุลน้าํ ใน รางกาย คอื - ลมปราณปอดแผกระจายชวยพาน้ําไหลเวียนไปหลอ เลย้ี งรา งกาย - มามควบคมุ การดูดซมึ นา้ํ จากทางเดนิ อาหารสงไปหลอ เลี้ยงรา งกาย - ลมปราณไตควบคมุ การทํางานของปอดและมามในการไหลเวียนนา้ํ ควบคุมการขบั ปสสาวะ ของกระเพาะปสสาวะ - ซานเจยี วเปนทางลาํ เลยี งผา นของนา้ํ และการขบั น้าํ ความผิดปกตใิ นการทาํ งานของปอด มา ม ไต และซานเจียว ทําใหเ กดิ การคัง่ ของเสมหะและ ของเหลว สว นมากสะสมอยูในลาํ ไส กระเพาะอาหาร ทรวงอก และผวิ หนงั ลมปราณทไี่ หลเวียนขน้ึ ลง เขา ออก จะพดั พาเสมหะและของเหลวไปทว่ั รา งกาย จงึ เกิดอาการไดท ุกแหง ในรางกาย เสมหะและ ของเหลวคั่งเปนผลของโรคแลวยงั เปน สาเหตขุ องโรคใหม ทําใหการทาํ งานของปอด มาม ไต ในการรักษา สมดุลของนํา้ ในรางกายเสยี ไป ทําใหเกิดโรคทีเ่ กดิ จากเสมหะและของเหลวคัง่ ลุกลามและซบั ซอ นยิง่ ขึน้ เสมหะและของเหลวเปนสาเหตกุ อโรคทมี่ ีคุณลักษณะพเิ ศษ ดงั นี้ 1) เสมหะและของเหลวมกั ถกู ลมปราณพดั พาไปอดุ ตันตามเสน ลมปราณ ทาํ ใหเ ลอื ดและ ลมปราณไหลเวยี นไมสะดวก มอี าการแขนขาชา เคล่อื นไหวไมส ะดวก เปน อมั พาตครึ่งซกี ถาเสมหะและ ของเหลวไปสะสมเฉพาะที่ จะมีอาการตอ มนา้ํ เหลืองทคี่ อโต เปนกอ นใตผิวหนงั เปนฝแ ผล 2) เสมหะและของเหลวมักไปอดุ ตันการไหลเวยี นลมปราณของอวัยวะภายใน เชน ทาํ ให ลมปราณปอดไมแ ผก ระจาย มีอาการแนนหนาอก ไอ หอบ ถา ลมปราณกระเพาะอาหารไมไ หลเวียนลง ขางลา ง ทําใหคล่นื ไสอ าเจียน
116 ศาสตรก ารแพทยแผนจีนเบอ้ื งตน 3) เสมหะและของเหลวชอบกระทบหัวใจทาํ ใหเกิดความผดิ ปกติทางจิต เชน เสมหะขึ้นไปปก คลมุ หวั ใจทาํ ใหห นา มืด ตาลาย หมดสติ ถาเสมหะและไฟกระทบหัวใจ ทําใหแ นนหนาอก ใจสนั่ กระวน กระวาย อาละวาด เปนลมชัก เปนโรคจติ 4) เสมหะและของเหลวทําใหเ กดิ ความผดิ ปกติของอวยั วะและเนือ้ เยอื่ ทว่ั รา งกาย มอี าการ ผดิ ปกตมิ ากมาย ทีเ่ ปน อาการหลกั มี 8 ชนิด คือ ไอ หอบ ใจสน่ั วิงเวียน อาเจยี น อดื แนน บวม ปวด กลุมอาการเสมหะและของเหลวคงั่ ท่ีพบบอ ย แบง เปน 2 ชนดิ ใหญ ๆ คือ กลุมอาการเสมหะ คัง่ และกลมุ อาการของเหลวคงั่ (1) กลมุ อาการเสมหะค่ัง มอี าการแตกตางกนั ตามอวัยวะทม่ี ีเสมหะไปอุดตนั เชน - ปอด : ไอ หอบ เสมหะมาก - หวั ใจ : แนนหนาอก ใจสนั่ นอนไมหลับ อาละวาด ไมคอยรสู กึ ตวั - ตับ : หนา เขียว วิงเวยี น เกร็งชกั - มาม : ทองอดื ตัวหนัก แขนขาไมม ีแรง - ไต : ปวดเอวและเขา เทาเย็น - กระเพาะอาหาร : แนนทอง คลน่ื ไส อาเจียน - ลาํ คอ : จุกแนน ในลําคอ - ศีรษะ : วงิ เวยี น เปน ลม - หนาอกสขี า ง : อดื แนน ปวด - แขนขา : ชา ปวด - เสนลมปราณ เอน็ กระดกู : เปนกอ นใตผ วิ หนงั ฝ อมั พาต (2) กลมุ อาการของเหลวคงั่ มอี าการแตกตางกันตามอวัยวะทมี่ ขี องเหลวคั่ง เชน - กลามเน้อื และผวิ หนงั : บวมนํ้า ตัวหนัก ไมม เี หง่อื - หนา อก สีขา ง : อืดแนน ไอแลวเจ็บ - เหนือกระบังลม : แนน หนาอก หอบ นอนราบไมไ ด - รอบ ๆ ลําไส : ทอ งแนน มเี สียงโครกคราก ปากแหง เบื่ออาหาร 2. เลือดคั่ง (瘀血 ยวฺ ีเซวฺ ย่ี ) เลือดคัง่ คอื เลือดไหลเวียนชา ลง มกี ารคั่งอยใู นเสนลมปราณ อวัยวะ เน้ือเยอื้ ตา ง ๆ หรือ เลอื ดไหลออกมาคั่งนอกเสนลมปราณ เลือดค่งั เปน ผลของการเปลย่ี นแปลงทางพยาธวิ ทิ ยาของบางโรค และเปน สาเหตุของโรคไดดวย
สาเหตขุ องโรค 117 สาเหตขุ องการเกิดเลอื ดคัง่ มดี งั น้ี 1) สาเหตุจากภายนอก คอื การกระทบกระแทก บาดเจบ็ จากภายนอก ทาํ ใหเลือดไหลเวยี น ไมคลอ ง หรอื เลอื ดคง่ั อยภู ายใน 2) สาเหตุจากความผิดปกติภายในรา งกาย - ลมปราณพรอ ง ทําใหเ ลือดไมไหลเวยี น - ลมปราณไหลเวยี นตดิ ขัด ทาํ ใหเลอื ดไหลเวยี นติดขัดไปดวย - ความเยน็ ทําใหเลือดไหลเวยี นชา ลง จบั ตัวเปน กอ น - ความรอ นทําใหเ ลือดเขม ขน จบั ตัวเปน กอ น หรือมีเลือดออก - ความผิดปกตทิ างอารมณ ทําใหล มปราณตดิ ขดั เลอื ดคงั่ ทําใหเ กดิ อาการเฉพาะ ดังนี้ 1) มอี าการปวดเหมอื นเข็มแทง ตาํ แหนง ทปี่ วดแนนอน กดเจ็บ เปน ๆ หาย ๆ ปวดมาก ตอนกลางคืน 2) มีอาการบวมเปน กอ น อยกู บั ที่ ถา อยทู ผี่ ิวหนังจะมสี ีเขียวมว งคลํา้ ถงึ เขียวเหลอื ง ถา อยู ภายในรา งกายจะเปนกอนคอ นขางแขง็ หรอื กดเจ็บ 3) มเี ลือดออก เลือดมีสมี ว งคลา้ํ หรอื ปนกอ นเลอื ด 4) ใบหนา ริมฝป าก เลบ็ มสี เี ขยี วมว งคลาํ้ 5) ลน้ิ สมี ว งคลาํ้ หรือมีจดุ เลือดออก จํ้าเลือด เปน อาการแสดงทพ่ี บบอ ยที่สุด ใชใ นการ วนิ จิ ฉัยโรคไดรวดเรว็ 6) ชีพจรเล็ก ฝด ลกึ ตึง เหมือนสายธนู หรอื ไมส ม่ําเสมอ อาการเลอื ดค่งั ข้นึ กบั สาเหตุและตําแหนง ดงั น้ี 1) หัวใจ ใจส่ัน เจ็บหนา อก ริมฝป ากและเล็บเขยี วคลาํ้ 2) ปอด เจบ็ หนา อก ไอเปนเลอื ด 3) กระเพาะอาหารและลาํ ไส อาเจียนเปนเลอื ด อุจจาระเหลวสีดาํ 4) ตบั สีขา งปวดบวมเปนกอน 5) มดลูก ปวดทอ งนอ ย ปวดระดู ระดผู ิดปกติ ขาดระดู ระดูสคี ลํ้าเปนกอ น ตกเลือด 6) แขนขา แผลเนอ้ื ตายตามมือเทา 7) ผวิ หนัง บวมปวดสีเขยี วคลาํ้ 8) อาการอนื่ ทพี่ บได เชน ผิวหนงั หนาหยาบแหง ใตล้ินมีเสน เลอื ดดาํ ขอด
118 ศาสตรการแพทยแผนจนี เบ้อื งตน บทที่ 8 การตรวจวนิ จิ ฉัยโรคดว ยศาสตรการแพทยแผนจนี ความเปนมาของอนิ -หยาง ศาสตรก ารแพทยแผนจีนมีหลักการตรวจวนิ ิจฉัยโรคแบบองคร วม หมายถงึ การนําขอมูลจาก ทง้ั ตัวผปู ว ยและส่งิ แวดลอ มตาง ๆ มารว มพจิ ารณาหาสาเหตขุ องโรค หลกั การแบบองครวมน้นั จะพิจารณา ขอ มูลตา ง ๆ ดงั นี้ 1. ตรวจสอบอาการเจบ็ ปว ยทัง้ ภายในและภายนอก เม่อื มีภายในยอมมภี ายนอก หมายถึง ภายในรางกายเกดิ พยาธิสภาพยอมจะแสดงออกมาให เห็นทางภายนอก หรือรูเฉพาะอาณาบริเวณเลก็ ๆ สามารถทราบทงั้ ระบบ 2. ตรวจสอบอาการเจบ็ ปวยของมนษุ ยกับธรรมชาติ ฤดูกาลและภูมิประเทศที่ตางกันจะพบโรคเกิดบอยหรือความชุกของโรคตางกัน หรือสภาพ อากาศที่เปลีย่ นอยางฉบั พลัน และการระบาดของโรคลว นมีอทิ ธพิ ลตอ มนษุ ย 3. ตรวจสอบอาการเจ็บปวยของมนษุ ยก ับสงั คม มักเนนปจจัยการเกดิ อาการเจบ็ ปวยจากภาวะจติ ใจ เชน การแขงขนั ที่รุนแรง มีภาวะกดดัน จติ ใจอยางหนักหนว ง ลวนสง ผลใหอตั ราการเกดิ โรคทางดานจิตใจมมี ากขน้ึ การแพทยแผนจนี มหี ลกั การตรวจทุกดานเพอื่ หาสาเหตุของอาการโรค หมายถึง การตรวจพน้ื ฐาน 4 ประการ หรอื ซื่อเจิ่น (四诊) ซง่ึ วธิ กี ารตรวจโรคทง้ั สนี่ ี้เปนการหาขอมูลในมมุ มองทตี่ า งกัน ดังน้ันการ ตรวจโรค 4 ดา นของแพทยแ ผนจีนจงึ ไมอาจทดแทนกนั ได เนื่องจากการตรวจโรคทั้ง 4 ดานจะสงเสริม ขอมลู ซ่งึ กันและกนั ทาํ ใหไ ดข อมูลท่สี มบรู ณ อยา งไรกต็ าม การตรวจวินิจฉยั ผปู ว ยแตละคนน้นั อาการ แสดงออกอาจไมพ บจากการตรวจครบ 4 ดา น ดงั นนั้ การแยกแยะการเจบ็ ปวยจําเปนตองจบั ประเด็น อาการปวยหลัก ๆ ใหไ ดกอ น การตรวจวนิ จิ ฉยั โรคทางการแพทยแผนจนี วิธีตรวจโรคท้งั ส่ี ไดแก การมองดู (望诊 วา งเจนิ่ ) การฟง และการดมกล่ิน (听诊和闻诊 ทงิ เจนิ่ เหอเหวนิ เจิน่ ) การถาม (问诊 เวน่ิ เจนิ่ ) การจับชีพจรและการคลํา (切诊和按诊 เชีย่ เจ่นิ เหอ อ๋นั เจ่นิ ) 1. การมองดู (望诊 วา งเจนิ่ ) การดู เปน วธิ ตี รวจวินจิ ฉยั โดยการสงั เกตความผดิ ปกติหรอื ความเปลยี่ นแปลงทเี่ กดิ ขน้ึ ภายนอก
การตรวจวินจิ ฉัยโรคดวยศาสตรก ารแพทยแผนจีน 119 รางกาย ไดแก การดูเสิน (神) การแสดงอารมณท างใบหนา การดูสีหนา การดูลกั ษณะทา ทาง การดลู น้ิ และการดูสารคดั หลงั่ ตา ง ๆ จุดประสงคในการตรวจวนิ จิ ฉัยโดยการดูนน้ั เพ่ือประเมนิ พยาธิสภาพของอวยั วะภายในทสี่ ะทอน ออกมาใหเห็นเปน ความผิดปกตขิ องรา งกายภายนอก ทําใหเ ขาใจถงึ สภาวะของโรคได โดยเฉพาะอยา งยง่ิ การดูใบหนา และการดูล้นิ น้นั ทางการแพทยแผนจนี ถอื วา เปนอวัยวะที่มคี วามสัมพันธใกลช ิดกบั อวัยวะ ภายในมากที่สุด 1.1 การดูสภาพรางกายโดยรวม (望整体 วางเจ๋นิ ถ)่ี 1) การดูเสนิ หรอื ความมีชวี ติ ชีวา เสนิ หรอื จติ ใจ เปน ส่งิ ทอ่ี าศัยอยใู นหัวใจแตแสดงออกที่ดวงตา เสิน ในความหมายกวา ง หมายถงึ การแสดงออกภายนอกของการทํางานของรางกาย ซง่ึ สะทอ นถงึ การทาํ งานของอวัยวะภายใน สว นเสนิ ในความหมายแคบ หมายถึง การทาํ งานของจติ ใจ ซ่ึงรวมถงึ การมีสตสิ มั ปชญั ญะและความคิด อา นของมนุษย ซง่ึ การดเู สิน หมายความรวมกนั ทั้งสองความหมาย การดูเสนิ ควรใหความสนใจเรอ่ื งการแสดงออกทางใบหนา ระดบั ของสตสิ ัมปชัญญะ การเคลื่อนไหว และปฏิกิรยิ าตอบสนองตา ง ๆ โดยเฉพาะอยา งยง่ิ การสังเกตการเคลื่อนไหวของลกู ตา เพราะดวงตาเปน ทวารของตับ และเปน ตวั ส่ือสารของหวั ใจ ดังนนั้ หวั ใจสาํ คญั ของการดเู สิน คอื การสังเกตดวงตา (1) การมเี สนิ ปกติ (得神 เตอเสนิ ) การมีเสินปกติจะแสดงออกมาโดยการมีสหี นาแจมใส มคี วามตื่นตัวดี และมีแววตาสดใส การ แสดงออกทางอารมณเปน ธรรมชาติ การพดู ชดั เจน มสี ติสมั ปชัญญะ มีจงั หวะการหายใจสมํา่ เสมอ มี กลามเนอื้ สมบูรณแ ขง็ แรง รา งกายเคล่ือนไหวคลองแคลว ซง่ึ อาการแสดงตา ง ๆ เหลาน้ีเปนตวั สะทอน ใหเหน็ ถึงความสมบรู ณของอวยั วะภายในตางๆ ตารางท่ี 8-1 แสดงอาการทีส่ ะทอนใหเ หน็ ถึงความสมบรู ณข องอวยั วะภายใน อวยั วะภายใน สิง่ ท่สี ะทอนถึงความสมบรู ณ หัวใจ สหี นา แจมใส การแสดงอารมณเ ปน ธรรมชาติ การพูดชดั เจน มสี ติสมั ปชัญญะและมีปฏกิ ิริยาตอบสนองวอ งไว ปอด จงั หวะการหายใจทดี่ แี ละสมํา่ เสมอ มา ม มกี ลา มเน้ือสมบูรณแขง็ แรง และการเคลื่อนไหวของแขนขาคลองแคลว ตับและไต มีความตน่ื ตัวดี และแววตามีประกายสดใส
120 ศาสตรก ารแพทยแผนจนี เบือ้ งตน ความสมบูรณข องอวยั วะตันทงั้ 5 สะทอ นใหเ ห็นถึงความสมบูรณของรา งกาย และเมื่อเกิด เจบ็ ปว ยข้ึน กจ็ ะมกี ารพยากรณโ รคทด่ี ี (2) การมีเสนิ ลดลง (少神 เสา เสิน) การมีเสินลดลง หมายถึง ภาวะทเ่ี สนิ ไมเพียงพอ ซ่งึ แสดงออกโดย การมีสหี นาไมแจมใส แววตา ไมส ดใส ดเู ซ่ืองซมึ หายใจส้นั การพูดเนอื ย ๆ ปฏกิ ิรยิ าตอบสนองเช่ืองชา ออ นลา และดูงว งซมึ การมี เสนิ ลดลงเกดิ จากสารจาํ เปน และลมปราณของอวยั วะตนั ทง้ั 5 ไมเ พยี งพอซึ่งมกั พบในกลุมอาการพรอ ง (3) การไมม เี สนิ (失神 ซอื เสนิ ) การไมมีเสินสะทอ นใหเหน็ ถึงการลดลงอยา งมากของสารจําเปน หรือมคี วามเสยี หายอยางมาก ของเจงิ้ ชี่ บง บอกถึงการทํางานทีล่ ม เหลวของอวัยวะภายใน และหมายถงึ ภาวะวกิ ฤตของรา งกายซึ่งมีการ พยากรณโ รคท่ไี มดี การไมม เี สิน มอี าการแสดงคือ มีสหี นา หมองคลา้ํ แววตาแขง็ ทื่อ มดื มัว หนาตาเฉยเมย ไม แสดงอารมณ สภาพจติ ใจทรุดโทรม ปฏกิ ิรยิ าโตตอบเช่อื งชา การหายใจตนื้ และออ นแรง กลา มเน้อื ลบี เล็ก การเคลอ่ื นไหวยากลาํ บาก บางคร้งั ไมไดสติแตบ น พึมพาํ คนเดียว เอามอื จิกดงึ ผาปทู ่ีนอน หรอื อาจ มอี าการหมดสติไปฉับพลัน ตาปด อา ปาก แขนขาออ นแรง ปส สาวะและอจุ จาระราด ตารางที่ 8-2 แสดงการไมม เี สินมีอาการแสดงทบ่ี งบอกถึงการทํางานทล่ี ม เหลวของอวยั วะตนั ทัง้ 5 อวัยวะภายใน อาการที่บงบอกถงึ การทาํ งานท่ลี มเหลว หวั ใจ สหี นา หมองคล้ํา ไมแ สดงอารมณ สภาพจิตใจทรุดโทรม และปฏิกริ ิยาตอบสนองเช่ืองชา ปอด หายใจแผว เบา หรือหายใจไมส ม่ําเสมอ มา มและกระเพาะอาหาร กลา มเน้ือลบี เลก็ การเคลอ่ื นไหวยากลาํ บาก ตับและไต แววตาแข็งทื่อ ตามวั (4) การมเี สนิ ปลอม (假神 เจ่ยี เสิน) การมเี สินปลอมเปนปรากฏการณหลอกชนดิ หน่ึงของการดีขึ้นเพียงช่ัวคราวเกดิ ขึ้นอยา งฉับพลนั ในผูปว ยซงึ่ อยใู นภาวะวกิ ฤตหรอื ปวยหนกั มาก เนื่องจากสารจําเปนและชลี่ ดลงอยางมากจากภาวะปวยหนัก หรอื ปวยเรื้อรงั การมเี สินปลอม มอี าการแสดงคือ มีการเปลี่ยนแปลงของอาการปว ยทดี่ ขี นึ้ อยางฉับพลัน รวดเร็ว เชน จากการพูดเนอื ย ๆ และแผวเบา กลายเปนการพดู ฉะฉานชดั เจน เสียงดงั ฟง ชัด หรอื จากอาการเซ่ืองซมึ
การตรวจวนิ จิ ฉัยโรคดวยศาสตรการแพทยแผนจีน 121 ไมไ ดส ติ กลายเปนการมสี ติสมั ปชัญญะ รา เรงิ หรอื จากสีหนา หมองคลํา้ กลายเปน แกมแดง ระเรอ่ื หรอื จากอาการเบ่ืออาหาร รบั ประทานอาหารไมไ ด กลายเปน เจรญิ อาหาร รับประทานอาหารไดม ากกวา ปกติ การมเี สนิ ปลอม เปนอาการท่ีบง บอกวาสารจาํ เปน และช่กี าํ ลังจะหมดไป อินและหยางกําลังจะ แยกจากกนั ซง่ึ หมายความวา ภาวะของโรคเขา สขู ัน้ วิกฤตมาก ในคมั ภีรโ บราณ เรยี กวา “แสงสุดทา ย กอ นตะวนั ตกดิน” หรอื “ แสงสวา งวบู สดุ ทา ยกอ นเทยี นจะดับ” ความแตกตา งของการมีเสินปกติกับการมเี สนิ ปลอม คือ 1. การมเี สนิ ปลอม มกั ปรากฎขน้ึ หลังจากภาวะไมมเี สนิ ในผูปวยทีม่ ีอาการหนักมาก และมกั ไมส มั พันธก ับอาการโดยรวมของโรค 2. การมีเสนิ ปลอม มักจะอยูชว่ั คราว หลงั จากนั้นอาการจะแยลงอยา งรวดเรว็ ในระหวา งการ ดาํ เนนิ ของโรค ถา ภาวะของโรคเปล่ียนแปลงจากการมีเสนิ ปกตไิ ปสกู ารมเี สินลดลง หรอื จากการมเี สนิ ลดลง ไปสูการไมม ีเสินหรือการมเี สินปลอม แสดงวาการทํางานของอวัยวะภายในหรือชกี่ าํ ลังลดลง และภาวะของ โรคกาํ ลงั แยลง ในทางกลับกนั ถาผปู วยเปลยี่ นแปลงจากการไมมเี สินไปสูการมีเสินลดลงหรอื การมเี สิน ปกติ แสดงวา การทํางานของอวยั วะภายในและชก่ี ําลงั ดีขน้ึ ความรุนแรงของโรคกําลงั ลดลง ดงั นั้น การ ดเู สิน จงึ มีความสาํ คัญทางคลินิกในการดคู วามเปลี่ยนแปลงของการดําเนินโรค (5) ระดบั ความผดิ ปกติของจติ ใจ (神气不足 เสนิ ช่ปี จู )ู - ภาวะกระวนกระวายใจ (烦躁不安 ฝานเจา ปอู ัน) ภาวะกระวนกระวายใจเกิดจากไฟในหวั ใจ หรอื เกิดหลงั จากโรคทีถ่ กู ความรอ นกระทาํ แลว ทําใหเ กดิ ภาวะพรอง ซง่ึ จะมอี าการไขตํ่า ๆ นอนไมห ลับ กระสับกระสา ย อนั เกิดเน่ืองจากความรอ นมา กระทํา ทาํ ใหส ารนํ้าในรางกายลดลง อาการมีระดับความรุนแรงตา ง ๆ กนั ตง้ั แตร สู ึกอึดอดั แนน ในทรวง อกเหมือนจะหายใจไมอ อก ถารุนแรงมากอาจถึงขั้นหมดสติ แตม กั มอี าการกระสับกระสา ยรวมดวย ถา รุนแรงทส่ี ดุ อาจเขา ขน้ั โคมา พดู จาสบั สนไมร ูเรือ่ ง ซง่ึ เกิดจากไฟกระทําตอหัวใจและไต - ภาวะซึมเศรา (癫病 เตียนปง ) ภาวะซมึ เศราจะมอี าการแสดงคอื ใบหนาไมแสดงอารมณ พดู พึมพํากับตัวเอง เด๋ียว หัวเราะเดยี๋ วรอ งไห การรับรลู ดลง สาเหตมุ ักเกดิ จากความช้นื ตกคา งสะสมและมผี ลกระทบตอ จิตใจ - ภาวะคลมุ คลง่ั (狂病 ขวงปง) ภาวะคลุมคล่ังมีอาการแสดง คือ พูดเพอเจอ ดาทอ บาคลั่ง ไมอยูนิ่ง ชอบปนข้ึนที่สูง ชอบเปลือยกาย เทย่ี วเตรด็ เตรไ ปเร่อื ย ๆ ทํารายรา งกายผูอน่ื ทาํ ลายขา วของ สาเหตุทพ่ี บบอ ยคอื ชข่ี อง ตบั ตดิ ขดั และเปลยี่ นสภาพเปนไฟและเสมหะ ซึ่งเสมหะรอ นนี้จะมผี ลกระทบตอ จิตใจ บางครง้ั อาจเกิด จากความรอนมากเกินไปในเสน ลมปราณหยางหมิง หรือมีเลือดค่ังอุดกัน้ ทวารของเสน ลมปราณหยางหมิง
122 ศาสตรการแพทยแผนจีนเบ้ืองตน - ลมชกั (痫病 เสียนปง ) ลมชักมีอาการแสดงคือ หมดสตฉิ บั พลันรวมกบั มีนํ้าลายไหลยืด และมกี ารกระตกุ ของแขน ขา หลังจากอาการสงบ ผูปวยจะไมม อี าการผิดปกติหลงเหลืออยูเลย สาเหตเุ กิดจากลมตับรวมกบั เสมหะ และเสมหะรอนคั่งคางรบกวนหวั ใจ 2) การดสู ีหนา (望面色 วางเม่ยี นเซอะ) การดูสีหนา หมายถงึ การดูสแี ละประกายของใบหนา เนอ่ื งจากชแ่ี ละเลอื ดจากเสนลมปราณ หลกั ทัง้ 12 เสน จะผานไปยงั ใบหนา ดังน้ันการเปล่ียนแปลงของสแี ละประกายของใบหนา จะสะทอนให เหน็ ถงึ การเปลีย่ นแปลงของเสนลมปราณและอวยั วะภายใน (1) สีหนาปกติ (常色 ฉางเซอ ะ) สหี นา ปกติ หมายถงึ สขี องใบหนา และความมีประกายสดใสของคนที่มสี ุขภาพดี ซ่ึงจะสะทอ น ใหเหน็ ถึงความสมบรู ณของเลอื ดลม และประสทิ ธิภาพการทาํ งานของอวยั วะภายใน ในภาวะปกติสขี องสี หนาสามารถแบง ได ดงั นี้ - สปี ระธาน (主色 จเู ซอะ) สีประธาน หมายถงึ สีผวิ ทมี่ ีมาแตกาํ เนิดของแตล ะบุคคล ซ่งึ แตกตา งกนั ตามเชื้อชาตแิ ละ เผาพนั ธุ เชน คนจีนมผี วิ สีเหลอื ง สีผิวพืน้ ฐานจึงเปน สอี อกเหลอื ง - สผี ันแปร (客色 เคอเซอ ะ) สีผันแปร หมายถงึ สผี วิ ท่เี ปล่ียนแปลงไปเพยี งเล็กนอย ซึ่งเปนไปตามการเปลย่ี นแปลงของ ฤดูกาล เชน ในสาธารณรฐั ประชาชนจีน มี 4 ฤดกู าล จึงมีการเปลี่ยนแปลงของสผี วิ ดังนี้ ฤดใู บไมผ ลิ จะเปนสอี อกฟาหรือออกเขียว ฤดูรอ นจะเปนสีออกแดง ฤดใู บไมร ว งจะเปน สอี อกขาว และฤดหู นาวจะ เปน สีคอ นขางคลา้ํ ซง่ึ ทัง้ หมดเปลีย่ นแปลงไปตามฤดูกาล แตย ังอยใู นเกณฑป กติ การเปลย่ี นแปลงสีหนา ทย่ี งั ปกติ สหี นาสามารถเปล่ยี นแปลงไดตามสภาพการทาํ งานท่ีแตกตา งกัน ภมู ิอากาศ ภมู ปิ ระเทศที่อยู อาศัย อาหาร และการเปลยี่ นแปลงของอารมณ (2) สหี นา ผิดปกติ (病色 ปงเซอ ะ) สีหนาผิดปกติ หมายถึง การเปลยี่ นแปลงของสผี วิ และความสดใสอนั เนื่องมาจากการเจบ็ ปว ยซึ่ง แบง เปน 5 สี ตามอวัยวะตันทั้ง 5
การตรวจวินิจฉยั โรคดวยศาสตรการแพทยแผนจนี 123 ตารางท่ี 8-3 แสดงการเปลีย่ นแปลงของสผี วิ เนอื่ งจากการเจบ็ ปวยแบงตามอวัยวะตนั ท้ัง 5 สีหนา อวัยวะตัน โรคหรอื กลุมอาการ ฟา หรอื เขียว ตบั กลุม อาการจากลม ลมกบั ตบั กลุม อาการปวด กลุมอาการ ความเยน็ เลอื ดคัง่ แดง หัวใจ กลมุ อาการความรอน กลมุ อาการหยางลอยขึน้ บน เหลอื ง มาม กลมุ อาการมา มพรอง กลุมอาการความช้ืน ดีซาน ขาว ปอด ดาํ ไต กลมุ อาการความเย็น กลมุ อาการพรอ ง (เสยี เลือด/สญู เสียช)่ี ไตพรอ ง (หยางของไตพรอง/อนิ ของไตพรอ ง) นา้ํ ค่ังคางใน รา งกาย โรคเกีย่ วกับระบบเลือด เลือดคง่ั กลุม อาการความเย็น (3) ความสัมพนั ธข องใบหนากบั อวยั วะภายใน ในคมั ภีรโ บราณ ไดแ บง สวนตา ง ๆ ของใบหนาตามความสมั พันธกับอวัยวะภายใน ดังนี้ คอหอย อยบู รเิ วณเหนอื จุดระหวา งหัวคว้ิ ปอด หวั ใจ อยูระหวา งหวั ค้ิว ตับ อยใู ตจดุ ระหวา งหัวควิ้ (ดั้งจมูก) ถุงนาํ้ ดี อยใู ตจดุ ของหวั ใจ (สันจมูก) มา ม อยดู านขางท้ังสองดา นของจดุ ตบั กระเพาะอาหาร อยใู ตจ ุดตับ (ปลายจมกู ) ลําไสใ หญ อยูบ รเิ วณปกจมูก ไต สะดือ อยูบริเวณแกม ทั้งสองขาง ลาํ ไสเ ลก็ กระเพาะปส สาวะและมดลูก อยูดา นขางท้งั สองดา นของจดุ ลาํ ไสใหญ อยูใ ตจ ดุ ไต อยเู หนอื แกม ขึน้ ไป (ระหวา งถงุ น้าํ ดี - ลําไสใ หญ) อยบู รเิ วณรอ งระหวางจมูกและรมิ ฝป าก ถาอวัยวะภายในมคี วามผิดปกติ จะมีอาการผดิ ปกติปรากฏทบ่ี รเิ วณใบหนาทสี่ ัมพันธก บั อวัยวะภายในน้นั ๆ 3) การดูลกั ษณะรูปรา ง (望体形 วางถ่ีสิง) (1) รูปรา งสมบรู ณแขง็ แรง (健康 เจ้ยี นคงั ) รูปรา งสมบูรณแขง็ แรง หมายถงึ รปู รา งทีด่ ูล่ําสันแขง็ แรง กลามเนื้อเปนมัดสมบูรณ ชอ งทรวงอก
124 ศาสตรการแพทยแผนจนี เบอื้ งตน หนาและกวาง ผิวพรรณเปลงปล่ัง แสดงถึงความสมบรู ณของอวัยวะภายใน ช่ี และเลือด เม่อื เกิดเจ็บปวย จะมีพยากรณโรคท่ดี ี (2) รูปรา งออ นแอ (衰弱 ไซฺวรั่ว) รูปรางออ นแอ หมายถึง รูปรา งท่ีดอู อ นแอข้ีโรค โครงรา งบอบบาง ชองทรวงอกแคบ กลา มเนื้อลีบ เลก็ ผิวพรรณหมองคล้าํ ไมส ดใส แสดงถึงความไมส มบูรณของอวยั วะภายใน ภาวะพรอ งของชแ่ี ละเลอื ด เมอื่ เจบ็ ปว ยจะมพี ยากรณโรคไมด ี (3) รูปรา งอว น (肥胖 เฝวฺ ยพงั๋ ) ถา รปู รางอวนและเจริญอาหาร รบั ประทานไดมาก หมายถงึ ภาวะเกนิ แตถ า รูปรา งอวนแต เบอ่ื อาหาร หมายถึง ภาวะชพี่ รอ ง คนที่รปู รา งอวน มีความเสย่ี งสูงทจ่ี ะมคี วามชืน้ และเสมหะคั่งคา ง สะสมในรางกาย ทาํ ใหเกดิ ภาวะชี่ตดิ ขัด แลวอาจแปรสภาพเปนไฟ ซ่ึงอาจทาํ ใหเ กดิ อมั พฤกษไ ด (4) รูปรางผอม (消瘦 เซียวโซว) ถา รูปรา งผอมแตร บั ประทานอาหารไดมาก มักเกย่ี วกับภาวะไฟลุกโชนในจงเจียว แตถา รูปรา ง ผอมและรับประทานอาหารไดนอย มกั เก่ยี วกบั ภาวะมา มและกระเพาะอาหารพรอง ถารปู รา งผอม และมี อาการรอนทั้ง 5 รวมกบั เหงอื่ ออกตอนกลางคืน มักเก่ยี วของกบั ภาวะอินและเลอื ดพรอ ง 4) การดูลกั ษณะทาทาง (望神情 วางเสินฉงิ ) (1) ทา นอน ทานอนหงายมักเก่ียวขอ งกับหยาง แตท า นอนควา่ํ มกั เกีย่ วของกับอนิ ถา นอนแลวพลกิ ตัวได งา ย ชอบนอนหงายและกางแขนขา หรอื ชอบถอดเสอ้ื ผาเวลานอน มกั เกย่ี วของกบั กลมุ อาการหยาง กลุม อาการความรอ น และกลุมอาการแกรง ถานอนแลวพลิกตวั ลาํ บาก ชอบสวมเสอื้ ผาหนา ๆ หรอื ชอบนอน คดุ คู มักเกย่ี วขอ งกับกลมุ อาการอิน กลุมอาการความเยน็ และกลุมอาการพรอ ง (2) ทา นั่ง นง่ั ศรี ษะตง้ั ตรง หอบ และมีเสมหะมาก มกั เกี่ยวของกับภาวะปอดแกรง นั่งโดยศีรษะตกลง หายใจสั้น และพดู เสียงเบา มกั เกยี่ วขอ งกบั ภาวะปอดพรอง ถาผปู ว ยนงั่ ไดอ ยา งเดียว นอนราบไมได เพราะ เวลานอนลงจะไอ มักเกีย่ วขอ งกับภาวะมีนํ้าคัง่ คา งในปอดหรอื ในชองทอ ง ถามีอาการเปนลมหนา มืด เวลา เปลี่ยนจากทา นอนเปนทานงั่ มกั เกดิ จากการเสยี เลือดและภาวะชพี่ รอง (3) ทา ทางท่ผี ิดปกติ คอและหลังแขง็ เกรง็ เกดิ จากมีพยาธสิ ภาพท่เี สนลมปราณไทหยาง อาการกระตกุ ของหนังตา ใบหนา ริมฝป าก หรอื แขนขา ในผูปวยทมี่ ีไขเฉียบพลนั เปนอาการนาํ ของอมั พฤกษ แตถ าพบในผปู ว ย เร้อื รงั จะเกดิ จากไมไ มสามารถใหความชุมช้ืนแกเอ็น เน่อื งจากเลอื ดตบั ไมเ พยี งพอ
การตรวจวนิ ิจฉัยโรคดว ยศาสตรก ารแพทยแผนจีน 125 1.2 การดูรางกายเฉพาะสวน (望局部 วางจฺหวีป)ู 1) ศรี ษะ (头形 โถวสงิ ) ศรี ษะเปน ท่ีรวมของเสน ลมปราณหยางท้ังหมด สว นสมองเปนที่อยขู องจติ ใจ (元神 เหวยี น เสนิ ) และเปนทะเลของไขกระดกู ไตเปน ทีเ่ ก็บจิงชแ่ี ละเปน ตวั หลักในการสรางไขกระดูกและกระดกู ดงั นัน้ ความผดิ ปกติของศรี ษะจึงสมั พันธก ับสมองและไต และมักเกีย่ วของกบั การเพมิ่ หรอื ลดของชแี่ ละเลือด ศีรษะต้งั ตรง หมายถึง โรคทีเ่ ก่ียวกับหยาง ถาศีรษะตกลงจะเกย่ี วขอ งกบั อนิ คอแขง็ เกร็ง แสดงถงึ เสียช่ีทมี่ ีกาํ ลังมาก คอทหี่ อ ยตก แสดงถงึ เจิ้งช่ที อี่ อนแอ ศรี ษะทส่ี ั่นโดยควบคุมไมไ ด เปนอาการ นาํ ของกลมุ อาการลมตับ หรือเกดิ จากช่ีและเลือดไมเพยี งพอในคนสงู อายุ ในเดก็ ทารกทีก่ ระหมอ มโปง ออก เกดิ จากความรอนกระทําตอ สว นบนของรา งกาย ซง่ึ เปนกลุม อาการรอ นแกรง แตถ ากระหมอ มบมุ เขา จะเกีย่ วขอ งกบั ภาวะมามและกระเพาะอาหารเยน็ พรอ ง หรือเกิดจากรา งกายขาดน้าํ เนือ่ งจากอาเจยี นมาก หรอื ทองรว ง หรอื ทนุ แตกําเนดิ ไมเ พยี งพอทําใหพ ฒั นาการชา 2) ใบหนา (面形 เม่ยี นสิง) ใบหนา ทีบ่ วมแดงและเจ็บปวด เกิดจากความรอ นมากระทํา เชน โรคไฟลามทงุ อาการบวม แบบหยาง จะมีอาการบวมทีใ่ บหนา กอ น แลวจงึ บวมท่ีทอ งและขาตามมา อาการบวมแบบอนิ จะมีอาการ บวมทท่ี องและขากอ น จงึ จะบวมทใ่ี บหนา ตามมา ถามีอาการตาและปากเบ้ียวอยา งเดยี ว หรือมอี าการชาท่ี ใบหนา มักเกิดจากลมมากระทําตอเสน ลมปราณลัว่ ถา มอี าการแขนขาออ นแรงครึ่งซีก หรือหมดสติรวม ดวย เปนอาการของอัมพฤกษจ ากลมมากระทําตออวัยวะตนั และมีลมเสมหะอุดกั้นเสนจงิ ลั่ว หรือการไหลเวยี น ของชแี่ ละเลือดในเสนลมปราณไมพอ 3) เสน ผม (头发 โถวฝา ) การดูความเปล่ียนแปลงของสผี ม ลกั ษณะของเสนผม และการหลดุ รวงของเสน ผม มามมหี นาที่ สรางและแปรสภาพสารอาหารเปนช่แี ละเลือด เสน ผมเปนสวนเกินของเลอื ด และเปนส่ิงท่ีแสดงถงึ ความ สมบูรณของชข่ี องไต และสะทอนใหทราบวาจิงเลอื ดสมบรู ณ ดังน้นั ความผดิ ปกตขิ องเสนผมจึงเกี่ยวขอ ง กับมา มและไต ผมทเ่ี ปน ประกายและดกหนา แสดงถงึ ความสมบูรณของจิงชแี่ ละเลือด ซึง่ สะทอนใหเห็นถงึ ความสมบรู ณข องมา มและไต ในทางตรงกันขา มถาเสน ผมแหง หยาบและหลดุ รว ง แสดงถงึ ความพรองของช่ี และเลือดของมามและไต ซง่ึ มกั พบในผปู ว ยเรอื้ รัง หรอื ผปู ว ยระยะวกิ ฤต เมอื่ ชแ่ี ละเลอื ดไมเ พียงพอจะทาํ ใหเ สน ผมบาง เลอื ดรอนหรอื ไตพรองทาํ ใหเสนผมแหงและบาง และรว งงาย ชแ่ี ละเลือดกําลงั เสื่อมลงเปน ผลใหผ มเปน สีเทาและหลุดรวง ภาวะผมรว งเปน หยอมอยา ง ฉบั พลัน เกิดจากมีลมมากระทําตอหนงั ศีรษะในขณะท่เี ลอื ดพรอง
126 ศาสตรก ารแพทยแผนจนี เบื้องตน 4) ดวงตา (望目 วา งม)ู ตาเปน ทวารของตบั และมคี วามสัมพนั ธใกลช ิดกบั อวยั วะภายใน โดยคมั ภีรโบราณตัง้ เปน “ทฤษฎีลอท้งั 5” ซงึ่ แบง สว นตา ง ๆ ของดวงตาตามความสัมพนั ธกับอวยั วะตันท้งั 5 ดังน้ี - ลอ เลอื ด อยบู รเิ วณหัวตาและหางตา สัมพันธก บั หัวใจ - ลอ ชี่ อยูบรเิ วณตาขาว สัมพนั ธกับปอด - ลอ ลม อยบู รเิ วณตาดํา สัมพันธก บั ตับ - ลอน้ํา อยบู รเิ วณรูมา นตา สมั พนั ธกบั ไต - ลอ กลา มเนื้อ อยบู ริเวณเปลอื กตา สมั พันธกบั มาม (1) การดเู สินของดวงตา ดวงตาทีม่ เี สนิ ปกติจะมลี กั ษณะคือ การมองเห็นชัดเจน สามารถแยกแยะตาขาวและตาดําได ชัดเจน แววตามปี ระกายสดใส มีน้าํ ตาและขตี้ าเลก็ นอย หากเจบ็ ปว ยมกั เกีย่ วขอ งกบั กลมุ อาการหยาง สามารถรักษาใหหายขาดไดง าย ดวงตาทไ่ี มม ีเสนิ จะมีลกั ษณะคือ การมองเห็นไมช ัดเจน ตาขาวขนุ มัว สีของตาดาํ เลอะเลือน แววตาแขง็ ทือ่ ไมมีนํ้าตาและขี้ตา หากเจ็บปว ยมกั เกย่ี วของกบั กลุม อาการอนิ รกั ษาใหหายขาดไดย าก (2) การดูสีของดวงตา ตาแดง มักเก่ยี วขอ งกับภาวะรอ นแกรง ถา แดงเฉพาะสว นตาขาว แสดงถึงภาวะมไี ฟในปอด หากเหลอื งจะหมายถงึ ภายในรา งกายมภี าวะรอ นชื้นมาก ถา แดงเฉพาะสวนหวั ตาหรอื หางตา แสดงถงึ มี ไฟในหัวใจ ถา ตาแดงกํา่ และเจบ็ บวม มักเกิดจากความรอนมากระทําตอ เสน ลมปราณตบั ถา มกี ารบวม แดงท่เี ปลือกตา มักเกดิ จากมีไฟทม่ี า ม ถา เย่อื บุเปลือกตามสี ซี ดี เกี่ยวขอ งกับภาวะเลือดพรอ ง เนือ่ งจาก เลือดไมสามารถหลอ เลยี้ งดวงตา ถาตาขาวมสี ีเหลืองแสดงถึงภาวะดซี าน เกิดจากน้ําดไี หลออกมามาก เนอื่ งจาก ความรอ นชื้นสะสมทถ่ี งุ น้ําดี ถา ขอบตาบนและลางมสี ีดาํ เปนประกายเปลง หมายความวา มีนา้ํ คัง่ คา งใน รางกาย ถาขอบตามีสเี ขียวคล้าํ ไมมปี ระกาย มักเกิดจากภาวะไตพรอ ง (3) การดลู ักษณะของดวงตา ถา เปลือกตามลี กั ษณะปวดบวม แสดงวา มา มมีความรอ น ถาเปลือกตาบวมชา ๆ โดยไมปวด มักเกิดจากภาวะมา มพรอง แลว ไมส ามารถลาํ เลยี งน้ําและความชน้ื ได ถาเปลอื กตาลา งบวมเลก็ นอย รว มกับ มอี าการออ นแรง มกั เกดิ จากภาวะมา มและไตพรอ ง ตาโบเปนรองลึกเกิดจากสารนํ้าในรางกายไมเ พยี งพอ และเลอื ดไมสามารถไปหลอเลยี้ งดวงตา ซ่ึงมักเกิดข้ึนภายหลังจากการอาเจียนมาก ทอ งรวง หรือเสียเลอื ด มาก ถาพบลกั ษณะตาลึกโบใ นผูปวยเรอ้ื รงั หรอื ผปู ว ยระยะวกิ ฤต แสดงวาชขี่ องอวัยวะภายในกาํ ลงั จะ หมดไป การรักษาใหหายขาดทาํ ไดยาก และการพยากรณโรคไมดี ถารวมกับภาวะหมดสติ และชีพจร
การตรวจวนิ จิ ฉัยโรคดวยศาสตรการแพทยแผนจนี 127 ออนแรงมาก แสดงวา จงิ ชก่ี ําลงั จะหมด อนิ และหยางกาํ ลงั จะแยกจากกัน รมู า นตาขยายมกั เกดิ จากจงิ ช่ี ของไตออนแรงลง ทาํ ใหไมสามารถขนึ้ สดู วงตาและยดึ รูมา นตาไวไ ด ซึง่ เปนลกั ษณะของผูปว ยหนกั ระยะ สุดทา ย รูมานตาหดเลก็ มกั เกิดจากมไี ฟลกุ โชนทตี่ ับและถุงนํ้าดี หรือเกิดจากพิษบางชนิดหนังตากระตุก มักเกดิ จากถูกลมรอ นกระทํา หรือภาวะชี่พรองและเลือดไมเพียงพอ ไมสามารถไปหลอเล้ยี งเสน ลมปราณ 5) หู (望耳 วา งเออร) หู เปน ทวารของไต เสน ลมปราณมอื และเทา หยาง 3 เสน ผานมาที่หู หทู ี่หนาและใหญ แสดง ถงึ ความสมบรู ณของชขี่ องไต หูทบ่ี างและเลก็ แสดงถงึ ชข่ี องไตพรอ ง หูบวม เกดิ จากมไี ฟในเสนลมปราณ เสา หยาง ใบหูทเ่ี ห่ยี วแหงและเกรยี ม เกิดจากจงิ ในไต หรอื อนิ ของไตกาํ ลงั จะหมด หรอื มีแผลทลี่ าํ ไสแ ละใบ หูท่ีแหงเปนขุย เกิดจากเลือดคั่ง ในเด็กเล็กท่ีหลังใบหูเปนเสนสีแดงรวมกับโคนหูเย็น มีไข ไอ และมี น้าํ มูก เปนอาการนาํ ของโรคหัด 6) จมูก (望鼻 วา งป) จมูกที่มีประกาย แสดงถึงการฟนตัวของช่ีของกระเพาะอาหารหลังจากอาการปวย จมูกท่ีดู เห่ยี วแหง สเี หลอื งปนคลาํ้ แสดงวามีไฟในมา มเผาผลาญสารนํา้ หรอื สะทอ นใหเ หน็ วา ภาวะของโรคแยลง โพรงจมกู ทีแ่ หง และสคี ลํ้า แสดงถงึ ภาวะความรอ นกระทําตออนิ หายใจจมูกบานในระยะแรกของโรค แสดง วามีลมรอนและรอ นแกรงสะสมในปอด แตถาพบในผปู ว ยเร้อื รงั รว มกับหอบ มีเหง่ือเยน็ บงบอกถงึ ช่ี ของปอดกาํ ลงั จะสูญหมดไป นํ้ามกู ใส หมายถงึ มลี มเยน็ จากภายนอกมากระทาํ นํ้ามูกขน หมายถงึ มี ลมรอ นจากภายนอกมากระทาํ เลือดกาํ เดาไหล มักเกิดจากมีความรอนสะสมทป่ี อดและกระเพาะอาหาร 7) ริมฝปาก (望口唇 วางโขว ฉุน) มามเปดทวารท่ีปาก แสดงถงึ ความสมบูรณทีร่ ิมฝปาก เสนลมปราณมอื และเทาหยางหมงิ เดนิ อยูร อบริมฝปาก ดงั น้นั ความผิดปกติของมา มและกระเพาะอาหารจะสะทอนออกมาทรี่ ิมฝปาก (1) สีของริมฝปาก ริมฝป ากสีแดงชมพเู ปนประกายเปนภาวะปกติ สีแดงซดี แสดงถึงภาวะช่แี ละเลอื ดพรอ ง สแี ดง คลาํ้ และแหง แตกเกิดจากภาวะรอ นแกรง ริมฝป ากสเี ขยี วคล้ําเกดิ จากเลอื ดคงั่ เนอ่ื งจากความเยน็ มากระทํา รมิ ฝป ากสีมว งอมเขียว แสดงถงึ มคี วามรอ นค่ังคางอยภู ายในรางกาย รมิ ฝปากสดี ําคลาํ้ รอบ ๆ บง บอก ถึงชข่ี องไตกําลงั จะหมด (2) ลักษณะของริมฝปาก รมิ ฝปากแหง แตก แสดงถงึ ภาวะความรอ นแหง เผาผลาญนํ้าในรางกาย นํ้าลายไหลยืดควบคุม ไมไ ด มักเกดิ จากมา มพรอ งรวมกับมีความชน้ื มาก หรือมีความรอนสะสมในมา มและกระเพาะอาหาร แผล ในปากเกิดจากความรอ น เสมหะชื้นในมา มและกระเพาะอาหาร มีลักษณะเปนแผน สขี าวเต็มปาก เกิดจาก
128 ศาสตรการแพทยแผนจีนเบ้ืองตน มคี วามรอ นสงู สะสมในหัวใจและมา ม มะเรง็ ของริมฝปากเกดิ จากมเี สมหะรอนค่งั คางสะสมทีร่ ิมฝป าก 8) ฟน และเหงือก (望齿龈 วา งฉอ่ื อนิ๋ ) ฟน เปนสวนเกนิ ของกระดกู และกระดกู สรา งมาจากไต สว นเหงอื กเปนบริเวณที่เสนลมปราณ มือและเทาหยางหมิงผาน ดังนน้ั การดฟู น และเหงือกจะสะทอ นใหเหน็ ถึงความผิดปกตขิ องไต กระเพาะ อาหารและลาํ ไสไ ด โดยเฉพาะอยา งยิง่ การเปลยี่ นแปลงของฟน และเหงือกจะเกี่ยวของกบั ความรอ นมากระทํา ตอ สารน้าํ ของกระเพาะอาหารและอินของไต (1) การดฟู น ฟนสเี หลอื งและดแู หง แสดงถงึ มคี วามรอ นเผาผลาญสารนํ้าในรา งกาย ฟน ทีด่ คู ลายกระดกู ที่ ตายแลว หมายถงึ อนิ ของไตออ นกําลงั การกดั ฟนเวลานอน มกั เกิดจากมีความรอ นสะสมภายใน หรือมี อาหารไมย อยตกคาง (2) การดเู หงอื ก เหงอื กสซี ีด หมายถงึ เลอื ดพรอ ง เหงอื กรนและสีซีด แสดงถงึ อินของกระเพาะอาหารพรอง หรือชข่ี องไตพรอ ง เหงอื กอกั เสบบวมแดง เกดิ จากไฟกระเพาะอาหารลกุ โชน ถามเี ลอื ดออกตามไรฟน ดว ย แสดงถึงไฟจากกระเพาะอาหารกระทาํ ตอ เสนลมปราณลวั่ 9) คอหอย (望咽喉 วา งเอยี นโหว) คอหอยเปนทวารของปอดและกระเพาะอาหาร เปน ทางผานของอาหารและลมหายใจ เสน ลมปราณหวั ใจ ไต ตบั กระเพาะอาหาร และมา ม มที างตดิ ตอกับคอหอยท้ังส้นิ คอหอยที่ปกติจะมลี ักษณะคือ เปนสีชมพูและชมุ ชน้ื รว มกบั การหายใจทปี่ กตแิ ละการกลืนท่ี คลอ งดี คอหอยที่ปวดบวมแดง แสดงถึงมคี วามรอนที่ปอดและกระเพาะอาหาร ตอ มทอนซิลอักเสบ เกดิ จากถูกไฟเผาจนไหมเกรยี มทาํ ใหเ นาเปอ ย เนอื่ งจากมีไฟมากในปอดและกระเพาะอาหาร อาการหลอดลม อกั เสบเร้อื รัง มกั จะมีอาการเจบ็ คอ แตย ังมสี ีชมพูและไมบ วมแดง เกิดจากภาวะรอ นพรอ ง 10) ลาํ คอ (望颈项 วางจงิ่ เซ่ยี ง) เนอื้ งอกบริเวณลําคอทส่ี ามารถเคลื่อนทไ่ี ดต ามการกลนื เกดิ จากชขี่ องตับติดขัด และมี เสมหะค่งั คางสะสม เสน เลือดบริเวณลาํ คอโปง พองเวลานอนราบ เกิดจากหลอดเลอื ดหัวใจมกี ารคั่งของ เลือด หรอื หยางของหวั ใจและไตเสอ่ื มทําใหเกิดภาวะนํ้าดันขึน้ หวั ใจ 11) นวิ้ ชี้ของเดก็ ทารก (小儿食指络脉 เสี่ยวเออ รส อื จือลวั่ มาย) เสนเลือดดําทนี่ ้ิวชข้ี องเดก็ ทารก หมายถึง เสนเลอื ดดาํ ที่อยดู า นขา งดา นฝา มอื ของน้ิวชี้ ซ่ึงเปน แขนงของเสนลมปราณมือไทอินปอด การวนิ จิ ฉัยโดยวธิ ีน้ใี ชก บั เด็กที่อายุนอยกวา 3 ปเ ทา น้ัน เปนการ ทดแทนการจบั ชีพจรในเดก็ เลก็
การตรวจวินจิ ฉัยโรคดวยศาสตรก ารแพทยแผนจีน 129 (1) การแบงสวนของเสน เลอื ดดาํ แบงไดเ ปน 3 สวน ไดแ ก ดา นลม คือ บริเวณขอนวิ้ สว น ตน ดา นชี่ คือ บรเิ วณขอ นิ้วสว นกลาง และดา นชีวติ คือ บริเวณขอนว้ิ สว นปลาย (2) ตวั บงช้ตี อโรค ถา เสนเลือดดําโปง ชดั ถงึ ดานลม แสดงวา เสียช่ีอยรู ะดับตน้ื อาการของ โรคไมรุนแรง ถา เสน เลอื ดดาํ โปงข้ึนมาถึงดานช่ี แสดงวาเสียชเ่ี ขาสรู ะดับจิงลว่ั อาการของโรคคอ นขา งหนัก ถาเสนเลอื ดดาํ โปงข้นึ มาถึงดา นชวี ติ แสดงวาเสยี ชีเ่ ขา สรู ะดบั อวยั วะภายใน อาการของโรคหนักมาก การ พยากรณโ รคไมด ี 1.3 การดสู ารคดั หลัง่ (望分泌物 วางเฟนมอี่ ู) 1) เสมหะ (望痰 วางถาน) เสมหะรอ น มีสีเหลอื งขน เหนยี ว เสมหะเย็น มสี ีขาวใสไมข น เสมหะลม เปนน้าํ มากมฟี อง ปน เสมหะช้นื มสี ขี าว ปริมาณมากขากออกงาย เสมหะแหงเหนียวขากออกยาก เสมหะปนเลอื ด เกิดจาก ความรอ นกระทาํ ตอปอด เสมหะปนเลือดปนหนอง เกิดจากมีฝในปอด 2) นํา้ ลาย (望涎 วา งเสียน) น้าํ ลายใส ๆ ไมข น มักเกิดจากกลมุ อาการพรอง และมคี วามเยน็ มากระทาํ ตอมา มและกระเพาะ อาหาร ถา น้าํ ลายไหลเวลานอนหลบั เกดิ จากชขี่ องมา มพรอง หรอื มีความรอ นในกระเพาะอาหารรว มกบั มปี รสติ ซึ่งมักพบในเด็ก 3) น้าํ มกู (望涕 วา งที)่ น้ํามกู หมายถงึ มีลมและความเย็นมากระทําหากเปนนํ้ามูกขนเหนยี ว แสดงวา เกดิ จากลม รอนมากระทาํ 4) อาเจยี น (望.呕吐物 วางโอว ทอู )ู อาเจยี นแบบเย็น ลักษณะเปน นา้ํ ใส ๆ ไมม ีกล่ินเหมน็ เกิดจากหยางของมา มหรอื ไตพรอ ง หรือความเย็นกระทาํ ตอ กระเพาะอาหาร อาเจียนแบบรอน ลักษณะขนเหนียว กล่ินเหม็นมาก เกิดจากมี ความรอนกระทาํ ตอกระเพาะอาหาร หรือไฟตบั ขมกระเพาะอาหารทาํ ใหชข่ี องกระเพาะอาหารยอนกลับ อาเจียนเปน เลอื ดหรือมีเลือดปน ลกั ษณะเปน เลือดและอาหารท่ีไมยอยเกดิ จากมีความรอ นสะสมในกระเพาะ อาหาร หรอื ไฟตับกระทาํ ตอกระเพาะอาหารหรือมเี ลือดคัง่ 1.4 การดลู นิ้ (望舌 วา งสือ) ส่งิ ท่ีไดจากการดูลนิ้ 1) บอกภาวะของพลงั เจ้งิ ช่ีของรางกาย ล้นิ แดงชมุ ช้นื พอดี-เลือดสมบูรณ ลน้ิ ซดี ขาว-เลือดลมออนแอ ลิน้ มีฝา บางขาว-ช่ขี องกระเพาะ อาหารสมบูรณ ล้ินไมมีฝา -อนิ กระเพาะอาหารเหือดแหง
130 ศาสตรก ารแพทยแผนจีนเบอ้ื งตน 2) บอกชนิดของปจจัยกอ โรค ฝาเหลืองคอื รอ น ฝา เหนยี วมคี วามชนื้ 3) บอกตาํ แหนง และความลึกตนื้ ของโรค ฝา บางโรคอยูต ้ืน ฝา หนาโรคอยูภายใน 4) พยากรณแ ละการดาํ เนนิ โรค ฝา บางเปล่ียนเปนฝาหนาแสดงวา โรคดําเนนิ ไป หากฝา หนาเปล่ียนเปน ฝา บางแสดงวา อาการดขี น้ึ ขอควรระวังในขณะดูลิ้น 1) แสงสวางตองเพียงพอ แสงที่ดที ีส่ ุดควรดูใตแสงจากธรรมชาติ หากใชแสงไฟตองระมดั ระวัง มักทําใหสงั เกตผดิ เพราะแสงไฟอาจทาํ ใหเหน็ ฝาสีเหลอื งเปนสีขาว 2) ทา การตรวจ อาปากกวา ง แลบลิ้นโดยไมตอ งใชแ รงและไมน านเกนิ ไป 3) สีจากภายนอกยอ มตดิ อาจมสี ารบางอยา งทําใหฝา มีสี เชน กาแฟ ลูกอม 4) เวลาและฤดกู าล ตอนเชา ฝาบนล้นิ จะหนามากกวาปกติ เพราะเวย ชี่ตกคา งจากมา มและ กระเพาะอาหาร เนื่องจากไมไ ดทาํ งานเปน เวลานาน ฤดูรอนลนิ้ จะแดง ฝา จะเหลอื งขนึ้ 5) อายุ ผูสูงอายุ ลนิ้ อาจจะซดี มีรอยแตกบนลนิ้ บาง เน่อื งจากเลอื ดลมบกพรอ ง เดก็ ฝา หลุดรอ นไดงาย (ลน้ิ แผนที่) เนื่องจากเวย ช ีย่ งั ไมส มบรู ณ 6) ขนาดของรา งกาย คนอว น อาจมีล้นิ ใหญ ซึ่งสัมพนั ธก ับรา งกายและมกั มสี ซี ดี การดตู วั ลนิ้ การแบงสว นตา ง ๆ ของลิ้น 1) แบง ลิน้ เปน 3 สว นของรา งกาย ไดแ ก สว นปลายลิน้ -รางกายสว นบน สว นกลางลน้ิ - รางกายสว นกลาง สวนโคนล้นิ -รางกายสว นลาง 2) แบง ลน้ิ ออกเปน บริเวณของอวยั วะภายใน ไดแก สวนปลายลิ้น-หัวใจและปอด สวนกลาง ลิน้ -มา มและกระเพาะอาหาร สว นขอบล้นิ -ตับและถงุ นา้ํ ดี สว นโคนลิน้ -ไต การตรวจสว นตา ง ๆ ของล้ิน 1) การมีชีวติ ชีวา เชน ลิน้ หอเห่ียว ลน้ิ มีประกายมนี ้ํามีนวล เปนตน 2) สีของตัวลิ้น เชน สขี าวซีด สีชมพู สแี ดง สแี ดงเขม เปน ตน 3) ลกั ษณะของลน้ิ เชน ลน้ิ ผอมเล็ก ลน้ิ บวมโต ผวิ ลิน้ หยาบหรอื ออนนุม เปน ตน 4) ลักษณะการเคล่อื นไหว เชน ล้ินแขง็ ท่ือ ลนิ้ ออนแรง ลนิ้ ส่นั เปน ตน
การตรวจวินิจฉัยโรคดวยศาสตรการแพทยแผนจนี 131 การดูฝา 1) ดสู ีของฝา เชน สขี าว สเี หลอื ง สเี ทา สดี ํา เปนตน 2) ดูลักษณะฝา เชน ฝา หนาบาง ฝาชุม ช้นื -แหง ฝาเหนียวหรือรอ น เปน ตน การมชี วี ิตชีวา 1) ลนิ้ ที่มชี ีวิตชีวา หมายถงึ ลิน้ ทีม่ ีน้าํ มนี วล มีประกายไมหมองคลา้ํ มสี แี ดงชมพู ซงึ่ บง บอก ถึงสภาวะมีเลอื ดและชด่ี ี ไมม ีการอุดกน้ั และเคลอื่ นไหวคลองแคลว แสดงวา รางกายแข็งแรง 2) ล้ินทไี่ มมีชวี ิตชีวา หมายถงึ ล้ินท่เี หย่ี วแหง ไมม ีประกาย สหี มองคล้ํา เคลื่อนไหวไม คลอ งแคลว แสดงภาวะขาดเลือดและชี่ หรือมกี ารอุดกน้ั สีของตัวลน้ิ 1) ล้นิ สซี ดี หรอื สขี าวซดี หมายถึง สขี องตัวลนิ้ ออ นหรอื จางกวา สีลิ้นปกติ ในรายที่ซีดมากจะ มีสขี าวซีด แสดงวา เลือดมาเลยี้ งนอ ยมาก แสดงถงึ กลุม อาการพรอ ง กลมุ อาการเย็น เลือดและชพี่ รอ ง 2) ลิน้ สีแดง หมายถึง สขี องตวั ล้นิ เขม กวา ล้ินปกติ ลนิ้ จะแดงมากขึน้ เปน สแี ดงสด แสดงถงึ อาการรอ นภายในทําใหช แ่ี ละเลอื ดไหลเวียนมาก แบงเปน รอ นพรองและรอนแกรง 3) ลน้ิ แดงจัด หมายถงึ ล้นิ ทม่ี ีความแดงเขม กวาภาวะล้นิ แดง แสดงถงึ ความรอนไดเ ขาสู ระดับเลอื ด หรือภาวะอนิ พรองจนเกิดไฟ ภาวะเลอื ดอดุ ก้ันรนุ แรง 4) ลน้ิ สมี ว ง หมายถงึ ตวั ลน้ิ มสี ีคลาํ้ ออกเปน แดงมว ง หรอื เขียวอมมว ง แสดงถึงความรอน มาก เลอื ดอุดก้นั ความเยน็ ทาํ ใหเ ลอื ดไมไหลเวยี น มีการอดุ ก้นั 5) ล้ินสีเขยี ว หมายถงึ ตัวลิ้นมสี ีเขยี วเหมอื นล้นิ ของควาย แสดงถึงความเย็นอุดก้ันเน่ืองจาก หยางพรอ ง หรอื มีการคงั่ ของเลอื ด ลกั ษณะของลิ้น 1) ความหยาบ ความนมุ ของผวิ ล้นิ ถา ผวิ ลน้ิ มีพ้นื ผิวหยาบและแข็งเหมือนมแี ผลเลก็ ๆ เรียกวา ผวิ หยาบ แสดงถึงภาวะแกรง ถา ผวิ ลน้ิ มพี น้ื ผิวนุม มักจะอวบมนี าํ้ พ้นื ผิวจะละเอียดเหนียว เรยี กวา ผวิ นุม แสดงถึงภาวะพรอง 2) ลนิ้ อว นใหญ ล้ินทค่ี อ นขางโตกวาปกติ เรยี กวา ลนิ้ ใหญ และล้ินที่โตกวา ปกตมิ าก เมื่อ แลบลิ้นออกมาจะโตคับปาก เรยี กวา ลนิ้ อว นใหญ แสดงถงึ ภาวะหยางพรอ ง น้าํ และความช้นื ตกคา ง ความรอนชื้นสะสมภายใน 3) ลน้ิ บวมโต หมายถึง ลนิ้ ที่มีลกั ษณะบวมโตเต็มปาก แลบลน้ิ ออกไดแตดึงล้ินกลับไมได แสดงถงึ หวั ใจและมามรอ นจดั ถกู สารพษิ
132 ศาสตรการแพทยแผนจนี เบอื้ งตน 4) ล้นิ ผอมเลก็ หมายถึง ตวั ล้ินมขี นาดเลก็ หรือผอมบาง แสดงถึงเลือดและช่พี รอ ง อินพรอ ง ทาํ ใหไฟกําเรบิ 5) ตุมรบั รสบนผวิ ล้ินนูน หมายถึง ลกั ษณะผวิ ลน้ิ มตี ุมเล็ก ๆ หรอื เปนตุมเม็ดปดู ใหเ หน็ ถา นนู มากก็คลายกบั หนาม เมือ่ เอามือลูบดจู ะรสู กึ สาก ๆ มักพบบริเวณขอบล้ินและบรเิ วณปลายล้นิ แสดง ถึงความรอนอุดกนั้ อยูภายในเขา สรู ะดับเลอื ด 6) ลนิ้ มีรอยแตก หมายถงึ ตวั ล้ินมีความไมส ม่ําเสมอ ลกึ ต้ืนไมเทากัน เปนหลมุ เปนบอ เปน รอยขวาง มีรอยยนคลา ยรอยหยกั ของสมอง หรอื ลักษณะตา ง ๆ ทมี่ รี อ ง มีรอยแตกบนลิ้น แสดงถงึ ความรอ นมากทําลายภาวะอนิ ในรา งกายเลือดพรอ ง ขาดความชุมชืน้ มามพรองทําใหความชน้ื สะสม 7) ลิน้ มรี อยหยกั ของฟน หมายถงึ ขอบลิน้ มรี อยกดทบั ของตวั ฟน ทาํ ใหเ ห็นมรี อยหยกั บริเวณ ดานขางของลน้ิ แสดงถงึ มามพรอง ชพี่ รอ ง ความเย็นชน้ื สะสมมาก 8) ลน้ิ ล่นื วาว หมายถึง ตวั ลนิ้ ไมม ฝี า ดูมีลักษณะคลา ยกระจก ผิวล้ินจะวาวล่นื บางครง้ั เรียกวา “ล้ินแผนกระจก” แสดงถึง ชข่ี องกระเพาะอาหารถกู ทําลายอยา งรนุ แรง ขาดอินของกระเพาะ อาหารอยา งมาก 9) ลน้ิ มีปน เลือดหรือมีจุดจา้ํ เลอื ด หมายถงึ ตวั ลิน้ มีจุดเลือดหรอื ปนเลือดขนาดใหญ หรือ เล็กลกั ษณะตาง ๆ จดุ หรอื ปน เลือดท่ีอุดตนั จะมสี มี วง หรือสมี วงดําอยูใ นตัวลนิ้ ไมโผลมาทต่ี ัวผวิ ลนิ้ แสดงถงึ ภาวะเลอื ดอุดกน้ั 10) หลอดเลอื ดใตล้ินหนาหยาบและขยายโต หมายถงึ หลอดเลอื ดดําใตลน้ิ 2 เสนคอ นขา ง โต และขนาดความยาวของหลอด เลอื ดมาก 3/5 ของระยะปลายลนิ้ ถงึ โคนลน้ิ รวมกับมสี ีเขยี วมวง แสดง ถึงชี่ตดิ ขัดมีการคงั่ ของเลือด ลกั ษณะการเคลือ่ นไหวของล้ิน 1) ล้นิ แข็งทอ่ื หมายถงึ ตวั ล้ินแขง็ ท่อื เหมือนแผน กระดาน การเคลอ่ื นไหวไมคลอ งแคลว ทาํ ให การพดู ตดิ ขดั แสดงถึงความรอนทาํ ลายสารนา้ํ หรอื ความรอ นเขาสเู ย่อื หุมหวั ใจ หรือลมตับรว มกบั การมี เสมหะอุดกัน้ หรือโรคหลอดเลือดสมองตบี หรือแตก 2) ลน้ิ ออ นแรง หมายถึง ตวั ลนิ้ ออนปวกเปย ก ออนแอไมมแี รงทีจ่ ะแลบหรอื เคลอ่ื นไหวแสดง ถงึ เลอื ดและชพ่ี รอง หรือความรอ นจดั ทาํ ลายสารอนิ หรือภาวะอนิ พรองรุนแรงโดยเฉพาะอนิ ของตับและไต 3) ลนิ้ สน่ั หมายถึง ตัวลนิ้ ส่นั ระริก ควบคุมใหหยุดน่ิงไมไ ด แสดงถึงเลือดและชี่พรอ ง รอน จดั ทําใหเ กิดลม 4) ล้ินเฉ หมายถงึ เวลาแลบล้ินออกมาก จะเอยี งเฉไปดานขางดานใดดานหนึ่ง ลิ้นไมอ ยใู น แนวกลาง แสดงถึงโรคหลอดเลอื ดทางสมอง หรือภาวะเตือนหรือลางบอกเหตุกอนเกิด ภาวะโรคหลอด
การตรวจวนิ จิ ฉยั โรคดว ยศาสตรก ารแพทยแผนจนี 133 เลอื ดทางสมองตีบ แตกหรือตนั ซ่ึงตามมาดวยอาการของโรคอมั พฤกษ อมั พาต 5) ล้ินแลบ หมายถงึ ตวั ลน้ิ ยนื่ ออกจากปาก เรียกวา ล้ินแลบ หรอื อาการเลนล้นิ แลบตัวล้ิน เขา ออกคลายการเลยี ลิน้ ตลอดเวลา แสดงถึงหัวใจและมามมีความรอ น หรอื เปนลางบอกเหตุจะเกดิ อาการ ชักในเดก็ หรอื เดก็ ปญญาออน 6) ล้นิ หดสนั้ หมายถึง ตัวลิน้ หดร้งั ไมส ามารถแลบออกมาใหย าวได บางคนเรียกวา มวน ล้นิ แสดงถงึ ความเยน็ สะสมทาํ ใหเอ็นหด หรอื เสมหะของเสยี ตกคางภายใน หรอื ความรอนสะสมมาก ทาํ ลายสารนา้ํ มแี นวโนม จะเกดิ อาการชัก หรอื เลอื ดและช่พี รอง สขี องฝาบนลน้ิ 1) ฝาสีขาว หมายถึง ผิวล้ินมีชั้นฝาสีขาวเคลือบ แสดงถึงอาการของโรคท่ีเกิดจากปจจัย ภายนอก โรคที่เกิดจากภาวะความเย็นหรอื ภาวะความรอ น ในบางกรณที ถ่ี ูกมลพษิ จําพวกความชน้ื ที่เขม ขน เขากระทําแลวกอ ตวั สะสมจนเกดิ พิษรอนขนึ้ ภายใน 2) ฝา สเี หลอื ง หมายถงึ ผวิ ลนิ้ มีช้นิ ฝา สเี หลอื งเคลอื บ แสดงถึงอาการของโรคที่เกดิ จากภายใน 3) ฝาสเี ทา หมายถึง ผิวลิน้ มชี นิ้ ฝาสดี าํ จาง ๆ เคลือบ แสดงถงึ อาการโรคจากความรอ น ภายใน หรอื อาการโรคเย็นชืน้ 4) ฝา สีดํา หมายถึง ผวิ ลน้ิ มชี ้ินฝา สดี ําปกคลมุ แสดงถงึ ความรอนสะสมในรา งกายอยางมาก และฝา จะแหง แตก หรือความเย็นสะสมในรางกายถึงจุดสงู สดุ และฝา จะยงั ดชู น้ื ลักษณะของตวั ฝา 1) ฝา หนา-บาง ฝา บาง หมายถงึ สามารถมองทะลจุ ากฝา เหน็ ตวั ลนิ้ ทีอ่ ยดู านลา ง แสดงถงึ โรคทเี่ กดิ จากภายนอก หรือโรคจากภายในแตไมรุนแรง หรอื เปน ระยะแรกของอาการเจบ็ ปวย ฝาหนา หมายถึง มองผา นตวั ฝา ไมสามารถเหน็ ตวั ลน้ิ ได แสดงถงึ โรคจากภายนอกทรี่ ุนแรงรุกสภู ายใน เสมหะ ของเสยี ตกคา ง อาหารหรือความชืน้ สะสมภายใน 2) ความชมุ ชืน้ -ความแหง ของฝา ฝา ชมุ ชืน้ หมายถึง ผวิ ของฝา มคี วามช้นื มีนา้ํ พอเหมาะแสดง ถงึ พบในคนปกติ ถา ปว ยไขก อ็ ยูในภาวะท่ไี มส ญู เสียสารนา้ํ ของรา งกาย ฝา ลื่น หมายถงึ ผวิ ของฝามี ความชน้ื มนี ้ํามากเกินไป แสดงถงึ มีความเยน็ หรอื ความช้นื อยูภายในมาก ฝาแหง หมายถงึ ผวิ ของฝา มีความแหง ถาสัมผสั ดจู ะรสู กึ วาแหงผาก แสดงถงึ ความรอ นมากทําลายสารนาํ้ อนิ ในรา งกายถกู ทําลาย 3) ฝา แผน เตา หู- ฝาเหนียว ฝา แผน เตาหู หมายถึง ลักษณะฝา เปนกอ นเปนเม็ดหลวม ๆ หยาบแตหนา คลายกับผิวล้นิ ปกคลุมดวยแผน เตา หู ถา ขดู ล้ิน ฝาจะทะลุไดง าย แสดงถงึ มีเสมหะของ เสีย อาหารไมย อ ยตกคาง ทาํ ใหภ าวะหยางและความรอนเกนิ ฝา เหนยี ว หมายถงึ ลักษณะกอ นเปน เมด็ ละเอียด เหนยี วตดิ กันแนน ขูดไมอ อกขางบนฝา เหมือนมนี ํ้ามันเหนยี วเปนเมอื กเหลวเคลือบทับอยู แสดง
134 ศาสตรการแพทยแผนจีนเบอ้ื งตน ถงึ มเี สมหะของเสีย อาหารความชืน้ ซงึ่ ของเสยี ความชื้นเหลานี้สะสมนาน เกิดความรอนสะสม และพลัง ของหยางถกู ปด ก้ัน 4) ลิน้ ท่มี ฝี า หลุดลอก ลน้ิ เลยี่ นหรอื ลนิ้ ไมม ีฝา หมายถึง ฝาบนลน้ิ หลดุ ออกหมด ไมม ฝี า บน ลิ้น ทาํ ใหผ ิวลนิ้ วาวเหมอื นกระจก แสดงถึงชแ่ี ละอินของกระเพาะอาหาร ลนิ้ มีฝา หลุดลอกเปน หยอ ม ๆ หมายถึง ฝา บนลน้ิ มีบางสว นหลดุ ลอก บรเิ วณสวนทีห่ ลดุ ลอกจะลืน่ วาว ไมม ฝี า แสดงถึงภาวะของช่ี และอินของกระเพาะอาหารถูกทําลาย 5) ฝาแท- ฝาเทยี ม ฝา แท หมายถงึ ฝา ที่ตดิ แนนกับผวิ ลนิ้ ขดู ออกยาก แสดงวาเปน ฝาทม่ี ี รากฝา ติดกับตัวลน้ิ แสดงถึงพลงั ของกระเพาะอาหารยงั คงดํารงอยู มักเปนภาวะแกรง ฝาเทยี ม หมายถึง ฝา ทไ่ี มจ รงิ คลา ยกบั เกาะลอยอยบู นลนิ้ ขดู ออกงาย เปนฝาท่ไี รราก ฝา ท่ีไมต ดิ กับตัวล้ิน แสดงถงึ มกั เปน ภาวะพรอ ง เชน พลงั ของกระเพาะอาหารพรอ ง 6) การเปลย่ี นแปลงของฝาทางลดและทางเพมิ่ การเปลีย่ นแปลงทางลด หมายถึง ฝาบนลิ้น เปลย่ี นจากหนาเปน บาง เปลย่ี นจากมากเปน นอย เปน การลดปรมิ าณ แสดงถึงพลังพืน้ ฐานของรา งกาย คอย ๆ ฟนคืน โรคกําลงั ถดถอย อาการคอย ๆ ดขี ้นึ การเปลี่ยนแปลงทางเพมิ่ หมายถึง ฝาบนล้ิน เปลีย่ นจากไมม ีฝา เปน มฝี า เปล่ยี นจากมีฝาบางเปน ฝา หนา เปนการเพิ่มปรมิ าณ แสดงถงึ ปจ จัยกอโรค คอนขา งแกรง รกุ รานจากภายนอกสภู ายในรางกาย พยาธิสภาพของลิ้นแบบอนื่ ๆ 1) ลน้ิ ซอน (คลา ยมี 2 ลิ้น) หมายถงึ เนอื่ งจากหลอดเลือดใตล้นิ บวมทาํ ใหดูคลายกับมลี ้นิ เล็ก ๆ อีกอันอยขู า งลา ง แสดงถึงไฟหวั ใจแกรง 2) ลนิ้ มีเลอื ดออก หมายถงึ บนลน้ิ มเี ลือดออก แสดงถงึ ไฟหวั ใจและกระเพาะอาหารรอ น ไฟตบั และมามพรอง ไมอ าจดดู รงั้ ควบคุมเลอื ด 3) ลิน้ เปน หนอง หมายถงึ บนลน้ิ มีหนอง ลิ้นแดงบวม แสดงถึงไฟหวั ใจกาํ เรบิ มามและไต มคี วามรอนสะสม เผาผลาญสารน้ําจะเกดิ แผลหนอง 4) ล้ินเปน แผล (แผลรอ นใน) หมายถึง ลิน้ มีแผลอักเสบเนา เปอยขนาดเลก็ และปวดแสบ แสดงถงึ มพี ษิ รอ นของเสนลมปราณหวั ใจ ภาวะไฟจากอินพรอ งลอยสเู บ้อื งบน 5) ลนิ้ เปนฝ หมายถงึ ตวั ลนิ้ มฝี ส ีมวง มหี อเลอื ดขนาดเทาเมด็ ถ่วั รากลึกแนน รว มกับมี อาการปวดรุนแรง แสดงถงึ ไฟหัวใจและมา มกําเริบเปนพิษ 6) ล้ินมกี อนเนอื้ คลา ยดอกเหด็ หมายถงึ มเี น้ืองอกทีล่ ้นิ ขนาดตา ง ๆ กนั บางก็มกี ารแตก บานคลา ยดอกกะหลํ่า ผวิ นอกอักเสบเนา มอี าการปวดรุนแรง แสดงถงึ หัวใจและมามมีไฟอดุ ก้ัน
การตรวจวินจิ ฉยั โรคดวยศาสตรก ารแพทยแผนจีน 135 2. การฟงเสยี งและการดมกลน่ิ (听诊和闻诊 ทิงเจนิ่ -เหวนิ เจนิ่ ) 2.1 การฟง เสยี ง (听诊 ทิงเจน่ิ ) 1) เสยี งแหบ (1) กลุม แกรง จะเกิดเสียงแหบไมน าน หรอื เกิดเสียงหายแบบฉับพลนั มักมีเหตจุ ากลมเยน็ หรือลมรอ นกระทําตอปอด หรือเกดิ จากทง้ั เย็นและรอ นรวมกนั กระทาํ จนเกดิ เปน เสมหะอดุ ตัน กระทบ ตอชีข่ องปอดกระจายไดไ มดีทําใหเ กิดอาการ (2) กลมุ พรอ ง มกั เปน มานาน เกิดจากอนิ ปอดและไตพรอ ง สง ผลใหเ กิดไฟภายในปอด เผา จนของเหลวในปอดเหือดหาย เสียงจงึ แหบแหง หมายเหตุ กรณตี ะโกน ใชเสยี งมากเกินไป เกดิ จากชแ่ี ละอนิ สญู เสียไปจงึ เกดิ เสียงแหบ 2) การเปลงเสียง (1) กลุมอาการแกรง หรอื กลุมความรอน ลกั ษณะพูดเสียงดังมีพลงั สามารถพดู ไดต อ เนอื่ ง อาจเรมิ่ ตนเสยี งเบาตอ มายง่ิ เสยี งดังขึ้น ผปู ว ยมกั มีรูปรา งแข็งแรง (2) กลมุ อาการพรอ งหรือกลุม ความเยน็ ลักษณะพดู เสยี งเบา เหมือนไมมแี รงพดู หรอื พูดขาด ๆ หยดุ ๆ ผูปว ยมกั มรี ูปรา งผายผอม ออนแอ 3) ลักษณะการพดู (1) ล้ินแข็งพูดไมชัด เกิดจากเสมหะและลมบดบังทวารสมอง หรือมีลมเสมหะอุดก้ันเสน ลมปราณบริเวณคอ (2) พูดไมร เู รื่อง เสนิ หวั ใจสับสน เปนมากสตเิ ลอะเลอื น พูดจาเพอ เจอ เสยี งดงั แสดงใหร วู า มีความรอ นรบกวนเสินหวั ใจ พบไดใ นกลมุ เวนิ ปง (温病) (3) พดู ซํ้าซาก รวมกบั รสู ึกตวั ไมด ี พดู หยดุ ๆ หาย ๆ เสยี งเบา เกิดจากช่ีของหวั ใจสญู เสีย จัดเปน กลมุ อาการพรอ ง (4) พดู กับตวั เอง บนพมึ พาํ ไมห ยดุ แตพ อมีคนมากจ็ ะหยุดพูด เกิดจากชห่ี ัวใจไมพ อ 4) เสียงหอบ (1) กลมุ อาการแกรง จะกาํ เรบิ เฉยี บพลัน เสยี งหายใจดังหยาบ หายใจออกเร็วตอ งยืดทรวงอก ชว ย ตาจะดูถลน รูปรา งใหญโต ชพี จรแกรง มแี รง เกิดจากปอดรอน หรอื มีเสมหะตกคา งทปี่ อด (2) กลมุ อาการพรอ ง กําเริบไมรนุ แรง เสยี งหอบจะเบาเปนเสียงต่าํ ๆ มีทาทางลนลาน หวาดกลัว หายใจไมตอ เนื่อง ผา ยผอม ชพี จรไมม ีแรง เกดิ จากชี่ของปอดและไตพรอ ง (3) หอบหืด มีลกั ษณะหายใจกระชนั้ เร็ว เสยี งดงั ขาด ๆ หาย ๆ มีเสียงเสมหะดังในลาํ คอ อาการกําเริบไมแนนอน มักเกิดจากพนื้ ฐานมเี สมหะ นาํ้ ที่ตกคา งในปอด เมือ่ ถกู ความเยน็ หรือความรอน
136 ศาสตรก ารแพทยแผนจีนเบอ้ื งตน จากภายนอกมากระทาํ ซาํ้ เติม ทําใหช ี่ของปอดไมสามารถกระจายออก จึงมอี าการกําเริบข้นึ นอกจากนหี้ ากอาศัยในบริเวณที่มีความชน้ื มาก หรอื ทานอาหารดบิ ๆ สกุ ๆ หรอื ดม่ื นาํ้ เยน็ จัด อาหารจาํ พวกเย็นก็จะทาํ ใหมีเสมหะ นาํ้ ท่ีตกคางในปอดขน้ึ 5) เสยี งไอ (1) ไอเสยี งหนกั ๆ เหมือนมเี สมหะอดุ ตันหรือมีมาก เกิดจากความเย็นชื้น เสมหะใสและมี มาก ขากออกงาย หรอื ไอเสียงหนกั ๆ พดู เสียงตํ่า ๆ หนัก ๆ ไมก ังวาน มีเสมหะขาว คัดจมกู เกิดจาก ความเยน็ ภายนอก (2) ไอเสียงใสกงั วาน เกดิ จากความแหง มเี สมหะนอ ย ไอแหง ๆ เกดิ จากความรอ น มเี สมหะ นอ ย และเหนยี วขาดออกยาก (3) ไอตดิ ตอเปน ชว ง ๆ เกดิ จากลม (4) ไอไมม ีแรง เปนเสียงต่ํา ๆ ไอมีฟองน้ําลาย มักเกดิ จากปอดพรอง (5) ไอบอยในเวลากลางคืน เกดิ จากไตพรอ ง ไอบอยในเวลากลางวนั เกดิ จากมา มพรอง 6) เสียงอาเจยี น (1) กลมุ อาการพรอง อาเจียนไมด งั พน ออกมาไมมแี รง มกั เปน นํา้ ลายหรือเสมหะใส ๆ (2) กลุมอาการแกรง อาเจยี นดัง พนออกมารุนแรง มีเสมหะสเี หลือง หรอื เปน นํ้ารสขมเปรย้ี ว 7) เสียงสะอกึ เสียงสะอกึ เกิดจากกระเพาะอาหารถูกความเยน็ หรอื รอ นกระทํา ทาํ ใหส ะอกึ เสยี งดงั หากพบ ในผปู ว ยเรอ้ื รัง หรือคนปว ยอมั พฤกษมานาน บงบอกถงึ การพยากรณโรคทไ่ี มด ี ชขี่ องกระเพาะอาหาร (เวย ช )ี่ กาํ ลังจะหมดหรือสูญไป 2.2 การดมกล่นิ (闻诊 เหวินเจ่นิ ) 1) กลิ่นปาก ลกั ษณะบูดเปรยี้ ว เกิดจากช่ขี องมา มพรอง อาหารไมยอย ลกั ษณะเหม็น เกิด จากมีความรอนทก่ี ระเพาะอาหาร 2) กลิ่นเหงอ่ื หากมีกลน่ิ เหม็นคาว เกดิ จากความรอนช้นื สะสมท่ีผวิ หนงั 3) กลน่ิ ในจมูก มนี ํา้ มูกขนไหลไมห ยุด เกดิ จากไซนสั (โพรงจมกู ) อกั เสบ 4) กลิ่นเหมน็ จากลาํ ตัว อาจเกิดจากแผลเนาเปอยบนรางกาย 5) อจุ จาระ ลกั ษณะกลนิ่ เหมน็ มาก เกดิ จากความรอนภายใน และลกั ษณะกลนิ่ คาว เกดิ จาก ความเย็นภายใน หมายเหตุ ใชก ารดแู ละการถามรว มในการตรวจดว ยกล่นิ ในหองผูป ว ย หากผูปว ยไมไ ดม แี ผล เปอ ยบนรา งกาย แตใ นหอ งมกี ลิ่นเหมน็ เนา แสดงถึงความรนุ แรงของโรคทีห่ นัก กล่นิ แอมโมเนียคลาย
การตรวจวินจิ ฉัยโรคดว ยศาสตรการแพทยแผนจนี 137 กล่นิ ปส สาวะ พบในผปู ว ยโรคไต มอี าการบวมในระยะสดุ ทาย และกลิน่ แอปเปล เนา พบในผูปว ยเบาหวาน และมอี าการหนัก 3. การถาม (问诊 เวิ่นเจน่ิ ) การถามประวัตทิ างการแพทยจนี แตโบราณ มีการจดั กลมุ คําถามซ่ึงควรถามผปู วยหรอื ญาติ ไว 10 หัวขอ ดงั นี้ 1. รอนและเยน็ (หนาวและไข) 2. เหงื่อ 3. ศีรษะและลําตัว 4. ปส สาวะและอจุ จาระ 5. อาหารการกินและรสชาติ 6. ทรวงอก 7. การนอนหลับและการไดยนิ 8. ความกระหายนาํ้ 9. ประวัติเกี่ยวกับการปว ย 10. สาเหตแุ หง การเจบ็ ปว ย นอกจากน้ี ในสตรีควรถามประวัตปิ ระจาํ เดือน และในเดก็ ควรถามประวัตกิ ารออกผน่ื เชน สุกใส หรอื หดั เปน ตน การซักถามประวตั ติ า ง ๆ เหลา นต้ี องทาํ ดวยความสภุ าพ นมุ นวล และรอบคอบ ความ ไวว างใจระหวา งแพทยแ ละผปู ว ยเปน สงิ่ จําเปน ทจ่ี ะทาํ ใหแ พทยร ับรูสภาวะของโรคไดอ ยา งถกู ตอ งชดั เจน 3.1 รอนและเย็น อาการเย็น หมายรวมถงึ อาการกลวั หนาว และอาการหนาว สว นอาการรอ น หมายรวมถึง อาการรอนจดั (ไขสงู ) อาการรอ นเปน เวลา (ไขเ ปนพัก ๆ) และอาการรอ นนอย ๆ (ไขต ํ่า) อาการกลัวหนาว หรอื รูสกึ หนาวสั่นทีไ่ มบรรเทาดว ยการรบั ความอบอนุ (ผิงไฟ) หรอื การหมผา มักจะเปน กลมุ อาการแกรงจากความเย็นภายนอกกระทาํ สว นอาการหนาวท่บี รรเทาไดดวยการรับความอบอนุ หรอื การหม ผา มักจะเปนกลุมอาการพรอ งจากโรคภายในที่มผี ลกระทบตอ หยาง (ภาวะหยางพรอ ง) อาการรอ นจดั คือ การทอ่ี ณุ หภูมิของรา งกายสูงขึน้ มากผิดปกติ มกั เปน กลุมอาการแกรง สว น อาการรอ นนอย ๆ ในตอนบายมกั บง ถึงกลมุ อาการพรอง รอนและเยน็ ทพี่ บบอ ยในทางคลนิ กิ 4 ประเภท ไดแ ก 1) อาการกลวั หนาวและมไี ข (เกิดรว มกนั ) มักเกิดจากกลมุ อาการภายนอก แบง ออกเปน (1) กลุม อาการเยน็ ภายนอก จะกลวั หนาวอยา งมาก แตไ ขไ มรนุ แรง (2) กลุมอาการรอ นภายนอก จะมีอาการไขเดน แตอาการกลัวหนาวไมมาก (3) กลุม ลมภายนอกกระทาํ ตอ ไทห ยาง จะมีไขไ มม าก กลวั ลม และเหงอื่ ออกเอง (จดั เปน กลมุ อาการภายนอกพรอง คอื เวย ช พี่ รอง)
138 ศาสตรก ารแพทยแผนจีนเบอ้ื งตน 2) อาการหนาวอยา งเดียว (หนาวโดยไมม ไี ข) มักเปน กลุมอาการเยน็ ภายใน แบงออกเปน (1) อาการหนาวจากโรคภายใน เจ็บปว ยเรือ้ รงั หรือภาวะหยางพรอ ง จดั เปนกลมุ อาการพรอง (2) อาการหนาวจากการรุกรานของความเยน็ ภายนอก กระทําตอ อวัยวะภายใน เชน กระเพาะ อาหารและลําไส จดั เปน กลุมอาการแกรง 3) อาการรอ นอยางเดยี ว (ไขโดยไมห นาว) พบไดใ นกลมุ อาการรอ นภายใน แบงไดด ังนี้ (1) รอ นจดั (ไขส ูง) โดยท่ัวไปไขจ ะสูงมากกวา 39 องศาเซลเซยี ส และจะมอี าการกลวั รอน รวมกบั ใบหนา แดง กระหายน้าํ อยากดืม่ นํา้ เย็น เหงือ่ ออกมาก ชีพจรใหญแ ละแรง (มี 4 มาก) อาจเกดิ จากการตอสูก ันระหวางเจิง้ ชี่ (正气) และเสยี ช่ี (邪气) หรอื อาจเกิดจากภาวะหยางแกรง ทําใหเ กิดรอน (2) รอ นเปนเวลา มักจะเปน ไขเ วลาบา ย เกิดไดจ าก 3 สาเหตุ คอื - ภาวะอินพรอง จะมีอาการโหนกแกม แดง เหงอื่ ออกเวลากลางคนื - ภาวะรอ นช้นื ตวั จะไมร อ นมากตอ งแตะนาน ๆ ถึงจะรสู ึกรอ น มกั มีไขเ วลาบา ย รว มกบั อาการหนกั ศีรษะและรางกาย รสู กึ อดึ อดั ทรวงอก ลน้ิ มีฝา เหนียว - ภาวะรอ นเปนเวลาของหยางหมิง อณุ หภูมขิ องรา งกายจะสงู ขนึ้ เวลาบาย โดยเฉพาะ อยางย่ิงเวลาพระอาทิตยต ก รวมกบั อาการทองอืด และทองผูก (3) รอนนอย ๆ เปนเวลานาน เกิดจากภาวะอินหรือเลือดพรอง หรือเกิดจากภาวะหยางช่ี พรอง (แตในบางกรณภี าวะชี่พรอง อาจทําใหไ ขสงู รวมกบั การหายใจสั้น เหง่อื ออกเอง และออ นเพลยี ได) 4) รอ นสลับหนาว (เดยี๋ วรอ นเดยี๋ วหนาว) พบไดใ น (1) กลุมอาการกํ้ากึ่งนอกในของเสาหยาง จะมไี ขไ มเปน เวลาแนนอนรวมกบั รูสึกขมปาก คอแหง วิงเวยี น อึดอดั ไมส บายบริเวณทรวงอกและชายโครง (2) มาเลเรีย จะเริ่มมอี าการสัน่ แตต วั เยน็ ตามมาดวยไขส ูง และมกั มเี วลาจับไขแ นนอนทกุ วนั หรอื วนั เวนวัน หรือวันเวน สองวนั รวมกับอาการปวดศรี ษะรนุ แรง กระหายนา้ํ เหง่ือออกมาก ขณะ ไมม อี าการผูปว ยจะรสู ึกเหมือนเปน ปกติ 3.2 เหงือ่ ความผิดปกตขิ องเหงื่อ เชน เหงอื่ ออกมากหรอื นอย เกิดไดจ ากท้ังการรกุ รานของเสยี ช่ี (邪 气) ภายนอก และจากกลมุ อาการภายใน สามารถใชล ักษณะเหงือ่ ชว ยในการจําแนกโรคไดดงั นี้ 1) กลุม อาการภายนอก (1) ไมมีเหงื่อ เมื่อมอี าการกลวั หนาวรนุ แรง ไขไ มมาก คอแขง็ เกรง็ ปวดศีรษะ ชีพจรลอย และตึง โดยไมมเี หง่ือ บงบอกภาวะกลุม อาการ (เย็น) แกรงภายนอก (2) มีเหง่ือ เมื่อมีไข กลัวลม ชีพจรลอย เชื่องชา และมีเหง่ือ บงบอกภาวะกลุมอาการพรอง
การตรวจวนิ ิจฉัยโรคดวยศาสตรก ารแพทยแผนจีน 139 ภายนอก เมอ่ื มีไขส งู กลวั หนาวเพียงเลก็ นอ ย ปวดศรี ษะ เจ็บคอ ชีพจรลอย เรว็ และมเี หงื่อ บงบอก ภาวะรอ นพรองภายนอก 2) กลุม อาการภายใน (1) จ้ือฮน่ั (自汗) เหงอ่ื ออกมากเวลากลางวนั โดยเฉพาะเมือ่ ใชกาํ ลงั มอี าการหนาว ออ นเพลยี ไมกระฉบั กระเฉง บง บอกกลุม อาการหยางชพ่ี รอ ง (2) เตาฮ่นั (盗汗) เหงอ่ื ออกเวลากลางคนื (เวลากลางวนั หรอื เวลาตน่ื มกั ไมม ีเหงอื่ ) รว มกบั รอนเปนเวลา โหนกแกมแดง รอนท้ังหา (ฝา มือ ฝาเทา และอก) บงบอกภาวะอินพรอง (3) ตาฮน่ั (大汗) เปนไดท้ังกลมุ อาการแกรง หรือพรองแกรง เหงอื่ ออกไมห ยุด หนา แดง กระหายนํา้ อยากรบั ประทานนํา้ เยน็ ชีพจรแรงใหญ บง บอกภาวะรอ นแกรงภายใน อาจเกิดจากการ รกุ รานของเสยี ชอี่ ืน่ แปรสภาพเปน ความรอน หรอื จากการท่ีลมรอ นรกุ รานเขา สูภายใน หรือกลุม อาการ พรอ งเยน็ เหงอ่ื ออกเปนหยด สหี นา ซดี ขาว มือเทาเยน็ ชพี จรจมเล็กออ น พบในผปู ว ยอาการหนัก จดั เปน ภาวะหยางดบั (4) จ้ันฮนั่ (战汗) มีอาการหนาวสน่ั ฉบั พลัน ทุรนทรุ าย จากน้นั จะมีเหง่ือออกทั่วรา งกาย มักเกิดจากความเยน็ กระทาํ พบไดในกลุมซานหานปง (伤寒病) เชน ไทฟอยด อาการนี้เกิดจากการ ตอสูกนั ของเจง้ิ ชแ่ี ละเสยี ชี่ ถา เหงอ่ื ออกไขล ดการหายใจสมํา่ เสมอ ชีพจรชา บงบอกวาเสยี ชล่ี ดทอนลง รา งกายกําลงั ฟน ตัว แนวโนมดี แตห ากเหง่ือออกแตไ ขไ มล ด กระสับกระสา ย อาการของโรคไมด ีข้ึน ชพี จร เบาเรว็ จ๋ี บงบอกวา เสยี ชไ่ี มลดลง อาการหนกั 3) เหงอ่ื ออกเฉพาะท่ี (1) เหงื่อออกทห่ี นาผาก (ศีรษะและใบหนา ) มักเกดิ จากความรอนในซางเจยี ว (上焦) หรือ ความรอ นช้นื ในจงเจียว (中 焦) ขนึ้ สูเ บ้อื งบนหรอื พบในผูปวยอาการหนัก ในกลุมความรอ นสะสมใน ซางเจียว จะมีอาการหนาแดง กระหายนา้ํ กระสบั กระสา ย ปลายลนิ้ แดง ลิ้นมีฝา บางสเี หลือง ชีพจรเรว็ ในกลมุ ความรอ นชนื้ สะสมในจงเจยี ว จะมีความรสู กึ ปวดศีรษะหนัก ๆ ปวดอดึ อัดเหมือนมอี ะไรพันรอบ มีอาการตัวรอ นทต่ี องสัมผสั นาน ๆ จึงจะรสู กึ รอ น แนนหนา อก ล้นิ มีฝาสเี หลอื งเหนยี ว ในกลุมผปู วยหนกั เหง่อื ท่ีหนา ผากจะเปน มัน มือเทา เย็น หายใจรวยริน หยางใกลดบั (2) เหง่ือออกครึ่งตัว อาจเปนคร่งึ ซกี ซา ย-ขวา หรอื คร่ึงทอนบน-ลาง ในขณะท่อี ีกครึ่งรางกาย จะไมมเี หง่อื ออก มักพบในโรคอมั พฤกษ อมั พาต และทางเดนิ เสนลมปราณผิดปกติอุดตัน (3) เหงื่อออกเฉพาะฝามอื ฝา เทา เหง่ือมักออกในเวลาบา ยถงึ กลางคืน เกิดจากความรอ นชนื้ ในจงเจยี ว หรือกลุมอาการพรองภายใน หากชีข่ องหวั ใจพรอ งมกั มีเหง่ือออกทฝ่ี า มือ หากอนิ ของไตพรอ ง มักมีเหงือ่ ออกที่ฝาเทา
140 ศาสตรก ารแพทยแผนจนี เบื้องตน 3.3 ศีรษะและลําตวั 1) ปวดศีรษะ (1) จําแนกตามเสน ลมปราณ - เสน ลมปราณหยางหมิง ปวดสวนหนา ผากและโหนกคว้ิ - เสน ลมปราณไทห ยาง ปวดดานหลังศรี ษะ สวนทายทอยและตนคอ - เสนลมปราณเสา หยาง ปวดดานขางศรี ษะ บริเวณขมับและหู - เสน ลมปราณจฺเหวียอิน ปวดสว นยอดของศีรษะ อาจมีอาการบรเิ วณตาดวย - เสนลมปราณเสา อนิ ปวดราวไปถึงฟน กาํ เรบิ ในเวลากลางคนื สงบในเวลากลางวัน - เสน ลมปราณไทอนิ ปวดหนัก ๆ เวยี น ๆ มีอาการทอ งเสยี รว มดว ย (2) จาํ แนกตามสาเหตุ - จากเหตุภายนอก มกั เปนเฉียบพลัน รุนแรง ตอ เนื่อง เปนกลมุ อาการแกรง จากสาเหตุ ภายนอก แบง เปน * ปวดตน คอ กําเรบิ เม่ือถกู ลมเยน็ มไี ขและกลวั หนาวรว มดวย เกดิ จากลมเยน็ กระทํา * ปวดพองโตทงั้ ศีรษะเหมอื นจะระเบดิ ออก หนา ตาแดง กาํ เริบเม่อื ถูกลมรอ น มีไขแ ละกลัว รอนรว มดว ย เกิดจากลมรอ นกระทบ * ปวดหนกั ศรี ษะเหมอื นถกู พนั รูส กึ หนักและเมือ่ ยลําตวั -แขนขา อดึ อัดทรวงอก และเบ่ือ อาหาร เกดิ จากลมชื้นกระทาํ - จากเหตภุ ายใน มกั คอยเปน คอ ยไป ปวดไมรุนแรง ปวดเปนชว ง ๆ เด๋ียวปวดเด๋ยี วหาย เปนกลุมอาการพรอ งจากสาเหตภุ ายใน แบง เปน * ปวดศรี ษะตอเนอ่ื ง รว มกับวงิ เวียน ออนเปล้ียเพลยี แรง จอ้ื ฮน่ั ชพี จรออ นแรง กาํ เรบิ มากข้นึ เมื่อใชก าํ ลัง พบในภาวะช่ีพรอง * ปวดศีรษะแบบโลง ๆ วาง ๆ รวมกับอาการปวดเอวเขา ออน พบในภาวะจิงของไตพรอง * ปวดศีรษะกําเริบในเวลาบา ย ใจสน่ั วงิ เวียน สหี นาและริมฝป ากซีดขาว เกดิ ความราํ คาญ รอ นท่ีฝามือฝาเทา ชีพจรเบาออนหรือเบาเร็ว พบในภาวะเลือดพรอง * ปวดศีรษะพองโต วิงเวยี น กาํ เรบิ เม่ือโมโห เกิดความรําคาญ นอนไมหลบั ชีพจรตึง พบ ในภาวะหยางของตับแกรง * ปวดแนนศีรษะ รสู ึกหนกั เหมอื นถกู พนั วงิ เวยี น อาจมคี ลนื่ ไสอาเจียน แนนกระเพาะ อาหารดว ย พบในภาวะเสมหะและความชน้ื * ปวดเหมอื นเข็มแทง ปวดไมเ คลื่อนท่ี อาจมีประวตั ิอุบตั ิเหตรุ วมดวย พบในภาวะเลือดคั่ง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218