Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ศาสตร์การแพทย์แผนจีนเบื้องต้น

ศาสตร์การแพทย์แผนจีนเบื้องต้น

Published by E-book Bang SAOTHONG Distric Public library, 2019-10-17 04:23:35

Description: ศาสตร์การแพทย์แผนจีนเบื้องต้น

Search

Read the Text Version

ทฤษฎรี ะบบเสนลมปราณ 91 ไปจนถงึ บริเวณใตต า เสน ลมปราณชงเชอ่ื มโยงสัมพันธกับเสน ลมปราณหลักทงั้ 12 เสน จงึ ไดรับสมญา วา ‘ทะเลแหงสบิ สองเสน ลมปราณหลัก (十二经之海 สอื เออ รจ ิงจือไห) ’หรืออีกนัยหน่ึงคือ‘ทะเล แหง เลือด (血海 เซฺวียไห)’ 4) เสน ลมปราณไต (带脉 ไตม า ย) เสนลมปราณไต มีจุดเริ่มบริเวณใตชายโครงแลวไหลเวียนตามขวางรอบเอวคลายเข็มขัด จงึ ทําหนาทร่ี อยรัดเสน ลมปราณท่ีผา นตามแนวยาวของลาํ ตวั เขาไวด ว ยกัน 5) เสน ลมปราณอนิ เหวย (阴维脉 อนิ เหวยมา ย) เสน ลมปราณอนิ เหวย เร่มิ ตน จากหนาแขง ดานใน ผานข้นึ ไปยังทอง เช่ือมตอกับเสนเทาไท อินมาม เสนลมปราณเญ่ิน และเช่ือมโยงกับเสนลมปราณอินท้ังหมด ทําหนาที่ควบคุมและกํากับการ ไหลเวียนช่ี ของรางกายสวนใน เมื่อรวมกับเสนลมปราณหยางเหวย จึงทําหนาที่ควบคุมและปรับการ ไหลเวียนของช่ีในเสนลมปราณอินและหยางทั้งหมด หรืออีกนัยหน่ึงคือ ชี่ของรางกายสวนในและสวน นอก ใหอ ยใู นภาวะสมดลุ และสอดคลอ งสมั พันธก นั 6) เสน ลมปราณหยางเหวย (阳维脉 หยางเหวยมา ย) เรม่ิ ตน จากสน เทาดานนอก ผา นขน้ึ ไปตามเสนเทาเสาหยางถุงนํ้าดี ผานลําตัวดานขาง ไปที่ หนาผาก แลววกไปส้ินสุดท่ีทายทอย เขาบรรจบกับเสนลมปราณตู เสนลมปราณหยางเหวยเช่ือมโยงกับ เสนลมปราณหยางท้ังหมด ทําหนาท่ีควบคุมและกํากับการไหลเวียนชี่ ของรางกายสวนนอก เมื่อรวมกับ เสนลมปราณอินเหวย จึงทําหนาท่ีควบคุมและปรับการไหลเวียนของช่ีในเสนลมปราณอินและหยาง ท้ังหมด หรืออีกนัยหนึ่งคือ ช่ีของรางกายสวนในและสวนนอก ใหอยูในภาวะสมดุลและสอดคลอง สัมพันธกัน 7) เสน ลมปราณอินเชียว (阴跷脉 อนิ เชยี วมา ย) เสนลมปราณอินเชียว เร่ิมจากฝาเทาดานใน ผานข้ึนตามขาดานใน อวัยวะเพศ หนาทอง อก ลําคอดานหนา โหนกแกม ไปส้ินสุดท่ีหัวตา เขาบรรจบกับเสนลมปราณหยางเชียวเสนลมปราณอิน เชียวและหยางเชียว รวมกนั ทาํ หนา ทปี่ รับประสานสมดุลการเคลอื่ นไหว โดยเฉพาะรางกายกับรยางคลาง 8) เสน ลมปราณหยางเชียว (阳跷脉 หยางเชยี วมา ย) เสนลมปราณหยางเชียว เร่ิมจากสนเทา ผานตาตุมนอกขึ้นไปตามขาดานนอก ลําตัวและ คอดานขา ง มมุ ปาก เขาบรรจบกบั เสนลมปราณอนิ เชยี วทีห่ วั ตา แลว ผา นตอ ขา มไปหลังศรี ษะ เขาบรรจบ กับเสนเทา เสาหยางถุงน้าํ ดี เสน ลมปราณหยางเชียวและอนิ เชียว รวมกันทําหนาท่ีปรับประสานสมดุลการ เคลื่อนไหว โดยเฉพาะรา งกายกบั รยางคลาง

92 ศาสตรการแพทยแผนจนี เบอ้ื งตน 3. หนาทข่ี องระบบเสน ลมปราณ 3.1 เปนทางไหลเวียนของเลือดและชี่ ไปหลอ เลีย้ งทุกสวนของรา งกายอยางเปน ระบบ 3.2 ควบคุมและปรับสมดลุ การไหลเวยี นของเลอื ดและช่ี 3.3 เช่อื มโยงเนอ้ื เยือ่ และอวยั วะทกุ สว นของรา งกาย ทงั้ ภายนอกและภายใน ต้นื และลกึ บนและลาง ซายและขวา ใหทาํ งานสอดคลองสมั พันธกัน 3.4 เปนระบบติดตอระหวางรางกายกับสิ่งแวดลอม ปรับการทํางานของรางกายใหเหมาะสม กบั การเปลีย่ นแปลงของสง่ิ แวดลอม รวมท้งั ปกปองรางกายจากเหตุแหง โรคทมี่ ากระทาํ ตอ รา งกาย 3.5 เปนชอ งทางในการรักษาความผดิ ปกติของอวยั วะตาง ๆ ในรา งกาย 4. การประยกุ ตใชท ฤษฏเี สน ลมปราณทางคลินกิ 4.1 ใชอธบิ ายสรรี วทิ ยาและการเปล่ียนแปลงทางพยาธิวทิ ยา ทฤษฎีเสนลมปราณ ใชอธิบายความสัมพันธการทํางานของอวัยวะตาง ๆ ท้ังในภาวะปกติ และในภาวะขาดสมดุล ซงึ่ สามารถใชอธบิ ายถึงการเปล่ียนแปลงของอวัยวะอื่น เม่ือเกิดความผิดปกติกับ อวัยวะหนึง่ เสนลมปราณเปนชองทางใหสาเหตุของโรค จากภายนอกรุกรานเขาสูภายในรางกาย โดยเฉพาะเมอื่ ระบบการปกปอ งรา งกายของระบบเสนลมปราณบกพรอ ง เสนลมปราณชวยสะทอนอาการและอาการแสดงของความผิดปกติ ของอวัยวะภายในสู ภายนอก จึงชวยในการวินิจฉัยความผิดปกติของอวัยวะ หรือตําแหนงของการเกิดโรค เชน ความ ผิดปกติของหัวใจจะมีอาการแสดงออกมาตามแนวเสนลมปราณหัวใจ หรือท่ีล้ินซึ่งเปนทวารของหัวใจ เปนตน เสนลมปราณชวยสะทอนลักษณะของพยาธิสภาพ จึงชวยในการวินิจฉัยแยกโรค เชน การมี แผลที่ล้ินบงบอกวามีไฟหัวใจมากเกินไป การท่ีผิวหนังมีสีคล้ําบงบอกถึงการไหลเวียนของเลือดและช่ี ติดขัด ผวิ หนงั ซีดขาวบง บอกถึงการไดรับผลกระทบจากความเย็น เปน ตน 4.2 การประยกุ ตใ ชใ นการรักษาโรค เสนลมปราณเปนชองทางในการรักษาโรคของอวัยวะภายใน โดยอาศัยจุดบนเสนลมปราณที่ สมั พันธก ับอวัยวะน้ัน หรอื จุดบนเสนลมปราณทีม่ ีวิถกี ารไหลเวยี นผานไปยังอวัยวะที่ผดิ ปกติ เสนลมปราณใชพ ิจารณาในการเลอื กและกาํ หนดวธิ ใี นการรกั ษาโรค เชน เมือ่ พบวาชีข่ อง อวยั วะบกพรอง ควรใชก ารฝงเขม็ กระตนุ แบบเสริมบํารงุ หรือการรมยา บนจุดท่ีเปน จุดเสรมิ บาํ รงุ ของ

ทฤษฎรี ะบบเสนลมปราณ 93 อวัยวะนั้น หรือเม่ือวินิจฉัยวามีเลือดและชี่แกรงแตการไหลเวียนติดขัด ทําใหเกิดอาการปวด ควรใชการ ฝงเขม็ กระตุน แบบระบาย หรอื ปลอ ยเลือด หรือครอบถวย ท่ีจุดท่ีใชในการระบายของตําแหนงที่เกิดโรค เปน ตน 5. ความรเู บ้อื งตน เกย่ี วกับจดุ ฝง เข็ม จดุ ฝงเขม็ (输穴 ซเู ซวฺ ีย) คอื ตาํ แหนงบนรางกายท่เี ลือดและชีจ่ ากอวยั วะภายในไหลเวยี น มาเพิม่ เติมและกระจายออก โดยอาศยั การทํางานของระบบเสน ลมปราณ ในทางเวชปฏิบัติ จดุ ฝงเขม็ หมายถงึ จดุ ที่ใชแ ทงเข็มหรอื กระตนุ ดวยวิธกี ารตาง ๆ เพอ่ื การรกั ษาโรค จุดฝงเข็มสว นใหญเ รียงรายอยบู นเสน ลมปราณตน 14 เสน ซึง่ อยูลกึ ระดับใตผวิ หนงั หรอื เอ็นและกลา มเนื้อ จุดฝง เข็มมีตาํ แหนงแนนอน ซงึ่ สามารถใชแทงเขม็ ไดอยา งปลอดภยั การกระตุน จดุ ฝง เข็มดวยวิธกี ารท่เี หมาะสม สามารถใชในการรกั ษาโรค บรรเทาอาการผดิ ปกติ เสริมสรา งสุขภาพ เสริม ภมู คิ ุมกนั โรค และปรับสมดุลการทาํ งานของรางกายไดอ ยา งนา อศั จรรย อนง่ึ เพ่ือความกระชับของเนื้อหา ที่จะกลาวตอ ไปในบทนี้ จะใชคําวา ‘จดุ ’ แทนคาํ วา ‘จุด ฝง เข็ม’ ยกเวน ในสวนท่เี ปนหัวขอ และในสว นท่ีอาจเขาใจสับสนคลาดเคล่อื น จงึ จะใชค าํ วา จดุ ฝง เขม็ เพอ่ื แสดงความชัดเจน 5.1 ประเภทของจดุ ฝง เขม็ จดุ ฝงเข็ม แบง เปน 3 ประเภท ไดแก 1) จุดฝง เข็มในระบบ 2) จดุ ฝง เขม็ นอกระบบ และ 3) จดุ กดเจบ็ 1) จดุ ฝง เข็มในระบบ (经穴 จงิ เสฺวีย) จุดฝงเข็มในระบบ หรอื ‘จดุ ในระบบ’ หรอื ‘จดุ ในเสน ลมปราณ’ หรือ ‘จดุ ในเสน’ หรือ ‘จดุ ใน 14 เสน ’ หมายถงึ จดุ ฝงเข็มท่ีอยูบนเสนจงิ 14 เสน ไดแ ก จดุ บนเสนลมปราณหลัก 12 เสน จํานวน 309 จุด (309 คู ถา นับทัง้ ซา ยและขวา) และจุดบนเสน ลมปราณพิเศษกลางลําตัว 2 เสน คอื เสน ลมปราณตแู ละเสนลมปราณเญ่ิน จาํ นวน 52 จุด รวมทั้งสน้ิ 361 จดุ (รวมทั้งหมดในรางกาย เทากับ 670 จุด) จดุ ในระบบเปนจุดท่ีมีช่อื และมีตําแหนง บนรางกายทแ่ี นนอน ตามเสนทางของเสนจงิ ท่สี งั กัดอยู จุดฝง เขม็ ชดุ นี้ใชเปน จุดหลกั ในการฝงเขม็ และรมยา 2) จดุ ฝง เข็มนอกระบบ (奇穴 ฉีเสฺวีย) จุดฝงเข็มนอกระบบ หรอื ‘จุดนอกระบบ’ หรอื ‘จุดนอกเสนลมปราณ’ หรอื ‘จดุ นอก เสน ’ สว นใหญน ยิ มเรยี กวา ‘จุดพิเศษ’ หมายถงึ จดุ ทมี่ ชี อ่ื และมีตําแหนง บนรางกายทแ่ี นนอน แตไมไ ด

94 ศาสตรการแพทยแผนจนี เบ้อื งตน รบั การจดั ใหเ ปน จุดในระบบ เนื่องจากจดุ พิเศษสวนใหญมีตาํ แหนงอยนู อกแนวเสนจิง 14 เสน แมวา บางจุดจะอยใู นแนวเสนจงิ แตเขา ใจวาอาจเปนจุดท่ีพบเพมิ่ เติมมาภายหลงั เชน จดุ อน้ิ ถัง (印堂, EX- HN3) ซงึ่ อยใู นแนวเสน ลมปราณตู เปน ตน จดุ ฝงเข็มนอกระบบเปน จุดที่มีสรรพคณุ ในการรักษาเฉพาะโรค สามารถเลือกใชเพยี งจุด เดยี วเฉพาะโรคท่ตี อ งการรักษา หรือนํามาใชรวมกบั จดุ ในระบบเพือ่ เสริมการรักษากไ็ ด จดุ นอกระบบมี กระจายอยูท วั่ รา งกายโดยไดรบั การจดั แบงกลุมและมีรหสั สากลตามตาํ แหนง ทางกายวภิ าค ไดแ ก ศรี ษะ และคอ (EX-HN) หลัง (EX-B) อกและทอ ง (EX-CA) รยางคบ น (EX-UE) และรยางคลา ง (EX- LE) รวมประมาณ 48 จุด และมีจดุ นอกระบบอกี จํานวนหนึ่งทีย่ งั ไมมรี หสั 3) จดุ กดเจ็บ หรอื จุดอาษอ้ื (阿是穴 อาษอื้ เสวฺ ยี ) อาษอื้ (阿是) แปลวา เออใช หรอื ถูกแลว หรอื ใชเลย จดุ อาษอ้ื เปน จุดที่ไมมชี ่อื และไม มีตําแหนงบนรา งกายท่ีแนนอน การหาจุดอาษอ้ื อาศัยการคลาํ และกดหาไปตามตาํ แหนง ทผี่ ูปวยบอกเลา หรือตามแนวเสนลมปราณท่ีเกี่ยวขอ งสมั พนั ธก บั โรค จุดอาษ้ือจะกดเจ็บกวา ปกติเมื่อใชแรงกดเทา กัน จงึ มักเรียกวา จุดกดเจบ็ หรอื อาจพบมีลกั ษณะของผิวหนงั แตกตา งจากปกติ ในทางปฏบิ ัตจิ ุดอาษอ้ื มักใช เพื่อการรกั ษากลุมอาการปวดตา ง ๆ 5.2 สรรพคณุ ในการรกั ษาโรคของจดุ ฝงเข็ม 1) สรรพคณุ รกั ษาโรครอบจุดฝง เข็ม หรอื รกั ษาโรคใกล หมายถึง จดุ ฝงเขม็ สามารถใช รักษาโรคท่อี ยูในตําแหนงของจดุ ฝง เขม็ รวมถงึ เน้อื เยอ่ื และอวยั วะที่อยบู ริเวณรอบจดุ ฝง เข็ม 2) สรรพคณุ รักษาโรคหางไกลจดุ ฝงเข็ม หรอื รกั ษาโรคไกล หมายถึง จุดฝงเข็มสามารถใช รักษาโรคของเนอื้ เยอื่ และอวัยวะท่อี ยูห างไกลจดุ ฝง เข็มได โดยอาศยั แนวครอบคลุมของเสน ลมปราณท่ี สัมพันธกับจุดฝง เข็มและรอยโรค 3) สรรพคณุ พิเศษ ไดแ ก สรรพคุณสองดา น และ สรรพคุณเฉพาะโรค (1) สรรพคุณสองดาน หมายถงึ จุดฝง เขม็ จดุ เดยี วกนั สามารถใชร ักษาโรคทม่ี ีอาการมาก เกนิ ไป หรือนอยเกินไปได เชน จดุ เทียนซู (天 枢 , ST25) มีสรรพคุณรักษาไดท งั้ อาการทอ งผูกและ ทองเสีย จุดเนยก วาน (内关, PC6) มีสรรพคณุ รกั ษาไดทัง้ ภาวะหวั ใจเตนเร็วหรือชาเกินไป (2) สรรพคุณเฉพาะโรค หมายถงึ จดุ ฝง เข็มบางจุด นอกจากมีสรรพคณุ ทว่ั ไป ตามหลกั ของทฤษฎีเสน ลมปราณแลว ยงั มีสรรพคณุ เดน ในการรกั ษาอาการบางอยา งไดเปน พิเศษอกี ดว ย เชน จุดตา จยุ (大椎, GV14) มสี รรพคณุ ลดไขส ูงไดดี จดุ จอื๋ อนิ (至阴, BL67) มสี รรพคุณรักษาทารกในครรภ อยผู ิดทา

ทฤษฎีระบบเสนลมปราณ 95 5.3 จุดฝง เข็มเฉพาะ จดุ ฝง เข็มเฉพาะ หมายถึง จดุ ฝง เข็มในระบบท่มี ีคุณสมบัตพิ ิเศษ หรอื สรรพคุณเฉพาะ แตกตาง จากจุดอื่นในเสนจิงเดียวกัน และเปน จดุ ที่ใชบ อยในทางคลนิ กิ จุดฝงเขม็ เฉพาะแบงเปน 10 กลุม ไดแ ก 1) จุดซูทง้ั หา (五输穴 อซู เู สฺวยี ) จุดซูทั้งหา เปนกลุมจุดในลมปราณหลัก โดยแตละเสนมีจุดซู 5 จุด เรียงรายเปนลําดับ จากปลายนว้ิ ถงึ ขอ ศอกหรือเขา ทง้ั 12 เสน รวมท้ังสิ้น 60 จุด จุดอูซูเทียบเคียงดุจดังสายน้ํา เร่ิมจากตา น้าํ ไหลรวมสะสมเปน สายน้ําลงสูทะเล ไดแก จุดจิ่ง (井) ดุจดังตาน้ํา จุดหรง (荣) ดุจดังน้ําพุ จุดซู (输) ดุจดังลําธาร จุดจิง (经) ดุจดังแมนํ้า และ จุดเหอ (合) ดุจดังทะเล จุดซูซูท้ังหามีสรรพคุณในการ รกั ษาโรคตา งกนั 2) จุดเหอลา ง (下合穴 เซย่ี เหอเสฺวีย) จุดเหอลา ง หมายถึง จุดฝง เขม็ 6 จดุ ที่อยูบนเสนลมปราณหยางของขา 3 เสน เปนจุดท่ีชี่ ของอวัยวะกลวงทั้งหกไหลเวียนมาบรรจบรวมอยู จึงเปนจุดท่ีใชรักษาโรคท่ีเกี่ยวของกับความผิดปกติ ของอวัยวะกลวง 3) จดุ เหวียน (原穴 เหวยี นเสวฺ ยี ) จุดเหวยี น คอื จดุ ท่ชี ป่ี ฐมภูมิ หรือ เหวียนช่ี (原气) จากอวยั วะภายในไหลเวยี นมาสะสม อยู เสน ลมปราณหลกั 12 เสน มีจุดเหวียน เสนละ 1 จุด มีตาํ แหนงอยูใกลขอ มือและขอเทา จุดเหวยี น ของเสน ลมปราณอนิ เปนจุดเดียวกับจุดซ-ู ลําธารของจุดอซู ู จดุ เหวยี นของเสน ลมปราณหยาง อยูเ หนือจุด ซู-ลาํ ธารขึน้ มา 1 จดุ จดุ เหวียนมักเปนจุดที่สะทอนอาการผิดปกติของอวัยวะภายในที่เสน ลมปราณหลักสังกัด อยู ในทางคลนิ กิ จดุ เหวยี นชว ยในการวนิ จิ ฉัยโรคและใชรกั ษาโรคของอวยั วะภายในตน สงั กดั 4) จดุ ล่ัว (络穴 ลั่วเสฺวยี ) จุดลั่ว คือ จดุ ท่เี สน ลวั่ แยกออกมาเพือ่ ไปเชอื่ มโยงกบั เสน ลมปราณหลกั ท่เี ปนคูสมั พันธ และ ไปเสรมิ การหลอ เลย้ี งพืน้ ทีต่ ามแนวไหลเวยี นของเสนลมปราณหลักตน สงั กัด เสนลมปราณหลกั 12 เสน มีจุดลว่ั เสน ละ 1 จุด อยูปลายตอ ศอกและเขา บนลําตวั มีจุดลวั่ 3 จดุ ดา นหลงั อยบู นเสนลมปราณตู 1 จุด ดา นหนาอยบู นเสน ลมปราณเญ่ิน 1 จดุ และดา นขางเปน จุดล่ัวใหญข องเสน ลมปราณมาม 1 จดุ รวม ทง้ั ส้ิน 15 จดุ

96 ศาสตรก ารแพทยแผนจีนเบ้อื งตน จดุ ล่ัวที่อยูบนแขนและขามีเสน ลว่ั แยกไปเชอื่ มโยงกับเสนลมปราณหลกั คูสัมพันธ จงึ ใช รกั ษาโรคไดท งั้ สองเสนลมปราณหลักที่สมั พันธก ัน จดุ ลัว่ ของลมปราณเสนตูใชรักษาโรคของหลัง จดุ ลวั่ ของเสน ลมปราณเญิน่ ใชรกั ษาโรคของทอ ง จุดล่ัวใหญข องเสน มา มที่ดา นขา งลาํ ตัวใชร กั ษาโรคของชายโครง และหนา อก และสามารถใชรกั ษาโรคขอ ตา ง ๆ ได 5) จุดซี (郗穴 ซเี สวฺ ยี ) ซี (郗 Xi) แปลวา รองหรอื ชอง จดุ ซเี ปนจุดทีเ่ ลือดและช่ีจากเสน ลมปราณไหลเวียนมา สะสมรวบรวมอยู จดุ ซมี ีตําแหนงอยบู นแขนและขารวมท้ังสิน้ 16 จุด เปนจุดซขี องเสนลมปราณหลัก 12 เสน เสนละ 1 จุด และของเสน ลมปราณพิเศษ อนิ เชียว หยางเชยี ว อินเหวย และหยางเหวย เสนละ 1 จุด 6) จดุ เช่อื มโยงเสน ลมปราณพเิ ศษทง้ั แปด (八脉交会 ปามา ยเจยี วหยุ ) จุดเชอื่ มโยงเสนพเิ ศษทง้ั แปด หมายถงึ จดุ ฝง เข็ม 8 จดุ ซ่งึ เปน จดุ ของเสน ลมปราณหลกั ท่สี ามารถเชื่อมโยงไปถงึ เสน ลมปราณพเิ ศษหรือเสน ลมปราณวิสามญั ทั้ง 8 เสน มตี ําแหนงอยูบนแขน และขา แบงเปน 4 คู ตามความครอบคลุมของสรรพคุณ ไดแ ก (1) จดุ เนย กวาน (内关, PC6) ของเสน เย่อื หมุ หวั ใจเชือ่ มโยงกบั เสนอินเหวย และจดุ กง ซุน (公孙, SP4) ของเสนมา มเช่ือมโยงกบั เสนชง สองจดุ นีค้ รอบคลมุ การรกั ษาโรคบรเิ วณทรวงอก หัวใจ และกระเพาะอาหาร (2) จุดไวกวาน (外关, TE5) ของเสน ซันเจยี วเชือ่ มโยงกับเสนหยางเวย และ จดุ จูห ลินชี่ (足 临 泣, GB41) ของเสน ถงุ นา้ํ ดีเช่ือมโยงกบั เสนไต สองจดุ น้ีครอบคลุมการรักษาโรคบรเิ วณหางตา หลังใบหู แกม และไหล (3) จุดโฮว ซี (后溪, SI3) ของเสน ลําไสเลก็ เชอื่ มโยงกบั เสนตู และจดุ เซินมาย (申脉, BL62) ของเสน กระเพาะปสสาวะเชอ่ื มโยงกับเสน หยางเชยี ว สองจุดนค้ี รอบคลมุ การรกั ษาโรคบรเิ วณหัว ตา ทายทอย ใบหู ไหลแ ละหลงั (4) จุดเลย่ี เชวฺ ยี (列缺, LU7) ของเสน ปอดเช่อื มโยงกับเสน เญน่ิ และจุดเจาไห (照海, KI6) ของเสน ไตเชื่อมโยงกับเสน อินเชยี ว สองจดุ น้คี รอบคลมุ การรักษาโรคของระบบหายใจ ไดแ ก ปอด หลอดลม และกระบังลม จดุ เชือ่ มโยงเสนพเิ ศษ 8 จดุ มีความสําคัญและใชป ระโยชนไ ดหลากหลาย การใชจ ุดทง้ั แปด สามารถพจิ ารณาใชได 2 กรณี ไดแ ก การเลือกใชจดุ เดีย่ ว และการเลอื กใชจุดคู

ทฤษฎีระบบเสน ลมปราณ 97 การเลือกใชจดุ เดย่ี ว มีขอ บงชี้ในการรักษาโรคทีเ่ ก่ยี วขอ งกับเสนพิเศษเสน นั้น เชน จุดโฮวซี (SI3) ใชร กั ษาโรคทเี่ กี่ยวของกบั เสนตู จุดกงซุน (SP4) ใชร กั ษาโรคที่เกีย่ วขอ งกบั เสนชง การเลือกใชจ ดุ คู ดังทก่ี ลาวมาแลว ซึง่ มีจุดหน่ึงอยูทป่ี ลายแขน และอีกจดุ หน่ึงอยูท ่ีปลาย ขา สามารถใชร กั ษาโรค ไดก วางขวางตามสวนของรา งกายทค่ี รอบคลุมถงึ ตารางที่ 6-2 จดุ เช่ือมโยงเสน พเิ ศษท้งั แปด และสรรพคณุ จุดเชอื่ มโยง เสน หลัก ตนสงั กัด เสนพิเศษ สรรพคณุ รกั ษาโรค ทรวงอก หวั ใจ กระเพาะอาหาร เนย กวาน (PC6) เสนมอื จเฺ หวยี อนิ เยื่อหุม หวั ใจ เสน อินเหวย กงซนุ (SP4) ปอด คอหอย กระบงั ลม เล่ียเชวฺ ยี (LU7) เสนเทาไทอนิ มา ม เสนชง หัวตา หู ทา ยทอย คอ ไหล หลัง เจาไห (KI6) โฮวซี (SI3) เสน มือไทอินปอด เสนเญิ่น หางตา แกม หลงั หู ไหล เซินมาย (BL62) ไวก วาน (TE5) เสน เทาเสาอนิ ไต เสนอนิ เชียว จูหลนิ ช่ี (GB41) เสนมอื ไทหยางลําไสเลก็ เสนตู เสน เทา ไทหยางกระเพาะปส สาวะ เสนหยางเชียว เสน มอื เสา หยางซานเจียว เสนหยางเหวย เสน เทาเสา หยางถุงนา้ํ ดี เสนไต 7) จดุ อทิ ธิพลทัง้ แปด (八会穴 ปาหยุ เสวฺ ยี ) จุดอิทธิพลท้ังแปด หมายถึง จุดฝงเข็ม 8 จุด ที่สารจําเปนจากอวัยวะทั้งแปด ไดแก อวัยวะตัน อวัยวะกลวง ชี่ เลือด เสนเลือด กระดูก ไขกระดูก และเสนเอ็น มาบรรจบรวมอยู ในทาง คลนิ ิก จดุ อิทธพิ ลทั้งแปดนําไปใชร ักษาโรคท่ีเก่ียวของกับอวัยวะ หรือเนอื้ เยอื่ ทจี่ ดุ นน้ั มีอิทธิพลอยู 8) จดุ ซูหลัง หรอื จุดซอู วัยวะหลงั (背俞穴 เปย ซเู สวฺ ีย) จุดซูหลัง หรือ จุดซูอวัยวะหลัง เปนจุดดานหลังลําตัวท่ีชี่ของสิบสองอวัยวะภายใน ไหลเวียนมาบรรจบเพ่ิมเติม จุดซูหลังเปนจุดบนเสนลมปราณเทาไทหยางกระเพาะปสสาวะเสนแรก ซ่ึง อยูเรียงเปนเสนขนานสองขางหางจากเสนกึ่งกลางกระดูกสันหลังขางละ 1.5 ชุน จุดซูของหลังมีขางละ 12 จุดเทา กับจาํ นวนอวัยวะภายในท่ีเปน ตน สังกัดของเสนลมปราณหลัก จุดซูหลังใชรักษาโรคของอวัยวะภายในโดยเฉพาะโรคของอวัยวะตัน เชน จุดเฟยซู (肺 俞) ใชรกั ษาโรคของปอด เปน ตน นอกจากนี้จุดซหู ลังยงั ใชรักษาโรคของอวัยวะรับสัมผัสที่เปนทวารของ

98 ศาสตรการแพทยแผนจีนเบือ้ งตน อวัยวะน้ันไดอีกดวย เชน จุดกานซู (肝俞, BL18) ใชรักษาโรคตาซึ่งเปนทวารของตับ จุดเซิ่นซู (肾俞, BL23) ใชรกั ษาโรคหซู งึ่ เปน ทวารของไต เปนตน ในทางคลินิกจุดซูหลงั มักใชรวมกับจดุ มู 9) จดุ มู หรือ จดุ มอู วัยวะหนา (幕穴 มูเสฺวยี ) จุดมู หรือ จุดมูอวัยวะหนาเปนจุดบนหนาอกและทองที่ช่ีของสิบสองอวัยวะภายใน ไหลเวียนมาบรรจบเพิ่มเติม จุดมูมี 12 จุด เปนจุดเดี่ยว 6 จุดอยูบนเสนลมปราณเญ่ินกึ่งกลางลําตัว ดา นหนา และจดุ คขู างซายและขา งขวาบนเสน ลมปราณหลักทีผ่ านทางดานหนาของลาํ ตวั ขางละ 6 จดุ จดุ มูใชร ักษาโรคของอวัยวะภายในโดยเฉพาะโรคของอวัยะกลวง เชน จุดจงหวาน (中脘, CV12) ใชร ักษาโรคของกระเพาะอาหาร จุดเทยี นซู (天枢, ST25) ใชร ักษาโรคของลาํ ไสใ หญ เปน ตน การใชจุดซูหลังรวมกับจุดมู หรือเรียกอยางรวบรัดวา‘จุดซู-มู’หมายถึง การใชจุดของ อวัยวะเดียวกันทั้งดานหลังคือจุดซูและดานหนาคือจุดมูรวมกัน มีเปาหมายเพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพการ รักษาโรคใหไดผลดีย่ิงขึ้น เชน ใชจุดเวยซู (胃俞, BL21) รวมกับ จุดจงหวาน (中脘, CV12) เพิ่ม ประสทิ ธภิ าพในการรักษาโรคของกระเพาะอาหาร เปน ตน 10) จุดตดั (交会穴 เจยี วปาหยุ ) จดุ ตัด หมายถงึ จุดฝงเขม็ ทีม่ เี สนลมปราณต้งั แต 2 เสน ข้ึนไปมาตัดผา นกนั ทําใหจ ดุ ตัดมี คณุ สมบัตริ กั ษาโรคของทกุ เสนลมปราณท่มี าตัดผาน จุดตดั มีจํานวนมากกวา 90 จดุ สวนใหญอยูบน ลําตวั แตละจดุ มสี รรพคุณแตกตางกันตามตาํ แหนงและเสนลมปราณท่ตี ัดผานกัน เชน จดุ ซานอินเจยี ว (三阴交, SP6) เปน จดุ ตัดของเสน ลมปราณอนิ เทาสามเสน จึงสามารถใชร ักษาไดทงั้ โรคของเสนมา ม เสนตับและเสน ไต

สาเหตุของโรค 99 บทที่ 7 สาเหตขุ องโรค สาเหตุของโรค สาเหตุของโรค คือ สาเหตุหรือภาวะท่ีทําใหรางกายเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยา ทาํ ใหเกิดโรค สาเหตขุ องโรคมีหลายชนดิ เชน ลมฟาอากาศ ความผดิ ปกติทางอารมณ โรคระบาด การ รับประทานอาหารไมถกู ตอ งเหมาะสม การตรากตราํ ทํางานมากหรอื นอยเกนิ ไป การบาดเจ็บ แมลงสตั ว กัดตอย เสมหะและของเหลวคง่ั เลอื ดค่งั เปน ตน ทฤษฎีสาเหตขุ องโรค เปนการศกึ ษารายละเอยี ดของสาเหตุของโรคทางดา นคุณลกั ษณะ จดุ เดน ในการทาํ ใหเ กิดโรค และอาการทางคลนิ ิกที่เกิดขึน้ ในยคุ ราชวงศส ยุ ค.ศ. 610 จกั รพรรดเิ ฉาเหวียนฟาง (巢元方) มพี ระราชโองการใหเ ขยี น ตํารา จูปง เหวียนโฮวลนุ (诸病源候论) เปนตําราเกีย่ วกับทฤษฎีสาเหตขุ องโรคและทฤษฎพี ยาธกิ ําเนดิ ของโรค เปน หนังสอื 50 เลม แบง เปน 67 บท 1,720 หัวขอ ตอ มาในยคุ ราชวงศซง ค.ศ. 1174 เฉิน เอยี๋ น (陈言) ไดแ ตง ตาํ รา ซานอนิ จ๋ี-ปง เจิ้งฟางลนุ (三因极一病证方论) เปนตําราเกี่ยวกบั ทฤษฎี สาเหตุของโรค การศึกษาสาเหตขุ องโรคทางการแพทยแผนจนี การศกึ ษาสาเหตุของโรคทางการแพทยแผนจนี มีลกั ษณะพิเศษ ดังน้ี 1. แนวคดิ มนุษยก ับสิง่ แวดลอ ม มนุษยเปน สว นหน่ึงของธรรมชาติสิ่งแวดลอ ม และมีความสัมพันธก นั อยางใกลช ดิ รา งกาย มนษุ ยป ระกอบดวยอวยั วะและเนื้อเย่อื ตาง ๆ ทาํ งานเชื่อมโยงกัน การแพทยแผนจนี ไดใชแ นวคิดมนษุ ย กบั ส่งิ แวดลอมมาศึกษาสาเหตุของโรคในการทาํ ใหเ กิดโรคและการดาํ เนินเปลยี่ นแปลงของโรค เชน ตับมี ความสมั พนั ธกับลม อารมณโกรธ รสเปร้ยี ว เอ็น นยั นตา และถงุ นาํ้ ดี โดยลม อารมณโกรธ อาหารรส เปร้ียวจดั เปนสาเหตุทําใหเ กิดความผิดปกติทต่ี ับ ความผดิ ปกติของตับมผี ลกระทบถงึ อวยั วะและเนอื้ เยอ่ื ทเ่ี ก่ยี วของคอื เอ็น นยั นตา และถงุ นํ้าดี 2. การวนิ จิ ฉัยแยกกลุม อาการเพือ่ หาสาเหตขุ องโรค การวินิจฉยั แยกกลุมอาการเพื่อหาสาเหตุของโรค คือ การนาํ อาการและอาการแสดงของ

100 ศาสตรการแพทยแผนจนี เบ้ืองตน ผูปวยมาวิเคราะหห าสาเหตุของโรค เชน อาการคันเปลี่ยนท่ีไปมา ไมมีตาํ แหนงแนนอน เหมือนลมท่ีมี คุณลกั ษณะพัดเคลือ่ นท่ีไปมา เพราะฉะนน้ั สาเหตขุ องอาการคนั จงึ นาจะเกดิ จากลม การรักษาดว ยยาขับ ลมจงึ จะทาํ ใหอาการคันหายไป สาเหตขุ องโรคทําใหร า งกายทํางานผิดปกตกิ ลายเปน ผลของโรค ผลของโรคอาจกลายเปน สาเหตขุ องโรคอีกโรคหน่งึ กไ็ ด เชน ความเย็นมากระทบรา งกายเขา สูร ะบบเลือด ทาํ ใหเลือดคง่ั ไมไหลเวยี น ถา เลือดคง่ั ในมดลกู จะกลายเปน สาเหตุของโรค ทําใหม อี าการปวดทอ งนอ ย ระดมู านอ ย ระดูสคี ลา้ํ เปน กอน เปนตน ปจจยั จากลมฟาอากาศทง้ั หกทําใหเกิดโรค (外感六淫 ไวก านลิว่ อิ๋น) ลม ความเย็น ความรอ นอบอาว ความช้นื ความแหง และไฟ เปน ลมฟาอากาศ 6 ชนิด ที่ เปน การเปลีย่ นแปลงปกตติ ามฤดกู าล เรียกวา ลมฟา อากาศทั้งหก ปกติลมฟาอากาศท้งั หกไมม ีอนั ตราย ตอมนุษย มนุษยจะเรยี นรูการเปลย่ี นแปลงของธรรมชาติ แลว ปรับตัวใหเขา กับธรรมชาติและการเปลย่ี นแปลง ลมฟาอากาศ มนุษยจึงจะดาํ เนนิ ชีวิตอยูไดต ามปกติ การเปล่ียนแปลงของลมฟาอากาศตามฤดูกาลมีกฎเกณฑแนนอนและมีขีดจาํ กัด ถาลมฟา อากาศมกี ารเปลี่ยนแปลงทผ่ี ิดปกติ เชน เปลยี่ นแปลงเพม่ิ ข้นึ หรอื ลดลงมากเกินไป เปลี่ยนแปลงฉับพลัน หรอื เปลย่ี นแปลงไมถ กู ตองตามฤดกู าล รา งกายมนุษยไ มส ามารถปรบั ตวั รับการเปลี่ยนแปลงที่ผดิ ปกติ จงึ เกิดความเจบ็ ปวย หรอื ลมฟา อากาศมกี ารเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ แตร างกายออนแอไมสามารถ ปรับตัวรบั การเปลย่ี นแปลงกท็ าํ ใหเกดิ โรคเชน กัน ท้ังสองกรณีนีล้ มฟาอากาศท้ังหกจะกลายเปนสาเหตขุ อง โรคจากภายนอกท้ังหก 1. โรคท่ีเกิดจากปจจัยจากภายนอกทั้งหก โรคทเี่ กิดจากปจ จยั จากภายนอกท้งั หกมคี ุณลักษณะพเิ ศษ ดังน้ี 1) การเกดิ โรคมคี วามสมั พันธกับฤดกู าล สาเหตขุ องโรคจากภายนอกทั้งหก มาจากการเปลี่ยนแปลงทผี่ ิดปกตขิ องลมฟา อากาศท้ัง หก มนษุ ยจ ึงมักจะเจ็บปวยดว ยโรคตามลมฟาอากาศของฤดูกาล เชน - ฤดูใบไมผ ลมิ กั มีลมแรง จึงมกั เกิดโรคจากลม - ฤดูรอนมกั เปนโรคท่เี กิดจากความรอ นอบอาว - ปลายฤดูรอนมักเปน โรคทเ่ี กิดจากความช้ืน

สาเหตขุ องโรค 101 - ฤดูใบไมร วงมกั เปนโรคท่ีเกดิ จากความแหง - ฤดูหนาวมกั เปนโรคท่เี กดิ จากความเย็น เหลานี้เปน กฎเกณฑทัว่ ไปแตไ มแนเสมอไป ข้นึ กบั ความแข็งแรงมภี ูมติ า นทานโรคของรางกาย และชนดิ ของสาเหตทุ ม่ี ากระทบรางกาย 2) การเกิดโรคมีความสัมพนั ธก ับสง่ิ แวดลอ ม สภาพแวดลอมของทอี่ ยูอาศัยหรอื สภาพท่ที าํ งานอาจเปน สาเหตุกอโรค เชน - ถาอาศยั อยูใ นท่ีชืน้ แฉะเปน เวลานาน มีโอกาสเปน โรคทเ่ี กดิ จากความช้ืน - ถา ทํางานในท่ีมีอณุ หภูมิสงู มักเปนโรคที่เกิดจากความรอนอบอา ว ความรอ นแหงหรอื ไฟ - ถาอยใู นท่แี หง แลง มกั เปน โรคท่ีเกดิ จากความแหงแลง 3) โรคอาจเกิดจากสาเหตุเดียวหรือหลายสาเหตรุ ว มกัน โรคอาจเกิดจากสาเหตุเดียวหรอื หลายสาเหตุรว มกัน เชน อาการทอ งเดินอาจเกิดจากถกู ความเย็นกระทบเพยี งอยางเดยี ว หรอื จากความรอ นรว มกบั ความช้ืน ไขห วดั เกิดจากลมและความเย็น ปวดขอเกดิ จากลม ความเยน็ และความชืน้ เปนตน 4) สาเหตขุ องโรคจากภายนอกทัง้ หก สาเหตขุ องโรคจากภายนอกทง้ั หกในระหวางการดําเนนิ โรคสามารถมผี ลกระทบซงึ่ กันและกนั และมกี ารเปล่ยี นแปลงคุณลักษณะได เชน ความเย็นสะสมคั่งในรางกายเปลย่ี นเปนความรอ น ความรอน และความช้ืนอยใู นรา งกายเปนเวลานานอาจเปลยี่ นเปน ความแหง สาเหตุของโรคจากภายนอกทกุ ชนิดสามารถเปลย่ี นเปน ไฟ 5) สาเหตุของโรคจากภายนอกมกั ลุกลามจากสว นนอกเขา มาทสี่ ว นในของรา งกาย สาเหตุของโรคจากภายนอกท้งั หก มักจะผานเขา สูร างกายโดยจะผา นผวิ หนงั ปาก หรือจมูก เขา สเู สน ลมปราณแลว ไปทาํ ใหเกดิ ความผดิ ปกตขิ องอวยั วะและสมดุลอนิ -หยาง จึงมักเกดิ กลุม อาการ สว นนอกของรา งกาย (表证 เปย วเจ้ิง) กอน แลวจงึ เกิดกลมุ อาการสวนในของรา งกาย (里证 หล่เี จง้ิ ) ตามมาภายหลงั ยกเวน ถาสาเหตุของโรคตรงเขา รกุ รานที่สวนในของรางกาย กจ็ ะมแี ตกลุมอาการสว นใน ของรางกาย โรคท่เี กิดจากสาเหตภุ ายนอก (外感病 ไวก านปง ) มักเปน กลมุ อาการเกนิ (实证 สอื เจง้ิ ) ลม ความเยน็ ความชื้น ความแหง และไฟ เปนสาเหตขุ องโรคที่มาจากสิง่ แวดลอม และ อาจเกิดจากความผิดปกติของอวัยวะภายใน หรือความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือดและลมปราณ เรียกวา สาเหตุของโรคกอตัวจากภายใน (内伤五邪 เนยซางอูเสีย) ทาํ ใหเกิดโรคจากสาเหตุภายใน (内伤杂病 เนยซางจา ปง) มักเปนกลุมอาการพรอ ง (虚证 ซวฺ เี จงิ้ ) หรอื พรอ งผสมเกิน (虚实加杂

102 ศาสตรการแพทยแผนจนี เบ้อื งตน ซฺวีสอื เจียจา) และมแี ตก ลุมอาการสว นในของรางกาย สาเหตขุ องโรคชนดิ เดียวกนั ไมวา จะมาจากภายนอก หรือเกดิ ขนึ้ จากภายในรางกาย จะมอี าการและอาการแสดงเหมอื นกัน แตกลไกการเกดิ โรคตางกนั 2. คณุ สมบัตแิ ละการเกดิ โรคของปจจัยภายนอกทง้ั หก 1) ลมภายนอก (风邪 เฟงเสยี ) ลม เปน ลมฟาอากาศหลักของฤดใู บไมผ ลิ ในฤดูใบไมผ ลมิ ักมลี มพดั จดั ทําใหโ รคทม่ี ีสาเหตุ จากลมจงึ พบบอ ยในฤดใู บไมผ ลิ แตก ็พบไดในฤดอู นื่ คณุ สมบตั ิของลมและการเกิดโรค (1) ลมมลี ักษณะเบาลอยขน้ึ ลมเปนหยาง มลี กั ษณะเบาลอยกระจายข้ึนบน ลอยออกไป ภายนอก ลมจงึ มกั กระทําทส่ี ว นบนและสว นนอกของรางกาย ปอดเปน อวยั วะภายในทอ่ี ยบู นสดุ จงึ ถกู ลม มากระทบไดง าย ดังนี้ - ถาปอดถกู กระทบทาํ ใหล มปราณปอดไมแ ผกระจาย จะมอี าการคดั จมกู นา้ํ มูกไหล คนั คอ ไอ - ถา ลมกระทบศีรษะและใบหนา จะมีอาการเวียนศรี ษะ ปวดศีรษะ คอแขง็ ใบหนา ชาปวด ปากเบีย้ ว - ถา ลมกระทบสว นนอกของรางกาย จะเกิดกลุมอาการสว นนอกของรางกาย เชน กลวั ลม มีไข ลมมลี กั ษณะโลง กระจาย ถา ลมมากระทบผิวหนงั และทําใหช อ งใตผวิ หนงั และรูเหงอื่ เปด มีอาการ กลัวลม มเี หงื่อออก (2) ลมเปลี่ยนแปลงไปมารวดเรว็ ไมแ นน อน มาเร็วไปเรว็ จึงเกิดโรคเฉยี บพลัน ตําแหนง โรคเปลีย่ นแปลงไปเร่ือย ๆ - โรคลมพษิ จะเกดิ ผนื่ คันและหายไปอยา งรวดเรว็ เปน ๆ หาย ๆ - โรคปวดขอ จากลม อาการปวดจะเคลื่อนยา ยไปตามขอ ตา ง ๆ - โรคจติ อาละวาดและโรคเสน เลือดสมองก็มสี าเหตหุ นง่ึ มาจากลม ทาํ ใหม อี าการอยางฉบั พลนั คือ วิงเวยี นเปน ลม หมดสติ (3) ลมชอบเคล่ือนไหวไมห ยดุ ทาํ ใหเ กดิ โรคทม่ี ีลกั ษณะเคลอื่ นไหวไมห ยดุ เชน ชกั สั่น กระตกุ วิงเวยี น (4) ลมเปนตัวนาํ ของสาเหตุโรคจากภายนอกอืน่ ๆ ลมจึงเปนสาเหตุสําคัญทาํ ใหเ กดิ โรค ตาง ๆ จากลมกับความรอน ลมกบั ไฟ ลมกบั ความเย็น ลมกบั ความแหง ลมกบั ความชื้น

สาเหตุของโรค 103 ลมทก่ี อตวั จากภายในรา งกายเกดิ จากการทํางานทผี่ ิดปกติของอวัยวะภายใน โดยเฉพาะอยา ง ยงิ่ ความผดิ ปกตขิ องตบั เชน ความรอนสูงเปลี่ยนเปนลมในตับ หยางในตบั เพ่ิมสงู เปล่ยี นเปนลม เลอื ด ตับพรองเปล่ยี นเปนลม รวมเรยี กวา ลมในตบั (肝风内动 กา นเฟง เนย ตง ) มีอาการสาํ คญั คอื วิงเวยี น แขนขาชา สัน่ กระตุก 2) ความเยน็ ภายนอก (寒邪 หานเสยี ) ความเยน็ เปน ลมฟาอากาศหลักในฤดหู นาว ในฤดูหนาวมโี อกาสปว ยจากความเยน็ ไดง า ย ถารกั ษาความอบอนุ ของรา งกายไมเ พียงพอ เชน อยใู นท่ีมอี ากาศหนาวเยน็ เกินไป สวมใสเ สือ้ ผา บางเกนิ ไป ถกู ฝน แชอ ยใู นน้ําเยน็ นานเกินไป จะมีโอกาสเจบ็ ปว ยจากความเย็นไดงา ย คณุ สมบตั ิของความเยน็ และการเกิดโรค (1) ความเยน็ ชอบทาํ ลายหยาง ความเย็นเปนอิน ชอบทําลายหยางทําใหหยางพรอ ง ปกติ ลมปราณอินถกู ควบคุมดว ยลมปราณหยาง อินเพ่ิมทาํ ใหเยน็ หรอื อนิ เพ่ิมทาํ ใหหยางปวย เกดิ จากลมปราณ อินเพิม่ สูงข้ึนและยอนรอยไปขมหยาง ลมปราณหยางไมสามารถสรา งความอบอนุ เปน พลังผลักดันการ ทํางานของรา งกายจงึ เกดิ กลุมอาการเย็น เชน ความเยน็ มากระทบทส่ี ว นนอกของรางกาย ทาํ ใหผ ลกั ดัน หยางที่ชวยปกปองรา งกายเขา ไปอยูสวนในของรา งกาย ทาํ ใหม ีอาการกลัวหนาว มีไข เหงอ่ื ไมออก ปวด ศรี ษะ ปวดตัว ปวดขอ ชพี จรตงึ แนน เรียกวา ซางหาน (伤 寒) ถาความเยน็ ตรงเขา สวนในทาํ ลาย ลมปราณหยางของอวยั วะภายในเรียกวา จงหาน (中寒) - ถาความเย็นเขารกุ รานมา มและกระเพาะอาหาร ทาํ ใหมีอาการอาเจยี นเปน น้ําใส ถา ยเหลว เปนนํ้า ปวดเย็นในทอง - ถา ปอดและมา มถกู ความเย็นกระทบ จะมอี าการไอ หอบ เสมหะใส บวมนาํ้ - ถา มามและไตถกู กระทบ จะมีอาการกลวั หนาว แขนขาเย็น ปวดเยน็ ทเี่ อวและหลัง ปส สาวะ มาก ถา ยเหลว บวมนา้ํ ทองมาน - ถา หัวใจและไตถูกกระทบ จะมอี าการกลวั หนาว ออ นเพลยี ซมึ มอื เทา เย็น ถายเหลว ชีพจรเล็กและออ นนุม (2) ความเยน็ ทาํ ใหห ยดุ นิ่งตดิ ขัด ถาความเย็นเขามาทาํ ลายลมปราณหยางทาํ ใหเลอื ดและ ลมปราณไมไ หลเวยี นหยุดนง่ิ ติดขดั เกิดอาการปวด ถาใหความอบอุนจะทําใหเลือดและลมปราณไหลเวียน ดขี ้นึ อาการปวดจะทเุ ลาลง ถาความเยน็ มากระทบท่สี วนนอกของรา งกาย ทาํ ใหก ารไหลเวียนในเสนลมปราณ ตดิ ขดั มอี าการปวดที่ศรี ษะ ลําตัว แขนขา และขอ ถาความเยน็ ตรงเขา รกุ รานสวนในของรางกายทําให การไหลเวียนของลมปราณในซานเจียวติดขัด มีอาการปวดเย็นหรือปวดบดิ ในอกและทอ ง

104 ศาสตรการแพทยแผนจีนเบื้องตน (3) ความเยน็ ทําใหห ดเกรง็ ถา ความเย็นมากระทบทีส่ ว นนอกของรา งกาย ทาํ ใหช อ งใต ผวิ หนังหดตวั รเู หงื่อปด เสน ลมปราณตีบตนั หยางทีป่ กปองรา งกายไมไหลเวียนมาท่ีสว นนอก จะมี อาการไข กลวั หนาว เหงื่อไมออก ถาความเย็นกระทบเสน ลมปราณและขอ ทําใหเ สน ลมปราณหดตวั หรือ หดเกร็ง มีอาการขอเยน็ ปวด แขนขาเยน็ และออ นแรง ขยับเคลอ่ื นไหวไมสะดวก ความเยน็ ทกี่ อตัวภายในรา งกายมักเกดิ จากลมปราณหยางของหวั ใจ มา ม ไต พรอ งลง โดยเฉพาะไตจะมีความเกยี่ วพนั อยา งใกลช ิดกับโรคทเ่ี กดิ จากความเย็นกอตัวจากภายในรา งกาย (内 寒 เนยห าน) เพราะหยางไตเปนรากฐานของลมปราณหยางภายในรางกาย เปนกลมุ อาการพรอง มอี าการคอื ใบหนาซดี ขาว แขนขาเย็น ปสสาวะมาก ถา ยเหลวเปน น้าํ ลิ้นซีดมฝี า ขาว 3) ความรอ นอบอาว (暑邪 สูเสีย) ความรอนอบอา ว เปนลมฟา อากาศทพี่ บในชวงกลางฤดรู อนเปนตนไป เปนสาเหตุของโรค จากภายนอกเทาน้นั ไมมีความรอนอบอาวท่ีกอ ตวั จากภายในรา งกาย มักเกิดเม่อื มอี ากาศรอนจัด หรือ อยูกลางแดดจดั มากเกินไป หรือทาํ งานอยใู นท่มี ีอากาศอบอาว คณุ สมบตั ขิ องความรอ นอบอา วและการเกดิ โรค (1) ความรอ นอบอาวมคี วามรอ นแรงเหมือนไฟ เปนหยาง ถาความรอ นอบอา วกระทบ รา งกายจะเกดิ อาการหยางรอนแรง เชน ไขสงู กระวนกระวาย หนา แดง หงดุ หงดิ ชีพจรใหญ (2) ความรอ นอบอาวชอบกระจายขน้ึ บน ถา ความรอนอบอาวกระทบรางกาย มักตรงเขา ระบบลมปราณ ทําใหช องใตผวิ หนงั และรูเหง่อื เปด ถาเหงือ่ ออกมากจะเกิดการสูญเสยี ของเหลวในรา งกาย คอแหง กระหายนํา้ ริมฝป ากและลน้ิ แหง ปส สาวะนอยสีเขม ถา เสยี เหงอ่ื มากกจ็ ะสูญเสียลมปราณไป ดวย มีอาการลมปราณพรอ ง เชน หายใจเบา ออ นแรง เปน ลมหมดสติ หากความรอนกระทบหวั ใจจะทาํ ใหหงุดหงดิ กระวนกระวาย (3) ความรอ นอบอา วมกั พบรว มกบั ความชนื้ เสมอ เพราะฤดรู อนมีฝนตกหนัก ความรอน เผาผลาญนาํ้ ฝนเปลย่ี นเปนความรอนชื้น ในทางคลินิกโรคทเ่ี กิดจากความรอ นช้นื นอกจากกลมุ อาการรอน เชน มไี ข ปากแหง หงุดหงิด แลวยงั มกี ลุมอาการชน้ื ดว ย เชน แขนขาหนัก แนนหนาอก คล่นื ไส อาเจียน ทองเดนิ แตมีอาการรอ นเปน หลัก 4) ความช้นื (湿邪 ซือเสีย) ความช้ืน เปน ลมฟา อากาศของปลายฤดรู อ นทม่ี อี ากาศรอ นและฝนตกหนัก โรคจากความชน้ื เกิดในคนทาํ งานใกลน ํา้ เกษตรกรแชใ นน้าํ ตากฝน

สาเหตขุ องโรค 105 คณุ สมบตั ิของความชืน้ และการเกิดโรค (1) ความชนื้ เปนอิน มกั ทาํ ใหล มปราณติดขัด อินเพ่ิมขึ้นทําลายลมปราณหยาง ความชนื้ เปนน้าํ จดั เปนอิน ความชื้นมากระทบรางกายมักเขา ไปอุดตนั ในอวยั วะภายในและเสนลมปราณ มา มเปน ธาตดุ ิน ชอบความแหง กลัวความช้ืน มามถูกความชืน้ รกุ รานไดงาย ถามามและกระเพาะอาหารกระทบ ความช้ืนจะทาํ ใหก ารยอ ยและการดูดซึมอาหารเสยี ไป มีอาการเบอ่ื อาหาร ทอ งอดื ทอ งเดนิ ปสสาวะนอ ย เกิดน้ําคงั่ บวมน้ํา การรกั ษาใชว ธิ เี พมิ่ การไหลเวยี นลมปราณ และขับปสสาวะ (2) ความชนื้ มีคณุ สมบตั ิหนกั และขนุ สกปรก โรคทเ่ี กดิ จากความชืน้ ทําใหร างกายมอี าการ หนักเปน สําคญั เชน ศรี ษะหนัก ตวั หนัก แขนขาหนักลา ส่งิ คดั หลงั่ หรือขบั ถายของเหลวขนุ สกปรก ถา ความช้นื กระทบผิวหนงั รว มกับความรอน จะเกดิ โรคผวิ หนงั ไดง าย ถาความชน้ื เขา สูเสน ลมปราณและขอ ทําใหลมปราณตดิ ขัด มอี าการกลามเนื้อออ นแรง หนักและปวดตามขอ - ถาความชื้นรุกรานทสี่ วนบนของรางกาย ทาํ ใหใบหนาหมองคลา้ํ ขต้ี ามาก - ถา ความช้นื อดุ ตันลาํ ไสใหญ ทําใหถ า ยอจุ จาระเปน มกู เลอื ด - ถาความช้นื รกุ รานสว นลางของรา งกาย ทาํ ใหป ส สาวะขุน ผูหญงิ มตี กขาวมาก - ถาความชื้นรุกรานผิวหนัง จะเกิดแผล หนอง ผ่นื คันมนี ํา้ เหลือง (3) ความชนื้ มลี กั ษณะเหนยี วขน ตดิ ขัด ขจดั ออกยาก สรางสง่ิ คดั หลง่ั หรอื ขับถายของเหลว เหนยี วขน เชน อุจจาระเหนยี วเปนมกู ปส สาวะขดั ฝาลิ้นเปย กเหนยี ว มลี กั ษณะการดาํ เนนิ โรคชา เรอ้ื รัง เปน ๆ หายๆ ไมห ายขาด (4) ความชืน้ เปนนาํ้ ชอบไหลลงที่ตา่ํ มกั รุกรานทาํ ใหเกิดโรคท่ีสว นลา งของรางกาย มีอาการ เชน เทาบวม ตกขาว ปสสาวะขนุ อจุ จาระเปนมูกเลือด ความชน้ื ทก่ี อ ตัวจากภายในรางกายเกดิ จากมา มพรอง ไมสามารถยอยดูดซึมอาหารและน้ํา เกิดน้าํ คัง่ เรียกวา มามพรองทําใหเ กดิ ความชนื้ มีอาการปากเหนยี ว เบอื่ อาหาร แนน หนาอก คลื่นไส อาเจยี น ทอ งอืด ศีรษะและลาํ ตัวหนัก ทอ งเดนิ ปส สาวะขนุ ตกขาว บวมนํ้า 5) ความแหง (燥邪 เจา เสยี ) ความแหง เปนลมฟาอากาศของฤดูใบไมรว งซ่ึงมีอากาศแจมใสและแหง ความแหงท่เี ปน สาเหตุของโรค แบงเปน 2 แบบ คือ ความแหงเยน็ และความแหง รอ น ความแหง รอ นพบในตน ฤดใู บไม รวงที่มีอากาศอบอุน และแหง ความแหง เย็นพบตอนปลายฤดใู บไมร วงใกลฤดหู นาวที่มีอากาศเย็นและแหง

106 ศาสตรการแพทยแผนจนี เบื้องตน คณุ สมบัตขิ องความแหงและการเกดิ โรค (1) ความแหง ทําลายอิน ระเหยของเหลวในรางกาย ทําใหเ กิดความแหง ผากของอวัยวะและ เนอื้ เยอื่ ตาง ๆ เชน ผิวหนังแหงแตก จมกู แหง คอแหง ปากแหง ริมฝป ากแตก ผมแหงหยาบ ปสสาวะ นอย ทองผกู (2) ความแหง ชอบรกุ รานปอด ความแหงมีผลกระทบปอดไดงา ย เพราะปอดควบคุมลมปราณ และการหายใจ ปอดชอบความชื้นและนํ้าไปหลอเล้ียงรางกาย ความแหงมกั เขาสรู า งกายทางปากและจมูก เขา รกุ รานปอดทําลายความชื้น ทําใหล มปราณปอดไมแ ผก ระจาย มีอาการไอแหง เสมหะนอย หรอื เสมหะ เหนยี วติดคอ หรอื มีเสมหะปนเลือด หอบ เจบ็ หนาอก ความแหงจากภายในรางกายเกดิ จากมีไขสงู เสยี เหงื่อมาก อาเจยี นมาก ทองเดนิ มาก เสีย เลือดมาก ผสู ูงอายุรางกายออนแอเลือดพรอง จะพบอาการของเหลวในรางกายพรอ งกระทบไปทว่ั รา งกาย คือ ผวิ หนังแหงหยาบ ปากแหง คอแหง ผมแหง กลามเนอื้ ลีบ ปส สาวะนอ ย ทอ งผูก และอาการผดิ ปกติ ของอวยั วะภายในโดยเฉพาะปอด กระเพาะอาหาร ลาํ ไสใหญ ตับ ไต 6) ไฟ (火邪 หวั่ เสยี ) ไฟ คอื ความอบอุน ความรอ นของรา งกาย เกิดจากหยางเพิ่มสูงข้นึ ไฟ แตกตางจากความ รอ นอบอา ว คือ (1) ความรอ นอบอา วพบไดเ ฉพาะในฤดรู อน สาเหตุจากภายนอกเทา นัน้ (2) ความอบอุน ความรอน และไฟ เปนสาเหตุของโรคท่ีมีความรุนแรงตางกัน เรียง ตามลําดับคอื ไฟรอนกวา ความรอน ความรอ นรอ นกวา ความอบอนุ สาเหตุทง้ั 3 ชนิด มกี ําเนิดเดียวกัน คือ ไฟหรือหยางเพิ่มขึน้ สามารถเปลี่ยนแปลงเปนซ่ึงกันและกันได ตามปกติไฟในรางกาย คอื ลมปราณ หยางของอวยั วะภายใน ทําหนาท่ีใหค วามอบอุน ชว ยการทํางานของอวยั วะตา ง ๆ เรียกวา ไฟนอย (少火 เสา ห่ัว) ถาหยางเพิม่ มากเกินไปแลวไปทาํ ลายลมปราณตา นทานโรคของรางกาย ไฟท่เี พิ่มขึน้ น้ีเรยี กวา ไฟ ใหญ (壮火 จว งหั่ว) ซงึ่ เปน อนั ตรายตอรางกาย ไฟใหญม ีสาเหตุไดท ั้งจากภายในและภายนอกรา งกาย ดังนี้ สาเหตุจากภายนอกรา งกาย เกิดจากรางกายไดร ับความรอ นเขาสูรา งกาย หรอื จากสาเหตโุ รคจากภายนอกทัง้ 5 ไดแก ความเยน็ ความช้ืน ความแหง ลม และความรอนอบอา ว มีการสะสมค่ังเปนเวลานานแลว เปลี่ยนเปน ไฟ เชน ความเยน็ เปล่ยี นเปน ความรอน ความรอ นเปล่ียนเปนไฟ ความรอนช้ืนเปล่ียนเปนไฟ ถา รางกายมี

สาเหตขุ องโรค 107 อินพรองหรือหยางเพ่ิมกจ็ ะเปลยี่ นเปน ไฟไดง าย อวยั วะทถ่ี กู รกุ รานกม็ คี วามสําคัญ เชน กระเพาะอาหาร ไมช อบแหง ถาถูกรกุ รานจะเกดิ ไฟไดงาย สาเหตุจากภายในรา งกาย เกดิ จากความผิดปกติของอวยั วะภายใน ความไมส มดลุ อิน-หยาง เลือด และ ลมปราณ การเปลยี่ นแปลงทางอารมณอ ยา งรนุ แรงสะสมเปน เวลานานเปล่ียนเปน ไฟ ไฟในรา งกายหรอื ไฟนอ ย (少火 เสา หว่ั ) แบงเปน จฺวนิ ห่วั (君火) คือ ลมปราณหยาง ของหวั ใจ และ เซียงห่ัว (相火) คอื ลมปราณหยางของตับ ไต ถุงนํา้ ดี กระเพาะปส สาวะ เยอื่ หุมหัวใจ และซานเจยี ว คุณสมบตั ขิ องไฟและการเกดิ โรค (1) ไฟเปนหยางมกั ลอยสงู ข้นึ ขางบน ทําใหเ กิดความผดิ ปกติของรางกายสว นบน เชน - ไฟจากหวั ใจลอยขึน้ ทาํ ใหป ลายลน้ิ แดงเจ็บ ล้นิ และปากเปนแผล - ถา ไฟจากตับเพ่มิ สงู และลอยขนึ้ ทาํ ใหปวดศีรษะ ตาบวมแดง - ถา มีไฟเพิ่มสูงในกระเพาะอาหาร ทําใหเหงอื กบวมปวด มีเลือดออกตามไรฟน (2) ไฟมคี วามรอ นแรงเผาไหม ทําใหหยางเพม่ิ สงู ข้ึน เกิดกลมุ อาการรอ น เชน ไขส งู กลวั รอ น ชีพจรใหญม ีพลงั เตน เรว็ (3) ไฟทําลายของเหลวในรา งกายและลมปราณ เพราะลมปราณสรางจากของเหลวในรา งกาย ทาํ ใหม ีอาการของเหลวในรา งกายและลมปราณพรอ ง เชน ปากแหง กระหายนา้ํ คอแหง ลนิ้ แหง ปส สาวะ นอ ยสเี ขม ทอ งผกู หายใจเบา ซมึ ลง ไมมีแรง (4) ถา ไฟเขาสเู สน ลมปราณทําใหเ ลอื ดไหลเวียนเรว็ และแรงข้ึน มกั เกิดเลือดออกงา ย เชน มเี ลือดกําเดา อาเจยี นเปน เลือด อุจจาระเปน เลือด ปสสาวะเปนเลอื ด ผวิ หนงั เปน จํ้าเลอื ด ระดมู ามาก ตกเลือด (5) ไฟทําใหเกดิ ลมในตับ ไฟเขา สูรางกายมกั ไปทตี่ ับเขา ไปเผาผลาญของเหลวและเลือดใน ตับ ทําใหเ อ็นขาดการหลอ เลยี้ ง และเกิดลมในตับ (肝风内动 กนั เฟง เนย ตง) เรียกวา ความรอนจดั ทาํ ใหเ กิดลม (热极生凤 เรอจเี๋ ซงิ เฟง ) มีอาการไขส งู พดู จาไมรูเ รื่อง ตวั เกรง็ แขนขากระตุก ตาเหลอื ก (6) ไฟมักทาํ ใหผ ิวหนงั เปนแผล ถา ไฟเขา สรู ะบบเลือด (血分 เซฺวี่ยเฟน ) แลวไปสะสม ทาํ ลายเน้อื เยอ่ื ตามทตี่ าง ๆ จะทําใหเ กดิ อาการปวดบวม แดง รอ น ถามีความรอ นช้นื มารว มดว ยจะเกิด เปน ฝห นอง

108 ศาสตรก ารแพทยแผนจนี เบ้ืองตน (7) ไฟชอบเผาผลาญหวั ใจ หวั ใจเปนธาตไุ ฟและควบคมุ จติ ใจ ถาไฟเขาสรู า งกายมักไป เผาผลาญหัวใจ เกดิ ความผดิ ปกตทิ างจติ ใจ เชน กระวนกระวาย นอนไมหลบั อาละวาด ไมร สู ึกตวั พูดจาไมร เู ร่อื ง ไฟจากภายนอกรา งกายมีความสมั พันธกบั ไฟท่กี อ ตัวภายในรางกาย เชน ถารา งกายมหี ยาง เพม่ิ หรืออินพรอ งเกดิ ไฟ ถา ถกู กระทบจากสาเหตขุ องโรคจากภายนอกท้ังหาก็เปลยี่ นเปน ไฟได ไฟจาก ภายนอกสามารถเขามาทําลายของเหลวและเลอื ดภายในรางกาย ทําใหลมปราณหยางในตับเพ่ิมสูงเปลีย่ น เปนไฟหรือลม อารมณทั้งเจ็ดทาํ ใหเ กิดโรค (内伤七情 เนย ซางชฉี งิ ) อารมณเ ปนปฏิกริ ิยาท่เี กดิ ขน้ึ ในรา งกาย เพอ่ื ตอบสนองตอสง่ิ กระตนุ จากภายนอก ในภาวะ ปกติจะไมทําใหเกดิ โรค แตถา เกดิ ความผดิ ปกตทิ างอารมณ คอื อารมณเปลย่ี นแปลงอยา งฉบั พลนั รุนแรง ตดิ ตอกันเปนเวลานานจนรา งกายปรับตวั ไมไ ด ทําใหเ กิดความผิดปกตใิ นการไหลเวยี นเลอื ดและลมปราณ อวยั วะภายในทํางานผิดปกติจนเกดิ ความเจบ็ ปวยตามมา ความผิดปกตทิ างอารมณเปนสาเหตุของโรค แลว ยังมผี ลกระทบตอ การดําเนินโรค อาจทาํ ใหโ รคดีขนึ้ หรอื เลวลงก็ได ความผดิ ปกติทางอารมณทีเ่ ปนสาเหตขุ องโรคมี 7 แบบ คือ โกรธ ยนิ ดี เศราโศก วิตกกงั วล ครุน คิด หวาดกลวั ตกใจ เลือดและลมปราณเปนสว นประกอบสาํ คัญของรางกาย และจาํ เปน ตอ การทํางานของอวยั วะ ตา ง ๆ ความผิดปกตทิ างอารมณเ กดิ จากความผิดปกตขิ องอวยั วะ ความผดิ ปกตขิ องเลอื ดและลมปราณ จึงเปน สาเหตุของความผดิ ปกติทางอารมณ คมั ภีรหวงตเี้ นย จ ิง 《黄帝内经》บนั ทึกไวว า เลอื ดมาก เกินไปกอใหเ กดิ อารมณโ กรธ เลือดพรองทาํ ใหเกิดอารมณกลัว เลือดของหวั ใจและตับพรองทําใหตกใจ ลมปราณหัวใจพรองทําใหเ ศรา ลมปราณหวั ใจสูงเกินไปทาํ ใหเ สยี สติ หวั เราะรอ งไหไ มมสี าเหตุ 1. ความสมั พนั ธร ะหวา งอารมณก ับอวัยวะภายใน อารมณเปล่ยี นแปลงมาจากลมปราณของอวยั วะตนั เชน ความยนิ ดี ตกใจ สรางจากลมปราณ หวั ใจ ความโกรธสรางจากลมปราณตบั ความครนุ คิดสรา งจากลมปราณมาม ความเศรา โศก วิตกกังวล สรางจากลมปราณปอด ความกลวั สรา งจากลมปราณไต ความผิดปกตทิ างอารมณโ ดยท่ัวไปจะมผี ลกระทบตออวัยวะตนั ที่ใหกําเนิดอารมณนั้น ๆ เชน ความยนิ ดีหรือตกใจเกินไปจะกระทบตอหัวใจ ความโกรธจัดจะกระทบตอตับ ความครุน คิดหมกมนุ จะ กระทบตอมาม ความเศราโศกวิตกกังวลจะกระทบตอปอด ความกลัวสุดขีดจะกระทบตอไต ความ

สาเหตขุ องโรค 109 ผิดปกติทางอารมณมีความสําพันธอ ยา งใกลชิดเปนพิเศษกบั หวั ใจ เพราะหวั ใจเปน จาวแหง อวยั วะภายใน และเปนท่ีอยขู องจิตใจ ความผดิ ปกตทิ างอารมณจ ึงมกั มผี ลกระทบตอ หัวใจกอนอวยั วะอื่น ๆ ความผดิ ปกติทางอารมณเ ปนสาเหตุกระทบทกุ อวยั วะตัน แตม กั จะกระทบการทาํ งานของหวั ใจ ตับและมาม เพราะอวยั วะทง้ั สามมีบทบาทสาํ คัญตอการไหลเวยี นเลอื ดและลมปราณ ดงั น้ี - หวั ใจเปน จาวแหง เลอื ดและควบคุมจิตใจ ความยินดหี รือตกใจเกนิ ไปกระทบตอหัวใจ มี อาการใจสัน่ นอนไมห ลับ ฝน หงุดหงิด กระวนกรวาย หัวเราะรอ งไหไ มมสี าเหตุ เปน โรคจิตอาละวาด - ตบั เกบ็ สะสมเลือด ลมปราณตับแผซ า น ความโกรธจดั กระทบตอตับ ทําใหลมปราณตับ แผซ า นลอยข้ึนบน มอี าการปวดแนนชายโครง หงุดหงิด ชอบถอนใจ จกุ แนน ลําคอ ผหู ญงิ ระดผู ิดปกติ ปวดระดู - มามควบคุมการยอยและการดดู ซึมอาหาร ความครุนคิดหมกมุน จะกระทบตอ มาม มอี าการ เบอื่ อาหาร ทอ งอดื ทองเดิน ความผดิ ปกตทิ างอารมณอ าจมีผลกระทบอวยั วะเดียวหรอื กระทบถึงอวยั วะอ่นื ดว ย เชน ความ ครนุ คดิ อาจกระทบตอ หัวใจและมา ม ความโกรธอาจกระทบตอ ตบั และมาม เปนตน ความผิดปกตทิ างอารมณสามารถเปลย่ี นแปลงกลายเปน ไฟ ทาํ ใหม อี าการหงดุ หงดิ กระวน กระวาย นอนไมหลับ หนาแดง ปากขม อาเจยี นเปนเลอื ด เลอื ดกําเดาไหล เปน ตน ความผดิ ปกติทาง อารมณย ังอาจเปน สาเหตขุ องความเจบ็ ปวยจากการคั่งสะสมของลมปราณ ความชนื้ ความรอ น เสมหะ เลอื ด และอาหาร 2. ความผดิ ปกตทิ างอารมณม ผี ลกระทบทศิ ทางการไหลเวยี นลมปราณของอวัยวะภายใน ความผดิ ปกตทิ างอารมณมผี ลกระทบทิศทางการไหลเวียนลมปราณของอวยั วะภายใน ทําให การไหลเวยี นเลอื ดและลมปราณผิดปกติ ดังนี้ 1) ความยินดีเปนอารมณของหัวใจ ความยินดีทําใหผอนคลาย รูสึกสบายใจ เลือดและ ลมปราณไหลเวยี นสมํา่ เสมอ เปน ผลดีตอ รา งกาย แตความยนิ ดเี กนิ ขนาดจะกระทบตอหวั ใจทําใหล มปราณ หวั ใจกระจดั กระจาย จิตใจจงึ ไมอยเู ปน ท่ี มอี าการออนเพลยี เกยี จคราน ไมมสี มาธิ ถาเปนมากมีอาการ ใจสนั่ กระวนกระวาย อาละวาด 2) ความโกรธกระทบตอตบั ทําใหลมปราณแผซา นมากเกินไป หรือลอยสวนขนึ้ ขา งบนและ พาเอาเลอื ดไหลขึน้ ไปดว ย ทาํ ใหม ีอาการเวยี นศรี ษะ ปวดศรี ษะ หนาแดง หมู ีเสียงดงั อาเจยี นเปนเลือด หมดสติ ตบั เปนอวยั วะทส่ี าํ คญั ความผดิ ปกตขิ องลมปราณตบั มักจะมผี ลกระทบอวยั วะอ่นื ๆ ดว ย ถา

110 ศาสตรการแพทยแผนจนี เบือ้ งตน ลมปราณตับไปกระทบมาม ทําใหท องอดื ทอ งเดนิ ถา ลมปราณตับไปกระทบกระเพาะอาหาร ทาํ ให คลื่นไสอ าเจียน ตับและไตมกี าํ เนดิ เดยี วกนั ความโกรธจึงมักกระทบไตดวย มีอาการหวาดกลัว ความจาํ เส่อื ม ปวดเม่ือยออนแรงท่เี อว 3) ความเศรา โศกเกินไปทําลายลมปราณปอด แลว ไปมีผลกระทบอวยั วะอืน่ - ถาลมปราณปอดถกู ทาํ ลาย จะเกิดอาการลมปราณปอดพรอ ง คอื แนน หนาอก หายใจ ขัด เซื่องซึม ไมม ีแรง - ความเศราโศกไปกระทบลมปราณหัวใจ มีอาการใจสน่ั ใจลอย - ความเศรา โศกไปกระทบตบั ทาํ ใหเ กิดความผิดปกตทิ างจิต แนน ชายโครง แขนขาชา เกรง็ ชักกระตกุ - ความเศรา โศกไปกระทบมาม ทําใหการไหลเวยี นของลมปราณของจงเจียวตดิ ขัด อาหาร ไมย อ ย ทองอดื แขนขาออ นแรง 4) ความวติ กกงั วลเกนิ ไปทาํ ใหล มปราณปอดตดิ ขัด มีอาการหายใจเบา พดู เสียงตา่ํ ไอ แนน หนาอก แลวไปมผี ลกระทบตอลมปราณของหวั ใจ ตบั และมา มได 5) ความครนุ คดิ มากเกนิ ไปทาํ ใหล มปราณมา มคงั่ อยูภ ายใน ลมปราณของจงเจยี วตดิ ขดั กระทบการทํางานของมามและกระเพาะอาหาร มอี าการเบ่ืออาหาร ทองอืด แนน ทอง ทอ งเดิน ถา เปน มากทําใหก ลามเนอ้ื ลีบ ความครนุ คดิ เกดิ จากมามแลวสง ผลตอ หัวใจทําใหเ ลือดในหัวใจพรอง มอี าการใจสน่ั นอน ไมหลับ ฝน ความจําเสอ่ื ม 6) ความหวาดกลวั ทําใหล มปราณไตไมม ่ันคง มอี าการกลนั้ อุจจาระปส สาวะไมได ฝนเปยก แขนขาไมมแี รง ปวดเอว ความหวาดกลัวยงั ทาํ ใหไ ตไมส ามารถสง สารจําเปนและลมปราณขึน้ ไปหลอเลยี้ ง หวั ใจและปอด เรยี กวา น้ํากับไฟไมป รองดองกนั มีอาการแนน หนา อกและทอ ง หงดุ หงิด นอนไมหลับ 7) ความตกใจเกินไปทําใหล มปราณหัวใจสับสน เลือดและลมปราณไมอ ยูในสมดลุ มีอาการ ใจสน่ั กระวนกระวาย นอนไมห ลบั หายใจขัด ถา เปน มากอาจมีอาการโรคจติ สาเหตุอน่ื ๆ ท่ีทาํ ใหเ กิดโรค 1. โภชนาการทีไ่ มเหมาะสม (饮食失宜 อิ่นสอื ซอื อ๋)ี อาหารและนํ้าเปนส่ิงจาํ เปนตอ การทํางานของรางกาย และการสรางเลอื ดและลมปราณ มาม และกระเพาะอาหารควบคุมการยอ ยและดูดซมึ อาหาร ความผดิ ปกตจิ ากการรับประทานอาหารและนํา้ เชน

สาเหตุของโรค 111 รับประทานอาหารไมพอดี อาหารปนเปอน เลือกรบั ประทานอาหารมากเกนิ ไป มกั มผี ลตอ การทํางานของ มา มและกระเพาะอาหาร ดังน้ี 1) การรบั ประทานอาหารไมดีพอ รบั ประทานอาหารนอยเกินไปหรอื มากเกนิ ไป ก็ทาํ ให รางกายผดิ ปกติ ถารับประทานอาหารนอ ยเกนิ ไปจะขาดสารอาหาร ทําใหเ ลอื ดและลมปราณพรอ งเพราะ สรางไมเ พยี งพอ รา งกายซบู ผอม ความตา นทานโรคตาํ่ เจ็บปวยบอย ถารับประทานอาหารมากเกินไป หรือรบั ประทานอาหารเรว็ เกินไปอาหารยอยและดูดซึมไมทัน อาหารไมย อย มอี าการทองอดื เรอบูดเปรี้ยว อาเจยี น ทองเดิน ความผิดปกติจากการรับประทานอาหารไมพ อดพี บมากในเดก็ เพราะระบบยอ ยอาหารยังไม สมบรู ณ ถาอาหารไมยอยเปนเวลานานสามารถเปล่ยี นเปน ความรอนและความช้ืน มีอาการรอนตามฝา มือฝา เทาและหนาอก หงุดหงิด รองไหง อแง ทองอดื หนาเหลือง กลามเนื้อลีบ เรียกวา โรคตานขโมย ถาผใู หญช อบรับประทานอาหารมากเกนิ ไปเปน เวลานาน ทําใหการไหลเวียนเลือดและลมปราณของกระเพาะ อาหารและลําไสต ดิ ขดั ทําใหถายอจุ จาระเปนมูกเลือด เปนริดสดี วงทวาร ถา รบั ประทานอาหารหวาน มัน รสจัดมากเกนิ ไป มกั จะเปลย่ี นเปน ความรอ นในรา งกาย ทําใหเกิดแผล ฝต ามผิวหนงั การรบั ประทานอาหารไมพ อดอี าจทําใหโ รคท่ีเปนอยูเ ปลีย่ นแปลงไป เชน ผูป วยท่ีเพิง่ ฟน ตัว จากโรคท่ีเกดิ จากความรอ น มา มและกระเพราะอาหารยอยยาก อาหารไมย อยเปลย่ี นเปนความรอ นสะสม รวมตวั กับความรอนของเดมิ ที่ยังหลงเหลืออยทู าํ ใหโรคกลบั มาเปนใหมหรอื เปน ๆ หาย ๆ ไมหายขาด 2) การรับประทานอาหารทไ่ี มสะอาด ถารับประทานอาหารที่ปนเปอนเช้อื แบคทเี รียจะทาํ ให ปวยเปน โรคอาหารเปนพิษ มอี าการปวดทอ ง อาเจยี น ทองเดิน 3) การเลอื กรับประทานอาหารมากเกนิ ไป การเลอื กรับประทานอาหารบางชนิดบางรสชาตมิ าก เกนิ ไปอาจทําใหเกดิ โรคขาดสารอาหาร หรือชอบรบั ประทานอาหารรอ นหรอื เย็นเกินไปทําใหรา งกายเสีย สมดุลอิน-หยาง ถาชอบรับประทานอาหารสดเย็น ความเย็นจะไปทําลายลมปราณหยางของมามและกระเพาะ อาหารเกดิ ความเยน็ ช้ืนภายในรางกาย มีอาการปวดทอ ง ทองเดนิ ถา ชอบรบั ประทานอาหารเผ็ดรอ นแหง จะเกดิ ความรอ นคัง่ ในกระเพาะอาหารและลําไส มอี าการคอแหง ทอ งอืด ปวดทอ ง ทอ งผกู ถา เรือ้ รังอาจ ทําใหเ ปนริดสีดวงทวารหนกั ถา เลือกรับประทานอาหารมากเกนิ ไป รา งกายอาจไดร ับสารอาหารไมครบถว นเกดิ โรคขาดอาหาร เชน โรคเหนบ็ ชาเพราะขาดวิตามนิ บีหนึ่ง โรคตาบอดกลางคืนเพราะขาดวิตามินเอ โรคคอหอยพอกเพราะ

112 ศาสตรการแพทยแผนจนี เบอ้ื งตน ขาดไอโอดนี เปนตน อาหารมี 5 รสชาติหลัก ซ่ึงมสี มั พนั ธกับอวยั วะตันทงั้ 5 คือ รสเปรยี้ วเขาสตู ับ รสขมเขา สู หัวใจ รสหวานเขาสมู า ม รสเผด็ เขาสูปอด รสเค็มเขาสูไ ต รา งกายจําเปน ตอ งไดรบั อาหารครบ 5 รสชาติ เพ่อื ใหร างกายทํางานเปนปกติ ถาชอบรับประทานอาหารบางรสชาตมิ ากเกินไปเปน เวลานาน อาจเกดิ ความ ผิดปกตขิ องอวยั วะภายใน เชน - รบั ประทานอาหารเคม็ มากเกนิ ไป ทาํ ใหเลอื ดไหลเวียนตดิ ขัด ใบหนา ไมส ดใส - รับประทานอาหารขมมากเกนิ ไป ทําใหผวิ แหง ผมรวง - รับประทานอาหารเผด็ มากเกินไป ทาํ ใหเ สนเลือดและเอน็ หดเกรง็ เล็บหยาบแหง - รบั ประทานอาหารเปร้ยี วมากเกนิ ไป ทําใหผวิ แหง และกลา มเนอ้ื หนาหยาบแหง รมิ ฝป ากแหง - รบั ประทานอาหารหวานมากเกินไป ทาํ ใหปวดกระดูก ผมรวง ในภาวะปกตคิ วรรบั ประทานอาหารใหครบทุกหมูท ุกรสชาติ ถาเจบ็ ปว ยกค็ วรรบั ประทาน อาหารใหเหมาะสมกับโรค จะชว ยใหโรคหายเรว็ ขึ้น 2. การตรากตราํ มากเกินไปหรอื นอ ยเกนิ ไป (劳逸过度 เหลาอี้กัว๋ ต)ู การออกกาํ ลงั กายใชแรงงานทาํ ใหรางกายแขง็ แรง เลือดและลมปราณไหลเวียนคลอง การ พกั ผอ นทําใหห ายเหนด็ เหนอื่ ย รางกายและสมองฟนตวั แข็งแรง ถาตรากตรําใชแ รงงาน ใชสมองหรือ หกั โหมทางเพศมากเกนิ ไปเปนเวลานาน สามารถเปน สาเหตขุ องความเจ็บปว ย เชนเดยี วกับการพกั ผอน สบายเกนิ ไป ไมออกแรงออกกาํ ลังกาย 3. โรคระบาด (流行病 หลวิ สงิ ปง ) โรคระบาด เปน โรคตดิ ตอ ทเ่ี กิดจากเช้ือโรคเปนสาเหตุ โรคระบาดมคี ณุ ลักษณะเฉพาะ ดงั น้ี 1) โรคท่ีเกดิ อยางรวดเรว็ อาการรุนแรงและคลา ยคลึงกัน มอี าการเหมอื นกลุม อาการท่เี กดิ จากไฟแตร ุนแรงกวา เชน ไขสงู กระวนกระวาย คอแหง ล้นิ แดง มฝี าเหลอื ง มักมีกลมุ อาการความชน้ื รวมดวย 2) โรคท่ีติดตอไดงาย ระบาดแพรกระจายอยางรวดเรว็ อาจพบชกุ ชมุ เปน แหง ๆ หรอื ระบาด อยา งกวา งขวาง มที ้ังโรคระบาดชนิดไมร า ยแรงและชนดิ รายแรงทําใหถึงตาย เชน ไฟลามทงุ คางทมู ไทฟอยด คอตีบ ไขอ ีดาํ อีแดง ไขทรพษิ อหิวาตกโรค กาฬโรค 3) การเกิดโรคและการระบาดมีความเกย่ี วขอ งกับสาเหตุ ดังน้ี - อากาศเปลย่ี นแปลงผิดปกติ เชน รอ นจัด แลง จดั นํา้ ทว ม

สาเหตขุ องโรค 113 - สิ่งแวดลอม เชน อากาศและนาํ้ ถกู ปนเปอ น อาหารสกปรก - การแยกผูป ว ยทันที จะชว ยปอ งการการระบาดของโรค - การควบคมุ โรคระบาดไดผลดดี ว ยการฉดี วัคซนี ปองกนั หรอื ใหยารกั ษาโรค 4. โรคปาราสิต (伏虫病 ฝฉู งปง ) โรคปาราสิต เกดิ จากรา งกายไดร ับปาราสติ หรือเชื้อพยาธจิ ากการรบั ประทานอาหารหรอื น้ําที่ มปี าราสิตปนเปอน หรือสัมผสั น้าํ หรอื ดินทมี่ ีปาราสติ อยู อาการของโรคปาราสิตท่ีพบสวนใหญ คือ ใบหนาซดี เหลอื ง ผายผอม กลา มเน้ือลบี ปวดทอง ชอบรบั ประทานของแปลก ๆ เชน ดนิ ทางการแพทยแผนจีนถือวาความรอนช้ืนสะสมค่ังในมามและกระเพาะอาหารทาํ ใหเปนโรค ปาราสิตไดง าย ผูปว ยโรคปาราสติ จึงมักมอี าการของความรอ นชื้นสะสมในมามและกระเพาะอาหารดว ย ปาราสติ มีหลายชนดิ ทาํ ใหเกิดอาการตา ง ๆกัน เชน พยาธติ ัวกลมมกั ทําใหป วดทอง แขนขา เยน็ ออ นแรง พยาธิเสน ดายทําใหคันท่ที วารหนัก เปนตน 5. การบาดเจบ็ (外伤 ไวซาง) การไดรบั บาดเจ็บจากภายนอกมีหลายชนดิ เชน 1) ถกู ยิง ฟน แทง ฟกชํ้า ทาํ ใหผ วิ หนังและกลามเนือ้ และหอเลือดบวมปวด บาดแผลมี เลอื ดออก กระดูกหกั ขอเคล่ือน ถา บาดเจบ็ รุนแรงจะเกิดอนั ตรายตอ อวยั วะภายใน เสยี เลือดมากอาจ ทาํ ใหหมดสติ เสียชวี ติ 2) ความรอ นจากไฟไหม นํา้ รอนลวก ไฟดดู ทาํ ใหผวิ หนงั บวมแดงรอ นหรอื เปนตมุ นาํ้ ใส ถา ผวิ หนงั ไหมรุนแรงจะเปลีย่ นเปน สีขาว น้าํ ตาล หรือดํา ไมรสู ึกปวด ถารางกายถูกความรอนรุนแรง ความ รอนเขา สรู า งกายเผาผลาญของเหลวในรางกาย ทําใหม ไี ข กระวนกระวาย คอแหง ปส สาวะนอย อาจถงึ ตาย 3) ความหนาวเยน็ การไดรับบาดเจ็บจากความหนาวเย็น พบไดเฉพาะในทองถิ่นทมี่ ีอากาศ หนาวเยน็ ความหนาวเย็นมีผลกระทบตอ รางกายท่วั ไปและมีผลกระทบเฉพาะที่ - ผลกระทบตอรา งกายทัว่ ไป ความหนาวเยน็ เปน อนิ ทาํ ใหติดขัด หดเกร็ง ความหนาวเยน็ ชอบทําลายลมปราณหยาง ทาํ ใหข าดลมปราณหยางทจี่ ะไปสรางความอบอุนและขบั ดนั เลือดและลมปราณ มอี าการตวั เยน็ หนาวสัน่ ใบหนา ซดี ขาว ริมฝป าก ลน้ิ เขียวคลํ้า มอื เทาชา ออนเพลีย ไมม แี รง หายใจ เบา ชีพจรชา เล็ก หมดสติ ถา รักษาไมทนั อาจเสยี ชวี ิต - ผลกระทบเฉพาะท่ี มกั เกิดกบั อวยั วะทไี่ มไดห อ หุม ปอ งกันความหนาวเยน็ ใหเพียงพอ เชน มือ เทา ใบหู ปลายจมูก แกม เรยี กวา หมิ ะกัด ความหนาวเย็นทําใหเ สน ลมปราณหดเกร็ง การไหลเวยี น

114 ศาสตรก ารแพทยแผนจนี เบื้องตน เลอื ดและลมปราณตดิ ขดั อวัยวะขาดการหลอ เล้ยี งและความอบอนุ ทําใหอวัยวะนั้น ๆ ขาวซดี เยน็ ชา ปวด ถารุนแรงจะบวมแดงคลา้ํ เกดิ ตุมนํ้าซง่ึ แตกออกเปน แผล กน แผลสมี ว งคลํา้ หรือแผลลกึ ถงึ กลามเน้อื และกระดูก 4) แมลงสตั วก ดั ตอ ย ถา ถกู สัตวก ัดทําใหบริเวณท่ีถกู กดั บวมปวดมเี ลอื ดออก ถาถกู กัดรุนแรง อาจทาํ ใหอวยั วะภายในไดร บั บาดเจบ็ เสียเลอื ดมาก หรือไดรบั พษิ เขาสูร างกายถึงตายได (1) สนุ ัขบากัด ทาํ ใหบาดแผลทถ่ี กู กดั บวมปวด มเี ลือดออก หลงั จากแผลหายแลว เช้อื พษิ สนุ ขั บาเขาสรู ะบบประสาท ทําใหก ระวนกระวาย ขากรรไกรแขง็ ชกั เกรง็ กลวั น้าํ กลัวลม ทําใหถงึ ตาย ทกุ ราย (2) งพู ิษกดั ทําใหเกิดอาการตา งกัน 3 แบบ ตามชนิดของพิษงู คอื - พษิ ตอระบบประสาท แผลทถ่ี กู งกู ดั จะชา ไมคอยบวมแดงปวด เวยี นศรี ษะ ปวดศรี ษะ มเี หงื่อออก แนนหนาอก แขนขาออนแรง ถาไดรับพิษมากจะเปนลม ตามวั พูดจาไมร เู รือ่ ง น้าํ ลายไหล กลนื ลาํ บาก ขากรรไกรแขง็ หายใจเบาหรอื หยดุ หายใจ - พษิ ตอ เลือด แผลทถ่ี กู งกู ดั จะบวมแดงปวด แสบรอ น มตี มุ นํ้า หรอื มเี น้ือตายกลายเปน แผลใหญมีไขห นาวส่ัน ปวดเมื่อยกลามเนอื้ ท่วั ตวั มีเลือดออกตามอวัยวะตา ง ๆ - พษิ ตอ เลือดและระบบประสาท ผลของความผดิ ปกตทิ ่ีเปน สาเหตุของโรค เสมหะและของเหลวค่งั และเลอื ดคัง่ เปนผลของความผิดปกติในการทาํ งานของอวยั วะภายใน เสมหะและของเหลวคง่ั และเลอื ดคงั่ อาจกลายเปน สาเหตุของโรค ทําใหเกดิ ความผิดปกติของอวัยวะและ เนื้อเยือ่ 1. เสมหะและของเหลวคง่ั (痰饮 ถานอนิ่ ) การสูญเสียสมดุลของของเหลวในรางกายทาํ ใหเกิดเสมหะและของเหลวค่ัง เสมหะและ ของเหลวคงั่ ก็เปน สาเหตุกอใหเกดิ การเปลย่ี นแปลงทางพยาธิวทิ ยา ทาํ ใหอ วัยวะภายในทาํ งานผิดปกติ เสมหะและของเหลวมี 2 ชนิด คือ - ชนดิ ที่มองเห็น คือ เสมหะและของเหลวท่ีมีรปู รางมองเห็นได สมั ผสั ได มีเสยี ง เชน เสมหะ จากลําคอ เสยี งเสมหะเวลาหอบ - ชนิดทีม่ องไมเหน็ คอื อาการและอาการแสดงทีเ่ กิดจากเสมหะและของเหลวค่ัง แตมองไม เห็นตัวตนของสาเหตุ มีแตอาการ เชน เวียนศีรษะ ตาลาย ใจสั่น หายใจขัด คล่ืนไสอาเจียน เปนลม

สาเหตุของโรค 115 พดู จาไมร ูเ รอ่ื ง อาละวาด เปน ตน อาการแสดงทส่ี ําคญั คือ ฝาลิน้ เปยกเหนียว ชพี จรล่ืน เสมหะ (痰 ถาน) ของเหลว (饮 อน่ิ ) น้ํา (水 สยุ ) และความชืน้ (湿 ซอื ) เกดิ จากความ ผดิ ปกติในการดูดซมึ ไหลเวียน และขับถา ยของของเหลวในรางกาย และเปน สาเหตุกอ โรครา ย ความชื้น รวมตวั กันเปน น้ํา นํา้ สะสมกลายเปนของเหลว ของเหลวสะสมกลายเปนเสมหะ ท้งั หมดเปนอิน แตมี ลักษณะทางกายภาพแตกตางกัน เสมหะจะมีลกั ษณะขนุ ขนเหนียว ของเหลวและนํา้ จะบางใส เสมหะและ ของเหลวคง่ั อาจพบรวมกับกลมุ อาการท่เี กิดจากสาเหตุของโรคจากภายนอกทงั้ หก คือ ความเย็น ความ รอ นอบอาว ความชื้น ความแหง และไฟ เสมหะและของเหลวค่ัง สวนมากเกดิ จากสาเหตุของโรคจากภายนอก ความผิดปกติในการ รบั ประทานอาหารและนา้ํ ความผิดปกติทางอารมณ ทําใหก ารทําหนาท่ีควบคมุ สมดลุ ของนาํ้ ในปอด มาม ไต และซานเจยี วเสยี ไป ปอด มา ม ไต และซานเจียวมีความสัมพันธใ กลชดิ กับการรักษาสมดุลน้าํ ใน รางกาย คอื - ลมปราณปอดแผกระจายชวยพาน้ําไหลเวียนไปหลอ เลย้ี งรา งกาย - มามควบคมุ การดูดซมึ นา้ํ จากทางเดนิ อาหารสงไปหลอ เลี้ยงรา งกาย - ลมปราณไตควบคมุ การทํางานของปอดและมามในการไหลเวียนนา้ํ ควบคุมการขบั ปสสาวะ ของกระเพาะปสสาวะ - ซานเจยี วเปนทางลาํ เลยี งผา นของนา้ํ และการขบั น้าํ ความผิดปกตใิ นการทาํ งานของปอด มา ม ไต และซานเจียว ทําใหเ กดิ การคัง่ ของเสมหะและ ของเหลว สว นมากสะสมอยูในลาํ ไส กระเพาะอาหาร ทรวงอก และผวิ หนงั ลมปราณทไี่ หลเวียนขน้ึ ลง เขา ออก จะพดั พาเสมหะและของเหลวไปทว่ั รา งกาย จงึ เกิดอาการไดท ุกแหง ในรางกาย เสมหะและ ของเหลวคั่งเปนผลของโรคแลวยงั เปน สาเหตขุ องโรคใหม ทําใหการทาํ งานของปอด มาม ไต ในการรักษา สมดุลของนํา้ ในรางกายเสยี ไป ทําใหเกิดโรคทีเ่ กดิ จากเสมหะและของเหลวคัง่ ลุกลามและซบั ซอ นยิง่ ขึน้ เสมหะและของเหลวเปนสาเหตกุ อโรคทมี่ ีคุณลักษณะพเิ ศษ ดงั นี้ 1) เสมหะและของเหลวมกั ถกู ลมปราณพดั พาไปอดุ ตันตามเสน ลมปราณ ทาํ ใหเ ลอื ดและ ลมปราณไหลเวยี นไมสะดวก มอี าการแขนขาชา เคล่อื นไหวไมส ะดวก เปน อมั พาตครึ่งซกี ถาเสมหะและ ของเหลวไปสะสมเฉพาะที่ จะมีอาการตอ มนา้ํ เหลืองทคี่ อโต เปนกอ นใตผิวหนงั เปนฝแ ผล 2) เสมหะและของเหลวมักไปอดุ ตันการไหลเวยี นลมปราณของอวัยวะภายใน เชน ทาํ ให ลมปราณปอดไมแ ผก ระจาย มีอาการแนนหนาอก ไอ หอบ ถา ลมปราณกระเพาะอาหารไมไ หลเวียนลง ขางลา ง ทําใหคล่นื ไสอ าเจียน

116 ศาสตรก ารแพทยแผนจีนเบอ้ื งตน 3) เสมหะและของเหลวชอบกระทบหัวใจทาํ ใหเกิดความผดิ ปกติทางจิต เชน เสมหะขึ้นไปปก คลมุ หวั ใจทาํ ใหห นา มืด ตาลาย หมดสติ ถาเสมหะและไฟกระทบหัวใจ ทําใหแ นนหนาอก ใจสนั่ กระวน กระวาย อาละวาด เปนลมชัก เปนโรคจติ 4) เสมหะและของเหลวทําใหเ กดิ ความผดิ ปกติของอวยั วะและเนือ้ เยอื่ ทว่ั รา งกาย มอี าการ ผดิ ปกตมิ ากมาย ทีเ่ ปน อาการหลกั มี 8 ชนิด คือ ไอ หอบ ใจสน่ั วิงเวียน อาเจยี น อดื แนน บวม ปวด กลุมอาการเสมหะและของเหลวคงั่ ท่ีพบบอ ย แบง เปน 2 ชนดิ ใหญ ๆ คือ กลุมอาการเสมหะ คัง่ และกลมุ อาการของเหลวคงั่ (1) กลมุ อาการเสมหะค่ัง มอี าการแตกตางกนั ตามอวัยวะทม่ี ีเสมหะไปอุดตนั เชน - ปอด : ไอ หอบ เสมหะมาก - หวั ใจ : แนนหนาอก ใจสนั่ นอนไมหลับ อาละวาด ไมคอยรสู กึ ตวั - ตับ : หนา เขียว วิงเวยี น เกร็งชกั - มาม : ทองอดื ตัวหนัก แขนขาไมม ีแรง - ไต : ปวดเอวและเขา เทาเย็น - กระเพาะอาหาร : แนนทอง คลน่ื ไส อาเจียน - ลาํ คอ : จุกแนน ในลําคอ - ศีรษะ : วงิ เวยี น เปน ลม - หนาอกสขี า ง : อดื แนน ปวด - แขนขา : ชา ปวด - เสนลมปราณ เอน็ กระดกู : เปนกอ นใตผ วิ หนงั ฝ อมั พาต (2) กลมุ อาการของเหลวคงั่ มอี าการแตกตางกันตามอวัยวะทมี่ ขี องเหลวคั่ง เชน - กลามเน้อื และผวิ หนงั : บวมนํ้า ตัวหนัก ไมม เี หง่อื - หนา อก สีขา ง : อืดแนน ไอแลวเจ็บ - เหนือกระบังลม : แนน หนาอก หอบ นอนราบไมไ ด - รอบ ๆ ลําไส : ทอ งแนน มเี สียงโครกคราก ปากแหง เบื่ออาหาร 2. เลือดคั่ง (瘀血 ยวฺ ีเซวฺ ย่ี ) เลือดคัง่ คอื เลือดไหลเวียนชา ลง มกี ารคั่งอยใู นเสนลมปราณ อวัยวะ เน้ือเยอื้ ตา ง ๆ หรือ เลอื ดไหลออกมาคั่งนอกเสนลมปราณ เลือดค่งั เปน ผลของการเปลย่ี นแปลงทางพยาธวิ ทิ ยาของบางโรค และเปน สาเหตุของโรคไดดวย

สาเหตขุ องโรค 117 สาเหตขุ องการเกิดเลอื ดคัง่ มดี งั น้ี 1) สาเหตุจากภายนอก คอื การกระทบกระแทก บาดเจบ็ จากภายนอก ทาํ ใหเลือดไหลเวยี น ไมคลอ ง หรอื เลอื ดคง่ั อยภู ายใน 2) สาเหตุจากความผิดปกติภายในรา งกาย - ลมปราณพรอ ง ทําใหเ ลือดไมไหลเวยี น - ลมปราณไหลเวยี นตดิ ขัด ทาํ ใหเลอื ดไหลเวยี นติดขัดไปดวย - ความเยน็ ทําใหเลือดไหลเวยี นชา ลง จบั ตัวเปน กอ น - ความรอ นทําใหเ ลือดเขม ขน จบั ตัวเปน กอ น หรือมีเลือดออก - ความผิดปกตทิ างอารมณ ทําใหล มปราณตดิ ขดั เลอื ดคงั่ ทําใหเ กดิ อาการเฉพาะ ดังนี้ 1) มอี าการปวดเหมอื นเข็มแทง ตาํ แหนง ทปี่ วดแนนอน กดเจ็บ เปน ๆ หาย ๆ ปวดมาก ตอนกลางคืน 2) มีอาการบวมเปน กอ น อยกู บั ที่ ถา อยทู ผี่ ิวหนังจะมสี ีเขียวมว งคลํา้ ถงึ เขียวเหลอื ง ถา อยู ภายในรา งกายจะเปนกอนคอ นขางแขง็ หรอื กดเจ็บ 3) มเี ลือดออก เลือดมีสมี ว งคลา้ํ หรอื ปนกอ นเลอื ด 4) ใบหนา ริมฝป าก เลบ็ มสี เี ขยี วมว งคลาํ้ 5) ลน้ิ สมี ว งคลาํ้ หรือมีจดุ เลือดออก จํ้าเลือด เปน อาการแสดงทพ่ี บบอ ยที่สุด ใชใ นการ วนิ จิ ฉัยโรคไดรวดเรว็ 6) ชีพจรเล็ก ฝด ลกึ ตึง เหมือนสายธนู หรอื ไมส ม่ําเสมอ อาการเลอื ดค่งั ข้นึ กบั สาเหตุและตําแหนง ดงั น้ี 1) หัวใจ ใจส่ัน เจ็บหนา อก ริมฝป ากและเล็บเขยี วคลาํ้ 2) ปอด เจบ็ หนา อก ไอเปนเลอื ด 3) กระเพาะอาหารและลาํ ไส อาเจียนเปนเลอื ด อุจจาระเหลวสีดาํ 4) ตบั สีขา งปวดบวมเปนกอน 5) มดลูก ปวดทอ งนอ ย ปวดระดู ระดผู ิดปกติ ขาดระดู ระดูสคี ลํ้าเปนกอ น ตกเลือด 6) แขนขา แผลเนอ้ื ตายตามมือเทา 7) ผวิ หนัง บวมปวดสีเขยี วคลาํ้ 8) อาการอนื่ ทพี่ บได เชน ผิวหนงั หนาหยาบแหง ใตล้ินมีเสน เลอื ดดาํ ขอด

118 ศาสตรการแพทยแผนจนี เบ้อื งตน บทที่ 8 การตรวจวนิ จิ ฉัยโรคดว ยศาสตรการแพทยแผนจนี ความเปนมาของอนิ -หยาง ศาสตรก ารแพทยแผนจีนมีหลักการตรวจวนิ ิจฉัยโรคแบบองคร วม หมายถงึ การนําขอมูลจาก ทง้ั ตัวผปู ว ยและส่งิ แวดลอ มตาง ๆ มารว มพจิ ารณาหาสาเหตขุ องโรค หลกั การแบบองครวมน้นั จะพิจารณา ขอ มูลตา ง ๆ ดงั นี้ 1. ตรวจสอบอาการเจบ็ ปว ยทัง้ ภายในและภายนอก เม่อื มีภายในยอมมภี ายนอก หมายถึง ภายในรางกายเกดิ พยาธิสภาพยอมจะแสดงออกมาให เห็นทางภายนอก หรือรูเฉพาะอาณาบริเวณเลก็ ๆ สามารถทราบทงั้ ระบบ 2. ตรวจสอบอาการเจบ็ ปวยของมนษุ ยกับธรรมชาติ ฤดูกาลและภูมิประเทศที่ตางกันจะพบโรคเกิดบอยหรือความชุกของโรคตางกัน หรือสภาพ อากาศที่เปลีย่ นอยางฉบั พลัน และการระบาดของโรคลว นมีอทิ ธพิ ลตอ มนษุ ย 3. ตรวจสอบอาการเจ็บปวยของมนษุ ยก ับสงั คม มักเนนปจจัยการเกดิ อาการเจบ็ ปวยจากภาวะจติ ใจ เชน การแขงขนั ที่รุนแรง มีภาวะกดดัน จติ ใจอยางหนักหนว ง ลวนสง ผลใหอตั ราการเกดิ โรคทางดานจิตใจมมี ากขน้ึ การแพทยแผนจนี มหี ลกั การตรวจทุกดานเพอื่ หาสาเหตุของอาการโรค หมายถึง การตรวจพน้ื ฐาน 4 ประการ หรอื ซื่อเจิ่น (四诊) ซง่ึ วธิ กี ารตรวจโรคทง้ั สนี่ ี้เปนการหาขอมูลในมมุ มองทตี่ า งกัน ดังน้ันการ ตรวจโรค 4 ดา นของแพทยแ ผนจีนจงึ ไมอาจทดแทนกนั ได เนื่องจากการตรวจโรคทั้ง 4 ดานจะสงเสริม ขอมลู ซ่งึ กันและกนั ทาํ ใหไ ดข อมูลท่สี มบรู ณ อยา งไรกต็ าม การตรวจวินิจฉยั ผปู ว ยแตละคนน้นั อาการ แสดงออกอาจไมพ บจากการตรวจครบ 4 ดา น ดงั นนั้ การแยกแยะการเจบ็ ปวยจําเปนตองจบั ประเด็น อาการปวยหลัก ๆ ใหไ ดกอ น การตรวจวนิ จิ ฉยั โรคทางการแพทยแผนจนี วิธีตรวจโรคท้งั ส่ี ไดแก การมองดู (望诊 วา งเจนิ่ ) การฟง และการดมกล่ิน (听诊和闻诊 ทงิ เจนิ่ เหอเหวนิ เจิน่ ) การถาม (问诊 เวน่ิ เจนิ่ ) การจับชีพจรและการคลํา (切诊和按诊 เชีย่ เจ่นิ เหอ อ๋นั เจ่นิ ) 1. การมองดู (望诊 วา งเจนิ่ ) การดู เปน วธิ ตี รวจวินจิ ฉยั โดยการสงั เกตความผดิ ปกติหรอื ความเปลยี่ นแปลงทเี่ กดิ ขน้ึ ภายนอก

การตรวจวินจิ ฉัยโรคดวยศาสตรก ารแพทยแผนจีน 119 รางกาย ไดแก การดูเสิน (神) การแสดงอารมณท างใบหนา การดูสีหนา การดูลกั ษณะทา ทาง การดลู น้ิ และการดูสารคดั หลงั่ ตา ง ๆ จุดประสงคในการตรวจวนิ จิ ฉัยโดยการดูนน้ั เพ่ือประเมนิ พยาธิสภาพของอวยั วะภายในทสี่ ะทอน ออกมาใหเห็นเปน ความผิดปกตขิ องรา งกายภายนอก ทําใหเ ขาใจถงึ สภาวะของโรคได โดยเฉพาะอยา งยง่ิ การดูใบหนา และการดูล้นิ น้นั ทางการแพทยแผนจนี ถอื วา เปนอวัยวะที่มคี วามสัมพันธใกลช ิดกบั อวัยวะ ภายในมากที่สุด 1.1 การดูสภาพรางกายโดยรวม (望整体 วางเจ๋นิ ถ)่ี 1) การดูเสนิ หรอื ความมีชวี ติ ชีวา เสนิ หรอื จติ ใจ เปน ส่งิ ทอ่ี าศัยอยใู นหัวใจแตแสดงออกที่ดวงตา เสิน ในความหมายกวา ง หมายถงึ การแสดงออกภายนอกของการทํางานของรางกาย ซง่ึ สะทอ นถงึ การทาํ งานของอวัยวะภายใน สว นเสนิ ในความหมายแคบ หมายถึง การทาํ งานของจติ ใจ ซ่ึงรวมถงึ การมีสตสิ มั ปชญั ญะและความคิด อา นของมนุษย ซง่ึ การดเู สิน หมายความรวมกนั ทั้งสองความหมาย การดูเสนิ ควรใหความสนใจเรอ่ื งการแสดงออกทางใบหนา ระดบั ของสตสิ ัมปชัญญะ การเคลื่อนไหว และปฏิกิรยิ าตอบสนองตา ง ๆ โดยเฉพาะอยา งยง่ิ การสังเกตการเคลื่อนไหวของลกู ตา เพราะดวงตาเปน ทวารของตับ และเปน ตวั ส่ือสารของหวั ใจ ดังนนั้ หวั ใจสาํ คญั ของการดเู สิน คอื การสังเกตดวงตา (1) การมเี สนิ ปกติ (得神 เตอเสนิ ) การมีเสินปกติจะแสดงออกมาโดยการมีสหี นาแจมใส มคี วามตื่นตัวดี และมีแววตาสดใส การ แสดงออกทางอารมณเปน ธรรมชาติ การพดู ชดั เจน มสี ติสมั ปชัญญะ มีจงั หวะการหายใจสมํา่ เสมอ มี กลามเนอื้ สมบูรณแ ขง็ แรง รา งกายเคล่ือนไหวคลองแคลว ซง่ึ อาการแสดงตา ง ๆ เหลาน้ีเปนตวั สะทอน ใหเหน็ ถึงความสมบรู ณของอวยั วะภายในตางๆ ตารางท่ี 8-1 แสดงอาการทีส่ ะทอนใหเ หน็ ถึงความสมบรู ณข องอวยั วะภายใน อวยั วะภายใน สิง่ ท่สี ะทอนถึงความสมบรู ณ หัวใจ สหี นา แจมใส การแสดงอารมณเ ปน ธรรมชาติ การพูดชดั เจน มสี ติสมั ปชัญญะและมีปฏกิ ิริยาตอบสนองวอ งไว ปอด จงั หวะการหายใจทดี่ แี ละสมํา่ เสมอ มา ม มกี ลา มเน้ือสมบูรณแขง็ แรง และการเคลื่อนไหวของแขนขาคลองแคลว ตับและไต มีความตน่ื ตัวดี และแววตามีประกายสดใส

120 ศาสตรก ารแพทยแผนจนี เบือ้ งตน ความสมบูรณข องอวยั วะตันทงั้ 5 สะทอ นใหเ ห็นถึงความสมบูรณของรา งกาย และเมื่อเกิด เจบ็ ปว ยข้ึน กจ็ ะมกี ารพยากรณโ รคทด่ี ี (2) การมีเสนิ ลดลง (少神 เสา เสิน) การมีเสินลดลง หมายถึง ภาวะทเ่ี สนิ ไมเพียงพอ ซ่งึ แสดงออกโดย การมีสหี นาไมแจมใส แววตา ไมส ดใส ดเู ซ่ืองซมึ หายใจส้นั การพูดเนอื ย ๆ ปฏกิ ิรยิ าตอบสนองเช่ืองชา ออ นลา และดูงว งซมึ การมี เสนิ ลดลงเกดิ จากสารจาํ เปน และลมปราณของอวยั วะตนั ทง้ั 5 ไมเ พยี งพอซึ่งมกั พบในกลุมอาการพรอ ง (3) การไมม เี สนิ (失神 ซอื เสนิ ) การไมมีเสินสะทอ นใหเหน็ ถึงการลดลงอยา งมากของสารจําเปน หรือมคี วามเสยี หายอยางมาก ของเจงิ้ ชี่ บง บอกถึงการทํางานทีล่ ม เหลวของอวัยวะภายใน และหมายถงึ ภาวะวกิ ฤตของรา งกายซึ่งมีการ พยากรณโ รคท่ไี มดี การไมม เี สิน มอี าการแสดงคือ มีสหี นา หมองคลา้ํ แววตาแขง็ ทื่อ มดื มัว หนาตาเฉยเมย ไม แสดงอารมณ สภาพจติ ใจทรุดโทรม ปฏกิ ิรยิ าโตตอบเช่อื งชา การหายใจตนื้ และออ นแรง กลา มเน้อื ลบี เล็ก การเคลอ่ื นไหวยากลาํ บาก บางคร้งั ไมไดสติแตบ น พึมพาํ คนเดียว เอามอื จิกดงึ ผาปทู ่ีนอน หรอื อาจ มอี าการหมดสติไปฉับพลัน ตาปด อา ปาก แขนขาออ นแรง ปส สาวะและอจุ จาระราด ตารางที่ 8-2 แสดงการไมม เี สินมีอาการแสดงทบ่ี งบอกถึงการทํางานทล่ี ม เหลวของอวยั วะตนั ทัง้ 5 อวัยวะภายใน อาการที่บงบอกถงึ การทาํ งานท่ลี มเหลว หวั ใจ สหี นา หมองคล้ํา ไมแ สดงอารมณ สภาพจิตใจทรุดโทรม และปฏิกริ ิยาตอบสนองเช่ืองชา ปอด หายใจแผว เบา หรือหายใจไมส ม่ําเสมอ มา มและกระเพาะอาหาร กลา มเน้ือลบี เลก็ การเคลอ่ื นไหวยากลาํ บาก ตับและไต แววตาแข็งทื่อ ตามวั (4) การมเี สนิ ปลอม (假神 เจ่ยี เสิน) การมเี สินปลอมเปนปรากฏการณหลอกชนดิ หน่ึงของการดีขึ้นเพียงช่ัวคราวเกดิ ขึ้นอยา งฉับพลนั ในผูปว ยซงึ่ อยใู นภาวะวกิ ฤตหรอื ปวยหนกั มาก เนื่องจากสารจําเปนและชลี่ ดลงอยางมากจากภาวะปวยหนัก หรอื ปวยเรื้อรงั การมเี สินปลอม มอี าการแสดงคือ มีการเปลี่ยนแปลงของอาการปว ยทดี่ ขี นึ้ อยางฉับพลัน รวดเร็ว เชน จากการพูดเนอื ย ๆ และแผวเบา กลายเปนการพดู ฉะฉานชดั เจน เสียงดงั ฟง ชัด หรอื จากอาการเซ่ืองซมึ

การตรวจวนิ จิ ฉัยโรคดวยศาสตรการแพทยแผนจีน 121 ไมไ ดส ติ กลายเปนการมสี ติสมั ปชัญญะ รา เรงิ หรอื จากสีหนา หมองคลํา้ กลายเปน แกมแดง ระเรอ่ื หรอื จากอาการเบ่ืออาหาร รบั ประทานอาหารไมไ ด กลายเปน เจรญิ อาหาร รับประทานอาหารไดม ากกวา ปกติ การมเี สนิ ปลอม เปนอาการท่ีบง บอกวาสารจาํ เปน และช่กี าํ ลังจะหมดไป อินและหยางกําลังจะ แยกจากกนั ซง่ึ หมายความวา ภาวะของโรคเขา สขู ัน้ วิกฤตมาก ในคมั ภีรโ บราณ เรยี กวา “แสงสุดทา ย กอ นตะวนั ตกดิน” หรอื “ แสงสวา งวบู สดุ ทา ยกอ นเทยี นจะดับ” ความแตกตา งของการมีเสินปกติกับการมเี สนิ ปลอม คือ 1. การมเี สนิ ปลอม มกั ปรากฎขน้ึ หลังจากภาวะไมมเี สนิ ในผูปวยทีม่ ีอาการหนักมาก และมกั ไมส มั พันธก ับอาการโดยรวมของโรค 2. การมีเสนิ ปลอม มักจะอยูชว่ั คราว หลงั จากนั้นอาการจะแยลงอยา งรวดเรว็ ในระหวา งการ ดาํ เนนิ ของโรค ถา ภาวะของโรคเปล่ียนแปลงจากการมีเสนิ ปกตไิ ปสกู ารมเี สินลดลง หรอื จากการมเี สนิ ลดลง ไปสูการไมม ีเสินหรือการมเี สินปลอม แสดงวาการทํางานของอวัยวะภายในหรือชกี่ าํ ลังลดลง และภาวะของ โรคกาํ ลงั แยลง ในทางกลับกนั ถาผปู วยเปลยี่ นแปลงจากการไมมเี สินไปสูการมีเสินลดลงหรอื การมเี สิน ปกติ แสดงวา การทํางานของอวยั วะภายในและชก่ี ําลงั ดีขน้ึ ความรุนแรงของโรคกําลงั ลดลง ดงั นั้น การ ดเู สิน จงึ มีความสาํ คัญทางคลินิกในการดคู วามเปลี่ยนแปลงของการดําเนินโรค (5) ระดบั ความผดิ ปกติของจติ ใจ (神气不足 เสนิ ช่ปี จู )ู - ภาวะกระวนกระวายใจ (烦躁不安 ฝานเจา ปอู ัน) ภาวะกระวนกระวายใจเกิดจากไฟในหวั ใจ หรอื เกิดหลงั จากโรคทีถ่ กู ความรอ นกระทาํ แลว ทําใหเ กดิ ภาวะพรอง ซง่ึ จะมอี าการไขตํ่า ๆ นอนไมห ลับ กระสับกระสา ย อนั เกิดเน่ืองจากความรอ นมา กระทํา ทาํ ใหส ารนํ้าในรางกายลดลง อาการมีระดับความรุนแรงตา ง ๆ กนั ตง้ั แตร สู ึกอึดอดั แนน ในทรวง อกเหมือนจะหายใจไมอ อก ถารุนแรงมากอาจถึงขั้นหมดสติ แตม กั มอี าการกระสับกระสา ยรวมดวย ถา รุนแรงทส่ี ดุ อาจเขา ขน้ั โคมา พดู จาสบั สนไมร ูเรือ่ ง ซง่ึ เกิดจากไฟกระทําตอหัวใจและไต - ภาวะซึมเศรา (癫病 เตียนปง ) ภาวะซมึ เศราจะมอี าการแสดงคอื ใบหนาไมแสดงอารมณ พดู พึมพํากับตัวเอง เด๋ียว หัวเราะเดยี๋ วรอ งไห การรับรลู ดลง สาเหตมุ ักเกดิ จากความช้นื ตกคา งสะสมและมผี ลกระทบตอ จิตใจ - ภาวะคลมุ คลง่ั (狂病 ขวงปง) ภาวะคลุมคล่ังมีอาการแสดง คือ พูดเพอเจอ ดาทอ บาคลั่ง ไมอยูนิ่ง ชอบปนข้ึนที่สูง ชอบเปลือยกาย เทย่ี วเตรด็ เตรไ ปเร่อื ย ๆ ทํารายรา งกายผูอน่ื ทาํ ลายขา วของ สาเหตุทพ่ี บบอ ยคอื ชข่ี อง ตบั ตดิ ขดั และเปลยี่ นสภาพเปนไฟและเสมหะ ซึ่งเสมหะรอ นนี้จะมผี ลกระทบตอ จิตใจ บางครง้ั อาจเกิด จากความรอนมากเกินไปในเสน ลมปราณหยางหมิง หรือมีเลือดค่ังอุดกัน้ ทวารของเสน ลมปราณหยางหมิง

122 ศาสตรการแพทยแผนจีนเบ้ืองตน - ลมชกั (痫病 เสียนปง ) ลมชักมีอาการแสดงคือ หมดสตฉิ บั พลันรวมกบั มีนํ้าลายไหลยืด และมกี ารกระตกุ ของแขน ขา หลังจากอาการสงบ ผูปวยจะไมม อี าการผิดปกติหลงเหลืออยูเลย สาเหตเุ กิดจากลมตับรวมกบั เสมหะ และเสมหะรอนคั่งคางรบกวนหวั ใจ 2) การดสู ีหนา (望面色 วางเม่ยี นเซอะ) การดูสีหนา หมายถงึ การดูสแี ละประกายของใบหนา เนอ่ื งจากชแ่ี ละเลอื ดจากเสนลมปราณ หลกั ทัง้ 12 เสน จะผานไปยงั ใบหนา ดังน้ันการเปล่ียนแปลงของสแี ละประกายของใบหนา จะสะทอนให เหน็ ถงึ การเปลีย่ นแปลงของเสนลมปราณและอวยั วะภายใน (1) สีหนาปกติ (常色 ฉางเซอ ะ) สหี นา ปกติ หมายถงึ สขี องใบหนา และความมีประกายสดใสของคนที่มสี ุขภาพดี ซ่ึงจะสะทอ น ใหเหน็ ถึงความสมบรู ณของเลอื ดลม และประสทิ ธิภาพการทาํ งานของอวยั วะภายใน ในภาวะปกติสขี องสี หนาสามารถแบง ได ดงั นี้ - สปี ระธาน (主色 จเู ซอะ) สีประธาน หมายถงึ สีผวิ ทมี่ ีมาแตกาํ เนิดของแตล ะบุคคล ซ่งึ แตกตา งกนั ตามเชื้อชาตแิ ละ เผาพนั ธุ เชน คนจีนมผี วิ สีเหลอื ง สีผิวพืน้ ฐานจึงเปน สอี อกเหลอื ง - สผี ันแปร (客色 เคอเซอ ะ) สีผันแปร หมายถงึ สผี วิ ท่เี ปล่ียนแปลงไปเพยี งเล็กนอย ซึ่งเปนไปตามการเปลย่ี นแปลงของ ฤดูกาล เชน ในสาธารณรฐั ประชาชนจีน มี 4 ฤดกู าล จึงมีการเปลี่ยนแปลงของสผี วิ ดังนี้ ฤดใู บไมผ ลิ จะเปนสอี อกฟาหรือออกเขียว ฤดูรอ นจะเปนสีออกแดง ฤดใู บไมร ว งจะเปน สอี อกขาว และฤดหู นาวจะ เปน สีคอ นขางคลา้ํ ซง่ึ ทัง้ หมดเปลีย่ นแปลงไปตามฤดูกาล แตย ังอยใู นเกณฑป กติ การเปลย่ี นแปลงสีหนา ทย่ี งั ปกติ สหี นาสามารถเปล่ยี นแปลงไดตามสภาพการทาํ งานท่ีแตกตา งกัน ภมู ิอากาศ ภมู ปิ ระเทศที่อยู อาศัย อาหาร และการเปลยี่ นแปลงของอารมณ (2) สหี นา ผิดปกติ (病色 ปงเซอ ะ) สีหนาผิดปกติ หมายถึง การเปลยี่ นแปลงของสผี วิ และความสดใสอนั เนื่องมาจากการเจบ็ ปว ยซึ่ง แบง เปน 5 สี ตามอวัยวะตันทั้ง 5

การตรวจวินิจฉยั โรคดวยศาสตรการแพทยแผนจนี 123 ตารางท่ี 8-3 แสดงการเปลีย่ นแปลงของสผี วิ เนอื่ งจากการเจบ็ ปวยแบงตามอวัยวะตนั ท้ัง 5 สีหนา อวัยวะตัน โรคหรอื กลุมอาการ ฟา หรอื เขียว ตบั กลุม อาการจากลม ลมกบั ตบั กลุม อาการปวด กลุมอาการ ความเยน็ เลอื ดคัง่ แดง หัวใจ กลมุ อาการความรอน กลมุ อาการหยางลอยขึน้ บน เหลอื ง มาม กลมุ อาการมา มพรอง กลุมอาการความช้ืน ดีซาน ขาว ปอด ดาํ ไต กลมุ อาการความเย็น กลมุ อาการพรอ ง (เสยี เลือด/สญู เสียช)่ี ไตพรอ ง (หยางของไตพรอง/อนิ ของไตพรอ ง) นา้ํ ค่ังคางใน รา งกาย โรคเกีย่ วกับระบบเลือด เลือดคง่ั กลุม อาการความเย็น (3) ความสัมพนั ธข องใบหนากบั อวยั วะภายใน ในคมั ภีรโ บราณ ไดแ บง สวนตา ง ๆ ของใบหนาตามความสมั พันธกับอวัยวะภายใน ดังนี้ คอหอย อยบู รเิ วณเหนอื จุดระหวา งหัวคว้ิ ปอด หวั ใจ อยูระหวา งหวั ค้ิว ตับ อยใู ตจดุ ระหวา งหัวควิ้ (ดั้งจมูก) ถุงนาํ้ ดี อยใู ตจดุ ของหวั ใจ (สันจมูก) มา ม อยดู านขางท้ังสองดา นของจดุ ตบั กระเพาะอาหาร อยใู ตจ ุดตับ (ปลายจมกู ) ลําไสใ หญ อยูบ รเิ วณปกจมูก ไต สะดือ อยูบริเวณแกม ทั้งสองขาง ลาํ ไสเ ลก็ กระเพาะปส สาวะและมดลูก อยูดา นขางท้งั สองดา นของจดุ ลาํ ไสใหญ อยูใ ตจ ดุ ไต อยเู หนอื แกม ขึน้ ไป (ระหวา งถงุ น้าํ ดี - ลําไสใ หญ) อยบู รเิ วณรอ งระหวางจมูกและรมิ ฝป าก ถาอวัยวะภายในมคี วามผิดปกติ จะมีอาการผดิ ปกติปรากฏทบ่ี รเิ วณใบหนาทสี่ ัมพันธก บั อวัยวะภายในน้นั ๆ 3) การดูลกั ษณะรูปรา ง (望体形 วางถ่ีสิง) (1) รูปรา งสมบรู ณแขง็ แรง (健康 เจ้ยี นคงั ) รูปรา งสมบูรณแขง็ แรง หมายถงึ รปู รา งทีด่ ูล่ําสันแขง็ แรง กลามเนื้อเปนมัดสมบูรณ ชอ งทรวงอก

124 ศาสตรการแพทยแผนจนี เบอื้ งตน หนาและกวาง ผิวพรรณเปลงปล่ัง แสดงถึงความสมบรู ณของอวัยวะภายใน ช่ี และเลือด เม่อื เกิดเจ็บปวย จะมีพยากรณโรคท่ดี ี (2) รูปรา งออ นแอ (衰弱 ไซฺวรั่ว) รูปรางออ นแอ หมายถึง รูปรา งท่ีดอู อ นแอข้ีโรค โครงรา งบอบบาง ชองทรวงอกแคบ กลา มเนื้อลีบ เลก็ ผิวพรรณหมองคล้าํ ไมส ดใส แสดงถึงความไมส มบูรณของอวยั วะภายใน ภาวะพรอ งของชแ่ี ละเลอื ด เมอื่ เจบ็ ปว ยจะมพี ยากรณโรคไมด ี (3) รูปรา งอว น (肥胖 เฝวฺ ยพงั๋ ) ถา รปู รางอวนและเจริญอาหาร รบั ประทานไดมาก หมายถงึ ภาวะเกนิ แตถ า รูปรา งอวนแต เบอ่ื อาหาร หมายถึง ภาวะชพี่ รอ ง คนที่รปู รา งอวน มีความเสย่ี งสูงทจ่ี ะมคี วามชืน้ และเสมหะคั่งคา ง สะสมในรางกาย ทาํ ใหเกดิ ภาวะชี่ตดิ ขัด แลวอาจแปรสภาพเปนไฟ ซ่ึงอาจทาํ ใหเ กดิ อมั พฤกษไ ด (4) รูปรางผอม (消瘦 เซียวโซว) ถา รูปรา งผอมแตร บั ประทานอาหารไดมาก มักเกย่ี วกับภาวะไฟลุกโชนในจงเจียว แตถา รูปรา ง ผอมและรับประทานอาหารไดนอย มกั เก่ยี วกบั ภาวะมา มและกระเพาะอาหารพรอง ถารปู รา งผอม และมี อาการรอนทั้ง 5 รวมกบั เหงอื่ ออกตอนกลางคืน มักเก่ยี วของกบั ภาวะอินและเลอื ดพรอ ง 4) การดูลกั ษณะทาทาง (望神情 วางเสินฉงิ ) (1) ทา นอน ทานอนหงายมักเก่ียวขอ งกับหยาง แตท า นอนควา่ํ มกั เกีย่ วของกับอนิ ถา นอนแลวพลกิ ตัวได งา ย ชอบนอนหงายและกางแขนขา หรอื ชอบถอดเสอ้ื ผาเวลานอน มกั เกย่ี วของกบั กลมุ อาการหยาง กลุม อาการความรอ น และกลุมอาการแกรง ถานอนแลวพลิกตวั ลาํ บาก ชอบสวมเสอื้ ผาหนา ๆ หรอื ชอบนอน คดุ คู มักเกย่ี วขอ งกับกลมุ อาการอิน กลุมอาการความเยน็ และกลุมอาการพรอ ง (2) ทา นั่ง นง่ั ศรี ษะตง้ั ตรง หอบ และมีเสมหะมาก มกั เกี่ยวของกับภาวะปอดแกรง นั่งโดยศีรษะตกลง หายใจสั้น และพดู เสียงเบา มกั เกยี่ วขอ งกบั ภาวะปอดพรอง ถาผปู ว ยนงั่ ไดอ ยา งเดียว นอนราบไมได เพราะ เวลานอนลงจะไอ มักเกีย่ วขอ งกับภาวะมีนํ้าคัง่ คา งในปอดหรอื ในชองทอ ง ถามีอาการเปนลมหนา มืด เวลา เปลี่ยนจากทา นอนเปนทานงั่ มกั เกดิ จากการเสยี เลือดและภาวะชพี่ รอง (3) ทา ทางท่ผี ิดปกติ คอและหลังแขง็ เกรง็ เกดิ จากมีพยาธสิ ภาพท่เี สนลมปราณไทหยาง อาการกระตกุ ของหนังตา ใบหนา ริมฝป าก หรอื แขนขา ในผูปวยทมี่ ีไขเฉียบพลนั เปนอาการนาํ ของอมั พฤกษ แตถ าพบในผปู ว ย เร้อื รงั จะเกดิ จากไมไ มสามารถใหความชุมช้ืนแกเอ็น เน่อื งจากเลอื ดตบั ไมเ พยี งพอ

การตรวจวนิ ิจฉัยโรคดว ยศาสตรก ารแพทยแผนจีน 125 1.2 การดูรางกายเฉพาะสวน (望局部 วางจฺหวีป)ู 1) ศรี ษะ (头形 โถวสงิ ) ศรี ษะเปน ท่ีรวมของเสน ลมปราณหยางท้ังหมด สว นสมองเปนที่อยขู องจติ ใจ (元神 เหวยี น เสนิ ) และเปนทะเลของไขกระดกู ไตเปน ทีเ่ ก็บจิงชแ่ี ละเปน ตวั หลักในการสรางไขกระดูกและกระดกู ดงั นัน้ ความผดิ ปกติของศรี ษะจึงสมั พันธก ับสมองและไต และมักเกีย่ วของกบั การเพมิ่ หรอื ลดของชแี่ ละเลือด ศีรษะต้งั ตรง หมายถึง โรคทีเ่ ก่ียวกับหยาง ถาศีรษะตกลงจะเกย่ี วขอ งกบั อนิ คอแขง็ เกร็ง แสดงถงึ เสียช่ีทมี่ ีกาํ ลังมาก คอทหี่ อ ยตก แสดงถงึ เจิ้งช่ที อี่ อนแอ ศรี ษะทส่ี ั่นโดยควบคุมไมไ ด เปนอาการ นาํ ของกลมุ อาการลมตับ หรือเกดิ จากช่ีและเลือดไมเพยี งพอในคนสงู อายุ ในเดก็ ทารกทีก่ ระหมอ มโปง ออก เกดิ จากความรอนกระทําตอ สว นบนของรา งกาย ซง่ึ เปนกลุม อาการรอ นแกรง แตถ ากระหมอ มบมุ เขา จะเกีย่ วขอ งกบั ภาวะมามและกระเพาะอาหารเยน็ พรอ ง หรือเกิดจากรา งกายขาดน้าํ เนือ่ งจากอาเจยี นมาก หรอื ทองรว ง หรอื ทนุ แตกําเนดิ ไมเ พยี งพอทําใหพ ฒั นาการชา 2) ใบหนา (面形 เม่ยี นสิง) ใบหนา ทีบ่ วมแดงและเจ็บปวด เกิดจากความรอ นมากระทํา เชน โรคไฟลามทงุ อาการบวม แบบหยาง จะมีอาการบวมทีใ่ บหนา กอ น แลวจงึ บวมท่ีทอ งและขาตามมา อาการบวมแบบอนิ จะมีอาการ บวมทท่ี องและขากอ น จงึ จะบวมทใ่ี บหนา ตามมา ถามีอาการตาและปากเบ้ียวอยา งเดยี ว หรือมอี าการชาท่ี ใบหนา มักเกิดจากลมมากระทําตอเสน ลมปราณลัว่ ถา มอี าการแขนขาออ นแรงครึ่งซีก หรือหมดสติรวม ดวย เปนอาการของอัมพฤกษจ ากลมมากระทําตออวัยวะตนั และมีลมเสมหะอุดกั้นเสนจงิ ลั่ว หรือการไหลเวยี น ของชแี่ ละเลือดในเสนลมปราณไมพอ 3) เสน ผม (头发 โถวฝา ) การดูความเปล่ียนแปลงของสผี ม ลกั ษณะของเสนผม และการหลดุ รวงของเสน ผม มามมหี นาที่ สรางและแปรสภาพสารอาหารเปนช่แี ละเลือด เสน ผมเปนสวนเกินของเลอื ด และเปนส่ิงท่ีแสดงถงึ ความ สมบูรณของชข่ี องไต และสะทอนใหทราบวาจิงเลอื ดสมบรู ณ ดังน้นั ความผดิ ปกตขิ องเสนผมจึงเกี่ยวขอ ง กับมา มและไต ผมทเ่ี ปน ประกายและดกหนา แสดงถงึ ความสมบูรณของจิงชแี่ ละเลือด ซึง่ สะทอนใหเห็นถงึ ความสมบรู ณข องมา มและไต ในทางตรงกันขา มถาเสน ผมแหง หยาบและหลดุ รว ง แสดงถงึ ความพรองของช่ี และเลือดของมามและไต ซง่ึ มกั พบในผปู ว ยเรอื้ รัง หรอื ผปู ว ยระยะวกิ ฤต เมอื่ ชแ่ี ละเลอื ดไมเ พียงพอจะทาํ ใหเ สน ผมบาง เลอื ดรอนหรอื ไตพรองทาํ ใหเสนผมแหงและบาง และรว งงาย ชแ่ี ละเลือดกําลงั เสื่อมลงเปน ผลใหผ มเปน สีเทาและหลุดรวง ภาวะผมรว งเปน หยอมอยา ง ฉบั พลัน เกิดจากมีลมมากระทําตอหนงั ศีรษะในขณะท่เี ลอื ดพรอง

126 ศาสตรก ารแพทยแผนจนี เบื้องตน 4) ดวงตา (望目 วา งม)ู ตาเปน ทวารของตบั และมคี วามสัมพนั ธใกลช ิดกบั อวยั วะภายใน โดยคมั ภีรโบราณตัง้ เปน “ทฤษฎีลอท้งั 5” ซงึ่ แบง สว นตา ง ๆ ของดวงตาตามความสัมพนั ธกับอวยั วะตันท้งั 5 ดังน้ี - ลอ เลอื ด อยบู รเิ วณหัวตาและหางตา สัมพันธก บั หัวใจ - ลอ ชี่ อยูบรเิ วณตาขาว สัมพนั ธกับปอด - ลอ ลม อยบู รเิ วณตาดํา สัมพันธก บั ตับ - ลอน้ํา อยบู รเิ วณรูมา นตา สมั พนั ธกบั ไต - ลอ กลา มเนื้อ อยบู ริเวณเปลอื กตา สมั พันธกบั มาม (1) การดเู สินของดวงตา ดวงตาทีม่ เี สนิ ปกติจะมลี กั ษณะคือ การมองเห็นชัดเจน สามารถแยกแยะตาขาวและตาดําได ชัดเจน แววตามปี ระกายสดใส มีน้าํ ตาและขตี้ าเลก็ นอย หากเจบ็ ปว ยมกั เกีย่ วขอ งกบั กลมุ อาการหยาง สามารถรักษาใหหายขาดไดง าย ดวงตาทไ่ี มม ีเสนิ จะมีลกั ษณะคือ การมองเห็นไมช ัดเจน ตาขาวขนุ มัว สีของตาดาํ เลอะเลือน แววตาแขง็ ทือ่ ไมมีนํ้าตาและขี้ตา หากเจ็บปว ยมกั เกย่ี วของกบั กลุม อาการอนิ รกั ษาใหหายขาดไดย าก (2) การดูสีของดวงตา ตาแดง มักเก่ยี วขอ งกับภาวะรอ นแกรง ถา แดงเฉพาะสว นตาขาว แสดงถึงภาวะมไี ฟในปอด หากเหลอื งจะหมายถงึ ภายในรา งกายมภี าวะรอ นชื้นมาก ถา แดงเฉพาะสวนหวั ตาหรอื หางตา แสดงถงึ มี ไฟในหัวใจ ถา ตาแดงกํา่ และเจบ็ บวม มักเกิดจากความรอนมากระทําตอ เสน ลมปราณตบั ถา มกี ารบวม แดงท่เี ปลือกตา มักเกดิ จากมีไฟทม่ี า ม ถา เย่อื บุเปลือกตามสี ซี ดี เกี่ยวขอ งกับภาวะเลือดพรอ ง เนือ่ งจาก เลือดไมสามารถหลอ เลยี้ งดวงตา ถาตาขาวมสี ีเหลืองแสดงถึงภาวะดซี าน เกิดจากน้ําดไี หลออกมามาก เนอื่ งจาก ความรอ นชื้นสะสมทถ่ี งุ น้ําดี ถา ขอบตาบนและลางมสี ีดาํ เปนประกายเปลง หมายความวา มีนา้ํ คัง่ คา งใน รางกาย ถาขอบตามีสเี ขียวคล้าํ ไมมปี ระกาย มักเกิดจากภาวะไตพรอ ง (3) การดลู ักษณะของดวงตา ถา เปลือกตามลี กั ษณะปวดบวม แสดงวา มา มมีความรอ น ถาเปลือกตาบวมชา ๆ โดยไมปวด มักเกิดจากภาวะมา มพรอง แลว ไมส ามารถลาํ เลยี งน้ําและความชน้ื ได ถาเปลอื กตาลา งบวมเลก็ นอย รว มกับ มอี าการออ นแรง มกั เกดิ จากภาวะมา มและไตพรอ ง ตาโบเปนรองลึกเกิดจากสารนํ้าในรางกายไมเ พยี งพอ และเลอื ดไมสามารถไปหลอเลยี้ งดวงตา ซ่ึงมักเกิดข้ึนภายหลังจากการอาเจียนมาก ทอ งรวง หรือเสียเลอื ด มาก ถาพบลกั ษณะตาลึกโบใ นผูปวยเรอ้ื รงั หรอื ผปู ว ยระยะวกิ ฤต แสดงวาชขี่ องอวัยวะภายในกาํ ลงั จะ หมดไป การรักษาใหหายขาดทาํ ไดยาก และการพยากรณโรคไมดี ถารวมกับภาวะหมดสติ และชีพจร

การตรวจวนิ จิ ฉัยโรคดวยศาสตรการแพทยแผนจนี 127 ออนแรงมาก แสดงวา จงิ ชก่ี ําลงั จะหมด อนิ และหยางกาํ ลงั จะแยกจากกัน รมู า นตาขยายมกั เกดิ จากจงิ ช่ี ของไตออนแรงลง ทาํ ใหไมสามารถขนึ้ สดู วงตาและยดึ รูมา นตาไวไ ด ซึง่ เปนลกั ษณะของผูปว ยหนกั ระยะ สุดทา ย รูมานตาหดเลก็ มกั เกิดจากมไี ฟลกุ โชนทตี่ ับและถุงนํ้าดี หรือเกิดจากพิษบางชนิดหนังตากระตุก มักเกดิ จากถูกลมรอ นกระทํา หรือภาวะชี่พรองและเลือดไมเพียงพอ ไมสามารถไปหลอเล้ยี งเสน ลมปราณ 5) หู (望耳 วา งเออร) หู เปน ทวารของไต เสน ลมปราณมอื และเทา หยาง 3 เสน ผานมาที่หู หทู ี่หนาและใหญ แสดง ถงึ ความสมบรู ณของชขี่ องไต หูทบ่ี างและเลก็ แสดงถงึ ชข่ี องไตพรอ ง หูบวม เกดิ จากมไี ฟในเสนลมปราณ เสา หยาง ใบหูทเ่ี ห่ยี วแหงและเกรยี ม เกิดจากจงิ ในไต หรอื อนิ ของไตกาํ ลงั จะหมด หรอื มีแผลทลี่ าํ ไสแ ละใบ หูท่ีแหงเปนขุย เกิดจากเลือดคั่ง ในเด็กเล็กท่ีหลังใบหูเปนเสนสีแดงรวมกับโคนหูเย็น มีไข ไอ และมี น้าํ มูก เปนอาการนาํ ของโรคหัด 6) จมูก (望鼻 วา งป) จมูกที่มีประกาย แสดงถึงการฟนตัวของช่ีของกระเพาะอาหารหลังจากอาการปวย จมูกท่ีดู เห่ยี วแหง สเี หลอื งปนคลาํ้ แสดงวามีไฟในมา มเผาผลาญสารนํา้ หรอื สะทอ นใหเ หน็ วา ภาวะของโรคแยลง โพรงจมกู ทีแ่ หง และสคี ลํ้า แสดงถงึ ภาวะความรอ นกระทําตออนิ หายใจจมูกบานในระยะแรกของโรค แสดง วามีลมรอนและรอ นแกรงสะสมในปอด แตถาพบในผปู ว ยเร้อื รงั รว มกับหอบ มีเหง่ือเยน็ บงบอกถงึ ช่ี ของปอดกาํ ลงั จะสูญหมดไป นํ้ามกู ใส หมายถงึ มลี มเยน็ จากภายนอกมากระทาํ นํ้ามูกขน หมายถงึ มี ลมรอ นจากภายนอกมากระทาํ เลือดกาํ เดาไหล มักเกิดจากมีความรอนสะสมทป่ี อดและกระเพาะอาหาร 7) ริมฝปาก (望口唇 วางโขว ฉุน) มามเปดทวารท่ีปาก แสดงถงึ ความสมบูรณทีร่ ิมฝปาก เสนลมปราณมอื และเทาหยางหมงิ เดนิ อยูร อบริมฝปาก ดงั น้นั ความผิดปกติของมา มและกระเพาะอาหารจะสะทอนออกมาทรี่ ิมฝปาก (1) สีของริมฝปาก ริมฝป ากสีแดงชมพเู ปนประกายเปนภาวะปกติ สีแดงซดี แสดงถึงภาวะช่แี ละเลอื ดพรอ ง สแี ดง คลาํ้ และแหง แตกเกิดจากภาวะรอ นแกรง ริมฝป ากสเี ขยี วคล้ําเกดิ จากเลอื ดคงั่ เนอ่ื งจากความเยน็ มากระทํา รมิ ฝป ากสีมว งอมเขียว แสดงถงึ มคี วามรอ นค่ังคางอยภู ายในรางกาย รมิ ฝปากสดี ําคลาํ้ รอบ ๆ บง บอก ถึงชข่ี องไตกําลงั จะหมด (2) ลักษณะของริมฝปาก รมิ ฝปากแหง แตก แสดงถงึ ภาวะความรอ นแหง เผาผลาญนํ้าในรางกาย นํ้าลายไหลยืดควบคุม ไมไ ด มักเกดิ จากมา มพรอ งรวมกับมีความชน้ื มาก หรือมีความรอนสะสมในมา มและกระเพาะอาหาร แผล ในปากเกิดจากความรอ น เสมหะชื้นในมา มและกระเพาะอาหาร มีลักษณะเปนแผน สขี าวเต็มปาก เกิดจาก

128 ศาสตรการแพทยแผนจีนเบ้ืองตน มคี วามรอ นสงู สะสมในหัวใจและมา ม มะเรง็ ของริมฝปากเกดิ จากมเี สมหะรอนค่งั คางสะสมทีร่ ิมฝป าก 8) ฟน และเหงือก (望齿龈 วา งฉอ่ื อนิ๋ ) ฟน เปนสวนเกนิ ของกระดกู และกระดกู สรา งมาจากไต สว นเหงอื กเปนบริเวณที่เสนลมปราณ มือและเทาหยางหมิงผาน ดังนน้ั การดฟู น และเหงือกจะสะทอ นใหเหน็ ถึงความผิดปกตขิ องไต กระเพาะ อาหารและลาํ ไสไ ด โดยเฉพาะอยา งยิง่ การเปลยี่ นแปลงของฟน และเหงือกจะเกี่ยวของกบั ความรอ นมากระทํา ตอ สารน้าํ ของกระเพาะอาหารและอินของไต (1) การดฟู น ฟนสเี หลอื งและดแู หง แสดงถงึ มคี วามรอ นเผาผลาญสารนํ้าในรา งกาย ฟน ทีด่ คู ลายกระดกู ที่ ตายแลว หมายถงึ อนิ ของไตออ นกําลงั การกดั ฟนเวลานอน มกั เกิดจากมีความรอ นสะสมภายใน หรือมี อาหารไมย อยตกคาง (2) การดเู หงอื ก เหงอื กสซี ีด หมายถงึ เลอื ดพรอ ง เหงอื กรนและสีซีด แสดงถงึ อินของกระเพาะอาหารพรอง หรือชข่ี องไตพรอ ง เหงอื กอกั เสบบวมแดง เกดิ จากไฟกระเพาะอาหารลกุ โชน ถามเี ลอื ดออกตามไรฟน ดว ย แสดงถึงไฟจากกระเพาะอาหารกระทาํ ตอ เสนลมปราณลวั่ 9) คอหอย (望咽喉 วา งเอยี นโหว) คอหอยเปนทวารของปอดและกระเพาะอาหาร เปน ทางผานของอาหารและลมหายใจ เสน ลมปราณหวั ใจ ไต ตบั กระเพาะอาหาร และมา ม มที างตดิ ตอกับคอหอยท้ังส้นิ คอหอยที่ปกติจะมลี ักษณะคือ เปนสีชมพูและชมุ ชน้ื รว มกบั การหายใจทปี่ กตแิ ละการกลืนท่ี คลอ งดี คอหอยที่ปวดบวมแดง แสดงถึงมคี วามรอนที่ปอดและกระเพาะอาหาร ตอ มทอนซิลอักเสบ เกดิ จากถูกไฟเผาจนไหมเกรยี มทาํ ใหเ นาเปอ ย เนอื่ งจากมีไฟมากในปอดและกระเพาะอาหาร อาการหลอดลม อกั เสบเร้อื รัง มกั จะมีอาการเจบ็ คอ แตย ังมสี ีชมพูและไมบ วมแดง เกิดจากภาวะรอ นพรอ ง 10) ลาํ คอ (望颈项 วางจงิ่ เซ่ยี ง) เนอื้ งอกบริเวณลําคอทส่ี ามารถเคลื่อนทไ่ี ดต ามการกลนื เกดิ จากชขี่ องตับติดขัด และมี เสมหะค่งั คางสะสม เสน เลือดบริเวณลาํ คอโปง พองเวลานอนราบ เกิดจากหลอดเลอื ดหัวใจมกี ารคั่งของ เลือด หรอื หยางของหวั ใจและไตเสอ่ื มทําใหเกิดภาวะนํ้าดันขึน้ หวั ใจ 11) นวิ้ ชี้ของเดก็ ทารก (小儿食指络脉 เสี่ยวเออ รส อื จือลวั่ มาย) เสนเลือดดําทนี่ ้ิวชข้ี องเดก็ ทารก หมายถึง เสนเลอื ดดาํ ที่อยดู า นขา งดา นฝา มอื ของน้ิวชี้ ซ่ึงเปน แขนงของเสนลมปราณมือไทอินปอด การวนิ จิ ฉัยโดยวธิ ีน้ใี ชก บั เด็กที่อายุนอยกวา 3 ปเ ทา น้ัน เปนการ ทดแทนการจบั ชีพจรในเดก็ เลก็

การตรวจวินจิ ฉัยโรคดวยศาสตรก ารแพทยแผนจีน 129 (1) การแบงสวนของเสน เลอื ดดาํ แบงไดเ ปน 3 สวน ไดแ ก ดา นลม คือ บริเวณขอนวิ้ สว น ตน ดา นชี่ คือ บรเิ วณขอ นิ้วสว นกลาง และดา นชีวติ คือ บริเวณขอนว้ิ สว นปลาย (2) ตวั บงช้ตี อโรค ถา เสนเลือดดําโปง ชดั ถงึ ดานลม แสดงวา เสียช่ีอยรู ะดับตน้ื อาการของ โรคไมรุนแรง ถา เสน เลอื ดดาํ โปงข้ึนมาถึงดานช่ี แสดงวาเสียชเ่ี ขาสรู ะดับจิงลว่ั อาการของโรคคอ นขา งหนัก ถาเสนเลอื ดดาํ โปงข้นึ มาถึงดา นชวี ติ แสดงวาเสยี ชีเ่ ขา สรู ะดบั อวยั วะภายใน อาการของโรคหนักมาก การ พยากรณโ รคไมด ี 1.3 การดสู ารคดั หลัง่ (望分泌物 วางเฟนมอี่ ู) 1) เสมหะ (望痰 วางถาน) เสมหะรอ น มีสีเหลอื งขน เหนยี ว เสมหะเย็น มสี ีขาวใสไมข น เสมหะลม เปนน้าํ มากมฟี อง ปน เสมหะช้นื มสี ขี าว ปริมาณมากขากออกงาย เสมหะแหงเหนียวขากออกยาก เสมหะปนเลอื ด เกิดจาก ความรอ นกระทาํ ตอปอด เสมหะปนเลือดปนหนอง เกิดจากมีฝในปอด 2) นํา้ ลาย (望涎 วา งเสียน) น้าํ ลายใส ๆ ไมข น มักเกิดจากกลมุ อาการพรอง และมคี วามเยน็ มากระทาํ ตอมา มและกระเพาะ อาหาร ถา น้าํ ลายไหลเวลานอนหลบั เกดิ จากชขี่ องมา มพรอง หรอื มีความรอ นในกระเพาะอาหารรว มกบั มปี รสติ ซึ่งมักพบในเด็ก 3) น้าํ มกู (望涕 วา งที)่ น้ํามกู หมายถงึ มีลมและความเย็นมากระทําหากเปนนํ้ามูกขนเหนยี ว แสดงวา เกดิ จากลม รอนมากระทาํ 4) อาเจยี น (望.呕吐物 วางโอว ทอู )ู อาเจยี นแบบเย็น ลักษณะเปน นา้ํ ใส ๆ ไมม ีกล่ินเหมน็ เกิดจากหยางของมา มหรอื ไตพรอ ง หรือความเย็นกระทาํ ตอ กระเพาะอาหาร อาเจียนแบบรอน ลักษณะขนเหนียว กล่ินเหม็นมาก เกิดจากมี ความรอนกระทาํ ตอกระเพาะอาหาร หรือไฟตบั ขมกระเพาะอาหารทาํ ใหชข่ี องกระเพาะอาหารยอนกลับ อาเจียนเปน เลอื ดหรือมีเลือดปน ลกั ษณะเปน เลือดและอาหารท่ีไมยอยเกดิ จากมีความรอ นสะสมในกระเพาะ อาหาร หรอื ไฟตับกระทาํ ตอกระเพาะอาหารหรือมเี ลือดคัง่ 1.4 การดลู นิ้ (望舌 วา งสือ) ส่งิ ท่ีไดจากการดูลนิ้ 1) บอกภาวะของพลงั เจ้งิ ช่ีของรางกาย ล้นิ แดงชมุ ช้นื พอดี-เลือดสมบูรณ ลน้ิ ซดี ขาว-เลือดลมออนแอ ลิน้ มีฝา บางขาว-ช่ขี องกระเพาะ อาหารสมบูรณ ล้ินไมมีฝา -อนิ กระเพาะอาหารเหือดแหง

130 ศาสตรก ารแพทยแผนจีนเบอ้ื งตน 2) บอกชนิดของปจจัยกอ โรค ฝาเหลืองคอื รอ น ฝา เหนยี วมคี วามชนื้ 3) บอกตาํ แหนง และความลึกตนื้ ของโรค ฝา บางโรคอยูต ้ืน ฝา หนาโรคอยูภายใน 4) พยากรณแ ละการดาํ เนนิ โรค ฝา บางเปล่ียนเปนฝาหนาแสดงวา โรคดําเนนิ ไป หากฝา หนาเปล่ียนเปน ฝา บางแสดงวา อาการดขี น้ึ ขอควรระวังในขณะดูลิ้น 1) แสงสวางตองเพียงพอ แสงที่ดที ีส่ ุดควรดูใตแสงจากธรรมชาติ หากใชแสงไฟตองระมดั ระวัง มักทําใหสงั เกตผดิ เพราะแสงไฟอาจทาํ ใหเหน็ ฝาสีเหลอื งเปนสีขาว 2) ทา การตรวจ อาปากกวา ง แลบลิ้นโดยไมตอ งใชแ รงและไมน านเกนิ ไป 3) สีจากภายนอกยอ มตดิ อาจมสี ารบางอยา งทําใหฝา มีสี เชน กาแฟ ลูกอม 4) เวลาและฤดกู าล ตอนเชา ฝาบนล้นิ จะหนามากกวาปกติ เพราะเวย ชี่ตกคา งจากมา มและ กระเพาะอาหาร เนื่องจากไมไ ดทาํ งานเปน เวลานาน ฤดูรอนลนิ้ จะแดง ฝา จะเหลอื งขนึ้ 5) อายุ ผูสูงอายุ ลนิ้ อาจจะซดี มีรอยแตกบนลนิ้ บาง เน่อื งจากเลอื ดลมบกพรอ ง เดก็ ฝา หลุดรอ นไดงาย (ลน้ิ แผนที่) เนื่องจากเวย ช ีย่ งั ไมส มบรู ณ 6) ขนาดของรา งกาย คนอว น อาจมีล้นิ ใหญ ซึ่งสัมพนั ธก ับรา งกายและมกั มสี ซี ดี การดตู วั ลนิ้ การแบงสว นตา ง ๆ ของลิ้น 1) แบง ลิน้ เปน 3 สว นของรา งกาย ไดแ ก สว นปลายลิน้ -รางกายสว นบน สว นกลางลน้ิ - รางกายสว นกลาง สวนโคนล้นิ -รางกายสว นลาง 2) แบง ลน้ิ ออกเปน บริเวณของอวยั วะภายใน ไดแก สวนปลายลิ้น-หัวใจและปอด สวนกลาง ลิน้ -มา มและกระเพาะอาหาร สว นขอบล้นิ -ตับและถงุ นา้ํ ดี สว นโคนลิน้ -ไต การตรวจสว นตา ง ๆ ของล้ิน 1) การมีชีวติ ชีวา เชน ลิน้ หอเห่ียว ลน้ิ มีประกายมนี ้ํามีนวล เปนตน 2) สีของตัวลิ้น เชน สขี าวซีด สีชมพู สแี ดง สแี ดงเขม เปน ตน 3) ลกั ษณะของลน้ิ เชน ลน้ิ ผอมเล็ก ลน้ิ บวมโต ผวิ ลิน้ หยาบหรอื ออนนุม เปน ตน 4) ลักษณะการเคล่อื นไหว เชน ล้ินแขง็ ท่ือ ลนิ้ ออนแรง ลนิ้ ส่นั เปน ตน

การตรวจวินิจฉัยโรคดวยศาสตรการแพทยแผนจนี 131 การดูฝา 1) ดสู ีของฝา เชน สขี าว สเี หลอื ง สเี ทา สดี ํา เปนตน 2) ดูลักษณะฝา เชน ฝา หนาบาง ฝาชุม ช้นื -แหง ฝาเหนียวหรือรอ น เปน ตน การมชี วี ิตชีวา 1) ลนิ้ ที่มชี ีวิตชีวา หมายถงึ ลิน้ ทีม่ ีน้าํ มนี วล มีประกายไมหมองคลา้ํ มสี แี ดงชมพู ซงึ่ บง บอก ถึงสภาวะมีเลอื ดและชด่ี ี ไมม ีการอุดกน้ั และเคลอื่ นไหวคลองแคลว แสดงวา รางกายแข็งแรง 2) ล้ินทไี่ มมีชวี ิตชีวา หมายถงึ ล้ินท่เี หย่ี วแหง ไมม ีประกาย สหี มองคล้ํา เคลื่อนไหวไม คลอ งแคลว แสดงภาวะขาดเลือดและชี่ หรือมกี ารอุดกน้ั สีของตัวลน้ิ 1) ล้นิ สซี ดี หรอื สขี าวซดี หมายถึง สขี องตัวลนิ้ ออ นหรอื จางกวา สีลิ้นปกติ ในรายที่ซีดมากจะ มีสขี าวซีด แสดงวา เลือดมาเลยี้ งนอ ยมาก แสดงถงึ กลุม อาการพรอ ง กลมุ อาการเย็น เลือดและชพี่ รอ ง 2) ลิน้ สีแดง หมายถึง สขี องตวั ล้นิ เขม กวา ล้ินปกติ ลนิ้ จะแดงมากขึน้ เปน สแี ดงสด แสดงถงึ อาการรอ นภายในทําใหช แ่ี ละเลอื ดไหลเวียนมาก แบงเปน รอ นพรองและรอนแกรง 3) ลน้ิ แดงจัด หมายถงึ ล้นิ ทม่ี ีความแดงเขม กวาภาวะล้นิ แดง แสดงถงึ ความรอนไดเ ขาสู ระดับเลอื ด หรือภาวะอนิ พรองจนเกิดไฟ ภาวะเลอื ดอดุ ก้ันรนุ แรง 4) ลน้ิ สมี ว ง หมายถงึ ตวั ลน้ิ มสี ีคลาํ้ ออกเปน แดงมว ง หรอื เขียวอมมว ง แสดงถึงความรอน มาก เลอื ดอุดก้นั ความเยน็ ทาํ ใหเ ลอื ดไมไหลเวยี น มีการอดุ ก้นั 5) ล้ินสีเขยี ว หมายถงึ ตัวลิ้นมสี ีเขยี วเหมอื นล้นิ ของควาย แสดงถึงความเย็นอุดก้ันเน่ืองจาก หยางพรอ ง หรอื มีการคงั่ ของเลอื ด ลกั ษณะของลิ้น 1) ความหยาบ ความนมุ ของผวิ ล้นิ ถา ผวิ ลน้ิ มีพ้นื ผิวหยาบและแข็งเหมือนมแี ผลเลก็ ๆ เรียกวา ผวิ หยาบ แสดงถึงภาวะแกรง ถา ผวิ ลน้ิ มพี น้ื ผิวนุม มักจะอวบมนี าํ้ พ้นื ผิวจะละเอียดเหนียว เรยี กวา ผวิ นุม แสดงถึงภาวะพรอง 2) ลนิ้ อว นใหญ ล้ินทค่ี อ นขางโตกวาปกติ เรยี กวา ลนิ้ ใหญ และล้ินที่โตกวา ปกตมิ าก เมื่อ แลบลิ้นออกมาจะโตคับปาก เรยี กวา ลนิ้ อว นใหญ แสดงถงึ ภาวะหยางพรอ ง น้าํ และความช้นื ตกคา ง ความรอนชื้นสะสมภายใน 3) ลน้ิ บวมโต หมายถึง ลนิ้ ที่มีลกั ษณะบวมโตเต็มปาก แลบลน้ิ ออกไดแตดึงล้ินกลับไมได แสดงถงึ หวั ใจและมามรอ นจดั ถกู สารพษิ

132 ศาสตรการแพทยแผนจนี เบอื้ งตน 4) ล้นิ ผอมเลก็ หมายถึง ตวั ล้ินมขี นาดเลก็ หรือผอมบาง แสดงถึงเลือดและช่พี รอ ง อินพรอ ง ทาํ ใหไฟกําเรบิ 5) ตุมรบั รสบนผวิ ล้ินนูน หมายถึง ลกั ษณะผวิ ลน้ิ มตี ุมเล็ก ๆ หรอื เปนตุมเม็ดปดู ใหเ หน็ ถา นนู มากก็คลายกบั หนาม เมือ่ เอามือลูบดจู ะรสู กึ สาก ๆ มักพบบริเวณขอบล้ินและบรเิ วณปลายล้นิ แสดง ถึงความรอนอุดกนั้ อยูภายในเขา สรู ะดับเลอื ด 6) ลนิ้ มีรอยแตก หมายถงึ ตวั ล้ินมีความไมส ม่ําเสมอ ลกึ ต้ืนไมเทากัน เปนหลมุ เปนบอ เปน รอยขวาง มีรอยยนคลา ยรอยหยกั ของสมอง หรอื ลักษณะตา ง ๆ ทมี่ รี อ ง มีรอยแตกบนลิ้น แสดงถงึ ความรอ นมากทําลายภาวะอนิ ในรา งกายเลือดพรอ ง ขาดความชุมชืน้ มามพรองทําใหความชน้ื สะสม 7) ลิน้ มรี อยหยกั ของฟน หมายถงึ ขอบลิน้ มรี อยกดทบั ของตวั ฟน ทาํ ใหเ ห็นมรี อยหยกั บริเวณ ดานขางของลน้ิ แสดงถงึ มามพรอง ชพี่ รอ ง ความเย็นชน้ื สะสมมาก 8) ลน้ิ ล่นื วาว หมายถึง ตวั ลนิ้ ไมม ฝี า ดูมีลักษณะคลา ยกระจก ผิวล้ินจะวาวล่นื บางครง้ั เรียกวา “ล้ินแผนกระจก” แสดงถึง ชข่ี องกระเพาะอาหารถกู ทําลายอยา งรนุ แรง ขาดอินของกระเพาะ อาหารอยา งมาก 9) ลน้ิ มีปน เลือดหรือมีจุดจา้ํ เลอื ด หมายถงึ ตวั ลิน้ มีจุดเลือดหรอื ปนเลือดขนาดใหญ หรือ เล็กลกั ษณะตาง ๆ จดุ หรอื ปน เลือดท่ีอุดตนั จะมสี มี วง หรือสมี วงดําอยูใ นตัวลนิ้ ไมโผลมาทต่ี ัวผวิ ลนิ้ แสดงถงึ ภาวะเลอื ดอุดกน้ั 10) หลอดเลอื ดใตล้ินหนาหยาบและขยายโต หมายถงึ หลอดเลอื ดดําใตลน้ิ 2 เสนคอ นขา ง โต และขนาดความยาวของหลอด เลอื ดมาก 3/5 ของระยะปลายลนิ้ ถงึ โคนลน้ิ รวมกับมสี ีเขยี วมวง แสดง ถึงชี่ตดิ ขัดมีการคงั่ ของเลือด ลกั ษณะการเคลือ่ นไหวของล้ิน 1) ล้นิ แข็งทอ่ื หมายถงึ ตวั ล้ินแขง็ ท่อื เหมือนแผน กระดาน การเคลอ่ื นไหวไมคลอ งแคลว ทาํ ให การพดู ตดิ ขดั แสดงถึงความรอนทาํ ลายสารนา้ํ หรอื ความรอ นเขาสเู ย่อื หุมหวั ใจ หรือลมตับรว มกบั การมี เสมหะอุดกัน้ หรือโรคหลอดเลือดสมองตบี หรือแตก 2) ลน้ิ ออ นแรง หมายถึง ตวั ลนิ้ ออนปวกเปย ก ออนแอไมมแี รงทีจ่ ะแลบหรอื เคลอ่ื นไหวแสดง ถงึ เลอื ดและชพ่ี รอง หรือความรอ นจดั ทาํ ลายสารอนิ หรือภาวะอนิ พรองรุนแรงโดยเฉพาะอนิ ของตับและไต 3) ลนิ้ สน่ั หมายถึง ตัวลนิ้ ส่นั ระริก ควบคุมใหหยุดน่ิงไมไ ด แสดงถึงเลือดและชี่พรอ ง รอน จดั ทําใหเ กิดลม 4) ล้ินเฉ หมายถงึ เวลาแลบล้ินออกมาก จะเอยี งเฉไปดานขางดานใดดานหนึ่ง ลิ้นไมอ ยใู น แนวกลาง แสดงถึงโรคหลอดเลอื ดทางสมอง หรือภาวะเตือนหรือลางบอกเหตุกอนเกิด ภาวะโรคหลอด

การตรวจวนิ จิ ฉยั โรคดว ยศาสตรก ารแพทยแผนจนี 133 เลอื ดทางสมองตีบ แตกหรือตนั ซ่ึงตามมาดวยอาการของโรคอมั พฤกษ อมั พาต 5) ล้ินแลบ หมายถงึ ตวั ลน้ิ ยนื่ ออกจากปาก เรียกวา ล้ินแลบ หรอื อาการเลนล้นิ แลบตัวล้ิน เขา ออกคลายการเลยี ลิน้ ตลอดเวลา แสดงถึงหัวใจและมามมีความรอ น หรอื เปนลางบอกเหตุจะเกดิ อาการ ชักในเดก็ หรอื เดก็ ปญญาออน 6) ล้นิ หดสนั้ หมายถึง ตัวลิน้ หดร้งั ไมส ามารถแลบออกมาใหย าวได บางคนเรียกวา มวน ล้นิ แสดงถงึ ความเยน็ สะสมทาํ ใหเอ็นหด หรอื เสมหะของเสยี ตกคางภายใน หรอื ความรอนสะสมมาก ทาํ ลายสารนา้ํ มแี นวโนม จะเกดิ อาการชัก หรอื เลอื ดและช่พี รอง สขี องฝาบนลน้ิ 1) ฝาสีขาว หมายถึง ผิวล้ินมีชั้นฝาสีขาวเคลือบ แสดงถึงอาการของโรคท่ีเกิดจากปจจัย ภายนอก โรคที่เกิดจากภาวะความเย็นหรอื ภาวะความรอ น ในบางกรณที ถ่ี ูกมลพษิ จําพวกความชน้ื ที่เขม ขน เขากระทําแลวกอ ตวั สะสมจนเกดิ พิษรอนขนึ้ ภายใน 2) ฝา สเี หลอื ง หมายถงึ ผวิ ลนิ้ มีช้นิ ฝา สเี หลอื งเคลอื บ แสดงถึงอาการของโรคที่เกดิ จากภายใน 3) ฝาสเี ทา หมายถึง ผิวลิน้ มชี นิ้ ฝาสดี าํ จาง ๆ เคลือบ แสดงถงึ อาการโรคจากความรอ น ภายใน หรอื อาการโรคเย็นชืน้ 4) ฝา สีดํา หมายถึง ผวิ ลน้ิ มชี ้ินฝา สดี ําปกคลมุ แสดงถงึ ความรอนสะสมในรา งกายอยางมาก และฝา จะแหง แตก หรือความเย็นสะสมในรางกายถึงจุดสงู สดุ และฝา จะยงั ดชู น้ื ลักษณะของตวั ฝา 1) ฝา หนา-บาง ฝา บาง หมายถงึ สามารถมองทะลจุ ากฝา เหน็ ตวั ลนิ้ ทีอ่ ยดู านลา ง แสดงถงึ โรคทเี่ กดิ จากภายนอก หรือโรคจากภายในแตไมรุนแรง หรอื เปน ระยะแรกของอาการเจบ็ ปวย ฝาหนา หมายถึง มองผา นตวั ฝา ไมสามารถเหน็ ตวั ลน้ิ ได แสดงถงึ โรคจากภายนอกทรี่ ุนแรงรุกสภู ายใน เสมหะ ของเสยี ตกคา ง อาหารหรือความชืน้ สะสมภายใน 2) ความชมุ ชืน้ -ความแหง ของฝา ฝา ชมุ ชืน้ หมายถึง ผวิ ของฝา มคี วามช้นื มีนา้ํ พอเหมาะแสดง ถงึ พบในคนปกติ ถา ปว ยไขก อ็ ยูในภาวะท่ไี มส ญู เสียสารนา้ํ ของรา งกาย ฝา ลื่น หมายถงึ ผวิ ของฝามี ความชน้ื มนี ้ํามากเกินไป แสดงถงึ มีความเยน็ หรอื ความช้นื อยูภายในมาก ฝาแหง หมายถงึ ผวิ ของฝา มีความแหง ถาสัมผสั ดจู ะรสู กึ วาแหงผาก แสดงถงึ ความรอ นมากทําลายสารนาํ้ อนิ ในรา งกายถกู ทําลาย 3) ฝา แผน เตา หู- ฝาเหนียว ฝา แผน เตาหู หมายถึง ลักษณะฝา เปนกอ นเปนเม็ดหลวม ๆ หยาบแตหนา คลายกับผิวล้นิ ปกคลุมดวยแผน เตา หู ถา ขดู ล้ิน ฝาจะทะลุไดง าย แสดงถงึ มีเสมหะของ เสีย อาหารไมย อ ยตกคาง ทาํ ใหภ าวะหยางและความรอนเกนิ ฝา เหนยี ว หมายถงึ ลักษณะกอ นเปน เมด็ ละเอียด เหนยี วตดิ กันแนน ขูดไมอ อกขางบนฝา เหมือนมนี ํ้ามันเหนยี วเปนเมอื กเหลวเคลือบทับอยู แสดง

134 ศาสตรการแพทยแผนจีนเบอ้ื งตน ถงึ มเี สมหะของเสีย อาหารความชืน้ ซงึ่ ของเสยี ความชื้นเหลานี้สะสมนาน เกิดความรอนสะสม และพลัง ของหยางถกู ปด ก้ัน 4) ลิน้ ท่มี ฝี า หลุดลอก ลน้ิ เลยี่ นหรอื ลนิ้ ไมม ีฝา หมายถึง ฝาบนลน้ิ หลดุ ออกหมด ไมม ฝี า บน ลิ้น ทาํ ใหผ ิวลนิ้ วาวเหมอื นกระจก แสดงถึงชแ่ี ละอินของกระเพาะอาหาร ลนิ้ มีฝา หลุดลอกเปน หยอ ม ๆ หมายถึง ฝา บนลน้ิ มีบางสว นหลดุ ลอก บรเิ วณสวนทีห่ ลดุ ลอกจะลืน่ วาว ไมม ฝี า แสดงถึงภาวะของช่ี และอินของกระเพาะอาหารถูกทําลาย 5) ฝาแท- ฝาเทยี ม ฝา แท หมายถงึ ฝา ที่ตดิ แนนกับผวิ ลนิ้ ขดู ออกยาก แสดงวาเปน ฝาทม่ี ี รากฝา ติดกับตัวลน้ิ แสดงถึงพลงั ของกระเพาะอาหารยงั คงดํารงอยู มักเปนภาวะแกรง ฝาเทยี ม หมายถึง ฝา ทไ่ี มจ รงิ คลา ยกบั เกาะลอยอยบู นลนิ้ ขดู ออกงาย เปนฝาท่ไี รราก ฝา ท่ีไมต ดิ กับตัวล้ิน แสดงถงึ มกั เปน ภาวะพรอ ง เชน พลงั ของกระเพาะอาหารพรอ ง 6) การเปลย่ี นแปลงของฝาทางลดและทางเพมิ่ การเปลีย่ นแปลงทางลด หมายถึง ฝาบนลิ้น เปลย่ี นจากหนาเปน บาง เปลย่ี นจากมากเปน นอย เปน การลดปรมิ าณ แสดงถึงพลังพืน้ ฐานของรา งกาย คอย ๆ ฟนคืน โรคกําลงั ถดถอย อาการคอย ๆ ดขี ้นึ การเปลี่ยนแปลงทางเพมิ่ หมายถึง ฝาบนล้ิน เปลีย่ นจากไมม ีฝา เปน มฝี า เปล่ยี นจากมีฝาบางเปน ฝา หนา เปนการเพิ่มปรมิ าณ แสดงถงึ ปจ จัยกอโรค คอนขา งแกรง รกุ รานจากภายนอกสภู ายในรางกาย พยาธิสภาพของลิ้นแบบอนื่ ๆ 1) ลน้ิ ซอน (คลา ยมี 2 ลิ้น) หมายถงึ เนอื่ งจากหลอดเลือดใตล้นิ บวมทาํ ใหดูคลายกับมลี ้นิ เล็ก ๆ อีกอันอยขู า งลา ง แสดงถึงไฟหวั ใจแกรง 2) ลนิ้ มีเลอื ดออก หมายถงึ บนลน้ิ มเี ลือดออก แสดงถงึ ไฟหวั ใจและกระเพาะอาหารรอ น ไฟตบั และมามพรอง ไมอ าจดดู รงั้ ควบคุมเลอื ด 3) ลิน้ เปน หนอง หมายถงึ บนลน้ิ มีหนอง ลิ้นแดงบวม แสดงถึงไฟหวั ใจกาํ เรบิ มามและไต มคี วามรอนสะสม เผาผลาญสารน้ําจะเกดิ แผลหนอง 4) ล้ินเปน แผล (แผลรอ นใน) หมายถึง ลิน้ มีแผลอักเสบเนา เปอยขนาดเลก็ และปวดแสบ แสดงถงึ มพี ษิ รอ นของเสนลมปราณหวั ใจ ภาวะไฟจากอินพรอ งลอยสเู บ้อื งบน 5) ลนิ้ เปนฝ หมายถงึ ตวั ลนิ้ มฝี ส ีมวง มหี อเลอื ดขนาดเทาเมด็ ถ่วั รากลึกแนน รว มกับมี อาการปวดรุนแรง แสดงถงึ ไฟหัวใจและมา มกําเริบเปนพิษ 6) ล้ินมกี อนเนอื้ คลา ยดอกเหด็ หมายถงึ มเี น้ืองอกทีล่ ้นิ ขนาดตา ง ๆ กนั บางก็มกี ารแตก บานคลา ยดอกกะหลํ่า ผวิ นอกอักเสบเนา มอี าการปวดรุนแรง แสดงถงึ หัวใจและมามมีไฟอดุ ก้ัน

การตรวจวินจิ ฉยั โรคดวยศาสตรก ารแพทยแผนจีน 135 2. การฟงเสยี งและการดมกลน่ิ (听诊和闻诊 ทิงเจนิ่ -เหวนิ เจนิ่ ) 2.1 การฟง เสยี ง (听诊 ทิงเจน่ิ ) 1) เสยี งแหบ (1) กลุม แกรง จะเกิดเสียงแหบไมน าน หรอื เกิดเสียงหายแบบฉับพลนั มักมีเหตจุ ากลมเยน็ หรือลมรอ นกระทําตอปอด หรือเกดิ จากทง้ั เย็นและรอ นรวมกนั กระทาํ จนเกดิ เปน เสมหะอดุ ตัน กระทบ ตอชีข่ องปอดกระจายไดไ มดีทําใหเ กิดอาการ (2) กลมุ พรอ ง มกั เปน มานาน เกิดจากอนิ ปอดและไตพรอ ง สง ผลใหเ กิดไฟภายในปอด เผา จนของเหลวในปอดเหือดหาย เสียงจงึ แหบแหง หมายเหตุ กรณตี ะโกน ใชเสยี งมากเกินไป เกดิ จากชแ่ี ละอนิ สญู เสียไปจงึ เกดิ เสียงแหบ 2) การเปลงเสียง (1) กลุมอาการแกรง หรอื กลุมความรอน ลกั ษณะพูดเสียงดังมีพลงั สามารถพดู ไดต อ เนอื่ ง อาจเรมิ่ ตนเสยี งเบาตอ มายง่ิ เสยี งดังขึ้น ผปู ว ยมกั มีรูปรา งแข็งแรง (2) กลมุ อาการพรอ งหรือกลุม ความเยน็ ลักษณะพดู เสยี งเบา เหมือนไมมแี รงพดู หรอื พูดขาด ๆ หยดุ ๆ ผูปว ยมกั มรี ูปรา งผายผอม ออนแอ 3) ลักษณะการพดู (1) ล้ินแข็งพูดไมชัด เกิดจากเสมหะและลมบดบังทวารสมอง หรือมีลมเสมหะอุดก้ันเสน ลมปราณบริเวณคอ (2) พูดไมร เู รื่อง เสนิ หวั ใจสับสน เปนมากสตเิ ลอะเลอื น พูดจาเพอ เจอ เสยี งดงั แสดงใหร วู า มีความรอ นรบกวนเสินหวั ใจ พบไดใ นกลมุ เวนิ ปง (温病) (3) พดู ซํ้าซาก รวมกบั รสู ึกตวั ไมด ี พดู หยดุ ๆ หาย ๆ เสยี งเบา เกิดจากช่ีของหวั ใจสญู เสีย จัดเปน กลมุ อาการพรอ ง (4) พดู กับตวั เอง บนพมึ พาํ ไมห ยดุ แตพ อมีคนมากจ็ ะหยุดพูด เกิดจากชห่ี ัวใจไมพ อ 4) เสียงหอบ (1) กลมุ อาการแกรง จะกาํ เรบิ เฉยี บพลัน เสยี งหายใจดังหยาบ หายใจออกเร็วตอ งยืดทรวงอก ชว ย ตาจะดูถลน รูปรา งใหญโต ชพี จรแกรง มแี รง เกิดจากปอดรอน หรอื มีเสมหะตกคา งทปี่ อด (2) กลมุ อาการพรอ ง กําเริบไมรนุ แรง เสยี งหอบจะเบาเปนเสียงต่าํ ๆ มีทาทางลนลาน หวาดกลัว หายใจไมตอ เนื่อง ผา ยผอม ชพี จรไมม ีแรง เกดิ จากชี่ของปอดและไตพรอ ง (3) หอบหืด มีลกั ษณะหายใจกระชนั้ เร็ว เสยี งดงั ขาด ๆ หาย ๆ มีเสียงเสมหะดังในลาํ คอ อาการกําเริบไมแนนอน มักเกิดจากพนื้ ฐานมเี สมหะ นาํ้ ที่ตกคา งในปอด เมือ่ ถกู ความเยน็ หรือความรอน

136 ศาสตรก ารแพทยแผนจีนเบอ้ื งตน จากภายนอกมากระทาํ ซาํ้ เติม ทําใหช ี่ของปอดไมสามารถกระจายออก จึงมอี าการกําเริบข้นึ นอกจากนหี้ ากอาศัยในบริเวณที่มีความชน้ื มาก หรอื ทานอาหารดบิ ๆ สกุ ๆ หรอื ดม่ื นาํ้ เยน็ จัด อาหารจาํ พวกเย็นก็จะทาํ ใหมีเสมหะ นาํ้ ท่ีตกคางในปอดขน้ึ 5) เสยี งไอ (1) ไอเสยี งหนกั ๆ เหมือนมเี สมหะอดุ ตันหรือมีมาก เกิดจากความเย็นชื้น เสมหะใสและมี มาก ขากออกงาย หรอื ไอเสียงหนกั ๆ พดู เสียงตํ่า ๆ หนัก ๆ ไมก ังวาน มีเสมหะขาว คัดจมกู เกิดจาก ความเยน็ ภายนอก (2) ไอเสียงใสกงั วาน เกดิ จากความแหง มเี สมหะนอ ย ไอแหง ๆ เกดิ จากความรอ น มเี สมหะ นอ ย และเหนยี วขาดออกยาก (3) ไอตดิ ตอเปน ชว ง ๆ เกดิ จากลม (4) ไอไมม ีแรง เปนเสียงต่ํา ๆ ไอมีฟองน้ําลาย มักเกดิ จากปอดพรอง (5) ไอบอยในเวลากลางคืน เกดิ จากไตพรอ ง ไอบอยในเวลากลางวนั เกดิ จากมา มพรอง 6) เสียงอาเจยี น (1) กลมุ อาการพรอง อาเจียนไมด งั พน ออกมาไมมแี รง มกั เปน นํา้ ลายหรือเสมหะใส ๆ (2) กลุมอาการแกรง อาเจยี นดัง พนออกมารุนแรง มีเสมหะสเี หลือง หรอื เปน นํ้ารสขมเปรย้ี ว 7) เสียงสะอกึ เสียงสะอกึ เกิดจากกระเพาะอาหารถูกความเยน็ หรอื รอ นกระทํา ทาํ ใหส ะอกึ เสยี งดงั หากพบ ในผปู ว ยเรอ้ื รัง หรือคนปว ยอมั พฤกษมานาน บงบอกถงึ การพยากรณโรคทไ่ี มด ี ชขี่ องกระเพาะอาหาร (เวย ช )ี่ กาํ ลังจะหมดหรือสูญไป 2.2 การดมกล่นิ (闻诊 เหวินเจ่นิ ) 1) กลิ่นปาก ลกั ษณะบูดเปรยี้ ว เกิดจากช่ขี องมา มพรอง อาหารไมยอย ลกั ษณะเหม็น เกิด จากมีความรอนทก่ี ระเพาะอาหาร 2) กลิ่นเหงอ่ื หากมีกลน่ิ เหม็นคาว เกดิ จากความรอนช้นื สะสมท่ีผวิ หนงั 3) กลน่ิ ในจมูก มนี ํา้ มูกขนไหลไมห ยุด เกดิ จากไซนสั (โพรงจมกู ) อกั เสบ 4) กลิ่นเหมน็ จากลาํ ตัว อาจเกิดจากแผลเนาเปอยบนรางกาย 5) อจุ จาระ ลกั ษณะกลนิ่ เหมน็ มาก เกดิ จากความรอนภายใน และลกั ษณะกลนิ่ คาว เกดิ จาก ความเย็นภายใน หมายเหตุ ใชก ารดแู ละการถามรว มในการตรวจดว ยกล่นิ ในหองผูป ว ย หากผูปว ยไมไ ดม แี ผล เปอ ยบนรา งกาย แตใ นหอ งมกี ลิ่นเหมน็ เนา แสดงถึงความรนุ แรงของโรคทีห่ นัก กล่นิ แอมโมเนียคลาย

การตรวจวินจิ ฉัยโรคดว ยศาสตรการแพทยแผนจนี 137 กล่นิ ปส สาวะ พบในผปู ว ยโรคไต มอี าการบวมในระยะสดุ ทาย และกลิน่ แอปเปล เนา พบในผูปว ยเบาหวาน และมอี าการหนัก 3. การถาม (问诊 เวิ่นเจน่ิ ) การถามประวัตทิ างการแพทยจนี แตโบราณ มีการจดั กลมุ คําถามซ่ึงควรถามผปู วยหรอื ญาติ ไว 10 หัวขอ ดงั นี้ 1. รอนและเยน็ (หนาวและไข) 2. เหงื่อ 3. ศีรษะและลําตัว 4. ปส สาวะและอจุ จาระ 5. อาหารการกินและรสชาติ 6. ทรวงอก 7. การนอนหลับและการไดยนิ 8. ความกระหายนาํ้ 9. ประวัติเกี่ยวกับการปว ย 10. สาเหตแุ หง การเจบ็ ปว ย นอกจากน้ี ในสตรีควรถามประวัตปิ ระจาํ เดือน และในเดก็ ควรถามประวัตกิ ารออกผน่ื เชน สุกใส หรอื หดั เปน ตน การซักถามประวตั ติ า ง ๆ เหลา นต้ี องทาํ ดวยความสภุ าพ นมุ นวล และรอบคอบ ความ ไวว างใจระหวา งแพทยแ ละผปู ว ยเปน สงิ่ จําเปน ทจ่ี ะทาํ ใหแ พทยร ับรูสภาวะของโรคไดอ ยา งถกู ตอ งชดั เจน 3.1 รอนและเย็น อาการเย็น หมายรวมถงึ อาการกลวั หนาว และอาการหนาว สว นอาการรอ น หมายรวมถึง อาการรอนจดั (ไขสงู ) อาการรอ นเปน เวลา (ไขเ ปนพัก ๆ) และอาการรอ นนอย ๆ (ไขต ํ่า) อาการกลัวหนาว หรอื รูสกึ หนาวสั่นทีไ่ มบรรเทาดว ยการรบั ความอบอนุ (ผิงไฟ) หรอื การหมผา มักจะเปน กลมุ อาการแกรงจากความเย็นภายนอกกระทาํ สว นอาการหนาวท่บี รรเทาไดดวยการรับความอบอนุ หรอื การหม ผา มักจะเปนกลุมอาการพรอ งจากโรคภายในที่มผี ลกระทบตอ หยาง (ภาวะหยางพรอ ง) อาการรอ นจดั คือ การทอ่ี ณุ หภูมิของรา งกายสูงขึน้ มากผิดปกติ มกั เปน กลุมอาการแกรง สว น อาการรอ นนอย ๆ ในตอนบายมกั บง ถึงกลมุ อาการพรอง รอนและเยน็ ทพี่ บบอ ยในทางคลนิ กิ 4 ประเภท ไดแ ก 1) อาการกลวั หนาวและมไี ข (เกิดรว มกนั ) มักเกิดจากกลมุ อาการภายนอก แบง ออกเปน (1) กลุม อาการเยน็ ภายนอก จะกลวั หนาวอยา งมาก แตไ ขไ มรนุ แรง (2) กลุมอาการรอ นภายนอก จะมีอาการไขเดน แตอาการกลัวหนาวไมมาก (3) กลุม ลมภายนอกกระทาํ ตอ ไทห ยาง จะมีไขไ มม าก กลวั ลม และเหงอื่ ออกเอง (จดั เปน กลมุ อาการภายนอกพรอง คอื เวย ช พี่ รอง)

138 ศาสตรก ารแพทยแผนจีนเบอ้ื งตน 2) อาการหนาวอยา งเดียว (หนาวโดยไมม ไี ข) มักเปน กลุมอาการเยน็ ภายใน แบงออกเปน (1) อาการหนาวจากโรคภายใน เจ็บปว ยเรือ้ รงั หรือภาวะหยางพรอ ง จดั เปนกลมุ อาการพรอง (2) อาการหนาวจากการรุกรานของความเยน็ ภายนอก กระทําตอ อวัยวะภายใน เชน กระเพาะ อาหารและลําไส จดั เปน กลุมอาการแกรง 3) อาการรอ นอยางเดยี ว (ไขโดยไมห นาว) พบไดใ นกลมุ อาการรอ นภายใน แบงไดด ังนี้ (1) รอ นจดั (ไขส ูง) โดยท่ัวไปไขจ ะสูงมากกวา 39 องศาเซลเซยี ส และจะมอี าการกลวั รอน รวมกบั ใบหนา แดง กระหายน้าํ อยากดืม่ นํา้ เย็น เหงือ่ ออกมาก ชีพจรใหญแ ละแรง (มี 4 มาก) อาจเกดิ จากการตอสูก ันระหวางเจิง้ ชี่ (正气) และเสยี ช่ี (邪气) หรอื อาจเกิดจากภาวะหยางแกรง ทําใหเ กิดรอน (2) รอ นเปนเวลา มักจะเปน ไขเ วลาบา ย เกิดไดจ าก 3 สาเหตุ คอื - ภาวะอินพรอง จะมีอาการโหนกแกม แดง เหงอื่ ออกเวลากลางคนื - ภาวะรอ นช้นื ตวั จะไมร อ นมากตอ งแตะนาน ๆ ถึงจะรสู ึกรอ น มกั มีไขเ วลาบา ย รว มกบั อาการหนกั ศีรษะและรางกาย รสู กึ อดึ อดั ทรวงอก ลน้ิ มีฝา เหนียว - ภาวะรอ นเปนเวลาของหยางหมิง อณุ หภูมขิ องรา งกายจะสงู ขนึ้ เวลาบาย โดยเฉพาะ อยางย่ิงเวลาพระอาทิตยต ก รวมกบั อาการทองอืด และทองผูก (3) รอนนอย ๆ เปนเวลานาน เกิดจากภาวะอินหรือเลือดพรอง หรือเกิดจากภาวะหยางช่ี พรอง (แตในบางกรณภี าวะชี่พรอง อาจทําใหไ ขสงู รวมกบั การหายใจสั้น เหง่อื ออกเอง และออ นเพลยี ได) 4) รอ นสลับหนาว (เดยี๋ วรอ นเดยี๋ วหนาว) พบไดใ น (1) กลุมอาการกํ้ากึ่งนอกในของเสาหยาง จะมไี ขไ มเปน เวลาแนนอนรวมกบั รูสึกขมปาก คอแหง วิงเวยี น อึดอดั ไมส บายบริเวณทรวงอกและชายโครง (2) มาเลเรีย จะเริ่มมอี าการสัน่ แตต วั เยน็ ตามมาดวยไขส ูง และมกั มเี วลาจับไขแ นนอนทกุ วนั หรอื วนั เวนวัน หรือวันเวน สองวนั รวมกับอาการปวดศรี ษะรนุ แรง กระหายนา้ํ เหง่ือออกมาก ขณะ ไมม อี าการผูปว ยจะรสู ึกเหมือนเปน ปกติ 3.2 เหงือ่ ความผิดปกตขิ องเหงื่อ เชน เหงอื่ ออกมากหรอื นอย เกิดไดจ ากท้ังการรกุ รานของเสยี ช่ี (邪 气) ภายนอก และจากกลมุ อาการภายใน สามารถใชล ักษณะเหงือ่ ชว ยในการจําแนกโรคไดดงั นี้ 1) กลุม อาการภายนอก (1) ไมมีเหงื่อ เมื่อมอี าการกลวั หนาวรนุ แรง ไขไ มมาก คอแขง็ เกรง็ ปวดศีรษะ ชีพจรลอย และตึง โดยไมมเี หง่ือ บงบอกภาวะกลุม อาการ (เย็น) แกรงภายนอก (2) มีเหง่ือ เมื่อมีไข กลัวลม ชีพจรลอย เชื่องชา และมีเหง่ือ บงบอกภาวะกลุมอาการพรอง

การตรวจวนิ ิจฉัยโรคดวยศาสตรก ารแพทยแผนจีน 139 ภายนอก เมอ่ื มีไขส งู กลวั หนาวเพียงเลก็ นอ ย ปวดศรี ษะ เจ็บคอ ชีพจรลอย เรว็ และมเี หงื่อ บงบอก ภาวะรอ นพรองภายนอก 2) กลุม อาการภายใน (1) จ้ือฮน่ั (自汗) เหงอ่ื ออกมากเวลากลางวนั โดยเฉพาะเมือ่ ใชกาํ ลงั มอี าการหนาว ออ นเพลยี ไมกระฉบั กระเฉง บง บอกกลุม อาการหยางชพ่ี รอ ง (2) เตาฮ่นั (盗汗) เหงอ่ื ออกเวลากลางคนื (เวลากลางวนั หรอื เวลาตน่ื มกั ไมม ีเหงอื่ ) รว มกบั รอนเปนเวลา โหนกแกมแดง รอนท้ังหา (ฝา มือ ฝาเทา และอก) บงบอกภาวะอินพรอง (3) ตาฮน่ั (大汗) เปนไดท้ังกลมุ อาการแกรง หรือพรองแกรง เหงอื่ ออกไมห ยุด หนา แดง กระหายนํา้ อยากรบั ประทานนํา้ เยน็ ชีพจรแรงใหญ บง บอกภาวะรอ นแกรงภายใน อาจเกิดจากการ รกุ รานของเสยี ชอี่ ืน่ แปรสภาพเปน ความรอน หรอื จากการท่ีลมรอ นรกุ รานเขา สูภายใน หรือกลุม อาการ พรอ งเยน็ เหงอ่ื ออกเปนหยด สหี นา ซดี ขาว มือเทาเยน็ ชพี จรจมเล็กออ น พบในผปู ว ยอาการหนัก จดั เปน ภาวะหยางดบั (4) จ้ันฮนั่ (战汗) มีอาการหนาวสน่ั ฉบั พลัน ทุรนทรุ าย จากน้นั จะมีเหง่ือออกทั่วรา งกาย มักเกิดจากความเยน็ กระทาํ พบไดในกลุมซานหานปง (伤寒病) เชน ไทฟอยด อาการนี้เกิดจากการ ตอสูกนั ของเจง้ิ ชแ่ี ละเสยี ชี่ ถา เหงอ่ื ออกไขล ดการหายใจสมํา่ เสมอ ชีพจรชา บงบอกวาเสยี ชล่ี ดทอนลง รา งกายกําลงั ฟน ตัว แนวโนมดี แตห ากเหง่ือออกแตไ ขไ มล ด กระสับกระสา ย อาการของโรคไมด ีข้ึน ชพี จร เบาเรว็ จ๋ี บงบอกวา เสยี ชไ่ี มลดลง อาการหนกั 3) เหงอ่ื ออกเฉพาะท่ี (1) เหงื่อออกทห่ี นาผาก (ศีรษะและใบหนา ) มักเกดิ จากความรอนในซางเจยี ว (上焦) หรือ ความรอ นช้นื ในจงเจียว (中 焦) ขนึ้ สูเ บ้อื งบนหรอื พบในผูปวยอาการหนัก ในกลุมความรอ นสะสมใน ซางเจียว จะมีอาการหนาแดง กระหายนา้ํ กระสบั กระสา ย ปลายลนิ้ แดง ลิ้นมีฝา บางสเี หลือง ชีพจรเรว็ ในกลมุ ความรอ นชนื้ สะสมในจงเจยี ว จะมีความรสู กึ ปวดศีรษะหนัก ๆ ปวดอดึ อัดเหมือนมอี ะไรพันรอบ มีอาการตัวรอ นทต่ี องสัมผสั นาน ๆ จึงจะรสู กึ รอ น แนนหนา อก ล้นิ มีฝาสเี หลอื งเหนยี ว ในกลุมผปู วยหนกั เหง่อื ท่ีหนา ผากจะเปน มัน มือเทา เย็น หายใจรวยริน หยางใกลดบั (2) เหง่ือออกครึ่งตัว อาจเปนคร่งึ ซกี ซา ย-ขวา หรอื คร่ึงทอนบน-ลาง ในขณะท่อี ีกครึ่งรางกาย จะไมมเี หง่อื ออก มักพบในโรคอมั พฤกษ อมั พาต และทางเดนิ เสนลมปราณผิดปกติอุดตัน (3) เหงื่อออกเฉพาะฝามอื ฝา เทา เหง่ือมักออกในเวลาบา ยถงึ กลางคืน เกิดจากความรอ นชนื้ ในจงเจยี ว หรือกลุมอาการพรองภายใน หากชีข่ องหวั ใจพรอ งมกั มีเหง่ือออกทฝ่ี า มือ หากอนิ ของไตพรอ ง มักมีเหงือ่ ออกที่ฝาเทา

140 ศาสตรก ารแพทยแผนจนี เบื้องตน 3.3 ศีรษะและลําตวั 1) ปวดศีรษะ (1) จําแนกตามเสน ลมปราณ - เสน ลมปราณหยางหมิง ปวดสวนหนา ผากและโหนกคว้ิ - เสน ลมปราณไทห ยาง ปวดดานหลังศรี ษะ สวนทายทอยและตนคอ - เสนลมปราณเสา หยาง ปวดดานขางศรี ษะ บริเวณขมับและหู - เสน ลมปราณจฺเหวียอิน ปวดสว นยอดของศีรษะ อาจมีอาการบรเิ วณตาดวย - เสนลมปราณเสา อนิ ปวดราวไปถึงฟน กาํ เรบิ ในเวลากลางคนื สงบในเวลากลางวัน - เสน ลมปราณไทอนิ ปวดหนัก ๆ เวยี น ๆ มีอาการทอ งเสยี รว มดว ย (2) จาํ แนกตามสาเหตุ - จากเหตุภายนอก มกั เปนเฉียบพลัน รุนแรง ตอ เนื่อง เปนกลมุ อาการแกรง จากสาเหตุ ภายนอก แบง เปน * ปวดตน คอ กําเรบิ เม่ือถกู ลมเยน็ มไี ขและกลวั หนาวรว มดวย เกดิ จากลมเยน็ กระทํา * ปวดพองโตทงั้ ศีรษะเหมอื นจะระเบดิ ออก หนา ตาแดง กาํ เริบเม่อื ถูกลมรอ น มีไขแ ละกลัว รอนรว มดว ย เกิดจากลมรอ นกระทบ * ปวดหนกั ศรี ษะเหมอื นถกู พนั รูส กึ หนักและเมือ่ ยลําตวั -แขนขา อดึ อัดทรวงอก และเบ่ือ อาหาร เกดิ จากลมชื้นกระทาํ - จากเหตภุ ายใน มกั คอยเปน คอ ยไป ปวดไมรุนแรง ปวดเปนชว ง ๆ เด๋ียวปวดเด๋ยี วหาย เปนกลุมอาการพรอ งจากสาเหตภุ ายใน แบง เปน * ปวดศรี ษะตอเนอ่ื ง รว มกับวงิ เวียน ออนเปล้ียเพลยี แรง จอ้ื ฮน่ั ชพี จรออ นแรง กาํ เรบิ มากข้นึ เมื่อใชก าํ ลัง พบในภาวะช่ีพรอง * ปวดศีรษะแบบโลง ๆ วาง ๆ รวมกับอาการปวดเอวเขา ออน พบในภาวะจิงของไตพรอง * ปวดศีรษะกําเริบในเวลาบา ย ใจสน่ั วงิ เวียน สหี นาและริมฝป ากซีดขาว เกดิ ความราํ คาญ รอ นท่ีฝามือฝาเทา ชีพจรเบาออนหรือเบาเร็ว พบในภาวะเลือดพรอง * ปวดศีรษะพองโต วิงเวยี น กาํ เรบิ เม่ือโมโห เกิดความรําคาญ นอนไมหลบั ชีพจรตึง พบ ในภาวะหยางของตับแกรง * ปวดแนนศีรษะ รสู ึกหนกั เหมอื นถกู พนั วงิ เวยี น อาจมคี ลนื่ ไสอาเจียน แนนกระเพาะ อาหารดว ย พบในภาวะเสมหะและความชน้ื * ปวดเหมอื นเข็มแทง ปวดไมเ คลื่อนท่ี อาจมีประวตั ิอุบตั ิเหตรุ วมดวย พบในภาวะเลือดคั่ง


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook