ย่อมเป็นสุขเพราะเขาจะได้ช่ือว่าเป็นบุตรของพระเจ้า ผู้ถูกเบียดเบียนข่มเหง เพราะความชอบธรรมย่อมเป็นสุขเพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา ท่าน ทั้งหลายย่อมเป็นสุขเม่ือถูกดูหม่ินข่มเหงและใส่ร้ายต่างๆ นานาเพราะเรา จงช่ืนชมยินดีเถิดเพราะบำ�เหน็จรางวัลของท่านในสวรรค์นั้นย่ิงใหญ่นัก เขาได้เบียดเบียนบรรดาประกาศกทอี่ ยู่ก่อนทา่ นดงั น้ีด้วยเชน่ เดียวกนั บทอธิบายขยายความหมายของความสุขแท้จริงหรือบุญลาภ ๘ ประการ ๑. ความสุขแก…่ ผมู้ ใี จยากจน คอื ผู้ที่มีใจสุภาพถ่อมตน มีความเป็นเด็กทางจิตใจ เป็นจติ ใจที่พง่ึ พาพระเจา้ เสมอ ตรงข้ามกับ ผู้มใี จหยง่ิ ผยอง พ่งึ พาอาศัยความร่�ำ รวย แสวงหา อำ�นาจ ไม่ต้องการพ่ึงพระพร/พระหรรษทาน ของพระ รางวัล คือ ได้แผ่นดินสวรรค์ (ใจที่มีพระเจ้าครอบครอง ใจทมี่ คี วามสุข สนั ติ และชื่นชมยินด)ี ๒. ความสุขแก…่ ผู้เปน็ ทกุ ขโ์ ศกเศร้า คอื ผู้ท่ีเป็นทุกข์เศร้าโศก เพราะความบาป การถูก กดข่จี ากกฎของศาสนา สังคม และการเมือง ตรงข้ามกับ ผู้ท่ีทำ�อะไรตามใจตัวเอง ไหลไปตามกระแส ของโลก จึงไม่รสู้ กึ วา่ ถกู กดขี่ รางวัล คือ ได้รับการบรรเทาใจจากพระเจ้า (ใจที่เป็น อิสระจากสภาพบาป ไม่ยดึ ติดกบั สิ่งของของโลก) 85
๓. ความสขุ แก…่ ผูม้ ใี จอ่อนโยน คอื ผู้ที่มีใจสุภาพอ่อนโยน ไม่ใช้ความรุนแรงปฏิรูป ความไม่ถูกต้องของสังคม แต่อุทิศตนเพ่ืองาน ของพระเจา้ ตรงขา้ มกับ ผู้ที่ชอบใช้ความรุนแรง และการบีบบังคับในการ ดำ�เนินชวี ิต และปฏิรูปสังคม รางวลั คอื ไดแ้ ผน่ ดนิ โลกเปน็ มรดก (การเปน็ ทรี่ กั ใครข่ อง ผู้อืน่ ใครๆ กอ็ ยากมาพ่งึ พงิ ) ๔. ความสุขแก…่ ผู้มใี จกระหายความชอบธรรม คอื เปรียบเหมือนคนจนท่ีปรารถนาจะเห็นความ ยุติธรรมในสังคม ต้องการให้เกิดความดี ในสังคม ตรงข้ามกบั ผู้ท่ีอยากมี อยากได้ อยากครอบครองส่ิงต่างๆ มากมาย โดยเบียดเบียนผูอ้ ่ืน ไม่คิดถึงความรู้สกึ ของคนอื่น คิดถึงแต่ความสุขของตนเอง มีจิตใจ ท่ีเห็นแกต่ วั รางวัล คือ ความอ่ิมเอมใจที่แท้จริง (โลกน้ีไม่อาจให้ ความอ่ิมใจท่ีแท้จริง แต่ความอ่ิมใจท่ีแท้จริง เกิดจากพระเจ้าเท่านนั้ ) ๕. ความสขุ แก่…ผมู้ ใี จเมตตากรุณา คอื ผู้ที่ปรารถนาดีต่อผู้อื่น รู้จักให้อภัย อยากให้ผู้ อื่นได้ดี มีความสุข เช่น คิดหาทางช่วย/อยากให้ คนจน คนเจ็บปว่ ย คนชรา คนพิการ มคี วามสุข/ พน้ ทกุ ข์ 86
ตรงขา้ มกบั ผมู้ ใี จอจิ ฉารษิ ยา ใจทโ่ี กรธเกลยี ดแคน้ เคอื ง เจตนา รา้ ย ใจท่ไี รค้ วามเมตตากรณุ าต่อผอู้ ืน่ รางวลั คือ พระกรุณาของพระเจ้าตอบแทน (อยากให้ พระเจา้ เมตตา ต้องรู้จักเมตตาตอ่ ผูอ้ ื่น) ๖. ความสุขแก่…ผู้มีใจบริสทุ ธิ์ คือ ผทู้ ม่ี ใี จสะอาด บรสิ ทุ ธิ์ ปราศจากสงิ่ ไมด่ ที ง้ั ทางกาย วาจา ใจ โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ความร้สู ึกนึกคดิ และ จิตใจ ตรงขา้ มกับ ผทู้ ม่ี คี วามคดิ ลามก มคี วามคดิ ไมด่ ใี นจติ ใจ ใจทมี่ กั ตัดสนิ คิดรา้ ย เจตนารา้ ยต่อผู้อน่ื เสมอ รางวัล คือ พบพระเจ้า (ความสุขจากการประทับอยู่ของ พระเจ้าในใจ เพราะพระเจ้าอยูใ่ นใจที่บริสทุ ธ)ิ์ ๗. ความสขุ แก่…ผู้ท่ีสรา้ งสันติ คือ ผู้ที่สร้างสันติ ความปรองดอง ผู้นำ�การประสาน กลมกลนื การคนื ดี และการใหอ้ ภยั ตรงข้ามกบั ผ้ทู ม่ี ีใจพยาบาท ไมใ่ ห้อภัย ผู้ที่สร้างความแตกแยก ขดั แยง้ สรา้ งสงครามแก่สังคม รางวลั คือ การเป็นบุตรของพระเจ้า (พระเจ้าเรียกเรา เป็นบตุ ร เพราะพระเจ้าเปน็ ความรักและสนั ต)ิ ๘. ความสุขแก่…ผู้ที่ถกู ขม่ เหงเพราะความชอบธรรม คือ ผู้ที่มีใจยึดม่ันในความดี เห็นคุณค่าแห่งความ ดี ยึดม่ันในจิตตารมณ์แห่งความรัก ตามแบบ พระวรสาร ให้อภยั แกผ่ ้เู บียดเบยี นขม่ เหง 87
ตรงข้ามกับ ผู้ที่มีใจอยุติธรรม ผู้ท่ีชอบกดขี่ข่มเหงผู้อ่ืน โดยเฉพาะแก่ผูท้ ีย่ ากจน ผดู้ ้อยโอกาส ในสงั คม รางวัล คือ แผ่นดินสวรรค์ (พระเจ้าจะประทานความ ยุตธิ รรมทสี่ มบูรณ์ทงั้ ในโลกน้แี ละโลกหน้า) ๒. หลักปฏบิ ตั ขิ องครสิ ตศ์ าสนาทส่ี �ำ คญั ๒.๑ บัญญัติรกั ในพระวรสารมาระโกบทท่ี ๑๒ ข้อ ๒๘-๓๑ กล่าวดังนี้ ธรรมาจารย์คนหน่ึงเข้ามาเฝ้าพระเยซูเจ้า ได้ฟังการโต้เถียงเร่ืองน้ี และเห็นว่า พระองค์ทรงตอบได้ดี จึงทูลถามพระองค์ว่า “บทบัญญัติข้อใดเป็นเอกกว่า บทบัญญัติข้ออ่ืนๆ” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “บทบัญญัติเอกก็คือ อิสราเอล เอ๋ย จงฟังเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของเรา ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่เพียงพระองค์เดียว ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่าน สุดจิตใจ สุดวิญญาณ สดุ สติปญั ญา และสุดกำ�ลังของทา่ น บทบัญญัตปิ ระการ ที่สองก็คือ ทา่ นจะตอ้ งรกั เพอื่ นมนุษยเ์ หมอื นรักตนเอง ไม่มบี ทบญั ญัตขิ อ้ ใด ยง่ิ ใหญก่ ว่าบทบญั ญัติสองประการนี”้ ทรงสรปุ เหลอื เพยี งสองข้อเทา่ นัน้ พระบัญญตั ิทั้ง ๑๐ ประการ แบ่งออกเป็น ๒ ข้อดว้ ยกนั คือ ข้อท่ี ๑ “ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้า ของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญา และสุดกำ�ลังของท่าน “ซ่ึงถือว่าเป็นข้อสำ�คัญ ที่สดุ คือ ความหมายของคำ�วา่ “รกั พระเจา้ ” ในที่นี้หมายถึง จงเช่ือฟังพระเจ้าด้วย ความเคารพ นบนอบต่อพระองค์ คือ ถ้าเราทำ�ตามคำ�สอนของพระเจ้าในพระคัมภีร์ 88
ด้วยสุดจิตสุดใจ สุดความคิด คือได้ผ่านกระบวนการศึกษามาอย่างถ่องแท้ แล้วนำ�มาปฏิบัติอย่างสุดกำ�ลังไม่ท้อถอย ผลลัพธ์ก็คือ เราจะมีทัศนคติท่ี ดี ท่าทีที่ดีต่อผู้อื่น เราจะอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนด้วยความเข้าใจ จึงนำ�มาสู่บัญญัติ ขอ้ ที่ ๒ คอื “ท่านจะต้องรกั เพอื่ นมนษุ ย์เหมือนรกั ตนเอง” การรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเองน้ัน คงยึดหลัก ๒ ประการ ประการแรก คือ ต้องนำ�สุภาษิตของคนไทยมาใช้ คือ “จงเอาใจเขามาใส่ใจเรา” คือจะทำ�อะไรก็ตามต้องนึกถึงคนอ่ืนด้วย ไม่ใช่ เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง โดยคิดเสมอว่าการท่ีเราจะทำ�อะไร จะละเมิด สิทธิของคนอ่ืนหรือไม่ หรือไปรบกวนคนอื่นหรือเปล่า เช่น เราท้ิงขยะ ในบ้านของเรา แต่ปล่อยให้เน่าเหม็นจนส่งกล่ินไปรบกวนผู้อ่ืน นี่ถือว่า ละเมิดสิทธิผู้อืน่ ประการที่สอง คือ ต้องนำ�คำ�สอนในพระคัมภีร์มาใช้ ในชีวิตประจำ�วันกับผู้อื่น เช่น พระคัมภีร์สอนให้เราอภัยกันและกัน หรือ ช่วยเหลือกันและกัน หรือเห็นอกเห็นใจกัน หรือจงยอมฟังกันและกัน เป็นต้น ถ้าเรานำ�เอามาปฏิบัติอย่างจริงจัง จะเป็นการแสดงให้เห็นว่า เรารกั เพือ่ นมนษุ ยเ์ หมอื นรกั ตัวเอง อย่างแท้จรงิ สรุปได้ว่า “บัญญัติรัก” นี้ เป็นคุณธรรมค้ำ�จุนโลก เฉกเช่นธรรมบัญญัติของทุกศาสนา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า บัญญัติรักนี้ มีอยู่ในทุกศาสนา ถ้าเรารักท่ีจะศึกษาและทำ�ความเข้าใจในธรรมบัญญัติ หรือคำ�สอนในศาสนานั้นๆ และนำ�เอามาใช้อย่างจริงจัง แต่ท่ีสำ�คัญ คือ ต้องมีความรักเป็นพ้ืนฐานในการปฏิบัติ เพราะว่าถ้าปราศจากความรักแล้ว ทุกส่ิงที่ทำ�ก็ไร้คุณค่า หรือไม่บังเกิดผลดี เหตุน้ีองค์พระเยซูคริสตเจ้า จึงใช้คำ�ว่า “รัก” เป็นคำ�หลักของบัญญัติท้ังสองข้อ ถ้าเราอยากเห็น 89
เสรีภาพและสันติภาพเกิดขึ้นในโลกนี้อย่างแท้จริง จงยึด “บัญญัติรัก” ขององค์พระเยซูคริสตเจ้าตามที่กล่าวมาแล้ว คือ “จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญา และสุดกำ�ลังของท่าน” และ “จงรักเพ่อื นมนุษยเ์ หมอื นรักตัวเอง” ๒.๒ คณุ ธรรมพน้ื ฐานหลัก ๔ ประการ คุณธรรม คือ สภาพคุณงามความดี ดังนั้นผู้มีคุณธรรม ก็คอื ผูท้ ี่ดำ�รงตนหรอื ประพฤติปฏบิ ัตติ นตั้งมัน่ อยูใ่ นคณุ งามความดี จนกลาย เป็นนิสัยประจำ�ตัว หรือเป็นผู้มีความโน้มเอียงในการทำ�คุณงามความดี คุณธรรมจึงเป็นการเสริมสร้างและพัฒนาให้ผู้ประพฤติปฏิบัติเป็นคนท่ี สมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และน้ำ�ใจอิสระ รู้จักกาลเทศะ รู้จักเลือกทำ�แต่สิ่งที่ดี ที่ถูกต้องเหมาะสมเสมอในทุกสถานการณ์และ ทุกชว่ งเวลาของชีวติ ข้อค�ำ ถามในการวเิ คราะหค์ ณุ คา่ ของคณุ ธรรม ๑. ถ้าสังคมเรามีคนท่ีไม่มีคุณธรรมสังคมเราจะเป็น อยา่ งไร ๒. การจะเป็นคนดไี ด้ จะต้องท�ำ อยา่ งไร ๓. คนดีตามความคิดเห็นหรือความเข้าใจของนักเรียน คอื คนท่ีมคี ณุ ลักษณะอย่างไร ๔. เพราะเหตุใดผู้ท่ีมีการศึกษาสูงจึงยังไม่เรียกว่า เปน็ คนดี คณุ ธรรมพ้นื ฐานหลกั ๔ ประการ คุณธรรมสำ�คัญที่เป็นพ้ืนฐานของคุณธรรมทั้งหลาย มี ๔ ประการ คอื 90
๑. ความรอบคอบ ๒. ความยตุ ิธรรม ๓. ความกลา้ หาญ ๔. ความมัธยัสถห์ รอื ความพอเพียง ๑. ความรอบคอบ เป็นคุณธรรมซึ่งแสดงเหตุผล ทางปฏิบัติ เพ่ือแยกแยะสิ่งดีงามแท้จริงของชีวิตในทุกสถานการณ์ และ เลือกวิธี ท่ีเหมาะสมเพื่อลงมือปฏิบัติ ความรอบคอบนั้นเป็นกฎเกณฑ์แห่ง การกระทำ� เป็นตัวควบคุมคุณธรรมอ่ืนๆ โดยช้ีถึงกฎเกณฑ์และมาตรวัด เป็นความรอบคอบซ่งึ ชี้นำ�การตดั สนิ ของมโนธรรม ๒. ความยุติธรรม เป็นคุณธรรมทางศีลธรรมซ่ึง ประกอบด้วยนำ้�ใจม่ันคงและคงท่ีในการท่ีจะให้สิ่งท่ีต้องให้แก่พระเจ้าและ เพื่อนมนุษย์ ความยุติธรรมต่อพระเจ้านั้นเรียกว่า คุณธรรมทางเทววิทยา หรือคุณธรรมทางศาสนา ส่วนความยุติธรรมต่อเพื่อนมนุษย์น้ันคือ ความพร้อมท่ีจะให้ความเคารพนับถือสิทธิของแต่ละบุคคล และพร้อมที่จะ สร้างความกลมกลืนในมนุษยสัมพันธ์ ซ่ึงช่วยสนับสนุนความเท่าเทียมกัน ในบคุ คลตา่ งๆ และเพ่อื ความดีงามของส่วนรวม ๓. ความกล้าหาญ เป็นคุณธรรมทางศีลธรรมซ่ึง รับประกันความม่ันคงและความคงท่ีสมำ่�เสมอในการแสวงหาส่ิงดีงามใน ปัญหาอุปสรรคตา่ งๆ ความกล้าหาญนัน้ เพ่ิมความเขม้ แขง็ ให้กับการตัดสินใจ ที่จะต่อต้านการทดลองใจและเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตทางศีลธรรม คุณธรรมความกล้าหาญทำ�ให้สามารถมีชัยต่อความกลัว แม้การกลัวความตาย และพร้อมที่จะเผชิญการทดลองและการเบียดเบียนต่างๆ ความกล้าหาญ ช่วยให้เราเต็มใจแม้กระทั่งยอมปฏิเสธ และยอมเสียสละชีวิตตนเอง เพือ่ ปกปอ้ งสงิ่ ทช่ี อบธรรม 91
๔. ความมัธยัสถ์หรือความพอเพียง เป็นคุณธรรม ทางศีลธรรมซึ่งทำ�ให้รู้จักยับยั้งความย่ัวยวนของความสนุก และความ อยากได้ใคร่ดี หรือความโลภด้านต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอประมาณ ไม่มากไม่น้อยเกินไป นอกจากน้ันยังทำ�ให้มีความสมดุลในการใช้ส่ิงดีงาม หรือทรัพยากรธรรมชาติที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมา ความพอเพียงน้ัน ช่วยเราควบคุมนำ้�ใจให้อยู่เหนือสัญชาตญาณ และคงรักษาความต้องการไว้ ภายในขอบเขตท่ีเหมาะสม คนที่พอเพียงมุ่งปรับเปล่ียนความกระหายทาง ประสาทสมั ผัสของตนส่สู ่งิ ท่ีบรสิ ุทธด์ิ งี าม และคงไวซ้ ่งึ ความสุขุมรอบคอบ คุณธรรมพ้ืนฐานสำ�คัญทั้ง ๔ ประการนี้ เป็นคุณธรรมหลัก ที่เราทุกคนควรตระหนักถึงคุณค่า ความสำ�คัญ และนำ�มาปฏิบัติในชีวิต ประจำ�วนั เสมอ คณุ ธรรมไมใ่ ชส่ ่ิงท่เี กิดขน้ึ เอง หรือมมี าแตก่ ำ�เนดิ แต่เกดิ จาก การฝึกฝน หรือการปฏิบัติอยู่เสมอเป็นนิสัย จนกลายเป็นลักษณะประจำ�ตัว หรือเป็นธรรมชาติของนิสัย เป็นแรงผลักดันให้เราทำ�ดีอยู่เสมอ และ เม่ือเราทำ�แต่ส่ิงท่ีดีๆ โดยใช้คุณธรรมพื้นฐานเป็นหลัก สิ่งดีๆ ก็จะเกิดข้ึน ในชีวติ เราเสมอ ๒.๓ หลักปฏิบัติที่คริสต์ศาสนากำ�หนด พระศาสนจักรคาทอลิก กำ�หนดบทบัญญัติไว้เป็นหลักปฏิบัติสำ�หรับคริสตชนทั่วไปไว้ ๔ ประการ รวมเรียกว่า “พระบัญญัติของพระศาสนจักร” พระบัญญัติของพระศาสนจักร คือ แนวทางปฏิบัติศาสนกิจขั้นพ้ืนฐานของคริสตชน โดยมีลักษณะ เป็นข้อกำ�หนดทางด้านบวก เพ่ือช่วยให้คริสตชนเติบโต และม่ันคงอยู่ใน หลกั คณุ ธรรม ความเชือ่ ความหวัง ความไวใ้ จ และความรกั ต่อพระเจา้ 92
พระบัญญตั ขิ องพระศาสนจกั รมี ๔ ประการ ได้แก่ ๑. จงรว่ มมิสซาในวนั อาทิตยแ์ ละวันฉลองบงั คบั พระบัญญัติข้อนี้เรียกร้องให้คริสตชนถือวันอาทิตย์ และวันฉลองต่างๆ ตามท่ีพระศาสนจักรกำ�หนดเป็นวันศักด์ิสิทธิ์ เพื่อ ถวายเกียรติแด่พระเจ้า พระเยซูเจ้า พระแม่มารี ฯลฯ ด้วยการไปร่วมพิธี มิสซาบูชาขอบพระคุณ และละเว้นจากการงานหรือส่ิงใดก็ตาม ที่ขัดขวาง ไม่ใหป้ ฏิบตั ิกิจกรรมหรือเขา้ รว่ มพิธกี รรมดงั กล่าว ๒. จงอดอาหารและอดเนือ้ ในวนั บงั คับ พระบัญญัติข้อนี้เรียกร้องให้คริสตชนได้ท�ำ การบ�ำ เพ็ญพรต หรือมัธยัสถ์ รู้จักอดทน และอดกลั้นความต้องการของตน เพื่อสร้างบุญ สร้างกุศลและใช้โทษบาปแห่งตน เป็นการเตรียมความพร้อมของคริสตชน เพือ่ เขา้ สวู่ ันฉลองหรอื เทศกาลสำ�คญั (วนั ศกั ด์สิ ิทธิ์) ท่ีพระศาสนาก�ำ หนด ๓. จงไปสารภาพบาปหรือจงรับศีลอภัยบาปอย่างน้อย ปลี ะครั้ง และจงรับศีลมหาสนทิ อยา่ งน้อยปลี ะครั้งในก�ำ หนดปสั กา พระบัญญัติข้อน้ีเรียกร้องให้คริสตชนได้ชำ�ระจิตใจ ของตนเอง ด้วยการรับศีลอภัยบาปซ่ึงเป็นการต่อเนื่องงานการกลับใจ และการให้อภัยบาปของศีลล้างบาป และให้รับศีลมหาสนิทซึ่งเป็นต้นกำ�เนิด และศนู ยก์ ลางของพธิ กี รรมอยา่ งสม่�ำ เสมอ ๔. จงบ�ำ รุงพระศาสนาตามความสามารถ พระบัญญัติข้อน้ีเรียกร้องให้คริสตชนช่วยเหลือพระศาสนจักร ในด้านต่างๆ ตามท่ีครสิ ตชนแต่ละคนจะสามารถใหค้ วามช่วยเหลอื ได้ พระศาสนจักรกำ�หนดข้อปฏิบัติเหล่านี้ เพ่ือความดี ของคริสตชน เพื่อให้มีชีวิตที่เข้มแข็งในความเช่ือในศาสนา การอดอาหาร ก็ช่วยให้คริสตชนรู้จักอดทนต่อความยากลำ�บาก และสอนให้คริสตชนรู้จัก การชว่ ยกนั ดูแลพระศาสนา 93
๔. ศาสนสถานและศาสนวัตถุ ศาสนสถานและศาสนวัตถุ หมายถึง สถานท่ีเกิดขึ้นของศาสนา และสถานท่ีสำ�คัญที่เก่ียวข้องกับชีวิตของศาสดา เช่น สถานท่ีประสูติ สถานที่ ทรงแสดงพระธรรม สถานท่ีส้ินพระชนม์ และสถานท่ีที่บรรดาสาวกได้ออก เผยแผ่พระศาสนาท่ีมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์รับรอง เป็นปูชนียสถาน เนื่องจากเป็นสถานทที่ เ่ี กย่ี วข้องกับพระศาสดาและการเกิดขนึ้ ของศาสนา ในคริสต์ศาสนามีสถานที่ที่ถือว่าเป็นศาสนสถานอันศักด์ิสิทธิ์ ได้แก่ ภูเขาซีนายเป็นสถานที่ที่พระเจ้าประทานพระบัญญัติ ๑๐ ประการ แก่โมเสส กรุงเยรูซาเล็มเป็นสถานท่ีตั้งพระวิหารศักด์ิสิทธิ์ของชาวอิสราเอล เมืองเบธเลเฮ็มสถานที่พระเยซูประสูติ เนินเขากัลวารีโอสถานที่พระเยซูเจ้า ถูกตรึงกางเขน กรุงโรม ประเทศอิตาลีเป็นสถานท่ีสาวกของพระเยซูเดินทาง มาเทศนา และที่ฝังศพของสาวกคนส�ำ คญั อยา่ งนี้เป็นตน้ 94
สัญลักษณศ์ าสนา ในศาสนาแต่ละศาสนาย่อมมีเคร่ืองหมาย แตกตา่ งกันไป โดยใชส้ ิง่ ที่เป็นรปู ธรรมแทนส่ิงที่เปน็ นามธรรม เช่น เมื่อเห็นไม้กางเขนก็เข้าใจทันทีว่า นี่คือเคร่ืองหมายในศาสนาคริสต์ หรือความหมาย อันละเอียดลึกซ้ึงโดยผ่านทางพิธีกรรมบ้าง ศิลปกรรม ท่ีแสดงเป็นปฏิมากรรมบ้าง สลักฝาผนังบ้าง เมื่อ พบสัญลักษณ์เหล่านี้ทำ�ให้เข้าใจทันทีว่าน่ันเป็นเร่ือง ของศาสนานั้นๆ ๕. ศาสนพิธี ศาสนพิธีเบื้องต้น พิธีกรรมเป็นการกระทำ�ที่แสดงออกภายนอก โดยอาศยั เครือ่ งหมายและสญั ลักษณต์ ่างๆ ไมว่ ่าจะเป็นภาษา ท่าทาง สิ่งของ ที่ประดิษฐ์ขึ้นหรือที่มีอยู่ในธรรมชาติ เพื่อแสดงออกถึงความเชื่อท่ีมีอยู่ ภายใน และในเวลาเดียวกันก็ทำ�ให้ความเช่ือนั้นเพิ่มพูน เข้มแข็ง และ เปน็ ชวี ิตยิง่ ขึน้ ด้วย ความสำ�คญั ของคริสตศ์ าสนพธิ ีกรรม คริสต์ศาสนพิธีกรรมมีศูนย์กลางอยู่ที่องค์พระคริสตเจ้า คริสตชน ร่วมเป็นหน่ึงเดียวกันในพิธีกรรม โดยมีพระเยซูเจ้าเป็นศูนย์กลาง เพ่ือ คริสตชนได้แสดงออกถึงความเชื่อ ความศรัทธาท่ีมีอยู่ภายในโดยอาศัย สัญลักษณ์ภายนอก คริสตชนจึงต้องมีความเข้าใจความหมายของสัญลักษณ์ ภายนอกเหล่านี้ เพื่อมิให้พิธีกรรมเป็นเพียงกิจกรรมภายนอกเท่านั้น แตต่ อ้ งเกิดผลต่อชวี ติ ครสิ ตชนใหม้ ากทีส่ ดุ ดว้ ย 95
พิธีกรรมจึงมีความสำ�คัญและจำ�เป็นสำ�หรับชีวิตคริสตชน เพราะ เปน็ การสร้างสัมพนั ธ์กบั พระเจา้ และแสดงออกถงึ ความเชื่อ ความศรทั ธาภกั ดี ตลอดจนความรู้สึกนึกคิดของตนท่ีมีต่อพระเจ้า และการสร้างความสัมพันธ์ กับเพื่อนพีน่ อ้ ง/มนุษยด์ ว้ ยกัน ลักษณะสำ�คัญของครสิ ตศ์ าสนพิธีกรรม คือ... ๑. เปน็ การกระทำ�ให้มนษุ ยอ์ ยู่ใกล้ชิดพระเจา้ ๒. เปน็ เครือ่ งหมายหรือสญั ลกั ษณ์ท่ีก่อให้เกดิ ผลตรงตาม ๓. เครอ่ื งหมายทแ่ี สดงออก ๔. เป็นการประกอบภารกิจชุมชน ๕. เป็นงานเลี้ยงที่ประชากรของพระเจ้ามารับอาหารฝา่ ยจิต ๖. เปน็ ภาพจำ�ลองถงึ การมชี ีวิตเฉพาะพระพักตรพ์ ระเจา้ ในสวรรค์ ๑. พธิ บี ูชาขอบพระคุณ (Holy Mass) และพิธนี มัสการพระเจ้า สำ�หรับคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เรียกศาสนพิธีว่า “พิธีบูชา ขอบพระคุณ” (Holy Mass) และคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ เรียกศาสนพิธี วา่ “พิธีนมสั การพระเจ้า” ซงึ่ มปี ระวัตคิ วามเป็นมาคลา้ ยคลึงกนั ดังนี้ พระเยซูเจ้าทรงยึดเอาแนวทางธรรมประเพณีของชาวยิวที่ จัดทำ�พิธีบูชาเพ่ือขอบพระคุณพระยาเวห์ และทรงปรับประยุกต์ให้ตรงกับ พระประสงค์ของพระองค์ในการมอบพระองค์เองให้เป็นอาหารเลี้ยงวิญญาณ ของมนุษย์ ในแนวทางของพระองค์เอง โดยพระเยซูคริสตเจ้าทรงต้ัง ศีลมหาสนิท ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ ได้เล่าถึงการกระทำ�ของ พระเยซูคริสตเจ้าขณะรับประทานอาหารคำ่�คร้ังสุดท้ายของพระองค์ จากจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวโครินธ์ เล่าว่า “เหตุว่าเรื่องท่ีข้าพเจ้า เล่าให้ท่านทราบน้ัน ข้าพเจ้าได้รับจากพระเจ้า คือ ในคืนที่พระคริสตเจ้า 96
ถูกทรยศ พระองค์ทรงหยิบขนมปัง (ภาวนา) ขอบพระคุณแล้ว ทรงบิออก ตรสั วา่ “น่ีคือกายของเรา ทีจ่ ะมอบเพื่อทา่ น จงท�ำ ดงั น้ี เพอ่ื ระลึกถึงเราเถิด” ทำ�นองเดยี วกัน เมอื่ เลี้ยงอาหารคำ�่ เสร็จแล้ว พระองค์ทรงหยิบถว้ ยเหลา้ องนุ่ ตรสั ว่า “น่คี อื ถว้ ยโลหิตของเรา โลหิตแห่งพนั ธสัญญาใหมอ่ นั ยืนยง ทกุ ครั้ง ท่ีท่านดมื่ ถว้ ยเหลา้ องุ่นนี้ จงทำ�เพอื่ ระลกึ ถึงเราเถิด” (คร. ๑๑ : ๒๓-๒๕) บรรดาสาวกของพระองค์ได้ยึดแนวทางที่พระองค์ทรงสอน พวกเขา นำ�ไปปฏิบัติยังดินแดนต่างๆ ท่ีแตกต่างท้ังธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ภาษา ฯลฯ โดยสาระสำ�คัญได้ถูกถ่ายทอดมานับพันๆ ปี จนเปน็ โครงสร้างให้เราไดเ้ หน็ ดงั ต่อไปนี้ ๒. วนั ฉลองแม่พระและนักบญุ ต่างๆ (ครสิ ตน์ ิกายโรมันคาทอลกิ ) คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ศรัทธาต่อพระแม่มารีและ บรรดานักบุญ เชื่อว่าคือผู้ท่ีเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าและได้รับยกย่อง สรรเสริญจากมนุษย์ พระศาสนจักรโรมันคาทอลิกจึงจัดให้มีการฉลองระลึกถึง คุณงามความดี และเป็นกำ�ลังใจที่ดีแก่คริสตชน ให้มั่นคงอยู่ในความรักต่อ พระเจ้าและการประพฤติปฏิบัตทิ ถ่ี ูกตอ้ งเสมอ แม่พระ คือ มารดาของพระเยซูเจ้า ผู้เป็นแบบอย่างแห่ง ความเชื่อ ไว้ใจในพระเจ้า และผู้เสนอวิงวอนพระเจ้าเพ่ือเรามนุษย์ทุกคน คริสตชนให้ความศรัทธาและฉลองแม่พระในพิธีกรรมซ่ึงถือว่าอยู่ใน อันดับแรกของการฉลองบรรดานักบุญอ่ืนๆ ทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม การฉลองแม่พระและนักบุญประจำ�วันนั้น จะต้องเป็นการฉลองรองจาก การฉลองพระครสิ ตเจา้ เสมอ นักบุญ คือ ผู้ดำ�เนินชีวิตเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตาม พระวาจาของพระเจ้า คริสตชนนักบุญต่างๆ ประจำ�วันในขณะร่วมพิธี มิสซาบูชาขอบพระคุณ เพ่ือเป็นการสรรเสริญพระเกียรติแด่พระเจ้า 97
ท่ีประทานชัยชนะแก่บรรดานักบุญและถือโอกาสวอนขอนักบุญช่วยเสนอ วิงวอนพระเจ้าเพ่อื พวกเราทุกคน ๓. การเสกหรือการอวยพร (Blessings) ความหมายของการเสกหรือการอวยพร (คริสต์นิกาย โรมนั คาทอลิก) การเสกหรือการอวยพร หมายถึง การสรรเสริญพระเจ้า เพราะผลงานของพระองค์และพระพรของพระองค์ การเสกน้ันมีผลในการ ถวายบุคคลแด่พระเจ้า และสงวนรักษาวัตถุส่ิงของและสถานท่ีไว้ใช้ในทาง พิธีกรรม การเสกเป็นการวอนขอพระเจ้า เพื่อให้บุคคลหรือวัตถุสิ่งใดส่ิงหน่ึง ไดร้ ับความปลอดภยั จากอิทธิพลของความชัว่ ร้าย ๖. วนั ส�ำ คัญทางศาสนา เทศกาลคริสต์มาส ในสมัยโบราณชาวโรมันมีการเฉลิมฉลองเพื่อระลึกถึงการสมภพ ของพระจักรพรรดิของตนด้วยความยินดี ชาวยิวในสมัยพระเยซูเอง ก็ถือ ปฏิบัติเช่นกัน เพราะฉะนั้น ชาวคริสต์ในสมัยโบราณจึงถือเอาประเพณีของ ชนในท้องถ่ินน้นั มาประยกุ ต์เข้ากับศาสนา โดยให้มีการจดั ฉลองเพือ่ ระลกึ ถงึ การบังเกิดมาของพระเยซูกษัตริย์ผู้ย่ิงใหญ่ ประเพณีน้ีได้เร่ิมมาจากกรุงโรม ในศตวรรษที่ ๔ และคอ่ ยๆ เผยแพรไ่ ปทกุ ทวปี ทั่วโลก 98
ความหมายของครสิ ตม์ าส คือการเฉลิมฉลองการบังเกิด ของพระเยซูคริสตเจ้า ท่ีทรงบังเกิดมา ในวันท่ี ๒๕ ธันวาคม คำ�ว่า คริสต์มาส เป็นคำ�ทับศัพท์ภาษาอังกฤษ Christmas ซ่ึงมาจากคำ�ภาษากรีกโบราณว่า Christs Maesse ที่แปลว่า พิธีบูชาขอบพระคุณ ของพระคริสตเจ้า ในภาษาไทย คำ�ว่า มาส แปลว่า เดือน เทศกาลคริสต์มาส จึงเป็นเดือนที่เราระลึกถึงการบังเกิดมาของพระเยซูคริสตเจ้าเป็นพิเศษ อีกความหมายหน่ึงของคำ�ว่า มาส คือ ดวงจันทร์ ฉะนั้น จึงตีความหมาย เป็นภาษาไทยได้อีกอย่างหนึ่ง คือ พระเยซูเจ้าทรงเป็นแสงสว่างส่องโลก เหมอื นดวงจนั ทร์ทเี่ ป็นความสวา่ งในตอนกลางคนื เทศกาลปัสกา ในยุคก่อนเทศกาลปัสกาถือเป็นเทศกาลประจำ�ปีท่ีจัดขึ้น ในวันที่ ๑๔ ของเดือนท่ีหน่ึงตามปฏิทินของชาวยิว เพื่อระลึกถึงวันท่ีพระเจ้าทรงช่วย ปลดปล่อยชาวอิสราเอลให้พ้นจากการเป็นทาสของชาวอียิปต์ ในวันน้ัน พระเจ้าทรงบัญชา/สั่งให้ชาวอิสราเอลฆ่าลูกแกะ แล้วนำ�เลือดลูกแกะไปทา ท่ีวงกบประตู ส่วนเนื้อลูกแกะน้ัน พวกเขาจะนำ�มาย่างกินกับผักรสขมและ ขนมปังไร้เชื้อ เมื่อพระเจ้าทรงส่งทูตสวรรค์ของพระองค์ลงมาประหารบุตร คนแรกของชาวอียิปต์ เพ่ือส่ังสอนและแสดงพระฤทธานุภาพของพระองค์ ให้ปรากฏแก่กษัตริย์ฟาโรห์และชาวอียิปต์ท่ีขัดขวางไม่ยอมปล่อยชาวอิสราเอล 99
ให้เป็นอิสระตามพระบัญชาของพระเจ้า โดยให้เป็นสัญลักษณ์แจ้งให้ทูตสวรรค์ ทราบว่าบ้านทีม่ เี ลือดลกู แกะนน้ั ใหท้ า่ นไปโดยไมท่ �ำ อันตรายใดๆ ในยุคปัจจุบัน เทศกาลปัสกาเป็นการเฉลิมฉลองท่ีย่ิงใหญ่ท่ีสุด เทศกาลหน่ึงในพระศาสนจักร เป็นการระลึกถึงความมีชัยชนะเหนือบาป และความตาย โดยการกลับคืนชีพขององค์พระเยซูคริสตเจ้า พระผู้ไถ่โทษ บาปแทนมนุษย์ เป็นการนำ�ความหวังและชีวิตใหม่ให้แก่มนุษย์ทั้งปวงท่ีเรียนรู้ และกลับตัวกลับใจทำ�ตามแบบอย่างพระเยซูเจ้า และปฏิบัติตามพระบัญญัติ ของพระเจา้ ด้วยความรัก ความหวงั และความเชือ่ พิธกี รรมวนั ปัสกา คืนศักด์ิสิทธิ์ คืนวันปัสกาตามธรรมเนียมแต่โบราณ คืนน้ีเป็น คืนพิเศษ ถวายเป็นเกียรติแด่พระเจ้า เป็นคืนท่ีบรรดาคริสตชนปฏิบัติ ตามคำ�ตักเตือนของพระวรสาร ถือเทียนจุดอยู่ในมือเหมือนคนใช้ท่ีคอย นายกลับมา เม่ือนายกลับมา จะได้พบเขาต่ืนคอยอยู่ แล้วจะจัดให้เขา นง่ั กนิ เลี้ยงที่โต๊ะของนาย 100
พธิ ีต่ืนเฝ้าในคนื ปัสกานี้ประกอบดว้ ย - พิธแี สงสวา่ ง เสกไฟ และเทยี นปสั กา - พธิ กี รรมแหง่ ศลี ล้างบาป เสกน้ำ� ไข่ปสั กา ชาวอียิปต์เช่ือว่าไข่คือต้นกำ�เนิดของทุกสรรพสิ่งท่ีมีชีวิต และเป็น ส่วนสำ�คัญของสิ่งมีชีวิตท้ังหลาย ไข่คือความหวังของการมีชีวิตใหม่ที่สดใส จึงมีการเปรียบเทียบไข่กับคูหาฝังศพ และการระลึกถึงการเสด็จกลับคืน พระชนมช์ พี ของพระเยซูครสิ ตเจา้ 101
บทที่ ๔ ศาสนาพราหมณ-์ ฮินดู
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาฮินดูเป็นศาสนาที่ประชาชนส่วนใหญ่ของอินเดียนับถือ ในประเทศไทยคนรู้จักศาสนาฮินดูในช่ือว่า ศาสนาพราหมณ์ ดังน้ัน ช่ือทางราชการของศาสนาฮินดูในประเทศไทย คือ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แต่ในบทความนี้ขอใช้ชื่อว่าศาสนาฮินดูแทน เพ่ือให้ตรงกับความเป็นจริง ท่ีใช้กันในวงวิชาการท่ัวไป ความจริงนักวิชาการหลายคนเรียกศาสนายุคที่ ยึดถือคัมภีร์ฤคเวท สามเวท ยชุรเวท อถรรพเวท พราหมณะ อารัณยกะ และอุปนิษัท ว่าศาสนาพระเวท (Vedic Religion) หรือศาสนาพราหมณ์ (Brahmanism) เพ่ือแยกให้เห็นความแตกต่างกับศาสนาฮินดู (Hinduism) ซ่ึงพัฒนามาจากศาสนาพระเวทหรือศาสนาพราหมณ์น่ันเอง สัญลักษณ์ AUM โอม สัญลักษณ์ประจำ�ศาสนาพราหมณ์- ฮินดู คือ AUM โอม ประกอบข้ึนจากอักษร ๓ ตัว คือ A อ แทน พระวิษณุ U อุ แทนพระศิวะ และ M ม แทนพระพรหมา เป็นสัญลักษณ์ แทนเทพทัง้ สามเมื่อรวมเปน็ รปู เดยี วซ่ึงเรียกว่า ตริมรู ติ มนตร์คายตรี มนตร์คายตรี เป็นมนตร์บูชาพระอาทิตย์ เพ่ือกระตุ้นสติปัญญา ของผู้บูชา อยู่ในฤคเวท มัณฑละท่ี ๓ ศุกตะที่ ๖๒ ฤจท่ี ๑๐ เป็นมนตร์ท่ี ชาวฮินดูถอื วา่ ศกั ดิ์สิทธท์ิ ีส่ ุด และจะสวดบชู าพระอาทิตย์ทกุ เช้า โอมฺ ภรู ฺ ภุวะ สวฺ ะ (โอม บุร บุ วสั สวฺ ะ หะ) ตตฺ สวฺ ิตุรฺ วเรณยฺ ํ (ตดั สฺวิ ตรุ วะ เรน ยมั ) ภรฺโค เทวสฺย ธมี หี (บะ รโฺ ก เด วสั ยะ ดี มะ หิ) 104
ธโิ ย โย นะ ปฺรโจทยาตฺ || (ดิ โย โย นะ หะ ประ โจ ดะ ยาด) “โอม แผ่นดิน ช้ันบรรยากาศ สวรรค์ ขอพวกเราจงนึกถึง แสงสว่างท่ีงดงามย่ิงของเทพสวิตฤ อันนั้น เพ่ือว่าพระองค์จะได้กระตุ้น สตปิ ัญญาของพวกเรา” ๑. ประวตั ิศาสนาพราหมณ-์ ฮนิ ดู ศาสนาฮินดูมีจุดเร่ิมต้นเม่ือชาวอารยะอพยพเข้ามาต้ังถ่ินฐาน ในอินเดียทบ่ี ริเวณล่มุ แม่น�้ำ สนิ ธุ ซ่งึ เป็นทม่ี าของคำ�ว่า ฮนิ ดู เมอื่ ราว ๓,๕๐๐ กวา่ ปีมาแลว้ แม่น�ำ้ สนิ ธุปจั จบุ ันมตี น้ น�ำ้ เกิดจากภูเขาหมิ าลยั ในเขตประเทศ อินเดีย ไหลผ่านประเทศปากีสถาน ไปลงทะเลอาหรับ ชาวอารยะมีคัมภีร์ ทางศาสนาท่เี กา่ แก่ท่สี ดุ ในโลกเรยี กวา่ เวทะ หรือพระเวท แรกทีเดียวมีเพียง ๓ คัมภีร์ คือ ฤคเวท สามเวท และยชุรเวท ต่อมามีคัมภีร์อถรรพเวท เพมิ่ เขา้ มาอีกหนง่ึ คัมภีร์ เชอ่ื กันว่า คัมภีร์พระเวทไมใ่ ชค่ มั ภรี ท์ ีม่ นุษยแ์ ตง่ ข้ึน แต่เป็นคัมภีร์ที่พวกฤาษีได้ยินมาโดยตรงจากพระเป็นเจ้า คัมภีร์นี้จึงมี ช่ือเรียกรวมๆ ว่า ศรุติ “การได้ยิน” ผู้ที่ได้ยินคือฤาษีผู้มีญาณวิเศษเหนือ มนุษย์ธรรมดา ศาสนาฮินดูเป็นศาสนาท่ีสืบทอดมาจากศาสนาท่ีนับถือ คัมภีร์พระเวทเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา จึงเป็นศาสนาที่ไม่มีศาสดา เป็นผู้ก่อต้ังศาสนาเหมือนศาสนาอ่ืนๆ ท่ัวไป บางครั้งชาวฮินดูจะเรียกศาสนา ของตนว่า สนาตนธรรม แปลว่า ศาสนาท่ีมีมาแต่นิรันดร์กาล คือ มีมา ตัง้ แตด่ ้งั เดิมไมม่ ใี ครรวู้ ่าเร่มิ ตน้ เม่อื ไร 105
๒. คัมภีร์ หลักความเช่ือ หลักธรรมคำ�สอน และหลกั ปฏิบัติของศาสนา คัมภีร์ที่ผู้นับถือศาสนาฮินดูนับถือนั้นมีจำ�นวนมากมายไม่สามารถ จะกล่าวได้ทั้งหมด ในบทความที่ต้องการเพียงเพื่อให้เยาวชนรู้อย่างกว้างๆ จึงขอกล่าวเฉพาะคัมภีร์ท่ีสำ�คัญใน ๓ สมัยเท่าน้ัน คือ สมัยพระเวท คัมภีร์ ท่ีสำ�คัญ คือ ฤคเวท สามเวท ยชุรเวท อถรรพเวท พราหมณะ อารัณยกะ และอปุ นิษัท สมัยอิติหาสะ มีคัมภีร์ ๒ คัมภีร์ คือ รามายณะและมหาภารตะ แต่ในคัมภีร์มหาภารตะนั้น มีคำ�สอนของพระกฤษณะแทรกอยู่ คำ�สอน ดงั กล่าวมชี ่ือว่า ภควทั คีตา เป็นคำ�สอนทช่ี าวฮนิ ดูทัว่ ไปไม่วา่ จะอยใู่ นนกิ ายใด ให้ความนับถอื อย่างสูง สมัยปุราณะ คอื คัมภรี ์ปุราณะ ซึง่ แบง่ เป็นมหาปรุ าณะ มที ง้ั หมด ๑๘ คัมภีร์ คือ วิษณุปุราณ ศิวปุราณ มัตสยปุราณ ภาควตปุราณ ครุฑปุราณ สกันทปุราณ พรหมาณฑปุราณ พรหมไววรตปุราณ ภวิษยปุราณ มารกัณเฑยปุราณ อัคนิปุราณ วายุปุราณ ปัทมปุราณ กูรมปุราณ พรหมปุราณ ลิงคปุราณ วราหปุราณ และวามนปุราณ และคัมภรี ์อุปปรุ าณะ ซ่ึงมีเป็นจำ�นวนนับร้อย คมั ภีรใ์ น ๓ สมยั น้เี ป็นคัมภีรท์ ีใ่ ช้ภาษาสนั สกฤตท้งั สน้ิ ผทู้ รี่ ภู้ าษา สนั สกฤตและสามารถประกอบพธิ ีทางศาสนาฮนิ ดูคอื พราหมณเ์ ทา่ นัน้ ตอ่ มา มีการเปลี่ยนแปลงเกิดข้ึนในศาสนาฮินดู ได้มีการแต่งคัมภีร์และบทสวด บูชาพระเป็นเจ้าและเทพเจ้าด้วยภาษาท้องถิ่นเพ่ือให้คนในท้องถ่ินน้ันๆ มีความเข้าใจศาสนาฮินดูท่ีตนนับถือได้ง่ายข้ึน คัมภีร์ที่สำ�คัญหลังยุคปุราณะ คือ คัมภีร์รามจริตมานัส ซ่ึงเป็นเรื่องรามเกียรต์ิที่แต่งด้วยภาษาอวธี ผทู้ ่นี บั ถอื ศาสนาฮินดนู กิ ายไวษณวะจะใหค้ วามเคารพนับถือคัมภีร์นม้ี าก 106
อินเดียภาคใต้มีผู้เผยแพร่ศาสนาฮินดูยุคหลังปุราณะสองพวก คอื อาฬวาร์ นับถอื พระวิษณเุ ปน็ พระเปน็ เจ้าสงู สดุ คัมภีรท์ สี่ ำ�คญั ของกล่มุ น้ี คือ นาลายิรัม และพวกนายณาร์นับถือพระศิวะว่าเป็นพระเป็นเจ้าสูงสุด คัมภีร์ที่สำ�คัญของกลุ่มน้ี คือ เตวารัม คนสองกลุ่มนี้แต่งกวีสวดสรรเสริญ พระเป็นเจ้าดว้ ยภาษาทมิฬ ยุคปรุ าณะ ยุคนี้มีความสำ�คัญที่สุดสำ�หรับศาสนาฮินดู ในยุคน้ียึดคัมภีร์ ปุราณะ ซึ่งแบ่งเป็นมหาปุราณะและอุปปุราณะ มหาปุราณะมีทั้งหมด ๑๘ คมั ภรี ์ (ไดก้ ลา่ วมาแลว้ ขา้ งตน้ ) คมั ภีรน์ ต้ี ามรปู ที่เห็นอยู่ในปจั จุบันคงไม่ เก่าไปกว่าสมัยราชวงค์คุปตะ (พุทธศตวรรษที่ ๙-๑๑) แต่เร่ืองราวท่ีรวบรวมไว ้ ที่เป็นนิทานปรัมปรานั้นเก่าแก่มาก ในยุคน้ีศาสนาฮินดูแบ่งเป็นสองนิกาย อย่างชัดเจน คือ นิกายที่นับถือพระศิวะว่าเป็นพระเป็นเจ้าสูงสุด เรียกว่า ไศวะ และนิกายที่นับถือว่าพระวิษณุว่าเป็นพระเป็นเจ้าสูงสุด เรียกว่า ไวษณวะ ข้อแตกต่างระหว่างสองนิกายน้ีก็คือ ฝ่ายไศวะบูชาศิวลึงค์ ส่วนฝ่ายไวษณวะ บูชาอวตารปางต่างๆ ของพระวิษณุ ปางที่ได้รับ การเคารพนบั ถือมากทส่ี ดุ คือ พระรามและพระกฤษณะ ชาวไทยส่วนใหญ่รู้จักพระองค์ในนามว่า พระนารายณ์ ผู้นับถือ ศาสนาฮินดูไวษณวนิกาย ถือว่าพระองค์เป็นพระเจ้าสูงสุด แต่พระวิษณุ ในรปู ท่ีตอ้ งเกี่ยวข้องกับโลกเปน็ หน่ึงในตริมูรติ (วษิ ณุ ศวิ ะ พรหมา) มหี น้าท่ี รักษาจักรวาลที่พระพรหมาได้สร้างขึ้นก่อนที่จะถูกพระศิวะทำ�ลายในท่ีสุด พาหนะของพระองค์ คือ ครุฑ ในฤคเวทวิษณุ เป็นรูปหน่ึงของพระอาทิตย์ เป็นเทพท่ีไม่มีบทบาทสำ�คัญมากนัก เพียงแต่คอยช่วยพระอินทร์ในการต่อสู้ กับศัตรูชัว่ ร้ายที่ทรงอ�ำ นาจ พระวิษณุเมื่อแสดงเป็นรูปบุคคล มีพระวรกาย สีน้ำ�เงินเข้ม มี ๔ กร ถือ ดอกบัว คทา (กระบอง) จักร และสังข์ อาวุธ 107
อย่างอ่ืน มีธนูศารฺงฺค (śārnga) สังข์ชื่อ ปัญจชันยะ และมีพระขรรค์ช่ือ นันทกะ ทรงสวมแก้วเกาสตุภะไว้รอบพระศอ ที่พระอุระมีเคร่ืองหมาย ศรีวัตสะ รูปดาว และมีพระโลมาเวียนขวาข้ึนบริเวณนั้น สวรรค์ที่พระวิษณุ ปกครองอยกู่ ับพระลกั ษมมี ีชอื่ ว่า ไวกณุ ฐะ อวตารของพระวษิ ณุ เมื่อธรรมในโลกมนุษย์เสื่อมลงอย่างมากเน่ืองจากการกระทำ�ของ คนชั่ว พระวิษณุจะอวตารมาจากสวรรค์ไวกุณฐะ คือลงมาเกิดบนโลกมนุษย์ ในรูปต่างๆ เพอ่ื คุ้มครองคนดีและปราบคนชว่ั อวตารท่สี �ำ คัญมี ๑๐ ปาง คอื ๑) มตั สยะ เป็นปลา ๒) กูรมะ เป็นเตา่ ๓) วราหะ เป็นหมปู ่า ๔) นรสงิ หะ เป็นคร่งึ คนคร่งึ สิงห์ ๕) วามนะ เป็นพราหมณร์ า่ งเล็ก ๖) ปรศรุ าม เปน็ พราหมณ์มขี วานเปน็ อาวุธ ๗) พระราม ๘) พระกฤษณะ ๙) พระพุทธเจ้า และ ๑๐) กัลปก์ ิ พระศิวะ เป็นพระเจ้าสูงสุดของผู้นับถือศาสนาฮินดูไศวนิกาย ชาวไทย ส่วนใหญ่เรยี กวา่ พระอิศวร ที่ประทับคอื เขาไกรลาสซ่งึ เปน็ ยอดหน่ึงในเทือกเขา หิมาลัย มีโคนันทิเป็นพาหนะ อาวุธ คือ ตรีศูล (triśūla) และธนูปินากะ สร้อยพระศอ คอื นาควาสุกิ เมื่ออย่ใู นรูปทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกบั โลกพระองคเ์ ปน็ หนงึ่ 108
ในตริมูรติ (trimūrti) คือ พฺรหฺมา วิษฺณุ และศิวะ มีหน้าท่ีทำ�ลายโลก ในยุคประลัย ผู้นับถือศาสนาฮินดูไศวนิกาย จะบูชาศิวลึงค์ (ศิวลิงฺค) ซึ่ง โดยปกติจะประดิษฐานอยู่ที่ครรภคฤหะของเทวาลัย ศิวลึงค์จะตั้งอยู่บนฐาน ซึง่ เรียกวา่ โยนิ พระศิวะปรากฏให้เราเหน็ ดว้ ยรูป ๘ รปู มชี ่อื เรียกวา่ อัษฏามรู ติ คือ ๑) สง่ิ ทพ่ี ระพรหมาสรา้ งสง่ิ แรก คอื น�ำ้ ๒) ส่งิ ทนี่ �ำ เครอ่ื งสังเวยไปใหเ้ ทพต่างๆ คอื ไฟ ๓) ผู้เป็นเจ้าภาพในการประกอบยัชญะ (พิธีบูชาเทพด้วย เครือ่ งสังเวย) ๔)-๕) ผู้กำ�หนดกลางวันและกลางคืน ได้แก่ พระจันทร์และ พระอาทติ ย์ ๖) วิษยั สำ�หรบั การได้ยนิ ไดแ้ ก่ อากาศ (Space) ๗) ตวั เชื้อส�ำ หรับทุกสงิ่ ได้แก่ ดนิ ๘) ลม ความเช่ือ เม่ือมองให้ลึกในระดับปรัชญา ศาสนาฮินดูเป็นศาสนาท่ีเช่ือ ในพระเจ้า พระเจ้ามีชื่อเป็นภาษาสันสกฤตว่า พฺรหฺม (อ่านว่า บฺรำ�-หฺมะ) เม่ือพูดอย่างกว้างๆ พฺรหฺมมี ๒ ลักษณะ คือ นิรฺคุณพฺรหฺม คือ พรหม ทไ่ี มอ่ าจจะใช้คำ�พดู อธิบายได้ และสคณุ พรฺ หฺม คือ พรหมทีส่ ามารถใช้ค�ำ พดู อธบิ ายได้ ความคิดเรื่องพรหมที่เป็นพระเจ้าสูงสุดมีมาแล้วต้ังแต่ยุคพระเวท ที่ยึดถือคัมภีร์อุปนิษัท ความรู้ท่ีสำ�คัญย่ิงท่ีคัมภีร์อุปนิษัทสอนไว้อยู่ตรงที่ 109
เราไม่เพียงจะต้องรู้ว่ามีพรหมเท่านั้น เราจะต้องคิดอย่างมีสติที่ไม่ขาดสาย ถึงพรหมนั้น เพราะว่าพรหมอยู่ในจิตวิญญาณอมตะของมนุษย์ แท้จริงแล้ว พรหมก็คือตัวจิตวิญญาณอมตะของมนุษย์ ท่ีเรียกว่า อาตมัน (อัตตาใน ภาษาบาลี) คือ ตนอมตะ (Self) เม่ือเรารู้ความจริงข้อน้ีอย่างแท้จริง การตายการเกิดก็ไม่มี จิตวิญญาณอมตะของเราก็จะเป็นหน่ึงเดียวกับพรหม เราก็อยู่เหนือความสุข ความทุกข์เหนือการเกิดการตาย เม่ือเรานอนหลับ จิตวิญญาณอมตะของเราเป็นอิสระ มันจะท่องเท่ียวไปทั่วจักรวาลเหมือนนก หรือเหมือนเทพ เหมือนราชาหรือเหมือนพราหมณ์ เลยความฝันก็คือ การหลับสนิท ซ่ึงในตอนหลับสนิทจิตวิญญาณอมตะจะรู้ส่ิงซ่ึงไม่อาจจะใช้ คำ�พูดใดๆ อธิบายได้ และเลยการหลับสนิทไปอีก คือ พรหม เมื่อเราไปถึง จุดท่ีเป็นพรหมเราก็เป็นอิสระ เนื่องจากพรหมเป็นส่ิงที่จะใช้คำ�พูดอธิบายไม่ได้ บรมครูในอุปนิษัทจึงใช้จินตนาการแบบต่างๆ อธิบาย เช่นอธิบายว่า จิตวิญญาณอมตะ คือ มนุษย์ขนาดจ๋ิวในหัวใจก็ว่า คือ ลมหายใจก็ว่า หรือ ของเหลวชนิดหนึ่งท่ีน่าอัศจรรย์ในเส้นเลือด แต่บางครั้งตัวจิตวิญญาณ อมตะน้ันก็ถูกนึกถึงแบบไม่มีตัวตน แบบวัดไม่ได้ ดังข้อความในฉานโทคยะ อปุ นิษทั ต่อไปน้ี “ไปเกบ็ เอาผลไมข้ องต้นไทรมาส”ิ “น่คี รบั พ่อ” “บิมันออกสิ” “ผมบิมันออกแล้วครบั พ่อ” “เจ้าเห็นอะไร” “เห็นเมล็ดเลก็ ๆ ครับพ่อ” “บิเมล็ดเลก็ ๆ น้นั เมลด็ หน่งึ สิ” “ผมบิเมลด็ หน่งึ แล้วครบั พอ่ ” 110
“ทนี ้เี จา้ เหน็ อะไร” “ไมม่ ีอะไรเลย ครบั พอ่ ” พ่อจึงพูดว่า “สิ่งท่ีเจ้าเห็นว่าไม่มีอะไร นั่นแหล่ะคือแก่นแท้ ของเมล็ดน้ัน และในแก่นแท้น่ันแหล่ะมีต้นไทรใหญ่ จงเชื่อพ่อเถอะลูก ในแก่นแท้นั้นคืออาตมันของทุกสิ่งทุกอย่างท่ีมีอยู่ น่ันคือสิ่งท่ีจริงแท้ น่ันคือ อาตมนั และเจา้ เองกค็ ืออาตมันนั่นแหละ่ เศวตเกต”ุ หลักธรรมคำ�สอน หลักปฏิบัติพ้ืนฐาน จุดมุ่งหมายของชีวิต ตามแนวทางของศาสนาฮินดู มี ๔ ประการ คือ ๑. อรถะ หรอื อรรถะ การแสวงหาทรพั ย์เพอื่ การด�ำ รงชวี ิตภายใต้ กรอบคำ�สอนทางศาสนา ๒. ธรมะ หรือธรรมะ การดำ�รงชีวิตภายใต้กรอบคำ�สอน ทางศาสนา ๓. กามะ การแสวงหาความสุขทางโลก ภายใต้กรอบคำ�สอน ทางศาสนา ๔. โมกษะ ในที่สุดต้องแสวงหาความหลุดพ้นจากการเวียนว่าย ตายเกิด จะเห็นว่าจุดมุ่งหมาย ๓ ข้อแรกต้องการให้ศาสนิกดำ�รงชีวิตทาง โลกเต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบคำ�สอนทางศาสนา ของตน แต่เมื่อมีความสุขอย่างมีศีลธรรมในระดับโลกแล้ว ศาสนิกจะต้อง แสวงหาเป้าหมายอันสุดของชีวิต คือ โมกษะ คือ ความพ้นไปจากการตาย แล้วเกิดๆ ซ่ึงเป็นผลของกรรมหรือการกระทำ�ทุกอย่างในโลก ต้องคำ�นึง อยู่เสมอว่าทุกอย่างในโลกเป็นสิ่งไม่คงอยู่ชั่วนิรันดร อยู่ภายใต้กฎธรรมชาติ ท่ีว่า เกิดขึ้นคงอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ในที่สุดก็สูญสลายไป สิ่งที่เป็นนิรันดร คือ ความจริงสงู สดุ หรือพระเปน็ เจ้า ซึ่งเราจะร้ไู ดเ้ มือ่ เข้าถงึ โมกษะ 111
ขอ้ ควรปฏิบตั ิของศาสนิกชน ข้อควรปฏบิ ตั ขิ องศาสนิกฮินดูเรียกรวมๆ วา่ นิยมะ มี ๑๐ ประการ คือ ๑. หรี ความละอายต่อการทำ�ความชั่ว จำ�ไว้เสมอว่าเคย ทำ�ผิดอะไรไว้ ยอมรับว่าสิ่งท่ีทำ�น้ันผิดและพยายามแก้ไขสิ่งท่ีทำ�ผิดนั้น กล่าวขอโทษจากใจจริงต่อคนที่ตนท�ำ ผิดทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจไว้ ก่อนนอนจะต้องลืมความรู้สึกขัดแย้ง ความรู้สึกโกรธเคืองทุกประการ พยายามหาทางแก้ไขสิ่งท่ีเคยทำ�ผิด และเลิกนิสัยท่ีไม่ดีท่ีทำ�อยู่เป็นประจำ� ทำ�ตัวให้ดีขึ้นด้วยการแก้ไขสิ่งที่เคยทำ�ไม่ถูกต้อง อย่าคุยว่าตัวเองเก่ง หลกี เลี่ยงความหยิง่ และการเสแสรง้ ๒. สันโตษะ ความสันโดษ ดำ�เนินชีวิตด้วยความพึงพอใจ ดำ�รงชีวิตท่ีราบเรียบ ดำ�รงชีวิตอย่างมีความสุข ย้ิมเสมอ ช่วยเหลือผู้อื่น ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความรู้สึกเป็นหน้ีบุญคุณ ท่ีตนมีสุขภาพดี รู้สึก เป็นหน้ีบุญคุณเพ่ือน รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณทรัพย์สมบัติ ไม่รู้สึกขัดข้องใจ ในสิ่งท่ีตนไม่มี คิดว่าตัวเองที่แท้คือ สิ่งเป็นนิรันดร ท่ีอยู่ภายใน ไม่ใช่ใจ ไม่ใช่รา่ งกาย ไม่ใชค่ วามร้สู กึ ทขี่ นึ้ ๆ ลงๆ เปลีย่ นแปลงอย่เู สมอ ๓. ทาน การให้โดยไม่หวงั ส่งิ ตอบแทน ถอื ว่าเงนิ ๑ ใน ๑๐ ส่วน ของเงินได้ท้ังหมดเป็นเงินของพระเป็นเจ้า จงบริจาคเงินส่วนนี้ให้แก่วัด อาศรม และองค์กรที่ก่อต้ังขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการพัฒนาจิตใจ มีคติประจำ�ใจ ว่า ไปวัดพร้อมด้วยของถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไปพบอาจารย์ (ทางศาสนา) ดว้ ยของบชู าคุณครอู าจารย์ บรจิ าคคมั ภีร์ทางศาสนา ใหอ้ าหารและให้ส่งิ ของ แก่คนยากไร้ ใหเ้ วลาและความรู้ของตนโดยไมห่ วงั คำ�สรรเสรญิ เยินยอ ถือว่า แขกผู้มาเยือนเหมือนดังเทพ 112
๔. อัสติกยะ มีศรัทธาแนบแน่น เชื่อในพระเป็นเจ้าอย่างไม่มี ความเคลือบแคลงสงสัย เช่ือม่ันในอาจารย์ (ทางศาสนา) เช่ือในเส้นทาง ที่จะดำ�เนินไปสู่โมกษะหรือความพ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด เชื่อใน คำ�สอนของอาจารย์ (ทางศาสนา) เช่ือในคัมภีร์ทางศาสนา เช่ือในประเพณี ทางศาสนาท่ีสืบทอดกันต่อๆ มา ปฏิบัติตามวิถีทางแห่งภักดีต่อพระเป็นเจ้า และตามวิถีทางที่จะสร้างประสบการณ์อันจะทำ�ให้มีศรัทธาในระดับที่สูงขึ้น ศรัทธาในสงิ่ ที่วงศต์ ระกูลเคยเคารพนับถือ หลีกเลีย่ งคนท่ีพยายามใหต้ นเลกิ นับถือสิ่งท่ีตนนับถือโดยใช้หลักเหตุผลและการกล่าวหาว่าส่ิงท่ีตนนับถือน้ัน ว่าไม่ดี ๕. อีศวรปูชนะ ปลูกฝังความภักดีต่อพระเป็นเจ้าด้วยการบูชา และทำ�สมาธิทุกวัน มีห้องพระไว้ในบ้าน ๑ ห้อง ถวายดอกไม้ผลไม้ หรือ อาหารแด่พระเป็นเจ้าเป็นประจำ�ทุกวัน ท่องจำ�บทสวดสำ�หรับบูชาให้ได้ ทำ�สมาธิหลังจากการบูชา ก่อนออกจากบ้านให้ไปไหว้พระท่ีห้องพระก่อน บูชาพระเป็นเจ้าด้วยใจท่ีเต็มไปด้วยความภักดี เปิดช่องภายในใจของตน ให้พระเป็นเจ้า ให้เทพและให้อาจารย์ (ทางศาสนา) ส่งความกรุณาเข้ามาท่ีตน และคนที่ตนรกั ได้ ๖. สิทธานตศรวณะ ฟังคำ�สอนจากคัมภีร์ทางศาสนาศึกษา คำ�สอนและรับฟังจากอาจารย์ (ทางศาสนา) ท่ีวงศ์ตระกูลของตนเคารพ นบั ถือ เลือกอาจารย์แลว้ ด�ำ เนินตามเส้นทางที่อาจารย์น้ันสอน อย่าเสยี เวลา ลองผดิ ลองถูกในเสน้ ทางอน่ื ๆ ๗. มติ พฒั นาจิตใจให้สงู ข้ึนโดยพ่ึงอาจารย์ (ทางศาสนา) ใหเ้ ป็น ผู้นำ�ทาง แสวงหาความรู้ท่ีแท้จริงเกี่ยวกับพระเป็นเจ้าจนกระทั่งเกิด ความสว่างขนึ้ ในภายใน 113
๘. วรตะ ปฏิบัติพรตทางศาสนาโดยไม่พยายามหลีกเลี่ยง ต้องอดอาหารตามวันท่ีกำ�หนดไว้ทางศาสนา เดินทางไปไหว้สถานท่ี ศกั ดิส์ ทิ ธป์ิ ีละครง้ั ๙. ชปะ ท่องมนตร์เป็นประจำ�ทุกวัน สวดบทสวดท่ีอาจารย์ให้ไว้ เป็นประจำ�ทุกวัน อาบน้ำ�ก่อนแล้วจึงสงบจิตสงบใจ ทำ�สมาธิพร้อมกับ ท่องมนตร์จนใจจดจ่ออยู่ที่มนตร์น้ันซึ่งจะทำ�ให้ใจมีความสะอาดผุดผ่อง จงท่องมนตร์และสวดบทสวดตามคำ�ส่ังของอาจารย์โดยเคร่งครัด ดำ�รงชีวิต โดยปราศจากความโกรธ การท่องมนตร์ของตนทำ�ให้ธรรมชาติภายในใจ มีความแขง็ แกร่งขนึ้ จงใหก้ ารทอ่ งมนตรน์ ั้นขจัดอารมณท์ ีข่ ้นึ ๆ ลงๆ ออกไป จนทำ�ให้ใจหยุดนง่ิ ๑๐. ตปัส บ�ำ เพญ็ ตบะตามคำ�แนะนำ�ของอาจารย์ เพือ่ ขจดั ความชัว่ หรือกิเลสออกไปจากใจ และเพื่อจุดไฟภายในให้ลุกขึ้น ทำ�ให้ตนภายใน เปลี่ยนเปน็ ตนใหม่ (เขา้ ถึงโมกษะ) ข้อห้ามในการปฏิบัติของศาสนิกชน ขอ้ ห้ามในการปฏิบตั ขิ องศาสนกิ ฮนิ ดูเรยี กรวมๆ วา่ ยมะ มีท้งั หมด ๑๐ ขอ้ คือ 114
๑. อหิงสา การไม่ทำ�ร้าย คือ การไม่ทำ�ร้ายผู้อ่ืน ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ดำ�เนินชีวิตท่ีเต็มไปด้วยความกรุณา ให้ความเคารพ สิ่งมีชีวิตทุกชนิด โดยนึกว่าส่ิงมีชีวิตน้ันคือ พลังของพระเป็นเจ้าท่ีปรากฏ ให้เห็น จึงควรดำ�รงชีวิตโดยปราศจากความกลัวและปราศจากความรู้สึกว่า ตวั เองไม่ปลอดภัย รู้ตวั อยเู่ สมอว่า การทำ�รา้ ยผูอ้ ื่นผลจะย้อนกลับมาส่ตู ัวเอง ใช้ชีวิตร่วมกับส่ิงมีชีวิตร่วมโลกอื่นๆ ด้วยวิถีทางแห่งสันติ ไม่ทำ�ตัว ให้สิ่งมีชีวิตอื่นกลัว ไม่ทำ�ตัวให้เป็นอันตรายต่อส่ิงมีชีวิตอ่ืน รับประอาหาร ท่ไี ม่มเี น้อื สัตว์ ๒. สัตยะ ความสัตย์ ยึดม่ันใน ความสัตย์ งดเว้นการพูดเท็จ ยึดมั่นใน คำ�มั่นสัญญา พูดเฉพาะความจริงและใช้คำ� ท่ีเป็นความหวังดีต่อผู้อื่น คำ�ท่ีเป็นประโยชน์ มีสาระ รู้ตัวอยู่เสมอว่าการหลอกลวงก่อให้เกิด ความห่างเหิน ดังน้ันอย่ามีความลับกับ ครอบครัวหรือคนที่เรารัก เมื่อทำ�ความ ผิดพลาดต้องยอมรับว่าผิดพลาด ไม่พูดจา ใหร้ า้ ยผู้อื่นลบั หลัง ไม่เปน็ พยานเท็จ ๓. อัสเตยะ ไม่ลักทรัพย์ รักษา คุณธรรมแห่งการไม่ลักทรัพย์ คือ ไม่ลัก ไม่อยากได้ของที่เขาไม่ได้ให้ มีหน้ีสินก็ต้อง จ่ายหนี้ ต้องควบคุมความอยากได้ ดำ�รงชีวิต ตามรายได้ที่ตนมี ไม่ใช้จ่ายเงินท่ีกู้ยืมมา เพ่ือประโยชน์อ่ืนนอกเหนือจุดประสงค์ของ การกู้ยืม ไม่ติดการพนัน ไม่ฉ้อโกง ไม่ใช้ 115
ช่ือผู้อ่ืน คำ�พูดผู้อ่ืน ทรัพยากรหรือสิทธิของผู้อ่ืน โดยไม่ได้ขออนุญาต หรือโดยไม่ประกาศให้ทราบเปน็ ลายลักษณ์อักษรสตั ยะ ๔. พรหมจรยะ หรือพรหมจรรย์ ประพฤติตัวเช่นพรหม คือ ควบคุมกามารมณ์ เมื่อยังไม่แต่งงานจะต้องงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ เมื่อแต่งงานแล้วต้องมีความซื่อสัตย์ต่อสามีและภรรยา ก่อนการแต่งงาน จะต้องใช้พลังท้ังหมดเพ่ือการศึกษา เมื่อแต่งงานแล้วต้องสร้างความสำ�เร็จ ให้แก่ชีวิตการแต่งงาน อย่าใช้พลังทางเพศไปในทางสำ�ส่อนทางเพศ ท้ังทาง ความคิด ทางวาจา และทางกาย ควบคุมใจเก่ียวกับเพศตรงข้าม คบคนท่ีมี จติ ใจสูง แตง่ ตัวและใชค้ ำ�พดู สุภาพ หลีกเลี่ยงสื่อลามกตา่ งๆ ๕. กษมา ความอดทน อดกลั้น อดทนต่อสถานการณ์ที่ไม่อำ�นวยและอดกลั้น ต่อบุคคลท่ีสร้างความไม่พึงพอใจให้แก่ตน พยายามทำ�ตัวให้เข้าได้กับทุกสถานการณ์ ใครจะทำ�อะไรก็ปล่อย ให้เขาทำ�ไปตามสภาพ ทางจิตใจของเขา อย่าเอามาเป็นอารมณ์ใน พรหมจรยะ การสนทนาอย่าโต้เถียงด้วยอารมณ์ อย่าพยายามแสดงว่าความคิดของตนเหนือกว่า ความคิดของผู้อ่ืน อย่ารีบร้อนโดยขาดสติ มีความอดทนและอดกลั้นต่อเด็กและต่อ ผู้สูงอายุ ลดความเครียดของตน ระงับสติอารมณ์ ให้คงท่ีเม่ือพบส่ิงรา้ ยๆ หรือสง่ิ ดีๆ ในชวี ติ 116
๖. ธฤติ ความมีจิตใจแน่วแนม่ ัน่ คง พยายามเอาชนะความท้อแท้ มีความกลา้ ไม่โลเล ไมม่ ีใจท่เี ปลยี่ นไปเปล่ียนมา ไมแ่ น่นอน มคี วามมงุ่ มั่น ไปสู่เป้าหมาย โดยใจอยู่ที่พระเป็นเจ้า ด้วยความไม่ท้อถอย ด้วยแผนงาน และแรงกระตุ้นจากภายใน มีความมั่นคงในการตัดสินใจ หลีกเล่ียงความ เกียจคร้าน ความเฉ่ือยชา สร้างพลังใจให้มีความเข้มแข็ง สร้างความกล้า ให้เกิดขึ้นในใจ มีความขยัน พยายามเอาชนะอุปสรรค อย่าให้การคัดค้าน หรือความกลัวความลม้ เหลวน�ำ ไปสูก่ ารเปลยี่ นแปลงยุทธศาสตร์ ๗. ทยา ความกรณุ า พยายามเอาชนะความมใี จโหดเห้ยี ม โหดร้าย ความรู้สึกโกรธง่ายเจ้าอารมณ์ต่อส่ิงมีชีวิตทั้งปวง ให้มองเห็นพระเป็นเจ้า ในตัวมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย มีความรู้สึกที่ดีต่อสัตว์ ต่อพืช และต่อดิน ให้อภัยต่อผู้ที่ขอโทษ มีความเห็นอกเห็นใจเม่ือผู้อ่ืนที่มีความขัดสนและ ตกทุกข์ได้ยาก ให้ความเคารพและนับถือคนท่ีอ่อนแอ ยากจน สูงอายุ ไมเ่ ข้าข้างคนทีท่ �ำ ทารุณกรรมต่อคนในครอบครวั 117
๘. อารชวะ ความซื่อตรง ละทิ้ง การหลอกลวงและทำ�สิ่งท่ไี มช่ อบ ทำ�ตวั ตรงไป ตรงมาแม้ในยามยาก ปฏิบัติตามกฎหมาย แ ห่ ง ช า ติ ข อ ง ต น แ ล ะ ข อ ง ช า ติ ท่ี ต น อ า ศั ย เสียภาษี มีความซื่อตรงในการทำ�ธุรกิจ ทำ�งานประจำ�วันด้วยความตรงไปตรงมา ไมต่ ดิ อารชวะ ทยา สินบนและไม่รับสินบน ไม่โกง ไมห่ ลอกลวง หรอื ใชว้ ธิ กี ารคดโกงเพอ่ื ให้ได้มาซึ่งส่ิงที่ต้องการ ซื่อตรงต่อผู้อื่น ซื่อตรงต่อตนเอง เม่ือตัวเองทำ�ผิด ก็ยอมรบั ผิดไม่โยนความผิดใหค้ นอื่น ๙. มิตาหาระ ควบคุมการบริโภค อาหาร รับประทานอาหารพอประมาณ ไม่มากเกินไป ไม่รับประทานอาหารท่ีมีเนื้อ คือ เนอ้ื สัตว์ ปลา หอย ไก่ ไข่ ฯลฯ บริโภค เฉพาะอาหารมังสวิรตั ิ ไมบ่ ริโภคอาหารทไ่ี ม่มี ประโยชน์ต่อร่างกาย รับประทานอาหาร เป็นเวลา รับประทานอาหารเม่ือรู้สึกหิว ไม่รับประทานอาหารเพราะความอยาก รับประทานอาหารชนิดง่ายๆ แต่มีประโยชน์ ไ ม่ รั บ ป ร ะ ท า น อ า ห า ร ที่ ฟุ่ ม เ ฟื อ ย แ ต่ มี ประโยชน์น้อย 118
๑๐. เศาจะ ความสะอาดบริสุทธ์ิ รักษาความบริสุทธิ์ทั้งทางกายและภายในใจ รักษากายให้มีความสะอาด มีพลานามัยท่ีดี รักษาบ้านและท่ีทำ�งานให้สะอาด ประพฤติตน ตามหลักศีลธรรม คบคนดี ไม่สุงสิงกับคน ที่ประพฤติมิชอบทางเพศ เช่น ผู้ประพฤติผิด ทางเพศกับหญิงหรือชายท่ีไม่ใช่สามีหรือ ภรรยาตน ไม่คบกับโจร หรือคนท่ีมีอาชีพ ไม่สุจริต หลีกเล่ียงส่ือลามก และหลีกเล่ียง การใช้กำ�ลังทำ�ร้ายผู้อ่ืน ไม่ใช้คำ�พูดท่ีระคายหูผู้อ่ืน คำ�พูดที่แสดงความโกรธ หรอื ค�ำ หยาบคาย ทำ�สมาธใิ หใ้ จสงบทกุ วัน ขนบธรรมเนียมบางอย่างของชาวฮินดู นมัสการ นมัสการเป็นประเพณีของการทักทายแบบฮินดู เม่ือพบปะกัน เป็นการสะท้อนให้เห็นความเช่ือท่ีอยู่ลึกๆ ในใจของชาวฮินดู ในทัศนะของ ผู้นับถือศาสนาฮินดู พรหม (พระเป็นเจ้า) ซ่ึงแม้มีเพียงหนึ่งเดียวแต่ก็อยู่ ในใจของสิ่งมีชีวิตทุกอย่างเป็นอาตมัน คือตน (Self) ท่ีไม่มีวันตายของ ส่ิงมีชวี ิตน้นั ๆ การทีเ่ ราประนมมือไหวผ้ หู้ น่งึ ผใู้ ด เปน็ การแสดงสัญลักษณ์วา่ อาตมันได้พบตนเองในสิ่งมีชีวิตอ่ืน การประนมมือไหว้เป็นการแสดงออกถึง ความรู้สึกว่าตัวเราเองไม่ได้สูงส่งไปกว่าผู้หน่ึงผู้ใด ดังน้ันเม่ือผู้ท่ีนับถือ ศาสนาฮินดูประนมมือไหว้ผู้หน่ึงผู้ใดพร้อมกับกล่าวคำ�ว่า “นมัสการ” นั่นแสดงว่าเขามีความรูส้ กึ วา่ ตัวเองไม่ได้สงู ส่งไปกว่าผทู้ ่เี ขาไหว้ แต่ที่จริงแลว้ เขาต้องการจะกล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอนอบน้อมต่อพระเป็นเจ้าในตัวท่าน ข้าพเจ้ารกั ทา่ นและเคารพทา่ น เน่ืองจากว่าไม่มใี ครเหมือนท่านอีกแลว้ ” 119
๓. ผูส้ ืบทอดศาสนา เนื่องจากศาสนาฮินดูมีพัฒนาการมายาวนาน ผู้สืบทอดศาสนา ฮินดูจึงมีมากมายตามยุคตามสมัย จะกล่าวถึงเฉพาะอาจารย์ที่ส�ำ คัญในยุคท่ี ไมห่ ่างไกลนัก ศังกราจารย์ ในพทุ ธศตวรรษท่ี ๑๔ (คริสตศ์ ตวรรษ ๘) มีบคุ คล สำ�คัญคนหนึ่งถือกำ�เนิดขึ้นในแคว้นเกรละ คือ ศังกระ ท่านอยู่ในวรรณะ พราหมณ์ ไดอ้ อกบวชเป็นสนั นยาสีตั้งแต่ยังเปน็ เดก็ ได้ศกึ ษาคมั ภีร์อปุ นษิ ทั และคัมภีร์ทางศาสนาอ่ืนๆ ด้วยความสนใจเป็นพิเศษ ท่านได้เร่ิมต้ังคำ�ถาม เช่น อะไรคือโลก? อะไรคือพระเป็นเจ้า? ใครคือตัวเรา? ท่านเป็นผู้นำ� ศาสนาฮินดูนกิ ายไศวะ ทน่ี บั ถือพระศวิ ะวา่ เปน็ พระเป็นเจา้ สูงสุด ได้เดนิ ทาง ไปในท่ีต่างๆ ในประเทศอินเดียตั้งแต่ใต้จรดเหนือและตะวันตกจรด ตะวันออก สั่งสอนความคิดทางปรัชญาของตน ท่ีมีชื่อว่า ศุทธาททไวตะ ที่สอนว่า ความจริงสูงสุดแท้ๆ ว่ามีเพียงหนึ่งเดียวคือ พรหม ได้โต้แย้งกับ ผู้ที่ไม่เห็นด้วย มีชัยชนะเรื่อยไป ผู้พ่ายแพ้ต้องยอมตัวเป็นศิษย์ตามธรรมเนียม ในอินเดียที่ปฏิบัติกันมาทุกยุคทุกสมัย ศังกราจารย์ได้แต่งหนังสือทาง ปรัชญาหลายเล่มและได้ประพันธ์บทกวีทางศาสนามากมาย คำ�สอน ของศังกราจารย์ทำ�ให้ศาสนาฮินดูมีความสำ�คัญขึ้นมาในอินเดียอีกครั้งหนึ่ง ศังกราจารย์ได้ก่อตั้งมัฐ (วัด) ขึ้น ๔ แห่ง ใน ๔ ทิศ ของประเทศอินเดีย คือ พัทรีนาถในทิศเหนือ ปุรีในทิศตะวันออก ทวารกาในทิศตะวันตก และ ศฤงเครีในทศิ ใต้ ทม่ี ฐั เหลา่ นัน้ มีนักบวชในศาสนาฮนิ ดทู สี่ บื ทอดหลกั คำ�สอน ของท่านพำ�นักอยู่ ผู้แสวงบุญจำ�นวนมากได้ไปยังมัฐเหล่านั้นทำ�ให้ มัฐเหล่าน้ันกลายเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาศาสนาฮินดูในเวลาไม่นาน คำ�สอนของศังกราจารย์ได้แผ่ไปท่ัวอินเดียแต่ใช่ว่านักคิดจะยอมรับทัศนะ 120
ของท่านศังกราจารย์ไปเสียทุกคน มีอาจารย์อีกหลายท่านในเวลาต่อมา ทีม่ คี วามเห็นแตกต่างไป เช่น ทา่ นรามานุชาจารย์ ในพุทธศตวรรษท่ี ๑๖ (คริสต์ศตวรรษท่ี ๑๑) รามานุชะเกิด ในตระกลู พราหมณแ์ ละสอนลัทธภิ กั ติ คอื ความรกั ภกั ดี อย่างยอมมอบกาย ถวายตนต่อพระเจ้า พระเจ้าก็จะโปรดปรานทำ�ให้หลุดพ้นจากการเวียนว่าย ตายเกิดและทำ�ลายบาปทุกอย่างของผู้ท่ีภักดีต่อพระองค์ ซึ่งง่ายกว่าการ เข้าถึงพระเจ้าโดยใช้ความรู้จริงท่ีศังกราจารย์สอน พระเป็นเจ้าสูงสุดของ รามานุชาจารย์ คือ พระวิษณุ เม่ือพระวิษณุทรงโปรด พระองค์ก็จะช่วย ผู้ภักดีต่อพระองค์ให้พ้นจากบาปและพาผู้ภักดีนั้นๆ ไปอยู่ใกล้พระองค์ คำ�สอนของรามานุชาจารย์ก็คล้ายๆ กับคำ�สอนของนักสอนศาสนาชาวทมิฬ ที่เรียกว่า อาฬวาร์ แต่ท่านยังคงให้ยึดถือระบบวรรณะอย่างเคร่งครัด รามานุชะเป็นอาจารย์ของศาสนาฮินดูนิกายไวษณวะทั้งศังกราจารย์และ รามานุชาจารย์เป็นชาวอินเดียใต้ แต่ได้เผยแผ่ความเช่ือของตนไปท่ัวอินเดีย ศังกราจารย์เป็นอาจารย์ของศาสนาฮินดูนิกายไศวะ เชื่อและสอนปรัชญา ท่ีชื่อว่า ศุทธาททไวตะ ท่ีเช่ือใน นิรคุณพรหม ส่วนรามานุชาจารย์เป็น อาจารย์ของศาสนาฮินดูนิกายไวษณวะ สอนปรัชญาที่ชื่อว่า วิศิษฐาททไวตะ ท่ีเช่ือใน สคุณพรหม พราหมณ์ กลุ่มคนที่ทำ�หน้าที่สืบทอดศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มาอย่างต่อเนื่อง ในสมัยโบราณคือผู้ที่เกิดในวรรณะพราหมณ์ ซ่ึงมีหน้าที่ เพียงอย่างเดียว คือ เป็นผู้ประกอบพิธีทางศาสนาพร้อมกับเป็นครูสอน วชิ าการต่างๆ ชาวอารยะทีอ่ พยพเขา้ มายังประเทศอนิ เดียเมอื่ ราว ๓,๕๐๐ ปี มาแล้ว ไดแ้ บง่ คนออกเปน็ ๔ กลมุ่ เรยี กว่า วรรณะ ได้แก่ พราหมณ์ กษัตริย ์ แพศย์ และศูทร แต่ละวรรณะมีอาชีพแยกกันโดยเด็ดขาด คือ พราหมณ์ 121
มีหน้าท่ีในการประกอบพิธีทางศาสนาและเป็นครูสอน กษัตริย์มีหน้าที่ ในการปกครองและปกป้องคุ้มครองคนทุกวรรณะ แพศย์มีหน้าที่ในการ ทำ�การค้าขาย เลี้ยงสัตว์ และการเกษตรเพ่ือเลี้ยงดูวรรณะอื่นๆ วรรณศูทร มีหน้าท่ีทำ�งานโดยใช้แรงงานและรับใช้คนวรรณะทั้งสามข้างต้น คนใน สามวรรณะแรกจะต้องศึกษาวิชาการต่างๆ ในสำ�นักของอาจารย์ท่ีมีช่ือเสียง จนถึงอายุ ๒๕ ปี ในสาขาวชิ าที่ตนเองต้องประกอบอาชีพ จากน้นั จะแตง่ งาน มีครอบครัวกับคนที่เกิดในวรรณะเดียวกับตน เม่ืออายุได้ ๕๐ ปีก็จะไป ใช้ชีวิตอยู่ในป่าจนถึงอายุ ๗๕ ปี หลังจากอายุ ๗๕ ปี จะต้องเป็นนักบวช เร่ร่อนไปเรื่อยๆ ไมม่ ีบ้านเรอื น นีค้ อื อุดมคตทิ กี่ �ำ หนดไว้ในคมั ภรี ์ทางศาสนา เรียกว่า อาศรม ๔ ประการ คนท่ีจะเรียกว่าเป็นผู้นับถือศาสนาฮินดูอย่างแท้จริง หมายความว่า อย่างไร และจะต้องปฏิบัตกิ ิจประจ�ำ วนั อย่างไร คนท่ีนับถือศาสนาฮินดูที่แท้จริงจะต้องทำ�หน้าที่และมีความ รับผิดชอบตามขั้นตอนของชีวิตที่เรียกว่า อาศรม ที่คัมภีร์ทางศาสนาฮินดู กำ�หนดไว้ นอกจากหน้าที่และความรับผิดชอบตามอาชีพปกติธรรมดา ของตนแล้ว คนท่นี บั ถอื ศาสนาฮนิ ดูจะต้องท�ำ หนา้ ท่ี ๗ ขอ้ ตอ่ ไปนี้ ๑. บูชาเทพประจำ�ครอบครัว (อิษฏเทวตา) โดยใช้บทสวดบูชา ท่ีใช้ประจำ�ทุกวัน ทำ�สมาธิ ไปไหว้พระที่เทวาลัย เดินทางไปแสวงบุญ ยังสถานท่ีศักด์ิสิทธ์ิการกระทำ�อย่างน้ีมีความสำ�คัญเพราะจะช่วยให้ศาสนิก มใี จจดจ่ออยกู่ บั พระเจ้าตลอดเวลาไมว่ ่าจะท�ำ กิจกรรมใดๆ ๒. ศึกษาคัมภีร์ทางศาสนา แล้วดำ�เนินชีวิตส่วนตัวและชีวิต ที่เก่ียวกับสังคมภายนอกให้เป็นไปตามคำ�สอนของคัมภีร์ทางศาสนา จงจำ� ให้ได้เสมอว่ามนุษย์มีจุดมุ่งหมายของชีวิต ๔ ประการ มีหนี้ท่ีจะต้องชำ�ระ ๓ ประการ และมีช่วงชีวิตซึ่งเรียกว่า อาศรม ๔ ช่วง ต้องใช้หลักศีลธรรม 122
ทางศาสนากำ�กับ การดำ�เนินไปสู่จุดมุ่งหมาย ของชีวิต ๔ ประการนั้น คือ ธรรมะ อรรถะ กามะ และโมกษะ ๓. เช่ือในค�ำ สอนของศาสนาฮนิ ดทู ่ีสืบทอดกนั ตอ่ ๆ มา ๔. เช่ือว่าเทพจำ�นวนหลายองค์ทั้งที่เป็นบุรุษและสตรีที่แท้ก็คือ รูปหลายรูปของพระเป็นเจ้าสูงสุดองค์เดียว และเชื่อว่าแนวทางปฏิบัติทาง ศาสนาที่แตกต่างกันก็จริงแต่ก็มุ่งไปยังจุดหมายเดียวกัน คือพระเป็นเจ้า สูงสุดองค์เดียว เหมือนกับเส้นรัศมีของวงกลม ท่ีทุกเส้นมุ่งไปท่ีจุดศูนย์กลาง จุดเดียว ๕. ให้ความเคารพนับถือมุนี ผู้บรรลุธรรม นักพรต ทั้งท่ีเป็น บุรุษและสตรี ใหค้ วามเคารพนับถือครู พอ่ แม่ และคนสงู อายุ ๖. ให้ความช่วยเหลอื คนท่ขี าดแคลนสิ่งของจำ�เปน็ ในชวี ติ คนพิการ ที่ช่วยตวั เองไม่ได้ คนป่วย คนยากจน คนที่ด้อยโอกาส ๗. ต้อนรับแขกด้วยความรัก ความนับถือ และพร้อมที่จะบริการ ให้ความสะดวก ผู้นับถือศาสนาฮินดูท่ีเคร่งจะต้องทำ�กิจทางศาสนาประจำ�วัน ท่เี รียกวา่ ปัญจมหายชั ญะ คอื การบชู าทย่ี ่ิงใหญ่ ๕ ประการ ไดแ้ ก่ ๑. พรหมยัชญะ จะต้องท่องคัมภีร์พระเวทและคัมภีร์ทางศาสนา อ่ืนๆ ทุกวัน การปฏิบัติเช่นนี้จะช่วยให้ไม่ลืมสิ่งท่ีร่ำ�เรียนมาช่วงเป็นพรหม จารนิ (ชว่ งทเี่ ปน็ นกั เรียน) เปน็ การรักษาความร้เู ก่าและเพ่ิมความรใู้ หม่ ๒. ปิตฤยัชญะ นึกถึงบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วทุกวัน ข้อน้ีก็เพื่อ ให้คนเราแต่ละคนรู้ว่า ตนเองมีหน้าท่ีรักษา ทำ�นุบำ�รุง และสืบต่อมรดก ทางวฒั นธรรมท่บี รรพบรุ ุษได้สรา้ งไว้ ๓. เทวยัชญะ ระลึกถึงพระเป็นเจ้าโดยการสวดมนต์ทุกวันและ ท�ำ สมาธิ 123
๔. ภูตยัชญะ ให้อาหารแก่คนที่หิวโหย ข้อน้ีมุ่งที่จะให้ทุกคน พัฒนาความมีน้ำ�ใจในการที่จะแบ่งปันผู้อื่น ธรรมข้อนี้เป็นธรรมที่สูงสุด สำ�หรับทกุ อาศรม หรอื ข้ันตอนของการด�ำ เนินชวี ิต ภูตยัชญะ รวมการเอาใจใส่ ดูแลสตั วแ์ ละพืชไว้ดว้ ย ถ้าปฏิบตั ขิ ้อน้ีไดท้ กุ วัน ก็จะเป็นการรกั ษาส่ิงแวดล้อม ได้เปน็ อยา่ งดี ๕. นรยัชญะ ให้ความรัก ความเคารพ นับถือแขกผู้มาเยือน ข้อนีถ้ อื วา่ เป็นหลักปฏิบัติท่ีผ้นู บั ถือศาสนาฮนิ ดูและเป็นเจา้ ของบา้ นจะตอ้ งทำ� คือจะต้องให้การต้อนรับแขกผู้มาเยือนอย่างดีท่ีสุด ถือว่าแขกผู้มาเยือน เปรียบเหมือนเทพ ๔. ศาสนสถานและศาสนวัตถุ ศาสนสถาน เทวสถานหรือเทวาลัยในศาสนาฮินดู เป็นท่ี ประดิษฐานรูปเคารพและเป็นที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาประจำ�วัน และในโอกาสสำ�คัญ ผู้ประกอบพิธีส่วนใหญ่เป็นพราหมณ์ บทสวดในการบูชา รปู เคารพใช้ภาษาสันสกฤต เทวาลยั พฤหทศี วร ส�ำ หรับพระศิวะ เมืองตันชวรู ์ ทมิฬนาดู 124
ธวชสตัมภะ เสาสัญลักษณ์มีโคนันทิอยู่บนยอดเสาบอกให้ทราบว่าเทวาลัยท่ีน่ี เปน็ ของพระศิวะ 125
เทวาลัยชคันนาถ ในนกิ ายไวษณวะ เมืองปรุ ี รัฐโอริสา อนิ เดีย ศาสนวัตถุ ในศาสนาฮินดูส่วนใหญ่เป็นรูปเคารพ ได้แก่ เทพที่มี เป็นจำ�นวนมากแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นต่างๆ ซ่ึงเน้นการนับถือเทพ ท่ีแตกต่างกัน และสัญลักษณ์แทนเทพ เน่ืองจากศาสนาฮินดูในปัจจุบัน มีนิกายหลักอยู่ ๒ นิกาย คือ ไศวนิกาย นับถือพระศิวะว่าเป็นพระเป็นเจ้า สูงสุด และไวษณวนิกาย นับถือพระวิษณุว่าเป็นพระเป็นเจ้าสูงสุด ในไศวนิกาย นอกจากรูปเคารพแทนพระศิวะในปางต่างๆ แล้ว สัญลักษณ์ แทนเทพที่สำ�คัญท่ีสุด คือ ศิวลิงฺค หรือศิวลึงค์ ซึ่งเป็นวัตถุทรงกลม อาจจะทำ�ดว้ ยหิน ทำ�ด้วยโลหะ ทำ�ดว้ ยหนิ มคี า่ ทำ�ดว้ ยไม้ ทำ�ดว้ ยดิน ต้งั อยู่ บนฐานที่เรียกว่า โยนิ ศิวลึงค์เป็นวัตถุสัญลักษณ์ที่ชาวฮินดูไศวนิกายถือว่า เปน็ สง่ิ ศักด์ิสิทธท์ิ ี่สดุ จะประดิษฐานไวใ้ นเทวาลัย ตรงส่วนทเ่ี รยี กว่า ครรภคฤหะ อันเป็นทีป่ ระดิษฐานรูปเคารพหรือสัญลักษณท์ างศาสนาท่สี ำ�คัญท่สี ุด 126
๕. ศาสนพิธี ในสมยั พระเวทพธิ กี รรมทท่ี �ำ เปน็ พ้นื คือ เซ่นสรวงสังเวยต่อเทพเจ้า โดยผ่านไฟพิธี พิธีนี้เรียกว่า ยัชญะ เจ้าภาพ คือ ยชมาน จะทำ�พิธี โดยผ่านพราหมณ์ผู้ประกอบพิธี ที่มีชื่อว่า ฤตวิช ซ่ึงประกอบด้วย โหตฤ สวดฤคเวท อุทคาตฤ สวดสามเวท และอัธวรยุ สวดยชุรเวท แต่เมื่อมาถึง ยุคศาสนาฮินดู พิธีกรรมเปล่ียนเป็นพิธีบูชารูปเคารพ (อรฺจา) ท่ีผ่าน พิธีเทวาภิเษกเพ่ือให้เทพเข้าไปสิงสถิตภายในรูปเคารพแล้ว ผู้เคารพบูชา จะขอให้เทพประทานพรให้แก่ตนโดยไม่มีการสวดอ้อนวอนมากนัก เพียงแต่ ถวายเคร่ืองบูชาและแสดงความเคารพ ผู้บูชาจะถวายน้ำ�ล้างพระบาท ถวายหมากพลูเหมือนกับเจ้าบ้านทำ�พิธีต้อนรับแขก ในตอนเช้าจะมีพิธีปลุกเทพ ด้วยเสียงดนตรี ด้วยการสั่นกระด่ิง การเป่าสังข์ จากนั้นสรงนำ้�ให้เทวรูป ด้วยเคร่ืองสรงที่ถือว่าดีที่สุด แล้วก็เช็ดเทวรูปให้แห้ง แล้วแต่งตัวให้เทวรูป ด้วยเส้ือผ้าอาภรณ์และเครื่องประดับท่ีมีค่า จากน้ันทำ�การบูชาด้วยดอกไม้ พวงมาลัย ของหอม และเวียนประทีปเป็นวงกลมหน้ารูปเคารพ จากนั้น ถวายอาหารซึ่งปกติจะเป็นข้าวและผลไม้ เทพจะเสวยส่วนท่ีละเอียด มองไม่เห็น ส่วนท่ีเหลือจะกลับไปเป็นของผู้ถวายหรือถูกนำ�ไปให้คนยากจน ในบางเทวาลัยเทพจะถูกแห่ไปบรรทมกับพระชายาซึ่งอาจจะมีองค์เดียว หรือหลายองค์ ในเทวาลัยทใ่ี หญๆ่ เทพจะมผี พู้ ดั วใี ห้ และมีการเตน้ รำ�ถวาย เหมือนกับเทพนั้นเป็นกษัตริย์ ในเทศกาลเทวรูปจะถูกแห่ไปในราชรถที่มี คนลากไปรอบๆ เมือง เทพองค์รองๆ น่ังราชรถคันหลังตามไปพร้อมกับ คนถอื แสจ้ ามรี ถือฉัตร ถือพดั มนี ักฟอ้ นรำ�และนกั ดนตรตี ามขบวน 127
๖. วนั สำ�คญั ทางศาสนา วันสำ�คัญทางศาสนาของฮินดูมีมากมายส่วนใหญ่จะถือตาม วันทางจันทรคติแบบเดียวกับพระพุทธศาสนา ในท่ีน้ีกล่าวเฉพาะท่ีสำ�คัญ เร่ิมจากต้นปีแบบจันทรคติ คือ หลังวันสงกรานต์แล้ว นวราตรี ช่วงท่ี ๑ ระหว่างวันขึ้น ๑ คำ่� ถึงวันขึ้น ๙ คำ่� เดือน ๕ เป็นวันบูชาพระทุรคา หรือพระอุมา ชายาของพระศิวะ เป็นเวลา ๙ คืน พระทุรคา มีท้ังหมด ๙ ปาง หรอื ๙ รูป ได้แก่ ๑) ไศลปตุ รี ๒) พรหมจารณิ ี ๓) จนั ทรฆัณฏา ๔) กษู มาณฑา ๕) สกนั ทมาตา ๖) กาตยายนี ๗) กาลราตรี ๘) มหาเคารี ๙) สทิ ธิทาตรรี กั ษาพนั ธนั (รกั ษาพันธนะ) วันรักษาพนั ธัน ตรงกับวนั ข้นึ ๑๕ ค�ำ่ เดือนศราวณะ (เดอื น ๙ อยู่ระหว่างเดือนกรกฎาคมกับเดือนสิงหาคม) เป็นประเพณีท่ีสร้างความต้ืนตัน ให้เกิดขึ้นระหว่างพี่สาวน้องสาวและพ่ีชายน้องชาย ในโอกาสน้ีพ่ีสาวหรือ น้องสาวจะใช้ด้ายที่ตกแต่งอย่างงดงามผูกแขนให้พี่ชายหรือน้องชาย เป็นสัญลักษณ์ว่า พี่ชายหรือน้องชายน้ันจะต้องปกป้องคุ้มครองพี่สาวและ น้องสาวตลอดไป แม้ว่าพ่ีชายน้องชายจะอยู่ห่างไกลพี่สาวและน้องสาว กจ็ ะพยายามสง่ ดา้ ยส�ำ หรบั ผกู ขอ้ มอื นีไ้ ปใหจ้ นได้ 128
ศรีกฤษณชันมาษฐมี เป็นวันประสูติของพระกฤษณะ อวตาร ปางที่ ๘ ของพระวิษณุ ตรงกับวันแรม ๘ คำ�่ เดอื น ๙ ชาวฮนิ ดูทเี่ ครง่ ศาสนา จะอดอาหารต้ังแต่เช้าถึงเที่ยงคืน เพ่ือเป็นการบูชาพระกฤษณะ เน่ืองจาก พระองค์ประสูติในเรือนจำ�เวลาเที่ยงคืน หลังจากบูชาพระกฤษณะแล้ว จึงจะรบั ประทานอาหาร นวราตรี ชว่ งท่ี ๒ เปน็ วนั บชู าพระทุรคา ๙ วัน รอบท่ี ๒ ตรงกบั วันขึ้น ๑ ค่ำ� ถงึ วันข้นึ ๙ คำ่� เดือน ๑๑ ทปี าวลี (ทิวแถวของประทีป) หรอื ทิวาลี ตรงกบั วนั แรม ๑๕ คำ่� เดือน ๑๑ เป็นวันท่ีพระรามเสด็จกลับเมืองอโยธยา หลังท่ีได้สังหารราวณะ หรือทศกัณฐ์แล้ว ในวันนี้ประชาชนจะจุดประทีปสว่างไสวท่ัวบ้านท่ัวเมือง มีการจุดประทัด จุดพลุกันอย่างสนุกสนาน ตรงกับพระราชพิธีจองเปรียง ของไทย ตามท่ีกล่าวไว้ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน ในตอนเย็น จะมีการบูชาเทพ ๕ องค์ คือ พระลักษมี (เทพีแห่งโชคลาภ) พระคเณศ (เทพผูข้ จัดอุปสรรคท�ำ ให้การงานทกุ อย่างส�ำ เร็จ) พระกุเวร (เทพแห่งทรพั ย์) พระสรัสวดี (เทพีแห่งศิลปะวิทยาการต่างๆ) และพระอินทร์ (เทพแห่งฝน) ในวนั นจี้ ะใหค้ วามส�ำ คญั เปน็ พเิ ศษแกพ่ ระลกั ษมี ซึง่ เป็นเทพผี ู้ประทานโชคลาภ และความร�ำ่ รวย ประชาชนจะตามประทปี ทง้ั คนื เพอ่ื ต้อนรับพระองค์ ศิวราตรี ตรงกบั วนั แรม ๑๔ ค่ำ� เดือน ๓ ศิวราตรี คือกลางคืน แห่งพระศิวะ เป็นวันท่ีพระศิวะอภิเษกสมรสกับนางปารวตี ธิดาของหิมวัต หรือภูเขาหิมาลัย ปารวตี แปลว่า ธิดาของ ปรฺวต คือ บรรพต ซ่ึงแปลว่า ภูเขา มีหลายรูป คือ อุมา ทุรคา กาลี ฯลฯ การบูชาในวันน้ีจะทำ�ตลอด ๒๔ ช่ัวโมง เช่ือกันว่า ผู้บูชาพระศิวะในวันนี้ จะได้คู่ครองท่ีดีและมีความสุข ความเจรญิ ในชวี ติ 129
โหลิ หรือโหลี ตรงกับวันแรม ๑ คำ่� เดือน ๔ (ระหว่างเดือน มีนาคมกับเดือนเมษายน) เป็นเทศกาลที่เฉลิมฉลองกันอย่างสนุกสนาน ท่ัวอินเดีย คล้ายกับเทศกาลสงกรานต์ในประเทศไทย ท่ีแตกต่างก็ตรงที่ ในเทศกาลสงกรานต์ประชาชนจะใช้นำ้�รดหรือสาดใส่กัน แต่ในเทศกาลโหลี ประชาชนจะใช้สีฝุ่นหรือสีผสมน้ำ�สาดเข้าใส่กัน เทศกาลน้ีมีความสำ�คัญทาง ศาสนาฮินดูตรงท่ีเกี่ยวข้องกับวิษณุอวตารปางนรสิงหาวตาร คือ ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ� เดือน ๔ เป็นวันท่ีนางโหลิกา ภคินี (น้องสาว) ของหิรัณยกศิปุ อสูรผู้ถูกพระวิษณุปางนรสิงหาวตารสังหาร ถูกไฟเผาตาย นางโหลิกา ผู้ซ่ึงปกติเป็นผู้มีอ�ำ นาจที่ไฟไม่อาจจะเผาได้ รับอาสาหิรัณยกศิปุอุ้มโอรสของ หริ ณั ยกศิปุ พระนามว่า ประหลาท เข้าไปในกองไฟเพือ่ ต้องการทจ่ี ะเผาทัง้ เปน็ แต่เน่ืองจากประหลาทเป็นผู้ภักดีต่อพระวิษณุจึงไม่เป็นอันตราย ตรงกันข้าม นางโหลิกากลับถูกไฟเผาตาย ดังน้ันวันรุ่งข้ึนประชาชนจึงเฉลิมฉลองกัน อย่างสนุกสนาน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขภายใต้ความแตกต่างของศาสนา ท่ีนับถือศาสนาฮินดูเป็นศาสนาท่ีมุ่งเน้นให้เราเห็นความมีหน่ึงเดียวในความ แตกต่าง หรือความเป็นหนึ่งเดียวในความหลากหลาย เช่น คำ�สอนท่ีว่า เทพจำ�นวนมากมายนับไม่ถ้วนนั้นแท้จริงเป็นเพียงรูปต่างๆ ของพระเป็นเจ้า ที่มีเพียงหน่ึงเดียว ดังน้ันใครจะเคารพบูชาเทพองค์หนึ่งองค์ใดก็เท่ากับ เคารพบูชาพระเป็นเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียวน่ันเอง ดังนั้นใครชอบใจเทพองค์ใด ก็บูชาเทพองค์น้ัน และคำ�สอนอีกมุมหน่ึงของศาสนาฮินดูท่ีว่า พระเป็นเจ้า อยู่ในมนุษย์ทุกผู้ทุกคน รวมทั้งสัตว์ในรูปของอาตมันหรือจิตวิญญาณอมตะ ตามคำ�สอนน้ีแสดงว่าในความแตกต่างหลากหลายท่ีเราพบในมนุษย์และสัตว์ มีส่ิงท่ีเป็นแก่นแท้คืออาตมันเหมือนกันหมด ดังนั้นเมื่อเรา รู้ซึ้ง รู้จริง ถึงสาระของคำ�สอนน้ี ความเกลียดชังกันอย่างไม่มีเหตุผลเพียงเพราะเห็น 130
ความแตกต่างและความหลากหลายทป่ี รากฏภายนอกกค็ งไมม่ ี เพราะเราร้วู ่า ตัวตนแท้ๆ มีอยู่ในตัวเรา และตัวตนแท้ๆ อันเดียวกันน้ันก็มีอยู่ในมนุษย์ และสตั ว์อืน่ ๆ เช่นกนั เมื่อคดิ ได้อย่างน้ีจนสามารถท�ำ ใหค้ วามคดิ น้นั ตกผลึก จนไม่มีวันเปล่ียนแปลง ความคิดที่จะทำ�ร้ายผู้อื่นและสัตว์อ่ืนย่อมไม่เกิดข้ึน ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ น่ันแหล่ะคือความหมายของอหิงสาที่แท้จริง เมื่อ ไม่มีหิงสา ความสุขสันติในหมู่มนุษย์ย่อมเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย สิ่งที่น่า ประทับใจอีกอย่างหน่ึงในศาสนาฮินดูก็คือการมุ่งเน้นให้ทุกคนมีความ ปลอดภัย มีศานติ คือความสงบทางกาย วาจา และใจ และมีความสุข ไม่มีความเจ็บป่วย ให้พบแต่ส่ิงท่ีดีงาม มีความอุดมสมบูรณ์ทางวัตถุ และ มีส่ิงท่ีเป็นมงคล และมีความสงบอยู่รอบด้าน ท่ีสะท้อนให้เห็นในบทสวด ท่ีมชี ื่อวา่ ศานฺติปาฐ ต่อไปน้ี โอมฺสรฺเวษำ� สวฺ สฺติ ภวตุ (สะ รเฺ ว ฉาม สฺ วัส ติ บะห์ วะ ต)ุ ขอใหท้ ุกคนจงมคี วามปลอดภยั สรเฺ วษำ� ศานตฺ ิรฺ ภวตุ (สะ รฺเว ฉาม ชาน ติรฺ บะห์ วะ ต)ุ ขอให้ทุกคนจงมีความสงบศานติ สรฺเวษ�ำ ปูรฺณํ ภวตุ (สะ รฺเว ฉาม ปู รฺ นมั บะห์ วะ ตุ) ขอให้ทกุ คนมคี วามอุดมสมบรู ณ์ดา้ นวตั ถุ สรเฺ วษ�ำ มงฺคลํ ภวตุ (สะ รฺเว ฉาม มัง กะ ลัม บะห์ วะ ตุ) ขอใหท้ กุ คนมสี ง่ิ ทเี่ ปน็ มงคล สิง่ ทดี่ งี าม สรฺเว ภวนฺตุ สขุ ินะ (สะ รเฺ ว บะห์ วัน ตสุ ุ ขิ นะ หะ) ขอใหท้ ุกคนมีความสุข สรฺเว สนตฺ ุ นริ ามยะ (สะ รเฺ ว สัน ตุ นิ รา มะ ยะ หะ) ขอใหท้ กุ คนอย่ามคี วามเจ็บป่วย 131
สรฺเว ภทรฺ าณิ ปศยฺ นฺตุ (สะ รฺเว บดั รา นิ ปัส ยัน ต)ุ ขอให้ทุกคนพบแต่สิ่งท่ดี ีงาม พบโชคลาภ มา กศฺจทิ ฺ ทุะขภาคฺ ภเวตฺ (มา กัส จดิ ดกุ ขะ บาค บะห์ เวด) ขออย่าใหผ้ หู้ นงึ่ ผู้ใดมีความทุกขเ์ ลย โอมฺ ศานฺติะ ศานฺตะิ ศานตฺ ิะ (โอม ฉาน ติหิ ฉาน ตหิ ิ ฉาน ติหิ) สงบ สงบ สงบ 132
บทที่ ๕ ศาสนาซกิ ข์
ศาสนาซิกข์ ความเป็นมา : ศาสนาซิกข์เป็นศาสนาประเภท เอกเทวนิยม หมายถึง ศาสนาของผู้เช่ือถือยึดม่ัน ในความเป็นหน่ึงเดียวของพระผู้เป็นเจ้า ผู้เป็นเอก เพียงพระองค์เดียว เป็นศาสนาที่เน้นในหลักของ การปฏิบัติเป็นศาสนาแห่งความเชื่อมั่นและศรัทธา การมองโลกในแง่ดีอย่างมีความหวังด้วยเหตุและผล สนับสนุนด้วยปรัชญาศาสตร์เพ่ือความก้าวหน้าของ มนุษย์ ศาสนาซิกข์แนะแนวแห่งการดำ�รงชีวิตอย่างมี คุณค่าในรูปของฆราวาส ผู้ครองเรือนเป็นหลักและ การอุทิศตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม รับใช้ ช่วยเหลือเพ่ือนมนุษย์ด้วยกันโดยไม่ถือรังเกียจเชื้อชาติ ศาสนา วรรณะ และภาษา ชาวซิกข์ คือ บคุ คลสามัญชนใดกต็ าม ผซู้ ึ่งเชอ่ื ม่นั อย่างซอื่ สัตยใ์ น - เอก อกาลปุรขุ (พระผเู้ ปน็ เจ้า) - พระศาสดาท้ังสิบพระองค์ ศรีคุรุนานักเทพถึงคุรุโควินท์สิงห์ ศรคี ุรคุ รันถซ์ าฮิบ (พระศาสดานริ นั ดร์กาล) - พระศาสโนวาทและบทบญั ญตั ขิ องพระศาสดาทง้ั สิบพระองค์และ - เชอื่ มั่นรับ (น�้ำ ) อมฤต ซึ่งประทานโดยพระศาสดาพระองคท์ ี่ ๑๐ และ - ซงึ่ ไม่มพี ันธะผกู พันเชอ่ื ถือในศาสนาอื่น ผูน้ น้ั คอื ซิกข์ 134
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221