Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2564)

วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสื่อสาร ปีที่ 4 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2564)

Published by MBU SLC LIBRARY, 2021-07-13 08:29:23

Description: 16968-5723-PB

Search

Read the Text Version

44 วารสารสหวทิ ยาการสงั คมศาสตรแ์ ละการสอ่ื สาร การแสดงเพลงโคราชในฐานะส่ือพิธีกรรม มีความ 2) ด้านการเผยแพร่ เป็นการแบ่งปันความหมายทาง สำ� คญั สอดคลอ้ งกบั เอกลกั ษณส์ ำ� คญั ของสอ่ื พธิ กี รรมของ Eric ได้ วฒั นธรรมใหเ้ กิดการรบั ร้ถู ึงพธิ ีกรรมความเชือ่ ผ่านสือ่ ตา่ งๆ จาก ว่า การแสดงเพลงโคราช คอื พธิ กี รรมเป็นส่อื ที่เช่อื มโยงโลกสาม พฤติกรรมการเปิดรับสื่อที่หลากหลายของคนในสังคม ท�ำให้ มิติ ทีเ่ ชือ่ มโยงระหว่างมนษุ ยก์ ับมนุษย์เขา้ ดว้ ยกนั หรือเช่อื มโยง การแสดงเพลงโคราชสามารถเข้าถึงเป็นที่รู้จักในวงกว้างได้ง่าย มนษุ ยเ์ ขา้ กบั วตั ถสุ ง่ิ ของ แตก่ ารสอ่ื สารแบบพธิ กี รรมนน้ั จะทำ� การ มากข้ึน อีกท้ังการได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐใน เชอื่ มโยงโลกในสามมติ ิ มกี ารระดมพลงั ชมุ ชนไดอ้ ยา่ งเขม้ ขน้ โดย การยกระดับหมอเพลงให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ท�ำให้เพลงโคราช เปน็ เคร่ืองหมายของการเปลีย่ นผ่านสถานะทง้ั 3 ข้ันตอน ไดแ้ ก่ มีชื่อเสียงเป็นท่ีรู้จักมากข้ึนไปอีกด้วย 1) ช่วงแยกตัวที่ปัจเจกบุคคลจะถูกแยกออกไปจากชีวิตประจ�ำ วนั ปกติ อาจมีการแยกท้ังในแงเ่ วลา สถานที่ โลกศักดสิ์ ทิ ธิ์ โลก 3) ด้านการบริโภค คือการพิจารณาว่าสมาชิกในกลุ่ม สามญั กจิ กรรมทเี่ คยท�ำโดยมกี ารนำ� เอาสญั ลกั ษณต์ ่างๆ มาเป็น บริโภคหรือรับรู้วัฒนธรรมที่ถูกเผยแพร่โดยการบอกต่อถึงความ หมดุ หมาย โดยการจดั งานฉลองวนั แหง่ ชยั ชนะของทา้ วสรุ นารี ซง่ึ ศักดิ์สิทธิ์ของท้าวสุรนารีท่ีเมื่อมาขอพรแล้วจะประสบความ ทางจงั หวดั นครราชสมี าจดั เปน็ ประจำ� ทกุ ปี 2) ชว่ งเปลยี่ นผา่ น ใน ส�ำเร็จตามที่หวังไว้ โดยผู้วิจัยเห็นว่ามีบทบาทหน้าที่มีความ ช่วงเวลาน้ีปัจเจกบุคคลจะต้องข้ามผ่านธรณีประตูหรือท่ีเรียกว่า เป็นพลวัตมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา โดยสื่อพื้นบ้านอย่าง Iiminality ซงึ่ เป็นพ้นื ท่ีแหง่ ความคลมุ เครอื ซง่ึ ในทกุ พธิ ีกรรมจะ เพลงโคราชเองได้มีการปรับตัวโดยเช่ือมโยงกับความเชื่อเพ่ือให้ ตอ้ งมขี นั้ ตอนนี้ เชน่ การจดุ ธปู กราบไหวบ้ ชู าตอ่ รปู ปน้ั ทา้ วสรุ นารี ยังคงสามารถสืบทอดต่อไปได้ และท่ีผู้วิจัยสังเกตได้ พบว่ากลุ่ม และ 3) ชว่ งผนวกเข้ามาใหม่ เปน็ ชว่ งเวลาที่ผ้ถู ูกท�ำพธิ จี ะถูกน�ำ คนท่ีมีความเช่ือเกี่ยวกับดวงวิญญาณมีอยู่จ�ำนวนมาก และเป็น เขา้ มาสสู่ ถานภาพใหมท่ ี่มีความมน่ั คง ในกรณขี องพธิ กี รรม หมอ ความเช่ือที่มีการบอกต่อกันระหว่างบุคคลไปยังบุคคล ท�ำให้มี เพลงจะกลา่ วเชญิ ดวงวญิ ญาณของทา้ วสรุ นารมี าสดบั รบั ฟงั อยา่ งไร คนหรือกลุ่มคนมาพิสูจน์ความเชื่ออย่างต่อเนื่อง ในท่ีน้ีกล่าวได้ ก็ตามการแสดงเพลงโคราช เป็นพิธีกรรมในการสร้างอัตลักษณ์ ถึผู้ท่ีมีความเช่ือว่าท้าวสุรนารีชอบฟังเพลงโคราชและศักด์ิสิทธ์ิ รว่ มของทอ้ งถนิ่ ทแ่ี ตกตา่ งจากทอ้ งถนิ่ อน่ื อยา่ งชดั เจน มคี วามเขม้ หากต้องการประสบความส�ำเร็จหรือร้องขอในสิ่งท่ีต้องการให้ งวดและเปน็ ทางการ แตใ่ นอกี ดา้ นหนงึ่ กเ็ ปน็ พน้ื ทส่ี รา้ งสรรคแ์ ละ บอกกล่าวต่อท้าวสุรนารีโดยใช้เพลงโคราชเป็นสิ่งแลกเปล่ียน สามารถออกแบบทว่ งทา่ ลลี าใหมๆ่ ออกไปไดอ้ ยตู่ ลอดเวลา และ เป็นระบบสัญลักษณ์ร่วมของชุมชน เช่น ภาษาโคราชที่น�ำมาใช้ 4) ด้านการผลิตซ้�ำ คือการพิจารณาว่าวัฒนธรรม รอ้ งเพลงโคราช ซงึ่ หากเปน็ คนนอกทไี่ มเ่ ขา้ ใจภาษาโคราชกจ็ ะไม่ ถูกผลิตซ�้ำต่อเน่ืองเพื่อให้ด�ำรงอยู่อย่างไร ท้ังนี้ กาญจนา แก้ว สามารถเขา้ ใจเนอ้ื หาของกลอนเพลงไดเ้ ชน่ กนั เทพ และสมสุข หินวิมาน (2551) กล่าวว่า การผลิตซ้�ำมีความ เกี่ยวข้องกับการสื่อสารทางวัฒนธรรมซึ่งมีผลต่อการรับรู้ความ 2. เพลงโคราช : การยดึ โยงกระแสความเชอ่ื หมายทางวัฒนธรรมโดยเทคโนโลยี กลุ่มคน และสังคมมีความ จากผลการวิจัยท�ำให้ผู้วิจัยสามารถน�ำมาอธิบายการ สัมพันธ์ต่อการสร้างและการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ของกลุ่ม ผลติ และการผลติ ซำ�้ ทางวฒั นธรรม (Cultural Production and ซ่ึงการผลิตซ�้ำสามารถท�ำได้โดยการส่ือสารผ่านตัวบุคคลหรือ Reproduction) ของกาญจนา แก้วเทพ และสมสุข หินวิมาน การใช้ส่ือเทคโนโลยี ด้วยวิธีต่างๆ แต่ทว่ามีความเช่ือชุดใหม่ (2551) ไดด้ ังน้ี เกิดขึ้นและถูกผลักดันด้วยกระแสของส่ือออนไลน์หรือส่ือสาร 1) ด้านการผลิต โดยการสร้างความหมายของการ มวลชน อย่างเช่นรายการโทรทัศน์ที่มีการน�ำเสนอเนื้อหาเก่ียว แสดงเพลงโคราชใหเ้ กิดขน้ึ โดยมีหมอเพลงซงึ่ เปน็ ผสู้ ืบทอดทาง กับการสื่อสารระหว่างคนกับวิญญาณ โดยออกอากาศท้ังช่อง วฒั นธรรม โดยทางจงั หวดั นครราชสมี ามกี ารจดั ทำ� รปู ปน้ั ทา้ วสรุ ทางออนไลน์และสถานีวิทยุโทรทัศน์ซ่ึงถือเป็นสื่อกระแสหลัก นารเี พอื่ เปน็ สญั ลกั ษณส์ ำ� หรบั การประกอบพธิ กี รรมความเชอื่ ทม่ี ี นับได้ว่าเป็นสื่อที่มีผู้เปิดรับสารจ�ำนวนมาก จึงส่งผลให้ชุดความ การเชอื่ มโยงความเชอื่ วา่ ทา้ วสรุ นารสี มยั ยงั มชี วี ติ อยชู่ น่ื ชอบการ เชื่อดังกล่าวถูกแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว จากความเช่ือชุดเดิม ฟังเพลงโคราชเปน็ อยา่ งมาก คือ ท้าวสุรนารีชอบเพลงโคราช และความเช่ือชุดใหม่ท่ีเข้ามา ต่อสู้ คือ ท้าวสุรนารีชอบหมากสด และการบนบานศาลกล่าว

ปีที่ 4 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม - สงิ หาคม 2564 45 ต่อท้าวสุรนารีให้มาในวันพุธ เวลา 21.00 น. จึงท�ำให้มีผู้ที่มี มาจากรุ่นสู่รุ่น หรือคนนอกชุมชนท่ีมีความเช่ือที่เกิดข้ึนจากตัว ความเชื่อต่างสนใจมาพิสูจน์ในความเชื่อชุดใหม่ ซึ่งในปัจจุบัน เอง ท้ังนีข้ ้นึ อยู่กบั การเลอื กรบั รขู้ องผู้ส่งสารว่ามีความสนใจทจี่ ะ มีจุดบริการต�ำหมากสด โดยมีราคาชุดละ 49 บาท บริการไว้ เลือกเข้าถึง เปิดรับ ตีความ และจดจ�ำเร่ืองใด อย่างไร อยู่ด้านหน้าของโรงเพลงโคราช ส่ิงท่ีน่าสนใจคือ มีผู้ต�ำหมาก สดถวายต่อท้าวสุรนารีเป็นจ�ำนวนมาก ด้วยปัจจัยทางด้านราคา การด�ำเนินชีวิตท่ามกลางสภาพปัญหาเศรษฐกิจใน ที่มีราคาถูกกว่าเพลงโคราชอยู่มาก และปัจจัยทางด้านเวลา ปัจจุบัน ความเหลื่อมล�้ำทางสังคม ตลอดจนความขัดแย้งที่เกิด ท่ีผู้แก้บนใช้เวลาต�ำหมากเพียงประมาณ 3-7 นาที ซ่ึงช่วยลด ข้ึนท้ังภายในและภายนอกประเทศท�ำให้ทุกชีวิตต่างด้ินรนต่อสู้ ระยะเวลาท่ีใช้ไปกับการแก้บนได้มากเม่ือเทียบกับการรับชม เพื่อความเป็นอยู่ท่ีดี ความมั่นคงและความส�ำเร็จในการด�ำรง การแสดงเพลงโคราชที่ใช้เวลานานเป็นชั่วโมง อีกทั้งผู้ที่มีความ ชีวิตอย่างมีความสุข ผู้วิจัยจึงเห็นว่าไม่ใช่เรื่องแปลกหากมีผู้ที่ เช่ือท่ีเดินทางมาในช่วงกลางคืน ยังเป็นผลดีตรงที่ไม่ต้องพบกับ วิงวอนขอพรโดยการสื่อสารกับสิ่งท่ีมองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็น สภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว นอกจากน้ียังมีผู้ท่ีบนบานศาลกล่าว เทพ เทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดวงวิญญาณ เน่ืองจากสภาพปัญหา ด้วยรูปแบบอื่นที่ไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น การว่ิงรอบลานอนุสาวรีย์ ดังกล่าวเป็นความยากในการด�ำรงชีวิตให้มีความสุข โดยการ การท�ำความสะอาดลานอนุสาวรีย์ เป็นต้น เพราะฉะนั้นหมอ ฝ่าฟันปัญหาต่างๆ ท่ีถาโถมเข้ามา และความไม่ม่ันใจที่จะเผชิญ เพลงโคราชต้องทบทวนส่ิงที่เกิดข้ึนและวางแผนรับมือกับการ ปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี เมื่อน�ำมาบวกรวมกับกระแส เปล่ียนแปลงท่ีก�ำลังเข้ามาแทรกแซงอย่างรวดเร็วทันที ความเช่ือที่กล่าวมาข้างต้น ท�ำให้ผู้คนจ�ำนวนมากต่างโหยหาที่ พ่ึงทางจิตใจเพ่ือช่วยเป็นแรงผลักดันและเสริมความหวัง ตลอด 3. ก้าวสู่เส้นทางอันเป็นที่พึ่งแห่งจิตใจ จนก่อให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยในการด�ำเนินชีวิต การวิเคราะห์ผลการวิจัยท่ีได้จากผู้มาแก้บนตามแนว คิดสัญวิทยาและการรื้อถอนความหมายน�ำมาซ่ึงการอภิปราย ไม่เพียงแต่ผู้ท่ีมีความเชื่อเท่าน้ันที่จะหันไปพ่ึงส่ิง การให้ความหมายของคุณค่าของการแสดงเพลงโคราชใน ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ท่ีไม่มีความเชื่อหรือรู้สึกเฉยๆ กับเรื่องส่ิงท่ีมอง บริบทพิธีกรรมการแก้บนได้ดังน้ี การให้ความหมายของคุณค่า ไม่เห็น เมื่อเกิดปัญหาหรือต้องการที่พึ่งก็เลือกหันไปพึ่งส่ิง ของการแสดงเพลงโคราชในบริบทพิธีกรรมการแก้บนของผู้ ศักด์ิสิทธิ์เช่นกัน ผู้วิจัยวิเคราะห์แล้วท�ำให้ทราบเหตุผลท่ีว่า แก้บน สอดคล้องกับ กระบวนการส่ือสารในทัศนะของฮอลล์ก็ ความกังวลใจเป็นสาเหตุส�ำคัญท่ีท�ำให้ถึงขนาดท่ีว่าผู้ที่ไม่เชื่อ คือกระบวนการท่ีมนุษย์แต่ละคนใช้เพื่อประกอบสร้าง (con- เลือกท�ำตามผู้ท่ีมีความเชื่อ เพียงเพราะต้องการคลายความ struct) ความเป็นจริงข้ึนมาน่ันเอง สมสุข หินวิมาน (2548) กังวลใจจากเร่ืองร้ายให้กลายเป็นดี อีกทั้งรู้สึกไม่ได้ส่งผลเสีย กระบวนการทางวัฒนธรรมท่ีกล่าวถึงในข้างต้นจะส่งผลให้ หายอะไรเป็นเพียงการลองพิสูจน์ความศักด์ิสิทธ์ิตามท่ีมีการ ความหมายบางอย่างถูกคัดเลือกไว้และความหมายบางอย่างก็ กล่าวขานต่อกันมาเท่าน้ันเอง จะถูกใส่เข้ามาหรือนิยามใหม่ ซึ่งเป็นกระบวนการรื้อถอนและ สร้างความหมายขึ้นใหม่นั่นเอง โดยผู้ที่มาแก้บนจะให้ความ ข้อเสนอแนะ หมายและคุณค่าตามความเช่ือของตนเอง ซ่ึงอาจจะเป็นคนละ ความหมายกับผู้ส่งสารได้ โดยผู้ส่งสารและผู้รับสารไม่จ�ำเป็น 1. ข้อเสนอแนะในการน�ำผลวิจัยไปใช้ประโยชน์ ต้องเป็นรหัสเล่มเดียวกันหรือชุดเดียวกันเสมอไป อาจจะไม่ 1.1 จังหวัดนครราชสีมาและหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง ตรงกัน ไม่สอดคล้องกัน จนถึงข้ันขัดแย้งกัน ขึ้นอยู่กับภูมิหลัง สามารถน�ำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนเพ่ือ ประสบการณ์ ระดับการศึกษา อาชีพ จุดยืนทางการเมือง เพศ พัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัด อุดมการณ์ เป็นต้น ในขณะที่ผู้มาแก้บนที่ต่างมีความเช่ือในส่ิง นครราชสีมาได้ ศักด์ิสิทธิ์เหมือนกันก็อาจให้ความหมายและคุณค่าแตกต่างกัน 1.2 หน่วยงานท่ีรับผิดชอบทางด้านการส่งเสริมทาง ไปด้วย ตัวอย่างเช่น คนในชุมชนท่ีมีการสืบทอดความเช่ือต่อกัน วัฒนธรรมสามารถน�ำผลการวิจัยไปใช้ในการส่งเสริมและผลัก ดันการเป็นหมอเพลงโคราชในระดับเยาวชน เพื่อเป็นการ กระตุ้นจิตส�ำนึกการสืบทอดอัตลักษณ์ของชุมชนต่อไป

46 วารสารสหวทิ ยาการสงั คมศาสตรแ์ ละการสอ่ื สาร 1.3 สื่อพ้ืนบ้านอ่ืนสามารถน�ำรูปแบบการสื่อสารการ ของทา้ วสรุ นารี ซง่ึ เปน็ กจิ กรรมสำ� คญั ทท่ี างจงั หวดั นครราชสมี าได้ แสดงเพลงโคราชไปปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของต่างๆ ให้เหมาะ จดั ขนึ้ เพอ่ื เชดิ ชเู กยี รตแิ ละยกยอ่ งวรี รกรมของทา้ วสรุ นารี สมกับสื่อพ้ืนบ้านน้ันๆ เพ่ือการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถ่ินของ ชุมชนต่อไป 2.2 ควรมกี ารศกึ ษาโดยนำ� แนวคดิ สตรนี ยิ ม (feminism) มาอธิบายถึงสิทธิและความเสมอภาคของสตรี วิเคราะห์ความ 2. ขอ้ เสนอแนะสำ� หรับการวจิ ยั ในอนาคต สมั พนั ธร์ ะหวา่ งเพศโดยวเิ คราะหผ์ หู้ ญงิ เปน็ ศนู ยก์ ลาง สบื เนอื่ งจาก 2.1 การวิจัยในครั้งนี้มุ่งเน้นการศึกษาการแสดงเพลง ประวตั ศิ าสตรข์ องทา้ วสรุ นารไี ดม้ กี ารบนั ทกึ ไวถ้ งึ วรี กรรมการตอ่ สู้ โคราชแกบ้ น ซง่ึ การศกึ ษาในครง้ั ตอ่ ไปสามารถศกึ ษาในประเดน็ จนไดร้ บั ชยั ชนะทท่ี งุ่ สมั ฤทธ์ิ ถอื ไดว้ า่ เปน็ สตรที ม่ี คี วามกลา้ หาญ ของการแสดงเพลงโคราชเพื่อการเฉลิมฉลองที่ทางจังหวัด อยา่ งมาก สรา้ งคณุ งามความดตี อ่ ประเทศชาตแิ ละไดร้ บั การยกยอ่ ง นครราชสมี าไดม้ กี ารจดั ขน้ึ เปน็ ประจำ� ทกุ ปเี พอื่ เฉลมิ ฉลองชยั ชนะ มาจนถงึ ปจั จบุ นั บรรณานกุ รม กาญจนา แกว้ เทพ. (2545). เมือ่ สอ่ื ส่องและสร้างวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พศ์ าลาแดง. กาญจนา แก้วเทพ และสมสุข หินวิมาน. (2551). สายธารแห่งนักคิดทฤษฎี เศรษฐศาสตร์การเมอื งและสอ่ื สารการศึกษา. กรุงเทพ: ภาพพมิ พ์. ขนิษฐา นิลผ้งึ . (2549). การวเิ คราะห์บทบาทหนา้ ทข่ี องสือ่ พ้นื บ้าน : ศึกษากรณีงานปนู ปั้น จงั หวดั เพชรบุร.ี (วิทยานิพนธป์ รญิ ญา มหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะวารสารศาสตรแ์ ละสื่อสารมวลชน, สาขาวชิ าสื่อสารมวลชน. งามพศิ สัตยส์ งวน. (2538). หลักมานุษยวทิ ยาวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ยศ สนั ตสมบัติ. (2540). มนุษยก์ ับวฒั นธรรม (พมิ พ์ครง้ั ท่ี 2). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร.์ ทพิ ยพ์ ธู กฤษสุนทร . (2552). การวเิ คราะห์การปรับตัวของสอื่ พื้นบา้ น. (วทิ ยานิพนธ์ปริญญามหาบณั ฑติ ). เธยี รชัย อิศรเดช และคณะ. (2547). ศกั ยภาพโนราในการพฒั นาท้องถ่ิน. (สำ� นกั งานกองทนุ สนบั สนนุ การวจิ ยั (สกว)). มหาวทิ ยาลัย รังสติ , คณะนิเทศศาสตร์, ภาควิชาวิทยุกระจายเสียงและวทิ ยโุ ทรทัศน.์ ศรณั ยา สนิ สมรส. (2546). บทบาททเี่ ปลย่ี นไปของสอ่ื พน้ื บา้ นลเิ กฮลู ทู มี่ ตี อ่ ชมุ ชนในสามจงั หวดั ชายแดนภาคใต.้ (วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญา มหาบณั ฑติ ). จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , คณะนิเทศศาสตร์, สาขาวชิ านิเทศศาสตร์พัฒนาการ. สมสขุ หนิ วมิ าน. (2548). ทฤษฎสี ำ� นกั วฒั นธรรมศกึ ษา ในประมวลสาระชดุ วชิ าปรชั ญานเิ ทศศาสตรแ์ ละทฤษฎกี ารสอ่ื สาร (หนว่ ยที่ 13). นนทบุรี: มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช. Eric W Rothenbuhler. (1998). Ritual communication: from everyday conversation to mediated ceremony. Thousand Oaks: Sage Publications.

ปีที่ 4 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2564 47 จนั ทบุรี: จากห้วงคำ� นงึ คิดถึงบ้านสงู่ านจติ รกรรมบนผา้ ใบ Chanthaburi: From Thinking of Home to Creating Oil Painting on Canvas พิพฒั น์ บุญอภัย1 Pipat Boonapai Article History Received: July 82020 Revised: July 21, 2020 Accepted: July 30, 2020 บทคัดย่อ การวิจัยคร้ังนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาและถ่ายทอดความส�ำคัญของความคิดถึง ความรัก ความอบอุ่นภายในครอบครัวในแง่ของจิตวิญญาณและความผูกพันระหว่างบุคคล วิเคราะห์และตีความเพื่อสร้างสรรค์ผลงาน จิตรกรรมบนผ้าใบ 2. ศึกษาการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมบนผ้าใบท่ีถ่ายทอดจากประสบการณ์ของศิลปินในยุคสมัยต่าง ๆ 3. สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมบนผ้าใบท่ีถ่ายทอดความรู้สึกออกมาจากประสบการณ์ตรง “จันทบุรี: จากห้วงค�ำนึงคิดถึงบ้านสู่งานจิตรกรรมบนผ้าใบ” เป็นผลงานวิจัยที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความต้ังใจ ท่ีสะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความส�ำคัญและความผูกพันของครอบครัว โดยถ่ายทอดเร่ืองราวของวิถีชีวิตความเป็นอยู่และ อัต ลักษณ์ของคนในครอบครัวที่เป็นคนพื้นถ่ินในจังหวัดจันทบุรี ผ่านผลงานจิตกรรมบนผืนผ้าใบ กระบวนการวิจัยเร่ิมจากการศึกษาแนวคิดและการสร้างสรรค์ผลงานของศิลปินในลัทธิเรียลิสม์และลัทธิอิมเพรสช่ันนิ สม์ซ่ึงทั้งสองลัทธิน้ีสะท้อนให้เห็นแนวคิดของศิลปินในการน�ำเสนอผลงานออกมาในรูปแบบความเป็นจริง แสดงออกถึงความรู้สึก และบอกเล่าถึงวิถีชีวิตประจ�ำวันของผู้คนในช่วงเวลาน้ัน ๆ โดยแนวคิดดังกล่าวน้ีมีความสอดคล้องกับงานของผู้วิจัยท่ีต้องการ สะท้อนภาพวิถีชีวิตของบุคคลในครอบครัวและวิถีชีวิตท่ีตนเองได้ประสบตั้งแต่วัยเด็กจนกระท่ังถึงปัจจุบัน นอกจากน้ีผู้วิจัยได้ น�ำทฤษฏีจิตวิทยา ของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ มาเป็นตัวช่วยวิเคราะห์อารมณ์ความรู้สึกเกี่ยวกับครอบครัว ท้ังความรู้สึกคิดถึงและ ความรัก จากการศึกษาทฤษฎีดังกล่าวผู้วิจัยพบว่า ความรู้สึกรักและคิดถึงเป็นเพียงกระบวนการหนึ่งท่ีมนุษย์สร้างข้ึนและ ยึดติดอยู่กับมัน เพื่อเป็นเคร่ืองยึดเหน่ียวจิตใจและสร้างความสบายใจ แต่ในความเป็นจริงแล้วมนุษย์ไม่ได้ค�ำนึงว่าความรู้สึก สบายใจนั้นไม่สามารถด�ำรงอยู่ได้ตลอดไปจึงท�ำให้ผู้วิจัยเข้าใจกระบวนการความคิดท่ีเกิดข้ึนท้ังหมดน้ีและได้ถ่ายทอดความ คิดและความรู้สึกสู่ผลงานจิตรกรรมบนผืนผ้าใบออกมาทั้งหมด 14 ภาพ โดยแต่ละภาพแบ่งช่วงเวลาในการค้นคว้าออกเป็น 4 ช่วง เร่ิมจากช่วงท่ี 1 ค้นหาอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของคนไทย ช่วงที่ 2 ค้นหาหลักความคิดเกี่ยวกับความไม่คงทนของความ 1 สาขาวิชาทศั นศิลป์ ภาควชิ าทัศนศิลป์ คณะศลิ ปกรรมศาสตร ์ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย Department of Visual Arts Faculty of Fine and Applied Arts Chulalongkorn University *Corresponding author Email: [email protected]

48 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสือ่ สาร งาม ช่วงท่ี 3 สะท้อนวิถีชีวิตของชาวชองผ่านภาพของบุคคลในครอบครัว ช่วงท่ี 4 ถ่ายทอดผลงานเกี่ยวกับภาพของบุคคลใน ครอบครัวโดยมีความรักและความคิดถึงเป็นส่วนประกอบ ค�ำส�ำคัญ: จันทบุรี ชาวชอง จิตรกรรม อัตลักษณ์ เรียสิสม์ อิมเพรสช่ันนิสม์ จิตวิทยา Abstract The objectives of the research and development are 1. to study and demonstrate the significant of nostalgia, love, and family warmth in terms of soul and a deep bond by analyzing and interpreting in order to create a painting on canvas. 2. to study the creating of painting on canvas that being transmitted nostalgia by artist’s experience from several period of time. 3. to create a painting on canvas which convey own feeling from direct experiences. Chanthaburi: From thinking of home to creating oil painting on canvas is the research that being inspired by family determining to demonstrate their love and deep bond. The paintings demonstrate the way of life and identity of those local Chanthaburi through canvas paintings. The research process starts from studying through the thought and creation of realist and impression- ist artist, which they show their thought and way to demonstrate their work in realistic. Realism demonstrates realistic feelings and daily routines of people at that time which it conforms my research that show way of life through family members and also a researcher way of life which have been experiencing since the young age. Furthermore, the researcher does include Sigmund Freud theory in order to help analyzing regarding emotion and feeling toward family, whether it is the feeling of missing or love. According to what the researcher has studied the theory, the feeling of love and missing are just a process which is built by human being and we get stuck with it in order to hold it as an anchor in life and to comfort ourselves. Yet in the realistic, human has not realized that comfortableness is not last long, therefore after understanding the process, the researcher demonstrates the thought and feeling through canvas painting in the total of 14 art works. There are 4 part of the series, the first part is to research for identity and way of life of Thai. The second part, is to research for thought about beauty and impermanence of beauty. The third part to demonstrate way of life of Chong tribe through researcher’s family member. The fourth part, to demonstrate the paintings through family member and put the feeling of love and missing as a part of the paintings. Keywords: Chong, Painting, Identity, Realism, Impressionism, Psychology

ปที ี่ 4 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม - สงิ หาคม 2564 49 บทน�ำ นิยามคำ� ศพั ท์ ปจั จบุ นั ครอบครวั ของชนชาวไทย เกดิ การเปลย่ี นแปลง ชาวชอง หมายถึง ชนเผ่าโบราณอีกเผ่าหน่ึงในกลุ่ม ตามยุคโลกาภิวัตน์ ต้องปรับตัวให้ด�ำเนินชีวิตอยู่ได้ท่ามกลาง ชาติพันธุ์ ออสโตร-เอเชียติก (Austro-Asiatic) ตระกูล มอญ- ความเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีและสิ่ง เขมร มีภาษาพูดของตนเองคือ ภาษาชอง นับถอื ศาสนาพุทธ มี แวดล้อม เปลี่ยนจากครอบครัวใหญ่ในอดีตมาสู่ครอบครัวเดี่ยว วฒั นธรรมประเพณีเป็นเอกลักษณข์ องชนเผา่ ในปัจจุบันที่แยกออกจากครอบครัวใหญ่เพ่ือมาสร้างครอบครัว ใหม่ของตนเอง เน่ืองมาจากการย้ายถิ่นฐานเพื่อการประกอบ จิตรกรรม หมายถึง ศิลปะประเภทหน่ึงในทัศนศิลป์ อาชีพ มุ่งสู่ความเจริญทางวัตถุ หลีกหนีรากเหง้าที่เติบโตข้ึนมา เกีย่ วกับการเขยี นภาพวาดภาพ รปู ภาพทีเ่ ขียนหรอื วาดข้ึน เพ่ือความเจริญก้าวหน้าของชีวิตและจ�ำต้องประกอบอาชีพใน เมอื งใหญจ่ นบางครง้ั ทำ� ใหห้ ลงลมื ถน่ิ ฐานทเี่ ตบิ โตมาและลมื ความ อัตลักษณ์ หมายถงึ ผลรวมของลักษณะเฉพาะของสิง่ เปน็ อยู่ในรูปแบบของครอบครวั ใดสง่ิ หนงึ่ ซ่งึ ท�ำให้สิ่งนัน้ เปน็ ทรี่ จู้ กั หรอื จ�ำได้ คำ� วา่ ครอบครวั กอ่ กำ� เนดิ มาจากความรกั ความอบอนุ่ เรยี สสิ ม์ หมายถงึ ลทั ธทิ มี่ แี นวคดิ และการสรา้ งงานโดย ความสามัคคีปรองดอง และการเข้าใจซ่ึงกันและกัน ครอบครัว ยอมรบั สภาพความจรงิ เปน็ ความจริงท่ีมองเห็นไดแ้ ละพิสูจน์ได้ เป็นเสมือนพื้นที่ที่คอยบรรเทาอาการเหน่ือยล้าท้ังทางใจและ ทางกาย ก�ำลงั ใจจากครอบครัวเปน็ เสมือนยาชกู ำ� ลงั ชนั้ ดีทที่ �ำให้ อิมเพรสช่ันนิสม์ หมายถึง ความรู้สึกประทับใจของ เราสามารถต่อสู้และฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้ เมื่อเกิดความ มนษุ ย์จากสิง่ แวดล้อมที่เป็นสงิ่ เร้าใจ ท้อแทแ้ ละสน้ิ หวัง ครอบครัวจึงนับวา่ เปน็ แหลง่ พลังงานท่ีดที ีส่ ดุ และแม้ว่าในปัจจุบันสภาพสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปแต่บทบาท จิตวิทยา หมายถึง วิชาว่าด้วยจิตหรือวิทยาศาสตร์ ของความเป็นครอบครัวในการมอบความรัก ความอบอุ่น การ แขนงหน่ึงว่าด้วยปรากฏการณ์ พฤติกรรม และกระบวนการ สนับสนุนและช่วยเหลอื ซ่ึงกนั และกนั ยังคงอยูเ่ สมอ ของจติ ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวชาวสวน ท่ีมีภูมิล�ำเนาอยู่ใน ขอบเขตของการวจิ ยั จงั หวดั จนั ทบรุ ี ไดพ้ ำ� นกั อาศยั มาตงั้ แตเ่ ยาวว์ ยั จนเตบิ โตเปน็ ผใู้ หญ่ ดงั นนั้ ผลงานจติ รกรรมชดุ “จนั ทบรุ :ี จากหว้ งคำ� นงึ ถงึ บา้ นสงู่ าน ศึกษาแนวคิดและผลงานของศิลปินจากลัทธิเรียลิสม์ จติ รกรรมบนผา้ ใบ” นี้ จงึ เกดิ จากความตงั้ ใจทจ่ี ะถา่ ยทอดใหเ้ หน็ ถงึ และลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์ จากน้ันศึกษาทฤษฎีจิตวิทยาของซิ ความสำ� คญั และความผกู พนั ทผ่ี า่ นมา ในมมุ ของความเปน็ ครอบครวั กมันด์ ฟรอยด์ เพือ่ วเิ คราะห์อารมณแ์ ละความรู้สกึ ท่ีเกิดขึน้ กับ ทแี่ ฝงไปดว้ ยความสขุ และความอบอนุ่ ทกุ ครง้ั ทค่ี ำ� นงึ ถงึ บา้ น คนในครอบครวั จากนัน้ ค้นควา้ และทดลองโดยถ่ายทอดผลงาน ออกมาเป็นภาพของบุคคลใกล้ชิด คือ รุ่นพ่ี เพื่อน และคนใน วัตถุประสงค์ ครอบครัว 1. เพอ่ื ศกึ ษาและถา่ ยทอดความส�ำคัญของความคิดถงึ ประโยชน์ท่คี าดวา่ จะไดร้ ับ ความรกั ความอบอนุ่ ภายในครอบครวั ในแงข่ องจติ วญิ ญาณและ ความผูกพันระหว่างบุคคล วิเคราะห์และตีความเพ่ือสร้างสรรค์ 1. ได้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมบนผ้าใบที่ถ่ายทอด ผลงานจติ รกรรมบนผา้ ใบ ออกมาจากความคิดถึง ความรัก และความอบอุ่นภายใน ครอบครัว 2. เพื่อศึกษาการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมบนผ้าใบ ทถ่ี ่ายทอดออกมาจากประสบการณข์ องศลิ ปนิ ในยคุ สมยั ต่าง ๆ 2. สร้างสรรค์ผลงานศิลปะในรูปแบบของจิตรกรรม เหมือนจริง สะท้อนให้เห็นถึงความเช่ือในเรื่องของสถาบัน 3. เพอื่ สร้างสรรคผ์ ลงานจติ รกรรมบนผ้าใบทีถ่ า่ ยทอด ครอบครัวอันเป็นปัจจัยส�ำคัญที่มีผลต่อการด�ำรงชีวิตของชน ออกมาจากจากประสบการณ์ตรงของผู้วิจัย ชาวไทย 3. สามารถน�ำองค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาและ วิเคราะห์ข้อมูลไปต่อยอดในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะในรูป แบบท่ีหลากหลายต่อไปในอนาคต

50 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตรแ์ ละการสือ่ สาร แนวคิดและทฤษฎี 1.1.1 ศลิ ปินในลทั ธเิ รยี ลสิ ม์ 1.1.1.1 คูเบต์ (Gustave Courbet) เป็นศิลปนิ ชาว 1. ขอ้ มลู ทีเ่ ก่ียวข้อง ฝรั่งเศส เป็นลูกของครอบครัวชาวนาชนชั้นล่าง เขาได้รับการ 1.1 ศิลปะลทั ธเิ รยี ลสิ ม์ (Realism art) ยกย่องว่าเป็นผู้น�ำของลัทธิเรียลิสม์อย่างแท้จริง เนื่องจากเขา คำ� วา่ เรียลิสม์ (Realism) หรือสัจนิยม หมายถึง ลัทธิท่ี แสดงปรากฏการณค์ วามจรงิ ในผลงานจติ รกรรมของเขาอยา่ งเชอื่ มแี นวคดิ และการสรา้ งงานโดยยอมรบั สภาพความจรงิ เปน็ ความ ม่ันและชดั เจน เขาเริ่มต้นทำ� งานศลิ ปะด้วยการลอกเลยี นผลงาน จรงิ ทม่ี องเหน็ ได้และพิสจู นไ์ ด้ ในทางศลิ ปกรรมหมายถงึ ผลงาน ตา่ ง ๆ ของศลิ ปนิ ชอื่ ดงั โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ผลงานของศลิ ปนิ ชาว ทเ่ี ป็นความจริงทัง้ เร่ืองราวเนือ้ หาและรูปแบบ ในทางภาษาไทย ดตั ชอ์ ยา่ งแรม็ บรนั ต์ (Rembrandt Harmenszoon van Rijn) คู ได้มีผู้บัญญัติศัพท์ไว้ว่า สัจนิยม สัจธรรมนิยม อัตถนิยม หรือ เบตม์ คี วามเชอ่ื ทวี่ า่ การนำ� เสนอเรอ่ื งราวในงานศลิ ปะนน้ั จะตอ้ ง ประจักษ์นิยม แต่ในที่นี้ขอใช้ค�ำว่า “เรียลิสม์” ศิลปินเรียลิสม์ น�ำเสนอสิ่งที่เคยเห็นและเกิดข้ึนจริงเท่านั้นถ้าศิลปินวาดรูปส่ิงที่ คัดค้านการน�ำผลงานในอดีตมาปฏิบัติใหม่ พวกเขาไม่เห็นด้วย ไม่เคยเห็น ภาพวาดจะมีความสวยงามได้อย่างไร นอกจากการ กับพวกนีโอคลาสสิกที่พยายามน�ำเอาของเก่ามาสร้างใหม่ ใน วาดภาพแลว้ เขามคี วามสนใจเรอื่ งชวี ติ ความเปน็ อยขู่ องประชาชน ขณะเดียวกันก็ไม่ชอบปลีกตนเองหรือหนีหน้าไม่กล้าสู้กับสภาพ ในยคุ นน้ั ซงึ่ เปน็ แรงบนั ดาลใจสำ� คญั ใหเ้ ขามกั จะนำ� เสนอเรอื่ งราว ความเป็นจริงท่ีเป็นอยู่ในสังคมมนุษย์ จนต้องมาสร้างโลกแห่ง เกีย่ วกบั ชีวิตคนชนบทและชนชั้นตำ�่ ความฝนั จนิ ตนาการสว่ นตนเหมอื นดงั เชน่ ศลิ ปนิ โรแมนตกิ กระทำ� 1.1.1.2 มลี เลต์ (Jean Francois Millet) เปน็ ศิลปนิ กนั ศลิ ปนิ เรยี ลสิ มเ์ สนอแนวปฏบิ ตั ทิ มี่ จี ดุ มงุ่ หมายแสดงถงึ “ความ ชาวฝรงั่ เศสทมี่ ฝี มี อื การวาดภาพเหมอื นระดบั ดเี ยยี่ มคนหนง่ึ ชว่ ง จรงิ ” ในสรรพสง่ิ ทง้ั หลายทเ่ี ปน็ อยู่ ตอ้ งการสรา้ งผลงาน ทน่ี แี่ ละ แรกนั้นเขายังไม่ได้วาดภาพตามแนวทางเรียลิสม์ มีลเลต์เริ่มต้น เดย๋ี วนี้ (Here and now) โดยไม่จ�ำเป็นต้องอ้างองิ อดีตหรือมัว ด้วยการวาดภาพเหมือนบุคคล ศาสนา ภาพทิวทัศน์ท่ัว ๆ ไป แตห่ ลบั ตาคดิ ฝนั ศลิ ปนิ เรยี ลสิ มจ์ ะรวบรวมปญั หาการสรา้ งสรรค์ ก่อนที่เขาจะหันมาวาดภาพแนวเรียลิสม์ ในช่วงปี ค.ศ. 1848 ตา่ ง ๆ เพ่อื น�ำมาใช้กับหลกั ทฤษฎใี หม่ ทฤษฎีใหมน่ ีม้ พี น้ื ฐานอยู่ เป็นต้นมา เขามักจะถูกจดจ�ำในฐานะของศิลปินที่ชอบวาดภาพ บนการสงั เกตสรรพสงิ่ ทงั้ หลายทปี่ ระจกั ษก์ บั สรรพสงิ่ ทแ่ี วดลอ้ ม เนื้อหาเกี่ยวกับวิถีชีวิตชาวนา เพราะว่าในสมัยนั้นชาวนามักจะ (กำ� จร สุนพงษ์ศร,ี 2558) ถูกรงั แกจากพวกชนช้ันสงู หรือเจ้าของที่นาท่ชี อบเอาเปรยี บ มลี ชว่ งกลางครสิ ตศ์ ตวรรษที่ 19 มสี งิ่ ประดษิ ฐท์ สี่ ง่ ผลกระ เลตจ์ งึ ต้องการน�ำเสนอความจรงิ อันนา่ หดหเู่ ช่นนสี้ ู่สงั คม ทบวงการศลิ ปะ คือ กลอ้ งถ่ายภาพดาแกรโ์ รไทป์ (Daguerreo- 1.1.1.3 โดเมียร์ (Honore Daumier) เป็นศิลปิน type) ทป่ี ระดษิ ฐโ์ ดยศลิ ปนิ ชาวฝรง่ั เศส ชอ่ื หลยุ ส์ ดาแกร์ (Louis ชาวฝรั่งเศสผู้มีความสามารถหลากหลาย เขามีทั้งทักษะด้าน Jacques Mande Daguerre, ค.ศ. 1787-1851) ศลิ ปนิ เรม่ิ หนั เห จติ รกรรม วาดภาพประกอบเรอื่ งในหนงั สอื พมิ พแ์ ละวาดการต์ นู ความสนใจจากภาพวาดทม่ี คี ณุ คา่ ทางประวตั ศิ าสตร์ ไปสนใจภาพ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ การวาดการต์ นู การเมอื ง ซง่ึ กลายเปน็ อาชพี ท่ี บันทึกความจริงในธรรมชาติ ความจริงในสังคมเป็นการสนใจ ทำ� ให้คนร้จู กั เขาเป็นจ�ำนวนมาก ในปี ค.ศ. 1834 จากการวาด ในส่ิงท่ีมองเห็นมากกว่าจินตนาการ ศิลปินนิยมวาดภาพท่ีเกี่ยว การต์ นู วจิ ารณส์ ถานการณท์ างการ ทำ� ใหเ้ ขาถกู การเมอื งเลน่ งาน กบั ชีวติ ความเปน็ อยู่ มีความสนใจปญั หาสังคม ไมช่ อบงานแบบ ชีวิตของเขาอยา่ งหนักหนาสาหสั สว่ นในฐานะจติ รกรนน้ั โดเมีย เพ้อฝนั เลื่อนลอยตามอารมณ์ จุดเด่นของศิลปะแบบสจั นิยม คือ รม์ กั จะวาดภาพเก่ยี วกบั การเสยี ดสสี งั คม การวจิ ารณข์ อ้ ขดั แย้ง วาดภาพที่เป็นเรื่องราวที่ตนเคยเห็น ถ่ายทอดชีวิตความเป็นอยู่ ระหวา่ งชนช้นั ทางสังคม ทแี่ ท้จรงิ ของสังคมและปญั หาตา่ ง ๆ ทำ� ทุกอยา่ งเพ่ือให้การชว่ ย 1.1.1.4 แอนดรวู ์ ไวเอท (Andrew Wyeth) อิทธิพล เหลอื สงั คมและรบั ผดิ ชอบตอ่ สงิ่ ทตี่ นทำ� ลงไป สรา้ งงานศลิ ปะเพอื่ จากแอนดรวู ์ ไวเอท การสรา้ งสรรคง์ านจติ รกรรมบนผา้ ใบ กลา่ ว ถา่ ยทอดเรือ่ งจริง ความถูกตอ้ ง ความงดงามในมมุ มองท่ชี ัดเจน ได้ว่าเป็นแนวความคิดในการสร้างสรรค์เพื่อแสดงออกถึงห้วง (พิบูล ไวจิตรกรรม, 2559) อารมณ์ความรู้สึก การพลิ้วไหว อ่อนหวาน แสดงอารมณ์ผ่าน

ปีท่ี 4 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2564 51 ทางทว่ งทา่ และสสี นั ทเี่ ลอื กใช้ สรา้ งสรรคภ์ าพเหมอื นจรงิ ทสี่ ง่ ผา่ น วาดภาพนักเต้นบัลเล่ต์ การฝึกซ้อมระบ�ำและภาพท่ีมีลักษณะ อารมณไ์ ดอ้ ยา่ งชดั เจน เปน็ การหลอมรวมองคป์ ระกอบของภาพ เคลื่อนไหว จุดเด่นของเขาคือ การใช้เส้นและสีท่ีสามารถแสดง ทส่ี อ่ื ถงึ อารมณ์ ความสขุ ความเศรา้ ความคดิ ถงึ อาลยั อาวรณ์ ซงึ่ ความรู้สึก จังหวะการเคล่ือนไหวของนักแสดงได้อย่างพลิ้วไหว ส่ือออกมาจากตัวตนของศิลปนิ แสดงออกผ่านผลงาน อ่อนช้อย การจดั องค์ประกอบภาพท่สี ลับซับซอ้ น ความละเอยี ด และความกลมกลนื ในการจดั วางทา่ ทางคนใหส้ มั พนั ธก์ บั สดั สว่ น 1.1.1.5 ชคั โคลส (Chuck Close) เปน็ ศลิ ปินในยุค ทางกายวิภาค (จรุงยศ อรัณยะนาค, 2555) โฟโต้เรยี ลิสม์ (Photo Realism) ก่อนศตวรรษท่ี 20 คือในช่วง ศตวรรษที่ 19 นั้น ววิ ัฒนาการทางภาพถา่ ยเจรญิ รดุ หนา้ ควบคู่ 1.2.1.2 ปีแยร์-โอกุสต์ เรอนัวร์ (Pierre-Auguste กันไปกับการศึกษาศิลปะ ท�ำให้ผลิตศิลปินท่ีสร้างสรรค์ผลงาน Renoir) เป็นจิตรกรคนส�ำคัญหน่ึงในผู้สร้างศิลปะอิมเพรสช่ัน ทง้ั ในดา้ นจิตรกรรม หรอื ประตมิ ากรรม ในแนวเหมอื นจริงอยา่ ง นิสม์ที่ให้ความส�ำคัญของการใช้สีสันสะท้อนอารมณ์ความรู้สึก กว้างขวาง ศิลปินชัค โคลส ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพถ่ายที่ มากกว่าให้รายละเอียดที่เหมือนจริง เขาได้ช่ือว่าเป็นศิลปินผู้มี เน้นใบหน้าของคน ภาพเขียนท่ีมีขนาดใหญ่กว่าภาพถ่ายหลาย สายตาเพื่อความงาม ผลงานของเขาสะท้อนชีวิตที่ร่ืนรมย์ของ เท่า ชัค โคลส ใช้เทคนคิ Airbrush ความนมุ่ นวลของภาพทำ� ให้ ชาวปารสี ในช่วงสามทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษท่ี 19 ไดอ้ ย่าง ภาพเขยี นดูมลี กั ษณะเหมอื นภาพถ่ายจรงิ ๆ โดดเดน่ แมช้ ว่ งหลงั เขาเปน็ โรคไขขอ้ อกั เสบทที่ ำ� ใหเ้ ขาเคลอื่ นไหว ล�ำบาก บางคร้งั นิ้วมือเปน็ อมั พาตขยับไมไ่ ด้ แตเ่ ขากไ็ ม่ย่อท้อหา 1.2 ศลิ ปะลทั ธอิ มิ เพรสชน่ั นสิ ม์ (Impressionism art) วธิ เี ขยี นภาพจนได้ เรอนวั รเ์ ปน็ ศลิ ปนิ ทไ่ี ดร้ บั การยกยอ่ งและมชี อ่ื ศลิ ปะลทั ธอิ มิ เพรสชน่ั นสิ มเ์ รม่ิ กอ่ ตวั ขน้ึ จากศลิ ปนิ กลมุ่ เสียงมากทส่ี ดุ คนหน่ึงของโลก หนึ่งเริ่มมีแนวคิดท่ีจะหลีกหนีจากแนวทางการสร้างสรรค์งาน ศิลปะแบบเดิม ๆ โดยมองว่างานศิลปะไม่จ�ำเป็นจะต้องเกลี่ย สรุป จากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับศิลปะ สีให้เรียบ ยึดถือความงามแบบกรีกและโรมัน การสร้างความ ลัทธิเรียลิสม์และศิลปะลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์ พบว่าแนวความ สะเทือนใจและเลียนแบบธรรมชาติหรือเหตุการณ์ดังตาเห็น คิดหลักของศิลปะท้ังสองลัทธินี้มุ่งเน้นไปในทิศทางของการ เหมือนท่ีได้ปฏิบัติกันมาในยุคก่อน แต่ศิลปะควรแสดงถึงความ สะท้อนความเป็นจริงในสังคม หรือตามที่ดวงตาของศิลปินมอง ประทับใจในเร่ืองราวต่าง ๆ มากกว่า เพ่ือให้ผู้ชมที่ได้รับรู้เกิด เห็นอย่างตรงไปตรงมา ต่างกันเพียงรูปแบบของผลงานท่ีศิลปิน ความประทับใจเหมือนกับท่ีศิลปินรู้สึก จากการศึกษาคุณสมบัติ ได้สร้างสรรค์ออกมา ซึ่งรูปแบบของศิลปะลัทธิอิมเพรสช่ันนิสม์ ของแสงท�ำให้ศิลปินอิมเพรสช่ันนิสม์เช่ือว่าแสงประกอบด้วย น้ันมีความแปลกใหม่มากกว่า โดยการศึกษาเร่ืองแสง เชื่อว่าใน สีจ�ำนวนมาก ดังนั้นศิลปินก็จะถ่ายทอดแสงในบรรยากาศนั้น แสงและเงาน้ันประกอบด้วยสีต่าง ๆ มากมาย ด้วยหลักการน้ี ๆ ด้วยสีสันต่าง ๆ ตามสายตาและความรู้สึกของตน ในช่วง เองศิลปินในลัทธินี้จึงมักจะไม่ใช้สีด�ำในการสร้างสรรค์ผลงาน เวลาขณะนั้นศิลปะแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ถือเป็นรูปแบบท่ีใหม่ แต่ใช้สีท่ีมีความสด สะดุดตา มากกว่างานในรูปแบบชองศิลปะ มาก ประกอบกับศิลปินในขณะน้ันรู้สึกเบื่อหน่ายต่อหลักเกณฑ์ ลทั ธเิ รยี ลสิ ม์ ความงามตามแบบเดิม ซึ่งไม่มีความรู้สึกท้าทายอีกต่อไป ส่งผล ให้ศิลปะลัทธิน้ีแพร่ขยายไปท่ัวยุโรปอย่างรวดเร็ว (จิระพัฒน์ ในเร่ืองของแนวความคิด ศิลปินท้ังสองลัทธิยังคงให้ พิตรปรีชา, 2547) ความส�ำคัญไปในทิศทางเดียวกันทั้งเร่ืองการสะท้อนความเป็น 1.2.1 ศลิ ปนิ ลทั ธิอิมเพรสช่นั นสิ ม์ จริงในสังคมหรือสภาพแวดลอ้ ม รวมไปถึงสภาพสงั คมทโ่ี หดรา้ ย 1.2.1.1 เดอกาส์ (Edgar Degas) ศิลปนิ ชาวฝรง่ั เศส การคา้ ประเวณี การกดขท่ี างสงั คม การแบง่ ชนชน้ั หรอื แมก้ ระทง่ั ครอบครัวมีฐานะดี ในวัยเด็กน้ันเขาเรียนกฎหมายเพ่ือตามใจ ทวิ ทศั นท์ งุ่ หญา้ ทส่ี วยงาม เปน็ ตน้ อกี ทง้ั แสดงใหเ้ หน็ วา่ แมศ้ ลิ ปนิ พ่อ แต่ต่อมาเขากเ็ ลิกเรียนเพื่อไปศึกษาศิลปะอย่างเต็มที่ ทำ� ให้ มีฐานะยากจนหรือร�่ำรวยหรืออยู่ต่างลัทธิรวมท้ังยุคสมัย แต่ มที กั ษะทางศลิ ปะทหี่ ลากหลาย ทงั้ ดา้ นจติ รกรรม ประตมิ ากรรม ศลิ ปนิ ยังคงมีจดุ รว่ มความคิดทค่ี ลา้ ยกัน น่ันคอื สะทอ้ นภาพผล งานพิมพ์ รวมถึงงานเขียนแบบ เขาเป็นศิลปินที่ช่ืนชอบการ งานออกมาอยา่ งซอ่ื ตรงและแสดงความเปน็ จรงิ ใหเ้ หน็ ผา่ นดวงตา ของศลิ ปินลงมาสผู่ ลงานทางจิตกรรม

52 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตรแ์ ละการส่อื สาร จากการศึกษาข้อมูลของทั้งสองลัทธิศิลปะน้ีผู้วิจัยได้ แห่งความพอใจ แต่ส่ิงน้ันถูกกดหรือข่มไว้จนถอยร่นไปอยู่ใน เห็นถึง แนวความคิดร่วมที่ตรงกันและได้น�ำมาปรับใช้กับแนว สภาพท่ีเราไม่รู้ตัว ความคิดของผู้วิจัยเอง ในส่วนของแนวคิดน้ันผู้วิจัยต้องการ แสดงออกถึง ความรักความอบอุ่นภายในครอบครัวและในส่วน นอกจากนี้ ฟรอยด์ได้ศึกษาถึงโครงสร้างทางจิตพบว่า ถัดมาคือการน�ำเสนอสภาพความเป็นอยู่ หรือวิถีชีวิดของบุคคล สามารถแบ่งองค์ประกอบของพลังจิต (Psychic energy) เป็น ภายในครอบครัว สะท้อนสภาพความเป็นจริงจากเคร่ืองแต่ง 3 ส่วน คือ id, ego และ superego ซ่ึงเป็นแรงขับให้กระท�ำ กาย อุปกรณ์ที่ใช้ในการด�ำเนินชีวิต ส่วนรูปแบบการสร้างสรรค์ พฤติกรรมต่าง ๆ ดังนี้ ผลงานของผู้วิจัยไม่มุ่งเน้นไปในแนวทางของศิลปะลัทธิใดลัทธิ หนึ่งโดยตรง แต่เลือกเอาข้อดีและทักษะจากศิลปินในลัทธินั้น ๆ 1. อิด (Id) หมายถึง ตัณหาหรือความต้องการพ้ืนฐาน ท่ีผู้วิจัยเห็นชอบ มาปรับใช้และพัฒนาตัวผลงานให้มีความเป็น ของมนุษย์เป็นสิ่งที่ยังไม่ได้ขัดเกลา ซึ่งท�ำให้มนุษย์ท�ำทุกอย่าง สมัยใหม่และเฉพาะตัวมากกว่า เพื่อความพึงพอใจของตนเองหรือท�ำตามหลักของความพอใจ (Pleasure principle) เปรียบเหมือนสันดานดิบของ มนุษย์ ซ่ึง 2. ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ท่ีเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ แบ่งออกเป็น สัญชาตญาณแห่งการมีชีวิต (Life instinct) และ จิตรกรรมบนผ้าใบ สัญชาติญาณแห่งความตาย (Death instinct) 2.1 ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic theory) 2. อีโก้ (Ego) หมายถึง ส่วนท่ีควบคุมพฤติกรรมท่ีเกิด ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) แบ่งจิตออกเป็น 3 ระดับ จากความต้องการของ id โดยอาศัยกฎเกณฑ์ ทางสังคม และ หลักแห่งความจริง (Reality principle) มาช่วยในการตัดสิน 2.1.1 จิตส�ำนึก (Conscious mind) เป็นสภาพท่ี ใจ ไม่ใช่แสดงออกตามความพอใจของตนแต่เพียงอย่างเดียว รู้ตัวว่าคือใคร อยู่ที่ไหนต้องการอะไร หรือก�ำลังรู้สึกอย่างไรต่อ แต่ต้องคิดแสดงออกอย่างมีเหตุผลด้วย น่ันคือบุคคลจะแสดง สิ่งใด เม่ือแสดงพฤติกรรมอะไรออกไปก็ แสดงออกไปตามหลัก พฤติกรรมโดยมีเหตุและผลท่ีเหมาะสมกับกาลเทศะ ในสังคม เหตุและผล แสดงตาม แรงผลักดันจากภายนอก สอดคล้องกับ จึงเป็นบุคลิกภาพที่ได้รับการยอมรับมากในสังคม หลักแห่งความเป็นจริง 3. ซุปเปอร์อีโก้ (Superego) หมายถึง มโนธรรมหรือ 2.1.2 จิตกึ่งรู้ส�ำนึก (Preconscious mind) เป็น จิตส่วนที่ได้รับการพัฒนาจากประสบการณ์ การอบรมสั่งสอน จิตที่เก็บสะสมข้อมูลประสบการณ์ไว้มากมาย มิได้รู้ตัวในขณะ โดยอาศัยหลักของศีลธรรมจรรยา ขนบธรรมเนียมประเพณี นั้น แต่พร้อมดึงออกมาใช้ให้อยู่ในระดับจิตส�ำนึก เช่น เดินสวน และค่านิยมต่าง ๆ ใน สังคมนั้น superego จะเป็นตัวบังคับ กับคนรู้จัก เดินผ่านเลยมาแล้วนึกข้ึนได้รีบกลับไปทักทายใหม่ และควบคุมความคิดให้แสดงออกในลักษณะที่เป็นสมาชิกที่ดี เป็นต้น และอาจถือได้ว่าประสบการณ์ต่าง ๆ ท่ีเก็บไว้ในรูปของ ของสังคม โดยยึดหลักค่านิยมของสังคม (Value principle) ความจ�ำก็เป็นส่วนหน่ึงของจิตกึ่งรู้ส�ำนึกด้วย เช่น ความขมขื่น ท่ีตัดสินว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีในสังคม ในอดีต ถ้าไม่คิดถึงก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าน่ังทบทวนเหตุการณ์ที ไรก็ท�ำให้เศร้าได้ทุกครั้ง เป็นต้น สรุป อิทธิพลจากซิกมันด์ ฟรอยด์ สู่การสร้างสรรค์ งานจิตรกรรมบนผ้าใบ จากหลักการของฟรอยด์นั้น ส่วน 2.1.3 จิตไร้ส�ำนึก (Unconscious mind) เป็น ใหญ่นั้นจะมุ่งเน้นไปในส่วนของการท�ำความเข้าใจกับระบบ ส่วนของพฤติกรรมภายในท่ีผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวเลย อาจเนื่อง ความคิด เร่ืองของจิตใต้ส�ำนึก ท่ีเป็นสัญชาตญาณท่ีติดตัวเรา มาจากผู้ป่วยพยายามเก็บกดไว้ เช่น อิจฉาน้อง เกลียดแม่ มาแต่เกิด ความทรงจ�ำในวัยเด็ก ส่งผลต่อการระบบความ อยากท�ำร้ายพ่อ ซึ่งเป็นความต้องการท่ีสังคมไม่ยอมรับ หาก คิด และการแสดงออกของพฤติกรรมท่ีแสดงในอดีตมาจนถึง แสดงออกไปมักถูกลงโทษ ดังน้ันจึงต้องเก็บกดไว้ หรือ พยายาม ปัจจุบัน โดยทฤษฎีดังกล่าวมีส่วนช่วยให้ผู้วิจัยสามารถจัด ท่ีจะลืม ในท่ีสุดดูเหมือนลืมได้ แต่ท่ีจริงไม่ได้หายไปไหนยัง ล�ำดับและหาความเป็นเหตุเป็นผลของระบบความคิดได้ชัดเจน มีอยู่ในสภาพจิตไร้ส�ำนึกยังอาจเป็นเร่ืองของอิด (id) ซึ่งมีอยู่ มากย่งิ ขน้ึ ในตัวเรา เป็นพลังท่ีผลักดันให้เราแสดงพฤติกรรมตามหลัก

ปที ี่ 4 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2564 53 3. ความเปน็ มาของครอบครวั (ชาวชอง จงั หวดั จนั ทบรุ )ี ของความงามและสุนทรียภาพในผลงานมากยิ่งขึ้น ซ่ึงหลักการ 3.1 จังหวัดจันทบุรี เป็นจังหวัดทางชายฝั่งทะเลภาค ต่าง ๆ ที่ปรากฏล้วนเคยเกิดข้ึนมาแล้วตามลัทธิศิลปะต่าง ๆ ท่ี ตะวนั ออกของประเทศไทย มเี นอ้ื ท่ี 6,388 ตารางกโิ ลเมตร สภาพ มีความแตกต่างและมีเอกลักษณ์รูปแบบเป็นของตนเอง (ชลูด ภมู ปิ ระเทศประกอบไปดว้ ยปา่ ไม้ ภเู ขา ทร่ี าบสงู ทรี่ าบลมุ่ นำ้� และ นิ่มเสมอ, 2538) ที่ราบชายฝั่งทะเล อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 238 กโิ ลเมตร ประชากรสว่ นใหญข่ องจงั หวดั จนั ทบรุ อี าศยั อยทู่ างตอน 5. สรุปข้อมูลท่ีเก่ียวข้องกับงานวิจัย ใตข้ องจงั หวดั โดยอาชพี ทป่ี ระชากรในจงั หวดั นยิ มประกอบอาชพี “จันทบุรี : จากห้วงค�ำนึงถึงบ้านสู่งานจิตรกรรม มากท่ีสุดคือเกษตรกรรมและประมง และศาสนาท่ีมีการนับถือ บนผ้าใบ” คือ การสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมบนผ้าใบ มากท่ีสดุ ในจงั หวัดคอื ศาสนาพทุ ธ เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก และห้วงค�ำนึงถึงบ้าน โดย 3.2 ชาวชอง เป็นชนเผ่าโบราณอีกเผ่าหน่ึงในกลุ่ม แสดงออกผ่านทัศนธาตุออกมาเป็นภาพเหมือนบุคคลท่ีคุ้น ชาติพันธุ์ ออสโตร-เอเชียติก ตระกูล มอญ- เขมร มีภาษาพูด เคยในวัยเด็ก และเป็นบุคคลในครอบครัวที่เรามักจะนึกถึงใน ของตนเองคือ ภาษาชอง แต่ไม่มีภาษาเขียน นับถือศาสนาพุทธ อิริยาบถที่พบเห็นจนคุ้นเคย ทั้งการใช้ชีวิตเกษตรกรรมและ มีวัฒนธรรมประเพณีเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่า ซ่ึงอาจมีมาแต่ วิถีชีวิตพ้ืนบ้าน ก่อนสมัยสุโขทัยสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน เช่น การใช้ต้นคลุ้มมา ในการสร้างสรรค์ผลงาน ผู้วิจัยเลือกน�ำเสนอผลงาน จักสานสมุก ชนาง เสวียน มีประเพณีผีโรง ผีหิ้ง ท�ำมาหากินด้วย ในรูปแบบของผลงานจิตรกรรมสองมิติ ท่ีมีขึ้นมาอย่างยาวนาน การหาของป่า ล่าสัตว์ ท�ำไร่ ท�ำนา และปลูกต้นกระวาน ซ่ึงชาว ต้ังแม่สมัยที่มนุษย์ยังไม่รู้จักการใช้ภาษา หรือคิดค้นตัวอักษร อินเดียและอาหรับชอบมาก เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการสื่อสาร ในยุคน้ันศิลปะเป็นตัวช่วย 4. องค์ประกอบศิลป์ในการสร้างสรรค์ผลงงาน ส�ำคัญในการแสดงความต้องการของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ผล จิตรกรรม งานศิลปะทุกช้ินนั้นมีล้วนคุณค่าในตัวของมันเอง คุณค่าจะ 4.1 องค์ประกอบศิลป์ (Composition) ประกอบขึ้น มากหรือน้อยนั้นข้ึนอยู่กับกระบวนการท�ำงานและความคิด จากหลากหลายที่มา แต่มีส่วนส�ำคัญเพียง 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนท่ี ของศิลปิน และยังมีตัวแปรอื่นอีกอาทิเช่น ช่วงเวลาและยุค หน่ึงมาจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ ต้องรับรู้ได้ด้วยประสาท สมัยท่ีสร้างผลงาน กล่าวคือศิลปินที่สร้างผลงานได้เสียชีวิตลง สัมผัสไม่ส่วนใดก็ส่วนหน่ึง (รูปทรง) ส่วนที่สอง คือองค์ประกอบ ไปแล้ว หรือ เรื่องราวทางศาสนา การเมือง สังคม การเสียดสี นามธรรม (เนื้อหา) ผู้วิจัยจะน�ำเสนอในด้านเน้ือหา เป็นองค์ การแบ่งแยกชนช้ัน โสเภณี ความรัก เสรีภาพ ฯลฯ แม้กระทั่ง ประกอบหลักในการสร้างสรรค์ผลงาน ภาพวาดดอกไม้ในแจกัน ก็มีคุณค่ามากมาย ขึ้นอยู่กับการใช้ 4.2 ทัศนธาตุ (Visual elements) หมายถึง ธาตุ วิจารณญาณของผู้ท่ีได้รับชมและเข้าใจถึงวิถีชีวิต และความ แห่งการมองเห็นหรือส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ส�ำคัญในงานศิลปะ ต้องการแสดงออกทางด้านเน้ือหาของศิลปิน หรือทัศนศิลป์ ได้แก่ จุด เส้น สี แสงเงา รูปร่าง รูปทรง พื้นผิว เป็นต้น ซ่ึงเราสามารถน�ำส่วนประกอบแต่ละอย่างมาสร้างเป็น วิธีการศึกษา งานศิลปะได้ในหลายรูปแบบ ซ่ึงให้ความรู้สึกในการมองเห็นที่ แตกต่างกันไป 1. การเก็บข้อมูล องค์ประกอบศิลป์และทัศนธาตุเป็นส่วนที่ส่งเสริมให้ ศึกษาวิถีชีวิตของบุคคลในครอบครัว ด้วยผู้วิจัย ผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์เกิดความสมบูรณ์มากย่ิงขึ้น เพราะ เติบโตขึ้นจากครอบครัวของชาวสวนผลไม้ ท่ีมีอาชีพหลักคือ มีหลักการ เช่น การใช้เส้น สี แสง เงาและพื้นผิวในการสร้าง การท�ำเกษตรกรรม ท�ำให้การใช้ชีวิตส่วนใหญ่ตั้งแต่วัยเด็ก บรรยากาศของผลงาน โดยผู้วิจัยได้ยึดและปรับใช้หลักการ นั้นอยู่ภายในพ้ืนท่ีท�ำการเกษตรกรรมท่ีรายล้อมไปด้วยต้นผล ทางศิลปะเพื่อเป็นส่วนส่งเสริมให้กับผลงานมีคุณค่าในด้าน ไม้นานาพันธุ์ และได้รับการถ่ายทอดความรู้ การสร้างเสริม ประสบการณ์ที่ถูกบ่มเพาะจากครอบครัวและเรียนรู้หลักการ การท�ำเกษตรกรรมจากครอบครัวที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น

54 วารสารสหวทิ ยาการสังคมศาสตรแ์ ละการสื่อสาร 2. ข้ันตอนการด�ำเนินงาน 3.วิธีการสรา้ งสรรคผ์ ลงาน 2.1 การเลือกใช้วัสดุ การสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม 3.1 เตรียมเฟรมไม้ และผ้าใบตามขนาดที่กำ� หนด โดย พ้ืนผิวของผลงานจิตรกรรมนิยมใช้ผ้าใบ (Canvas) เป็นพ้ืน ใชอ้ ปุ กรณด์ งึ เฟรมและผา้ ใบทำ� การขงึ ผา้ ใบและเฟรมเขา้ ดว้ ยกนั ฐาน ส�ำหรับผู้วิจัยใช้ผ้าใบขึงเฟรมเป็นรูปทรงส่ีเหลี่ยมผืนผ้าซึ่ง ใหม้ คี วามตงึ พอสมควร และไมค่ วรหยอ่ นมากเกนิ ไปเนอ่ื งจากจะ มีขนาดแตกต่างกันในแต่ละผลงาน การใช้สีบนผ้าใบค่อนข้าง ทำ� ใหเ้ วลาทร่ี ะบายสีนั้นจะควบคุมพูก่ นั ได้ยาก มีความหลากหลายและเป็นอิสระ โดยเลือกใช้สีน�้ำมันบนผ้าใบ 3.2 ท�ำการลงสีรองพ้ืนหลังจากท�ำการดึงเฟรมยึดเข้า (Oil on canvas) กับผ้าใบเรยี บรอ้ ยแลว้ ประมาณสองถงึ สามรอบ 2.2 การท�ำภาพต้นแบบ (Sketch) ในขั้นตอนการ 3.3 รา่ งภาพดว้ ยดนิ สอ ปากกาหรอื สที เี่ ขม้ กวา่ สรี องพน้ื ร่างภาพต้นแบบน้ัน ส�ำหรับผู้วิจัยเป็นการถ่ายทอดภาพท่ีอยู่ 3.4 ลงสีช้ันท่ี 1 เป็นการสร้างค่าน�้ำหนักโดยรวมให้ ภายในหัวท่ีมีสถานะเป็นเพียงความรู้สึกนามธรรมให้ออกมา กบั ผลงาน เป็นรูปธรรมให้ได้ โดยใช้ส่ือมีเดียรเป็นส่วนช่วยในการจัดองค์ 3.5 ลงสชี นั้ ท่ี 2 เปน็ การสรา้ งคา่ นำ�้ หนกั ทงั้ หมดภายใน ประกอบภาพ ความสมจริง สีสัน บรรยากาศภายในภาพ ให้ ภาพให้ชัดเจนและเดน่ ชัดมากขึน้ ผลงานน้ันออกมาสมจริงและใกล้เคียงกับภาพท่ีจินตนาการไว้ 3.6 ขนั้ ตอนสดุ ทา้ ยเปน็ การสรา้ งบรรยากาศใหก้ บั ภาพ 2.3 อปุ กรณใ์ นการสรา้ งสรรค์ จานส,ี สอื่ ผสมสนี ำ้� มนั , โดยการสรา้ งพน้ื หลงั ใหก้ บั ผลงานกำ� หนดคา่ ความเขม้ ของแสงเงา พู่กัน, นำ�้ มันสน, เกรยี ง, อุปกรณด์ ึงเฟรม, สนี ้ำ� มันและผา้ ใบ และความสดใสของเน้อื สภี าพในภาพ ภาพท่ี 1 เฟรมผา้ ใบ ภาพท่ี 2 การลงสีรองพนื้ เฟรมผา้ ใบ โดย ผู้วิจัย, พ.ศ.2563 โดย ผวู้ ิจัย, พ.ศ.2563 ภาพท่ี 3 การร่างภาพ ภาพที่ 4 การลงสีชัน้ ท่ี 1 โดย ผู้วิจัย, พ.ศ.2563 โดย ผ้วู จิ ยั , พ.ศ.2563

ปที ่ี 4 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม - สงิ หาคม 2564 55 ภาพที่ 5 การลงสีช้ันที่ 2 ภาพท่ี 6 ภาพสมบรู ณ์ โดย ผู้วิจัย, พ.ศ.2563 โดย ผ้วู จิ ัย, พ.ศ.2563 ผลการศกึ ษา อภปิ รายการสร้างสรรค์ (ภาพท่ี 7) การทดลองค้นหา อตั ลกั ษณข์ องคนไทย ทอี่ ยู่ในชนชน้ั กลาง โดยเรมิ่ จากความพน้ื 1. การพัฒนาผลงานช่วงท่ี 1 ผู้วิจัยมีความสนใจใน ฐาน คือเสื้อผ้าเครือ่ งแตง่ การทสี่ ื่อถึงความเปน็ ไทย อปุ นสิ ัยและ เร่ืองของผู้คนในสังคมไทย วัฒนธรรมความเป็นไทย และการ กิจวัตรประจำ� วนั อาทิ การกินดืม่ สงั สรรค์ เปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่มีผลโดยตรงต่อการด�ำเนินชีวิตของ ผคู้ นในสงั คม และการววิ ัฒนาการของวัฒนธรรมและในรปู แบบ อภิปรายการสร้างสรรค์ (ภาพที่ 8) เร่ิมน�ำสัญลักษณ์ ของตวั ผลงานในชว่ งท1ี่ นผ้ี วู้ จิ ยั เรมิ่ ตน้ ทดลองไมส่ รา้ งบรรยากาศ มาใชใ้ นการช่วยสือ่ ความหมายใหก้ ับผลงานมากขึ้น โดยเลือกใช้ ภายในภาพเพื่อให้การใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ ภายในผลงานแสดง สญั ลกั ษณท์ มี่ บี ทบาทตอ่ การดำ� รงชวี ติ ของคนไทย ในผลงานชนิ้ น้ี ความหมายของตัวสัญลักษณ์น่ัน ๆ ออกมาให้ได้มากท่ีสุด โดย ผวู้ จิ ยั ใหค้ วามสนใจไปทผี่ คู้ นในสงั คมไทย ทมี่ อี าชพี เกษตรกร และ ไมน่ ำ� เอาความกลมกลนื ของบรรยากาศมาใช้ หรอื นำ� มาใชใ้ นการ บทบาทของระบบทนุ นยิ มทมี่ ผี ลโดยตรงกบั ผคู้ นกลมุ่ น้ี ประหนงึ่ สร้างสรรค์ผลงานน้อยที่สดุ ว่าปากท้องของผู้คนกลุ่มน้ี ถูกจ�ำกัดอยู่ในกรอบของความเป็น ทุนนยิ ม จึงมผี ลโดยตรงต่อการด�ำเนนิ ชีวิตประจ�ำวนั ภาพท่ี 7 ชือ่ ผลงานCulture evolution1 ภาพที่ 8 ชือ่ ผลงานCulture evolution2 โดย ผ้วู จิ ยั , พ.ศ.2560 โดย ผู้วจิ ยั , พ.ศ.2560

56 วารสารสหวทิ ยาการสงั คมศาสตร์และการสอ่ื สาร ภาพท่ี 9 ชือ่ ผลงานความงดงามของสตรีเพศ 3 ภาพท่ี 10 ชอ่ื ผลงานความงดงามของสตรเี พศ 4 โดย ผ้วู ิจยั , พ.ศ.2560 โดย ผู้วจิ ัย, พ.ศ.2560 2. การพฒั นาผลงานช่วงท่ี 2 ผลงานของผ้วู ิจยั ในช่วง อภิปรายการสร้างสรรค์ (ภาพที่ 10) เป็นผลงานชิ้น น้ีเป็นการทดลองหาค�ำตอบเก่ียวกับคุณค่าของความงดงามท้ัง สุดท้ายของการทดลองศึกษาในช่วงท่ี 2 ผู้วิจัยยังคงให้ความ ภายนอกและภายในสรีระร่างกายของสตรีเพศ ท่ีมีสาระในด้าน สนใจเก่ียวกบั เนอ้ื เรอ่ื งเดิมจากผลงาน ความงดงามของสตรีเพศ ความเช่ือตามขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม หลักความคิดของผู้คน 3 เพยี งแตไ่ ดป้ รบั เปลย่ี นมมุ มอง และทำ� การจดั องคป์ ระกอบภาพ ในปัจจบุ นั และอดตี ให้ แลว้ ไดเ้ พมิ่ เตมิ ในสว่ นของสญั ลกั ษณบ์ างอยา่ งทช่ี ว่ ยสอื่ ใหเ้ หน็ ถงึ ความไมค่ งทน เช่น ประตเู หล็กหรอื ดอกไม้ ทยี่ อ่ มเสื่อมสลาย อภปิ รายการสรา้ งสรรค์ (ภาพที่ 9) ต่อมาในผลงานชิน้ ไปตามกาลเวลา หากไมไ่ ดร้ ับการดูแลเอาใจใส่ เป็นต้น นไ้ี ดม้ กี ารปรบั เปลย่ี นรปู แบบ และองคป์ ระกอบภายภาพทงั้ หมด โดยเน้นการเขียนสรีระทางร่างกายของสตรีเพศ และสัญลักษณ์ 3. การพัฒนาผลงานช่วงท่ี 3 ผูว้ จิ ยั ได้เร่มิ ตกตะกอน บางอย่างอาทิเช่น ดอกไม้ ท่ีผู้วิจัยหยิบยกมาสร้างสรรค์เพื่อ ความคดิ ผวู้ จิ ยั จงึ สามารถรบั รไู้ ดว้ า่ ตนเองใหค้ วามสำ� คญั และชน่ื ต้องการจะส่ือถึงวา่ ไมด่ ีสง่ิ ใดคงอยู่ไปไดต้ ลอดกาล เหมือนอย่าง ชอบในเรอ่ื งราวของบคุ คลไมว่ า่ จะเปน็ บรบิ ทใดกต็ าม ทงั้ นผี้ วู้ จิ ยั ดอกไมท้ ไี่ มว่ า่ จะสวยงามเพยี งใดกต็ อ้ งยอ่ มเสอ่ื มสลายไปตามกาล ได้น�ำหลกั การนี้มาใชใ้ นผลงานของผ้วู จิ ยั เอง นนั่ คือเรือ่ งราวของ เวลา ท้ังนี้ก็เพ่ือให้การสื่อความหมายของภาพเป็นไปในทิศทาง ความคิดถึง และได้เร่ิมท�ำการทดลองในเรื่องน้ีเพ่ือต่อยอดเป็น เดยี วกันกบั แนวคิด ศิลปนพิ นธ์ตอ่ ไป ภาพท่ี 11 ชอ่ื ผลงานกล่นิ อายความอบอุ่น ภาพท่ี 12 ชือ่ ผลงานกลิ่นอายความอบอุ่น ของครอบครัว 3 ของครอบครวั 4 โดย ผูว้ ิจัย, พ.ศ.2561 โดย ผูว้ จิ ัย, พ.ศ.2561

ปีท่ี 4 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2564 57 ภาพท่ี 13 ชอื่ ผลงานพอ่ ภาพท่ี 14 ชื่อผลงานแม่ โดย ผ้วู จิ ัย, พ.ศ.2562 โดย ผ้วู จิ ยั , พ.ศ.2562 4. การพฒั นาผลงานชว่ งที่ 4 คือ ผลงานศลิ ปะนพิ นธ์ ที่พบเห็นจนเคยชิน ท้ังการใช้ชีวิตแบบเกษตรกรในสวนหรือวิถี ภายใต้หัวข้อ “จันทบุรี: จากห้วงค�ำนึงถึงบ้านสู่งานจิตรกรรม ชวี ติ ต่าง ๆ ในชีวติ ประจ�ำวนั บนผ้าใบ” การสรา้ งสรรคผ์ ลงานจติ รกรรมของผวู้ จิ ยั นไ้ี ดถ้ า่ ยทอด อภปิ รายการสรา้ งสรรค์ (ภาพที่ 13) บคุ คลตอ่ มาทผ่ี วู้ จิ ยั ความรู้สึกที่เป็นนามธรรมออกมาสู่ความเป็นรูปธรรม ผู้วิจัยเริ่ม กล่าวถึงก็คือ พ่อ พอ่ เปน็ บุคคลท่ีได้รับอทิ ธิพลและแบบอยา่ งมา จากการกลั่นกลองความรู้สึกรักและความผูกพันที่มีต่อบ้านและ จากตา ตาไดถ้ า่ ยทอดการดำ� เนินชีวิตมาสูพ่ ่อที่เปน็ รนุ่ ลูก โดยให้ คนในครอบครวั ออกมา จากนน้ั ผวู้ จิ ยั ตงั้ คำ� ถามกบั ตนเองวา่ ความ พอ่ รบั ชว่ งตอ่ การทำ� สวน ผวู้ จิ ยั ไดม้ องเหน็ ภาพทพ่ี อ่ แบกอปุ กรณ์ รู้สึกเหล่าน้ีมาจากท่ีไหนและมีสิ่งใดเป็นแรงกระตุ้นหรือแรงผลัก ในการทำ� เกษตรเพอื่ ไปดแู ลพชื พรรณ ตน้ ไมใ้ นสวนอยเู่ ปน็ ประจำ� ดัน ผู้วิจัยจึงนำ� ทฤษฎีของ ซิกมนั ด์ ฟรอยด์ มาใช้เพ่อื วิเคราะห์ ซึง่ เป็นภาพคุ้นชนิ ทผ่ี ูว้ จิ ยั ไดเ้ หน็ ต้งั แตเ่ ด็กจนโต ใหเ้ ขา้ ใจระบบความคดิ ของตน และถา่ ยทอดออกมาสผู่ ลงานเปน็ รูปธรรมได้อย่างตรงตามความคิด อภิปรายการสร้างสรรค์ (ภาพท่ี 14) บุคคลต่อมาท่ี ผู้วิจัยกล่าวถึง คือ แม่ แม่คือเคร่ืองยึดเหนี่ยวจิตใจของคนใน นอกจากน้ีส่วนส�ำคัญคือการศึกษาผลงานของศิลปิน ครอบครวั โดยเฉพาะตัวของผวู้ ิจยั เอง แมด่ �ำเนินชวี ติ ประจ�ำวนั ในยุคอิมเพรสช่ันนิสม์และเรียลิสม์ติค ที่มีการใช้แนวความ อย่างเรยี บงา่ ย เป็นแบบอย่างที่ดีใหก้ ับตวั ผ้วู ิจยั และผู้วิจยั จงึ ได้ คิดสอดคล้องกับงานของผู้วิจัย โดยส่วนใหญ่ศิลปินเหล่าน้ีได้ น�ำมาประยุกต์ใช้ในการด�ำเนินชีวิตประจ�ำวันและเป็นแนวคิดใน ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากชีวิตท่ีผ่านมา รวมถึงเหตุการณ์ การใชช้ วี ิตอยา่ งเรียบงา่ ย ท่ีประสบในขณะน้ันออกมาเป็นรูปแบบของผลงาน เหมือนการ บนั ทกึ ขอ้ ความเหตกุ ารณส์ ำ� คญั ในหนงั สอื เพยี งแตเ่ ปลยี่ นวธิ กี าร อภิปรายผล ถ่ายทอดเรื่องราวเป็นภาพวาด ซ่ึงการสร้างสรรค์งานศิลปะใน ยุคแรกเริ่มน้ันเกิดจากการต้องการบันทึกเรื่องราวเช่นเดียวกัน “จันทบุรี : จากห้วงค�ำนึงถึงบ้านสู่งานจิตรกรรมบน กับสมยั ที่มีการใช้ตวั อกั ษร มนษุ ยจ์ ึงใชภ้ าพวาดเป็นตัวแทนและ ผา้ ใบ” คอื การสรา้ งสรรคผ์ ลงานจติ รกรรมบนผา้ ใบ เพอ่ื ถา่ ยทอด สัญลักษณ์ในการบอกเล่าเรื่องราว เช่นเดียวกับงานของผู้วิจัยที่ อารมณ์ ความรสู้ กึ และหว้ งคำ� นงึ ถงึ บา้ น ซงึ่ อยใู่ นความรสู้ กึ นกึ คดิ ตอ้ งการบันทึกเร่ืองราวความรู้สกึ รกั คดิ ถึง ห่วงหาอาลยั รวมถึง และจิตใจของผู้วิจัยนับจากอดีตไม่ว่าเวลาจะผ่านมายาวนาน ความผูกพันท่ีมตี อ่ คนในครอบครัวออกมาสู่ภาพวาด เพราะเม่ือ แค่ไหนก็ยังสามารถสะท้อนออกมาหรือหวนค�ำนึงถึงเสมอและ เวลาผ่านไปความรู้สึกเหล่านั้นอาจหายไปด้วยส่ิงเร้าหรือความ ถ่ายทอดผ่านทัศนธาตุออกมาเป็นภาพเหมือนบุคคลท่ีคุ้นเคยใน เปลย่ี นแปลงตา่ ง ๆ ในชวี ติ แตก่ ารทผี่ วู้ จิ ยั ไดส้ รา้ งความรสู้ กึ นกึ คดิ วัยเด็กและเป็นบุคคลในครอบครัวที่เรามักจะนึกถึงในอิริยาบถ

58 วารสารสหวทิ ยาการสงั คมศาสตรแ์ ละการสื่อสาร เหลา่ น้นั ออก มาเปน็ รูปแบบงานศิลปะ จึงเหมือนเป็นการบันทกึ จิตวิทยาสังคม คือการศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วย และเกบ็ รักษามนั ไว้ไม่ใหส้ ญู หายไป เร่ืองของผู้คนคิดอย่างไรเก่ียวกับผู้อื่น ผู้คนมีความสัมพันธ์กับผู้ อืน่ อยา่ งไร และผู้คนมีอิทธพิ ลตอ่ กันและกันอยา่ งไรบ้าง รวมถงึ ข้อเสนอแนะ การศกึ ษาเรอ่ื งความเชอื่ เจตคติ คา่ นยิ ม ความคดิ เหน็ ภาพลกั ษณ์ และเร่ืองอื่น ๆ ทางด้านพฤติกรรมของผู้คน ซึ่งสามารถนำ� เสนอ งานวิจัยดังกล่าวมีข้อจ�ำกัดด้านการน�ำงานเชิงวิชาการ ผลงานทางจิตรกรรมของผู้วิจัยได้โดยวิเคราะห์ภายใต้หัวข้อ 3 มาใช้ในการวิเคราะห์ เนื่องจากการสร้างสรรค์ผลงานของผู้วิจัย หวั ข้อใหญ่ของจิตวทิ ยาสังคม คือ 1. การนึกคิดเกีย่ วกบั ผอู้ ่นื 2. เกิดจากอารมณ์ความรู้สึก ซ่ึงเป็นรูปแบบนามธรรม ท�ำให้ไม่ การมีอิทธพิ ลต่อผูอ้ ่นื 3. ความสัมพนั ธก์ ับผู้อนื่ โดย 3 หัวข้อดัง สามารถถ่ายทอดออกมาในเชิงวิชาการได้เท่าท่ีควร หลังจาก กล่าวมีส่วนเก่ียวข้องกับอารมณ์และความรู้สึกของผู้วิจัยท่ีมีต่อ ท�ำการวิจัยดังกล่าว จึงพบว่าควรน�ำเสนอทฤษฏีเก่ียวกับด้าน คนรอบข้างและครอบครวั โดยสามารถเปน็ เครือ่ งมือชว่ ยในการ จิตวิทยาในแขนงอ่ืนมาใช้วิเคราะห์อารมณ์และความรู้สึกท่ี วิเคราะหง์ านวิจยั ให้มีน�ำ้ หนักมากยงิ่ ขน้ึ ถ่ายทอดออกมาเป็นรูปแบบผลงานเพื่อให้ข้อมูลท่ีละเอียดและ ชดั เจนย่งิ ขนึ้ เช่น จิตวิทยาสังคม (Social psychology) บรรณานุกรม ก�ำจร สุนพงษ์ศรี. (2558). ประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก 3: ศิลปะในคริสต์ศตวรรษท่ี 18 และ 19 (พิมพ์คร้ังที่ 2). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั . จริ ะพัฒน์ พติ รปรีชา. (2547). 109 มองพศิ มองผา่ น งานศลิ ป์ Pass-Words. กรงุ เทพฯ: เมอื งโบราณ. จริ ะพัฒน์ พติ รปรีชา. (2552). โลกศิลปะศตวรรษที่ 20 (พมิ พ์ครง้ั ท่ี 2). กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ. จริ ะพฒั น์ พิตรปรชี า. (2555). การเปลย่ี นผา่ นของเวลา แสง สี ส่จู ติ รกรรมนามธรรม. กรงุ เทพฯ: ส�ำนกั งานคณะกรรมการการวจิ ยั แหง่ ชาต.ิ จรงุ ยศ อรัณยะนาค. (2555). ประวตั ิศาสตรศ์ ลิ ปะ. สมุทรปราการ: มหาวิทยาลยั หัวเฉยี วเฉลมิ พระเกียรต.ิ ชลูด นม่ิ เสมอ. (2553). องค์ประกอบของศลิ ปะ (พิมพ์ครง้ั ที่ 7). กรงุ เทพฯ: อมรนิ ทร์. นรนิ ทร์ รตั นจันทร์. (2555). ศิลปะตะวันตกศตวรรษท่ี 19. กรุงเทพฯ. พิบลู ไวจิตรกรรม. (2559). ประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก ฉบับนกั ศกึ ษา. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สวนสนุ ันทา. ศุภชยั สงิ หย์ ะบศุ ย.์ (2549). ประวัติศาสตรศ์ ลิ ปะตะวันตก ฉบบั สมบรู ณ์ (พมิ พ์ครัง้ ท่ี 2). กรุงเทพฯ: วาดศลิ ป.์ ดร.วัชราภรณ์ บุญญศิริวัฒน์. (2560). บทความจากสารคดีทางวิทยุรายการจิตวิทยาเพ่ือคุณ. สืบค้นจาก: https://smarterlifeby psychology.com

ปที ่ี 4 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2564 59 การดำ� เนินงานของสถานโี ทรทัศน์ไทยพบี ีเอสในการให้บรกิ ารเขา้ ถงึ เนื้อหา ส�ำหรับผ้พู ิการทางการมองเหน็ และการไดย้ ิน Operations of the Thai Public Broadcasting Service (Thai PBS) for Making Television Contents Accessible to People with Visual and Hearing Impairments จุฬาลักษณ์ สงิ หะคเชนทร1์ มาโนช ชมุ่ เมืองปัก2 Julaluck Singhakhachen and Manoch Chummuangpak Article History Received: July 10, 2020 Revised: July 24, 2020 Accepted: August, 7, 2020 บทคัดยอ่ การศกึ ษาครง้ั นมี้ วี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ ศกึ ษาการดำ� เนนิ งานของสถานโี ทรทศั นไ์ ทยพบี เี อสทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั การใหบ้ รกิ ารแกผ่ พู้ กิ าร ทางการมองเหน็ และการไดย้ นิ รวมถงึ ขอ้ จำ� กดั ในการปฏบิ ตั งิ านในการใหบ้ รกิ ารดงั กลา่ ว โดยใชว้ ธิ วี จิ ยั เชงิ คณุ ภาพ เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 2 วิธี ได้แก่ การวิเคราะห์เอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้บริหารและบุคลากรท่ีเก่ียวข้องกับการผลิตบริการเพื่อการเข้าถึง เนอื้ หาส�ำหรับผ้พู กิ าร ผลการศึกษาพบว่า การด�ำเนินงานของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสในการให้บริการแก่กลุ่มคนพิการเกิดขึ้นจากหลักเกณฑ์ ของพระราชบญั ญตั อิ งคก์ ารกระจายเสยี งและแพรภ่ าพสาธารณะแหง่ ประเทศไทย พ.ศ. 2551 และประกาศของคณะกรรมการกจิ การ กระจายเสยี ง กจิ การโทรทศั นแ์ ละกจิ การโทรคมนาคมแหง่ ชาติ (กสทช.) 2 ฉบบั ไดแ้ ก่ ประกาศเรอ่ื งหลกั เกณฑแ์ ละวธิ กี ารอนญุ าตการ ใหบ้ รกิ ารกระจายเสยี งหรอื โทรทศั น์ พ.ศ. 2555 และประกาศเรอื่ งการสง่ เสรมิ และคมุ้ ครองสทิ ธขิ องคนพกิ ารใหเ้ ขา้ ถงึ หรอื รบั รแู้ ละใช้ ประโยชนจ์ ากรายการของกิจการโทรทศั น์ โดยมกี ารให้บริการ 3 ประเภทคือ บรกิ ารลา่ มภาษามอื (Sign Language: SL) ค�ำบรรยาย แทนเสยี ง (Closed Caption: CC) และบรกิ ารเสียงบรรยายภาพ (Audio Description: AD) สำ� หรบั ขอ้ จำ� กดั ในการดำ� เนนิ งานของสถานโี ทรทศั นไ์ ทยพบี เี อสในการใหบ้ รกิ ารแกก่ ลมุ่ คนพกิ าร ไดแ้ ก่ ขอ้ จำ� กดั ดา้ นบคุ ลากร ดา้ นเทคนคิ ดา้ นเงอ่ื นไขของเวลาในการผลติ รายการ ดา้ นงบประมาณ และดา้ นขอ้ กำ� หนดของ กสทช. ขอ้ จำ� กดั เหลา่ นสี้ ง่ ผลตอ่ การให้ บรกิ ารแกก่ ลมุ่ คนพกิ าร สถานจี งึ ควรมกี ารพจิ ารณาเพอ่ื ปรบั ปรงุ ใหก้ ารดำ� เนนิ งานมปี ระสทิ ธภิ าพมากยง่ิ ขนึ้ อนั จะมสี ว่ นชว่ ยลดความ เหลอ่ื มล้�ำในการเขา้ ถึงสอื่ ของกล่มุ ผดู้ ้อยโอกาสในสงั คม คำ� ส�ำคญั : ผพู้ ิการทางการมองเหน็ ผพู้ ิการทางการไดย้ นิ บรกิ ารลา่ มภาษามือ ค�ำบรรยายแทนเสียง บริการเสียงบรรยายภาพ 1,2 หลกั สตู รนิเทศศาสตรมหาบณั ฑิต มหาวทิ ยาลยั ธุรกิจบัณฑติ ย์ Master of Communication Arts Program, Dhurakij Pundit University *Corresponding author Email: [email protected]

60 วารสารสหวทิ ยาการสังคมศาสตร์และการส่ือสาร Abstract The purposes of this research were 1. to study the operations under the Thai PBS’s policy relating to the accessibility for people with visual and/or hearing impairments, and 2. to study the Thai PBS’s procedures and obstacles for providing services for those audiences. Data used in this qualitative research were collected through document analysis and in-depth interview with key informants, namely executive officers and operating staff responsible for the Thai PBS’s services. The study revealed that the operations of the Thai PBS to provide services for people with impairments were conducted according to the Thai Public Broadcasting Service Act, B.E. 2551 (2008); the Notification of the National Broadcasting and Telecommunications Commission on Licensing Criteria and Procedures for Radio or Television Broadcasting Services, B.E. 2555 (2012); and the Notification of the National Broadcasting and Tele- communications Commission on Promotion and Protection of the Rights of Persons with Disabilities to Access and Benefit from Television Contents. Services for people with impairments provided by the Thai PBS include sign language, closed captions and audio description. Obstacles founded in the procedures to implement services for people with impairments consisted of human resource management, technical issues, time limitation on program production, funding and budget, and the NBTC broadcasting regulations. The Thai PBS should take these obstacles into account in order to improve their services for people with impairments. Keywords: People with visual impairments, People with hearing impairments, Sign language, Closed captions, Audio description บทนำ� ทจี่ ะตอ้ งพง่ึ พาสอื่ และเทคโนโลยรี ปู แบบเฉพาะในการรบั รขู้ อ้ มลู ข่าวสารเพื่อท่ีจะช่วยทดแทนความบกพร่องของกลุ่มคนพิการ สอื่ โทรทศั นถ์ อื เปน็ ชอ่ งทางทมี่ บี ทบาทสำ� คญั ในการนำ� แต่ละประเภท โดยสอ่ื หรอื เทคโนโลยีเหล่านน้ั ควรมคี วามเหมาะ เสนอขอ้ มูล ขา่ วสาร และความบนั เทงิ แก่ประชาชน และเปน็ สือ่ สมและตรงกับความต้องการ ซึ่งจะท�ำให้กลุ่มคนพิการสามารถ ท่ีมีความสะดวกในการเข้าถึงส�ำหรับคนท่ัวไป รวมท้ังมีประเภท เขา้ ถงึ และใชป้ ระโยชนจ์ ากขอ้ มลู ขา่ วสารเหลา่ นนั้ ไดอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ เนื้อหาให้รับชมอย่างหลากหลาย เช่น รายการข่าว สารคดี สัมภาษณ์บุคคล เพลง และภาพยนตร์ เป็นต้น อย่างไรก็ดี คนพิการสองกลุ่มท่ีมีข้อจ�ำกัดอย่างชัดเจนในการเข้า แม้ว่าประชากรส่วนใหญ่สามารถที่จะเข้าถึงเนื้อหาจากรายการ ถึงข่าวสารและความบันเทิงทางโทรทัศน์ก็คือ 1. กลุ่มคนพิการ โทรทัศน์ได้ แต่การเข้าถึงส่ือโทรทัศน์ของกลุ่มคนพิการหลาย ทางการมองเห็น และ 2. กลุ่มคนพิการทางการได้ยินหรือสื่อ กลุม่ น้นั กลับเปน็ ไปด้วยความยากล�ำบาก ถงึ แมร้ ฐั ธรรมนูญแหง่ ความหมาย ส�ำหรับคนพกิ ารทางการเหน็ หรอื กลมุ่ คนพกิ ารทาง ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ. 2540 ได้มกี ารบัญญัติการสง่ เสริมและ สายตานั้น คนพิการกลุ่มน้ีถูกจัดว่าเป็นผู้ด้อยโอกาสทางสังคม คุ้มครองสิทธิของคนพิการในด้านการรับข้อมูลข่าวสารและการ ซง่ึ ความบกพรอ่ งทางการมองเหน็ ทำ� ใหพ้ วกเขาไมส่ ามารถเขา้ ถงึ ประชาสัมพันธ์ไว้ แต่ในความเปน็ จริง กล่มุ คนพกิ ารในสงั คมไทย ขอ้ มลู ขา่ วสารไดเ้ ทยี บเทา่ กบั คนปกตหิ รอื คนพกิ ารประเภทอนื่ ๆ ก็ยังไม่สามารถที่จะเข้าถึงสื่อและข้อมูลข่าวสารได้ทัดเทียมคน โดยเฉพาะขอ้ มลู จากสอ่ื ทต่ี อ้ งรบั ชมดว้ ยสายตาอยา่ งเชน่ โทรทศั น์ ปกตทิ ว่ั ไป ภทั ทิรา กลนิ่ เลขา (2557) กล่าววา่ คนพิการจ�ำเป็น (ณฐั ศกั ดิ์ พงษส์ วสั ด,์ิ 2558) สว่ นกลมุ่ ผทู้ มี่ คี วามบกพรอ่ งทางการ

ปที ่ี 4 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2564 61 ไดย้ นิ หรอื สอื่ ความหมายกถ็ อื เปน็ อกี กลมุ่ หนงึ่ ทไ่ี มส่ ามารถเขา้ ถงึ ตั้งแต่ในระดับนโยบายจนถึงระดับการปฏิบัติงาน รวมถึงข้อ ขอ้ มลู ขา่ วสารจากสอ่ื โทรทศั นไ์ ดอ้ ยา่ งเตม็ ที่ เพราะความบกพรอ่ ง จ�ำกัดต่างๆ ในการด�ำเนินงานของสถานแี ละบคุ ลากรที่เกี่ยวขอ้ ง ทางการไดย้ นิ ถอื วา่ เปน็ อปุ สรรคตอ่ การสอื่ สารเปน็ อยา่ งมาก อกี โดยคาดหวงั วา่ การศกึ ษานจ้ี ะเปน็ ประโยชนต์ อ่ การพฒั นาองคก์ ร ท้ังการใช้ภาษาของกลุ่มคนท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยินก็มี สอื่ สารมวลชน ทงั้ สถานโี ทรทศั นส์ าธารณะเชน่ สถานโี ทรทศั นไ์ ทย ความแตกต่างกับคนปกติทั่วไป ศิวนารถ หงษ์ประยูร (2558) พบี เี อส และสถานโี ทรทศั นเ์ ชงิ พาณชิ ยช์ อ่ งอนื่ ๆ รวมทงั้ หนว่ ยงาน กลา่ ววา่ มอี ปุ สรรคตา่ งๆ มากมายสำ� หรบั คนพกิ ารทางการไดย้ นิ ที่เก่ียวข้องและผู้ก�ำหนดนโยบายยังสามารถน�ำไปใช้เป็นข้อมูล ในการเขา้ ถงึ ขอ้ มลู ขา่ วสารและความบนั เทงิ จากสอื่ โทรทศั น์ เชน่ เพ่ือด�ำเนินการส่งเสริมการให้บริการแก่กลุ่มผู้พิการเพื่อน�ำไปสู่ ค�ำบรรยายในรายการโทรทัศน์มักจะเป็นภาษาที่มุ่งสื่อสารกับ ความเทา่ เทยี มกนั ในสงั คม บคุ คลทว่ั ไปมากกวา่ ทจี่ ะผลติ ขนึ้ เพอ่ื ทกี่ ลมุ่ คนพกิ ารทางการไดย้ นิ ที่มีการใช้ไวยากรณ์ในการส่ือสารต่างจากคนปกติท่ัวไป รวมไป วัตถปุ ระสงค์ ถงึ จอล่ามภาษามอื ในรายการโทรทศั นก์ ม็ กั จะมขี นาดทีเ่ ล็ก และ รายการทม่ี จี อลา่ มภาษามอื ยงั มจี ำ� นวนทน่ี อ้ ยและไมม่ คี วามหลาก 1. เพ่ือศึกษาการด�ำเนินงานของสถานีโทรทัศน์ไทยพี หลาย บีเอสในการให้บริการเข้าถึงเนื้อหาส�ำหรับกลุ่มคนพกิ ารทางการ มองเหน็ และการไดย้ ิน แม้ว่าประเทศไทยจะมีการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของกลุ่มคนพิการโดยก�ำหนดให้ผู้ 2. เพ่ือศึกษาข้อจ�ำกัดในการด�ำเนินงานของสถานี ประกอบกจิ การกระจายเสยี งและกจิ การโทรทศั นม์ กี ารจดั บรกิ าร โทรทัศน์ไทยพีบีเอสในการให้บริการแก่กลุ่มคนพิการทางการ ส�ำหรับกลุ่มคนพิการ แต่ความก้าวหน้าในการให้บริการส�ำหรับ มองเห็นและการได้ยนิ คนพกิ ารกย็ งั ไมป่ รากฏใหเ้ หน็ ชดั เจนนกั ในปจั จบุ นั โดยผปู้ ระกอบ กจิ การกระจายเสยี งและกจิ การโทรทศั นห์ ลาย ๆ แหง่ ยงั คงดำ� เนนิ นิยามศพั ท์ การอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีการทดลองจัดให้มีการบริการส�ำหรับ กลมุ่ คนพกิ ารเพยี งบางประเภทเท่าน้ัน ผพู้ กิ ารทางการมองเหน็ หมายถงึ คนปกตทิ ส่ี ายตามอง ไม่เห็นหรือมองเห็นได้อย่างจ�ำกัด ส่งผลให้ไม่สามารถรับข้อมูล หนงึ่ ในสถานโี ทรทศั นท์ ม่ี กี ารใหบ้ รกิ ารแกก่ ลมุ่ พกิ ารใน ข่าวสารและความบันเทงิ จากสอื่ ได้ทัดเทยี มคนทัว่ ไป ปจั จบุ นั ไดแ้ ก่ สถานโี ทรทศั นไ์ ทยพบี เี อส (Thai PBS) ซง่ึ จดั ตง้ั ขนึ้ ตามพระราชบญั ญตั อิ งคก์ ารกระจายเสยี งและแพรภ่ าพสาธารณะ ผู้พิการทางการได้ยิน หมายถึง บุคคลที่สูญเสีย แหง่ ประเทศไทย พ.ศ. 2551 มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ ทำ� หนา้ ทผี่ ลติ และ สมรรถภาพทางการได้ยินในระดับต่าง ๆ และกระทบต่อความ สร้างสรรค์รายการที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ สามารถในการส่ือความหมาย ส่งผลให้ไม่สามารถรับข้อมูล อีกทั้งยังมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและการด�ำเนินงาน ข่าวสารและความบันเทิงจากสื่อไดท้ ดั เทียมคนทัว่ ไป อย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมตามวิสัยทัศน์และพันธกิจของ องค์การ หน่ึงในนั้นก็คือการให้ความส�ำคัญในการเข้าถึงและใช้ การใหบ้ รกิ ารเข้าถึงเนอื้ หาสำ� หรับผพู้ ิการทางการมอง ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารของคนทุกกลุ่มในสังคม หรือการ เห็นและการได้ยนิ หมายถึง บริการ 3 ประเภททางส่ือโทรทศั น์ มุ่งสร้างพื้นท่ีสาธารณะให้คนทุกกลุ่มได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันผ่าน ไดแ้ ก่ บรกิ ารเสยี งบรรยายภาพ สำ� หรับผ้พู ิการทางการมองเหน็ กลไกของส่ือ ซึ่งย่อมรวมไปถึงกลุ่มคนพิการด้วย (ทิวมาส วุฒิ และบรกิ ารลา่ มภาษามอื และบรกิ ารคำ� บรรยายแทนเสยี ง สำ� หรบั ธนากรกุล และ นนั ทยิ า ดวงภมุ เมศ, 2561) ผู้พิการทางการไดย้ นิ ในการศกึ ษานี้ ผวู้ ิจยั ม่งุ ส�ำรวจและทำ� ความเข้าใจการ ขอบเขตของการวจิ ยั ด�ำเนินของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสในการให้บริการแก่ผู้พิการ การวิจัยนี้ด�ำเนินการเก็บข้อมูลในช่วงเดือนมีนาคม- พฤษภาคม 2561 ข้อมูลในการศึกษาจึงสะท้อนการด�ำเนินงาน ของสถานโี ทรทัศน์ไทยพีบีเอสในชว่ งเวลาดงั กลา่ ว

62 วารสารสหวทิ ยาการสังคมศาสตรแ์ ละการสอื่ สาร แนวคดิ และทฤษฎี 3 ระดับ ได้แก่ หหู นวก หูตงึ และความพกิ ารทางการส่ือความ หมายท่ีท�ำให้เกิดข้อจ�ำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจ�ำ การศึกษาคร้ังน้ีมีแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ วันหรือการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม (กรมส่งเสริม แนวคดิ เกย่ี วกบั การดำ� เนนิ การขององคก์ รสอื่ มวลชนและบทบาท และพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ คนพกิ ารแหง่ ชาต,ิ 2557) บรกิ ารทจี่ ำ� เปน็ หน้าทข่ี องสอื่ มวลชน และแนวคดิ เรอ่ื งสอื่ สาธารณะ ซงึ่ น�ำมาใช้ สำ� หรบั ผพู้ กิ ารกลมุ่ นกี้ ค็ อื บรกิ ารลา่ มภาษามอื (Sign Language) เพอื่ ความเขา้ ใจลกั ษณะการดำ� เนนิ งานขององคก์ รสอ่ื มวลชน โดย และบริการค�ำบรรยายแทนเสียง (Closed Caption) หรือการ เฉพาะสอ่ื สาธารณะทมี่ ลี กั ษณะและรปู แบบการดำ� เนนิ งาน ตลอด แสดงตวั อกั ษรหรอื สญั ลกั ษณต์ า่ ง ๆ ในรายการขณะทมี่ เี สียงพูด จนบทบาทตอ่ สงั คมซง่ึ เฉพาะเจาะจงแตกตา่ งจากสอื่ เชงิ พาณชิ ย์ หรือเสียงประกอบ ท้ังน้ี ผู้พิการทั้ง 2 กลุ่มมีธรรมชาติและข้อ ท่ัวไป โดยความแตกต่างส�ำคัญของส่ือสาธารณะและส่ือเชิง จ�ำกัดในการด�ำเนินชีวิตและการเปิดรับข้อมูลจากส่ือท่ีแตกต่าง พาณิชย์ คือ สอ่ื สาธารณะมจี ุดมงุ่ หมายเพ่อื ทีจ่ ะเข้าถึงประชาชน กนั ซงึ่ คนในสงั คมและองคก์ รสอื่ สารมวลชนควรมคี วามตระหนกั เปรยี บเสมอื นเปน็ พน้ื ทส่ี าธารณะของประชาชนทกุ คนในประเทศ ว่าคนพิการมีความต้องการพิเศษบางประการที่ควรจะได้รับการ ขณะที่สื่อเชิงพาณิชย์มีจุดหมายเพ่ือการค้าและรายได้หลักจาก ตอบสนอง เพื่อให้คนพิการเหล่านั้นสามารถมีส่วนร่วมในสังคม การโฆษณา สื่อพาณชิ ย์จึงเปรยี บเสมอื นเป็นพืน้ ท่ีของตลาดให้ผู้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยปราศจากการกีดกันหรือเลือกปฏิบัติ ซอื้ และผขู้ ายมาพบกนั (ฐติ นิ นั ท์ พงษส์ ทุ ธริ กั ษ์ และ วรี ะยทุ ธ กาญ เพยี งเพราะความพกิ าร จน์ชฉู ัตร, 2546) อยา่ งไรก็ดี ทง้ั ส่ือสาธารณะและส่อื พาณิชยต์ า่ ง ก็ต้องมีการบรหิ ารจัดการ และการกำ� หนดแนวทางการท�ำงานที่ วิธีการศกึ ษา ชัดเจนและเหมาะสมท้ังในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ รวมทั้งต้องมีการท�ำความเข้าใจและวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคที่ การศกึ ษานใ้ี ชร้ ะเบยี บวธิ วี จิ ยั เชงิ คณุ ภาพ (Qualitative เกิดขึน้ ในกระบวนการทำ� งาน เพอื่ ใหอ้ งคก์ รบรรลุเปา้ หมายทีต่ งั้ research) ทำ� การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 2 วิธี ประกอบดว้ ย การ ไว้ (พทั ธนนั ท์ วเิ ศษสมวงศ,์ 2551) โดยสอื่ สาธารณะนนั้ เปา้ หมาย วเิ คราะห์เอกสาร (Documentary analysis) และการสัมภาษณ์ หลกั ไมไ่ ดอ้ ยทู่ รี่ ายไดห้ รอื ผลกำ� ไร แตอ่ ยทู่ ผ่ี ลประโยชนส์ าธารณะ เชงิ ลึก (In-depth Interview) มรี ายละเอยี ด ดังนี้ และการพัฒนาคณุ ภาพชีวติ ของผ้รู บั สารและประชาชนกล่มุ ต่าง ๆ ในสังคม ซ่ึงก็รวมถึงผู้พิการท่ีมีข้อจ�ำกัดในการเข้าถึงเนื้อหา 1. การวิเคราะห์เอกสารท่ีเก่ียวข้อง ได้แก่ พระราช จากส่ือโทรทัศน์ ซึ่งถือเป็นหน่ึงช่องทางหลักในการรับรู้ข่าวสาร บัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. และความบันเทิงของคนในสงั คมปัจจุบัน 2551 ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการ โทรทัศน์ และกจิ การโทรคมนาคมแห่งชาติ เร่อื งหลักเกณฑแ์ ละ ในการศึกษาครั้งนี้เก่ียวข้องกับแนวคิดเร่ืองการเข้าถึง วิธีการอนุญาตการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. สอื่ ของผพู้ กิ าร 2 กลมุ่ หลกั ไดแ้ ก่ ผพู้ กิ ารทางการเหน็ และผพู้ กิ าร 2555 และการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของคนพิการให้เข้า ทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย ส�ำหรับผู้พิการทางการเห็น ถึงหรือรับรู้และใช้ประโยชน์จากรายการของกิจการโทรทัศน์ หมายถึง คนปกติทสี่ ายตามองไมเ่ หน็ หรือมองเหน็ ไดอ้ ย่างจำ� กดั พ.ศ. 2559 รวมถึงแผนการจัดท�ำรายการของสถานีโทรทัศน์ ซึ่งมีหลายลักษณะและมีการก�ำหนดระดับความสามารถในการ ไทยพีบีเอส รายงานการก�ำหนดสัดส่วนผังรายการ เอกสาร มองเหน็ ทแ่ี ตกตา่ งกนั ออกไป โดยอาจแบง่ กวา้ งๆ เปน็ การตาบอด เก่ียวกับการวางผังรายการ และผังรายการของสถานีโทรทัศน์ เลือนราง และการตาบอดสนิท (กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพ ไทยพีบีเอส ชวี ติ คนพกิ ารแหง่ ชาต,ิ 2557) โดยบรกิ ารทจี่ ำ� เปน็ สำ� หรบั ผพู้ กิ าร กลมุ่ นก้ี ค็ อื บรกิ ารเสยี งบรรยายภาพ (Audio Description) สว่ น 2. การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผพู้ กิ ารทางการไดย้ นิ หรอื สอื่ ความหมายนนั้ หมายถงึ บคุ คลทสี่ ญู ผู้ให้ข้อมูลหลัก (key informants) ได้แก่ บุคลากรของสถานี เสยี สมรรถภาพทางการไดย้ นิ ตงั้ แตร่ ะดบั รนุ แรงจนถงึ ระดบั นอ้ ย โทรทัศน์ไทยพีบีเอสท่ีมีบทบาทและหน้าท่ีเก่ียวข้องกับการผลิต โดยแบ่งลักษณะความพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมายได้ บริการเพ่ือคนพิการ จ�ำนวน 10 คน ทั้งในระดับผู้บริหารและ ระดับปฏิบัติการ ประกอบด้วย

ปที ่ี 4 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม - สงิ หาคม 2564 63 - ผู้อ�ำนวยการส�ำนักรายการ ตัง้ “สภาผู้ชมและผฟู้ งั รายการ” ขึ้นเพื่อทำ� หน้าที่นำ� เสนอความ - ผ้จู ดั การฝา่ ยสนับสนนุ ยทุ ธศาสตรเ์ นื้อหา คิดเห็นเกี่ยวกับรายการและการด�ำเนินงานขององค์กร จึงท�ำให้ - ผู้จัดการฝ่ายระบบ MAM & Video Server (การ ไทยพีบีเอสได้ทราบเสียงสะท้อนและความต้องการของกลุ่มคน บรหิ ารจดั การทรพั ยส์ ินที่เปน็ สื่อดิจทิ ัล) พิการ และจัดให้มีบริการล่ามภาษามือเพ่ือสนองตอบต่อความ - เจ้าหน้าท่ีพัฒนาคุณภาพเนื้อหางานแปลอาวุโส ต้องการดงั กล่าว ด้านการแปล - เจ้าหนา้ ทย่ี ุทธศาสตรร์ ายการอาวโุ ส นอกจากบริการล่ามภาษามือเพื่อกลุ่มผู้พิการทางการ - เจ้าหนา้ ท่ีบรหิ ารงานทว่ั ไปอาวโุ ส ได้ยินแล้ว ในปี พ.ศ. 2559 หลังยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ - เจ้าหนา้ ทบ่ี รหิ ารผังรายการ โทรทัศนด์ ิจิทลั สถานีโทรทศั นไ์ ทยพบี ีเอสไดม้ ีการด�ำเนนิ การให้ - เจ้าหนา้ ทบี่ ริหารผงั รายการ วางผงั รายการ บรกิ ารเพม่ิ เตมิ อีก 2 ประเภท ไดแ้ ก่ บรกิ ารคำ� บรรยายแทนเสยี ง - เจ้าหนา้ ท่ีขอ้ มูลและประสานงาน (Closed Caption หรอื CC) ส�ำหรับผ้พู ิการทางการได้ยิน และ - เจ้าหน้าที่ผลติ บรกิ ารเพื่อคนพกิ าร บรกิ ารเสยี งบรรยายภาพ (Audio Description หรอื AD) สำ� หรบั ผู้ศึกษาน�ำข้อมูลท่ีได้จากการวิเคราะห์เอกสารและ ผู้พิการทางการมองเห็น ซ่ึงเป็นการตอบสนองต่อประกาศของ การสัมภาษณ์เชิงลึกข้างต้นมาน�ำเสนอแบ่งเป็น 2 ประเด็นตาม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการ วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย ได้แก่ การด�ำเนินงานในการใหบ้ รกิ าร โทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ดังท่ีผู้ให้ข้อมูลซ่ึงเป็นเจ้าหน้าที่ แกก่ ลมุ่ คนพกิ าร และขอ้ จำ� กดั ในการปฏบิ ตั งิ านในการใหบ้ รกิ าร ยทุ ธศาสตร์รายการอาวโุ ส อธิบายวา่ แกก่ ลุม่ คนพกิ าร ดงั ทีจ่ ะนำ� เสนอรายละเอยี ดในหวั ขอ้ ต่อไป “ประกาศท่ีทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง ผลการศกึ ษา กจิ การโทรทศั นแ์ ละกจิ การโทรคมนาคมแหง่ ชาติ ไดป้ ระกาศออก มากค็ อื เรอื่ งหลกั เกณฑแ์ ละวธิ กี ารอนญุ าตการใหบ้ รกิ ารกระจาย 1. การด�ำเนินงานของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสใน เสยี งหรอื โทรทัศน์ พ.ศ. 2555 ที่ว่าดว้ ยเรื่องขอบเขตและเงือ่ นไข การให้บรกิ ารแกก่ ลุ่มคนพกิ าร การอนุญาต ซ่ึงในข้อที่ (29) ได้ระบุว่า ผู้รับใบอนุญาตจะต้อง จัดให้มีการบริการส�ำหรับคนพิการ รวมไปถึงคนด้อยโอกาสใน 1.1 นโยบายและแนวทางในการดำ� เนนิ งานของสถานี สงั คมใหพ้ วกเขาสามารถเขา้ ถงึ บรกิ ารเหลา่ นนั้ ไดเ้ หมอื นกบั บคุ คล จากการศกึ ษาพบวา่ กลมุ่ คนพกิ ารเปน็ หนง่ึ ในกลมุ่ ผชู้ ม ทั่วไป” สมทบ เตมิ บุญบารมี (สมั ภาษณ์, 23 มนี าคม 2561) ทส่ี ถานโี ทรทศั นไ์ ทยพบี เี อสใหค้ วามสำ� คญั มานบั ตงั้ แตเ่ รม่ิ ตน้ ออก อากาศ ทง้ั นี้ การดำ� เนนิ งานดงั กลา่ วเปน็ แนวทางทสี่ ะทอ้ นมาจาก ท้ังนี้ ใน ปี พ.ศ. 2559 กสทช. ได้ออกประกาศเร่ือง พระราชบญั ญตั อิ งคก์ ารกระจายเสยี งและแพรภ่ าพสาธารณะแหง่ การสง่ เสรมิ และคมุ้ ครองสทิ ธขิ องคนพกิ ารใหเ้ ขา้ ถงึ หรอื รบั รแู้ ละ ประเทศไทย พ.ศ. 2551 ซงึ่ มกี ารระบวุ า่ จะต้องมกี ารสนบั สนนุ ใช้ประโยชน์จากรายการของกิจการโทรทัศน์ ซึ่งมีการก�ำหนด กลมุ่ ผ้ดู ้อยโอกาสในสังคม ท้งั น้ี ถึงแม้วา่ ในพระราชบัญญตั ฯิ จะ อยา่ งชดั เจนในเรอ่ื งสดั สว่ นการใหบ้ รกิ ารแกก่ ลมุ่ คนพกิ ารทสี่ ถานี ไมไ่ ดม้ กี ารระบเุ จาะจงถงึ กลมุ่ คนพกิ ารโดยตรง แตส่ ถานโี ทรทศั น์ โทรทัศน์ทุกช่องต้องด�ำเนินการ นั่นคือ ผู้รับใบอนุญาตจะต้อง ไทยพีบีเอสได้เล็งเห็นว่ากลุ่มคนพิการน้ันอยู่ในฐานะของกลุ่ม จัดท�ำบริการโทรทัศน์ประกอบด้วย บริการล่ามภาษามือ (SL) คนด้อยโอกาสท่ีจ�ำเป็นต้องได้รับบริการพิเศษโดยเฉพาะในแง่ ในสดั ส่วนรอ้ ยละ 5 หรือไม่น้อยกว่าวันละ 1 ช่ัวโมง บริการคำ� ของการรับรู้ข่าวสารและความบันเทิงจากส่ือมวลชน โดยสถานี บรรยายแทนเสียง (CC) ร้อยละ 40 หรือไม่น้อยกว่าวันละ 3 โทรทัศน์ไทยพีบีเอสได้เร่ิมจัดให้มีการให้บริการล่ามภาษามือ ชว่ั โมง และบรกิ ารเสยี งบรรยายภาพ (AD) รอ้ ยละ 5 หรอื ไมน่ อ้ ย (Sign Language หรอื SL) นบั ตงั้ แตช่ ว่ งแรกของการกอ่ ตงั้ สถานี กวา่ วนั ละ 1 ชวั่ โมง โดยกำ� หนดใหท้ กุ สถานเี รม่ิ ตน้ ดำ� เนนิ การตาม ในปี พ.ศ. 2551 นอกจากนั้น สำ� หรับท่มี าของการจดั ให้มบี รกิ าร สัดส่วนดงั กลา่ วตั้งแต่เดอื นกุมภาพนั ธ์ พ.ศ. 2563 เป็นตน้ ไป ซึ่ง ลา่ มภาษามอื นส้ี ว่ นหนงึ่ กย็ งั เกดิ มาจากกลไกของสถานที ม่ี กี ารจดั สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสนับเป็นสถานีแห่งแรกท่ีมีการเตรียม การและการเคลอื่ นไหวในการเรม่ิ ใหบ้ รกิ ารตามประกาศดงั กลา่ ว

64 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสอื่ สาร นอกเหนือไปจากกฎหมายและประกาศต่าง ๆ ท่ีเป็น การเขา้ ถงึ ของผพู้ กิ ารใหส้ ามารถเขา้ ถงึ เนอื้ หาและบรกิ ารของเรา ตวั กำ� หนดกรอบในการใหบ้ รกิ ารแกค่ นพกิ ารแลว้ สถานโี ทรทศั น์ ได้กเ็ ปน็ โครงการท่ีเราจา้ งคนมาท�ำ AD และ CC โดยเฉพาะ” ศุลี ไทยพีบีเอสยังได้มีการก�ำหนดแผนการจัดท�ำรายการเพื่อรองรับ พร ปฐมนพุ งศ์ (สมั ภาษณ,์ 4 พฤษภาคม 2561) การทำ� งานเพอ่ื ใหบ้ รกิ ารแกก่ ลมุ่ คนพกิ ารเอาไวอ้ ยา่ งชดั เจน โดย ในแผนการจัดท�ำรายการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพ อยา่ งไรกด็ ี เมอ่ื พจิ ารณาโครงสรา้ งขององคก์ รจะพบวา่ สาธารณะแหง่ ประเทศไทย (ส.ส.ท.) ประจ�ำปี พ.ศ. 2559 มีการ การใหบ้ รกิ ารแกก่ ลมุ่ คนพกิ ารนนั้ ยงั ไมม่ กี ารแยกออกมาเปน็ สว่ น ก�ำหนดกลยุทธ์ตา่ ง ๆ เอาไว้ 7 ข้อตามวสิ ัยทัศน์ พนั ธกจิ และ งานหรอื แผนกโดยเฉพาะ แตจ่ ะถกู สอดแทรกเอาไวใ้ นการปฏบิ ตั ิ วัตถุประสงค์ของสถานี โดยหนึ่งในน้ันคือกลยุทธ์เร่ือง “การใช้ งานตามสายงานทเี่ กยี่ วข้อง ได้แก่ ช่องทางเทคโนโลยีและการสื่อสารเพ่ือคนพิการ” หรือท่ีเรียก ว่า “Television for all” เพื่อนำ� ไปสู่การเขา้ ถึง รบั รู้ ถงึ ข้อมูล 1) สำ� นกั ข่าวและส�ำนักสอื่ สารและภาคสี ัมพนั ธ์ รบั ผิด ขา่ วสารและเนอ้ื หาทางโทรทศั นข์ องกลมุ่ คนพกิ ารใหเ้ ทยี บเทา่ กบั ชอบในสว่ นของการจดั จา้ งลา่ มภาษามอื ประจำ� วนั เพอ่ื แปลภาษา คนปกติทั่วไป ผู้จัดการฝ่ายสนับสนุนยุทธศาสตร์เน้ือหา กล่าว มือในรายการจบั ตาสถานการณ์ รายการข่าวเทยี่ ง และรายการ ถึงที่มาของกลยุทธ์น้วี า่ เปดิ บ้านไทยพบี เี อส “กลยทุ ธน์ เี้ ชอื่ มโยงกบั บทบาทของสอื่ สาธารณะทท่ี างยู 2) ส�ำนักรายการ มีหน้าท่ีในการผลิตการบริการเสียง เนสโก (UNESCO) ระบไุ ว้ นนั่ คอื ภารกจิ ของสอ่ื สาธารณะจะตอ้ ง บรรยายภาพ (AD) และค�ำบรรยายแทนเสยี ง (CC) ซึ่งในแต่ละ ท�ำอะไรประมาณ 4-5 ด้าน และก็มเี รื่องของ Universality ก็คือ ไตรมาสจ�ำนวนการให้บริการจะมีการเปล่ียนแปลงไป เช่น การเข้าถึงอย่างทว่ั ถึงอยา่ งหลากหลาย เพราะฉะน้นั ตวั Public ไตรมาสท่ี 2 ปี 2561 มีการใหบ้ รกิ ารทง้ั หมด 8 รายการ อาทิ Service กค็ อื Thai PBS ทีเ่ ป็นบริการสาธารณะกต็ ้องคำ� นึงถึง ละครเร่ืองมอม และรายการสารคดีกนิ อยคู่ อื เปน็ ตน้ ในแง่ของ Content ในการเข้าถงึ กลุ่มคนทีเ่ ป็นคนพกิ าร กบั ใน แง่ของการเข้าถึงในเชิงของเทคโนโลยี อย่างการเข้าถึงทางด้าน 1.2 ข้ันตอนการด�ำเนินการเพ่ือผลิตบริการแต่ละ Content ทาง Thai PBS กท็ �ำหน้าทนี่ ้มี าต้งั แต่ตอนเปิดสถาน”ี ประเภท สชุ าดา ภทู่ องค�ำ (สัมภาษณ,์ 13 มนี าคม 2561) การด�ำเนินงานและการผลิตบริการต่าง ๆ แก่กลุ่มคน ผูอ้ ำ� นวยการส�ำนกั รายการ ใหร้ ายละเอยี ดเพิม่ เตมิ ว่า พิการนน้ั ประกอบด้วยขัน้ ตอนหลกั ๆ ดังนี้ “ในส่วนของการให้บริการเพื่อคนพิการก็เป็นส่วน สำ� คญั ทอี่ ยใู่ นแผนบรหิ ารกจิ การดา้ นเนอ้ื หาและ ชอ่ งทางบรกิ าร 1) การประชมุ เพอ่ื ระดมความคดิ และการบรรจรุ ายการ เป็นเร่ืองของการวางกลยุทธ์ในเรื่องของการเข้าถึงผู้รับสารและ ลงผังตามแผนยุทธศาสตร์ สว่ นการเข้าถงึ ของผ้รู ับสารทห่ี ลากหลายและท่ัวถึง ทางไทยพบี ี เอสให้ความสำ� คัญกับเรอื่ งน้ีมาตัง้ แตต่ น้ แลว้ ย่งิ การเข้าถึงของผู้ สถานีไทยพีบีเอสจะมีวาระการประชุมยุทธศาสตร์ พกิ ารและผดู้ อ้ ยโอกาสแลว้ กจ็ ะไปสอดรบั กบั ประกาศของ กสทช. ข่าวและรายการเพื่อระดมความคิดในเรื่องของการวางแผนผลิต ในเรอ่ื งของการใหบ้ รกิ ารผพู้ กิ ารทง้ั ทเี่ ปน็ ผพู้ กิ ารดา้ นสายตาเราทำ� รายการทุก ๆ 3 เดือนใหต้ รงตามแผนบรหิ ารกิจการ ซ่ึงเปน็ การ Audio Description กค็ อื AD เปน็ สถานแี รกทใี่ หบ้ รกิ ารดา้ น AD ประชุมเพื่อระดมความคิดจากคณะกรรมการบริหารและผู้ แลว้ กใ็ นเรอ่ื งของ Closed Caption และลา่ มภาษามอื ... ในแผน ปฏบิ ตั งิ านในทกุ ๆ สว่ นทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกับการผลติ รายการ รวมถงึ บริหารกิจการได้ก�ำหนดถึงการให้ความส�ำคัญกับกลุ่มเป้าหมาย เพอื่ ควบคุมและดูแลเนอ้ื หาสาระตา่ ง ๆ ของรายการให้ตรงตาม ท่ีต้องการความพิเศษในการรับชม เช่น ความบกพร่องทางการ สัดส่วนท่ีมีการตั้งไว้ ซึ่งหนึ่งในวาระการประชุมก็คือการผลิต ได้ยิน การฟัง มโี ครงการสนับสนุนดา้ นการจดั ทำ� CC มนั ก็จะอยู่ เน้อื หาเพ่ือบริการแกก่ ลุ่มคนพิการ ในแผนการบรหิ ารกจิ การดว้ ย เรามกี ารทำ� งบประมาณในเรอื่ งของ หลังจากที่มีการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับรูปแบบ รายการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการบริหารของสถานี โทรทัศน์ไทยพีบีเอสจะลงมติอนุมัติผังรายการเพ่ือให้ฝ่าย ยุทธศาสตร์รายการด�ำเนินการรับผิดชอบในการสรุปผังรายการ ใหอ้ อกมาในรปู แบบของผงั รายการไตรมาส ผงั รายการรายเดอื น และผังรายการรายวัน ท่ีจะแสดงถึงช่วงระยะของวันและเวลา

ปที ี่ 4 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม - สงิ หาคม 2564 65 ที่ออกอากาศของรายการต่าง ๆ รวมไปถึงการแสดงสัญลักษณ์ เสียงจะแบ่งประเภทรายการออกเป็น 2 ลักษณะคือ รายการ ต่าง ๆ ในรายการท่ีจะน�ำมาสร้างช่องทางในการให้บริการแก่ ภายในประเทศ และรายการต่างประเทศ ซ่ึงส่วนใหญ่แล้ว กลุ่มคนพิการ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอ รายการท่ีไทยพีบีเอสน�ำมาผลิตบริการประเภทนี้ในปัจจุบันจะ สที่มีความเกี่ยวข้องกับการด�ำเนินงานทราบว่าในแต่ละไตรมาส เป็นรายการต่างประเทศเสียส่วนใหญ่ ส�ำหรับการด�ำเนินงาน จะมีรายการประเภทใดบ้างท่ีจะน�ำเสนอให้กับประชาชนท่ัวไป นั้นจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับการผลิตบริการเสียงบรรยายภาพ รวมไปถึงรายการท่จี ะมีการให้บรกิ ารแกก่ ลมุ่ คนพกิ ารได้รับชม โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาผลผลิตรายการจะต้องประสานงานกับ เจา้ หนา้ ทรี่ ายการตา่ งประเทศเพอื่ ทจ่ี ะนำ� รายการมาทำ� การแปล เมื่อผ่านขั้นตอนการประชุมเพ่ือระดมความคิดและ ซงึ่ งานแปลจะเปน็ ในสว่ นของการจา้ งผผู้ ลติ ภายนอกแปลเนอ้ื หา มีการอนุมัติบรรจุรายการลงผังตามแผนยุทธศาสตร์เรียบร้อย รายการมาให้ และฝ่ายพัฒนาผลผลิตรายการน�ำมาท�ำการตรวจ แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการแจกจ่ายในส่วนของงบประมาณตาม สอบอกี ครง้ั กอ่ น เมอื่ การใสค่ ำ� บรรยายแทนเสยี งในรายการเสรจ็ สัดส่วนรายการ รวมถึงงบประมาณในส่วนของการผลิตบริการ สนิ้ จะสง่ ตอ่ ใหฝ้ า่ ยตรวจคณุ ภาพและจดั การเนอ้ื หารายการตรวจ แก่กลุ่มคนพกิ ารด้วย สอบความเรียบรอ้ ยเพื่อเตรยี มออกอากาศ 2) การดำ� เนนิ การผลิตการบรกิ ารแก่คนพกิ าร การให้บริการล่ามภาษามือ (SL) เป็นการท�ำงานท่ี ในการผลิตบริการแต่ละประเภท ได้แก่ บริการเสียง เก่ียวข้องกันระหว่าง เจ้าหน้าท่ีข้อมูลและประสานงาน ส�ำนัก บรรยายภาพ (AD) คำ� บรรยายแทนเสียง (CC) และ บริการลา่ ม ส่ือสารและภาคีสัมพันธ์ เจ้าหน้าท่ีสนับสนุนการบริหารส�ำนัก ภาษามือ (SL) น้ัน จะมขี ้นั ตอนการด�ำเนนิ งานแตกต่างกนั คอื ข่าว และล่ามภาษามือจากสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย การใหบ้ รกิ ารเสยี งบรรยายภาพ (AD) เป็นการทำ� งาน โดยไทยพีบีเอสจะท�ำสัญญาว่าจ้างล่ามภาษามือจากสมาคมคน ทเ่ี กย่ี วข้องกันระหวา่ ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาผลผลติ รายการ นัก หหู นวกแหง่ ประเทศไทยมาทำ� การแปลภาษามอื ในรายการตา่ ง ๆ พากย์ เจ้าหนา้ ทเ่ี สียง และเจา้ หนา้ ท่ีตรวจสอบคณุ ภาพรายการ ซง่ึ จะมกี ารนดั ลา่ มไวล้ ว่ งหนา้ ตามสญั ญาวา่ จา้ งวา่ จะมกี ารถา่ ยทำ� โดยหลงั จากทมี่ กี ารกำ� หนดวา่ รายการใดจะนำ� มาผลติ บรกิ ารเสยี ง รายการในวนั ไหน มถี า่ ยเมอ่ื ไหร่ และจะตอ้ งมกี ารอธบิ ายเนอื้ หา บรรยายภาพแล้ว เจ้าหน้าท่ีฝ่ายพัฒนาผลผลิตรายการจะมีการ รายการครา่ ว ๆ ก่อนว่ารายการในแต่ละตอนนั้นจะกลา่ วถึงเรือ่ ง ด�ำเนินงานต่อในเรอ่ื งของการเขียนบท เมอื่ ทำ� การเขยี นบทเสร็จ อะไรเพอ่ื ใหล้ า่ มภาษามอื ไดเ้ ตรยี มตวั กอ่ นทำ� การออกอากาศจรงิ หัวหน้างานฝ่ายพัฒนาผลผลิตรายการจะเป็นผู้ตรวจบทอีกครั้ง ส�ำหรับรายการจับตาสถานการณ์และรายการข่าวเที่ยงนั้นล่าม ก่อนท่ีจะทำ� การพากย์เสยี ง เมอื่ ตรวจบทครบถว้ นขั้นตอนตอ่ ไป ภาษามือจะท�ำหน้าท่ีแปลภาษามืออยู่ในระหว่างที่รายการก�ำลัง จะเป็นการให้นักพากย์เป็นผู้ลงเสียงโดยเจ้าหน้าที่เสียงจะเป็นผู้ ออกอากาศ ณ ขณะนน้ั แตส่ �ำหรับรายการเปิดบ้านไทยพีบเี อส บันทึกเสียงของนักพากย์ลงไปในรายการท่ีน�ำมาใช้ผลิตบริการ ล่ามภาษามือจะท�ำหน้าที่แปลภาษามือระหว่างท่ีมีการถ่ายท�ำ เสียงบรรยายภาพ เมื่อเสร็จแล้วเจ้าหน้าท่ีจะส่งกลับมายังฝ่าย รายการเสรจ็ สน้ิ และเจา้ หนา้ ทต่ี ดั ตอ่ จะนำ� ภาพของลา่ มภาษามอื พัฒนาผลผลิตรายการเพ่ือท�ำการตรวจเสียงพากย์กับบทอีกครั้ง ไปฝังไวใ้ นเนอื้ ของรายการ โดยภาพของลา่ มภาษามือจะปรากฏ หากไมม่ ขี อ้ ผดิ พลาดฝา่ ยพฒั นาผลผลติ รายการจะสง่ มอบรายการ อยทู่ ีต่ ำ� แหน่งมมุ จอด้านขวาล่างตามท่ี กสทช. ก�ำหนด ท่ีมีการให้บริการเสียงบรรยายภาพไปยังฝ่ายตรวจคุณภาพและ จัดการเนื้อหารายการเพ่ือท�ำการตรวจพิจารณารายการให้ตรง 2. ขอ้ จำ� กดั ในการดำ� เนนิ งานในการใหบ้ รกิ ารแกก่ ลมุ่ ตามจริยธรรมขององค์กร รวมไปถึงการตรวจด้านเทคนิคภาพ คนพกิ ารของสถานีโทรทศั น์ไทยพบี ีเอส และเสียง เพื่อรอการเผยแพร่ออกอากาศต่อไป การใหบ้ รกิ ารคำ� บรรยายแทนเสยี ง (CC) เปน็ การทำ� งาน 2.1 การบริหารจดั การบุคลากร ท่ีเก่ยี วข้องกันระหว่าง เจ้าหนา้ ที่ฝา่ ยพัฒนาผลผลติ รายการ เจา้ จากการศึกษาโครงสร้างอตั ราก�ำลังบุคลากรของสถานี หน้าที่ฝ่ายรายการต่างประเทศ เจ้าหน้าท่ีตัดต่อ และเจ้าหน้าที่ โทรทศั นไ์ ทยพบี เี อส พบวา่ มขี อ้ จำ� กดั ในเรอ่ื งของจำ� นวนบคุ ลากร ตรวจสอบคณุ ภาพรายการ โดยการจดั ทำ� บรกิ ารคำ� บรรยายแทน ทำ� ใหก้ ารปฏบิ ตั งิ านในการใหบ้ รกิ ารแกก่ ลมุ่ คนพกิ ารยงั ไมส่ ามารถ ทำ� ไดอ้ ยา่ งเตม็ ทนี่ กั โดยแมว้ า่ ในปจั จบุ นั งานหลายสว่ น เชน่ การ

66 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสอ่ื สาร แปลเนอ้ื หาและภาพออกมาเปน็ ตวั หนงั สอื เพอ่ื ทำ� AD และ CC จะ แบบธรรมดาไปกอ่ น แลว้ จงึ คอ่ ยนำ� มาผลติ AD และ CC เพอ่ื ออก มกี ารจา้ งบคุ คลภายนอกดำ� เนนิ การ แตพ่ นกั งานของสถานเี องกจ็ ะ อากาศอกี ครงั้ ทหี ลงั ตอ้ งมหี นา้ ทรี่ บั ผดิ ชอบในการตรวจสอบกอ่ นนำ� ออกอากาศ ซงึ่ ใน ปจั จบุ นั มบี คุ ลากรทท่ี ำ� หนา้ ทใี่ นสว่ นนไ้ี มม่ ากนกั นอกจากนนั้ เจา้ 2.4 งบประมาณในการดำ� เนนิ งาน หนา้ ทหี่ ลายคนยงั ไดส้ ะทอ้ นวา่ งานในสว่ นนจ้ี ำ� เปน็ ตอ้ งอาศยั ผทู้ มี่ ี เนอ่ื งจากการผลติ บรกิ ารแกค่ นพกิ ารของสถานโี ทรทศั น์ ความรแู้ ละประสบการณเ์ ฉพาะดา้ น ดงั นนั้ ทางสถานจี งึ ควรตอ้ งมี ไทยพบี เี อสยงั ไมไ่ ดม้ กี ารแยกสว่ นงานออกมาเปน็ เอกเทศ แตอ่ ยู่ การพฒั นาบคุ ลากรทจี่ ะสามารถทำ� งานในสว่ นนไ้ี ดใ้ หม้ จี ำ� นวนเพมิ่ ภายใตง้ านของฝา่ ยผลติ และพฒั นาเนอื้ หา ทำ� ใหไ้ มม่ งี บประมาณ มากขนึ้ โดยเฉพาะเมอ่ื ถงึ กำ� หนดเวลาตามประกาสของ กสทช. ท่ี เฉพาะของตนเอง และการดำ� เนนิ งานผลติ บรกิ ารเหลา่ นเ้ี ปน็ การ จะตอ้ งมกี ารผลติ การใหบ้ รกิ ารใหไ้ ดต้ ามสดั สว่ นทกี่ ำ� หนดไว้ ดงั ท่ี จดั ทำ� โครงการขนึ้ เพอ่ื เสนออนมุ ตั เิ ปน็ รายปงี บประมาณ จงึ ทำ� ให้ เจา้ หนา้ ทพี่ ฒั นาคณุ ภาพเนอื้ หางานแปลอาวโุ ส กลา่ ววา่ บางครง้ั นำ� ไปสขู่ อ้ จำ� กดั ในการทำ� งาน ดงั ทเี่ จา้ หนา้ ทย่ี ทุ ธศาสตร์ รายการอาวโุ สใหข้ อ้ มลู วา่ “ในอนาคตขา้ งหน้ามนั ตอ้ งทำ� เยอะกวา่ น้ี และต้องท�ำ “จากขอ้ กำ� หนดและระเบยี บทที่ าง กสทช. ไดก้ ำ� หนด ตามสดั สว่ นทเี่ ขาประกาศมา ... ซงึ่ พอมนั เพมิ่ ขน้ึ เยอะ ๆ เราจะทำ� มา สง่ ผลให้ Thai PBS ตอ้ งวางแผนจดั สรรงบประมาณเพอ่ื การ ทนั ไหม ดงั นน้ั คดิ วา่ มนั ควรจะมคี นปฏบิ ตั งิ านเยอะกวา่ น”้ี พชั รา ผลติ AD และ CC เปน็ ครง้ั แรกในปี 2561 และตอ้ งเพม่ิ ขน้ั ตอนใน กร สมศรี (สมั ภาษณ,์ 4 เมษายน 2561) กระบวนการผลติ และตรวจพจิ ารณากอ่ นออกอากาศทจี่ ะสง่ ผล ตอ่ งบประมาณทเี่ พมิ่ มากขน้ึ ” (สมั ภาษณ์ 23 มนี าคม 2561) เชน่ 2.2 ปจั จยั ดา้ นเทคนคิ เดียวกับผู้อ�ำนวยการส�ำนักรายการที่กล่าวเพ่ิมเติมว่า “เรามีข้อ แมว้ า่ สถานโี ทรทศั นไ์ ทยพบี เี อสมเี ครอื่ งมอื และอปุ กรณท์ ่ี จำ� กดั หลายอยา่ งโดยเฉพาะงบประมาณ เราเปน็ งบประมาณสน้ิ สดุ เกย่ี วขอ้ งกบั การปฏบิ ตั งิ านในการผลติ การบรกิ ารตา่ ง ๆ เพอ่ื กลมุ่ ในแตล่ ะปี มนั ไมใ่ ชง่ บทส่ี ามารถวางเปน็ Project ขา้ มปไี ด”้ สมทบ คนพกิ าร แตย่ งั พบขอ้ จำ� กดั ในดา้ นของระบบโปรแกรมทใี่ ชซ้ ง่ึ ยงั เตมิ บญุ บารมี (สมั ภาษณ,์ 4 พฤษภาคม 2561) จำ� เปน็ ตอ้ งมกี ารพฒั นาใหส้ มบรู ณม์ ากขนึ้ ไมว่ า่ จะเปน็ ในแงก่ าร 2.5 ขอ้ กำ� หนดของ กสทช. ซง่ึ เปน็ กรอบในการทำ� งาน ปรบั ปรงุ ระบบใหม้ คี วามทนั สมยั อยเู่ สมอเพอ่ื รองรบั การทำ� งานที่ ของผผู้ ลติ เพม่ิ มากขนึ้ หรอื ในการจดั ทำ� บรกิ ารบางประเภทซงึ่ มกี ารวา่ จา้ ง ขอ้ กำ� หนดในเรอื่ งสดั สว่ นการใหบ้ รกิ ารแกค่ นพกิ ารของ คนภายนอกใหเ้ ปน็ ผผู้ ลติ เชน่ การแปลคำ� บรรยายแทนเสยี ง (CC) กสทช. นั้น ในแง่หนึ่งส่งผลให้เกิดความกดดันต่อผู้รับผิดชอบ ซง่ึ โปรแกรมทใ่ี ชใ้ นองคก์ รเปน็ โปรแกรมเฉพาะ ทำ� ใหเ้ มอื่ ผแู้ ปลสง่ การผลติ โดยเฉพาะเมอ่ื อยภู่ ายใตข้ อ้ จำ� กดั ทง้ั ในแงบ่ คุ ลากร งบ งานมาใหท้ างไทยพบี เี อสกไ็ มส่ ามารถจะนำ� งานนนั้ มาใชไ้ ดท้ นั ที แต่ ประมาณ และระยะเวลาการทำ� งานดงั ทกี่ ลา่ วถงึ ไปแลว้ นอกจาก ตอ้ งมกี ารปรบั หรอื แกไ้ ขเพอื่ ใหเ้ ขา้ กบั โปรแกรมทสี่ ถานใี ช้ สง่ ผลให้ นน้ั ในอกี แงห่ นงึ่ กด็ เู หมอื นวา่ รายการที่ กสทช. เนน้ ใหท้ างสถานี มขี นั้ ตอนการทำ� งานและเสยี เวลาเพม่ิ ขน้ึ โทรทศั นใ์ หบ้ รกิ ารแกก่ ลมุ่ ผพู้ กิ ารนน้ั จะเปน็ รายการสารประโยชน์ 2.3 ความจำ� กดั ของเวลา มากกว่ารายการบันเทิง ซึ่งแม้รายการประเภทนี้จะจ�ำเป็นต่อผู้ ในการผลิตบริการเพ่ือคนพิการ โดยเฉพาะการจัดท�ำ พกิ าร แตท่ งั้ นี้ คนพกิ ารกม็ คี วามตอ้ งการเสพความบนั เทงิ เชน่ เดยี ว บรกิ ารเสยี งบรรยายภาพ (AD) และบรกิ ารคำ� บรรยายแทนเสยี ง กบั คนทว่ั ๆ ไป เจา้ หนา้ ทพ่ี ฒั นาคณุ ภาพเนอ้ื หางานแปลอาวโุ สให้ (CC) นนั้ เปน็ งานทต่ี อ้ งใชร้ ะยะเวลาพอสมควร และตอ้ งอาศยั ผทู้ ่ี ความเหน็ วา่ มคี วามรแู้ ละความเขา้ ใจเฉพาะดา้ นในการทำ� งานสว่ นนซี้ ง่ึ ยงั มไี ม่ “ทางเราก็อยากรู้ว่าคนตาบอด คนหูหนวกอยากดู มากนกั ในปจั จบุ นั สง่ ผลใหเ้ กดิ ความกระชน้ั ในการทำ� งาน หลาย รายการประเภทไหน ทางเรากอ็ ยากใหค้ นพกิ ารโหวตมาวา่ อยากดู ครั้งผู้ปฏิบัติงานต้องเร่งรีบในการปฏิบัติงานเพ่ือให้ทันกับระยะ รายการอะไรของไทยพบี เี อส ซง่ึ จรงิ ๆ แลว้ มนั อยตู่ รงทว่ี า่ กสทช. เวลาในการแพรภ่ าพออกอากาศ โดยในปจั จบุ นั การผลติ บรกิ าร เขาประกาศว่ารายการที่จะต้องท�ำ AD CC อะไรตรงนี้มันต้อง เหลา่ นยี้ งั ไมส่ ามารถทำ� ระบบผลติ ลว่ งหนา้ ได้ เนอื่ งจากขอ้ จำ� กดั เป็นรายการสารประโยชน์ก่อนเขาถึงจะนับชั่วโมงให้เรา แต่เท่า หลายประการ ทำ� ใหห้ ลายรายการตอ้ งใชว้ ธิ กี ารออกอากาศเปน็

ปที ี่ 4 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2564 67 ท่ีรู้มาคือคนพิการเขาก็เหมือนคนปกติที่อยากดูอะไรท่ีเป็นความ ใหบ้ รกิ ารแกก่ ลมุ่ คนพกิ ารมาตัง้ แตม่ ีการกอ่ ตั้งสถานี อยา่ งไรก็ดี บนั เทงิ ” พชั รากร สมศรี (สมั ภาษณ์ 4 เมษายน 2561) เนื่องจากการด�ำเนินงานเพ่ือให้บริการแก่กลุ่มคนพิการน้ันเร่ิมที่ จะมคี วามเคลอ่ื นไหวชดั เจนแคเ่ พยี งไมก่ ป่ี ที ผ่ี า่ นมานี้ คอื หลงั จาก อภปิ รายผล ทค่ี ณะกรรมการกจิ การกระจายเสยี ง กจิ การโทรทศั นแ์ ละกจิ การ โทรคมนาคมแหง่ ชาติ (กสทช.) ไดอ้ อกประกาศเรอ่ื งการสง่ เสรมิ การดำ� เนนิ งานเพอื่ ใหบ้ รกิ ารแกก่ ลมุ่ คนพกิ ารของสถานี และคมุ้ ครองสทิ ธขิ องคนพกิ ารใหเ้ ขา้ ถงึ หรอื รบั รแู้ ละใชป้ ระโยชน์ โทรทศั นไ์ ทยพบี เี อสสะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ ความเปน็ องคก์ รสอื่ สาธารณะ จากรายการของกจิ การโทรทศั น์ พ.ศ. 2559 ทำ� ใหส้ ถานไี ทยพบี เี อ ที่มีการเปิดโอกาสให้กับกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและกลุ่มคนพิการให้ สยงั ไมไ่ ดม้ กี ารปรบั โครงสรา้ งองคก์ รเพอ่ื รองรบั การปฏบิ ตั งิ านดา้ น สามารถเขา้ ถงึ สอ่ื ไดเ้ ทยี บเทา่ กบั คนปกตทิ ว่ั ไป ซง่ึ แตกตา่ งจากสอื่ นอี้ ยา่ งชดั เจนมากเทา่ ไรนกั โดยพะยอม วงศส์ ารศรี (อา้ งถงึ ใน พทั ธ เชิงพาณิชย์อื่น ๆ ที่ไม่ค่อยให้ความสนใจคนกลุ่มน้ีมากนัก การ นนั ท์ วเิ ศษสมวงศ,์ 2551) กลา่ ววา่ โครงสรา้ งขององคก์ รมสี ว่ นชว่ ย ด�ำเนินงานของสถานีน้ีสอดคล้องกับแนวคิดพ้ืนฐานเกี่ยวกับสื่อ เหลอื และสนบั สนนุ ใหง้ านในองคก์ รสามารถดำ� เนนิ การตอ่ ไปไดด้ ว้ ย สาธารณะทค่ี วรทำ� หนา้ ทเี่ ปน็ สอื่ เพอื่ ประโยชนข์ องประชาชนทกุ ดี และจะเปน็ ตวั ชว่ ยใหบ้ คุ ลากรในองคก์ รทราบถงึ บทบาทหนา้ ท่ี คนในประเทศ ขณะท่ีสื่อเชิงพาณิชย์มีจุดหมายเพื่อการค้าและ ของผอู้ น่ื ทมี่ คี วามเกย่ี วขอ้ ง จากแนวคดิ ดงั กลา่ วสามารถสะทอ้ น แสวงหารายไดเ้ ปน็ หลกั นอกจากนย้ี งั สอดคลอ้ งกบั แนวคดิ พน้ื ฐาน ไดว้ า่ สถานโี ทรทศั นไ์ ทยพบี เี อสควรมกี ารเพมิ่ เตมิ ในเรอ่ื งของการ เกย่ี วกบั สอ่ื สาธารณะตามที่ World Radio Television Council กำ� หนดนโยบาย และปรับโครงสร้างขององคก์ รให้เหน็ ได้ชดั เจน (อา้ งถงึ ใน ฐติ นิ นั ท์ พงษส์ ทุ ธริ กั ษ์ และ วรี ะยทุ ธ กาญจนช์ ฉู ตั ร, ในเรอ่ื งของการใหบ้ รกิ ารแกก่ ลมุ่ คนพกิ ารเพอื่ ใหก้ ารดำ� เนนิ งานมี 2546) ได้ก�ำหนดนิยามและหลักการของส่ือสาธารณะในแง่ของ ความชดั เจนและมปี ระสทิ ธภิ าพยง่ิ ขนึ้ หลกั การพนื้ ฐาน (Principles) ทสี่ อ่ื สาธารณะควรยดึ ถอื คอื การ เขา้ ถงึ ประชาชนทกุ คน (Universality) โดยสถานโี ทรทศั นไ์ ทยพบี ี สถานโี ทรทศั นไ์ ทยพบี เี อสมกี ารผลติ ผลงานในรปู แบบ เอสมกี ารสง่ เสรมิ เสรภี าพในการรบั รขู้ อ้ มลู ขา่ วสารเพอ่ื สรา้ งสงั คม ของรายการโทรทศั นป์ ระเภทรายการขา่ ว สารประโยชน์ และสาระ ทเ่ี ปน็ ประชาธปิ ไตย สง่ เสรมิ การปฏบิ ตั ติ อ่ กนั อยา่ งเสมอภาคเทา่ บนั เทงิ โดยในสว่ นการใหบ้ รกิ ารแกก่ ลมุ่ คนพกิ ารนน้ั มบี รกิ าร 3 เทยี มกนั ในเรอ่ื งของการใหช้ อ่ งทางการเขา้ ถงึ ขอ้ มลู ขา่ วสาร รวม ประเภท ประกอบดว้ ย การใหบ้ รกิ ารลา่ มภาษามอื (Sign Lan- ไปถึงการไม่ทอดท้ิงกลุ่มผู้ด้อยโอกาสและกลุ่มคนพิการในสังคม guage) การใหบ้ รกิ ารคำ� บรรยายแทนเสยี ง (Closed Caption) โดยแนวคิดน้ีก็สอดคล้องกับแนวคิดการออกแบบเพ่ือคนท้ังมวล และการใหบ้ รกิ ารเสยี งบรรยายภาพ (Audio Description) ทงั้ นี้ ถงึ (Universal Design) ซงึ่ มคี วามสำ� คญั อยทู่ ว่ี า่ ไมใ่ ชเ่ ปน็ เพยี งแค่ แมว้ า่ สถานไี ทยพบี เี อสจะเปน็ สถานแี หง่ แรก ๆ ทเี่ รมิ่ ตน่ื ตวั ในการ เรอ่ื งของการตอบสนองตอ่ กลมุ่ ผพู้ กิ ารเทา่ นนั้ แตห่ มายถงึ การมไี ว้ ผลติ บรกิ ารแกก่ ลมุ่ คนพกิ าร โดยเฉพาะการผลติ บรกิ ารคำ� บรรยาย รองรบั คนทกุ คน ดงั ที่ สญั ชยั สนั ตเิ วส และ นธิ วิ ดี ทองปอ้ ง (2560) แทนเสยี ง และการใหบ้ รกิ ารเสยี งบรรยายภาพ แตก่ ารดำ� เนนิ งาน ช้ีว่า เพราะทุกคนย่อมมสี ิทธทิ ี่จะเกิดความพิการไดจ้ ากเหตุท่ีไม่ ในสว่ นนย้ี งั คอ่ นขา้ งเปน็ สงิ่ ใหมใ่ นแวดวงผผู้ ลติ สอ่ื ของไทย ทำ� ให้ คาดคดิ การออกแบบเพือ่ คนทั้งมวลจงึ เปน็ การออกแบบเพือ่ ตวั ยังมีข้อจ�ำกัดหลายประการ อาทิ ความรู้และความช�ำนาญของ เราเองในอนาคตดว้ ย บคุ ลากร และความพอเพยี งของงบประมาณและความพรอ้ มของ ทรพั ยากรตา่ ง ๆ ทจ่ี ำ� เปน็ ตอ่ การปฏบิ ตั งิ านใหไ้ ดป้ ระสทิ ธภิ าพ ซงึ่ สถานโี ทรทศั นไ์ ทยพบี เี อสเปน็ สอ่ื สาธารณะแหง่ แรกของ น�ำไปสู่ความกดดันของสถานีและผู้ปฏิบัติงานที่จะต้องผลิตการ ประเทศไทยจงึ มกี ารบรหิ ารจดั การองคก์ ร นโยบาย วตั ถปุ ระสงค์ บรกิ ารใหแ้ กก่ ลมุ่ ผพู้ กิ ารตามสดั สว่ นท่ี กสทช. กำ� หนด แนน่ อนวา่ และแนวทางการด�ำเนินงานท่ีชัดเจนในส่วนของการด�ำเนินงาน แนวคดิ การกำ� หนดสดั สว่ นการใหบ้ รกิ ารแกผ่ พู้ กิ ารนนั้ เปน็ สงิ่ ทดี่ ี เพอื่ ประโยชนส์ าธารณะซงึ่ ถกู กำ� หนดโดยพระราชบญั ญตั อิ งคก์ าร แตก่ ค็ วรจะมกี ารสนบั สนนุ จากหนว่ ยงานรฐั หรอื องคก์ รทเ่ี กยี่ วขอ้ ง กระจายเสยี งและแพรภ่ าพสาธารณะแหง่ ประเทศไทย พ.ศ. 2551 หรอื มกี ารแลกเปลยี่ นทงั้ ในแงอ่ งคค์ วามรแู้ ละทรพั ยากรระหวา่ งผู้ ทงั้ น้ี แมว้ า่ จะไมไ่ ดม้ กี ารระบเุ จาะจงถงึ คำ� วา่ กลมุ่ คนพกิ าร ไวใ้ น ประกอบการสถานโี ทรทศั นต์ า่ ง ๆ พ.ร.บ. ดงั กลา่ ว แตส่ ถานไี ทยพบี เี อสกม็ กี ารมงุ่ ดำ� เนนิ งานในการ

68 วารสารสหวิทยาการสงั คมศาสตร์และการส่อื สาร ประเดน็ สำ� คญั อกี ประเดน็ หนงึ่ เกย่ี วกบั การใหบ้ รกิ ารเพอื่ จำ� กดั ตา่ ง ๆ ทสี่ ง่ ผลตอ่ การใหบ้ รกิ าร ซง่ึ สถานคี วรมกี ารพจิ ารณา เขา้ ถงึ เนอื้ หาสอื่ ของกลมุ่ ผพู้ กิ ารคอื การทผ่ี ผู้ ลติ ควรตอ้ งคำ� นงึ ถงึ อยา่ งจรงิ จงั เพอื่ ปรบั ปรงุ ใหก้ ารดำ� เนนิ งานมปี ระสทิ ธภิ าพมากยงิ่ ขน้ึ ความตอ้ งการของผรู้ บั สารทเี่ ปน็ ผพู้ กิ ารดว้ ย เนอื่ งจากมกี ารศกึ ษา และทสี่ ำ� คญั คอื ควรจะมกี ารเผยแพรป่ ระสบการณห์ รอื สง่ิ ทอ่ี งคก์ ร หลายชนิ้ ทสี่ ะทอ้ นใหเ้ หน็ วา่ กลมุ่ คนพกิ ารยงั ไมไ่ ดร้ บั บรกิ ารทต่ี รง ไดเ้ รยี นรจู้ ากการดำ� เนนิ งานทผี่ า่ นมาไปสสู่ ถานโี ทรทศั นห์ รอื ผผู้ ลติ ความตอ้ งการมากนกั (ศวิ นารถ หงษป์ ระยรู , 2558; ภทั ทริ า กลน่ิ สอื่ อน่ื ๆ เพอื่ ทำ� ใหส้ ถานการณค์ วามเหลอ่ื มลำ้� ในการเขา้ ถงึ สอ่ื ของ เลขา, 2557) ไมว่ า่ จะเปน็ ในแงเ่ นอ้ื หาทอี่ าจตอ้ งมกี ารใหบ้ รกิ ารที่ ผพู้ กิ ารในสงั คมไทยพฒั นาไปในทศิ ทางทดี่ ขี นึ้ ในเรว็ วนั หลากหลายมากขน้ึ ทงั้ เนอ้ื หาทเ่ี ปน็ สารประโยชน์ และเนอื้ หาทใี่ ห้ ความบนั เทงิ และความสนกุ สนานผอ่ นคลาย รวมทง้ั ในแงร่ ปู แบบ ขอ้ เสนอแนะ หรอื เทคนคิ การนำ� เสนอ เชน่ ในการใหบ้ รกิ ารลา่ มภาษามอื ทย่ี งั มี ขอ้ จำ� กดั ในเรอ่ื งของขนาดจอลา่ มทม่ี ขี นาดทเี่ ลก็ และรายการทม่ี ี 1. ควรมกี ารศกึ ษาเกย่ี วกบั ความตอ้ งการของกลมุ่ ผชู้ มที่ จอลา่ มภาษามอื คอ่ นขา้ งนอ้ ย หรอื การใหบ้ รกิ ารคำ� บรรยายแทน เปน็ คนพกิ ารทางดา้ นการมองเหน็ และการไดย้ นิ ในแงค่ วามตอ้ งการ เสยี ง ซงึ่ มกี ารศกึ ษาทรี่ ะบวุ า่ มขี อ้ จำ� กดั ในการใชภ้ าษาและการใช้ ดา้ นเนอื้ หารายการ ซงึ่ จะสามารถนำ� ไปสกู่ ารพฒั นาการใหบ้ รกิ าร ไวยากรณใ์ นการใหบ้ รกิ ารดงั กลา่ ว เนอ่ื งจากผปู้ ฏบิ ตั งิ านยงั ไมม่ ี แกก่ ลมุ่ คนพกิ ารไดด้ ยี งิ่ ขน้ึ ความเช่ียวชาญเฉพาะในด้านของภาษาที่คนหูหนวกจะสามารถ เขา้ ใจได้ 2. ควรมกี ารศกึ ษาเปรยี บเทยี บในเรอื่ งของลกั ษณะการ ดำ� เนนิ งานของสถานโี ทรทศั นไ์ ทยพบี เี อสในการใหบ้ รกิ ารแกก่ ลมุ่ โดยสรปุ การศกึ ษานแี้ สดงใหเ้ หน็ วา่ การผลติ การบรกิ าร คนพกิ ารกบั สถานโี ทรทศั นอ์ นื่ ๆ สำ� หรบั กลมุ่ คนพกิ ารเพอ่ื การเขา้ ถงึ เนอ้ื หาทางโทรทศั นน์ น้ั ยงั เปน็ สงิ่ ใหมส่ ำ� หรบั ผผู้ ลติ สอื่ และแมส้ ถานโี ทรทศั นไ์ ทยพบี เี อสในฐานะ 3. ควรมกี ารศกึ ษาแนวทางหรอื เทคนคิ การทำ� งานของ สอื่ สาธารณะจะใหค้ วามสำ� คญั ในการดำ� เนนิ งานดา้ นนี้ แตก่ ย็ งั มขี อ้ ผทู้ เ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การใหบ้ รกิ ารแกก่ ลมุ่ คนพกิ าร เชน่ นกั แปล ลา่ ม ภาษามอื และนกั พากย์ เปน็ ตน้ เพอ่ื ใหเ้ กดิ องคค์ วามรทู้ สี่ ามารถ นำ� ไปตอ่ ยอดและเผยแพรต่ อ่ ไป บรรณานุกรม กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ. (2557). รูปแบบและแนวทางการส่งเสริมกลุ่มอาชีพหรือสวัสดิการส�ำหรับคนพิการ. กรุงเทพฯ: กระทรวงการพัฒนาและความมน่ั คงของมนุษย.์ ศิวนารถ หงษ์ประยูร. (2558). “การพัฒนารายการข่าวทางสื่ออินเทอร์เน็ตทีวี (IPTV) ส�ำหรับคนหูหนวก.” วารสารสุทธิปริทัศน์. 29(90), 291-312. ภัททิรา กล่ินเลขา. (2557). พฤติกรรมการเปิดรับสื่อและความต้องการรูปแบบรายการโทรทัศน์ของคนพิการทางสายตา. สงขลา: มหาวิทยาลัยหาดใหญ.่ ณัฐศักด์ิ พงษ์สวัสด์ิ. (2558). ความต้องการด้านเนื้อหาของผู้พิการทางสายตาเพื่อผลิตหนังสือเสียงบนแอพพลิเคชั่น“Read for the Blind”. คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลยั กรงุ เทพ. ฐติ ินันท์ พงษส์ ทุ ธิรกั ษ์ และ วีระยุทธ กาญจนช์ ูฉตั ร. (2546). ส่อื สาธารณะ. กรุงเทพฯ: สำ� นักงานกองทุนสนบั สนนุ การวจิ ัย. สัญชัย สันติเวส และนิธิวดี ทองป้อง. (2560). “ทัศนคติของคนไทยท่ีมีต่อส่ิงอ�ำนวยความสะดวกของผู้พิการที่ถูกออกแบบเพ่ือ คนท้ังมวลในที่สาธารณะ.” Veridian E-Journal Silpakorn University. 10(3), 1360-1370. ปริญญา สิริอัตตะกุล. (2557). “ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเพื่อการพึ่งตนเองของผู้พิการทางการได้ยิน: กรณีศึกษา จังหวัดชลบรุ ี.” วารสารรัฐศาสตร์ปริทรรศน์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์. 1(1), 129-152. ทวิ มาส วฒุ ธิ นากรกลุ และ นนั ทยิ า ดวงภมุ เมศ. (2561). “รายการสาระบนั เทงิ ของสถานโี ทรทศั นไ์ ทยพบี เี อสตามกรอบตวั ชวี้ ดั คณุ ภาพ รายการสือ่ สาธารณะ.” Veridian E-Journal Silpakorn University. 11(1), 428-447.

ปีที่ 4 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม - สงิ หาคม 2564 69 การสือ่ สารแบบมีส่วนร่วมเพอ่ื พัฒนาการท่องเที่ยวชมุ ชน กรณศี กึ ษาหมบู่ า้ นเสม็ดงาม จังหวัดจนั ทบรุ ี Participatory Communication for the Development of Community-Based Tourism at Samed Ngam Village Chanthaburi Province สมพงษ์ เสง้ มณยี 1์ วฆิ เนศวร ทะกอง2 เสาวนีย์ วรรณประภา3 ภารดี พง่ึ สำ� ราญ4 กาญจนา สมพ้นื 5 Sompong Sengmanee, Wikhanesuan Tagong, Saowanee Wannaprapa, Paradee Phuengsamran and Kanchana Somphuen Article History Received: December 4, 2020 Revised: December 30, 2020 Accepted: January 18, 2021 บทคัดย่อ งานวิจัยช้ินน้ีเป็นงานวิจัยคุณภาพท่ีมุ่งเน้นการส่ือสารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนของหมู่บ้านเสม็ด งาม จังหวัดจันทบุรี โดยเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก จ�ำนวน 15 คน ได้แก่ ผู้น�ำชุม หน่วยงานภายนอกท่ีเก่ียวข้อง และ นักท่องเท่ียว และน�ำมาวิเคราะห์เน้ือหา โดยผลวิจัยพบว่า การสื่อสารแบบมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนของหมู่บ้าน เสม็ดงาม เป็นรูปแบบทิศทางการส่ือสารแบบการสื่อสารสองทาง ทั้งการสื่อสารแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ผู้ส่งสารและ ผู้รับสารสามารสลับหน้าท่ีกันได้ โดยต้องมีทักษะการส่ือสารที่ดี แลกเปล่ียนเรียนรู้ร่วมกัน รับฟังความคิดเห็นของกันและกัน ควรมี ความหลากหลายของสมาชิกหรือผู้เข้าร่วม เพื่อจะได้สะท้อนความคิดเห็นต่าง เนื้อหาของสารประกอบไปด้วยเน้ือหาที่เกี่ยวข้องกับ การท่องเที่ยว และเนื้อหาท่ีเกี่ยวข้องกับการพัฒนาความรู้ด้านต่าง ๆ ในชุมชน ช่องทางการสื่อสารเป็นลักษณะเป็นทางการและไม่ เป็นทางการ โดยช่องทางท่ีผ่านทางบุคคลมีความส�ำคัญท่ีสุด การส่ือสารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนต้องท�ำความ เข้าใจเกี่ยวกับบริบทของชุมชนท่องเท่ียว เพ่ือให้เกิดการสื่อสารที่เข้าใจมากยิ่งขึ้น ค�ำส�ำคัญ: การส่ือสารแบบมีส่วนร่วม การท่องเที่ยวชุมชน 1-5 สาขาวิชาการสอื่ สารมวลชน คณะนเิ ทศศาสตร ์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏร�ำไพพรรณี Mass Communication Program, Faculty of Communication Arts, Rambhai Barni Rajabhat University *Corresponding author Email:[email protected]

70 วารสารสหวทิ ยาการสงั คมศาสตรแ์ ละการส่ือสาร Abstract This qualitative research examines the role of participatory communication in the development of community-based tourism at Samed Ngam Village Chanthaburi Province. Primary data were collected from 15 community leaders, external organizations, and tourists. The researchers Qualitatively analyzed the data. Study results showed that participatory communication for the development of community-based tourism at Samed Ngam Village used two-way communication where participants switched between roles as senders and receivers. This required participants to have string communication skills, exchange ideas, listen to each other’s opinions, and learn from each other. To reflect different opinions, membership should be diverse. The content of participants’ communication included travel-related content and content related to the devel- opment of knowledge in various domains that were relevant of the community. Communication had formal and informal aspects. Furthermore, the channel through which people communicated was most important. Participatory communication for community- based tourism development requires for people to understand the local context in order achieve greater understanding. Keyword: participatory communication, community- based tourism บทนำ� รวมถงึ ไดร้ บั ประโยชน์ จากการทอ่ งเทย่ี วนดี้ ว้ ย (พจนา สวนศร,ี 2554) ปัจจุบันนักท่องเที่ยวให้ความส�ำคัญกับการแสวงหา ประสบการณท์ มี่ ากกวา่ การทอ่ งเทย่ี วรปู แบบเดมิ ๆ โดยตอ้ งการ ดงั นนั้ การทอ่ งเทย่ี วชมุ ชน จงึ เปน็ เครอ่ื งมอื สรา้ งความ สมั ผสั วถิ ชี วี ติ ผคู้ นและประเพณที อ้ งถนิ่ อยา่ งแทจ้ รงิ มากกวา่ การ เขม้ แขง็ ขององคก์ รชาวบา้ นในการจดั การทรพั ยากร ธรรมชาตแิ ละ เยยี่ มชม สถานทที่ อ่ งเทย่ี วเพยี งอยา่ งเดยี ว ซง่ึ เปน็ รปู แบบการทอ่ ง วฒั นธรรม โดยกระบวนการมสี ว่ นรว่ มของคนในชมุ ชน ใหช้ มุ ชนได้ เทย่ี วทก่ี ำ� ลงั ไดร้ บั ความนยิ มเปน็ อยา่ งสงู ในปจั จบุ นั แสดงใหเ้ หน็ มสี ว่ นรว่ มในการกำ� หนดทศิ ทางการพฒั นาและไดร้ บั ประโยชนจ์ าก ถงึ ความสำ� คญั ของการพฒั นาแหลง่ ทอ่ งเทย่ี วรปู แบบใหมแ่ ละการ การทอ่ งเทยี่ ว การทจี่ ะใหช้ มุ ชน ดำ� เนนิ การทอ่ งเทยี่ วตามหลกั การ จดั สรร แพค็ เกจการทอ่ งเทยี่ วท่ี สามารถใหป้ ระสบการณน์ กั ทอ่ ง ดงั กลา่ วขา้ งตน้ มคี วามจำ� เปน็ ทจ่ี ะตอ้ งเตรยี มความพรอ้ มและสรา้ ง เท่ียวสอดคล้องกับความต้องการด้วย การร่วมมือกับชุมชนท้อง ความเขม้ แขง็ ใหก้ บั ชมุ ชนในการ จดั การการทอ่ งเทย่ี ว ในขณะ ถนิ่ (คณะกรรมการนโยบายการทอ่ งเทยี่ วแหง่ ชาต,ิ 2562) การ เดยี วกนั กต็ อ้ งรณรงคก์ บั คนในสงั คมใหเ้ หน็ ความแตกตา่ งของการ ทอ่ งเทย่ี วในชมุ ชน (Community Tourism ) เปน็ การทอ่ งเทยี่ ว ทอ่ งเทย่ี ว โดยชมุ ชนกบั การทอ่ งเทย่ี วทวั่ ไป กระตนุ้ ใหค้ นในสงั คม ทางเลอื กใหมท่ ใี่ ห้ ความสำ� คญั เรอื่ งการพฒั นาทคี่ วบคู่ ไปกบั การ เหน็ ความสำ� คญั และเปน็ นกั ทอ่ งเทยี่ วทส่ี นใจการแลกเปลย่ี น เรยี น อนรุ กั ษท์ รพั ยากร ธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม เปน็ การทอ่ งเทยี่ วที่ รรู้ ะหวา่ งเจา้ ของบา้ นกบั ผมู้ าเยอื น นอกจากนยี้ งั เปน็ การเพมิ่ การ เนน้ บทบาท ของคนในชมุ ชนทอ้ งถนิ่ ตอ่ การจดั การทอ่ งเทย่ี ว ใน รบั รแู้ ละความเขา้ ใจในบทบาทของชมุ ชนทอ้ งถน่ิ ตอ่ การอนรุ กั ษ์ พน้ื ทท่ี เี่ ปน็ แหลง่ ทอ่ งเทย่ี ว ซงึ่ เรยี กการทอ่ งเทยี่ วทม่ี ชี มุ ชนเปน็ ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละเปน็ กำ� ลงั ใจหรอื สนบั สนนุ ใหเ้ กดิ ความตอ่ จดุ สำ� คญั วา่ การทอ่ งเทย่ี วโดยชมุ ชน (Community Base Tour- เนอื่ งในการทำ� งานอนรุ กั ษท์ งั้ ดา้ นธรรมชาตแิ ละวฒั นธรรม ชมุ ชน ism ) ทตี่ งั้ อยบู่ นความคดิ วา่ ชมุ ชนหรอื คนในทอ้ งถนิ่ เปน็ เจา้ ของ เสมด็ งาม ตำ� บลหนองบวั อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั จนั ทบรุ ี เปน็ อกี ท่ี ทรัพยากร การท่องเที่ยว ดังน้ันชุมชน ควรเข้ามามีส่วนร่วมมี หนึ่งที่มีความน่าสนใจ เน่ืองจากได้รับการรับการส่งเสริมให้เป็น บทบาทในการกำ� หนดทศิ ทางการอนรุ กั ษ์ การจดั การทรพั ยากร หมบู่ า้ น D-HOPE เพอื่ พฒั นาความสามารถของชมุ ชนในการรองรบั

ปที ่ี 4 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2564 71 นักท่องเที่ยวท่ีดี ของกรมพัฒนาชุมชน เน่ืองจากเป็นชุมชนที่มี ไดแ้ ก่ ผสู้ ง่ สารทเี่ ปน็ ทางการและไมเ่ ปน็ ทางการ ศกั ยภาพทพี่ รอ้ มและสถานทที่ อ่ งเทยี่ วทห่ี ลากหลาย ไมว่ า่ จะทาง สาร หมายถงึ สง่ิ ทผี่ สู้ ง่ สารสง่ ไปยงั ผรู้ บั สารเพอ่ื การทอ่ ง ประวตั ศิ าสตร์ : ศาลสมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ , ทางธรรมชาติ : สวน พฤศาสตรน์ านาชาตเิ ฉลมิ พระเกยี รติ ร.๙, หรอื ผลติ ภณั ฑข์ องชมุ ชน เทย่ี วชมุ ชนเสมด็ งาม ทมี่ ชี อ่ื เสยี ง : เสอ่ื เสมด็ งาม, มะมว่ งเสมด็ งาม เปน็ ตน้ และมนี กั ทอ่ ง ชอ่ งทางการสอื่ สาร หมายถงึ ชอ่ งทางการสอ่ื สารทผี่ สู้ ง่ เทย่ี วเขา้ มาอยา่ งตอ่ เนอื่ ง สารเลอื กใชเ้ พอื่ สง่ ไปยงั ผรู้ บั สาร แบง่ ตามประเภทของสอ่ื ไดแ้ ก่ จากขอ้ มลู ดงั กลา่ วขา้ งตน้ จะเหน็ ไดว้ า่ การสอ่ื สารเขา้ มา สอื่ บคุ คล สอื่ มวลชน สอื่ เฉพาะกจิ และการเลอื กใช้ สอื่ ในการจดั มบี ทบาทในการพฒั นาการทอ่ งเทยี่ วอยา่ งชดั เจน ผวู้ จิ ยั จงึ มคี วาม สอ่ื สารเพอื่ การทอ่ งเทยี่ วชมุ ชนเสมด็ งาม สนใจการสอื่ สารแบบมสี ว่ นรว่ มเพอื่ พฒั นาการทอ่ งเทย่ี วชมุ ชนของ หมบู่ า้ นเสมด็ งามจงั หวดั จนั ทบรุ ี รวมถงึ การสอ่ื สารตอ่ นกั ทอ่ งเทย่ี ว ผรู้ บั สาร หมายถงึ บคุ คลทเี่ ปน็ ปลายทางของผสู้ ง่ สาร ทมี่ าทอ่ งเทย่ี วทชี่ มุ ชนเสมด็ งาม และยงั สอดคลอ้ งกบั ยทุ ธศาสตร์ แบง่ ตามประเภทของผรู้ บั สาร ตามเกณฑท์ างสงั คมและเกณฑข์ อง แผนพฒั นาการทอ่ งเทยี่ วแหง่ ชาติ ฉบบั ที่ 2 พ.ศ. 2560 ถงึ 2564 สอ่ื ปฏกิ ริ ยิ าตอบกลบั ของผรู้ บั สาร ไดแ้ ก่ ปฏกิ ริ ยิ าตอบกลบั แบบ ในยทุ ธศาสตรท์ ่ี 1 การพฒั นาแหลง่ สนิ คา้ บรกิ าร ความสะดวก ทนั ทที นั ใด ปฏกิ ริ ยิ าตอบกลบั ชา้ และการสร้างความสัมพันธ์ ให้กับการท่องเที่ยวไทย การกระตุ้ นการเดนิ ทางของนกั ทอ่ งเทย่ี ว กลมุ่ กระแสหลกั การสรา้ ง มลู คา่ 2. รปู แบบการสอื่ สาร หมายถงึ ทศิ ทางการไหลของ เพม่ิ สนิ คา้ การทอ่ งเทย่ี วและเพม่ิ ขดี ความสามารถทาง การแขง่ ขนั ขา่ วสาร ไดแ้ ก่ การสอ่ื สารจากบน ลงลา่ ง การสอ่ื สารจากลา่ งขนึ้ ทางการตลาด (กรมการทอ่ งเทย่ี ว, 2560) นอกจากนกี้ ารศกึ ษาใน บนและการสอ่ื สารแนวระนาบ ทศิ ทางการสอื่ สาร ไดแ้ ก่ การสอ่ื สาร ครง้ั นส้ี ามารถเปน็ ประโยชนใ์ นการพฒั นาการทอ่ งเทย่ี วชมุ ชนบา้ น ทาง เดยี ว และการสอ่ื สารสองทาง ลกั ษณะการสอ่ื สาร ไดแ้ ก่ การ เสมด็ งามและเปน็ แบบอยา่ งในการพฒั นาการทอ่ งเทย่ี วชมุ ชนอนื่ ๆ สอ่ื สารแบบเปน็ ทางการ การสอ่ื สารแบบ ไมเ่ ปน็ ทางการ ไดอ้ กี ดว้ ย 3. การมสี ว่ นรว่ ม หมายถงึ การทช่ี มุ ชนเสมด็ งามและ วตั ถปุ ระสงค์ องคก์ รภายนอกมสี ว่ นรว่ ม ตามกระบวนการมสี ว่ นรว่ ม สามารถ แบง่ ได้ 5 ดา้ น ไดแ้ ก่ 1. เพอื่ ศกึ ษาการสอื่ สารแบบมสี ว่ นรว่ มภายในชมุ ชนเพอื่ พฒั นาการทอ่ งเทย่ี วชมุ ชนเสมด็ งาม การมสี ว่ นรว่ มในการวางแผน คอื มบี ทบาทการวางแผน ต้ังแต่การวิเคราะห์ กําหนด ความสําคัญของปัญหา เป้าหมาย 2. เพอ่ื ศกึ ษาการสอ่ื สารแบบมสี ว่ นรว่ มภายนอกชมุ ชน แนวทางการดาํ เนนิ งาน เพอื่ พฒั นาการทอ่ งเทย่ี วชมุ ชนเสมด็ งาม การมสี ว่ นรว่ มในการดาํ เนนิ กจิ กรรม คอื การสนบั สนนุ 3. เพอื่ ศกึ ษาการสอื่ สารแบบมสี ว่ นรว่ มตอ่ นกั ทอ่ งเทย่ี ว ด้านทรัพยากรต่าง ๆ และ การประสานความร่วมมอื ในการจัด ชมุ ชนเสมด็ งาม กจิ กรรมตา่ ง ๆ นยิ ามศพั ท์ การมสี ว่ นรว่ มในการใชป้ ระโยชน์ คอื การจดั กจิ กรรมที่ กอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชน์ โดยเฉพาะดา้ นเพมิ่ ระดบั การเพง่ิ ตนเองและ 1. กระบวนการสอ่ื สารของหมบู่ า้ นเพอ่ื การทอ่ งเทย่ี ว การควบคมุ สงั คม หมายถงึ ขนั้ ตอนของการสอ่ื สาร ทป่ี ระกอบ ไปดว้ ยสว่ นสำ� คญั 4 สว่ นเปน็ อยา่ งนอ้ ย ไดแ้ ก่ ผสู้ ง่ สาร สาร ชอ่ งทางการสอ่ื สาร และ การมีส่วนร่วมในการได้รับประโยชน์ คือ การแบ่งผล ผรู้ บั สาร ประโยชนต์ า่ ง ๆ ในการจดั กจิ กรรมทอ่ งเทยี่ วอยา่ งยตุ ธิ รรม ผสู้ ง่ สาร หมายถงึ บคุ คลทมี่ คี วามตอ้ งการสง่ ขา่ วสารเพอื่ การมสี ว่ นรว่ มในการประเมนิ ผล คอื การใหท้ กุ คนไดท้ ราบ การท่องเทย่ี วชมุ ชนเสม็ดงาม ไปยงั บุคคลอ่นื แบ่งตามประเภท ถงึ ปญั หาและอปุ สรรค ตา่ ง ๆ เพอ่ื รว่ มกนั แกไ้ ขปญั หาในลาํ ดบั ตอ่ ไป 4. องคก์ รภายนอก หมายถงึ หนว่ ยงานภายนอกทมี่ สี ว่ น รว่ มในการสนบั สนนุ การจดั การทอ่ งเทยี่ วชมุ ชนเสมด็ งาม ทง้ั จาก หนว่ ยงานรฐั คอื พฒั นาชมุ ชนจงั หวดั จนั ทบรุ ,ี องคก์ ารบรหิ ารสว่ น ตาํ บลหนองบวั

72 วารสารสหวทิ ยาการสังคมศาสตรแ์ ละการสอื่ สาร 5. นกั ทอ่ งเทยี่ ว หมายถงึ ผทู้ เ่ี ดนิ ทางมาทอ่ งเทยี่ วชมุ ชน โดยใช้แนวคิดทฤษฎีกระบวนการการส่ือสาร เป็นองค์ เสมด็ งาม ประกอบหลักในการวิเคราะห์กระบวนการส่ือสารของการวิจัย ในครั้งน้ี 6. การทอ่ งเทย่ี วชมุ ชน หมายถงึ การเรยี นรรู้ ว่ มกนั ของ คนในชมุ ชนทอ้ งถนิ่ และผมู้ าเยอื น ในการทจ่ี ะดแู ลรกั ษาทรพั ยากร แนวคิดเกี่ยวกับการท่องเท่ียวชุมชน เป็นเร่ืองของ ดา้ นตา่ ง ๆ ของชมุ ชนทม่ี อี ยแู่ ลว้ โดยมชี มุ ชนเปน็ ผบู้ รหิ ารจดั การ การเรียนรู้ร่วมกันของคนในชุมชนท้องถ่ินและผู้มาเยือน ในการ ที่จะดแู ลรักษาทรัพยากรดา้ นต่าง ๆ ของชมุ ชนท่ีมีอยู่แลว้ ตลอด ขอบเขตของการวจิ ยั จนเป็นเคร่ืองมือในการพัฒนาชุมชนให้เกิดความยั่งยืน อันเกิด จากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในชุมชน เพื่อประโยชน์แก่ 1. ขอบเขตดา้ นพน้ื ท่ี ขอบเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษา หมบู่ า้ น ชุมชน กระบวนการเรยี นรขู้ อง CBT : มีองค์ประกอบทสี่ �ำคญั คือ เสมด็ งาม ตำ� บลหนองบวั อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั จนั ทบรุ ี (องค์การบริหารการพัฒนาพ้ืนที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่าง ย่ังยืน, 2553) ศกั ยภาพของคน ศักยภาพของพื้นที่ การจดั การ 2. ขอบเขตดา้ นเนอื้ หา การศกึ ษาวจิ ยั ในครง้ั นผี้ วู้ จิ ยั มงุ่ การมีสว่ นรว่ ม ศึกษาการท่องเทย่ี วชุมชนแบบมสี ่วนร่วม ภายใต้บรบิ ทของการ สอ่ื สาร โดยเนน้ การศึกษาวธิ ีการการส่ือสารภายใน ชุมชน และ แนวคิดเกี่ยวกับการสื่อสารแบบมีส่วนร่วม การ การส่ือสารขององค์กรภายนอกชุมชนท่ีมีส่วนร่วมในการจัดการ สอื่ สารแบบมีส่วนรว่ ม เป็นกระบวนการ สอื่ สารแบบสองทางใน การท่องเท่ียวชุมชน รวมถึงการส่ือสารต่อนักท่องเที่ยว ภายใต้ ลกั ษณะของการแลกเปล่ยี นขอ้ มูลข่าวสาร โดยทกุ ฝา่ ย สามารถ องค์ประกอบการสอ่ื สาร ทง้ั ผ้สู ง่ สาร สาร ช่องทางการสือ่ สาร สลบั บทบาท เป็น “ผู้ส่งสาร”และ “ผรู้ ับสาร” หรอื อาจเรยี กได้ หรือส่ือ และผ้รู ับสาร ว่าเป็น “คู่ส่ือสาร” ผ่านเวทีการส่ือสารใน หลากหลายรูปแบบ โดยต้ังอยู่บนพ้ืนฐานของการเคารพความคิดเห็นของกันและกัน 3. ขอบเขตดา้ นเวลา การศกึ ษาในครงั้ นผี้ วู้ จิ ยั เกบ็ ขอ้ มลู ความเท่าเทียม กันและการท�ำงานร่วมกัน เพื่อน�ำข้อสรุปจาก ชว่ งเดอื น มถิ นุ ายน พ.ศ. 2563 - พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2563 การสนทนาไปสู่การตัดสินใจด�ำเนินการ ต่าง ๆ ในชุมชนเพ่ือ การพัฒนาการท่องเท่ียว หลักการสําคัญของการสื่อสารแบบมี แนวคดิ และทฤษฎี สว่ นร่วม ประกอบด้วย 7 ประการ ดงั ตอ่ ไปนี้ (ปารชิ าต สถาปิตา นนท,์ 2549) ความหลากหลายของผเู้ ขา้ รว่ ม การเขา้ ถงึ สอื่ ความ แนวคิดทฤษฎีกระบวนการการสื่อสาร กระบวนการ เชอ่ื มน่ั ในศกั ยภาพของมนษุ ย์ ความโดดเดน่ ของสาร การปรกึ ษา สอ่ื สารนน้ั จะตอ้ งประกอบไปดว้ ยสว่ นสำ� คญั 4 สว่ นเปน็ อยา่ งนอ้ ย หารือ การสนบั สนุน กระบวนการเชงิ ประชาธิปไตย ไดแ้ ก่ ผสู้ ง่ สาร (Sender) สาร (Message) ชอ่ งทางการสอื่ สาร (Channel) และผรู้ บั สาร (Receiver) โดยแตล่ ะสว่ นมรี ายละเอยี ด ดงั ภาพ ภาพที่ 1 กระบวนการสือ่ สาร โดย กติ มิ า สุรสนธิ, ศุภกจิ แดงขาว และอนงคล์ ักษณ์ สมแพง, 2557, กรุงเทพฯ: คณะวารสารศาสตรแ์ ละสือ่ สารมวลชน มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร.์

ปที ี่ 4 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2564 73 ขอ้ มูลพ้ืนฐานเกยี่ วกบั หมู่บา้ น บา้ นเสมด็ งาม อำ� เภอ วเิ คราะห์ตามกระบวรการสื่อสารได้ดงั ตอ่ ไปน้ี เมือง จังหวัดจันทบุรี สภาพภูมิประเทศ เป็นเกาะมีแม่น�้ำล้อม ผู้ส่งสาร จากการศึกษาพบว่า การส่ือสารเพื่อที่จะ รอบ สภาพภูมิประเทศโดยท่ัวไปแบ่งออกเป็น เนินสูง น�้ำ กร่อย เหมาะกับการท�ำอาชีพเกษตรกรรม ชุมชนมีต้นทุนทาง พัฒนาการท่องเท่ียวชุมชนภายในชุมชน ต้องมีทักษะในการ ทรัพยากรธรรมชาติด้านสถานท่ีท่องเท่ียว อู่เรือต่อเรือสมเด็จ สอื่ สารทดี่ ี และมที ศั นคตทิ ด่ี ตี อ่ ผรู้ บั สาร และรถู้ งึ บรบิ ทของชมุ ชน พระเจ้าตากสินมหาราช ป่าชายเลนนานาชาติ ชมนกเหย่ียว เสม็ดงาม สามารถแสดงออกท่าทาง อวัจภาษาได้ดี เพ่ือให้เกิด ตามธรรมชาติ ซ่ึงสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเท่ียวท่ีน่าสนใจ ความเข้าใจท่ีชัดเจนมากยิ่งข้ึน นอกจากจะมีข้อมูลที่ครบถ้วน มีต้นทุนด้านสินค้าและผลิตภัณฑ์ในชุมชน โดยเฉพาะเสื่อเสม็ด แล้วการพูดให้ผู้ที่ฟังน้ันเกิดความคิดคล้อยตาม ให้เกียรติกับผู้ งาม ท่ีมีลายเฉพาะเป็นเอกลักษณ์เป็นของหมู่บ้านเอง อีกทั้ง ฟัง ก็จะสามารถช่วยในการพัฒนาการท่องเทยี่ วได้รวดเร็วยิ่งขึ้น กระบวนการผลติ ตง้ั แตต่ น้ จนถงึ แปรรปู เปน็ สง่ิ ของเครอ่ื งใชต้ า่ งๆ สามารถหาชมได้ในหมบู่ ้านนี้ รวมไปถึงมตี น้ ทนุ ในการเปน็ แหล่ง สาร ชุมชนเสม็ดงามได้แบ่งการทอ่ งเทีย่ วภายในชุมชน เรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชน การทอเส่ือเสม็ดงาม การอนุรักษ์ป่า 3 ประเภทหลัก ได้แก่ 1 ประเภทเสื่อ ผลติ ภัณฑ์ทกุ อยา่ งทเ่ี ก่ียว ชายเลน รวมถงึ ภูมิปัญญาทอ้ งถน่ิ ในหมูบ่ ้าน สามารถรองรับเป็น กบั เสอื่ ตงั้ แตข่ น้ั ตอนปลกู เกบ็ เกยี่ ว ไปจนถงึ ท�ำเปน็ ผลติ ภณั ฑ์ 2 แหล่งศึกษาเรียนรทู้ ดี่ ขี องผู้มาเยอื น (สำ� นักพัฒนาชุมชน อำ� เภอ ประเภทอาหารพืน้ ถ่นิ และ 3 ทอ่ งเที่ยวเชิงธรรมชาติ เนือ่ งจาก เมือง, 2561) เป็นการท่องเทย่ี วชุมชน มีความคดิ ทห่ี ลากหลายในการน�ำเสนอ สาร ท่ีทางผู้น�ำชุมชนจึงตองสรา้ งความเขา้ ใจและเรียงล�ำดบั ของ วิธีการศกึ ษา สารให้น่าสนใจ เปน็ ระเบยี บ การวิจัยในคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเลือก ช่องทางการส่ือสาร การส่ือสารแบบมีส่วนร่วมเพ่ือ ท�ำการวิจัยโดยใช้วิธีการสังเกตการณ์ (Observation) และการ พัฒนาการท่องเที่ยวของชุมชนเสม็ดงาม ใช้ส่ือบุคคลเป็นหลัก สมั ภาษณ์ (In-Depth Interview) จากประชากรกลมุ่ ผู้ใหข้ อ้ มลู ในการตดิ ตอ่ สอ่ื สารในชมุ ชน และมกี ลมุ่ ไลน์ ใชใ้ นการนดั ประชมุ 3 กลุ่ม กลุม่ ละ 5 คน ได้แก่ กลมุ่ ผู้นำ� ชุมชน กลุ่มหนว่ ยงานท่ี ในแต่ละครั้ง ซึ่งสามารถแบ่งช่องทางการสื่อสารออกเป็น ช่อง เก่ียวข้อง และกลุ่มนักท่องเที่ยว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ ทางการส่ือสารแบบเป็นทางการและช่องทางการส่ือสารแบบไม่ เปน็ แบบสัมภาษณแ์ บบปลายเปดิ (Opened-Ends Interview) เปน็ ทางการ โดยใชช้ อ่ งทางการสอื่ สารเปน็ ทางการในการประชมุ และ การสงั เกตการณอ์ ยา่ งมสี ว่ นรว่ ม แนวคำ� ถามจะอยใู่ นกรอบ ระดมความคดิ เหน็ เกยี่ วกบั การทอ่ งเทย่ี ว กจิ กรรมของชมุ ชนตา่ ง ของ การส่ือสารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน ๆ เพอ่ื ตอ้ งการผลสรปุ ทช่ี ดั เจน และแผนงานทส่ี ามารถดำ� เนนิ รว่ ม ของหมบู่ ้านเสม็ดงาม จังหวดั จันทบรุ ี กนั ได้ และชอ่ งทางการส่ือสารแบบไมเ่ ป็นทางการ จะใชเ้ ม่ือหลัง ประชมุ เสรจ็ เป็นการถามข้อมูลเพ่ิมเตมิ เพื่อใหเ้ ข้าใจมากยงิ่ ขึน้ ผลการวิจยั โดยทไ่ี มไ่ ด้ค�ำนึงถงึ ตำ� แหน่งทางสังคม การสอื่ สารแบบมสี ว่ นรว่ มภายในชมุ ชนเพอ่ื พฒั นาการ ผรู้ บั สาร การสอื่ สารภายในชมุ ชนเปน็ แบบเปน็ ทางการ ทอ่ งเทยี่ วชมุ ชนเสมด็ งาม จากการศึกษาการสื่อสารแบบมีส่วน และไม่เป็นทางการ โดยสมาชกิ นั้นมีบทบาททั้งเปน็ ผสู้ ง่ สารและ รว่ มภายในชมุ ชนเพอื่ พฒั นาการทอ่ งเทยี่ วชมุ ชนเสมด็ งาม พบวา่ รบั สารสลับกนั แล้วแต่วาระ ซ่ึงผู้รบั สารส่วนใหญ่จะมีความสนใจ เป็นการส่ือสารในระดับกลุ่มที่ไม่มีบุคคลเยอะมากนัก สามารถ และใหค้ วามสำ� คญั กบั การทอ่ งเทยี่ วชมุ ชน ปฏกิ ริ ยิ าตอบกลบั ของ ควบคุมการส่ือสารได้ ซ่ึงรูปแบบการส่ือสารจะเป็นแบบไม่เป็น ผู้รับสารจึงเป็นในลักษณะแง่บวก มีการโต้ตอบ แสดงความคิด ทางการ สามารถสอบถาม ตอบกลบั ได้ มีการไหลเวยี นของสาร เห็น รว่ มกันวางแผน แกไ้ ขปัญหา รวมถงึ ใหค้ วามรว่ มมือในการ ทง้ั แบบบนลงลา่ ง จากผใู้ หญบ่ า้ น ทเี่ ปน็ คนนำ� ขา่ วสารมาแจง้ และ ท�ำกิจกรรมท่องเท่ยี วตา่ ง ๆ ลา่ งขน้ึ บน ผคู้ นในชมุ ชนสามารถถามหรอื ใหข้ อ้ เสนอแนะได้ โดย การส่ือสารแบบมีส่วนร่วมภายนอกชุมชนเพ่ือ พฒั นาการทอ่ งเทยี่ วชมุ ชนเสมด็ งาม พบวา่ การทอ่ งเทยี่ วชมุ ชน เสม็ดงาม มีจุเริ่มต้นมาขากหน่วยงานภายนอกที่เห็นศักยภาพ

74 วารสารสหวทิ ยาการสงั คมศาสตรแ์ ละการส่ือสาร สนับสนุนให้เป็นชุมชนท่องเท่ียว โดยก่อนหน้าน้ีทางชุมชนยัง เป็นระเบียบ ทางหน่วยงานภายนอกจึงเป็นส่วนส�ำคัญในการ ไม่มีก่ีจัดการท่องเท่ียวอย่างเป็นระบบ ทางหน่วยงานภายนอก จัดท�ำข้อมูลท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน ได้เข้ามาช่วยในด้านการ สื่อสารประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนในด้านต่าง ช่องทางการส่ือสาร พบว่า การสื่อสารกับหน่วยงาน ๆ จนท�ำให้ ชุมชนเสม็ดงามเร่ิมเป็นที่รู้จัก ได้รับความนิยม การ ภายนอกจะแบ่งออกเป็นการส่ือสารแบบเป็นทางการ และไม่ ส่ือสารแบบมีส่วนร่วมกับหน่วยงานภายนอกน้ันมีการส่ือสาร เป็นทางการ ส�ำหรับการสื่อสารแบบเป็นทางการ จะเป็นการ แบบสองทาง รูปแบบทางการส่ือสารมีรูปแบบเป็นทางการ สื่อสารที่มีแบบแผน มีข้ันตอนชัดเจน มีเอกสารทางราชการ และไม่เป็นทางการ และระดับเป็นการสื่อสารระหว่างบุคคล เข้ามาเก่ียวข้อง เช่น หนังสือเชิญประชุม หนังสืองบประมาณ จากน้ันขยายเป็น การส่ือสารระดับกลุ่ม ซึ่งผู้วิจัยได้วิเคราะห์ ประกาศต่าง ๆ ซ่ึงทางผู้น�ำชุมชน ผู้ใหญ่บ้าน จะเป็นผู้ด�ำเนิน ผลตามกระบวนการสื่อสารดังนี้ การดูแล ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ หนังสือทางราชการ จะเป็นเพียงต้นเร่ืองในการด�ำเนินงาน แจ้งเพ่ือทราบ แต่การ ผู้ส่งสาร พบว่า การติดต่อกับหน่วยงานภายนอก ที่ได้มาถึงข้อมูล แผนกิจกรรมต่าง ๆ การอบรมให้ความรู้ เกิด ภาพลักษณ์ การน�ำเสนอตัวตน ของตัวแทนชุมชนสามารถ จากช่องการในการประชุมระดมความความคิด เน่ืองจาก สร้างความน่าเช่ือถือในการส่ือสาร และมีทักษะการสื่อสาร สามารถให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการน�ำเสนอแนวคิด เปิด เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน มีมนุษย์สัมพันธ์ท่ีดีมนการ โอกาสให้กับทุกคน มีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกันในการส่ือสาร ติดต่อพูดคุย ทั้งความสัมพันธ์ส่วนตัวและความสัมพันธ์ใน นอกจากช่องทางการส่ือสารที่เป็นทางการ ยังพบว่า การ หน้าที่การงาน ซ่ึงจะท�ำให้การสื่อสารนั้นด�ำเนินสะดวกมาก สื่อสารแบบไม่เป็นทางการก็มีบทบาทส�ำคัญในการส่ือสาร ข้ึน ผู้ส่งสารจึงต้องมีทักษะการสื่อสารที่ดีเพื่อให้หน่วยงาน เพ่ือพัฒนาท่องเท่ียวชุมชน โดยการใช้สื่อบุคคล อาศัยความ ภายนอกทราบหรือเข้าใจตามวัตถุประสงค์ท่ีต้องการ มีความ คุ้นเคย สนิทสนม พูดคุยปรึกษาหารือโดยท่ีไม่มีการนัดล่วง รู้ความเข้าใจเก่ียวกับการท่องเท่ียวในชุมชนเป็นอย่างดี ไม่ว่า หน้าหรือนอกเหนือจากการประชุม เช่นการก�ำหนดแผนคร่าว จะเป็นเรื่องแผนการด�ำเนินงาน ปัญหา เพ่ือท่ีจะได้อธิบาย ๆ ในการด�ำเนินงานกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับการบริการนัก ข้อดี ข้อเสีย ให้กับหน่วยงานภายนอกได้ และตอบค�ำถามได้ ท่องเที่ยว ก่อนท่ีจะลงพื้นท่ีปฏิบัติจริง เพ่ือจะได้ตรงกับบริบท อย่างครบถ้วน ของชุมชนมากท่ีสุด สาร พบว่า การสื่อสารระหว่างชุมชนและหน่วยงาน ผู้รับสาร พบว่า ผู้รับสารมีปฏิกิริยาในแง่บวก ให้ เพ่ือการพัฒนาการท่องเท่ียวชุมชน หน่วยงานท้ังภาครัฐและ ความร่วมมือเป็นอย่างดี มีการโต้ตอบ แสดงความคิดเห็น เพ่ือ เอกชน นั้นให้ความส�ำคัญกับการพัฒนาท่องเท่ียวชุมชน มี วางแผน วิเคราะห์ แก้ไขปัญหาร่วมกัน รวมถึงการร่วมกันจัด งบประมาณจัดสรรให้กับชุมชนเสม็ดงาม โดยเข้ามาหาข้อมูล กิจกรรมต่าง ๆ เนื่องจากว่า กิจกรรมต่าง ๆ ที่เข้ามาให้ความ ส�ำรวจ และศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาการท่องเท่ียว รู้ เข้ามาพัฒนาสถานท่ีท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาค ชุมชน ค้นหาจุดเด่น อัตลักษณ์ต่าง ๆ ของชุมชน เพื่อสร้าง รัฐหรือเอกชน เพราะความผูกพันกับชุมชน ความต้องการให้ ความแตกต่าง ดึงดูดนักท่องเท่ียว และให้ความรู้เกี่ยวกับ ชุมชนเป็นท่ีรู้จัก รวมไปถึงรายได้ท่ีจะเกิดข้ึนหลังจากมีการ การบริการ การสื่อสารกับนักท่องเที่ยว การส่ือสารทางการ พัฒนาการท่องเท่ียว ทางหน่วยงานจะต้องศึกษาถึงบริบทของ ตลาด ให้ความรู้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เน่ืองจากว่าการให้ ชุมชนเสม็ดงาม เพ่ือที่จะได้สื่อสารได้ง่ายมากย่ิงขึ้น ความรู้จะสามารถพัฒนาการท่องเที่ยวท่ีดีได้อย่างม่ันคงและ ย่ังยืน นอกจากน้ี หน่วยงานภายนอก เห็นความส�ำคัญของ เพ่ือศึกษาการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมต่อนักท่อง ข้อมูลสถานที่ท่องเท่ียวต่าง ๆ ในชุมชนเสม็ดงาม ที่ต้องมี เที่ยวชุมชนเสม็ดงาม เป็นการสื่อสารในลักษณะทางเดียวแล การเรียบเรียงข้อมูลให้ถูกต้อง และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน การส่ือสารสองทาง เป็นการส่ือสารเน้นรูปแบบไม่เป็นทางการ เน่ืองจากบางสถานท่ีท่องเท่ียวมีข้อมูลมาก การจัดล�ำดับไม่ และการไหลของสารเป็นในแนวราบเพ่ือสร้างความสัมพันธ์ท่ี ดีกับนักท่องเท่ียว อีกทั้งยังใช้กิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างความ

ปที ่ี 4 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2564 75 ประทับใจในการท่องเที่ยวชุมชนเสม็ดงามอีกด้วย โดยผู้วิจัย เที่ยวเกิดความเข้าใจมากขึ้น 2) สื่อกิจกรรม จากการศึกษาพบ วิเคราะห์ตามกระบวนการสื่อสารดังน้ี ว่า ส่ือกิจกรรมสามารถสร้างการจดจ�ำท่ีดีให้กับนักท่องเที่ยว ได้ ชุมชนท่องเท่ียวเสม็ดงามเน้นในเรื่องของกิจกรรมการท่อง ผู้ส่งสาร พบว่า ผู้ที่ส่งสารให้กับนักท่องเที่ยวจะเป็น เที่ยว ให้นักท่องเที่ยวได้ลงมือท�ำจริง ในทุกข้ันตอนท่ีนักท่อง เจ้าของกิจกรรม หรือสมาชิกในชุมชน ผู้ที่มีความรู้ในสถานที่ เท่ียวสามารถท�ำได้ เช่น การย้อมเสื่อ การคั่วใบขลู่ ท�ำให้นัก ท่องเที่ยวนั้น ๆ ซ่ึงนอกจากจะต้องมีความรู้ ความเข้าในใน ท่องเที่ยวเข้าถึงวิถีชีวิตของชุมชนเสม็ดงามมากยิ่งขึ้น และเป็นท่ี ชุมชน ความคุ้นเคยของสถานที่ท่องเท่ียวนั้น ๆ แล้ว ผู้ส่งสาร ชื่นชอบของนักท่องเท่ียวที่ได้ลงมือท�ำจริง 3) สื่อเฉพาะกิจ จาก ต้องมีอัธยาศัยดี ไม่ถือตัวกับนักท่องเที่ยว แสดงออกถึงความ การศึกษาพบว่า มีการใช้ส่ือเฉพาะกิจ การจัดกิจกรรมประเพณี จริงใจ ให้การต้อนรับท่ีอบอุ่น สร้างความประทับใจให้กับนัก สักการะพระเจ้าตาก เป็นประจ�ำทุกปี ซ่ึงจะท�ำให้นักท่องเที่ยว ท่องเที่ยว มีคารม การพูดคุยที่สนุก เป็นกันเอง ไม่น่าเบ่ือ มี ได้รู้จักชุมชนท่องเท่ียวเสม็ดงามากย่ิงข้ึน สถานที่ในการจัดงาน ส่วนช่วยในการดึงดูดนักท่องเที่ยวมากกว่าคนที่มีความรู้เยอะ บริเวณ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และยังมีพิพิธภัณฑ์ แต่พูดในเชิงวิชาการมากเกินไป การบริการนักท่องเท่ียวท่ีดี อู่ต่อเรือเพ่ือให้นักท่องเท่ียวได้เห็นประวัติความเป็นมาของอู่ต่อ ความเสียสละ เต็มใจในการตอบค�ำถามต่าง ๆ ช่วยเหลือนัก เรือพระเจ้าตากอีกด้วย 4) สื่อออนไลน์ พบว่า ทางชุมชนท่อง ท่องเท่ียวเมื่อเกิดปัญหา จะช่วงสร้างภาพลักษณ์ความประทับ เที่ยวเสม็ดงามได้มี Facebook Fanpage. ไว้ส�ำหรับแจ้งข่าว ใจให้กับชุมชนท่องเที่ยวเสม็ดงามมากย่ิงข้ึน ท่องเที่ยวต่าง ๆ และตอบค�ำถามกับนักท่องเท่ียวท่ีสนใจ ผู้วิจัย ยังพบอีกว่า ส่ือออนไลน์ท่ีใช้ในการส่ือสารยังมีการใช้งานได้ไม่ สาร ในส่วนของสารในการส่ือสารกับนักท่องเที่ยว เต็มที่ เน่ืองจากชุมชนยังไม่มีความช�ำนาญในการใช้สื่อออนไลน์ พบว่า ทางชุมชนท่องเท่ียวเสม็ดงามจะเน้นการสื่อสารการ ท่องเท่ียว 3 ประเภท ได้แก่ 1) ศูนย์ทอเส่ือ พบว่า มีการ ผู้รับสาร พบว่า นักท่องเท่ียวให้ความร่วมมือในการ สื่อสารถึงความเป็นมาของการท�ำเส่ือของชุมชนตั้งแต่อดีต ท�ำกิจกรรมการท่องเที่ยวต่าง ๆ ท่ีทางชุมชนได้จัดท�ำข้ึน ไม่ จนถึงปัจจุบัน พร้อมทั้งรายละเอียดข้ันตอนของการได้มา ว่าจะเป็นด้านการฟังบรรยาย การปฏิบัติกิจกรรม หรือการ ของเส่ือ ประวัติการท�ำเสื่อของหมู่บ้าน รวมไปถึงลายเส่ือที่ สอบถามข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงแลกเปล่ียนข้อมูล เพื่อน�ำกลับไป เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของชุมชนท่องเท่ียวเสม็ดงาม 2 ) ใช้และพัฒนา หรือเล่าสถานท่ีที่เคยได้ท่องเท่ียวมาในชุมชนอ่ืน อาหารพื้นถิ่น พบว่า มีการสื่อสารบอกประวัติความเป็นมากับ ๆ ถือว่า นักท่องเที่ยวมีปฏิกิริยาในแง่บวก นอกจากนี้ผู้วิจัยยัง นักท่องเที่ยว เล่าถึงชีวิตความเป็นอยู่ในชุมชน จนกลายเป็น พบว่า นักท่องเที่ยวที่มาท่องเที่ยวยังมีการซื้อสินค้า ผลิตภัณฑ์ อาหารที่เป็น เอกลักษณ์ของชุมชนท่องเท่ียวเสม็ดงาม เช่น ย�ำ ของชุมชนกลับไปด้วย เช่น ผลิตภัณฑ์จากเส่ือเสม็ดงาม ชาใบ ข่าอ่อน ชาใบขลู่ เป็นต้น และ 3) ท่องเท่ียวธรรมชาติ พบว่า ขลู่ เป็นต้น ซ่ึงนักท่องเท่ียวมีความสนใจเน่ืองจากได้รับรู้ข้อมูล ทางชุมชนท่องเท่ียวเสม็ดงาม ได้น�ำเร่ืองของประวัติความเป็น ในการผลิต กระบวนการต่าง ๆ ท�ำให้เกิดคุณค่าทางจิตใจ และ มา เร่ืองเล่าของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมาเป็นส่วนหนึ่งของ ยังส่งผลให้ชุมชนท่องเท่ียวเสม็ดงามมีรายได้เข้าสู่ชุมชนอีกด้วย การท่องเท่ียว และ ได้น�ำเร่ืองราวเกี่ยวกับความเป็นมาของ ป่าชายเลนเฉลิมพระเกียรติ ร๙ มาช่วยเสริมเพื่อเพ่ิมความ อภปิ รายผล น่าใจให้กับนักท่องเที่ยวมากย่ิงขึ้น การศึกษาเรื่อง “การสื่อสารแบบมีส่วนร่วมเพ่ือ ช่องทางการสื่อสาร พบว่า ช่องทางการสื่อสารท่ีใช้ พฒั นาการทอ่ งเทยี่ วชมุ ชนของหมบู่ า้ นเสมด็ งามจงั หวดั จนั ทบรุ ”ี เป็นลักษณะท่ีไม่เป็นทางการ 1) สื่อบุคคล ถือว่า เป็นช่องทางที่ ผู้วิจัยได้ผลสรุปและน�ำเสนอรูปแบบการส่ือสารแบบมีส่วนร่วม ส�ำคัญท่ีสุด ชุมชนท่องเที่ยวเสม็ดงามใช้ส่ือสารกับนักท่องเท่ียว เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนของหมู่บ้านเสม็ดงาม จังหวัด เช่น นักเล่าเรื่อง ไกด์ยุวชน หรือเจ้าของสถานท่ีนั้น ๆ ผ่านการ จนั ทบุรี ดงั ต่อไปน้ี บรรยาย เล่าเร่ือง อธิบายถึงความเป็นมา อีกทั้งยังสามารถปรับ เปล่ียน ยืดหยุ่นการส่ือสารได้ดีกับนักท่องเที่ยว ท�ำให้นักท่อง

76 วารสารสหวทิ ยาการสังคมศาสตร์และการส่ือสาร ภาพที่ 2 แสดงการส่อื สารแบบมสี ว่ นรว่ มเพอ่ื พฒั นาการทอ่ งเท่ยี วชมุ ชนของหม่บู า้ นเสม็ดงาม จงั หวดั จันทบุรี โดย ผวู้ จิ ยั รูปแบบการสื่อสาร รูปแบบการสื่อสารแบบมีส่วน ส่วนตัว พบปะ พบคุยกัน โดยเกิดจากความสนิทสนม ความคุ้น ร่วมเพื่อพัฒนาการท่องเท่ียวชุมชนของหมู่บ้านเสม็ดงาม เป็น เคยโดยที่ไม่มีการนัดหมายมาก่อน ซ่ึงเป็นรูปแบบการสื่อสารท่ี รูปแบบทิศทางการสื่อสารแบบการสื่อสารสองทาง (Two-Way ใช้เป็นส่วนใหญ่ในการพัฒนาการท่องเท่ียวชุมชนเสม็ดงาม Communication) ซึ่งมีการส่ือสารที่มีปฏิกิริยาตอบกลับ สมาชิกสามารถท่ีจะออกความเห็น เสนอข้อมูลต่าง ๆ ได้ โดย ผสู้ ง่ สารและผรู้ บั สาร จากการศกึ ษาพบวา่ การสอื่ สาร ผู้น�ำชุมชนหรือผู้เข้าร่วมประชุมต่างกันท�ำหน้าที่ผู้รับสารและ แบบมสี ว่ นรว่ มเพอื่ พฒั นาการทอ่ งเทย่ี วชมุ ชนเสมด็ งาม ผสู้ ง่ สาร ผู้ส่งสารไปพร้อม ๆ กัน ซ่ึงไปในทิศทางเดียวกับ ปรมะ สตะ และผู้รับสารท�ำหน้าท่ีสลับกันไปมาเพ่ือให้การส่ือสารนั้นเกิด เวทิน (2546) ท่ีกล่าวว่า การส่ือสารสองทางเป็นรูปแบบหนึ่ง ความเขา้ ใจสงู สดุ กติ มิ า สรุ สนธ,ิ ศภุ กจิ แดงขาว และอนงคล์ กั ษณ์ ท่ีสามารถส่ือสารแลกเปล่ียนความคิดเห็นได้ เป็นการสร้าง สมแพง (2557) ได้ให้ทกั ษะการสื่อสารทดี่ ีของผ้สู ่งสารและผรู้ บั ความเข้าใจได้อย่างชัดเจน ผู้รับมีโอกาสซักถามหรือแสดงความ สาร ซง่ึ มคี วามสอดคลอ้ งกบั ผลการวิจยั ดงั น้คี อื 1) ทกั ษะในการ รู้สึกนึกคิดที่มีต่อสาร นอกจากน้ีการส่ือสารแบบสองทางของ สอ่ื สาร ความสามารถ ความชำ� นาญในการสอ่ื สาร สอ่ื สารไดเ้ ขา้ ใจ การท่องเที่ยวชุมชนเสม็ดงามยังสามารถแบ่งออกเป็น 1) การ ง่ายตรงประเด็น มีความคิดในการใช้เหตุผล ท�ำให้การส่ือสารมี สื่อสารแบบเป็นทางการ เป็นการก�ำหนดโครงสร้าง วัน เวลา ความนา่ เชอื่ ถือ และส่ือสารได้ง่ายมากยง่ิ ขึ้น 2) ทศั นคติ มคี วาม มีแบบแผนไว้อย่างแน่นอนชัดเจน ส่วนใหญ่ปรากฏอยู่ในการ มั่นใจและประเมินตนเองอยู่เสมอ รวมถึงมีทัศนคติท่ีดีต่อเรื่องที่ ประชุม เช่นการวางแผนในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ระหว่าง จะส่ือสาร เป็นการเพ่ิมประสิทธิภาพในการสื่อสารเพื่อส่งเสริม หน่วยงานภายนอก ผู้น�ำชุมชน และสมาชิกในกลุ่ม โดยมีการ การทอ่ งเทย่ี ว ทง้ั มที ศั นคตทิ ด่ี ตี อ่ ผรู้ บั สาร สามารถสรา้ งความนา่ ร่วมกันวางแผน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แบ่งงานตามความ เชอื่ ถือ พอใจ รวมถงึ ผลสำ� เรจ็ ของการสอื่ สารแบบมสี ่วนร่วมเพอ่ื ถนัด เป็นต้น 2) การส่ือสารแบบไม่เป็นทางการ เป็นการสื่อสาร การทอ่ งเทย่ี วไดอ้ กี ดว้ ย 3) ความรู้ มคี วามเขา้ ใจเกยี่ วกบั เนอ้ื หาที่ ที่ไม่มีรูปแบบเกิดข้ึนจากการสื่อสารระหว่างบุคคล มีความเป็น จะสอื่ สาร เขา้ ใจในงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย มคี วามรเู้ กยี่ วกบั สถาน ท่ีท่องเท่ียว เพื่อสามารถตอบค�ำถาม สร้างความเข้าใจให้แก่นัก

ปีท่ี 4 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2564 77 ท่องเที่ยวได้ 4) บริบทวัฒนธรรม การสื่อสารจะประสบความ ทจ่ี �ำเปน็ มีตวั อยา่ งในการน�ำเสนอเพื่อใหเ้ ห็นภาพชดั เจนมากยิ่ง ส�ำเร็จ ความเป็นอยู่ คา่ นยิ ม ความเชื่อ ท่มี คี วามแตกต่างกัน ก็ ขนึ้ รวมถงึ การปรับสารให้เข้ากบั บุคลิกภาพ กจ็ ะท�ำให้สารนั้นมี จะทำ� ใหก้ ารส่ือสารแตกตา่ งกันออกไปดว้ ย เชน่ ชมุ ชนเสม็ดงาม ความนา่ เช่อื ถอื เกดิ ประสิทธภิ าพการส่อื สารมากย่งิ ขึ้น มกี ารท�ำนากก ตากกก ในช่วงเช้าเปน็ ส่วนใหญ่ ท�ำให้บางครั้งไม่ สามารถมาประชุมรบั ฟงั ความคิดเหน็ ได ้ ช่องทางการส่ือสาร จากการศึกษาการสื่อสารแบบ มีส่วนร่วมต่อนักท่องเท่ียวชุมชนเสม็ดงาม พบว่า ช่องทางการ นอกจากนี้ผู้วิจัยพบทักษะการสื่อสารที่ดีในการศึกษา สื่อสารทใ่ี ชเ้ ปน็ ลักษณะท่ีเป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดยใช้ ครง้ั นี้คือ 5) มนษุ ย์สัมพันธ์ ถึงแมว้ า่ สงู สดุ กิตมิ า สรุ สนธ,ิ ศุภ สื่อบุคคล ส่ือกิจกรรม สื่อเฉพาะกิจ ส่ือออนไลน์ ทั้งน้ีมาความ กจิ แดงขาว และอนงคล์ ักษณ์ สมแพง (2557) ไมไ่ ดก้ ลา่ วถึงดา้ น สอดคลอ้ งกบั กติ ิมา สรุ สนธมิ ศภุ กจิ แดงขาว และอนงคล์ กั ษณ์ มนุษย์สัมพันธ์ที่ชัดเจน แต่ผลวิจัยพบว่า การส่ือสารแบบมีส่วน สมแพง (2557) ทแี่ บ่งช่องทางการสอื่ สารออกเปน็ ส่อื บคุ คล กบั ร่วมเพ่ือส่งเสริมการท่องเที่ยว การมีมนุษย์สัมพันธ์ท่ีดีในการ ส่อื ที่ไมใ่ ชบ่ ุคคล ส่ือสาร มีผลท�ำให้เกิดความประทับใจในการสื่อสารแต่ละคร้ัง เช่น การให้ความรู้จากหน่วยงานภายนอกท่ีมีความเป็นกันเอง 1. สอ่ื เปน็ ทางการ 1) ผา่ นสอ่ื บคุ คล ถอื วา่ เปน็ ชอ่ งทาง หรอื การให้บริการนกั ทอ่ งเทยี่ วด้วยความเตม็ ใจ ยมิ้ แย้มแจม่ ใส ท่ีส�ำคัญทสี่ ดุ ชมุ ชนท่องเที่ยวเสมด็ งามใช้สอ่ื สารกบั บุคคลตา่ ง ๆ เป็นต้น และ 6) ภาพลักษณ์ จะเหน็ ไดว้ ่าการส่ือสารแบบมีส่วน ท้ังภายในชุมชน หนว่ ยงานตา่ ง ๆ ทง้ั ภาครัฐและเอกชน ซ่ึงเปน็ รว่ มเพอื่ สง่ เสรมิ การทอ่ งเทยี่ ว บางครง้ั ยงั ไมม่ บี ทสนทนา แตผ่ สู้ ง่ ในรูปแบบชอ่ งทางการสอ่ื สารแบบเป็นทางการ เชน่ การประชมุ สารหรอื ผรู้ บั สารมกั จะถกู ตคี วามหมายจากการพบเหน็ ดงั นน้ั การ เตรยี มงาน ตดิ ตอ่ ประสานงานกบั หนว่ ยงานภายนอก เปดิ โอกาส สร้างภาพลักษณ์ท่ีดีเหมาะสม ก็จะสร้างความน่าเชื่อถือได้ เช่น ใหม้ กี ารแลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ เหน็ ปฏกิ ริ ยิ าของผรู้ บั รบั สาร ซงึ่ การแตง่ กายใหเ้ หมาะในเวลาตดิ ตอ่ กบั หนว่ ยงานราชการ รวมไป จะท�ำให้การส่ือสารน้ันสามารถยืดหยุ่นและสาร้างความเข้าใจได้ ถงึ การแตง่ กายใหเ้ หมาะสมในเวลารบั นักท่องเท่ยี ว ง่ายข้ึน 2) ผา่ นส่ือทีไ่ ม่ใช่บคุ คล เป็นชอ่ งทางเพ่อื เสริมเสรา้ งการ สื่อสารให้เกิดความเข้าใจมากย่ิงข้ึน ซ่ึงทางชุมชนจะเน้นในเรื่อง สาร ผลการวิจัยค้นพบว่า การส่ือสารแบบมีส่วนร่วม ของเอกสารราชการท่ีต้องมีความถูกต้องตามแต่ละหน่วยงาน เพ่อื พัฒนาการทอ่ งเทยี่ วชมุ ชนเสม็ดงามมีอยู่ 2 ลกั ษณะท่สี ำ� คัญ ทท่ี ำ� การประสานงานดว้ ย เช่น หนังสือเชิญประชมุ หนังสอื เชญิ คอื 1) เนอื้ หาของสารทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั การทอ่ งเทยี่ วชมุ ชนเสมด็ งาม บรรยายใหค้ วามรู้ในเร่อื งตา่ ง ๆ ซ่ึงเป็นการสรา้ งความนา่ เชือ่ ถือ เนื่องจากชุมชนเสม็ดงามมีข้อมูลท่องเที่ยวท่ีมากและบางข้อมูล ใหก้ ับชุมชนไดเ้ ป็นอย่างดี เปน็ การเลา่ ตอ่ กนั มา ดงั นน้ั การทต่ี อ้ งเลอื กคดั เนอื้ หาใหเ้ หมาะสม และเรยี บเรียงเพือ่ ใหเ้ กิดความเข้าใจ เป็นส่งิ ทส่ี �ำคญั ในล�ำดับต้น 2. ส่ือไม่เป็นทางการ 1) ผ่านส่ือบุคคล เป็นการพูด ๆ ของการท่องเที่ยวชุมชน เพราะนักท่องเที่ยวจะเป็นผู้รับสาร คุยส่ือสารแบบไม่มีวาระ ไม่มีการนัดล่วงหน้า หรือคุยหลังจาก และตีความ ควรมกี ารเตรียมความพรอ้ มของสารทจ่ี ะสื่อออกไป ประชุมเสร็จ ถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารให้เข้าใจได้ง่าย โดยเฉพาะ ใหถ้ กู ตอ้ งเหมาะสมมากทส่ี ดุ ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั กาญจนา แกว้ เทพ กับนักท่องเท่ียวท่ีมาเที่ยวในชุมชน การส่ือสารแบบไม่เป็น และสมสขุ หนิ วมิ าน (2553) ทก่ี ลา่ ววา่ สารนนั้ มคี วามลน่ื ไหล เปดิ ทางการโดยใชบ้ คุ คล สามารถสร้างความสัมพนั ธ์ไดด้ ี และสร้าง กวา้ งในการตคี วาม ไมว่ า่ ผสู้ ง่ สารจะตง้ั ใจหรอื ไม่ ผรู้ บั สารกจ็ ะเปน็ ความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวได้อีกด้วย เช่น การบรรยาย ผู้สร้างความหมายข้ึนมา ซ่ึงจะท�ำให้นักท่องเที่ยวมีความเข้าใจ สถานท่ที ่องเทย่ี ว นักเลา่ เรื่อง ไกดย์ วุ ชน 2) ผา่ นสื่อท่ไี ม่ใชบ่ ุคคล เป็นหนึ่งเดียว ไม่สับสนกับข้อมูล 2) เนื้อหาท่ีเก่ียวข้องกับการ สามารถช่วยให้การสื่อสารน้ันส่งสารได้ไกลมากย่ิงข้ึน จากการ พฒั นาความร้ใู นด้านตา่ ง ๆ ไมว่ า่ จะเป็น การตลาด พฤตกิ รรม วจิ ยั สามารถแบง่ ออกไดเ้ ปน็ สอื่ กจิ กรรม จากการศกึ ษาพบวา่ สอ่ื การทอ่ งเท่ยี ว พฒั นาผลิตภณั ฑ์ ล้วนแล้วตอ้ งมีการคัดเลอื กสาร กิจกรรมสามารถสรา้ งการจดจ�ำทด่ี ใี หก้ บั นักทอ่ งเทย่ี วได้ ชมุ ชน ท่ีดี เนื้อหาที่ชุมชนนั้นต้องการ และควรมีการเรียงล�ำดับความ ท่องเทย่ี วเสม็ดงามเน้นในเรอ่ื งของกจิ กรรมการท่องเท่ยี ว ใหน้ ัก ยากงา่ ย ไมม่ ีความวิชาการมากเกนิ ไป ภาษาตา่ งประเทศใช้เท่า ท่องเที่ยวได้ลงมือท�ำจริง ในทุกขั้นตอนที่นักท่องเท่ียวสามารถ ท�ำได้ เช่น การย้อมเส่อื การควั่ ใบขลู่ ท�ำให้นกั ทอ่ งเท่ยี วเข้าถงึ

78 วารสารสหวิทยาการสงั คมศาสตร์และการส่ือสาร วถิ ีชีวิตของชมุ ชนเสม็ดงามมากยิง่ ข้นึ และเป็นทช่ี ืน่ ชอบของนกั เห็นต่าง ๆ และมาดว้ ยความสมัครใจ การสอื่ สารแบบมีสว่ นรว่ ม ทอ่ งเท่ียวทไ่ี ดล้ งมือท�ำจรงิ สอื่ เฉพาะกจิ จากการศกึ ษาพบวา่ จงึ มสี ว่ นสำ� คญั ในการพฒั นาชมุ ชนการทอ่ งเทย่ี ว ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั มีการใช้ส่ือเฉพาะกิจ การจัดกิจกรรมประเพณีสักการะพระเจ้า ปารชิ าต สถาปิตานนท์ (2549) ท่ีกล่าวถงึ ความหลากหลายของ ตาก เป็นประจ�ำทุกปี ซ่ึงจะท�ำให้นักท่องเท่ียวได้รู้จักชุมชน ผูเ้ ข้าร่วม ซึงเปน็ หลกั การทีส่ ำ� คญั ของการสือ่ สารแบบมีสว่ นรว่ ม ทอ่ งเที่ยวเสมด็ งามากยิ่งขึน้ สถานทใี่ นการจดั งาน บรเิ วณ ศาล นอกจากน้ี ในชมุ ชนยงั มกี ารรว่ มการวางแผน รว่ มกนั ทำ� กจิ กรรม สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และยังมีพิพิธภัณฑ์อู่ต่อเรือเพื่อ และไดร้ บั ประโยชนร์ ว่ มกนั สอดคลอ้ งกบั กลุ ธดิ า ศรสี วุ รรณ และ ให้นักท่องเท่ียวได้เห็นประวัติความเป็นมาของอู่ต่อเรือพระเจ้า รรนิ ทร วสนุ นั ต์ (2558) ทศ่ี กึ ษาเกย่ี วกบั การสอ่ื สารเพอื่ สรา้ งการ ตากอีกด้วย สื่อออนไลน์ พบว่า ทางชุมชนท่องเท่ียวเสม็ดงาม มีส่วนร่วม จังหวดั พังงา และ ทพิ ยส์ ุดา ปานเกษม และพรพรรณ ไดม้ ี Facebook Fanpage. ไวส้ ำ� หรับแจ้งขา่ วทอ่ งเทย่ี วตา่ ง ๆ ประจกั รเนตร (2559) ศกึ ษาการสื่อสารแบบมสี ว่ นรว่ มเพอื่ การ และตอบคำ� ถามกับนักท่องเท่ยี วท่ีสนใจ ผู้วิจัย ยังพบอีกวา่ สอ่ื พัฒนา จังหวัดน่าน พบว่าทางชุมชนต้องมีการส่ือสารแบบมี ออนไลน์ท่ีใช้ในการส่ือสารยังมีการใช้งานได้ไม่เต็มท่ี เนื่องจาก สว่ นร่วมท้ังภายในและภายนอก มกี นั รว่ มกนั วางแผน ทำ� ให้การ ชมุ ชนยงั ไมม่ คี วามชำ� นาญในการใชส้ อื่ ออนไลน์ ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั สื่อสารเพ่ือพฒั นาการท่องเท่ยี วมีความเขา้ ใจกันง่ายมากยง่ิ ขน้ึ กติ มิ า สรุ สนธมิ ศภุ กจิ แดงขาว และอนงคล์ กั ษณ์ สมแพง (2557) ทก่ี ลา่ ววา่ สอ่ื ทไ่ี มใ่ ชบ่ คุ คลสามารถชว่ ยใหผ้ รู้ บั สารสามารถทราบ นอกจากนี้ Kavaratzis (2015) ศึกษาเก่ียวกับการ ข้อมูลโดยทไี่ มไ่ ด้อยู่ใกลช้ ดิ กัน สร้างแบรนด์ส�ำหรับการท่องเท่ียว และ Panagiotopoulou, Somarakis and Stratigea (2018) โดยไดม้ ีขอ้ สรุปท่ีนา่ สนใจ บริบทสังคม เป็นส่ิงส�ำคัญของการสื่อสารแบบมีส่วน คอื การทอ่ งเทยี่ วจะตอ้ งมสี ว่ นรว่ มกนั สรา้ งระหวา่ งนกั ทอ่ งเทย่ี ว ร่วมเพ่ือพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน เน่ืองจากการพัฒนาท่ีดีถ้า กับชุมชน ซึง่ จะท�ำให้เกดิ การท่องเทย่ี วท่ีมคี ุณค่า เกิดการพฒั นา ไม่รู้ถึงข้อมูลของชุมชนท่ีแท้จริง อาจท�ำให้เกิดผลเสียมากกว่า แบบมสี ว่ นร่วม สง่ ผลใหเ้ กดิ การทอ่ งเท่ยี วที่ย่ังยนื และถาวร ผลดีก็เป็นได้ ถึงแม้รูปแบบการส่ือสารโดยทั่วไปจะไม่ได้กล่าว ถึง บริบททางสังคมมากนัก แต่จากการวิจัยพบว่า บริบทของ ข้อเสนอแนะ สงั คมเปน็ อกี ปัจจยั หนง่ึ ท่ีมีความสำ� คัญ ในการพฒั นาชมุ ชนท่อง เที่ยว สอดคล้องกับ องค์การบริหารการพัฒนาพ้ืนที่พิเศษเพื่อ 1. จากการศึกษาการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมเพ่ือ การทอ่ งเทยี่ วอยา่ งยง่ั ยนื (2553) ทก่ี ลา่ ววา่ คนในชมุ ชนตอ้ งรจู้ กั พฒั นาการทอ่ งเทย่ี วชมุ ชน เยาวชนเขา้ มามสี ว่ นรว่ มในการสอ่ื สาร รากเหงา้ ของตนเองวา่ เปน็ อยา่ งไร มศี กั ยภาพของพนื้ ท่ี ทเี่ ปน็ ทงั้ คอ่ นขา้ งนอ้ ย ทางชมุ ชนควรมกี ารสง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ และเยาวชนเขา้ ทรพั ยากรธรรมชาติ ประเพณี วฒั นธรรม เปน็ อยา่ งไร ตอ้ งมคี วาม มามบี ทบาทในการจดั การทอ่ งเทยี่ วชมุ ชน เพอื่ ใหซ้ มึ ซบั ความเปน็ รู้ความเขา้ ใจ จงึ จะเกิดประโยชน์สูงสุดจากการพัฒนา นอกจาก เจา้ ของชมุ ชน และรบั ทราบขอ้ มลู เกย่ี วกบั สถานทที่ อ่ งเทย่ี ว เพอื่ น้ีผู้ส่งสารเพ่ือที่จะพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน ควรต้องท�ำความ ให้มีการสืบทอดต่อไป และยังเป็นแนวทางไปสู่การท่องเที่ยวท่ี เข้าใจกับบริบทของชุมชน เพื่อท�ำให้การสื่อสารแบบมีส่วนร่วม ยัง่ ยนื เพื่อพัฒนาการท่องเท่ียวชุมชนมีความราบรื่นและเข้าใจมากย่ิง ขึ้น ซง่ึ เป็นไปตามที่ กิตมิ า สรุ สนธมิ , ศภุ กิจ แดงขาว และอนงค์ 2. นอกจากการสอื่ สารแบบมสี ว่ นรว่ มแล้ว การสอ่ื สาร ลกั ษณ์ สมแพง (2557) ได้กล่าวไว้ ด้านการตลาด ความรู้ทางด้านการตลาด การประชาสัมพันธ์ โฆษณา ยังเป็นส่ิงส�ำคัญในการสร้างการท่องเที่ยวชุมชน ดังนั้น การส่ือสารแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาการท่องเท่ียว การศึกษาวิจัยในครั้งต่อไป ผู้วิจัยขอเสนอให้ศึกษาเก่ียวกับการ ชมุ ชน จากการศกึ ษาพบวา่ การสอื่ สารแบบมสี ว่ นรว่ มเปน็ สงิ่ หนงึ่ สอื่ สารการตลาดเพอื่ การทอ่ งเทยี่ วชมุ ชน เพอื่ เปน็ แนวทางในการ ทส่ี ำ� คญั ในการพฒั นาการทอ่ งเทย่ี วชมุ ชน การเรม่ิ คดิ แลกเปลย่ี น พัฒนาการทอ่ งเทีย่ วชมุ ชนต่อไป เรียนรู้ร่วมกัน รับฟังความคิดเห็นของกันและกัน ควรมีความ หลากหลายของสมาชกิ หรอื ผ้เู ข้ารว่ ม เพ่ือจะได้สะทอ้ นความคิด 3. จากการวิจัยพบว่า การส่ือสารแบบมีส่วนร่วมกับ หนว่ ยงานภายนอก จะมีประโยชนเ์ ป็นอยา่ งย่ิงถา้ หน่อวยงานภา ยนอกไดร้ บั รถู้ ึงความตอ้ งการของชุมชนอยา่ งแทจ้ รงิ

ปีที่ 4 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2564 79 บรรณานุกรม กรมการท่องเที่ยว. (2560). แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาแหล่งท่องเท่ียวของประเทศ 2560 - 2564. กรุงเทพฯ: บริษัท พีดับบลิว ปรน้ิ ตงิ้ จำ� กดั กาญจนา แกว้ เทพ และสมสขุ หนิ วมิ าน. (2553). สายธารแหง่ นกั คดิ ทฤษฏเี ศรษฐศาสตรก์ ารเมอื งกบั สอ่ื สารศกึ ษา. กรงุ เทพฯ: ภาพพมิ พ.์ กติ ิมา สุรสนธิ, ศภุ กจิ แดงขาว และอนงคล์ กั ษณ์ สมแพง. (2557). ความรทู้ างการสอื่ สาร (Introduction to Communication) ฉบบั ปรับปรุงใหม่. กรุงเทพฯ: คณะวารสารศาสตร์และสอื่ สารมวลชน มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.์ กลุ ธดิ า ศรสี วุ รรณ และรรินทร วสนุ นั ต.์ (2558). การส่ือสารเพือ่ สร้างการมีส่วนรว่ มของชมุ ชนในการส่งเสรมิ การทอ่ งเท่ยี วอย่างยง่ั ยืน ชมุ ชนกะปง จงั หวดั พงั งา. วารสารบัณฑติ วิทยาลัยราชภัฏสวนดุสติ , 11(3), 25-32. คณะกรรมการนโยบายการทอ่ งเทยี่ วแหง่ ชาต.ิ (2562). แผนพฒั นาการทอ่ งเทยี่ วฉบบั ท่ี 2 (2560 - 2564). กรงุ เทพฯ: สำ� นกั งานกจิ การ โรงพิมพอ์ งคก์ ารสงเคราะหท์ หารผ่านศกึ . ปรมะ สตะเวทนิ . (2546). หลักนิเทศศาสตร.์ กรุงเทพฯ: พมิ พลกั ษณ.์ ปารชิ าต สถาปติ านนท.์ (2549). การสอ่ื สารแบบมสี ว่ นรว่ มและการพฒั นาชมุ ชน : จากแนวคดิ สปู่ ฏบิ ตั กิ ารวจิ ยั ในสงั คมไทย. กรงุ เทพฯ : ส�ำนกั งานกองทุนสนบั สนนุ การวิจยั พจนา สวนศรี. (2554). “บทบาทของประชาชนในทอ้ งถ่ินตอ่ การจัดการท่องเท่ยี วเชิงนิเวศ” เอกสารการสอน ชุดวชิาการจัดการ นันทนาการและการทอ่ งเที่ยวทางธรรมชาติ, พิมพค์ ร้ังที่ 5. นนทบุรี: สำ� นกั พมิ พ์ มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. ทิพย์สุดา ปานเกษม และพรพรรณ ประจักรเนตร. (2559). การส่ือสารแบบมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ของจังหวัดน่าน. ประชุมสัมมนาวิชาการระดับชาติ คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิต พัฒนบรหิ ารศาสตร์, 1 กรกฎาคม 2559, 155-176 สำ� นักพัฒนาชมุ ชน อำ� เภอเมือง. (2561). เอกสารแบบส�ำรวจขอ้ มลู หม่บู ้าน OTOP เพ่อื การท่องเที่ยว. จันทบุรี. องค์การบรหิ ารการพฒั นาพ้นื ทพ่ี เิ ศษเพือ่ การทอ่ งเทย่ี วอย่างยั่งยนื . (2553). การทอ่ งเทีย่ วโดยชุมชน. สบื คน้ เมื่อวันท่ี 1 พฤศจิกายน 2563 จาก: http://www.dasta.or.th/ th/component/k2/item/ Kavaratzis M, Kalandides A. (2015). Rethinking the place brand: the interactive formation of place brands and the role of participatory place branding. Environ Plan A. 47(6), 1368–1382. Panagiotopoulou, M., Somarakis, G., and Stratigea, A. (2018). Smartening up Participatory Cultural Tourism Planning in Historical City Centers. Journal of Urban Technology. 29 Oct 2018, 1-25

80 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการสอื่ สาร ความสมั พันธ์ระหวา่ งการรับรกู้ ารสื่อสารทางการตลาด กบั บคุ ลิกภาพตราสินค้าของการจดั งานว่งิ บางแสน 21 The Relationship Between the Perceptions of Matketing Communications and Brand Personality of Bangsaen 21 Running Event สราลี สนธ์จิ ันทร1์ วิรตั น์ สนธิ์จนั ทร2์ Saralee Sonchan and Wirat Sonchan Article History Received: April 23, 2021 Revised : June 24, 2021 Accepted: July 9, 2021 บทคัดย่อ งานวิจัยน้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. การรับรู้การส่ือสารการตลาดและการรับรู้บุคลิกภาพตราสินค้าของงานว่ิงบางแสน 21 2. เปรียบเทียบลักษณะทางประชากรท่ีมีผลต่อการรับรู้บุคลิกภาพตราสินค้าของการจัดงานว่ิงบางแสน 21 3. ความสัมพันธ์ ระหว่างการสื่อสารการตลาดกับการรับรู้บุคลิกภาพตราสินค้าของการจัดงานว่ิงบางแสน 21 ตัวอย่างเป็นนักวิ่งงานบางแสน 21 จ�ำนวน 600 คน เลือกตัวอย่างโดยไม่อาศัยความน่าจะเป็น คัดเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เป็นวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการส�ำรวจด้วย แบบสอบถาม ค่าความเท่ียงของแบบสอบถามเท่ากับ 0.95 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา การแจกแจงแบบทีแบบอิสระ t-test การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และสถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า 1. ตัวอย่างรับรู้การส่ือสารการตลาดอยู่ในระดับปานกลาง และมีการรับรู้บุคลิกภาพตราสินค้าของงานว่ิงบางแสน 21 อยู่ในบุคลิกภาพผู้มีความสามารถมากท่ีสุด 2. เพศต่างกัน ท�ำให้การรับรู้บุคลิกภาพตราสินค้าแบบโก้หรูของงานวิ่งบางแสน 21 ต่างกัน อย่างมีนัยส�ำคัญ ทางสถิติที่ 0.05 3. รายได้ต่างกัน ท�ำให้การรับรู้มิติบุคลิกภาพตราสินค้าแบบจริงใจของงานวิ่งบางแสน 21 ต่างกัน อย่างมีนัยส�ำคัญ ทางสถิติท่ี 0.05 1 ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ สาขาวิชาสือ่ สารมวลชนทางกีฬา คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวทิ ยาลัยบรู พา Assistant Professor, Sport Mass Communications Program, Faculty of Sport Science, Burapha University. *Corresponding author Email: [email protected] 2 ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ สาขาวชิ าวิทยาศาสตร์การออกก�ำลงั กายและการกฬี า คณะวทิ ยาศาสตรก์ ารกฬี า มหาวทิ ยาลยั บูรพา Assistant Professor, Exercise and Sport Science Program, Faculty of Sport Science, Burapha University.

ปที ่ี 4 ฉบบั ที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2564 81 4. การสื่อสารการตลาดงานวิ่งบางแสน 21 กับการรับรู้บุคลิกภาพจริงใจ มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ท่ีระดับ 0.57 อย่าง มีนัยส�ำคัญทางสถิติที่ 0.05 ค�ำส�ำคัญ: การสื่อสารทางการตลาด บุคลิกภาพตราสินค้า บางแสน 21 Abstract This research aimed 1. to study the perception of marketing communications and brand personality of Bangsaen 21 Running Event; 2. to compare the demographic characteristics towards the perception of brand personality of Bangsaen 21 Running Event; and 3. to study the relationship between the marketing communications and the perception of brand personality of Bangsaen 21 Running Event. The participants were 600 runners from Bangsaen 21 Running Event with non-probability sampling. The samples were selected by the purposive selection. The reliabilities of questionnaires were 0.95. Data were analyzed using descriptive statistics, T-Test, One-Way ANOVA, and Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient. The results showed 1. The participants perceived the marketing communications at the moderate level and perceived the brand personality of Bangsaen 21 Running Event in skilled personality at the highest level. 2. The different genders affected the perception of Sophistication of Bangsaen 21 Running Event with statistically significance difference at 0.05. 3. The different income affected the perception of Sincerity of Bangsaen 21 Running Event with sta- tistically significance difference at 0.05. 4. The marketing communications of Bangsaen 21 Running Event and the perception of Sincerity had the greatest relationships at 0.57 level with statistically significance difference at 0.05. Keywords: Marketing Communications, Brand Personality, Bangsaen 21 บทน�ำ แม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเดน็ 14 ศักยภาพการกฬี า มี ตวั ชี้วัด ได้แก่ ประชาชนทุกภาคสว่ นของประชากรทงั้ หมดออก ในปัจจุบันกีฬามีความส�ำคัญอย่างย่ิงต่อ กำ� ลังกายอยา่ งสม่ำ� เสมอ รอ้ ยละ 40 โดยมุ่งเน้นการจัดกจิ กรรม การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งในด้านสุขภาพและ กีฬา สร้างโอกาสและสนับสนุนการมีส่วนร่วมในกิจกรรมกีฬา ด้านจิตใจ ซ่ึงล้วนเป็นปัจจัยส�ำคัญที่ท�ำให้ประชาชนสามารถ อย่างต่อเน่ือง โดยกระแสการออกก�ำลังกายที่ก�ำลังเป็นที่นิยม พัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว และสังคม ได้อย่าง คือ การว่ิง ซึ่งการวิ่งมีทั้งว่ิงในสวนสาธารณะหรือสถานที่ที่จัด มีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561 - ไวใ้ ห้ และการจดั การแขง่ ขันวิง่ รายการตา่ ง ๆ ซงึ่ เป็นกจิ กรรมท่ี 2580 ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยนอกจากจะเป็นกิจกรรมท่ี มีประเดน็ ยทุ ธศาสตรย์ ่อย เรือ่ ง การส่งเสรมิ ให้ประชาชนมีสว่ น สง่ เสริมให้สขุ ภาพร่างกายแขง็ แรงแลว้ ยงั มสี ่วนในการสร้างราย ร่วมในกิจกรรมออกก�ำลังกาย กีฬาและนันทนาการ และแผน

82 วารสารสหวทิ ยาการสงั คมศาสตรแ์ ละการสอื่ สาร ได้ให้กับท้องถ่ินที่จัดการแข่งขันอีกด้วย เน่ืองจากเป็นกิจกรรม ต่อมาในปี พ.ศ. 2559 มผี ูส้ มัครมากกว่า 30,000 คน จึงตอ้ งใช้ ทีม่ ปี ระชาชนเขา้ รว่ มเป็นจ�ำนวนมาก (แผนยทุ ธศาสตร์การกฬี า ระบบล็อตโต้ (Lotto) สมุ่ ผู้สมัครว่ิงให้อยปู่ ระมาณ 10,000 คน แห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๔ – พ.ศ. ๒๕๗๐, 2564) ปี พ.ศ. 2560 เป็นครั้งแรกท่ีให้สิทธินักว่งิ เก่าสมัครก่อน และรับ สมคั รนักวิ่งใหม่เพิม่ อกี จำ� นวน 5,000 คน จากผ้สู มัคร 37,000 กระแสการวง่ิ ในประเทศไทยไดร้ บั ความนยิ มอยา่ งมาก คน สรุปจ�ำนวนนกั วิ่งทั้งหมด 13,080 คน ปี พ.ศ. 2561 มีนกั ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากสถติ ผิ อู้ อกกำ� ลงั กายดว้ ยการวงิ่ เพม่ิ ขน้ึ ทกุ ปี จาก ว่ิง 15,092 คน และปี พ.ศ. 2562 มนี ักวง่ิ 12,262 คน โดยแยก รอ้ ยละ 15.4 ในปี พ.ศ. 2557 มาอยทู่ ร่ี อ้ ยละ 18.2 ในปี พ.ศ. ระยะ 10 และ 5 กโิ ลเมตร ไปจัดอกี งานในชอ่ื บางแสน 10 มีนัก 2559 และเพม่ิ ขนึ้ อยา่ งตอ่ เนอ่ื งเปน็ รอ้ ยละ 23.1 และ 24.4 ในปี วง่ิ 10,349 คน จากตวั เลขยอดสมคั รและจำ� นวนนกั วงิ่ ทเ่ี พมิ่ มาก พ.ศ. 2560 และปี พ.ศ. 2561 ตามลำ� ดบั หรอื ประมาณเกอื บ 1 ขน้ึ ในแตล่ ะปี แสดงใหเ้ หน็ ถงึ มาตรฐานในการจดั งานวงิ่ เสนห่ ข์ อง ใน 4 ของคนไทย โดยในชว่ งสบิ ปที ผี่ า่ นมา คนไทยใหค้ วามสนใจ งานทส่ี ามารถดึงดดู ใหน้ ักวิ่งเกา่ ยังคงกลับมาวง่ิ และนักวง่ิ ใหมท่ ่ี กจิ กรรมการวง่ิ เพอ่ื สขุ ภาพเพมิ่ ขนึ้ ประมาณ 10 ลา้ นคน ซงึ่ สะทอ้ น ต้องการจะมาลองว่ิงฮาล์ฟมาราธอนบางแสน 21 จนมีค�ำกล่าว ใหเ้ หน็ วา่ คนไทยหนั มาใสใ่ จการออกกำ� ลงั กายดว้ ยการวงิ่ กนั มากขนึ้ ว่า “หากคุณได้ชื่อว่าเป็นนักว่ิงไทย ต้องเคยสัมผัสบางแสน 21 และจากกระแสนยิ มการวง่ิ ในประเทศไทย จงึ มผี ลทำ� ใหจ้ ำ� นวนการ สักคร้งั ” (สิญาทพิ ย์ เพี้ยนภักตร์, 2563) จดั งานวงิ่ เตบิ โตอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง โดยในปี พ.ศ. 2562 มงี านวงิ่ มาก ถงึ 200 - 250 งานตอ่ เดอื น หรอื ประมาณ 3,000 งาน นบั เปน็ การสร้างบุคลิกภาพตราสินค้าให้กับงานวิ่งเพ่ือสร้าง ปรากฏการณท์ ไี่ มเ่ คยเกดิ ขนึ้ มากอ่ นในสงั คมไทย โดยการจดั งาน การจดจ�ำให้กับนักวิ่งนับเป็นส่ิงส�ำคัญ เพราะมีจ�ำนวนงานวิ่งที่ วงิ่ หากเปน็ งานขนาดเลก็ หรอื ขนาดกลาง จะมผี เู้ ขา้ รว่ มกจิ กรรม เพ่ิมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังน้ัน การก�ำหนดบุคลิกภาพตราสิน ประมาณ 1,000 – 5,000 คนตอ่ งาน ขณะทง่ี านขนาดใหญร่ ะดบั ค้า จึงมีความส�ำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารตราสินค้า เน่ืองจาก จงั หวดั จะมผี เู้ ขา้ รว่ มเปน็ หลกั หมนื่ คนขนึ้ ไป เชน่ งาน สสส. จอมบงึ บุคลิกภาพตราสินค้าเป็นสิ่งท่ีช่วยสนับสนุนให้ผู้บริโภครู้สึกว่า มาราธอน บางแสนมาราธอน วง่ิ ผา่ เมอื ง ภเู กต็ มาราธอน เชยี งใหม่ สินคา้ นัน้ ๆ เปน็ สนิ คา้ ส�ำหรับตนเอง และเป็นสิ่งท่ชี ว่ ยเพิ่มความ มาราธอน เปน็ ตน้ (สกั กรนิ ทร์ นยิ มศลิ ป,์ 2563) ทง้ั น้ี หากกลา่ ว เขา้ ใจในตราสนิ คา้ ของผบู้ รโิ ภคใหม้ ากขนึ้ (Belk, 1988 อา้ งถงึ ใน ถงึ งานวง่ิ ทปี่ ระสบความสำ� เรจ็ อนั ดบั ตน้ ๆ ของประเทศไทย งาน ณฐั จริ ภคั บุญทศ, 2556) ซ่ึงบุคลกิ ภาพของตราสนิ คา้ เป็นหนึ่ง วง่ิ คณุ ภาพทยี่ กระดบั มาตรฐานงานวงิ่ ของไทยใหเ้ ทยี บชน้ั งานวง่ิ ในกลยุทธ์การส่ือสารการตลาดท่ีส�ำคัญในการสร้างตราสินค้าให้ ระดบั นานาชาติ โดยนกั วงิ่ การนั ตวี า่ เปน็ งานวง่ิ ฮาลฟ์ มาราธอนท่ี แขง็ แกรง่ อกี ทงั้ ยงั เปน็ เคร่ืองมอื ในการสร้างความไดเ้ ปรียบดา้ น ดที สี่ ดุ กค็ อื งานวง่ิ ฮาลฟ์ มาราธอนบางแสน 21 การแข่งขัน เน่ืองจากบุคลิกภาพตราสินค้าเป็นส่ิงที่ลอกเลียน แบบได้ยาก (ก่อพงษ์ พลโยราช, 2551) อีกทงั้ เมื่อเกดิ การรบั รู้ งานว่งิ ฮาลฟ์ มาราธอนบางแสน 21 จัดข้นึ โดย บรษิ ทั บคุ ลิกภาพตราสนิ คา้ ในใจของนักวิง่ แลว้ น้นั การรับรดู้ งั กลา่ วจะ ไมซ์ แอนด์ คอมมูนิเคชน่ั จ�ำกัด ร่วมกับ เทศบาลเมอื งแสนสุข ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมในกระบวนการตัดสินใจเลือกสมัคร เป็นงานวิ่งฮาล์ฟมาราธอนรายการแรก และรายการเดียวใน และร่วมงานวิ่ง ดงั นนั้ นักการตลาดจงึ ต้องจัดวางบคุ ลกิ ภาพให้ ประเทศไทย ที่ได้รับรางวัลงานว่ิงมาตรฐานระดับโลก “World กบั สนิ ค้า โดยการวางต�ำแหนง่ ตราสินค้าให้ชดั เจน และสามารถ Athletics Road Race Label” จากสหพันธ์สมาคมกรีฑา สอ่ื ใหเ้ หน็ ถงึ บคุ ลกิ ภาพตราสนิ คา้ ตามทน่ี กั การตลาดตอ้ งการผา่ น นานาชาติ ซง่ึ ทำ� ใหง้ านวงิ่ บางแสน 21 ตดิ 1 ใน 5 ของเอเชยี เทยี บ ทางการสื่อสารการตลาดท่ีมีประสิทธิภาพ โดยการส่ือสารการ เท่ากับสาธารณรฐั ประชาชนจีน ญีป่ ุ่น อนิ เดีย และสหรฐั อาหรบั ตลาดท่ีจะท�ำให้เกิดผลดีมีประสิทธิภาพในปัจจุบันน้ัน คือ การ เอมิเรตส์ โดยการจัดงานว่งิ ปี พ.ศ. 2563 นับเป็นปที ่ี 6 ภายใต้ สื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ ซ่ึงเป็นการน�ำเคร่ืองมือสื่อสาร แนวคิด “The Finest Running Event Ever” และมีจำ� นวนนกั หลาย ๆ รูปแบบมาผสมผสานกันอย่างเหมาะสม เพือ่ ใหส้ ามารถ วงิ่ เขา้ รว่ มกวา่ 10,000 คน (กระหม่ึ นกั วงิ่ เฉยี ดหมน่ื รว่ มชงิ ชยั ศกึ ส่งข่าวสารไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด “ฮาลฟ์ มาราธอน บางแสน 21”, 2563) โดยงานวิง่ บางแสน 21 (ดารา ทีปะปาล, 2553) จดั คร้งั แรกเม่อื ปี พ.ศ. 2558 ดว้ ยยอดผูส้ มัครจ�ำนวน 3,600 คน

ปที ่ี 4 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2564 83 งานวง่ิ บางแสน 21 เนน้ อตั ลกั ษณ์ คอื “งานวง่ิ ทแ่ี สนสขุ ของผู้บริโภคที่ตอบสนองต่อการสร้างบุคลิกภาพตราสินค้า ซึ่ง ทสี่ ดุ ” ภายใตแ้ นวคดิ “The Finest Running Event Ever” โดย ขอ้ มลู ทไ่ี ดน้ จ้ี ะเปน็ ประโยชนต์ อ่ การวางแผนการสอื่ สารการตลาด ไดน้ ำ� เสนอคุณค่าตราสินคา้ วา่ “ท่านจะได้สัมผัสบรรยากาศการ และการสร้างบุคลิกภาพตราสินค้าให้กับการจัดงานวิ่งบางแสน วิ่งเลียบชายหาด กินลม ชมลิง ที่แสนสุขท่ีสุด (สิญาทิพย์ เพี้ย 21 และในทางวิชาการสามารถน�ำข้อมูลนี้ไปเติมเต็มองค์ความ นภักตร์, 2563) โดยในปี พ.ศ. 2563 ได้เพิม่ การสอื่ สารเรื่องการ รู้ศาสตร์ด้านสื่อสารการตลาดในประเด็นเกี่ยวกับบุคลิกภาพ ไดร้ บั รางวลั งานวงิ่ มาตรฐานระดบั โลก “World Athletics Road ตราสินค้าของการจัดกิจกรรมกีฬา และสามารถน�ำไปประยุกต์ Race Label” ร่วมด้วย การสื่อสารการตลาดผ่านส่อื ต่าง ๆ ของ ใชใ้ นการพฒั นาการจดั กจิ กรรมอนื่ ๆ ไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ งานวงิ่ บางแสน 21 ทำ� อยา่ งหลากหลาย ทง้ั ผา่ นสอื่ สงั คมออนไลน์ สอ่ื มวลชน กิจกรรมงาน Expo รวมถงึ สื่อบุคคลท้ังคุณรัฐ จโิ รจน์ วตั ถปุ ระสงคก์ ารวิจัย วณิชชากร และคุณณรงค์ชัย คุณปลื้ม อีกท้ังการจัดงานว่ิงบาง แสน 21 ยังมีจุดเด่นท่ียกระดับมาตรฐานของวงการวิ่งด้วยการ 1. เพอื่ ศกึ ษาการรบั รกู้ ารสอื่ สารทางการตลาดและการ สอ่ื สารกบั นกั วง่ิ ผา่ นทางเวบ็ ไซต์ แฟนเพจ อเี มล และ SMS เพอ่ื ให้ รับรู้บคุ ลกิ ภาพตราสนิ คา้ ของการจัดงานวิง่ บางแสน 21 ขอ้ มลู ขา่ วสารทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั งาน ทงั้ แผนทเี่ สน้ ทางการแขง่ ขนั จดุ ให้นำ�้ จุดพยาบาล หอ้ งนำ�้ เส้นทางจราจร เวลาการปดิ ถนน รวม 2. เพอื่ เปรยี บเทยี บลกั ษณะทางประชากรทมี่ ผี ลตอ่ การ ถึงแผนทจ่ี ดุ จอดรถ และอื่น ๆ ซง่ึ ทัง้ หมดได้มกี ารวางแผนในการ รับรู้บุคลกิ ภาพตราสนิ คา้ ของการจดั งานวง่ิ บางแสน 21 ท�ำอย่างเปน็ ระบบ และมีการสื่อสารอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง เพื่อให้นักวงิ่ ได้ทราบขอ้ มลู ของงานอยา่ งละเอยี ด ชว่ ยสร้างความเขา้ ใจ และ 3. เพอ่ื ศกึ ษาความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งการสือ่ สารทางการ รบั รขู้ อ้ มลู ตา่ ง ๆ ทเี่ กย่ี วขอ้ งในวนั วงิ่ ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี (ประสบความ ตลาดกบั การรบั รบู้ คุ ลกิ ภาพตราสนิ คา้ ของการจดั งานวงิ่ บางแสน สำ� เรจ็ อยา่ งยง่ิ ใหญก่ บั งานวงิ่ คณุ ภาพระดบั อนิ เตอร์ BANGSAEN 21 21 นกั วิ่งกวา่ 3,600 คน จากทัว่ ประเทศ การันตวี า่ น่ีคืองานวิง่ ฮาล์ฟมาราธอนท่ีดีท่ีสุด, 2558) ซ่ึงจากการส่ือสารการตลาด สมมตฐิ านงานวิจยั ทั้งหมดนี้ ล้วนสื่อถึงบุคลิกภาพตราสินค้าของการจัดงานว่ิงบาง แสน 21 ทงั้ สนิ้ 1. ลักษณะประชากรด้านเพศแตกต่างกันมีผลท�ำให้ การรับรู้บุคลิกภาพตราสินค้าของการจัดงานวิ่งบางแสน 21 ซ่ึงผู้วิจัยเห็นว่าการสื่อสารการตลาดเป็นเคร่ืองมือท่ี แตกตา่ งกัน ส�ำคัญในการส่ือถึงบุคลิกภาพตราสินค้าของการจัดงานว่ิงบาง แสน 21 ทแี่ ขง็ แกรง่ จนทำ� ใหเ้ กดิ การรบั รบู้ คุ ลกิ ภาพตราสนิ คา้ ใน 2. ลกั ษณะประชากรด้านรายไดแ้ ตกต่างกนั มีผลท�ำให้ ใจของนกั วง่ิ และการรบั รดู้ งั กลา่ วสง่ ผลตอ่ พฤตกิ รรมการตดั สนิ ใจ การรับรู้บุคลิกภาพตราสินค้าของการจัดงานวิ่งบางแสน 21 รว่ มงานวงิ่ บางแสน 21 อยา่ งไรกต็ ามจะเหน็ วา่ กอ่ นหนา้ นไ้ี ดม้ กี าร แตกต่างกัน ศกึ ษาในประเดน็ การสรา้ งแบรนดก์ จิ กรรมและสอ่ื ประชาสมั พนั ธ์ ทม่ี ีผลตอ่ การสร้างแบรนด์กิจกรรมงานว่ิงบางแสน 21 แต่ยงั ไม่มี 3. การส่ือสารทางการตลาดมีความสัมพันธ์กับการ การศกึ ษาประเดน็ การรบั ร้กู ารสอื่ สารทางการตลาด และการรับ รับรบู้ ุคลกิ ภาพตราสินค้าการจดั งานว่ิงบางแสน 21 รบู้ ุคลิกภาพตราสนิ ค้าของการจดั งานวิ่งบางแสน 21 การเปรยี บ เทียบลักษณะทางประชากรที่มีผลต่อการรับรู้บุคลิกภาพตราสิน กรอบแนวคิดในการวจิ ยั ค้าของการจัดงานว่ิงบางแสน 21 รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่าง การส่ือสารทางการตลาดกับการรับรู้บุคลิกภาพตราสินค้าของ การจัดงานวิ่งบางแสน 21 เพื่อให้เกิดความเข้าใจในพฤติกรรม

84 วารสารสหวิทยาการสงั คมศาสตรแ์ ละการสื่อสาร นยิ ามศพั ท์เฉพาะ ของตัวอย่างตามสูตรการหาขนาดตัวอย่างที่ไม่ทราบจ�ำนวน ประชากรแนน่ อนของ Cochran (1953) โดยกำ� หนดระดบั ความ บุคลิกภาพตราสินค้า (Brand Personality) หมาย เช่อื ม่นั ท่รี อ้ ยละ 95 และทรี่ ะดบั นยั สำ� คัญ 0.05 แทนคา่ ตามสูตร ถึง การระบุตัวตนของแบรนด์ เป็นการอ้างอิงถึงลักษณะของ n = (1.96)2(0(.00.55))2(1-0.5) = 384.16 ~ 385 มนุษย์ต่อตราสินค้า ท่ีเป็นผลมาจากการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ประสบการณ์ของลูกคา้ และแบรนด์ โดยลักษณะของบุคลิกภาพ ได้ตัวอย่างจ�ำนวน 385 คน เพ่ือทดแทนการสูญหาย ของตราสินค้าสามารถแบง่ ออกเปน็ 5 มิติ ดังนี้ 1. บคุ ลกิ ภาพ งานวจิ ัยน้จี ึงใช้ตัวอย่างจ�ำนวน 600 คน ในการคดั เลอื กตัวอย่าง ความจรงิ ใจ (Sincerity) สะทอ้ นถงึ ความเสยี สละ คนจติ ใจดี รสู้ กึ ใชว้ ธิ กี ารเลอื กตวั อยา่ งโดยไมอ่ าศยั ความนา่ จะเปน็ (Non-prob- อบอนุ่ 2. บคุ ลกิ ภาพความตน่ื เตน้ (Excitement) สะทอ้ นถงึ ความ ability sampling) คือ ใช้การเก็บรวบรวมข้อมลู โดยวิธกี ารคดั ท้าทาย โลดโผน ไมอ่ ยู่ในกรอบ 3. บคุ ลิกภาพความรู้และความ เลอื กตวั อยา่ งแบบเจาะจง (Purposive sampling) จากนักวิง่ ที่ สามารถ (Competence) สะทอ้ นถงึ พลงั ทรงอำ� นาจ ฉลาด เปน็ เข้าร่วมงานว่งิ บางแสน 21 ปี พ.ศ. 2563 ผนู้ ำ� 4. บคุ ลกิ ภาพความโกห้ รู มรี ะดบั (Sophistication) สะทอ้ น ถึงความดดู ี เป็นสงา่ มีระดบั 5. บคุ ลกิ ภาพความหา้ วหาญ (Rug- เครือ่ งมือท่ใี ช้ในการวิจยั gedness) สะทอ้ นถงึ ความแขง็ แกรง่ ทนทาน ซง่ึ ในการศกึ ษาวจิ ยั เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม (Ques- ครง้ั น้ี ผวู้ จิ ยั ใชม้ าตรวดั บคุ ลกิ ภาพตราสนิ คา้ ของ J. Aaker (1997) tionnaire) โดยแบบสอบถามเป็นค�ำถามปลายปิด แบ่งเป็น 3 ซง่ึ ประกอบไปด้วยลกั ษณะเฉพาะทางบุคลิกภาพทง้ั หมดจำ� นวน ส่วน คือ ส่วน คือ ส่วนท่ี 1 ค�ำถามเกี่ยวกับลักษณะประชากร 42 ลกั ษณะ มาใชใ้ นการอธบิ ายลกั ษณะบคุ ลกิ ภาพตราสนิ คา้ ของ ของกลุ่มตัวอย่างด้านเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และ การจัดงานว่ิงบางแสน 21 รายได้ ส่วนที่ 2 ค�ำถามเก่ียวกับการส่ือสารทางการตลาดของ การจัดงานวิ่งบางแสน 21 จ�ำนวน 13 ข้อ โดยมีค�ำตอบเป็น 5 การส่ือสารทางการตลาด หมายถึง การรวบรวมการนำ� ระดับ และส่วนท่ี 3 ค�ำถามเก่ียวกับการรับรู้บุคลิกภาพตราสิน เสนอข่าวสารต่าง ๆ ท่ีได้วางแผนจัดท�ำขึ้น เพ่ือน�ำมาใช้ในการ ค้าของการจัดงานวิ่งบางแสน 21 โดยใช้มาตรวัดบุคลิกภาพ สร้างแบรนด์ ประกอบไปด้วยการโฆษณา (Advertising) การ ตราสินค้าของ Aaker (1997) แบ่งบุคลิกภาพตราสินค้าท้ังหมด ประชาสมั พนั ธ์ (Public relations) การส่งเสรมิ การขาย (Sales 5 แบบ จ�ำนวน 42 ข้อ มีค�ำตอบเป็น 5 ระดับ และมีเกณฑ์การ Promotion) การตลาดทางตรง (Direct marketing) การขาย พิจารณาค่าเฉล่ียเพ่ือแปลความหมายของระดับคะแนน ดังน้ี โดยบุคคล (Personal selling) การบรรจุภัณฑ์ (Packaging) 1.00 - 2.33 อยู่ในระดับน้อย 2.34 - 3.67 อยู่ในระดับปาน การจัดกิจกรรมพิเศษ และการเป็นผู้อุปถัมภ์ (Events and กลาง และ 3.68 - 5.00 อยู่ในระดับมาก Sponsorships) และการบริการลูกค้า (Customer service) การตรวจสอบความตรงเชิงเน้ือหาของแบบสอบถาม (Duncan, 2005) (Content validity) ปรึกษาผเู้ ช่ียวชาญ 3 ทา่ น โดยให้มคี า่ ดชั นี อยู่ระหว่าง 0.7-1.00 และจากการตรวจสอบความเที่ยงของ แบบสอบถาม (Reliability) จ�ำนวน 30 คน การสือ่ สารทางการ ตลาดของการจัดงานวิ่งบางแสน 21 อยู่ท่ี 0.92 และการรับรู้ วธิ กี ารวจิ ัย บุคลิกภาพตราสินค้าของการจัดงานว่ิงบางแสน 21 อยู่ที่ 0.97 แยกตามมิติ 5 มติ ิ อยูท่ ี่ 0.84, 0.96, 0.94, 0.91 และ 0.85 การศกึ ษาวิจยั เรื่อง ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งการรับร้กู าร การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ สื่อสารทางการตลาดกับบุคลิกภาพตราสินค้าของการจัดงานว่ิง ข้อมูลการวิจยั บางแสน 21 เปน็ วจิ ยั เชิงปรมิ าณ (Quantitative research) ใช้ 1. วัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ลักษณะประชากร การรับรู้ วธิ กี ารเชงิ สำ� รวจ (Survey research) มวี ธิ กี ารดำ� เนนิ การวจิ ยั ดงั การส่ือสารทางการตลาดและการรับรู้บุคลิกภาพตราสินค้าของ ตอ่ ไปน้ี การจัดงานว่ิงบางแสน 21 ใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive ประชากรและตัวอย่าง ประชากร คือ นักวิ่งงานบางแสน 21 ในปี พ.ศ. 2563 ซ่ึงไม่ทราบจ�ำนวนประชากร จึงใช้วิธีการก�ำหนดขนาด

ปีที่ 4 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2564 85 statistics) โดยรายงานด้วยค่าความถ่ี (Frequency) ร้อยละ การจัดงานวงิ่ บางแสน 21 จากการทดสอบสมมติฐานในข้อ 3 ใช้ (Percentage) ค่าเฉล่ีย (Mean) และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน สถิติสหสัมพันธแ์ บบเพยี รส์ ัน (Pearson’s product moment (Standard deviation) correlation coefficient) โดยกำ� หนดคา่ ระดบั นยั สำ� คญั ที่ 0.05 2. วตั ถุประสงคข์ อ้ ท่ี 2 เพ่ือเปรียบเทยี บลักษณะทาง ผลการวิจยั ประชากรที่มีผลต่อการรับรู้บุคลิกภาพตราสินค้าของการจัดงาน ว่ิงบางแสน 21 โดยใชส้ ถิตกิ ารแจกแจงแบบทีแบบอสิ ระ t-test การศึกษาวิจัยครั้งน้ี ท�ำการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก (Independent t-test) และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทาง ตัวอย่าง จ�ำนวน 600 คน พบว่า เพศชายมากกวา่ เพศหญงิ สว่ น เดยี ว (One-way ANOVA) ใหญ่มีอายรุ ะหว่าง 41-50 ปี มีการศึกษาอยู่ในระดับปรญิ ญาตรี มากที่สุด ส่วนใหญท่ �ำงานเอกชน และมีรายได้มากกว่า 65,000 3. วตั ถปุ ระสงคข์ อ้ ที่ 3 เพอ่ื ศกึ ษาความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง บาท มากทส่ี ุด การส่ือสารทางการตลาดกับการรับรู้บุคลิกภาพตราสินค้าของ ตารางที่ 1 คา่ เฉลย่ี และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของการรับรูก้ ารส่ือสารทางการตลาดของการจัดงานวิ่งบางแสน 21 จากตารางที่ 1 พบว่า ตัวอย่างมีการรับรู้การส่ือสาร ตลาดจากการ Line มากที่สุด มีค่าเฉล่ีย 4.67 รองลงมา คือ ทางการตลาดของการจดั งานว่งิ บางแสน 21 ในภาพรวม อยใู่ น Facebook (Bangsaen21) มีคา่ เฉล่ีย 4.64 และอนั ดบั ที่ 3 คือ ระดบั ปานกลาง มคี า่ เฉลย่ี 3.67 โดยมกี ารรบั รกู้ ารสอ่ื สารทางการ กจิ กรรมงาน Expo ในวันรับเสือ้ และบิบ มีค่าเฉล่ยี 4.13

86 วารสารสหวิทยาการสงั คมศาสตรแ์ ละการสอ่ื สาร ตารางท่ี 2 ค่าเฉลย่ี และสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานการรบั ร้บู ุคลิกภาพตราสินคา้ ของการจดั งานวง่ิ บางแสน 21 จากตารางท่ี 2 พบว่า ตัวอย่างมีการรับรู้บุคลิกภาพ อนั ดบั ท่ี 3 มติ บิ คุ ลกิ ภาพหา้ วหาญ (Ruggedness) มคี า่ เฉลยี่ 4.06 ตราสนิ ค้าของการจัดงานวิง่ บางแสน 21 อย่ใู นมติ บิ ุคลิกภาพผู้มี อนั ดับท่ี 4 มติ บิ คุ ลกิ ภาพจรงิ ใจ (Sincerity) มีคา่ เฉล่ีย 4.03 และ ความสามารถ (Competence) มากทสี่ ุด มคี า่ เฉลี่ย 4.39 รอง มิตบิ คุ ลกิ ภาพโกห้ รู มีระดับหรือซบั ซ้อน (Sophistication) น้อย ลงมา คอื มติ บิ คุ ลกิ ภาพนา่ ตน่ื เตน้ (Excitement) มคี า่ เฉลยี่ 4.33 ที่สุด มคี ่าเฉล่ีย 3.85 ตารางท่ี 3 ผลการเปรยี บเทยี บการรับรบู้ คุ ลิกภาพตราสนิ ค้าของการจดั งานว่งิ บางแสน 21 จำ� แนกตามเพศ จากตารางที่ 3 พบว่า การรับรู้มิติบุคลิกภาพตราสิน การรับรู้มิติบุคลิกภาพตราสินค้าแบบโก้หรู มีระดับ คา้ แบบจริงใจ, แบบนา่ ตน่ื เตน้ , แบบผูม้ ีความสามารถ และแบบ หรือซับซ้อน ของการจัดงานว่ิงบางแสน 21 เม่ือจ�ำแนกตาม หา้ วหาญ ของการจดั งานวง่ิ บางแสน 21 เมอื่ จำ� แนกตามเพศ พบ เพศ พบว่า ค่าเฉล่ียแตกต่างกัน อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ี ว่า ค่าเฉล่ียไม่แตกตา่ งกนั ระดับ 0.05

ปที ี่ 4 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม - สงิ หาคม 2564 87 ตารางท่ี 4 ผลการเปรยี บเทียบการรับรู้มิตบิ คุ ลิกภาพตราสินคา้ แบบจริงใจของการจัดงานว่งิ บางแสน 21 จ�ำแนกตามรายได้ จากตารางท่ี 4 พบว่า การรับรู้มิติบุคลิกภาพตราสิน ตราสินค้าแบบจริงใจของการจัดงานว่ิงบางแสน 21 แตกต่าง ค้าแบบจริงใจของการจัดงานว่ิงบางแสน 21 เม่ือจ�ำแนกตาม กัน มีจ�ำนวน 2 คู่ ได้แก่ ตัวอย่างท่ีมีรายได้ 15,001 – 25,000 รายได้ พบว่า ค่าเฉล่ียแตกต่างกัน อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติ บาท และ 35,001 – 45,000 บาท มีการรับรู้มิติบุคลิกภาพ ที่ระดับ 0.05 จึงทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ ด้วยวิธีของ ตราสินค้าแบบจริงใจ มากกว่า ตัวอย่างที่มีรายได้มากกว่า Scheffe พบว่า รายได้แตกต่างกันมีการรับรู้มิติบุคลิกภาพ 65,000 บาท ตารางที่ 5 ความสัมพนั ธ์ระหว่างการส่ือสารทางการตลาดกบั การรับรบู้ ุคลกิ ภาพตราสนิ ค้าของการจดั งานวง่ิ บางแสน 21 จากตารางที่ 5 พบวา่ การสอ่ื สารทางการตลาดของการจดั มากท่ีสุด ในลักษณะท่ีเป็นคนท่ีมีความน่าเชื่อถือ (Reliable) มี งานวงิ่ บางแสน21กบั การรบั รมู้ ติ บิ คุ ลกิ ภาพจรงิ ใจมคี วามสมั พนั ธก์ นั ความมั่นใจในตนเอง (Confident) และมีความเป็นผู้น�ำ (Lead) มากทสี่ ดุ ทร่ี ะดบั 0.57 อยา่ งมนี ยั สำ� คญั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั 0.05 โดย Plummer (1984) ได้แบ่งองค์ประกอบของบุคลิกภาพ ตราสินค้าออกเป็น 2 ส่วน คือ ลักษณะบุคลิกภาพตราสินค้าท่ี อภิปรายผลการวจิ ยั ก�ำหนดไว้ ซ่ึงเป็นสิ่งท่ีนักการตลาดต้องการให้ผู้บริโภคได้รับรู้ ถึงตราสินค้า และลักษณะบุคลิกภาพตราสินค้าท่ีผู้บริโภครับรู้ ผวู้ จิ ยั ขออภปิ รายผลการวจิ ยั โดยแบง่ เปน็ 3 สว่ น ดงั นี้ ถึงตราสินค้า โดยสามารถสรุปได้ว่า การจัดงานวิ่งบางแสน 21 1. การรับรู้บคุ ลิกภาพตราสนิ คา้ ของการจดั งานว่ิงบาง ได้มีการก�ำหนดบุคลิกภาพตราสินค้าผ่านแนวคิด “The Finest แสน 21 อยูใ่ นมิติบคุ ลกิ ภาพผู้มคี วามสามารถ (Competence)

88 วารสารสหวทิ ยาการสงั คมศาสตร์และการส่ือสาร Running Event Ever” คือ “งานว่ิงที่แสนสุขที่สุด” โดยน�ำ ที่สุด (ประสบความส�ำเร็จอย่างย่ิงใหญ่กับงานว่ิงคุณภาพระดับ เสนอคุณค่าตราสินค้าว่า “ท่านจะได้สัมผัสบรรยากาศการว่ิง อินเตอร์ BANGSAEN 21 นักวิ่งกว่า 3,600 คน จากท่ัวประเทศ เลียบชายหาด กินลม ชมลิง ที่แสนสุขที่สุด” (สิญาทิพย์ เพ้ีย การันตีว่านี่คืองานวิ่งฮาล์ฟมาราธอนท่ีดีที่สุด, 2558) ซ่ึงเหตุผล นภักตร์, 2563) และนอกจากนั้น กลุ่มตัวอย่างยังมีการเช่ือม เหล่านี้จึงท�ำให้กลุ่มตัวอย่างน�ำงานว่ิงบางแสน 21 มาเช่ือมโยง โยงลกั ษณะบคุ ลกิ ภาพผา่ นทางลกั ษณะทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั ผลติ ภณั ฑ์ กับมิติบุคลิกภาพแบบผู้มีความสามารถ ในลักษณะที่เป็นคนที่มี โดยตรง (Product-related Characteristics) (Aaker, 1996) ความน่าเช่ือถือ มีความม่ันใจในตนเอง และมีความเป็นผู้น�ำ กล่าวคือ งานว่ิงบางแสน 21 เป็นงานว่ิงมาตรฐานระดับโลก Gold Label ท่ีได้รับรางวัลจาก World Athletics หรือสหพันธ์ 2. ลักษณะทางประชากรที่แตกต่างกันมีการรับรู้ สมาคมกรีฑานานาชาติ ซึ่งเป็นงานว่ิงงานแรกและงานเดียว บุคลิกภาพตราสินค้าของการจัดงานว่ิงบางแสน 21 ต่างกัน คือ ของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน จึงท�ำให้งานวิ่งบางแสน ด้านเพศ และรายได้ของกลุ่มตัวอย่าง ซ่ึงการรับรู้เป็นกระบวน 21 ติดอันดับ 1 ใน 5 ของเอเชีย (กระหึ่ม นักวิ่งเฉียดหม่ืนร่วม การเลือกการรวบรวม และการตีความส่ิงเร้าต่าง ๆ ทางการ ชิงชัยศึก “ฮาล์ฟมาราธอน บางแสน 21”, 2563) ภายในงาน ตลาด ตลอดจนสภาพส่ิงแวดล้อมให้เป็นภาพรวมเพ่ือเช่ือมโยง ว่ิงบางแสน 21 มีกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย เช่น การจัดงาน กันจนสามารถเข้าใจได้ (Assael, 1998, อ้างถึงใน จิตรลดา สัมมนาพิเศษ เรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬากับการว่ิง เป็นการน�ำ ศักด์ิศรีพิพัฒน์, 2559) ซ่ึงปัจจัยที่เป็นตัวก�ำหนดการรับรู้ไว้ว่า เสนอข้อมูลด้านต่าง ๆ ของการวิ่ง ในมุมมองของวิทยาศาสตร์ ส่ิงเร้าอย่างเดียวกันอาจจะท�ำให้บุคคลทั้ง 2 คน สามารถรับ การกีฬา ไม่ว่าจะเป็นในเร่ืองของการฝึกฝนร่างกายส�ำหรับนัก รู้ต่างกันได้ การท่ีมนุษย์สามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ต้องอาศัย ว่ิงมือใหม่ มือเก่า หรือการเตรียมพร้อมที่ถูกวิธีท้ังก่อนและ ปัจจัยหลายอย่าง และจะรับรู้ได้ดีมากน้อยเพียงใดข้ึนอยู่กับ หลังการวิ่ง การดูแลอาการบาดเจ็บจากการว่ิง อีกทั้ง ภายใน สิ่งท่ีมีอิทธิพลต่อการรับรู้ เช่น ประสบการณ์ วัฒนธรรม การ งานยังมีการดูแลความปลอดภัยให้กับนักวิ่งตลอดเส้นทาง มี ศึกษา (กันยา สุวรรณแสง, 2544, อ้างถึงใน จิตรลดา ศักดิ์ศรี อาสาสมัครจากเทศบาลเมืองแสนสุขเข้ามาช่วยเหลือในด้าน พิพัฒน์, 2559) โดยบุคคลแต่ละคนน้ันมีเหตุผล และใช้เหตุผล การอ�ำนวยความสะดวก และมีการปิดก้ันเส้นทางจราจร โดย ในการตัดสินปัญหา มีการใช้ประสบการณ์ท่ีมีเพื่อช่วยในการ ประสานกับทาง สภ.เมืองแสนสุข เพ่ือให้เส้นทางว่ิงปลอดภัย ตัดสินใจ ซ่ึงประสบการณ์นั้นมาจากการท่ีผู้บริโภคแต่ละคน และสร้างความมั่นใจให้กับนักว่ิงเป็นอย่างดี นอกจากน้ียังมี เรียกข้อมูลท่ีเก็บอยู่ในหน่วยความจ�ำของตนออกมาใช้ ซ่ึง ทีมแพทย์ฉุกเฉินจาก 3 โรงพยาบาลชั้นน�ำในท้องที่ จ.ชลบุรี ข้อมูลท่ีอยู่ในหน่วยความจ�ำของแต่ละคนน้ันมีความต่างกันไป มีทีมแพทย์เคลื่อนท่ีพร้อมรถพยาบาลมาดูแลนักว่ิงในทุกเส้น ตามปัจจัยทางกายภาพของแต่ละคน เช่น เพศ อายุ การศึกษา ทาง และนอกจากน้ีงานวิ่งบางแสน 21 ยังท�ำประกันคุ้มครอง และสภาพแวดล้อม เป็นต้น (Solomon, 2013, อ้างถึงใน ส อุบัติเหตุให้กับนักว่ิงทุกคนด้วยวงเงินรักษาพยาบาล 100,000 ราลี พุ่มกุมาร และวิรัตน์ สนธ์ิจันทร์, 2563) ความแตกต่าง บาท เพื่อเป็นการยืนยันว่าทีมงานให้ความส�ำคัญกับเรื่องความ ของวิธีการท�ำความเข้าใจต่อสิ่งรอบตัวของผู้บริโภคแต่ละคน ปลอดภัยของนักว่ิงอย่างจริงจัง ซ่ึงนับว่าเป็นการสร้างมาตรฐาน จากประสบการณ์ คุณลักษณะ และการรับรู้ของผู้บริโภค จึง ใหม่ให้กับวงการวิ่งของไทย ส�ำหรับการจัดเตรียมอาหารให้กับ เป็นผลให้กลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะประชากรต่างกันมีการรับ นักวิ่งหลังเข้าสู่เส้นชัย งานวิ่งบางแสน 21 ได้น�ำร้านอาหารช่ือ รู้บุคลิกภาพตราสินค้าต่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ดงั จากท่วั เมืองบางแสนมาใหบ้ รกิ ารนกั ว่ิงฟรี โดยมีไฮไลทส์ ำ� คัญ ปริทัศน์ พระสุจันทร์ (2557) ที่ศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านเพศ คือ ข้าวหลามช็อต ซ่ึงเป็นของฝากข้ึนชื่อของบางแสนมาให้กับ และปัจจัยด้านรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมีผลต่อการรับรู้บุคลิกภาพ นักว่ิงทุกคน ท�ำให้นักวิ่งท่ีเข้าร่วมงานว่ิงบางแสน 21 เกิดความ ตราสินค้าแอมเวย์ และยังสอดคล้องกับงานวิจัยของสราลี พุ่ม ประทับใจ และช่ืนชมกับการจัดงานวิ่ง โดยนักวิ่งทุกเสียงบอก กุมาร และวิรัตน์ สนธิ์จันทร์ (2563) ที่ศึกษาพบว่า เพศแตกต่าง ตรงกันว่า งานวิ่งบางแสน 21 คืองานว่ิงฮาล์ฟมาราธอนท่ีดี กัน มีผลท�ำให้การรับรู้มิติบุคลิกภาพตราสินค้าแบบห้าวหาญ ของคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยบูรพา แตกต่าง

ปที ี่ 4 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2564 89 กัน อย่างมีนัยส�ำคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.05 ในลักษณะท่ีเป็นคนจริงใจ มีความเป็นมิตร มีความซ่ือสัตย์ รวม 3. การสื่อสารทางการตลาดของการจัดงานว่ิงบาง ถึงเป็นคนท่ีมีความร่าเริง ซึ่งจะเห็นว่าการก�ำหนดบุคลิกภาพไว้ อย่างชัดเจนของการจัดงานวิ่ง ส่งผลให้การเลือกใช้การสื่อสาร แสน 21 มีความสัมพันธ์กับการรับรู้มิติบุคลิกภาพจริงใจมาก ทางการตลาดในการสื่อสารบุคลิกภาพตราสินค้านั้นตรงกับกลุ่ม ท่ีสุด โดยมีลักษณะท่ีเป็นคนจริงใจ มีความเป็นมิตร มีความ เป้าหมาย ตรงตามต�ำแหน่งที่วางไว้ และยังท�ำให้กลุ่มเป้าหมาย ซื่อสัตย์ และเป็นคนร่าเริง ซ่ึงผลการวิจัยสามารถสรุปได้ว่า เกิดความชัดเจน ไม่สับสนในบุคลิกภาพตราสินค้า และน�ำไปสู่ การสื่อสารทางการตลาดเป็นเครื่องมือที่สามารถน�ำมาใช้ในการ การรับรู้บุคลิกภาพตราสินค้าตามท่ีก�ำหนดไว้ ส่ือสารบุคลิกภาพตราสินค้าของการจัดงานวิ่งบางแสน 21 ได้ เพราะการส่ือสารทางการตลาดเหล่านั้นท�ำให้กลุ่มตัวอย่างรับรู้ ข้อเสนอแนะการวิจัย บุคลิกภาพตราสินค้าได้ตามที่การจัดงานวิ่งบางแสน 21 ก�ำหนด ไว้ คือ งานวิ่งที่แสนสุขท่ีสุด เน้นทุกอย่างท่ีเป็นความสุข ความ ขอ้ เสนอแนะสำ� หรบั การนำ� ผลการวจิ ยั ไปประยกุ ตใ์ ช้ ว้าว ประสบการณ์ดี ๆ ของการร่วมกิจกรรม โดยนักว่ิงจะได้ 1. จากผลการวิจัย พบว่า เพศหญิงมีการรับรู้ สัมผัสบรรยากาศการว่ิงเลียบชายหาด กินลม ชมลิง ท่ีแสนสุข บุคลิกภาพตราสินค้าแบบโก้หรู มีระดับหรือซับซ้อน มากกว่า ที่สุด (สิญาทิพย์ เพ้ียนภักตร์, 2563) ซึ่งการสื่อสารการตลาด เพศชาย ซ่ึงการจัดงานว่ิงบางแสน 21 ควรเพิ่มการรับรู้ในส่วน ผ่านส่ือต่าง ๆ ของงานวิ่งบางแสน 21 ท�ำอย่างหลากหลาย ท้ัง ของบุคลิกภาพตราสินค้าแบบโก้หรู มีระดับหรือซับซ้อน ให้กับ ผ่านส่ือสังคมออนไลน์ สื่อมวลชน กิจกรรมงาน Expo รวมถึงส่ือ กลุ่มเป้าหมายที่เป็นเพศชายเพิ่มมากขึ้น โดยการสร้างการรับ บุคคลท้ังคุณรัฐ จิโรจน์วณิชชากร และคุณณรงค์ชัย คุณปล้ืม อีก รู้ผ่านการส่ือสารการตลาดถึงความมีระดับ หรูหรา ดูดี และมี ท้ังการจัดงานวิ่งบางแสน 21 ยังได้ลงลึกในทุกรายละเอียดของ เสน่ห์ งาน เริ่มตั้งแต่การออกแบบเสื้อ และเหรียญ ด้วยคอนเซ็ปต์ที่ 2. จากผลการวิจัย พบว่า ตัวอย่างท่ีมีรายได้แตกต่าง เน้นความเรียบง่ายแต่มีสไตล์ และน�ำลิงแห่งเขาสามมุขมาเป็นกิ กันมีผลท�ำให้การรับรู้มิติบุคลิกภาพตราสินค้าแบบจริงใจของ มมิคในการออกแบบ รวมถึงสร้างตุ๊กตาลิงจอมซน แซมมี่ มุ้กกี้ การจัดงานวิ่งบางแสน 21 แตกต่างกัน ดังนั้น งานวิ่งบางแสน ขึ้นมาเป็นรางวัลพิเศษส�ำหรับนักวิ่ง จนได้รับการกล่าวถึงเป็น 21 จึงควรเพิ่มการรับรู้มิติบุคลิกภาพตราสินค้าแบบจริงใจ ให้ Talk of the town ของวงการวิ่ง นอกจากนี้งานว่ิงบางแสน 21 กับตัวอย่างท่ีมีรายได้มากกว่า 65,000 บาท เพ่ิมมากขึ้น โดย ยังมีจุดเด่นท่ียกระดับมาตรฐานของวงการว่ิงด้วยการส่ือสารกับ การสร้างการรับรู้ผ่านการส่ือสารการตลาดถึงความจริงใจ ความ นักว่ิงผ่านทางเว็บไซต์ แฟนเพจ อีเมล และ SMS เพ่ือให้ข้อมูล เป็นมิตร ความซ่ือสัตย์ และความร่าเริง ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับงาน ท้ังแผนที่เส้นทางการแข่งขัน จุดให้ 3. จากผลการวิจัย พบว่า การสื่อสารทางการตลาด น้�ำ จุดพยาบาล ห้องน้�ำ เส้นทางจราจร เวลาท่ีท�ำการปิดถนน ของการจัดงานวิ่งบางแสน 21 มีความสัมพันธ์กับการรับรู้มิติ รวมถึงแผนที่จุดจอดรถ และอื่น ๆ ซึ่งท้ังหมดได้มีการวางแผน บุคลิกภาพจริงใจมากที่สุด ดังนั้น การจัดงานวิ่งบางแสน 21 ในการท�ำอย่างเป็นระบบ และมีการส่ือสารอย่างต่อเนื่อง เพ่ือ ควรให้ความส�ำคัญกับการส่ือสารทางการตลาด ซึ่งบุคลิกภาพ ให้นักวิ่งได้ทราบข้อมูลของงานอย่างละเอียด ช่วยสร้างความ ตราสินค้าจะแข็งแกร่งขึ้นหากได้รับการสนับสนุนผ่านเคร่ืองมือ เข้าใจ และรับรู้ข้อมูลต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องในวันวิ่งได้เป็นอย่าง การสื่อสารการตลาดอย่างต่อเน่ือง โดยบุคลิกภาพตราสินค้าน้ัน ดี (ประสบความส�ำเร็จอย่างยิ่งใหญ่กับงานว่ิงคุณภาพระดับ มีส่วนช่วยให้ผู้บริโภคสามารถดึงข้อมูลเก่ียวกับตราสินค้าออก อินเตอร์ BANGSAEN 21 นักว่ิงกว่า 3,600 คน จากท่ัวประเทศ มาจากความทรงจ�ำ และท�ำให้เห็นถึงความแตกต่างจากคู่แข่ง การันตีว่านี่คืองานว่ิงฮาล์ฟมาราธอนที่ดีที่สุด, 2558) ซึ่งจาก ข้อเสนอแนะส�ำหรับการวิจัยในอนาคต การส่ือสารทางการตลาดของงานวิ่งบางแสน 21 น้ีเอง จึงท�ำให้ 1. การวิจัยน้ีท�ำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการ กลุ่มตัวอย่างน�ำมาเช่ือมโยงกับมิติบุคลิกภาพแบบมีความจริงใจ ส่ือสารทางการตลาดกับการรับรู้บุคลิกภาพตราสินค้าการจัด

90 วารสารสหวทิ ยาการสังคมศาสตรแ์ ละการส่ือสาร งานว่ิงบางแสน 21 ซ่ึงผู้ท่ีสนใจอาจเลือกศึกษากับการจัดงาน ระยะอื่น ๆ ของบริษัท ไมซ์ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น จ�ำกัด หรือ ว่ิงอ่ืน ๆ เปรียบเทียบกับการจัดงานวิ่งอื่น ๆ 2. การวิจัยนี้ท�ำการศึกษาการรับรู้บุคลิกภาพตราสิน 3. ผู้ที่สนใจอาจเลือกใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ ค้าการจัดงานวิ่งบางแสน 21 เพียงที่เดียว ซึ่งผู้ท่ีสนใจอาจเลือก เพ่ือให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการส่ือสารทางการตลาด และ ศึกษาเปรียบเทียบบุคลิกภาพตราสินค้าของการจัดงานวิ่งใน ความคิดเห็นเก่ียวกับบุคลิกภาพตราสินค้าของกลุ่มตัวอย่าง บรรณานุกรม กระหึ่ม นักวงิ่ เฉยี ดหม่นื ร่วมชงิ ชยั ศึก “ฮาลฟ์ มาราธอน บางแสน 21”. (19 ธนั วามคม 2563). ไทยรัฐออนไลน.์ สบื คน้ จาก https:// www.thairath.co.th/sport/others/1997947 กอ่ พงษ์ พลโยราช. (2551). บุคลกิ ภาพตราองค์กรในประเทศไทย (รายงานการวจิ ยั ). ขอนแก่น: คณะวิทยาการจดั การ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ . การกฬี าแห่งประเทศไทย. (2564). แผนยุทธศาสตร์การกีฬาแหง่ ประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๔ – พ.ศ. ๒๕๗๐. กรุงเทพ: การ กีฬาแห่ง ประเทศไทย. จิตรลดา ศกั ดศ์ิ รพี พิ ฒั น์. (2559). ความสมั พันธ์ระหวา่ งการรบั รู้ ภาพลกั ษณ์ คณุ ภาพใหบ้ รกิ ารและความตง้ั ใจซื้อของผใู้ ช้บัตรเครดติ ธนาคารซไี อเอ็มบไี ทยในเขตกรงุ เทพมหานคร. บริหารธรุ กจิ มหาบัณฑิต, บณั ฑิตวิทยาลัย, มหาวทิ ยาลยั สยาม. ณฐั จริ ภคั บญุ ทศ. (2556). การเปรยี บเทยี บการรบั รบู้ คุ ลกิ ภาพตราสนิ คา้ ชาพรอ้ มดม่ื ระหวา่ ง “โออชิ ”ิ กบั “อชิ ติ นั ” และอทิ ธพิ ลของ บคุ ลกิ ภาพ “คณุ ตัน ภาสกรนท”ี ทม่ี ตี ่อการรับรู้บคุ ลิกภาพตราสินคา้ ของสองตราสนิ คา้ . บรหิ ารธุรกิจมหาบัณฑิต, สาขา การตลาด, มหาวิทยาลัยขอนแก่น. ดารา ทปี ะปาล. (2553). การส่ือสารการตลาด. กรุงเทพฯ: อมรการพมิ พ์. ประสบความสำ� เรจ็ อยา่ งยิง่ ใหญก่ ับงานว่งิ คณุ ภาพระดบั อนิ เตอร์ BANGSAEN 21 นักวิง่ กวา่ 3,600 คน จากท่วั ประเทศ การันตวี ่า นค่ี ืองานว่ิงฮาล์ฟมาราธอนท่ดี ที ส่ี ุด. (2558). สบื คน้ 3 ธนั วาคม 2563, จาก https://www.ryt9.com/s/prg/2321584 ปริทศั น์ พระสุจนั ทร.์ (2557). การรับรู้บคุ ลิกภาพตราสินคา้ แอมเวย์ กรณศี ึกษา : ประชากรในเขตอ�ำเภอเมืองจังหวดั อบุ ลราชธานี. บริหารธรุ กิจมหาบัณฑติ , สาขาการตลาด, คณะวิทยาการจัดการ, มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น. สราลี พุ่มกุมาร และวิรัตน์ สนธิ์จันทร์. (2563). ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การส่ือสารทางการตลาดกับบุคลิกภาพตราสินค้า คณะวทิ ยาศาสตร์การกฬี า มหาวทิ ยาลยั บรู พา. วารสารวิชาการมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบรู พา, 28(2), 295-317. สกั กรินทร์ นยิ มศิลป์. (2563). คนไทย 16 ลา้ นคนเดิน-วิ่งเพ่อื สขุ ภาพ. สบื ค้น 3 ธนั วาคม 2563, จาก https://www.thaihealthre port.com/articleapr012020 สิญาทพิ ย์ เพ้ียนภักตร์. (2563). การสรา้ งแบรนด์กจิ กรรม (Event Brand) กรณศี กึ ษา กิจกรรมงานว่งิ BANGSAEN 21. วารสาร นเิ ทศศาสตร์ธุรกิจบณั ฑติ ย์, 14(1), 86-120. Aaker, D. A. (1996). Building strong brands. New York: Free Press. Aaker, J. L. (1997). Dimensions of brand personality. Journal of Marketing Research, 34(3), 347-356. Cochran, W.G. (1953). Sampling Techniques. New York: John Wiley & Sons. Duncan, T. (2005). Principle of Advertising & IMC. 2d ed. Boston: McGraw-Hall companies, Inc. Plummer, J. T. (1984). How Personality Makes a Difference. Journal of Advertising Research, 24(6), 27-31.

ปีท่ี 4 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2564 91 ความตอ้ งการศึกษาตอ่ ในหลกั สูตรวทิ ยาศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวิชาจิตวทิ ยา มหาวทิ ยาลัยรามค�ำแหง The Needs of Pursuing a Master of Science Program in the Psychology Department of Ramkhamhaeng University อริสา สำ� รอง1 รังสมิ า หอมเศรษฐ2ี พีสสลัลฌ์ ธ�ำรงศว์ รกุล3 Arisa Samrong, Rungsima Homsettee and Phitsaran Thamrongworakun Article History Received: December 4, 2020 Revised: December 25, 2020 Accepted: January 14, 2021 บทคัดย่อ การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความต้องการศึกษาต่อในหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยรามค�ำแหง ของผู้ส�ำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี 2) ความคิดเห็นของผู้ส�ำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีต่อ โครงสร้างและเนื้อหารายวิชาทางจิตวิทยาของหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยรามค�ำแหง กลุ่ม ตัวอย่างในการวิจัยเป็นผู้ที่ส�ำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี จ�ำนวน 256 คน โดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความความสนใจ และจะสมัครเรียนต่อในหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยา โดยมีเป้าหมายเพ่ือเพิ่มพูนความรู้และทักษะทาง จิตวิทยามากท่ีสุด รองลงมาเพื่อน�ำไปใช้ในการประกอบอาชีพ และเป็นสาขาที่น่าสนใจ ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่สนใจศึกษา ต่อในแผนการศึกษาประเภทแผน ข. และวิชาเอกที่ผู้ตอบแบบสอบถามสนใจศึกษาต่อมากที่สุดคือวิชาเอกจิตวิทยาการปรึกษา รองลงมาคือวิชาเอกจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ 2) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ให้ความคิดเห็นว่าโครงสร้างหลักสูตร จ�ำนวนหน่วยกิตเท่ากับ 43 หน่วยกิต มีความเหมาะสมพอดี 3) ผู้ตอบแบบสอบถามท่ีสนใจศึกษาในวิชาเอกจิตวิทยาการปรึกษามี ความสนใจในเนื้อหาวิชาเก่ียวกับจิตวิทยาการเยียวยาและฟื้นฟูมากท่ีสุด รองลงมาคือการปรึกษาครอบครัว ส่วนวิชาเอกจิตวิทยา อุตสาหกรรมและองค์การมีความสนใจในเนอ้ื หาวิชาเกย่ี วกับการปรบั พฤติกรรมในองคก์ าร รองลงมาคอื การทดสอบและการประเมนิ ทางจิตวิทยา ค�ำส�ำคัญ: ความต้องการศึกษาต่อ หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต จิตวิทยา มหาวิทยาลัยรามค�ำแหง 1-3 ภาควชิ าจิตวทิ ยา คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั รามค�ำแหง Department of Psychology, Faculty of Education, Ramkhamhaeng University. *Corresponding author Email: [email protected]

92 วารสารสหวิทยาการสังคมศาสตร์และการส่อื สาร Abstract This research aimed to study 1) the need for further study in the Master of Science Program in Psy- chology, Ramkhamhaeng University. 2) the opinions of undergraduate’s degree in the psychological structure and content of the Master of Science program, Department of Psychology Ramkhamhaeng University. The research sample consisted of 256 undergraduates using questionnaires. The statistics used for data analysis were frequent, percentage, mean and standard deviation. The findings were as follows: 1) Most of the respon- dents were interested and would apply for a Master of Science in Psychology program. The goal is to maximize psychological knowledge and skills. Inferior to use in their occupations and the interesting field. Most of the respondents were interested to further their studies in plan type B, and the most interesting major subject that the respondents interested in was counseling psychology followed by industrial and organizational psychology. 2) Most of the respondents commented that the program structure of 43 credits is appropriate. 3) Respondents who were majoring in counseling were most interested in remedial and rehabilitation psychology subjects. Inferior to psychological and family counseling. As for industrial and organizational psychology, interested in the subject matter of organizational behavior modification. Inferior to psychological tests and assessments. Keywords: Education requirement, Master of Science, Program in Psychology บทน�ำ ระดับบัณฑิตศึกษายังเป็นส่วนหน่ึงของการสนับสนุนให้เกิดการ เรียนรู้ตลอดชีวิต (Haggis, 2003) การศึกษาเป็นการพัฒนามนุษย์และสังคมให้มีความ เจริญงอกงามโดยการถ่ายทอดความรู้ คุณธรรม และจริยธรรม สถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบันมีความ ให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ด�ำรงชีวิตและ ต้องการและมีความจ�ำเป็นท่ีนักจิตวิทยาจะเข้าไปมีบทบาทใน ประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ีจะน�ำพาประเทศชาติ การแก้ปัญหาทางสังคมมากข้ึน ไม่ว่าจะเป็นเร่ืองสุขภาพจิตของ ไปสู่ความเจริญก้าวหน้า โดยประเทศไทยได้ก�ำหนดยุทธศาสตร์ คนไทยในปัจจุบันท่ีต้องเผชิญกับภาวะความเครียดสูงท้ังปัญหา การพัฒนาส่งเสริมทุนมนุษย์ เป็นกลยุทธ์หนึ่งของแผนพัฒนา ทางเศรษฐกิจและปัญหาครอบครัวซ่ึงนักจิตวิทยาให้ค�ำปรึกษา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับท่ี 12 (พ.ศ. 2560-2564) จะช่วยเหลือได้ (กรมสุขภาพจิต, 2562) นอกจากน้ันในเรื่องของ แต่ประเทศไทยมีข้อจ�ำกัดหลายด้าน ท้ังประชากรส่วนใหญ่ยัง การท�ำงาน นักจิตวิทยายังเข้าไปช่วยเหลือองค์การในหลาย ๆ ขาดองค์ความรู้ ทักษะ และเจตคติ สังคมขาดคุณภาพและมี ด้าน เช่นการคัดเลือก การดูแล และการพัฒนาบุคลากร ดัง ความเหล่ือมล้�ำสูง ที่เป็นอุปสรรคต่อการยกระดับศักยภาพ นั้นการผลิตบุคลกรทางด้านจิตวิทยาที่มีความรู้ความช�ำนาญ การพัฒนา ซึ่งประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาปัจจัยพ้ืนฐานเชิงด้าน ในศาสตร์ทางจิตวิทยาซึ่งเป็นศึกษาเก่ียวกับกระบวนการของ ยุทธศาสตร์โดยเฉพาะการพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ จิต กระบวนความคิด และพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยหลักทาง จากการยกระดบั คณุ ภาพคณุ ภาพการศกึ ษา การเรยี นรู้ และการ วิทยาศาสตร์ จึงมีความจ�ำเป็นที่จะต้องน�ำความรู้ไปประยุกต์ พัฒนาทักษะด้านแรงงาน (ส�ำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการ ใช้ในการแก้ไขปัญหาในสังคม ทั้งปัญหาเก่ียวกับการด�ำเนิน เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2559, หน้า1) ดังนั้น บทบาทของ ชีวิตของบุคคลทั่วไป หรือการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรใน การศึกษาจะส่งเสริมให้บุคคลมีความรู้และทักษะในการสร้าง องค์การ เป็นต้น (สุรชาติ ณ หนองคาย, 2563) ดังนั้นสถาบัน ประโยชน์ต่อตนเอง สังคม และประเทศชาติ อีกท้ังการศึกษา ทางการศึกษาจึงต้องพัฒนาหลักสูตรทางด้านจิตวิทยาท่ีตอบ

ปที ี่ 4 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม 2564 93 สนองต่อการน�ำวิชาความรู้ไปแก้ปัญหาในสังคม เช่น การ ศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยรามค�ำแหง ศึกษาในสาขาจิตวิทยาการปรึกษาที่ผลิตบุคลากรทางด้าน จิตวิทยาเพ่ือช่วยเหลือบุคคลที่มารับบริการให้เข้าใจปัญหา นิยามศัพท์ ผ่านกระบวนการส�ำรวจตนเอง ส่งผลให้เกิดการตระหนักรู้ และสามารถพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาตนเองได้อย่างเหมาะสม 1. ความต้องการศึกษาต่อ หมายถึง ความสนใจ หรือการศึกษาสาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การที่ผลิต ในการศึกษาเนื้อหารายวิชาของหลักสูตรวิทยาศาสตรมหา บุคลากรทางด้านจิตวิทยาท่ีจะสามารถประยุกต์แนวคิดและ บัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยา ได้แก่ เนื้อหารายวิชากลุ่มวิชา ทฤษฎที างจิตวทิ ยามาใช้แก้ไขปญั หา พฒั นาศกั ยภาพของมนุษย์ เอกจิตวิทยาการปรึกษา และเน้ือหาวิชากลุ่มวิชาเอกจิตวิทยา ระบบการท�ำงาน และพัฒนาองค์การให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมาก อุตสาหกรรมและองค์การ ขึ้น (ประพิมพา จรัลรัตนกุล, 2562) 2. ความคิดเห็นต่อหลักสูตรหลักสูตรวิทยาศาสตร์ ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นท�ำให้คณะผู้วิจัยมีความ มหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยา หมายถึง การความเช่ือ ความ สนใจที่จะศึกษาความต้องการศึกษาต่อในหลักสูตรวิทยาศาสตร คิด และความเข้าใจที่มีต่อโครงสร้างหลักสูตรท่ีประกอบด้วย มหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยรามค�ำแหง ของผู้ท่ี หมวดวิชาปรับพื้นฐาน หมวดวิชาบังคับ หมวดวิชาพ้ืนฐาน สนใจศึกษาในสาขาจิตวทิ ยาใหค้ �ำปรึกษาและสาขาวชิ าจติ วทิ ยา หมวดวิชาเอก หมวดวิชาศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง และจ�ำนวน อุตสาหกรรมและองค์การ เพ่ือใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นแนวทาง หน่วยกิตของหลักสูตร ในการพัฒนาหลักสูตรให้ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่า แม้หลักสูตรทางจิตวิทยาในระดับ 3. สาขาวิชาจิตวิทยา หมายถึง การศึกษากระบวนการ ปริญญาโทจะมีการเปิดสอนในมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน คิดและพฤติกรรมมนุษย์ซ่ึงแบ่งออกเป็นสองสาขาวิชาเอก คือ หลายแห่ง แต่จ�ำนวนบัณฑิตท่ีจบมาในแต่ละสาขายังคงมีความ ต้องการในตลาดแรงงานของประเทศไทย ทั้งสาขาจิตวิทยาการ 3.1 วิชาเอกจิตวิทยาการปรึกษา หมายถึง การศึกษา ให้คำ� ปรึกษาและสาขาจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองคก์ าร ดงั น้ัน เกี่ยวกับการปรึกษาเชิงจิตวิทยา เป็นกระบวนการที่มุ่งเน้นผู้มี ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาความต้องการศึกษาต่อในหลักสูตรวิทยา ปัญหาได้ท�ำความเข้าใจกับปัญหาของตนและมองเห็นแนวทาง ศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยรามค�ำแหง การแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง เพ่ือใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรให้มีคุณภาพและตอบ สนองความต้องการของผู้เรียนอันจะน�ำไปใช้ประโยชน์ในการ 3.2 วิชาเอกจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ หมาย ด�ำเนินชีวิตและประกอบอาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ ถึง การศึกษาเก่ียวกับพฤติกรรมมนุษย์ในการท�ำงานในองค์การ ท้ังภาครัฐและเอกชน วัตถุประสงค์ 4. มหาวิทยาลัยรามคำ� แหง หมายถงึ มหาวทิ ยาลยั ของ 1. เพื่อศึกษาจุดมุ่งหมายและความสนใจของผู้ส�ำเร็จ รัฐแบบตลาดวิชาในประเทศไทย รับบุคคลเข้าศึกษาโดยไม่สอบ การศึกษาในระดับปริญญาตรีต่อหลักสูตรวิทยาศาสตรมหา คัดเลือกและไม่จ�ำกัดจ�ำนวน บัณฑิต สาขาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยรามค�ำแหง ขอบเขตของการวิจัย 2. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้ส�ำเร็จการศึกษา ปรญิ ญาตรีตอ่ โครงสรา้ งหลักสตู รวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขา ประชากร คือ ผู้ท่ีส�ำเร็จการศึกษาในระดับปริญญา วิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยรามค�ำแหง ตรีและสมัครใจตอบแบบสอบถามความต้องการศึกษาต่อ ในหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยา 3. เพ่ือศึกษาความต้องการของผู้ส�ำเร็จการศึกษา มหาวิทยาลัยรามค�ำแหง ปริญญาตรีต่อเน้ือหารายวิชาทางจิตวิทยาของหลักสูตรวิทยา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่ส�ำเร็จการศึกษาในระดับ ปริญญาตรีและสมัครใจตอบแบบสอบถามความต้องการศึกษา ต่อในหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยรามค�ำแหง สุ่มกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบเจาะจง เก็บข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ (google form) ระหว่างเดือน