วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภมู ิ 193 ปีที่ 3 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) การรบั ผดิ ชอบของคนใดคนหน่งึ หรือฝ่ายใดฝ่ายหน่ึง แต่เป็นความรบั ผิดชอบร่วมกนั ของทุกคน ทุกฝ่าย ในสถาบันการศึกษา 2. ปัจจยั ที่มผี ลตอ่ การพัฒนานกั ศึกษา ปัจจัยที่จะส่งผลต่อการพฒั นาของนักศึกษา ได้แก่ สภาพความเปน็ อยู่ สิ่งแวดลอ้ ม กลุ่มเพ่อื น ความสัมพันธ์กับอาจารย์ และการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ในสถาบัน ในขณะที่การพัฒนานักศึกษา เปน็ กระบวนการทซี่ ับซอ้ นและต้องเกี่ยวขอ้ งกบั ปจั จยั อกี หลายฝ่ายที่สำคัญมี 8 ประการ ดังนี้ 1. ด้านบริหาร เชน่ ปรชั ญา ปณธิ านในการผลติ บัณฑติ ของสถาบัน นโยบายและมาตรการ ในการพัฒนานักศึกษา และกฎระเบยี บของสถาบัน ตลอดจนกฎระเบียบของทางราชการ 2. ดา้ นวิชาการ ไดแ้ ก่ หลกั สูตรวิธีการสอน และการวัดผล 3. ด้านกิจการนักศึกษา เช่น การจัดบริการในด้านต่าง ๆ ให้กับนักศึกษา การจัดสภาพ แวดล้อมใหเ้ อือ้ การฝกึ อบรม เปน็ ตน้ 4. ดา้ นบคุ ลากรอาจพิจารณาได้ 3 องค์ประกอบ คอื ดา้ นจำนวน ดา้ นความรคู้ วามสามารถ และด้านขวญั กำลงั ใจในการทำงานของบุคลากรฝ่ายต่าง ๆ ทม่ี สี ว่ นร่วมในการพัฒนานักศกึ ษา 5. ดา้ นงบประมาณ การดำเนินงานทุกอย่างจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนหนง่ึ ถ้าขาดเงินก็อาจ ทำใหก้ ารพัฒนานักศกึ ษา ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร 6. ด้านนักศึกษา หมายถึง ความแตกต่างกันของนักศึกษา ทั้งในด้านรูปร่าง บุคลิกภาพ สตปิ ัญญาและเจตคตซิ ึง่ ส่งผลตอ่ การพฒั นานกั ศึกษา 7. ด้านสภาพแวดล้อมภายในสถาบันอุดมศึกษา ได้แก่ สภาพแวดล้อมท่ีไม่มีชีวิต สภาพแวดล้อมที่มีชีวิต และสภาพแวดล้อมที่คนสร้างขึ้น เช่น กลุ่มเพื่อน ประเพณีวัฒนธรรม ระบบ อาจารยท์ ป่ี รกึ ษา เป็นต้น 8. ด้านสภาพแวดล้อมนอกสถาบันอุดมศึกษา เช่น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง โลกของ นักศึกษา นักศึกษานั้นประกอบดว้ ยชุมชนที่รวมตัวกันอยู่ในมหาวิทยาลัย สภาพแวดล้อม เช่น อาคาร สถานที่ต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยและสิ่งอื่น ๆ ที่ประกันอยู่มหาวิทยาลัยมีหน้าที่ต้องจัดแจงโลกของ นักศกึ ษาใหเ้ กดิ ประโยชน์ตอ่ นกั ศกึ ษามากทีส่ ดุ โดยต้องยึดหลกั ดังน้ี (ธดิ ารัตน์ บญุ นุช, 2525) 1) สว่ นประกอบของกจิ กรรมต่าง ๆ ทีม่ ผี ลการพฒั นาตนเองของนกั ศกึ ษา 2) ต้องจัดใหม้ คี วามสมั พันธ์กันระหวา่ งกจิ กรรมในชั้นเรียนและกิจกรรมนอกชั้นเรียน เพอื่ นำไปใชใ้ นชีวิตจรงิ ได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ 3) ตอ้ งมีความพอดกี ันระหว่างนักศกึ ษากับกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยจัด จงึ จะก่อให้เกิด การพฒั นาอย่างมาก
194 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) 4) กจิ กรรมทจ่ี ดั ในมหาวิทยาลัยสอดคล้องกับสิ่งทเี่ กิดขนึ้ ภายนอกร้วั มหาวทิ ยาลัยทั้งนี้ เพราะนักศึกษาจะต้องใช้ชีวิตจริงในโลกภายนอก ถ้าเขาสามารถผสมผสานชีวิตในชุมชนมหาวิทยาลัย กบั ชีวติ ในชมุ ชนนอกมหาวทิ ยาลยั ได้มากเทา่ ไหรก่ ็ยิ่งดีกบั เขาเทา่ นัน้ 5) การจัดสภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัยต้องให้สอดคล้องกับความต้องการในการ พฒั นาตนเองของนักศกึ ษา สรปุ ไดว้ ่า ปัจจัยทีม่ ีผลตอ่ การพัฒนานักศึกษา นอกเหนือจากปัจจัยทางด้านการเรียนการสอน วิชาการ แล้วยังมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องอีกมากมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพียงเพื่อมุงพัฒนาให้ นักศึกษา มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในส่วนที่นอกเหนือจากการเรียน ให้ได้ความรู้เชิงวิชาการสาขาต่าง ๆ ตามโปรแกรมการเรยี นท่ีตนเองเลอื กศกึ ษา 3. แนวคดิ เกีย่ วกบั การพฒั นานกั ศึกษา จากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จุดเน้นในการพัฒนานักศึกษา จึงต้องเน้นให้ นักศึกษา มีการพัฒนาความคิดริเริม่ สร้างสรรค์ และเพิ่มศักยภาพของตนเองในการปรับตวั ให้ตามทัน การเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่ตลอดเวลา ส่งเสริมทักษะในชีวิตให้สนุกกับการเรียนรู้ และมีความสามารถใน การดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ด้วยการมีทักษะทางสังคมและทักษะชีวิต โดยมีแนวคิดทางการพัฒนา นักศึกษา (พรชลุ ี อาชวอำรงุ , 2541) คือ 1) นักศึกษา แต่ละคนควรได้รับการพิจารณาว่าเป็นบุคคลทั้งมวลโดยเพ่งเล็งถึงแง่มุม การพัฒนาของเขาทุก ๆ ด้าน ได้แก่ ทางกาย ทางสังคม ทางอารมณ์และทางจิตใจ ตลอดจน ทางสตปิ ญั ญา 2) นักศึกษา แต่ละบุคคลควรได้รับการยอมรับว่า มีความเป็นเอกลักษณ์ในตนเองและ ควรทำงานดว้ ยในฐานะท่ีเป็นบุคคลที่มีความสำคญั ผหู้ นึ่ง 3) สิ่งแวดล้อมทั้งหมดของนักศึกษา เป็นเรื่องของการศึกษา และควรนำมาใช้ให้เกิดสัมฤทธ์ิ ผลทางพฒั นาการอย่างสงู สดุ 4) ความรับผิดชอบของความเจริญเติบโต ในเรื่องส่วนตัวและสังคมของนักศึกษาขึ้นอยู่กับ ตัวของเขาและคุณสมบัติของเขาเอง และแนวคิดทางการพัฒนานักศึกษา จะต้องประกอบกับ 3 ด้าน คือ 1) ด้านพทุ ธพสิ ัย คือ การให้ความรู้ ความคดิ ความเข้าใจในเร่ืองต่าง ๆ ทต่ี ้องการพัฒนา นักศกึ ษา นักศกึ ษา 2) ด้านเจตพสิ ัย คือ การสรา้ งทัศนคตทิ ถี่ ูกต้องในเรือ่ งตา่ ง ๆ ให้กับนกั ศึกษา 3) ด้านทักษะพิสัย คือ การใช้การลงมือปฏิบัติเป็นแนวทางในการพัฒนานักศึกษา ทั้งน้ี จะใชห้ ลกั ด้านใดหรือหลายดา้ นพร้อมกนั ขนึ้ อยกู่ บั วตั ถุประสงคแ์ ละเปา้ หมายที่ไดก้ ำหนดไวแ้ ลว้ นนั้
วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภมู ิ 195 ปที ี่ 3 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) ในส่วนรูปแบบกระบวนการพัฒนานักศึกษาที่นำมาใช้ควรประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 4 กิจกรรม ได้แก่ 1. การตั้งเป้าหมายการพัฒนานักศึกษา เพื่อช่วยให้นักศึกษาได้กำหนดพฤติกรรมให้ สอดคล้องกับความต้องการของนักศึกษาและเป้าหมายของสถาบนั 2. การประเมินสภาพ/ระดับการพัฒนาของนักศึกษา นักศึกษาเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ นักศกึ ษาร้ถู งึ สภาพหรือระดบั การพฒั นาตนเอง ซง่ึ ประกอบไปดว้ ย 6 ลำดบั ขน้ั ตอน ดังนี้ 1) ประเมนิ เป้าหมายและวตั ถุประสงค์เฉพาะท้งั ในดา้ นการศกึ ษาและด้านส่วนตัว 2) ประเมนิ ระดับการพฒั นาโดยละเอียดทง้ั ปจั จุบันและที่ประสบความสำเรจ็ แล้ว 3) ประเมินการจัดทำแผนการพัฒนาโดยใช้ทรัพยากรและยุทธวิธีต่าง ๆ เพื่อให้ สามารถบรรลเุ ป้าหมายท่ีพึงประสงค์ 4) ประเมนิ ผลการศึกษาอย่างตอ่ เนอ่ื ง 5) ประเมนิ ผลในลักษณะทีม่ ุ่งสูเ่ ปา้ หมายทว่ี างไว้และเปา้ หมายขัน้ สุดทา้ ย 3. กำหนดวิธดี ำเนนิ งานเพื่อพฒั นานักศึกษา ได้แก่ 1) การสอน 2) การเปน็ ท่ีปรึกษา และ เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับการให้คำปรึกษาหรือการแนะแนว 3) การจัดสภาพแวดล้อม เพื่อให้เป็น สภาพแวดลอ้ มทีเ่ อื้อต่อการเรียนรู้ และการพฒั นานกั ศึกษา 4. การประเมนิ โปรแกรมการพฒั นานักศกึ ษา นกั ศึกษาเป็นการประเมินด้านประสิทธิภาพ และความเหมาะสมของโปรแกรมการพัฒนานักศึกษา การที่จะหล่อหลอมให้นักศึกษามีคุณลักษณะ บัณฑิตที่พึงประสงคไ์ ด้นั้น สถาบันอุดมศึกษาจะต้องเข้าใจธรรมชาติของนักศึกษาทั้งในด้านพฤติกรรม ทัศนคติ ค่านิยม ความคาดหวัง ความเชื่อ ความสนใจ หรือทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมของนักศึกษา แต่ละกลุ่มว่ามีลักษณะอย่างไร เพอื่ ใช้เปน็ ขอ้ มูลพน้ื ฐานในการพฒั นา หากพิจารณาแนวคิดต่าง ๆ ในการพัฒนานักศึกษา นักศึกษาที่อ้างถึงมาตั้งแต่ต้น ก็จะพบว่าเป้าหมายในการพัฒนานักศึกษา นักศึกษานั้นเป็นหลักการในการพัฒนามนุษย์โดยทั่ว ๆ ไป นั่นคือ การสร้างความสมดุลระหวา่ งส่ิงต่าง ๆ ในชีวิต ระหว่างปัจเจกบุคคลกบั สังคมนั่นเอง ดังนัน้ การพัฒนานักศึกษาจึงเป็นความพยายามใด ๆ ของสถาบันอุดมศึกษาที่จะส่งเสริมให้นักศึกษามี พัฒนาการในด้านต่าง ๆ อย่างสมบูรณ์ และต้องคำนึงถึงความแตกต่างของนักศึกษาแต่ละคน ซึ่งการพัฒนานักศึกษาถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนามนุษย์ และมีความสำคัญต่อ สถาบนั อุดมศกึ ษาให้สามารถผลิตบัณฑติ ให้มีความสมบรู ณ์ท้ังทางดา้ นวิชาการ วชิ าชีพสตปิ ัญญา สังคม อารมณ์ ให้เป็นบณั ฑติ ท่พี ึงประสงคข์ องสงั คมและประเทศชาติ
196 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) 4. การพฒั นาคณุ ลกั ษณะตามหลกั ไตรสกิ ขา ในบรรดากระบวนการพัฒนาชวี ิตมนษุ ยถ์ ือวา่ การศกึ ษาเป็นสิ่งสำคญั เพราะการศึกษาเป็นการ พัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งทางด้านกาย ทางด้านสังคม ทางด้านจิตใจ และทางด้านปัญญา ดังทไี่ ด้กล่าวมาแล้ว หลักคำสอนในทางพระพทุ ธศาสนา ไดใ้ หค้ วามสำคัญกับคำว่า “สกิ ขา” หรือ ท่ีเรา มักเรียกในภาษาไทยว่า “ศึกษา” เป็นอย่างมาก หลักของสิกขานี้เป็นหลักธรรมที่มีความหมาย ครอบคลมุ การปฏิบัติทัง้ หมดในพระพุทธศาสนา (พระพรหมคณุ าภรณ์ ป.อ.ปยตุ โฺ ต, 2557) จนกล่าวได้ ว่าเรอื่ งของการศึกษาเปน็ เร่ืองพระพุทธศาสนาทัง้ สิน้ สำหรบั ความหมายของไตรสิกขาคืออะไร แนวคิด ตามหลักของไตรสิกขาเปน็ อยา่ งไร รูปแบบของวธิ ีไตรสกิ ขาเป็นอยา่ งไร การนำรูปแบบไตรสิกขาไปใช้ใน การบรหิ ารการศกึ ษาทำได้อยา่ งไร ผูเ้ ขียนจะได้นำเสนอตามลำดบั ดงั นี้ คำว่า “ไตรสิกขา” ในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา หมายถึง ข้อที่จะต้องศึกษาสามอยา่ ง หรือ ข้อปฏิบัติที่เป็นหลักสำหรับศึกษา คือ ฝึกหัดอบรม กาย วาจา จิตใจ และปัญญา ให้ยิ่งขึ้นไปจน บรรลุจุดหมายสูงสุดคือพระนิพพาน คำว่า “การศึกษา” ที่ใช้ในภาษาไทยนัน้ เป็นคำทีน่ ำมาจากภาษา สันสกฤต ถ้าเป็นบาลกี ็คอื สกิ ขา เรียกไดว้ ่าเปน็ คำเดียวกนั สิกขา คอื การศึกษาในหลักพระพุทธศาสนา และสิกขาในพระพุทธศาสนานั้นมี 3 อย่าง ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา การพัฒนาแนวคิดการพฒั นา มนษุ ยต์ ามหลักของไตรสกิ ขาน้เี ปน็ การพัฒนาแบบองค์รวม มหี ลกั การท่ีสำคญั ดงั นี้ 1) สรา้ งปัจจยั แหง่ สมั มาทิฏฐิใหเ้ กดิ ข้ึนก่อน ไดแ้ ก่ (1) ปัจจัยภายนอกที่ดี (ปรโตโฆสะ) คือ สภาพแวดล้อมทางกายภาพและสภาพแวดล้อม ทางสงั คมท่ดี ี มีความเปน็ กลั ยาณมติ ร (2) ฝึกการคิดอยา่ งถูกวธิ ี (โยนิโสมนสิการ) เป็นการใหถ้ ูกวธิ ี ถูกต้องและเป็นระบบอนั จะ เป็นปัจจัยทีส่ ่งเสริมสนบั สนนุ ให้ความเห็นถูกต้องคอื สัมมาทฏิ ฐิเกิดข้นึ เมื่อสัมมาทิฏฐิเกดิ ขน้ึ แล้วก็จะทำ ใหเ้ ห็นแนวทางดำเนนิ การท่ีชดั เจน แจม่ แจ้งกเ็ ขา้ สูก่ ระบวนการฝกึ ตามหลักไตรสิกขา 2) การฝกึ ตามหลกั ของไตรสกิ ขา ซึ่งมหี ลกั สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ (1) ศลี เป็นเร่อื งของการฝกึ ศกึ ษาด้านความสัมพันธ์กบั ส่ิงแวดล้อมทางวัตถุและทางสังคม บางทีท่านแยกย่อยไปอีก คือ การพัฒนาความสัมพันธ์กับวัตถุ เรียกว่า “กายภาวนา”และการพัฒนา ความสมั พนั ธ์กับเพอื่ นมนุษย์ เรยี กวา่ สีลภาวนา (2) สมาธิ เป็นการพัฒนาด้านจิตใจ เช่น เรื่องของคุณธรรม ความดี เรื่องของสมรรถภาพ จิตใจ ความเข้มแข็ง หมั่นเพียร อดทน ความมีสติ สมาธิ ความสุข ความสดชื่น เบิกบาน เรียกว่า จติ ภาวนา (3) ปัญญา เป็นการพัฒนาด้านความรู้ ความเข้าใจ เน้นความรู้ตามความเป็นจริง หรือรู้ ตามท่ีมนั เป็น เรียกว่า ปญั ญาภาวนา
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภูมิ 197 ปีท่ี 3 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) 3) วัดและประเมินผล การพัฒนาที่รอบด้านครอบคลุมนั้นนักการศึกษาปัจจุบันว่ามี 4 อย่าง ซงึ่ ตรงพอดกี บั ในพระพุทธศาสนา เรยี กว่า การพฒั นา 4 ดา้ น คือ (1) พัฒนากาย แยกได้เป็นหลายอย่าง อย่างง่ายที่สุด คือ พัฒนาร่างกายให้แข็งแรงมี สุขภาพดี หายโรคหายภัย แต่พุทธศาสนายังพูดต่อไปอีกถึงการพัฒนากายในความหมายว่า เป็นการ พัฒนาความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพอย่างถูกต้องดีงาม ตัวการพัฒนากาย เรียกว่ากาย ภาวนา ถา้ เป็นคนก็เรียกว่า ภาวิตกาย แปลว่าคนทพ่ี ัฒนากายแลว้ (2) พัฒนาศีล คือการพัฒนาการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยดีมีระเบียบวินัย อยู่ในกฎเกณฑ์ กติกา มีชีวิตที่เกื้อกูลเป็นประโยชน์ และมีอาชีพที่ถูกต้องโดยประกอบสัมมาชีพ พัฒนาศีลนี้ปัจจุบัน เรียกว่า การพัฒนาทางสังคม ทางพระเรียกเป็นทางศัพท์ว่า ศีลภาวนา ถ้าเป็นคนได้พัฒนาศีลแล้วก็ เรยี กว่า ภาวิตศลี (3) พัฒนาจิต เป็นการฝึกอบรมเสริมสร้างจิตใจ ให้พรั่งพร้อม สมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติ ทง้ั 3 ด้าน คือ คุณภาพจิต ไดแ้ ก่ พวกคุณธรรมตา่ ง ๆ คือ เสรมิ สรา้ งจิตใจให้ดีงาม สมรรถภาพจิตหรือ ความสามารถของจติ คือความมีสติดี มวี ริ ยิ ะ ความเพียรพยายามสูง้ าน มีขนั ติ ความอดทนและทนทาน สุขภาพจิต คือมีจิตที่มีสุขภาพดี มีจิตใจเป็นสุข สดชื่น เบิกบาน ร่าเริง ปลอดโปร่ง สงบ ผ่องใส การพัฒนาจติ น้ถี ้าเรยี กสั้น ๆ ก็เรียกว่า จติ ตภาวนา ถา้ เป็นคนท่ฝี กึ อบรมจิตแล้ว พัฒนาจติ แลว้ กเ็ รยี กว่า เป็นภาวิตจิต 4) พัฒนาปัญญาแบ่งได้ดังนี้ ปัญญาขั้นแรก คือปัญญาที่เป็นความรู้ความเข้าใจใน ศิลปวิทยาการ ต่อจากนั้น ลึกซึ้งลงไปอีกคือการรับรู้ เรียนรู้อย่างถูกต้อง ตามความเป็นจริง ไม่เบียดเบียนหรือเอนเอียงด้วยอคติ เหนือจากการรับรู้นั้น ยังมีขั้นต่อไปอีกคือการคิดการวินิจฉัย ซึ่งหมายถึงการคิดวินิจฉัยด้วยการใช้ปัญญาโดยบริสุทธิ์ใจ ปัญญาอีกขั้นหนึ่ง คือ ปัญญาที่รู้เข้าใจถึง สาระแหง่ ความเปน็ ไปของโลกและชวี ิต รทู้ างเสือ่ ม ทางเจริญและเหตปุ ัจจยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง รูว้ ธิ ีแกไ้ ขปัญหา และสร้างสรรค์ความสำเร็จที่ทำใหพ้ ฒั นาตน พัฒนาชีวติ และสังคมให้เจริญดีงามยิง่ ๆ ขึน้ ไป ขั้นสุดท้าย ได้แก่ ปัญญาที่รูเ้ ท่าทันธรรมดาของสังขาร คือ โลกและชีวติ เข้าถงึ ความเจริญแท้ของการทีส่ ิง่ ทั้งหลาย เปน็ ไปตามเหตุปจั จัยของมนั ทำใหค้ ลายความยึดติดถอื มน่ั โดยวางใจไดถ้ ูกตอ้ งต่อส่ิงทั้งหลาย แยกจิตใจ ออกมาเป็นอิสระได้ เลิกเอาความอยากของตนเป็นตัวกำหนดเปลี่ยนมาเป็นอยู่และทำการด้วยปัญญา เปน็ ขัน้ ทีจ่ ิตใจเขา้ ถงึ อิสรภาพ หลดุ พ้นจากความทุกขโ์ ดยสมบรู ณ์ การพฒั นาทางปัญญา เรียกวา่ ปญั ญา ภาวนา ถ้าเป็นคนก็เรียกว่าภาวิตปัญญา คือเป็นคนที่ได้ฝึกอบรมพัฒนาปัญญาแล้วก็จบการพัฒนา 4 ด้าน ซึ่งถือว่าครบถ้วนสำหรับชีวิต ดังนั้นการดำเนินชีวิตที่ดีจึงต้องมีการศึกษา และพัฒนาตนเองอยู่ ตลอดเวลา
198 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) จากการนำเสนอในเบ้ืองตน้ สามารถแสดงได้ ดังแผนภาพท่ี 1 การพัฒนาคุณลกั ษณะนักศกึ ษาตามหลกั ไตรสกิ ขา องคป์ ระกอบ • ความประพฤตทิ างกายและวาจาต่อส่งิ แวดล้อมท่ีเก่ียวข้อง ทั้งทางวัตถุและทางสังคม โดยไม่ทํา ดา้ นศลี ใหต้ นเองและผู้อ่ืนเดอื ดรอ้ น แบง่ เปน็ องค์ประกอบย่อย ได้แก่ ความประพฤติทางกายและวาจา ท่ีดีงาม ไมเ่ บยี ดเบียนตนเองและผอู้ ่นื รวมทง้ั ปฏบิ ัติตามกฎระเบยี บของสังคม องค์ประกอบ • ลักษณะของจิตใจที่มีคุณธรรม ความดีงามในจิตใจ สามารถควบคุม จิตใจของตนเองให้อยู่ใน ดา้ นสมาธิ สภาพที่พรอ้ มทํางาน มคี วามเพียรในการทําสง่ิ ทด่ี งี าม เปน็ ประโยชนแ์ ละจิตใจท่ีเบกิ บาน แจ่มใส มีความสขุ ต่อการเรียนรู้และพฒั นาตนเอง องค์ประกอบ • การฝึกฝนอบรมตนเองให้เกิดความรู้และความเข้าใจท่ีถูกต้องในการดําเนินชีวิต การรู้จักคิด ดา้ นปญั ญา พิจารณาสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง มีความเช่ือท่ีมีเหตุผล รวมทั้งการนําความรู้มาใช้เพื่อ แกป้ ญั หาให้กับตนเองและสังคม แผนภาพที่ 1 แสดงการพฒั นาคณุ ลักษณะนักศึกษาตามหลักไตรสกิ ขา หลักไตรสิกขาน้คี รอบคลุมการปฏบิ ตั ิทัง้ หมดในพทุ ธศาสนา ไตรสิกขาเปน็ หลกั ธรรมภาคปฏิบัติ เมื่อหลักปฏิบัติธรรมทั้งหมดอยู่ในหลักสิกขา ก็กล่าวได้ว่า พระพุทธศาสนานั้นเป็นหลักธรรม แห่งการศึกษา เรื่องของการศึกษาเป็นเรื่องของพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น การพัฒนาตนให้เป็นมนุษย์ท่ี สมบรู ณน์ ัน่ แหละเป็นเนอ้ื เป็นตัวเป็นความหมายท่ีแทข้ องการศกึ ษา การศึกษาน้นั เป็นท้ังตัวการพัฒนา และเป็นเครื่องมือสำหรับพัฒนา คือ เป็นการพัฒนาคนขึ้นไป โดยพัฒนาตัวคนทั้งคนหรือชีวิตทั้งชีวติ ตัวการพัฒนานั้นคือการศึกษา เมื่อผู้เรียนมีการศึกษาอย่างนี้แล้วก็จะเอาคุณสมบัติที่ตัวมีซึ่งเกิดจาก การศึกษานไี้ ปเป็นเคร่อื งมือในการดำเนินชีวติ และสรา้ งสรรคส์ ิ่งต่าง ๆ 5. คุณลกั ษณะบัณฑติ ทพ่ี ึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 ตามแนวไตรสิกขา คุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ สามารถจำแนกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ คุณลักษณะท่ี บัณฑิตทุกคนควรได้รับการส่งเสริมให้มีประสบการณ์เหมือน ๆ กัน ซึ่งจะครอบคลุมจุดมุ่งหมายหรือ ความคาดหวังส่วนใหญ่ของสังคมและคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภมู ิ 199 ปีที่ 3 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2564) ที่บัณฑิตแต่ละคนจะนำไปใช้ประกอบอาชีพของตนเอง (Phrapalad Somchai Damnoen, et. al., 2021) ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปนี้ 1. ความร้แู ละทักษะท่จี ำเปน็ สำหรับบณั ฑิตระดบั ปรญิ ญาตรี การศึกษาในระดบั ปรญิ ญาตรนี ั้น เป็นการศกึ ษาที่ตอ่ เน่อื งจากการศึกษาข้นั พ้นื ฐานของผเู้ รยี นทีจ่ บการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐานมาแลว้ จำเป็นต้อง ได้รับประสบการณ์ที่จะเพิ่มพูนความรู้ความสนใจในเรื่องที่จำเป็นต่อการพัฒนาชีวิตและสังคม เพื่อจรรโลงคุณค่าของมนุษยชาติ ซึ่งอยู่ในระดับที่มีความลึกซึ้งมากกว่าในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประสบการณ์ดังกล่าวจะให้ความรู้ความเข้าใจพัฒนาความรู้สึกนึกคิดและทักษะเพื่อการดำรงชีวิตอยู่ ร่วมกนั ในสังคม ทำให้ชวี ติ ดำเนนิ ไปอย่างมีความสุข สร้างอาชีพเพ่ือการดำรงชวี ิตจงึ มีการแบ่งงานและ ความร่วมมือจากบคุ คลอืน่ (ฤทธพิ ล ไชยบุร,ี 2562) ทำให้ผเู้ รยี นเรยี นมีความพรอ้ มท่ีจะพฒั นาชีวิตและ สงั คม ดว้ ยปัญญา ดว้ ยสติ และดว้ ยความมวี ัฒนธรรม 1.1 ความรู้ความเข้าใจในชีวิตและสังคมนอกจากจะให้มีความรู้ความเข้าใจในระบบและ ความเปลี่ยนแปลงด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของชุมชนท้องถิ่นและ โลกซงึ่ เปน็ ฐานของการดำรงชวี ติ แล้ว ผเู้ รียนควรได้รบั ประสบการณ์ท่ีสร้างเสริมความเข้าใจในความคิด คู่แย้งที่มักจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของบุคคลหรือสถาบันไม่ว่าจะเป็นในชีวิตประจำวัน ในชวี ติ การทำงาน หรือในการกำหนดความสำคัญของการดำเนนิ การต่าง ๆ 1.2 ทกั ษะการเรียนรู้และการสอื่ สาร 1) ความสามารถในการใช้ภาษา มีทักษะความสามารถในการอ่านและเขียน ยอมรับ ฟังความคิดเห็นของผู้อื่นและรู้จักแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างกันรวมทั้งการมีทักษะในการคิดร่วมกนั ตลอดจนสามารถนำเสนอความคิด หรือผลงานได้ 2) ความสามารถในการแสวงหาความจริงทั้งในเรื่องของมนุษย์และเรื่องของ วิทยาศาสตร์ด้านต่าง ๆ มีความสามารถในการศึกษาค้นคว้าจากแหล่งข้อมูล หรือแหล่งวิทยาการ มีความสามารถในการสืบค้นข้อมูลและทักษะในการจัดกระทำข้อมูล ตลอดจนมีความใฝ่รู้ศึกษา ค้นควา้ วิจัย 3) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ใช้ประโยชน์การสืบค้นข้อมูลเพ่ือ ประกอบในการนำเสนอข้อมูลทางความคิดหรือผลงาน 4) มคี วามสามารถทำงานอย่างอสิ ระและโดยลำพงั ได้ 5) ความสามารถทำงานเปน็ ทมี 6) ความสามารถจัดการเวลาของตนเอง 7) ความสามารถวางแผน ประเมินและปรับปรงุ ตนเอง และการทำงานรวมทัง้ ผลงาน ของตนเอง
200 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) คุณลักษณะสำคัญที่พึงประสงค์ของคนไทยตามแต่ละช่วงวัยนัน้ ควรมคี วามสามารถในการคดิ มคี ณุ ธรรม ซอื่ สัตยแ์ ละรกั ความถูกตอ้ ง ร่างกายแขง็ แรง และสุขภาพดแี ละสูงใหญ่ รกั การเรยี นรู้ และมี สุขภาพจติ ทด่ี ี ขยนั อดทน ทุม่ เททำงานหนัก มจี ิตสำนกึ เพอ่ื สว่ นร่วม มีระเบียบวินยั รู้รอบด้านและเท่า ทนั เหตุการณ์และเหน็ คณุ ค่าในเอกลกั ษณ์ไทย (เกรียงศักด์ิ เจรญิ วงศศ์ กั ดิ์, 2543) สรปุ ไดว้ ่า คุณลักษณะทพี่ งึ ประสงค์ หมายถึง เคร่ืองหมายหรือสงิ่ ท่ีช้ีให้เห็นคุณงามความดีที่มี อยู่ประจำตวั ของบคุ คล และพฤติกรรมที่แสดงออกออกทางจริยธรรมทีแ่ สดงถึงลักษณะท่ีดที ีพ่ ึงปฏิบตั ิ ที่แสดงถึงผู้มีความสามารถในการคิด รักการเรียนรู้ รู้รอบด้านและเท่าทันเหตุการณ์ เห็นคุณค่า ในเอกลักษณ์ไทย เป็นพลเมืองดีในระบอบประชาธิปไตย เป็นคนดี คนเก่งและเป็นคนมีความสุข อนั เปน็ ลักษณะทสี่ ังคมตอ้ งการ สรปุ คณุ ลักษณะท่ีพึงประสงค์ เปน็ เครื่องหมายหรือสง่ิ ท่ีชใี้ ห้เห็นคุณงามความดีทมี่ อี ยู่ประจำตัวของ บุคคลและพฤติกรรมที่แสดงออกออกทางจริยธรรมที่แสดงถึงลักษณะที่ดีที่พึงปฏิบัติที่แส ดงถึงผู้มี ความสามารถในการคิด รักการเรียนรู้ รู้รอบด้านและเท่าทันเหตุการณ์ เห็นคุณค่าในเอกลักษณ์ไทย เป็นพลเมืองดีในระบอบประชาธปิ ไตย เป็นคนดี คนเก่งและเป็นคนมีความสุข อันเป็นลักษณะที่สังคม ต้องการองค์ประกอบของไตรสิกขานี้ เป็นองค์ประกอบเพื่อการพัฒนาบุคคลทุกช่วงชีวิต แท้จริงแล้ว เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการฝึกฝนตนเองตามหลักไตรสิกขา โดยเน้นบริบทของการใฝ่หาความรู้และ การประกอบอาชีพ ซึ่งสอดคล้องกับหนา้ ทีใ่ นช่วงวัยของการเป็นนักศึกษา เนื่องจากการพัฒนาคนตาม หลักไตรสกิ ขานนั้ มคี ณุ ลกั ษณะย่อยมาก และบางคุณลกั ษณะไม่สอดคลอ้ งกบั ชว่ งวัยของบุคคล เอกสารอ้างองิ เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. (2543). การจัดการเครือข่ายกลยุทธ์สำคัญสู่ความสำเร็จของการปฏิรูป การศึกษา. กรุงเทพมหานคร: ชัคเชสมีเดยี . ธิดารัตน์ บุญนุช. (2525). การอุดมศึกษากับการพัฒนาประเทศ : การประเมินเชิงวิเคราะห์และการ สอนทศิ ทางใหม่. กรงุ เทพมหานคร: จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย. พรชุลี อาชวอำรุง. (2541). กระแสการปฏิรูปอุดมศึกษาของโลก. กรุงเทพมหานคร: คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2557). พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย. (พิมพ์ครั้งที่ 40). กรุงเทพมหานคร: ผลิธมั ม.์ พระมหากิตติณัฏฐ์ สุกิตฺติเมธี. (2564). การวิเคราะห์แนวทางงดเว้นจากความเสื่อมในปราภวสูตร. วารสารสหวทิ ยาการมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์, 4(1), 84-95.
วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภูมิ 201 ปีท่ี 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) ยนต์ ชมุ่ จติ . (2541). ความเปน็ ครู. (พิมพค์ รัง้ ท่ี 3). กรุงเทพมหานคร: โอ.เอส. พรน้ิ ตงิ้ เฮาส.์ เริงรณ ล้อมลาย และสกุ ารต์พิชา ปยิ ะธรรมวรากุล. (2563). แนวคดิ ทางปรัชญาการศกึ ษาในบริบทของ การศึกษาไทยระดับอุดมศึกษา. วารสารสหวิทยาการมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 3(3), 357-366. สำเนาว์ ขจรศิลป์. (2538). มิตใิ หม่ของกจิ การนักศกึ ษา. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.์ Chiu, L., Emblen, J. D., Hofwegen, L. V., Sawatzky, R., & Meyerhoff, H. (2004). An integrative review ofthe concept of spirituality in the health sciences. Western Journal of Nursing Research, 26(4): 405-428. Phrapalad Somchai Damnoen, et. al. (2021). An Analysis of the Economic Solutions as in the Kutadanta Sutta: A Case Study of Chim Shop Chai Project. Turkish Journal of Computer and Mathematics Education, 12(8), 2949–2953.
202 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) พระสงฆก์ บั การจัดการตนเองในสงั คมยคุ ใหม่ BUDDHIST MONKS AND SELF-MANAGEMENT IN MODERN SOCIETY พระสมุหว์ ศนิ วิสทุ โฺ ธ Phrasamu Wasin Visuddho มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Thailand. E-mail: [email protected] Received May 8, 2021; Revised August 5, 2021; Accepted August 23, 2021 บทคดั ยอ่ การจัดการตนเองในสังคมยุคใหม่เป็นสิ่งสำคัญต่อการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบัน เป็นสังคม ในยุคที่เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติงาน หรือเข้ามามีส่วนสำคัญในการพัฒนา ประเทศ การปฏบิ ัตงิ านในชวี ติ ประจำวนั จึงต้องมกี ารพัฒนาตนเองให้สามารถดำเนนิ ชวี ิตไดอ้ ย่างเหมาะสม พระสงฆ์ก็เป็นส่วนหนึ่งในสังคมที่จะต้องเข้ามีส่วนร่วมในการจัดการตนเองเพื่อการเรียนรู้ให้เข้าใจต่อ สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปของยุคสมัยจึงจำเป็นต้องการมีการพัฒนาตนเองให้เข้าใจและเกิดการเรียนรู้ ในเทคโนโลยีทีเ่ ข้ามามีสว่ นหน่ึงการการติดต่อประสานงาน หรือการปฏิบัตงิ านชีวิตประจำวนั บทความน้ี นำเสนอการจัดการตนเองในสังคมยคุ ใหม่ของพระสงฆเ์ พ่ือเป็นแนวทางในการศกึ ษาของผู้ท่ีสนใจตอ่ ไป คำสำคัญ : พระสงฆ์, การจดั การตนเอง, สงั คมยุคใหม่ Abstract Self-management in modern society is an essential element in living these days. It is a society in an era where information technology has become a part of operations or has played an important role in the development of countries. Many people must develop themselves to live satisfactorily and conveniently in their daily lives. Buddhist monks are also a part of society that have to be involved in self-management in order to learn and understand the changing of situations in this era. Therefore, Buddhist monks need to develop themselves to understand and learn technology for cooperating and doing their duties and tasks every day. This article presents self-management in the new
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภมู ิ 203 ปที ่ี 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2564) society of Buddhist monks in order to study the guidelines of those who are interested in taking part in this study. Keywords: Buddhist Monks, Self-management, Modern Society บทนำ การจดั การตนเองของพระสงฆ์ในอนาคต ควรเปน็ การพัฒนาสงั คมของพระสงฆ์ให้เข้มแข็งทันกับ บริหารของสังคมในยุคที่เรียกว่า “Digital” อันเป็นการเหลื่อมล้ำทางสังคมในการรับรู้ข่าวสาร เพราะใน ศตวรรษท่ี 21 สถานการณโ์ ลกมคี วามแตกตา่ งจากศตวรรษท่ี 19 และ 20 การพฒั นาตนเองของพระสงฆจ์ งึ ต้องให้สอดคล้องกับภาวะความเป็นจริง นอกจากนี้แนวคิดในการพัฒนาในปัจจุบันยังมุ่งเน้นพัฒนาคน โดยพฒั นาทงั้ ดา้ นจิตใจและพฒั นาศกั ยภาพของประชาชน เนือ่ งจากคนเปน็ ทรพั ยากรที่สำคัญและมีค่ายิ่ง ในการพัฒนา (จำนงค์ ทองประเสรฐิ , 2554) การพัฒนาประเทศยังเปน็ เรื่องของคนทุกคน เป็นเรื่องท่ตี อ้ ง ระดมสรรพกำลังจากทุกส่วนของประเทศจากคนทุกกลุ่ม เพราะลำพังเพียงแต่รัฐฝ่ายเดียวไม่สามารถ ดำเนินการพฒั นาประเทศให้บรรลเุ ปา้ หมายท่ีวางไวไ้ ด้ พระสงฆ์จะต้องเขา้ มามสี ว่ นร่วมในการพฒั นาสังคม นั้นด้วย โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาตัวเองเป็นเบื้องต้น ได้แก่ 1) การมีปัญญามองการณ์ไกล 2) สามารถ จัดการธุระได้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะดา้ น และ 3) มีความสามารถในการติดตอ่ ประสานงานให้งานสำเร็จ ลลุ ่วงไปไดต้ ามกรอบระยะเวลาที่กำหนด (พระราชวัลภาจารย์ (ดาวเรอื ง อาจารคโุ ณ), 2563) คนถือเป็นส่วนขับเคลื่อนที่สำคัญที่ทำให้องค์การประสบความสำเร็จไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ จงึ ถอื ได้วา่ คนภายในองคก์ ารเปน็ ตวั แปรสำคัญทีส่ ง่ ผลใหเ้ กดิ ความสำเร็จได้ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันท่ีคน ต้องเผชิญกับความเครียดในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการดำเนินชีวิต การทำงาน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัญหาเศรษฐกิจทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค ตลอดจนการเมืองที่ต้องเผชิญกบั ความหลากหลายและความว่นุ วาย ตัวแปรตา่ ง ๆ ที่กล่าวมาขา้ งตน้ ลว้ นส่งผลให้เกดิ ความเครียด หรือความ กดดันในแงต่ า่ ง ๆ ทงั้ สน้ิ ปัญหาดังกล่าวจงึ ทำให้หลายองค์การหนั มาให้ความสนใจในการสรา้ งความสุขให้ คนภายในองค์การมากขึน้ เนอ่ื งจากพบวา่ คนโดยส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่กับการทำงาน การทำงานจึงถือได้ว่า เปน็ สว่ นหนึ่งในการดำเนนิ ชวี ิต (ธชั รนิ ทร์ วฒุ ชิ าติ, 2561) การให้ความสำคัญกับคนมากกว่าแค่คนทำงาน แต่ดูแลไปถึงการพัฒนาคณุ ภาพและสร้างความสุขในการทำงานของคนจึงถือว่ามีส่วนสำคัญกับผลิตภาพ คนอย่างมากเพราะเปน็ การสร้างสภาพแวดล้อมพื้นฐานท่ีส่งผลต่อขวญั และกำลังใจในการทำงานสง่ ผลให้ กระบวนการทำงานมีประสทิ ธิภาพและประสทิ ธิผลเกิดการปรบั ปรงุ และพัฒนาผลงาน 1. หลกั พุทธธรรมที่นำมาประยกุ ต์ใช้ในการพัฒนามนุษย์ การพัฒนามนุษย์ให้เป็นบุคคลท่ีประเสริฐนั้น เป็นแนวทางประพฤติปฏิบัตติ นทีส่ ร้างสรรคช์ ีวิต คนให้เปน็ คนดี ทงั้ เปน็ พ้ืนฐานในการดำเนินชีวติ เพ่อื บรรลุถึงจดุ หมายปลายทางสงู สุดของชีวิต เมตตาต่อ
204 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) กันอนั เปน็ แนวทางพัฒนาสังคมสันติสขุ อยา่ งย่ังยนื (อุทยั สตมิ ั่น, 2557) หลักพนื้ ฐานของมนุษย์มีจุดหมาย ที่เหมือนกัน คือ การมีชีวิตที่ไม่มีโทษภัย อยู่ในสังคมที่ปกติสุข จึงสร้างกฎระเบียบขึ้นในสังคมมนุษย์ คอื ศลี 5 เปน็ เสมือนระเบยี บปฏิบัติของสงั คม ไดแ้ ก่ การเวน้ จากาการปลงชีวิตสัตว์ท่มี ีชีวิต ชีวิตท้ังหลาย มีค่าเทา่ เทยี มกันทงั้ หมด ซึ่งการท่ีทำให้มนุษย์อยูร่ ่วมกันโดยความเป็นระเบยี บเรยี บร้อยและเป็นที่รองรับ ของธรรมทงั้ หลายท่ีเปน็ กุศลจากการเว้นถอื เอาของท่ีเขามไิ ด้ให้ การไมเ่ บยี ดเบียนเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต ด้านทรัพย์สินของบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต การเว้นจาการประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากความ ประพฤติในการท่จี ะลว่ งละเมดิ คู่ครองหรือการไมล่ ว่ งเกนิ ในขอบเขตแห่งความเปน็ สามภี รรยากันซึ่งดำเนิน ไปทางกาย ในการประพฤติเมถุนด้วยประสงค์ในการเสพอสัทธรรม โดยมีเจตนาล่วงเกินอคมนียฐาน (ฐานะมิควรถึง หมายถึง สตรีหรือบรุ ุษทมี่ เี จ้าของคุ้มครอง) (พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตโฺ ต, 2544) การพัฒนามนุษย์มีแหล่งใหญ่อยู่ที่มโนกรรม ซึ่งเป็นต้นกำเนิดแห่งอารยธรรมของมนุษยชาติ ที่ปรากฏในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความเห็น ความเชื่อ เจตจำนงหรือทัศนคติ เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้เกิด กายกรรม และวจีกรรม ตามมาอย่างมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน กล่าวคือ เมื่อคิดอย่างไรก็จะทำและ พูดเช่นนั้น หรือเมื่อทำและพูดอย่างไรก็จะสะท้อนถึงความคิดว่าเป็นอย่างไร (เจษฎากรณ์ รอดภัย และ วรกฤต เถื่อนช้าง, 2562) ดังนั้น การมีความเข้าใจในมโนกรรมว่ามีความสำคัญและส่งผลอย่างไร ทั้งต่อ ตนเองและต่อโลก ยอ่ มจะทำให้เราสามารถเลือกท่ีจะประกอบมโนกรรมที่ถูกต้อง และสง่ ผลดีทั้งต่อตนและ ต่อโลก นั่นคือการทำให้เกิดการพัฒนาตนและโลกไปในทิศทางที่ถูกต้องพร้อมกันไป (พระพรหมคุณาภรณ์ ป.อ.ปยุตฺโต, 2544) เมื่อมนุษย์เป็นผู้สร้างอารยธรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกโดยมีมโนกรรมอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสิ่งเหลา่ น้ี ดงั นั้น การพัฒนามนุษยท์ ี่อาศยั มโนกรรมที่ถกู ต้อง จงึ มีความสำคญั เป็นอย่าง ยิ่งต่อการสร้างอารยธรรม สร้างสังคมที่มีความสงบสุขต่อไป และด้วยเหตุที่มโนกรรมเป็นตัวชีว้ ดั ถึงทิศทาง แหง่ การพฒั นามนุษย์ ความหมายของคำน้จี ึงสามารถเปน็ ตวั บอกนัยของมโนกรรมได้ทางหน่ึง การที่มนษุ ย์เราจะมชี วี ิตที่ดีงามเราจะต้องศึกษาฝึกฝนพฒั นาตนเองใหด้ ีขึน้ ไป ในระบบการดำเนิน ชวี ิตของเราซึ่งประกอบดว้ ยพฤตกิ รรม จิตใจ และปัญญา เม่ือเราฝกึ ฝนพฒั นามกี ารศึกษา กท็ ำให้การดำเนิน ชวี ติ ของเราดขี น้ึ แต่ถา้ เราไม่เรยี นรู้ ไม่ฝกึ เราทเ่ี ปน็ มนษุ ย์นั้นก็จะดำเนนิ ชีวิตให้ไม่ดเี ลยทง้ั นี้ เพราะมนษุ ย์อยู่ ด้วยสัญชาตญาณอย่างเดยี วไม่พอ การพัฒนาตามความหมายของพระพทุ ธศาสนา ก็คือ ภาวนา หมายถึง การทำใหเ้ ปน็ ให้มขี นึ้ การฝึกอบรม การพฒั นา ซงึ่ มกี ารพฒั นา 4 คอื ประกอบด้วย (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต), 2546) 1) กายภาวนา คอื การฝกึ อบรมกาย รกั ษาสุขภาพใหเ้ หมาะสม 2) สีลภาวนา คือ การฝกึ อบรมศีล ไม่ใหล้ ะเมดิ 3) จิตภาวนา คอื การฝึกอบรมจิตใจ 4) ปญั ญาภาวนา คือ การฝึกอบรมปัญญา พัฒนาตนเองอยา่ งเหมาะสม
วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภมู ิ 205 ปที ่ี 3 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) การฝึกอบรมการพัฒนา ได้แก่ 1) กายภาวนา 2) สีลภาวนา 3) จิตภาวนา 4) ปัญญาภาวนา สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในสังคมได้อย่างครบถ้วนทุกมิติ ซึ่งนำไปสู่การเป็นรากฐานความมั่นคงของการ พัฒนาประเทศชาติต่อไป (นวินดา นิลวรรณ, สิทธิโชค ปาณะศรี, และพระครูโกศลอรรถกิจ, 2563) สามารถฝึกฝนพัฒนาตนด้านพฤติกรรมการบริโภคและอุปโภค การพัฒนาความพฤติกรรมของตน และ ฝกึ ฝนอบรมตนเองให้อยู่ในระเบียบวินยั สามารถยกระดับจติ ตนใหส้ ูงขึน้ ยึดมั่นในความไม่ประมาท สำรวม ระวัง อินทรีย์และมีคุณธรรม เพื่อที่จะได้เข้าใจสิ่งทั้งหลายอย่างถูกต้องตามความเป็นจริงของสรรพสิ่งท่ี เกดิ ข้ึนในโลก (พระปลดั ธญั วัฒน์ อโสโก, 2563) ดังน้ัน การพฒั นาทรัพยากรมนุษยต์ ามแนวพระพุทธศาสนา เป็นกระบวนการในการพฒั นามนุษย์ ในองค์การโดยการนำคำสอนของพระพทุ ธเจ้ามาเป็นฐานคดิ ให้มีความรูค้ วามเชีย่ วชาญในการปฏบิ ตั ิงาน มีความเจริญเติบโตทั้งทางด้านพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา ด้วยวิธีการพัฒนาองค์การและการพัฒนา ฝกึ อบรม มีจุดประสงค์ในการปรับปรงุ ผลงานและพัฒนามนษุ ย์ไปสู่ภพภมู ทิ ีด่ ีกวา่ เดมิ 2. พระสงฆ์กับสงั คมยุคใหม่ เนื่องจากวิทยาการใหม่ ๆ ได้ขับเคลื่อนให้ระดับการพัฒนาของประเทศต่าง ๆ ก้าวไปอย่าง รวดเร็วมาก จนเกิดความเหลื่อมล้ำมากข้ึนโดยลำดับ ทำให้ประเทศไทยก้าวตามไม่ทัน เกิดช่องว่าง ทางเทคโนโลยีใหม่มากข้นึ โดยเฉพาะ ICT และช่องวา่ งนไี้ มเ่ พียงแต่ทำใหร้ ะดบั ความก้าวหน้าของประเทศ ต่าง ๆ แตกต่างกันเท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำของสังคมในประเทศไทยแตกต่างไปด้วย ในวงการคณะสงฆ์ จึงควรตระหนักถึงปรากฏการณ์นี้และความท้าทายในยุคโลกาภิวัตน์ในศตรรษท่ี 21 ทสี่ ังคมเป็นสงั คมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้และควรจะเร่งพฒั นาพระสงฆ์ให้รูจ้ กั และเรยี นรูใ้ นวิทยาการ ใหม่ ๆ พร้อมกับป้องกันมิให้ ICT เกิดผลกระทบไปในทางที่ไม่พึงประสงค์ต่อการพัฒนาพระสงฆ์ เพื่อให้ พระสงฆม์ ีความเข้มแขง็ ทา่ มกลางการแขง่ ขนั ของประเทศตา่ ง ๆ ในโลกเศรษฐกจิ และสังคมใหม่ต่อไป ทั้งนี้ การสร้างพระสงฆ์ใหม้ คี วามรู้ ไม่ว่าจะเป็นด้านนักธรรม บาลี ซึ่งในปัจจุบันจะต้องมีความรู้ ทางโลกประกอบด้วย ไม่ว่าจะเป็นสายสามัญ ระดับปริญญาตรี เป็นต้น เพื่อจะให้รู้เท่าทันโลกภายนอก อยา่ งเช่น พระพุทธเจา้ กท็ รงเรยี นรู้กอ่ นออกผนวช มกี ารเรยี นรูว้ ชิ าการต่าง ๆ ถึง 18 วิชา อยา่ งเช่น พระ พุทธองคท์ รงสอนการปกครองแกก่ ษัตรยิ ์ต่าง ๆ เจา้ อาวาสทุกรูป จะตอ้ งเรียนรู้ให้ได้ปริญญาตรี เพ่ือจะให้ รู้เทา่ ทนั ท้ังทางโลก และทางธรรม หากเกิดเร่อื งกระทบกระท่งั ทางโลก ก็จะไดเ้ ท่าทนั โลก หรืออยา่ งน้อยก็ ให้ทันการทำงานทางด้านธุรการ เช่น การพิมพ์งานด้านคอมพิวเตอร์ เป็นต้น เจ้าอาวาสทุกรูปต้อง บริหารงานให้เท่าทันโลก เพื่อป้องกันการเกิดอธิกรณ์ขึ้น เช่น การเงิน เอกสารต่าง ๆ เป็นต้น บางรูปมี ความบรสิ ุทธ์ิใจท่ดี ีในการบรหิ าร แตไ่ ม่ได้มีการบรหิ ารจัดการทดี่ ี ก็ทำให้เกิดความเสยี หายแก่วดั ไดเ้ ช่นกนั
206 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) 3. การปรบั ตัวของพระสงฆ์ การพัฒนาองค์กร ซึ่งเป็นเครื่องมอื ที่จะต้องนำมาใช้ในการบริหารและพัฒนาองค์กรทั้งนี้เพื่อให้ องค์การสามารถปรับตัวและแก้ไขปัญหา ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงพร้อมทั้งสร้างความเข็มแข็งให้กับ องค์กรทางพระพุทธศาสนาอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรมมากขึ้น จะต้องประกอบไปด้วย 3 องคป์ ระกอบหลัก ไดแ้ ก่ 1) การพัฒนาตนเอง การสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน การเสริมสร้างทัศนคติที่ดี และ ความรสู้ กึ ร่วมในวัตถุประสงค์ขององค์การเพื่อความพร้อมของสมาชิกในองคก์ รที่จะรว่ มทางไปสู่เป้าหมาย ท่ไี ดก้ ำหนดไว้ 2) การพัฒนาคน เป็นกระบวนการพัฒนาองค์การด้วยการสร้างการจูงใจ ในการสร้าง กระบวนการคิด กระบวนการปฏิบัติจากบุคลากรในองค์การที่มีความรู้ความชำนาญในแต่ละด้านมา ประสานรว่ มมอื ร่วมใจกนั ปฏบิ ตั ิงานให้ลลุ ว่ งตามจดุ มงุ่ หมายขององคก์ าร 3) การพฒั นางาน เปน็ ระบบการท่เี กิดจากการอยรู่ ว่ มกัน การประสานงาน และการช่วยเหลือซ่ึงกัน และกันภายในองคก์ าร พร้อมทั้งมีการวางแผน ประเมินผลการปฏิบัติงาน และแสวงหาวิธีแกไ้ ขปรับปรงุ งาน ใหด้ ียิง่ ๆ ข้นึ การพัฒนาในเบื้องต้นจะเป็นตัวแบบที่มุ่งการพัฒนามาตั้งแต่ระดับบุคคลระดับกลุ่ม และระดับ องค์การ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงานทั้ง 6 ด้าน ของพระพทุ ธศาสนา อนั ไดแ้ ก่ (1) ดา้ นการปกครอง (2) ดา้ นการศาสนศึกษา (3) ด้านการศึกษาสงเคราะห์ (4) ด้านการเผยแผ่ (5) ด้านการสาธารณูปการ และ (6) ด้านการสาธารณสงเคราะห์ ผ่านการพัฒนา ศักยภาพ คา่ นิยม ทศั นคติ และความร้สู กึ ร่วมในการปฏบิ ัติงานของพระสงฆผ์ า่ นข้นั ตอนการพัฒนาองคก์ ร มีการปรับตัวใหท้ นั ตอ่ สถานการณอ์ ยู่เสมอ เพ่ิมพูนพฒั นาความรู้ ทักษะ และคณุ ลักษณะของตนให้เท่าทัน ต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 อุทิศตนทำงานเพื่อคณะสงฆ์และพระศาสนาอย่างมีประสิทธิภาพ (พระมหาประจักษ์ พนาลยั และ นิรุทธ์ วฒั โนภาส, 2563) รวมท้ังการมีคุณภาพชีวิตของการปฏิบัติหน้าที่ มีความพึงพอใจในการปฏิบัติงานภายในองค์การอย่างมีความสุข มีแนวทางปฏิบัติที่จะช่วยให้องค์การ มีความพร้อมและมีศักยภาพ จนกระทั่งองค์กรพระพุทธศาสนาสามารถปรับตัวให้ตอบสนองตอ่ การสรา้ ง โอกาสใหม่ ๆ และปรับอปุ สรรคตา่ ง ๆ ให้เปน็ ประโยชนต์ ่อการพัฒนาองค์การ ด้วยการริเรม่ิ การมสี ว่ นร่วม การสง่ เสรมิ การเป็นตน้ แบบ การเปิดโอกาส การตดิ ตามผล การให้ข้อมูลย้อนกลบั ร่วมกับการดำเนินงาน และการพัฒนาองค์การบนพื้นฐานหลักธรรมคำสอนที่ดีงามในการบริหารตน คน งาน ซึ่งก่อให้เกิดการ พฒั นาการอยา่ งไมห่ ยุดยงั้ ของพระพุทธศาสนา
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภูมิ 207 ปีท่ี 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) 4. พระสงฆก์ ับการจัดการตนเองในสงั คมยคุ ใหม่ การจัดการตนเองของพระสงฆ์ในยุคโลกาภิวัตน์ และสร้างความมั่นคงให้กับพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นประโยชน์และจำเป็นต่อการดำเนินงานในพระพุทธศาสนาให้บรรลุเป้าหมายได้ วิธีการผสมผสาน หรือประยุกต์ระหว่างบริหารจัดการกับคำสอนทางพระพุทธศาสนาแล้วเกิดความเปลี่ ยนแปลงภายใน องค์การที่เห็นชัด คือองค์กรเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึน้ โดยเฉพาะตัวบุคคล ผู้นำองค์กรประพฤติ ปฏบิ ัติในส่งิ ทถ่ี ูกตอ้ งอยใู่ นศีลธรรม การจดั การตนเองในสงั คมยคุ ใหมข่ องพระสงฆ์ จึงเปน็ สง่ิ ทสี่ ำคัญในการ พฒั นาบคุ ลกิ ท่เี หมาะสม โดยสามารถแสดงไดด้ งั แผนภาพท่ี 1 H • Humanity : พัฒนาศักยภาพของตนเอง M • Management : การบริหารจัดการองคก์ รที่เหมาะสม L • Learning : เรยี นรู้อย่างเท่าทนั ของการเปลี่ยนแปลง D • Development : พฒั นาการจัดการเรยี นการสอนท่เี หมาะสมกับสถานการณ์ N • Network : สร้างเครือข่ายความร่วมมือ R • Responsibility : มคี วามรบั ผิดชอบต่อสงั คม สามารถตรวจสอบการทางานได้ แผนภาพท่ี 1 แสดงบทบาทพระสงฆ์กบั การจดั การตนเองในสังคมยุคใหม่ จากแผนภาพแผนภาพท่ี 1 พระสงฆ์กับการจัดการตนเองในสังคมยุคใหม่ สามารถอธิบาย โดยสงั เขป ดังตอ่ ไปนี้ 1) พระสงฆ์ควรพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รอบรู้ในทกุ ๆ ดา้ น ทงั้ ทางโลก และทางธรรม รวมทงั้ ฝึกตน ให้เปน็ ผู้ที่มคี วามชำนาญในการบริหารบทบาทตามกิจการคณะสงฆท์ ั้ง 6 ด้าน 2) พระสงฆ์ควรมีรูปแบบการพัฒนาการบริหารกิจการคณะสงฆ์ที่ชัดเจน และเหมาะสมกับ กระแสโลกาภิวัตน์ เพื่อให้เป็นสังคมที่อดุ มไปด้วยฐานคุณธรรมและเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสร้างสังคม แหง่ การเรยี นรู้ และการอยรู่ ่วมกนั อย่างสันตสิ ุขในอนาคตขา้ งหน้า 3) พระสงฆ์ควรยกระดับการศึกษาในตำแหน่งทางสงั คมใหส้ ูงข้ึน ให้เทียบเท่าระดับปรญิ ญาตรี ปริญญาโทขึ้นไป และมกี ารถวายความรู้ต่อสงั คมโลก 4) พระสงฆ์ควรมีการพฒั นาหลักสูตรเฉพาะทีม่ ีพื้นฐานมาจากบทบาทและภารกิจของคณะสงฆ์ และต้องสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง อีกทั้งผู้บริหารคณะสงฆ์ จะต้องเร่งพัฒนา
208 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) หลักสูตรการศึกษาของคณะสงฆ์โดยเฉพาะหลักสูตรพระปรยิ ัติธรรมแผนกธรรมและบาลีให้มีคุณภาพมาก ยิ่งขึ้น ที่สามารถรักษาสาระหลักสตู รเดมิ ไว้และสามารถเทียบโอนผลการเรียนกบั การจัดการศึกษาสามัญ ทั่วไปของรฐั 5) พระสงฆ์ควรมีการกำหนดให้แสวงหาความร่วมมือและมีการรวมตัวกัน เพื่อสร้างเป็น เครือข่าย โดยมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมีการริเริ่มสร้างสรรค์และร่วมกันพัฒนาวัดให้เหมาะสมตาม ยุคโลกาภิวตั น์ เพอื่ ให้มีการขับเคลื่อนบทบาทของพระสงฆ์ไปพรอ้ มกนั ท่วั ประเทศและต่างประเทศ 6) พระสงฆ์ควรสร้างระบบการกำกับดูแลผู้นำสงฆ์ให้มีคุณภาพ เกิดความโปร่งใส มั่นใจและ สามารถตรวจสอบได้ รวมทั้ง สร้างเสริมพระสงั ฆาธิการให้ปฏบิ ัติงานอย่างมีจิตสานึกความรับผิดชอบต่อ ตนเองและต่อประชาชนในยคุ โลกาภวิ ัตน์ สรปุ การจัดการตนเองของพระสงฆ์ในยุคโลกาภิวัตน์ และสร้างความมั่นคงให้กับพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นประโยชน์และจำเป็นต่อการดำเนินงานในพระพุทธศาสนาให้บรรลุเป้าหมายได้ พระสงฆ์ใน ยุคโลกาภิวัตน์ในฐานะที่มีบทบาทสำคัญในสังคมจึงต้องปฏิบัติเป็นตัวอย่างที่ดีทั้งด้านพระธรรมวินัย ด้านคำสอนทางพระพุทธศาสนา และด้านความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน ประชาชนในสังคมจึงมี ความคาดหวงั ตอ่ แนวทางการพฒั นาพทุ ธศาสนา โดยท่พี ระสงฆจ์ ะต้องแสดงบทบาทหน้าท่ีในการเป็นผู้นำ เพือ่ ใหเ้ กิดความเช่อื มน่ั และศรัทธาตอ่ พทุ ธศาสนิกชนตอ่ ไป เอกสารอ้างองิ จำนงค์ ทองประเสรฐิ . (2554). ประวัติศาสตร์พทุ ธศาสนาในเอเชยี อาคเนย์. กรุงเทพมหานคร: ดวงแก้ว. เจษฎากรณ์ รอดภัย และวรกฤต เถื่อนช้าง. (2562). การบริหารทรัพยากรมนุษย์ตามแนวพุทธจิตวิทยา. วารสารบณั ฑติ ศกึ ษาปรทิ รรศน์ วิทยาลัยสงฆน์ ครสวรรค์, 7(2), 157-168. ธชั รนิ ทร์ วฒุ ชิ าต.ิ (2561). ความสุขของพนกั งาน คอื รากฐานขององค์กร. กรงุ เทพมหานคร: กรุงเทพธรุ กจิ . นวินดา นิลวรรณ, สิทธิโชค ปาณะศรี, และพระครูโกศลอรรถกิจ. (2563). การประยุกต์ใช้หลักภาวนา 4 ตามแนวพระพทุ ธศาสนาเถรวาทส่สู งั คมผ้สู ูงอายุ. วารสารมหาจฬุ านาครทรรศน,์ 7(3), 38-49. บษุ กร วฒั นบุตร. (2558). การพฒั นาทนุ มนษุ ยว์ ิถีพุทธในการบรหิ ารองค์กร เพื่อรองรบั ประชาคมอาเซียน. วารสารวชิ าการ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏพระนคร, 6(1), 24-36. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2543). ถึงเวลามารื้อปรับระบบพัฒนาคนกันใหม่. (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรงุ เทพมหานคร: ธรรมสภา. พระปลัดธญั วฒั น์ อโสโก. (2563). การประยุกต์ใชห้ ลักภาวนา 4 ในการพฒั นาคณุ ภาพชวี ิตของชุมชนบ้าน บ่อเกตุ อำเภอสะเดา จังหวดั สงขลา. วารสารมหาจุฬานาครทรรศน์, 7(2), 35-46.
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภูมิ 209 ปที ่ี 3 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2564) พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต). (2546). พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบบั ประมวลศัพท.์ (พิมพ์ครั้งท่ี 12). กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย. พระมหาประจักษ์ พนาลัย และนิรุทธ์ วัฒโนภาส. (2563). การเสริมสร้างสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ใน ศตวรรษที่ 21 ของครูสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี. วารสารสหวิทยาการมนุษยศาสตร์และ สังคมศาสตร์, 4(1), 374-387. พระราชวลั ภาจารย์ (ดาวเรอื ง อาจารคโุ ณ). (2563). ภาวะผนู้ ำของพระสังฆาธิการในการปกครองคณะสงฆ์ อำเภอเมือง จงั หวดั ราชบุร.ี วารสารศิลปการจดั การ, 4(3), 760-771. อทุ ยั สตมิ ั่น. (2557). ศานติภาวนาประยุกต์: พุทธปิ ญั ญา เพื่อการพัฒนาสงั คมสันติสขุ อยา่ งยงั่ ยนื . วารสาร ปารชิ าติ, 27(3), 22-37.
คำแนะนำสำหรบั ผเู้ ขียน 1. นโยบายการตพี ิมพใ์ นวารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภูมิ วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภูมิ เป็นวารสารวิชาการท่ีได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ ฐานขอ้ มูล ของศนู ยด์ ชั นกี ารอ้างองิ วารสารไทย (ศนู ย์ TCI) ไดถ้ กู จัดกลมุ่ คณุ ภาพวารสารประจำปี พ.ศ. 2564 ให้เป็น วารสารที่มีคุณภาพกลุ่มที่ 2 (TCI ฐาน 2) และอยู่ในฐานข้อมูล TCI จนถึง 31 ธันวาคม 2567 มีวัตถุประสงค์เพ่ือส่งเสริมการศกึ ษาค้นคว้าและเพื่อเผยแพรบ่ ทความวิจยั และบทความวิชาการ แก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ในมิติทางด้านภาษา การท่องเที่ยว การโรงแรม การศึกษา และมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ ได้ผ่านการ พิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 2 ท่าน เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยรับ พจิ ารณาตีพมิ พต์ ้นฉบบั ของบคุ คลทั้งภายในและภายนอกมหาวทิ ยาลยั กำหนดออกวารสารปลี ะ 3 ฉบับ (ราย 4 เดือน) ผลงานทีส่ ่งมาจะต้องไม่เคยเสนอหรือกำลังเสนอตีพมิ พ์ ในวารสารวชิ าการใดมากอ่ น 2. ประเภทของผลงานทต่ี พี มิ พ์ในวารสารศิลปศาสตรร์ าชมงคลสวุ รรณภมู ิ 1) บทความพิเศษ (Special Articles) บทความพิเศษทางวิชาการที่นำเสนอองค์ความรู้ ทางวิชาการอย่างเข้มข้น และผ่านการอ่านและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ มีกลุ่มเป้าหมายเป็น นกั วิชาการในวงการวชิ าการหรอื วชิ าชพี 2) บทความวิชาการ (Academic Article) เป็นบทความที่เขียนขึ้นในลักษณะวิเคราะห์ วจิ ารณ์ หรอื เสนอแนวคดิ ใหม่ จากพื้นฐานทางวิชาการท่ีได้เรียบเรียงจากผลงานทางวิชาการของตนเอง หรือของผอู้ ื่น หรือเป็นบทความทางวิชาการท่เี ขยี นขน้ึ เพือ่ เป็นความรทู้ ่ีมปี ระโยชนแ์ กค่ นทัว่ ไป 3) บทความวจิ ัย (Research Article) เปน็ บทความทม่ี กี ารค้นควา้ อย่างมีระบบ และมีความ มุ่งหมายชัดเจน เพื่อให้ได้ข้อมูลหรือหลักการบางอย่างที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้า หรือการนำวิชาการ มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ บทความวิจัยมีรูปแบบของการวิจัยตามหลักวิชาการ เช่น มีการ ตั้งสมมติฐานหรือมีการกำหนดปัญหาที่ชัดเจน สมเหตุสมผล โดยจะต้องระบุวัตถุประสงค์ที่เด่นชัด มีการรวบรวมข้อมูล พิจารณาวิเคราะห์ ตีความ และสรุปผลการวิจัยที่สามารถให้คำตอบหรือบรรลุ วัตถุประสงค์ 4) บทความปริทรรศน์ (Review Article) เป็นบทความที่รวบรวมความรู้จากตำรา หนังสือ และวารสารใหม่ หรอื จากประสบการณข์ องผนู้ พิ นธ์มาเรียบเรยี งขนึ้ 5) ปกิณกะ (Miscellany) ได้แก่ บทความทบทวนความรู้ เรื่องแปลย่อความจากวารสาร ต่างประเทศ การแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ แนะนำเครื่องมือใหม่ ตำราหรือหนังสือใหม่ที่น่าสนใจ หรือข่าวการประชมุ ทั้งระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ
ฏ Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) 3. รปู แบบของการจัดเตรยี มต้นฉบับ 1) ต้นฉบับบทความต้องมีความยาว 8-15 หนา้ กระดาษ A 4 (รวมเอกสารอ้างองิ ) พิมพ์บน กระดาษหน้าเดียว ใช้ตัวอักษรแบบ TH SarabunPSK เท่านั้น ตั้งค่าหน้ากระดาษโดยเว้นขอบบน ขอบซ้าย 1.38 นิ้ว (3.51 cm.) และขอบขวา ขอบล่าง 1 นิ้ว (2.54 cm.) กำหนดระยะห่างระหว่าง บรรทัด เท่ากบั 1 และเว้นบรรทดั ระหว่างแต่ละย่อหนา้ การนำเสนอตารางตอ้ งนำเสนอตารางที่มีความ คมชัดพร้อมระบุหมายเลขกำกับตารางไว้ด้านบน ส่วนการนำเสนอรูปภาพหรือแผนภาพระบหุ มายเลข กำกับไว้ด้านล่าง พิมพ์เป็นตัวหนา เช่น ตารางท่ี 1 หรือ Table 1 รูปท่ี 1 หรือ Figure 1 และ แผนภาพที่ 1 รปู ภาพหรือแผนภาพทน่ี ำเสนอต้องมรี ายละเอยี ดของข้อมูลครบถว้ นและเขา้ ใจได้โดยไม่ จำเป็นต้องกลับไปอ่านที่เนื้อความอีก ลำดับของรูปภาพทุกรูปให้สอดคล้องกับเนื้อหาที่อยู่ในต้นฉบับ โดยคำอธิบายต้องกระชับและสอดคล้องกบั รปู ภาพทน่ี ำเสนอ 2) ช่ือเรื่องตอ้ งมีท้งั ภาษาไทยและภาษาอังกฤษพมิ พ์ไว้หน้าแรกตรงกลางหน้ากระดาษ 3) ชื่อผู้เขียน ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จัดรูปแบบตามแบบของวารสาร พร้อมระบุ หนว่ ยงานตน้ สงั กัดของผ้เู ขยี น และ E-mail ท่ีสามารถตดิ ตอ่ ได้ 4) มบี ทคัดยอ่ ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ ควรอย่รู ะหว่าง 250-300 คำ ต่อบทคดั ยอ่ 5) กำหนดคำสำคญั (Keywords) ท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จำนวน 3-5 คำ 6) การเรียงหัวข้อ หัวข้อใหญ่สุด ให้พิมพ์ชิดขอบด้านซ้าย หัวข้อย่อยเว้นหัวข้อใหญ่ 3-5 ตัวอักษร พิมพ์ตวั ท่ี 6 และหัวขอ้ ย่อยขนาดเดียวกนั ตอ้ งพมิ พ์ให้ตรงกัน เมือ่ ขึ้นหัวข้อใหญ่ควรเว้นระยะ พิมพเ์ พิ่มอกี 0.5 ช่วงบรรทดั 7) การใช้ตวั เลขคำย่อ และวงเลบ็ ควรใชต้ ัวเลขอารบกิ ทั้งหมด ใชค้ ำยอ่ ที่เป็นสากลเท่าน้นั (ระบุคำเตม็ ไวใ้ นครงั้ แรก) การวงเล็บภาษาองั กฤษควรใช้ดงั น้ี (Student Centred Learning) บทความวิจัย ใหเ้ รียงลำดบั สาระนี้ ดังนี้ 1) บทคัดย่อ (Abstract) เสนอวัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีการวิจัย และผลการวิจัยโดย สรปุ มีความกะทดั รัด สัน้ กระชบั และครอบคลุม 2) บทนำ (Introduction) ระบุความสำคัญของปญั หาการวิจยั 3) วัตถปุ ระสงคก์ ารวจิ ยั (Research Objectives) ระบุวตั ถุประสงคก์ ารวิจยั 4) การทบทวนวรรณกรรม (Literature Review) อธิบายถึงผลการสืบค้นเอกสาร บทความ การวจิ ยั ตา่ ง ๆ ทีเ่ กี่ยวข้องเพ่อื แสดงใหเ้ ห็นถึง “ชอ่ งว่างของความรู้” (knowledge gap) ที่ยัง ไมถ่ กู พิจารณา ซง่ึ การวิจัยครั้งนีส้ ามารถเติมเตม็ ชอ่ งว่างของความร้นู ้นั ได้ การทบทวนวรรณกรรมต้องมี การอ้างอิงอยา่ งครบถ้วน รวมท้ังควรมกี ารวิเคราะหแ์ ละจัดระบบความสมั พนั ธ์ของวรรณกรรมเหล่านั้น ด้วย
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภูมิ ฐ ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) 5) กรอบแนวคิดการวิจยั (Conceptual Framework) แสดงถึงแนวคิดสำคญั หลักการ สำคัญ ทกี่ ำหนดขน้ึ จากการประมวลมาจากทฤษฎีและงานวิจยั ท่ีเก่ียวข้อง และนำเสนอเป็นแผนภาพท่ี แสดงถึงความสัมพนั ธ์ของตวั แปรท่ศี กึ ษา 6) วิธีดำเนินการวิจัย (Research Methodology) ระบุแบบแผนการวิจัย การได้มาซึ่ง กลุ่มตัวอย่าง และการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมลู 7) ผลการวิจัย (Results) เสนอผลที่พบตามวัตถุประสงค์การวิจัยตามลำดับอย่างชัดเจน ควรเสนอในรูปตารางหรือแผนภูมิ 8) อภิปรายผล (Discussion) เสนอเป็นความเรียง ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของ ผลการวิจัยกับกรอบแนวคิดและงานวิจัยที่ผ่านมา ไม่ควรอภิปรายเป็นข้อ ๆ ชี้ให้เห็นถงึ ความเช่อื มโยง ของตวั แปรทีศ่ ึกษาท้งั หมด 9) องคค์ วามร้ใู หม่จากการวิจยั (Body of Knowledge) ระบขุ อ้ คน้ พบทีเ่ ป็นองคค์ วามรู้ ใหม่ทีเ่ กิดจากผลการวิจยั 10) สรุป (Conclusions) สรุปในภาพรวมของบทความ โดยนำเสนอประเด็นสำคัญ ผลการวิจัย และแสดงผลลพั ธ์วา่ ผลการวจิ ยั ความสำคัญอย่างไร สามารถนำไปใชอ้ ะไรไดบ้ ้าง หรือจะทำ ให้เกดิ อะไรต่อไป 11) ข้อเสนอแนะ (Suggestion) ระบุข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ และขอ้ เสนอแนะในการวจิ ยั ครง้ั ต่อไป 12) เอกสารอ้างอิง (References) ต้องเป็นรายการที่มีการอ้างอิงไว้ในเนื้อหาของ บทความเทา่ น้นั (ใชร้ ะบบ APA 6th) บทความพิเศษ บทความวิชาการ บทความปริทรรศน์ ปกิณกะ บทความวิจารณ์หนังสือ ใหเ้ รียงลำดับสาระ ดังนี้ 1) บทคัดย่อ (Abstract) สรุปประเด็นเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญ เน้นประเด็นสำคัญของ งานที่ต้องการนำเสนอ โดยเขียนให้สั้น กระชับ มีความยาวไม่เกิน 250-300 คำ โดยบทคัดย่ออาจจะ ประกอบด้วยเนื้อหาสามสว่ น คือ เกรน่ิ นำถงึ วตั ถุประสงค์ สิง่ ท่ีทำ (วธิ ใี นการศกึ ษา) สรุปผลสำคัญท่ีได้ ซ่งึ อา่ นแล้วต้องเห็นภาพรวมทงั้ หมดของงาน 2) บทนำ (Introduction) เป็นการกลา่ วนำโดยอาศยั การปรทิ รรศน์ (review) และต้องมี การอา้ งองิ ทมี่ าของข้อมูลตามรปู แบบทวี่ ารสารกำหนด 3) เน้ือเรอื่ ง (Content) แสดงสาระสำคัญท่ีต้องการนำเสนอตามลำดบั 4) สรุป (Conclusion) สรุปโดยเลือกประเด็นสำคัญของบทความมาเขยี นรวมกันไว้อยา่ ง สั้น ๆ ซึ่งอาจใช้วิธีการบอกผลลัพธ์ว่าสิ่งที่กล่าวมามีความสำคัญอย่างไร สามารถนำไปใช้อะไรได้บ้าง
ฑ Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) หรือจะทำให้เกิดอะไรต่อไป หรืออาจใช้วิธีการตั้งคำถามหรือให้ประเด็นทิ้งท้ายกระตุ้นให้ผู้อ่านไป สบื เสาะแสวงหาความรู้ หรือคิดค้นพัฒนาเรื่องนน้ั ตอ่ ไป 5) องค์ความรู้ใหม่ที่ได้รับ (Originality and Body of Knowledge) ระบุองค์ความรู้ อันเปน็ ผลมาจากประเด็นทีศ่ ึกษา การสังเคราะหอ์ อกมาในลักษณะ แผนภาพ แผนภูมิ หรือผังมโนทัศน์ พร้อมคำอธิบายรูปแบบ/โครงสรา้ งอย่างกระชบั เข้าใจงา่ ย 6) เอกสารอา้ งองิ (Reference) ตอ้ งเปน็ รายการทีม่ กี ารอา้ งองิ ไว้ในเน้ือหาของบทความ เท่านัน้ (ใช้ระบบ APA 6th) ระบบการอ้างอิงและเอกสารอ้างอิงทางวิชาการ เอกสารที่นำมาอา้ งอิงควรไดม้ าจากแหล่งที่มีการตีพิมพ์ชัดเจน อาจเป็นวารสาร หนังสือ หรือ ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ทั้งนี้ผู้เขียนบทความต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความถูกต้องของเอกสารอ้างอิง ทั้งหมด ก่อนส่งต้นฉบับผู้เขียนบทความควรตรวจสอบถึงความถูกต้องของการอ้างอิงเอกสาร เพือ่ ปอ้ งกันความล่าช้าในการตพี ิมพ์บทความ เนอื่ งจากบทความทีม่ ีการอ้างองิ ไม่ถกู ต้องจะไม่ได้รับการ ส่งตอ่ เพอื่ พิจารณาโดยผทู้ รงคณุ วุฒิ จนกว่าการอ้างองิ เอกสารได้รบั การแก้ไขให้ถกู ต้อง การอา้ งองิ ในเนอื้ หาบทความ รูปแบบการอ้างอิงในเนื้อเรื่องและท้ายเล่มใช้วิธีการอ้างอิงระบบนาม–ปี ตามรูปแบบของ American Psychological Association (APA 6th Edition) ให้ใช้ระบบตัวอักษรโดยใช้วงเล็บ เปดิ -ปดิ แล้วระบชุ อ่ื -นามสกุล ของผู้เขียนและเลขหน้าของเอกสารที่นำมาอ้างอิง กำกับท้ายเนื้อความ ที่ใช้อ้างองิ เอกสารทอี่ ้างองิ ในบทความจะต้องปรากฏในเอกสารอ้างองิ บทความทุกรายการและเจ้าของ บทความต้องรับผิดชอบถึงความถูกต้องของเอกสารที่นำมาอ้างอิงทั้งหมด โดยรูปแบบของการอ้างองิ เอกสาร มีดังนี้ อา้ งองิ จากเอกสารภาษาไทย 1) พระไตรปฎิ กและอรรถกถา ให้อ้างชื่อคัมภรี ์ เลม่ ท่ี ขอ้ เครอื่ งหมายทวิภาค (:) และหน้า ของเอกสารที่นำมาอ้างอิง เช่น (พระไตรปิฎกภาษาไทย/1516281-282), (พระไตรปิฎก พร้อมอรรถ กถาแปล/15/255-319) 2) ผู้แต่งหนึ่งรายให้อ้างชื่อผู้แต่งเครื่องหมายจุลภาค (,) และตามด้วยปีที่พิมพ์ เช่น (ธนู ทดแทนคณุ , 2562) 3) ผู้แต่งสองรายใหอ้ า้ งชื่อของผู้แต่งสองรายเครื่องหมายจลุ ภาค (,) ตามด้วยปที ีพ่ มิ พ์ เช่น (จิดาภา เร่งมีศรีสุข และชนิดาภา กระแจะจันทร์, 2561) หากมีเอกสารที่นำมาอ้างอิงมากกว่า 1 รายการ ให้ใช้เครื่องหมายอัฒภาค (;) คั่นระหว่างรายการอ้างอิง เช่น (สัมพันธ์ สุกใส, 2560; สมพงษ์ เกษานุช, 2561)
วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภมู ิ ฒ ปที ี่ 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) 4) ถ้ามีผู้แต่งมากกว่า 2 ราย ให้อ้างชื่อของผู้แต่งรายแรกเว้นวรรคหนึ่งครั้งเพิ่มคำว่า และ คณะ เชน่ (จิดาภา เร่งมีศรีสขุ และคณะ, 2558) 5) ให้เรียงลำดับการอ้างอิงตามลำดับพยญั ชนะตัวแรกของชื่อผู้แตง่ เชน่ เดียวกับลำดับการ อา้ งองิ ในส่วนเอกสารอ้างอิง อ้างอิงจากเอกสารภาษาองั กฤษ 1) ถ้ามีผู้แต่งหนึ่งราย ให้ขึ้นต้นด้วยชื่อสกุล ตามด้วยตัวอักษรยอ่ ชื่อต้น โดย เว้น 1 ระยะ และ อักษรย่อชื่อกลาง (ถ้ามี) ทั้งนี้การกลับชื่อสกุลให้ใช้ตามความนิยมของคนในชาตินั้น โดยใช้ เครื่องหมายจุลภาค คั่นระหว่างชื่อสกุลและอักษรย่อชื่อต้น อักษรย่อชื่อกลาง หากกรณีที่ผู้แต่งมีคำ ตอ่ ทา้ ย เช่น Jr. หรือคำอนื่ ๆ ให้ใส่คำดังกลา่ วตอ่ ท้ายอกั ษรย่อชอ่ื ต้นหรืออักษรย่อชือ่ ต้น (ถ้ามี) โดยคั่น ดว้ ยเครือ่ งหมายจุลภาค และตามดว้ ยปที ่ีพิมพ์ เชน่ (Hanegraaff, W., 2003) 2) ถ้ามีผู้แต่งสองราย ให้อ้างให้ขึ้นต้นด้วยชื่อสกุล ตามด้วยตัวอักษรย่อชื่อต้น และใช้ เครื่องหมาย “&”ระหว่างคนที่ 1 และคนที่ 2 โดยเว้น 1 ระยะ ก่อนและหลัง ตามด้วยเครื่องหมาย จุลภาค และปีที่พิมพ์ เช่น (Cadigan, J. & Shupp, R., 2000) และให้ใช้เครื่องหมาย อัฒภาค (;) ค่ันกลางระหว่างเอกสารทน่ี ำมาอา้ งอิงมากกว่า 1 เอกสาร เช่น (Cadigan, J., 2013; Hanegraaff, W., 2003) 3) ถ้ามีผู้แต่งมากกว่า 2 ราย ให้ขึ้นต้นด้วยชื่อสกุล ตามด้วยตัวอักษรย่อชื่อต้น ของผู้แต่ง รายแรกตามด้วย et al, และปที ่ีพมิ พ์ (Hanegraaff, W. et al., 2008) 4) ใหเ้ รียงลำดับการอ้างอิงชอื่ ผ้แู ตง่ ตามลำดับพยัญชนะภาษาอังกฤษ (A-Z) หลกั เกณฑ์ท่ัวไปในการพมิ พ์รายการสำนักพิมพ/์ โรงพมิ พ์ กรณีเปน็ สำนกั พมิ พ์หรือบริษทั ใหค้ งไวเ้ ฉพาะช่ือ ดงั ตัวอย่าง 1) บริษัท เอ็ม อี เค จำกดั ใช้ เอม็ อี เค 2) สำนักพิมพม์ หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใช้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 3) กรณที เี่ ป็นโรงพมิ พ์ให้ใช้รปู แบบเตม็ เช่น โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั เอกสารอ้างองิ (1) พระไตรปิฎก อรรถกถา รปู แบบ: ผแู้ ตง่ ./(ปีทพี่ มิ พ)์ ./ชือ่ พระไตรปฎิ กอรรถกถา./สถานท่ีพิมพ์:/สำนกั พิมพ์หรือโรงพิมพ.์ ตัวอยา่ ง: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปฎิ กฉบับภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
ณ Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) (2) หนงั สือ รปู แบบ : ผแู้ ต่ง./(ปีท่พี ิมพ)์ ./ชื่อหนังสอื ./(ครัง้ ที่พิมพ)์ ./สถานทพ่ี ิมพ์:/สำนักพิมพ์ หรือโรงพิมพ์. ตัวอย่าง : จิดาภา เร่งมีศรีสุข. (2561). ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร: เอ็น เค การพมิ พ์. (3) บทความในหนงั สอื รปู แบบ : ผู้แต่ง./(ปีท่ีพมิ พ์)./ชื่อบทความ./ใน ชื่อบรรณาธกิ าร (บรรณาธิการ)./ชื่อหนังสือ/.(เลขหน้าที่อ้างอิง)./ สถานทีพ่ มิ พ์:/สำนักพมิ พ์หรอื โรงพิมพ์. ตัวอยา่ ง: สมั พันธ์ สกุ ใส. (2561). การพฒั นาทรัพยากรบุคคล. ใน จิดาภา เรง่ มีศรสี ขุ (บรรณาธิการ). การบริหาร องคก์ รสูค่ วามเป็นเลิศ. (หน้า 112-115). กรุงเทพมหานคร: เอน็ เจ ที ปรนิ้ ติง้ . (4) บทความจากวารสาร รูปแบบ : ผู้แต่ง./(ปีที่พิมพ์)./ชื่อบทความ./ชื่อวารสาร./ปีที่/(ฉบับที่),/เลขหน้าแรกที่ตีพิมพ์-เลขหน้าสุดท้ายที่ ตีพมิ พ.์ ตวั อย่าง: สมพงษ์ เกษานุช. (2560). กระบวนการพัฒนาชุมชนสู่ความยั่งยืนตามหลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง. วารสาร มจร. สงั คมศาสตร์ปริทรรศน์, 3 (1), 25-31. (5) บทความในสารานกุ รม รปู แบบ : ผู้แต่ง./(ปีที่พิมพ)์ ./ชื่อบทความ./ใน/ชื่อสารานุกรม,/(เล่มที่อา้ ง,/หน้า/เลขหน้าทีอ่ ้าง)./สถานที่พิมพ์:/ สำนักพิมพ์หรือโรงพิมพ.์ ตวั อย่าง: สนิท อาจพนั ธ์. (2537). หมอ้ คอควาย. ใน สารานกุ รมของใช้พ้ืนบา้ นไทยในอดตี เขตหวั เมอื งฝา่ ยเหนือ , (เล่ม 2, หนา้ 274-275). กรงุ เทพมหานคร: อมรินทร์พร้นิ ตง้ิ แอนด์พลบั ลชิ ช่ิง. Sturgeon, T. (1995). Sciencefiction. In The encyclopaedia America, (Vol. 24, pp. 390- 392). Danbury, CT: GrolierPress.
วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภมู ิ ด ปที ี่ 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2564) (6) หนงั สือพมิ พ์ รูปแบบ : ผูแ้ ตง่ ./(วันท่ี เดือน ปที ีพ่ ิมพ)์ ./ชอ่ื บทความ./ช่อื หนังสอื พิมพ์,/,ปที ่ี (ฉบบั ท)่ี ,/เลขหนา้ . ตัวอยา่ ง: ธนู ทดแทนคณุ . (12 กันยายน 2561). มาตรฐานการเขียนหนังสอื ราชการ. มตชิ น, น. 15. (7) รายงานการวจิ ยั รปู แบบ : ช่ือผเู้ ขียน./(ปีพิมพ์)./ชอ่ื เรือ่ ง./ใน รายงานการวจิ ยั ./สถานท่ีพมิ พ:์ /สํานักพิมพ์หรือหนว่ ยงาน. ตวั อยา่ ง: สมพงษ์ เกษานุช. (2561). การพัฒนาชุมชนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน. ใน รายงานการวิจัย. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาสารคาม. (8) วิทยานพิ นธ์ สารนพิ นธ์ รูปแบบ : ชอ่ื ผู้เขียน. (ปี ท่ีพมิ พ์). ชือ่ เรอ่ื ง (วทิ ยานิพนธ์ปรญิ ญามหาบณั ฑิตหรือปริญญาดษุ ฎบี ณั ฑิต)./สถานท่ี พมิ พ.์ /ชอ่ื สถาบนั . ตัวอย่าง: สมพงษ์ เกษานุช. (2561). กลยทุ ธ์การบรหิ ารจดั การชมุ ชนเพ่ือหนนุ เสริมการทอ่ งเทย่ี วในพ้ืนที่ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต). มหาสารคาม: มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม. (9) สมั ภาษณ์ รปู แบบ : ชอ่ื นามสกุลผู้ทไี่ ด้รบั การสัมภาษณ์./(วัน/เดอื น/ปที ่สี มั ภาษณ์)./ชื่อเรอื่ งท่ีสมั ภาษณ์./(ช่ือ/นามสกุล/ ผูส้ ัมภาษณ์). ตวั อย่าง : วาสนา มะลนิ ิน. (12 กนั ยายน 2562). ระบบการพฒั นานกั ศกึ ษาคณะศิลปศาสตร์ ใน มทร.สุวรรณภมู ิ ศูนย์นนทบุรี. (สมพงษ์ เกษานชุ ผู้สัมภาษณ์).
ต Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) (10) สือ่ ออนไลน์ รปู แบบ : ผู้แต่ง./(ปที เ่ี ผยแพร)่ ./ชื่อบทความ./สบื คน/วนั ท/่ี เดือน/ปี./จาก/แหล่งที่มาของข้อมลู (URL). ตวั อย่าง : วิทยา พฒั นเมธาดา. (2560). การจดั การเชงิ กลยุทธ์ (Strategic Management). สบื ค้น 12 กันยายน 2561. จาก http://www.kansuksa.com/31/. หมายเหตุ: / = เวน้ วรรค 1 คร้ัง ตวั อยา่ งเอกสารอ้างอิง เอกสารอา้ งอิง กริช แรงสูงเนนิ . (2554). การวิเคราะห์ปัจจยั ด้วย SPSS และ AMOS เพื่อการวิจัย. กรุงเทพมหานคร: ซีเอ็ดยเู คชน่ั . กัลยา วานิชย์บัญชา. (2551). การวิเคราะห์สถิติขั้นสูงด้วย SPSS for Windows. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย. ครูเชียงราย. (2560). สื่อการสอน. สืบค้น 1 มกราคม 2560. จาก http://www.kru chiangrai. net/tagส่อื การสอน/. จรัญ แสงบุญ. (2552). การจัดการศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ในอำเภอแม่แจ่ม จงั หวัดเชยี งใหม่ (วิทยานพิ นธ์ปรญิ ญามหาบัณฑติ ). เชียงใหม:่ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่. จริ าภา เต็งไตรรัตน์. (2554). จิตวิทยาท่ัวไป. (พิมพค์ ร้งั ท่ี 7). กรุงเทพมหานคร: ธรรมศาสตร์. จันทรานี สงวนนาม. (2551). ทฤษฎีและแนวปฏิบัติในการบริหารสถานศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร: บคุ๊ พอยท์. จามจุรี จำเมือง. (2553). ผบู้ รหิ ารกับการบริหารสถานศึกษา. กรุงเทพมหานคร: เจริญดมี ั่นคงการพิมพ.์ ทัศนีย์ ศุภเมธี. (2542). พฤติกรรมการสอนวิชาภาษาไทยระดบั มัธยมศกึ ษา. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์ สถาบันราชภฏั ธนบุรี. ทิภาวรรณ เลขวัฒนะ และสุนทรี จันทร์สำราญ. (2557). การประเมินผลในชั้นเรียนเพื่อวินิจฉัย ข้อบกพร่องผู้เรียน (Classroom Assessment for Student Diagnostic). วารสารชุมนุมนัก วัดและประเมนิ ผลการศึกษาข้นั พืน้ ฐานแหง่ ประเทศไทย, 1(1), 12–25. ธานินทร์ ศลิ ปจ์ ารุ. (2557). การวจิ ยั และการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วย SPSS และ AMOS. (พมิ พค์ รั้งท่ี 15). นนทบรุ :ี เอส.อาร.์ พริน้ ตง้ิ แมสโปรดกั ส.์ นิธิดา บุรณจันทร์. (2550). ภาวะผู้นำของผู้บริหารที่สัมพันธ์กับประสิทธิผลองค์การของโรงเรียนอาชีวศึกษา เอกชน (วิทยานิพนธป์ ริญญาดษุ ฎบี ัณฑิต). กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร.์
วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภูมิ ถ ปที ่ี 3 ฉบับท่ี 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) Glickman, C.D. (2004). Supervision and Instructional Leadership : A Developmental Approach. Boston: Allyn and Bacon. Lunenburg, F. C. & Ornstein, A. C. (1996). Educational administration. (2nd ed.). Belmont, CA: Wadsworth. McEwan, E. K. (2003). Ten traits of highly effective principals : From good to great performance. Thousand Oaks, CA: Sage. 4. หลักเกณฑก์ ารส่งต้นฉบบั บทความเพื่อได้รบั การตีพมิ พ์ 4.1 ส่งผ่านระบบออนไลน์ของวารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภูมิ (THAIJO) โดยสมคั รสมาชกิ และสง่ บทความผา่ นระบบได้ที่ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/art/index 4.2 สง่ ดว้ ยตนเองหรอื ทางไปรษณยี ์ เอกสารประกอบด้วย 1) ตน้ ฉบบั จำนวน 3 ชุด จำแนกเป็น - ตน้ ฉบบั ที่ไมร่ ะบุชื่อผู้แตง่ จำนวน 2 ชุด - ต้นฉบับที่ระบุชื่อผู้แต่ง จำนวน 1 ชุด เอกสารต้องระบุรายละเอียด ผู้เขียนบทความ Author (s) ได้แก่ ชื่อ ตำแหน่ง และสังกัด หรือวุฒิการศึกษาสูงสุด อย่างใดอย่างหนึ่งโดยให้มีท้ัง ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เฉพาะผูร้ ับผิดชอบบทความ (Corresponding Author) ให้ระบุทอี่ ยู่ เบอร์ โทรศัพท์ E-mail ที่สามารถติดต่อได้ ในกรณีที่ต้นฉบับดังกล่าวมาจากหรือเป็นส่วนหนึ่งของ วทิ ยานิพนธ์หรือหลักสตู ร การศกึ ษาโปรดระบุชอื่ หลกั สตู ร สาขา และสถาบนั การศกึ ษาให้ชดั เจน 2) แผ่นซดี ีบรรจขุ อ้ มลู ต้นฉบบั จำนวน 1 แผ่น (ระบชุ ่ือบทความและชื่อผู้เขียน) 3) แบบเสนอผลงานเพ่ือตีพิมพใ์ นวารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภูมิ - แบบฟอร์มเสนอผลงานเพอื่ ไดร้ ับการตพี ิมพใ์ นวารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภูมิ - แบบฟอร์มสมัครสมาชิกวารสารศิลปะศาสตรร์ าชมงคลสวุ รรณภูมิ 4) ส่งต้นฉบับบทความเพ่ือเสนอตพี มิ พใ์ นวารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภูมิ มายัง กองบรรณาธกิ ารวารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภมู ิ คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลสุวรรณภูมิ เลขท่ี 60 หมู่ 3 ถนนสายเอเซีย (กรุงเทพฯ-นครสวรรค)์ ตำบลหนั ตรา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จงั หวดั พระนครศรีอยุธยา 13000 โทร. 035-709208, โทรสาร. 035-709208
ท Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) 4.3 ส่งทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ แนบไฟล์ต้นฉบับ (File attachment) ในรูปแบบ MS Word และ PDF ส่งมายัง E-mail: [email protected] เมื่อได้รับการยืนยัน จากกองบรรณาธิการ พจิ ารณาใหต้ พี ิมพ์ลงในวารสารแล้ว ผู้เขียนจะตอ้ งสง่ แผนซีดีบรรจุข้อมูลต้นฉบับ จำนวน 1 แผ่น มายังกองบรรณาธกิ ารเพอื่ เข้าสู่กระบวนการตีพมิ พต์ อ่ ไป 5. ขนั้ ตอนการนำบทความลงตีพิมพใ์ นวารสารศลิ ปศาสตรร์ าชมงคลสุวรรณภูมิ ต้นฉบับบทความทีเ่ สนอเพอื่ พจิ ารณาตีพมิ พ์ในวารสารใหอ้ ยใู่ นรปู แบบของไฟล์เอกสาร *.docx ของ Microsoft Word Version 2010 หรอื มากกวา่ หากต้นฉบบั ประกอบด้วยภาพ ตาราง หรอื สมการ ให้ส่งแยกจากไฟล์เอกสาร รูปแบบไฟล์ภาพในสกุล *.PDF*.JPG*.GIF หรือ *bmp. ความยาวของ ต้นฉบับต้องไม่เกิน 15 หน้า (รวมบทคัดย่อ ภาพ ตาราง และเอกสารอ้างอิง) กองบรรณาธิการจะ พิจารณาบทความเบื้องตน้ เก่ยี วกับความถกู ต้องของรูปแบบทั่วไป ถ้าไมผ่ า่ นการพจิ ารณาจะส่งกลับไป แกไ้ ขถ้าผ่านจะเข้าสกู่ ารพิจารณาของผู้ทรงคุณวฒุ ิ เม่ือผลการประเมินผ่านหรอื ไม่ผา่ น หรอื มีการแก้ไข จะแจ้งผลให้ผู้เขียนทราบ โดยการพิจารณาบทความเพื่อลงตีพิมพ์ได้จะคำนึงถงึ ความหลากหลายและ ความเหมาะสม 6. สทิ ธขิ องบรรณาธกิ าร ในกรณีที่กองบรรณาธิการหรือผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้รับเชิญให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิผู้ตรวจประเมิน บทความมีความเห็นว่าควรแก้ไข กองบรรณาธิการจะส่งคนื เพือ่ ให้เจา้ ของบทความแกไ้ ข โดยจะยึดถือ ข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้ตรวจประเมินเป็นเกณฑ์หลัก และสงวนสิทธิ์ที่จะพิจารณาไม่ตีพิมพ์ ในกรณีที่รายงานการวิจัย บทความทางวิชาการ หรือบทความวิจัย ไม่ตรงกับแนวทางของวารสาร ศิลปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภูมิ หรือไม่ผ่านการพิจารณาของกองบรรณาธิการหรือผู้เชี่ยวชาญ เมื่อบทความที่ได้รับการตีพิมพผ์ ู้เขียนจะได้รับวารบทความลงตีพมิ พ์ผลงาน จำนวน 1 ฉบับ พร้อมกับ หนังสอื รบั รองการตีพิมพบ์ ทความในวารสารศิลปศาสตรร์ าชมงคลสวุ รรณภูมิ
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภมู ิ ธ ปที ี่ 3 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2564) บทความวิจัย ช่อื บทความ (ไทย) (20 pt) ช่อื บทความ (องั กฤษ) (ตัวพมิ พ์ใหญ่: 18 pt) ชอ่ื -นามสกลุ ผู้เขียนบทความ (ไทย) (14 pt) ช่ือ-นามสกุล ผเู้ ขยี นบทความ (องั กฤษ) (12 pt) หนว่ ยงานตน้ สังกดั (ไทย) (14 pt) หน่วยงานต้นสงั กัด (องั กฤษ) (12 pt) E-mail: (12 pt), เบอร์โทรศัพท์ (มือถอื ), ID Line Received เดือน วัน, ปี; Revised เดอื น วัน, ป;ี Accepted เดือน วัน, ปี บทคัดยอ่ (250-300 คำ) บทความน้มี ีวตั ถปุ ระสงค์ เพือ่ 1)................................................ 2)……………………………………… และ 3) ..................................................... การวจิ ยั ครั้งนี้เปน็ การวจิ ัย...................................................... เครอ่ื งมือทใี่ ชเ้ ก็บรวบรวมข้อมลู ได้แก่ ........................ สถิตทิ ี่ใช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ได้แก่ ................ ผลการวิจยั พบวา่ 1).................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................... 2).................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................... 3) ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................... คำสำคญั : …………………..……, …………………..……, …………………..…… (3-5 คำ) Abstract (250-300 words) This Article aimed to study 1) ................................................ 2) ………………………………… and 3) ............................... the sample was…………............. They was selected by .................... the instrument for collecting data was ................................. Analysis data by Descriptive statistics and Content Analysis. The research results were found as follows; 1).................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................... 2).................................................................................................................................................. ...................................................................................................................................................................
น Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) 3) ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................... Keywords: …………………..……, …………………..……, …………………..…… (3-5 words) บทนำ ยอ่ หนา้ แรก เขียนอธิบายประเดน็ วิจยั ปรากฏการณ์ ความนา่ สนใจ ความสำคญั โดยนำข้อมูล งานวิจัยที่ตีพิมพ์เพื่อที่จะบ่งชี้สถานการณ์ปัจจุบันขององค์ความรู้ (knowledge) หรือการทำงานของ นักปฏิบัติ (practice) งานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่ผ่านมาพอสังเขปเพื่อชี้ให้เห็นว่าที่ผ่านมามีการค้นพบ อะไรบ้างและค้นพบโดยใครบ้างเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการนำเสนอให้เห็นว่ายังมีช่องว่าง ( gap) ของงานวิจัย (อา้ งข้อมลู ตัวเลขจากหน่วยงานราชการ/บทความวิจยั ท่ตี พี ิมพ์ 1-2 ป/ี เจา้ ของทฤษฎี) ย่อหน้าที่สอง พื้นที่วิจัย ปัญหา ความต้องการ หรือลักษณะกลุ่มที่เป็นเป้าหมายของการวิจยั เป็นอย่างไร นักวิจัยได้มีประสบการณ์หรือมีส่วนร่วมในพื้นที่นัน้ อย่างไรบ้าง มีงานวิจยั ที่เก่ยี วกับพื้นท่ี กลมุ่ เปา้ หมายอย่างไร ย่อหน้าที่สาม เขียนแนะนำวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของงานวิจัยซึ่งจะเป็นเหมือนเข็มทิศ บอกแนวทางการทำวิจัย [how?, where?, when?] นักวิจัยชี้ให้เห็นระเบียบวิธีวิจัยที่จะใช้เพื่อทำให้ บรรลวุ ตั ถปุ ระสงคก์ ารวจิ ัยที่วางไว้พอสงั เขป บทความวิจยั นีน้ ำเสนอ .............................................. (โครงสรา้ ง และเนื้อหาของบทความท่ีจะ นำเสนอ โดยปกตจิ ะเขยี นตามวตั ถปุ ระสงค์ หรือประเดน็ ตามหัวข้อบทความ และประโยชน์ที่จะเกิดแก่ วงวิชาการหรอื สังคม) วตั ถุประสงค์การวิจัย 1. เพอ่ื ศกึ ษา................................................................................................................................. 2. เพ่อื ศกึ ษา ............................................................................................................................... 3. เพ่ือศึกษา ............................................................................................................................... การทบทวนวรรณกรรม เขยี นควรอธบิ ายถงึ ผลการสืบค้นเอกสาร บทความ การวจิ ยั ตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งเพอ่ื แสดงให้เห็น ถึง “ช่องว่างของความรู้” (knowledge gap) ที่ยังไม่ถูกพิจารณา ซึ่งการวิจัยครั้งนี้สามารถเติมเต็ม ช่องว่างของความรู้นั้นได้ การทบทวนวรรณกรรมต้องมีการอ้างอิงอย่างครบถ้วน รวมทั้งควรมีการ วิเคราะหแ์ ละจัดระบบความสัมพันธข์ องวรรณกรรมเหลา่ น้นั ด้วย 1. ..............................................................................................................................................
วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภมู ิ บ ปีท่ี 3 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2564) 2. .............................................................................................................................................. 3. .............................................................................................................................................. (สรปุ ผลการทบทวนวรรณกรรม เพอ่ื แสดงใหเ้ ห็นว่าผเู้ ขยี นนำเอาทฤษฎี /แนวคดิ ที่ทบทวนมา ใช้ในการวจิ ัยอย่างไร ในประเดน็ ไหน) กรอบแนวคิดการวิจัย งานวิจัยน้ี เปน็ การวิจัยเชงิ ............................................... ผูว้ ิจัยกำหนดกรอบแนวคิดการวิจัย ตามแนวคดิ /ทฤษฎีของ .......................... ประกอบดว้ ย ......................... โดยมีรายละเอียดดังน้ี เขียนตวั แปรอสิ ระ กระบวนการ/เครื่องมือ/พนื้ ท่/ี กลมุ่ เปา้ หมาย ตัวแปรตาม แผนภาพที่ 1 แสดงกรอบแนวคิดในการวิจัย วธิ ดี ำเนินการวจิ ัย วิธีการเขยี นแบบที่ 1 งานวจิ ัยน้เี ป็นงานวิจยั (เชงิ ปรมิ าณ/เชิงคุณภาพ/ผสานวธิ )ี พน้ื ทวี่ จิ ัย คอื ................ประชากร คอื ....................... จำนวน ..... คน (อ้างอิง) กลุ่มตัวอย่าง คือ ........................ จำนวน .... คน ใช้วิธีการ คดั เลือกแบบ.................(อธิบายการคัดเลือกอย่างละเอยี ด) เคร่ืองมือทใ่ี ช้ในการวจิ ยั มี ...... ชนิด ได้แก่ 1) แบบสอบถาม (อธิบายลักษณะ องค์ประกอบ และสร้างตามแนวคิดของใคร ค่าความเชื่อมั่นของ เครื่องมือวิจัย) ใช้ศึกษา.................................................. 2) แบบสัมภาษณ์ (อธิบายลักษณะ องค์ประกอบ และสร้างตามแนวคิดของใคร ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือวิจัย) ใช้ศึกษา ......................................................... 3) แนวทางการสนทนากลุม่ (ประเด็นการสนทนา องค์ประกอบ และสร้างตามแนวคิดของใคร) รวบรวมขอ้ มูลโดย ......................................... ระหวา่ งเดือน ........ ถึง เดือน ................ พ.ศ. ........ นำข้อมูลเชิงปริมาณมาวิเคราะห์ด้วยสถิติ...................(สถิติพื้นฐาน/สถิติ
ป Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) อ้างอิง สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้การวิจัยเอกสาร วิเคราะห์ สังเคราะห์ ข้อมลู แล้วนำมาเขยี นบรรยายเชิงพรรณนา วธิ ีการเขยี นแบบที่ 2 งานวจิ ัยนเี้ ป็นงานวจิ ยั (เชิงปริมาณ/เชิงคณุ ภาพ/ผสานวธิ ี) พืน้ ที่วิจยั คอื ................ โดยมีการ แบ่งขัน้ ตอนการวจิ ยั ออกเปน็ 3 ขัน้ ตอนดังน้ี ขั้นตอนท่ี 1 การศกึ ษาสภาพการณ์การประกอบธุรกจิ ของผูป้ ระกอบการร่นุ ใหม่ (กลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือ ลักษณะของเครื่องมือ คุณภาพของเครื่องมือ การเก็บรวบรวมขอ้ มลู การวเิ คราะหข์ อ้ มูล สถิติทใ่ี ช้) ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาศกั ยภาพและโอกาสทางธรุ กจิ ผลิตภัณฑเ์ พ่ือสุขภาพของผู้ประกอบการ ร่นุ ใหมใ่ นจังหวัดเชยี งใหม่ (กลุ่มตัวอย่าง เครื่องมอื ลักษณะของเครื่องมือ คุณภาพของเครื่องมือ การเก็บรวบรวมขอ้ มูล การวิเคราะหข์ อ้ มลู สถติ ทิ ใ่ี ช้) ขน้ั ตอนที่ 3 การเพม่ิ ศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจผลิตภณั ฑเ์ พ่อื สขุ ภาพของผู้ประกอบการรุ่น ใหมใ่ นจงั หวัดเชยี งใหม่ (กลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือ ลักษณะของเครื่องมือ คุณภาพของเครื่องมือ การเก็บรวบรวมขอ้ มูล การวเิ คราะหข์ ้อมูล สถิติท่ใี ช้) วิธีการเขียนแบบท่ี 3 การวิจัยครง้ั น้ีเปน็ การวิจัย……………………………………….. โดยใช้วิธีการ.............................. ดังน้ี 1) การศึกษาในเชิง.................................... หนังสือ รายงานการวิจัย รายงานการประชุม ภาพถา่ ย เอกสารแสดงความสัมพันธท์ ีแ่ สดงให้เหน็ ถึง...............................................ดังนี้ (1) ........................................................................................................................ (2) ........................................................................................................................ (3) ........................................................................................................................ ฯลฯ 2) การศกึ ษาในภาคสนาม (Field Study) เพื่อทราบถงึ แนวคิด หลกั การ ความเป็นมา รปู แบบ ความสัมพันธ์ กระบวนการสร้าง ............... ทั้งในระดับนโยบาย ประชาชน ชุมชน องค์กร/ สถาบนั การศึกษา ในพื้นท่ีทเี่ ปน็ กรณศี ึกษา โดยมีขน้ั ตอนการศึกษาคน้ ควา้ ดงั น้ี (1) ทำการศึกษาและคัดเลือกองค์กร ชุมชน องค์กรนโยบายในประเทศ โดยการสุ่ม แบบเจาะจง (Purposive Sampling) ตามความสำคัญของเรอ่ื ง คอื .........เกี่ยวกับกระบวนการ............
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภูมิ ผ ปที ่ี 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2564) (2) ศึกษาและรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ การประชุมกลุ่มย่อยร่วมกับ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... (3) ดำเนินการศึกษาวิเคราะห์แนวคิด รูปแบบ การจัดการ และแนวทางการพัฒนา ความสมั พนั ธ์ การประยกุ ต์ใชอ้ งค์ความรู้ และกระบวนการบริหารจัดการเก่ียวกบั ................................ ในลักษณะของการวิเคราะห์เชิงลึก โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องในการดำเนนิ การ ศกึ ษาวจิ ยั (4) สรุปและนำเสนอผลการศึกษาทีไ่ ด้ทัง้ จากการศึกษาในเชิงเอกสารและภาคสนาม โดยนำมาวิเคราะห์ตามประเด็นที่สำคัญ คือแนวคิด หลักการ ความเป็นมา รูปแบบ ความสัมพันธ์ กระบวนการ..................................................ทั้งนี้ เน้นการนำผลการศึกษาวิจัยมาเผยแพร่ให้ .................................... และผทู้ มี่ ีส่วนเก่ยี วข้องของในระดับประเทศได้รับทราบ (5) วเิ คราะห์รูปแบบและแนวทางการ............................................................................ ................................................................................................................................................................... (6) สรุปผลการศกึ ษาวจิ ยั และข้อเสนอแนะ 3) ผูใ้ ห้ขอ้ มลู สำคญั (Key Informant) ............................................. มีคุณสมบัติดังนี้ 1) เปน็ บุคคลท่เี ก่ียวขอ้ งกบั ............................................................................ 2) มปี ระสบการณใ์ นการทำงานด้าน.....................................อย่างน้อย 5 ปี 3) มีการศกึ ษาและทำงานวิจยั ด้าน........................................อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง 4) เครอ่ื งมือท่ีใชใ้ นการศึกษา………….........…………. มีอะไรบ้าง มีกระบวนการอยา่ งไร 5) การเก็บรวบรวมข้อมลู ………………............................................................................……… 6) การวิเคราะหข์ อ้ มลู ........................................................................................................... 7) การนำเสนอผลการศกึ ษาวจิ ยั ............................................................................................ ผลการวิจัย วตั ถปุ ระสงคท์ ี่ 1 ผลการวิจัยพบว่า......................................................................................... .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................
ฝ Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) ตารางที่ 1 แสดง........................................................................................................................................ หวั ขอ้ ท่ี 1 หัวขอ้ ท่ี 2 หวั ข้อที่ 3 ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ………………………. โดยรวม จากตารางท่ี 1 .......................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... วัตถปุ ระสงคท์ ี่ 2 ผลการวจิ ยั พบวา่ ............................................................................................. ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ภาพที่ 1 แสดง........................ จากภาพท่ี 1 ............................................................................................................................. ................................................................................................................................................................... วัตถปุ ระสงคท์ ่ี 3 ผลการวิจยั พบว่า............................................................................................. ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภมู ิ พ ปที ่ี 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2564) อภิปรายผล ผลจากการวิจยั วตั ถปุ ระสงค์ที่ 1 พบว่า ...................................................................................... ....................................................................................ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ………………….……...……………… ......................... ซง่ึ สอดคล้องกับ (เอกสารสนับสนนุ : อ้างอิงผลการวจิ ัย/แนวคดิ /ทฤษฎี)....................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ผลจากการวจิ ยั วัตถปุ ระสงค์ที่ 2 พบวา่ ...................................................................................... ....................................................................................ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ………………….……...……………… ......................... ซง่ึ สอดคล้องกับ (เอกสารสนับสนุน : อ้างอิงผลการวิจยั /แนวคดิ /ทฤษฎี)....................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ผลจากการวิจยั วัตถุประสงคท์ ่ี 3 พบว่า ...................................................................................... ....................................................................................ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ………………….……...……………… ......................... ซงึ่ สอดคล้องกับ (เอกสารสนับสนนุ : อ้างอิงผลการวจิ ยั /แนวคิด/ทฤษฎี)....................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... องค์ความร้ใู หม่จากการวจิ ยั ระบอุ งคค์ วามรู้อันเปน็ ผลมาจากการวิจยั การสงั เคราะหอ์ อกมาในลกั ษณะ แผนภาพ แผนภูมิ หรอื ผังมโนทศั น์ พร้อมคำอธบิ ายรปู แบบ/โครงสร้างอย่างกระชบั เขา้ ใจงา่ ย............................................. ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................
ฟ Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) ตวั อยา่ ง: การเขยี นองคค์ วามรูใ้ หม่จากการวจิ ัย จากการศกึ ษาผลกระทบทางสงั คมของประชาชนจากการจัดการท่องเทย่ี วสมยั ใหม่ กรณศี ึกษา อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบองค์ความรู้ที่สามารถสรุป เปน็ แผนภาพไดด้ งั น้ี ผลกระทบต่อสังคมจากการท่องเที่ยว ผลกระทบต่อสงิ่ แวดลอ้ มจากการทอ่ งเท่ียว ปัญหาด้านการจราจร แหล่งท่องเทย่ี ว เชงิ ลบ ปัญหามีขอทานและการพนนั เสื่อมโทรม สังคมชนบทเป็นสังคมเมอื ง ปญั หาขยะมลู ฝอย มลพิษทางอากาศและเสยี ง เชงิ บวก เกิดอาชพี และสรา้ งรายได้ ภาครฐั กระบวนการแกไ้ ขผลกระทบ ผูป้ ระกอบธรุ กิจ ทอ่ งเทย่ี ว นักทอ่ งเที่ยว แผนภาพท่ี 2 แสดงผลกระทบทางสงั คมของประชาชนจากการจัดการทอ่ งเทีย่ วสมัยใหม่ จากแผนภาพที่ 2 แสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวส่งผลกระทบต่อทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยผลกระทบทางสงั คมทส่ี ำคญั ไดแ้ ก่ ปัญหาด้านการจราจร ปัญหามขี อทานและการพนนั และสังคม ชนบทเป็นสังคมเมือง ส่วนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรม ปัญหาขยะมูลฝอย และปัญหามลพิษทางอากาศและเสียง แต่อย่างไรก็ตามการท่องเที่ยวยังส่งผล กระทบเชิงบวกต่อสังคมในภาพรวมโดยเฉพาะการก่อให้เกิดอาชีพและสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นท่ี ดังนั้นการกำหนดมาตรการหรือแนวทางการแก้ไขผลกระทบให้เหมาะสมกับการท่องเที่ยวสมัยใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว และนักท่องเที่ยว ท่ตี อ้ งกำหนดมาตรการเพอื่ นำสู่การปฏบิ ตั ิร่วมกัน เพื่อสรา้ งความตระหนกั และรักษาไว้ซ่ึงมรดกอันลำ้ ค่า ของโลก สู่การพึ่งพาอาศัยกันระหว่างมรดกทรัพยากรและการดำรงอยู่ของคนในสังคมอย่างสมดุลและ ย่ังยนื
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภูมิ ภ ปที ่ี 3 ฉบับท่ี 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) สรปุ สรุปในภาพรวมของบทความ ...................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ข้อเสนอแนะ จากผลการวจิ ยั ผูว้ ิจยั มีขอ้ เสนอแนะ ดังน้ี 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวจิ ยั ไปใช้ประโยชน์ 1.1 ผลจากการวจิ ยั วัตถุประสงคท์ ี่ 1 พบว่า ............................................................................ ดังน้ันหน่วยงานท่เี กยี่ วข้องควรดำเนนิ การ ดงั นี้......................................................................................... 1.2 ผลจากการวจิ ัยวตั ถุประสงคท์ ี่ 2 พบว่า ............................................................................ ดงั นนั้ หน่วยงานทเี่ กยี่ วขอ้ งควรดำเนนิ การ ดงั น้ี......................................................................................... 1.3 ผลจากการวิจยั วตั ถปุ ระสงค์ท่ี 3 พบวา่ ............................................................................ ดังนั้นหน่วยงานที่เก่ียวขอ้ งควรดำเนนิ การ ดังน้.ี ....................................................................................... 2. ข้อเสนอแนะในการวจิ ัยครงั้ ต่อไป งานวิจยั นี้ได้ข้อค้นพบ (องคค์ วามร)ู้ ........... ทส่ี ำคญั คอื ................................ สามารถนำไป ประยุกต์ใช้กับ ................. โดยควรให้ความสำคัญกับ ...................................... สำหรับประเด็นในการ วิจัยครัง้ ต่อไปควรทำวจิ ัยในประเดน็ เกีย่ วกับ ............................................................................................ เอกสารอา้ งอิง (ตวั อย่าง) กริช แรงสูงเนิน. (2554). การวิเคราะห์ปัจจัยด้วย SPSS และ AMOS เพื่อการวิจัย. กรุงเทพมหานคร: ซีเอด็ ยูเคช่ัน. กัลยา วานิชย์บัญชา. (2551). การวิเคราะห์สถิติขั้นสูงด้วย SPSS for Windows. กรุงเทพมหานคร: จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . ครูเชียงราย. (2560). สื่อการสอน. สืบค้น 1 มกราคม 2560. จาก http://www.kru chiangrai. net/tagสื่อการสอน/. จรัญ แสงบุญ. (2552). การจัดการศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ในอำเภอแม่แจ่ม จงั หวัดเชียงใหม่ (วิทยานพิ นธ์ปริญญามหาบัณฑติ ). เชียงใหม่: มหาวิทยาลยั เชียงใหม่. จริ าภา เต็งไตรรตั น์. (2554). จิตวทิ ยาทว่ั ไป. (พมิ พ์คร้งั ท่ี 7). กรุงเทพมหานคร: ธรรมศาสตร์.
ม Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) จันทรานี สงวนนาม. (2551). ทฤษฎีและแนวปฏิบัติในการบริหารสถานศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร: บคุ๊ พอยท์. จามจรุ ี จำเมอื ง. (2553). ผ้บู รหิ ารกบั การบรหิ ารสถานศึกษา. กรงุ เทพมหานคร: เจริญดีมนั่ คงการพมิ พ.์ ทศั นยี ์ ศภุ เมธ.ี (2542). พฤตกิ รรมการสอนวิชาภาษาไทยระดับมธั ยมศึกษา. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์ สถาบันราชภฏั ธนบรุ ี. ทิภาวรรณ เลขวัฒนะ และสุนทรี จันทร์สำราญ. (2557). การประเมินผลในชั้นเรียนเพื่อวินิจฉัย ข้อบกพร่องผู้เรียน (Classroom Assessment for Student Diagnostic). วารสารชุมนุมนัก วัดและประเมินผลการศึกษาขั้นพนื้ ฐานแหง่ ประเทศไทย, 1(1), 12–25. ธานนิ ทร์ ศลิ ปจ์ าร.ุ (2557). การวิจัยและการวิเคราะห์ขอ้ มูลทางสถิตดิ ้วย SPSS และ AMOS. (พมิ พ์ครั้งท่ี 15). นนทบรุ :ี เอส.อาร.์ พรน้ิ ติ้ง แมสโปรดกั ส์. นิธิดา บุรณจันทร์. (2550). ภาวะผู้นำของผู้บริหารที่สัมพันธ์กับประสิทธิผลองค์การของโรงเรียนอาชีวศึกษา เอกชน (วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญาดษุ ฎบี ัณฑิต). กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร.์ Glickman, C.D. (2004). Supervision and Instructional Leadership: A Developmental Approach. Boston: Allyn and Bacon. Lunenburg, F. C. & Ornstein, A. C. (1996). Educational administration. (2nd ed.). Belmont, CA: Wadsworth. McEwan, E. K. (2003). Ten traits of highly effective principals: From good to great performance. Thousand Oaks, CA: Sage.
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภมู ิ ย ปีที่ 3 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) บทความวชิ าการ ชอ่ื บทความ (ไทย) (20 pt) ชื่อบทความ (อังกฤษ) (ตวั พมิ พใ์ หญ่: 18 pt) ชอ่ื -นามสกลุ ผู้เขยี นบทความ (ไทย) (14 pt) ชอ่ื -นามสกุล ผู้เขยี นบทความ (อังกฤษ) (12 pt) หน่วยงานต้นสงั กัด (ไทย) (14 pt) หนว่ ยงานต้นสงั กัด (องั กฤษ) (12 pt) E-mail: (12 pt), เบอรโ์ ทรศัพท์ (มือถือ), ID Line Received เดอื น วัน, ป;ี Revised เดือน วัน, ป;ี Accepted เดือน วัน, ปี บทคัดย่อ (250-300 คำ) บทความนี้มีวัตถปุ ระสงค์ เพือ่ ..................................... วธิ ที ่ใี ช้ในการศกึ ษา (ถ้ามี)..................... มีข้อคน้ พบหรอื ข้อสรุปสำคัญที่เกิดจากการศึกษา................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ซง่ึ จะเป็นประโยชน/์ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ตอ่ ..................................................................................... ................................................................................................................................................................... (บทคัดยอ่ ในบทความวชิ าการ เป็นการสรุปประเด็นเนอื้ หาท่ีเป็นสาระสำคัญ เน้นประเดน็ สำคัญของงาน ทต่ี ้องการนำเสนอจรงิ ๆ ควรเขยี นให้สัน้ กระชบั มีความยาวไม่เกนิ 250-300 คำ โดยบทคดั ย่ออาจจะ ประกอบด้วยเนือ้ หาสามส่วน คือ เกริน่ นำถึงวัตถปุ ระสงค์ สง่ิ ท่ที ำ (วธิ ใี นการศกึ ษา) สรปุ ผลสำคัญท่ีได้ ซง่ึ อา่ นแลว้ ต้องเห็นภาพรวมทงั้ หมดของงาน) คำสำคญั : …………………..……, …………………..……, …………………..…… (3-5 คำ) Abstract (250-300 words) ..................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... Keywords: …………………..……, …………………..……, …………………..…… (3-5 words)
ร Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) บทนำ ย่อหน้าแรก เขียนเชิงหลักการและเหตุผล (rationale) หรือความเป็นมาหรือภูมิหลัง (Background) หรือความสำคัญของเรื่องที่เขียน (justification) หัวข้อนี้จะทำให้ผู้อ่านได้ทราบเป็น พื้นฐานไว้ก่อนว่าเร่ืองท่ีเลอื กมาเขียนมีความสำคัญหรือมีความเป็นมาอย่างไรเหตุผลใดผู้เขียนจึงเลือก เร่ืองดังกลา่ วขน้ึ มาเขียน ในการเขียนบทนำในยอ่ หนา้ แรกซึ่งถอื ว่าเปน็ การเปดิ ตัวบทความทางวิชาการ และเป็นยอ่ หนา้ ท่ดี ึงดูดความสนใจของผู้อา่ น............................................................................................ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ย่อหน้าที่ 2, 3, … อาจระบุวัตถุประสงค์ ขอบเขตของเรื่องทีจ่ ะนำเสนอ หรือกำหนดคำจำกัด ความหรือนยิ ามตา่ ง ๆ ที่ผู้เขียนเห็นว่าควรระบุไว้เพ่ือเปน็ ประโยชน์ต่อผูอ้ า่ น ตลอดทั้งประโยชน์ท่เี กิด จากบทความน้ี........................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... (เป็นการกล่าวนำโดยอาศัยการปริทรรศน์ (review) ไม่เกิน 2 หน้ากระดาษ และต้องมีการ อ้างองิ ที่มาของขอ้ มลู ตามรูปแบบทีว่ ารสารกำหนด) เนื้อหา 1. เน้ือหาหวั ข้อท่ี 1 (18 pt) 1.1 หวั ขอ้ ยอ่ ยที่ 1 (16 pt) ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... .......................................................................(อา้ งองิ ท่มี าของขอ้ มลู : ชือ่ ผูแ้ ตง่ , xxxx (ระบปุ ี พ.ศ./ค.ศ.)) แผนภาพท่ี 1 แสดง............................................................. (ที่มา: ชื่อผู้แตง่ , xxxx (ระบุปี พ.ศ./ค.ศ.))
วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภมู ิ ล ปีที่ 3 ฉบับท่ี 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) 1.2 หัวขอ้ ยอ่ ยที่ 2 (16 pt) ................................................................................................................................................................... .......................................................................(อ้างองิ ท่ีมาของขอ้ มลู : ช่อื ผแู้ ตง่ , xxxx (ระบปุ ี พ.ศ./ค.ศ.)) ตารางที่ 1 แสดง........................................................................................................................................ (ท่ีมา: ช่ือผู้แต่ง, xxxx (ระบปุ ี พ.ศ./ค.ศ.)) หวั ขอ้ ที่ 1 หวั ขอ้ ที่ 2 หัวขอ้ ที่ 3 ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. ............................. โดยรวม ………………………. จากตารางที่ 1 .......................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... 2. เน้ือหาหัวข้อที่ 2 (18 pt) 2.1 หัวข้อย่อยที่ 1 (16 pt) ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... .......................................................................(อ้างอิงทม่ี าของขอ้ มูล: ช่อื ผ้แู ต่ง, xxxx (ระบปุ ี พ.ศ./ค.ศ.)) ภาพที่ 1 แสดง......................................................... (ท่มี า: ชื่อผู้แต่ง, xxxx (ระบุปี พ.ศ./ค.ศ.))
ว Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... .......................................................................(อ้างอิงที่มาของขอ้ มูล: ชื่อผู้แตง่ , xxxx (ระบุปี พ.ศ./ค.ศ.)) 2.2 หัวขอ้ ยอ่ ยท่ี 2 (16 pt) ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... .......................................................................(อา้ งองิ ทม่ี าของข้อมูล: ชอ่ื ผแู้ ตง่ , xxxx (ระบุปี พ.ศ./ค.ศ.)) สรุป ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ........สรุปในลักษณะท่ีเปน็ การย่อ ประมาณ 4-5 บรรทัด โดยเลือกประเด็นสำคญั ของบทความมาเขียน รวมกนั ไว้อยา่ งส้ัน ๆ ซงึ่ อาจใชว้ ิธกี ารบอกผลลัพธ์ว่าส่งิ ที่กล่าวมามคี วามสำคญั อย่างไร สามารถนำไปใช้ อะไรได้บา้ ง หรือจะทำให้เกิดอะไรต่อไป หรืออาจใช้วิธีการตั้งคำถามหรอื ให้ประเด็นทิ้งทา้ ยกระต้นุ ให้ ผอู้ า่ นไปสืบเสาะแสวงหาความรู้ หรือคดิ คน้ พฒั นาเรื่องนั้นตอ่ ไป.............................................................. องคค์ วามรูใ้ หม่ท่ไี ดร้ บั ระบุองค์ความรู้อันเป็นผลมาจากประเด็นที่ศึกษา การสังเคราะห์ออกมาในลักษณะ แผนภาพ แผนภูมิ หรือผงั มโนทศั น์ พร้อมคำอธบิ ายรูปแบบ/โครงสร้างอยา่ งกระชบั เขา้ ใจง่าย............................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภูมิ ศ ปีท่ี 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2564) ตัวอย่าง: การเขยี นองค์ความรใู้ หม่ที่ได้รบั จากการศึกษาเกีย่ วกบั แนวคิดเร่อื งผลกระทบทางสงั คมของประชาชนจากการจัดการท่องเที่ยว สมยั ใหม่ในอุทยานประวัตศิ าสตรพ์ ระนครศรอี ยุธยา จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา พบองคค์ วามรทู้ ่ีสามารถ สรปุ เป็นแผนภาพได้ดงั นี้ ผลกระทบตอ่ สงั คมจากการทอ่ งเที่ยว ผลกระทบต่อสิง่ แวดล้อมจากการทอ่ งเทย่ี ว ปัญหาด้านการจราจร แหลง่ ทอ่ งเท่ียว เชงิ ลบ ปัญหามีขอทานและการพนนั เสื่อมโทรม สงั คมชนบทเปน็ สังคมเมอื ง ปญั หาขยะมลู ฝอย มลพษิ ทางอากาศและเสยี ง เชิงบวก เกดิ อาชีพและสรา้ งรายได้ ภาครัฐ กระบวนการแก้ไขผลกระทบ ผปู้ ระกอบธุรกจิ ทอ่ งเทยี่ ว นกั ทอ่ งเทยี่ ว แผนภาพท่ี 2 แสดงผลกระทบทางสังคมของประชาชนจากการจัดการทอ่ งเท่ียวสมยั ใหม่ จากแผนภาพที่ 2 แสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวส่งผลกระทบต่อทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยผลกระทบทางสังคมทสี่ ำคญั ได้แก่ ปญั หาดา้ นการจราจร ปญั หามขี อทานและการพนัน และสังคม ชนบทเป็นสังคมเมือง ส่วนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรม ปัญหาขยะมูลฝอย และปัญหามลพิษทางอากาศและเสียง แต่อย่างไรก็ตามการท่องเที่ยวยังส่งผล กระทบเชิงบวกต่อสังคมในภาพรวมโดยเฉพาะการก่อให้เกิดอาชีพและสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นท่ี ดังนั้นการกำหนดมาตรการหรือแนวทางการแก้ไขผลกระทบให้เหมาะสมกับการท่องเที่ยวสมัยใหม่ จึงเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว และนักท่องเที่ยว ที่ต้องกำหนดมาตรการเพ่อื นำสกู่ ารปฏบิ ัตริ ว่ มกนั เพอ่ื สร้างความตระหนกั และรักษาไวซ้ ่งึ มรดกอนั ลำ้ ค่า ของโลก สู่การพึ่งพาอาศัยกันระหว่างมรดกทรพั ยากรและการดำรงอยู่ของคนในสงั คมอย่างสมดุลและ ยั่งยนื
ษ Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) เอกสารอ้างองิ (ตัวอยา่ ง) กริช แรงสูงเนนิ . (2554). การวิเคราะห์ปัจจยั ด้วย SPSS และ AMOS เพื่อการวิจัย. กรุงเทพมหานคร: ซเี อด็ ยเู คชน่ั . กัลยา วานิชย์บัญชา. (2551). การวิเคราะห์สถิติขั้นสูงด้วย SPSS for Windows. กรุงเทพมหานคร: จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั . ครูเชียงราย. (2560). สื่อการสอน. สืบค้น 1 มกราคม 2560. จาก http://www.kru chiangrai. net/tagสื่อการสอน/. จรัญ แสงบุญ. (2552). การจัดการศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ในอำเภอแม่แจ่ม จงั หวัดเชยี งใหม่ (วิทยานพิ นธ์ปริญญามหาบณั ฑิต). เชียงใหม่: มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม.่ จริ าภา เต็งไตรรตั น์. (2554). จิตวทิ ยาทัว่ ไป. (พมิ พ์ครั้งที่ 7). กรงุ เทพมหานคร: ธรรมศาสตร์. จันทรานี สงวนนาม. (2551). ทฤษฎีและแนวปฏิบัติในการบริหารสถานศึกษา. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร: บุ๊คพอยท.์ จามจุรี จำเมือง. (2553). ผบู้ รหิ ารกับการบรหิ ารสถานศึกษา. กรงุ เทพมหานคร: เจรญิ ดีมน่ั คงการพิมพ.์ ทศั นยี ์ ศภุ เมธ.ี (2542). พฤตกิ รรมการสอนวชิ าภาษาไทยระดบั มธั ยมศึกษา. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์ สถาบันราชภฏั ธนบุรี. ทิภาวรรณ เลขวัฒนะ และสุนทรี จันทร์สำราญ. (2557). การประเมินผลในชั้นเรียนเพื่อวินิจฉัย ข้อบกพร่องผู้เรียน (Classroom Assessment for Student Diagnostic). วารสารชุมนุมนัก วัดและประเมินผลการศึกษาขั้นพ้ืนฐานแห่งประเทศไทย, 1(1), 12–25. ธานินทร์ ศลิ ปจ์ าร.ุ (2557). การวจิ ัยและการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิตดิ ้วย SPSS และ AMOS. (พิมพค์ รั้งที่ 15). นนทบรุ :ี เอส.อาร.์ พร้นิ ตง้ิ แมสโปรดกั ส์. นิธิดา บุรณจันทร์. (2550). ภาวะผู้นำของผู้บริหารที่สัมพันธ์กับประสิทธิผลองค์การของโรงเรียนอาชีวศึกษา เอกชน (วิทยานพิ นธป์ ริญญาดษุ ฎีบัณฑิต). กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร.์ Glickman, C.D. (2004). Supervision and Instructional Leadership: A Developmental Approach. Boston: Allyn and Bacon. Lunenburg, F. C. & Ornstein, A. C. (1996). Educational administration. (2nd ed.). Belmont, CA: Wadsworth. McEwan, E. K. (2003). Ten traits of highly effective principals: From good to great performance. Thousand Oaks, CA: Sage.
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภมู ิ ส ปีที่ 3 ฉบับท่ี 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564)
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144