วารสารศลิ ปศาสตรร์ าชมงคลสุวรรณภมู ิ 143 ปีที่ 3 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) การตัดสินใจซื้อเครื่องวดั ความดันโลหิตของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญทีร่ ะดับ 0.05 ปัจจัยส่วนประสม การตลาด มีระดับความสำคัญต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อ และการทดสอบสมมติฐานส่วนประสม การตลาดที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อเครื่องวัดความดันโลหิตของผู้บริโภคในเขต กรุงเทพมหานคร พบว่า ส่วนประสมการตลาด จำนวน 3 ดา้ น ไดแ้ ก่ ดา้ นผลิตภณั ฑ์ ดา้ นราคา และด้าน การส่งเสริมการตลาด มีผลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อเครื่องวัดความดันโลหิตของผู้บริโภคในเขต กรุงเทพมหานคร อย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ ทิ ่รี ะดับ 0.05 โดยสมการพยากรณ์กระบวนการการตัดสินใจ ซือ้ เครอ่ื งวัดความดันโลหติ ของผู้บริโภคในเขตกรงุ เทพมหานคร คอื Y = 1.175 + 0.169X1 + 0.253X2 + 0.203X4 โดยกลุ่มของตัวแปรอิสระมีความสัมพันธก์ บั ตัวแปรตามมาก ค่าสัมประสทิ ธ์ิถดถอยพหุคูณ (R2) พบว่ามีคา่ เทา่ กับ 0.503 ขอ้ เสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใชป้ ระโยชน์ 1.1 ผู้ผลิตเครื่องวัดความดันโลหิตควรมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย เช่น แบบเชิงกล แบบดิจิทัล เป็นต้น โดยสร้างความแตกต่างในผลิตภัณฑ์ให้ผู้บริโภคแต่ละกลุ่มที่ไม่ เหมือนกนั เชน่ การพฒั นาผลิตภัณฑ์สสี นั ทีห่ ลากหลาย ลกั ษณะป่มุ กดที่แตกตา่ งกนั เสยี งเตอื นที่มีความ ดัง ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านเพศ อายุ ระดับ การศึกษา เปน็ ต้น 1.2 ผผู้ ลิตเครื่องวัดความดนั โลหิตทจ่ี ัดจำหน่ายในประเทศไทยควรมีการทดสอบมาตรฐาน จากหน่วยงานภาครัฐของไทยหรือของสากล และมีการแสดงความเป็นมาตรฐานหรือคุณภาพของ ผลิตภัณฑ์ให้กับผู้บริโภคได้รับทราบเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นต่อคุณภาพสินค้า ซึ่งผู้บรโิ ภคให้ความสำคัญเปน็ อยา่ งมาก 1.3 ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องวัดความดันโลหิตควรจัดให้มีการส่งเสริมการตลาดที่มี ความหลากหลายและตอบสนองความตอ้ งการของผู้บริโภคผ่านสื่อประเภทต่าง ๆ ที่มีความครอบคลมุ ถงึ กลุ่มผู้บรโิ ภค เช่น ส่ือออนไลน์ สอื่ บคุ คลประเภทพนักงานขาย เป็นตน้ 1.4 ผ้ผู ลติ และผู้จัดจำหน่ายเครื่องวัดความดันโลหิตควรจดั ให้มนี โยบายการตั้งราคาสินค้า ที่ครอบคลุมถึงผู้บริโภคอันมีระดับรายได้ที่แตกต่างกัน กล่าวคือ จัดให้มีแนวระดับราคาสินค้าที่ หลากหลาย รวมไปถงึ การใหส้ ว่ นลดและสว่ นยอมให้ทางการตลาด ท่ีเหมาะสมกบั ตลาดเป้าหมายแต่ละ กลมุ่
144 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) 2. ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ัยครัง้ ต่อไป 2.1 การวิจัยในครั้งต่อไปควรมีการศึกษาด้านความภักดีของตราสินค้าสำหรับเครื่องวัด ความดันโลหิตเพื่อเป็นผลต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำของผู้บริโภคและเป็นประโยชน์ต่อกลยุทธ์การส่งเสรมิ ความภักดีในผลิตภัณฑข์ องผ้ปู ระกอบการ 2.2 การวิจัยในครั้งตอ่ ไปควรศกึ ษาพฤติกรรมการตัดสินใจซ้ือของผูบ้ ริโภคเครื่องวัดความ ดันโลหิตโดยแยกมุ่งไปที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อันเนื่องมาจากเป็นภูมิภาคที่มีผู้สูงอายุอาศัยเป็น จำนวนมากและมีผลตอ่ ปรมิ าณผูบ้ รโิ ภคเครื่องวัดความดนั โลหิต เอกสารอา้ งองิ กองโรคไม่ตดิ ตอ่ กระทรวงสาธารณสขุ . (2563). รายงานประจำปี. กรุงเทพมหานคร: สำนกั พมิ พ์อกั ษร และกราฟฟคิ ดีไซน์. กองสนับสนนุ บริการสขุ ภาพ กระทรวงสาธารณสุข. (2559). เครอื่ งวัดความดนั โลหิต. กรงุ เทพมหานคร: บียอนด์ พับลิสชงิ่ . ฉลาดซ้ือ. (2564). เครือ่ งวัดความดนั โลหิต (นิตยสารออนไลน,์ ฉบบั ท่ี 179). สบื ค้น 12 มนี าคม 2564. จาก https://www.chaladsue.com/article/552/เครอื่ งวดั ความดันโลหิต. รัตนา ชัยกัลยา. (2558). วัฒนธรรมผู้แทนขาย จริยธรรมผู้แทนขาย และการตลาดสัมพันธ์ที่มีต่อ คุณภาพความสัมพันธ์ของลูกค้าอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์. วารสารปัญญาภิวัฒน.์ 7(3). 63- 74. สาธิตา ปานขวัญ และชัยยศ อินทร์ติยะ. (2557). คุณภาพเครื่องวัดความดันโลหิตของโรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตําบล เขตสุขภาพที่ 4. วารสารชุมนุมนักวัดและประเมินผลการศึกษาขั้น พน้ื ฐานแหง่ ประเทศไทย, 1(1), 12–25. อรณิสา อิสสรานนท์, เรือนขวัญ กัณหสิงห์ และ สวณี เต็งรังสรรค์. (2563). ระดับความรู้เรื่องการวดั ความดันโลหิตด้วยตัวเองที่บ้านของแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวในประเทศไทย. วารสารศรีนครนิ ท์เวชสาร. 35(1), 38-43. อรรถเกยี รติ กาญจนพบิ ลู วงศ์ และ ภัทระ แสนไชยสุริยา. (2564) การศึกษาความพร้อมการจัดบรกิ าร คดั กรองโดยใช้เคร่อื งวดั ความดันโลหติ ท่ีสามารถสง่ ข้อมูลผ่านระบบออนไลน์แบบอัตโนมัติใน ชมุ ชนโดยอาสาสมคั รสาธารณสุขประจำหม่บู ้าน. วารสารควบคุมโรค, 47(2), 278-288. Bhavyasri, D., Manikandan, K., & Kamaraj, R. (2019). Marketing Approval for Medical Devices in European Union. Research Journal of Pharmacy and Technology, 12(1), 391-395.
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภมู ิ 145 ปีท่ี 3 ฉบับท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2564) Himmelfarb, C. R. D., Commodore-Mensah, Y., & Hill, M. N. (2016). Expanding the role of nurses to improve hypertension care and control globally. Annals of Global Health, 82(2), 243-253. Kerin, R., & Hartley, S. (2019). Marketing. 14th ed. New York: McGraw-Hill. Kotler, P. and Armstrong, G., (2018). Principles of marketing. (17th ed). Harlow: Pearson. Kotler, P. and Keller K.L. (2016). Marketing Management. (15th ed). Edinburgh: Pearson. Sim, M. J. (2020). Globalization and Transnational Corporations: Innovative Transnational Business Model for Medical Device Industry in the 21st Century (Doctoral dissertation). Massachusetts: University of Massachusetts Lowell.
146 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) การใชส้ ารสนเทศเพ่อื ทำโครงงานวิทยาศาสตรใ์ นศูนย์วิทยาศาสตร์ เพอ่ื การศึกษา ของนกั ศกึ ษาการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย INFORMATION USE FOR CONDUCTING SCIENCE PROJECTS AT SCIENCE CENTER FOR EDUCATION BY NON-FORMAL AND INFORMAL EDUCATION OF UPPER SECONDARY LEVEL ควรพศิ พัฒนม์ ณี, ชำนาญ เชาวกรี ติพงศ์, น้ำทิพย์ วภิ าวนิ Kuanpis Putmanee, Chumnan Chaowakeratipong, Namtip Wipawin มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช Sukhothai Thammathirat open University E-mail : [email protected] Received July 8, 2021; Revised August 8, 2021; Accepted August 23, 2021 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้และปัญหาการใช้สารสนเทศเพื่อทำโครงงาน วิทยาศาสตร์ และเพื่อเปรียบเทียบการใช้และปัญหาการใช้สารสนเทศเพ่ือทำโครงงานวิทยาศาสตรใ์ น ศนู ย์วทิ ยาศาสตร์เพอ่ื การศึกษา ของนกั ศกึ ษาการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย จำแนก ตามเพศ อายุ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา และประเภทของโครงงาน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ที่ประกวด โครงงานวิทยาศาสตร์ในศูนยว์ ิทยาศาสตรเ์ พ่อื การศึกษา ปีการศึกษา 2562 จำนวน 499 คน โดยเลือก แบบเฉพาะเจาะจง คือนักศึกษาทีไ่ ดัรับรางวัลจากการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ เครื่องมือท่ีใชใ้ น การวิจัย คือ แบบสอบถาม ประเภทมาตราส่วนประมาณค่า มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะหค์ วามแปรปรวนทางเดยี ว และการทดสอบรายคู่เชฟเฟ่ ผลการวิจยั พบว่า นักศึกษามีการใช้ สารสนเทศเพ่อื ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยรวมอยใู่ นระดับมาก มีการเข้าถึงสารสนเทศผ่านเคร่ืองมือ ช่วยค้นในโทรศัพท์มือถือ และมีปัญหาการใช้สารสนเทศเพื่อทำโครงงานวิทยาศาสตร์โดยรวมอยู่ใน ระดบั มากในขน้ั ตอนการสำรวจเพื่อคัดเลอื กเร่ืองที่จะทำโครงงาน เปรยี บเทียบการใช้สารสนเทศ พบว่า นักศึกษาทีม่ ีอายุต่างกัน ศูนย์วิทยาศาสตรเ์ พือ่ การศึกษาต่างกัน และประเภทของโครงงานต่างกนั จะมี การใช้สารสนเทศแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ส่วนนักศึกษาที่มีเพศต่างกันจะมีการใช้ สารสนเทศที่ไม่แตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบปัญหาการใช้สารสนเทศ พบว่านักศึกษาที่มีเพศต่างกัน
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภมู ิ 147 ปที ี่ 3 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2564) อายุต่างกนั ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาตา่ งกันและประเภทของโครงงานต่างกันจะมีปัญหาการใช้ สารสนเทศแตกตา่ งกนั อยา่ งมนี ยั สำคญั ที่ระดบั .05 คำสำคัญ : การใช้สารสนเทศ, โครงงานวิทยาศาสตร์, ศูนย์วทิ ยาศาสตร์เพื่อการศกึ ษา Abstract The objectives of this research are to study information use and the problems of information use for science projects and to compare information use and problems of information use for science projects at science center for education of non-formal and informal education students classifying by gender, age, science center for education competing and types of projects. This research was a survey study with research population and sample consisted of 499 non-formal and informal education students who compete in science projects in the science center for Education in academic year of 2019 chosen by specific sampling as students who received awards from science project contests. The research instrument contest was questionnaire that the approximate scale type had a sentiment value of 0.94. The statistics used in data analysis were percentage, mean, standard deviation, t-test, F-test and Scheffe’s method. The result of the research illustrated that the non-formal and informal education students used information for science projects at the high level in which the mostly used information access were done by mobile phones via search engine. The problems of information use were at the high level in which most problems were found in selecting topics of science projects. By comparing information use, students with different age, science center for education and types of projects used the different information at a significant difference of .05. However, students with the same gender were found to use the same information. For the problems of information use, students with different gender, age, science center for education and project types had different problems of the information use at a significant difference of .05 Keywords: Information Use, Science Project, Science Center for Education บทนำ การศึกษามีความสำคญั ต่อการพฒั นาคน สงั คม รวมทัง้ ประเทศชาติ ทกุ ประเทศในโลกตอ้ งการ ยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้สูงขึ้น การศึกษาเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญต่อการ
148 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) พฒั นาทรัพยากรมนษุ ย์ให้มีศกั ยภาพ การศึกษาชว่ ยใหม้ นษุ ยม์ คี วามรู้ ความเข้าใจ มีทกั ษะและเจตคติท่ี ถูกต้องในการพัฒนาตนเอง พัฒนาเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อม ประเทศกำลังพัฒนาต้องการ ยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชนและเพิ่มความมั่งคั่งของประเทศโดยเฉพาะการยกระดับ การดำรงชีพของประชาชนให้ดีขึ้น (พรชัย อรัณยกานนท์ และพรจิต อรัณยกานนท์, 2560) กระทรวงศึกษาธิการมีบทบาทหน้าที่ต้องจัดการศึกษาให้ทุกคนในชาติได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง (education for all) จึงได้ประกาศให้ใช้หลักสูตรการศึกษานอกระบบ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มุ่งจัด การศกึ ษาเพื่อตอบสนองอุดมุ การณ์การจดั การศกึ ษาตลอดชวี ติ และสร้างสงั คมไทยให้เปน็ สังคมแห่งการ เรยี นรู้ ตามปรชั ญา “คิดเปน็ ” เพื่อสร้างคุณภาพชีวติ และสังคม เป็นการจัดการศกึ ษาทีเ่ ติมเตม็ ให้แก่ผู้ท่ี ขาด พลาด หรอื ดอ้ ยโอกาสจากการเรยี นในระบบโรงเรียน หรอื ออกจากโรงเรียนกลางคัน (drop out) ให้ได้รับการศึกษาโดยไม่จำกัดเพศ อายุ ระดับการศึกษา และพื้นความรู้เดิม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต (นิธิมา คงสวสั ดิ์ และวชิ ติ สุรัตนเ์ รืองชยั , 2557) โครงงานวิทยาศาสตร์เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้นักเรียนได้เรยี นรู้ ฝึกฝนการใช้ทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ในการแก้ปัญหา รวมทั้งพัฒนาเจตคติทางวิทยาศาสตร์ และช่วยให้นักเรียนเกิด การเรยี นรู้ มีประสบการณจ์ ากการปฏิบตั ิจริง ฝึกแก้ปญั หาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งความรู้ นั้นจะติดตัวผู้เรียนไปตลอด เพราะโครงงานวทิ ยาศาสตร์เกิดจากความสนใจใคร่รู้ของผู้เรียน ผู้เรียนได้ กำหนดขั้นตอน ตามความถนัด ความสนใจ ความต้องการ โดยนำทักษะ คุณธรรม จริยธรรม และ ค่านยิ มในกลมุ่ สาระต่าง ๆ หลากหลายรายวชิ ามาบูรณาการกำหนดเป็นโครงงานและการปฏิบัติ มีข้อดี คอื ไมป่ ดิ กั้นความอยากร้อู ยากเหน็ ของนกั เรยี น ทำใหค้ ดิ ได้กว้างไกล ได้ศกึ ษาค้นควา้ ตามศกั ยภาพของ ตนเอง (เตมิ ศกั ดิ์ สวุ รรณ, 2561) ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นศูนย์ที่ขยายเครือข่ายศูนย์วิทยาศาสตร์เพ่ือ การศึกษาไปสู่ภูมิภาค ได้จัดมหกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักศึกษา กศน. (ONIE Science Project Festival) เพื่อเผยแพร่ผลงานของนักศึกษา กศน. โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ดำเนินงานจัดโครงการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ สำหรับนักศึกษา ด้านการใช้และอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้าเพื่อชีวิตและสังคม การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โครงงานวทิ ยาศาสตร์ เพื่อเป็นการส่งเสริมความรูค้ วามเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการใช้ พลังงานไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน พร้อมปลูกฝังกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และสร้างทัศนคติที่ดีต่อ การเรยี นร้วู ิทยาศาสตรใ์ ห้กับนกั ศึกษา กศน. จากการศึกษาการจดั การเรียนการสอนแบบการเรียนรู้ดว้ ยโครงงานเห็นดว้ ยวา่ การเรียนรู้แบบ โครงงานเป็นประโยชนส์ ำหรบั ตวั ผู้เรยี น เพราะสว่ นหนง่ึ ของการทำโครงงานนับเป็นการสร้างองค์ความรู้ ให้กบั ผู้เรยี น สร้างเสรมิ ประสบการณ์จากการได้ฝึกปฏิบัตคิ วบค่ไู ปกบั การเรียนทฤษฎีและการประกวด โครงงานยงั เปน็ การสร้างชื่อเสียงให้กบั องค์กร ดังนนั้ เพอื่ ให้ได้ทราบขอ้ มูลสารสนเทศท่ีเปน็ ประโยชน์ต่อ
วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภูมิ 149 ปีท่ี 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาเรื่องการใช้สารสนเทศเพือ่ ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ของนักศึกษา กศน. เพื่อให้หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องได้จดั เตรียมสารสนเทศให้สอดคล้องกบั ความต้องการ ของนักศึกษา กศน. เพื่อสนับสนุนกระบวนการจัดการเรียนการสอนและทำโครงงานวิทยาศาสตร์ของ นักศกึ ษา กศน. ให้ดยี งิ่ ขึน้ ตอ่ ไป วตั ถุประสงค์การวจิ ัย 1. เพอ่ื ศกึ ษาการใช้สารสนเทศเพื่อทำโครงงานวิทยาศาสตร์ในศนู ย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ของนักศึกษาการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 2. เพื่อศึกษาปัญหาการใช้สารสนเทศเพื่อทำโครงงานวิทยาศาสตร์ในศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อ การศกึ ษา ของนกั ศกึ ษาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 3. เพื่อเปรียบเทียบการใช้และปัญหาการใช้สารสนเทศเพื่อทำโครงงานวิทยาศาสตร์ในศูนย์ วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ของนักศึกษาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำแนกตาม เพศ อายุ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาที่ประกวด และ ประเภทของโครงงาน การทบทวนวรรณกรรม นวลจนั ทร์ บญุ หนู (2555) ศึกษาเรอ่ื งพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศเพ่อื การจดั ทำโครงงาน วิทยาศาสตรข์ องนักเรยี นโรงเรียนมหดิ ลวิทยานุสรณ์ พบวา่ นักเรยี นมพี ฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศ 6 ขั้นตอน คอื การนยิ ามภาระงาน การกำหนดกลยุทธ์การแสวงหาสารสนเทศ การคน้ หาและการเข้าถึง สารสนเทศ การนำข้อมูลไปใช้ การสังเคราะห์สารสนเทศ และการประเมินผลลัพธ์กระบวนการ ส่วนการนำข้อมูลไปใชน้ ักเรียนใช้สารสนเทศโดยพิจารณาจากแหล่งปฐมภูมิและเป็นเอกสารฉบับเต็มซ่ึง มีเนือ้ หาเกย่ี วข้องตามขอบเขตของโครงงาน จฑุ ามาศ สุขเฉลิม และศิรวิ รรณ วณชิ วัฒนวรชัย (2559) ศกึ ษาการพัฒนาความสามารถในการ ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนมกี ารเรียนรู้หลังจากการจดั การเรียนรูแ้ บบโครงงานสูงเน่ืองจากการจัดการเรียนรู้แบบ โครงงานเปิดโอกาสให้นักเรียนได้พัฒนาและแสดงความสามารถตามศักยภาพของตนเองโดยศึกษา ค้นคว้าเรียนรู้เรื่องที่ตนสนใจและลงมือทำ ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีทั้งหมด 6 ทักษะ คือ การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล การลงความความเห็นข้อมูล การตั้งสมมติฐาน การกำหนดและควบคมุ ตวั แปร การทดลอง การตคี วามหมายขอ้ มูลและลงขอ้ สรุป วรรัตน์ ปทุมเจรญิ วัฒนา (2561) ศึกษาแนวทางการจัดการศกึ ษาเพื่อสง่ เสริมการรู้สารสนเทศ ของนักศกึ ษานอกระบบในกรุงเทพมหานคร พบวา่ นกั ศึกษามีระดบั พฤติกรรมการร้สู ารสนเทศในระดับ มาก ทั้งนี้เนื่องจากนักศึกษามีการใช้สื่อในการรับและหาข้อมูลโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น
150 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) คอมพิวเตอร์ โปรแกรมที่นยิ มใช้คอื ไลน์ (Line) เฟซบุ๊ก (Facebook) อินสตาแกรม (Instagram) และ ทวิตเตอร์ (twitter) Google และ Youtube มากที่สุด และมีวิธีการค้นหาข้อมูลหลายอย่าง เช่น ใช้อินเทอรเ์ น็ต อา่ นหนงั สอื ดูสารคดี ซง่ึ ผเู้ รยี นในยุคปัจจุบนั มักจะเรียนรู้ผ่านส่ือสมัยใหม่ที่เข้าถึงและ ใช้ได้งา่ ย Y.Shantini (2015) ศึกษาเรื่องนโยบายการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สู่การบริการการศึกษาวิชาชีพสำหรับชุมชน พบว่า ผู้จัดการศูนย์การเรียนรู้ชุมชน และหัวหน้างาน ไม่เข้าใจถึงหน้าที่และงานของตนอย่างถ่องแท้ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ดี ซึ่งตามนโยบายและ ระเบียบของรัฐบาลนั้นหน่วยงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยถือเป็นแหล่งจัด การศกึ ษา มีศนู ย์การเรียนรูช้ มุ ชน หลกั สูตรและการฝึกอบรม นบั ไดว้ ่าเป็นแหล่งกระจายความรู้สู่สังคม ผู้จัดการศูนย์การเรียนรู้ชุมชนและหัวหน้างานถือเป็นผู้สนองรับนโยบายคอยให้ความสะดวกกับ นกั ศึกษานอกระบบเหล่าน้ัน จากการทบทวนวรรณกรรม สรุปได้ว่าการทำโครงงานวิทยาศาสตร์เป็นการเรยี นแบบฝึกปฏิบัติ เนื่องจากผู้เรียนได้ลงมือทำ การทำโครงงานวิทยาศาสตร์เกิดจากความสนใจใคร่รู้ของผู้เรียนจึงเร่ิม ศึกษาค้นคว้าลงมือทำจนสำเร็จจากกระบวนการทำงานทุกขั้นตอนนับเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ให้กับผู้เรียน จะเห็นได้วา่ การทำโครงงานวิทยาศาสตร์เปน็ จุดเริ่มต้นของการศึกษาคน้ คว้าเพ่ิมเติมเพ่อื หาข้อมูลประกอบการทำโครงงาน และหน่วยงานท่เี ก่ยี วขอ้ งควรสนับสนุนด้านแหลง่ ข้อมูล วัสดุ/อุกรณ์ ในการสืบค้นรวมถึงใหค้ ำแนะนำปรึกษาถอื วา่ เปน็ บทบาทและหน้าทีข่ องหนว่ ยงานโดยตรง การทบทวน วรรณกรรมน้จี ะนำไปเปน็ สว่ นหนงึ่ ของการอภปิ รายผลต่อไป กรอบแนวคดิ การวจิ ัย งานวจิ ยั น้ี เป็นการวิจัยเชิงปรมิ าณ ผู้วจิ ัยกำหนดกรอบแนวคดิ การวิจยั ประกอบดว้ ย ตวั แปรต้น และตัวแปรตาม โดยมรี ายละเอยี ดดังนี้ ตวั แปรตาม ตัวแปรตน้ สภาพการใชส้ ารสนเทศเพือ่ ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ข้นั ตอนการทำโครงงาน อายุ แหล่งสารสนเทศ เพศ เน้อื หาสารสนเทศ ศว. ทเ่ี ขา้ ประกวด รปู แบบสารสนเทศ ประเภทของโครงงาน การเขา้ ถงึ สารสนเทศ ปัญหาการใชส้ ารสนเทศเพอื่ ทำโครงงานวทิ ยาศาสตร์ ข้ันตอนการทำโครงงาน แหล่งสารสนเทศ เน้อื หาสารสนเทศ รปู แบบสารสนเทศ การเขา้ ถงึ สารสนเทศ ผู้ใชส้ ารสนเทศ แผนภาพท่ี 1 แสดงกรอบแนวคิดการวจิ ัย
วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภูมิ 151 ปีที่ 3 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) วธิ ดี ำเนนิ การวิจยั งานวิจยั นี้เปน็ การวิจยั เชิงปริมาณ (Quantitative Research) พื้นทีว่ จิ ัยคือ ศูนย์วิทยาศาสตร์ เพือ่ การศึกษา 12 แหง่ ได้แก่ ศนู ย์วิทยาศาสตรเ์ พื่อการศึกษา (ศว.) กรุงเทพมหานคร (ศว.)รังสิต (ศว.) กาญจนบรุ ี พระนครศรอี ยุธยา (ศว.) สมทุ รสาคร (ศว.) นครสวรรค์ (ศว.) ลำปาง (ศว.) พิษณโุ ลก (ศว.) ขอนแก่น (ศว.) นครราชสีมา (ศว.) สระแก้ว และ(ศว.) นครศรีธรรมราช รวมทั้งสิ้น จำนวน 499 คน ประชากร/กลุ่มตวั อย่างคือ นักศึกษาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั ที่ไดร้ ับรางวัลใน การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2562 รวมทั้งสิ้น จำนวน 499 คน โดยมีวิธีการ คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง คือ นักศึกษากลุ่มที่ได้รับรางวัลจากการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ เพอื่ ใหไ้ ดก้ ลมุ่ ตัวอยา่ งท่ีเหมาะสมสำหรบั การตอบแบบสอบถาม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบ่งออกเป็น แบบสอบถามประเภทเลือกตอบ (Check List) โดยให้เลือกตอบได้ 1 คำตอบ และประเภทมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) เป็นมาตรวัดที่ใช้สำหรับให้แสดงระดับความคิดเห็นในแบบสอบถามปลายปิด (Close Ended Question) ทจ่ี ะมตี ัวเลอื กใหผ้ ตู้ อบแบบสอบถามตามระดบั ความเหน็ ด้วย สร้างตามแนวคดิ ของ (Likert Rating Scales) การหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ผู้วิจัยนำแบบสอบถามไปทดลองใช้ (Try-out) กับประชากรที่ลักษณะใกล้เคียงกับกลมุ่ ตวั อย่างท่ีจะทำการเก็บขอ้ มูลจรงิ จำนวน 30 คน จากน้นั นำมา หาคา่ ความเชอ่ื ม่ันเป็นรายดา้ น และทงั้ ฉบับโดยวิธีการ Reliability Analyze ดว้ ยโปรแกรมสำเร็จรูปได้ ค่าความเชื่อมั่นด้านการใช้สารสนเทศ เท่ากับ 0.88 ด้านปัญหาการใช้สารสนเทศ เท่ากับ 0.97 และได้ ค่าความเชื่อมั่นรวมทั้งฉบับ เท่ากับ 0.94 รวบรวมข้อมูลโดยการประสานงานกับอาจารย์ประจำศูนย์ วิทยาศาสตร์ช่วยเป็นตัวแทนแจกแบบสอบถาม และผู้วิจัยเดินทางไปเก็บข้อมูลเอง ระหว่างเดือน สิงหาคม ถึงเดอื น ตลุ าคม พ.ศ. 2563 นำขอ้ มูลเชิงปรมิ าณมาวเิ คราะห์ด้วยสถิติ ใชค้ ่าร้อยละ วเิ คราะห์ ข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มประขากร โดยใช้สถิติเชิงพรรณา ประกอบด้วยค่าร้อยละ (Percentage) ใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) วิเคราะห์ภาพรวมการใช้และ ปัญหาการใช้สารสนเทศของผูใ้ ช้สารสนเทศ ใช้ T-test วิเคราะห์เปรียบเทียบการใช้และปัญหาการใช้ สารสนเทศของนกั ศึกษา จำแนกตาม เพศ ใช้ F-test วิเคราะห์เปรียบเทยี บการใช้สารสนเทศและปัญหา การใช้สารสนเทศของนักศึกษา จําแนกตาม อายุ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา และประเภทของ โครงงาน และการทดสอบรายคเู่ ชฟเฟ่ (Scheffe”s method) ผลการวจิ ัย 1. ข้อมูลพื้นฐานของผูต้ อบแบบสอบถาม พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญงิ มากกวา่ เพศชาย โดยเป็นเพศหญงิ (รอ้ ยละ 51.3) และเพศชาย (ร้อยละ 48.7) มอี ายุตำ่ กว่า 20 ปี (ร้อย ละ 46.3) รองลงมาคืออายุ 20-30 ปี (ร้อยละ 38.1) และน้อยที่สุดคืออายุ 50 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 1.2)
152 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) แบง่ ตามศนู ยว์ ิทยาศาสตร์เพ่ือการศึกษา พบวา่ ศูนยว์ ทิ ยาศาสตร์เพื่อการศกึ ษารังสิตมีจำนวนมากท่ีสุด คือ (ร้อยละ 22.8) รองลงมาคือกาญจนบุรี (ร้อยละ 9.6) น้อยที่สุดคือ สมุทรสาคร และ นครสวรรค์ (ร้อยละ 5.8) โดยประเภทของโครงงานที่นักศึกษา กศน. เลือกทำมากที่สุดคือ โครงงานประเภทวิจัย และประดษิ ฐ์ (รอ้ ยละ62.5) รองลงมาคอื ประเภททดลอง (รอ้ ยละ 16.8) และนอ้ ยทีส่ ดุ คือ ประเภทการ สร้างทฤษฎหี รืออธิบาย (ร้อยละ 5.8) 2. ผลการศึกษาสภาพการใช้สารสนเทศเพื่อทำโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักศึกษา กศน. ประกอบด้วย ขั้นตอนการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ แหล่งสารสนเทศ เนื้อหาสารสนเทศ รูปแบบ สารสนเทศและการเข้าถึงสารสนเทศ พบว่า นักศึกษา กศน. มีการใช้สารสนเทศเพื่อทำโครงงาน วิทยาศาสตรภ์ าพรวมในทกุ ด้านอยู่ในระดับมาก (X̅=4.03) เนื่องจากการทำโครงงานวทิ ยาศาสตร์ต้องมี การศึกษาคน้ คว้าข้อมลู เพ่มิ เติมในทุกดา้ นเพ่ือใหไ้ ดข้ อ้ มลู ที่เพียงพอตอ่ การทำงานโครงงานเมื่อพิจารณา แยกเป็นรายด้านพบว่า ด้านขั้นตอนการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ พบว่า นักศึกษา กศน. มีการใช้ สารสนเทศในขั้นเขียนเค้าโครงของโครงงานมากที่สุด (X̅=4.09) รองลงมาคือ ขั้นเสนอผลงานและจัด แสดงผลงานโครงงาน (X̅=4.05) และน้อยที่สุดคอื ขน้ั ศกึ ษาเอกสารท่ีเกี่ยวขอ้ งเพ่อื กำหนดขอบขา่ ยเรื่อง ที่ทำโครงงาน (X̅=3.88) ด้านแหล่งสารสนเทศ มีการใช้สารสนเทศจากแหล่งฐานข้อมูลออนไลน์มาก ที่สุด (X̅=4.08) รองลงมาคือ วารสารอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการเผยแพร่ (X̅=3.95) และน้อยที่สุดคือ ห้องสมุดภายนอกศูนย์การศึกษานอกระบบ (X̅=3.81) ด้านเนื้อหาสารสนเทศ มีการใช้สารสนเทศมาก ที่สุดในข้อที่ 1) ความรู้เกี่ยวกับการทำโครงงานวิทยาศาสตร์มีการใช้สารสนเทศมากที่สุด (X̅=3.95) รองลงมาคือ ข้อที่ 10) ความรู้เกี่ยวกับขัน้ ตอนการเขียนรายงานโครงงานวทิ ยาศาสตร์ (X̅=3.93) และ น้อยทส่ี ดุ คือ ขอ้ 4) ความรู้เกีย่ วกบั การสร้างโมเดลจำลอง (X̅=3.80) ดา้ นรูปแบบของสารสนเทศ มีการ ใชส้ ารสนเทศประเภท ส่ือบุคคลมากท่ีสุด (X̅=4.08) รองลงมาคือ สื่อสิ่งพมิ พ์ (X̅=3.98) และน้อยที่สุด คอื สือ่ อเิ ล็กทรอนกิ ส์ (X̅=3.89) และดา้ นการเขา้ ถึงสารสนเทศเพือ่ ทำโครงงานวทิ ยาศาตร์ เม่อื พิจารณา แยกประเภทของเทคโนโลยพี บว่า มกี ารใช้สารสนเทศประเภทวธิ ีการเข้าถงึ มีการใช้สารสนเทศมากท่ีสุด (X̅=4.18) รองลงมาคอื เครือ่ งมอื หรอื อุปกรณ์ (X̅=4.03) 3. ผลการศึกษาปัญหาการใช้สารสนเทศเพื่อทำโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักศึกษา กศน. ประกอบด้วย ขั้นตอนการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ แหล่งสารสนเทศ เนื้อหาสารสนเทศ รูปแบบ สารสนเทศและการเขา้ ถงึ สารสนเทศ พบวา่ นกั ศึกษา กศน. มปี ญั หาการใช้สารสนเทศเพ่อื ทำโครงงาน วิทยาศาสตร์ภาพรวมในทุกด้านอยู่ในระดับมากเป็นเพราะมีข้อจำกัดในหลาย ๆ ด้านจึงทำให้พบเจอ อปุ สรรคท่ีแตกตา่ งกันไปในแต่ละด้าน ไดแ้ ก่ ดา้ นขน้ั ตอนการทำโครงงานวทิ ยาศาสตร์ พิจารณาเปน็ ราย ข้อ พบว่า นักศึกษา กศน. มีปัญหามากที่สุดคือ ขั้นสำรวจหรือตัดสินใจเลือกเรื่องที่จะทำโครงงาน (X̅=3.86) รองลงมาคือขั้นวางแผนดำเนินการ (X̅=3.71) น้อยที่สุดคือ ขั้นเขียนเค้าโครงของโครงงาน (X̅=3.66) ดา้ นแหล่งสารสนเทศ พบปญั หามากทส่ี ดุ คือ ความเปน็ ระเบียบในการจัดเกบ็ ขอ้ มลู (X̅=3.78)
วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภมู ิ 153 ปีที่ 3 ฉบับท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2564) รองลงมาคือ การใช้เวลาในการสืบคน้ (X̅=3.78) นอ้ ยทีส่ ดุ คอื การเดนิ ทางไปใชบ้ รกิ ารแหล่งสารสนเทศ (X̅=3.75) ด้านเนื้อหาสารสนเทศ มีปัญหามากทีส่ ุดคือ ความสมบูรณ์ของเน้ือหาสารสนเทศ (X̅=3.74) รองลงมาคือ ความทันสมัยของเนื้อหาสารสนเทศ (X̅=3.71) น้อยที่สุดคือ ความน่าเชื่อถือของเนื้อหา สารสนเทศ (X̅=3.59) ด้านรูปแบบสารสนเทศ พบปัญหามากที่สุดคือ สื่อบุคคลอยู่ไกลและอาจมีการ เปลี่ยนแปลงที่อยู่ (X̅=3.68) รองลงมาคือ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ใช้งานลำบาก (X̅=3.49) น้อยที่สุดคือ ส่ือ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตดาวโหลดข้อมูลไม่ได้ (X̅=3.42) ด้านการเข้าถึงสารสนเทศเพื่อทำโครงงาน วิทยาศาสตร์ พบปัญหามากที่สุดคือ ความเพียงพอของอปุ กรณ์ (X̅=3.73) รองลงมาคือ ความทันสมัย ของอปุ กรณ์ และความสามารถในการเขา้ ถึงเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (X̅=3.67) น้อยท่ีสุดคอื ความเสถียร ในการใชง้ านเครือขา่ ย (X̅=3.61) ด้านผูใ้ ช้สารสนเทศ พบปัญหามากท่สี ดุ คือ ความสนใจด้านสารสนเทศ (X̅=3.65) รองลงมาคือ การติดต่อประสานงานกับเพ่ือนร่วมทีม (X̅=3.64) น้อยทีส่ ุดคือ การประเมิน / ตดิ ตามและรายงานผล (X̅=3.54) 4. ผลการเปรียบเทียบการใช้สารสนเทศเพื่อทำโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักศึกษา กศน. ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลายในศูนย์วทิ ยาศาสตร์เพ่อื การศกึ ษา รายละเอียดดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 แสดงผลการเปรยี บเทยี บการใชส้ ารสนเทศเพ่ือทำโครงงานวิทยาศาสตร์ของนกั ศึกษา กศน. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา จำแนกตามเพศ อายุ ศนู ยว์ ิทยาศาสตร์เพือ่ การศึกษา และประเภทของโครงงาน หวั ข้อ เพศ อายุ ศูนยว์ ทิ ยาศาสตร์เพอ่ื ประเภท (Sig) (sig) การศึกษา (sig) โครงงาน (sig) ข้นั ตอนการทำโครงงานวทิ ยาศาสตร์ 0.78 0.00* 0.00* 0.00* แหล่งสารสนเทศเพอื่ ทำโครงงาน 0.45 0.01* 0.00* 0.00* วิทยาศาสตร์ เน้อื หาสารสนเทศ 0.57 0.00* 0.00* 0.00* รปู แบบสารสนเทศเพอื่ ทำโครงงาน 0.33 0.21 0.00* 0.00* วทิ ยาศาสตร์ การเข้าถงึ สารสนเทศเพอื่ ทำโครงงาน 0.91 0.05 0.00* 0.00* วทิ ยาศาสตร์ รวม 0.56 0.00* 0.00* 0.00* *มีนัยสำคัญทางสถิตทิ ่รี ะดับ .05
154 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) จากตารางที่ 1 แสดงผลการเปรียบเทียบการใช้สารสนเทศเพ่ือทำโครงงานวิทยาศาสตร์จำแนก ตามเพศ พบว่า นักศึกษา กศน. ที่มีเพศต่างกันมีการใช้สารสนเทศไม่แตกต่างกัน จำแนกตามอายุ นักศึกษา กศน. ที่มีอายุต่างกัน มีการใช้สารสนเทศแตกต่างกัน ในด้านขั้นตอนการทำโครงงาน วิทยาศาสตร์ ด้านแหลง่ สารสนเทศ และดา้ นเนือ้ หาสารสนเทศเพ่ือทำโครงงานวิทยาศาสตร์ (sig 0.00) จำแนกตามศูนย์วทิ ยาศาสตร์เพื่อการศกึ ษา นักศกึ ษา กศน. แตล่ ะศูนย์วทิ ยาศาสตร์เพือ่ การศกึ ษามีการ ใช้สารสนเทศแตกต่างกัน ทุกด้าน (sig 0.00) และจำแนกตามประเภทของโครงงาน นักศึกษา กศน. มกี ารใช้สารสนเทศเพอ่ื ทำโครงงานแต่ละประเภทแตกต่างกัน ทกุ ดา้ น (sig 0.00) 5. ผลการเปรียบเทียบปัญหาการใชส้ ารสนเทศเพื่อทำโครงงานวทิ ยาศาสตรข์ องนักศึกษา กศน. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในศูนย์วทิ ยาศาสตร์เพ่อื การศกึ ษา ดังแสดงในตารางท่ี 2 ตารางที่ 2 แสดงผลการเปรยี บเทยี บปญั หาการใช้สารสนเทศเพอื่ ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักศึกษา กศน. ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลายในศนู ย์วิทยาศาสตร์เพอ่ื การศึกษา หวั ข้อ เพศ อายุ ศูนย์วิทยาศาสตรเ์ พ่อื ประเภท (Sig) (Sig) การศึกษา (Sig) โครงงาน (Sig) ขั้นตอนการทำโครงงาน 0.07 0.00* 0.00* 0.00* วทิ ยาศาสตร์ แหล่งสารสนเทศเพื่อทำ 0.01* 0.00* 0.00* 0.00* โครงงานวิทยาศาสตร์ เนื้อหาสารสนเทศเพื่อทำ 0.03* 0.00* 0.00* 0.00* โครงงานวิทยาศาสตร์ รูปแบบสารสนเทศเพื่อทำ 0.06 0.01* 0.00* 0.00* โครงงานวิทยาศาสตร์ การเขา้ ถึงสารสนเทศเพื่อทำ 0.06 0.00* 0.00* 0.00* โครงงานวิทยาศาสตร์ ผู้ใช้สารสนเทศเพื่อทำ 0.01* 0.00* 0.00* 0.00* โครงงานวิทยาศาสตร์ รวม 0.01* 0.00* 0.00* 0.00* *มนี ัยสำคัญทางสถติ ทิ รี่ ะดับ .05 จากตารางที่ 2 แสดงผลการเปรียบเทยี บปัญหาการใช้สารสนเทศเพอื่ ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ จำแนกตามเพศ พบว่า นักศึกษา กศน. ที่มีเพศต่างกันมีปัญหาการใช้สารสนเทศแตกต่างกันในด้าน
วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภูมิ 155 ปที ่ี 3 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2564) แหล่งสารสนเทศ ดา้ นเน้ือหาสารสนเทศ และด้านผใู้ ชส้ ารสนเทศ (Sig 0.01) จำแนกตามอายุ นักศึกษา กศน. ที่มีอายุต่างกันมีปัญหาการใช้สารสนเทศแตกต่างกัน ทุกด้าน (sig 0.00) จำแนกตามศูนย์ วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา นักศึกษา กศน. แต่ละศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษามีปัญหาการใช้ สารสนเทศแตกต่างกัน ทุกด้าน (sig 0.00) จำแนกตามประเภทของโครงงาน นักศึกษา กศน. มีปัญหา การใช้สารสนเทศในการทำโครงงานแต่ละประเภทแตกตา่ งกนั ทุกด้าน (sig 0.00) อภปิ รายผล ผลการวิจัยวัตถุประสงค์ที่ 1 พบว่า นักศึกษา กศน. มีการใช้สารสนเทศเพื่อทำโครงงาน วิทยาศาสตร์โดยรวมอยู่ในระดับมากโดยมีวิธีการเข้าถึงข้อมูลผ่านอุปกรณ์ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพวิ เตอร์ทีใ่ ช้สืบค้นข้อมูลสารสนเทศบนเว็บไซต์ เนอื่ งจากในปัจจบุ นั การคน้ คว้าข้อมูลสารสนเทศไม่ จำเป็นต้องเดินทางไปที่ห้องสมุดเพราะมีฐานข้อมูลออนไลน์ วารสารอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ สำหรับ ให้บริการผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สอดคล้องกับงานวิจัยของ ภาวนา พุ่มไสว และคณะ ( 2562) การบริการสารสนเทศบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเหมาะกับนักศึกษาที่ต้องศึกษาค้นคว้าเพื่อประกอบ กิจกรรมการเรียนของตนให้ทนั กับความเปน็ ปจั จุบันของขอ้ มลู สว่ นแหล่งสารสนเทศทมี่ กี ารใช้งานมาก ที่สุดคือ ฐานข้อมูลออนไลน์ รองลงมาคือ วารสารอิเล็กทรอนิกส์ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ในสังคม ปัจจุบันคนเราสามารถค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ได้ทุกที่ทุกเวลาโดยอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึง เครือข่ายฐานข้อมูลออนไลน์ สอดคล้องกับงานวิจัยของ โซล่าและคณะ (Sola and other, 2016) นักศึกษามีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ใช้ฐานข้อมูล CD-ROM ใช้วารสารอิเล็กทรอนิกส์ โดยการใช้งานผ่านเครือข่าย อินเทอร์เนต็ มากที่สดุ ด้านเนื้อหาสารสนเทศท่ี นักศึกษาต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมคือ ความรู้เกี่ยวโครงงานวิทยศาสตร์ และขั้นตอนการทดลองการ ทำงานของโครงงาน เพราะการทำโครงงานเกิดขึ้นจากความสนใจของกลุ่มนักศึกษา จนทำให้เกิด กระบวนการเรียนรู้ เริ่มลงมือทำ บางขัน้ ตอนจำเปน็ ตอ้ งใช้สื่อในรูปแบบต่าง ๆ เพ่ือให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ ถูกต้องสมบูรณ์ และเชื่อถือได้ เช่น สื่อบุคคล สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สอดคล้องกับ วรรัตน์ ปทุมเจริญวัฒนา (2561) นักศึกษามีการใช้สื่อในการรับรู้และหาข้อมูลโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ โปรแกรมที่นิยมใช้คือ ไลน์ (Line) เฟซบุ๊ก (Facebook) ซึ่งผู้เรียนในยุคปัจจุบันมักจะเรียนรู้ผ่านส่ือ สมยั ใหม่ท่ีเขา้ ถงึ และใชง้ านง่าย โดยการใชโ้ ทรศพั ทม์ ือถอื คอมพิวเตอร์ ทชี่ ว่ ยให้เข้าถึงขอ้ มลู สารสนเทศ ผา่ นเครือ่ งมอื ช่วยค้นตา่ ง ๆ เช่น google, yahoo เพราะความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ช่วยให้สามารถค้นหาข้อมูลสารสนเทศได้จากทุกที่ทุกเวลาที่ต้องการ สอดคล้องกับ อกาธา (Agatha, 2016) ที่พบว่านักศึกษา 43% ใช้ข้อมูลข้อมูลข่าวสารสารเทศอะไรก็ได้ที่ใช้ง่าย ๆ และมีนักศึกษาถึง 60% ไม่เคยใช้ห้องสมุดเลย ส่วนวรรัตน์ ปทุมเจริญวัฒนา (2561) พบว่า นักศึกษานอกระบบมีการใช้ อินเทอร์เนต็ อ่านหนงั สือ และดูสารคดี
156 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) ผลการวิจัยวัตถุประสงค์ที่ 2 พบว่า การทำโครงงานวิทยาศาสตร์เกิดจากความสนใจใคร่รูข้ อง ผู้เรยี นจนเกดิ ประเด็นขอ้ คำถามจึงเริม่ ศกึ ษาหาข้อมูลเพอื่ ใหไ้ ด้คำตอบ เมือ่ เริ่มตน้ ศึกษาผู้เรยี นจะค้นพบ ข้อเท็จจริงต่าง ๆ มากมายที่ตนไม่เคยได้รับรู้มากอ่ นจากปญั หาท่ีพบเจอจึงกลายเป็นประสบการณ์ดี ๆ และได้รับความรเู้ พ่ิมมากขึน้ ปัญหาทพ่ี บแตล่ ะขัน้ ตอนมี ดังน้ี ดา้ นข้นั ตอนการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ นักศึกษาพบปัญหาในเรื่องการสำรวจหรือตัดสินใจเลือกเรื่องที่จะทำโครงงาน การวางแผนดำเนนิ การ การลงมือปฏิบัติ เนื่องจากการทำโครงงานเกิดขึ้นจากความสนใจของนักศึกษาและทำงานเป็นทีม จึง ต้องมีการวางแผนร่วมกัน สอดคล้องกับ นวลจันทร์ บุญหนู (2555) นักเรียนมีอปุ สรรคเกี่ยวกบั ความรู้ พืน้ ฐานที่ตนเองคดิ ว่ามเี พียงพอ แต่เมอื่ ไดล้ องปฏิบตั จิ รงิ ทำใหไ้ ดเ้ รยี นรู้และมีประสบการณ์เพิม่ ข้ึน ด้าน แหล่งสารสนเทศนักศึกษาพบปัญหาในเรื่องความเป็นระเบียบในการจัดเก็บข้อมูล การใช้เวลาในการ สืบค้น และจำนวนผู้รู้/ผู้เชี่ยวชาญ สอดคล้องกับนวลจันทร์ บุญหนู (2555) นักเรียนไม่กล้าที่จะไปขอ คำแนะนำจากอาจารย์ท่ีปรกึ ษาภายนอก เน่ืองจากไมค่ ุน้ เคยและไมม่ ีประสบการณ์ในการขอคำแนะนำ จากผูร้ ู้ และการใช้เวลาในการค้นหาขอ้ มูลเนอื่ งจากไมร่ ูว้ ธิ ีค้นหาข้อมูล ด้านเนือ้ หาสารสนเทศนักศึกษา พบปัญหาเก่ยี วกับ ความทนั สมัยของสารสนเทศ ความเพียงพอของเน้ือหาและความสมบรู ณ์ถูกตอ้ งของ เนื้อหาสารสนเทศ สอดคล้องกับอังคณา แวซอเหาะ (2554) นักศึกษาประสบปญั หาการใช้สารสนเทศ มากทส่ี ดุ คอื ความทันสมยั ของสารสนเทศ และสารสนเทศมีอายุการใช้งานสัน้ ล้าสมยั ง่าย สว่ นเพ็ญรุ่ง แป้งใส (2556) หนังสือที่มีอยู่เนื้อหาไม่ทันสมัย และวิทยานิพนธ์มีน้อย คล้ายกับ อดามู (Adamu, 2016) ปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับการเลือกใช้ข้อมูลสารสนเทศของนักศึกษาประกอบด้วย ความไม่ เพียงพอของระบบสารสนเทศของหอ้ งสมุด การไม่มที รพั ยากรสารสนเทศทจี่ ำเป็นในหอ้ งสมดุ ด้านรูปแบบสารสนเทศ นักศึกษาพบปัญหาในเรื่อง สื่อบุคคลอยู่ไกลและอาจ มี การเปลี่ยนแปลงที่อยู่ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ใช้งานลำบาก สอดคล้องกับอังคณา แวซอเหาะ ( 2554) ผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพมีจำนวนจำกัด หรืออาจอยู่ไม่ประจำที่ ทำให้การเข้าถึงเพื่อขอคำแนะนำ และคำปรึกษาเป็นไปได้ยาก และไม่สะดวก ส่วน อดีทูนลา (Adetunla, 2016) นักศึกษาเห็นด้วยว่า การใช้แหล่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ใช้งานลำบาก ควรมีการฝึกอบรมเกี่ยวกับวิธีการใช้สารสนเทศ อิเล็กทรอนกิ ส์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ นกั ศกึ ษาพบปัญหาเกย่ี วกบั ความไม่เพียงพอของอุปกรณ์ ไม่ สามารถเข้าถงึ เครือข่ายเครอื ขา่ ยอินเทอร์เน็ต และความไม่เสถียรในการใชง้ านเครอื ข่าย สอดคล้องกับ เพ็ญรุ่ง แป้งใส (2556) นักศึกษามีปัญหาคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตไม่ทันสมัย ช้ามาก ส่วน โซล่า และคณะ (Sola and other 2016) พบว่า ปัญหาการใช้ทรัพยากรอิเล็กทรอนิกส์คือ แหล่งจา่ ยไฟไมเ่ พียงพอ การเชื่อมตอ่ เครือขา่ ย/อินเทอรเ์ นต็ ไม่เสถียร และมีขอ้ จำกัดในการใชง้ านเคร่ือง คอมพิวเตอร์ ด้านผู้ใช้สารสนเทศ นักศึกษาพบปัญหาในเรื่อง ผู้ใช้ไม่มีความสนใจด้านสารสนเทศ ขาดความร/ู้ ประสบการณ์ในด้านการใชส้ ารสนเทศ และไม่มีเวลาสำหรบั ค้นควา้ ข้อมลู เพมิ่ เติม เนอื่ งจาก นักศึกษา กศน.มีเวลาเรียนค่อนข้างน้อย และขาดความรู้และประสบการณ์ในด้านการใช้สารสนเทศ
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภมู ิ 157 ปีท่ี 3 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) ส่งผลให้ไม่มีความสนใจด้านสารสนเทศ สอดคล้องกับ นวลจันทร์ บุญหนู (2555) การใช้เวลาค้นหา ขอ้ มลู ต้องใช้เวลามากเนอ่ื งจากไม่รูว้ ิธีคน้ หาข้อมูลและการใช้เวลาทำการทดลองท่นี กั เรียนตอ้ งใช้เวลาใน การสังเกตผลการทดลองอย่างต่อเนื่อง ส่วน อกาธา (Agatha, 2016) พบว่าอุปสรรคในการใช้ข้อมูล สารสนเทศของนกั ศกึ ษา คือ ขาดทกั ษะในการสบื ค้นขอ้ มูล ไมม่ เี วลาและไมส่ ามารถค้นหาขอ้ มลู ได้ ผลการวจิ ัยวตั ถปุ ระสงคท์ ่ี 3 พบว่า นกั ศกึ ษา กศน. เปน็ เพศหญิงมากกว่าเพศชายแต่มีการ ใช้สารสนเทศไม่แตกต่างกัน และส่วนใหญ่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี นักศึกษากลุ่มนี้มีการใช้สารสนเทศ มากกวา่ กลมุ่ ทมี่ ีอายุ ระหวา่ ง 41-50 ปี จำแนกตามศนู ยว์ ิทยาศาสตร์เพ่อื การศึกษา พบวา่ นกั ศึกษาแต่ ละศนู ย์วทิ ยาศาสตร์เพื่อการศกึ ษามีการใช้สารสนเทศแตกต่างกันในทกุ ๆ ดา้ น ทง้ั น้อี าจเป็นเพราะแต่ ละศูนย์อยู่ตา่ งภูมิภาคกนั และนักศึกษามีความสนใจในเร่ืองที่ทำโครงงานแตกต่างกันจึงทำให้มีการใช้ สารสนเทศแตกต่างกัน และเนื่องจากโครงงานมีถึง 4 ประเภทแต่ละโครงงานจึงมีวิธีการการเก็บรวม ข้อมูลที่แตกต่างกันออกไป ส่งผลให้นักศึกษามีการใช้สารสนเทศแตกต่างกันออกไปเมื่อเปรียบเทียบ ปัญหาการใช้สารสนเทศพบว่า นักศึกษา กศน. ที่มีเพศต่างกัน อายุต่างกัน ศูนย์วิทยาศาสตร์เพ่ือ การศึกษาต่างกัน และประเภทของโครงงานตา่ งกันมีปัญหาการใชส้ ารสนเทศแตกต่างกัน องคค์ วามรู้ใหม่จากการวิจยั จากผลการศึกษาสรุปเปน็ องคค์ วามรูใ้ หม่ได้ดังแผนภาพที่ 2 ดงั น้ี สรา้ งชื่อเสียงใหอ้ งคก์ ร การประกวด ได้รบั รางวัล โครงงาน วิทยาศาสตร์ ประสบการณจ์ ากการ ประกวด การทำ องคค์ วามรู้ใหม่ ๆ โครงงาน ฝึกปฏบิ ตั ิเสรมิ ทักษะ เรยี นร้ดู ้วยตนเอง แผนภาพท่ี 2 แวสทิ ดยงาปศราะสโตยรช์ นท์ ี่เกดิ จากโครงงานวิทยาศาสตร์ จากแผนภาพที่ 2 แสดงให้เห็นว่าการใช้สารสนเทศเพื่อทำโครงงานวิทยาศาสตร์ในศูนย์ วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ของนักศึกษาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย เกิดประโยชน์สำคญั 2 ประการ ได้แก่ 1) ประโยชน์ทางตรง คือ ประโยชนจ์ าก การทำโครงงานวทิ ยาศาสตร์ ท่กี อ่ ให้เกิดองคค์ วามรใู้ หม่ ๆ เกิดทักษะทไี่ ดจ้ ากการฝึกปฏิบัติเสริมทักษะ และการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน และ 2) ประโยชน์ทางอ้อม คือ ประโยชน์ที่เกิดจากการจัด ประกวด ทน่ี ำมาซึ่งการสรา้ งช่อื เสียงให้องค์กรผ่านรางวลั ตา่ ง ๆ ทีไ่ ดร้ ับจากการสง่ ผลงานเขา้ ประกวด
158 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) สรุป สรุปในภาพรวมของบทความ การทำโครงงานวิทยาศาสตร์เป็นการสร้างโอกาสให้นักศึกษาได้ เกิดความคิดรเิ ริ่มจากความสนใจของตนจงึ เกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองละเริม่ ลงมอื ปฏบิ ัตินับวา่ เป็นการช่วยส่งเสริมทักษะจนเกิดองค์ความรู้ใหม่ ๆ จากการศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมผลงานที่ได้คือ สิ่งประดิษฐ์เป็นชิ้นงานที่สมบูรณ์พร้อมส่งเข้าประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์กับศูนย์วิทยาศาสตร์เพอ่ื การศึกษา จากการประกวดนักศึกษายงั ได้ประสบการณ์ ได้รับรางวัลจากการประกวดนับว่าเป็นความ ภาคภูมิใจในตนเองและยังเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับองค์กรอีกด้วย สำหรับองค์ความรู้ที่ได้จาก การศึกษาเรียนรู้แบบการทำโครงงานยังสามารถนำไปปรับใช้กับงานประจำที่ทำอยู่เพื่อต่อยอดกับ ความรู้เดมิ ที่มีอยู่ ขอ้ เสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใชป้ ระโยชน์ 1.1 ผลจากการวิจัยวัตถุประสงค์ที่ 1 พบว่า นักศึกษา กศน. มีการใช้โทรศัพท์มือถือ คอมพวิ เตอร์ โน้ตบกุ๊ โดยการสืบคน้ ผา่ นเครือข่ายอนิ เทอร์เน็ต จะเหน็ ไดว้ า่ นักศกึ ษามกี ารใช้สารสนเทศ อยู่ตลอดเวลาเนื่องจากอุปกรณ์เหล่านั้นอยู่ใกล้ตัวสะดวกต่อการ ใช้งานและยังสามารถสืบค้น ข้อมูล สารสนเทศได้ทันที ดังนั้นหน่วยงานที่เก่ียวข้องควรดำเนินการ ดังนี้ ควรจัดหาอุปกรณ์เพิม่ เติมไว้คอย ให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้และจัดหาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อให้นักศึกษา ดาวน์โหลดขอ้ มลู ไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว 1.2 ผลจากการวิจัยวัตถปุ ระสงค์ที่ 2 พบว่า นักศึกษา กศน. พบปัญหาในด้านการใช้เวลา ในการสืบค้น การเข้าถึงสารสนเทศ อันเนื่องมาจากขาดทักษะในการสืบค้นและยังพบปัญหาในด้าน อปุ กรณม์ ีไม่เพียงพอ ทีม่ อี ยู่ก็ไม่ทนั สมยั รวมถงึ ไมส่ ามารถเข้าถึงเครอื ขา่ ยอินเทอร์เน็ต และอนิ เทอรเ์ น็ต ขาดความเสถียรในการใชง้ านเครอื ข่าย ทำให้เกิดปญั หาในการค้นหาขอ้ มูลสารสนเทศ ดังนน้ั หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการ ดังนี้ ควรส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้ในชุมชนเพื่อให้บริการนักศึกษารวมถึง ประชาชนทัว่ ไปที่สนใจได้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และจัดหาคอมพิวเตอร์ให้มีเพยี งพอ รวมถึงการ กระจายสัญญาณเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอย่างทั่วถึง ควรจัดให้มีการอบรมแนะนำวิธีการใช้อุปกรณ์ เหลา่ น้นั แกน่ ักศกึ ษา/ประชาชนที่ยังขาดทักษะในการใชอ้ ุปกรณ์เพื่อใหพ้ วกเขาสามารถสบื คน้ ขอ้ มูลและ นำไปใช้งานไดต้ ามวัตถุประสงค์ 1.3 ผลจากการวิจัยวัตถุประสงค์ท่ี 3 พบว่า นักศึกษา กศน. ทั้งเพศหญิงและเพศชายมี การใช้สารสนเทศไมต่ ่างกัน แตส่ ำหรับช่วงอายุที่ต่างกนั มาจากศูนยว์ ิทยาศาสตรเ์ พ่ือการศึกษาต่างกัน และการทำโครงงานแต่ละประเภทตา่ งกันล้วนมกี ารใช้และปัญหาการใช้สารสนเทศแตกต่างกนั อาจเป็น เพราะว่าความสนใจในเร่ืองทีท่ ำแตกต่างกันรวมถึงความรู้ความสามารถ/ความถนดั ของแต่ละกลุ่มย่อม
วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภมู ิ 159 ปที ี่ 3 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2564) แตกต่างกัน จึงส่งผลให้มีการใช้และปัญหาการใช้สารสนเทศที่แตกต่างกันด้วย ดังนั้นหน่วยงานที่ เกยี่ วขอ้ งควรดำเนินการ ดงั นี้ ควรจัดหาสารสนเทศให้เหมาะสมกับสภาพของกล่มุ ผู้ใช้ เชน่ คนแตล่ ะวัย มีความสนใจสารสนเทศที่แตกต่างกันจึงควรจดั หาสารสนเทศในหลากหลายรปู แบบที่เหมาะสมกับทกุ ช่วงอายุ เนื้อหาของสารสนเทศก็ต้องมีความหลากหลาย เพื่อให้กลุ่มนักศึกษาได้มีทางเลือกในการใช้ สารสนเทศทเ่ี หมาะสม และตรงกบั ความต้องการนำไปใช้ประโยชน์ 2. ข้อเสนอแนะในการทำวจิ ัยครัง้ ต่อไป งานวจิ ัยนไี้ ด้ขอ้ คน้ พบว่า การทำโครงงานวิทยาศาสตร์มีการใชส้ ารเทศในหลายรปู แบบเพื่อ การศกึ ษาคน้ คว้าข้อมูลเพ่ิมเตมิ ใหไ้ ด้คำตอบตามที่ตนสนใจใครร่ ู้ ทีส่ ำคัญ คอื ความรู้ที่นักศึกษาค้นคว้า มาไดน้ ับว่าเปน็ การสร้างองค์ความร้ใู ห้ติดตวั ไปตลอดชวี ติ สามารถนำไปประยกุ ต์ใช้กับชวี ิตประจำวันได้ ไมว่ า่ จะเกย่ี วกบั การเรียน การทำงาน รวมถึงการดำรงชีวติ ของทุกคนล้วนต้องมีการใช้สารสนเทศในแต่ ละด้านแตกต่างกัน โดยควรให้ความสำคัญกับเทคโนโลยที ีท่ ันสมยั เพราะสามารถทำให้เราเข้าถึงข้อมูล สารสนเทศไดอ้ ย่างทันทว่ งทีและสามารถช่วยขจัดความสงสัยใครร่ ู้ไดอ้ ย่างรวดเร็วโดยไม่ตอ้ งเดินทางไป ยังห้องสมุด สำหรับประเด็นในการวิจัยครั้งต่อไปควรทำวิจัยในประเด็นเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศเพื่อส่งเสริมการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักศึกษาการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย เพื่อจะได้ทราบว่าศูนย์ กศน. ต้องจัดเตรียมเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทใดบ้าง ซึ่งจะ เปน็ การช่วยสง่ เสริมการทำโครงงานวทิ ยาศาสตร์สำหรบั นักศึกษานอกระบบร่นุ ต่อไป เอกสารอา้ งองิ ครูเติมศักดิ์ สุวรรณ.(2562). ความรู้เรื่องโครงงาน. สืบค้น 2 ตุลาคม 2562. จาก https://sites. google. com/ site/ krutermsaksuwan/ home/ keiyw- kab- khru- teim- sakdi/ khwam- ru-reuxng. นวลจนั ทร์ บญุ หนู. (2555). พฤตกิ รรมการแสวงหาสารสนเทศเพ่อื การจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ของ นักเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (วิทานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต). กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ. นิธิมา คงสวัสดิ์. (2558). ผลการใช้รูปแบบการสอนเสริมสร้างคุณลักษณะการเรียนรู้ดว้ ยการนำตนเอง ของนักศึกษาการศึกษานอกระบบ (วิทยานิพนธ์ปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิต). ชลบุรี: มหาวิทยาลยั บูรพา. เพ็ญรุ่ง แป้งใส. (2556). การใช้สารสนเทศของนักศึกษาและอาจารย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร. วารสารวจิ ัยราชภฏั พระนคร. 8(1), 50-66.
160 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) พรชัย อรณั ยกานนท์ และพรจิต อรัณยกานนท์. (2560). ประสิทธิผลการบริหารจัดการการศึกษานอก ระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั (กศน.) วารสารดุษฎีบัณฑติ ทางสังคมศาสตร์, 7(2), 151- 163. ภาวนา พุ่มไสว, สถาพร ขุนเพชร, ปรีชา ชัยกุล, และอารีย์ เต๊ะหละ. (2560). การใช้สารสนเทศบน เครือข่ายอินเทอร์เน็ตของนักศึกษาปริญญาตรี. บทความวิจัย. วารสารอัล-ฮิกมะฮุ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี, 7(13), 81-96. วรรัตน์ ปทุมเจรญิ วฒั นา. (2561). แนวทางการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสรมิ การรู้สารสนเทศของนักศึกษา การศึกษานอกระบบในกรุงเทพมหานคร. ใน รายงานวิจัย. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. อังคณา แวซอเหาะ. (2554). การใช้สารสนเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้าของนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (การศึกษาอิสระระดับปริญญาตรี). กรงุ เทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร. Adamu Baba Musa. (2016). Factors Affecting The Pattern of Information use by final year Undergraduate Students in Federal University Libraries of North Central, Zone, Nigeria. Library Philosophy and Practice (e-journal). 1 5 5 4 . Form http://digitalcommons.unl.edu/libphilprac/1554. Adetunla, Gbenga. Q, (2016) Perceived Ease and Use of Electronic Information Resources ( Eir) By Undergraduate Students of Private Universities in Oyo State Nigeria. African Journal of Education and Practice, 1(2-1), 15–28. Agatha Gifty LARSON, & Michal OWUSU-ACHEAW. (2016). Information Needs of Distance Learners: A Case of Winneba Study Center, University of Education, Winneba, Ghana. Turkish Online Journal of Distance Education-TOJDE, 17(3-5), 61-75. Sola Owolabi, Oluwafemi A. Idowu, CLN, Foluke Okocha, & Atinuke Omotayo Ogundare. ( 2 0 1 6 ) . Utilization of Electronic Information Resources by Undergraduate Students of University of Ibadan: A Case Study of Social Sciences and Education. Journal of Education and Practice, 7(13), 30-36.
วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภมู ิ 161 ปีที่ 3 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) แนวทางการจัดการการตลาดสำหรบั ธรุ กจิ รับผลติ อาหารเสรมิ ครบวงจร ในอำเภอเมืองสมทุ รสาคร MARKETING MANAGEMENT GUIDELINES FOR THE COMPLETE SUPPLEMENT MANUFACTURING BUSINESS IN MUANG SAMUT SAKHON DISTRICT ณฐาพชั ร์ วรพงศ์พชั ร์ Ntapat Worapongpat ศนู ยถ์ า่ ยทอดองค์ความร้เู ทคโนโลยนี วัตกรรมชุมชน ผู้ประกอบการการทอ่ งเทย่ี วและการบริหารการศึกษา Center for Knowledge Transfer, Technology, Community Innovation, Entrepreneurship, Tourism and Educational Administration. E-mail: [email protected] Received May 9, 2021; Revised August 1, 2021; Accepted August 23, 2021 บทคัดยอ่ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความคดิ เห็นของผ้บู รโิ ภคตอ่ สภาพการจัดการการตลาด ธุรกิจรับผลิตอาหารเสริมครบวงจรในอำเภอเมืองสมุทรสาคร 2) ศึกษาข้อเสนอแนะในการจัดการ การตลาดธุรกิจรับผลิตอาหารเสริมครบวงจร ในอำเภอเมืองสมุทรสาคร และ 3) ศึกษาแนวทาง การจัดการการตลาดธุรกิจธุรกจิ รับผลิตอาหารเสรมิ ครบวงจร ในอำเภอเมืองสมุทรสาคร เป็นงานวิจัย เชิงปริมาณ กลุ่มตวั อยา่ งคือ ผบู้ ริโภคทสี่ ั่งผลติ หรอื ใช้บริการธุรกิจธรุ กิจรับผลิตอาหารเสริมครบวงจรใน อำเภอเมืองสมุทรสาคร จำนวน 400 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือในการวิจัยเป็น แบบสอบถาม สถิตทิ ี่ใช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล ไดแ้ ก่ คา่ รอ้ ยละ คา่ เฉลีย่ และคา่ เบยี่ งเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีช่วงอายุ 25–35 ปี มีระดับการศึกษาปริญญาตรี มีรายได้ต่อเดือน ระหว่าง 100,001-200,000 บาท ปจั จยั ดา้ นการจัดการการตลาดท่มี อี ิทธพิ ลตอ่ การสั่ง ผลิตผลิตภัณฑ์อาหารเสริม พบว่า ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้าน การสง่ เสริมการขาย มีอิทธพิ ลตอ่ การแนวทางการจดั การการตลาดสำหรับธุรกิจรบั ผลิตอาหารเสริมครบ วงจร ในอำเภอเมืองสมุทรสาคร คิดเป็นร้อยละ 48.5 ส่วนที่เหลอื อีกร้อยละ 51.5 เป็นผลเนื่องมาจาก ตัวแปรด้านราคา มีอิทธิพลเชิงลบต่อการจัดการการตลาดสำหรับธุรกิจรับผลิตอาหารเสริมครบวงจร ในอำเภอเมืองสมุทรสาคร คำสำคญั : การจัดการการตลาด, ธุรกิจรบั ผลติ อาหารเสรมิ ครบวงจร, สมุทรสาคร Abstract This research is a qualitative research on marketing management guidelines for complete supplementary food manufacturing business in Muang Samut Sakhon district
162 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) with the objectives as follows: 1) to study the opinions of consumers on the condition of marketing management for the complete supplementary food manufacturing business in Muang Samut Sakhon district; 2) to study the recommendations on marketing management of the complete supplementary food business in Muang Samut Sakhon district and 3) to find guidelines for marketing management of the complete supplementary food business in Muang Samut Sakhon district. The sample group in the study was 400 consumers who ordered or purchased service of the complete supplementary food manufacturing business in Muang Samut Sakhon district obtained by simple random sampling. The research tool was a questionnaire and the statistics used to analyze the data were percentage, mean and standard deviation. The results of the study found that most of the samples were aged 25-35 years with a bachelor's degree and monthly income in the range of 100,001- 200,000 baht. The study of marketing management factors influencing the order to manufacture food supplementary revealed that the product factor, distribution channel and sales promotion had an influence on the marketing management guidelines for the complete supplementary food manufacturing business in Muang Samut Sakhon district accounted for 48.5%. The remaining 51.5% was due to price variables which had negative influence on marketing management for complete supplementary food manufacturing business in Muang Samut Sakhon district. Keywords: Marketing Management, Complete Supplementary Food Manufacturing Business, Samut Sakhon District. บทนำ โรงงานรับผลิตอาหารเสริมทุกชนิด พร้อมบริการสร้างแบรนด์ (OEM) ในรูปแบบครบวงจร ONE STOP SERVICE รับผลิตผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ชา กาแฟ และนำ้ ผลไม้ ให้กับแบรนด์ตา่ ง ๆ ตาม แบบที่ลูกค้ากำหนด เราเป็นโรงงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตที่ดี (Good Manufacturing Practise: GMP) จากคณะกรรมการอาหารและยา มาตรฐาน FDA มาตรฐาน HALAL และมาตรฐาน อื่น ๆ ตามหลักสากล โดยเรามีความมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพเพื่อผลิตภัณฑ์ที่ดีของลูกค้า ทุกผลิตภัณฑ์ ได้รบั การรับรองจาก อย. และมาตรฐานตา่ ง ๆ ระดับสากล มนั่ ใจในคุณภาพและความปลอดภยั 100 % คิดคน้ วจิ ยั พฒั นาผลติ ภัณฑ์ โดยทมี R&D ผเู้ ช่ยี วชาญ พรอ้ มบรกิ ารดา้ นทปี่ รึกษารับรองตามมาตรฐาน การจดแจ้งขึ้นทะเบียน อย. อย่างถูกต้อง และมาตรฐานต่าง ๆ ตามหลักสากลการให้บริการรับผลิต อาหารเสริมด้วยโรงงานรบั ผลิตอาหารเสริม ของเราทไี่ ด้มาตรฐานระดบั สากลและทีมงานผู้เช่ียวชาญมือ อาชีพมากประสบการณ์ ทุกผลติ ภัณฑ์อาหารเสรมิ ได้ผา่ นขนั้ ตอนการวิจัยพฒั นาและกระบวนการผลิตท่ี
วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภมู ิ 163 ปที ่ี 3 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) ดที ่ีสุด จึงสามารถใหค้ วามมั่นใจแกล่ กู ค้าทกุ ทา่ นไดว้ ่า ผลติ ภัณฑ์อาหารเสรมิ จากเราจะมคี ณุ ภาพดีเยี่ยม เต็มประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค เราให้บริการรับผลิตอาหารเสริม พร้อมทั้งยังรับ สร้างแบรนด์อาหารเสริม แบบ One Stop Service จบ ครบ ในจุดเดียว เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ท่ี อยากเริ่มต้นเป็นเจ้าของแบรนด์อาหารเสริมของตนเองให้โรงงานรับผลิตอาหา รเสริมช่วยสร้าง ความสำเร็จบนเส้นทางธุรกิจพร้อมให้บริการรับผลิตอาหารเสริมหลากหลายประเภท อาทิ รับผลิต อาหารเสริมคอลลาเจน, รับผลิตอาหารเสริมผิวขาว, รับผลิตอาหารเสริมลดน้ำหนกั ผลิตภัณฑ์ควบคมุ น้ำหนัก, ไฟเบอร์, อาหารเสริมโปรตีน, ดีท็อกซ์, อาหารเสริมสำหรับผู้หญิง, อาหารเสริมบำรุงสายตา ฯลฯ เรามีกระบวนการผลติ ท่ีได้มาตรฐานระดบั สากล ผ่านการรบั รองจากหนว่ ยงานทเี่ กี่ยวข้องมากมาย ทั้ง GMP, HALAL, HACCP, GREEN INDUSTRY ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ และสนับสนุนทุกท่านที่ต้องการสร้างแบรนด์สินค้าอาหารเสริมของตนเอง ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรมที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมประเภทใดเราก็ยินดีให้บริการไม่ใช่แค่บริการ รับสร้างแบรนด์อาหารเสริม หรือรับผลิตอาหารเสริมเพียงเทา่ นั้น แต่เรายังมีบรกิ ารพเิ ศษที่มอบใหก้ บั ลูกค้าฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น บริการสอนสูตรลับพิเศษ 3+1, บริการจัดหาผู้ให้คำปรึกษาพิเศษ, ระบบดแู ลลกู ค้าด้วยผู้ช่วยสว่ นตวั เพราะเราคือผนู้ ำในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารเสริมแบบครบวงจร จงึ ไม่ไดโ้ ดดเดน่ แค่เพียงด้านสูตรผลติ ภัณฑ์ หรือข้นั ตอนการผลติ แต่เรายงั พรอ้ มให้บรกิ ารทุกด้านอย่าง ครบครัน ด้วยความเป็นมืออาชีพ เริ่มต้นเส้นทางธุรกิจอาหารเสริมของคุณกับ โรงงานรับผลิตอาหาร เสริมโดยผู้วิจัยมองวา่ การปรบั ปรงุ และพฒั นาแนวทางการจัดการการตลาดให้มีความทันสมัยจะสามารถ ตอบสนองต่อผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ผู้วิจัยจึงเล็งเห็นว่าส่วนประสมทางการตลาดบริการ 7Ps เป็น รูปแบบในการสร้างแนวทางการจัดการการตลาดที่ดี จากความสำคัญและเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น การศึกษาปัจจัยสว่ นประสมทางการตลาดบริการ 7Ps นนั้ ผ้วู จิ ัยจะมงุ่ ศกึ ษาความสมั พันธร์ ะหว่างปัจจัย ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจผลิตอาหารเสรมิ ครบวงจร และใช้เป็นข้อมูลให้กับเจ้าของผู้ประกอบการธรุ กจิ สามารถนำหลักการไปปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดและเป็นแนวทางในการวางแผนการตลาด สำหรับธุรกิจรับผลิตอาหารเสริมครบวงจร และนำไปปรับใช้เพื่อดำเนินธุรกิจและหาโอกาสทาง การตลาดตอ่ ไป วัตถปุ ระสงค์การวิจยั 1. เพอื่ ศึกษาความคิดเหน็ ของผ้บู ริโภคตอ่ สภาพการจัดการการตลาดธรุ กิจรบั ผลิตอาหารเสริม ครบวงจรในอำเภอเมืองสมุทรสาคร 2. เพือ่ ศกึ ษาข้อเสนอแนะในการจัดการการตลาดธรุ กิจรับผลิตอาหารเสริมครบวงจร ในอำเภอ เมอื งสมุทรสาคร 3. เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการการตลาดธุรกจิ ธุรกิจรับผลิตอาหารเสริมครบวงจร ในอำเภอ เมอื งสมุทรสาคร
164 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) การทบทวนวรรณกรรม เริงฤทธิ์ สัปปพันธ์ (2556: 92) ได้กล่าวว่า อาหารเสริมสุขภาพหรือเรียกว่า ผลิตภัณฑ์เสริม อาหาร ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2548 ฉบับที่ 293 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หมายความถงึ ผลติ ภณั ฑท์ ่ใี ชร้ บั ประทานนอกเหนอื จากการรับประทานอาหารตามปกติ ซงึ่ มีสารอาหาร หรือสารอื่นเป็นองค์ประกอบ อยู่ในรูปแบบเม็ด แคปซูล ผง เกล็ด ของเหลวหรือลักษณะอื่น ซึ่งมิใช่ รูปแบบอาหารตามปกติ มีมาตรฐาน คุณภาพ มีฉลากกำกับ ที่สำคัญต้องได้รับอนุญาตก่อนนำไปใช้ ผลิตภัณฑ์เสรมิ อาหาร (Dietary Supplement) เป็นคำเฉพาะโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและ ยาบญั ญตั ิขึ้น ไม่ใช้คำวา่ “อาหารเสริม” หากเมอ่ื รบั ประทานหรอื บรโิ ภคแลว้ ใหค้ วามรู้สึกที่ดีเกินความ เปน็ จริง ในขณะทีม่ ีบคุ คลท่ัวไปเกดิ ความเขา้ ใจผิดวา่ ผลิตภณั ฑ์เสริมอาหารตา่ ง ๆ กรอบแนวคดิ การวิจยั งานวิจัยนเี้ ป็นการวจิ ัยเชงิ ปริมาณ ผวู้ จิ ัยกำหนดกรอบแนวคดิ การวิจัยตามแนวคิด/ทฤษฎีของการตลาด 7Ps โดยมีรายละเอียดดงั น้ี ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม ปจั จัยทางสงั คมต่อการตัดสินใจสั่งผลติ แนวทางการจดั การการตลาด อาหารเสรมิ สุขภาพ สำหรับธุรกิจรบั ผลติ อาหารเสริมครบวงจร 1. ดา้ นผลิตภณั ฑ์ และบริการ 2. ด้านราคา ในอำเภอเมืองสมทุ รสาคร 3. ด้านสถานท่ีช่องทางการจัดจำหนา่ ย 4. ดา้ นการสง่ เสริมการตลาด 5. ด้านบุคคล หรอื พนักงาน 6. ด้านกระบวนการบรกิ าร 7. ด้านสภาพแวดล้อมภายนอกและกายภาพ แผนภาพท่ี 1 แสดงกรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย วธิ ดี ำเนินการวิจัย การวจิ ัยคร้ังน้เี ปน็ การศึกษาปัจจัยที่สง่ ผลตอ่ แนวทางการจัดการการตลาดสำหรับธุรกิจรับผลิต อาหารเสริมครบวงจรในอำเภอเมืองสมุทรสาคร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งมีประเด็นที่ เกี่ยวข้องดงั ต่อไปน้ี
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภมู ิ 165 ปที ่ี 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) 1. ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ งที่ใช้ในการศึกษา 1.1 ประชากรท่ใี ช้ศกึ ษา คือ ผบู้ รโิ ภคทส่ี ง่ั ผลติ หรือใชบ้ รกิ ารธุรกจิ รับผลิตอาหารเสริมครบ วงจร ในอำเภอเมืองสมุทรสาครซึ่งไม่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษา คือ ผู้บริโภคที่สั่งผลิตหรือใช้บริการธุรกิจธุรกิจรับผลิตอาหารเสริมครบวงจร ในอำเภอเมืองสมุทรสาคร เนื่องจากไม่ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอน จึงคำนวณโดยใช้สูตรไม่ทราบขนาดของกลุ่มตัวอย่างท่ี แน่นอนของ Cochran (1977) โดยจะกำหนดระดับความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95 ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 เท่ากับ 1.96 (ความเชื่อมั่น 95%) และระดับการคลาดเคลื่อนร้อยละ 5 ผู้วิจัยจึงใช้ขนาดของกลุ่ม ตวั อย่างทง้ั หมด 400 ตัวอย่าง 1.2 การสุ่มกลุ่มตัวอย่างผู้วิจัยจะใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage random sampling) ในการเก็บข้อมูลแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ โดยขั้นตอนการเลือกสุ่มกลุ่ม ตวั อยา่ งมรี ายละเอยี ด ดงั นี้ ขั้นที่ 1 ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified random sampling) โดย แบง่ กลมุ่ ตวั อยา่ งในอำเภอเมืองสมุทรสาคร ออกเปน็ 17 ตำบล ขั้นที่ 2 ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling) โดยทำการจับ สลากเลือก ผู้ประกอบการ/ธุรกิจโรงงาน จำนวน 1 โรงงาน/วัสดุการผลิตจากจำนวนทั้งหมดในแต่ละ ตำบล ตำบลละ 1 ร้าน รวม 17 รา้ น ขั้นที่ 3 ผู้วิจัยกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 400 ตัวอย่าง ดังนั้น จาก 17 ผูป้ ระกอบการ/ธุรกิจโรงงาน ผู้วิจัยจะทำการแจกแบบสอบถามประมาณร้านละ 24 ชดุ ขั้นที่ 4 ใช้วิธีการสุ่มแบบกำหนดตัวอย่างโดยอาศัยความสะดวก (Convenience random sampling) โดยการแจกแบบสอบถามเพื่อรวบรวมข้อมูลจากผู้ที่สมัครใจตอบแบบสอบถาม และเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างตามจำนวนที่กำหนดไว้ตามแหล่งชุมชนต่าง ๆ ที่สามารถพบประชากรได้ มาก โดยใช้แบบสอบถามที่จัดเตรียมไว้นำไปเก็บข้อมลู ให้ครบตามจำนวน (วิภาวรรณ มโนปราโมทย.์ 2558) กรณีสัมภาษณ์ ผู้วิจัยเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) กับ ผู้บริโภคที่สั่งผลิตผู้ประกอบการ/ธุรกิจโรงงาน ซึ่งเป็นการเลือกเก็บแบบเจาะจงจากผู้ที่เกี่ยวข้อง โดย เกบ็ ขอ้ มูลจากผปู้ ระกอบการหรือตัวแทนจาก 17 ตำบลตำบลละ 1 ราย รวม 17 คน 2. เคร่อื งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัย ไดแ้ ก่ 2.1 แบบสอบถาม ซึง่ แบบสอบถามท่สี ร้างขึน้ แบง่ ออกเป็น 3 สว่ น โดยเกยี่ วกบั กบั ผบู้ ริโภค ท่สี ง่ั ผลิตผปู้ ระกอบการ/ธรุ กิจโรงงาน ส่วนที่ 1-2 เป็นคำถามแบบปลายปิด (Close-ended response question) จำนวน 5 ขอ้ สว่ นที่ 3 เปน็ คำถามแบบปลายเปดิ (Open-ended response question)
166 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) 2.2 แบบสมั ภาษณ์เชิงลึก เป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ประกอบด้วยขอ้ คำถามแบบ ปลายเปิดแบง่ ออกเปน็ 2 สว่ น รวม 7 ข้อ 3. วธิ กี ารเก็บรวบรวมขอ้ มูล 3.1 การเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ผู้วิจัยใช้แบบสอบถาม จำนวน 400 ชุด ในการเก็บ ข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง ในอำเภอเมืองสมทุ รสาคร แล้วนำมาตรวจสอบความถูกต้องความสมบูรณ์ใหไ้ ด้ จำนวนครบท้ัง 400 ชุด 3.2 การเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้วิจัยลงพื้นที่เกบ็ ข้อมูลสมั ภาษณ์ด้วยตนเอง โดยใช้แบบสัมภาษณ์เป็นแนวทางในการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ประกอบการหรือตัวแทน จำนวน 17 ราย (เกบ็ ข้อมลู ระหว่างเดอื นมกราคม-เมษายน 2564) แล้วนำมารวบรวมขอ้ มูลโดยการวเิ คราะห์เนอ้ื หา (Content analysis) และรวบรวมข้อมลู เชิงเนอื้ หาตอ่ ไป 4. การวิเคราะหข์ อ้ มลู ดำเนนิ การดงั นี้ 4.1 การวิเคราะห์แบบสอบถาม แบง่ การวเิ คราะห์ขอ้ มูลออกเป็น 3 สว่ น คือ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป (ด้านบุคคล) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive analysis) เพื่อให้ทราบข้อมูลทั่วไป(ด้านบุคคล) ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ ระดับ การศึกษาสูงสุด อาชีพ รายได้ต่อเดือน และจำนวนเงินที่ซื้อวัสดุก่อสร้างในแต่ละครั้ง โดยเป็นคำถาม Nominal scale และ Ordinal scale ซ่ึงแสดงผลเป็นความถี่และร้อยละ (Percentage) สว่ นที่ 2 แบบสอบถามเกยี่ วกับส่วนประสมทางการตลาดบริการ โดยเป็นคำถามแบบ มาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale method) ในรูปแบบของลิเคิร์ท (Likert-type scale) ที่มีการ ให้คะแนน 1-5 คะแนน ซึ่งแสดงผลเป็นค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) ส่วนที่ 3 ข้อเสนอแนะ/ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ โดยจัดทำเป็นคำถามแบบปลายเปิด ซึ่งรวบรวมข้อเสนอแนะเพื่อนำมาวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) การวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงอ้างอิง (Inferential statistics) เป็นสถิติที่ใช้ทดสอบ สมมุติฐานการวิจัย เพื่อเปรียบเทียบถึงความสัมพันธ์ของตัวแปรต้นและตัวแปรตาม คือ ปัจจัยส่วน ประสมทางการตลาดบริการ มีความสัมพันธ์กับแนวทางการจัดการการตลาดของโรงงานรับผลิตใน อำเภอเมอื งสมทุ รสาครหรอื ไม่ โดยสถติ ิทใ่ี ช้ในการทดสอบสมมตุ ิฐาน สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) ใช้เพื่อบรรยายเกี่ยวกับ ข้อมูลทั่วไปของ ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษาสูงสุด อาชีพ รายได้ต่อเดือน และจำนวนเงินที่สั่งผลิตในแต่ละครั้ง โดยได้นำมาแจกแจงจำนวนและนำเสนอเป็นค่าร้อยละ ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลของตัวแปรปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ แนวทางการจัดการ การตลาดและข้อแสดงความคิดเหน็ ใชค้ า่ ร้อยละ คา่ เฉลีย่ คา่ เบ่ียงเบนมาตรฐาน
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภูมิ 167 ปีท่ี 3 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้จากการแจกแบบสอบถามไปวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป วเิ คราะหข์ อ้ มลู ดังต่อไปนี้ 1. ข้อมลู ทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ไดแ้ ก่ เพศ อายุ ระดบั การศกึ ษา สถานภาพ รายได้ เฉลีย่ ต่อเดือน และอาชพี วเิ คราะหด์ ว้ ยคา่ ความถ่ี และคา่ รอ้ ยละ 2. ขอ้ มูลเกยี่ วกับปจั จัยส่วนประสมทางการตลาด ประกอบด้วย ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านการจัดจำหน่าย/สถานที่ ด้านส่งเสริมการตลาด ด้านบุคคล ด้านกายภาพ ด้านกระบวนการ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากเกณฑ์ดังกล่าว สามารถจัดช่วงค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ระหวา่ ง 1–5 คะแนน โดยกำหนดในการแบ่งช่วงคะแนนออกเป็น 5 ชว่ ง ในแต่ละระดบั จะมีคะแนนอนั ตรภาคชัน้ Class Interval โดยใชก้ ารคำนวณ (พละวตั ตันศริ ิ,2547 : 32) ดังน้ี จะได้เกณฑก์ ารวัดระดับคะแนนทแ่ี บง่ เปน็ 5 ชว่ งได้ดังน้ี คะแนนเฉลยี่ ระดับความคิดเห็น 4.21 – 5.00 มากทส่ี ุด 3.41 – 4.20 มาก 2.61 – 3.40 ปานกลาง 1.81 – 2.60 น้อย 1.00 – 1.80 นอ้ ยท่สี ดุ ผลการวจิ ัย 1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม (ด้านบุคคล) ของกลุ่มตัวอย่าง ที่ศึกษา ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษาสูงสุด อาชีพ รายได้ต่อเดือน และจำนวนเงิน ทส่ี งั่ ผลิตในแต่ละครัง้ มีรายละเอยี ดดังตารางท่ี 1-4 ดงั นี้ ตารางที่ 1 แสดงจำนวนและรอ้ ยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จำแนกตามเพศ เพศ จำนวน ร้อยละ ชาย 215 53.80 หญิง 185 46.30 รวม 400 100 จากตารางที่ 1 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง จำนวน 185 คน คิดเป็น ร้อยละ 46.30 และเปน็ เพศชาย จำนวน 215 คน คิดเปน็ ร้อยละ 53.80
168 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) ตารางท่ี 2 แสดงจำนวนและรอ้ ยละของผตู้ อบแบบสอบถาม จำแนกตามอายุ อายุ จำนวน รอ้ ยละ ตำ่ กวา่ 20 ปี 15 3.80 20 – 30 ปี 102 25.50 31 – 40 ปี 78 19.50 41 – 50 ปี 121 30.30 มากกว่า 50 ปีข้ึนไป 84 21.00 400 100 รวม จากตารางที่ 2 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ช่วงอายุ 20-30 ปี จำนวน 102 คน คิดเป็นร้อยละ 25.50 รองลงมาคือ ช่วงอายุ 31–40 ปี จำนวน 78 คน คิดเป็นร้อยละ 19.50 ช่วงอายุ ต่ำกว่า 20 ปี จำนวน 15 คิดเป็นร้อยละ 3.80 ช่วงอายุ 41–50 ปี จำนวน 121 คน คิดเป็นร้อยละ 30.30 และช่วงอายุ มากกวา่ 50 ปขี นึ้ ไป จำนวน 84 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 21.00 ตามลำดับ ตารางที่ 3 แสดงจำนวนและร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จำแนกตามระดับการศึกษา ระดับการศึกษา จำนวน รอ้ ยละ ประถมศึกษา 13 3.30 มัธยมศกึ ษา 126 31.50 อนปุ ริญญา 53 13.30 ปรญิ ญาตรี 182 45.50 ปริญญาโท 26 6.50 400 100 รวม จากตารางที่ 3 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามสว่ นใหญ่ มรี ะดบั การศึกษา ระดบั ปรญิ ญาตรี จำนวน 182 คน คิดเป็น 45.50 รองลงมาคือ มัธยมศึกษา จำนวน 126 คน คิดเป็นร้อยละ 31.50 อนุปริญญา จำนวน 53 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 13.30 ปริญญาโท จำนวน 26 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 6.50 และประถมศกึ ษา จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 3.3 ตามลำดบั
วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภูมิ 169 ปที ี่ 3 ฉบับท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2564) ตารางที่ 4 แสดงจำนวนและรอ้ ยละของผ้ตู อบแบบสอบถาม จำแนกตามสถานภาพ สถานภาพ จำนวน ร้อยละ โสด 136 34.00 สมรส 214 53.50 26 6.50 หม้าย/หย่ารา้ ง/แยกกนั อยู่ 400 100 รวม จากตารางที่ 4 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีสถานภาพ สมรส จำนวน 214 คน คิดเป็น รอ้ ยละ 53.50 รองลงมาคือ โสด จำนวน 136 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 34.00 และ หม้าย/หยา่ รา้ ง/แยกกันอยู่ จำนวน 26 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 6.50 ตามลำดบั 2. ผลการวเิ คราะหค์ วามคิดเห็นของผู้บริโภคต่อสภาพการจัดการการตลาดธุรกิจรับผลิตอาหาร เสริมครบวงจร ในอำเภอเมืองสมุทรสาคร โดยการใช้ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน พบผลการวิจัยดงั รายละเอยี ดแสดงในตารางท่ี 5 ตารางท่ี 5 แสดงการวเิ คราะห์ความคิดเห็นของผู้บริโภคด้านปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการโดยรวม ปจั จยั สว่ นประสมทางการตลาดบรกิ าร Mean S.D. แปลผล 1. ด้านผลิตภณั ฑ์ และบริการ 3.73 .762 มาก 2. ด้านราคา 3.66 .849 มาก 3. ด้านสถานท่ีช่องทางการจัดจำหนา่ ย 3.37 .992 ปานกลาง 4. ดา้ นการส่งเสรมิ การตลาด 3.26 .907 ปานกลาง 5. ด้านบคุ คล หรอื พนกั งาน 3.86 .789 มาก 6. ดา้ นกระบวนการบริการ 3.67 .788 มาก 7. ด้านสภาพแวดลอ้ มภายนอก และกายภาพ 3.69 .761 มาก 3.61 .835 มาก รวม จากตารางที่ 5 พบวา่ ปจั จัยส่วนประสมทางการตลาดโดยรวม อยู่ในระดบั มาก (3.61) พิจารณาราย ข้อพบว่า ด้านบุคคล หรือพนกั งาน อยู่ในระดบั มาก (3.86) ด้านผลิตภัณฑ์ และบริการ อยู่ในระดับมาก (3.73) ด้านสภาพแวดลอ้ มภายนอก และกายภาพ อย่ใู นระดับมาก (3.69) ด้านกระบวนการบริการ อยู่
170 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) ในระดับมาก (3.67) ดา้ นราคา อย่ใู นระดบั มาก (3.66) ดา้ นสถานท่ชี อ่ งทางการจัดจำหนา่ ย อยูใ่ นระดับ ปานกลาง (3.37) และด้านการสง่ เสริมการตลาด อยูใ่ นระดบั ปานกลาง (3.26) 3. ผลการศึกษาขอ้ เสนอแนะในการจดั การการตลาดธุรกิจรบั ผลิตอาหารเสรมิ ครบวงจร ใน อำเภอเมืองสมุทรสาคร พบว่า บริการตามลำดับก่อนหลังและไม่เลือกปฏิบัติเมื่อพิจารณาแนวทาง กระบวนการจัดการการตลาด โดยวิเคราะห์สถานการณ์ทางการตลาดด้านจุดแข็ง-จุดอ่อน พนักงาน ให้บริการเป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจควรทำการวิเคราะห์ และพัฒนา ปรับปรุง อบรม เสริมสร้างความรู้ ทักษะให้กับพนักงาน เพราะพนักงานเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจเช่นกัน ส่วนปัจจัยด้าน ผลติ ภณั ฑ์ และบรกิ าร พบวา่ ลกู ค้าที่สั่งผลิต หรอื ใช้บรกิ ารธรุ กจิ ด้านผลิตภัณฑ์ และบริการโดยรวมอยู่ ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า สินค้ามีคุณภาพดีตรงกับความต้องการ สินค้ามีความ หลากหลายตรงกับความตอ้ งการ และสินค้ามีความทันสมัยตรงกับความต้องการ อยู่ในระดับมากลูกค้า ท่สี งั่ ผลิต หรอื ใช้บริการธุรกจิ เห็นว่าสนิ ค้าภายในรา้ นมีใหเ้ ลือกน้อยเกนิ ไป ควรเพ่มิ สนิ คา้ ให้มีความครบ วงจร ซึ่งจะสามารถตอบสนองต่อผู้บริโภคได้ ควรเพิ่มความหลากหลายของสินค้า สินค้าควรมี หลากหลายยี่ห้อโดยเฉพาะอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เพราะผู้บริโภคบางกลุ่มมีกำลังในการซื้อที่แตกต่างกัน และควรมสี ินค้าใหม่ ๆ มาจำหนา่ ยอยู่เสมอ 4. ผลการศึกษาแนวทางการจัดการการตลาดธุรกิจธุรกิจรับผลิตอาหารเสริมครบวงจร ใน อำเภอเมอื งสมุทรสาคร พบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการปัจจัยด้านบุคคล หรือพนักงาน ในระดบั มาก เพราะพนกั งานเปน็ สิ่งที่ตอบสนองต่อผ้บู ริโภคท่ผี ลติ หรือใช้บริการไดด้ ีที่สดุ ดงั นนั้ ผบู้ ริหาร หรือเจา้ ของกจิ การ ควรให้ความสนใจด้านบุคคล หรือพนักงานเปน็ หลกั โดยผู้ประกอบการจำเป็นอย่าง มากที่ต้องมีการสรรหาพนักงานที่มีประสบการณ์ ความรู้และความเชี่ยวชาญพร้อมทั้งพนักงานต้อง เรยี นรเู้ ทคนิคและวิธีการใหม่ ๆ เพ่มิ เติมอยู่เสมอโดยควรใหค้ วามสำคัญกับธุรกจิ ร้านสมัยใหม่ (Modern Trade) ธรุ กจิ รับผลิตอาหารเสรมิ ครบวงจร ในอำเภอเมอื ง สมทุ รสาครซ่ึงมกี ารพฒั นา และเติบโตอย่าง ต่อเนอ่ื ง เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการปรบั ใช้ใหก้ ับธุรกจิ รบั ผลิตอาหารเสริมครบวงจร ด้านผลิตภัณฑ์และบรกิ าร พบว่า สินค้าภายในโรงงานมีใหเ้ ลือกน้อยเกินไป สินค้าควรมีความ ครบวงจรภายในท่เี ดยี วซึง่ จะสามารถตอบสนองต่อลูกค้าได้ ควรเพิ่มความหลากหลายของสินค้า สินค้า ควรมีหลากหลาย เพราะลูกค้าบางกลุ่มมีกำลังในการสั่งผลิตที่แตกต่างกัน และควรมีสินค้าใหม่ ๆ มา จำหน่ายใหล้ กู คา้ อยูเ่ สมอ ด้านราคา พบว่า ผลิตผลิตภัณฑ์ควรมีราคาที่คุ้มค่าสอดคล้องกับวัตถุดิบ ทางโรงงานควรมี การตั้งราคาที่สมเหตุสมผล และทางร้านควรแสดงราคาต่อชิ้น ราคาต่อแพ็ค/ลัง/กล่อง ให้ชัดเจนเพ่ือ การตดั สินใจซอื้ ทีง่ ่ายข้นึ ของผบู้ ริโภค ด้านสถานที่ช่องทางการจัดจำหน่าย พบว่า ทางโรงงานอาจเพิ่มการส่งเสริมการขาย การข้ึน ทะเบียนอาหารและยา หรือเครื่องสำอาง และให้ข้อมูลทางการตลาด เป็นต้น ทางโรงงานควรมีรถ
วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภูมิ 171 ปีที่ 3 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) บรกิ ารขนส่งสนิ ค้าทุกขนาด เพื่อเขา้ ไปถึงยังสถานทจี่ ัดเกบ็ หรอื คลังสนิ ค้า หรอื บ้านลกู ค้าไดอ้ ย่างสะดวก โดยลูกค้าไมต่ อ้ งเคล่อื นย้ายวสั ดุอกี ต่อหนง่ึ ด้านการส่งเสริมการตลาด พบว่า ควรมีการจัดโปรโมชั่นให้กับลูกค้าเป็นบางโอกาส เพื่อเป็น การคนื กำไรให้กบั ลกู ค้า เม่อื ทางรา้ นมีสนิ ค้าใหม่ ๆ ควรนำมาจดั เรียงไว้ด้านหน้าส่ือสังคมออนไลน์เพ่ือ เปน็ การโปรโมทสนิ ค้าอกี ทางหนึง่ และควรจับค่สู ินค้าทีข่ ายดีมาจำหนา่ ย เพ่อื เป็นการจัดโปรโมช่ันให้กับ ลูกคา้ และเปน็ การกระตุน้ การขายสนิ คา้ ให้กับทางโรงงานอีกดว้ ย ด้านบุคคลหรือพนักงาน พบว่า พนักงานควรมีความรู้เกีย่ วกับสินค้า เพื่อแนะนำสินค้าให้กับ ลูกค้าได้เปน็ อย่างดี สามารถอธบิ ายลกั ษณะการทำงาน ลำดับขนั้ ตอน การใช้งานของสินค้าได้ครบถ้วน และพนักงานควรมีความกระตอื รือรน้ ในการขาย คอยแนะนำสนิ ค้าที่ลกู ค้าสนใจในขณะน้นั ได้เป็นอย่าง ดี จนถงึ การรบั ประกันความเสียหายจากการผลติ ด้านกระบวนการบรกิ าร พบว่า ควรมีบริการส่งสนิ ค้าให้กับลูกค้าฟรีแบบไม่มีขั้นต่ำ เมื่อลูกค้า สั่งผลิตสินค้ากับทางโรงงาน ควรมีการตรวจสอบเสน้ ทางการขนส่ง หรือ ขนาดของถนนก่อนการจัดสง่ สินค้า เพื่อจัดเตรียมรถขนสง่ วัสดุได้อยา่ งเหมาะสม และควรมีกระบวนการบริการลูกค้าแบบไม่ต้องลง จากยานพาหนะ โดยลูกค้าทำการส่ังสินค้าได้ทันทีแบบไม่ลงจากรถ ซงึ่ ควรมีข้ันตอนในการรับคำสั่งซ้ือ จ่ายสินคา้ รบั เงินจากลูกคา้ ภายในทเ่ี ดียวกนั ด้านสภาพแวดล้อมภายนอกและกายภาพ พบว่า ควรมีความสะดวกในการรับสนิ ค้า และภาย ควรจัดพนื้ ท่วี างสนิ คา้ ให้เป็นสดั สว่ น ง่ายตอ่ การขึน้ สินค้า และควรปรับทัศนียภาพภายนอกให้ดูสวยงาม สะอาดตา ไมม่ ีตน้ ไม้บดบัง อภิปรายผล จากผลของการวิจัยที่กล่าวมาทั้งหมด คณะผู้วิจัยขอนำเสนอประเด็นสำคัญที่เป็นค้นพบและ นำมาสรุปอภิปรายผลตามวัตถุประสงคโ์ ดยมรี ายละเอียดดงั นี้ ผลจากการวิจัยวัตถุประสงค์ท่ี 1 ผู้ที่ใช้บริการธุรกิจรับผลิตอาหารเสริมครบวงจร ที่มีเพศ ต่างกันส่งผลต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ ที่แตกต่างกัน คือ ด้านบุคคล หรือพนักงาน พบว่า เพศชายให้ความสำคัญต่อพนักงานที่มีการให้ข้อมูลและคำแนะนำเพิ่มเติม ให้ความสำคัญกับ พนักงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในเรื่องผลิตอาหารเสริม และให้ความสำคัญกับพนักงานที่มีความ สภุ าพเรยี บรอ้ ย พูดจาไพเราะ ย้ิมแยม้ มากกวา่ เพศหญิง ซ่ึงสอดคล้องกบั ผลการวิจยั ของเอรสิ า ยตุ ิธรรม ดำรง (2563) ที่ได้ทำการศึกษาเรื่อง ส่วนการสื่อสารการตลาด 4.0: ความท้าทายของผู้ประกอบ การธรุ กจิ อาหารเสริมและเครอ่ื งดมื่ สขุ ภาพสำหรบั ผบู้ รโิ ภคสงู อายุ รปู แบบของการสื่อสารการตลาด 4.0 ในการสรา้ งการรับรู้ สร้างการดงึ ดูดใจ และสร้างช่องทางการบอกต่อ ประกอบด้วย 1) การสื่อสารโดย ใช้คำหลัก 2) การสื่อสารเชิงเล่าเรื่อง 3) การสื่อสารเชิงพันธกิจของการพัฒนาสินค้าเพื่อการพัฒนา คณุ ภาพชีวิต 4) การส่ือสารเชิงปฏิสมั พันธผ์ ่าน Facebook 5) การสอื่ สารผา่ น Blog 6) การสือ่ สารด้วย
172 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) กลุ่มคนท่เี ปน็ ผูท้ รงอิทธพิ ลทางความคิด โดยสามารถบรู ณาการรปู แบบการสอ่ื สารการตลาดท้ัง 6 แบบ ได้ให้ความสำคัญด้านพนักงานในระดับมาก ให้ความสำคัญด้านการแต่งตัวของพนักงานที่สุภาพ เรยี บร้อย มีกิรยิ ามารยาทดี มีความชำนาญในการใหบ้ รกิ าร พนกั งานมีจำนวนเพียงพอตอ่ การให้บริการ มกี ารบรกิ ารที่ยุตธิ รรม พนักงานมคี วามเสมอภาค ผลจากการวิจัยวัตถุประสงค์ที่ 2 โดยบริการตามลำดับก่อนหลังและไม่เลือกปฏิบัติ เม่ือพจิ ารณาแนวทางกระบวนการจัดการการตลาด โดยวิเคราะหส์ ถานการณ์ทางการตลาดด้านจุดแข็ง- จุดอ่อน พนักงานให้บริการเป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจควรทำการวิเคราะห์ และพัฒนา ปรับปรุง อบรม เสริมสร้างความรู้ ทักษะให้กับพนักงาน เพราะพนักงานเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจเช่นกนั ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ พัลลภา ปีติสันต์คณวรรษ สุวรรณประเสริฐ (2562) แผนธุรกิจ ผลิตภณั ฑอ์ าหารเสริมเพื่อชะลอวัยสำหรับกรณีศึกษากลุ่มสตรีในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากในปัจจุบัน มีการดำเนินธุรกิจได้ง่ายยิง่ ขึ้นโดยนิยมใช้วิธีการจ้างโรงงานให้ผลติ และให้ดำเนนิ ขั้นตอนการขออนุญาต ตามทที่ างราชการกำหนด และจำหนา่ ยภายใตแ้ บรนด์ของตนเอง โดยเนน้ โฆษณาสินค้าผ่านส่ือโซเชียล มีเดีย สื่อโทรทัศน์วิทยุด้วยการใช้พรีเซ็นเตอร์ที่มีชื่อเสียงที่เป็นทีร่ ู้จักในสังคมมารีววิ สนิ คา้ โดยเฉพาะ ช่องทางออนไลนส์ ามารถเขา้ ถงึ กลุ่มผู้บรโิ ภคได้เป็นจำนวนมาก และสอดคล้องกบั พันธุ์ทิพย์ ดปี ระเสริฐ ดำรง (2559 พบวา่ ลกู ค้าทีส่ ั่งผลติ โดยให้ความสำคญั กับสถานท่ชี อ่ งทางการจัดจำหนา่ ยในระดับที่มาก ซึ่งให้ความสำคญั กบั ทำเลที่ตง้ั ทีอ่ ย่ใู กลส้ ถานทีใ่ ชง้ าน และมคี วามรวดเรว็ ในการจัดส่งสนิ ค้า ผลจากการวิจัยวัตถุประสงค์ท่ี 3 ด้านแนวทางการจัดการการตลาด พบว่า ผู้ที่ใช้บริการธุรกจิ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า ทางร้านมีบริการจัดส่งสินค้าฟรีตามยอดสั่ง ผลิต อยู่ในระดับมาก ซึ่งทางโรงงานควรมีการแนะนำสินค้าใหม่ ๆ อยู่เสมอ ลูกค้าที่สั่งผลิต หรือใช้ บริการธุรกิจเห็นว่าเมื่อทางโรงงานมสี ินค้าใหม่ ๆ ควรนำมาจัดเรียงเพื่อเป็นการโปรโมทสินค้าอีกทาง หนึ่งเช่นกัน และทางร้านควรมีการลด แลก แจก แถมสินค้าอยู่เสมอ ด้านบุคคล หรือพนักงานโดย รวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า พนักงานมีการให้ข้อมูลและคำแนะนำเพิ่มเติม ผู้ประกอบการเจ้าของโรงงานเป็นกันเอง และพนกั งานมีความซอ่ื สตั ย์ สจุ รติ อย่ใู นระดับมาก ผู้บริโภคท่ี ซื้อ หรือใช้บริการธุรกิจเห็นว่าพนกั งานควรมคี วามรู้เกี่ยวกับสินค้า เพื่อแนะนำสินค้าให้กับผู้บริโภคได้ ซง่ึ สอดคล้องกับผลการศกึ ษาของปรยี าเนตร สายพรม (2560) ได้ทำการศึกษาเร่อื ง การศกึ ษาปจั จัยทาง การตลาดที่มีผลต่อผู้บริโภคชาวลาว: กรณีศึกษาร้านค้าวัสดุก่อสร้างในเขตพื้นที่จุดผ่อนปรน อำเภอเวียงแกน่ จังหวัดเชียงราย พบวา่ พนักงานขายตอ้ งมีกิริยาสภุ าพ นอบน้อม ย้ิมแยม้ แจม่ ใส และมี จิตใจบรกิ ารดี และเจา้ ของรา้ นควรเปน็ กันเอง พนกั งานภายในร้านมคี วามซ่ือสัตย์ บริการด้วยความเต็ม ใจ/บริการด้วยความรวดเร็ว ด้านกระบวนการบริการ พบว่า ลูกค้าที่สั่งผลิต หรือใช้บริการธุรกิจ ด้านกระบวนการบริการโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายข้อพบว่า ทางร้านมีความสะดวก รวดเรว็ ในการให้บรกิ าร อยู่ในระดบั มาก ผู้บรโิ ภคที่ซื้อ หรือใช้บริการธุรกิจเห็นว่าทางร้านมีการบริการ ที่ล่าช้าเกินไป ต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีดำเนินการภายในรา้ น เริ่มจากการวิเคราะหต์ ั้งแต่ขั้นตอนแรก ของกระบวนการบริการ
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภมู ิ 173 ปีที่ 3 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) องค์ความรู้ใหม่จากการวิจยั จากการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อแนวทางการจัดการการตลาดสำหรับธุรกิจรบั ผลิตอาหารเสรมิ ครบวงจร ในอำเภอเมืองสมทุ รสาคร พบองค์ความรู้ที่สามารถสรุปได้ว่า การสร้างความสัมพันธท์ ี่ดกี ับ ลูกค้าและการสร้างเครือข่าย การตลาด ต้องอาศัยการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า และอาศัย เครอื ขา่ ยทางการตลาด ดังน้ี 1. การตลาดเพื่อความสัมพันธ์ที่ดี เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีแก่กลุ่มต่าง ๆ เช่น ลกู ค้า ผู้บรโิ ภค ผจู้ ดั จำหน่ายคนกลาง ผขู้ ายปจั จัยการผลิต เปน็ ตน้ ซงึ่ จะมกี ารส่งมอบสนิ ค้าและบริการ ทม่ี คี ณุ ภาพสงู ราคาเหมาะสม การจดั จำหนา่ ยรวดเรว็ และการส่งเสรมิ การตลาดที่เหมาะสม หลักการ สำคัญคือการสรา้ งความสัมพนั ธ์ท่ีดแี ละสามารถสร้างกำไรได้ ผลลพั ธ์จากการใช้เครอ่ื งมือทางการตลาด เพื่อสรา้ งความสัมพันธอ์ ันดีทำให้เกิดสง่ิ ท่ีมีคุณคา่ กับกิจการเรยี กวา่ \"เครอื ข่ายการตลาด\" 2. เครือข่ายทางการตลาด ประกอบด้วยกิจการและกลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์การ ซึ่งเปน็ กลมุ่ บคุ คลตา่ ง ๆ ที่ใหก้ ารสนับสนนุ มีผลต่อการดำเนินธุรกิจขององค์การ เชน่ ลกู ค้าพนกั งาน ชุมชนใน ท้องที่ และผ้ถู อื ห้นุ เปน็ ต้น สรปุ แนวทางการจัดการการตลาดสำหรับธุรกิจรับผลิตอาหารเสริมครบวงจร ในอำเภอเมือง สมุทรสาครกลุ่มตวั อย่างให้ความสำคญั ต่อปัจจยั ด้านบุคคล หรอื พนกั งานในระดบั มาก เพราะพนักงาน เป็นสิ่งที่ตอบสนองต่อผู้บริโภคที่สั่งผลิต หรือใช้บริการธุรกิจรับผลิตอาหารเสริมครบวงจรได้ดีที่สุด ดังนั้นผู้บริหาร หรือเจ้าของกิจการ ควรให้ความสนใจด้านบุคคล หรือพนักงานเป็นหลัก โดยเจ้าของ ผู้ประกอบการธุรกิจจำเป็นอย่างมากที่ต้องมีการสรรหาพนักงานที่มีประสบการณ์ ความรู้และความ เชีย่ วชาญในเรื่องอาหารเสริม พรอ้ มทงั้ พนกั งานตอ้ งเรยี นรเู้ ทคนิคและวิธีการใหม่ ๆ เพม่ิ เติมอยู่เสมอซึ่ง มกี ารพฒั นา และเติบโตอย่างตอ่ เน่อื ง เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการปรับใช้ใหก้ ับผู้บริหารธุรกิจรับผลิต อาหารเสริมครบวงจรแบบดั้งเดิมต่อไป ขอ้ เสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ จากผลการวิจัยที่พบว่าการบริการ ภายในโรงงานควรมขี นั้ ตอนการบริการอย่างรวดเร็วไม่ปล่อยให้ลูกค้ารอนานเกินไป และให้ความสำคัญ ดา้ นกระบวนการบรกิ าร ซ่ึงให้ความสำคญั ในเรื่องความถูกต้อง มรี ะบบการใหบ้ รกิ ารท่ีสะดวก รวดเร็ว มรี ะบบแกป้ ัญหาความขัดข้องได้อย่างรวดเรว็ และไม่เกดิ ปัญหาในขณะใช้บริการ/หลังใช้บรกิ าร ดังน้ัน ควรนำข้อมลู ดงั กล่าวไปปรบั ใช้เป็นแนวปฏบิ ตั ิของพนักงานทกุ ระดับช้ัน
174 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) 2. ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป ควรมีการศึกษาปัจจัยด้านอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อให้ การจัดการการตลาดสำหรับธุรกิจรับผลิตอาหารเสริมครบวงจรในอำเภอเมืองสมุทรสาคร สามารถดำเนินธุรกจิ ไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพต่อไป เอกสารอ้างอิง ปรียาเนตร สายพรม. (2560). การศึกษาปจั จัยการตลาดทม่ี ีผลต่อผู้บริโภคชาวลาว : กรณศี ึกษาร้านค้า วัสดุก่อสร้างในเขตพื้นที่จุดผ่อนปรน อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย (การค้นคว้าอิสระปริญญา บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต). เชยี งราย: มหาวทิ ยาลัยแมฟ่ ้าหลวง. พนั ธ์ุทิพย์ ดปี ระเสรฐิ ์ดำรง. (2559). สว่ นประสมทางการตลาดทีม่ อี ิทธพิ ลตอ่ การตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ร้าน LOFT ของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร (การค้นคว้าอิสระปริญญาบริหารธุรกิจ มหาบณั ฑิต). กรุงเทพมหานคร: มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร.์ วิภาวรรณ มโนปราโมทย์. (2558). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินใจซื้อสินค้าผ่านสังคม ออนไลน์ (อินสตาแกรม) ของประชาชนในกรุงเทพมหานคร (การค้นคว้าอิสระปริญญา บริหารธุรกจิ มหาบณั ฑติ ). กรุงเทพมหานคร: มหาวทิ ยาลยั กรุงเทพ. วิภาวรรณ มโนปราโมทย์. (2558). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินใจซื้อสินค้าผ่านสังคม ออนไลน์ (อินสตาแกรม) ของประชาชนในกรุงเทพมหานคร (การค้นคว้าอิสระปริญญา บริหารธุรกจิ มหาบัณฑิต). กรุงเทพมหานคร: มหาวทิ ยาลัยกรุงเทพ. กัลยา วานิชย์บัญชา. (2545). การวิเคราะห์สถิติ: สถิติสำหรับการบริหาร. กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย. พัลลภา ปตี ิสนั ต์ และคณวรรษ สวุ รรณประเสริฐ. (2562). แผนธุรกิจผลิตภณั ฑ์อาหารเสรมิ เพอื่ ชะลอวัย สำหรับกรณีศึกษากลุ่มสตรีในกรุงเทพมหานคร (การค้นคว้าอิสระปริญญาการจัดการ มหาบณั ฑิต) กรุงเทพมหานคร: มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล. เริงฤทธิ์ สปั ปพนั ธ์. (2556). คู่มอื อาหารเสรมิ ฉบับสมบรู ณ์. กรุงเทพมหานคร: เอม็ ไอเอส. เอริสา ยุติธรรมดำรง. (2563). การสื่อสารการตลาด 4.0: ความท้าทายของผู้ประกอบการธรุ กิจอาหาร เสริมและเครื่องดื่มสุขภาพสำหรบั ผู้บริโภคสูงอายุ. วารสารสันตศิ ึกษาปริทรรศน์มจร, 8(1), 184-197.
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภมู ิ 175 ปที ี่ 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) การนำเรอ่ื งเล่ามาวเิ คราะห์ : การต่อรองกบั โครงสรา้ งสงั คม กรณีศึกษา ผู้สงู อายุในหมู่ 1 ตำบลหนองแวง อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว ANALYSIS OF NARRATIVE: NEGOTIATING OF SOCIAL STRUCTURE A CASE STUDY OF THE ELDERLY OF MOO 1, NONGWANG SUB-DISTRICT, WATTHANA NAKHON DISTRICT, SA KAEO PROVINCE ปริณตุ ไชยนชิ ย,์ เรอื งสนิ ปล้ืมป่นั , ศริ ศิ ักดิ์ บวั ชมุ , ชนิดาภา กระแจะจันทร์, สมพงษ์ เกษานชุ Parinut Chaiyanich, Ruangsin Pluempan, Sirisak Buachum, Chanidapa Kracheachan, Sompong Kesanuch มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสวุ รรณภมู ิ Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Email: [email protected] Received July 2, 2021; Revised July 16, 2021; Accepted August 23, 2021 บทคดั ย่อ การเล่าเร่อื งในอดีตเป็นองคค์ วามรู้ท่ีเกิดจากประสบการณ์ชีวิต โดยบทความนี้ได้นำเรื่องเล่า การต่อรองกับโครงสร้างสังคมของผู้สูงอายุมาวิเคราะห์ มุ่งเผยให้เห็นถึงผลการเรียกคืนประสบการณ์ เก่ยี วกับการต่อรองกบั โครงสร้างสังคม วเิ คราะห์ถงึ ปฏิสัมพนั ธท์ างสังคมเพอ่ื ให้เห็นการผลิตและการถูก ผลิตซ้ำภายใต้โครงสร้างสังคม การเรียกคืนประสบการณ์นี้มิใช่การสัมภาษณ์เชิงลึก หากแต่เป็น การ สนทนาเพ่ือใหเ้ กดิ เรื่องเล่าจากมโนทัศน์ของคนพื้นท่ีทอี่ ยู่ในวยั ผู้สูงอายุเปน็ ส่วนใหญ่ พนื้ ท่ีดังกล่าว นอกจากจะเต็มไปด้วยปัญหาที่ถูกสะสมทั้งเรื่องความแล้งไร้ชลประทานแล้ว ยังต้องเผชิญภัยพิบัติใน รูปแบบต่าง ๆ อย่างซ้ำซาก ในบทความประกอบไปด้วย 1) พลังแห่งการนำเรื่องเล่ามาวิเคราะห์ 2) โครงสร้างสังคมในหมู่ 1 ตำบลหนองแวง อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว 3) ตัวตนที่ต่อรองกับ โครงสรา้ งสังคม 4) ปัญหาสะสมในพน้ื ท่ีจากการเลอ่ื นชัน้ ทางสงั คม 5) กลวิธีหาระบบชีวิตที่มีดุลยภาพ ของผู้สูงอายุ และ 6) อิสรภาพทีผ่ ้สู ูงอายตุ ้องการ: ผลลัพธจ์ ากการตอ่ รองกบั โครงสร้างสังคม ท้ังหมดจะ ทำให้เห็นถึงเบื้องหลังของความคิดความเชื่อตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษที่ถูกส่งพลังหล่อเล้ี ยงให้ผู้สูงอายุ ซึ่งกำลังกล้ำกลืนกับสภาพพื้นที่ที่เพาะปลูกไม่ได้ ซ้ำยังประสบกับการที่ลูกหลานย้ายถิ่นฐานไปทำมา หากินในเมอื งใหญ่ แต่กระนน้ั ผสู้ ูงอายใุ นพื้นที่แหง่ นี้ กลบั ยงั คงมีพลังใจในการต่อรองกบั โครงสรา้ งสังคม ด้วยการคงไว้ซึ่งบรรทัดฐานด้านความเชื่อเรื่องประเพณี 12 เดือน ที่เมื่อเดือนเคลื่อนเดือนเหมือนจะ คอยเตือนผ้สู งู อายใุ นพนื้ ท่ีแหง่ น้ีให้ได้กลบั มีความหวังว่า หากยงั คงรักษาประเพณี 12 เดือนไว้ ลกู หลาน จะต้องกลับมา ไม่เดือนใดก็เดือนหน่ึง คำสำคญั : ผสู้ ูงอายุ, การนำเร่ืองเล่ามาวิเคราะห์, การตอ่ รองกับโครงสร้างสงั คม, การเลอื่ นชัน้ ทางสังคม, จังหวัดสระแกว้
176 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) Abstract Narrative in the past is knowledge from experiences in life. This article presents analysis of narrative about negotiating of social structure of the elderly. It aims to reveal the effect of recalling experiences related to negotiating of social structures and to analyze social interactions that is disclosed production and reproduction in social structure. Recalling experiences are not in-depth interviews, but conversations to form narrative from the perspectives of the local people who are the elderly. In this area, there are not only accumulated problems such as drought and lack of irrigation, but also disasters in various forms. This article consists of 1) The power of analysis of narrative 2) The social structure of Moo 1, Nong Wang sub-district, Watthana Nakhon district, Sa Kaeo province 3) Self that negotiates with the social structure, 4) The problems in the area due to social mobility, 5) Strategies for finding a balanced life system of the elderly, and 6) The freedom that the elderly need: the result of negotiating with social structure. The article reveals the background of beliefs, from the times of ancestors, that greatly encourages the elderly who are struggling with the conditions of uncultivated land and social mobility problem. But still, the elderly, thus, become “stay strong”. They still have the strength to negotiate with social structure by maintaining the 12-month tradition. In other words, when the month moves, it seems to remind the elderly to return their hope. If the 12-month tradition is preserved, the offspring will return one month or another. Keywords: The Elderly, Analysis of Narrative, Negotiating of Social Structure, Social Mobility, Sa Kaeo Province บทนำ ประเทศไทยกำลังเดนิ ทางเข้าสู่สังคมผู้สงู อายุ (aging society in Thailand) ประเทศเรากำลัง เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรอย่างหลกี เลี่ยงไม่ได้ ในพื้นที่หมู่ที่ 1 ณ ตำบลหนอง แวง อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้วเองเช่นกัน สำหรับอำเภอวัฒนานครนั้น เป็นอำเภอที่มีจำนวน ประชากรมากเป็นอันดับ 3 ในจังหวัดสระแก้ว รองจากอำเภออรัญประเทศ จำนวนประชากรของ จังหวัดสระแก้วเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการพัฒนาและเติบโตของเศรษฐกิจ แต่พื้นที่ทางการเกษตร กลับลดลงตั้งแต่ปี 2559 โดยเฉพาะพื้นที่พืชไร่และนาข้าว ชาวบ้านที่นี่อาศัยอยู่รวมกันเป็นสังคมใน รูปแบบหมู่บ้าน แบ่งออกเป็น 7 หมู่ แต่ความหลากหลายของโครงสร้างทางประชากรในหมู่ 1 กลับ พบวา่ ในหมู่น้ีเต็มไปดว้ ยผ้สู งู อายุ (สระแก้ว, 2563) สำหรบั ผ้สู ูงอายทุ ่ีถูกสังคมซ่อนอยู่ ณ หมู่ 1 ตำบลหนองแวง อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว นั้นกว่า 30 คนที่อายุเกิน 60 ปี ไม่สามารถทำงานได้เหมือนวัยปกติ นอกจากนีย้ ังมีประเด็นที่นา่ สนใจ
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสุวรรณภูมิ 177 ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) เกี่ยวกับผู้สูงอายุในหมู่ 1 อยู่หลายประเด็น เช่น ความคิดความเชื่อเกีย่ วกับโครงสร้างสังคมที่สืบเนื่อง จากปัญหาภัยพิบัติในพื้นที่ ก่อให้เกิดการสร้างหนี้สินทุกรูปแบบ เกิดการทิ้งถิ่นฐานของลูกหลาน เกษตรกร ซง่ึ ปญั หาดังกลา่ วถกู มองโดยรัฐว่าประชาชนในพื้นทย่ี ังไม่สามารถพึ่งพาตวั เองได้ จึงพยายาม นำหลายโครงการเข้าให้ความช่วยเหลือ แต่ถึงแม้มีหลายโครงการเข้ามาช่วย เช่น โครงการกองทุน 10 บาท ช่วยบ้าน 10 หลังจังหวัดสระแกว้ (สำนักงานสถิติจังหวัดสระแก้ว, 2564) โครงการจับคู่กูเ้ งนิ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวดั สระแกว้ (ธนภัท กิจจาโกศล, 2564) โครงการโคบาลบูรพา (ไทยพีบีเอส, 2564) แต่ท้ังหมดนั้นยังไม่สามารถยับยง้ั ปัญหาได้ สำหรับโครงการโคบาลบูรพามีปมหลายอย่างซ่อนอยู่ เนื้อหาในสัญญาและการตัดสินใจของ ชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการกลับทำให้พบปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโคเนื้อป่วยและตาย จำนวน 96 ตัว หรือ ผสมเทียมไม่ติด สมาชิกในกลุ่มตัดสินใจขายโคเนื้อไป 70 ตัว เพื่อนำเงินมาพยุง ส่วนท่เี หลอื ไว้ ทุกวันนี้ โคเนือ้ โครงการโคบาลบรู พาจากจำนวน 250 ตัว ทไี่ ด้รับการสง่ มอบล็อตสุดท้าย เม่ือปี 2562 จึงเหลืออยูเ่ พียง 79 ตวั และยังไม่มสี มาชิกในกลมุ่ สามารถทำตามที่ระบใุ นสญั ญาได้ เร่อื งนี้ ยังคงยืดเยื้อจนกลายเป็นคดีเกษตรกรผิดสัญญาโครงการโคบาลบูรพา ยังผลให้มีการเปิดปมโคบาล บรู พาผ่านสือ่ สงั คมจึงได้พบวา่ มขี อ้ รอ้ งเรยี นเก่ียวกับงบประมาณเกอื บพันล้านบาท โดยเฉพาะประเด็น โคเนอื้ ท่นี ำมาจัดสรร ปัญหาหน้ีสินของเกษตรกร ขณะนก้ี รมปศสุ ัตว์รับรู้ปัญหาและเตรียมลงพื้นที่หลัง หมดโควดิ -19 (ไทยพบี ีเอส, 2564) เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ หลายคนคือผู้สูงอายุในหมู่ 1 ต.หนองแวง อ.วัฒนานคร จ.สระแกว้ ความสมั พันธร์ ะหว่างปัญหาสะสมกบั จำนวนผู้สูงอายุของหมู่น้ี ดูเหมอื นจะเป็นไปในทิศทาง เดยี วกนั อกี ท้งั ผู้สงู อายบุ างคนกลบั สยบยอมรับสภาพดังกล่าวท่โี ครงสรา้ งสังคมหยิบย่ืนให้ดว้ ยความเต็ม ใจ ความคิดความเชื่อผ่านเรื่องเล่าของผู้สูงอายุ ณ หมู่ 1 ตำบลหนองแวง อำเภอวัฒนานคร จังหวัด สระแก้ว เป็นตัวอย่างซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงต้นตอของหลายปัญหาที่ผู้สูงอายุกำลังรอความช่วยเหลือ หากแต่ข้อมูลที่ถูกสำรวจและปรากฎในแผนพัฒนาจังหวัดสระแกว้ (พ.ศ.2561-2564) กลับไม่ปรากฎ ความคดิ ความเชื่อหรือการตอ่ รองกับโครงสรา้ งสังคมอันมีทีม่ าจากหลายปัญหาดงั กลา่ วขา้ งต้น แนวคิดเรื่องโครงสร้างสังคมอาจปกปิดอคติที่เป็นระบบ เนื่องจากเกี่ยวขอ้ งกับตัวแปรย่อยท่ี สามารถระบไุ ด้หลายอย่าง เช่น บางคนอาจโต้แย้งว่าชายและหญิงที่มีคุณสมบัติเท่าเทยี มกัน ต่างได้รับ การปฏิบตั ทิ แี่ ตกต่างกนั ทงั้ ในที่ทำงานหรือท่ตี า่ ง ๆ เนือ่ งจากเพศของพวกเขาซง่ึ จะเรยี กว่า “อคต”ิ ทอ่ี ยู่ ในโครงสร้างสังคม แต่ตัวแปรอื่น ๆ (เช่น เวลาในการทำงานหรือชั่วโมงทำงาน) อาจถูกปกปิด (Jary and Jary, 1991) กิจกรรมที่มนษุ ย์ทำอย่างรู้ตวั โดยอาศัยกฎและทรัพยากรในการกระทำที่หลากหลาย ก่อให้เกดิ ปฏบิ ัติการทางสังคมทเ่ี ป็นปกตธิ รรมดา ซ่ึงมนษุ ย์ (human agent) ร้อู ยู่ตลอดว่าพวกเขากำลัง ทำอะไร เขาสามารถรู้วา่ ส่ิงท่ีเขาทำ สามารถอธิบายได้อยา่ งไร ไม่วา่ มนุษย์ผ้นู ้นั จะเปน็ ใคร อย่ใู นวัยไหน ก็ต้องผลิตซ้ำ (reproduction) เงื่อนไขในการกระทำที่เป็นไปได้ในชีวิตประจำวัน (Giddens, 1984) ไม่ถกู เว้นแม้แต่ผู้สูงอายุ บทความจะทำให้ผู้อ่านเห็นถึง 1) พลังแห่งการนำเรือ่ งเล่ามาวิเคราะห์ 2) โครงสร้างสังคมใน หมู่ 1 ตำบลหนองแวง อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว 3) ตัวตนที่ต่อรองกับโครงสร้างสังคม
178 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) 4) ปัญหาสะสมในพื้นที่จากการเลื่อนชั้นทางสังคม 5) กลวิธีหาระบบชีวิตที่มีดุลยภาพของผู้สูงอายุ 6) อิสรภาพที่ผู้สูงอายุต้องการ: ผลลัพธ์จากการต่อรองกับโครงสร้างสังคม ทั้งหมดเกิดขึ้นในจังหวัด สระแก้ว จังหวัดท่ีถกู ขนานนามให้เป็นเมืองชายแดนแหง่ ความสุข ถิ่นเกษตรปลอดภัย แหล่งท่องเท่ยี ว เชิงนิเวศและอารยธรรมโบราณเขตเศรษฐกจิ พิเศษสระแกว้ มัน่ คง 1. พลงั แห่งการนำเรอื่ งเล่ามาวเิ คราะห์ วธิ กี ารศกึ ษาเรอื่ งเล่าสนับสนนุ ใหค้ วามจรงิ ทีซ่ อ่ นอยูถ่ กู ค้นพบ เร่อื งเลา่ สามารถใหก้ รอบเพ่ือทำ ความเข้าใจกับความหมายและคุณค่าในเชิงบรรทัดฐานซึ่งอยู่เบื้องหลังการให้ความหมายนั้น ซึ่งผู้เล่า เรื่องถือเปน็ ผ้รู ู้ มีความสามารถสะท้อนตวั ตนออกมา ผ้เู ลา่ มใิ ช่เป็นวัตถุเพ่ือการศกึ ษา เร่ืองเล่าจึงมีพลัง และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากในการวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์ เนื่องจากวิธีการศึกษา ดังกล่าวมีรากฐานความคิดมาจากกระบวนทัศน์สร้างสรรค์สังคม (social constructivism) และวิธีนี้ ปฏเิ สธความเชื่อในความเป็นวัตถวุ ิสัยของความจรงิ ตง้ั ขอ้ สงสยั กับความเชอื่ ในเรอื่ งความเป็นกลางหรือ การปราศจากอคติของความรู้ รวมทั้งตั้งคำถามกับวิธีวิทยาที่ยังคงวนเวียนอยู่กับการสร้างความรู้ต่อ ยอดจากความรชู้ ุดเดิม (นภาภรณ์ หะวานนท์, 2552) ซ่ึงเท่ากับเปน็ การผลิตซำ้ ความคดิ ความเช่ือท่ีวาง อยู่บนพื้นฐานของการสร้างกฎเกณฑ์แห่งความเป็นปกติทั้งในส่วนของแบบแผนของพฤติกรรมและ โครงสร้างสังคม เรื่องเล่าเป็นการบอกกล่าว หรือการทบทวนประสบการณ์ หรือวิธีการหาทางออกของปัญหา หรอื การรับรู้ชีวิตตนเองอยา่ งเปน็ ระบบ บุคคลสรา้ งเรอ่ื งราวของตนเองอยู่ตลอดเวลา โดยผเู้ ลา่ เร่ืองมอง ว่าเรื่องราวที่นำมาเล่ามีความสมเหตุสมผลทั้งสำหรับตัวผู้เล่าและสำหรับผู้อื่นด้วย การเล่าถึง ประสบการณ์ของตนเองอาจเป็นการแสดงออกถึงการคัดค้านหรือสนับสนุนรูปแบบทางสังคมของ อำนาจที่ดำรงอยู่ในสังคมของผู้เล่าเรื่อง เรื่องราวต่าง ๆ ที่บุคคลเล่าเกี่ยวกับตนเองได้รับอิทธิพลจาก ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของอัตลกั ษณ์ของบุคคลนั้น ๆ เช่น เพศ อายุ ชาติพันธุ์ ฐานะ สภาวะทางร่างกาย เรื่อง เล่าจึงอาจถือเป็นทางออกของปัญหาของมนุษยซ์ ึ่งมักตั้งคำถามว่า “เราจะบอกเล่าสิ่งที่เรารู้อย่างไร” ตัวอยา่ งงานเรอ่ื งเลา่ เชน่ งานของเบญจวรรณ บุญโทแสง (2559) เรอ่ื งการสรา้ งร่างกายที่สยบยอมของ ผู้ต้องขังหญงิ ตอ่ อำนาจในเรอื นจำ หรอื งานของนภาภรณ์ หะวานนทแ์ ละคณะ (2555) เร่ืองชีวิตที่ถูกลืม เรอื่ งเล่าของผหู้ ญงิ ในเรือนจำ เป็นตน้ นักวิชาการที่สนใจเรื่องเล่าจำนวนมากให้ความสำคัญกับบริบทขณะเล่าเรื่อง หลาย ๆ งาน นักวจิ ยั จงึ ได้ใหแ้ นวทางการสนทนากบั ผู้เล่าเร่ืองไว้ในส่วนของภาคผนวก เพราะแนวทางการสนทนาถือ เป็นบริบทขณะเล่าเร่ืองที่สำคญั นอกจากนี้ยังมีบทบาทของผูฟ้ งั (นักวิจัย) ที่มีผลต่อการสร้างเรื่องราว ของผเู้ ล่า การเล่าเรื่องผ่านภาษาให้ความสำคัญกบั การกระทำร่วมกนั (joint action) ระหว่างผเู้ ล่าเรื่อง และผู้ฟังในการเล่าเรื่อง ผู้เล่าต้องการพื้นที่ของการสนทนาเพื่อให้สามารถเล่าเรื่องให้อีกคนหนึ่งฟัง การสนทนาทเ่ี ปน็ มติ ร คนที่ร่วมในการสนทนาจะมีการแลกเปลี่ยนการสนทนา นอกจากน้ีในขน้ั ของการ วิเคราะห์การสนทนาจะใหค้ วามสนใจกับการต่อรองที่เกิดขึ้นในกระบวนการสนทนาในบริบทท่ีแตกต่าง กัน โดยคนท่ีอยู่ในการสนทนาจะต้องตัดสนิ ใจว่าจะสามารถสื่อสารขอ้ มูลให้ดที ี่สุดอย่างไร และเร่ืองเล่า
วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภูมิ 179 ปที ่ี 3 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2564) แตล่ ะเร่ืองมีความเช่ือมโยงกับบริบททางสงั คม การใหค้ วามหมายและการกระทำ ความรูส้ ึก (นภาภรณ์ หะวานนท,์ 2552) วธิ กี ารศึกษาเร่อื งเล่าช่วยสร้างกรอบการมองให้นักวิจัยสามารถเข้าถึงประสบการณ์ของบุคคล ผ่านเรื่องราว มนุษย์ไม่เพียงแต่จะเป็นผู้เล่าเรื่องต่าง ๆ แต่มนุษย์ยังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเร่ืองเล่า ของตนเองและของผู้อ่ืนด้วย ในขณะที่คนมองสิง่ ทเ่ี กดิ ขึน้ กับตนเองผ่านเรอ่ื งเล่า และพยายามดำรงชีวิต ตามเรือ่ งเล่าทตี่ นเองเรียกคืนประสบการณ์ (recall) ขน้ึ มา เรอ่ื งเลา่ เป็นเสมือนบันทกึ ประสบการณ์ของ มนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นผ่านเรื่องราวที่ถูกนำกลับมาเล่าใหม่ วิธีการศึกษาเรื่องเล่าจึงเหมาะกับการศึกษา ความซับซ้อนของชีวติ เพราะเรื่องเล่าเปดิ พนื้ ทใ่ี หบ้ คุ คลสามารถนำเรอ่ื งตา่ ง ๆ กลบั มาเลา่ ใหม่ได้อีกครั้ง (นภาภรณ์ หะวานนทแ์ ละคณะ, 2555) การวิเคราะห์เรื่องเล่าอย่างมีจุดมุ่งหมาย อาจจะมีสิ่งที่ผู้เล่าเรื่องหลีกเลี่ยงที่จะเล่าหรือพูด ออกมาเนื่องจากเกรงผลกระทบ อย่างไรก็ตามผู้เล่าเร่ืองเองจะสามารถสะท้อนบทบาทของผู้เล่าเรื่อง ขณะที่เล่า ผู้เล่าเรื่องได้ตรวจสอบบทบาทของบริบททางสังคมและการเมือง ท้าทายให้ผู้เล่าสะท้อน บทบาทในการสร้างบริบทที่มีผลต่ออัตชีวประวัติ คล้ายการได้ตรวจสอบตัวเอง ตรวจสอบอัตลักษณ์ แหง่ ตัวตน ความเช่ือมโยงระหวา่ งประสบการณ์กับการตงั้ คำถาม (Sharkey, 2015) พลังแห่งการนำเรื่องเล่ามาวิเคราะห์ (analysis of narrative) จึงนำไปสู่การวิเคราะห์เพ่ือ สร้างเร่ืองเลา่ (narrative analysis) ซง่ึ เป็นการวเิ คราะห์จากเหตกุ ารณ์หรอื เร่ืองราวต่าง ๆ ท่เี กดิ ขึ้นกับ ผู้เลา่ เรื่อง ตีความเพอ่ื สรา้ งเปน็ เร่ืองเลา่ (narrative) กลน่ั สู่งานวจิ ัยทมี่ ชี ีวิตชิ้นหนง่ึ กว็ า่ ได้ 2. โครงสร้างสงั คมในหมู่ 1 ตำบลหนองแวง อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแกว้ คำวา่ โครงสร้างสังคม หากตีความแล้ว นิยามคงเคลอ่ื นทีไ่ ปตามสำนกั คิด แต่ละสำนักคิดต่างมี แนวการมองนยิ ามโครงสร้างสังคมแตกตา่ งกันไป ดงั น้ันมมุ ท่มี องโครงสรา้ งสงั คมย่อมทจี่ ะแตกต่างกนั ไป ดว้ ย โครงสร้างสังคมเป็นสิ่งที่ถูกสร้างและกำหนดโดยสถาบันทางสังคมและปัจจัยอื่นที่มากำหนด โครงสร้างสงั คมที่เกี่ยวข้องกับสถาบันทางสังคม ภายในโครงสร้างจะกำหนดการกระจายตัวของบุคคล ตามตำแหน่งของสถาบันที่ประกอบด้วยคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน จนนำไปสู่การกำหนด โครงสร้างสังคม (Farkas, 2017) เพราะโครงสร้างสังคมประกอบด้วยปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยความขัดแย้งใน ชีวิตประจำวนั นักทฤษฎีเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรมศึกษามแี นวทศั น์เกีย่ วกบั โครงสรา้ งสังคมโดยพดู ถงึ สง่ิ ท่ีสมาชิกในสังคมต้องตระหนักรว่ มกนั ส่ิงน้นั คอื พนื้ ฐานของระเบียบทางสงั คม แตก่ ็เปน็ ไปได้ยากท่ี ทุกสมาชิกจะตระหนกั ในความหมายทางสังคมและวัฒนธรรมที่เป็นอันหน่ึงอนั เดยี ว ปัจเจกบุคคลควร ผลิตสร้างความหมายเมื่อตอ้ งเผชิญกบั สถานการณ์ใด ๆ และต้องตอบสนองสถานการณน์ ั้นด้วยตัวเอง (Douglas et al., 1980) เรื่องเล่าเกี่ยวกับการต่อรองกับโครงสร้างสังคม เป็นการแสดงออกของปัจเจกบุคคลอย่าง ผู้สูงอายุที่ผลิตสร้างความหมายเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เป็นปัญหาในพื้นที่บ้านเกิดของตนเอง
180 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) การเลื่อนชั้นทางสังคมของลูกหลานก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ผู้สูงอายุจึงต้องตอบสนองสถานการณ์ แตล่ ะสถานการณ์ดว้ ยตนเอง ยายชบุ (นามสมมตุ ิ) เล่าว่า “…ไม่อยากให้ลกู หลานตอ้ งมาเป็นเกษตรกร ทนี่ มี่ นั แลง้ ขุดบอ่ ขงั นำ้ นำ้ กแ็ ห้ง เคยมโี ครงการของรฐั บาลทใี่ หช้ าวบา้ นขดุ บ่อธรรมชาติเพอื่ เก็บน้ำจาก ฝน ในพื้นที่บ้านตัวเอง ทำไปทำมา ชาวบ้านฝังกลบหมด เพราะเปลืองที่ทำนาทำกินเขา พืชที่ทนแล้ง ปลกู มากข็ ายไม่ได้ เพราะไม่มตี ลาดรองรับ นี่กท็ อ้ ใจ อดวันกินวัน จะใหข้ ดุ กักเกบ็ น้ำแก้แลง้ อีกก็ไม่มีทุน มรดกตกทอดเราก็มีแคไ่ รน่ า แต่ไม่มที ุนทำสง่ิ ปลกู สร้างลงทนุ ทำไร่นา ทุกอย่างตอ้ งจ้างหมด ใช้แรงงาน ที่ตรงนม้ี นั เพาะปลกู ไม่ได้ ไปเรยี นกรงุ เทพ ทำงานกรงุ เทพ แล้วค่อยให้ลูกหลานสง่ เงนิ มายังดีกว่า แล้ง มนั แยก่ ว่าน้ำท่วมอกี แต่ถึงแล้งยังไง ประเพณี 12 เดือนกย็ งั จัดอยู่ ค่อยให้ลกู หลานกลับมาตอนนั้นก็ได้ ยังดีกว่าอยู่ด้วยกัน แล้วลูกหลานไม่มีอย่างที่คนอื่นเขามีมันก็ทุกข์ใจ….ดินมันไม่ดี มันต้องบำรุงดินใช้ เวลาเป็นหลายปี ดร.เกริก มีมุ่งกิจก็เคยมา คนทง้ั หมู่ 1 ก็รูว้ า่ ทา่ นมาช่วยบำรงุ ดินให้ แตม่ นั ไมไ่ ด้ผล ท่าน ชว่ ยอยูน่ านกับทมี ของท่าน ลกู ศษิ ยท์ ่านเป็นลูกหลานหนองแวง ท่านเลยมาชว่ ย ..ทน่ี ่ไี มม่ ีใครอยากเป็น หนี้ แต่ทำไงได้ ไม่มที ุนทำเกษตรก็ต้องกู้ กมู้ าปลูกข้าวโพดบ้าง เล้ียงสัตว์บา้ ง เป็นหนี้มันดีตรงท่ีมันเอา เงนิ มาพฒั นาได้ แต่บางปเี จอภัยแล้ง แมแ้ ต่ดอกก็ไม่มีจะส่ง…” เรื่องเล่าเกี่ยวกับการต่อรองกับโครงสร้างสังคมของยายชุบ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็น โครงสร้างสังคม ส่งผลต่อความคิดของผู้สูงอายุที่ยินยอมให้ตนเองถูกทอดทิ้งอยู่ที่บ้าน ยอมผลักดัน ลูกหลานออกนอกพ้ืนที่ ความคิดพึ่งพามรดกตกทอดที่ฝังใจ จึงส่งผลต่อความเช่ือว่า ตนเองไม่มีมรดก ตกทอดในรูปของทุนและท่ดี ินทีอ่ ยู่ในพ้ืนที่สมบรู ณ์ (ที่ดินแหง้ แล้ง) ตนเองจงึ ยอมให้ลูกหลานทิ้งถิ่นฐาน และบุพการีเพื่อไปทำงานที่ต่างถิ่นหรือเข้าเมือง (เกิดการเลื่อนชั้นทางสังคม) ยอมเหงา ยอมคิดถึง เพื่อไม่ให้ลูกหลานมาลำบากทำมาหากินในพืน้ ที่แห่งนี้ที่ไม่มีแม้แต่รายได้ที่แนน่ อน ตนเองจึงสยบยอม กับการใช้ชีวิตที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติเพียงลำพัง ภัยแล้งที่ยังหาทางแก้ปัญหาไม่ได้ พึ่งพาได้แค่น้ำปี (น้ำฤดฝู น) เท่านนั้ 3. ตัวตนทีต่ อ่ รองกบั โครงสร้างสังคม พลังของแนวความคิดเรื่องตัวตนที่ต่อรองกับโครงสร้างสังคมสามารถวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ทาง สังคมเพอ่ื ใหเ้ ห็นการผลิตและถูกผลิตซ้ำได้ตามแนวคิดเรอื่ ง ตวั ตนหรือ Self ที่ผู้เขียนศกึ ษาและสามารถ วิเคราะห์เชื่อมโยงได้ตามแนวคิดของคาร์ล โรเจอร์ส (Rogers,1959) ที่ได้เปิดมิติเรื่องตัวตนไว้ 3 แบบ 1) Self Concept หมายถึงมนุษย์มองและรับรู้ตัวเองว่าเป็นอย่างไร 2) Real Self หมายถึง ข้อมูลท่ี สงั คมหรอื ผอู้ ่ืนมองเหน็ ตัวมนษุ ย์เองว่าเป็นอย่างไร อาจเปน็ มุมมองท่ไี มเ่ คยรูห้ รือรบั รกู้ ไ็ ด้ 3) Ideal Self หมายถงึ สิง่ ทม่ี นษุ ยฝ์ นั หรอื คาดหวงั วา่ อยากได้ อยากมี อยากเปน็ เช่นนัน้ เมื่อนำความเช่ือพื้นฐานของโรเจอรส์ (Rogers,1959) มาอธิบายกรณีศึกษาจะพบว่า ความคิด ความเชื่อที่ผู้สูงอายุบอกเล่าเปรียบเสมือน Self Concept + Ideal Self เป็นสิ่งที่พวกเขามอง ชั่งน้ำหนักจากสิ่งท่ีอยากได้ อยากมี อยากเป็น (Ideal Self) ซึ่งล้วนแล้วแต่คือโครงสร้างสังคมไม่ว่าจะ เป็น การกู้เงินมาต่อเติมบ้าน ทำเกษตร การสนับสนุนให้ลูกหลานทิ้งถิ่นฐานไปหาแหล่งที่เจริญกว่า ทั้งหมดของแนวคิดโครงสร้างสงั คมมีเบ้ืองหลังคือ ตัวตน หรือ Self เป็นตัวขับเคล่ือนและตั้งอยู่ในฐาน
วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภูมิ 181 ปที ี่ 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) ความคิดความเชอ่ื แต่ Real Self ยังไมเ่ กดิ ในความคิดความเชอ่ื เพราะผ้สู งู อายยุ ังยดึ กับความคิดความ เชื่อเดิมทีต่ อ้ งพึ่งพาธรรมชาติ รอน้ำปี รอความชว่ ยเหลือจากรัฐ และพนื้ ทแ่ี ห่งนใ้ี ช้ความพยายามอย่างไร กไ็ มไ่ ด้ผล ความคดิ ความเชื่อที่เปน็ Self Concept ท่ีผู้สูงอายุเล่า แทบไม่มีพ้นื ทใี่ ห้ความคิดความเช่ือท่ี เกิดจาก Real Self เลยแม้แต่น้อย จึงทำให้ผู้สูงอายุเข้าใจคำว่าโครงสร้างสังคมในแบบท่ีเกิดจาก ความคิดรวบยอดเกย่ี วกับตนเองดงั ท่ีได้กลา่ วไว้ข้างตน้ แต่เน่ืองด้วยแนวคิดเรอ่ื งโครงสรา้ งสังคมท่ีฝังอยู่ ในจิตใจ เป็นแรงขับให้ Ideal Self ที่วาดฝันไว้ว่าอยากได้ อยากมี อยากเป็นอะไร กลายเป็นตัว ขบั เคลอื่ น ส่งให้ผู้สงู อายยุ อมให้ลกู หลานทง้ิ ตนและถ่นิ ฐานไว้ มุ่งไปแสวงหาพืน้ ทีท่ ี่พร้อมกว่าบ้านหนอง แวง ตรงนผ้ี ้เู ขยี นมองวา่ คือตวั ตนของผู้สูงอายุทกี่ ำลงั ต่อรองกบั โครงสรา้ งสงั คม ตารางที่ 1 แสดงการนำเรื่องเล่าเกี่ยวกับการต่อรองกับโครงสร้างสังคมมาวิเคราะห์ตัวตนทีต่ ่อรองกับ โครงสร้างสังคม การจัดการกบั ทรัพยากรที่มี ตัวอยา่ งคำ/ประโยคในเรื่องเลา่ เกย่ี วกบั การต่อรองกบั โครงสรา้ งสังคม (facility) เพ่อื ทจี่ ะทำสง่ิ ตา่ ง ๆ ได้ตามตอ้ งการ (exercise power) เกษตรกรลำบาก สง่ิ ปลูกสรา้ งของชาวบา้ น โครงการของรฐั เปลืองทีท่ ำนาทำกนิ บอ่ ธรรมชาตขิ งั น้ำปี ต้องมที ุนเทา่ นั้น จงึ ทำสิ่งปลูกสรา้ งลงทุนทำไรน่ า พืน้ ทบ่ี า้ นตัวเอง ทต่ี รงนม้ี นั เพาะปลูกไมไ่ ด้ ทท่ี ำนาทำกิน แล้งมนั แย่กวา่ น้ำทว่ ม มรดกตกทอด จ้างทุกอยา่ ง, หนมี้ ันดีตรงมนั เอาเงินมาพัฒนาได้ ทุน, ตอ่ เตมิ บ้าน, หมนุ เงิน ประเพณี 12 เดอื นก็ยังจดั อยู่ หน้ี ธ.ก.ส. ลกู หลานไมม่ อี ย่างทีค่ นอนื่ เขามี มนั ก็ทุกขใ์ จ เงนิ กู้สง่ ลกู หลานเรยี น ทนี่ ไี่ มม่ ีใครอยากเป็นหน้ี แตท่ ำไงได้ ไมม่ ีทนุ ทำเกษตรก็ตอ้ งกู้ โฉนดท่ีดนิ ทีถ่ กู จำนอง 4. ปัญหาสะสมในพื้นทจ่ี ากการเลื่อนชน้ั ทางสังคม ปฏิเสธไมไ่ ด้ว่าทกุ สังคมมีชนชัน้ ยนื ยนั ด้วยแนวทัศนข์ องคาร์ล มารก์ ซ์ (Karl Marx) และแมกซ์ เวบเบอร์ (Max Weber) ท้ังสองต่างพดู ถึงเรื่องชนช้นั โดยมารก์ ซเ์ ช่ือมโยงชีวติ ทางการเมอื ง วัฒนธรรม และศาสนาให้ผูกโยงเขา้ กบั รูปแบบการผลติ (Calhoun, 2002) การผลิตและการครอบครองทรัพยากร หรือทรัพย์สินเป็นตัวกำหนดชนชั้น (ชนชั้นผู้ใช้แรงงานกับชนชั้นนายทุนที่เป็นผูค้ รอบครองปัจจัยการ ผลติ ) (Avineri, 2019) ส่วนเวบเบอรม์ องว่า ชนช้ันถูกแยกออกจากกนั ไดห้ ลาย ๆ ครั้งด้วยสถานการณ์ ทางการตลาด ชนชั้นจะถูกเปลี่ยนก็ต่อเมื่อบุคคลเปลี่ยนสิ่งที่ใช้หรือบริโภค หากบุคคลสามารถใช้ ทรัพย์สินและบริการที่ต่างกันไป หมายถึงว่าบุคคลจะอยู่ชนชั้นใดก็ได้ขึ้นอยู่กับรสนิยมของบุคคลน้ัน โดยเวบเบอร์เชื่อวา่ การใชช้ ีวติ ร่วมกับใคร อาจทำให้กลายเปลี่ยนเปน็ ชนช้ันเดียวกันได้ ชนชั้นเป็นการ
182 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) รวมตัวกันของบุคคลที่ต้องการครอบครองตำแหน่งชนชัน้ เดียวกัน (Swedberg and Agevall, 2005) การเลื่อนชั้นทางสังคม (social mobility) ในนิยามของมาร์กซ์และเวบเบอร์จึงแตกต่างกันที่เรือ่ งของ รสนิยมและการครอบครองทรัพยากร ในบทความน้ีการเลื่อนชั้นทางสังคมเกิดขึ้นที่นี่ คงเพราะอำเภอวัฒนานครติดอำเภออรัญ ประเทศซึ่งมีแผนจะสร้างเป็นนิคมอุตสาหกรรม จากข้อมูลระบุว่าปี 2563 จังหวัดสระแก้วนี้มีโรงงาน นำ้ ตาลเพยี งแห่งเดยี วทร่ี ับซือ้ ออ้ ยจากเกษตรกร ไดแ้ ก่ บริษทั นำ้ ตาลและอ้อยตะวันตก จำกัด (Sakaeo, 2020) สอดคล้องกบั ทย่ี ายมัน่ (นามสมมตุ )ิ ได้เล่าว่า “…ออ้ ยเปน็ พชื ทนแล้ง แต่ทำแลว้ ราคาไมไ่ ด้ ข้าวก็ เชน่ กัน บางปกี อ็ ย่ทู ุน ก็มไี ปสง่ ธกส.นิดหนอ่ ย ต้องคอยก้เู พ่ิม พอกพนู ไปเรอ่ื ย ๆ…. ไม่รจู้ ะทำอะไร ท่ีน่ี ทำได้แค่นา แล้วก็มันสำปะหลัง บ้านหนองแวงไม่มีน้ำ พอไม่มีฝน น้ำก็ไม่มีในบ่อ แห้งไปเรื่อยตาม ธรรมชาติ การขุดเจาะเราต้องทำเอง แต่บางที หลวงมาทำให้ ก็จะลึก เก็บได้ ต้องไม่สูบน้ำออก …แต่ เช่ือมั้ยท่นี ี่ทำอะไรไม่ได้ น้ำแหง้ อยู่ดี กมู้ าลงทุนทำนา หมดจากฤดูทำนากม็ าปลกู มนั สำปะหลงั ข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ ราคาก็ตกต่ำมาก แต่ที่ยังกู้อยู่ก็ไม่รู้จะไปเอาที่ไหน ดอกนอกระบบร้อยละสิบต่อเดือน จ่าย ดอกทุกเดือน ธกส.จะอยู่ที่ 13 บาท แค่เอาโฉนดที่ดินไป ถ้าไม่มีก็จับกลุ่มกันค้ำประกัน คนละห้าหมืน่ ….จรงิ ๆ เรามฝี ีมอื เรามสี ินคา้ โอทอปน่ะ เราทำอะไรต่อมิอะไรได้แต่มนั ไมม่ ีชอ่ งทางจำหน่าย …วิธีการ ปรับตัวของเราคือ เราให้ลูกหลานไปท่ีอ่ืนดีกว่า ยอมกินวันอดวัน แต่บางปีก็พอได้กนิ เพราะไม่ได้แลง้ ตายหมด แล้วแต่บางปี ทำนาก็ยังได้กิน แต่ถ้าแล้งจะแย่มาก เช่น นา 20 ไร่ ได้ข้าว 3 กระสอบ จากปกตติ อ้ งได้ 30 กระสอบ ภยั แล้งทำใหข้ ้าวตาย จากเคยได้เป็นพันถงั เหลือไมม่ าก …ตอนนี้คนแก่ก็ ไม่มีงานทำ ทำไม่ไหว ลูกหลานก็มีครอบครัวของตวั เอง แต่ก่อนมีงานเข้ามาให้ เช่น สานหมวก แต่นั่น ล่ะ ไม่มีตลาด มีรัฐมีหน่วยงานมาสอนเยอะเลย แต่เขาไม่หาตลาดให้ ไม่รู้จักหรอกขายออนไลน์น่ะ เราต้องหาตลาดเอง…” จากเรอ่ื งเลา่ เกย่ี วกับการตอ่ รองกับโครงสร้างสังคมของยายมั่นจะเหน็ วา่ ผู้สงู อายุต่างก็ต้องการ แสดงศักยภาพของตัวเองเพื่อเลยี้ งชพี ได้ดว้ ยตนเอง พงึ่ พาตนเองได้ มฝี ีมือและภูมิปญั ญาติดตัว แต่ขาด ช่องทางการจำหน่ายแนวความคิดออกเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นรูปธรรม ความคิดความเชื่อและค่านิยมที่ อยากจะส่งผา่ นภมู ปิ ญั ญาสินคา้ ของชาวบ้าน ถ้าผสู้ ูงอายุได้รบั การศึกษาอาจชว่ ยพัฒนาให้เขาได้เป็นใน สิ่งที่เขาอยากเป็น ตอบสนองการดำรงชีพด้วยตนเองได้ การศึกษาผู้ใหญ่ที่วา่ นี้ ถ้าอธิบายด้วยงานของ มาสโลว์ (Maslow, 1943) จะพบว่า ผู้สูงอายุที่นี่มีแรงจูงใจภายในสูงมาก อยากจะพึ่งพาตนเองแต่ก็ เข้าใจสภาพธรรมชาติของพื้นที่จึงต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม แต่ถึงเป็นเช่นนั้นผู้สูงอายุของบ้าน หนองแวงก็ยังมีความต้องการต่อรองกับโครงสร้างสังคมในอันที่จะเป็นในสิ่งที่เขามีศักยภาพที่เป็น ประโยชน์ได้ (Self-actualization) ซึ่งอาจไม่ใช่ความหมายว่าต้องสมบูรณ์แบบทุกเรื่อง เพียงแค่พวก เขาต้องการแกป้ ญั หาวิกฤติจากการเลอื่ นชนั้ ทางสงั คม
วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภูมิ 183 ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2564) ตารางที่ 2 แสดงการนำเรื่องเล่าเก่ยี วกบั การต่อรองกับโครงสร้างสงั คมมาวิเคราะห์ปัญหาสะสมในพื้นท่ี จากการเลื่อนชน้ั ทางสงั คม การจดั การกบั ทรพั ยากรทมี่ ี ตวั อยา่ งคำ/ประโยคในเร่ืองเล่าเกี่ยวกับการต่อรองกบั (facility) เพ่ือท่ีจะทำสงิ่ ตา่ ง ๆ โครงสรา้ งสงั คม ไดต้ ามตอ้ งการ (exercise power) ออ้ ยเปน็ พืชทนแลง้ แต่ทำแล้วราคาไม่ได้ ขา้ วก็เช่นกนั นา 20 ไร่ ไดข้ ้าว 3 กระสอบ จากปกติตอ้ งได้ 30 กระสอบ ตอ้ งคอยกู้เพม่ิ พอกพูนไปเรื่อย ๆ เงินมีพอแค่สง่ แต่ดอกทุกเดือน ไมร่ จู้ ะทำอะไร ทีน่ ่ีทำได้แค่นา แลว้ กม็ นั สำปะหลงั นาและมันสำปะหลงั บ้านหนองแวงไมม่ ีนำ้ พอไมม่ ีฝน น้ำกไ็ ม่มีในบอ่ แหง้ ไปเรือ่ ยตาม แหล่งนำ้ ท่ีมีอยู่ ธรรมชาติ ที่นี่ทำอะไรไมไ่ ด้ น้ำแห้งอยู่ดี กู้มาลงทุนทำนา จากฤดูทำนากม็ า เงินกู้ ปลกู มันสำปะหลัง ขา้ วโพดเลีย้ งสัตว์ ราคาก็ตกต่ำมาก เอาโฉนดทด่ี นิ ไปถา้ ไมม่ ีก็จับกลุม่ กันคำ้ ประกนั ได้เงนิ ห้าหมืน่ เรามีฝีมือเรามีสินค้าโอทอป เราทำอะไรต่อมิอะไรได้แต่ไม่มี สนิ คา้ โอทอป ท่ีไมม่ ีช่องทาง ชอ่ งทางจำหน่าย จำหนา่ ย จงึ ทำนาและมนั สำปะหลงั เหมอื นเดมิ วิธีการปรับตัวของเราคือเราใหล้ ูกหลานไปที่อืน่ ดีกว่า ยอมกินวนั พงึ่ พานำ้ พักนำ้ แรงตนเอง อดวัน คนแก่ก็ไม่มงี านทำ ทำไมไ่ หว ทำงานตามสภาพร่างกาย ไมม่ ีตลาด มีรฐั มีหน่วยงานมาสอนเยอะเลย แตเ่ ขาไม่หาตลาดให้ รว่ มกิจกรรมของรัฐ ไมร่ ู้จกั การขายออนไลน์ สรา้ งสนิ คา้ แตไ่ ม่มที ข่ี ายให้ได้ เงนิ มา 5. กลวธิ หี าระบบชวี ิตทมี่ ดี ลุ ยภาพของผ้สู ูงอายุ ชาติพันธุ์วรรณนามีส่วนทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างสังคมโดยการเปิดเผยแนว ปฏิบัติและประเพณีในท้องถิ่นที่แตกต่างจากแนวปฏิบัติของลำดับชั้นและอำนาจทางเศรษฐกิจของ ตะวันตก (Muller-Schwarz & Nina, 2015) ผ้สู งู อายุ ณ ท่แี ห่งน้ีเชน่ กัน จากเรื่องเล่าของยายชี (นามสมมุติ) และยายสุ่น (นามสมมุติ) ที่เล่าให้ฟังเกี่ยวกับประเพณี ทอ้ งถ่นิ ท่ีพวกเขาใช้ตอ่ รองกบั โครงสร้างสงั คมทีป่ ระสบปัญหาการเล่ือนชนั้ ทางสังคม (social mobility) จนเกดิ เปน็ กระบวนการสรา้ งบรรทัดฐาน (norm) รว่ มกันของทงั้ ชมุ ชนทีน่ า่ สนใจ ดงั น้ี “….เราอยู่บนเขา น้ำไม่เคยทว่ ม เราไม่มปี ัญหาเรื่องอุทกภัย แต่แล้งคือปัญหาใหญ่ เราก็ยังจัด ประเพณี 12 เดือนอยู่ ขึ้น 3 ค่ำเดือน 3 มีประเพณีสู่ขวัญข้าว เรียกขวัญข้าว มีพราหมณ์มาทำ
184 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) เพราะทุกคนมีขา้ วในยุ้ง ทำบายสีสวยงามทำที่ยุ้งข้าว ต้องทำให้เสร็จก่อน 11 โมงเช้า พ่อแม่พาทำมา ให้แม่โพสพมาอยู่ยุ้ง ให้เลี้ยงประชากรในครัวเรือนในแต่ละปี เอาไข่มาต้ม พราหมณ์ก็จะทำนายให้ วันเพ็ญเดือน 3 จะมบี ญุ ขา้ วจี่ พอ่ แมก่ ็พาทำ นงึ่ ขา้ วเหนียว ปนั้ ย่าง ไขต่ ีให้ละเอยี ดให้เปน็ เนอื้ เดียวกัน เอาข้าวที่ป้ันย่างไฟ และเอาไข่ทา สุกแล้ว ใสน่ ำ้ ตาลก้อนยัดเขา้ ไปตรงกลางก้อนข้าวจี่ เป็นประเพณีจาก สมัยพระพุทธเจ้า ถวายข้าวจี่ จะได้เกิดเป็นคนมีบุญวาสนา ทุกคนอยากหลุดพ้นจากความทุกข์… ต่อจากนั้นจะมีเดือน 4 บุญพระเวท นิมนต์พระมาเทศน์ที่วัดทำวันเดียวทำวันไหนก็ได้วันเดียว เดือน 4 หรือเดือน 6 ก็ได้ขึ้นกับความพร้อมของคณะกรรมการและชาวบ้าน เทศน์พระเวสสันดร เป็นความเชื่อจากพระพุทธศาสนา ทำแล้วบ้านเมืองจะร่มเย็น เราเกิดมาก็รู้เลยว่าต้องทำ เทศน์ 12 กัณฑ์ไม่กำหนดเวลาจบ ชาวบ้านทุกวัยก็ไป ถวายอะไรปีหน้าจะมีสิ่งนั้นเยอะกว่าเดิม เชื่อแบบนั้น ไปทำที่วัดหนองแวง มีวัดเดียว …พอเดือน 6 เลี้ยงปู่ตาหรือเลี้ยงเดือน เรามีศาลปู่ตาเล้ยี ง วันเดียวกัน เลี้ยงพ่อปู่ เดือน 6 ข้างขึ้นวันพุธ จะได้ทำอะไรขึ้นเจริญรุ่งเรือง ปีนี้ขอแต่ฝนนะ ไม่ขอลม ไม่ขอฟ้า ท่านศักดิ์สิทธิ์ ท่านให้เราขอได้ ทำเดือน 6 กับเดือน 12 (เลี้ยงเดือน) ต่อมาจะมีพิธี แรกนาขวญั ด้วยแตเ่ ราไมไ่ ปสนามหลวง เราไปทีน่ าเรา เราขุดหรอื เอาข้าวไปหว่าน ทำหนอ่ ยเดียวให้ขึ้น เป็นธรรมชาติ อยากให้ข้าวลงในวันดี ข้าวจะงอกงาม …ต่อมาเดือน 8 จะเป็นประเพณีเข้าพรรษา …และเดือน 9 มีประเพณีข้าวประดับดิน แล้วแต่ปีว่าจะตกแรม14 หรือ 15 ค่ำ ต้องทำตั้งแต่ตีส่ี ทุกครวั เรอื น ทำเพอ่ื อทุ ศิ ใหบ้ รรพบุรษ เอาใบตองมาห่อข้าวจัดไว้เปน็ หอ่ มหี มากพลู เดอื น 9 จะ 9 ห่อ พระจะสวด เราก็เอ่ยชื่อบรรพบุรุษ เอย่ ในใจให้มารับ พระทา่ นจะพาพูดต่อ ประเพณีโบราณเล่าว่าเป็น วันที่สามโลกเปดิ ถ้าไม่ทำ บรรพบุรุษจะมาร้องไห้ และโทษว่าทำไมไม่ทำ …พอเดือน 10 คือสาร์ทลาว ห่อข้าวใหญ่ เราทำข้างขึ้น 15 ค่ำ ทำสิบห่อทำเหมือนห่อข้าวน้อย ไม่เกิน 11 โมง มีคนที่ทำคือ ทกุ ครัวเรือน บางคนกลบั มาจากกรุงเทพเพ่อื มาทำโดยเฉพาะ เพราะเชือ่ วา่ ถา้ เราไม่ทำ ตอนเราตาย ลูก จะไมท่ ำใหเ้ หมือนกนั ถา้ ทำงานไกล ๆ หยดุ ได้ ก็ตอ้ งมา….” ทั้งหมดนี้คือ กระบวนการสรา้ งบรรทัดฐาน (norm) ร่วมกันของทั้งชุมชน เป็นกลวิธีหาระบบ ชีวิตที่มีดุลยภาพของผู้สูงอายุจากเรื่องเล่าของยายชี (นามสมมุติ) และยายสุ่น (นามสมมุติ) ที่ไม่คิด เอาชนะธรรมชาติ แต่ใช้การต่อรองกับโครงสร้างสังคมด้วยกระบวนการตีความหมาย (interpretive scheme) การเลือกใช้ทรัพยากรที่เอื้อ (facility) เพื่อใช้อำนาจในความสัมพันธ์ทางสังคม รวมไปถึง กฎเกณฑ์ กตกิ า พธิ ีกรรม สทิ ธแิ ละหนา้ ท่ีของบุคคล จนเกดิ เปน็ กระบวนการสร้างบรรทัดฐานทางสังคม (norm) โดยทั้งสองคนเป็นอาสาสมัครของหมู่ 1 ได้ช่วยกันเล่าให้เหน็ ภาพว่าผู้สูงอายุที่นี่ยังมีกิจกรรม สำคญั ให้รอคอยที่จะทำอยู่ทกุ เดอื น ซึ่งนถ่ี ือเป็นกลวิธีหาระบบชวี ติ ที่มดี ุลยภาพของผู้สูงอายุ ซึ่งอาจจะ ทำให้การดำเนินชีวติ อยูไ่ ม่ทุกข์ทรมาน ดังที่ท่าน ป.อ.ปยุตโต ได้พูดถึงระบบชีวิตที่มีดุลยภาพ นำไปสู่ แนวคิดการเปลี่ยนแปลงการดำรงอยู่ มนุษย์ไม่ต้องพิชิตธรรมชาติ เพราะเราไม่รอด เราต้องอยู่อย่าง ประสานกลมกลนื กบั ธรรมชาติ เพราะธรรมชาตเิ สยี หายมากแลว้ (ป.อ.ปยุตโต, 2542) การที่ผู้สูงอายุและชาวบ้านที่นี่ยังคงมีความคิดความเชื่อที่รักษาประเพณี 12 เดือน และ เบ้ืองหลังการปฏิบัติตามประเพณี 12 เดือนกม็ เี งาความเชื่อตกทอดมาจากบรรพบุรษุ ทงั้ หมดน้ีแสดงให้
วารสารศิลปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภมู ิ 185 ปีที่ 3 ฉบับท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2564) เหน็ ว่า ที่น่เี ต็มไปด้วยการสร้างระบบการดำรงอยดู่ ้วยดขี องมนษุ ย์ การดำรงอย่ดู ้วยดเี ป็นวิธีหน่ึงในการ เขา้ ถึงชีวติ ที่มดี ุลยภาพที่ประกอบไปดว้ ย ตัวมนุษย์ ตัวสังคม ตัวธรรมชาตแิ วดลอ้ มและระบบนิเวศ การที่ผู้สูงอายุยินยอมให้ลูกหลานทิ้งตัวเองไว้ที่บ้าน และรอคอยลูกหลานให้กลับมาร่วม ประเพณี 12 เดือนอาจเป็นเพียงรูปแบบการต่อรองกับโครงสร้างสังคมทุนนิยมก็เป็นได้ ชาวบ้านและ ผสู้ งู อายแุ หง่ บ้านหนองแวงรกั ษาขนบธรรมเนยี มประเพณี 12 เดือนไว้ใหเ้ ป็นดงั่ สะพานเชื่อมบ้านหนอง แวงกับลูกหลานที่เข้าไปทำงานในเมืองอื่น ให้ลางานกลับมาอยู่ใกล้กันได้ทุกเดือน และด้วยความคิด ความเช่ือจากที่กลา่ วมาข้างตน้ จึงชวนใหผ้ ูอ้ า่ นขบคดิ ตอ่ ไปไดว้ ่า แท้ท่ีจรงิ แล้วไม่ว่าภัยพิบตั ิรุนแรงขนาด ไหน แต่ประเพณีดังกล่าวกลบั ไมเ่ สียหาย ยังคงสืบทอดและยืนยันวันเวลาการจดั อย่างตรงไปตรงมาไม่ เปล่ียนแปลง ตารางท่ี 3 แสดงการนำเร่อื งเล่าเก่ียวกับการตอ่ รองกบั โครงสร้างสังคมมาวเิ คราะห์กลวิธีหาระบบชีวิต ทีม่ ีดลุ ยภาพของผ้สู ูงอายุ การจดั การกบั ทรัพยากรท่ีมี ตวั อยา่ งคำ/ประโยคในเรือ่ งเล่าเกย่ี วกับการตอ่ รองกบั โครงสรา้ งสงั คม (facility) เพือ่ ทจ่ี ะทำสง่ิ ตา่ ง ๆ ได้ตามตอ้ งการ (exercise power) แล้งคือปัญหาใหญ่ มนั จะท่วมกป็ ลอ่ ยมนั ท่วม ยงุ้ ข้าว มันจะแหง้ กป็ ลอ่ ยมันแหง้ เราไมม่ ีทุนทำอะไร ขนึ้ 3 ค่ำเดือน 3 มปี ระเพณสี ขู่ วญั ขา้ ว บายสี ให้แม่โพสพมาอยูย่ ุ้ง ใหเ้ ลย้ี งประชากรในครวั เรือนในแตล่ ะปี วันเพญ็ เดือน 3 จะมีบุญข้าวจี่ ก้อนข้าวจ่ี เดือน 4 บุญพระเวท เทศน์พระเวสสันดร ตดิ กัณฑเ์ ทศน์ ความเชอ่ื จากพระพุทธศาสนา ทำแลว้ บ้านเมืองจะร่มเยน็ เราเกิดมาก็รู้เลย วดั ว่าต้องทำ เทศน์ 12 กณั ฑ์ไมก่ ำหนดเวลาจบ ชาวบา้ นทกุ วัยก็ไป เพื่อถวาย กณั ฑเ์ ทศน์ ถวายอะไรปีหนา้ จะมีเยอะกวา่ เดิม เดอื น 6 เล้ยี งปู่ตาหรือเลีย้ งเดือนเล้ยี งผีใหเ้ ล้ียงวันพุธ ศาลปู่ตา เลี้ยงข้างขึ้นเพราะจะไดท้ ำอะไรข้ึนเจริญรงุ่ เรอื ง ปนี ้ีขอแต่ฝนนะ ไมข่ อลมไม่ขอฟา้ คำอธิษฐาน พิธแี รกนาขวัญ อยากให้ข้าวลงในวันดี ข้าวจะงอกงาม ข้าวในนา เดือน 8 จะเป็นประเพณีเข้าพรรษา ประเพณี เดือน 9 มีประเพณีขา้ วประดับดนิ (ห่อข้าวน้อย) แลว้ แตป่ วี า่ จะตกแรม14 ห่อขา้ ว 9 ห่อ หรอื 15 คำ่ ตอ้ งทำตง้ั แตต่ ีสี่ ทุกครัวเรือน ทำเพอ่ื อทุ ิศให้บรรพบุรษ ประเพณีโบราณเล่าว่าเป็นวนั ท่สี ามโลกเปดิ ถ้าไมท่ ำ บรรทัดฐาน บรรพบุรษุ จะมารอ้ งไห้ และโทษว่าทำไมไม่ทำ
186 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) 6. อสิ รภาพท่ผี สู้ งู อายุต้องการ: ผลลพั ธจ์ ากการตอ่ รองกับโครงสร้างสังคม ดังข้อมูลสนับสนุนข้างต้นว่า กรณีศึกษามีความจำเป็นใดบา้ งท่ีทำให้เกิดความคิดความเชื่อใน โครงสรา้ งสังคมจนนำไปสกู่ ารยนิ ยอมให้ตนเองถูกทิง้ ไวก้ บั พน้ื ท่ีไร่นาท่ปี ระสบภัยพิบัติ ทง้ั หมดนี้อาจขยายความไดจ้ ากงานของท่าน ป.อ.ปยตุ โต (2542) ทีเ่ ผยให้เหน็ วา่ มนุษยม์ ีความ ตอ้ งการอสิ รภาพ 4 อยา่ ง ไดแ้ ก่ 1) อิสรภาพทางกาย 2) อิสรภาพทางสงั คม 3) อิสรภาพทางจิตใจ และ 4) อิสรภาพทางปัญญา โดยทั้ง 4 อิสรภาพนี้สอดคล้องกับเรื่องเล่าเกี่ยวกับการต่อรองกับโครงสร้าง สังคมของยายฝนั (นามสมมุต)ิ “…ให้ลูกหลานออกไปยังดีกว่าต้องมารับสภาพ ที่นี่แล้ง ไม่มีน้ำ มีแต่หนี้ คนแก่บางคนยัง ทำงานได้ กท็ ำ บา้ งปลูกผกั บ้างรอเงนิ จากลูกหลาน บ้างทำกิจการส่วนตัว บ้างก็ทำนาเท่าทีไ่ ด้ แตท่ น่ี ี่ไม่ มีอะไร ราคาข้าวกไ็ มม่ ี ไม่คุ้มท่ีเราทำไป ท่ตี ้องทำเพราะมที ด่ี นิ พอ่ แม่ เลยยังต้องทำ…” ข้อมลู นห้ี ากนำมาวเิ คราะหร์ ว่ มกับแนวคดิ อสิ รภาพ 4 อย่างข้างต้นจะพบวา่ ผู้สูงอายกุ ต็ ้องการ อิสรภาพไม่ต่างจากวัยอื่น พวกเขายังคงเห็นประโยชน์ของโครงสร้างสังคม เช่น เงิน สิ่งปลูกสร้าง แนวคิดเร่อื งมรดกตกทอด ฯลฯ แตใ่ นมมุ มองความคิดเขา มุง่ ไปที่การสรา้ งทพ่ี ่งึ ให้ตนเอง การให้คุณค่า แก่ตนเอง ลดความถดถอยและเพิ่มความรู้ว่าตนเองมีประโยชน์สำหรับตนจนนำไปสู่การต่อรองกับ โครงสรา้ งสังคมในท่สี ดุ ตามทัศนะเกี่ยวกับการต่อรองกับโครงสร้างสังคม กิดเดนท์เคยกล่าวว่า ปรากฎอยู่ในความ สำนึกรู้คิดหรือ mind ของมนุษย์ เรียกว่าตัวเชื่อม (modality) อันเป็นความสำนึกรู้คิดที่เต็มไปด้วย การกระทำทางสงั คม และการตอ่ รองท่ีว่าอยู่ในศักยภาพทม่ี นุษย์ทุกคนสามารถทำได้ ตัวเชื่อมดังกล่าว เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เปลี่ยนแปลงโครงสร้างได้ ลักษณะเช่นนี้เป็น ทวิภาวะของโครงสร้าง และทำให้ความเป็นโครงสร้างและผู้กระทำการมีอิทธิพลต่อกัน (Giddens, 1984) แม้ในบริบทแห่งการกระทำทางสังคมของผู้สูงอายุท่ีผลิตซ้ำโครงสร้างสังคมตามความคิด ความเช่อื ใหเ้ ปน็ ผอู้ อ่ นแอ ยืนหยัดด้วยตนเองไมไ่ ด้ ต้องไดร้ ับการสงเคราะหแ์ ละเยียวยากต็ าม แนวทัศน์ของกิดเด้นท์ ทำให้เห็นความเป็นผู้กระทำการในปฏิสัมพันธ์ทางสังคม อันได้แก่ การสือ่ สาร (communication) การปฏิบตั ิการในส่ิงท่ีตอ้ งการ (exercise power) และกระบวนการให้ รางวลั และการลงโทษ (sanction) มนุษย์สามารถตีความ (interpretive scheme) จัดการ/ใช้ทรัพยากร ต่าง ๆ ที่ตนเองมี (facility) เพื่อให้ตนเองทำสิ่งใด ๆ ตามต้องการ จนในที่สุดสามารถสร้างบรรทัดฐาน ทเี่ หมาะสมกบั ตนเองได้ (Gidden, 1984) ความเป็นผู้กระทำการดังกล่าว ส่งผลให้ผู้สูงอายุแสดงออกผ่านการตีความ การจัดการให้ ทรัพยากรท่มี ีอยู่ สามารถสรา้ งบรรทัดฐานท่เี หมาะสมกบั ตนเอง นำไปสู่การสร้างพน้ื ที่ท่ีเต็มไปด้วยการ ต่อรองกับโครงสรา้ งสังคม สรุป บทความชี้ชวนให้เห็นถึงคุณค่าของพลังแห่งการนำเรื่องเล่ามาวิเคราะห์, โครงสร้างสังคม ในหมู่ 1 ตำบลหนองแวง อำเภอวัฒนานคร จังหวดั สระแกว้ , ตัวตนทต่ี อ่ รองกับโครงสรา้ งสังคม, ปัญหา
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภูมิ 187 ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2564) สะสมในพื้นที่จากการเลื่อนชั้นทางสังคม, กลวิธีหาระบบชีวิตที่มีดุลยภาพของผู้สูงอายุและอิสรภาพที่ ผู้สูงอายุต้องการ ผลลัพธ์จากการต่อรองกบั โครงสร้างสังคม ทั้งหมดคือสิ่งท่ีถ่ายทอดการกระทำที่เป็น รูปแบบการต่อรองกับโครงสร้างสังคมของผู้สูงอายุที่นี่จนหมดสิ้น ความคิดความเชื่อในฐานะผู้กระทำ การ แทจ้ ริงแล้วมีบางอย่างซอ่ นอยู่ ไมว่ ่าจะเป็นการไม่สยบยอมตอ่ โครงสรา้ งสังคม ความจรงิ อนั ซับซอ้ น ถูกซอ่ นอยู่ในเรอื่ งเลา่ เรอื่ งราวแห่งการยินยอมให้ลูกหลานเลอื่ นช้ันทางสังคม ปมปัญหาต่าง ๆ ท้ังหมด ถูกคลี่คลายด้วยการต่อรองกับโครงสร้างสังคมในรูปแบบของการยอมรับ จัดการกับกฎ (rules) และ ทรัพยากร (resources) แม้ความท้อแท้สิน้ หวังในการพิชิตธรรมชาติของผูส้ ูงอายุจะผลักดันใหเ้ กิดการ ทิ้งถิ่นฐานของลูกหลาน นำไปสู่การเลื่อนชั้นทางสังคม (social mobility) แต่ความท้อแท้สิ้นหวังกลับ หล่อหลอมให้ผู้สูงอายุสามารถกระทำการทางสังคมภายใต้จิตสำนึกที่สามารถอธิบายเป็นถ้อยคำได้ สู่ความเป็นผู้กระทำการ (agency) ท่ีกล้าลุกขึ้นต่อรองกับโครงสร้างสังคม ด้วยวิธีอธิบายการสร้าง บรรทัดฐานที่เหมาะสมกับตนเอง โดยให้เหตุผลแห่งการยึดแนวปฏิบัติตามความคิดความเชื่อเรื่อง ประเพณี 12 เดอื น การใช้แนวปฏิบัติสืบต่อกันมา เป็นกลยุทธ์ที่ผูกโยงลูกหลานในครอบครัวที่แยกย้ายออกจาก บา้ นหนองแวง ให้สามารถกลบั มาท่หี นองแวงไดท้ ุก ๆ เดือนตลอดไป ดว้ ยพลงั อำนาจแห่งการต่อรองกับ โครงสรา้ งสงั คมจากกระบวนการสร้างบรรทดั ฐานอยา่ งเข้มแข็ง องคค์ วามรู้ใหม่ที่ไดร้ ับ จากการนำเรือ่ งเล่ามาวเิ คราะห์ : การต่อรองกับโครงสร้างสงั คม กรณีศึกษา ผู้สูงอายุในหมู่ 1 ตำบลหนองแวง อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว ผู้เขียนค้นพบองค์ความรู้ใหม่ที่สามารถสรุปเป็น แผนภาพได้ดังนี้ ระบบท่ีสรา้ งความหมาย การครอบครองทรพั ยากร การกระทาถกู กาละเทศะ signification domination legitimation ผสู้ ูงอายุตีความความหมาย ผูส้ งู อายุจัดการทรพั ยากร ผูส้ งู อายุสร้างกระบวนการ interpretive scheme facility บรรทดั ฐาน norm การสอื่ สารcommunication “modality” กระบวนการใชร้ างวลั และ ทาสง่ิ ต่าง ๆ ได้ การลงโทษsanction ตามตอ้ งการ exercise power แผนภาพที่ 1 องค์ความรจู้ ากการนำเรอื่ งเลา่ มาวเิ คราะหก์ ารต่อรองกับโครงสรา้ งสังคมของผู้สูงอายุ ปรับจาก The dimension of the duality of structure (Giddens, 1984)
188 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) จากแผนภาพที่ 1 จะเห็นถึงคณุ สมบตั ิต่าง ๆ ของระบบสังคม ต่างเป็นทัง้ สื่อกลางและผลลพั ธ์ ที่ต่างตอบโต้ (recursively) มีอิทธิพลต่อกัน ทั้งกฎและทรัพยากรท่ีกรณีศึกษาใช้ ทุกอย่างล้วนอยู่ใน ร่องรอยความทรงจำ (memory traces) ที่ถูกดึงใช้ได้ทันทีเม่ือมสี ถานการณ์ (การเลื่อนชั้นทางสังคม) มากระตุ้น แผนภาพน้ียังบอกได้อีกว่าปรากฏการณ์ทางสังคมไม่ได้เป็นทวิลักษณ์ (Dualism) ไม่เป็น อสิ ระต่อกัน เพราะผสู้ งู อายุมีการตคี วาม จดั การทรัพยากรที่มอี ยู่ และสร้างบรรทัดฐานผ่านกระบวนการ ทั้งหมดคือทวิภาวะของโครงสร้างอันเป็นตัวเชื่อม (modality) ระหว่างโครงสร้าง (structure) และ ปฏิสัมพันธ์ทางสงั คม (interaction) ทั้งโครงสร้างและปฏิสัมพันธ์ทางสงั คม กรณีศึกษาได้ทำการเชือ่ ม ด้วยพื้นที่แห่งการต่อรองของพวกเขาเพื่อปฏิบัติการหรือกระทำการทางสังคมให้เป็นที่ยอมรับ (ดงั รายละเอียดในตารางท่ี 1-3) ทำให้ตนเองได้ปฏบิ ตั กิ ารส่งิ ต่าง ๆ ได้ตามตอ้ งการด้วยการสร้างบรรทัด ฐานทเ่ี หมาะสมกบั ตนเองจากประเพณี 12 เดอื น ส่งผลให้ผสู้ งู อายุสามารถอยู่ในโครงสร้างสังคมได้อย่าง มีความสุข แม้ว่าพื้นท่ีดังกล่าวจะเปลี่ยนเป็นเช่นไร ผู้คนจะอพยพย้ายถิ่นไปมากน้อยเพียงไหน แต่ผู้สูงอายุทีน่ ี่ตา่ งยนื หยดั ต่อสูต้ ่อรองใช้กฎและทรัพยากรท้ังหมดที่มี สะท้อนให้เห็นถึงการต่อรองกับ โครงสร้างสังคมภายใต้ความคิด ความเชื่อของผู้สูงอายุ ณ บ้านหนองแวง หมู่ที่ 1 ตำบลหนองแวง อำเภอวัฒนานคร จงั หวดั สระแก้ว เพ่ือประโยชน์ของผ้ทู ่ีสนใจศึกษาค้นควา้ ขอ้ มูลในการลงพนื้ ที่ตอ่ ไป กติ ตกิ รรมประกาศ หากบทความนี้มีคุณความดีใด ผู้เขียนขอมอบไว้แด่ดวงวิญญาณแห่งบรรพบุรุษที่สถิตย์อยู่ ณ จังหวัดสระแก้วทกุ ดวง, คณาจารยท์ กุ ท่านที่เคยประสทิ ธิ์ประสาทวชิ าให้สาขาวชิ าพัฒนศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒและโครงการพัฒนาศักยภาพแกนนำสร้างสุขสู่ชุมชนของมหาวทิ ยาลัย ศรีนครนิ ทรวิโรฒ เอกสารอ้างอิง ไทยพีบีเอส. (2564). เปิดปม: โคบาลบูรพา. สืบค้น 12 กุมภาพันธ์ 2564. จาก https://news .thaipbs.or.th/content/301367. ธนภัท กิจจาโกศล. (2564). เปิดโครงการจัดคู่กู้เงินระหว่างสถาบันการเงินช่วยเหลือร้านอาหาร จ.สระแกว้ . สบื คนื 19 มถิ ุนายน 2564. จาก https://www.77kaoded.com/news/thana pat/2130403. นภาภรณ หะวานนท์. (2552). วิธีการศึกษาเรื่องเล่าจุดเปลี่ยนของการวิจัยทางด้านสังคมศาสตร์. วารสารสังคมลมุ่ แมน่ ้ำโขง. 5(2), 1-22. นภาภรณ หะวานนท์ และคณะ. (2555). ชวี ติ ท่ถี ูกลืม เร่ืองเล่าของผู้หญงิ ในเรอื นจำ. กรุงเทพมหานคร: สำนักกิจการในพระราชดาริพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา สำนักงาน ปลดั กระทรวงยุติธรรม.
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภูมิ 189 ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) เบญจวรรณ บุญโทแสง. (2559) การสร้างร่างกายที่สยบยอมของผู้ต้องขังหญิงต่ออำนาจในเรือนจำ (วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต). กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรีนครินทร วิโรฒ. สำนกั งานสถิติจังหวัดสระแก้ว. โครงการกองทุน 10 บาท ชว่ ยบ้าน 10 หลงั จังหวดั สระแก้ว. สืบคน้ 24 มกราคม 2562. จาก http://sakaeo.nso.go.th/index.php/2011-11-30-04-11-55/642- 201901301. พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยตุ โต). (2542). การศกึ ษาเพือ่ อารยธรรมที่ยั่งยนื . กรุงเทพมหานคร: สหธรรมกิ . สระแก้ว. (2563). แผนพัฒนาจังหวัดสระแก้ว พ.ศ. 2561-2564. สืบคืน 20 มิถุนายน 2563. จาก http://www.sakaeo.go.th/websakaeo/ebook/detail/24/data.html. Giddens, A. (1984). The Constitution of Society. Cambridge UK: Polity Press. Avineri, S. (2019) Karl Marx: Philosophy and Revolution. (2nded.). Yale University Press. Douglas, J. D., Patricia, A. A., Peter, A., Andrea, F. C., Robert, F. and Joseph, A. K. ( 1980). Introduction to the Sociologies of Everyday Life. Boston: Allyn and Bacon. Farkas, Z. (2017). Analyzing social structure. A Chapter for the Outline of Social Theory. From https://www.researchgate.net/publication/319130073. Jary, D., & Jary, J. ( 1991) . \"Social structure.\" The Harper Collins Dictionary of Sociology. New York: Harper Collins. Maslow, A., 1943. A Theory of Human Motivation. Psychological Review, 50(4), 370-396. Muller-Schwarz, N. K. (2015). The Blood of Victoria no Lorenzo: An Ethnography of the Solos of Northern Coco Province. Jefferson, NC: McFarland Press Rogers, Carl. (1959). A theory of therapy, personality relationships as developed in the client-centered framework. In S. Koch. (ed.). Psychology: A study of a science. Formulations of the person and the social context. Vol. 3. McGraw-Hill.
190 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) คุณลักษณะบณั ฑติ ที่พงึ ประสงค์ในศตวรรษที่ 21 ตามแนวไตรสิกขา DESIRABLE CHARACTERISTICS OF THE GRADUATES IN THE 21ST CENTURY ACCORDING TO THREEFOLD TRAINING พระครพู ทิ ักษ์ศิลปาคม (นชุ ติ วชริ วุฑฺโฒ) Phrakhru Pitaksillapakhom (NuChit Vajiravuddho) มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั Mahachulalongkornrajavidyalaya University Email: [email protected] Received April 17, 2021; Revised August 5, 2021; Accepted August 23, 2021 บทคัดย่อ การพัฒนานักศึกษามีความสำคญั ต่อสถาบนั อุดมศึกษาจะทำให้สามารถผลิตบณั ฑติ ให้มีความ สมบูรณ์ทั้งทางด้านวิชาการวิชาชีพ สติปัญญา สังคมอารมณ์ให้เป็นบัณฑิตที่พึงประสงค์ของสังคม ในปัจจุบันแนวทางการพัฒนานักศึกษาเป็นที่ยอมรับในวงการการอุดมศึกษาโดยทั่วไป บทความนี้จะ นำเสนอในประเด็นดังน้ี 1) ความสำคัญของการพัฒนานกั ศึกษา 2) ปจั จัยทีม่ ีผลต่อการพัฒนานักศึกษา 3) แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนานักศึกษา 4) การพัฒนาคุณลักษณะตามหลักไตรสิกขา และ 5) คุณลักษณะบัณฑิตที่พงึ ประสงคใ์ นศตวรรษที่ 21 ตามแนวไตรสิกขา เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษา ตอ่ ไป คำสำคญั : คณุ ลักษณะบัณฑติ ท่พี งึ ประสงค์ม, ศตวรรษที่ 21, ไตรสิกขา Abstracts The development of students is important for higher education institutions which will enable them to produce graduates with complete academic, professional, intellectual, social, and emotional qualities to be the desirable graduates to the society. Presently, the guidelines for student development are generally accepted in higher education fields. This article has a purpose to present the following issues: 1) Importance of student development; 2) Factors affecting student development; 3) Concepts of student development 4) Development of characteristics according to Trisikkha principle, and 5) Desirable graduate characteristics in the 21st century according to Trisikkha principle as a guideline for further study. Keywords: Characteristics of Desirable Graduates, 21st century, Trisikkha principle
วารสารศลิ ปศาสตร์ราชมงคลสวุ รรณภมู ิ 191 ปที ี่ 3 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สงิ หาคม 2564) บทนำ การเรียนรูใ้ นศตวรรษที่ 21 นักศึกษาสว่ นมากยังไม่มเี ปา้ หมายทแ่ี น่นอน ส่วนมากเลือกสอบเข้า ศึกษาในสาขาวิชาที่นยิ มในสังคม เช่น สาขาวิศวกรรมศาสตรห์ รือนเิ ทศศาสตร์บางคนกเ็ ลอื กสาขาวิชา ตามเพ่ือน โดยไม่ทราบความสนใจและความถนัดของตนเอง เมือ่ เข้าศกึ ษาในมหาวิทยาลยั แล้วจึงทราบ ว่าตนเองไม่มีความเหมาะสมที่จะศึกษาในสาขาวิชาดังกล่าวจึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นหลายประการ นักศึกษาเป็นจำนวนมากยังขาดเปา้ หมายในการประกอบอาชีพและเป้าหมายในชีวิต การตั้งเป้าหมาย จะทำให้นักศึกษามีเป้าหมายที่แน่นอน การบริหารการศึกษาต่างก็ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ใน การบรหิ ารศาสตร์ จะสามารถใชใ้ นการวางแผนเพอ่ื พฒั นาบุคลากรทางการศกึ ษา พฒั นารปู แบบการจัด การศึกษา และการจัดการเรียนการสอนของบุคลากร การวางแผนการจัดทำหลักสูตรและ การจัดการเรยี นการสอนทจี่ ะเกดิ ประโยชน์สงู สุดกับผูเ้ รียนและผู้สอน (เริงรณ ล้อมลาย และสกุ ารตพ์ ชิ า ปิยะธรรมวรากุล, 2563) ซึ่งการค้นหาความหมายของชีวิตนับเป็นแรงจูงใจขั้นแรกในชีวิตของมนุษย์ ทุกคน ผู้ที่สามารถค้นพบและคงไว้ซ่ึงเป้าหมายในชีวิตได้จะมีสุขภาพดี มีชีวิตที่เป็นสุขอิ่มเอม และพึงพอใจ (Chiu, Emblen, Hofwegen, Sawatzky, & Meyerhoff, 2004) ในการบริหารน้ัน นักศึกษาสามารถเรียนได้ในชั้นเรียน แต่ศิลป์ในการบริหารนั้นประกอบด้วยทักษะหลายประการ ซึ่งนักศึกษาจะฝึกฝนได้ดีจากการฝึกอบรม การพัฒนานักศึกษา นอกชั้นเรียน และกิจกรรมนักศึกษา ในช่วงเวลาที่เปน็ นกั ศึกษา อยู่ประมาณ 4 ปนี นั้ นกั ศึกษาสามารถตง้ั เป้าหมายและฝึกทกั ษะในด้านต่าง ๆ อกี มากมาย ซ่งึ จะทำใหน้ กั ศึกษาประสบความสำเร็จในการประกอบอาชพี และการดำรงชวี ติ โดยไม่มี ผลกระทบอันเป็นผลเสียเกิดขึ้นกับตนเอง ครอบครัว สังคมการงาน และสังคมประเทศชาติ (พระมหา กติ ติณฏั ฐ์ สุกติ ตฺ เิ มธี, 2564) เป้าหมายในการพัฒนานักศึกษา นักศึกษานั้นเป็นหลักการในการพัฒนามนุษย์โดยทั่วไป คือ การสร้างความสมดุลระหว่างสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต ระหว่างปัจเจกบุคคลกับสังคมนั่นเอง ดังน้ัน การพัฒนานักศึกษาจึงเป็นความพยายามใด ๆ ของสถาบันอุดมศึกษาที่จะส่งเสริมให้นักศึกษา มีพัฒนาการในด้านต่าง ๆ อย่างสมบูรณ์ และต้องคำนึงถึงความแตกต่างของนักศึกษาแต่ละคน ซึ่งการพัฒนานักศึกษาถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนามนุษย์ และมีความสำคัญต่อ สถาบันอุดมศึกษาให้สามารถผลิตบัณฑิตให้มคี วามสมบูรณ์ทง้ั ทางด้านวิชาการ วิชาชีพสตปิ ัญญา สังคม อารมณ์ ใหเ้ ปน็ บณั ฑิตท่ีพึงประสงค์ของสังคมและประเทศชาติ บทความน้จี ะนำเสนอในประเดน็ ดังนี้ 1) ความสำคญั ของการพฒั นานักศกึ ษา 2) ปัจจัยที่มีผล ต่อการพัฒนานักศึกษา 3) แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนานักศึกษา 4) การพัฒนาคุณลักษณะตามหลัก ไตรสกิ ขา และ 5) คุณลกั ษณะบณั ฑติ ทพี่ ึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 ตามแนวไตรสิกขา เพ่ือเปน็ แนวทาง ในการศกึ ษาตอ่ ไป
192 Journal of Liberal Art of Rajamangala University of Technology Suvarnabhumi Vol.3 No.2 (May-August 2021) 1. ความสำคญั ของการพฒั นานกั ศกึ ษา การพัฒนานักศึกษา หมายถงึ ความพยายามใด ๆ ของสถาบันอดุ มศกึ ษาที่สง่ เสริมให้นักศึกษา มีพัฒนาการในด้านตา่ ง ๆ อย่างสมบรู ณแ์ ละต้องคำนึงถึงความแตกต่างของนักศึกษ (สาํ เนาว์ ขจรศิลป์, 2538) ซึง่ เป็นพื้นฐานทางด้านทฤษฎีและด้านปรัชญาทเ่ี ก่ียวกบั วัตถุประสงค์ของสถาบันอุดมศึกษาและ เหตุผลที่ต้องมีการพัฒนานักศึกษา โดยการประยุกต์เอาหลักการพัฒนามนุษย์มาใช้ การพัฒนาให้ สมบรู ณจ์ ะต้องประกอบไปด้วยการพัฒนา 4 ด้านด้วยกนั คอื (ยนต์ ชุ่มจิตร, 2541) 1) การพัฒนาทางด้านร่างกาย หมายถึง การพัฒนาร่างกายของตนให้แข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจาก โรคภัยไขเ้ จ็บและการนำร่างกายของตนใหส้ มั พนั ธ์กับสง่ิ แวดลอ้ มอย่างดี 2) การพัฒนาศีล หมายถึงการพัฒนาตัวของเราให้สัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องอย่าง ราบรื่น การสมาคมกับผู้อ่นื ได้อยา่ งมีความสุข 3) การพัฒนาจิตนั้นมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาจิตใจให้แข็งแกร่งอดทน ฝึกจิตของคนให้มี คุณภาพ และสขุ ภาพท่ีดี 4) การพัฒนาตนเองนัน้ จะตอ้ งมีการพัฒนาปัญญา การพัฒนานักศึกษาจึงถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการจัดการศึกษา ที่สถาบันต้องพัฒนา นักศึกษาให้มีความสมบูรณ์ทุกด้านทั้งร่ายกาย สติปัญญา อารมณ์ จิตใจ และการอยู่ร่วมในสังคม ซ่ึงเปา้ หมายในการพฒั นานกั ศึกษา ควรมีอย่างน้อย 7 ประการ (สำเนาว์ ขจรศลิ ป,์ 2538) ได้แก่ 1) ด้านวชิ าการและวิชาชพี เพ่ือใหเ้ กิดความรู้ตลอดเวลา 2) ด้านสติปัญญาเป็นพัฒนาความสามารถในการคิดการวิเคราะห์ ความรอบคอบ หรือ กระบวนการคดิ ท่เี หมาะสม 3) ดา้ นสงั คม เปน็ การพัฒนาเพือ่ การอยู่รว่ มกับบคุ คลอน่ื 4) ด้านอารมณ์ เป็นการพัฒนาเพอ่ื การกำกับตนเอง เม่ือมสี ถานการณท์ ี่ไม่เหมาะสม 5) ดา้ นเอกลักษณ์ เปน็ การทำความเข้าใจบคุ ลกิ ภาพของตนเองในทุก ๆ ดา้ น การวางแผน การดำรงชีวิตใหส้ อดคล้องกับบุคลกิ ภาพของตนเอง 6) ด้านร่างกาย เป็นการพัฒนาความเจริญเติบโตในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย การพัฒนา เจตคตแิ ละทักษะในการรกั ษาสุขภาพร่างกาย และสุขภาพจติ ใจให้มีความสมบูรณแ์ ขง็ แรงอยู่เสมอ 7) ดา้ นคุณธรรม โดยเน้นคณุ ธรรมขนั้ พ้ืนฐาน การส่งเสรมิ ใหย้ ึดม่นั ปฏบิ ัตติ ามคำสอนของ ศาสนาและจรรยาบรรณในอาชพี สามารถสรุปได้ว่า การพัฒนานักศึกษา หมายถึง การกระทำหรือกิจกรรมใด ๆ ของ สถาบันอุดมศึกษา เพื่อส่งเสริมเพิ่มพูนพัฒนานักศึกษาในด้านต่างๆ เช่น ด้านร่างกาย ศีล จิต และ ตนเอง เพื่อให้นักศึกษามีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามปรัชญาของสถาบัน การพัฒนาไม่ใช่
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144