Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดการเรียนรู้นางสาวจิราวรรณ-วิสารโภชน์ (เลขที่25 )

แผนการจัดการเรียนรู้นางสาวจิราวรรณ-วิสารโภชน์ (เลขที่25 )

Description: แผนการจัดการเรียนรู้นางสาวจิราวรรณ-วิสารโภชน์ (เลขที่25 )

Search

Read the Text Version

แผนการจัดการเรยี นรู้ วชิ าฟิสกิ ส์เพิ่มเติม 5 6ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี มาตรฐานการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ กล่มุ สาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ( ฉบบั ปรบั ปรุง 2560 ) จดั ทำโดย นาวสาวจิราวรรณ วสิ ารโภชน์ รหสั นกั ศึกษา 6281114009 เลขท2่ี 5 รายวชิ าวทิ ยาการจัดการเรยี นรู้ D4

แผนการจัดการเรียนรู้รายภาคเรียน 1/2564 รายวิชา ว 32205 ฟสิ กิ สเ์ พิม่ เติม 5 ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 6 กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดทำโดย นางสาวจิราวรรณ วิสารโภชน์ รหสั นกั ศึกษา 6281114009 เลขท่ี 25 หมู่เรยี น D4 หลักสตู รครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาฟิสิกส์ (ค.บ. 4 ป)ี เสนอ ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.พัชรีภรณ์ บางเขียว ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2564 คณะวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภัฏบา้ นสมเด็จเจ้าพระยา แผนการจดั การเรียนรู้ ฉบับน้เี ป็นส่วนหนง่ึ ของรายวิชา 1190301 วทิ ยาการจัดการเรียนรู้

ก คำนำ แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาฟิสิกส์เพิ่มเติม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางในการ จัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ พทุ ธศกั ราช 2560) แผนการจดั การเรยี นรู้ประกอบดว้ ยเน้ือหาสาระดงั ตอ่ ไปน้ี แผนการจดั การเรียนรรู้ ายภาคเรยี นซ่ึงประกอบด้วย มาตรฐานและผลการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แผนการจัดการเรียนรู้รายชั่วโมงทั้งหมด 3 หน่วยจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย แม่เหล็กและไฟฟ้า ความร้อนและแก๊ส และของแข็งและของไหล ซึ่งแต่ละ แผนการจัดการเรียนรูไ้ ด้ระบุ มาตรฐาน ผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ตาม รูปแบบการจัดการเรียนรู้ ที่หลากหลาย อันได้แก่ รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบบรรยาย รูปแบบการจัดการเรียนรู้ แบบใช้ชุดการทดลอง และรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบแฮร์บาร์ต ซึ่งแต่ละรูปแบบมีวิธีการจัดการเรียนการสอนที่ แตกต่างกนั แต่ทั้งหมดนำมาซ่ึงการบรรลุจุดประสงค์การเรยี นรู้ นอกจากนยี้ งั มใี บงานและเกณฑ์การประเมนิ ผล เพ่ือใช้ ในการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคนว่าหลังจากเสร็จสิ้นการเรียน นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ เนื้อหา สาระมากนอ้ ยเพยี งใด ผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ หรอื ไม่ ผู้จัดทำขอขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พัชรีภรณ์ บางเขียว เป็นอย่างยิ่ง ที่ให้คำปรึกษาและ คำแนะนำตลอดระยะเวลาการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแผนการจัดการเรียนรู้เล่มน้ี เป็นประโยชน์กับการจดั การเรียนร้ใู นห้องเรียน ทำให้ผเู้ รียนสามารถพัฒนาการเรียนรู้ไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพต่อไป จริ าวรรณ วสิ ารโภชน์ ผูจ้ ดั ทำ

สารบญั ข เรื่อง หนา้ คำนำ สารบัญ ก แผนการจัดการเรยี นรู้ ข คำอธิบายรายวชิ า 1 ตารางโครงสรา้ งรายวชิ า 6 แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 1 : แม่เหลก็ และไฟฟ้า 7 9 สนามแมเ่ หลก็ 12 แรงแม่เหลก็ 14 โมเมนตข์ องแรงควบค่กู ระทาตอ่ อนภุ าคท่มี ปี ระจไุ ฟฟา้ 15 กระแสไฟฟา้ เหน่ยี วนาและอีเอม็ เอฟเหน่ียวนา 16 แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 2 : ความรอ้ นและแกส๊ 39 ความรอ้ น 41 แก๊สอดุ มคติ 43 ทฤษฎีจลนข์ องแก๊ส 44 กฎขอ้ ท่หี น่ึงของ อณุ หพลศาสตร์ 46 แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 3 : ของแขง็ และของไหล 79 ของแข็งและสภาพยืดหย่นุ ของของแขง็ 81 ความตงึ ผวิ และความหนืดของของเหลว 83 ของไหลสถิต 84 พลศาสตรข์ องของไหล 85 เอกสารอ้างองิ ค

1 แผนการจดั การเรยี นรู้ โรงเรยี น กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี . รหัสวิชา ภาคเรียนที่ ว33205 รายวิชา ฟิสิกส์เพิ่มเติม 5 ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 . ครผู ู้สอน 1 ปกี ารศึกษา 2564 เวลา 80 ช่วั โมง นางสาวจริ าวรรณ วิสารโภชน์ . 1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ผลการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ 7.3 เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์ สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าและกฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้าและกําลังไฟฟ้าการเปลี่ยนพลังงานทดแทนเป็น พลังงานไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่กระทํากับประจุไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า การเหนี่ยวนําแม่เหล็กไฟฟ้าและ กฎของฟาราเดย์ ไฟฟ้ากระแสสลับ คล่นื แม่เหลก็ ไฟฟา้ และการสอ่ื สาร รวมท้งั นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ มาตรฐานการเรียนรู้ 7.4 เข้าใจความสมั พันธ์ของความรอ้ นกบั การเปลีย่ นอุณหภูมิและสถานะของสสารสภาพ ยืดหยุ่นของวสั ดุและมอดลุ สั ของยงั ความดนั ในของไหล แรงพยงุ และหลักของอาร์คิมีดสิ ความตึงผิวและแรงหนืดของ ของเหลว ของไหลอุดมคติ และสมการแบร์นูลลี กฎของแก๊ส ทฤษฎีจลน์ของแก๊สอุดมคติและพลังงานในระบบทฤษฎี อะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ทวิภาวะของคลื่นและอนุภาค กัมมันตภาพรังสี แรงนิวเคลียร์ ปฏิกิริยา นิวเคลียร์ พลงั งานนวิ เคลียรฟ์ ิสกิ ส์อนภุ าค รวมท้งั นาํ ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ 2. ผลการเรียนรู้ ว. 7.3 ม.6/1 สังเกต และอธิบายเส้นสนามแม่เหล็ก อธิบาย และคำนวณฟลักซ์แม่เหล็กในบริเวณท่ี กำหนด รวมทั้งสงั เกต และอธบิ ายสนามแม่เหลก็ ท่ีเกดิ จากกระแสไฟฟา้ ในลวดตวั นำเสน้ ตรง และโซเลนอยด์ ว. 7.3 ม.6/2 อธิบาย และคำนวณแรงแม่เหล็กที่กระทำต่อ อนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ใน สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่กระทำต่อเส้นลวดที่มีกระแสไฟฟ้า ผ่านและวางในสนามแม่เหลก็ รัศมีความโค้ง ของ การเคลื่อนที่เมื่อประจุเคลื่อนที่ตั้งฉากกับ สนามแม่เหล็ก รวมทั้งอธิบายแรงระหว่างเส้นลวด ตัวนำ คู่ขนานทมี่ กี ระแสไฟฟา้ ผ่าน ว. 7.3 ม.6/3 อธิบายหลกั การทำงานของแกลแวนอมิเตอร์ และมอเตอรไ์ ฟฟา้ กระแสตรง รวมทั้งคำนวณ ปริมาณตา่ งๆ ทเ่ี กย่ี วข้อง ว. 7.3 ม.6/4 สงั เกต และอธบิ ายการเกดิ อเี อ็มเอฟเหนี่ยวนำ กฎการเหน่ียวนำของฟาราเดย์ และคำนวณ ปรมิ าณตา่ ง ๆ ทเ่ี กยี่ วขอ้ ง รวมทงั้ นำความรู้ เร่ืองอีเอม็ เอฟเหน่ียวนำไปอธิบายการทำงาน ของเคร่อื งใช้ไฟฟา้ ว. 7.3 ม.6/5 อธิบาย และคำนวณความต่างศักย์อารเ์ อ็มเอส และกระแสไฟฟ้าอาร์เอม็ เอส

2 ว. 7.3 ม.6/6 อธบิ ายหลักการทำงานและประโยชน์ของ เครอื่ งกำเนิดไฟฟา้ กระแสสลบั ๓ เฟส การแปลง อเี อม็ เอฟของหม้อแปลง และคำนวณ ปรมิ าณตา่ ง ๆ ที่เกยี่ วขอ้ ง ว. 7.3 ม.6/7 อธบิ ายและคำนวณความร้อนท่ที ำ ให้สสารเปลี่ยนอุณหภมู ิ ความร้อนท่ีทำ ใหส้ สารเปลีย่ น สถานะ และ ความรอ้ นทเี่ กิดจากการถา่ ยโอนตาม กฎการอนรุ กั ษพ์ ลงั งาน ว. 7.4 ม.6/8 อธิบายกฎของแกส๊ อุดมคติและคำนวณปริมาณ ตา่ ง ๆ ท่เี ก่ียวขอ้ ง ว. 7.4 ม.6/9 อธิบายแบบจำลองของแก๊สอุดมคติ ทฤษฎีจลน์ ของแก๊ส และอัตราเร็วอาร์เอ็มเอสของ โมเลกลุ ของแกส๊ รวมทงั้ คำนวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ท่เี กีย่ วข้อง ว. 7.4 ม.6/10 อธิบาย และคำนวณงานที่ทำโดยแก๊สในภาชนะปิด โดยความดันคงตัว และอธิบาย ความสัมพันธ์ ระหว่างความร้อน พลังงานภายในระบบ และงาน รวมท้ังคำนวณปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และนำความรู้เรอ่ื งพลังงานภายในระบบ ไปอธบิ ายหลกั การทำงานของเครอื่ งใชใ้ นชวี ิต ประจำวนั ว. 7.4 ม.6/11 อธบิ ายสภาพยดื หยนุ่ และลักษณะการยดื และหดตัวของวสั ดุทเ่ี ป็นแท่งเม่ือถูกกระทำ ด้วย แรงค่าตา่ งๆ รวมทง้ั ทดลอง อธิบาย และคำ นวณ ความเค้นตามยาว ความเครยี ดตามยาว และมอดุลัสของยัง และนำ ความรู้เร่อื งสภาพยืดหยนุ่ ไปใช้ในชีวติ ประจำวนั ว. 7.4 ม.6/12 อธิบาย และคำนวณความดันเกจ ความดัน สัมบูรณ์ และความดันบรรยากาศ รวมท้ัง อธิบายหลกั การทำงานของแมนอมิเตอร์ บารอมเิ ตอร์ และเครื่องอัดไฮดรอลกิ ว. 7.4 ม.6/13 ทดลอง อธิบาย และคำนวณขนาดแรงพยุง จากของไหล ว. 7.4 ม.6/14 ทดลอง อธิบาย และคำนวณความตึงผิวของ ของเหลว รวมท้ังสังเกตและอธิบายแรง หนดื ของของเหลว ว. 7.4 ม.6/15 อธิบายสมบัติของของไหลอุดมคติ สมการ ความต่อเนื่อง และสมการแบร์นูลลี รวมท้ัง คำนวณปรมิ าณต่าง ๆ ท่ีเกีย่ วข้อง และนำความรู้ เก่ยี วกับสมการความต่อเน่ืองและสมการแบร์นูลลีไปอธิบาย หลักการทำงานของอปุ กรณ์ต่าง ๆ รวม 15 ผลการเรียนรู้ 3. จุดประสงค์การเรยี นรู้ หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 1 : แมเ่ หลก็ และไฟฟ้า 1. สามารถสังเกตและอธิบายสนามแม่เหลก็ และเสน้ สนามแมเ่ หล็กได้ (P) 2.สามารถคำนวณฟลกั ซ์แมเ่ หล็กในบรเิ วณทก่ี ำหนด รวมท้งั ปรมิ าณทเี่ ก่ยี วข้องได้ (P) 3.สามารถสงั เกตสนามแม่เหลก็ ของลวดตวั นำวงกลม และโซเลนอยดเ์ มือ่ มกี ระแสไฟฟา้ ผ่านได้ (P) 4. สามารถอธิบายและคำนวณแรงแม่เหล็กที่กระทำต่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ใน สนามแมเ่ หล็กรวมทง้ั ปรมิ าณทีเ่ กย่ี วข้องได้ (P) 5.มคี วามรับผดิ ชอบในการทำงาน ( A )

3 6. อธิบายและคำนวณรัศมีความโคง้ ของอนุภาคมีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ตั้งฉากกับสนามแม่เหล็กรวมท้ัง ปรมิ าณทเ่ี กย่ี วข้องได้(P) 7. สามารถอธิบายแรงแม่เหล็กที่กระทำต่อเส้นลวดตัวนำที่มีกระแสไฟฟ้าผ่านและวางใน สนามแม่เหลก็ รวมทั้งปรมิ าณทเี่ ก่ยี วขอ้ งได้ (K) 8. สามารถอธิบายแรงระหวา่ งลวดคู่ขนานทีม่ กี ระแสไฟฟา้ ผา่ นได้ (K) 9. คำนวณโมเมนต์ของแรงคูค่ วบกระทำตอ่ ขดลวดตัวนำท่มี กี ระแสไฟฟ้าผ่านและวางในสนามแม่เหล็ก รวมทั้งปริมาณท่เี ก่ยี วขอ้ งได้ (P) 10.มคี วามตรงตอ่ เวลา ( A ) 11. อธิบายหลักการทำงานของแกลแวนอมิเตอร์มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงและคํานวณปริมาณท่ี เกี่ยวขอ้ ง (K) 12.สังเกตและอธิบายการเกดิ อเี อม็ เอฟเหนย่ี วนำโดยใช้กฎของฟาราเดย์ (P) 13. อธิบายและหาทิศทางของกระแสไฟฟ้าเหนีย่ วนำโดยใช้กฎของเลนซ์ (K) 14. อธบิ ายการทํางานของเครอื่ งกำเนิดไฟฟ้าโดยใชค้ วามร้เู กย่ี วกับอีเอม็ เอฟเหนีย่ วนำ (K) 15. อธบิ ายการทำงานของเคร่ืองใชไ้ ฟฟา้ ต่าง ๆ โดยใช้ความรเู้ กย่ี วกบั อีเอม็ เอฟเหน่ยี วนำ (K) 16. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความต่างศักย์กระแสไฟฟ้ากับเวลาในรูปของฟังก์ชันแบบไซน์ของ ไฟฟ้ากระแสสลับ (K) 17. สามารถคํานวณความตา่ งศกั ย์อาร์เอ็มเอสและกระแสไฟฟ้าอารเ์ อม็ ได้ (P) 18. สามารถอธิบายหลักการทำงานของเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส และการส่งไฟฟ้า กระแสสลับไปตามบ้านเรอื นได้ (K) 19. สามารถอธิบายหลักการทำงานของหมอ้ แปลงและคำนวณปริมาณตา่ ง ๆ ทเี่ ก่ยี วขอ้ งได้ (P) หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 2 : ความรอ้ นและแกส๊ 1. สามารถบอกระดับความร้อนของวัตถุดว้ ยอุณหภมู ใิ นหน่วยองศาเซลเซยี สและเคลวิน (K) 2. อธบิ ายความสัมพนั ธร์ ะหว่างการเปลย่ี นอุณหภูมกิ ับความจคุ วามรอ้ นความร้อนจำเพาะได้ (K) 3. อธบิ ายการเปลยี่ นสถานะของสสารที่เกยี่ วข้องกบั ความร้อนแฝงได้ (K) 4. อธบิ ายการถา่ ยโอนความร้อนสมดลุ ความรอ้ นและคำนวณปริมาตรต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้อง (K) 5. อธบิ ายแบบจาํ ลองของแกส๊ อุดมคตไิ ด้ (K) 6. มคี วามรับผิดชอบในการทำงาน ( A ) 7. อธิบายกฎของแกส๊ อุดมคตแิ ละคำนวณปริมาณตา่ ง ๆ ท่ีเก่ยี วขอ้ ง (P) 8. อธบิ ายความสัมพันธร์ ะหว่างความดนั กับอัตราเรว็ อาร์เอม็ เอสของโมเลกลุ แกส๊ ได้ (K) 9. อธิบายความสัมพันธ์ระหวา่ งพลังงานจลนเ์ ฉลย่ี ของแกส๊ กบั อุณหภูมิได้ (K) 10. มคี วามตรงตอ่ เวลา ( A )

4 11. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเร็วอาร์เอ็มเอสของโมเลกุลของแก๊สกับอุณหภูมิและคํานวณ ปรมิ าณต่าง ๆ ทเี่ ก่ียวขอ้ งได้ (P) 12. สามารถคาํ นวณพลงั งานภายในระบบได้ (P) 13. อธิบายและคํานวณงานทท่ี ำโดยแกส๊ (P) 14. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความร้อนพลังงานภายในระบบกับงานที่ทำโดยแก๊สและคํานวณ ปริมาณตา่ ง ๆ ท่ีเกีย่ วขอ้ งได้ (K) 15. อธิบายการนำความรูเ้ รอื่ งพลังงานภายในระบบไปใช้ประโยชนใ์ นชีวิตประจำวนั ได้ (P) หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 3 ของแขง็ และของไหล 1.สามารถอธิบายสภาพยืดหยุ่นและลักษณะการยืดและหดของวัสดุที่เป็นแท่งเมื่อถูกกระทำด้วยแรง คา่ ตา่ งๆได้ ( K ) 2. ทดลอง อธิบายและคำนวณ ความเค้นตามยาว ความเครียดตามยาว มอดูลัสของยังและนำความรู้ เร่ืองสภาพยดึ หยุน่ ไปใชใ้ นชวี ิตประจำวัน ( P ) 3.มคี วามรับผิดชอบในการทำงาน ( A ) 4. สามรถอธิบายความดันในของเหลว ความสัมพันธ์ระหว่างความดันในของเหลวกับความหนาแน่น ของของเหลว ความลกึ ของของเหลว และความเรง่ โน้มถ่วงของโลกได(้ K ) 5. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความดันเกจ ความดันสัมบรู ณไ์ ด้ ( K ) 6. อธิบายหลักการทำงานของแมนอมเิ ตอร์ บารอมิเตอร์ และเคร่ืองอดั ไฮตรอลกิ ได้ ( K ) 7. ทดลอง อธิบายและคำนวณแรงพยุงจากของไหล ( P ) 8. มคี วามกระตือรือรน้ ในการทำงาน ( A ) 9.ทดลอง อธิบายและคำนวณความตงึ ผิวของของเหลว ( P ) 10. สังเกตและอธบิ ายแรงหนดื ของของเหลว ( P ) 11. มีมนุษย์สมั พนั ธท์ ด่ี กี บั เพ่อื นในกลุ่ม ( A ) 12. อธิบายความดันในของเหลว ความสัมพันธ์ระหว่างความดันในของเหลวกับความหนาแน่นของ ของเหลว ความลึกของของเหลว และความเรง่ โนม้ ถ่วงของโลกได้ ( K ) 13. อธิบายความสมั พันธร์ ะหวา่ งความดนั เกจ ความดันสัมบรู ณ์ และความดนั บรรยากาศได้ ( K) 14. อธิบายหลกั การทำงานของแมนอมเิ ตอร์ บารอมเิ ตอร์ และเครื่องอดั ไฮตรอลกิ ได้ ( K ) 4. สาระการสำคัญ เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์ สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟ้ากระแสไฟฟ้าและกฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้าและกําลังไฟฟ้าการเปลี่ยนพลังงานทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่กระทํากับประจุไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า การเหนี่ยวนําแม่เหล็กไฟฟ้าและกฎ ของฟาราเดย์ ไฟฟา้ กระแสสลับ คลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟ้าและการส่อื สาร รวมท้ังนำความรไู้ ปใช้ประโยชน์

5 เข้าใจความสัมพันธ์ของความร้อนกับการเปล่ียนอุณหภูมิและสถานะของสสารสภาพยืดหยุน่ ของวัสดุและ มอดุลัสของยัง ความดันในของไหล แรงพยุง และหลักของอาร์คิมีดิส ความตึงผิวและแรงหนืดของของเหลว ของไหลอุดมคติ และสมการแบร์นูลลี กฎของแก๊ส ทฤษฎีจลน์ของแก๊สอุดมคติและพลังงานในระบบทฤษฎี อะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ทวิภาวะของคลื่นและอนุภาค กัมมันตภาพรังสี แรงนิวเคลียร์ ปฏกิ ริ ยิ านวิ เคลยี ร์ พลังงานนวิ เคลยี รฟ์ สิ ิกส์อนุภาค รวมทั้งนาํ ความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ 5. สาระการเรียนรู้ หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 1 : แม่เหลก็ และไฟฟ้า 1. สนามแม่เหลก็ 2. แรงแม่เหลก็ 3. โมเมนตข์ องแรงคู่ควบกระทำตอ่ ลวดท่ีมีกระแส 4. กระแสไฟฟ้าเหนย่ี วนำและอเี อ็มเอฟเหนีย่ วนำ หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 2 : ความรอ้ นและแก๊ส 1. ความร้อน 2. แกส๊ อุดมคติ 3. ทฤษฎีจลนข์ องแกส๊ 4. กฎขอ้ ทห่ี นึ่ง ของอุณหพลศาสตร์ หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 3 : ของแขง็ และของไหล 1. ของแข็งและสภาพยดื หยนุ่ ของของแขง็ 2. ความตึงผวิ และความหนืดของของเหลว 3. ของไหลสถิต 4.พลศาสตร์ของของไหล

6 คำอธิบายรายวชิ า รายวิชา เพม่ิ เตมิ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี . รหัสวิชา ภาคเรียนที่ ว33205 รายวิชา ฟิสิกส์เพิ่มเติม 5 ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 . ครูผ้สู อน 1 ปกี ารศกึ ษา 2564 เวลา 60 ชัว่ โมง จำนวน 2 หนว่ ยกิต นางสาวจิราวรรร วสิ ารโภชน์ . ฟิสิกส์เป็นวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพสาขาหนึ่งที่เน้นการศึกษาเชิงปริมาณ ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์เชิงปฏิบัติ ทฤษฎี หรือกฎ หรือหลักการฟิสิกส์ได้มาจากการทดลองและการสังเกตปรากฏการณ์ธรรมชาติ แล้วพยายามหา รูปแบบและหลักการที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์นั้น ๆ จนเป็นที่ยอมรับและใช้กันอย่างกว้างขวาง เพื่อนำไปสู่การ สร้างสิ่งใหม่ ๆ มาช่วยในการแกป้ ัญหา การสร้างเครือ่ งอำนวยความสะดวก ทเ่ี รียกว่า เทคโนโลยี เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์ สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟ้ากระแสไฟฟ้าและกฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้าและกําลังไฟฟ้าการเปลี่ยนพลังงานทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่กระทํากับประจุไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้า การเหนี่ยวนําแม่เหล็กไฟฟ้าและกฎของฟาราเดย์ ไฟฟ้า กระแสสลบั คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ และการสอื่ สาร รวมทงั้ นำความร้ไู ปใช้ประโยชน์ เข้าใจความสัมพันธ์ของความร้อนกับการเปลี่ยนอุณหภูมิและสถานะของสสารสภาพยืดหยุ่นของวัสดุและมอ ดุลัสของยัง ความดันในของไหล แรงพยุง และหลักของอาร์คิมีดิส ความตึงผิวและแรงหนืดของของเหลว ของไหล อุดมคติ และสมการแบร์นูลลี กฎของแก๊ส ทฤษฎีจลน์ของแก๊สอุดมคติและพลังงานในระบบทฤษฎีอะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ทวิภาวะของคลื่นและอนุภาค กัมมันตภาพรังสี แรงนิวเคลียร์ ปฏิกิริยานิวเคลียรพลัง งานนิวเคลยี รฟ์ ิสิกส์อนภุ าค รวมท้งั นําความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์ ให้ผู้เรียนได้มีการสืบค้นข้อมูล การสืบเสาะความรู้ สำรวจตรวจสอบ ทดลอง อภิปราย อธิบาย สรุปและ แก้ปัญหาตามสถานการณ์ทกี่ ำหนด โดยการใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถสื่อสารส่ิงทีเรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ นำความรู้ ไปใช้ในชีวิตประจำวัน มจี ติ วทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรมและค่านิยมท่ีเหมาะสม มาตรฐานและผลการเรียนรู้ 1) หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 1 แม่เหล็กและไฟฟ้า : ว. 7.3 ม.6/1 , ว. 7.1 ม.6/2 ,ว. 7.1 ม.6/3 , ว. 7.1 ม.6/4 ว. 7.1 ม.6/5 , ว. 7.1 ม.6/6 , ว. 7.1 ม.6/7 2) หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 2 ความร้อนและแก๊ส : ว. 7.4 ม.6/8 , ว. 7.1 ม.6/9 , ว. 7.1 ม.6/10 ,ว. 7.1 ม.6/11 3) หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 3 ของแขง็ และของไหล : ว. 7.4 ม.6/12 , ว. 7.1 ม.6/13 , ว. 7.1 ม.4/14 , ว. 7.1 ม. 4/15 รวมทั้งหมด : 15 ผลการเรียนรู้ 48 ตวั ชวี้ ดั

7 ตารางโครงสร้างรายวชิ า รายวชิ า เพิ่มเตมิ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี . รหัสวิชา ภาคเรียนที่ ว33205 รายวิชา ฟิสิกส์เพิ่มเติม 5 ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 . ครผู ูส้ อน 1 ปีการศึกษา 2564 เวลา 80 ช่วั โมง จำนวน 2 หนว่ ยกติ นางสาวจิราวรรณ วสิ ารโภชน์ . หน่วยที่ ชื่อหน่วยการเรยี นรู้ เวลา (ชั่วโมง) 1 แม่เหลก็ และกระแสไฟฟา้ 25 2 1.1 สนามแม่เหลก็ 5 1.2 แรงแม่เหลก็ 7 3 1.3 โมเมนตข์ องแรงควบคู่กระทำตอ่ อนภุ าคท่ีมปี ระจุไฟฟ้า 8 1.4 กระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำและอีเอม็ เอฟเหนีย่ วนำ 5 25 ความร้อนและแกส๊ 7 2.1 ความรอ้ น 8 2.2 แกส๊ อดุ มคติ 5 2.3 ทฤษฎจี ลน์ของแก๊ส 5 2.4 กฎข้อท่หี นง่ึ ของ อุณหพลศาสตร์ 30 10 ของแข็งและของเหลว 7 3.1 ของแข็งและสภาพยืดหยนุ่ ของของแข็ง 6 3.2 ความตึงผิวและความหนดื ของของเหลว 7 3.3 ของไหลสถิต 80 3.4 พลศาสตร์ของของไหล รวมท้ังหมด

แผนการจดั การเรยี นรู้ 8 วชิ าฟสิ ิกสเ์ พ่มิ เติม 5 6ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี มาตรฐานการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ กลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ( ฉบับปรับปรงุ 2560 ) แผนการเรยี นรู้หนว่ ยที่1 เรอ่ื งแมเ่ หล็กและไฟฟา้

9 แผนการจัดการเรยี นรู้ที่1 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รหสั วิชา ว33205 รายวชิ า ฟิสิกส์เพิ่มเติม 5 ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 .ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2564 เวลา. 30 ช่วั โมง เรอื่ ง แม่เหลก็ และไฟฟา้ ครผู ู้สอน นางสาวจริ าวรรณ วิสารโภชน์ 1.มาตรฐานการเรียนร/ู้ ผลการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ 7.3 เข้าใจแรงไฟฟ้าและกฎของคูลอมบ์ สนามไฟฟ้า ศักย์ไฟฟ้า ความจุไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าและกฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้าและกําลังไฟฟ้าการเปลี่ยนพลังงาน ทดแทนเป็นพลังงานไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กทกี่ ระทํากับประจุไฟฟ้าและกระแสไฟฟา้ การเหนย่ี วนํา แม่เหล็กไฟฟ้าและกฎของฟาราเดย์ ไฟฟ้ากระแสสลับ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและการสือ่ สาร รวมทั้งนำความรู้ไป ใช้ประโยชน์ ผลการเรยี นรู้ ว. 7.3 ม.6/1 สังเกต และอธิบายเส้นสนามแม่เหล็ก อธิบาย และคำนวณฟลักซ์แม่เหล็กใบริเวณที่ กำหนด รวมท้ังสังเกต และอธบิ ายสนามแมเ่ หลก็ ทเี่ กิดจากกระแสไฟฟา้ ในลวดตัวนำเส้นตรง และโซเลนอยด์ ว. 7.3 ม.6/2 อธิบาย และคำนวณแรงแม่เหล็กที่กระทำต่อ อนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ใน สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กที่กระทำต่อเส้นลวดที่มีกระแสไฟฟ้า ผ่านและวางในสนามแม่เหล็ก รัศมีความโคง้ ของ การเคลื่อนที่เมื่อประจุเคลื่อนที่ตั้งฉากกับ สนามแม่เหล็ก รวมทั้งอธิบายแรงระหว่างเส้นลวด ตัวนำ คขู่ นานท่ีมกี ระแสไฟฟ้าผ่าน ว. 7.3 ม.6/3 อธิบายหลักการทำงานของแกลแวนอมิเตอร์ และมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง รวมท้ัง คำนวณ ปริมาณตา่ งๆ ท่เี ก่ยี วข้อง ว. 7.3 ม.6/4 สังเกต และอธิบายการเกิดอีเอ็มเอฟเหนี่ยวนำ กฎการเหนี่ยวนำของฟาราเดย์ และ คำนวณ ปริมาณต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนำความรู้ เรื่องอีเอ็มเอฟเหนี่ยวนำไปอธิบายการทำงาน ของ เครือ่ งใชไ้ ฟฟ้า ว. 7.3 ม.6/5 อธิบาย และคำนวณความต่างศกั ยอ์ าร์เอ็มเอส และกระแสไฟฟ้าอาร์เอ็มเอส ว. 7.3 ม.6/6 อธิบายหลักการทำงานและประโยชน์ของ เครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ ๓ เฟส การ แปลงอเี อม็ เอฟของหมอ้ แปลง และคำนวณ ปรมิ าณต่าง ๆ ทีเ่ กยี่ วข้อง

10 2. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 1. สามารถสงั เกตและอธิบายสนามแมเ่ หล็กและเส้นสนามแมเ่ หล็กได้ (P) 2.สามารถคำนวณฟลักซแ์ ม่เหล็กในบริเวณท่ีกำหนด รวมทงั้ ปริมาณทเ่ี กีย่ วข้องได้ (P) 3.สามารถสงั เกตสนามแม่เหล็กของลวดตวั นำวงกลม และโซเลนอยด์เม่ือมีกระแสไฟฟา้ ผา่ นได้ (P) 4. สามารถอธิบายและคำนวณแรงแม่เหล็กที่กระทำต่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ใน สนามแมเ่ หลก็ รวมท้ังปริมาณท่ีเกีย่ วข้องได้ (P) 5.มคี วามรับผิดชอบในการทำงาน ( A ) 6. อธบิ ายและคำนวณรัศมีความโค้งของอนภุ าคมีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ต้ังฉากกบั สนามแม่เหล็กรวมทั้ง ปริมาณที่เก่ยี วขอ้ งได้(P) 7. สามารถอธิบายแรงแม่เหล็กที่กระทำต่อเส้นลวดตัวนำที่มีกระแสไฟฟ้าผ่านและวางใน สนามแม่เหลก็ รวมทงั้ ปริมาณทเี่ กีย่ วขอ้ งได้ (K) 8. สามารถอธบิ ายแรงระหว่างลวดคขู่ นานท่ีมกี ระแสไฟฟา้ ผา่ นได้ (K) 9. คำนวณโมเมนตข์ องแรงค่คู วบกระทำต่อขดลวดตัวนำทม่ี ีกระแสไฟฟา้ ผา่ นและวางในสนามแม่เหล็ก รวมทงั้ ปรมิ าณทเ่ี กี่ยวขอ้ งได้ (P) 10.มีความตรงต่อเวลา ( A ) 11. อธิบายหลักการทำงานของแกลแวนอมิเตอร์มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงและคํานวณปริมาณที่ เก่ียวข้อง (K) 12.สงั เกตและอธบิ ายการเกดิ อเี อม็ เอฟเหนย่ี วนำโดยใช้กฎของฟาราเดย์ (P) 13. อธิบายและหาทิศทางของกระแสไฟฟ้าเหน่ยี วนำโดยใช้กฎของเลนซ์ (K) 14. อธบิ ายการทาํ งานของเคร่อื งกำเนดิ ไฟฟ้าโดยใช้ความรู้เก่ยี วกับอเี อม็ เอฟเหนี่ยวนำ (K) 15. อธบิ ายการทำงานของเครอ่ื งใชไ้ ฟฟา้ ต่าง ๆ โดยใช้ความร้เู กีย่ วกับอเี อม็ เอฟเหนยี่ วนำ (K) 16. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความต่างศักย์กระแสไฟฟ้ากับเวลาในรูปของฟังก์ชันแบบไซน์ของ ไฟฟา้ กระแสสลบั (K) 17. สามารถคํานวณความต่างศกั ย์อารเ์ อ็มเอสและกระแสไฟฟ้าอารเ์ อม็ ได้ (P) 18. สามารถอธิบายหลักการทำงานของเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส และการส่งไฟฟ้า กระแสสลบั ไปตามบ้านเรือนได้ (K) 19. สามารถอธบิ ายหลักการทำงานของหม้อแปลงและคำนวณปริมาณต่าง ๆ ท่เี กีย่ วขอ้ งได้ (P) 3. สาระสำคญั แม่เหล็กประกอบด้วยขั้วเหนือและขั้วใต้ บริเวณที่มีอำนาจแม่เหล็ก เรียกว่า สนามแม่เหล็ก แรงของ แรงแม่เหลก็ เรียกว่า เส้นแรงแม่เหล็ก บรเิ วณในสนามแมเ่ หล็กทีไ่ มม่ อี ำนาจแม่เหลก็ เรียกว่า จดุ สะเทนิ ใตพ้ ื้น โลกมีสนามแมเ่ หล็กโลกชว่ ยป้องกนั อันตรายจากลมสุริยะ บริเวณใกลข้ ้วั แม่เหล็กมีเสน้ สนามแม่เหล็กหนาแน่น

11 มาก เรียกว่า ฟลักซ์แม่เหล็ก อัตราส่วนระหว่างฟลักซ์แม่เหล็กต่อพื้นที่ตั้งฉากกับสนามหนึ่งตารางหน่วย เรียกว่า ขนาดของสนามแมเ่ หล็ก 4. สาระการเรยี นรู้ -สนามแม่เหลก็ -แรงแม่เหลก็ -โมเมนต์ของแรงควบคู่กระทำต่ออนุภาคทีม่ ีประจไุ ฟฟ้า - กระแสไฟฟา้ เหน่ยี วนำและอีเอม็ เอฟเหน่ียวนำ 5. สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน ความสามารถในการส่อื สาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปญั หา  ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ทักษะของผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 (3R 8C + 2L) (จุดเนน้ สกู่ ารพัฒนาคุณภาพผู้เรียน)  ทกั ษะการอ่าน (Reading)  ทักษะการ เขยี น (Writing)  ทกั ษะการ คดิ คํานวณ (Arithmetic)  ทกั ษะดา้ นการคิดอย่างมีวจิ ารณญาณและทักษะในการแก้ปญั หา (Critical thinking and problem solving) ทักษะด้านการสรา้ งสรรคแ์ ละนวตั กรรม (Creativity and innovation) ทกั ษะดา้ นความร่วมมอื การทาํ งานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ ํา (Collaboration , teamwork and leadership) ทักษะดา้ นความเข้าใจต่างวฒั นธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural understanding) ทักษะด้าน การสอื่ สาร สารสนเทศ และร้เู ทา่ ทันสอ่ื (Communication information and media literacy) ทักษะดา้ นคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สาร (Computing) ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (Career and learning self-reliance, change) ทกั ษะการเปล่ยี นแปลง (Change)  ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) ภาวะผนู้ าํ (Leadership)

12 6. ชนิ้ งานหรอื ภาระงาน -แบบฝกึ หัดตรวจสอบความเข้าใจเรอ่ื งสนามแม่เหล็ก -แบบฝกึ หัดตรวจสอบความเข้าใจเร่อื งแรงแม่เหลก็ -แบบฝึกหัดตรวจสอบความเข้าใจเรื่องโมเมนตข์ องแรงควบคู่กระทำต่ออนุภาคที่มปี ระจุไฟฟา้ -แบบฝกึ หัดตรวจสอบความเข้าใจเรือ่ งกระแสไฟฟา้ เหนย่ี วนำและอีเอม็ เอฟเหนี่ยวนำ 7. การจัดการเรียนรู้ หน่วยยอ่ ยที่ 1 เรอ่ื ง สนามแม่เหล็ก ชว่ั โมงท่ี 1 ใชร้ ูปแบบการเรยี นรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ ( 5E ) ขั้นท่ี 1 : ข้ันสรา้ งความสนใจ (Engagement) 1.ครูแจง้ จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้เรือ่ งสนามแมเ่ หล็กให้นักเรียนทราบ 2.จากน้ันครูพดู คุยกบั นักเรียน เพื่อตรวจสอบความรูเ้ ดมิ ของนกั เรยี นเป็นรายบคุ คลก่อนเขา้ สูก่ ิจกรรม ขนั้ ท่ี 2 : ข้ันสํารวจและคน้ หา (Exploration) 1. นกั เรียนศกึ ษา เรอื่ ง สนามแม่เหล็ก จากหนังสอื เรยี นรายวชิ าเพิม่ เตมิ ฟิสกิ ส์ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 เล่ม5 2. นักเรยี นศึกษา เรือ่ ง สนามแมเ่ หลก็ จากส่อื การสอน PowerPoint ชว่ั โมงที่ 3 ใช้รูปแบบการเรยี นรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ ( 5E ) ขน้ั ท่ี 3 : ขนั้ อธบิ ายและลงขอ้ สรุป (Explanation) 1. ครูให้ความรู้เกี่ยวกับข้ัวของแท่งแม่เหล็กตามรายละเอียดในหนังสือเรียน 2. ครูตังคำถาม ว่าสนามแมเ่ หลก็ มคี วามหมายวา่ อยา่ งไร - เสน้ สนามแมเ่ หลก็ เปน็ เสน้ สมมตทิ ่ีใช้แสดงบรเิ วณท่ีมีสนามแม่เหล็ก โดยบริเวณท่มี ีเสน้ สนามแม่เหล็กหนาแน่นมากแสดงวา่ เปน็ บริเวณท่สี นามแม่เหลก็ มคี วามเขม้ มาก

13 3. ครูชี้ให้นกั เรยี นเห็นวา่ แรงท่เี กิดจากแท่งแม่เหลก็ มี 2 ชนดิ คอื แรงดดู และแรงผลกั 4. ครใู ห้นกั เรยี นศึกษาตัวอยา่ งการคำนวณจากโจทยป์ ญั หาในตัวอย่าง จากหนงั สอื เรียน นกั เรียนสามารถยกตวั อย่างจากหนงั สอื เรยี นข้อใดกไ้ ด้ตามท่ีตอ้ งการ พร้อมทัง้ แสดงวิธีคดิ ของตวั อย่างน้นั ๆ 5. ครูให้นักเรียนศึกษาวิธีการหาทิศของแรง ������ ที่กระทำต่ออนุภาคท่ีมีประจุซึ่ง เคล่ือนท่ีในบริเวณท่ีมีสนามแม่เหล็ก ตามรายละเอียดในหนังสือเรียน 6. ครใู หค้ วามรูเ้ พมิ่ เติมเก่ยี วกบั การหาขนาดของแรงที่กระทำต่ออนุภาคทม่ี ปี ระจุ ������ เคลอ่ื นทใ่ี นบรเิ วณทมี่ ีสนามแมเ่ หลก็ ������ โดยมคี วามเร็ว ������ ตง้ั ฉากกบั ������ ขนาดของแรง ������ ท่ีกระทำต่ออนุภาคนัน้ จะเป็นไปดังสมการ ������ = ������������������ ถา้ ������ และขนาดของ ������ คงตวั จะได้ขนาดของแรง ������ คงตวั ดว้ ย และเน่ืองจาก ������ ตงั้ ฉากกบั ������ ดังนน้ั อนภุ าคนีจ้ ะ เคลอ่ื นทเ่ี ปน็ วงกลม ชวั่ โมงที่ 1 ใช้รูปแบบการเรียนร้แู บบสบื เสาะหาความรู้ ( 5E ) ขน้ั ท่ี 4 : ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) 1.ครใู หต้ วั แทนนักเรยี นออกมาสาธิตเพ่อื หาเสน้ แรงแม่เหล็กตามรายละเอยี ดในหนังสือ เรียน ซง่ึ ถ้าตอ้ งการหาเสน้ แรงหลาย ๆ เสน้ จะต้องใช้เวลานาน ครอู าจแนะใหน้ กั เรียน ทดลองนอกเวลาเรียน เส้นแรงแมเ่ หล็กทที่ ดลองไดอ้ าจเป็นดังภาพ 2. ครูเฉลยกิจกรรมแบบฝึกหัดตรวจสอบความเขา้ ใจเรือ่ ง สนามแม่เหล็ก พร้อมทั้งอธบิ าย เพม่ิ เติมเพอ่ื ขยายความรขู้ องนกั เรยี น 3. ครเู ปิดโอกาสให้นักเรยี นสอบถามเนอ้ื หาทไ่ี ด้ศึกษาผา่ นมาแล้วว่ามีส่วนไหนทยี่ ังไม่เข้าใจ แล้วให้ความร้เู พม่ิ เติมในสว่ นน้นั โดยทีค่ รอู าจจะใช้ PowerPoint เร่อื ง แมเ่ หล็กและ สนามแมเ่ หลก็ มาช่วยในการอธิบาย ชว่ั โมงท่ี 5 ใช้รปู แบบการเรียนรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ ( 5E ) 5. ขัน้ ประเมิน (Evaluation) ครใู ห้นกั เรียนทําแบบฝึกหัดตรวจสอบความเข้าใจ เรอ่ื ง สนามแมเ่ หลก็ เพือ่ ทบทวนความ เข้าใจ ของนกั เรียนครูประเมนิ จากการตอบคาํ ถาม การรว่ มกจิ กรรม การอภปิ ราย และการทํา แบบฝึกหดั ผ-ตรวจสอบความเขา้ ใจ ของนักเรยี น

14 หน่วยยอ่ ยท่ี 2 เร่ือง แรงแม่เหล็ก ชว่ั โมงท่ี 1 ใชร้ ปู แบบการเรียนร้แู บบสบื เสาะหาความรู้ ( 5E ) ขัน้ ที่ 1 : ขัน้ สรา้ งความสนใจ (Engagement) 1.ครแู จง้ จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้เรอื่ งแรงแมเ่ หล็กใหน้ กั เรยี นทราบ 2.ครแู ละนักเรยี นรว่ มสนทนา เกี่ยวกบั เรอ่ื งแรงแม่เหล็ก ขั้นที่ 2 : ขั้นสํารวจและคน้ หา (Exploration) 1. นักเรยี นศกึ ษา เรื่อง แรงแมเ่ หล็ก จากหนงั สอื เรียนรายวชิ าเพิ่มเตมิ ฟสิ กิ ส์ (ฉบับ ปรับปรงุ พ.ศ.2560) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 เล่ม5 2. นักเรียนศกึ ษา เรอ่ื ง แรงแมเ่ หลก็ จากส่ือการสอน PowerPoint 3. ให้นักเรียนเข้ากลุ่มสบื ค้นขอ้ มลู เกยี่ วกบั แรงแมเ่ หลก็ จากแหลง่ ข้อมูลตา่ งๆ ช่วั โมงที่ 3 ใชร้ ูปแบบการเรียนรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ ( 5E ) ขนั้ ที่ 3 : ขน้ั อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 1. นกั เรียนนำข้อมลู ท่ีได้จากการสืบค้น มาอภปิ รายรว่ มกับครู 2. นกั เรยี นซักถาม ครุอธิบายเก่ียวกบั แรงแม่เหล็ก เพ่ือใหน้ ักเรียนสรปุ สาระสำคัญลงใน สมดุ จดบนั ทกึ ชัว่ โมงท่ี 5 ใช้รูปแบบการเรยี นร้แู บบสบื เสาะหาความรู้ ( 5E ) ขน้ั ที่ 4 : ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) 1.ครใู หต้ วั แทนนกั เรียนออกมาสรุปสาระสำคญั ของเรื่องแรงและเหลก็ และซกั ถามข้อสงสัย พร้อมท้ังหาความรู้เพิ่มเติม 2. ครเู ปดิ โอกาสใหน้ กั เรยี นสอบถามเน้ือหาท่ไี ดศ้ ึกษาผา่ นมาแล้ววา่ มสี ว่ นไหนที่ยังไม่เขา้ ใจ แล้วใหค้ วามรู้เพิม่ เติมในสว่ นนั้น โดยที่ครอู าจจะใช้ PowerPoint เร่อื ง แมเ่ หลก็ และ สนามแมเ่ หลก็ มาชว่ ยในการอธิบาย ชัว่ โมงท่ี 7 ใช้รปู แบบการเรียนร้แู บบสบื เสาะหาความรู้ ( 5E ) 5. ข้ันประเมิน (Evaluation) 1. ครใู หน้ ักเรยี นทําแบบฝกึ หดั ตรวจสอบความเขา้ ใจ เรอ่ื ง แรงแมเ่ หลก็ เพื่อทบทวนความ เขา้ ใจของนกั เรียนครูประเมินจากการตอบคําถาม การรว่ มกจิ กรรม การอภิปราย และการ ทําแบบฝึกหดั เพ่ือตรวจสอบความเข้าใจ ของนักเรียน

15 หนว่ ยย่อยท่ี 3 เรือ่ ง โมเมนตข์ องแรงควบคูก่ ระทำต่ออนุภาคท่ีมีประจุไฟฟ้า ชัว่ โมงที่ 1 ใชร้ ูปแบบการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ( 5E ) ข้ันที่ 1 : ข้นั สรา้ งความสนใจ (Engagement) 1.ครูแจง้ จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้เรือ่ งแรงแม่เหลก็ ให้นักเรยี นทราบ 2.ครแู ละนกั เรยี นรว่ มสนทนา เกยี่ วกบั เรอ่ื ง โมเมนต์ของแรงควบคกู่ ระทำต่ออนภุ าคทม่ี ี ประจุไฟฟา้ ขนั้ ท่ี 2 : ขนั้ สํารวจและคน้ หา (Exploration) 1. นักเรยี นศึกษา เรอ่ื งโมเมนต์ของแรงควบคู่กระทำต่ออนุภาคที่มปี ระจุไฟฟา้ จากหนังสือ เรยี นรายวชิ าเพิ่มเติม ฟสิ ิกส์ (ฉบับ ปรับปรุงพ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ข้ันพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 เล่ม5 2. นกั เรยี นศึกษา เรื่อง โมเมนต์ของแรงควบค่กู ระทำต่ออนภุ าคท่ีมีประจุไฟฟ้าจากส่ือการ สอน PowerPoint 3. ให้นกั เรยี นเขา้ กล่มุ สืบค้นขอ้ มลู เก่ยี วกบั โมเมนตข์ องแรงควบคู่กระทำตอ่ อนภุ าคทม่ี ี ประจไุ ฟฟา้ จากแหล่งข้อมลู ต่างๆ ชัว่ โมงท่ี 3 ใช้รูปแบบการเรียนรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ ( 5E ) ข้นั ท่ี 3 : ขนั้ อธบิ ายและลงขอ้ สรุป (Explanation) 1. นักเรียนนำข้อมูลที่ได้จากการสืบค้น มาอภปิ รายร่วมกับครู 2. นักเรยี นซกั ถาม ครอุ ธบิ ายเกีย่ วกับโมเมนตข์ องแรงควบคกู่ ระทำต่ออนภุ าคท่มี ี ประจไุ ฟฟ้าเพอ่ื ให้นักเรยี นสรปุ สาระสำคัญลงใน สมุดจดบันทกึ ชว่ั โมงท่ี 1 ใชร้ ปู แบบการเรยี นร้แู บบสืบเสาะหาความรู้ ( 5E ) ข้ันท่ี 4 : ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) 1.ครใู หต้ วั แทนนักเรียนออกมาสรุปสาระสำคัญของโมเมนต์ของแรงควบคู่กระทำตอ่ อนภุ าค ที่มปี ระจุไฟฟ้าและซกั ถามขอ้ สงสยั พร้อมทัง้ หาความรู้เพิ่มเตมิ 2. ครเู ปดิ โอกาสใหน้ ักเรยี นสอบถามเนื้อหาทไ่ี ด้ศึกษาผ่านมาแลว้ ว่ามีส่วนไหนทยี่ ังไม่เขา้ ใจ แล้วใหค้ วามรเู้ พ่ิมเตมิ ในส่วนนน้ั โดยทคี่ รูอาจจะใช้ PowerPoint เรอ่ื ง โมเมนต์ของแรง ควบคูก่ ระทำต่ออนุภาคทม่ี ีประจุไฟฟ้ามาช่วยในการอธบิ าย

16 ชว่ั โมงท่ี 7 ใชร้ ูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ( 5E ) 5. ข้ันประเมนิ (Evaluation) 1. ครูให้นกั เรียนทําแบบฝึกหดั ตรวจสอบความเขา้ ใจ เร่ือง โมเมนตข์ องแรงควบคูก่ ระทำตอ่ อนุภาคทีม่ ีประจไุ ฟฟา้ เพอื่ ทบทวนความเข้าใจของนกั เรียนครปู ระเมินจากการตอบคาํ ถาม การร่วมกิจกรรม การอภิปราย และการทาํ แบบฝกึ หดั เพื่อตรวจสอบความเขา้ ใจ หนว่ ยย่อยที่ 4 เรื่อง กระแสไฟฟา้ เหนย่ี วนำและอเี อ็มเอฟเหนยี่ วนำ ชัว่ โมงที่ 1 ใชร้ ูปแบบการเรียนรูแ้ บบสืบเสาะหาความรู้ ( 5E ) ขนั้ ท่ี 1 : ข้นั สรา้ งความสนใจ (Engagement) 1.ครแู จง้ จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้เร่อื ง 2. ใหน้ กั เรยี นสังเกตการหมนุ ของมอเตอรไ์ ฟฟ้าและไดนาโม 3. นกั เรียนทงั้ หมดร่วมกันยกตัวอย่างไดนาโมและมอเตอร์ไฟฟ้าในเครื่องใช้ไฟฟา้ ใน ชวี ิตประจำวนั รว่ มกนั อภิปรายถึงการเหนยี่ วนำไฟฟา้ และหลักการทำงาน รวมทั้งการ นำไปใช้ประโยชน์ 4. ใหน้ ักเรยี นร่วมกนั ต้ังคำถามเกี่ยวกับสิง่ ทต่ี ้องการรู้ จากเนอื้ หาทเ่ี กีย่ วกบั เรื่อง กระแสไฟฟา้ เหนย่ี วนำและประโยชน์ 1.3 ให้นกั เรียนร่วมกนั ต้งั คำถำมเก่ียวกบั ส่ิงท่ีต้ ทขน้ั ที่ 2 : ข้ันสํารวจและค้นหา (Exploration) 1. แบ่งนกั เรียนเป็นกลุ่มละ 4 คน 2.ให้นกั เรยี นศกึ ษาเรอื่ ง กระแสไฟฟา้ เหน่ียวนำและอเี อม็ เอฟเหนีย่ วนำจากหนงั สือเรยี น รายวิชาเพ่มิ เติม ฟสิ ิกส์ (ฉบบั ปรับปรุงพ.ศ.2560) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 เล่ม5 2. นักเรียนศึกษา เรื่อง กระแสไฟฟา้ เหนย่ี วนำและอีเอม็ เอฟเหนย่ี วนำ จากสื่อการสอน PowerPoint 3. ให้นักเรียนเขา้ กลมุ่ สืบคน้ ข้อมลู เกยี่ วกบั กระแสไฟฟ้าเหน่ียวนำและอเี อ็มเอฟเหน่ียวนำ จากแหลง่ ขอ้ มูลต่างๆ ชัว่ โมงท่ี 2 ใช้รูปแบบการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ( 5E ) ขัน้ ที่ 3 : ขนั้ อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 1. นักเรยี นนำข้อมูลท่ีได้จากการสบื ค้น มาอภปิ รายร่วมกับครู 2. นักเรยี นซักถาม ครุอธิบายเก่ียวกบั โมเมนต์ของแรงควบคู่กระทำต่ออนุภาคทีม่ ี ประจไุ ฟฟ้าเพือ่ ใหน้ ักเรียนสรุปสาระสำคญั ลงใน สมุดจดบนั ทึก

17 ช่วั โมงท่ี 3 ใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ ( 5E ) ข้ันที่ 4 : ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration) 1.ครใู หต้ ัวแทนนักเรียนออกมาสรุปสาระสำคญั ของกระแสไฟฟา้ เหนี่ยวนำและอีเอ็มเอฟ เหนย่ี วนำและซกั ถามขอ้ สงสยั พรอ้ มทงั้ หาความรเู้ พ่มิ เตมิ 2. ครูเปดิ โอกาสให้นักเรียนสอบถามเนอ้ื หาที่ไดศ้ กึ ษาผา่ นมาแล้ววา่ มสี ่วนไหนทย่ี ังไม่เข้าใจ แล้วให้ความร้เู พ่มิ เตมิ ในส่วนนั้น โดยทีค่ รูอาจจะใช้ PowerPoint กระแสไฟฟ้าเหนย่ี วนำ และอีเอม็ เอฟเหน่ยี วนำมาช่วยในการอธิบาย ช่ัวโมงท่ี 5 ใช้รปู แบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ( 5E ) 5. ขัน้ ประเมิน (Evaluation) 1. ครใู หน้ ักเรียนทําแบบฝึกหดั ตรวจสอบความเข้าใจ เรอ่ื ง กระแสไฟฟ้าเหนย่ี วนำและ อเี อ็มเอฟเหนีย่ วนำเพือ่ ทบทวนความเข้าใจของนกั เรียนครูประเมนิ จากการตอบคําถาม การร่วมกจิ กรรม การอภปิ ราย และการทําแบบฝึกหดั เพ่ือตรวจสอบความเขา้ ใจ 8. สือ่ การสอน 1. หนังสอื เรียนรายวิชาเพมิ่ เติมฟสิ ิกส์ (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษา ขัน้ พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 เล่มท่ี 5 2. ส่ือการสอน PowerPoint ของครูผ้สู อน 3. แบบฝึกหัดตรวจสอบความเข้าใจเรือ่ งสนามแม่เหลก็ 4.แบบฝกึ หัดตรวจสอบความเขา้ ใจเร่อื งแรงแม่เหล็ก 5.แบบฝึกหดั ตรวจสอบความเขา้ ใจเร่ืองโมเมนตข์ องแรงควบคกู่ ระทำต่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า 6.ฝึกหัดตรวจสอบความเข้าใจเรอ่ื งกระแสไฟฟ้าเหนยี่ วนำและอเี อ็มเอฟเหนยี่ วนำ 9. แหลง่ การเรยี นรู้ 1. ห้องเรยี น 2. หอ้ งสมุด 3.แหลง่ ขอ้ มูลสารสนเทศ

18 10.การวัดและประเมนิ ผล ตารางเกณฑก์ ารประเมินใบงาน ชิ้นงาน/ภาระงาน วิธกี ารวดั เครอ่ื งมอื วัด เกณฑ์การใหค้ ะแนน เกณฑ์การประเมนิ คะแนน 4 = ดมี าก ผา่ นเกณฑอ์ ยา่ งน้อยใน ใบงานเรื่องสนามแมเ่ หล็ก ตรวจใบงานท่ี แบบประเมินใบงาน คะแนน 3 = ดี ระดบั ดี คะแนน 2 = พอใช้ เร่อื งสนามแม่เหล็ก คะแนน 1 = ปรบั ปรุง ผา่ นเกณฑอ์ ย่างน้อยใน คะแนน 4 = ดมี าก ระดับ ดี ใบงานเรือ่ ง แรงแม่เหล็ก ตรวจใบงาน เรือ่ ง แบบประเมินใบงาน คะแนน 3 = ดี แรงแมเ่ หล็ก คะแนน 2 = พอใช้ ผา่ นเกณฑอ์ ย่างน้อยใน คะแนน 1 = ปรบั ปรุง ระดับ ดี ใบงาน เรื่องโมเมนต์ของ ตรวจใบงาน เรื่อง แบบประเมินใบงาน คะแนน 4 = ดีมาก แรงควบคู่กระทำต่อ โมเมนต์ของแรง คะแนน 3 = ดี อนภุ าคทมี่ ีประจุไฟฟ้า ค ว บ ค ู ่ ก ร ะ ท ำ ต่ อ คะแนน 2 = พอใช้ อนุภาคที่มีประจุ คะแนน 1 = ปรับปรงุ ไฟฟ้า ใบงานเรอื่ งกระแสไฟฟา้ ตรวจใบงานเร่อื ง แบบทดสอบ เรื่อง คะแนน 4 = ดมี าก ผา่ นเกณฑ์อย่างน้อยใน เหน่ยี วนำและอเี อ็มเอฟ กระแสไฟฟ้า ธรรมชาตแิ ละ คะแนน 3 = ดี ระดับ ดี เหน่ยี วนำ เหน่ียวนำและ พฒั นาการทาง คะแนน 2 = พอใช้ อเี อ็มเอฟเหน่ียวนำ ฟสิ กิ ส์ คะแนน 1 = ปรบั ปรงุ

ตรารางการประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 19 สมรรถนะสำคัญของผ้เู รียน วิธีวดั เครือ่ งมือวดั เกณฑ์การประเมนิ ผา่ นเกณฑร์ ้อยละ60 ขึ้น ความสามารถในการสือ่ สาร ประเมินจาก แบบประเมนิ ไป พฤติกรรมของ คุณลกั ษณะอันพึง ผเู้ รียน ประสงค์ ผา่ นเกณฑร์ ้อยละ60 ข้ึน (รายบุคคล) ไป ความสามารถในการคิด ประเมินจาก แบบประเมนิ พฤติกรรมของ คุณลักษณะอนั พึง ผา่ นเกณฑ์ร้อยละ60 ขึน้ ผเู้ รยี น ประสงค์ ไป (รายบุคคล) ความสามารถในการแกป้ ัญหา ประเมนิ จาก แบบประเมนิ พฤตกิ รรมของ คณุ ลักษณะอันพงึ ผู้เรียน ประสงค์ (รายบคุ คล) เกณฑก์ ารให้คะแนน ระดับคะแนน 80-100% ให้ ดีมาก ระดับคะแนน 70-79% ให้ ดี ระดับคะแนน 60-69 % ให้พอใช้ ระดับคะแนน 0 -59% ให้ ปรับปรุง

20 แบบประเมนิ พฤติกรรมการเรยี นและการมีสว่ นร่วมในช้นั เรียน คําชีแ้ จง : ให้ผู้สอนสงั เกตพฤติกรรมและการมสี ่วนรว่ มในชั้นเรียนของนักเรยี นในระหว่างเรยี นและนอก เวลาเรียน แลว้ ขดี ✓ลงในชอ่ งที่ตรงกบั ระดบั คะแนน ลำดับท่ี รายการประเมนิ ระดับคะแนน 12 1 34 2 3 การแสดงความคิดเห็น การยอมรบั ฟงั ความคิดเห็นของผอู้ ืน่ 4 การทาํ งานตามหน้าที่ทีไ่ ดร้ ับ 5 มอบหมาย ความมนี ำ้ ใจ การตรงต่อเวลา ลงชอ่ื ................................................... ผ้ปู ระเมนิ ................../................/............... เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรอื แสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ ให้ 4 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 3 คะแนน ปฏบิ ตั หิ รือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบตั ิหรอื แสดงพฤตกิ รรมน้อยคร้งั หรือไม่เคยปฏบิ ัติเลย ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพ 0-7 คะแนน ระดับคุณภาพ 1 หมายถึง ปรับปรงุ 8-10 คะแนน ระดบั คุณภาพ 2 หมายถงึ พอใช้ 11-13 คะแนน ระดับคุณภาพ 3 หมายถงึ ดี 14-15 คะแนน ระดับคุณภาพ 4 หมายถึง ดีมาก

แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 21 คำอธบิ ายคณุ ภาพ ปรับปรุง (1) สง่ิ ท่ตี ้องการวัด/ ดมี าก (4) ดี (3) พอใช้ (2) ประเมนิ ผล 1. เข้าเรยี นตรงต่อ เข้าเรียนตรงต่อเวลา เข้าเรียนสายไมเ่ กิน เข้าเรียนสาย เข้าเรยี นสาย เวลา เกนิ 15นาที มากกวา่ 30นาที 2. ความสนใจเรียน สมำ่ เสมอดีมาก ไมเ่ ขา้ 10นาที 3. มีระเบยี บวินยั สายเลยสกั ครง้ั 4. ความรบั ผดิ ชอบ มีความกระตือรือร้น มีควากระตือรือร้น มกี ารตอบ ไมต่ อบคำถาม คำถามบ้าง เลย ในการเรียนดมี าก ในการเรียนดีมีการ เลก็ น้อย มีการให้ความร่วมมือ ให้ความร่วมมือใน ในการทำกิจกรรม การทำกิจกรรม ตลอดจนจบกจิ กรรม บ่อยครัง้ ทำงานเปน็ ระเบยี บ ทำงานเป็นระเบียบ ท ำ ง า น เ ป็ น ทำงานไมเ่ ปน็ ร ะ เ บ ี ย บ ระเบยี บและไม่ และถูกต้องมากกว่า แ ล ะ ถ ู ก ต ้ อ ง มากกว่า50% ถูกต้อง ทำงานที่ได้รับ ไม่ทำงานที่ได้รับ 90% มากกว่า70% มอบหมายดี มี ม อ บ ห ม า ย ความถูกต้อง ทำงานไม่แล้ว ทำงานที่ได้รับ ท ำ ง า น ท ี ่ ไ ด ้ รั บ มากกว่า50% เสร็จ มอบหมายดี มีความถกู ม อ บ ห ม า ย ด ี มี ตอ้ ง ตรงเวลามากกว่า ค ว า ม ถ ู ก ต ้ อ ง 90% มากกวา่ 70% เกณฑก์ ารตัดสนิ คะแนน ระดบั คณุ ภาพ ช่วงคะแนน ดีมาก 13 - 16 ดี 9 - 12 พอใช้ 5-8 ปรับปรุง 0-4

22 ตารางเกณฑ์การประเมินทกั ษะของผเู้ รียนในศตวรรษท่ี 21 สมรรถะสำคญั ของผ้เู รียน วิธีการวัด เคร่ืองมือวัด เกณฑ์การให้คะแนน เกณฑ์การประเมนิ 1. ทักษะการอ่าน สงั เกต แบบสังเกตพฤติกรรม คะแนน 4 = ดีมาก ผ่านเกณฑอ์ ย่างน้อยใน พฤติกรรม คะแนน 3 = ดี ระดับ พอใช้ แบบสงั เกตพฤติกรรม คะแนน 2 = พอใช้ 2. ทักษะการเขยี น สังเกต คะแนน 1 = ปรับปรุง ผ่านเกณฑ์อย่างน้อยใน พฤติกรรม แบบประเมินใบงาน คะแนน 4 = ดมี าก ระดับ พอใช้ คะแนน 3 = ดี 3. ทกั ษะการ คดิ คำนวณ ตรวจใบงาน แบบสงั เกตพฤติกรรม คะแนน 2 = พอใช้ ผ่านเกณฑ์อยา่ งน้อยใน คะแนน 1 = ปรับปรุง ระดับ พอใช้ 4. ทักษะด้านความร่วมมือ สงั เกต แบบสังเกตพฤติกรรม คะแนน 4 = ดีมาก การทำงานเป็นทีม และ พฤติกรรม คะแนน 3 = ดี ผ่านเกณฑอ์ ยา่ งน้อยใน ภาวะผู้นำ คะแนน 2 = พอใช้ ระดับ พอใช้ คะแนน 1 = ปรบั ปรงุ 5. ทักษะการเรียนรู้ สังเกต คะแนน 4 = ดีมาก ผา่ นเกณฑ์อยา่ งน้อยใน พฤติกรรม คะแนน 3 = ดี ระดบั พอใช้ คะแนน 2 = พอใช้ คะแนน 1 = ปรบั ปรงุ คะแนน 4 = ดีมาก คะแนน 3 = ดี คะแนน 2 = พอใช้ คะแนน 1 = ปรับปรุง

23 แบบประเมินใบงาน ชอ่ื -สกลุ เลขท่ี . ลำดบั ท่ี ประเด็นการประเมนิ 4 คณุ ภาพการปฏบิ ัตกิ าร (ดมี าก) 321 (ดี) (ปานกลาง) (พอใช)้ 1 เน้อื หาตรงตามจดุ ประสงคท์ ก่ี ำหนด 2 เนือ้ หามคี วามถูกต้องสมบรู ณ์ 3 ผลงานมคี วามคิดสรา้ งสรรค์ 4 ผลงานมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย 5 ส่งงานตรงตอ่ เวลา รวม ลงชื่อ ผปู้ ระเมิน ./ /.

24 เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนใบงาน คณุ ภาพการปฏิบัตกิ าร ประเดน็ ท่ีประเมิน 4 (ดีมาก) 3 (ดี) 2 (ปานกลาง) 1 (พอใช้) 1. เนื้อหาตรงตาม ผ ล ง า น ม ี ค ว า ม ผ ล ง า น ม ี ค ว า ม ผ ล ง า น ม ี ค ว า ม ผลงานไม่มีคว าม จุดประสงค์ท่ี ส อ ด ค ล ้ อ ง กั บ ส อ ด ค ล ้ อ ง กั บ ส อ ด ค ล ้ อ ง กั บ ส อ ด ค ล ้ อ ง กั บ กำหนด จุดประสงค์ของ จุดประสงค์ของ จุดประสงค์ของ จุดประสงค์ของ เนื้อหาที่เรียนทุก เนื้อหาที่เรียนเป็น เนื้อหาที่เรียนบาง เน้ือหาทเ่ี รยี น ประเดน็ สว่ นใหญ่ ประเด็น 2. เนื้อหามีความ เนื้อหาสาระของ เ น ื ้ อ ห า ส า ร ะ ข อ ง เ น ื ้ อ ห า ส า ร ะ ข อ ง เ น ื ้ อ ห า ส า ร ะ ข อ ง ถูกตอ้ งสมบรู ณ์ ผ ล ง า น ม ี ค ว า ม ผลงานมคี วามถูกต้อง ผลงานมีความถูกต้อง ผลงานไม่มีคว าม ถูกต้องครบถ้วน เปน็ สว่ นใหญ่ บางประเดน็ ถูกต้องบางประเดน็ สมบรู ณ์ 3. ผ ล ง า น มี ผลงานมีความคิด ผลงานมีคว ามคิด ผ ล ง า น ม ี ค ว า ม ผลงานไม่มีความคิด ค ว า ม คิ ด สร้างสรรค์ แปลก สร้างสรรค์ แปลก น่าสนใจ แต่ยังไม่มี สร้างสรรค์ แปลก สรา้ งสรรค์ ใหม่ และมีความ ใหม่ แต่ไม่มีความ ความคิดที่แปลกใหม่ ใหม่ และไม่มีความ เป็นระบบ เป็นระบบ เทา่ ทคี่ วร เป็นระบบ 4. ผลงานมีความ ผลงานมีความเป็น ผลงานมีความเป็น ผลงานส่วนใหญ่มี ผลงานส่วนใหญ่ไม่มี เ ป ็ น ร ะ เ บ ี ย บ ระเบียบเรียบร้อย ระเบียบเรียบร้อย แต่ ความเป็นระเบียบ ความเป็นระเบียบ เรยี บร้อย และมีความจูงใจน่า ย ั ง ม ี ข ้ อ บ ก พ ร ่ อง เรียบร้อย และ มี เรียบร้อย และ มี อ่านเป็นอย่างมาก ปรากฏเลก็ นอ้ ย ข ้ อ บ ก พ ร ่ อ ง เ ป็ น ข ้ อ บ ก พ ร ่ อ ง เ ป็ น ปรากฏบางสว่ น ปรากฏอย่างมาก 5. ส่งงานตรงต่อ ส่งงานตามเวลาท่ี ส่งงานเกินเวลาที่ครู ส่งงานเกินเวลาที่ครู ส่งงานเกินเวลาที่ครู เวลา ครกู ำหนด กำหนด 1-2 วัน กำหนด 3-4 วัน กำหนดเวลามากกว่า 5 วนั เกณฑ์การประเมิน ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ 16 - 20 ดมี าก 11 - 15 ดี 6 -10 1-5 ปานกลาง ปรบั ปรุง

แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกล่มุ 25 กลุ่มที่ ช่ือกลุ่ม . . . ช่อื สมาชิกในกลุ่ม 1. เลขที่ . 2. เลขท่ี . 3. เลขที่ . 4. เลขท่ี 5. เลขที่ ลำดับที่ พฤติกรรมที่สังเกต คุณภาพการปฏิบัติการ 3 21 (สมำ่ เสมอ) (บ่อยคร้ัง) (นอ้ ยครงั้ ) 1 มสี ว่ นรว่ มในการแสดงความคิดเห็น 2 มคี วามกระตอื รือร้นในการทำงาน 3 รบั ผดิ ชอบในงานทไี่ ดร้ ับมอบหมาย 4 มขี ้นั ตอนในการทำงานอยา่ งเป็นระบบและ เป็นระเบยี บเรยี บร้อย 5 ใช้เวลาในการทำงานอยา่ งเหมาะสม รวม ลงชื่อ / ผู้ประเมนิ . /. ช่วงคะแนน เกณฑก์ ารประเมนิ 13 - 15 8 - 12 ระดับคุณภาพ ตำ่ กว่า 8 ดี พอใช้ ปานกลาง

26 แบบสงั เกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ เลขท่ี ช่อื - สกุล มีวินยั ใฝ่ความรู้ มุ่งมน่ั ในการทำงาน 5 4 3 2 1 5 4 3 2 1 543 2 1 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 ลงชื่อ / ผู้ประเมิน . /.

27 เกณฑก์ ารให้คะแนนทักษะของผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 พฤตกิ รรมบ่งช้ี คะแนน 1. ทักษะการอา่ น 2. ทกั ษะการเขียน ดีมาก (4) ดี (3) พอใช้ (2) ปรบั ปรุง (1) 3. ทกั ษะการคิด คำนวณ อ ่ า น ไ ด ้ อ ย ่ า ง อ่านได้ถกู ต้องแต่ อ่านได้ถูกต้อง อ่านไม่ถูกต้อง 4. ทกั ษะด้านความร่วมมือ การ ทำงานเปน็ ทีม และภาวะผนู้ ำ ถูกต้อง และไม่ ตดิ ขัดเลก็ น้อย บางตัวแปร แต่ ต้อง สับสนตัว 5. ทักษะการเรียนรู้ ตดิ ขดั ติดขัด แปร เขยี นได้ถกู ต้อง เขยี นไดถ้ กู ต้อง เขยี นได้ถูกต้อง เขียนผิดทั้งหมด ทัง้ หมด เป็นสว่ นใหญ่ บางตวั มคี วามสามารถ มีความสามารถคิด มีความสามารถ ไมม่ ีความสามารถ คดิ คำนวณไดด้ ี คำนวณได้ดี และ คิดคำนวณได้ ในการคิดคำนวณ เยีย่ มและ ค ล ่ อ ง แ ค ล่ ว แต่ไมค่ ลอ่ งตัว คลอ่ งแคลว่ เ ล ็ ก น ้ อ ย แ ต่ ถกู ต้องสมบูรณ์ ถูกตอ้ ง ให้ความร่วมมือ ให้ความรว่ มมือใน ไ ม ่ ใ ห ้ ค ว า ม ไมใ่ หค้ วามร่วมมอื ใ น ก า ร ท ำ ง า น การทำงาน เป็น ร่วมมือในการ ในการทำงานเป็น เป็นกลมุ่ ทุกคร้ัง กลมุ่ บางครัง้ ทำงานเป็นกลุ่ม กล่มุ เลย บางครงั้ คะแนนใบงานได้ คะแนนใบงานได้ คะแนนใบงาน คะแนนใบงานได้ รอ้ ยละ 90 - 100 รอ้ ยละ 70 - 89 ได้รอ้ ยละ ตำ่ กวา่ ร้อยละ 50 50 - 69 เกณฑ์การตดั สินคณุ ภาพ ➢ ต้องผา่ นเกณฑ์ในระดับคะแนน พอใช้ ขึน้ ไป

28 11. กจิ กรรมเสนอแนะ ................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... 12.บนั ทึกผลหลังการสอน สรุปผลการเรียนการสอน นักเรยี นท้งั หมดจำนวน.....................คน จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ จำนวนนกั เรยี นท่ผี า่ น จำนวนนักเรยี นท่ีไมผ่ ่าน ข้อท่ี จำนวนคน รอ้ ยละ จำนวนคน รอ้ ยละ 1 2 3 13. ปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข ............................................................................................................................. .................................. ................................................................................................ ............................................................... ............................................................................................................................. .................................. 14. ข้อเสนอแนะ ...................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .......................................... ............................................................................................................................... ....................................... ลงชอื่ ........................................................................ () ตำแหน่ง ครู วทิ ยฐานะ ....................................... ลงชื่อ................................................................ หวั หนา้ กล่มุ สาระการเรยี นรู้ () ลงช่ือ.......................................................... รองผู้อำนวยการกลุม่ บรหิ ารวิชาการ (………………………………………..)

29 ความเห็นของหัวหน้าสถานศกึ ษา ไดท้ ำการตรวจแผนการเรยี นรู้ของ....................................................แลว้ มีความคดิ เห็นดังนี้ 1. เปน็ แผนการจัดการเรยี นรู้ที่  ดมี าก  ดี  พอใช้  ควรปรบั ปรุง 2. การจดั กจิ กรรมได้นำเอากระบวนการเรยี นรู้  เนน้ ผูเ้ รยี นเปน็ สำคัญมาใช้ในการสอนไดอ้ ย่างเหมาะสม  ยังไมเ่ น้นผู้เรยี นเป็นสำคัญ ควรปรับปรงุ พฒั นาต่อไป 3. ข้อเสนอแนะอื่นๆ ............................................................................................................................. ........................... ............................................................................................................................. ........................... ............................................................................................................................. ........................... ....................................................................................................... ................................................. ลงช่ือ............................................................................................... ( ………………………………………………… ) ผู้อำนวยการโรงเรยี น…………………………………………………………..

30 แบบฝกึ หัดเรอ่ื งสนามแมเ่ หล็ก คำช้แี จง : แสดงวิธีคำนวณหาผลลัพธ์ 1. จงหาฟลกั ซแ์ ม่เหล็กทผ่ี ่านขดลวดส่ีเหลยี่ มผืนผ้า abcd ถ้ามีสนามแมเ่ หล็ก B ขนาดสมา่ํ เสมอ 4 เทสลา ใน ทิศทขี่ นานแกน x ดังภาพ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. โปรตอนตัวหนึ่งเคลื่อนทีเ่ ข้าสู่สนามแม่เหล็กในทศิ ทำมุม 30 องศา กับทิศทางสนามแม่เหล็กด้วยความเร็ว 107 เมตรต่อวินาที เมื่อความเข้มสนามแม่เหล็กมีค่า 3 เทสลา และโปรตอนมีมวล 1.67 × 10-27 กิโลกรัม จง คำนวณหารัศมขี องเกลยี วทีเ่ คลื่อนท่ี ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

31 เฉลยแบบฝึกหดั เร่ืองสนามแมเ่ หลก็ คำชแ้ี จง : แสดงวธิ ีคำนวณหาผลลพั ธ์ 1. จงหาฟลักซ์แม่เหล็กที่ผ่านขดลวดส่ีเหลย่ี มผืนผา้ abcd ถ้ามีสนามแม่เหล็ก B ขนาดสมํา่ เสมอ 4 เทสลา ใน ทศิ ทขี่ นานแกน x ดงั ภาพ จากสมการ ∅ = ������������ ∅ = (4)(3 × 10−2)(3 × 10−2) ∅ = 3.6 × 10−3Wb ดงั น้ัน ฟลักซ์แมเ่ หลก็ ที่ผ่านขดลวดส่ีเหล่ยี มผนื ผา้ abcd เทา่ กับ 3.6 × 10-3 เวเบอร์ 2. โปรตอนตัวหนึ่งเคลื่อนทีเ่ ข้าสู่สนามแม่เหล็กในทศิ ทำมุม 30 องศา กับทิศทางสนามแม่เหล็กด้วยความเรว็ 107 เมตรต่อวินาที เมื่อความเข้มสนามแม่เหล็กมีค่า 3 เทสลา และโปรตอนมีมวล 1.67 × 10-27 กิโลกรัม จง คำนวณหารัศมีของเกลยี วที่เคลอื่ นที่ เม่ือโปรตอนเคลอ่ื นทเี่ ขา้ สู่สนามแมเ่ หล็กสม่ำเสมอโดยที่ความเรว็ ทำมมุ กบั สนามแมเ่ หลก็ ประจุไฟฟา้ จะเคล่อื นทเ่ี ป็นเส้นทางรปู เกลยี ว ซึ่งสามารถคำนวณหารัศมขี องเกลยี วทีเ่ คล่ือนที่ได้ จากสมการ =������ ������������ sin ������ ������������ =������ ������������ sin 30° ������������ =������ (1.67×10−7)(107)(12) (1.6×10−19)(3) ������ = 1.7 × 10−2 m = 1.7 cm ดังน้นั รัศมีของเกลียวที่เคล่อื นท่ีเทา่ กบั 1.7 เซนติเมตร

32 แบบฝกึ หดั เรอ่ื งแรงแม่เหล็ก คำชแี้ จง : ใหน้ ักเรียนเขียนอธิบายเรื่องแรงแมเ่ หลก็ ใหค้ รบถ้วน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. คำชแี้ จง : ใหน้ กั เรยี นบอกชนิดของแมเ่ หล็กท่ีนกั เรียนรู้จกั วา่ มกี ่ชี นิด อะไรบ้าง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

33 แบบฝกึ หดั เร่อื งโมเมนต์ของแรงควบคูก่ ระทำตอ่ อนุภาคท่มี ีประจุไฟฟา้ คำช้แี จง : ให้นักเรยี นเขยี นอธิบายเร่ืองเรื่องโมเมนตข์ องแรงควบคกู่ ระทำต่ออนภุ าคที่มีประจุไฟฟ้า ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. คำชแ้ี จง : ให้นกั เรียนเขียนสูตรเร่ืองโมเมนต์ของแรงควบคู่กระทำต่ออนภุ าคที่มีประจุไฟฟา้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

34 แบบฝึกหัดเรอ่ื งกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำและอีเอ็มเอฟเหนย่ี วนำ คำช้แี จง : ให้นักเรียนเขียนอธบิ ายเรือ่ งเรือ่ งกระแสไฟฟ้าเหนย่ี วนำและอีเอ็มเอฟเหนย่ี วนำ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. คำชแ้ี จง : ให้นกั เรยี นเขียนสูตรกระแสไฟฟา้ เหน่ยี วนำและอีเอ็มเอฟเหนีย่ วนำ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

35 ใบความรหู้ น่วยที1่ แม่เหลก็ และกระแสไฟฟ้า

36

37

38 แผนการจดั การเรยี นรู้ รายวชิ าฟสิ ิกสเ์ พ่มิ เติม 5 มาตรฐานการเรยี นรแู้ ละผลการเรยี นรู้ กลุ่มสา.ระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ( ฉบับปรบั ปรุง 2560 ) ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6แผนการเรียนรู้หนว่ ยที่ 2 เร่อื งความร้อนและแก๊ส

39 แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี2 กลุม่ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รหสั วิชา ว33205 รายวิชา ฟิสิกส์เพิ่มเติม 5 ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 .ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เวลา. 20 ชว่ั โมง เรื่อง ความร้อนและแกส๊ ครผู ูส้ อน นางสาวจริ าวรรณ วิสารโภชน์ 1.มาตรฐานการเรียนรู/้ ผลการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรียนรู้7.4 เข้าใจความสัมพันธ์ของความร้อนกับการเปลี่ยนอุณหภูมิและสถานะของ สสารสภาพยดื หยนุ่ ของวสั ดแุ ละมอดุลสั ของยงั ความดนั ในของไหล แรงพยงุ และหลกั ของอาร์คมิ ีดิส ความตึง ผิวและแรงหนืดของของเหลว ของไหลอุดมคติ และสมการแบร์นูลลี กฎของแก๊ส ทฤษฎีจลน์ของแก๊สอุดมคติ และพลังงานในระบบทฤษฎีอะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ทวิภาวะของคลื่นและอนุภาค กัมมันตภาพรังสี แรงนิวเคลียร์ ปฏิกิริยานิวเคลียร์ พลังงานนิวเคลียร์ฟิสิกส์อนุภาค รวมทั้งนําความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ผลการเรยี นรู้ ว. 7.3 ม.6/7 อธิบายและคำนวณความร้อนทีท่ ำ ให้สสารเปลย่ี นอณุ หภมู ิ ความร้อนท่ีทำ ใหส้ สาร เปล่ียนสถานะ และ ความรอ้ นทเี่ กิดจากการถา่ ยโอนตาม กฎการอนรุ ักษพ์ ลังงาน ว. 7.4 ม.6/8 อธบิ ายกฎของแก๊สอุดมคติและคำนวณปรมิ าณ ตา่ ง ๆ ที่เก่ียวขอ้ ง ว. 7.4 ม.6/9 อธบิ ายแบบจำลองของแก๊สอดุ มคติ ทฤษฎีจลน์ ของแก๊ส และอตั ราเรว็ อาร์เอ็มเอสของ โมเลกุล ของแก๊ส รวมท้งั คำนวณปรมิ าณต่าง ๆ ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง ว. 7.4 ม.6/10 อธบิ าย และคำนวณงานทท่ี ำโดยแกส๊ ในภาชนะปิด โดยความดนั คงตวั และอธิบาย ความสัมพันธ์ ระหวา่ งความร้อน พลังงานภายในระบบ และงาน รวมท้งั คำนวณปรมิ าณตา่ งๆ ทเี่ ก่ียวขอ้ ง และ นำความรเู้ รอ่ื งพลงั งานภายในระบบ ไปอธิบายหลกั การทำงานของเครอื่ งใช้ในชวี ิต ประจำวนั 2. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ 1. สามารถบอกระดบั ความรอ้ นของวัตถุดว้ ยอุณหภมู ิในหนว่ ยองศาเซลเซยี สและเคลวิน (K) 2. อธบิ ายความสัมพนั ธ์ระหวา่ งการเปล่ยี นอณุ หภูมกิ บั ความจุความร้อนความร้อนจำเพาะได้ (K) 3. อธบิ ายการเปลี่ยนสถานะของสสารท่ีเกย่ี วข้องกบั ความร้อนแฝงได้ (K) 4. อธิบายการถ่ายโอนความรอ้ นสมดุลความร้อนและคำนวณปริมาตรต่าง ๆ ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง (K) 5. อธิบายแบบจาํ ลองของแก๊สอดุ มคตไิ ด้ (K) 6. มีความรับผดิ ชอบในการทำงาน ( A ) 7. อธิบายกฎของแกส๊ อุดมคติและคำนวณปรมิ าณตา่ ง ๆ ทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง (P) 8. อธบิ ายความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งความดนั กบั อัตราเรว็ อาร์เอม็ เอสของโมเลกลุ แกส๊ ได้ (K)

40 9. อธบิ ายความสัมพนั ธ์ระหว่างพลงั งานจลน์เฉล่ียของแก๊สกบั อุณหภูมิได้ (K) 10. มีความตรงต่อเวลา ( A ) 11. อธบิ ายความสัมพนั ธ์ระหว่างอตั ราเร็วอาร์เอ็มเอสของโมเลกลุ ของแกส๊ กบั อุณหภูมแิ ละคาํ นวณ ปริมาณต่าง ๆ ท่เี ก่ยี วขอ้ งได้ (P) 12. สามารถคํานวณพลังงานภายในระบบได้ (P) 13. อธิบายและคาํ นวณงานทีท่ ำโดยแก๊ส (P) 14. อธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหว่างความรอ้ นพลงั งานภายในระบบกับงานที่ทำโดยแกส๊ และคํานวณ ปรมิ าณต่าง ๆ ท่เี กย่ี วขอ้ งได้ (K) 15. อธบิ ายการนำความรเู้ ร่ืองพลังงานภายในระบบไปใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ิตประจำวันได้ (P) 3. สาระสำคัญ ความรอ้ น เปน็ พลงงานรูปหนึ่งท่ีสามารถทำงานได้และเปลีย่ นเป็นพลงงานรปู อ่ืนได้ความร้อน อาจจะ เปลี่ยนรูปมาจากพลังงานรูปอื่นได้เช่น พลงงานเคมี พลงงานไฟฟ้า ฯลฯ ความร้อน เป็นพลงงานซึ่งสามารถ ถ่ายทอดจากวัตถุที่มีอุณหภูมิสูงไปวัตถุท่ีมีอุณหภูมิต่ำกว่า ความร้อนจะถ่ายเทให้จนกระทั่งนจนกระทั่ง อณุ หภมู ิเท่ากนั แก๊สอุดมคติ สมบัติทางกายภาพของแก๊สที่สามารถทาการทดลองวัดได้โดยตรงด้วยยวิธีการที่ไม่ยง ยากซบั ซ้อน เช่น มวล ปริมาตร ความดนั และอุณหภมู ิ สมบัตขิ องเหลา่ น้ีไดจ้ ากการทดลอง 4. สาระการเรยี นรู้ -ความร้อน -แกส๊ อดุ มคติ -ทฤษฎจี ลน์ของแก๊ส -กฎขอ้ ทีห่ นงึ่ ของ อณุ หพลศาสตร์ 5. สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน ความสามารถในการสอื่ สาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา  ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ  ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

41 ทกั ษะของผู้เรยี นในศตวรรษที่ 21 (3R 8C + 2L) (จุดเนน้ สกู่ ารพฒั นาคุณภาพผเู้ รยี น)  ทกั ษะการอา่ น (Reading)  ทกั ษะการ เขียน (Writing)  ทักษะการ คดิ คํานวณ (Arithmetic)  ทกั ษะด้านการคดิ อยา่ งมวี ิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (Critical thinking and problem solving) ทักษะด้านการสรา้ งสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and innovation)  ทกั ษะด้านความร่วมมอื การทํางานเปน็ ทีม และภาวะผนู้ ํา (Collaboration , teamwork and leadership) ทักษะดา้ นความเข้าใจตา่ งวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์ (Cross-cultural understanding) ทกั ษะดา้ น การสอื่ สาร สารสนเทศ และรูเ้ ทา่ ทันส่อื (Communication information and media literacy) ทกั ษะดา้ นคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร (Computing) ทกั ษะอาชีพและทกั ษะการเรยี นรู้ (Career and learning self-reliance, change) ทกั ษะการเปลีย่ นแปลง (Change)  ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) ภาวะผู้นาํ (Leadership) 6. ชน้ิ งานหรอื ภาระงาน - แบบฝกึ หดั เรื่องความรอ้ น -แบบฝกึ หดั ตรวจสอบความเข้าใจเรอ่ื งความร้อน -แบบฝกึ หดั ตรวจสอบความเขา้ ใจเร่ืองแกส๊ อดุ มคติ -แบบฝึกหัดตรวจสอบความเข้าใจเร่ืองทฤษฎีจลน์ของแก๊ส -ฝกึ หัดตรวจสอบความเขา้ ใจเรือ่ งกฎข้อที่หน่งึ ของอณุ หพลศาสตร์ 7. การจัดการเรยี นรู้ หน่วยยอ่ ยที่ 1 เรอ่ื ง ความร้อน ชั่วโมงท่ี 1 ใชร้ ปู แบบการเรียนรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ ( 5E ) ข้นั ท่ี 1 : ขน้ั สรา้ งความสนใจ (Engagement) 1.ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้เร่อื งสนามแมเ่ หลก็ ให้นักเรยี นทราบ 2.ครูใชค้ ำถามเพอื่ ให้นกั เรยี นเกิดปัญหาและหาความร้เู พื่อให้ไดค้ ำตอบ โดยใช้คำถาม Big Question จากหนังสือเรียนว่า “บอลลูนสามารถลอยขึ้นไปบนท้องฟา้ ไดเ้ กดิ จากสง่ิ ใดและ

42 มีหลกั การอยา่ งไร” โดยเม่อื นกั เรยี นศกึ ษาเรยี นรูจ้ นจบหน่วยการเรียนรูน้ ีแ้ ล้ว นกั เรยี น จะตอ้ งตอบคำถามและใหเ้ หตุผลของข้อคำถามน้ีได้ (แนวตอบ : บอลลนู สามารถลอยข้ึนได้โดยอาศยั หลักการของแกส๊ ตามกฎของชาร์ล โดยที่ อากาศรอ้ นเกดิ จากการเผาไหม้ของแกส๊ โพรเพนจากบริเวณฐานบอลลูน ส่งผลให้อากาศ ภายในบอลลูนร้อนข้นึ โมเลกลุ ของอากาศเกิดการขยายตัว ความหนาแนน่ ของอากาศภายใน น้อยกว่าภายนอก และเน่ืองจากภายใต้ความดันบรรยากาศท่ีเท่ากนั จึงเกดิ แรงลอยตวั บอลลนู จึงลอยข้ึนดา้ นบนได)้ 2.ครูถามคำถามกระตุ้นความสนใจกับนักเรียนว่า “เราใช้พลังงานในรูปของความร้อน อย่างไรบ้าง” โดยให้นกั เรียนร่วมกนั แสดงความคิดเห็น (แนวตอบ : ปจั จุบนั มีการนำความร้อนไปเปลย่ี นรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า เป็นพลังงานแสง นำไปใช้ในการตากแห้งอาหาร การอบ เครือ่ งทำนำ้ อุ่น เตาอบ) ขน้ั ที่ 2 : ข้นั สาํ รวจและคน้ หา (Exploration) 1. นกั เรยี นศกึ ษา เรือ่ งความรอ้ น จากหนงั สือเรยี นรายวชิ าเพิ่มเตมิ ฟิสิกส์ (ฉบับ ปรบั ปรงุ พ.ศ.2560) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 เลม่ 5 2. นักเรียนศึกษา เรอื่ งความร้อนจากสื่อการสอน PowerPoint ชว่ั โมงท่ี 3 ใชร้ ูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ( 5E ) ขน้ั ที่ 3 : ข้ันอธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) 1. ครูให้ความรู้เกยี่ วกับความร้อนตามรายละเอียดในหนังสือเรียน 2. ครตู ังคำถาม ความร้อน มีความหมายวา่ อย่างไร (แนวตอบ : ความรอ้ นเปน็ พลังงานรูปหนง่ึ ท่สี ะสมอยใู่ นรปู พลงั งานจลน์ของโมเลกลุ ของ วตั ถุ) 3.ให้นักเรยี นจบั ค่กู ับเพ่ือนทนี่ ่ังข้าง ๆ จากน้ันรว่ มกนั ศกึ ษา เรื่อง ความร้อน ในหัวข้อที่ เก่ยี วกบั อุณหภมู ิ จากหนังสอื เรียน ในลกั ษณะของเพอ่ื นคูค่ ิด ชัว่ โมงท่ี 5 ใชร้ ปู แบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ( 5E ) ขน้ั ท่ี 4 : ข้ันขยายความรู้ (Elaboration) 1.ครใู หต้ วั แทนนกั เรยี นออกมาอภปิ รายความรเู้ กย่ี วกับความร้อน ตามรายละเอียดใน หนังสือและการคน้ คว้าเพิ่มเติมครูอาจแนะใหน้ กั เรียนทดลองนอกเวลาเรยี นได้ 2. ครูเปิดโอกาสใหน้ ักเรียนสอบถามเน้อื หาวา่ มีส่วนไหนท่ยี ังไม่เขา้ ใจ แลว้ ใหค้ วามรู้ เพ่ิมเตมิ ในส่วนนั้น โดยทคี่ รอู าจจะใช้ PowerPoint เร่ือง ความรอ้ นมาอธิบาย

43 ช่ัวโมงที่ 7 ใชร้ ปู แบบการเรยี นรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ ( 5E ) 5. ขนั้ ประเมนิ (Evaluation) ครใู หน้ ักเรยี นทําแบบฝกึ หัดตรวจสอบความเขา้ ใจ เรื่อง ความรอ้ น เพอ่ื ทบทวนความเขา้ ใจ ของนักเรยี นครปู ระเมินจากการตอบคําถาม การรว่ มกิจกรรม การอภิปราย และการทาํ แบบฝกึ หดั เพ่ือตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรียน หนว่ ยยอ่ ยที่ 2 เรื่อง แก๊สอดุ มคติ ชวั่ โมงที่ 1 ใชร้ ูปแบบการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ( 5E ) ขั้นท่ี 1 : ขั้นสรา้ งความสนใจ (Engagement) 1.ครูแจ้งจดุ ประสงค์การเรยี นรู้เรอ่ื งแรงแมเ่ หลก็ ให้นักเรยี นทราบ 2.ครแู ละนกั เรยี นร่วมสนทนา เกีย่ วกับแกส๊ อดุ มคติ 3.ครูถามคำถาม Key Question กับนักเรียนว่า “แก๊สอุดมคติมีคุณสมบัติอย่างไร” โดย นักเรียนร่วมกันตอบคำถามและแสดงความคิดเห็นเกย่ี วกับคำตอบของคำถามเพ่ือเช่ือมโยงเข้าสู่ เนอ้ื หาทกี่ ำลังจะศึกษาเรยี นรู้ต่อไป (แนวตอบ) ในทางทฤษฎีได้กำหนดสมบัติของแก๊สอุดมคติไว้ว่าเป็นแก๊สที่ไม่มีแรงดึงดูด ระหว่างโมเลกุลและมีพฤติกรรมเป็นไปตามสมการสภาวะของแก๊สอุดมคติ ซึ่งสมการ ดังกล่าวเกิดจากแนวคิดท่ีได้จากการศึกษาพฤติกรรมของแก๊ส 3 หลักการ ได้แก่ กฎของ บอยล์ กฎของชาร์ล และกฎของเกย์-ลูสแซก ข้นั ที่ 2 : ขั้นสํารวจและค้นหา (Exploration) 1. นกั เรยี นศึกษา เรอ่ื งแกส๊ อดุ มคติจากหนังสอื เรยี นรายวิชาเพิม่ เติม ฟสิ กิ ส์ (ฉบับ ปรบั ปรุงพ.ศ.2560) ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 เลม่ 5 2. นักเรียนศึกษา เรื่อง แกส๊ อุดมคติ จากส่ือการสอน PowerPoint 3. ใหน้ ักเรยี นเข้ากลมุ่ สบื คน้ ข้อมลู เกี่ยวกบั แกส๊ อดุ มคตจิ ากแหล่งขอ้ มูลต่างๆ ชว่ั โมงท่ี 3 ใช้รปู แบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ( 5E ) ขัน้ ท่ี 3 : ขนั้ อธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation) 1. นักเรียนนำข้อมลู ที่ได้จากการสืบค้น มาอภิปรายร่วมกับครู 2. นกั เรียนซักถาม ครอุ ธบิ ายเก่ยี วกบั แรงแม่เหลก็ เพือ่ ให้นักเรียนสรุปสาระสำคญั ลงใน สมุดจดบนั ทึก 3. ครูถามคำถามเพิม่ เติมพร้อมอธบิ าย กฎของบอยล์ มใี จความว่าอย่างไร (แนวตอบ : สำหรับแก๊สปริมาณหน่ึงท่ีอุณหภูมิคงตัว ภายในภาชนะปิด ความดันของแก๊ส แปรผกผนั กบั ปริมาตรของแกส๊ )

44 สมการกฎของบอยล์ที่ใชใ้ นการคำนวณมคี วามสัมพันธ์อยา่ งไร (แนวตอบ : P1V1 = P2V2) กฎของชารล์ มใี จความวา่ อย่างไร (แนวตอบ : สำหรับแก๊สปริมาณหน่ึงที่ความดันคงตัว ภายในภาชนะปิด ปริมาตรของแก๊ส แปรผนั ตรงกับอุณหภูมสิ ัมบรู ณ์ของแกส๊ ) สมการกฎของชารล์ ที่ใช้ในการคำนวณมคี วามสมั พนั ธ์อยา่ งไร (แนวตอบ : V1/T1 = V2/T2) ชว่ั โมงที่ 5 ใชร้ ูปแบบการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ( 5E ) ขน้ั ท่ี 4 : ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) 1.ครใู หต้ วั แทนนักเรียนออกมาสรปุ สาระสำคัญของเรื่องแกส๊ อุดมคติ และซักถามขอ้ สงสัย พรอ้ มท้งั หาความร้เู พมิ่ เตมิ 2. ครเู ปดิ โอกาสให้นักเรยี นสอบถามเนือ้ หาที่ได้ศึกษาผ่านมาแลว้ ว่ามสี ว่ นไหนท่ยี ังไม่เข้าใจ แล้วใหค้ วามรู้เพิม่ เตมิ ในสว่ นนนั้ โดยท่คี รูอาจจะใช้ PowerPoint เร่ือง แก๊สอุดมคติมาช่วย ในการอธบิ าย ช่ัวโมงที่ 7 ใชร้ ูปแบบการเรียนรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้ ( 5E ) 5. ข้นั ประเมนิ (Evaluation) 1. ครใู ห้นกั เรียนทาํ แบบฝกึ หดั ตรวจสอบความเข้าใจ เรื่อง แกส๊ อุดมคติ เพอ่ื ทบทวนความ เขา้ ใจของนักเรยี นครูประเมินจากการตอบคาํ ถาม การร่วมกิจกรรม การอภปิ ราย และการ ทําแบบฝกึ หดั เพ่อื ตรวจสอบความเข้าใจ ของนกั เรียน หนว่ ยยอ่ ยที่ 3 เรอื่ ง ทฤษฎีจลนข์ องแกส๊ ชั่วโมงท่ี 1 ใช้รปู แบบการเรยี นรูแ้ บบสบื เสาะหาความรู้ ( 5E ) ข้นั ที่ 1 : ขนั้ สรา้ งความสนใจ (Engagement) 1.ครแู จง้ จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้เรอ่ื งแรงแมเ่ หล็กให้นกั เรยี นทราบ 2.ครแู ละนกั เรียนร่วมสนทนา เกีย่ วกับเรือ่ ง ทฤษฎีจลน์ของแกส๊ 3. ครูทบทวนความรู้เก่ียวกับสมบตั ิของแกส๊ อุดมคติ โดยให้นกั เรียนรว่ มกันตอบคำถามว่า “แบบจำลองของแกส๊ อุดมคติประกอบด้วยอะไรบ้าง” (แนวตอบ : 1. แกส๊ ประกอบดว้ ยโมเลกลุ จำนวนมาก โมเลกุลเหลา่ นั้นอยู่หา่ งกันมากและไม่ มแี รงกระทำต่อกัน 2. โมเลกุลของแกส๊ มีมวลแต่มีขนาดเลก็ มากจนถอื ว่ามปี ริมาตรเป็นศูนย์ 3. โมเลกุลของแก๊สเคลอ่ื นทีอ่ ย่างอสิ ระด้วยอัตราเรว็ คงตวั ตลอดเวลาในแนวเสน้ ตรง

45 4. เมอ่ื โมเลกุลของแก๊สชนกันหรือชนกบั ผนงั ภาชนะจะมกี ารถา่ ยโอนพลงั งานจลนร์ ะหว่าง กันไดแ้ ตไ่ มม่ ีการเปล่ียนรูปเปน็ พลงั งานรูปอ่ืน) 4. ครถู ามคำถาม Key Question กบั นกั เรียนว่า “ทฤษฎีจลนข์ องแกส๊ ศึกษาเกี่ยวกบั ส่ิงใด” โดยนกั เรยี นร่วมกันตอบคำถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำตอบของคำถามเพ่ือ เชือ่ มโยงเข้าสู่เน้อื หาท่ีกำลงั จะศกึ ษาเรยี นรู้ต่อไป (แนวตอบ : ศึกษาสมบตั ิตา่ ง ๆ ของแกส๊ โดยศกึ ษาจากทิศทางเคล่ือนท่ีของโมเลกลุ แก๊สและ ลักษณะของโมเลกุลแก๊ส) ขั้นท่ี 2 : ขัน้ สํารวจและค้นหา (Exploration) 1.นกั เรยี นศกึ ษา เร่ืองทฤษฎีจลนข์ องแกส๊ จากหนงั สือเรียนรายวชิ าเพมิ่ เติม ฟิสิกส์ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2560) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 เลม่ 5 2. นกั เรียนศึกษา ทฤษฎีจลนข์ องแกส๊ จากส่อื การสอน PowerPoint 3. ให้นักเรยี นเข้ากลมุ่ สืบคน้ ขอ้ มลู เก่ียวกับทฤษฎจี ลนข์ องแกส๊ ชั่วโมงที่ 3 ใชร้ ูปแบบการเรยี นร้แู บบสืบเสาะหาความรู้ ( 5E ) ขัน้ ที่ 3 : ข้นั อธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation) 1. นักเรียนนำข้อมลู ท่ีได้จากการสบื ค้น มาอภิปรายรว่ มกับครู 2.ครถู ามคำถาม Key Question กับนกั เรียนวา่ “ทฤษฎีจลนข์ องแก๊สศึกษาเก่ียวกับสงิ่ ใด” โดยนักเรียนรว่ มกนั ตอบคำถามและแสดงความคดิ เหน็ เก่ียวกบั คำตอบของคำถามเพ่ือ เช่ือมโยงเขา้ ส่เู นอื้ หาท่ีกำลังจะศกึ ษาเรียนรูต้ อ่ ไป (แนวตอบ : ศึกษาสมบตั ติ ่าง ๆ ของแกส๊ โดยศึกษาจากทศิ ทางเคลื่อนที่ของโมเลกลุ แก๊สและ ลกั ษณะของโมเลกุลแก๊ส) 3.นักเรียนร่วมกันตอบคำถาม Concept Question จากหนงั สือเรียนท่ถี ามว่า “การหาสมการ พลังงานจลน์เฉล่ยี ของโมเลกลุ ของแก๊ส สามารถพิจารณาไดจ้ ากส่ิงใด” (แนวตอบ : พจิ ารณาได้จากอัตราเรว็ ในการเคล่ือนท่ีของโมเลกุลของแก๊สและกฎของแก๊ส อดุ มคต)ิ 4. ครนู ำนกั เรียนอภปิ รายเกย่ี วกบั สมการความสัมพันธข์ องพลังงานจลน์เฉลี่ยของโมเลกุล ของแก๊สวา่ ณ อุณหภมู ิเดียวกัน โมเลกลุ ของแก๊สแต่ละโมเลกุลจะมีการเคลื่อนทีด่ ว้ ย อัตราเรว็ ทีไ่ ม่เทา่ กนั แตจ่ ะมพี ลงั งานจลน์เฉลีย่ เทา่ กัน โดยท่ีพลงั งานจลน์เฉลยี่ ของโมเลกลุ ของแกส๊ จะแปรผันตรงกบั อณุ หภูมสิ ัมบูรณห์ รอื อุณหภมู ิของแก๊สในหนว่ ยเคลวิน

46 ช่ัวโมงท่ี 4 ใชร้ ปู แบบการเรียนรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ ( 5E ) ขั้นท่ี 4 : ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration) 1.ครใู หต้ ัวแทนนกั เรียนออกมาสรปุ สาระสำคญั ของทฤษฎจี ลน์ของแก๊สและซักถามข้อสงสัย พร้อมทั้งหาความรเู้ พมิ่ เติม 2. ครเู ปดิ โอกาสให้นักเรียนสอบถามเน้ือหาทไ่ี ด้ศึกษาผ่านมาแล้ววา่ มีส่วนไหนท่ยี งั ไม่เขา้ ใจ แล้วให้ความรู้เพิม่ เติมในสว่ นน้นั โดยที่ครูอาจจะใช้ PowerPoint เรอ่ื งทฤษฎีจลนข์ องแก๊ส มาช่วยในการอธิบาย ชั่วโมงที่ 5 ใช้รปู แบบการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ( 5E ) 5. ขนั้ ประเมนิ (Evaluation) 1. ครใู หน้ ักเรยี นทําแบบฝกึ หดั ตรวจสอบความเขา้ ใจ เรือ่ ง ทฤษฎีจลนข์ องแกส๊ เพ่ือทบทวน ความเขา้ ใจของนักเรยี นครูประเมินจากการตอบคําถาม การร่วมกิจกรรม การอภปิ ราย และการทาํ แบบฝกึ หดั เพ่ือตรวจสอบความเข้าใจ หน่วยยอ่ ยท่ี 4 เรอ่ื ง กฎขอ้ ที่หนึ่งของ อณุ หพลศาสตร์ ชว่ั โมงท่ี 1 ใช้รูปแบบการเรยี นรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ( 5E ) ขัน้ ท่ี 1 : ขั้นสรา้ งความสนใจ (Engagement) 1.ครูแจง้ จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้เรอ่ื งกฎขอ้ ท่หี นง่ึ ของ อุณหพลศาสตร์ 2. ครูและนกั เรยี นร่วมกนั สนทนาเรื่องกฎข้อท่หี น่งึ ของ อณุ หพลศาสตร์ 3. ใหน้ กั เรียนร่วมกันตัง้ คำถามเกีย่ วกับสิ่งทต่ี ้องการรู้ จากเนือ้ หาท่ีเกีย่ วกบั กฎข้อทีห่ น่ึงของ อุณหพลศาสตร์ 1.3 ทขั้นที่ 2 : ขนั้ สาํ รวจและคน้ หา (Exploration) 1. แบ่งนกั เรยี นเป็นกลุ่มละ 4 คน 2.ใหน้ ักเรยี นศึกษาเรอ่ื งกฎข้อทีห่ นึ่งของอุณหพลศาสตร์จากหนงั สอื เรยี นรายวชิ าเพิ่มเติม ฟิสกิ ส์ (ฉบับ ปรบั ปรงุ พ.ศ.2560) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 เล่ม5 2. นักเรียนศกึ ษา เรอื่ ง กฎขอ้ ท่ีหนงึ่ ของ อณุ หพลศาสตร์จากส่ือการสอนPowerPoint 3. ใหน้ กั เรียนเข้ากลุ่มสบื ค้นข้อมลู เกย่ี วกบั กฎข้อที่หน่งึ ของ อณุ หพลศาสตร์จาก แหลง่ ขอ้ มลู ตา่ ง