๓. พิจารณาจากความหมายในประโยค หรอื ดูจากข้อความที่แวดลอ้ มคาซงึ่ เราสงสยั ในประโยคบางประโยค หรือในขอ้ ความบางขอ้ ความ เราไม่สามารถบ่งออกไปไดท้ นั ทวี า่ คาใดเป็นคาประสม จนกวา่ เราจะได้พิจารณา ความหมายของคาน้นั ให้ชัดเจนเสียกอ่ น เช่น ในประโยคต่อไปนี้ ก. นัน่ ลูกเล้ยี งใคร ข. นั่นลูกเล้ียงของใคร ค. นนั่ ลกู เลยี้ งใครไว้ คาว่าลูกเล้ียงในข้อ ก.เป็นได้ทั้งคาประสมและไม่ใช่คาประสม ถา้ มีข้อความอื่นหรือเหตุการณ์มาชใ้ี ห้เห็นว่า ผู้ พูดประโยคน้ีกาลังหมายถึงใครคนหน่ึงคาว่า “ ลูกเล้ียง ” ก็จะเปน็ คาประสม แต่ถ้าผู้พูดกาลังถามลูกของตัวเองว่า เล้ียงใครอยู่ คาว่าลูกเล้ียงก็ไม่เป็นคาประสม ส่วนคาว่าลูกเลี้ยงในข้อ ข. ข้อความใกล้เคียงบ่งชี้ว่าเป็นคาประสม อยา่ งไม่มีปัญหา ส่วนขอ้ ค. คาว่าลกู เลยี้ งไม่ได้เปน็ คาประสม คาวา่ ลูกเปน็ นามและคาวา่ เล้ียงเป็นกริยาของประโยค หรือ ประโยควา่ “ ลูกน้องของเธอมาแล้ว ” คาว่าลูกน้อง ก็อาจจะเป็นไดท้ ้ังคาประสมและไม่ใช้คาประสมเราจะ ตัดสินได้ก็ต่อเมื่อมีข้อความอ่ืนมาขยายหรือเราอยู่ในเหตุการณ์ที่กาลังพูดประโยคน้ีอยู่ด้วยหรือสังเกตการเน้นคาก็ได้ เพราะคาว่า ลูกนอ้ ง อาจมีความหมายวา่ ลกู ( ของ ) น้อง ( ไมเ่ ป็นคาประสม ) หรือ ผู้ที่อยู่ใต้อานาจ ( ของเธอ ) ( เป็นคาประสม ) เป็นต้น ประโยชน์ของคาประสม ๑. ทาใหม้ คี าใชใ้ นภาษามากข้นึ โดยใช้คาทมี่ อี ยแู่ ลว้ เอามารวมกนั ทาใหเ้ กิดคาใหม่ ได้ความหมายใหม่ ๒. ชว่ ยย่อความยาว ๆ ให้ส้นั เข้า เปน็ ความสะดวกทัง้ ในการพูด และการเขียน เช่น นกั รอ้ ง = ผู้ทีช่ านาญในการรอ้ งเพลง ชาวนา = ผ้ทู ม่ี ชี ีวติ อยู่ในผนื นา หมอนวด = ผทู้ ช่ี านาญในการนวด ๓. ชว่ ยใหก้ ารใช้คาไทยทมี่ าจากภาษาตา่ งประเทศ ประสมกลมกลืนกบั คาไทยแทไ้ ดส้ นิท เชน่ พลเมอื ง = พล ( บาลี ) + เมือง ( ไทย ) เส้ือเช้ิต = เสอ้ื ( ไทย ) + เช้ติ ( อังกฤษ - shirt )
รถเก๋ง = รถ ( บาลี ) + เก๋ง ( จีน ) เกมบนั ไดคาประสม เกมบันไดคาประสม จดุ ประสงค์ ๑. เพื่อฝึกให้นกั เรียนคิดหาคาประสม ๒. เพือ่ ฝึกให้นักเรียน อา่ น เขียน และนาคาประสมไปใช้แต่งประโยค วสั ดอุ ุปกรณ์และเคร่อื งมือ ๑. ลูกเตา๋ ( เลือกทาเองจากยางลบ ไม้ เป็นตน้ ) เป๊กกดกระดาษ ( เป๊กหวั เหด็ ) กระดาษกาว กระดาษกลอ่ งขนาด ๔๕ ๔๕ ซม. ( หรือตามความเหมาะสม) สเี มจิก ดินสอ ยางลบ ๒. กรรไกร ไม้บรรทัด วิธีทา ๑. ทาลกู เต๋าจากยางลบ แท่งไมห้ รือวสั ดอุ ่ืน ๆ ( ขนาดตามความเหมาะสมจากวัสดุทหี่ าได้ ) โดยใช้สีเขยี น ตัวเลข ๑ - ๖ ใหช้ ัดเจนทงั้ ๖ ด้าน ๒. นากระดาษกล่องท่เี ตรยี มไวม้ าเขียนรปู แบบก้นหอยดงั ภาพ แลว้ แบ่งเป็นชอ่ ง ๆ ไม่ควรต่ากว่า ๒๐ ช่อง โดยใสห่ มายเลขกากบั ดว้ ย ๓. เลือกเตมิ สัญลักษณ์หรือข้อความต่อไปนีล้ งในช่องต่าง ๆ บางชอ่ งท่ีเห็นสมควร ( ๑) หมายถงึ เดนิ ข้นึ บนั ได ( ๒) หมายถงึ ลงไปชอ่ งทหี่ างงู ( ๓) หมายถงึ กลับไปทีเ่ ดิม ( ๔) หมายถึง เดนิ ต่ออีก ๒ ช่อง ( หรือตามท่กี าหนด ) ๔. ชอ่ งทเ่ี หลือเวน้ ไวส้ าหรบั ตดิ บัตรคา
๕. ตดั บัตรคาขนาดเลก็ กวา่ ชอ่ ง ในกระดาษรูปกน้ หอย แต่ละบตั รเขียนคามูลเพยี งคาเดยี วลงไปไมค่ วรให้ซา้ คากัน เพอ่ื ให้นักเรยี นหาคามาประสม วธิ เี ล่น ๑. นาบตั รคาทีเ่ ขียนไวไ้ ปตดิ ในแต่ละชอ่ งของกระดาษบันไดประสมคา ๒. แบง่ นกั เรียนออกเปน็ กี่กล่มุ กไ็ ดต้ ามความเหมาะสมให้แต่ละกลุ่มสง่ ตวั แทนผลดั เปลี่ยนกันเลน่ ครัง้ ละ ๑ คน ๓. ตัวแทนแต่ละกล่มุ ผลัดกันโยนลกู เต๋าคนละครั้ง แล้วเดินหมากตามแตม้ ท่ีได้ เมื่อไปถึงช่องใดใหด้ วู า่ มีสัญลกั ษณ์ หรือข้อความใดอยู่บ้าง ถ้ามีให้ปฏิบัติตาม แล้วคิดหาคามาประสมกับคาในบตั รคาของช่องน้ัน ๆ ( โดยเป็นคา ประสมทถ่ี กู ตอ้ ง ) แล้วเขยี นบนกระดานดาถ้าถูกครูใหค้ ะแนน ๔. เปลี่ยนตัวแทนกลมุ่ มาเลน่ แทนชุดที่ ๑ โดยปฏิบัตเิ ช่นเดยี วกัน ตามเวลาท่คี รกู าหนดให้ ๕. ให้นกั เรียนอา่ นคาประสมท่หี ามาได้ แล้วแต่งประโยคลงในสมดุ ๖. การเลน่ คร้ังหนึ่ง ๆ ควรจะเล่นถงึ ตวั เลขช่องสุดท้าย หรอื จะครบจานวนคาก่ีคากไ็ ดเ้ มอื่ เสร็จสิน้ การเล่น กล่มุ ใด ได้คะแนนมาก กลมุ่ น้นั ชนะ แบบฝกึ หัด คาช้แี จง ใหน้ กั เรียนแตล่ ะกลุ่มชว่ ยกันหาทีม่ าของคาประสมทก่ี าหนดให้ พรอ้ มทั้งบอกความหมาย ตวั อย่าง กติ ตศิ พั ท์ มาจาก กิตติ + ศพั ท์ = การเล่าลือ ท่ี คาทก่ี าหนดให้ ทมี่ า ความหมาย ๑ ลูกความ
๒ จตปุ ัจจัย ๓ เชอื่ ใจ ๔ พอ่ ตา ๕ วโรกาส ๖ ลมปาก ๗ พุทธศาสนิกชน ๘ เสมอภาค ๙ เจา้ หนี้ ๑๐ แม่ยก ๑๑ ตาถ่วั ๑๒ ตาแหลม ๑๓ หกั ใจ ๑๔ ขาประจา ๑๕ คตพิ จน์ แผนการจัดการเรยี นรู้ หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 4 เร่ืองแต่งให้งามตามทีเ่ หมาะ แผนจดั การเรียนรทู้ ่ี 3 เรื่อง การอา่ นตคี วามสรปุ ความ รายวิชาภาษาไทยรหสั วชิ า ท 21101 ระดับช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2562 นา้ หนกั เวลาเรียน 1.5 (นน./นก.) เวลาเรียน 3 ช่ัวโมง/สปั ดาห์ เวลาทีใ่ ช้ในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ 1 ช่วั โมง .......................................................................................................................................................... 1. สาระสาคญั (ความเขา้ ใจท่คี งทน)
การตีความสรุปความและหาข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน หรือฟัง คือการทาความเข้าใจเร่ืองท้ังหมด ไม่ว่าจะเป็น เรื่องจากการฟัง การอ่านก็ตาม แล้วตีความเพื่อสรุปและหาข้อคิดไม่ได้ การทาความเข้าใจเร่ืองอย่างแจ่มแจ้งจึงเป็น ส่งิ จาเปน็ สาหรบั การตีความ สรปุ ความและหาขอ้ คิดของเรอื่ ง 2. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตวั ช้วี ัดช้ันป/ี ผลการเรียนร/ู้ เป้าหมายการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ (ใหต้ รงกบั หลกั สูตรแกนกลาง 2551 ปรับปรงุ 2560) มาตรฐาน ท ๑.๑ใชก้ ระบวนการอ่านสร้างความร้แู ละความคิดเพื่อนาไปใช้ตดั สินใจ แก้ปัญหาในการดาเนินชวี ิต และมีนิสยั รกั การอา่ น ตัวช้ีวัด ตวั ช้ีวัด/ผลการเรียนรู้ มาตรฐาน ท๑.๑ ม.๑/๘วิเคราะห์คุณค่าที่ได้รับจากการอ่านงานเขียนอย่างหลากหลายเพื่อนาไปใช้ แกป้ ัญหาในชีวิต 3.1เน้อื หาสาระหลัก : Knowledge จักการตีความ สรปุ ความและหาขอ้ คิดจากเร่อื งทีฟ่ งั หรอื อ่านได้ 3.2ทกั ษะ/กระบวนการ : Process ตคี วาม สรุปความและหาข้อคิดจากเรือ่ งทฟ่ี ัง หรืออา่ นได้ 3.3 คณุ ลักษณะท่พี ึงประสงค์ : Attitude ผเู้ รยี นมีเจตคติที่ดตี ่อวิชาภาษาไทย 4. สมรรถนะสาคญั ของนักเรียน 4.1 ความสามารถในการส่ือสาร ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาไทยมาตรฐานสอ่ื สารในชีวิตประจาวัน 4.2 ความสามารถในการคิด ผู้เรยี นมที ักษะการคิดวิเคราะห์ 4.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ ผู้เรียนมีกระบวนการปฏบิ ัติ 5. คณุ ลกั ษณะของวิชา ความรบั ผิดชอบ ความรอบคอบ 6. คุณลักษณะท่ีพงึ ประสงค์ 1. มีวนิ ัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มวี ินัย 4. ใฝเ่ รยี นรู้ 5. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง 6. มุ่งม่ันในการทางาน 7. รกั ความเปน็ ไทย 7. ชนิ้ งาน/ภาระงาน ๑.ใบความรู้
8. กิจกรรมการเรียนรู้ นั้น ๆ ครู ครูใชว้ ิธวี ิธสี อนแบบกระบวนการกลุ่ม และวิธีสอนโดยเน้นกระบวนการ : กระบวนการปฏิบตั )ิ ชวั่ โมงที่ 1 1.ข้นั นา ๑. นักเรียนอ่านข้อความที่ครูติดบนกระดาน แล้วฝึกตีความ สรปุ ความ และบอกข้อคิดของเรื่อง และนักเรียนสนทนา แสดงความคิดเห็นเก่ียวกับการตคี วาม สรปุ ความและการหาข้อคิดของเรื่อง ครูให้ความรู้เพ่ิมเติม และช้แี นะให้เขา้ ใจตรงกัน ๒.ขน้ั สอน ๑. นักเรยี นออกไปศึกษา หาความรู้เกยี่ วกับหลักการตคี วาม สรุปความและการหาข้อคิดจากเรอื่ ง จากแหล่ง เรียนรู้ เช่น หอ้ งสมดุ มุมภาษาไทย ๒. จากนั้นมารับใบความรู้จากครู พร้อมศึกษาเนือ้ หาจากหนังสือเรียนเมอื่ นักเรียนศึกษาจบแล้ว ครูซักถามให้ นักเรียนตอบปากเปลา่ และครูคอยอธิบายและตอบขอ้ สงสัยของนักเรยี น ๓. นักเรียนแต่คนอ่านเร่ืองท่ีกาหนดให้แล้วทาแบบฝึกหัดเขียนตีความสรุปความจากเร่ือง เสร็จแล้วนาส่งครู ตรวจสอบและประเมินผล ๓.ข้นั สรุป ๑. ครูและนักเรยี นรว่ มกนั สรุปอภปิ รายเก่ียวกับเร่อื ง การอา่ นตีความสรปุ ความ 9. สือ่ การเรียนการสอน / แหลง่ เรยี นรู้ รายการสือ่ จานวน สภาพการใชส้ ่ือ 1. ใบงาน 1 ชุด ขน้ั สร้างความสนใจ 2. ใบความรู้ 1 ชุด ขน้ั ขยายความรู้ 10. การวดั ผลและประเมินผล เป้าหมาย หลกั ฐานการเรียนรู้ วธิ ีวัด เคร่ืองมือวัดฯ ประเด็น/ การเรียนรู้ ชนิ้ งาน/ภาระงาน เกณฑก์ ารให้
คะแนน ผ้เู รียนสามารถ แบบทดสอบ ผเู้ รียนอา่ น แบบประเมินการอ่าน รอ้ ยละ 60 บอกหลกั เกณฑ์ หลงั เรยี น ประจาหนว่ ย ออกเสียง ในการอ่านออกเสยี ง การเรยี นรู้ท่ี 1 การอา่ น ครสู งั เกต บทออกเสยี ง ผา่ นเกณฑ์ ไดถ้ ูกต้อง(K) ออกเสยี ง พฤตกิ รรม แบบประเมินการ การทางานกลมุ่ แบบสังเกตพฤติกรรม ระดับคณุ ภาพ อ่านออกเสยี ง ผูเ้ รยี น แบบสังเกต ทาแบบทดสอบ การทางานกลุ่ม 2 ผ่านเกณฑ์ พฤตกิ รรมการทางาน หลงั เรียน กลมุ่ แบบทดสอบ หลงั เรียน 11. การบูรณาการตามจุดเน้นของโรงเรยี น (ตัวอย่าง) หลกั ปรัชญาเศรษฐกจิ ครู ผู้เรียน
พอเพียง - - - - - - - - - - - - - ผูเ้ รยี น -- - สวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน ครู ผู้เรียน - - - สิ่งแวดลอ้ ม ครู - - ลงชือ่ ..................................................ผสู้ อน (............................................) ตัวอย่างข้อความ
หวั ใจนกั ปราชญ์ เวน้ วจิ ารณ์วา่ งเวน้ สดบั ฟัง เวน้ ท่ถี ามอนั ยงั ไป่ รู้ เวน้ เล่าลิขิตสัง- เกตวา่ ง เวน้ นา เดก็ เอ๋ยเดก็ ไทย เดก็ เอ๋ย เดก็ ไทย จงคน้ ความ ภมู ิใจไทยวิถี ภมู ิปัญญารากเหวา้ ของเรา มี สร้างศกั ด์ิศรีความเป็นไทยความเป็นเธอ เรียนรู้โลกเพอื่ ไม่ตกเป็นเหยอ่ื เรา รู้ทนั เท่า ความจริง ทุกสิ่งเสมอ มีความฝันความใฝ่ ไม่ฟ้ ุงเพอ้ แต่ล้าเลอคุณธรรมนาสุขเอย ใบความรู้ เรื่อง การตีความ สรุปความ การตีความ สรุปความ
เมอื่ อ่าน ฟงั หรือดู เร่ืองใด ๆ ก็ตาม บางครงั้ เราควรจดบนั ทึกสรุปความรแู้ ละข้อคดิ จากเรื่องท่ีได้อ่าน ไดฟ้ ัง และไดด้ ูไว้ เพอื่ ชว่ ยการจาและนาไปใช้ประโยชน์ ในการรับสาร นอกจากผู้อ่าน ผู้ฟงั ผดู้ ูหรือผชู้ มจะต้องรจู้ กั วิเคราะหค์ วามแลว้ ยังต้องรจู้ กั ตีความ และสรุป ความ เพื่อช่วยให้เรารับสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องอาศัยการใช้เหตุผล และวิจารณญาณประกอบด้วย ดัง ตัวอยา่ งต่อไปนี้ ตวั อย่างที่ ๑ พอปลายปี ยา้ ยไปเรียนทีส่ งขลา เมื่อปี กลายสมชายอยกู่ ระบ่ี ส่วนปี หนา้ กะจะไปอยชู่ ุมพร อีกสองปี ตอ้ งไปเรียนที่ยะลา จากข้อความข้างต้นถ้าถามว่าสมชายอยู่ภาคใดของประเทศใด เราจะต้องวิเคราะห์ข้อความท้ังหมดให้ถ่องแท้ เสียก่อน จึงจะสรุปความไดว้ ่า สมชายอยภู่ าคใต้ ทง้ั น้เี น่ืองจากขอ้ ความทัง้ หมดทเี่ ป็นช่ือจังหวดั ลว้ นแล้วแต่เป็นจงั หวัด ทอี่ ยู่ในภาคใต้ของประเทศไทย ในขน้ั ของการตีความถ้าถามวา่ พอ่ แม่ของสมชายมอี าชพี ใด หลงั จากวิเคราะห์ความเรา อาจตีความได้ว่า ครอบครัวของสมชายมีอาชีพที่ต้องย้ายตามงานไปเร่อื ย ๆ อาจเป็น ขา้ ราชการ ช่างก่อสร้าง เพราะ วรรคท่สี องมีใจความวา่ “พอปลายปีย้ายไปเรียนที่สงขลา” และวรรคท่ีสาม “อีกสองปีต้องไปเรียนท่ียะลา” คาวา่ เรียน จึงเปน็ ส่วนทเ่ี ราใช้ในการตีความได้ ตัวอย่างที่ ๒ ยา่ ของแดงแตง่ งานกบั บรรเจิด ยา่ มีลูก ๓คน ป่ ตู ้งั ชื่อลูกทกุ คนข้นึ ตน้ วา่ “บรร” ลูกคนโต เป็นผชู้ ายชื่อบรรทดั ลูกสาวคนทส่ี องชื่อบรรจง ลูกสาวคนเลก็ ชื่อบรรทม ข้อความข้างต้นถ้าถามว่าปู่ของแดงช่ืออะไร คาตอบก็คือบรรเจิดเนื่องจากข้อความ “ย่าของแดงแต่งงานกับ บรรเจิด” เป็นส่วนชว่ ยให้ตีความได้หลังจากเราได้อา่ นหรอื ฟังเรื่องนโี้ ดยตลอด และคดิ วิเคราะห์หาคาตอบ และถ้าจะ สรุปความใหไ้ ดว้ ่า พ่อของแดงชื่ออะไร เราก็ต้องตคี วามจากข้อความที่วา่ “ลูกคนโตเปน็ ผู้ชายช่ือบรรทดั ” ดังนัน้ พ่อ ของแดงจึงช่ือ “บรรทัด” เพราะ “บรรทดั ” เป็นลูกชายคนโตของปู่ สรปุ ความได้วา่ แดงเป็นลูกของบรรทัด ซึ่งเป็นลูก ชายคนโตของปู่ ทาไมจึงรู้ว่า พ่อของแดงชื่อบรรทัด คาตอบก็คือ บรรทัดเป็นลูกคนเดียว แดงเรียกปู่และย่า ดังนั้น แดงจะตอ้ งเป็นลกู ของบรรทัดถา้ เป็นลกู ของบรรจง หรอื บรรทม จะต้องเรยี กว่า ตาและยาย การหาขอ้ คดิ จากเร่อื งท่ีอ่าน
การหาข้อคิดจากเรอ่ื งทอ่ี ่าน จะชว่ ยให้ผ้อู ่านเข้าใจเรอื่ งที่อา่ นได้ลกึ ซงึ้ และเขา้ ใจความคิดของผู้เขียนทแ่ี ฝงไวใ้ น เรื่อง เชน่ คติธรรม คาสอน มมุ มองต่าง ๆ อันเปน็ ประโยชน์ตอ่ การนาไปประยกุ ต์ใชใ้ นการดารงชีวิตได้ การหาขอ้ คิดจากเรอ่ื งท่ีอา่ น ผู้อนื่ ต้องมีความเขา้ ใจความหมายของคาและประโยค ต้งั จุดมงุ่ หมายของการอา่ น ไว้และตอ้ งอา่ นอย่างพนิ จิ พิจารณา ใช้การวเิ คราะห์คา ความหมาย นยั ของคาและข้อความ จดบันทึกความรู้ การแยกแยะข้อเท็จจริง การประเมินเหตุการณ์ โดยสามารถใช้การเขียนแผนภาพความคิดหรือ แผนภาพโครงเร่อื งมาลาดบั ความคดิ ได แผนภาพโครงเรื่อง แมป่ ูกับลูกปู ตัวละคร แม่ปู ลกู ปู เหตกุ ารณ์ที่ ๑ แม่ปูกบั ลูกปเู ดินไปหากนิ ในนา แม่ปูเห็นลูกปูเดินไมต่ รงทางจงึ รอ้ งบอก ใหล้ กู เดินใหต้ รงทาง ขอ้ คดิ ขอ้ บกพร่องของผอู้ ่ืนย่อมเหน็ ไดง้ า่ ยกว่าข้อบกพรอ่ งของตนเอง เหตกุ ารณ์ท่ี ๒ แผนภาพโครงเรอ่ื ง แม่ปูกบั ลูกปู ขอ้ คิด ลกู ปูขอใหแ้ ม่ปเู ดินให้ดูวา่ เดินอยา่ งไรจงึ จะเดินตรงแม่ปูเดินใหล้ กู ปูดกู ็ เดนิ ไม่ตรงทางเหมอื นกนั การทจ่ี ะบอกหรอื สอนผใู้ ด ผู้บอกหรอื ผู้สอนควรปฏิบตั ไิ ด้กอ่ น การทาสง่ิ ทฝี่ ืนธรรมชาตยิ ่อมทาไดย้ าก จากข้อคดิ ของเร่ือง ผอู้ ่านอาจคิดเปรียบเทียบกับสานวนที่สอดคลอ้ งกนั ได้ เชน่ ว่าแตเ่ ขาอิเหนาเป็นเอง เป็น ต้น
แบบฝกึ หดั คาชแ้ี จง ใหน้ กั เรียนอา่ นในใจ แลว้ ตอบคาถาม จงไปจากไร่เถิด “จงไปจากไร่เถิด…มดจงไปจากปลวกจงไปจาก ด้วงจงไปจาก แมลง จงไปจาก หนอนจงไปจาก เพล้ยี จงไปจาก ต๊กั แตนจงไปจาก จิ้งหรีดจงไปจากนกจงไปจา หนจู งไปจาก บรรดาสิ่งทเี่ ปน็ พิษเปน็ ภยั เปน็ ศตั รขู องขา้ ว จงไปจากเสยี ง ให้หมด ไปเสยี ให้ไกล ๆ หนึ่งวันเดนิ ทาง หนง่ึ คนื เดนิ ทาง อย่าอยูใ่ กลไ้ ร่อยา่ อย่ใู กล้สวน อยา่ เฝา้ ไร่ อย่าเฝา้ สวน ไป เสียใหพ้ ้นจากไร่ ไปเสียใหพ้ ้นจากสวน ไปยังตะวนั ออก ไปยังตะวนั ตก ไปยังเหนอื ไปยงั ใต้ ไปยงั บา้ นใหญ่ ไปยัง เมืองโตเถิด” “ข้าวเอ๋ย ปักเจ้าลง หวา่ นเจ้าลงเสรจ็ แลว้ สับคอหญา้ สบั คอผักเสรจ็ แลว้ ต่อแตน่ ้ไี ปทาตัวเจา้ ให้ทพิ ย์ ทาตวั เจ้าใหอ้ ัศจรรย์ เจา้ เป็นผู้วิเศษ เจา้ เป็นผู้มีมนต์ขลงั เจ้าเปน็ ผูซ้ อ่ื สัตย์ เจ้าเปน็ ผู้ซอ่ื ตรง จงเรียกน้าฝนลงมา จงเรียก นา้ คา้ งลงมา ให้ฝนดี ใหน้ า้ คา้ งดก หลบตัวใหเ้ กง่ ซ่อนตวั ให้มดิ หนจู ะมากินฝังตัวเข้าไป นกจะมาจกิ ฝังตัวเขา้ ไวด้ ว้ ง จะมากินฝังตวั ลงไป หนอนจะมากินฝงั ตวั ลงไป ให้ฝนตกตามฤดูกาลใหฝ้ นแล้งตามฤดกู าล ใหต้ กกลางคนื ใหห้ ยุด กลางวนั ให้ขา้ ไดม้ กี ินอยา่ งอุดมสมบูรณ์ กับลูกกับเมีย กับพี่กบั นอ้ ง ตลอดทง้ั ปตี ลอดท้ังเดือน หากมเี สียงจงปิดหัว ใหม้ ดิ หากมเี สียงห่า จงแตกยอดให้เขยี วขจเี ถดิ …” ๑. สง่ิ ท่เี ปน็ พษิ ภยั หรอื เป็นศัตรขู องตน้ ข้าวในไรไ่ ดแ้ กอ่ ะไรบา้ งช่วยกนั รวบรวมมาให้มากทีส่ ุด ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… 3. ถ้าสัตวท์ ี่เปน็ พิษภยั ของตน้ ขา้ วพากันออกไปอยใู่ นบ้านใหญ่เมอื งโตบ้านใหญ่เมอื งโตจะมสี ภาพอยา่ งไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ๓. ถ้าสัตว์ที่เป็นพิษภัยยงั อยู่ในนาขา้ ว ชาวนาควรแกป้ ัญหาอยา่ งไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… แบบฝึ กหัด คาชี้แจง ใหน้ ักเรยี นเขยี นเล่าเร่อื งทีป่ ระทบั ใจตามลาดับหัวข้อทก่ี าหนดไว้ในแผนภาพความคิด พร้อมท้ังต้งั ชอ่ื เร่ือง ๒. พบเหตกุ ารณ์ ๑. กอ่ นพบ เรื่อง เหตกุ ารณ์ ประทบั ใจ เรื่อง…………….. ๓. สรุป/ข้อคิด เร่ือง…………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………..................................................... ..................................................................................................................................................
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113