แบบฝึ กหัด คาชี้แจง ใหน้ กั เรียนบอกชื่อหนงั สือท่นี กั เรียนรูจ้ กั ตามประเภทของหนงั สือที่กาหนดใหต้ อ่ ไปน้ี ประเภทละ ๒ ช่ือ ที่ ประเภทหนังสือ ช่ือหนังสือ ๑ หนงั สือพมิ พร์ ายวนั ๒ นิตยสารรายสปั ดาห์ ๓ การ์ตูนขาขนั ๔ สารคดี ๕ วารสาร ๖ เร่ืองส้นั ๗ ชีวประวตั ิ ๘ นวนิยาย ๙ บทละคร ๑๐ บทกวนี ิพนธ์ ๑๑ เร่ืองอิงประวตั ิศาสตร์ ๑๒ บทความ
แผนการจดั การเรียนรู้ หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 2 เรือ่ ง ภาษามีพลัง แผนจัดการเรียนรทู้ ี่ 3 เรอื่ ง การเลือกอา่ นสอื่ สารสนเทศ รายวชิ าภาษาไทยรหสั วิชา ท 21102 ระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2563 น้าหนกั เวลาเรยี น 1.5 (นน./นก.) เวลาเรียน 3 ช่ัวโมง/สัปดาห์ เวลาทใ่ี ช้ในการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ 1 ชั่วโมง .......................................................................................................................................................... 1. สาระสาคัญ (ความเข้าใจทีค่ งทน) สารสนเทศ เป็นข้อมูลข่าวสาร ความรู้และเหตุการณ์ต่าง ๆ ซ่ึงรวบรวมไว้ และถ่ายทอดในรปู แบบต่าง ๆ การศึกษา ขอ้ มลู ขา่ วสารทีท่ ันสมัยและรวดเร็วเราสามารถสบื คน้ ได้จากระบบสารสนเทศ 2. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชี้วัดชัน้ ปี/ผลการเรียนร/ู้ เป้าหมายการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ (ใหต้ รงกบั หลกั สูตรแกนกลาง 2551 ปรบั ปรุง 2560) มาตรฐาน ท ๑.๑ใชก้ ระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนาไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดาเนนิ ชวี ิต และมนี สิ ัยรักการอ่าน ตวั ชี้วัด ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ มาตรฐาน ท ๑.๑ ม.๑/๘ วิเคราะหค์ ุณค่าทไ่ี ดร้ ับจากการอ่านงานเขยี นอย่าง หลากหลายเพอ่ื นาไปใช้แกป้ ญั หาในชีวติ 3.1 เนื้อหาสาระหลกั : Knowledge การเลือกอ่านส่อื สารสนเทศในภาษาไทยได้ถูกต้องตามอกั ขรวธิ ีและสามารถบอก ใจความสาคญั ของเรอื่ งที่อา่ นได้ 3.2 ทักษะ/กระบวนการ : Process นักเรยี นสามารถอ่านสอ่ื สารสนเทศได้ถูกต้องตามอกั ขรวิธแี ละสามารถบอก ใจความสาคัญของเรอื่ งท่ีอ่านได้ 3.3 คณุ ลกั ษณะท่พี งึ ประสงค์ : Attitude ผเู้ รยี นมเี จตคติที่ดีตอ่ วิชาภาษาไทย 4. สมรรถนะสาคัญของนักเรียน 4.1 ความสามารถในการส่อื สาร ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาไทยมาตรฐานสือ่ สารในชีวิตประจาวนั 4.2 ความสามารถในการคดิ ผู้เรยี นมที กั ษะการคิดวเิ คราะห์ 4.3 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวิต ผู้เรยี นมีกระบวนการปฏบิ ัติ 5. คณุ ลกั ษณะของวิชา ความรบั ผิดชอบ ความรอบคอบ
6. คณุ ลกั ษณะท่ีพึงประสงค์ 1. มีวินยั 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มวี นิ ยั 4. ใฝเ่ รียนรู้ 5. อย่อู ยา่ งพอเพยี ง 6. ม่งุ มั่นในการทางาน 7. รกั ความเป็นไทย 7. ชนิ้ งาน/ภาระงาน ๑.ใบความรู้ 8. กจิ กรรมการเรียนรู้ ครใู ชว้ ิธวี ิธสี อนแบบกระบวนการกลมุ่ และวธิ ีสอนโดยเน้นกระบวนการ : กระบวนการปฏิบตั )ิ ชว่ั โมงท่ี 1 1.ขั้นนา ๑. ครนู าภาพหรือของจริงเกย่ี วกับสือ่ สารสนเทศตา่ ง ๆ ให้นกั เรียนดู และสนทนาเรอื่ งสอ่ื สารสนเทศเกย่ี วกับคา จากดั ความของส่ือสารสนเทศ และประเภทของสอื่ สารสนเทศ ๒.ขัน้ สอน ๑. นักเรียนแต่ละกลุ่ม ศึกษาประเภทของสื่อสารสนเทศ และหลักการในการเลือกใช้โดยให้ส่วนหน่ึง ศึกษา เรอื่ ง สอ่ื ตีพิมพ์ อีกส่วนหนง่ึ ศกึ ษาเร่อื ง สอื่ ไม่ตีพิมพ์ ๒. ครแู ละนักเรยี นช่วยกนั สรปุ ความรเู้ รอื่ ง การเลอื กอา่ นเรือ่ งจากสอื่ สารสนเทศ ดังนี้ สอื่ สารสนเทศ เป็นส่ือท่ีแสดงข้อมูล ขา่ วสาร ข้อเท็จจริง ความรู้ และเหตุการณ์ต่างๆ ซงึ่ ไดร้ วบรวม ไว้ และถ่ายทอดเปน็ รปู แบบต่าง ๆ สื่อสารสนเทศ แบง่ ออกเปน็ ๒ประเภท คือสือ่ ตีพิมพ์ และสื่อไมต่ ีพมิ พ์ ๑. ให้นักเรยี นดูตัวอย่างบทความ แล้วครูอธิบายลักษณะของบทความ และประเภทของบทความว่ามีประเภท ใดบา้ ง พร้อมกับยกตัวอยา่ งประกอบ จากนั้น ใหน้ ักเรยี นแตล่ ะกลุ่มช่วยกนั หาบทความประเภทต่าง ๆ จาก หนังสอื พิมพ์ และส่ือสง่ิ พิมพ์ต่าง ๆ ๒. นักเรียนทุกคนทาแบบฝกึ เสรมิ ทักษะเขียนแผนภาพความคิดสรปุ ประโยชน์ทไี่ ดจ้ ากการเลอื กอา่ น เสร็จแล้ว นาสง่ ครูตรวจสอบและประเมนิ ผลงาน ๓.ขัน้ สรุป ๑. ครูและนักเรียนชว่ ยกันสรปุ ความรเู้ รือ่ ง บทความ ดงั น้ี ๑) บทความ คือ ความเรียงชนดิ หนึ่ง ที่เนอื้ หามีขอ้ มลู จากความเปน็ จริง โดยมจี ดุ มุง่ หมายแตกต่างกันไป
๒) บทความ แบ่งออกเป็น ๕ ประเภท ตามจุดมงุ่ หมาย ดงั น้ี บทความท่องเทยี่ ว บทความอธบิ าย บทความแสดงความคิดเหน็ บทความทางวิชาการ บทความวจิ ารณ์ 9. สือ่ การเรียนการสอน / แหลง่ เรยี นรู้ จานวน สภาพการใช้สื่อ รายการส่ือ 1 ชดุ ขัน้ สรา้ งความสนใจ 1 ชุด ขั้นขยายความรู้ 1. ใบงาน 2. ใบความรู้ 10. การวดั ผลและประเมินผล เปา้ หมาย หลกั ฐานการเรยี นรู้ ประเดน็ / การเรียนรู้ ชิน้ งาน/ภาระงาน วธิ ีวดั เครอ่ื งมอื วดั ฯ เกณฑ์การให้ คะแนน ผเู้ รยี นสามารถ แบบทดสอบ ผเู้ รยี นอา่ น แบบประเมนิ การอ่าน ร้อยละ 60 บอกหลกั เกณฑ์ หลังเรียน ประจาหน่วย ออกเสยี ง ในการอา่ นออกเสยี ง การเรยี นรู้ที่ 1 การอ่าน ครสู งั เกต บทออกเสียง ผา่ นเกณฑ์ ได้ถกู ตอ้ ง(K) ออกเสียง พฤตกิ รรม แบบประเมนิ การ การทางานกลมุ่ แบบสงั เกตพฤตกิ รรม ระดบั คณุ ภาพ อา่ นออกเสยี ง ผ้เู รียน แบบสังเกต ทาแบบทดสอบ การทางานกลมุ่ 2 ผา่ นเกณฑ์ พฤตกิ รรมการทางาน หลงั เรยี น กลมุ่ แบบทดสอบ หลังเรียน
11. การบูรณาการตามจดุ เน้นของโรงเรยี น (ตวั อย่าง) หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ ครู ผู้เรยี น พอเพียง - - 31. - - - - 32. - - 33. - - - 34. - - ผู้เรยี น 35. - - - สวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน ครู ผู้เรยี น - - - สิ่งแวดล้อม ครู - - ลงชือ่ ..................................................ผูส้ อน (............................................)
การเลอื กอา่ นเรอื่ งท่ีเปน็ ประโยชน์จากส่อื สารสนเทศ สื่อสารสนเทศ เป็นสื่อที่แสดงข้อมูล ข่าวสาร ข้อเท็จจริง ความรู้ และเหตุการณ์ต่าง ๆ ซ่ึงได้รวบรวมไว้ และถ่ายทอดในรูปแบบต่าง ๆ สือ่ สารสนเทศ แบ่งออกเปน็ ๒ ประเภท ไดแ้ ก่ ๑. สอ่ื ตพี มิ พ์ เป็นส่อื ที่บนั ทึกเรอ่ื งราวต่าง ๆ ลงบนกระดาษ เช่น หนังสอื พมิ พ์ เอกสาร ตาราตา่ ง ๆ ซงึ่ การเลอื กอ่านเรือ่ งต่าง ๆ จากสือ่ ตพี ิมพ์ มหี ลกั การ ดังนี้ เลือกอ่านเร่อื งท่ีตรงกบั ความตอ้ งการ เหมาะสมกับวัย เลอื กอ่านเรอื่ งทม่ี คี วามนา่ เช่อื ถือ มคี วามเปน็ ไปได้ เลอื กอ่านเรื่อที่มีความทันสมยั มีเนอ้ื หาทนี่ ่าสนใจ ใหค้ วามรู้ และมีประโยชนใ์ นการดาเนนิ ชวี ิต ๒. สอ่ื ไมต่ ีพิมพ์ เป็นส่ือทบี่ ันทึกความรูล้ งบนอุปกรณอ์ เิ ลก็ ทรอนิกสต์ ่าง ๆ เชน่ ไปรษณยี อ์ เิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (e-mail) โทรสาร (Fax) สไลด์ (slide) การเลอื กอา่ นสือ่ ไม่ตพี ิมพ์ มีหลักการ ดงั นี้ เลือกอา่ นเร่ืองที่มเี นือ้ หาเหมาะสมกับวัย เลอื กอา่ นเรอื่ งที่มปี ระโยชน์ ไมข่ ดั ตอ่ กฎหมาย และศีลธรรมจรรยาทด่ี ี เลือกอ่านเรื่องที่มคี วามนา่ เช่อื ถือ มคี วามเป็นไปได้ เลือกอ่านเรื่องทไ่ี มล่ ะเมิดสิทธขิ องผู้อ่นื หรอื ไม่อ่านเรื่องทีท่ าให้ผ้อู น่ื เดือดร้อน บทความ บทความ คือ ความเรียนชนดิ หนึ่งที่เนอ้ื หามีขอ้ มลู จากความเปน็ จรงิ โดยมีจุดมุ่งหมายแตกตา่ งกันไป บทความ แบ่งออกเปน็ ๕ประเภท ตามจดุ มุ่งหมาย ดังน้ี ๑. บทความทอ่ งเทย่ี ว มจี ดุ มงุ่ หมายเพือ่ ใหผ้ ู้อ่านเกดิ ความสนใจอยากไปเทีย่ ว ๒. บทความอธิบาย มีจดุ มงุ่ หมายเพือ่ อธบิ ายส่งิ ใดสิ่งหนงึ่ ๓. บทความแสดงความคิดเหน็ มจี ุดมงุ่ หมายเพ่ือแสดงความคิดเหน็ ต่อสงิ่ ท่ีไดพ้ บเหน็ ใหผ้ ้อู ่นื ได้ทราบ ๔. บทความทางวิชาการ มีจุดมุ่งหมายเพื่อถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเร่ืองใดเรื่องหน่ึง ซึ่งมักเป็นความรู้ทาง วิชาการ ๕. บทความวิจารณ์ มจี ุดมุ่งหมายเพื่อวิจารณ์สิง่ ทไี่ ด้พบเห็นมา เช่น บทความวจิ ารณ์ภาพยนตร์ บทความ วจิ ารณ์การเมอื ง
แบบฝึกหดั คาชแี้ จง ใหน้ ักเรียนแตล่ ะกล่มุ อ่านบทความต่อไปน้ี แล้วชว่ ยกนั ตอบคาถาม สมองลกู พฒั นาอยา่ งไร สมองของคนเราจะประกอบดว้ ย สมองซกี ซ้ายกับสมองซีกขวา ซ่ึงทางานพรอ้ ม ๆ กัน แต่ทาหน้าทีแ่ ตกตา่ งกัน แต่ไมว่ า่ จะสงั่ การโดยสมองซกี ใด มนั จะหลอมเป็นความร้สู กึ เดียวกนั ในตวั คนเรา บริเวณส่วนต่าง ๆ ของสมองจะทาหน้าทแ่ี ตกต่างกัน บางส่วนควบคุมการเคล่ือนไหว บางส่วนควบคุมอารมณ์ และบางส่วนควบคุมการไดย้ นิ ซึ่งพื้นทส่ี มองจะทางานอย่างเฉพาะเจาะจงเปน็ ส่วน ๆ ในคนถนัดขวาสมองซีกซ้ายจะควบคุมและสั่งการเก่ียวกับการใช้มือขวา การเขียน สมองซีกซ้ายจะควบคุมการ ทางานท่ีมรี ูปร่าง หรอื มีการเคลื่อนไหวเปน็ ฐาน และตอ้ งมีรูปธรรมชัดเจนกล่าวคอื สมองซีกซ้ายจะทาให้เดก็ พดู ภาษาได้ ได้ยิน เสียงและเข้าใจความหมายของภาษาเข้าใจด้านคานวณ วิทยาศาสตร์ ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เป็นหลักการท่ีต้องใช้ เหตุผล ส่วนสมองซีกขวา ก็จะทาหน้าที่ควบคุมการทางานของมือซ้าย และส่ิงท่ีเกี่ยวข้องกับเร่ืองนามธรรมความรัก ความซาบซง้ึ ในสนุ ทรยี ภาพและคุณธรรมการสรา้ งงานศลิ ปะ ดนตรี การเคล่ือนไหวอยา่ งมศี ิลปะ เชน่ การเตน้ ตา การ สร้างจินตนาการ เป็นเรือ่ งราวตา่ ง ๆ ฯลฯ อย่างไรก็ดี ไม่ไดห้ มายความว่าเราควรพัฒนาสมองซึกใดซึกหน่ึงเป็นพิเศษ เพราะหากพัฒนาสมองซีกซ้ายมาก อยา่ งเดยี ว ก็อาจทาให้ใช้ความฉลาดไปในทางเอารดั เอาเปรยี บผอู้ ื่น แต่ขณะเดียวกันถา้ พัฒนาเฉพาะสมองซึกขวาอยา่ ง เดยี วจะเน้นในเรื่องความรกั ความเขา้ ใจ หรือคุณธรรม แตไ่ มร่ ้จู ักทามาหากิน คิดเลขไม่เป็น คา้ ขายไม่ได้ ไม่ถนดั ในการ พูดจาส่ือภาษา ซ่ึงทาให้ไมส่ ามารถดารงชีวิตในสังคมได้อย่างเปน็ สุขและมปี ระโยชน์ เพราะฉะนน้ั ถ้าเราจะพัฒนาสมอง ลกู โดยไม่ผดิ ธรรมชาติ กค็ วรจะพฒั นาสมองทง้ั ซีกซ้ายและขวาไปเท่า ๆ กนั เพื่อให้เกดิ ความสมดุลและการผสมผสานกนั คาถาม ๑. บทความนจ้ี ดั อยู่ในประเภทใด………………………………………….…………………………………………. ๒. บทความนี้ มีจุดมุ่งหมายอยา่ งไร……………………………………….…………………………………………. ๓. บทความนี้ เหมาะสมกบั ใคร………………………………………………………………………………………. ๔. ใจความสาคัญ ของบทความ คือ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………… ๕. นักเรียนมคี วามคดิ เหน็ อยา่ งไรกบั บทความนี้ …………………………..………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………..…………………………..…………………………………………………………………………
แผนการจัดการเรียนรู้ หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 2 เรื่อง ภาษามีพลัง แผนจดั การเรียนรูท้ ่ี 4 เรื่อง อักษรทไี่ มอ่ อกเสยี ง รายวชิ าภาษาไทยรหสั วิชา ท 21102 ระดบั ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2563 น้าหนักเวลาเรยี น 1.5 (นน./นก.) เวลาเรยี น 3 ชว่ั โมง/สัปดาห์ เวลาทใ่ี ช้ในการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ 1 ชว่ั โมง .......................................................................................................................................................... 1. สาระสาคญั (ความเขา้ ใจที่คงทน) คาในภาษาไทยจานวนหนง่ึ มตี ัวพยัญชนะ สระ ไม่ออกเสียงแต่ต้องเขยี นไว้เพ่ือแสดงทม่ี าของคา ผูเ้ รียนต้องต้องฝึก สังเกตและจดจาจงึ จะทาให้การใช้ภาษาส่ือสารได้อยา่ งถกู ต้อง 2. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ชีว้ ดั ชนั้ ป/ี ผลการเรียนรู/้ เปา้ หมายการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ (ให้ตรงกับหลักสตู รแกนกลาง 2551 ปรบั ปรงุ 2560) มาตรฐาน ท ๑.๑ใชก้ ระบวนการอ่านสร้างความรแู้ ละความคิดเพื่อนาไปใช้ตัดสนิ ใจ แก้ปญั หาในการดาเนนิ ชีวิต และมีนิสัยรกั การอ่าน ตวั ชวี้ ัด ตัวช้วี ัด/ผลการเรยี นรู้ มาตรฐาน ท ๑.๑ ม.๑/๘ วเิ คราะห์คณุ คา่ ท่ไี ดร้ ับจากการอา่ นงานเขยี นอยา่ ง หลากหลายเพอื่ นาไปใชแ้ ก้ปญั หาในชีวติ 3.1 เน้ือหาสาระหลัก : Knowledge การเลือกอ่านส่ือสารสนเทศในภาษาไทยได้ถกู ต้องตามอักขรวิธีและสามารถบอก ใจความสาคญั ของเร่ืองท่อี า่ นได้ 3.2 ทักษะ/กระบวนการ : Process นกั เรียนสามารถอ่านส่ือสารสนเทศได้ถกู ตอ้ งตามอักขรวธิ ีและสามารถบอก ใจความสาคญั ของเรอื่ งท่อี ่านได้ 3.3 คณุ ลกั ษณะท่พี ึงประสงค์ : Attitude ผเู้ รยี นมีเจตคติทด่ี ีต่อวิชาภาษาไทย 4. สมรรถนะสาคญั ของนกั เรียน 4.1 ความสามารถในการสอื่ สาร ผู้เรยี นสามารถใช้ภาษาไทยมาตรฐานสอื่ สารในชวี ิตประจาวัน 4.2 ความสามารถในการคิด ผูเ้ รยี นมีทกั ษะการคิดวเิ คราะห์ 4.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ ผู้เรยี นมีกระบวนการปฏบิ ัติ 5. คุณลักษณะของวิชา ความรบั ผดิ ชอบ ความรอบคอบ
6. คณุ ลักษณะท่พี ึงประสงค์ 1. มีวนิ ัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มวี ินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยอู่ ย่างพอเพยี ง 6. มุง่ มน่ั ในการทางาน 7. รกั ความเป็นไทย 7. ชนิ้ งาน/ภาระงาน ๑.ใบความรู้ 8. กจิ กรรมการเรียนรู้ ครใู ชว้ ธิ วี ิธสี อนแบบกระบวนการกลมุ่ และวธิ สี อนโดยเน้นกระบวนการ : กระบวนการปฏิบัต)ิ ชว่ั โมงท่ี 1 1.ขั้นนา ๑. ครนู าภาพหรือของจริงเกย่ี วกับสือ่ สารสนเทศตา่ ง ๆ ให้นกั เรยี นดู และสนทนาเรือ่ งส่ือสารสนเทศเก่ียวกบั คา จากดั ความของสื่อสารสนเทศ และประเภทของสือ่ สารสนเทศ ๒.ขัน้ สอน ๑. นักเรียนแต่ละกลุ่ม ศึกษาประเภทของสื่อสารสนเทศ และหลักการในการเลือกใช้โดยให้ส่วนหน่ึง ศึกษา เรอื่ ง สอ่ื ตพี ิมพ์ อกี ส่วนหนง่ึ ศกึ ษาเร่อื ง สอื่ ไมต่ ีพมิ พ์ ๒. ครแู ละนักเรียนช่วยกนั สรปุ ความรูเ้ ร่อื ง การเลือกอ่านเรื่องจากส่อื สารสนเทศ ดังนี้ สือ่ สารสนเทศ เป็นส่ือท่ีแสดงข้อมูล ขา่ วสาร ข้อเท็จจรงิ ความรู้ และเหตุการณ์ต่างๆ ซ่ึงได้รวบรวม ไว้ และถ่ายทอดเปน็ รปู แบบต่าง ๆ สือ่ สารสนเทศ แบง่ ออกเปน็ ๒ประเภท คอื ส่ือตพี มิ พ์ และส่อื ไมต่ พี ิมพ์ ๓. ให้นักเรียนดูตัวอย่างบทความ แล้วครูอธบิ ายลักษณะของบทความ และประเภทของบทความว่ามีประเภท ใดบา้ ง พร้อมกับยกตัวอยา่ งประกอบ จากน้ัน ใหน้ กั เรยี นแต่ละกลมุ่ ชว่ ยกนั หาบทความประเภทต่าง ๆ จาก หนังสอื พิมพ์ และส่ือสง่ิ พิมพ์ต่าง ๆ ๔. นักเรียนทกุ คนทาแบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะเขียนแผนภาพความคดิ สรปุ ประโยชน์ท่ีไดจ้ ากการเลอื กอ่าน เสรจ็ แล้ว นาส่งครตู รวจสอบและประเมนิ ผลงาน ๓.ขัน้ สรุป ๑. ครูและนักเรียนชว่ ยกันสรปุ ความรเู้ ร่อื ง บทความ ดงั น้ี ๓) บทความ คือ ความเรียงชนดิ หนงึ่ ทเ่ี น้อื หามีขอ้ มูลจากความเป็นจริง โดยมีจดุ มุ่งหมายแตกตา่ งกันไป
๔) บทความ แบ่งออกเป็น ๕ ประเภท ตามจุดมงุ่ หมาย ดงั น้ี บทความท่องเทยี่ ว บทความอธบิ าย บทความแสดงความคิดเหน็ บทความทางวิชาการ บทความวจิ ารณ์ 9. สื่อการเรียนการสอน / แหลง่ เรยี นรู้ จานวน สภาพการใช้สื่อ รายการส่ือ 1 ชดุ ขัน้ สรา้ งความสนใจ 1 ชุด ขั้นขยายความรู้ 1. ใบงาน 2. ใบความรู้ 10. การวดั ผลและประเมินผล เปา้ หมาย หลกั ฐานการเรยี นรู้ ประเดน็ / การเรียนรู้ ชิน้ งาน/ภาระงาน วธิ ีวดั เครอ่ื งมอื วดั ฯ เกณฑ์การให้ คะแนน ผเู้ รยี นสามารถ แบบทดสอบ ผเู้ รยี นอา่ น แบบประเมนิ การอ่าน ร้อยละ 60 บอกหลกั เกณฑ์ หลังเรียน ประจาหน่วย ออกเสยี ง ในการอา่ นออกเสยี ง การเรยี นรู้ที่ 1 การอ่าน ครสู งั เกต บทออกเสียง ผา่ นเกณฑ์ ได้ถกู ตอ้ ง(K) ออกเสียง พฤตกิ รรม แบบประเมนิ การ การทางานกลุ่ม แบบสงั เกตพฤตกิ รรม ระดบั คณุ ภาพ อา่ นออกเสยี ง ผ้เู รียน แบบสังเกต ทาแบบทดสอบ การทางานกลมุ่ 2 ผา่ นเกณฑ์ พฤตกิ รรมการทางาน หลงั เรยี น กลมุ่ แบบทดสอบ หลังเรียน
11. การบูรณาการตามจดุ เน้นของโรงเรยี น (ตวั อย่าง) หลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจ ครู ผู้เรยี น พอเพียง - - 36. - - - - 37. - - 38. - - - 39. - - ผู้เรยี น 40. - - - สวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน ครู ผู้เรยี น - - - สิ่งแวดล้อม ครู - - ลงชือ่ ..................................................ผูส้ อน (............................................)
แบบฝึ กหัด คาชี้แจง ใหแ้ ต่ละกลุ่มช่วยกนั เขียนคาอ่านของคาทกี่ าหนดใหต้ อ่ ไปน้ี ท่ี คา คาอ่าน ๑ สรงน้า ๒ พระสรวล ๓ นกั ษตั ร ๔ พรหมา ๕ ชาติตระกูล ๖ สาสน์ สมเด็จ ๗ สุเมรุ ๘ โลกนิติ ๙ กอปร ๑๐ สรรเพชญ ๑๑ ฟีลม์ ๑๒ กงจกั ร ๑๓ มาตุภมู ิ ๑๔ จกั รพรรดิ ๑๕ กบิลพสั ดุ์ ผังมโนทัศน์
รายวิชาภาษาไทย รหสั วิชา ท 21101 ระดับช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 3 เรือ่ ง เพอ่ื นกนั จานวน 3 ชว่ั โมง : 10 คะแนน ชอ่ื เร่ือง การเขยี นแผนภาพโครงเรื่อง ช่ือเร่อื ง ภาษาพูด ภาษาเขยี น จานวน 1 ชัว่ โมง : 3 คะแนน จานวน 1 ชวั่ โมง : 3 คะแนน หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 3 เร่อื ง เพอ่ื นกนั จานวน 3 ช่ัวโมง ชือ่ เรื่อง อักษรที่ไมอ่ อกเสยี ง จานวน 1 ช่ัวโมง : 3 คะแนน แผนการจัดการเรยี นรู้
หน่วยการเรยี นรู้ที่ 3 เร่ืองเพอื่ นกัน แผนจดั การเรยี นรทู้ ่ี 1 เรอื่ ง การเขียนแผนภาพโครงเร่ือง รายวิชาภาษาไทยรหัสวิชา ท 21101 ระดับช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2562 นา้ หนักเวลาเรียน 1.5 (นน./นก.) เวลาเรียน 3 ชว่ั โมง/สัปดาห์ เวลาทีใ่ ชใ้ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ 1 ชั่วโมง .......................................................................................................................................................... 1. สาระสาคัญ (ความเข้าใจทีค่ งทน) แผนภาพโครงเร่อื ง เปน็ แผนภาพทป่ี ระกอบด้วยส่วนของคาถามเก่ยี วกับเรอ่ื งบอกให้ทราบว่าใคร ทาอะไร ทไ่ี หน อยา่ งไร เพราะเหตุใด และข้อคิดจากเรื่องแผนภาพโครงเร่อื ง จะชว่ ยให้สามารถบอกเหตุการณ์ของเรอ่ื งเป็นตอน ๆ โดย อาศัยการคดิ คาตอบจากคาถามในแผนภาพ และชว่ ยลาดบั เร่ืองไดอ้ ย่างตอ่ เนอ่ื ง ทาให้สามารถสรปุ เรื่องทั้งหมดได้ 2. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ชว้ี ดั ช้ันป/ี ผลการเรียนรู/้ เปา้ หมายการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ (ใหต้ รงกับหลกั สูตรแกนกลาง 2551 ปรบั ปรงุ 2560) มาตรฐาน ท ๒.๑ใช้กระบวนการเขียนเขยี นส่ือสาร เขยี นเรยี งความ ยอ่ ความ และเขยี นเรื่องราวในรปู แบบต่างๆ เขียนรายงานขอ้ มลู สารสนเทศและรายงานการศกึ ษาคน้ คว้าอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ ตัวช้วี ัด ตวั ชว้ี ัด/ผลการเรียนรู้ มาตรฐาน ท ๒.๑ ม.๑/๓ เขยี นบรรยายประสบการณ์โดยระบสุ าระสาคญั และ รายละเอยี ดสนบั สนนุ 3.1 เนอื้ หาสาระหลกั : Knowledge การเขียนแผนภาพโครงเรอ่ื งในภาษาไทยได้ถูกต้องตามอักขรวิธแี ละสามารถบอก ใจความสาคัญของเรื่องทีอ่ า่ นได้ 3.2 ทกั ษะ/กระบวนการ : Process นกั เรียนสามารถการเขยี นแผนภาพโครงเร่ืองได้ถูกต้องตามอกั ขรวิธีและสามารถบอก ใจความสาคัญของเรื่องทอ่ี า่ นได้ 3.3 คุณลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค์ : Attitude ผู้เรยี นมเี จตคติที่ดตี อ่ วชิ าภาษาไทย 4. สมรรถนะสาคญั ของนกั เรียน 4.1 ความสามารถในการส่ือสาร ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาไทยมาตรฐานสื่อสารในชีวิตประจาวัน 4.2 ความสามารถในการคดิ ผูเ้ รียนมที ักษะการคิดวเิ คราะห์ 4.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ ผู้เรียนมีกระบวนการปฏบิ ัติ 5. คณุ ลักษณะของวิชา ความรับผดิ ชอบ ความรอบคอบ
6. คณุ ลกั ษณะที่พงึ ประสงค์ 1. มีวนิ ัย 2. ใฝ่เรยี นรู้ 3. มวี ินัย 4. ใฝ่เรยี นรู้ 5. อย่อู ยา่ งพอเพียง 6. มงุ่ ม่นั ในการทางาน 7. รกั ความเป็นไทย 7. ช้นิ งาน/ภาระงาน ๑.ใบความรู้ 8. กจิ กรรมการเรียนรู้ ครใู ชว้ ธิ วี ิธีสอนแบบกระบวนการกล่มุ และวิธีสอนโดยเน้นกระบวนการ : กระบวนการปฏิบัต)ิ ชว่ั โมงท่ี 1 1.ข้ันนา ๑. นักเรียนและครรู ่วมกนั สนทนาทบทวนเน้อื เร่ืองผกั เพื่อนกนั โดยครูใช้คาถามถามนานักเรยี นใหน้ ักเรียน ตอบคาถาม ดงั น้ี ในเร่อื งน้ีมตี วั ละครกีค่ น ใครคือเจ้าแจ้ ปู่ของต้นเป็นคนอย่างไร นกั เรียนมีสัตว์เลี้ยงทีบ่ ้านหรอื ไม่ เป็นสตั ว์ชนดิ ใดมีชื่ออยา่ งไร เรื่องน้ใี ห้ขอ้ คดิ อะไรกับนกั เรียนบ้าง นกั เรยี นชอบสตั ว์เลีย้ งชนดิ ใดมากทีส่ ุด ในเรื่องนก้ี ล่าวถงึ หรือไม่ ๒. ครสู ุ่มนกั เรียนเล่าเรอ่ื ง เพื่อนกนั ทงั้ นี้ใหต้ อ่ กันคนละประโยคจนจบดว้ ยภาษาของตนเอง ๒.ข้นั สอน ๑. นักเรียนและครชู ว่ ยกันอภิปราย และเตมิ คาถาม และเหตกุ ารณ์ตามแผนภาพโครงเรื่องได้ดังนี้ เช่น ใคร : …………………….......................................... ท่ีไหน : ……………………......................................... เมือ่ ไร : ……………………........................................ เหตกุ ารณ์ : ……………………………………………… อยา่ งไร : ……………………………………………… ข้อคดิ : ………………………………………………
……………………………………………… ๒. นกั เรียนแต่ละคนเขยี นแผนภาพโครงเรอื่ งเพ่อื นกันลงในแบบฝึกหดั เสร็จนาส่งครูตรวจสอบและประเมนิ คณุ ภาพ ๓.ขน้ั สรุป ๑. ครูและนักเรยี นร่วมกนั ลาดบั เหตกุ ารณ์ เรอ่ื ง เพ่ือนกัน ตัง้ แตต่ น้ จนจบ ๒. ครูและนกั เรยี นร่วมกันวิจารณ์การกระทาของตวั ละครทตี่ นเองช่นื ชอบ 9. สอื่ การเรยี นการสอน / แหลง่ เรยี นรู้ รายการสอื่ จานวน สภาพการใช้ส่ือ 1. ใบงาน 1 ชดุ ขั้นสรา้ งความสนใจ 2. ใบความรู้ 1 ชดุ ขั้นขยายความรู้ 10. การวดั ผลและประเมินผล เป้าหมาย หลักฐานการเรียนรู้ ประเดน็ / การเรยี นรู้ ชิน้ งาน/ภาระงาน วิธีวัด เครือ่ งมือวดั ฯ เกณฑก์ ารให้ คะแนน ผู้เรียนสามารถ แบบทดสอบ ผู้เรียนอา่ น แบบประเมนิ การอ่าน รอ้ ยละ 60 บอกหลักเกณฑ์ หลังเรยี น ประจาหนว่ ย ออกเสยี ง ในการอ่านออกเสียง การเรยี นรู้ที่ 1 การอ่าน ครูสงั เกต บทออกเสียง ผ่านเกณฑ์ ได้ถูกตอ้ ง(K) ออกเสยี ง พฤติกรรม แบบประเมนิ การ การทางานกลมุ่ แบบสงั เกตพฤตกิ รรม ระดับคณุ ภาพ อา่ นออกเสียง ผเู้ รยี น แบบสงั เกต ทาแบบทดสอบ การทางานกลมุ่ 2 ผ่านเกณฑ์ พฤติกรรมการทางาน หลงั เรยี น กลุ่ม แบบทดสอบ หลงั เรียน
11. การบรู ณาการตามจดุ เน้นของโรงเรียน (ตัวอย่าง) หลักปรัชญาเศรษฐกิจ ครู ผู้เรียน พอเพยี ง - - 41. - - - - 42. - - 43. - - - 44. - - ผู้เรยี น 45. - - - สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ครู ผเู้ รียน - - - สง่ิ แวดลอ้ ม ครู - -
ลงชือ่ ..................................................ผูส้ อน (............................................) แผนภาพโครงเร่ืองเพอ่ื นกนั ใคร : ………………………………………………………………… ท่ไี หน : ………………………………………………………………… เมื่อไร : ………………………………………………………………… เหตกุ ารณ์ : …………………………………………………………..……………………………… …………………………..………………………………………………………….. …………………………………………………………..……………………………… …………………………..………………………………………………………….. …………………………………………………………..……………………………… …………………………..………………………………………………………….. …………………………………………………………..……………………………… …………………………..…………………………………………………………..
แบบฝึกหดั คาชีแ้ จงใหน้ กั เรยี นเขยี นเลา่ เร่อื งเรื่อง เพอ่ื นกันโดยใชภ้ าษาของตนเองลงในสมดุ ของตัวเอง ........................................................................................................................ ........................................................................................................................ ........................................................................................................................ ........................................................................................................................ ........................................................................................................................ ........................................................................................................................ ........................................................................................................................ ........................................................................................................................ ........................................................................................................................ ........................................................................................................................ ........................................................................................................................
แผนการจดั การเรียนรู้ หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 3 เรื่องเพอ่ื นกัน แผนจัดการเรียนรทู้ ่ี 2 เรอ่ื ง ภาษาพูด ภาษาเขียน รายวิชาภาษาไทยรหสั วิชา ท 21101 ระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2562 น้าหนกั เวลาเรียน 1.5 (นน./นก.) เวลาเรียน 3 ชั่วโมง/สัปดาห์ เวลาทใ่ี ชใ้ นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1 ชว่ั โมง .......................................................................................................................................................... 1. สาระสาคญั (ความเขา้ ใจท่คี งทน) ภาษาทุกภาษาจะมีระดับของภาษา เราต้องเลือกใช้ตามสถานการณ์ และบริบทของภาษา ภาษาพูดเป็นการใช้ ภาษาท่ีไม่เคร่งครัดด้านกฎเกณฑ์และไม่เป็นทางการส่วนภาษาเขียนเป็นภาษาท่ีใช้อย่างเป็นทางการต้องเลือกใช้ให้ ถกู ตอ้ งตามกฎเกณฑ์ และคานงึ ถึงวฒั นธรรมของเจ้าของภาษา 2. มาตรฐานการเรียนร้/ู ตวั ชี้วดั ชนั้ ปี/ผลการเรยี นร้/ู เปา้ หมายการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ (ให้ตรงกับหลักสูตรแกนกลาง 2551 ปรับปรงุ 2560) มาตรฐาน ท ๔.๑ เขา้ ใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของ ภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัตขิ องชาติ ตวั ช้ีวัด ตวั ชวี้ ัด/ผลการเรยี นรู้ มาตรฐาน ท ๔.๑ ม.๑/๔ วิเคราะหค์ วามแตกต่างของภาษาพดู และภาษาเขยี น ๑. 3.1 เนอ้ื หาสาระหลกั : Knowledge นักเรียนสามารถเขียนเร่ืองตามแผนภาพโครงเร่ืองได้ ๒. 3.2 ทักษะ/กระบวนการ : Process นกั เรียนสามารถเล่าเรื่องตามแผนภาพโครงเร่อื งไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
ใจความสาคัญของเรอื่ งท่อี า่ นได้ 3.3 คุณลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค์ : Attitude ผู้เรยี นมเี จตคติที่ดีต่อวชิ าภาษาไทย 4. สมรรถนะสาคญั ของนักเรียน 4.1 ความสามารถในการสือ่ สาร ผู้เรยี นสามารถใช้ภาษาไทยมาตรฐานสื่อสารในชีวิตประจาวนั 4.2 ความสามารถในการคิด ผูเ้ รียนมที ักษะการคิดวเิ คราะห์ 4.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ ผู้เรียนมีกระบวนการปฏิบัติ 5. คณุ ลกั ษณะของวิชา ความรับผิดชอบ ความรอบคอบ 6. คณุ ลักษณะที่พึงประสงค์ 1. มีวินยั 2. ใฝเ่ รียนรู้ 3. มวี ินยั 4. ใฝ่เรยี นรู้ 5. อยูอ่ ยา่ งพอเพยี ง 6. มุ่งมั่นในการทางาน 7. รกั ความเป็นไทย 7. ชนิ้ งาน/ภาระงาน ๑.ใบความรู้ 8. กจิ กรรมการเรียนรู้ ครใู ชว้ ธิ ีวิธีสอนแบบกระบวนการกลุ่ม และวิธีสอนโดยเน้นกระบวนการ : กระบวนการปฏิบตั )ิ ชว่ั โมงที่ 1 1.ขั้นนา ๑. ครเู ขียนประโยคที่เปน็ ภาษาพดู บนกระดาน ๒ – ๓ ประโยค เชน่ - เศษกระดาษหล่นบนพน้ื เยอะแยะไปหมด - หมากาลังไล่งบั แมว - แม่มาเจอเลยเปน็ เร่อื ง
๒. ครูอธิบายให้นักเรยี นฟงั ว่าภาษาทใ่ี ช้ในประโยคเหล่าน้เี ป็นภาษาท่ไี ม่สภุ าพใหน้ กั เรยี นแตล่ ะคนเปล่ียนเปน็ ภาษาทสี่ ุภาพกวา่ นโ้ี ดยการพูดปากเปลา่ ๒.ข้นั สอน ๑. นกั เรียนศกึ ษาเรอ่ื งภาษาพดู และภาษาเขียนจากบความรู้ จากนัน้ ใหแ้ ตล่ ะคนหาประโยคในบทเรียน “ เพ่ือน กนั ” ท่ีเปน็ ภาษาพูดใหไ้ ดม้ ากท่ีสดุ ๒. ครแู ละนักเรยี นชว่ ยกนั สรปุ ความรู้เร่ือง ภาษาพูดและภาษาเขียนดังน้ี - ภาษาพูดเปน็ ภาษาที่ใชก้ ับคนที่คุ้นเคยกัน - ภาษาเขียนจะใช้แบบเปน็ ทางการเชน่ หนงั สือราชการ - ภาษาพดู ใช้ในงานเขยี นประเภทนวนยิ าย การ์ตูน เรื่องสนั้ - ภาษาเขยี นใช้ในงานเขยี นประเภทสารคดี วารสารท่ัวไป - ภาษาพูดเป็นภาษาทไี่ ม่เคร่งครัดเรื่องกฎเกณฑ์ - ภาษาเขียนเปน็ ภาษาทีเ่ คร่งครัดเร่ืองกฎเกณฑ์ ๓. นกั เรียนศึกษาเร่อื งภาษาพดู ภาษาเขยี นเพ่มิ เติมในหนงั สอื เรยี นภาษาไทย ชุดววิ ิธภาษา หนา้ ๓๙ – ๔๒ ๔. นกั เรยี นทุกคนทาแบบฝกึ หดั เปล่ยี นภาษาท่ีกาหนดใหเ้ ปน็ ภาษาเขียนเสร็จแล้วส่งครูตรวจสอบและประกาศ ผล ๓.ขน้ั สรปุ ๑. ครูและนักเรยี นรว่ มกนั อภปิ รายเกยี่ วกับ เรอ่ื ง ภาษาพูดและภาษาปาก 9. สอื่ การเรยี นการสอน / แหล่งเรียนรู้ รายการส่อื จานวน สภาพการใชส้ อื่ 1. ใบงาน 1 ชุด ขั้นสรา้ งความสนใจ 2. ใบความรู้ 1 ชดุ ขั้นขยายความรู้ 10. การวดั ผลและประเมินผล เปา้ หมาย หลกั ฐานการเรยี นรู้ ประเด็น/ การเรียนรู้ ช้นิ งาน/ภาระงาน วิธวี ัด เคร่ืองมือวดั ฯ เกณฑก์ ารให้ คะแนน ผเู้ รียนสามารถ แบบทดสอบ ผูเ้ รียนอา่ น แบบประเมินการอ่าน ร้อยละ 60 บอกหลกั เกณฑ์ หลงั เรยี น ประจาหน่วย ออกเสยี ง บทออกเสียง ผ่านเกณฑ์ ในการอ่านออกเสยี ง การเรยี นร้ทู ่ี 1 การอา่ น ครสู ังเกต แบบสงั เกตพฤตกิ รรม ระดับคณุ ภาพ
ไดถ้ ูกตอ้ ง(K) ออกเสยี ง พฤตกิ รรม การทางานกล่มุ 2 ผา่ นเกณฑ์ แบบประเมนิ การ การทางานกลมุ่ แบบทดสอบ อ่านออกเสียง ผูเ้ รียน หลงั เรยี น แบบสงั เกต ทาแบบทดสอบ พฤตกิ รรมการทางาน หลงั เรยี น กลุ่ม 11. การบรู ณาการตามจดุ เนน้ ของโรงเรยี น (ตัวอย่าง) หลกั ปรัชญาเศรษฐกิจ ครู ผูเ้ รยี น พอเพยี ง - -- - -- - - -- --
-- - สวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรยี น ครู ผู้เรียน - - - ส่งิ แวดลอ้ ม ครู ผเู้ รียน - - - ลงชอื่ ..................................................ผสู้ อน (............................................) ใบความรู้ เร่อื ง ภาษาพดู ภาษาเขยี น ภาษาพูดภาษาเขียน การพูดและการเขยี นมคี วามสาคัญต่อการสอ่ื สารในชีวิตประจาวันมากเพราะเราใชแ้ สดงความคดิ เห็น ความรสู้ ึก และถา่ ยทอดความรูแ้ ก่ผูอ้ ่ืน ดงั นั้นจงึ จาเป็นอยา่ งยงิ่ ท่ีผูพ้ ูดและผเู้ ขยี นต้องพจิ ารณาและเลือกสรรถ้อยคา สานวนภาษา ทีเ่ หมาะสมกบั บุคคล โอกาส และสถานท่ี ภาษาพูด เป็นภาษาที่ใชพ้ ูดจากัน ไม่พิถพี ถิ นั ในการใช้หลักภาษามากนกั สรา้ งความรูส้ ึกท่เี ป็นกนั เอง ใชใ้ นหมู่ เพื่อนฝูง ในครอบครัว ในการเขียน นวนิยายและการติดตอ่ สอ่ื สารกนั อยา่ งไม่เป็นทางการ การใชภ้ าษาพูดจะใชภ้ าษา ทเ่ี ปน็ กันเอง สุภาพ คานงึ ถงึ บุคคลและกาลเทศะ ใช้ในโอกาสท่มี ีการสนทนาสมั ภาษณ์ อภิปราย พูดรายงาน โต้วาที การซ้ือขาย ฯลฯ ซึง่ เป็นโอกาสที่ผู้พดู และผฟู้ ังได้สื่อสารกนั โดยตรง
ภาษาเขียน เป็นภาษาท่ีเคร่งครดั ตอ่ การใชถ้ อ้ ยคาและคานงึ ถึงหลกั ภาษา เพ่ือใช้สอื่ สารใหถ้ กู ตอ้ งและใชใ้ นการ เขยี นมากกว่าการพูด ต้องใช้ถ้อยคาสภุ าพ เขยี นใหเ้ ป็นประโยค เลอื กใชถ้ อ้ ยคาเหมาะกบั บุคคลและกาลเทศะ เปน็ ภาษาทใี่ ช้ในพิธีการและเป็นทางการ ไม่ใช้คาฟุม่ เฟือย หรอื การเลน่ คาจนกลายเปน็ การพดู หรอื การเขยี นเลน่ ๆ การ เขยี นใช้ในโอกาสที่มีการบนั ทกึ ขอ้ ความจากการฟัง การแสดงความคิดเห็น แสดงความตอ้ งการ เสนอความร้ใู นรปู แบบ ต่าง ๆ ได้แก่ การบันทึกรายงานการประชมุ การเขียนบรรยายเหตุการณจ์ ากประสบการณก์ ารเขียนบทความ สารคดี จดหมาย ยอ่ ความ เรยี งความ เอกสารประกอบการพดู การกลา่ วรายงาน กล่าวคาปราศรยั ตวั อย่างภาษาพูดและภาษาเขียน ภาษาพูด ภาษาเขยี น ๑. เป็นไง ๑. เปน็ อย่างไร ๒. เอาไงดี ๒. ทาอย่างไรดี ๓. จริง ๆ แล้ว ๓. อนั ท่ีจรงิ ๔. งานยงุ่ ชะมดั ๔. มีงานมาก ๕. ขนนุ ลกู นีอ้ รอ่ ยจงั ๕. ขนนุ ลูก (ผล) นอ้ี ร่อยมาก ๖. ท่ีริมคลองมีตน้ ไม้เยอะแยะเลย ๖. ที่ริมคลองมตี ้นไม้มากมายหลายชนิด ๗. ขอ้ สอบนี้งา่ ยมาก ๗. ข้อสอบนก้ี ล้วยมาก แบบฝึกหดั คาชแ้ี จงให้นกั เรยี นเปลี่ยนคา วลี ตอ่ ไปนีใ้ ห้เปน็ ภาษาเขยี น ลาดับที่ ภาษาพดู ภาษาเขยี น ๑ เยอะแยะ ๒ เลอะเทอะ
๓ ลามปาม ๔ ถย่ี บิ ๕ ถบี หัวส่ง ๖ เฉไฉไปทอี่ ่ืน ๗ ฮัลโล จะพูดกบั ใครครบั ๘ เขาเอานอ้ งไปกรุงเทพ ๙ คณุ เขารุดไปลว่ งหนา้ แล้ว ๑๐ ธรุ ะผมกไ็ ม่ใช่ แผนการจัดการเรยี นรู้ หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 3 เรื่องเพอื่ นกัน แผนจัดการเรยี นรู้ท่ี 3 เรื่อง คาบุรษุ สรรพนาม รายวชิ าภาษาไทยรหัสวิชา ท 21101 ระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2562 น้าหนักเวลาเรยี น 1.5 (นน./นก.) เวลาเรยี น 3 ชัว่ โมง/สปั ดาห์ เวลาทใ่ี ชใ้ นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1 ชั่วโมง .......................................................................................................................................................... 1. สาระสาคัญ (ความเข้าใจทค่ี งทน)
คาบุรุษสรรพนามหมายถึงคาท่ีใช้แทนผู้พูด ผู้ฟัง และผู้ท่ีกล่าวถึงแบ่งคาบุรุษสรรพนามตามบริบทของการ ส่ือสารไดเ้ ป็น ๓ บุรุษ คือ บุรุษที่ ๑ ใชแ้ ทนผู้พูด บุรุษท่ี ๒ใช้แทนผ้ฟู ัง และบรุ ษุ ท่ี ๓ ใชแ้ ทนผ้ทู ่พี ดู ถงึ 2. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชีว้ ดั ช้นั ปี/ผลการเรยี นรู้/เป้าหมายการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ (ให้ตรงกบั หลกั สตู รแกนกลาง 2551 ปรบั ปรุง 2560) มาตรฐาน ท ๔.๑เข้าใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมปิ ัญญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไว้เป็นสมบตั ขิ องชาติ ตวั ชีว้ ัด ตวั ชว้ี ัด/ผลการเรยี นรู้ มาตรฐาน ท ๔.๑ ม.๑/๔ วิเคราะห์ชนดิ และหน้าที่ของคาในประโยค 3.1 เน้อื หาสาระหลัก : Knowledge นักเรยี นบอกความหมายของคาสรรพนามได้ 3.2 ทักษะ/กระบวนการ : Process นกั เรยี นสามารถใชค้ าบรุ ุษสรรพนามได้ถูกตอ้ ง 3.3 คณุ ลกั ษณะท่พี งึ ประสงค์ : Attitude ผูเ้ รยี นมีเจตคติท่ีดตี ่อวิชาภาษาไทย 4. สมรรถนะสาคัญของนักเรยี น 4.1 ความสามารถในการสอ่ื สาร ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาไทยมาตรฐานส่ือสารในชวี ิตประจาวนั 4.2 ความสามารถในการคิด ผู้เรียนมที ักษะการคิดวเิ คราะห์ 4.3 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ ผู้เรียนมีกระบวนการปฏิบัติ 5. คุณลักษณะของวิชา ความรบั ผดิ ชอบ ความรอบคอบ 6. คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 1. มีวนิ ยั 2. ใฝเ่ รียนรู้ 3. มีวนิ ัย 4. ใฝเ่ รียนรู้ 5. อย่อู ยา่ งพอเพยี ง 6. มงุ่ มน่ั ในการทางาน 7. รักความเปน็ ไทย 7. ชน้ิ งาน/ภาระงาน ๑.ใบความรู้ 8. กจิ กรรมการเรยี นรู้ ครูใชว้ ิธวี ิธสี อนแบบกระบวนการกลมุ่ และวิธสี อนโดยเน้นกระบวนการ : กระบวนการปฏิบัติ) ชวั่ โมงท่ี 1
1.ข้นั นา ๑. ครทู บทวนความรู้เดิม เรอ่ื ง คาสรรพนาม ๒.ขัน้ สอน ๑. นกั เรียนศกึ ษาใบความรู้เร่อื ง “ คาบุรษุ สรรพนาม” จากใบความรู้ ๒ .ครใู หน้ ักเรียนแต่ละคนหาคาบรุ ุษสรรพนามจากบทเรยี นเรือ่ ง เพอื่ นกนั ใหไ้ ดม้ ากทส่ี ดุ แล้วครูสุ่มถาม ๒ – ๓ คน ๓. นกั เรยี นแตล่ ะคนเขยี นบทสนทนาเกยี่ วกบั สตั วเ์ ลีย้ ง โดยในบทสนทนาให้มีคาบุรษุ สรรพนามครบท้ัง ๓ บุรษุ ๔. ครูอธบิ ายคาสรรพนาม โดยกล่าวถึง ความหมาย ชนิด การใช้คาสรรพนาม ๕. นักเรียนทาแบบฝกึ หดั เตมิ คาบุรุษสรรพนามในช่องวา่ งทีก่ าหนดให้ เสร็จแล้วครเู ฉลยบนกระดาน นักเรยี น แลกเปลย่ี นกันตรวจผลงานตามครูเฉลย ๓.ขั้นสรปุ ๑. ครแู ละนกั เรียนร่วมกนั อภิปรายเก่ียวกับความหมาย ชนดิ การใชค้ าสรรพนาม 9. ส่อื การเรยี นการสอน / แหลง่ เรียนรู้ รายการส่ือ จานวน สภาพการใช้สอ่ื 1. ใบงาน 1 ชดุ ขั้นสรา้ งความสนใจ 2. ใบความรู้ 1 ชุด ขัน้ ขยายความรู้ 10. การวดั ผลและประเมนิ ผล เปา้ หมาย หลักฐานการเรยี นรู้ วธิ ีวดั เครือ่ งมือวดั ฯ ประเดน็ / การเรยี นรู้ ชน้ิ งาน/ภาระงาน เกณฑ์การให้
คะแนน ผ้เู รียนสามารถ แบบทดสอบ ผเู้ รียนอา่ น แบบประเมินการอา่ น รอ้ ยละ 60 บอกหลักเกณฑ์ หลงั เรียน ประจาหนว่ ย ออกเสียง ในการอา่ นออกเสยี ง การเรยี นรู้ท่ี 1 การอา่ น ครสู งั เกต บทออกเสยี ง ผา่ นเกณฑ์ ไดถ้ ูกต้อง(K) ออกเสยี ง พฤตกิ รรม แบบประเมินการ การทางานกลมุ่ แบบสังเกตพฤติกรรม ระดับคณุ ภาพ อ่านออกเสยี ง ผูเ้ รยี น แบบสังเกต ทาแบบทดสอบ การทางานกลุ่ม 2 ผ่านเกณฑ์ พฤตกิ รรมการทางาน หลงั เรียน กลมุ่ แบบทดสอบ หลงั เรียน 11. การบูรณาการตามจุดเน้นของโรงเรยี น (ตัวอย่าง) หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ ครู ผู้เรียน
พอเพียง - - - - - - - - - - - - - ผเู้ รียน -- - สวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน ครู ผ้เู รยี น - - - สง่ิ แวดล้อม ครู - - ลงช่อื ..................................................ผสู้ อน (............................................) ใบความรเู้ รอ่ื ง คาบุรุษสรรพนาม คาบรุ ุษสรรพนามหมายถึงคาสรรพนามทีใ่ ชใ้ นการส่ือสารสาระระหวา่ ง ผู้พดู ผูฟ้ งั และผู้ท่ถี ูกกลา่ วถึง ไดแ้ ก่
๑. แทนผู้สง่ สาร ( บรุ ุษท่ี ๑ ) เชน่ ฉัน ขา้ พเจา้ กระผม ดฉิ นั อาตมาข้าพระพุทธเจ้า ขา้ กู เปน็ ต้น ๒. แทนผู้รับสาร ( บุรุษที่ ๒ ) เชน่ ท่าน มงึ แก คุณ เธอ ใต้เทา้ ใต้ฝ่าละอองธลุ พี ระบาท พระคุณเจา้ ๓. แทนผู้ทก่ี ล่าวถงึ ( บรุ ษุ ท่ี ๓ ) เชน่ เขา ท่าน แก มัน พระองค์ หลอ่ น แบบฝึกหัด ๑. เข้าพรรษาปนี ี้ ......................................................จะจาพรรษาที่วัดไหนครับ ๒. คุณลุงของฉัน ......................................................เปน็ คนขหี้ ลงขลี้ ืม ๓. ถ้าเธอมาไม่ได้ ....................................................จะเป็นคนไปหาเธอเอง ๔. คุณแม่ของผม.....................................................ไม่สบายนอนซมอยู่ในหอ้ ง ๕. ...........................................................ขอนิมนตร์พระคุณเจา้ ไปฉันเพลท่ีบา้ นขอรบั ๖. พแ่ี ดงครับ เมือ่ ไหรค่ ุณปา้ ........................................จะมาเยี่ยมเราอีก ๗. …………………………..ไมไ่ ด้จาพรรษาอยู่ท่วี ัดนีห้ รอกโยม ๘. นายม่นั ……………….….เป็นคนใจดี ๙. เมอ่ื ไหร่…………………….จะมาหาลกู และภรรยา ๑๐. ขอเดชะ……………………...ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยง่ิ ยนื นาน
ผังมโนทศั น์ รายวชิ าภาษาไทย รหัสวิชา ท 21101 ระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 4 เรอ่ื ง แต่งให้งามตามทเี่ หมาะ จานวน 3 ช่วั โมง : 10 คะแนน ชอื่ เรอื่ ง การสรุปใจความสาคญั ชอื่ เร่ือง คาประสม จานวน 1 ช่ัวโมง : 3 คะแนน จานวน 1 ชัว่ โมง : 3 คะแนน หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 4 เร่ือง เพอื่ นกนั จานวน 3 ชวั่ โมง ชื่อเร่ือง การอ่านตคี วามสรุปความ จานวน 1 ชวั่ โมง : 3 คะแนน
แผนการจัดการเรียนรู้ หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 4 เร่อื งแต่งใหง้ ามตามทีเ่ หมาะ แผนจดั การเรียนรู้ท่ี 1 เรอื่ ง การสรปุ ใจความสาคัญ รายวชิ าภาษาไทยรหัสวิชา ท 21101 ระดบั ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2562 น้าหนกั เวลาเรยี น 1.5 (นน./นก.) เวลาเรยี น 3 ชว่ั โมง/สปั ดาห์ เวลาทใี่ ช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1 ช่ัวโมง .......................................................................................................................................................... 1. สาระสาคญั (ความเข้าใจท่คี งทน) การตีความสรุปความและหาข้อคิดจากเร่ืองท่ีอ่าน หรือฟัง คือการทาความเข้าใจเร่ืองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น เร่ืองจากการฟัง การอ่านก็ตาม แล้วตีความเพ่ือสรุปและหาข้อคิดไม่ได้ การทาความเข้าใจเรื่องอย่างแจ่มแจ้งจึงเป็น สง่ิ จาเป็นสาหรับการตีความ สรุปความและหาขอ้ คดิ ของเรือ่ ง 2. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ช้ีวัดช้ันปี/ผลการเรยี นร/ู้ เป้าหมายการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ (ใหต้ รงกับหลักสูตรแกนกลาง 2551 ปรับปรงุ 2560) มาตรฐาน ท ๑.๑ ใชก้ ระบวนการอ่านสร้างความรแู้ ละความคิดเพือ่ นาไปใช้ตัดสินใจ แกป้ ัญหาในการดาเนินชีวิต และมนี สิ ยั รกั การอ่าน ตวั ชว้ี ัด ตัวช้วี ัด/ผลการเรยี นรู้ มาตรฐาน ท๑.๑ ม.๑/๘ วเิ คราะห์คณุ คา่ ท่ีไดร้ ับจากการอ่านงานเขียนอยา่ ง หลากหลายเพื่อนาไปใชแ้ กป้ ญั หาในชีวิต 3.1 เนอ้ื หาสาระหลัก : Knowledge รู้จกั การตคี วาม สรปุ ความและหาขอ้ คดิ จากเรือ่ งท่ฟี ัง หรอื อ่านได้ 3.2 ทักษะ/กระบวนการ : Process ตคี วาม สรุปความและหาขอ้ คดิ จากเรอ่ื งทฟี่ งั หรอื อ่านได้ 3.3 คณุ ลักษณะทพ่ี งึ ประสงค์ : Attitude ผูเ้ รียนมเี จตคตทิ ีด่ ีตอ่ วิชาภาษาไทย 4. สมรรถนะสาคญั ของนกั เรียน 4.1 ความสามารถในการส่ือสาร ผู้เรยี นสามารถใช้ภาษาไทยมาตรฐานสื่อสารในชีวิตประจาวนั 4.2 ความสามารถในการคดิ ผูเ้ รียนมที ักษะการคิดวิเคราะห์ 4.3 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ิต ผู้เรยี นมีกระบวนการปฏบิ ตั ิ 5. คุณลักษณะของวิชา ความรับผิดชอบ ความรอบคอบ 6. คณุ ลกั ษณะทพี่ ึงประสงค์ 1. มวี นิ ยั
2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มีวนิ ัย 4. ใฝเ่ รยี นรู้ 5. อยอู่ ย่างพอเพยี ง 6. มุ่งมน่ั ในการทางาน 7. รกั ความเป็นไทย 7. ช้นิ งาน/ภาระงาน ๑.ใบความรู้ 8. กิจกรรมการเรียนรู้ ครใู ชว้ ิธีวิธสี อนแบบกระบวนการกลมุ่ และวธิ สี อนโดยเน้นกระบวนการ : กระบวนการปฏิบตั ิ) นั้น ๆ ครู ชั่วโมงท่ี 1 1.ข้ันนา ๑. นักเรียนอ่านข้อความท่ีครูติดบนกระดาน แล้วฝึกตีความ สรุปความ และบอกข้อคิดของเรอื่ ง และนักเรียนสนทนา แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการตคี วาม สรปุ ความและการหาข้อคิดของเรื่อง ครูให้ความรู้เพิ่มเติม และช้ีแนะใหเ้ ข้าใจตรงกัน ๒.ขนั้ สอน ๑. นักเรยี นออกไปศกึ ษา หาความรูเ้ ก่ียวกับหลักการตีความ สรุปความและการหาข้อคิดจากเรื่อง จากแหล่ง เรยี นรู้ เชน่ หอ้ งสมดุ มุมภาษาไทย ๒. จากนั้นมารับใบความรู้จากครู พร้อมศึกษาเนื้อหาจากหนงั สือเรียนเมื่อนักเรียนศึกษาจบแลว้ ครูซักถามให้ นักเรียนตอบปากเปลา่ และครูคอยอธิบายและตอบข้อสงสยั ของนักเรียน ๓. นักเรียนแต่คนอ่านเร่ืองที่กาหนดให้แล้วทาแบบฝึกหัดเขียนตีความสรุปความจากเร่ือง เสร็จแล้วนาส่งครู ตรวจสอบและประเมินผล ๓.ขน้ั สรปุ ๑. ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันสรปุ อภิปรายเกย่ี วกบั เรือ่ ง การอ่านตคี วามสรปุ ความ 9. ส่อื การเรยี นการสอน / แหลง่ เรยี นรู้ รายการสอ่ื จานวน สภาพการใช้สือ่ 1. ใบงาน 1 ชุด ขั้นสร้างความสนใจ 2. ใบความรู้ 1 ชุด ขั้นขยายความรู้
10. การวัดผลและประเมินผล เป้าหมาย หลกั ฐานการเรยี นรู้ ประเด็น/ การเรยี นรู้ ช้ินงาน/ภาระงาน วธิ ีวดั เครอื่ งมือวัดฯ เกณฑก์ ารให้ คะแนน ผู้เรียนสามารถ แบบทดสอบ ผู้เรียนอา่ น แบบประเมินการอ่าน ร้อยละ 60 บอกหลักเกณฑ์ หลงั เรยี น ประจาหน่วย ออกเสยี ง ในการอา่ นออกเสียง การเรียนรู้ท่ี 1 การอา่ น ครสู ังเกต บทออกเสยี ง ผา่ นเกณฑ์ ได้ถูกตอ้ ง(K) ออกเสียง พฤติกรรม แบบประเมินการ การทางานกลุม่ แบบสงั เกตพฤติกรรม ระดบั คุณภาพ อ่านออกเสียง ผูเ้ รยี น แบบสงั เกต ทาแบบทดสอบ การทางานกล่มุ 2 ผ่านเกณฑ์ พฤตกิ รรมการทางาน หลังเรียน กลุม่ แบบทดสอบ หลังเรียน
11. การบูรณาการตามจดุ เนน้ ของโรงเรียน (ตวั อยา่ ง) หลักปรัชญาเศรษฐกจิ ครู ผู้เรยี น พอเพยี ง - -- - - -- - -- - -- ผู้เรยี น -- - สวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรียน ครู ผู้เรยี น - - - สิ่งแวดลอ้ ม ครู - - ลงชื่อ..................................................ผสู้ อน (............................................)
ตวั อย่างข้อความ หวั ใจนกั ปราชญ์ เวน้ วจิ ารณ์ว่างเวน้ สดบั ฟัง เวน้ ท่ีถามอนั ยงั ไป่ รู้ เวน้ เล่าลิขิตสงั - เกตวา่ ง เวน้ นา เดก็ เอ๋ยเดก็ ไทย เดก็ เอ๋ย เดก็ ไทย จงคน้ ความ ภมู ิใจไทยวิถี ภมู ิปัญญารากเหวา้ ของเรา มี สร้างศกั ด์ิศรีความเป็นไทยความเป็นเธอ เรียนรู้โลกเพื่อไม่ตกเป็นเหยอื่ เรา รู้ทนั เท่า ความจริง ทุกสิ่งเสมอ มีความฝันความใฝ่ ไม่ฟ้ ุงเพอ้
ใบความรู้ เร่ือง การตีความ สรุปความ การตคี วาม สรปุ ความ เมือ่ อ่าน ฟงั หรือดู เร่ืองใด ๆ ก็ตาม บางครั้งเราควรจดบันทึกสรุปความรแู้ ละข้อคิดจากเรอื่ งที่ได้อ่าน ไดฟ้ ัง และไดด้ ไู ว้ เพอื่ ชว่ ยการจาและนาไปใชป้ ระโยชน์ ในการรับสาร นอกจากผู้อ่าน ผู้ฟัง ผู้ดหู รือผ้ชู มจะต้องรูจ้ ักวิเคราะห์ความแลว้ ยงั ตอ้ งร้จู ักตีความ และสรุป ความ เพ่ือช่วยให้เรารับสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องอาศัยการใช้เหตุผล และวิจารณญาณประกอบด้วย ดัง ตวั อยา่ งต่อไปนี้ ตวั อย่างที่ ๑ พอปลายปี ยา้ ยไปเรียนทส่ี งขลา เมื่อปี กลายสมชายอยกู่ ระบ่ี ส่วนปี หนา้ กะจะไปอยชู่ ุมพร อีกสองปี ตอ้ งไปเรียนท่ียะลา จากข้อความข้างต้นถ้าถามว่าสมชายอย่ภู าคใดของประเทศใด เราจะต้องวิเคราะห์ข้อความทั้งหมดให้ถ่องแท้ เสียกอ่ น จึงจะสรปุ ความได้วา่ สมชายอยู่ภาคใต้ ท้ังน้เี นอ่ื งจากขอ้ ความท้งั หมดทเี่ ปน็ ช่ือจังหวัดลว้ นแลว้ แต่เปน็ จงั หวัด ท่ีอยใู่ นภาคใต้ของประเทศไทย ในขั้นของการตคี วามถ้าถามว่า พ่อแมข่ องสมชายมีอาชีพใด หลงั จากวเิ คราะห์ความเรา อาจตีความได้ว่า ครอบครัวของสมชายมีอาชีพที่ต้องย้ายตามงานไปเรื่อย ๆ อาจเป็น ข้าราชการ ช่างกอ่ สรา้ ง เพราะ วรรคทส่ี องมีใจความว่า “พอปลายปีย้ายไปเรียนท่สี งขลา” และวรรคที่สาม “อีกสองปตี ้องไปเรียนทยี่ ะลา” คาว่า เรียน จงึ เปน็ สว่ นทเ่ี ราใช้ในการตคี วามได้ ตวั อย่างท่ี ๒ ยา่ ของแดงแต่งงานกบั บรรเจิด ยา่ มีลูก ๓คน ป่ ตู ้งั ช่ือลูกทกุ คนข้นึ ตน้ วา่ “บรร” ลูกคนโต
ข้อความข้างต้นถ้าถามว่าปู่ของแดงชื่ออะไร คาตอบก็คือบรรเจิดเนื่องจากข้อความ “ย่าของแดงแต่งงานกับบรรเจิด” เป็นส่วนช่วยให้ตคี วามได้หลังจากเราได้อ่านหรือฟังเรื่องน้ีโดยตลอด และคิดวิเคราะห์หาคาตอบ และถ้าจะสรุปความ ใหไ้ ด้วา่ พอ่ ของแดงช่ืออะไร เราก็ต้องตีความจากขอ้ ความทวี่ า่ “ลกู คนโตเป็นผู้ชายชื่อบรรทัด” ดังน้นั พอ่ ของแดงจึง ชื่อ “บรรทดั ” เพราะ “บรรทัด” เป็นลูกชายคนโตของปู่ สรปุ ความได้วา่ แดงเป็นลูกของบรรทัด ซ่ึงเป็นลูกชายคนโต ของปู่ ทาไมจึงรู้ว่า พ่อของแดงช่ือบรรทัด คาตอบก็คือ บรรทัดเป็นลูกคนเดียว แดงเรียกปู่และย่า ดงั น้ันแดงจะต้อง เป็นลูกของบรรทัดถา้ เป็นลูกของบรรจง หรอื บรรทม จะตอ้ งเรียกว่า ตาและยาย การหาข้อคดิ จากเรื่องทอี่ า่ น การหาข้อคิดจากเรื่องทอ่ี า่ น จะชว่ ยใหผ้ ู้อ่านเข้าใจเรอื่ งท่ีอ่านได้ลกึ ซึ้งและเข้าใจความคิดของผู้เขียนที่แฝงไวใ้ น เรอื่ ง เชน่ คติธรรม คาสอน มุมมองตา่ ง ๆ อันเปน็ ประโยชน์ตอ่ การนาไปประยกุ ตใ์ ช้ในการดารงชีวิตได้ การหาขอ้ คดิ จากเรอื่ งท่ีอา่ น ผอู้ ื่นต้องมคี วามเข้าใจความหมายของคาและประโยค ต้งั จุดมงุ่ หมายของการอา่ น ไว้และตอ้ งอา่ นอย่างพินิจพิจารณา ใช้การวเิ คราะหค์ า ความหมาย นัยของคาและข้อความ จดบันทึกความรู้ การแยกแยะข้อเท็จจริง การประเมินเหตุการณ์ โดยสามารถใช้การเขียนแผนภาพความคิดหรือ แผนภาพโครงเร่ืองมาลาดบั ความคดิ ได แผนภาพโครงเรือ่ ง แม่ปกู บั ลกู ปู ตวั ละคร แมป่ ู ลูกปู เหตกุ ารณท์ ่ี ๑ แม่ปกู ับลูกปเู ดินไปหากินในนา แมป่ เู หน็ ลกู ปูเดินไมต่ รงทางจึงรอ้ งบอก ใหล้ กู เดินใหต้ รงทาง ขอ้ คดิ ขอ้ บกพร่องของผู้อื่นยอ่ มเห็นไดง้ า่ ยกว่าขอ้ บกพรอ่ งของตนเอง แผนภาพโครงเรอ่ื ง แม่ปูกบั ลกู ปู
เหตกุ ารณท์ ่ี ๒ ลูกปูขอให้แม่ปูเดินให้ดวู ่าเดนิ อยา่ งไรจงึ จะเดนิ ตรงแมป่ เู ดนิ ใหล้ ูกปูดูก็ ขอ้ คิด เดินไมต่ รงทางเหมือนกัน การท่ีจะบอกหรือสอนผ้ใู ด ผู้บอกหรือผู้สอนควรปฏบิ ัตไิ ดก้ ่อน การทาส่งิ ท่ีฝนื ธรรมชาติยอ่ มทาได้ยาก จากขอ้ คิดของเรื่อง ผู้อ่านอาจคิดเปรียบเทียบกบั สานวนทส่ี อดคล้องกันได้ เชน่ ว่าแตเ่ ขาอิเหนาเปน็ เอง เปน็ ตน้
แบบฝกึ หัด คาชแี้ จง ให้นักเรียนอ่านในใจ แลว้ ตอบคาถาม จงไปจากไรเ่ ถิด “จงไปจากไรเ่ ถิด…มดจงไปจากปลวกจงไปจาก ด้วงจงไปจาก แมลง จงไปจาก หนอนจงไปจาก เพลี้ยจงไปจาก ต๊กั แตนจงไปจาก จง้ิ หรีดจงไปจากนกจงไปจา หนจู งไปจาก บรรดาสิง่ ทีเ่ ปน็ พิษเปน็ ภัยเปน็ ศตั รูของข้าว จงไปจากเสียง ใหห้ มด ไปเสียให้ไกล ๆ หนึ่งวันเดนิ ทาง หน่ึงคืนเดนิ ทาง อย่าอยู่ใกลไ้ รอ่ ย่าอยู่ใกล้สวน อยา่ เฝา้ ไร่ อยา่ เฝา้ สวน ไป เสียให้พ้นจากไร่ ไปเสียใหพ้ ้นจากสวน ไปยงั ตะวันออก ไปยังตะวนั ตก ไปยังเหนอื ไปยังใต้ ไปยังบา้ นใหญ่ ไปยงั เมอื งโตเถดิ ” “ข้าวเอ๋ย ปักเจ้าลง หวา่ นเจ้าลงเสร็จแลว้ สับคอหญ้า สับคอผกั เสรจ็ แลว้ ต่อแตน่ ี้ไปทาตัวเจ้าให้ทิพย์ ทาตัว เจ้าใหอ้ ัศจรรย์ เจา้ เป็นผู้วิเศษ เจา้ เป็นผู้มีมนต์ขลัง เจ้าเป็นผ้ซู ือ่ สัตย์ เจ้าเปน็ ผูซ้ ื่อตรง จงเรยี กน้าฝนลงมา จงเรียก น้าคา้ งลงมา ให้ฝนดี ใหน้ า้ คา้ งดก หลบตัวใหเ้ ก่ง ซอ่ นตัวให้มิด หนูจะมากินฝงั ตวั เข้าไป นกจะมาจกิ ฝงั ตวั เขา้ ไว้ด้วง จะมากินฝังตัวลงไป หนอนจะมากินฝงั ตัวลงไป ใหฝ้ นตกตามฤดกู าลใหฝ้ นแล้งตามฤดูกาล ให้ตกกลางคนื ใหห้ ยุด กลางวนั ให้ข้าได้มีกินอยา่ งอุดมสมบูรณ์ กบั ลกู กบั เมีย กบั พี่กบั น้อง ตลอดท้ังปีตลอดทั้งเดือน หากมเี สียงจงปิดหัว ใหม้ ดิ หากมีเสียงหา่ จงแตกยอดให้เขยี วขจีเถดิ …” ๑. สิง่ ที่เปน็ พิษภยั หรอื เป็นศัตรูของตน้ ข้าวในไร่ไดแ้ ก่อะไรบา้ งชว่ ยกนั รวบรวมมาให้มากทีส่ ุด ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… 2. ถา้ สัตวท์ ี่เป็นพิษภัยของตน้ ขา้ วพากนั ออกไปอยู่ในบ้านใหญ่เมอื งโตบ้านใหญเ่ มืองโตจะมสี ภาพอยา่ งไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………… ๓. ถา้ สัตว์ทีเ่ ป็นพิษภยั ยงั อยู่ในนาขา้ ว ชาวนาควรแก้ปัญหาอย่างไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………… แบบฝึ กหัด คาชี้แจง ใหน้ ักเรยี นเขียนเลา่ เรื่องท่ีประทบั ใจตามลาดับหัวข้อทีก่ าหนดไวใ้ นแผนภาพความคดิ พร้อมท้ังต้งั ชอ่ื เรือ่ ง ๒. พบเหตกุ ารณ์ ๑. กอ่ นพบ เรื่อง เหตกุ ารณ์ ประทบั ใจ เร่ือง…………….. ๓. สรุป/ข้อคดิ เร่ือง…………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………..................................................... ..................................................................................................................................................
แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 4 เรือ่ งแต่งใหง้ ามตามทเ่ี หมาะ แผนจดั การเรียนรทู้ ่ี 2 เรือ่ ง คาประสม รายวิชาภาษาไทยรหัสวิชา ท 21101 ระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2562 นา้ หนักเวลาเรียน 1.5 (นน./นก.) เวลาเรยี น 3 ช่ัวโมง/สปั ดาห์ เวลาที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1 ชว่ั โมง .......................................................................................................................................................... 1. สาระสาคญั (ความเขา้ ใจทค่ี งทน) คาประสมคอื คาท่ีเกดิ จากการนาเอาคาต้งั ๒ คาขึ้นไปมารวมกนั แลว้ เกิดความหมายใหม่หรอื คงเดมิ เพือ่ ให้ได้ คาศัพท์ข้นึ มาใช้อย่างหลากหลาย ผู้เรียนต้องแมน่ ยาและหมนั่ ฝกึ ทกั ษะการใชจ้ งึ จะเกดิ การเรียนรูอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ 2. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวช้ีวัดชั้นปี/ผลการเรียนร/ู้ เป้าหมายการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ (ใหต้ รงกบั หลกั สูตรแกนกลาง 2551 ปรบั ปรงุ 2560) มาตรฐาน ท ๔.๑เข้าใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลักภาษาไทย การเปลีย่ นแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภมู ปิ ญั ญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไว้เป็นสมบตั ิของชาติ ตวั ช้วี ัด ตัวชีว้ ัด/ผลการเรยี นรู้ มาตรฐาน ท๔.๑ ม.๑/๒สรา้ งคาในภาษาไทย 3.1เนื้อหาสาระหลัก : Knowledge บอกความหมายของคาประสมได้ 3.2ทักษะ/กระบวนการ : Process ใชค้ าประสมไดถ้ ูกตอ้ งตามบริบท 3.3 คณุ ลักษณะทพี่ ึงประสงค์ : Attitude ผ้เู รยี นมีเจตคติทดี่ ตี อ่ วิชาภาษาไทย 4. สมรรถนะสาคัญของนกั เรยี น 4.1 ความสามารถในการสอื่ สาร ผู้เรยี นสามารถใช้ภาษาไทยมาตรฐานส่อื สารในชีวิตประจาวัน 4.2 ความสามารถในการคิด ผ้เู รียนมที กั ษะการคิดวเิ คราะห์ 4.3 ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวติ ผู้เรียนมีกระบวนการปฏบิ ตั ิ 5. คุณลกั ษณะของวิชา ความรบั ผดิ ชอบ
ความรอบคอบ 6. คุณลักษณะท่พี ึงประสงค์ 1. มวี ินยั 2. ใฝเ่ รยี นรู้ 3. มวี ินัย 4. ใฝ่เรยี นรู้ 5. อยู่อยา่ งพอเพียง 6. ม่งุ ม่นั ในการทางาน 7. รกั ความเปน็ ไทย 7. ชิน้ งาน/ภาระงาน ๑.ใบความรู้ 8. กิจกรรมการเรยี นรู้ ครูใช้วธิ วี ิธีสอนแบบกระบวนการกลุ่ม และวธิ ีสอนโดยเน้นกระบวนการ : กระบวนการปฏิบตั ิ) ชว่ั โมงที่ 1 1.ขั้นนา ๑. ครูเขียนคาพยางค์เดียวบนกระดานดา แล้วใหน้ ักเรยี นแต่ละกลุ่ม หาคาพยางคเ์ ดยี วอีกคาหนงึ่ มาเตมิ ขา้ งหน้าหรือขา้ งหลังคาเหล่าน้ัน เชน่ ไฟ …. ( ฟ้า) …. ,รถ ….. ( ไฟ)… , … ( น้า ) ….. แข็ง , ….. ( หม้อ) …… น้า ฯ ลฯจากนั้นครูถามนกั เรียนว่า การสรา้ งคาใหมล่ ักษณะน้ี เรยี กว่าคาอะไร ( คาประสม ) ๒.ขัน้ สอน ๑. ศกึ ษาเรอ่ื งคาประสมจากใบความรู้โดยให้แตล่ ะคนแลกเปล่ยี นความรู้ท่ีได้จากการศึกษาด้วยตนเอง ๒. ครูอธบิ ายหลกั การของคาประสม เพ่อื ใหน้ ักเรยี นมีความเข้าใจในคาประสมมากยง่ิ ข้นึ ๓. นกั เรยี นเล่มเกมบันไดคาประสมเพ่อื เป็นการทบทวนความรู้ ๔. นักเรยี นทุกคนทาแบบฝกึ หดั เลือกคาตอบที่ถูกตอ้ ง เสร็จแลว้ ส่งครตู รวจสอบและประเมินผล ๓.ขั้นสรุป ๑. ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันสรุปอภปิ รายเก่ยี วกับเรื่อง คาประสม 9. ส่อื การเรยี นการสอน / แหล่งเรียนรู้ รายการสื่อ จานวน สภาพการใชส้ ือ่ 1. ใบงาน 1 ชดุ ขนั้ สร้างความสนใจ 2. ใบความรู้ 1 ชดุ ขัน้ ขยายความรู้
10. การวัดผลและประเมินผล เป้าหมาย หลกั ฐานการเรยี นรู้ ประเด็น/ การเรยี นรู้ ช้ินงาน/ภาระงาน วธิ ีวดั เครอื่ งมือวัดฯ เกณฑก์ ารให้ คะแนน ผู้เรียนสามารถ แบบทดสอบ ผู้เรียนอา่ น แบบประเมินการอ่าน ร้อยละ 60 บอกหลักเกณฑ์ หลงั เรยี น ประจาหน่วย ออกเสยี ง ในการอา่ นออกเสียง การเรียนรู้ท่ี 1 การอา่ น ครสู ังเกต บทออกเสยี ง ผา่ นเกณฑ์ ได้ถูกตอ้ ง(K) ออกเสียง พฤติกรรม แบบประเมินการ การทางานกลุม่ แบบสงั เกตพฤติกรรม ระดบั คุณภาพ อ่านออกเสียง ผูเ้ รยี น แบบสงั เกต ทาแบบทดสอบ การทางานกล่มุ 2 ผ่านเกณฑ์ พฤตกิ รรมการทางาน หลังเรียน กลุม่ แบบทดสอบ หลังเรียน
11. การบูรณาการตามจุดเน้นของโรงเรียน (ตวั อยา่ ง) หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ ครู ผูเ้ รียน พอเพียง - -- - - -- - -- - -- ผู้เรยี น -- - สวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรยี น ครู ผู้เรียน - - - สิ่งแวดลอ้ ม ครู - -
ลงชื่อ..................................................ผูส้ อน (............................................) ใบความรู้ เร่อื ง คาประสม คาประสม คอื คาที่เกดิ จากการเอาคามูลทม่ี ีความหมายตา่ งกนั ต้ังแต่ ๒ คาขนึ้ ไปมารวมกันเข้าเปน็ คาเดยี ว กลายเปน็ คาใหม่ มีความหมายใหม่ แตย่ งั มีเคา้ ความหมายเดมิ อยู่ เช่น ลูกเสือ ( นักเรียนท่แี ตง่ เครอื่ งแบบ ) แสงอาทิตย์ ( งูชนิดหนง่ึ มีเกลด็ สะทอ้ นแสงอาทติ ยไ์ ด้ซึง่ แปลกกว่างชู นิดอ่นื ๆ ) หางเสือ ( ท่บี ังคับทิศทางเรือ ) แต่ ถา้ ลกู เสอื หมายถึง ลูกของเสือ แสงอาทิตย์ หมายถึง แสงของดวงอาทติ ย์ หางเสอื หมายถงึ หางของเสือ อย่างนี้ไม่จัดเปน็ คาประสม เพราะไมเ่ กิดความหมายใหม่ข้ึน จัดเป็นวลีทเี่ กิดจากการเรยี งคาธรรมดาเท่านน้ั การเกดิ คาประสมในภาษาไทย คาประสมภาษาไทยเกิดขึ้นไดห้ ลายกรณี ดงั นี้ ๑. เกดิ จากคาไทยประสมกับคาไทย เชน่ ไฟ + ฟา้ = ไฟฟา้ ตาย + ใจ = ตายใจ ผดั + เปรี้ยว + หวาน = ผดั เปรย้ี วหวาน ๒. เกิดจากคาไทยประสมกับคาตา่ งประเทศ เชน่ ไทย + บาลี = หลัก ( ไทย ) + ฐาน ( บาลี ) - หลกั ฐาน ราช ( บาลี ) + วัง ( ไทย ) - ราชวงั ไทย + สันสฤต = ทนุ ( ไทย ) + ทรัพย์ ( สันสฤต ) - ทนุ ทรพั ย์ ตกั ( ไทย ) + บาตร ( สันสฤต ) - ตักบาตร
ไทย + เขมร = นา ( ไทย ) + ดา ( เขมร = ปลูก ) - นาดา จนี + ไทย นา ( ไทย ) + ปรงั ( เขมร = ฤดูแลง้ ) - นาปรัง ไทย + อังกฤษ = หวย ( จีน ) + ใตด้ ิน ( ไทย ) - หวยใต้ดิน ผ้า ( ไทย ) + ผวย ( จีน ) - ผา้ ผวย = เหยือก ( อังกฤษ - jug ) + น้า ( ไทย ) - เหยอื กนา้ พวง (ไทย ) + หรีด ( องั กฤษ - wreath ) - พวงหรดี ๓. เกิดจากคาตา่ งประเทศประสมกับคาตา่ งประเทศ เช่น บาลี + จนี - รถ ( บาลี ) + เก๋ง ( จนี ) - รถเก๋ง บาลี + สนั สฤต - กติ ติ ( บาลี ) + ศพั ท์ ( สันสฤต ) - กิตติศัพท์ จะเหน็ ว่า คาประสมเกิดข้นึ ได้จากการรวมตัวกันระหว่างคาไทยกับคาไทยคาไทยกบั คาต่างประเทศ และคา ตา่ งประเทศกับคาต่างประเทศ ชนิดของคาทเ่ี อามาประสมกนั คาไทยมอี ยู่ ๗ ชนดิ คือ คานาม คาสรรพนาม คากริยา คาวิเศษณ์ คาบุพบท คาสันธาน และ คา อุทาน แตค่ าไทยท้งั ๗ ชนดิ นีม้ ิใช่จะเอามาประสมกนั ไดท้ ง้ั หมด คาที่ใชป้ ระสมกันไดเ้ ท่าที่ปรากฏ มดี งั น้ี ๑. คานามประสมกบั คานาม เชน่ พ่อตา แม่ยาย ลูกน้อง หน้ามา้ ลิ้นปี่ คอยหอย หีบเสียง กลว้ ยแขก แมน่ า้ ราชวัง ๒. คานามประสมกบั คากริยา เช่น นักร้อง หมอดู บา้ นพัก เรือบิน ยาถ่าย รถเข็น ไก่ชน คานหาม
นา้ ค้าง คนเดินตลาด ๓. คานามประสมกบั คาวเิ ศษณ์ เช่น นา้ แข็ง เบ้ียล่าง หวั ใส หวั หอม ใจดี ใจเย็น ม้าเร็ว น้าหวาน ปากเบา ปลาเนือ้ อ่อน ๔. คานามประสมกับคาลกั ษณะนาม เชน่ วงแขน วงกบ ดวงหน้า ลกู ชน้ิ ดวงใจ เพื่อนฝูง ๕. คานามประสมกับคาสรรพนาม เชน่ คณุ ยาย คณุ พระ คณุ หลวง ๖. คากรยิ าประสมกับคากรยิ า เช่น ตพี ิมพ์ เรยี งพิมพ์ พิมพด์ ดี นอนกนิ ฟาดฟัน กนั สาด ตชี ิง ห่อหมก เทีย่ วข้ึน เท่ยี วลอ่ ง ๗. คากรยิ าประสมกับคาวเิ ศษณ์ เชน่ ลงแดง ยินดี ถือดี ย้ิมหวาน สายหยุด ดถู กู ผัดเผ็ด ต้มจดื บานเย็น บานเชา้ ๘. คาวเิ ศษณ์ประสมกับคาวเิ ศษณ์ เช่น หวานเยน็ เขียนหวาน เปรย้ี วหวาน คาขา คมขา คมคาย การพิจารณาคาประสม
คาประสมมลี ักษณะเป็นกลมุ่ คาหรอื วลี การพจิ ารณากลุ่มคาใด ๆ วา่ เปน็ คาประสมหรือไม่นนั้ สามารถ พจิ ารณาไดจ้ ากลกั ษณะตอ่ ไปน้ี ๑. พจิ ารณาลักษณะการเรียงคาและความหมายคาประสมจะเรียงคาหลกั ไว้ขา้ งหนา้ คาทีเ่ ป็นเชิงขยายจะเรยี งไว้ ข้างหนา้ ความหมายที่เกิดขน้ึ จะเป็นความหมายใหม่โดยมเี ค้าความหมายเดมิ อยู่ เช่น ลูกนา้ หมายถึงลูกยงุ เป็นคาประสม ไฟฟา้ หมายถึงพลังงานชนิดหน่งึ เป็นคาประสม เบี้ยล่าง หมายถึงเสียเปรยี บ เปน็ คาประสม ยงิ ฟัน หมายถงึ การเผยอริมฝปี ากใหเ้ หน็ ฟัน เปน็ คาประสม แตถ่ า้ หมายถึงการทารา้ ยหรอื ยิงฟัน ( ฟนั = อวัยวะ ) กไ็ มเ่ ปน็ คาประสม เป็นเพียงวลธี รรมดา เพราะถงึ แมจ้ ะเรยี งคาเหมือนกนั กต็ าม แต่ความหมายไมไ่ ด้เปลีย่ นแปลงไป เวน้ จงั หวะ หมายถงึ การหยุดไว้ระยะ ไม่เปน็ คาประสม คนหนึง่ หมายถงึ คน ๆ เดียว ไม่เป็นคาประสม ๒. พจิ ารณาจากลกั ษณนามท่ใี ช้กบั คาที่สงสยั วา่ จะเปน็ คาประสมหรือไมโ่ ดยลองแยกดวู า่ คาลักษณนามน้ันเป็น ลกั ษณนามของท้งั สองคารว่ มกันหรือเป็นของคาหนึ่งคาใดโดยเฉพาะ ถ้าเปน็ ลกั ษณนามของทงั้ สองคาร่วมกนั กลุม่ คา น้ันกเ็ ป็นคาประสม แต่ถ้าเป็นของคาหน่งึ คาใดโดยเฉพาะ กลมุ่ คาน้ันกไ็ ม่เป็นคาประสมเชน่ ลกู ตา คน นี้เสยี แลว้ คาวา่ ลูกตา ไมเ่ ปน็ คาประสม พิจารณาจากลักษณนาม “ คน ” เปน็ ลักษณะนามของตา ซึง่ เปน็ คน ลกู ตา ข้าง น้ีเสียแล้วคาว่าลูกตา เป็นคาประสม พิจารณาจากลักษณะนาม “ ขา้ ง” เป็นลกั ษณะนามลูกตา ( อวัยวะ ) รถเจก๊ คน น้ีเกา่ มากคาวา่ รถเจก๊ ไม่เป็นคาประสม รถเจก๊ คนั นีเ้ ก่ามาก คาวา่ รถเจ๊ก เปน็ คาประสม
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113