Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore Blue Playful Minimalist Science Aquatic Animals Document

Blue Playful Minimalist Science Aquatic Animals Document

Published by Saranphon Phommathat, 2023-08-22 08:34:25

Description: Blue Playful Minimalist Science Aquatic Animals Document

Search

Read the Text Version

เที่ยวให้ปลอดภัยแบบ safety first

คำนำ E - BOOK เล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาคอมพิวเตอร์ ชั้นม.5/1 เพื่อให้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องสัตว์ใต้ทะเล มีพิษ ได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์ ผู้จัดทำ หวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านหรือที่ กำลังหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่หากมีข้อแนะนำหรือผิด พลาดประการใดผู้จัดทำขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ผู้จัดทำ วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2566

ฟองน้ำ (Sponge) ฟองน้ำเป็นสัตว์เกาะนิ่งอยู่กับที่ มีลำตัวเป็นรูพรุนดำรงชีวิตได้โดยอาศัยระบบท่อ ให้น้ำไหลผ่านลำตัว มีโครงค้ำจุนร่างกายเป็นหนามที่เรียกว่า สปิคุล (Spicule) หรือ เส้นใยอ่อนนุ่ม (Spongin) การป้องกันและรักษา หลีกเลี่ยงจากการสัมผัสฟองน้ำขนาดใหญ่ตามแนวปะการัง เช่น ฟองน้ำครก หากเป็นความบังเอิญที่ไม่ได้ระวังตัว การปฐมพยาบาลเบื้องต้นนั้น คือ การทำให้สปคุลของฟองน้ำหลุดออกไป โดยทำการล้างแผลบริเวณที่สัมผัสด้วย น้ำสะอาด หรือน้ำกรดน้ำส้ม 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลา 15-30 นาที ยาจำพวกแอนติฮิส ตามีน ใช้ทาบรรเทาอาการผื่นคัน

ขนนกทะเล (Sea feather) ขนนกทะเลเป็นสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายพืชและมีอยู่หลายชนิด แต่ละตัวมีรูปร่างเป็น โพลิปขนาดเล็กอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มหรือนิคม มักพบตามแนวปะการังเกาะกับ หลักที่ปักอยู่ริมชายฝั่ง เสาสะพานท่าเรือ ตลอดจนเศษวัสดุที่ลอยในทะเล บางชนิดมี ลักษณะคล้ายขนนก และบางชนิดลักษณะคล้ายเฟิร์น เมื่อผิวหนังสัมผัสกับนิคม ของขนนกทะเล โพลิปจะปล่อยนีมาโตศีย์สต์ ที่มีพิษแทรกเข้าสู่ผิวหนัง ทำให้เกิด อาการคัน ปวดแสบปวดร้อน การป้องกันและรักษา หลีกเลี่ยงการสัมผัสขนนกทะเลโดยตรง การใส่เสื้อผ้า ป้องกันอันตรายได้ ล้างบริเวณที่ถูกพิษด้วยแอลกอฮอล์ปะคบด้วยน้ำแข็งหรือน้ำ เย็น หากมีอาการรุนแรงต้องส่งแพทย์ทันที

ปะการัง (Corals) ปะการังเป็นสัตว์ทะเลกลุ่มใหญ่ที่มีมากกว่า 750 ชนิด ส่วนใหญ่อาศัยอยู่แบบเดี่ยว ปะการังมีฐานรองรับโพลิปหรือตัวปะการังเป็นหินปูน บางชนิดมีหนามหรือแง่ยื่น ที่แหลมคม และบางชนิดมีนีมาโตศีย์สต์ที่มีน้ำพิษ ทำให้ระคายเคืองต่อผิวหนัง ปะการังที่อาจทำให้เกิดบาดแผล ได้แก่ ปะการังเขากวาง (Acropora) ปะการังแก แลคซี่ (Galaxea) ปะการังลูกโป่ง(Plerogyra) ปะการังดอกจอก(Pec-tinea) ปะการังสมองหยาบ(Symphyllia) เป็นต้น มีรายงานว่าปะการังเห็ดบางชนิดผลิต นีมาโตศีย์สต์ที่มีพิษทำให้เกิดอาการบวมแดงและผื่นคันได้ การป้องกันและรักษา หินปูนของปะการังมีความแข็งและแหลมคม การเดิน เหยียบย่ำไปบนปะการัง หรือดำน้ำผ่านแนวปะการัง อาจทำให้เกิดบาดแผล เนื่องจากปะการังมักมีพวกแบคทีเรียอาศัยอยู่เป็นสาเหตุทำให้บาดแผลหายช้าจึง ต้องล้างด้วยน้ำสะอาด หรือ แอลกอฮอล์โดยเร็ว และตรวจดูว่าไม่มีเศษปะการัง ติดค้างอยู่ ใส่ยาฆ่าเชื้อ ถ้าแผลมีขนาดกว้างและลึก ควรรีบนำส่งแพทย์

ปะการังไฟ (Fire coral) ปะการังไฟ ไม่ใช่ปะการังแท้จริง แต่เป็นสัตว์ทะเลพวกเดียวกับขนนกทะเลและมีพิษเช่น เดียวกัน โพลิปมีขนาดเล็กอาศัยอยู่รวมกันเป็นนิคม โดยสร้างหินปูนฐานรองรับโพลิปจึง มีลักษณะคล้ายคลึงกับปะการังมาก ปะการังไฟมีรูปร่าง 3 แบบใหญ่คือ แบบแผ่น แบบก้อน และแบบแขนง โดยทั่วไปมักมีสี เหลืองอ่อนหรือน้ำตาล พบปะปนอยู่กับสัตว์อื่นในแนวปะการังทั่วไป หากสัมผัสกับ ปะการังไฟ จะทำให้เกิดรอยไหม้ บวมแดงและปวดแสบบริเวณผิวหนังที่สัมผัส การรักษา การปฐมพยาบาลเบื้องต้นคือการล้างแผลด้วยน้ำส้มสายชูหรือล้างด้วย อะลูมิเนียมซัลเฟตอีกครั้งหนึ่งสิ่งที่ควรระมัดระวังคือ หากส่วนที่สัมผัสปะการังเป็นมือ ก็ อย่าได้นำมาเช็ดหน้าหรือให้เข้าตาโดยเด็ดขาด เพราะน้ำพิษจากนีมาโตศีย์สต์ของ ปะการังไฟที่ยังเหลืออยู่ จะทำให้เกิดระคายเคืองได้ สำหรับครีมที่เป็นยาปฏิชีวนะนั้นใช้ ป้องกันการติดเชื้อจากแบคทีเรีย ไม่ใช่การรักษาสารพิษจากนีมาโตศีย์สต์ โดยตรง

แมงกะพรุน (Jelly fish) แมงกะพรุนทั่วไปมีรูปร่างคล้ายร่ม หรือ กระดิ่งคว่ำ (medusa) ลำตัวโปร่งแสง ประกอบด้วยวุ้นเป็นส่วนใหญ่ ดำรงชีวิตโดยการว่ายเวียนและล่องลอยไปตามกระแส น้ำและแรงพัดพาของคลื่นลม อาหารที่แมงกะพรุนกินได้แก่ ปลา ครัสเตเซียน และแพ ลงค์ตอนอื่นๆ บริเวณหนวดและแขนงที่ยื่นออกมารอบปากมีเข็มพิษนีมาโตศีย์สต์ ใช้ฆ่า เหยื่อหรือทำให้เหยื่อสลบก่อนจับกินเป็นอาหาร ปริมาณของนีมาโตศีย์สต์อาจมีจำนวน ถึง 80,000 เซลล์ใน 1 ตารางเซนติเมตรเท่านั้น ภายในนีมาโตศีย์สต์ มีน้ำพิษที่เป็น อันตรายทำให้เกิดอาการคัน เป็นผื่นบวมแดงเป็นรอยไหม้ปวดแสบปวดร้อน และเป็น แผลเรื้อรังได้ ขึ้นอยู่กับแมงกะพรุนแต่ละชนิด บางรายทำให้เกิดอาการจุกแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย เป็นไข้ บางรายถึงเสียชีวิต โดย ทั่วไปเรียกแมงกะพรุนมีพิษว่าแมงกะพรุนไฟ การป้องกันและรักษา การป้องกันการถูกแมงกะพรุนไฟ คือ การหลีกเลี่ยงลงเล่นน้ำ ทะเลบริเวณที่มีแมงกะพรุนชุกชุม หรือ ช่วงหลังพายุฝน เพราะจะมีกระเปาะพิษของ แมงกะพรุนหลุดลอยไปในน้ำทะเลแม้จะไม่ได้สัมผัสกับแมงกะพรุนโดยตรงก็ตาม

ดอกไม้ทะเล (Sea anemone) ดอกไม้ทะเลเป็นสัตว์ทะเลที่มีลำตัวอ่อนนุ่ม ด้านปากมีหนวดเรียงรายอยู่รอบปาก ด้าน ล่างเป็นฐานยึดเกาะอยู่กับก้อนหิน ก้อนปะการัง หรือฝังตัวลงในพื้นทะเลบริเวณดิน เลนหรือดินทราย ดอกไม้ทะเลเป็นสัตว์ที่ดำรงชีวิตแบบเดี่ยว ไม่มีการสร้างหินปูนเป็น ฐานรองรับโพลิปเหมือนปะการัง โพลิปดอกไม้ทะเลมักมีขนาดใหญ่ บางชนิดมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 30 เซนติเมตร มักพบอาศัยอยู่ตามแนวปะการัง เมื่อสัมผัสหนวดของดอกไม้ทะเล นีมาโตศีย์สต์จาก หนวดของดอกไม้ทะเล จะทำให้เกิดผื่นแดงและคันบริเวณที่สัมผัส ถ้าอาการรุนแรง มากจะทำให้เกิดอาการบวมแดง มึนงง คลื่นไส้ อาเจียน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของ แต่ละคน การรักษา การปฐมพยาบาลในเบื้องต้น ให้ใช้น้ำส้มสายชูล้างแผล และพยายามล้าง เอาเมือก และชิ้นส่วนของหนวดดอกไม้ทะเลออกให้หมด ถ้าผู้ป่วยมีอาการทรุดลงให้นำ ส่งแพทย์โดยด่วน

บุ้งทะเล (Fire worms) บุ้งทะเลเป็นหนอนปล้องจำพวกเดียวกับแม่เพรียงหรือไส้เดือนทะเล แต่มีลำตัวสั้น กว่า เป็นสัตว์ทะเลพวกโพลีย์ฆีต (polychaete) ตามลำตัวมีขนยาวมาก และมีส่วน ยื่นของร่างกายออกไปเป็นคู่ด้านข้าง ช่วยในการว่ายน้ำ ขนที่มีลักษณะเป็นเส้นแข็ง นี้จะหลุดจากตัวบุ้งได้ง่ายและแทงเข้าสู่ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการคัน ในธรรมชาติ บุ้งทะเลอาศัยอยู่ตามพื้นทะเลใต้ก้อนหินใต้ซอกปะการัง ตามลำคลอง ในเขตป่าชายเลน หรือตามพื้นทะเลและถูกจับมาโดยอวนหน้าดิน ตัวอย่างของบุ้ง ทะเลจึงพบปะปนอยู่กับสัตว์น้ำอื่นๆที่ถูกนำไปทำอาหารสัตว์ การป้องกันและรักษา ต้องระมัดระวังไม่ให้บุ้งทะเลสัมผัสกับผิวหนัง หรือใช้มือ เปล่าหยิบจับบุ้งทะเล หากถูกบุ้งทะเล ทำการแก้ไขได้โดยหยิบขนบุ้งออกให้หมด แล้ว ใช้ครีม หรือ ยาน้ำคาลาไมน์ ทาเพื่อบรรเทาอาการคัน และป้องกันการติดเชื้อที่อาจ เกิดตามมาได้

เพรียงหิน (Rock Barnacle) เพรียงหินเป็นสัตว์จำพวกเดียวกับกุ้งและปู ที่มีการปรับตัวเปลี่ยนแปลงไปจากพวก กุ้งมาก โดยสร้างเปลือกหินปุนออกมาช่วยยึดติดอยู่กับที่ และห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ ทำให้สามารถอาศัยอยู่บนบกได้เป็นเวลานาน เพรียงหินอาศัยอยู่ตามโขดหิน เสา สะพานท่าเรือ หลักโป๊ะ หลักเลี้ยงหอยแมลงภู่ ฟาร์มหอยนางรม หรืออาจพบเกาะอยู่ บนสัตว์มีเปลือก เช่น หอย แมงดาทะเล ปู เป็นต้น เป็นสัตว์ที่พบบ่อย และพบชุกชุมตาม ริมชายฝั่งทะเลทั่วไป การป้องกันและรักษา อันตรายที่อาจได้รับจากเพรียงหิน คือการถูกบาดจากเปลือกที่ แหลมคม ขณะเดินไปตามโขดหินหรือจากการดำน้ำเก็บหอยแมลงภู่ เป็นต้น หากถูก เพรียงหินบาดให้ทำความสะอาดบาดแผล และใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น ยาแดง และเสียเลือด มากให้นำส่งแพทย์เพื่อเย็บบาดแผลนั้นทันที

ปู (Crab) ปูเป็นสัตว์ที่วิวัฒนาการจากกุ้ง โดยมีส่วนท้องลดขนาดลง และพับอยู่ใต้อก ปูมีขาเดิน 5 คู่ คู่แรก เปลี่ยนแปลงไปเป็นก้ามใช้หนีบจับเหยื่อและป้องกันตัว ปูส่วนใหญ่มีก้ามแข็งแรง ใช้หนีบศัตรูให้ได้รับ บาดเจ็บได้ โดยเฉพาะปูทะเล ปูม้า และปูใบ้ขนาดใหญ่ การจับปูเหล่านี้จึงต้องระมัดระวังโดยเฉพาะปูที่ ยังมีชีวิตและถูกแก้มัดออกแล้ว ปูใบ้มีเปลือกแข็ง ก้ามแข็งแรงมาก เมื่อหนีบแล้วไม่ยอมปล่อยง่ายๆ อย่างไรก็ตาม อันตรายจากปูหนีบนั้นยังไม่ร้ายแรงเท่ากับการบริโภคปูมีพิษ เช่นเดียวกับแมงดาไฟ ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ ตัวอย่างปูมีพิษได้แก่ ปูใบ้แดง (Artergatis intergerrimus) และปูใบ้ ลาย(Lophozozymus pictor) เป็นต้น พิษอันเกิดจากปูที่นำมาบริโภค บางครั้งอาจเกิดจากปุม้าหรือปูทะเลก็ได้ เช่น ปูม้าที่ไม่สด หรือปูที่มีดิน ตะกอนจากพื้นทะเลติดอยู่ตามลำตัว โดยเฉพาะบริเวณเหงือกปู เมื่อนำมาปรุงอาหาร แบคทีเรียจาก ปูที่ไม่สดและดินตะกอนจะทำให้เกิดอาการท้องเดินได้เช่นกัน บางคนอาจไม่สามารถบริโภคปูได้เลย เนื่องจากแพ้อาหารทะเล หากบริโภคเข้าไปจะทำให้เกิดเป็นผืนคัน หรือ บวมที่ใบหน้าและลำคอก็ได้ การบริโภคปูมีพิษ ในไม่กี่ชั่วโมงจะเกิดอาการบวมที่ริมฝีปาก ลิ้น ปาก ลำคอและใบหน้า ถ่ายท้อง ปวดท้อง และช็อค การป้องกันและรักษา การป้องกันอันตรายจากปูคือการหลีกเลี่ยงบริโภคปูชนิดที่ไม่คุ้นเคย แต่หาก บริโภคปูที่มีพิษเข้าไป ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว และควรนำตัวอย่างปูที่มีพิษนั้นไปด้วย

แมงดาทะเล (Horse-shoe crab) แมงดาทะเลเป็นสัตว์ทะเลโบราณที่ยังคงเหลืออยู่ในโลกปัจจุบันเพียง 4 ชนิด ที่พบในทะเลไทยมีอยู่ 2 ชนิด คือแมงดาจาน หรือแมงดาหางเหลี่ยม (Tachypleus gigas) และ แมงดาถ้วยหรือแมงดาหางกลม (Carcinoscorpius rotundicauda) ทั้งสองชนิดมีความเป็นอยู่ในสภาพแวดล้อมต่างกัน แมงดาจานอาศัยอยู่ตามพื้นทะเล วางไข่ตามริมชายฝั่งที่เป็นดิน ทราย ส่วนแมงดาถ้วยอาสัยอยู่ตามพื้นทะเลที่เป็นดินโคลนและตามลำคลองในป่าชายเลน เท่าที่มีรายงานในประเทศไทย เฉพาะแมงดาหางกลมเท่านั้นที่อาจเป็นพิษ และมักเรียกชื่อแมงดาที่เป็นพิษว่าแมงดาไฟ หรือ เหรา จนบางครั้งทำให้เข้าใจสับสนว่า เหรา เป็นแมงดาชนิดที่สาม จากคำบอกเล่ามักอธิบายถึงลักษณะของเหราว่า ตามลำตัวมีขนยาวที่นักอนุกรมวิธานได้ศึกษาแน่ชัดแล้วว่า แมงดาไฟ หรือ เหรา ก็คือแมงดาหางกลมบางตัวนั่นเอง การ เป็นพิษนั้นจะเกิดเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - กันยายน เหตุที่แมงดาถ้วยมีพิษเป็นบางช่วงนี้ สันนิษฐานว่าเวลาดังกล่าว อาจมีการเจริญแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วของแพลงก์ตอนบางชนิด เช่น ไดโนแฟลกเจลเลต ที่สร้างสารพิษ แล้วแพลงค์ ตอนชนิดดังกล่าวถูกกินโดยหอยหรือหนอนซึ่งเป็นสัตว์หน้าดิน เมื่อพิษเข้ามาสะสมในหอยหรือหนอนแล้วถูกกินโดย แมงดาทะเล พิษจึงมาสะสมอยู่ในเนื้อและไข่ของแมงดาถ้วย เมื่อคนบริโภคแมงดาถ้วยตัวที่มีสารพิษสะสมอยู่ จึงทำให้เกิด อาการพิษได้ แม้ว่าจะได้ปรุงไข่หรือเนื้อที่บริโภคให้สุดแล้วก็ตาม อาการของคนที่บริโภคแมงดาถ้วยที่มีสารพิษเข้าไป จะทำให้เกิดอาการมึนงง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นเร็ว ปากชาพูดไม่ได้ แขนขาอ่อนเปลี้ย กล้ามเนื้อไม่ทำงาน หมดความรู้สึกและอาจเสียชีวิตได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณที่บริโภคเข้าไป มากหรือน้อย การรักษา เมื่อพบผู้ที่บริโภคแมงดาทะเลแล้วเกิดเป็นพิษ ให้ทำการล้างท้อง ทำให้อาเจียน และรีบนำส่งโรงพยาบาลโดย เร็วที่สุด

หอยเต้าปูน (Cone shell) หอยเต้าปูนเป็นหอยกาบเดี่ยวพวกหนึ่งที่ล่าจับสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร ลักษณะเปลือก เป็นรูปกรวยคล้ายถ้วยไอศกรีมโคน (cone) ส่วนใหญ่มีเปลือกหนา ด้านหน้าของลำ ตัวมีท่อน้ำยื่นออกไปยาว และมีงวงยื่นอยู่ทางด้านใต้ของไซฟอนด้วย ตรงปลายงวง หอยเต้าปูนนี้เองมีฟันแหลมคล้ายลูกธนูซึ่งหอยใช้แทงเหยื่อ หอยเต้าปูนมีจำนวนราว 500 ชนิด บางชนิดมีต่อมน้ำพิษร้ายแรง เท่าที่มีรายงานในต่างประเทศมีไม่น้อยกว่า 10 ชนิดที่เคยต่อยคนทำให้เสียชีวิตมาแล้วตามปกติแล้วหอยเต้าปูนที่อาศัยอยู่ใน ธรรมชาติ จะใช้น้ำพิษเพื่อฆ่าเหยื่อ และโอกาสที่หอยจะทำอันตรายให้คนนั้นน้อยมาก นอกจากคนไปเก็บจับหอยเหล่านี้ด้วยมือเปล่าและถือเอาไว้ หอยจึงป้องกันตัวโดยใช้ งวงที่มีฟันพิษแทงพิษที่เกิดจากหอยเต้าปูนต่อย จะทำให้เกิดอาการบวมแดง ตาพร่า มัว หายใจติดขัด หรือ เสียชีวิตได้

หมึก (Cephalopod) หมึกเป็นมอลลัสพวกหนึ่งที่มีวิวัฒนาการสูงกว่าหอยโดยสามารถเคลื่อนทีได้ รวดเร็ว สามารถไล่ล่าสัตว์อื่นกินได้ ลำตัวไม่มีเปลือกด้านนอก แต่มีแกน ค้ำจุนอยู่ภายใน หนวดของหมึกจำนวน 8 เส้นได้เปลี่ยนแปลงมาจากเท้าของ หอย ภายในปากของหมึกมีขากรรไกรแข็ง ซึ่งหมึกใช้ขบกัดเหยื่อ ยิ่งไปกว่า นั้นหมึกสายบางชนิด เช่น หมึกสายวงหมึก (Hapalochlaena naculosa) ซึ่ง อาศัยอยู่ตามแนวปะการังของออสเตรเลียแต่ไม่พบในน่านน้ำไทย มีต่อมพิษที่ สามารถทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ การรักษา เมื่อถูกหมึกกัดควรรีบห้ามเลือด ทำความสะอาดบาดแผล ใส่ยาฆ่า เชื้อ ถ้าบาดแผลมีขนาดใหญ่ควรรีบพบแพทย์ และถูกอวัยวะทรงกลมสำหรับ ใช้ดูดบนหนวดหมึก (suction cub) ดูดอาจทำให้เกิดอาการห้อเลือด ควรใช้น้ำ เย็นปะคบ ดังนั้นการจับด้วยมือขณะที่หมึกยังมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หมึกสาย อาจถูกกัดทำให้บาดเจ็บได้

ดาวหนาม (Clown-of-thorn sea star) ดาวหนามหรือดาวมงกุฎหนามเป็นดาวทะเลชนิดหนึ่งที่มีแขนจำนวนมาก ตามผิวลำ ตัวมีหนามยาวประมาณ 1 นิ้วอาศัยอยู่ตามแนวปะการังโดยกินโพลิปปะการังเป็น อาหาร นักอนุรักษ์ธรรมชาติถือว่าดาวหนามเป็นตัวทำลายแนวปะการัง และ พยายามควบคุมปริมาณดาวหนามให้ลดลง นอกจากผลกระทบต่อระบบนิเวศในแนวปะการังแล้ว ดาวหนามยังเป็นอันตรายต่อ นักดำน้ำและชาวประมงที่ดำน้ำอยู่บริเวณปะการังด้วย เพราะหากเหยียบลงไปบน ตัวดาวหนามแล้วจะทำให้เกิดบาดแผล และได้รับความเจ็บปวด การรักษา เมื่อถูกหนามของดาวทะเลนี้ตำ แผลจะบวมแดง ถ้าหนามหักคาต้องผ่า หรือถอนออก ทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาด แช่ส่วนที่ถูกตำด้วยน้ำร้อน 50- 60 องศาเซลเซียส ใช้ยาฆ่าเชื้อใส่บริเวณบาดแผล เพื่อป้องกันการอักเสบ

เม่นทะเล (Sea urchin) เม่นทะเลเป็นสัตว์มีหนามตามผิวลำตัวเช่นเดียวกับดาวทะเล แต่เม่นทะเลมีหนามยาวจำนวนมาก ชนิดที่ พบชุกชุมในแนวปะการังของชายฝั่งทะเลไทยคือเม่นดำหนามยาว (Diadema setosum) มีหนามขนาด ยาวอยู่รอบตัว การเล่นน้ำ ดำน้ำในบริเวณที่มีเม่นทะเล คลื่นอาจซัดให้โยนตัวไปเหยียบย่ำหรือนั่งทับ เม่นทะเลได้ หนามของเม่นทะเลมักเปราะหักง่าย เมื่อฝังอยู่ในเนื้อไม่สามารถบ่งออกได้อย่างเสี้ยนหรือหนามจาก พืช เม่นทะเลบางชนิดมีต่อมน้ำพิษด้วยเมื่อถูหนามเม่นตำแล้ว น้ำพิษยังอาจเข้าสู่ร่างกายทำให้เกิด อาการอักเสบ บวมแดง เจ็บปวดและเป็นไข้ได้ นอกจากหนามที่แหลมคมแล้วเม่นทะเลยังมีโครงสร้าง พิเศษที่เรียกว่า เพดิเศลลาเรีย (อี) (pedicellariae) กระจัดกระจายแทรกอยู่ระหว่างหนามตรงปลาย มักมี 3 แฉกคล้ายคีม ซึ่งทำหน้าที่เก็บเศษอินทรีย์และจุลินทรีย์ออกจากผิวลำตัว เพดิเศลลาเรียในเม่น ทะเลบางชนิดมีต่อมน้ำพิษอยู่ด้วย ดังนั้นอันตรายจากเม่นทะเลจึงไม่เฉพาะหนามเพียงอย่างเดียว หนามของเม่นทะเลจะทำให้เกิดอาการบวมแดง ชา เป็นอยู่นานประมาณ 30 นาที จนถึง 4-6 ชั่วโมง และหนามจะย่อยสลายไปภายใน 24 ชั่วโมง

ปลากระเบน (Ray) ปลากระเบนเป็นปลากระดูกอ่อน ลำตัวแบนด้านบนด้านล่าง รูปร่างค่อนข้างกลมและมี หางยาว ปากของปลากระเบนอยู่ทางด้านล่าง อาหารของปลากระเบนส่วนใหญ่เป็นสัตว์ หน้าดินต่างๆ ปลากระเบนมีการป้องกันตัวด้วยการมีเงี่ยงแหลมคมอยู่บริเวณโคนหาง ผู้ที่ เดินลุยน้ำอยู่ริมชายฝั่งทะเล จึงอาจเหยียบไปบนตัวปลากระเบนที่หมกตัวอยู่ตามพื้นทะเล และถูกเงี่ยงตำได้รับความเจ็บปวด ในแนวปะการังของไทย มีปลากระเบนทอง (Taeniura lymna) อาศัยอยู่ตามแนวปะการังทั่วไป ผู้ที่ดำน้ำลงไปในบริเวณดังกล่าว จึงมีโอกาสถูก เงี่ยงของปลากระเบนทองตำได้เช่นเดียวกัน เมื่อถูกเงี่ยงของปลากระเบนตำจะได้รับพิษทำให้เกิดอาการปวดอย่างแรง บางครั้งอาจ ทำให้เกิดอาการช็อค หมดสติ และเสียชีวิตได้ การรักษา การปฐมพยาบาลในขั้นแรก คือ ห้ามเลือดที่บาดแผล แล้วตรวจดูว่ามีเศษของ เงี่ยงพิษตกค้างอยู่รึไม่ เนื่องจากพิษของเงี่ยงปลากระเบน เป็นสารพวกโปรตีนย่อยสลาย ในความร้อน ดังนั้นควรแช่บาดแผลในน้ำร้อนเท่าที่จะทนได้ ประมาณ 30-60 นาที อาการ ปวดจะทุเลาบริโภคยาแก้อักเสบ หากมีอาการแพ้มากควรรีบส่งแพทย์

ปลากระเบนไฟฟ้า (Electric ray) ปลากระเบนไฟฟ้ามีลำตัวแบนค่อนข้างกลม มีอวัยวะผลิตกระแสไฟฟ้าประกอบด้วยเซลล์รูปหก เหลี่ยม เรียงซ้อนกันเป็นกลุ่มตั้งอยู่ทางด้านข้างของตาถัดไปถึงครีบอก ภายในมีสารเป็นเมือก คล้ายวุ้น ทำหน้าที่เป็นตัวผลิตกระแสไฟฟ้าจะวิ่งจากด้านล้างขึ้นไปด้านบนภายใต้การควบคุม ของสมอง การปล่อยกระแสไฟฟ้าเกิดขึ้นเมื่อได้รับการกระตุ้น หรือถูกรบกวน ตามปกติใช้เพื่อล่าเหยื่อหรือ ทำร้ายศัตรู หากคนไปเหยียบปลากระเบนไฟฟ้าที่หมกตัวอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ กระแสไฟฟ้าที่ ปล่อยออกมามักมีกำลังไฟประมาณ 40-100 โวลต์ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการชา จนอาจจมน้ำได้ การป้องกันและรักษา หากทราบว่าในบริเวณใดมีปลากระเบนไฟฟ้าอาศัยอยู่ ควรหลีกเลี่ยงใน การลงเล่นน้ำในบริเวณดังกล่าว เนื่องจากกระแสไฟฟ้าที่ปล่อยออกมาอาจทำให้หมดสติ เมื่อนำ ผู้ป่วยขึ้นบนผิวน้ำ และช่วยให้ผู้ป่วยหายใจ (CPR) แล้วนำส่งโรงพยาบาล

ปลาสิงโต (Lion fish) ปลาสิงโตเป็นปลาที่อาศัยอยู่ตามแนวปะการัง ว่ายน้ำเชื่องชา มักถูกจับ มาเลี้ยงเป็นปลาตู้ สวยงาม จึงมักพบปลาชนิดนี้เลี้ยงเป็นปลาตู้สวยงาม น้ำเค็มแทบทุกแห่ง ปลาสิงโตมีครีบหลังและครีบอกยาว ประกอบด้วย ก้านครีบแข็งขนาดยาวหลายเซนติเมตร ก้านครีบแข็งนี้มีอันตรายมาก สามารถทิ่มแทงเข้าสู่ผิวหนังของคนได้ลึกและมีต่อมน้ำพิษที่ทำให้เจ็บ ปวดรุนแรง การป้องกันและรักษา ระวังอย่าจับปลาชนิดนี้ควรปล่อยให้ตาย หรือไม่ ควรไปเล่นกับมัน การรักษาเช่นเดียวกับการถูกเงี่ยงปลากระเบน

ปลากะรังหัวโขน (Stonefish) ปลาชนิดนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับปลาสิงโตและปลาแมงป่อง มีหัวขนาดใหญ่ ปาก กว้าง มักนอนสงบนิ่งอยู่ตามพื้นทะเล เพื่อรอให้เหยื่อว่ายผ่านมา ปลาจะพุ่งตัวฮุบ เหงื่อกินทั้งตัว ปลาชนิดนี้แม้ว่ายถูกจับมาได้ก็ไม่นิยมนำมาบริโภคปลากะรังหัวโขน มีรูปร่างคล้ายคลึงกับก้อนหิน มองดูกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่ทำให้ มองไม่เห็น จึงไม่เพียงทำให้เกิดบาดแผลเท่านั้น ที่ก้านครีบของปลาชนิดนี้ยังมีพิษที่ เป็นอันตรายรุนแรงอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ การป้องกันและรักษา ระวังอย่าจับปลาชนิดนี้ หรือไม่ควรไปเล่นกับมัน การรักษา เช่นเดียวกับการถูเงี่ยงปลากระเบน

ปลาไหลมอร์เลย์ (Morley eel) ปลาทะเลในแนวปะการังหลายชนิดเป็นสัตว์กินเนื้อ และมีฟันแหลมคม โดยเฉพาะ ปลาไหลมอร์เลย์ซึ่งซ่อนตัวอยู่ตามโพรงหินปะการังและโผล่หัวออกมาเฝ้าระวัง เหยื่อหรือศัตรู หากนักดำน้ำหรือผู้ที่ว่ายน้ำผ่านบริเวณที่ปลาอาศัยอยู่ ปลาก็อาจ พุ่งตัวออกมาฉกกัดคล้ายงูได้ แม้ว่าปลาไหลมอร์เลย์จะไม่มีเขี้ยวพิษอย่างงูทะเล แต่เมือกในปากของปลาก็เป็นพิษอ่อนๆ การป้องกันและรักษา ถ้าพบปลาไหลอย่าเข้าใกล้ อย่าล้วงมือเข้าไปในโพรงหิน หรือซากเรือจม อย่าเล่นกับปลาไหลที่ไม่คุ้นเคย เมื่อถูกกัดจะเกิดบาดแผลลึกจาก เขี้ยวของปลา ทำให้เลือดออกมาก และอาจหมดสติได้ ต้องนำผู้ป่วยขึ้นจากน้ำ ห้ามเลือด และรีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์โดยเร็ว แผลที่ถูกกัดมักมัขนาดลึกต้องรีบ ทำความสะอาดแผลให้ทั่วถึง

ปลาปักเป้า (Puffer fishes) ปลาปักเป้าเป็นปลาที่รู้จักกันดีว่ามีพิษโดยเฉพาะอย่างไข่ ตับ ลำไส้ ผิวหนัง ส่วนเนื้อปลา มีพิษน้อย การนำปลาปักเป้ามาบริโภค ถ้าการเตรียมก่อนนำไปปรุงไม่รู้วิธีที่ถูกต้อง ทำให้พิษที่อยู่ในอวัยวะภายในปนเปื้อนเนื้อปลา ทำให้ผู้บริโภคได้รับสารพิษเกิดอาการชา ที่ริมฝีปาก มีอาการคันแสบร้อนที่ผิวหนังและตา คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเดิน ขาอ่อนแรง หรือเกิดอัมพาต กลืนลำบาก หัวใจเต้นเร็ว เจ็บอก ความดันเลือดสูง จนถึง ขั้นหยุดหายใจและเสียชีวิต พิษของปลาปักเป้าเป็นสารเตโตรโดทอกซิน (tetrodotoxin) ตัวอย่างปลาปักเป้าที่มีพิษได้แก่ ปักเป้าดำ ปักเป้าหนามทุเรียน การป้องกันและรักษา งดบริโภคอาหารแปลกๆ ถ้าไม่แน่ใจให้ถามชาวประมง หรือคนใน ท้องถิ่น ถ้าหากได้รับสารพิษพยายามให้ผู้ป่วยอาเจียน โดยวิธีล้วงคอ หรือให้ผู้ป่วยดื่ม ผงถ่านกัมมันต์ ผสมน้ำ อัตราส่วน 10 กรัม ต่อน้ำ 100 มล. เพื่อดูดซับสารพิษที่ตกค้าง อยู่ในกระเพาะอาหาร ไม่ให้ดูดซึมเข้าร่างกาย แล้วรีบนำส่งแพทย์


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook