Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พท11001ภาษาไทย ประถม

พท11001ภาษาไทย ประถม

Published by sudarak084607, 2020-06-26 00:48:08

Description: พท11001ภาษาไทย ประถม

Keywords: พท11001

Search

Read the Text Version

ห น้ า | 1 หนงั สือเรียนสาระความรพู ื้นฐาน รายวชิ าภาษาไทย พท11001 ระดับประถมศึกษา หลักสตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2554) หามจาํ หนา ย หนังสือเรยี นเลม น้ี จดั พมิ พดว ยเงินงบประมาณแผนดินเพ่ือการศึกษาตลอดชีวติ สําหรับประชาชน ลิขสิทธเิ์ ปน ของ สํานักงาน กศน. สาํ นกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร สํานกั งานสงเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศยั สาํ นกั งานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

2 | ห น้ า หนังสือเรยี นสาระความรูพืน้ ฐาน รายวิชาภาษาไทย พท11001 ระดบั ประถมศึกษา ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2554 เอกสารทางวิชาการหมายเลข 1/2555

ห น้ า | 3 คาํ นํา กระทรวงศึกษาธิการไดประกาศใชหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 เมื่อวันท่ี 18 กันยายน พ.ศ. 2551 แทนหลักเกณฑและวิธีการจัดการศึกษานอก โรงเรียน ตามหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2544 ซ่ึงเปนหลักสูตรที่พัฒนาข้ึนตาม หลักปรชั ญาและความเชื่อพ้ืนฐานในการจัดการศึกษานอกโรงเรียนท่ีมีกลุมเปาหมายเปนผูใหญมีการ เรียนรแู ละสัง่ สมความรู และประสบการณอยางตอ เน่ือง ในปงบประมาณ 2554 กระทรวงศึกษาธิการไดกําหนดแผนยุทธศาสตรในการขับเคล่ือน นโยบายทางการศึกษาเพื่อเพ่ิมศักยภาพและขีดความสามารถในการแขงขันใหประชาชนไดมีอาชีพท่ี สามารถสรางรายไดท่ีมง่ั ค่งั และมัน่ คง เปนบคุ ลากรทม่ี วี ินัย เปยมไปดวยคุณธรรมและจริยธรรม และมี จิตสํานึกรับผิดชอบตอตนเองและผูอื่น สํานักงาน กศน. จึงไดพิจารณาทบทวนหลักการ จุดหมาย มาตรฐาน ผลการเรียนรูทค่ี าดหวงั และเนื้อหาสาระ ทง้ั 5 กลมุ สาระการเรียนรู ของหลกั สตู รการศึกษา นอกระบบระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ใหมีความสอดคลองตอบสนองนโยบาย กระทรวงศึกษาธิการ ซ่ึงสงผลใหตองปรับปรุงหนังสือเรียน โดยการเพิ่มและสอดแทรกเนื้อหาสาระ เกีย่ วกับอาชีพ คุณธรรม จริยธรรมและการเตรียมพรอม เพ่ือเขาสูประชาคมอาเซียน ในรายวิชาที่มี ความเกีย่ วของสัมพันธกัน แตย ังคงหลกั การและวิธกี ารเดิมในการพฒั นาหนงั สือทีใ่ หผ เู รยี นศกึ ษาคน ควา ความรูดวยตนเอง ปฏิบัติกิจกรรม ทําแบบฝกหัด เพื่อทดสอบความรูความเขาใจ มีการอภิปราย แลกเปล่ียนเรยี นรกู บั กลมุ หรอื ศกึ ษาเพ่ิมเตมิ จากภมู ปิ ญญาทอ งถน่ิ แหลง การเรียนรแู ละสือ่ อ่ืน การปรับปรุงหนังสือเรียนในครั้งนี้ ไดรับความรวมมืออยางดียิ่งจากผูทรงคุณวุฒิในแตละ สาขาวิชา และผูเกี่ยวของในการจัดการเรียนการสอนที่ศึกษาคนควา รวบรวมขอมูลองคความรูจาก สอ่ื ตา ง ๆ มาเรยี บเรียงเนอ้ื หาใหค รบถวนสอดคลองกับมาตรฐาน ผลการเรียนรูท่ีคาดหวัง ตัวช้ีวัดและ กรอบเนื้อหาสาระของรายวชิ า สํานักงาน กศน.ขอขอบคณุ ผมู สี ว นเกี่ยวขอ งทุกทานไว ณ โอกาสน้ี และ หวังวาหนังสือเรียนชุดนี้จะเปนประโยชนแกผูเรียน ครู ผูสอน และผูเกี่ยวของในทุกระดับ หากมี ขอ เสนอแนะประการใด สํานักงาน กศน. ขอนอมรับดวยความขอบคุณย่งิ

4 | ห น้ า สารบัญ หนา คาํ นํา คําแนะนาํ การใชหนงั สือเรยี น โครงสรางรายวชิ า คาํ แนะนําการใชแ บบเรียน โครงสรา งรายวชิ าภาษาไทย บทท่ี 1 การฟงและการดู .........................................................................................................8 เรื่องที่ 1 หลักการ ความสําคญั จดุ มงุ หมายของการฟงและการดู .......................................9 เรอ่ื งท่ี 2 การฟง และการดูเพือ่ จับใจความสําคัญ.............................................................. 11 เร่อื งที่ 3 การฟงและการดเู พ่ือสรปุ ความ ......................................................................... 13 เรือ่ งที่ 4 มารยาทในการฟง และการดู............................................................................. 14 บทที่ 2 การพดู ................................................................................................................15 เรื่องท่ี 1 การพดู ความสาํ คัญของการพดู ........................................................................ 16 เรื่องที่ 2 การเตรยี มการพูด และลกั ษณะการพดู ทีด่ ี ........................................................ 17 เรื่องท่ี 3 การพดู ในโอกาสตา งๆ....................................................................................... 18 เรอ่ื งท่ี 4 มารยาทในการพดู ............................................................................................. 20 บทที่ 3 การอา น ................................................................................................................21 เรอ่ื งท่ี 1 หลกั การความสําคญั และจดุ มงุ หมายของการอาน ............................................. 22 เรอ่ื งท่ี 2 การอานรอ ยแกว ............................................................................................... 24 เร่ืองที่ 3 การอา นรอ ยกรอง ............................................................................................. 27 เรอ่ื งที่ 4 การเลือกอา นหนังสือและประโยชนข องการอา น............................................... 29 เรอ่ื งท่ี 5 มารยาทในการอา นและสรางนิสยั รักการอา น.................................................... 30 บทท่ี 4 การเขยี น ................................................................................................................31 เรอื่ งที่ 1 หลกั การเขียนและความสาํ คญั ของการเขยี น ..................................................... 32 เรื่องที่ 2 การเขียนภาษาไทย ........................................................................................... 33 เรอ่ื งที่ 3 การเขยี นสะกดคําและประสมคาํ ....................................................................... 35 เรื่องท่ี 4 การเขยี นสอื่ สาร................................................................................................ 37 เรื่องท่ี 5 การเขียนตามรูปแบบ........................................................................................ 40 เรอื่ งท่ี 6 การเขยี นรายงานการคน ควา และอา งองิ ความรู ................................................. 45 เรอ่ื งที่ 7 การเขยี นกรอกรายการ ..................................................................................... 47 เรื่องที่ 8 มารยาทในการเขยี นและนสิ ยั รักการเขยี น......................................................... 48

ห น้ า | 5 บทท่ี 5 หลักการใชภ าษา.......................................................................................................49 เรือ่ งท่ี 1 เสียง รูปอกั ษรไทย และไตรยางค...................................................................... 50 เรอ่ื งที่ 2 ความหมายและหนาที่ของคาํ กลมุ คํา และประโยค........................................... 54 เรอ่ื งท่ี 3 เคร่ืองหมายวรรคตอนและอักษรยอ.................................................................. 60 เรื่องท่ี 4 หลักการใชพ จานานุกรม คําราชาศพั ทแ ละคาํ สภุ าพ.......................................... 65 เร่ืองท่ี 5 สาํ นวนภาษา..................................................................................................... 69 เร่อื งท่ี 6 การใชท กั ษะทางภาษาเปนเครื่องมือการแสวงหาความร.ู ................................... 74 เรื่องที่ 7 ลักษณะของคาํ ไทย คําภาษาถิน่ และ คําภาษาตางประเทศในภาษาไทย...................................................................... 76 บทที่ 6 วรรณคดีและวรรณกรรม ...........................................................................................79 เรือ่ งท่ี 1 ความหมาย คณุ คา และประโยชนของนทิ าน นทิ านพืน้ บา น และวรรณกรรมทองถน่ิ .............................................................. 80 เร่อื งที่ 2 ความหมายของวรรณคดี และวรรณคดีท่ีนา ศกึ ษา............................................. 82 บทที่ 7 ภาษาไทยกบั ชองทางการประกอบอาชพี .....................................................................85 เรอ่ื งท่ี 1 คุณคาของภาษาไทย. ........................................................................................ 86 เรื่องท่ี 2 ภาษาไทยกบั ชองทางการประกอบอาชีพ........................................................... 87 เรอ่ื งท่ี 3 การเพม่ิ พนู ความรูแ ละประสบการณทางดา นภาษาไทย เพ่อื การประกอบอาชพี ...................................................................................... 90 เฉลยแบบฝก หัด ......................................................................................................................... 91 บรรณานกุ รม ....................................................................................................................... 100 คณะผูจ ัดทํา ....................................................................................................................... 102

6 | ห น้ า คําแนะนาํ ในการใชหนงั สือเรยี น หนังสือแบบเรยี นสาระความรูพ น้ื ฐาน รายวชิ าภาษาไทย ระดับประถมศึกษา เปนแบบเรียนท่ี จดั ทําขนึ้ สําหรบั ผูเรียนที่เปน นักศกึ ษานอกระบบ ในการศึกษาหนังสอื เรยี นสาระความรพู ้ืนฐาน รายวชิ าภาษาไทย ผูเรียนควรปฏิบัตดิ ังนี้ 1. ศกึ ษาโครงสรางใหเขาใจหัวขอสาระสําคัญ ผลการเรียนรคู าดหวังและขอบขา ยเนือ้ หา 2. ศกึ ษารายละเอียดเนื้อหาของแตละบทอยางละเอียด และทํากิจกรรมตามท่ีกําหนด และ ตรวจสอบกับแนวตอบกิจกรรมทก่ี าํ หนด ถา ผเู รยี นตอบผิดควรกลับไปศึกษาและทําความเขา ใจเน้ือหา นน้ั ใหม ใหเ ขา ใจกอ นท่ีจะศึกษาเรื่องตอ ไป 3. ปฏิบัตกิ จิ กรรมทา ยเรอื่ งของแตล ะเรื่อง เพอื่ เปนการสรปุ ความรู ความเขา ใจของเน้ือหาใน เรื่องน้ันๆ อกี คร้ัง และการปฏบิ ัติกจิ กรรมของแตล ะเน้อื หาแตล ะเรอื่ ง ผเู รียนสามารถนาํ ไปตรวจสอบกับ ครูและเพือ่ นๆ ทรี่ วมเรียนในวิชาและระดบั เดยี วกันได 4. แบบเรียนเลม นี้มี 6 บท คือ บทที่ 1 การฟงและการดู บทท่ี 2 การพดู บทที่ 3 การอาน บทที่ 4 การเขียน บทที่ 5 หลกั การใชภาษา บทที่ 6 วรรณคดแี ละวรรณกรรม บทที่ 7 ภาษาไทยกับชองทางการประกอบอาชีพ

ห น้ า | 7 โครงสรางรายวิชาภาษาไทย พท11001 ระดบั ประถมศกึ ษา สาระคญั การฟง และการดู การพูด การอาน การเขียน หลักการใชภ าษา วรรณคดี และวรรณกรรม เปนพ้นื ฐานของทักษะทใ่ี ชใ นชีวติ ประจาํ วัน ซงึ่ ตอ งศึกษาอยา งเขา ใจจงึ นําไปใชป ระโยชนไดดี ผลการเรียนรูทคี่ าดหวงั ผเู รียนสามารถ 1. อธบิ ายรายละเอยี ดของการฟง และการดูได 2. อธบิ ายการพดู และการอานในสถานการณตา งๆได 3. เขียนไดถ กู ตอ งตามหลักภาษา 4. ใชห ลกั การใชภ าษาไดถ ูกตอ ง 5. อธิบายความหมาย คุณคา และประโยชนข องนิทาน นิทานพื้นบาน วรรณกรรมทอ งถิ่น และวรรณคดีบางเร่ืองได ขอบขายเนอื้ หา บทที่ 1 การฟงและการดู บทท่ี 2 การพดู บทที่ 3 การอา น บทที่ 4 การเขียน บทท่ี 5 หลกั การใชภ าษา บทท่ี 6 วรรณคดีและวรรณกรรม บทที่ 7 ภาษาไทยกบั ชอ งทางการประกอบอาชีพ

8 | ห น้ า บทที่ 1 การฟง และการดู สาระสําคัญ การฟงและการดูเปนทักษะสําคญั ท่ีตองใชในชวี ติ ประจําวนั หากฟง และดไู ดอ ยา งเขาใจ จะนําไปใชป ระโยชนไ ดมาก ผลการเรียนรทู ่คี าดหวัง ผูเรียนสามารถ 1. อธบิ ายหลกั การ ความสําคัญ จุดมุง หมายของการฟง และการดูได 2. อธบิ ายการจบั ใจความสําคญั จากการฟง และการดูได 3. อธิบายการฟงและการดเู พ่อื สรุปความได 4. บอกมารยาทในการฟง และการดไู ด ขอบขายเนื้อหา เรื่องที่ 1 หลกั การ ความสาํ คญั จดุ มงุ หมายของการฟงและการดู เรอ่ื งท่ี 2 การฟง และการดเู พือ่ จบั ใจความสาํ คญั เร่อื งท่ี 3 การฟง และการดูเพ่อื สรปุ ความ เรอื่ งท่ี 4 มารยาทในการฟงและการดู

ห น้ า | 9 เรอ่ื งท่ี 1 หลักการ ความสําคัญ จุดมงุ หมายของการฟงและการดู 1. หลกั การฟงและการดู การฟงและการดเู ปนการเรยี นรเู รื่องราวตางๆ จากแหลง เสยี งและภาพ ทง้ั จากแหลงจรงิ และผา นส่ือ ตา งๆ เชน วิทยุ โทรทัศน ภาพยนตร คอมพิวเตอร หนงั สือ เปนตน การฟง และการดมู หี ลกั การดงั น้ี 1. การฟงและการดอู ยา งตั้งใจ จะไดรับเนื้อหาสาระถกู ตองและครบถว น 2. มจี ุดมงุ หมายในการฟงและการดเู พอ่ื จะชวยใหการฟงและการดมู ปี ระโยชนและมคี ณุ คา 3. จดบันทกึ ใจความสําคัญ จะไดศ กึ ษาทบทวนได 4. มพี ้ืนฐานในเรือ่ งทฟ่ี ง และดูมากอ นจะไดช ว ยใหเ ขาใจเน้อื หาสาระไดเรว็ ขึ้น 2. ความสาํ คญั ของการฟงและการดู 1. เพิม่ ความรแู ละประสบการณทจ่ี ะนําไปใชป ระโยชนไ ด 2. เปนการสือ่ สารระหวางกนั ใหเ ขา ใจและปฏบิ ัตติ ามได 3. เปนการพฒั นาชีวิตและความเปน อยู โดยนําความรดู านวิทยาศาสตร สงั คมศาสตร และ มนษุ ยศาสตร มาใชไดอ ยา งเหมาะสม 3. จุดมุงหมายของการฟงและการดู 1. เพือ่ รบั ความรแู ละความบนั เทิงจากการฟง และการดู 2. เพื่อนาํ ไปใชป ระโยชนใ นชวี ติ ประจําวัน อาจจะไปอธิบายหรือสอนตอ หรือจะนําไปประกอบ เปน อาชีพได 3. เพ่ือความเพลดิ เพลนิ หรอื เพื่อการผอ นคลาย เชน การฟง เพลง การดูรายการบนั เทิง เปน ตน 4. เพ่ือใชเ วลาวางใหเปนประโยชน จุดมุงหมายของแตละทานอาจจะเหมอื นกนั หรอื ไมเ หมือนกนั ก็ ไดและอาจจะมากกวา 1 จดุ มงุ หมายก็ได

10 | ห น้ า กจิ กรรม ใหผูเรียนตอบคาํ ถามตอ ไปน้ี 1. ผูเรียนมหี ลกั การฟงและการดอู ยางไร 1. _________________________________________________________________ 2. _________________________________________________________________ 3. _________________________________________________________________ 4. _________________________________________________________________ 2. ผเู รียนเห็นวา การฟง และการดูมคี วามสําคญั อยางไร 1. _________________________________________________________________ 2. _________________________________________________________________ 3. _________________________________________________________________ 4. _________________________________________________________________ 3. ทา นมจี ุดมุง หมายของการฟง และการดลู ะครโทรทัศนอยางไร 1. _________________________________________________________________ 2. _________________________________________________________________ 3. _________________________________________________________________ 4. _________________________________________________________________ 4. ผูเ รยี นนําความรูเกีย่ วกับการฟงและการดทู ไ่ี ดศกึ ษาในเร่อื งท่ี 1 ไปใชป ระโยชนไ ดอ ยางไรบา ง 1. _________________________________________________________________ 2. _________________________________________________________________ 3. _________________________________________________________________ 4. _________________________________________________________________ 5. _________________________________________________________________

ห น้ า | 11 เรอื่ งที่ 2 การฟง และการดเู พือ่ จบั ใจความสําคญั ในเรื่องท่ี 2 นมี้ ีเน้ือหาสาระเปน 2 สว นคอื 1. การฟง เพอื่ จับใจความสําคัญ 2. การดูเพ่ือจบั ใจความสาํ คญั ทงั้ สองสวนมรี ายละเอียดดงั น้ี 1. การฟงเพื่อจับใจความสําคญั การฟง เพอื่ จับใจความสําคัญไมใชเรอื่ งยาก ถา ผฟู งปฏบิ ตั ดิ งั นี้ 1. ฟงอยางตงั้ ใจ และมสี มาธิ 2. ฟงใหตลอดจบความ 3. ฟงอยา งมวี ิจารณญาณ โดยใชค วามรปู ระสบการณข องตน มาพิจารณาไตรต รองประกอบ เนอื้ หาสาระเพ่ือความถกู ตอ งหรอื มีประโยชนอยางไรบา ง วิธกี ารฟง เพ่ือจบั ใจความสาํ คัญ 1. ตัง้ ใจฟงวาเรือ่ งอะไร ใครทํา ทําเม่อื ใด ทาํ ทไ่ี หน ทําอยา งไร และเกดิ ผลอยางไร 2. ทําความเขา ใจเนื้อหาสาระ แยกแยะความจรงิ และขอคิดเหน็ ในเร่อื งนนั้ ๆ 3. ประเมินคา เรอื่ งที่ฟง วา เนอ้ื หาถูกตอง เหมาะสม มากหรือนอ ยเพยี งใด เหมาะสมกับเพศและวัย และชวงเวลาของกลมุ ผูฟงหรอื ไม 4. จดบนั ทกึ ใจความสาํ คัญของเร่ืองทฟี่ ง เมื่อทบทวนหรือเผยแพรใ หผอู ืน่ ตอไป 2. การดูเพือ่ จบั ใจความสาํ คัญ หลกั การดู 1. ดอู ยา งตัง้ ใจและมีสมาธใิ นการดู 2. มีจุดมุงหมายในการดูจะทําใหก ารดูประสบผลสาํ เรจ็ ได 3. มีวจิ ารณญาณ ดแู ลวคดิ ไตรตรองอยางมเี หตผุ ล 4. นําไปใชป ระโยชน คอื อาจจะมกี ารปรบั ใหเ หมาะสมกบั เวลา และสถานการณ วิธกี ารดเู พื่อจับใจความสําคญั ดูรายการทวี ีโดยภาพรวมและรายละเอยี ด

12 | ห น้ า กจิ กรรม ใหผ เู รยี นตอบคาํ ถามตอ ไปนี้ 1. การฟง เพื่อจบั ใจความสาํ คญั มีวิธกี ารอยางไร 1. _____________________________________________________ 2. _____________________________________________________ 3. _____________________________________________________ 4. _____________________________________________________ 2. การดูเพือ่ จับใจความสําคญั มีวิธกี ารอยางไร 1. _____________________________________________________ 2. _____________________________________________________ 3. _____________________________________________________ 4. _____________________________________________________ 3. ใหผ ูเรียนฝกฟงขา ว หรอื สารคดจี ากรายการวทิ ยุและบนั ทกึ ใจความสําคญั ของเรื่องทฟ่ี ง น้ัน 4. ใหผูเรียนฝกดูรายการขาวประจําวันหรือขาวในพระราชสํานัก จากสถานีโทรทัศนตางๆ และ บนั ทกึ ใจความสําคัญจากการดู

ห น้ า | 13 เรอ่ื งที่ 3 การฟงและการดูเพอื่ สรุปความ การฟง และดูเพ่ือสรปุ ความเปน ขั้นตอนสุดทา ยของกระบวนการฟง และการดู การสรปุ ความเนน การประมวลเนอ้ื หาสาระมาใชป ระโยชนใ นชวี ิตประจําวนั วธิ ีการสรปุ ความควรทําดังน้ี การนาํ สรุปความไปใชประโยชน ซ่งึ มหี ลายวิธี เชน 1. ใชในการศกึ ษา 2. ใชใ นการเผยแพรโ ดยการอธบิ าย สอน เขยี นปน เอกสาร และตาํ รา ตัวอยาง การสอ่ื สารท่เี ปนการสรปุ ความของการฟงและการดู เชน 1) การโฆษณา การโฆษณาการใชภาษาใชเวลานอ ย คําพดู นอ ย จะเนนการพูดทส่ี ัน้ ๆ ใหไดใ จความ ดงั น้นั การฟงและการดูจะใชทกั ษะการสรุปความและเขาใจสารนน้ั 2) การฟง ประกาศ จะสรปุ ความเน้ือหาสาระนัน้ มาปฏิบตั โิ ดยจะใชหลกั ประกาศเรอื่ ง อะไร เก่ยี วของกับเราอยา งไร และนาํ ไปปฏิบัตอิ ยา งไร 3) สรปุ การนาํ ขอมลู มาใชประโยชน กจิ กรรม ใหผูเรยี นดูขา วสารคดี และโฆษณาตางๆ จากรายการโทรทศั น ในรอบสัปดาห แลว สรปุ ความแตล ะ รายการทีด่ มู านําเสนอในกลุม

14 | ห น้ า เร่อื งท่ี 4 มารยาทในการฟงและการดู การมีมารยาทในการฟง และการดู ปฏบิ ัติดงั น้ี 1. การฟง 1. ตั้งใจฟง 2. ไมร บกวนสมาธขิ องผูอื่น 3. ควรใหเ กยี รติวิทยากร ไมคยุ และไมถามทดสอบความรูผ พู ดู 4. ฟง ใหจ บ 2. การดู 1. ต้ังใจดู 2. ไมรบกวนสมาธผิ ูอื่น 3. ไมควรฉกี หรือทําลายภาพ เอกสารที่ดู 4. ดแู ลว ใหรกั ษาเหมอื นเปนสมบัตขิ องตนเอง เชน นิทรรศการคอมพวิ เตอรหรอื ภาพถาย เปน ตน กิจกรรม ใหผูเรียนนําเสนอตัวอยางลักษณะปฏิบัติตนเปนผูฟง ผูดูท่ีมีมารยาท และไมมีมารยาทมา อยางละ 1 ตัวอยาง

ห น้ า | 15 บทที่ 2 การพูด สาระสาํ คญั การพดู เปน การสอ่ื ที่ควบคูกบั การฟง การเขา ใจหลักการ การเตรียมการพูด การพูดในหลายๆ โอกาส และมารยาทในการพูด จะทําใหการพูดประสบผลสาํ เร็จ ผลการเรยี นรทู ี่คาดหวงั ผเู รียนสามารถ 1. อธบิ ายหลกั การ ความสําคัญ และจุดมุง หมายของการพดู ได 2. อธบิ ายการเตรยี มการพูด และลกั ษณะการพดู ได 3. อธิบายการพดู ในโอกาสตา งๆ ได ขอบขายเนอ้ื หา เรอื่ งท่ี 1 การพูด ความสําคญั ของการพูด เรอ่ื งท่ี 2 การเตรียมการพูด และลกั ษณะการพูดทดี่ ี เรอ่ื งท่ี 3 การพดู ในโอกาสตา งๆ เรื่องที่ 4 มารยาทในการพูด

16 | ห น้ า เรื่องท่ี 1 การพูด ความสาํ คัญของการพูด 1. หลักการพูด หลกั การพดู มีดังน้ี 1. การพูดดวยภาษาและถอยคําท่สี ภุ าพ ใหเกียรติผฟู ง 2. พดู ใหตรงประเด็นและใชภ าษาที่งายตอการเขาใจ 2. ความสาํ คัญของการพูด 1. ใชใ นการสอื่ สารใหเ ขา ใจตรงกัน 2. เพ่ือความรู ใหผ ูฟ งมคี วามรูไดอยา งหลากหลาย และไปใชป ระโยชนไ ด 3. ไดร ับความเพลิดเพลินและแลกเปลย่ี นเนื้อหาสาระ 4. ใชประโยชนใ นชวี ติ ไดอยา งเหมาะสมกบั สภาพของตน 3. จุดมงุ หมายของการพดู 1. เพือ่ ส่อื สารใหผูอืน่ เขาใจความตอ งการของผูพูด 2. เพ่ือแสดงความรูค วามสามารถของตนเองใหผูอ ื่นไดร ับทราบและนําไปใช ประโยชนได 3. เพือ่ แสดงความคดิ เห็นในเร่อื งใดเร่อื งหนง่ึ ของตนเองแกผ ูอ ่นื กจิ กรรม ใหผูเรียนแบงกลุมอภิปราย แสดงความคิดเห็นในประเด็นเกี่ยวกับความสําคัญของการพูดใน ชวี ิตประจาํ วนั หวั ขอ “ พดู ชวั่ ตวั ตาย ทาํ ลายมติ ร”

ห น้ า | 17 เรื่องที่ 2 การเตรยี มการพูด และลักษณะการพดู ทดี่ ี ผเู รยี นจะไดศ กึ ษารายละเอยี ดโดยแบงเปน 2 สว นคอื 1. การเตรียมการพูด 2. ลักษณะการพูดท่ดี ี โดยมีรายละเอียดดังนี้ การเตรยี มการพูด ผูพดู จะตอ งเตรียมตวั ใหพ รอ มดังนี้ 1. เตรียมสภาพรางกายใหพ รอมที่จะพูด ซ่ึงผูพ ูดควรจะทราบกําหนดการลวงหนา และตอง พรอมที่จะพูดในวนั น้นั 2. เตรียมเน้อื หาสาระทีจ่ ะพดู ใหถ ูกตอ ง โดยเอาความรูป ระสบการณของตน หากไมเพียงพอ ตอ งคน ควาเพิ่มเติม 3. เตรยี มอุปกรณ เอกสารหรือสื่ออื่นๆ ท่ีจะใชป ระกอบการพูดใหเ สร็จทัน และอยูใ นสภาพ พรอ มทจ่ี ะใชง านได 4. เตรยี มการแตงกายใหส ุภาพ และเหมาะสมกบั ผฟู ง ทงั้ นเ้ี พอื่ เปนการใหเ กียรตผิ ูฟง ลกั ษณะการพดู ทดี่ ี การพดู ที่ดจี ะตอ งดใี นดานตางๆ ดังน้ี 1. ดีดว ยเนื้อหาสาระถูกตองเหมาะสมกับผูฟง 2. ดดี ว ยลีลาการพูด 2.1 นา้ํ เสยี ง ไมดงั เกินไปหรือเบาเกินไป การเนน เสียงหรอื การใชเสียงสงู ตํ่า เปนตน 2.2 พูดถูกตองตามหลักการใชภ าษา ใชค ําควบกลํ้า อักษรควบ อักษรนํา คําสมาส สนธิ เปนตน 2.3 การแบงวรรคตอน การใชอักษรยอ หรือการใชคาํ ทเ่ี นน ใหถ กู ตอ ง 3. ดีดว ยความพรอ ม ซ่งึ รายละเอียดไดกลา วมาแลวขา งตน กจิ กรรม ใหผ ูเ รยี นยกตวั อยา ง ผทู พ่ี ูดดที ้ังจากทพี่ บเห็นในกลมุ ชมุ ชน และจากรายการวิทยุ โทรทัศน พรอม ใหความเหน็ ประกอบวา ดีในลกั ษณะใด

18 | ห น้ า เรือ่ งที่ 3 การพูดในโอกาสตา งๆ การพดู ในโอกาสตา งๆ ในระดบั ประถมศึกษา จะเปนการศกึ ษาการพูดในโอกาสตางๆดังนี้ 1. การพูดอวยพร 2. การพูดขอบคณุ 3. การพดู แสดงความดีใจ และเสียใจ 4. การพูดตอ นรบั 5. การพูดรายงาน 1. การพดู อวยพร การพดู อวยพรเปนการพดู แสดงความในใจ ที่จะใหพ รผฟู ง ในโอกาสทีเ่ ปน มงคล เชน อวยพรวันเกดิ อวยพรปใหม หรอื อวยพรใหก ับคูสมรส เปนตน การพูดอวยพร มวี ิธกี ารดงั น้ี 1. ใชค ําพดู งายๆ สนั้ ไดใ จความ และน้าํ เสยี งสุภาพนุมนวล 2. ใชค ําและขอ ความท่มี ีความหมายท่ดี ี และเหมาะสมกบั โอกาสและผูฟง 3. อา งส่ิงศักดิส์ ิทธอิ์ วยพรใหผฟู งในโอกาสน้นั ๆ 4. พดู ใหผูฟ งประทับใจ 2. การพดู ขอบคุณ การพูดขอบคุณเปน การพูดที่จะตอบแทนผูท ท่ี ําประโยชนให เปน การแสดง ความกตัญู การพดู ขอบคณุ มวี ธิ ีการดงั นี้ 1. บอกสาเหตทุ ีต่ องขอบคุณผูนั้น ทา นไดช วยเหลอื หรือทําประโยชนอ ะไรใหก บั ผพู ูด 2. พูดดวยนํา้ เสยี งทสี่ ุภาพนุมนวล นา ฟงและนาประทับใจ 3. หากเปน ผแู ทนของกลุมคน ผูพูดตองเริ่มตนดว ย “ในนามของกลุม ผม/ดิฉัน ขอบคุณ ที่ “...................” โดยตองบอกวาขอบคุณใคร และขอบคณุ เร่อื งอะไร 4. การพูดขอบคณุ ควรลงทายดวย หากมโี อกาสตอบแทนผทู ่ีขอบคุณบางในโอกาสหนา 3. การพดู แสดงความดีใจ และเสยี ใจ การพดู แสดงความดีใจและเสยี ใจ เปนการพูดเพอ่ื แสดงออกทางอารมณแ สดงความรสู กึ ตอผู ใดผูหน่ึงในเรอ่ื งตางๆ

ห น้ า | 19 การพูดแสดงความดีใจและเสียใจ มีดงั น้ี 1. พูดดวยการแสดงออกอยางจริงใจ หา มแกลง ทาํ โดยเด็ดขาด 2. แสดงออกทางสหี นา แววตา และนาํ้ เสยี ง ใหสอดคลองกับการพูดแสดงความดีใจ หรือ การพดู แสดงความเสยี ใจ 3. หากเปนการพดู แสดงความดีใจ จะตอ ดวยการอวยพรใหดีย่ิงข้ึน หากเปน การพูดแสดง ความเสียใจ จะตอ งปลอบใจและทําใหลืมเหตุการณน้ันโดยเร็ว 4. การพดู ตอ นรับ การพูดตอนรับเปนการพูดยินดีตอสมาชิกใหม หรือยินดีตอนรับผูมาเย่ียมเยือน ใหผูฟง สบายใจและรูสกึ อบอนุ ทไี่ ดม าสถานทน่ี ้ี การพดู ตอ นรับ มีวิธีการดงั น้ี 1. การพูดในนามของ กลุม หนว ยงาน องคกรใด จะตอ งกลา วข้ึนตนดว ยวา “ในนามของ .............ขอตอ นรบั ...........” 2. การพูดดว ยคาํ ทส่ี ภุ าพนมุ นวลและนา ประทบั ใจ 3. อาจมกี ารแนะนําบคุ คล สถานที่ ใหผูมาไดท ราบหรอื รูจัก 4. อาจพดู ลงทายดว ย ยินดตี อนรับในโอกาสหนาอีก 5. การพูดรายงาน การพูดรายงาน เปน การนําเสนอเรื่องราว ขอ มูล สถานการณ หรือความกา วหนา ในการทาํ งาน ความกาวหนา ของการศึกษาคนควา การพดู รายงาน มีวธิ กี ารดังนี้ 1. เนือ้ หาสาระทีจ่ ะพูดตอ งถูกตอง เชอื่ ถือได และอางอิงได 2. การนาํ เสนอเน้ือหาสาระตอ งเหมาะสมกับผฟู ง และสถานการณท ่พี ดู 3. ใชภ าษาเปน ทางการ เพราะเปนงานวชิ าการ 4. อปุ กรณ เครอื่ งมอื หรอื เอกสารประกอบตองเตรยี มใหพ รอม 5. ควรเปด โอกาสใหผ ูฟ ง ไดซักถามขอ สงสยั หรอื ใหอ ธบิ ายเพมิ่ เติมเพ่ือความเขาใจ กิจกรรม ฝก ปฎบิ ัตกิ ารรา งคํากลา วทจี่ ะใชพ ดู ในงานตา งๆ ดงั นี้ 1. การพูดอวยพร _____________________________________ 2. การพูดขอบคณุ ____________________________________ 3. การพูดตอนรบั _____________________________________

20 | ห น้ า เรอ่ื งท่ี 4 มารยาทในการพูด มารยาทในการพูดมีลกั ษณะดงั นี้ 1. ใชค ําพดู ที่สุภาพ และเหมาะสม กับเวลา สถานท่ี และโอกาส 2. หากจะพูดคดั คานตอ งคดั คานดวยเหตุผล หามใชคาํ พูดดว ยอารมณโ มโหหรือโกรธ 3. ไมพ ดู ใหผูอ น่ื เดอื ดรอ น และทําลายผอู ื่น 4. การพดู ชมผูอื่นจะตอ งมบี า งเพ่อื เปน การใหก าํ ลังใจ กิจกรรม ใหผเู รยี นนําเสนอตัวอยางผูที่ไมมีมารยาทในการพูดพรอมอธิบายลักษณะที่แสดงถึงการไมมี มารยาทและขอเสนอแนวทางแกไ ข

ห น้ า | 21 บทที่ 3 การอา น สาระสําคญั การอานน้ันเปนการเปดประตไู ปสูโลกกวาง การอานรอยแกวและรอยกรองได ตลอดจนการ เลือกหนังสืออา นไดเ หมาะสมจะทาํ ใหการอา นมปี ระสทิ ธภิ าพย่ิงข้นึ ผลการเรยี นรูที่คาดหวงั ผูเรียนสามารถ 1. อธิบายหลกั การ ความสาํ คญั และจุดมงุ หมายของการอานได 2. อานรอยแกว ไดถูกตอ งชดั เจน รวมทงั้ เก็บใจความเมื่ออา นในใจได 3. อา นบทรอ ยกรองที่ใชถ อ ยคาํ งายๆได 4. เลือกหนงั สอื อา นและบอกประโยชนข องการอา นได 5. บอกมารยาทในการอา นและสรา งนิสยั รกั การอา นได ขอบขายเนอื้ หา เรอ่ื งที่ 1 หลกั การ ความสําคญั และจดุ มุงหมายของการอาน เร่ืองท่ี 2 การอา นรอ ยแกว เรอ่ื งที่ 3 การอานรอ ยกรอง เรอื่ งท่ี 4 การเลือกอานหนังสอื และประโยชนของการอาน เรื่องท่ี 5 มารยาทในการอา นและสรา งนสิ ยั รักการอา น

22 | ห น้ า เรือ่ งที่ 1 หลกั การ ความสําคญั และจดุ มงุ หมายของการอา น 1. หลกั การอา น 1. ควรมีจุดมงุ หมายในการอานทกุ ครัง้ เพื่อเปน การประเมินหลังการอานจบแลว วา ไดบ รรลุถึง จดุ มุง หมายหรือไม 2. เลอื กอานหนงั สอื ตามความสนใจของตน จะไดค วามรูและประสบการณตรงกับความตอ งการ และกระตื้อรอื รน ที่จะอา น 3. อา นถูกตองตามอักขรวิธี ออกเสียง ร และ ล ชัดเจน รวมท้ัง การเวนวรรคที่ถูกตอ ง ซ่ึงการอา นประเภทนจี้ ะเปน การอา นออกเสียง 2. ความสาํ คญั ของการอา น 1. การอา นเปนการรบั สารโดยเนนเนื้อหาสาระที่หลากหลาย ผูอ า นเลือกท่ีจะอา นไดตามความ ตอ งการ 2. การอา นไดค วามรู ทกั ษะและประสบการณท ่ีนาํ ไปใชประโยชนได 3. การอานเปน การพฒั นาความคดิ ของผอู า น 4. การอา นเปน การใชเวลาใหเ กิดประโยชนไดท้ังความรูแ ละความเพลดิ เพลนิ 3. จุดมงุ หมายของการอาน 1. เพือ่ ใหเ กิดความรู ตามท่ีผูอานตองการเลอื ก เพราะสามารถอา นได 2. เพอ่ื ใหเพลดิ เพลิน โดยเฉพาะการอานประเภท จรรโลงใจ เชน นิทาน นยิ าย นวนิยาย เปน ตน 3. เพ่ือนําความรูไ ปประยุกตใช โดยศึกษาจากเนื้อหาสาระ หรือตัวอยางของผูที่ประสบความ สําเรจ็ และนาํ ไปปฏบิ ตั ิ 4. เพอ่ื ใหเ ปน บคุ คลทนั สมยั ทนั เหตกุ ารณ มคี วามรรู อบดาน ซ่ึงจะไดจากการอา น

ห น้ า | 23 กจิ กรรม ตอบคาํ ถามตอไปน้ี 1. ในการอานมหี ลกั การอยา งไรบาง 1. ________________________________________________________________ 2. ________________________________________________________________ 3. ________________________________________________________________ 2. การอา นมีความสําคญั อยา งไร 1. ________________________________________________________________ 2. ________________________________________________________________ 3. ________________________________________________________________ 3. ผเู รียนมีจดุ มงุ หมายในการอา นอยางไรบา ง 1. ________________________________________________________________ 2. ________________________________________________________________ 3. ________________________________________________________________

24 | ห น้ า เรอ่ื งท่ี 2 การอา นรอยแกว 1. ความหมายของรอ ยแกว รอยแกว หมายถงึ ขอ ความทเี่ ขยี นขน้ึ โดยไมไดค ํานึงการสมั ผัส ตัวอยางเชน การเขยี นตาํ ราเรียน การเขยี นขา ว การเขียนประกาศ และการเขียนขอ ความทั่วๆไป 2. การอา นรอ ยแกว 2.1 การอา นออกเสียง มีหลักการอานดังนี้ - อานออกเสียงใหถกู ตองตามอักขรวิธี - อา นอยางมจี งั หวะ แบงวรรคตอนถูกตอ ง - อานอยา งเขาใจเน้ือเร่อื ง นาํ้ เสียงจะไดเหมาะสม เชน อา นเร่ืองเกี่ยวกับความสุข เสียง จะตอ งสดชน่ื รื่นเริง หากเปน เร่อื งเศรา นา้ํ เสียงจะตองเศรา ตามไปดวย เปน ตน - อานเสียงดังฟงชัด 2.2 การอา น ขอความ บทความ และเรอื่ งส้ัน ขอ ความ บทความและเร่ืองสัน้ เปน การอา นรอ ยแกว สวนใหญเ ปน การอานในใจ ซ่ึงผูอ านจะ ตองจับใจความสาํ คัญใหไ ด วา เร่ืองท่ีอานคอื อะไร กลา วถงึ ใคร ทีไ่ หน และเมื่อไร เปน ตน 2.3 การอา นจับใจความสําคญั การอานจับใจความสําคัญ ผูอ านเมื่ออานจบแลว จะตอ งจับใจความสําคัญได เชน เรื่อง อะไร เกดิ กับใคร เมอ่ื ใด และมีผลอยา งไร ตัวอยา งการอานจบั ใจความสาํ คัญ เรอื่ ง นาํ รอ ง นายจิตรพงษ กวางสุขสถิต ประธานเจาหนาท่ีปฏิบัติการกลุมธุรกิจปโ ตรเลียมขั้นตนและ กาซธรรมชาติ บริษัท ปตท. เปด เผยวา ปตท. ไดรวมกับบริษัท เกษมศักด์ิ เทรดดิ้ง ผูป ระกอบการผลติ เหล็กเพื่อทดลองใชก าซธรรมชาติในรูปของกา ซธรรมชาติอัดหรือซีเอ็นจี ภายในโรงงาน ซ่ึงเนน กลุม โรงงานอุตสาหกรรมที่ไมม แี นวทอสงกา ซฯ ผานโดยจะทําใหภาคเอกชนลดตนทุนการผลติ จากเดมิ ที่ตอง ใชน าํ้ มันเตาหรือดเี ซลทม่ี ีราคาสงู (หนังสอื พมิ พเ ดลนิ วิ ส ฉบับวนั ที่ 11 กุมภาพนั ธ 2552)

ห น้ า | 25 ใจความสําคัญ ประธานเจาหนาทป่ี ฏิบัติการกลุม ธุรกิจปโ ตรเลียมเปดเผยวา ปตท. ไดร วมกับบริษัทเกษมศักดิ์ เทรดดง้ิ ทดลองใชกาซธรรมชาติในรปู ของกา ซเพ่ือลดตน ทนุ การผลติ 2.4 การอา นเพือ่ แสดงความคิดเห็นและสรปุ ความ การอา นเพ่ือแสดงความคิดเห็นของผูอา นตอบทความ ขาว หรือเร่ืองที่อาน การแสดงความ คิดเหน็ สว นมากจะแสดงตอเนือ้ หาสาระวา นาจะจริง หรือไมนาเปนไปได หรอื ไมนาจะเกิดได เปน ตน สว นการอา นเพอ่ื สรุปความเปนการอานแลว นําใจความสําคญั มาสรปุ ความเปนสาํ นวนของตนเอง จะเปนการสรุปดวยวาจาหรือเขยี นกไ็ ด ตวั อยางการอานเพือ่ แสดงความคิดเห็นและสรุปความ เรอื่ ง ภัยแลง ...ยดื เวลาชาํ ระหน้ี นายอนนั ต ภูสิทธิกุล เลขาธิการสํานักงานการปฏิรูปท่ีดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปด เผยวา ในทกุ ปพ นื้ ทเ่ี กษตรกรรมในประเทศไทยจะประสบกับสถานการณภัยแลงในชว งฤดูหนาวคือต้ังแต เดือนตุลาคม-กุมภาพันธ และตอเน่ืองมาจนถึงฤดูรอน คือระหวา งเดือนกุมภาพันธ-พฤษภาคม โดยเฉพาะอยางยงิ่ เดอื นมีนาคม-เมษายน ที่ท่ัวทุกภาคของประเทศไทยตองประสบปญหาภัยแลง และ ในบางทีอาจเกดิ ภาวะฝนทิ้งชว งในชวงกลางของฤดูฝนคอื ตงั้ แตป ลายเดือนมถิ นุ ายน-กรกฏาคม โดยจะ เปนเวลาประมาณ 1-2 สปั ดาห หรืออาจถงึ 1 เดอื น “สถานการณภัยแลงปที่ ส.ป.ก. เตรียมพรอ มแกไขปญ หาในเบ้ืองตนไว คาดวานอกจากพืชไรและ ขาวนาปท่ีอาจจะประสบปญ หาขาดแคลนน้ําหรือฝนทิ้งชว งแลว พืชชนิดอ่ืนคิดวา ไมน า จะมีปญหา แตอยา งใด สําหรับการดูแลทรัพยากรในชวงแลง อาจจะประสบปญ หาบา งในบางพื้นท่ี อยางไรก็ตาม ส.ป.ก. ไดเตรยี มการสนบั สนุนแหลงทนุ เพอ่ื การปรับโครงสรางการผลิตใหม และเหนือสิ่งอื่นใด ส.ป.ก. เชอื่ มั่นวา องคค วามรทู เี่ กษตรกรในเขตปฏิรปู ที่ดินไดพัฒนามาอยางตอ เนื่องจะสามารถชว ยใหพ วกเขา รบั มอื และผา นวกิ ฤติไปไดดว ยในทส่ี ุด” นายอนันต กลา ว (หนงั สือพมิ พเดลนิ ิวส ฉบับวันท่ี 11 กมุ ภาพนั ธ 2552) ความคดิ เห็นและสรุปความ นับไดว า เปน การเสนอวธิ ีการแกไ ขและชวยเหลือเกษตรกรไดเ ปน การยืดเวลาชําระหน้ีโดยปรับโครง สรา งของการผลติ ใหม เนอ่ื งจากฝนแลงผลผลิตอาจจะไมมผี ล

26 | ห น้ า การอานจบั ใจความนี้ ครูสามารถปรบั เปลี่ยนโดยนําเหตุการณปจ จบุ นั หรือที่เกย่ี วของทั้งชุมชนมา อา นแทนได กจิ กรรม ตอบคําถามตอ ไปนี้ 1. ผเู รยี นมีหลักการอานออกเสียงอยางไร 1. _________________________________________________________ 2. _________________________________________________________ 3. _________________________________________________________ 4. _________________________________________________________ 2. ใหผ ูเรยี นทกุ คนอา นในใจเรื่องตอไปน้ี แลวจับใจความสําคญั และเขยี นสรุปความ ผูน ํายวุ เกษตรกรไทยเตรยี มไปญ่ีปนุ การประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการฯ โดยมีตัวแทนของ 5 หนวยงาน คือ กรมสง เสริมการ เกษตร สํานกั งานปลดั กระทรวงเกษตรและสหกรณ กรมสงเสริมสหกรณ กรมปศุสัตว และสํานักงาน การปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมไดมีมติวาจะใหย ุวเกษตรกรเขารับการฝก งานตามโครงการฯ ณ ประเทศญี่ปนุ ในปน ้ี จํานวน 21 คน ยวุ เกษตรกรทผี่ า นการคัดเลอื กจะตองเขารบั การอบรมพื้นฐานการเกษตรและภาษาญ่ีปนุ โดยกรม สงเสริมการเกษตร ในระหวา งวนั ที่ 16 กุมภาพนั ธ 2552 ถงึ 31 มีนาคม 2552 ณ ศูนยส ง เสริมเยาวชน เกษตร จ. กาญจนบรุ ี และกาํ หนดเดนิ ทางไปฝก งาน ณ ประเทศญีป่ นุ ในวนั ที่ 6 เมษายน 2552 (หนงั สือพิมพเดลนิ วิ ส ฉบบั วันที่ 11 กมุ ภาพนั ธ 2552) ใจความสาํ คญั และสรุปความไดดงั นี้ ___________________________________________________________ _____________________________________________________________ _____________________________________________________________ _____________________________________________________________ _____________________________________________________________

ห น้ า | 27 เรอ่ื งท่ี 3 การอา นรอยกรอง 1. ความหมายของรอ ยกรอง รอ ยกรอง หมายถงึ คําประพันธแตง ข้นึ โดยมีการสมั ผสั ใหค ลองจองกัน 2. การอา นรอยกรอง 2.1 การอานคําคลองจอง บทกลอมเดก็ และเพลงพื้นบา น ใหอานเปน จังหวะหรือใหคลอ งจอง มกี ารเอ้ือนคํา เปน ตน ตวั อยา งคาํ คลอ งจอง ขิงก็ราขาก็แรง, คนรักเทาผนื หนังคนชังเทา ผนื เสื่อ, โยกเยกเอยนํา้ ทว มเมฆ เปน ตน ตัวอยางบทกลอ มเด็ก โอละเหเ อย แมจ ะเหใหน อนวัน ตื่นขน้ึ มาจะอาบนาํ้ ทาํ ขวัญ นอนวันเถดิ แมคณุ พอเนือ้ เยน็ เอย แมมใิ หเจาไปเลน ทที่ า นาํ้ จระเขจ ะมา มันจะคาบเจาเขา ถํ้า เจาทองคาํ พอ คุณ ตวั อยา งเพลงพ้ืนบา น เพลงเก่ยี วขาว ควา เถดิ หนาแมค วา รบี ตะบงึ ถงึ คนั นา จะไดพดู จากันเอย เกย่ี วเถิดหนาแมเก่ยี ว อยามัวแลเหลียว เคียวจะบาดมือเอย 2.2 การอา นกลอนสุภาพ จงั หวะในการอานคาํ ในกลอนสภุ าพแบงคาํ ตามแผนผงั ดงั นี้ 000/00/000/ 000/00/000/ 000/00/000/ 000/00/000/ ภายใน 1 วรรคมี 8 คํา จะอา น3/2/3 หากมี 9 คํา จะอา น 3/3/3 กลอนสุภาพ บทหนึ่งจะมี 2 บาท บาทที่ 1 เรียกวา บาทเอก มี 2 วรรค คือ สดบั , รบั บาทที่ 2 เรียกวา บาทโท มี 2 วรรค คือ รอง และ สง ดงั นี้

28 | ห น้ า ๑ บท บาทเอก สดบั รบั บาทโท ๐๐๐/๐๐/๐๐๐ ๐๐๐/๐๐/๐๐๐ รอง สง ๐๐๐/๐๐/๐๐๐ ๐๐๐/๐๐/๐๐๐ ตัวอยางกลอนสภุ าพ มคี นรักรสถอ ยอรอยจติ ถึงบางพูดพูดดเี ปน ศรศี ักดิ์ จะถูกผดิ ในมนษุ ยเพราะพดู จา แมน พูดชัว่ ตวั ตายทาํ ลายมิตร (สนุ ทรภ)ู กิจกรรม จงตอบคาํ ถามตอ ไปน้ี 1. ความหมายของรอ ยกรองคือ 2. การอานกลอนสภุ าพมดี ังนี้ 3. ผเู รยี นจะเลอื กหนังสอื อา นไดอ ยางไร 1. __________________________________________________ 2. _________________________________________________ 3. _________________________________________________ 4. ประโยชนข องการอา นมดี ังน้ี 1. __________________________________________________ 2. __________________________________________________ 3. __________________________________________________

ห น้ า | 29 เรื่องที่ 4 การเลอื กอานหนงั สือและประโยชนข องการอา น 1. การเลอื กอา นหนังสอื 1. อานหนงั สอื ตามความสนใจ หรือความตองการซง่ึ สามารถหาอา นไดท ีห่ อ งสมุดประชาชนหรือ ศนู ยการเรยี นรูชุมชน หรอื ท่ีอ่ืน ๆ 2. การเลือกอา นหนงั สอื กอ นอ่ืนจะตองดูทสี่ ารบัญ เพือ่ ดเู นอ้ื หาวาตรงกับความสนใจ และ ตอ งการอา นหรอื ไม 3. อานเพอื่ หาสาระไตรต รองกําหนดความตอ งการ ใหอานรายชอ่ื หนงั สอื ในหนาบรรณานุกรม เพราะจะมรี ายช่ือหนงั สอื ทป่ี ระกอบการเขียน ซ่ึงจะมเี น้ือหาสาระใกลเคยี งกับสิง่ ท่ีตอ งการ 4. พจิ ารณาจากผเู ขยี น วฒุ กิ ารศึกษาหรอื ประสบการณท ําใหเชอื่ มั่นไดว าเปน หนงั สือท่มี คี ุณภาพ 5. ดจู ากชอื่ หนงั สอื ทจี่ ะอาน นอกจากพจิ ารณาเน้อื หาสาระแลว จะตองดคู ณุ ภาพการพมิ พ ตวั หนงั สอื ภาพประกอบ และราคาวา เหมาะสมหรือไม 2. ประโยชนของการอา น ประโยชนท่ีได 1. ไดร ับความรู ความคิด และประสบการณท จี่ ะนาํ ไปใชป ระโยชนได 2. ไดร ับความเพลิดเพลิน ผอ นคลาย 3. ใชเ วลาวา งใหม ีประโยชน กจิ กรรม จงตอบคาํ ถามตอ ไปนี้ 1. ผเู รยี นจะเลือกหนงั สอื อา นไดอ ยางไร 1. ................................................................................................................................................ 2. ................................................................................................................................................ 3. ................................................................................................................................................ 2. ประโยชนข องการอา นมดี งั นี้ 1. ................................................................................................................................................ 2. ................................................................................................................................................ 3. ................................................................................................................................................

30 | ห น้ า เร่อื งท่ี 5 มารยาทในการอา นและสรา งนิสยั รกั การอา น 1. มารยาทในการอา น 1. ไมอ านเสียงดังรบกวนผูอืน่ 2. อา นเสรจ็ แลว ควรเก็บหนังสอื ไวท ่เี ดิม 3. ไมค วรอา นเรือ่ งสวนตัวของผูอน่ื 4. ไมขีดเขยี นทําลายหนงั สือท่ีเปนสมบัติของสวนรวม 5. ไมช ะโงกหนาไปอานในขณะท่ีผอู ่ืนกาํ ลังอาน 2. การสรางนิสัยรักการอา น 1. อา นหนังสือท่ีตนเองชอบ 2. อา นอยางมีสมาธิ และจบั ใจความได 3. อา นหนังสือทุกคร้งั ที่วาง 4. ควรมีหนังสอื ติดตัวเสมอเพ่ืออานไดท ุกครั้งที่ตอ งการ 5. ควรอา นและจดบนั ทกึ ขอความ คติท่ีตนเองชอบ กิจกรรม จงตอบคําถามตอ ไปน้ี 1. ผเู รียนจะมมี ารยาทในการอา นอะไรบา ง ที่นอกเหนอื จากการศึกษาขางตน 1. ______________________________________________________ 2. ______________________________________________________ 3. ______________________________________________________

ห น้ า | 31 บทที่ 4 การเขยี น สาระสาํ คญั การเขยี นเปน ทักษะสําคัญทฝ่ี กฝนได การเขียนอักษรไทยและการเขียนสะกดคําไดถ ูกตอ งจะ นําไปสกู ารเขยี นอนื่ ๆ ไดเปน อยา งดี ผลการเรียนรูทค่ี าดหวัง ผเู รยี นสามารถ 1. อธิบายหลกั การและความสําคัญของการเขียนได 2. อธิบายการเขยี นอักษรไทย สะกดคํา เขียนสอื่ สารและเขียนตามรปู แบบตา ง ๆ ได 3. อธบิ ายการเขยี นรายงานการคน ควาและอางอิงความรู กรอกรายการได 4. บอกมารยาทในการเขียนและนสิ ัยรักการอาน ขอบขา ยเน้ือหา เรอ่ื งที่ 1 หลกั การเขยี นและความสําคญั ของการเขียน เรื่องที่ 2 การเขียนภาษาไทย เรอ่ื งท่ี 3 การเขยี นสะกดคําและประสมคาํ เรอ่ื งท่ี 4 การเขยี นส่ือสาร เรื่องที่ 5 การเขียนตามรูปแบบ เรอ่ื งท่ี 6 การเขียนรายงานการคน ควาและอางอิงความรู เรื่องที่ 7 การเขยี นกรอกรายการ เรื่องที่ 8 มารยาทในการเขยี นและนิสยั รักการเขียน

32 | ห น้ า เรอื่ งท่ี 1 หลกั การเขยี นและความสําคัญของการเขยี น 1. หลักการเขยี น 1. ขอ ความท่ีเขียนเรยี บรอยและสะอาด 2. มคี วามรู ความเขาใจในเรอ่ื งท่เี ขยี น 3. เขียนถูกตอ งตามหลกั ภาษา และสะกดถกู ตอง 4. มจี ุดมุงหมายในการเขียน 5. เขยี นดว ยความรูและความสามารถทถี่ า ยทอดความรู ความรสู ึก ตามความตองการของตนได 2. ความสาํ คัญของการเขยี น 1. เปนการส่ือสารทีจ่ ะแจงใหผ อู นื่ ไดทํางานหรือปฏบิ ัตติ าม 2. เปน การเผยแพรค วามรู วทิ ยาการใหผ อู ื่น ไดท ราบและนําไปใชประโยชน 3. เปนการบันทกึ สาระสาํ คญั เพื่อเปนหลกั ฐานและนําไปใชป ระโยชน 4. เปนการเขยี นท่สี ามารถนําไปประกอบอาชพี ได เชน การเขยี นขา ว และการเขยี น นวนยิ าย หรอื การเขยี นบทละคร เปนตน กจิ กรรม จงตอบคําถามตอไปนี้ 1. ผเู รียนมหี ลกั การเขยี นอยา งไรบาง ___________________________________________________ ___________________________________________________ ___________________________________________________ ___________________________________________________ 2. การเขยี นนาํ ไปใชป ระโยชนไดอ ยา งไรบา ง ___________________________________________________ ___________________________________________________ ___________________________________________________

ห น้ า | 33 เร่อื งที่ 2 การเขียนภาษาไทย 1. พยญั ชนะ ภาษาไทยมีพยัญชนะ 44 ตัว คือ กขฃคฅฆงจฉชซฌญฎฏฐฑฒณดตถทธนบปผฝพฟภมยรลวศ ษสหฬอฮ 2. สระ สระมี 21 รูป ดังนี้ ะ เรียกวา วสิ รรชนยี  ั เรียกวา ไมหันอากาศ ็ เรยี กวา ไมไตค ู า เรยี กวา ลากขา ง ิ เรียกวา พนิ ทอุ ิ ุ เรยี กวา ตีนเหยยี ด ู เรยี กวา ตนี คู  เรยี กวา ฝนทอง ํ เรียกวา นคิ หิต, นฤคหติ “ เรยี กวา ฟน หนู เ เรียกวา ไมห นา ใ เรียกวา ไมม วน ไ เรียกวา ไมมลาย โ เรยี กวา ไมโอ อ เรยี กวา ตวั ออ ย เรียกวา ตัวยอ ว เรียกวา ตวั วอ ฤ เรียกวา ตัวรึ ฤา เรยี กวา ตัวรือ ฦ เรยี กวา ตวั ลึ ฦา เรียกวา ตวั ลือ

34 | ห น้ า 3. วรรณยุกต มี 4 รปู 1.  เรียกวา ไมเ อก 2.  เรยี กวา ไมโ ท 3.  เรียกวา ไมต รี 4.  เรยี กวา ไมจตั วา 4. เลขไทย เปน ตวั อกั ษรทใ่ี ชแ ทนการนับ คือ ๐ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ กจิ กรรม จงตอบคําถามตอไปนี้ บอกชอื่ สระดงั น้ี 1. ะ เรียกวา _________________________________________________ 2. ุ เรยี กวา _________________________________________________ 3. ู เรยี กวา _________________________________________________ 4. เ เรียกวา _________________________________________________ 5. ไ เรียกวา _________________________________________________ 6. โ เรียกวา _________________________________________________ 7. ย เรยี กวา _________________________________________________ 8. ว เรยี กวา _________________________________________________ 9. ฤ เรียกวา _________________________________________________ 10. ฦา เรยี กวา _________________________________________________

ห น้ า | 35 เรอื่ งท่ี 3 การเขียนสะกดและประสมคาํ 1. การเขยี นสะกดคาํ การสะกดคํา หมายถึง การออกเสียงจาํ แนกคาํ เพ่อื ใหทราบสว นประกอบของคํา 1.1 คําท่ีมตี ัวสะกด เปนคาํ ทปี่ ระสมดว ยพยญั ชนะ สระ และพยญั ชนะทายคาํ แบงเปน 8 มาตรา 1.1.1 มาตราแมก ง คือ พยางคท ม่ี ีตวั ง สะกด เชน จาง บาง 1.1.2 มาตราแมกม คอื พยางคทมี่ ีตัว ม สะกด เชน ถม ดม 1.1.3 มาตราแมเกย คอื พยางคทม่ี ีตัว ย สะกด เชน เลย ตาย 1.1.4 มาตราแมเ กอว คือ พยางคท ม่ี ีตวั ว สะกด เชน สาว เลว แจว 1.1.5 มาตราแมก น คอื พยางคทม่ี ีตัว น สะกด เชน กิน นอน หรือทต่ี วั อื่นท่ี ทาํ หนา ที่และออกเสยี งเหมอื น น สะกด คือ ญ ณ ร ล ฬ เชน จรูญ คูณ ขจร มลู และทมฬิ 1.1.6 มาตราแมกก คือ พยางคท ม่ี ีตัว ก สะกด เชน มาก จาก หรือ ตวั อืน่ ที่ทําหนาที่และออกเสียงเหมอื นมี ก สะกดคือ ข ค ฆ เชน สขุ พรรค และเมฆ 1.1.7 มาตราแมก ด คือ พยางคท ม่ี ตี วั ด สะกด เชน กด มด หรอื ตวั อน่ื ที่ทํา หนา ทแี่ ละออกเสียงเหมือนมตี ัว ด สะกด เชน จ ช ซ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ต ถ ท ธ ศ ษ และ ส เชน ดุจ ราช กาซ กฎ นาฏศิลป รัฐ ครฑุ วุฒิ มารตุ รถ บาท พุทธ เพศ เศษ และรส 1.1.8 มาตราแมก บ คือ พยางคที่มีตวั บ สะกด เชน พบ ลบ หรือ ตวั อ่นื ท่ีทาํ หนา ท่ี และออกเสียงเหมอื นมตี วั บ สะกด เชน ป พ ภ เชน ทวปี ภาพยนตร โลภมาก ธูปเทียน นิพพาน 1.2 คําทีไ่ มม ตี วั สะกด เปน คาํ ทีป่ ระสมดวยพยญั ชนะตน สระ หรือคาํ ทม่ี ตี ัวสะกดในแม ก กา เชน จะ นาํ ไป เปน ตน 2. การประสมคาํ เปน การสรางคาํ โดยใชพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต คาํ พยัชนะ สระ ตัวสะกด วรรณยุกต บาน บ า น - ราน ร า น  งาม ง า ม - ลิ้น ล ิ น 

36 | ห น้ า การอานออกเสยี งสะกด เชน บอ – อา – นอ – บาน บาน อานวา งอ – อา – มอ – งาม งาม อานวา รอ – อา – นอ –ราน–โท – รา น รา น อา นวา ลอ – อิ – น – โท – ล้นิ ลน้ิ อา นวา กจิ กรรม จงตอบคาํ ถามตอไปน้ี 1. ใหยกตัวอยางคําท่ีสะกด ดวยแมก ง แมกน แมกม แมก บ และ แมเ กย อยางละ 3 คํา แมก ง _________________________________________________________________ แมกน _________________________________________________________________ แมก ม _________________________________________________________________ แมกบ _________________________________________________________________ แมเกย _________________________________________________________________ 2. ใหยกตวั อยางประสมคําทีม่ ีพยญั ชนะ สระ และวรรณยกุ ตม า 5 ตัว 1. _______________________________________________________________ 2. _______________________________________________________________ 3. _______________________________________________________________ 4. _______________________________________________________________ 5. _______________________________________________________________

ห น้ า | 37 เรอื่ งท่ี 4 การเขียนส่ือสาร การเขียนสื่อสาร หมายถึง การเขียนท่ีผูอ่ืนอา นแลวไดค วามตามจุดมุง หมายของผูเขียน ใน ระดบั ประถมศกึ ษานี้ ของผูเ รียนกศน.ควรจะเขยี นสง่ิ ตางๆเหลาน้ีได 1. การเขยี นประวัตติ นเอง การเขียนประวัติตนเองเปนการเขียนขอความเพ่ือแสดงตนใหผ ูอ ่ืนรูจักรายละเอียด เกี่ยวกบั เจาของประวัติ หวั ขอหลกั ๆควรมีดงั น้ี ประวตั ติ นเอง ชอ่ื ....................................................นามสกุล............................................................................................ เกิดวนั ท่ี............เดือน ................................... พ.ศ. ................... อายุ ....................................................... สถานภาพสมรส......................................................................................................................................... อาชีพ......................................................................................................................................................... ทอี่ ย.ู .......................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................... สถานท่ีทาํ งาน .................................................................................................................................................................. ประวตั กิ ารศกึ ษา .................................................................................................................................................................. ประสบการณใ นการทํางาน .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. ความรคู วามสามารถพิเศษ .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

38 | ห น้ า 2. การเขยี นบันทกึ ประจําวนั การเขียนบันทึกประจําวนั เปน การเขยี นเก่ยี วกับส่ิงทท่ี ํา ทพ่ี บ หรือท่ีเก่ียวของกับผูอ ่ืนใน วนั นนั้ ๆ หลักการเขยี นบันทึกประจาํ วนั ไดแก 1. บนั ทึกเปนประจําทกุ วัน 2. บันทกึ ตามความเปนจรงิ 3. เลอื กบันทกึ เฉพาะเร่อื งสําคัญ หรือทตี่ องการจดจํา 4. ใชภาษา ถอยคํางายๆ อยางไมเ ปน ทางการ และขอความกระชับ 5. อาจแทรกความรูสกึ และความคดิ เห็นของผูบันทึก ตัวอยา งการเขยี นบันทึกประจาํ วนั วันที่ 10 กมุ ภาพันธ 2554 วนั น้ตี ื่นนอนตอนเชา ตองรีบไปทาํ งาน ทที่ ํางานมีการประชุมเกี่ยวกับแผนการทํางานในเดือน มนี าคม ตัง้ แต เวลา 10.00 -12.00 น. ตอนบายทํางานท่ียังไมเ สร็จใหเ สร็จ กลับบา นและถึงบา น เวลา 18.30 น. รถติดมากถงึ ชากวา ทุกวัน เหนอื่ ยกบั การเดินทางมาก 3. การเขยี นเลา เรอื่ งเก่ยี วกับขาวหรือเหตุการณ การเขียนเลา เรือ่ ง เปน การเขยี นจากประสบการณต รงใหผูอ่ืนเขา ใจ โดยมีหลักการเขียน ดงั น้ี 1. เขียนตามความจริง 2. ใชภ าษาทีจ่ ะใหผ อู ่นื เขาใจและละเอียดพอท่ีจะอานเขา ใจ 3. เขียนใหถูกตอ งตามหลกั ภาษาไทย 4. อาจจะมเี นื้อหาสาระ แสดงความคิดเห็นหรอื ขอ เสนอแนะอนื่ ๆ ได ตัวอยา งการเขียนเลา เรื่อง เหตุการณท ี่ประทับใจ เม่ือหยุดงานไดไปเที่ยวทะเลที่จังหวัดระยอง เรียกวา บา นเพ ขณะที่น่ังเลน ริมชายหาด มีเด็กถูก มอเตอรไซตชนจึงเดินไปดูเด็กไดร ับบาดเจ็บเล็กนอ ย คงจะชนไมแ รง รถมอเตอรไซคขับเลยไปแลว ไมย อมหยดุ ดูเลย คงคิดวาไมเ ปน อะไรมาก เราจึงพาเดก็ ไปสง ทสี่ ถานีอนามัยที่อยูใกลๆ เจาหนา ที่ไดทํา ความสะอาดบาดแผลและใสย าให เราไดพาเด็กไปสง ท่ีบาน และเราก็กลับมานั่งชมทะเลท่ีบานเพตอ จนถงึ บาย 4 โมงเย็น จึงกลับบาน วันน้ไี ดทําความดี เปนเหตุการณท ่ปี ระทับใจท่ไี ดช วยเหลอื เพือ่ นมนุษย

ห น้ า | 39 กิจกรรม จงตอบคาํ ถามตอ ไปน้ี 1. ทานคิดวา ในการเขียนประวตั ติ นเอง ขอความใดสําคัญทีส่ ดุ __________________________________________________ __________________________________________________ __________________________________________________ __________________________________________________ __________________________________________________ 2. ใหผเู รียนเขยี นบันทึกประจําวัน __________________________________________________ __________________________________________________ __________________________________________________ __________________________________________________ __________________________________________________ 3. ใหผ ูเ รยี นเขยี นเลา เรอ่ื งหรือเหตกุ ารณทป่ี ระทบั ใจ __________________________________________________ __________________________________________________ __________________________________________________ __________________________________________________ __________________________________________________

40 | ห น้ า เรอื่ งท่ี 5 การเขยี นตามรปู แบบ การเขียนตามรูปแบบ เปน การเขยี นตามแบบท่กี าํ หนด เชน การเขยี นเรียงความ 1. การเขียนเรียงความ การเขยี นเรยี งความ เปนการแสดงออกทางความคดิ และประสบการณข องผเู ขยี นเพ่ือใหผ ู อ่นื ทราบ ซ่งึ มรี ปู แบบในการเขยี น 1. ช่อื เรื่องจะบอกเคา โครงเรอ่ื งได เชน โรงเรียนของฉัน ชุมชนทฉี่ ันอยู เปน ตน 2. การเขยี นเรียงความจะมอี งคป ระกอบอยู 3 สว น คอื 1. คาํ นาํ เปนการเรมิ่ ตน ของเรียงความทเี่ ปน สว นดึงดดู ใจ ใหส นใจอา นทง้ั เรอื่ ง 2. เนอ้ื เรอื่ ง เปนเน้อื หาสาระของเรียงความทั้งเร่ือง จะตองคดิ โครงเร่อื งกอ นจึงจะ เขียนและเขยี นรายละเอยี ดตอ ไป 3. บทสรปุ เปนการสรปุ แกนของเรื่อง ไมค วรจะยาวมาก 2. การยอความ การยอ ความเปนการสรปุ ใจความสาํ คัญจากเร่อื งทอี่ านดว ยภาษาหรอื สํานวนของตนเอง หลักการยอ ความ 1. ยอ ความตามรปู แบบของการยอความ 2. อานเรือ่ งที่จะยอจนเขา ใจ 3. พจิ ารณาใจความสําคญั และนํามาเขยี นเปน ภาษาหรอื สํานวนของตนเอง 4. รูปแบบของการยอความ จะมคี าํ นํา เพอ่ื เขียนที่มาเบอ้ื งตน ของยอความน้ัน เชน ยอความเรอ่ื ง................................................ของ (ผแู ตง )............................................................... จากหนงั สอื .............................................................ความวา ...................................................................... ยอขา วเรือ่ ง………….......................................เขยี นโดย................................................................................ จากหนังสอื ........................................ ความวา............................................................................. ยอหนาตอ มาจะเปนใจความสําคญั จากการอา น.........................................................................................

ห น้ า | 41 ตวั อยา งยอความ เมืองโองแนะระวงั ไฟปา นายสุเมธ ชัยเลิศวณิชกุล ผูว าราชการจังหวัดราชบุรี กลา วถึงการรณรงคป ระชาสัมพันธ ปองกันไฟปาวา เนื่องจากในขณะน้ีเขา สูช วงท่ีมีอากาศแหงแลง และมีลมแรง อีกทั้งเปน ระยะเวลาที่ เกษตรกรเกบ็ เกย่ี วพชื ผลทางการเกษตรแลว และมักจะเผาซากพืช ตอซัง ขาวฟาง อันเปนเหตุใหเ กิด ไฟไหมล กุ ลามเขาไปยงั พื้นทีป่ าไม จนกลายเปน ไฟปา สรา งความเสยี หายแกพนั ธไุ มและสัตวป า รวมทั้ง ทําใหสภาวะโลกรอนรุนแรงย่ิงขึ้น ดังน้ันจังหวัดราชบุรี จึงขอความรว มมือจากประชาชนในจังหวัด อยาเผาวสั ดสุ ่งิ ของใด ๆ อันเปน สาเหตใุ หเกิดไฟปาได และหากพบเหน็ ไฟปา กรณุ าแจง ใหศ ูนยปฏิบัติการ ควบคมุ ไฟปาภาคกลางทราบดวย (หนงั สือพิมพเ ดลนิ ิวส ฉบับวนั ท่ี 11 กมุ ภาพันธ 2552) ยอขา วเรือ่ ง เมอื งโอง แนะระวงั ไฟปาจากหนังสอื พิมพเ ดลินิวส ฉบับวันท่ี 11 กุมภาพันธ 2552 หนา 15 ความวา นายสุเมธ ชัยเลิศวณิชกุล ผูว าราชการจังหวัดราชบุรี จัดใหม ีการรณรงคป ระชาสัมพันธ ใหประชาชนระวงั ไฟปา เผาซากพืช ตอซัง ฟางขา ว จนเกิดเหตุเปนไฟปา สรางความเสียหายแกพันธุไม สัตวปา และทําใหภ าวะโลกรอ น หากพบเหน็ ไฟปาแจง ศนู ยปฏิบัติการควบคุมไฟปาภาคกลางทราบ 3. การเขยี นจดหมาย จดหมายทีผ่ ูเรยี นควรศึกษาในระดับประถมศึกษา คือ การเขยี นจดหมายกิจธรุ ะ หลกั การเขยี นจดหมาย 1. เขียนใหสะอาดเรยี บรอย 2. อานและเขาใจความประสงคช ดั เจน 3. ใชภาษาสุภาพและถกู ตองตามหลกั ภาษา 4. ถกู ตองตามรูปแบบการเขยี นจดหมาย

42 | ห น้ า รปู แบบการเขยี นจดหมายกิจธุระ สถานท.่ี .................................................. วัน..........เดือน.....................ป. ............... เร่ือง ........................................................................ เรยี น ....................................................................... (ขอความ) .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... คําลงทาย .............................................. ชอ่ื ผูเขียนจดหมาย .......................

ห น้ า | 43 ตัวอยางการเขยี นจดหมายกิจธรุ ะ กลมุ พฒั นาเศรษฐกิจพอเพียง ต.บางใหญ อ. บางใหญ จ.นนทบรุ ี 11140 12 กมุ ภาพันธ 2552 เร่อื ง ขอยืมอุปกรณก ีฬา เรยี น ผอู ํานวยการ กศน. อําเภอบางใหญ ดว ยกลมุ พัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง จะใหมกี ารแขง ขนั กีฬาภายใน ในวันที่ 20 กุมภาพันธ 2552 เวลา 8.00 – 17.00 น. จงึ ใครขอยมื อุปกรณกีฬา เพอ่ื ใชป ระกอบการแขงขัน จาํ นวน 5 รายการ ดงั นี้ 1. ลกู ฟุตบอล 3 ลูก 2. ลูกบาสเกต็ บอล 2 ลูก 3. ไมแบดมนิ ตัน 3 คู 4. เซปก ตะกรอ 8 ลูก 5. นกหวดี 5 ตวั โดยจะคนื อุปกรณดงั กลา ว ภายในวันที่ 21 กมุ ภาพนั ธ 2552 จงึ เรยี นมาเพื่อโปรดทราบและพิจารณา ขอแสดงความนบั ถอื (นายเดชา ไทยจงเจรญิ ) ประธานกลมุ พัฒนาเศรษฐกิจพอเพยี ง

44 | ห น้ า กิจกรรม 1. ทา นคิดวา ในการเขียนประวัติตนเอง ขอความใดสาํ คญั ที่สุดเพราะเหตุใด 2. เขียนเรยี งความเร่ืองครอบครวั ของฉัน 3. ยอขาวจากหนงั สือพิมพ 1 เรอ่ื ง โดยแนบตน ฉบบั ขาวดวย 4. เขยี นจดหมายกจิ ธุระ 1 ฉบับ __________________________________________________________ __________________________________________________________ __________________________________________________________ __________________________________________________________ __________________________________________________________

ห น้ า | 45 เรือ่ งท่ี 6 การเขยี นรายงานการคนควาและอา งองิ ความรู 1. การเขียนรายงานการคน ควา การเขยี นรายงานเปน การเขยี นผลการศึกษาจากการคน ควา เพ่อื นําเสนอผูบงั คับบัญชา หรือผสู อน หลักการเขยี นรายงาน 1. ขอมลู ท่ีเขยี นตองเปนความจริง 2. ขอมูลใดท่ีนํามาจากผูรูอ ื่นตองเขยี นเปนเชิงอรรถและบรรณานกุ รม 3. เขยี นเปน ทางการ ใชภาษาถกู ตอ ง และชัดเจน สว นประกอบของรายงาน 1. ปกหนา ประกอบดว ยชอื่ เรือ่ ง ชอ่ื ผูเขียน และนําเสนอผใู ด 2. คํานํา เปนความเรียงมี 3 สว น คือ ความเปน มาและวัตถุประสงค สาระของรายงาน ประโยชนท ่ีไดรบั และขอบคุณผูมสี วนชวยเหลอื 3. สารบญั 4. เนอื้ หาสาระ 5. บรรณานกุ รม 2 . การเขียนอา งองิ ความรู การเขียนอางอิงความรู หมายถึง การเขยี นเชิงอรรถและบรรณานุกรม 1. เชงิ อรรถ เชิงอรรถเปนช่อื ผเู ขยี น ปท ี่พมิ พแ ละเลขหนาหนงั สือท่ีนาํ ไปใชป ระกอบการเขียน เชน อุทัย ศิริศักดิ์ (2550, หนา 16) การเขียน อางอิงแบบน้ีจะไมไดเ ขียนช่ือหนังสือ ชื่อหนังสือจะเขียน ในหนา บรรณานุกรม 2. บรรณานกุ รม บรรณานุกรม ประกอบดว ยรายชอ่ื หนังสอื ที่ใชป ระกอบการเขยี น โดยจะตองเขยี น เรียงตามตัวอักษรชือ่ ผแู ตง โดยเขียนชื่อผแู ตง ชือ่ หนังสอื ช่อื สถานทพี่ มิ พ ชอ่ื โรงพมิ พแ ละปทพี่ ิมพ เชน กนกอร ทองคาํ . การใชภ าษาไทย, กรงุ เทพฯ : ไทยวิวัฒน, 2549. ศิรอิ ร ทองอําไพ. หลักการใชภ าษา, นนทบรุ ี :ไทยเจรญิ , 2550

46 | ห น้ า กิจกรรม จงตอบคําถามตอไปนี้ 1. สว นประกอบของรายงาน มดี งั นี้ __________________________________________________________________ __________________________________________________________________ __________________________________________________________________ __________________________________________________________________ 2. ขอ ความในเชิงอรรถ บอกอะไรบาง __________________________________________________________________ __________________________________________________________________ __________________________________________________________________ __________________________________________________________________ 3. บรรณานุกรม บอกใหเรารอู ะไรบาง __________________________________________________________________ __________________________________________________________________ __________________________________________________________________ __________________________________________________________________

ห น้ า | 47 เรอ่ื งท่ี 7 การเขยี นกรอกรายการ การกรอกรายการเปน การกรอกแบบฟอรม ของหนวยราชการ หรือหนวยงานตางๆ ทใ่ี หกรอก เพอ่ื แสดงขอ มลู ท่ีหนวยงานนน้ั ๆตองการทราบ เชน การกรอกใบสมคั รเรียน การกรอกแบบฟอรม การติดตงั้ โทรศัพท หรือการกรอกแบบฟอรมการขอใชไ ฟฟา เปน ตน หลักการกรอกแบบรายการ 1. อานขอ ความในแบบรายการนั้นๆ ใหเ ขาใจกอนจะเขยี นขอความ 2. เขียนใหถกู ตองและสะอาด 3. กรอกขอความตามความจรงิ 4. ใชถ อยคาํ สั้น ๆ และกะทัดรดั 5. ปฏิบตั ติ ามขอบังคับ หรือคาํ แนะนําของแบบรายการนน้ั ๆ แบบรายการทจ่ี ะใชใ นชวี ติ ประจําวัน 1. แบบฟอรมธนาณตั ิ 2. แบบฟอรม สง พัสดทุ างไปรษณยี  3. แบบฟอรม สมคั รตา ง ๆ 4. แบบฟอรม คํารอ ง 5. แบบฟอรม สญั ญา 6. แบบฟอรม ฝากเงิน แบบฟอรม ถอนเงิน ของสถาบนั การเงิน กิจกรรม ใหผ เู รยี นเลือกกรอกแบบรายการ ขา งลางนี้ 2 ชนิด โดยใชแ บบฟอรมจรงิ จากหนวยงานนน้ั ๆ และจัดเกบ็ ไวใ นสมดุ แบบฝกหดั หรอื แฟม ขอ มูลวชิ าภาษาไทย 1. แบบฟอรม ธนาณตั ิ 2. ใบสงพสั ดทุ างไปรษณีย 3. ใบสมคั รตา ง ๆ 4. ใบคํารอ ง 5. หนงั สอื สญั ญา 6. ใบฝากเงนิ ถอนเงิน ของสถาบนั การเงิน

48 | ห น้ า เรื่องที่ 8 มารยาทในการเขยี นและนิสยั รกั การเขยี น 1. มารยาทในการเขียน 1. เขยี นถูกตองและชัดเจนใหผ อู ืน่ อานได 2. เขียนเชิงสรางสรรค ไมเขยี นเพือ่ ทําลายหรอื ทาํ ใหเกดิ ความเสียหายแกผ อู ื่น 3. เขียนในสถานทคี่ วรเขยี น ไมเขยี นในทไี่ มสมควร เชน สถานทสี่ าธารณะ 4. เขียนทุกอยางดว ยขอ มูลท่เี ปน ความจรงิ 5. ไมขีดหรือเขียนขอ ความในหนังสือ เอกสารและอืน่ ๆ ทเ่ี ปน ของประชาชนโดยรวม เชน หนังสือในศูนยก ารเรยี น หรือหอ งสมุด 2. นสิ ยั รักการเขยี น 1. เริ่มตนดว ยการเขยี นส่ิงทงี่ า ย และไมใชเวลามาก 2. เขียนตอ เนื่องจากการเขยี นครงั้ แรก เชน การเขียนบนั ทึกประจาํ วนั 3. เริ่มเขียนดวยขอ ความที่งา ยและสนั้ และกําหนดเวลากบั ตนเอง ใหพยายามเขยี น ทกุ วนั ตามระยะเวลาท่พี อใจ จะทาํ ใหเขยี นไดโดยไมเ บอ่ื หนา ย กิจกรรม จงตอบคาํ ถามตอไปน้ี 1. มารยาทในการเขยี นของผเู รียน มีอะไรบาง 1. ________________________________________________ 2. ________________________________________________ 3. ________________________________________________ 4. ________________________________________________ 5. ________________________________________________ 2. ผเู รยี นจะปฏบิ ตั ติ นอยางไร จึงจะถอื วาเปนการสรา งนสิ ัยรักการเขียน 1. ________________________________________________ 2. ________________________________________________ 3. ________________________________________________

ห น้ า | 49 บทที่ 5 หลักการใชภาษา สาระสําคัญ หลกั การใชภ าษาเปนการนําความรทู างภาษามาใชจรงิ ตามลกั ษณะกฎเกณฑข องภาษาไทย ซึ่งประกอบดว ยอักษรไทย พยางค คําในมาตราตวั สะกด ชนดิ ของคํา ประโยค และอนื่ ๆ ผลการเรยี นรทู ่ีคาดหวงั ผเู รยี นสามารถ 1. อธบิ าย เสยี ง รปู อักษรไทย พยัญชนะ สระ วรรณยกุ ต และไตรยางคได 2. อธบิ ายการใชค ํา ชนิดของคํา หนาท่ีของคาํ ประโยค เครอื่ งหมายวรรคตอนและการใช พจนานกุ รมได 3. อธิบายสํานวน คําพงั เพย สุภาษิต คําราชาศัพท และคําสุภาพได 4. อธิบายการใชภ าษาอยา งเหมาะสมตามกาลเทศะ บุคคล และสถานการณ ขอบขา ยเน้อื หา เรื่องท่ี 1 เสยี ง รปู อกั ษรไทยและไตรยางค เรอื่ งที่ 2 ความหมายและหนา ทีข่ องคาํ กลมุ คาํ และประโยค เรอื่ งที่ 3 เครอื่ งหมายวรรคตอนและอกั ษรยอ เรอ่ื งท่ี 4 หลักการใชพ จานุกรม คําราชาศัพทและคําสภุ าพ เร่อื งท่ี 5 สาํ นวนภาษา เรอ่ื งที่ 6 การใชทักษะทางภาษาเปนเครื่องมอื ในการแสวงหาความรู เรื่องที่ 7 ลักษณะของคาํ ไทย คําภาษาถิ่นและคําภาษาตางประเทศในภาษาไทย

50 | ห น้ า เร่ืองท่ี 1 เสยี ง รปู อกั ษรไทย และไตรยางค ผเู รียนไดศ ึกษารูปอกั ษร คอื พยญั ชนะ 44 ตัว สระ 21 รปู วรรณยกุ ต 4 รปู และเลขไทย ๐ – ๙ แลว ในเรอ่ื งที่ 2 การเขยี นอกั ษรไทย ซงึ่ อยใู นบทท่ี 4 การเขียน ในเรื่องน้ีผเู รยี นจะไดศ ึกษาเสยี งของภาษาไทย คอื เสยี งพยญั ชนะ เสียงสระ และเสียง วรรณยกุ ตต ามรายละเอยี ดดังน้ี 1. เสียงพยัญชนะ เสยี งพยัญชนะมี 21 เสยี ง รปู พยญั ชนะ เสียงพยัญชนะ ก ก - กอ ขฃคฅ ฆ ค - คอ ง ง - งอ จ จ - จอ ชฌฉ ช - ชอ ซสศษ ซ - ซอ ดฎ ด - ดอ ตฏ ต - ตอ ทธฑฒถฐ ท - ทอ นณ น - นอ บ บ -บอ ฟ ฟ - ฟอ พภผ พ - พอ ฟฝ ฟ - ฟอ ม ม - มอ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook