ใบงาน รายวิชา วิสทุ ธิมัคคศึกษา เรื่อง ปริจเฉทที่ ๑ สีลนิเทศ สมาชิก กลุ่มที่ ๑ ๑. พระทองทวิ ถรสโุ ข / พงษส์ วุ รรณ์ ๒. พระศภุ กติ ต์ิ ธมมฺ กาโม/สายกระสนุ นสิ ติ ชน้ั ปที ี่ ๓ ปกี ารศกึ ษา ๑/๒๕๖๖ นำเสนอ ทา่ นอาจารย์ พระครศู รปี รชี ากร , ดร. นสิ ติ ตามหลกั สตู รพทุ ธศาสตรบณั ฑติ สาขาวชิ าพระพทุ ธศาสนา มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสรุ นิ ทร์ การศกึ ษาที่ ๑ ปี ๒๕๖๖
ใบงาน รายวชิ า วสิ ุทธิมคั คศึกษา เร่ือง ปริจเฉทท่ี ๑ สีลนิเทศ โดยกลมุ ท่ี ๑ สมาชิกในกลุ่ม ๑. พระศุภกติ ต์ิ ธมฺมกา โม/สายกระสุน ๖๔๐๙๕๐๑๐๐๑ ๒. พระทองทิว ถรสุโข / พงษ์สุวรรณ์ ๖๔๐๙๕๐๑๐๐๓ นิสิตช้ันปี ท่ี ๓ ปี การศึกษา ๑/๒๕๖๖ หลกั สูตรพทุ ธศาสตรบณั ฑติ สาขาวชิ าพระพทุ ธศาสนา มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสุรินทร์ นาเสนอ ท่านอาจารย์ พระครูศรีปรีชากร , ดร. การจัดทาโครงงานนีเ้ ป็ นส่วนหน่งึ ของการศึกษา รายวชิ า วสิ ุทธมิ คั คศึกษา ตามหลกั สูตรพุทธศาสตรบณั ฑติ สาขาวชิ าพระพุทธศาสนา มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตสุรินทร์ การศึกษาที่ ๑ ปี ๒๕๖๖
-ก- บทนา สีลนิเทศ แสดงถึงการรักษาศีลอันเป็ นพ้ืนฐานเบ้ืองต้นแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ใน พระพุทธศาสนาของพุทธศาสนิกชนท้งั หลาย โดยเฉพาะพระภิกษุผูม้ ุ่งปฏิบตั ิเพ่อื ความหลุดพน้ ท่านแสดง ศีล ๔ ระดบั คือ ปาติโมกขสังวรศีล ศีล คือ ความสารวมในพระปาติโมกขอ์ นั มีศรัทธาเป็ นเหตุให้สาเร็จ อินทรียสังวรศีล ศีลคือ ความสารวมอินทรีย์ ๖ อนั มีสติเป็ นเหตุให้สาเร็จ อาชีวปาริสุทธิศีล ศีลคือความ บริสุทธ์ิแห่งอาชีวะอนั มีวิริยะความเพียรเป็ นเหตุให้สาเร็จ ปัจจยั สันนิสิตศีล ศีลคือการพิจารณาแลว้ จึงใช้ สอยปัจจยั ๔ อนั มีปัญญาเป็ นเหตุให้สาเร็จ และแสดงธรรมท่ีเป็ นเหตุให้เกิดความเศร้าหมองแห่งศีลอนั ไดแ้ ก่ความที่ศีลขาด และความยินดีในเมถุน-สังโยค และความผ่องแผว้ แห่งศีลคือความที่ศีลไม่ขาดและ ปราศจากเมถนุ สงั โยค และโทษแห่งความไม่มีศีลและอานิสงส์แห่งความถึงพร้อมดว้ ยศีลไวด้ ว้ ย อีกประการหน่ึงศีลของภิกษุใดปราศจากมลทินดีแลว้ การทรงบาตรและจีวรของภิกษุน้นั ยอ่ มเป็ นสิ่งท่ี น่าเล่ือมใส บรรพชาของท่านกเ็ ป็นส่ิงท่ีมีผล ดวงหทยั ของภิกษุผมู้ ีศีลบริสุทธ์ิแลว้ ยอ่ มไมห่ ยง่ั ลงสู่ภยั มีการ ติเตียนตนเองเป็ นตน้ เป็ นเหมือนพระอาทิตยไ์ ม่หยงั่ ลงสู่ความมืดมน ภิกษุงามอยใู่ นป่ าเป็ นท่ีบาเพญ็ ตบะ ดว้ ยศีลสมบตั ิเหมือนพระจนั ทร์งามในทอ้ งฟ้าดว้ ยสมบตั ิคือรัศมี แมเ้ พียงกลิ่นกายของภิกษุผูม้ ีศีลก็ยงั ทา ความปราโมชให้แม้แก่ฝูงทวยเทพ ไม่จาตอ้ งกล่าวถึงกลิ่นคือศีล กล่ิน คือ ศีลย่อมครอบงาสมบตั ิแห่ง คนั ธชาติ คือของหอมท้งั หลายอยา่ งสิ้นเชิงยอ่ มฟุ้งตลบไปทวั่ ทกุ ทิศไม่มีการติดขดั สักการะท้งั หลายท่ีบุคคล กระทาแลว้ ในภิกษุผูม้ ีศีล แมจ้ ะเป็ นของเล็กนอ้ ย ก็ยอ่ มมีผลมาก ภิกษุผูม้ ีศีลยอ่ มเป็ นภาชนะรองรับเครื่อง บูชาสักการะอาสวะท้งั หลายในปัจจุบนั ก็เบียดเบียนภิกษุผูม้ ีศีลไม่ได้ ภิกษุผูม้ ีศีลย่อมขุดเสียซ่ึงรากแห่ง ทกุ ข์ อนั จะพงึ มีในชาติเบ้ืองหนา้ ท้งั หลาย สมบตั ิอนั ใดในโลกมนุษย์ และสมบตั ิอนั ใดในโลกเทวดา สมบตั ิ อนั น้นั อนั ผมู้ ีศีลถึงพร้อมแลว้ ปรารถนาอยากจะได้ ก็เป็ นสิ่งจะพึงหาไดโ้ ดยไม่ยาก อน่ึง นิพพานสมบตั ิอนั สงบอย่างหาที่สุดมิไดน้ ้ีในใจของผูม้ ีศีลสมบูรณ์แลว้ ย่อมแล่นตรงแน่วไปสู่นิพพานสมบตั ิน้ันน่ันเทียว บณั ฑิต พึงแสดงอานิสงส์อนั มากหลายเป็ นอเนกประการในศีลอนั เป็ นมูลแห่งสมบตั ิท้งั ปวง โดยประการ ดงั พรรณนามาแลว้ น่นั เถิด เพราะว่า เม่ือบณั ฑิตแสดงอยู่โดยประการอย่างน้นั จิตใจก็จะหวาดเสียวแต่ศีล วิบตั ิแลว้ น้อมไปหาศีลสมบตั ิได้ เพราะเหตุน้ัน โยคีบุคคลคร้ันมองเห็นโทษของศีลวิบตั ิน้ีและมองเห็น อานิสงส์ของศีลสมบตั ิน้ี ตามที่ไดบ้ รรยายมาแลว้ พึงชาระศีลให้ผ่องแผว้ ดว้ ยความเอ้ือเฟ้ื อโดยประการท้งั ปวง
-ข- หนา้ สารบญั ๑ ๑ ปัญหาเรื่องศีล ๒ ปาติโมกขสงั วรศีล ๓ อินทรียสงั วรศีล ๓ อาชีวปาริสุทธิศีล ๕ ปัจจยสนั นิสสิตศีล ๘ ธรรมเป็นเหตุใหป้ าริสุทธิศีล ๔ สาเร็จ ๘ การบริโภค ๔ อยา่ ง ๙ ศีล ๕ อยา่ ง หมวดท่ี ๑ ๑๐ ศีล ๕ อยา่ ง หมวดที่ ๒ ๑๐ ความเศร้าหมองของศีล ๑๑ ความผอ่ งแผว้ ของศีล ๑๑ โทษของศีลวิบตั ิ ๑๑ อานิสงส์ของศีลสมบตั ิN สรุป
-๑- ๑. ปัญหาเรื่องศีล ศีล คือขอ้ ปฏิบตั ิตนข้นั พ้ืนฐานในทางพระพุทธศาสนา เพื่อควบคุมความประพฤติทางกาย และ วาจาใหต้ ้งั อยใู่ นความดีงามมีความปกติสุข เพ่ือให้เป็ นกติกาขอ้ หา้ มที่ใชแ้ กป้ ัญหาข้นั พ้ืนฐาน ปัญหาหลกั ซ่ึงทาใหเ้ กิดความสงบสุข และ ไมม่ ีการเบียดเบียนซ่ึงกนั และกนั ในสังคม ประโยชน์ของศีลในข้นั พ้ืนฐานคือทาให้กาย วาจา ใจ สงบไม่เบียดเบียนตนเองและผูอ้ ่ืน ทาให้ สามารถที่จะทาให้จิตสงบไดง้ ่ายในการทาสมาธิ ในระดบั ของบรรพชิต ศีลจะมีจานวนมาก เพ่ือกากบั ให้ พระภิกษุสงฆส์ ามเณรสามารถครองตนในสมณภาวะไดอ้ ยา่ งสมบูรณ์ และเอ้ือต่อการประพฤติพรหมจรรย์ ในข้นั สูงต่อไปได้ ซ่ึงในประเด็นปัญหาลกั ษณะของศีล พระเจา้ มิลินทต์ รัสถามพระนาคเสนวา่ ศีลมีอะไรเป็ นลกั ษณะ พระนาคเสนถวายวิสัชชนา ว่า ขอถวายพระพร ศีลมีความเป็ นท่ีต้งั เป็ นลกั ษณะ ซ่ึงท่านหมายถึงศีลสังวร ๔ อย่าง คือ ๑) ปาติโมกขสังวรศีล (ศีลอนั เป็ นความสารวมปาติโมกข)์ ไดแ้ ก่ ศีลในสิกขาบทท้งั หลาย ๒) อินทรียสังวรศีล (ศีลอนั เป็ นความส ารวมอินทรีย์ ๖ มีตา เป็ นตน้ ) ๓) อาชีวปาริสุทธิศีล (ศีลอนั เป็ นความ บริสุทธ์ิแห่งอาชีพ) และ ๔) ปัจจยั สนั นิสสิตศีล (ศีลอาศยั ปัจจยั คือการพิจารณาปัจจยั ก่อนใชส้ อย) มีอธิบาย ดงั น้ี ๒. ปาตโิ มกขสังวรศีล คาว่า ปาติโมกข์ มีศพั ทว์ ิเคราะห์ว่า อวิชฺชาทินา เหตุนา สสาเร ปตติ คจฺฉติ ปวตฺตตีติ ปาตี ตสฺส ปา ติโน สตฺตสฺส ตณฺ หาทิสงฺกิเลสตฺตยโต โมกฺโข เอเตนาติ ปาติโมกฺโข ธรรมเป็ นเคร่ืองพน้ จากกองกิเลสมี ตณั หาเป็ นตน้ ของสัตวโ์ ลกผูต้ กไปในสังสารวฏั เพราะอวิชชาเป็ นตน้ ในมหาอสั สปุรสูตรไดท้ รงแสดง หลกั ธรรมท่ีเน่ืองดว้ ยปาติโมกขสังวรศีล คือจกั มีกายสมาจารบริสุทธ์ิปรากฏ เปิ ดเผย ไม่บกพร่อง และ สารวมระวงั หมายถึงภิกษุไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลกั ทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ใชฝ้ ่ ามือ กอ้ นดินท่อนไม้ หรือ ศสั ตราทุบตีเบียดเบียนผูอ้ ื่น หรือไม่เง้ือมือหรือท่อนไมไ้ ล่กาท่ีกาลงั ด่ืมน้าในหมอ้ น้า หรือจิกกินขา้ วสุกใน บาตร จักมีวจีสมาจารบริสุทธ์ิ หมายถึงไม่พูดเท็จไม่พูดคาหยาบ ไม่พูดเพอ้ เจ้อ ไม่กล่าวดูหม่ินใคร ๆ หรือไม่กล่าวถากถางเยาะเยย้ ภิกษุใด ๆ จกั มีมโนสมาจารบริสุทธ์ิ หมายถึงไม่มีอภิชฌา ไม่มีจิตพยาบาท ไม่ มีความเห็นผิด ไมย่ นิ ดีทองและเงินหรือไมต่ รึกถึงกามวติ ก พยาบาทวิตกหรือวหิ ิงสาวติ ก กายสมาจาร วจีสมาจาร และมโนสมาจาร มีความปรากฏว่า พระสารีบุตรไดอ้ ธิบายไวใ้ นเสวิตพั พา เสวิตพั พสูตร คือ บุคคลบางคนในโลกน้ีเลิกละเวน้ ขาดจากปาณาติบาตแลว้ คือเป็นผวู้ างท่อนไมว้ างศาสตรา มีความละอายมีความเอ็นดู เป็ นผูอ้ นุเคราะห์ดว้ ยประโยชน์เก้ือกูลแก่สัตวอ์ ยู่ เป็ นผูเ้ ลิกละเวน้ ขาดจาก อทินนาทานคือ ไม่ถือเอาทรัพยท์ ่ีเป็นเครื่องก่อใหเ้ กิดความปล้ืมใจแก่ผอู้ ่ืนท่ีอยใู่ นบา้ นหรือในป่ าที่เจา้ ของ
-๒- เขาไม่ไดใ้ ห้ เป็ นผูเ้ ลิกละเวน้ ขาดจากกาเมสุมิจฉาจารคือ ไม่ละเมิดจารีตในหญิงที่มารดาบิดารักษาบา้ ง ที่ ญาติท่ีมีสามีรักษาบา้ ง บุคคลบางคนในโลกน้ีเลิกละเวน้ ขาดจากมุสาวาท ไปท่ามกลางหมู่ญาติ ท่ามกลางขุนนางหรือราช ตระกูลก็ตาม ไม่เป็นผูพ้ ูดเทจ็ เพราะเหตุตนบา้ งคนอ่ืนบา้ งหรือเพราะเห็นแก่อามิสเล็กน้อยบา้ ง เลิกละเวน้ ขาดจากปิ สุณาวาจา ไม่บอกฝ่ ายโนน้ ฝ่ ายน้ีเพื่อให้เขาแตกกนั ช่วยประสานสามคั คีกล่าวถอ้ ยคาท่ีทาให้เขา สมคั รสมานกนั เลิกละจากผรุสวาจา พดู จาถอ้ ยคาท่ีไม่มีโทษ บุคคลในโลกน้ี เป็ นผูไ้ ม่มากไปดว้ ยอภิชฌาคือ ไม่เพ่งเล็งว่า ไฉนหนอทรัพยข์ องคนอ่ืนจะเป็ นของ เรา เป็นผมู้ ีจิตไม่พยาบาทมีความดาริในใจไมช่ วั่ ร้ายคือ ขอสตั วเ์ หลา่ น้ีอยา่ พยาบาทกนั อยา่ มีความเดือดร้อน มีแต่ความสุขบริหารตนเถิด แลว้ สรุปลงว่าเมื่อบุคคลเสพกายสมาจารวจีสมาจาร และมโนสมาจารอยา่ งน้ี อกศุ ลธรรมท้งั หลายจะเสื่อมลง แต่กุศลธรรมท้งั หลายจะเจริญข้ึน ๓. อนิ ทรียสังวรศีล อินทรีย์ แปลวา่ วตั ถุที่เป็นใหญ่ ความเป็นใหญ่ เป็นจอม เป็นอิสระ เฉพาะในที่น้ีไดแ้ ก่ตา หู จมูก ลิน้ กายและใจ อายตนะเหล่าน้ีส่วนหน่ึง ๆ ลว้ นเป็ นอิสระเตม็ ที่แผนกหน่ึงคือในการเห็นรูปยอ่ มสิทธ์ิขาดอยทู่ ่ี ตา การฟังเสียงสิทธ์ิขาดอยทู่ ี่หู การไดก้ ล่ินสิทธ์ิขาดอยทู่ ี่จมูก การลิ้มรสสิทธ์ิขาดอยทู่ ่ีลิ้นเป็นตน้ จะเกิดผลดี หรือความฉิบหายร้ายแรงข้ึนในแผนกน้ีก็เพราะดว้ ยการกระทาของอวยั วะอนั น้ีในท่ีน้ีประสงคเ์ อาอวยั วะที่ ไดช้ ่ือน้นั ๆ พร้อมท้งั ประสาทและวิญญาณอนั มีหน้าที่ประจาอยู่กบั อายตนะน้นั ๆ ตาหมายเอาอวยั วะที่ เรียกว่าลูกตาพร้อมดว้ ยประสาทอนั เป็ นสายส่งข่าวติดต่อกบั สมองและท้งั จกั ขวุ ิญญาณอนั แล่นไปมาตาม สายน้นั ดว้ ย ใจในที่น้ีไดแ้ ก่สมองส่วนที่คิดนึกได้ ท่ีอาจปรุงแต่งเรื่องราวข้ึนไดเ้ อง แลว้ ยินดียินร้ายไดโ้ ดย ไมต่ อ้ งอาศยั ตา หูจมูก ลิ้นในขณะน้นั เลย ในสามญั ญผลสูตรแสดงอินทรียสังวรไวว้ ่า ภิกษุในธรรมวินยั น้ีเห็นรูปดว้ ยตาแลว้ ไม่รวบถือไม่แยก ถือ ยอ่ มปฏิบตั ิเพื่อความสารวมในจกั ขุนทรีย์ ซ่ึงเมื่อไม่สารวมแลว้ จะเป็ นเหตุให้ถูกบาปอกุศลธรรม คือ อภิชฌาและโทมนสั ครอบงาได้ ฟังเสียงดว้ ยหูแลว้ ไม่รวบถือไม่แยกถือ ยอ่ มปฏิบตั ิเพ่ือความสารวมในจกั ขุ นทรีย์ ซ่ึงเม่ือไม่สารวมแลว้ จะเป็ นเหตุให้ถูกบาปอกุศลธรรม คืออภิชฌาและโทมนสั ครอบงาได้ ดมกล่ิน ดว้ ยจมูกแลว้ ไม่รวบถือไม่แยกถือ ย่อมปฏิบตั ิเพ่ือความสารวมในจกั ขุนทรีย์ ซ่ึงเมื่อไม่สารวมแลว้ จะเป็น เหตุให้ถูกบาปอกุศลธรรม คืออภิชฌาและโทมนสั ครอบงาได้ ลิ้มรสดว้ ยลิ้นแลว้ ไม่รวบถือไม่แยกถือ ยอ่ ม ปฏิบตั ิเพือ่ ความสารวมในจกั ขนุ ทรีย์ ซ่ึงเมื่อไมส่ ารวมแลว้ จะเป็นเหตใุ หถ้ กู บาปอกุศลธรรม คืออภิชฌาและ โทมนสั ครอบงาไดถ้ ูกตอ้ งโผฏฐพั พะดว้ ยกายแลว้ ไม่รวบถือไมแ่ ยกถือ ยอ่ มปฏิบตั ิเพ่ือความสารวมในจกั ขุ นทรีย์ ซ่ึงเมื่อไม่สารวมแล้วจะเป็ นเหตุให้ถูกบาปอกุศลธรรมคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงาได้ รู้ ธรรมารมณ์ดว้ ยใจแลว้ ไม่รวบถือไม่แยกถือ ยอ่ มปฏิบตั ิเพ่อื ความสารวมในจกั ขนุ ทรีย์ ซ่ึงเม่ือไม่สารวมแลว้
-๓- จะเป็นเหตใุ หถ้ ูกบาปอกุศลธรรม คืออภิชฌาและโทมนสั ครอบงาไดค้ าวา่ ไมร่ วบถือ คือเมื่อเห็นรูปแลว้ ไม่ พิจารณาลงไปในรายละเอียด เช่น มองว่ารูปน้นั สวย รูปน้ีไม่สวย คาว่า ไม่แยกถือ คือไม่พิจารณาแยกเป็น ส่วน ๆ เช่น ตาสวย จมกู ไม่สวย เป็นตน้ ๔. อาชีวปาริสุทธิศีล คาว่า อาชีวะ หมายถึง การดารงชีวิตใหเ้ ป็ นอยู่ ปาริสุทธิ หมายถึงการชาระอยา่ งหมดจดศีลหมายถึง ภาวะแห่งความเป็ นอยอู่ ยา่ งสงบ จึงไดค้ วามว่า ความชาระสะสางการดารงชีวิตของตนให้เป็ นอยไู่ ดอ้ ยา่ ง สะอาดหมดจด ศีลอนั เกิดจากเล้ียงชีวิตให้บริสุทธ์ิเช่น การเที่ยวบิณฑบาตรับอาหารที่เขาใส่บาตรมาบริโภค หรือบริโภคอาหารท่ีเป็นอดิเรกลาภท่ีเขานามาถวายแก่สงฆแ์ ลว้ แบง่ กนั โดยที่ไม่ไปเท่ียวขอเขา หรือการไม่ แสวงหาในส่ิงท่ีผดิ สมณวสิ ยั ตา่ ง ๆ เรียกวา่ อาชีวปาริสุทธิศีล วศิน อินทสระ ไดอ้ ธิบายในเร่ืองน้ีไวว้ ่า ผตู้ อ้ งการให้อาชีวบริสุทธ์ิตอ้ งเวน้ ความประพฤติหลอกลวง ชนิดต่าง ๆ เก่ียวกบั เรื่องอาชีพ เช่น การอวดอุตตริมนุสสธรรมอนั ไม่มีในตน การพูดเคาะพูดเลียบเคียง แกล้งทาเป็ นเคร่ง ต่อลาภด้วยลาภ พูดให้ทายกเจ็บใจเพ่ือจะได้ข่มเหงได้ การได้ปัจจัยมาโดยอาการ หลอกลวงอย่างน้ีถือว่าเป็ นอาชีววิบตั ิสาหรับภิกษุ อาชีพของเธอไม่บริสุทธ์ิ ปัจจยั ท่ีไดม้ าโดยบริสุทธ์ิน้นั ทา่ นแสดงไว้ ๓ ทางคือ ๑) ไดม้ าโดยการบิณฑบาตถือวา่ เป็นปัจจยั ท่ีบริสุทธ์ิอยา่ งยงิ่ ๒) ไดม้ าโดยท่ีทายกเลื่อมใสในคุณธรรมของภิกษุอยา่ งใดอยา่ งหน่ึง ๓) ไดม้ าโดยมีผเู้ ลื่อมใสในพระธรรมเทศนา ๕. ปัจจยสันนสิ สิตศีล การบริโภคปัจจยั ๔ อนั บริสุทธ์ิ ดว้ ยการพิจารณาโดยแยบคายเรียกว่า ปัจจยสันนิสสิตศีล หมายถึง การพิจารณาปัจจยั ๔ คือ จีวร อาหารบิณฑบาต เสนาสนะและยาแกไ้ ข้ ในการพจิ ารณาปัจจยั ๔ น้นั คือการ พิจารณาก่อนท่ีจะบริโภคใชส้ อยหรือพิจารณาในขณะใชส้ อยอยหู่ รือเม่ือบริโภคใชส้ อยไปแลว้ จึงพิจารณา ในภายหลงั หลกั ในการพิจารณาในขณะบริโภคใชส้ อยปัจจยั ๔ คือ ๑) เราพิจารณาโดยแยบคายแลว้ เสพจีวร เพียงเพื่อบาบดั ความหนาว บาบดั ร้อน บาบดั สัมผสั เหลือบ ยุง ลม แ ดด สั ตว์เล้ื อยค ลา น ท้ังห ลา ยแ ล ะ เพี ย งเพ่ื อ ป กปิ ด อ วัยวะ ที่ ใ ห้ เกิ ด ค วา ม ล ะ อ า ย ๒) เราพิจารณาโดยแยบคายแลว้ เสพบิณฑบาต ไม่เพ่ือเล่น ไม่เพ่ือมวั เมา ไม่เพ่ือสดใสไม่เพื่อเปล่ง ปลงั่ เพยี งเพอ่ื ใหก้ ายต้งั อยู่ เพือ่ ใหช้ ีวิตเป็นไปได้ เพื่อระงบั ความลาบาก เพอื่ อนุเคราะหพ์ รหมจรรย์ ดว้ ยคิด วา่ จกั ระงบั เวทนาเก่าเสียไดไ้ มใ่ หเ้ วทนาใหมเ่ กิดข้ึน เราจกั ไม่มีโทษจกั อยผู่ าสุก
-๔- ๓) เราพิจารณาโดยแยบคายแลว้ เสพเสนาสนะ เพียงเพ่ือบาบดั ความหนาว บาบดั ร้อนบาบดั สัมผสั เหลือบ ยงุ ลม แดด สตั วเ์ ล้ือยคลานท้งั หลาย เพอ่ื บรรเทาอนั ตรายแต่ฤดูและพอใจในการหลีกเร้น ๔) เราพจิ ารณาโดยแยบคายแลว้ เสพคิลานเภสัชสาหรับแกไ้ ข้ เพยี งเพอ่ื บาบดั เวทนาอนั เกิดแต่อาพาธ ต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึนแลว้ และเพ่ือความเป็ นผไู้ ม่ลาบากหรือเมื่อบริโภคใชส้ อยแลว้ จึงพิจารณาในภายหลงั โดย พิจารณาว่า จีวรใดอนั เราไม่ไดพ้ ิจารณาแลว้ บริโภคแลว้ ในวนั น้ี จีวรน้ันเราบริโภคแลว้ เพียงเพ่ือบาบดั ความหนาว เพียงเพื่อบาบดั ความร้อน สัมผสั เหลือบ ยุง ลม แดดสัตวเ์ ล้ือยคลานท้งั หลายและเพียงเพ่ือ ปกปิ ดอวยั วะที่ใหเ้ กิดความละอายเป็นตน้ สรุปผล มิลินทปัญหาถือเป็นคมั ภีร์ระดบั อรรถกถาที่พระอรรถกถาจารยไ์ ดแ้ ต่งข้ึนเพ่อื อธิบายหลกั พระธรรม และพระวินัยในพระพุทธศาสนา เป็ นคมั ภีร์ที่แสดงความลึกซ้ึงของปัญหาและคาตอบ อีกท้งั ผูถ้ ามปัญหา ดงั กล่าว คือ พระเจา้ มิลินท์เองก็แตกฉานในพระไตรปิ ฎก และผูต้ อบคือพระนาคเสน นอกจากเป็ นพระ อรหนั ตขีณาสพแลว้ ทา่ นยงั ไดบ้ รรลุปฏิสมั ภิทา ๔ อีกดว้ ย ซ่ึง ปฏิสมั ภิทา ๔ ไดแ้ ก่ ๑) อตั ถปฏิสมั ภิทา ปัญญาที่รู้แตกฉานในอรรถ คือในผลที่เกิดจากเหตุ ๒) ธมั มปฏิสัมภิทา ปัญญาท่ีรู้แตกฉานในธรรม คือในเหตุท่ีทาใหผ้ ลเกิดข้ึน ๓) นิรุตติปฏิสมั ภิทาปัญญาท่ีรู้แตกฉานในนิรุตติ คือในภาษาโดยเฉพาะในภาษามคธอนั เป็นมลู ภาษา และ ๔) ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาท่ีรู้แตกฉานในปฏิภาณ คือในความแจ่มแจ้งเกี่ยวกับอารมณ์ท่ี ปฏิสัมภิทา ๓ อย่างขา้ งต้นน้ันในมิลินทปัญหากัณฑ์ วรรคที่ ๑ มหาวรรค ปัญหาท่ี ๙ สีลลกั ขณปัญหา ปัญหาว่าด้วยลกั ษณะของศีล ซ่ึงเป็ นพ้ืนฐานของสมาธิและปัญญาน้ัน ท่านกล่าวว่า ได้แก่ ศีลสังวร ๔ ประการคือ ๑) ปาติโมกขสังวรศีล หมายถึงความเป็ นผูส้ ารวมระวงั ในพระปาติโมกข์ สาหรับคฤหัสถห์ มายถึง การรักษาศีล ๕ สาหรับสามเณร หมายถึง การรักษาศีล ๑๐ และสาหรับพระภิกษุ หมายถึง การรักษาศีล ๒๒๗ ขอ้ ๒) อินทรียสังวรศีล หมายถึงการส ารวมระวงั อินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ไม่ให้อกุศล ธรรมมีอภิชฌาและโทมนสั เป็นตน้ ครอบงาได้ ๓) อาชีวปาริสุทธิศีลหมายถึง ความบริสุทธ์ิแห่งอาชีพ ไมห่ ลอกลวงเขาเล้ียงชีวติ และ
-๕- ๔) ปัจจยสันนิสสิตศีล หมายถึงการรับและบริโภคปัจจยั ๔ อย่างบริสุทธ์ิ โดยการพิจารณาดว้ ยปัญญา ซ่ึงลกั ษณะของศีลสังวรท้งั ๔ น้ี ถือเป็ นที่ต้งั พ้ืนฐานของกุศลธรรมท้งั หลาย และเป็ นท่ีต้งั พ้ืนฐานเพ่อื ความ เจริญแห่งกุศลธรรมท้งั หลายสืบตอ่ ไป ๖. ธรรมเป็ นเหตใุ ห้ปาริสุทธิศีล ๔ สาเร็จ ๑. ศรัทธาเป็นเหตุใหป้ าติโมกขสังวรศีลสาเร็จ ในศีล ๕ อยา่ งดงั ท่ีพรรณนามาแลว้ น้ี ปาติโมกขสังวรศีล อนั โยคีบุคคลพึงให้สาเร็จดว้ ยศรัทธา จริง อยู่ ปาติโมกขสังวรศีลน้นั ชื่อวา่ มีศรัทธาเป็นเหตุใหส้ าเร็จ เพราะการบญั ญตั ิสิกขาบทเป็นส่ิงที่เกินวิสัยของ พระสาวก ก็ในขอ้ น้ี มีการทรงห้ามการขอบญั ญตั ิสิกขาบทเป็ นตวั อย่าง เพราะเหตุน้ัน อนั โยคีบุคคลพึง สมาทานเอาสิกขาบทตามที่ทรงบญั ญตั ิไวแ้ ลว้ อยา่ งไมใ่ หม้ ีเศษเหลือ ไมก่ ระทาความอาลยั แมใ้ นชีวิต พงึ ทา ปาติโมกขสงั วรศีลน้ีใหส้ าเร็จเป็ นอยา่ งดีดว้ ยศรัทธาเถิด สมดว้ ยพระพุทธพจน์ที่ตรัสไวว้ า่ พวกเธอจงเป็นผู้ มีศีลเป็นท่ีรัก มีความเคารพศีล ตามรักษาศีล ในกาลทุกเมื่อ เหมือนนกตอ้ ยตีวิดรักษาฟองไข่ เหมือนจามรี รักษาขนหาง เหมือนมารดารักษาบุตรท่ีรัก เหมือนคนตาเอกรักษาหน่วยตาขา้ งเดียว ฉะน้นั เถิด แมต้ รัสไว้ อยา่ งอ่ืนอีกวา่ “มหาสมุทรมีความดารงอยเู่ ป็ นธรรมดา ไม่ไหลลน้ ฝ่ังไป แมฉ้ นั ใด ปหาราทะ สาวกท้งั หลาย ของเราก็เหมือนอยา่ งน้นั ไม่ล่วงขา้ มสิกขาบท ที่เราบญั ญตั ิไวแ้ ลว้ สาหรับสาวกท้งั หลาย แมเ้ พราะเหตุแห่ง ชีวิต” กแ็ หละในอรรถกถาธิบายน้ี นกั ศึกษาจึงเลา่ เรื่องท้งั หลายของพวกพระเถระที่ถูกพวกโจรมดั ไวใ้ นดง ประกอบดว้ ย ดงั น้ี เร่ืองพระเถระผถู้ ูกโจรมดั ไดย้ ินว่า โจรท้งั หลายมดั พระเถระดว้ ยเครือหญา้ นาง ให้นอนอยู่ในดงช่ือมหาวตั ตนี พระเถระได้ เจริญวิปัสสนาตลอด ๗ วนั ท้งั ๆ ท่ีนอนอยนู่ น่ั เทียว ไดบ้ รรลุพระอนาคามิผลแลว้ ถึงซ่ึงมรณภาพไปในดง นนั่ เอง แลว้ ไปบงั เกิดในพรหมโลก ยงั มีพระเถระรูปอ่ืน ๆ อีก ในตมั พปัณณทวีป (ประเทศลงั กา) ถูกพวก โจร เอาเถาหัวดว้ นมดั ให้นอนอยู่เม่ือไฟป่ าลามมา ท่านก็หาไดต้ ดั เถาวลั ยไ์ ม่ เร่ิมเจริญวิปัสสนาไดส้ าเร็จ เป็น พระอรหนั ตส์ มสีสี ปรินิพพานแลว้ พระอภยเถระ ผเู้ ชี่ยวชาญคมั ภีร์ทีฆนิกาย พร้อมดว้ ยภิกษหุ า้ ร้อยรูป มาเห็นเขา้ ไดท้ าฌาปนกิจศพของพระเถระน้นั แลว้ ใหส้ ร้างเจดียบ์ รรจุอฐั ิไว้ เพราะฉะน้นั กลุ บุตรผมู้ ีศรัทธา แมอ้ ่ืน เม่ือจะชาระปาติโมกขสังวรศีลให้บริสุทธ์ิ จึงยอมสละแมก้ ระทง่ั ชีวิตโดยแท้ ไม่พงึ ทาลายปาติโมกข สังวรศีล อนั พระโลกนาถเจา้ ทรงบญั ญตั ิไวแ้ ลว้ ๒. สติเป็นเหตใุ หอ้ ินทรียสังวรศีลสาเร็จ อน่ึง ปาติโมกขสงั วรศีล อนั โยคีบคุ คลพงึ ใหส้ าเร็จดว้ ย ศรัทธา ฉนั ใด อินทรียสงั วรศีล อนั โยคีบุคคล กพ็ ึงใหส้ าเร็จดว้ ย สติ ฉนั น้นั จริงอยู่ อินทรียสังวรศีลน้นั ช่ือวา่ มีสติเป็นเหตุใหส้ าเร็จ เพราะอินทรีย์
-๖- ท้งั หลายท่ีต้งั มน่ั อยดู่ ว้ ยสติแลว้ เป็ นสภาพอนั บาปธรรมท้งั หลายมีอภิชฌาเป็ นตน้ จะพึงร่ัวไหลเขา้ ไปมิได้ เพราะเหตุน้ัน อนั โยคีบุคคลพึงระลึกถึงพระอาทิตตปริยายสูตรโดยนยั มีอาทิว่า “ภิกษุท้งั หลายจกั ขุนทรีย์ อินทรีย์ คือ จกั ษถุ ูกทิ่มแทงแลว้ ดว้ ยซ่ีเหลก็ ท่ีเผาอยา่ งร้อนลกุ โซนมีแสงโชติช่วงอยู่ ยงั นบั ว่าประเสริฐ ส่วนการยดึ ถือนิมิต โดยอนุพยญั ชนะในรูปท้งั หลายอนั จะพึงรู้ดว้ ยจกั ษุ ไม่ประเสริฐเลย ๆ \" ดงั น้ีแลว้ เมื่อวิญญาณเกิดทางจกั ษุทวารเป็ นตน้ ในอารมณ์ท้งั หลายมีรูปเป็ นตน้ พึงก้นั ความยึดถือซ่ึง นิมิตเป็ นตน้ ที่บาปธรรมท้งั หลายมีอภิชฌาเป็ นตน้ จะพึงร่ัวไหลเขา้ ไป พึงทาอินทรียสังวรศีลน้ีให้สาเร็จ เป็นอยา่ งดีดว้ ย สติ อนั ไมห่ ลงลืมเถิด กแ็ หละ เม่ืออินทรียสงั วรศีลน้ีอนั ภิกษไุ มท่ าใหส้ าเร็จแลว้ ดว้ ยประการ ดงั กล่าวมา แมป้ าติโมกขสังวรศีลก็พลอยเป็ นอนั ต้งั อยไู่ ม่นานดารงอยไู่ ม่นานไปดว้ ย เหมือนขา้ วกลา้ ท่ีเขา ไม่ไดจ้ ดั การลอ้ มร้ัว ฉะน้นั อน่ึง ภิกษุผไู้ ม่ทาให้อินทรียสังวรศีลสาเร็จน้ี ยอ่ มจะถูกพวกโจรคือกิเลสปลน้ เอาได้ เหมือนบา้ นท่ีเปิ ดประตทู ิ้งไวย้ อ่ มจะถูกพวกโจรขโมยเอาไดฉ้ ะน้นั อน่ึง ราคะยอ่ มจะรั่วไหลไปสู่จิต ของภิกษนุ ้นั ได้ เหมือนฝนร่ัวรดเรือนท่ีมุงไมด่ ี ฉะน้นั สมดว้ ยพระพทุ ธวจนะที่ตรัสไวว้ า่ จงรักษาอินทรีย์ ที่รูป, เสียง, กล่ิน, รสและผสั สะ ท้งั หลาย เพราะว่า ทวารเหล่าน้ีถูกเปิ ดทิ้งไวไ้ ม่รักษา ย่อมจะถูกโจรคือ กิเลสปลน้ เอา เหมือนพวกโจรปลน้ บา้ น ฉะน้นั ฝนยอ่ มร่ัวรดเรือนท่ีมุงไมด่ ี ฉนั ใด ราคะยอ่ มจะร่ัวไหลไปสู่ จิตท่ีไมไ่ ดอ้ บรมแลว้ ฉนั น้นั ๆ ๓. วริ ิยะเป็นเหตุใหอ้ าชีวปาริสุทธิศีลสาเร็จ อน่ึง อินทรียสงั วรศีล อนั โยคีบคุ คลพงึ ใหส้ าเร็จดว้ ยสติ ฉนั ใด อาชีวปาริสุทธิศีล อนั โยคีบคุ คลพึงให้ สาเร็จดว้ ยวิริยะ ฉันน้ัน จริงอยู่ อาชีวปาริสุทธิศีลน้นั ชื่อว่า มีวีริยะเป็ นเหตุให้สาเร็จ เพราะวีริยะท่ีปรารภ โดยชอบแลว้ เป็ นการประหานมิจฉาอาชีวะ เพราะฉะน้ัน อนั ภิกษุพึงละอเนสนา คือ การแสวงหาอนั ไม่ สมควรอนั ไม่เหมาะสมแลว้ เสพอยู่ซ่ึงปัจจยั ท้งั หลายอนั เกิดข้ึนโดยความบริสุทธ์ิเท่าน้ัน หลีกเวน้ อยู่ซ่ึง ปัจจยั ท้งั หลายอนั เกิดข้ึนโดยไมบ่ ริสุทธ์ิ เหมือนหลีกเวน้ อสรพษิ ท้งั หลาย จึงทาอาชีวปาริสุทธิศีลน้ีใหส้ าเร็จ ดว้ ยวิริยะ ดว้ ยการแสวงหาโดยชอบมีการเที่ยวบิณฑบาตเป็นตน้ เถิด ในปัจจยั ๒ อย่างน้ัน สาหรับภิกษุผูไ้ ม่ไดถ้ ือธุดงค์ ปัจจยั ท้งั หลายที่เกิดจากสงฆ์จากคณะและจาก สานกั ของคฤหสั ถท์ ้งั หลายผเู้ ลื่อมใสโดยคุณท้งั หลายของภิกษุน้นั มีการแสดงธรรมเป็ นตน้ ช่ือว่า ปัจจยั อนั เกิดข้ึนโดยความบริสุทธ์ิ ส่วนปัจจยั ท่ีเกิดจากการบิณฑบาตเป็ นตน้ ช่ือวา่ เกิดข้ึนโดยความบริสุทธ์ิอยา่ งยงิ่ นน่ั เทียว สาหรับภิกษุผูถ้ ือธุดงค์ ปัจจยั ท้งั หลายท่ีเกิดจากการเท่ียวบิณฑบาตเป็ นตน้ และท่ีเกิดจากสานัก ของผูเ้ ล่ือมใสในธุดงคค์ ุณของภิกษุน้ันโดยอนุโลมแก่ธุดงคนิยม ช่ือว่า ปัจจยั อนั เกิดข้ึนโดยความบริสุทธ์ิ อน่ึง เม่ือสมอดองดว้ ยมูตรเน่าและมธุรเภสัช ๔ อยา่ ง เกิดข้ึนเพื่อบาบดั พยาธิชนิดหน่ึง ภิกษุน้นั คิดวา่ “แม้ เพ่ือนพรหมจรรยอ์ ่ืน ๆ จกั ฉนั มธุรเภสัช ๔” ดงั น้ีแลว้ จึงฉันแต่ช้ินแห่งสมอเท่าน้นั การสมาทานธุดงคข์ อง เธอจดั วา่ เป็นการสมควร จริงอยู่ ภิกษนุ ้ีเรียกไดว้ า่ เป็นภิกษผุ ดู้ ารงอยใู่ นอริยวงศช์ ้นั อุดม อน่ึง ในบรรดา
-๗- ปัจจยั ๔ มีจีวรเป็นตน้ น้ีน้นั สาหรับภิกษุผูช้ าระอาชีวะใหบ้ ริสุทธ์ิรูปใดรูปหน่ึง นิมิต, โอภาส, ปริกถา และ วิญญตั ิ ย่อมไม่ควรในจีวรและบิณฑบาต ส่วนภิกษุผูไ้ ม่ถือธุดงค์ นิมิต, โอภาสและปริกถาย่อมควร ใน เสนาสนะ, ในนิมิต, โอภาสและปริกถาน้นั มีอรรถาธิบายดงั น้ี เมื่อภิกษุกาลงั ทาการปราบพ้ืนเป็ นตน้ เพ่ือสร้างเสนาสนะมีพวกคฤหัสถถ์ ามว่าจะสร้างอะไร ขอรับ ใครจะเป็นผสู้ ร้าง ? ให้คาตอบว่า ยงั ไม่มีใคร ดงั น้ีก็ดี หรือแมก้ ารกระทานิมิตอยา่ งอ่ืนใดเห็นปานฉะน้ี ช่ือ ว่า นิมิต ภิกษุถามว่า “อุบาสกอุบาสิกาท้งั หลาย พวกท่านอยู่ท่ีไหน ?” เม่ือเขาบอกว่า “พวกกระผมอยู่ท่ี ปราสาท ขอรับ” ภิกษุพูดวา่ “อุบาสกอุบาสิกาท้งั หลาย ก็ปราสาทยอ่ มไม่สมควรแก่ภิกษุท้งั หลาย” ดงั น้ีก็ดี ก็หรือแมก้ ารกระทาโอภาสอยา่ งอ่ืนใดเห็นปานฉะน้ี ช่ือว่า โอภาส การพูดวา่ “เสนาสนะของภิกษุสงฆค์ บั แคบ” ดงั น้ีก็ดี แหละหรือแมก้ ารกล่าวโดยปริยายอย่างอื่นใดเห็นปานฉะน้ี ช่ือว่า ปริกถา ในปัจจยเภสัช สมควรแมท้ ุก ๆ ประการ แต่คร้ันโรคหายแลว้ จะฉันเภสัชท่ีเกิดข้ึนดว้ ยอาการอย่างน้ัน ย่อมไม่ควร ใน อธิการแห่งเภสัชน้ีน้นั อาจารยผ์ ทู้ รงพระวินยั ท้งั หลายกล่าวไวว้ า่ “พระผมู้ ีพระภาคทรงประทานประตไู วใ้ ห้ แลว้ เพราะฉะน้นั จึงสมควร” ส่วนพวกอาจารยผ์ ูช้ านาญพระสูตรกลา่ วไวอ้ ยา่ งเด็ดขาดวา่ “ถึงแมจ้ ะไมเ่ ป็น อาบตั ิก็จริง แต่ทาอาชีวะใหเ้ สียหาย เพราะฉะน้นั จึงไม่สมควร” ก็แหละ ภิกษุใด ไม่ยอมกระทานิมิต,โอภาส ,ปริกถาและวิญญตั ิ ท้งั ๆ ท่ีพระผูม้ ีพระภาคทรงอนุญาตแลว้ อาศยั คุณมีความมกั นอ้ ยเป็ นตน้ เท่าน้นั แมถ้ ึง ความจะสิ้นชีวิตปรากฏข้ึนเฉพาะหน้า ก็คงเสพปัจจยั ที่เกิดข้ึนโดยเวน้ จากการแสวงหาโดยไม่สมควรมี โอภาสเป็ นตน้ นนั่ เทียว ภิกษุน้ี เรียกไดว้ ่า ผูม้ ีความประพฤติขดั เกลาช้นั ยอด แมท้ านองเดียวกบั พระสารี ปตุ ตเถระ ๔. ปัญญาเป็นเหตุใหป้ ัจจยสันนิสสิตศีลสาเร็จ อน่ึง อาชีวปาริสุทธิศีล อนั โยคีบุคคลพึงใหส้ าเร็จดว้ ย วิริยะ ฉนั ใด ปัจจยสันนิสสตศีล อนั โยคีบุคคล พึงให้สาเร็จดว้ ย ปัญญา ฉันน้นั จริงอยู่ ปัจจยสันนิสสิตศีลน้ัน ช่ือว่ามีปัญญาเป็ นเหตุให้สาเร็จ เพราะผูม้ ี ปัญญาจึงจะสามารถมองเห็นโทษและอานิสงส์ของปัจจัยท้งั หลายได้ เพราะเหตุน้ัน ภิกษุพึงละความ กาหนดั ยินดีในปัจจยั แลว้ พึงพิจารณาปัจจยั ท้งั หลายอนั เกิดข้ึนโดยธรรมสม่าเสมอ ดว้ ยวิธีดงั ท่ีไดพ้ รรณนา มาแลว้ จึงบริโภค จึงทาปัจจยสันนิสสตศีลน้ีให้สาเร็จดว้ ยปัญญาเถิด การพิจารณาปัจจยั ท้งั หลายในปัจจย สันนิสสตศีลน้นั มี ๒ อยา่ ง คือ พิจารณาในเวลารับ ๑ พจิ ารณาในเวลาบริโภค ๑ อธิบายวา่ ปัจจยั ท้งั หลายมีจีวรเป็ นตน้ ท่ีซ่ึงไดพ้ ิจารณาดว้ ยสามารถแห่งความเป็ นธาตุหรือความเป็น ของปฏิกูลแมใ้ นเวลารับแลว้ เกบ็ ไว้ เม่ือภิกษุบริโภคเลยจากเวลารับน้นั ไป การบริโภคก็หาโทษมิไดเ้ ลย การ บริโภคแมใ้ นเวลาบริโภคก็หาโทษมิไดเ้ หมือนกนั
-๘- ๗. การบริโภค ๔ อย่าง ในการพิจารณาในเวลาบริโภคน้นั มี ๔ อยา่ ง ดงั น้ี คือ เถยยุ ปริโภค บริโภคเป็นขโมย ๑ อิณปริโภค บริโภคเป็นหน้ี ๑ ทายชุชปริโภค บริโภคเป็นทายาท ๑ สามิปริโภค บริโภคเป็นนาย ๑ ใน ๔ อย่างน้ัน การบริโภคของภิกษุผูท้ ุศีลแมน้ ั่งบริโภคอยู่ในท่ามกลางสงฆ์ ช่ือว่า เถยุยปริโภค การบริโภคไม่ไดพ้ ิจารณาของภิกษุผูม้ ีศีล ชื่อว่า อิณปริโภค เพราะเหตุน้ัน จีวรพึงพิจารณาในทุก ๆ ขณะท่ีบริโภค บิณฑบาตพึงพิจารณาในทุก ๆ คาขา้ ว เมื่อภิกษุไม่สามารถปฏิบตั ิเหมือนอย่างน้ัน ในเวลา ก่อนอาหาร, หลงั อาหาร, ในปริมยาม, มชั ฌิมยามและปัจฉิมยาม ถา้ ไม่ไดพ้ ิจารณาเลยปล่อยให้อรุณข้ึน ภิกษนุ ้นั ชื่อวา่ ยอ่ มต้งั อยใู่ นฐานะเป็นอิณบริโภค แมเ้ สนาสนะก็พึงพิจารณาในทุก ๆ ขณะที่บริโภค สาหรับ เภสชั เม่ือมีสติเป็นปัจจยั ท้งั ในขณะรับ ท้งั ในขณะบริโภคจึงจะควร แมเ้ มื่อเป็นเช่นน้ี เม่ือภิกษทุ าสติในขณะ รับแลว้ ขณะบริโภคไม่ไดท้ าอีก เป็นอาบตั ิ ไมท่ าในขณะรับแต่ทาในขณะบริโภค ไมเ่ ป็นอาบตั ิ ๘. ศีล ๕ อย่าง หมวดที่ ๑ ศีล ๕ อย่าง หมวดที่ ๑ โดยแยกเป็ นปริยนั ตปาริสุทธิศีลเป็ นต้น ขอ้ น้ี สมจริง ดังท่ีท่านพระธรรม เสนาบดีสารีปตุ ตะแสดงไวใ้ นคมั ภีร์ปฏิสัมภิทามรรควา่ \"ศีล ๕ อยา่ ง คือ ปริยนั ตปาริสุทธิศีล อปริยนั ตปาริ สุทธิศีล ๑ ปริปณุ ณ - ปาริสุทธิศีล อปรามฏั ฐปาริสุทธิศีล - ปฏิปัสสทั ธิปาริสุทธิศีล ๑ ปาริสุทธิศีล หมานถึง ศีลเป็ นเคร่ืองทาใหบ้ ริสุทธ์ิ ศีลเป็ นเหตุให้บริสุทธ์ิ หรือความประพฤติบริสุทธ์ิ ที่จดั เป็นศีล อปริยันตศีล หมายถึงศีลไม่มีลาภ ยศ ญาติ อวยั วะและชีวิตเป็ นที่สุด ไดแ้ ก่ บุคคลท่ีไม่มีจิตท่ีจะล่วง ละเมิดสิกขาบทที่ตนสมาทานแลว้ เพราะลาภเป็นเหตุ เพราะ ลาภเป็นปัจจยั เพราะลาภเป็นตวั การ เพราะยศ เป็นเหตุเป็นปัจจยั เป็นตวั การ เพราะญาติเป็น เหตุเป็นปัจจยั เป็นตวั การ เพราะอวยั วะเป็นเหตุเป็นปัจจยั เป็น ตวั การและเพราะชีวติ เป็นเหตุ ปริปุณณ – ปาริสุทธิศีล ศีล คือความบริสุทธ์ิเต็มรอบ ๑ อปรามฏั ฐปาริสุทธิศีล ศีลคือความบริสุทธ์ิ อนั ทิฐิไม่จบั ตอ้ ง ๑ ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีล ศีลคือความบริสุทธ์ิโดยระงบั ๑
-๙- อปรามัฏฐปาริสุทธิศีล ศีลคือความบริสุทธ์ิอนั ทิฐิไม่จบั ตอ้ ง ๑ ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีล ศีลคือความ บริสุทธ์ิโดยระงบั ๑ ปริยนั ตปาริสุทธิศีลเป็นไฉน ปริยนั ตปาริสุทธิของอนุปสมั บนั ผมู้ ีสิกขาบท ๙. ศีล ๕ อย่าง หมวดท่ี ๒ ศีล ๕ อยา่ ง หมวดท่ี ๒ โดยแยกเป็น ปหานศีล ๑ เวรมณีศีล ๑ เจตนาศีล ๑ สงั วรศีล ๑ อวีติกกมศีล ๑ ปหานศีล หมายถึง การสละ การละ ซ่ึงก็มีหลากหลายนยั ดงั น้ี ครับ ตทงั คปหาน คือ การละองค์น้ันๆ ดว้ ยวปิ ัสสนาญาณ เช่น ขณะท่ีเกิดวิปัสสนาญาณข้นั ท่ี ๑ กล็ ะ ความยดึ ถือวา่ เป็นสัตว์ บุคคล ชว่ั ขณะน้นั ละ ความไม่รู้ กิเลสในชว่ั ขณะน้นั เป็นวนิ ยั เพราะ กาจดั กิเลสในขณะน้นั ชว่ั ขณะ เวรมณีศีล หมายถึง เจตนาเคร่ืองกาจดั เวร คือเจตนาอนั เป็ นเครื่องมือในการกาจดั เวรใหห้ มดไป ซ่ึง ไดแ้ ก่ วริ ัติ และ ศีล วิรัต และ ศีล เป็นเวรมณีเพราะสามารถกาจดั เวรได้ เวร ท่ีควรจดั ก็คือบาปกรรม ๕ อยา่ ง ไดแ้ ก่ การฆ่าสัตว์ การลกั ทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การพูด เทจ็ และ การดื่มสุราเมรัย บาปกรรม ๕ อย่างน้ีจัดเป็ นเวร เพราะเป็ นเหตุก่อเวรก่อภยั ให้ผูท้ า เป็ นเหตุให้ได้รับทุกข์โทษใน อบายภูมิมีนรกเป็ นตน้ และเม่ือพน้ จากอบายภูมิแลว้ บาปกรรมน้นั ยงั ตามมาให้ผลต่อไปอีก เช่น ทาใหเ้ ป็ น คนอายสุ ้ัน เป็นคนพิการแตเ่ กิดเป็นคนมีจิตวปิ ริตผิดเพศ เป็นตน้ เจตนาศีล คือ \"เจตนา\" ความต้งั ใจ ท่ีจะงดเวน้ จากกายทุจริต ๓ (ไม่ฆ่าสัตว์, ไม่ลกั ทรัพย,์ ไม่ ประพฤติ ผิดในกาม) และวจีทุจริต ๔ (ไม่พดู เทจ็ , ไม่พดู คาหยาบ, ไม่พดู ส่อเสียด, ไมพ่ ดู เพอ้ เจอ้ ) สังวรศีล หมายถึง ความระวงั , ความเหน่ียวร้ัง, ความป้องกนั . เช่น สังวรศีล สังวรธรรม, ถา้ ใชเ้ ป็น ส่วนทา้ ยของสมาส หมายความว่า ความสารวม, ความระวงั , เช่น อินทรียสังวร จกั ษุสังวร ญาณสังวร ศีล สังวร, (ปาก) ใหร้ ะวงั จงดี (ผใู้ หญ่สง่ั สอนเตือนสติผนู้ อ้ ย) เช่น เร่ืองน้ีพงึ สังวรไว้ อยา่ ใหผ้ ดิ อีกเป็นคร้ังท่ี ๒ อวีติกกมศีล คือ เครื่องเศร้าหมองที่กา้ วล่วงอยา่ งยิ่ง หมายถึง กิเลสอย่างหยาบที่มีกาลงั ซ่ึงกา้ วล่วง ออกมาทางกาย วาจา เช่น การฆา่ สตั ว์ การลกั ทรัพย์ การกล่าววาจาทุจริตต่างๆ เป็นตน้ ละไดด้ ว้ ยกศุ ลข้นั ศีล ๑๐. ความเศร้าหมองของศีล ความเศร้าหมองของศีล เป็นภาวะท่ี ศีลขาด เป็นความเศร้าหมองของศีล เป็น ภาวะที่ศีลขาดเป็นตน้ น้ัน ท่านสงเคราะห์ด้วยความแตกต่างซ่ึงมีลาภ และยศเป็ นตน้ เป็ นเหตุอย่างหน่ึง ดว้ ยเมถุนสังโยค ๗ ประการอยา่ งหน่ึง จริงอยา่ งน้นั ในบรรดาอาบตั ิ ๗ กอง สิกขาบทของภิกษใุ ด ขาดเบ้ืองตน้ หรือที่สุด
-๑๐- ศีลของภิกษุน้นั ชื่อวา่ เป็ น ศีลขาด เหมือนผา้ ที่ขาดชายส่วนสิกขาบทของภิกษุใด ขาดตรงกลาง ศีลของภิกษุ น้นั ช่ือว่าเป็ น ศีลทะลุ เหมือนผา้ ท่ีทะลุกลางผืนสิกขาบทของภิกษุใด ขาดสอง, สามสิกขาบทไปตามลาดบั ศีล ของภิกษุน้นั ชื่อเป็ น ศีลด่าง เหมือนแม่โคมีสีตวั เป็ นสีด่างดาหรือด่างแดงเป็ นตน้ อยา่ งใดอยา่ งหน่ึงดว้ ยสีที่ ไม่เหมือนกนั ซ่ึงปรากฏข้ึนที่หลงั หรือที่ทอ้ งสิกขาบทของภิกษุใดขาดเป็ นตอน ๆ ไป ศีลของภิกษุน้นั ช่ือวา่ เป็น ศีลพร้อย เหมือนแม่โคลายเป็นจุดดว้ ยสีท่ีไมเ่ หมือนกนั เป็นระยะ ๆ ไป ๑๑. ความผ่องแผ้วของศีล ความผ่องแผว้ ของศีล หมายถึง ความเปล่งปลง่ั ความบริสุทธ์ิของศีลภาวะท่ีศีลไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ ด่าง ไม่พร้อย คือ ไมม่ ีความเศร้าหมอง จดั วา่ เป็นความผอ่ งแผว้ ของศีลอีกประการหน่ึง ความไมเ่ กิดข้ึนแห่ง บาปธรรมท้งั หลาย เช่น ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความริษยา ความตระหนี่ ความมีมารยา ความโออ้ วด ความหัวด้ือ ความแข่งดี ความถือตวั ความดูหมิ่น ความมวั เมา ความเลินเลอ่ และความเกิดข้ึน แห่งคุณธรรมท้งั หลาย เช่น ความไม่โกรธ ความมกั นอ้ ย ความสันโดษ ความขดั เกลา เป็ นตน้ น้ีก็จดั ว่าเป็ น ความผอ่ งแผว้ ของศีล ศีลที่รักษาไวด้ ว้ ยความระมดั ระวงั ไมข่ าด แมข้ าดไปดว้ ยความประมาทแต่กระทาคืน แลว้ (หมายถึงศีลของภิกษุ) ก็ดี ศีลท่ีบาปธรรมท้งั หลาย เช่น ความโกรธ ความผูกโกรธไม่ไดเ้ ขา้ ไปทาลาย ศีลเหล่าน้ีท่านว่า ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย โดยประการท้งั ปวงและศีลเช่นน้ีแหละมีชื่อเรียกเป็ น พเิ ศษออกไปอีก คือ ช่ือวา่ #ภุชิสสะ เพราะสร้างความเป็นไท ชื่อวา่ วิญญุปสัตถะ เพราะผรู้ ู้ท้งั หลายสรรเสริญ ช่ือวา่ อปรามฏั ฐะ เพราะอนั ตณั หา และทิฏฐิท้งั หลายไม่ถกู ตอ้ งแลว้ ชื่อว่า สมาธิสังวตั ตนิกะ เพราะยงั อุปจารสมาธิ และอปั ปนาสมาธิให้เป็ นไป ก็แลความผ่องแผว้ ของศีลน้ี ยอ่ มสาเร็จไดด้ ว้ ยสาเหตุหลกั ๒ ประการคือ ๑. มองเห็นโทษของศีลวบิ ตั ิ ๒. มองเห็นอานิสงส์ของศีลสมบตั ิ
-๑๑- ๑๒. โทษของศีลวบิ ตั ิ โทษแห่งผทู้ ุศีลหรือศีลวิบตั ิ เช่น เส่ือมทรัพยเ์ พราะความประมาทเป็นเหตุ ตวั อยา่ งเช่น ประมาท มวั เมาในอบายมขุ ต่างๆ ทาใหเ้ สื่อมทรัพย์ ลว่ งละเมิดศีล เช่น ไปฆา่ เขา ลกั ทรัพยห์ รือฉอ้ โกงทรัพยข์ องเขา ถกู จบั ไดต้ อ้ งติดคุกหรือตอ้ งเสียทรัพยม์ ากมายในการสู้คดีความ ทรัพยเ์ ก่ากห็ มดไป ทรัพยใ์ หมก่ ห็ าไม่ได้ เสีย ช่ือเสียง ถกู ดูหม่ิน ไม่กลา้ หาญในท่ีประชุม เพราะเกรงจะถูกทว้ งติงถึงความผดิ เม่ือจะตายระลึกถึงกรรมชวั่ ของตนทาใหห้ ลงตาย ตายแลว้ ยงั ตอ้ งไปทุคติอีก ๑๓. อานิสงส์ของศีลสมบัติ ทาใหอ้ ายยุ นื ปราศจากโรคภยั เบียดเบียน ๒. ทรัพยส์ มบตั ิที่อยใู่ นความปกครอง มีความปลอดภยั จาก โจรผูร้ ้ายมาราวี เบียดเบียนทาลาย ๓. ระหวา่ งลูก หลาน สามี ภริยา อยดู่ ว้ ยกนั เป็ นผาสุก ไม่มีผูค้ อยล่วงล้า กล้ากรายต่างครองกนั อยดู่ ว้ ยความเป็ นสุข ๔. พูดอะไร มีผูเ้ คารพเช่ือถือ คาพูดมีเสน่ห์เป็ นท่ีจบั ใจไพเราะ ดว้ ยสตั ยด์ ว้ ยศีล บทสรุป คาว่า ศีล ไดแ้ ก่สภาพเช่นไร ศีลอยา่ งแทจ้ ริงเป็ นไปดว้ ยความมีสติ รู้สิ่งท่ีควรหรือไม่ควร ระวงั การ ระบายออกทางทวารท้งั สาม คอยบงั คบั กาย วาจา ใจ ใหเ้ ป็นไปในขอบเขตของศีลที่เป็นสภาพปกติ ศีลที่เกิด จากการรักษามีสภาพปกติไม่คะนองทางกาย วาจา ใจ ให้เป็ นท่ีเกลียด นอกจากความปกติงดงามทางกาย วาจา ใจ ของผมู้ ีศีลวา่ เป็นศีลเป็นธรรมเราควรรักษาศีล ๕ หลาย ๆ ท่านคงคุน้ กบั คาสอนในพระพุทธศาสนาที่ว่า ให้เพียรละความชว่ั เร่งทาความดี และหมน่ั ชาระจิตใจใหบ้ ริสุทธ์ิอยเู่ สมอ ในการท่ีจะละความชว่ั สาหรับคฤหสั ถ์ หรือผคู้ รองเรือนไดน้ ้นั ตอ้ งพิจารณา ความบริสุทธ์ิของศีล ๕ เป็นสาคญั แต่จะทราบอยา่ งไรวา่ ในการรักษาศีล ๕ ของเราน้นั บริสุทธ์ิอยา่ งแทจ้ ริง ศีลขอ้ ท่ี ๑ เวน้ จากการฆ่าสัตว์ ส่ิงที่มีชีวิต เป็นสิ่งท่ีมีคุณค่า จึงไม่ควรเบียดเบียน ข่มเหง และทาลาย คุณคา่ แห่งความเป็นอยขู่ องเขาใหต้ กไป ศีลขอ้ ที่ ๒ เวน้ จากการลกั ทรัพย์ สิ่งของของใคร ๆ ก็รักและสงวน ไม่ควรทาลาย ฉกลกั ปลน้ จ้ี เป็น ตน้ อนั เป็นการทาลายสมบตั ิและทาลายจิตใจกนั ศีลขอ้ ท่ี ๓ เวน้ จากการประพฤติผิดในกาม ลูก หลาน สามี ภรรยา ใคร ๆ ก็รักสงวนอย่างย่ิง ไม่ ปรารถนาใหใ้ ครมาอาจเอ้ือม ลว่ งเกิน เป็นการทาลายจิตใจของผอู้ ่ืนอยา่ งหนกั และเป็นบาปไม่มีประมาณ
-๑๒- ศีลขอ้ ที่ ๔ เวน้ จากการพูดเท็จ มุสา การโกหกพกลม เป็ นสิ่งทาลายความเช่ือถือของผูอ้ ่ืนให้ขาด สะบ้นั ลงอยา่ งไม่มีดี แมเ้ ดรัจฉานก็ไมพ่ อใจคาหลอกลวง จึงไม่ควรโกหกหลอกลวงใหผ้ อู้ ่ืนเสียหาย ศีลขอ้ ท่ี ๕ เวน้ จากการด่ืมน้าเมา สุรา ยาเสพติด เป็นของมึนเมาและใหโ้ ทษ ดื่มเขา้ ไปยอ่ มทาใหค้ นดี ๆ กลายเป็ นคนบา้ ได้ ลดคุณค่าลงโดยลาดบั ผูต้ อ้ งการเป็ นคนดีมีสติปกครองตวั อยา่ งมนุษยจ์ ึงไม่ควรดื่ม สุรา เครื่องทาลายสุขภาพทางร่างกายและใจอยา่ งยง่ิ เป็นการทาลายตวั เอง และผอู้ ่ืนไปดว้ ยในขณะเดียวกนั ประโยชน์ของศีล ศีล น้นั มีประโยชนโ์ ดยรวม ๒ ดา้ นคือ ๑. เพื่อความสงบสุขของสังคม คือเพื่อป้องกนั การล่วงละเมิดสิทธิของผูอ้ ่ืน อนั จะส่งผลให้เกิดการ ทะเลาะเบาะแวง้ ความหวาดระแวง และความวนุ่ วายในสังคม ๒. เพื่อพฒั นาจิตใจของผูท้ ี่ถือศีลน้นั เอง เพราะศีล ๕ น้ัน ถูกบญั ญตั ิข้ึนมาเพ่ือควบคุม ไม่ให้มีการ แสดงออกทางกาย หรือทางวาจา ไปในทางที่ตอบสนองอานาจของกิเลส อานสิ งส์ของการรักษาศีล ๑. ทาใหอ้ ายยุ นื ปราศจากโรคภยั เบียดเบียน ๒. ทรัพยส์ มบตั ิที่อยใู่ นความปกครอง มีความปลอดภยั จากโจรผรู้ ้ายมาราวี เบียดเบียนทาลาย ๓. ระหวา่ งลูก หลาน สามี ภริยา อยดู่ ว้ ยกนั เป็นผาสุก ไม่มีผูค้ อยล่วงล้ากล้ากรายต่างครองกนั อยดู่ ว้ ย ความเป็ นสุข ๔. พูดอะไร มีผเู้ คารพเชื่อถือ คาพูดมีเสน่หเ์ ป็นท่ีจบั ใจไพเราะ ดว้ ยสัตยด์ ว้ ยศีล ๕. เป็นผมู้ ีสติปัญญาดีและเฉลียวฉลาด ไมห่ ลงหนา้ หลงหลงั จบั โน่นชนนี่เหมือนคนบา้ คนบอหาสติ ไม่ได้ ผูม้ ีศีล เป็ นผูป้ ลูกและส่งเสริมสุขบนหัวใจคนและสัตวท์ ว่ั โลกให้ มีแต่ความอบอุ่นไม่เป็ นระแวง สงสัย ผไู้ มม่ ีศีลเป็นผทู้ าลายหวั ใจคนและสัตว์ ใหไ้ ดร้ ับความทกุ ขเ์ ดือดร้อนทกุ หยอ่ มหญา้ ศีลน้ี หากใครรักษาดีแลว้ ยอ่ มอานวยประโยชน์แก่ผูน้ ้นั มากมายเป็ นประโยชน์ในชาติน้ี คือ มีความ เยน็ ใจไม่เดือดร้อนเพราะเป็ นผมู้ ีศีล ประโยชน์ในชาติหนา้ พระพุทธองค์ ไดท้ รงแสดงสรุปผลของศีลไว้ ๓ ประการวา่ สีเลนะสุคะติง ยันติ บุคคลจะไปสู่สุคติไดก้ ็เพราะศีล สีเลนะโภคะ สัมปะทา บุคคลจะมี โภคะไดก้ เ็ พราะศีล สีเลนะ นพิ พตุ งิ ยันติ บุคคลจะบรรลุพระนิพพานไดก้ ็เพราะศีล”
เอกสารอ้างองิ http://www.onab.go.th/index.php?option=com_content&view=article&id=1489:-5---&catid=61:2009-06-12-17-56-15&Itemid=246 http://www.bp.or.th/webboard/index.php?topic=21982.0;wap2 http://www.cdthamma.com/text/t001.htm http://www.baanmaha.com/community/thread48839.html
Search
Read the Text Version
- 1 - 17
Pages: