กายการพิจารณา เ พ่ื อ ค ว า ม รู ้ แ จ ้ ง จารวุ ณโฺ ณ ภกิ ฺขุ
การพิจารณากายเพื่อความรู้แจ้ง ISBN 978-616-577-302-7 โดย : จารวุ ณฺโณ ภกิ ฺขุ พมิ พค์ ร้งั แรก ๒,๐๐๐ เล่ม ปีทีพ่ ิมพ์ ธนั วาคม ๒๕๖๓ ปก/รูปเล่ม ชวนปญฺโญ ภกิ ขฺ ุ จดั พมิ พ์ สถานศึกษาธรรมดอยธรรมนาวา ๓๓๗ บา้ นป่ารวก หม่ทู ี่ ๘ ตาํ บลนางแล อําเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ๕๗๑๐๐ โทร. ๐ ๒๒๗๑ ๓๔๘๙, ๐๘ ๙๔๑๑ ๕๑๐๐, ๐๘ ๑๙๙๘ ๕๕๑๘ พมิ พท์ ี่ หจก. ประยูรสาสน์ ไทย การพิมพ์ ๔๔/๑๓๒ ซอยกํานันแมน้ ๓๖ แขวงบางขนุ เทยี น เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๕๐ โทร. ๐ ๒๘๐๒ ๐๓๗๙, ๐๘ ๑๕๖๖ ๒๕๔๐
ค�าน�า นวสวี ถกิ าบรรพ หรอื ป่าชา้ ๙ อยา่ ง เป็นกรรมฐาน ทพี่ ระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงการพจิ ารณาซากศพในลกั ษณะ ตา่ ง ๆ เพ่อื ใหผ้ ปู้ ฏบิ ตั มิ คี วามเหน็ ถกู ตามสจั จะ วา่ กายนี้ เป็ นเพียงธาตุ ๔ คือ ดิน น้ํา ไฟ ลม ประชุมกัน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เม่ือตายเพราะกายแตกดับ ย่อมคืนสสู่ ภาพเดิม พระอาจารยจ์ ารวุ ณโฺ ณ ภกิ ขฺ ุ ไดท้ าํ แบบการพจิ ารณา ซากศพ ย่อลงเป็ น ๖ ขัน้ ตอน เพ่ือสอนให้ผู้ปฏิบัติ พิจารณาต่อจาก การท่องธาตุกัมมัฏฐาน ๔ ซ่ึงก็คือ หมวดธาตมุ นสิการ ทัง้ หมวดธาตุมนสิการบรรพและหมวดนวสีวถิกา- บรรพ ล้วนเป็ นกรรมฐานหลักของ กายานุปัสสนาสติ- ปัฏฐาน ใน มหาสติปัฏฐานสูตร ซ่งึ กล่าวว่า ถ้าผ้ปู ฏิบตั ิ ทําให้มาก เจรญิ ให้มาก ว่ากายนี้ประกอบด้วยธาตุ ๔ ประชุมกัน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ก็จะสามารถละ อภชิ ฌา และโทมนัสในโลกเสียได้
(B) ในหนังสือ การพิจารณากายเพ่ือความรู้แจ้ง นี้ แสดงเฉพาะการพจิ ารณากายเป็น ๖ ขนั้ ตอนโดยละเอยี ด เพ่ือให้ง่ายและกระชับ สะดวกต่อการพิจารณาเพ่ือเป็ น เคร่ืองอยู่ของจิตให้มีความตั้งมั่น พร้ อมที่จะเจริญ วปิ ัสสนาในขนั้ ตอ่ ๆ ไป ธรรมบรรยายนี้ พระอาจารย์สอนญาติโยมที่ สถานศึกษาธรรมป่ านาโสกฮัง จังหวัดอํานาจเจริญ เม่ือวันท่ี ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ขอกราบบูชาพระรตั นตรยั และพ่อแม่ครูอาจารย์ ท่ีไดอ้ บรมสัง่ สอนศิษย์มาโดยตลอด คณะทาํ งานหนังสอื “การพจิ ารณากายเพ่ือความรแู้ จ้ง” ธนั วาคม ๒๕๖๓
(C) ค�ำอธิบำยค�ำย่อ คณะทํางานอ้างอิงข้อมูลจากคัมภีรพ์ ระไตรปิ ฎก ภาษาบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรฐั ๔๕ เล่ม และ พระไตรปิ ฎกภาษาไทย ฉบบั สยามรฐั ๔๕ เล่ม โดยใช้ อกั ษรยอ่ แทนช่อื เตม็ คมั ภรี ต์ ามระบบอา้ ง เลม่ /ขอ้ /หน้ า ตัวอย่างเชน่ ท.ี ส.ี (ไทย) ๙/๑๙/๕๐. หมายถึง ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค พระไตรปิ ฎกเล่มท่ี ๙ ข้อ ๑๙ หน้ า ๕๐ เป็ นต้น พระวินัยปิ ฎก วิ.ม. (บาลี) = วนิ ยปิฏก มหาวคคฺ ปาลิ (ภาษาบาลี) ว.ิ ม. (ไทย) = วินัยปิฎก มหาวรรค (ภาษาไทย) พระสุตตันตปิ ฎก ม.มู. (ไทย) = สุตตันตปิฎก มชั ฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ (ภาษาไทย)
สารบัญ คํานํ า A คําอธบิ ายคาํ ยอ่ C บทพจิ ารณากาย ๖ ขัน้ ตอน ๒ อารมั ภบท ๕ • ขนั้ ตอนที่ ๑ หมดลมหายใจ ๘ • ขนั้ ตอนท่ี ๒ น้ําดันดนิ ๑๐ • ขัน้ ตอนท่ี ๓ ธาตดุ นิ แตก ๑๓ • ขัน้ ตอนที่ ๔ น้ําละลายดิน ๑๔ • ขนั้ ตอนที่ ๕ รา่ งกายเหลือแต่โครงกระดกู ๑๖ • ขัน้ ตอนที่ ๖ โครงกระดกู สลายลงสดู่ ิน ๒๐ ปจุ ฉา-วสิ ัชนา ๒๕
ตัวตนของเราถูกสร้างมาจากสังขาร เม่ือสังขารไม่เท่ียงแล้วเราจะเท่ียงได้อย่างไร เม่ือสังขารเป็นทุกข์แล้วเราจะสุขได้อย่างไร สังขารไม่ใช่ตัวตนอันแท้จริง เราจึงไม่มีตัวตนท่ีแท้จริง จารุวณฺโณ ภิกฺขุ
บทพิจารณากาย ๖ ขั้นตอน ๑. หมดลมหำยใจ ให้พิจารณาว่า เม่ือรา่ งกายหมดลมหายใจแล้ว ธาตุลมกับธาตุไฟก็สลายออกจากรา่ งกาย เราก็หมด ความรบั ร้ทู างรา่ งกาย ไมส่ ามารถควบคุมรา่ งกายได้อีก รา่ งกายกจ็ ะลม้ ลงนอนทบั แผน่ ดนิ (กาํ หนดหมายใหเ้ หน็ รา่ งกายนอนทบั แผ่นดนิ อย)ู่ ๒. น้�ำดันดิน เม่อื ธาตลุ มกบั ธาตไุ ฟออกจากรา่ งกายแลว้ กเ็ หลอื ธาตุดินกับธาตุน้ําที่ยังคงอยู่ ให้พิจารณาว่า หากทิ้งให้ รา่ งกายนอนทับแผ่นดินนานติดต่อกันหลาย ๆ วัน น้ํา ก็จะดันดินออกมา รา่ งกายก็จะพองข้ึนอืด เขียวช้ํา ตาถลน ลนิ้ จุกปาก แขนขาพองชีช้ ูชันข้ึน
บทพิจารณากาย ๖ ขัน้ ตอน 3 ๓. ธำตุดินแตก ธาตุน้ําที่ดันดินออกมาเม่ือผ่านไปหลาย ๆ วันเข้า ผวิ หนังกจ็ ะปรแิ ตกไปทวั่ ทงั้ รา่ งกาย น้ําเหลอื ง น้ําหนอง น้ํ าเลือดก็จะไหลเยิ้มออกมาตามรอยท่ีปริแตกทั่วทั้ง รา่ งกายนัน้ ๔. น�้ำละลำยดิน เม่ือน้ําเหลือง น้ําหนอง น้ําเลือด ไหลออกมา ตามรอยปรแิ ตกทัว่ ทัง้ รา่ งกาย เน้ือหนังก็เรมิ่ เป่ื อยเน่า แล้วยอ่ ยสลายลงดิน ๕. ร่ำงกำยเหลือแต่โครงกระดูก เม่ือเน้ือหนังย่อยสลายลงดินหมดแล้ว ก็เหลือแต่ โครงกระดูกขาวโพลนนอนอยู่ พิจารณาให้เห็นหัว กะโหลกศีรษะ กระดูกซี่โครง กระดูกแขน กระดูกขา แลว้ หยดุ ภาพแหง่ ความคดิ นี้ไว้ จากนนั้ เพง่ จนเหน็ โครง กระดกู ครบทกุ ส่วนอย่างชัดเจน
4 การพจิ ารณากายเพ่อื ความรแู้ จง้ ๖. โครงกระดูกสลำยลงสู่ดิน เม่ือเพ่งจนเห็นโครงกระดูกครบทุกส่วนแล้ว ให้ พิจารณาเห็นโครงกระดูกเป็ นสภาพผุกรอ่ นทัว่ ทัง้ โครง แล้วนึกให้เห็นกระดูกท่ีผุกรอ่ นนัน้ ค่อย ๆ สลายไปเป็ น ดิน ให้คิดพิจารณา เทียบเคียงข้ึนมาในจิตว่า “ดินกับ รา่ งกายเราเป็ นอันเดียวกัน รา่ งกายเรากับดิน ก็เป็ น อนั เดียวกนั ” เม่ือพิจารณาจบถึงขัน้ ตอนที่ ๖ แล้วก็ให้กลับไป เรมิ่ ต้น พิจารณาขัน้ ตอนที่ ๑ อีก ทําหลาย ๆ เท่ียว จนจติ เกดิ ความยอมรบั วา่ กายเรา คอื ธาตุ ๔ ดนิ น้ํา ไฟ ลม ตามความเป็ นจรงิ s
อารมั ภบท 5 อำรัมภบท มีข้อความแจ้งไปทางเพจธรรมนาวา ขอนิมนต์ พระอาจารย์ได้อธบิ ายการพิจารณารา่ งกาย ๖ ขัน้ ตอน ตามแนวทางทีพ่ ระอาจารยส์ อน ประเด็นก็คือว่า ผู้ถามอยากจะทราบเกี่ยวกับ การอธบิ ายหลักการพิจารณารา่ งกาย ๖ ขัน้ ตอน ตาม แนวทางที่พระอาจารยไ์ ดป้ ฏบิ ัติ ว่าเป็ นอยา่ งไร ด้วยความที่อาตมาได้ยึดเอาบทธาตุกัมมัฏฐาน ๔ เป็ นบทในการพิจารณา เรยี กว่าเป็ นบทกัมมัฏฐานอยู่ ในใจโดยการท่องก่อน ท่องบทธาตุกัมมัฏฐาน ๔ จน ชํานาญ ท่องจนข้ึนใจ ท่องจนติดอยู่ในใจ จะใช้เวลา ประมาณเดอื นกว่า ๆ ในการทอ่ งให้ข้ึนใจ ไปบิณฑบาต ก็ท่อง กลับจากบิณฑบาตก็ท่อง ฉันอาหารอยู่ก็ท่อง ปัดกวาดลานวดั อยู่กท็ ่อง ถูศาลาอยกู่ ็ท่อง ลา้ งบาตรอยู่ ก็ท่อง ทําอะไรอยู่ก็ท่องธาตุกัมมัฏฐาน ๔ ไว้ในใจ
6 การพจิ ารณากายเพื่อความรู้แจง้ ตลอดเวลา เพราะใจมนั ฟ้ งุ ใจมนั คดิ ไปถงึ แตเ่ ร่อื งเกา่ ๆ กเ็ ลยตอ้ งทอ่ งควบคุมใจไว้ พอท่องมาระดับหน่ึงแล้วเกิดคําถามข้ึนมาในใจ ว่า “ทําอย่างไรเราจึงจะสามารถรู้ และเข้าใจบทธาตุ- กมั มัฏฐาน ๔ ที่เราทอ่ งมานี้ว่า เป็ นดิน เป็ นน้ํา เป็ นไฟ เป็ นลม จรงิ ๆ เพราะว่าพระพุทธเจ้าตรสั สอนเร่อื งธาตุ- กัมมัฏฐาน ๔ ว่า รา่ งกายเรา คือดิน คือน้ํา คือไฟ คือลม แต่เรายังไม่เคยมองเห็นรา่ งกายว่า เป็ นดิน เป็ นน้ํา เป็ นไฟ เป็ นลม สกั ที” ในความคิดตรงนี้จึงทําให้เข้าใจว่า เม่ือใดก็ตาม ที่เรายงั ไมไ่ ด้เหน็ รา่ งกายเราวา่ เป็ นดิน เป็ นน้ํา เป็ นไฟ เป็ นลม เม่ือนั้นเราก็ยังไม่รู้ซ้ึงถึงธาตุแท้ความจริง ของกายของเราสกั ที เม่อื ใดกต็ ามทเี่ ราไมร่ ้ซู ้งึ ถงึ ธาตแุ ท้ ของความจรงิ ของกายและใจของเราเอง กเ็ ทา่ กบั วา่ เรา ถูกความไม่รู้ คือ อวิชชา ครอบงําใจ ก็คือเราจะเป็ น ผู้หลงยึดถือตัวกายเราเองนี้ว่า เป็ นตัวตน เป็ นเรา เป็ นของของเรา ฉะนัน้ ในความหมายของพระพทุ ธเจา้ พระองค์สอนให้เราพิจารณาธาตุกัมมัฏฐาน ๔ เพ่ือ ไถ่ถอนความหลงผิดของใจเราท่ียึดจับกายตัวเราเอง
อารัมภบท 7 วา่ เป็นตวั ตน เป็นเรา เป็นของของเรา ในประเดน็ อนั เป็น คําถามเกิดข้ึนอย่างนี้ ทําให้ได้เกิดแนวทางในการท่ีจะ พจิ ารณารา่ งกายใหเ้ ห็น คาํ วา่ เหน็ นี้ ไมจ่ าํ เป็นจะตอ้ งเหน็ ดว้ ยตา แตเ่ หน็ นี้ เป็ นการเห็นทางด้านปัญญาในภายใน ทีนี้ปัญญาเรายัง ไม่ได้เกิดข้ึนในเวลานัน้ การเห็นจึงเป็ นการเห็นโดยใช้ ชัน้ ของการคิด การคิดนัน้ จึงตีกรอบหลักแห่งการคิดไว้ ๖ ขัน้ ตอน $
8 การพิจารณากายเพื่อความรู้แจง้ • ข้ันตอนท่ี ๑ หมดลมหำยใจ • ขัน้ ตอนแรก คือ ขัน้ ตอนของรา่ งกายเราหมด ลมหายใจ สภาพที่ร่างกายเราหมดลมหายใจนั้น หมายถึงว่า ธาตุลมในรา่ งกายเรานัน้ แยกออกไปจาก รา่ งกาย ไม่สามารถทรงอยู่ได้แล้ว เพราะโดยธาตุ คือ ตวั กายนี้ประกอบมาจาก ดิน น้ํา ไฟ ลม เม่อื ธาตทุ ัง้ ๔ ธาตุใดธาตุหน่ึงแยกออกไป ธาตุอีกทั้ง ๓ ธาตุ ย่อมไม่สามารถตัง้ หรอื เกาะกุม หรอื ประกอบรวมกัน ให้เป็ นตัวเราได้ เม่ือหมดลมหายใจ คนเราพอสิ้นลม เทา่ นนั้ ธาตอุ กี ทงั้ ๓ กไ็ มส่ ามารถทจ่ี ะดาํ รงอยไู่ ด้ ธาตไุ ฟ คือความร้อนก็เรมิ่ ระเหยออกไป รา่ งกายเราก็จะเย็น จากท่ีเคยมีชีวิตอยู่อุ่น ๆ ไออุ่นทั้งหลายก็จะทําให้ รา่ งกายนี้เย็นลง เพราะว่าลมออก ไฟก็ออกไปด้วย เหลือแต่ดินกับน้ํา จึงนํามาสู่การพิจารณาเพ่ือให้จิตเรา เกดิ ความเหน็ จรงิ เหน็ แจ้ง ตอนแรกก็ไม่ไดเ้ ห็น แตต่ ้องคดิ ย้าํ ๆ ซ้ํา ๆ การคดิ
ขนั้ ตอนท่ี ๑ หมดลมหายใจ 9 ย้าํ ๆ ซ้าํ ๆ นี้ทาํ ใหไ้ ดร้ ้วู า่ การคดิ นนั่ แหละนําไปสกู่ ารเหน็ ความคิดนําไปสู่สิ่งที่เห็น เราจะเห็นหรอื ไม่เห็นอยู่ที่ว่า เราจะคิดให้ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องอย่างไร ฉะนั้น รา่ งกายเรานี้ กระบวนการท่ีจะไปก่อสร้างความรู้สร้าง ความเข้าใจภายในเราได้ ต้องใช้กระแสของความคิด ในการเพ่งพินิจพิจารณา คิดนั่นแหละคือการพิจารณา เป็นการคดิ ย้าํ ๆ ซ้าํ ๆ จนกอ่ ใหเ้ กดิ ความร้ใู นสง่ิ ทค่ี ดิ คอื จิตรู้ตาม เห็นตามในเร่อื งท่คี ดิ นัน้ ตามความเป็ นจรงิ แรก ๆ ก็คิดได้ยากมาก นี่แหละขัน้ ตอนแรก คือ ขั้นตอนของการหมดลมหายใจ เราก็คิดตามความ เป็นจรงิ เอาแบบความเป็นจรงิ ทจ่ี ะตอ้ งเป็น จงึ ไมจ่ าํ เป็น จะต้องไปเห็นซากศพ ไม่จําเป็ นจะต้องไปเห็นภาพ เป่ื อยเน่า ไม่จําเป็ นจะต้องไปเห็นภาพอสุภะ คือ จรงิ ๆ อาตมาก็ไม่ไดไ้ ปดูภาพอสุภะ ภาพเป่ื อยภาพเน่า เพียงแต่ว่าแรก ๆ เกิดจากการคิด ว่าเม่ือรา่ งกายเรา หมดลมหายใจ อันดับแรก คือ ธาตุลมดับไป เรยี กว่า ธาตุลมดับ ธาตุไฟก็ระเหยออกไป เหลือธาตุดินกับ ธาตนุ ้ําที่จะต้องดันกนั ออก
10 การพจิ ารณากายเพ่อื ความร้แู จ้ง • ขั้นตอนที่ ๒ น�้ำดันดิน • ฉะนั้น ขัน้ ตอนที่ ๒ จึงนํามาสู่กระบวนการ การพิจารณาในลักษณะของน้ําดันดิน ลักษณะของน้ํา ดันดินจะทําให้รา่ งกายของเรานี้พอง ข้ึนอืด เขียวช้ํา ตาถลน ลิ้นจุกปาก ขาบวม แขนบวม ลําตัวบวม ทัง้ ตัวบวมข้ึนมาเพราะน้ําจะดันออกมา การดันของน้ํา ทาํ ใหร้ า่ งกายเราบวม เขยี วช้าํ พอง ข้นึ อดื นัน่ คอื การที่ รา่ งกายหมดลม รา่ งกายเราก็ไม่สามารถที่จะดํารงอยู่ ในสภาพเดมิ ตอ้ งเปลยี่ นอยา่ งนี้แหละ คอื จะตอ้ งเปลยี่ น มาสู่สภาพการพอง ข้นึ อืด เขยี วช้ํา ตาถลน ลิน้ จกุ ปาก ขาแขนบวมชี้ข้ึนฟ้ า เป็ นการใช้ความคิด ตอนแรก ไมเ่ หน็ ภาพ ตอนแรกกไ็ มไ่ ดร้ ู้ ร้สู กึ คดิ ยากมาก คดิ แบบ “เอ... จะไปร้ไู ดอ้ ยา่ งไรหนอ ทาํ ไมความคดิ ตดิ ขดั เหลอื เกิน” คิดไปเฉย ๆ น่ีแหละ คิดแบบไม่รู้หรอกว่าจะเกิด การรู้หรอื ไม่รู้ รู้แต่ว่าจะต้องใช้ความคิดเพราะว่ามีบท พทุ ธพจน์บทหน่ึงกลา่ วไวว้ า่ “จติ คดิ เร่อื งใด ๆ มาก ยอ่ ม
ข้นั ตอนที่ � นา้� ดันดนิ 11 โน้ มเอยี งไปในเร่อื งนัน้ ๆ”๑ หมายถงึ วา่ ถา้ เราอยากจะ ให้จิตรู้อะไรนี่เราต้องคิดเร่อื งนัน้ ให้มาก เพ่ือจะให้มัน โน้ มเอยี ง จิตท่ีโน้ มเอียงไปในส่ิงที่คิด มันจะโน้ มไปรบั รู้ รบั ทราบในส่ิงท่ีคิดนั้น ถ้าคิดเพียงแค่ครงั้ สองครงั้ ก็รู้เท่าท่ีครงั้ สองครงั้ นั่นแหละ ไม่ได้รู้ไปมากกว่านั้น แตถ่ า้ คดิ แลว้ คดิ อกี เรยี กวา่ เป็นกระบวนการการพจิ ารณา เรียกว่าพิจารณาแล้วพิจารณาอีก การพิจารณาแล้ว พิจารณาอีก นี่แหละเป็ นการย้ําให้จิตเข้าไปสร้างมโน- ภาพในภายในข้ึนมา หมายถึงว่าตอนแรกเราใช้แค่ สัญญาณการคดิ เรา (อาตมา) ไม่ร้หู รอกวา่ ลักษณะของ รา่ งกายท่ีพอง ข้ึนอืด เขียวช้ําเป็ นอย่างไร แต่พอท่ีจะ นึกเป็ นเลา ๆ เป็ นแนว ๆ ได้อยู่ จะให้รู้ชัด เห็นชัด มันไม่ชัดหรอก แต่ใช้ความคิดน่ีแหละเป็ นตัวนํ า จงึ ไปสร้างมโนภาพข้นึ มา แรกๆ กส็ ร้างแบบลางๆ ไมไ่ ด้ เห็นชัด แต่พอพิจารณา คือ คิดบ่อยครงั้ ย้าํ เขา้ ย้ําเขา้ ย้ําเข้า แต่ก่อนเคยเดินออกไปบิณฑบาตแล้วท่องธาตุ- กมั มฏั ฐาน ๔ กลบั จากบณิ ฑบาตกท็ อ่ งธาตกุ มั มฏั ฐาน ๔ ๑ ม.ม.ู (ไทย) ๑๒/๒๕๒-๒๕๕/๑๖๐.
12 การพิจารณากายเพอ่ื ความรู้แจ้ง ฉันอาหารอยู่ก็ท่องธาตุกัมมัฏฐาน ๔ ปั ดกวาดศาลา ก็ท่องธาตกุ ัมมฏั ฐาน ๔ ล้างบาตรก็ทอ่ งธาตุกัมมัฏฐาน ๔ กวาดลานวดั กท็ อ่ งธาตกุ มั มฏั ฐาน ๔ สรงน้ําอยกู่ ท็ อ่ ง ธาตุกัมมัฏฐาน ๔ เดินจงกรมก็ท่องธาตุกัมมัฏฐาน ๔ นัง่ สมาธกิ ็ท่องธาตุกัมมัฏฐาน ๔ ทีนี้เปลี่ยนใหม่หมด เปล่ียนมาเป็ นพิจารณาแทน ท่องธาตุกัมมัฏฐาน ๔ ไมเ่ อาแลว้ พิจารณาอย่างเดียว พอขัน้ ตอนที่ ๒ นี้ทีเ่ รา พิจารณาย้ํา ๆ จึงไปสร้างมโนภาพข้ึนมา ตอนนัน้ ก็ยัง ไมใ่ ชว่ า่ จะเหน็ คอื ไมไ่ ดเ้ หน็ ดว้ ยตา แตร่ บั ร้ทู างใจข้นึ มา บ้างแล้วนิด ๆ เม่ือทราบหรือว่ารบั รู้ข้ึนมาทางใจได้ บ้างแล้ว แล้วก็เรมิ่ สร้างความเข้าใจ คือจิตเรม่ิ เข้าใจ สภาพคาํ ว่าน้ําดนั ดนิ ออกมา แลว้ รา่ งกายเกิดบวม พอง ข้ึนอืด เขียวช้ํา ตาถลน ลิน้ จุกปาก ขาบวม แขนบวม ลาํ ตัว ทอ้ งนี้บวมเป่ งข้ึนมา พร้อมท่ีจะแตกปะทอุ อกมา เห็นความเขียวช้ําในตัวรา่ งกาย จิตก็เรมิ่ เห็นความ- เปล่ียนแปลงตรงนี้ ทีนี้ก็เลยสามารถพิจารณาได้ ในขัน้ ตอนที่ ๓
ขั้นตอนท่ี ๓ ธาตุดนิ แตก 13 • ข้ันตอนที่ ๓ ธำตุดินแตก • ขัน้ ตอนท่ี ๓ ก็คือธาตุดินแตก ธาตุดินแตกนี้ หมายถึงว่า เม่ือรา่ งกายบวมไปถึงจุดรุนแรงมากข้ึน จุดท่ีสุดแล้วน่ี ผิวหนังที่บวมเป่ งออกมาเต็มที่ก็เรม่ิ ปรแิ ตกออกมา ร้าวปรแิ ตกออกมาทวั่ ทงั้ รา่ ง ตงั้ แตศ่ รี ษะ ลําตัว แขน ขา แผ่นหลัง ทัง้ หมด มันบวมมากก็ต้อง ปรแิ ตกออกมา ลกั ษณะของการปรแิ ตกนี้เองจงึ เปิดชอ่ ง ให้กับน้ําทีอ่ ยใู่ นรา่ งกายเรา ไมว่ ่าจะน้ําเหลอื ง น้ําเลอื ด น้ําหนอง น้ําตา่ ง ๆ ทม่ี อี ยใู่ นรา่ งกายเราไหลออกมาตาม ช่องปรแิ ตก อันนี้เป็ นขัน้ ตอนท่ี ๓ ขัน้ ตอนแรก คือ หมดลมหายใจ ขนั้ ตอนที่ ๒ คือ น้ําดนั ดิน ขนั้ ตอนที่ ๓ คือ ธาตุดนิ แตก
14 การพจิ ารณากายเพ่อื ความรูแ้ จง้ • ขั้นตอนท่ี ๔ น้�ำละลำยดิน • ขัน้ ตอนที่ ๔ คือ น้ําละลายดิน น้ําก็ไหลออกมา ตามช่องตามรอยปรแิ ตกของรา่ งกายนั้น ขณะท่ีน้ํา ไหลออกมาน่ี น้ําเหลือง น้ําหนอง น้ําเลือดไหลออกมา ไมไ่ ดไ้ หลเฉย ๆ นะ แตจ่ ะทาํ ใหผ้ วิ หนังเราเป่ื อยยยุ่ ยอ่ ย สลายไปด้วย เพราะในน้ํานัน้ จะมีพวกกลุ่มเอนไซม์ทํา หน้ าทใ่ี นการยอ่ ย พวกหนอนทพี่ ระพทุ ธเจา้ ตรสั เรยี กวา่ กิมิชาติ มีอยู่ ๘๐,๐๐๐ ตระกูล จะออกกัดกินชอนไช รา่ งกายเรานี้ทําให้รา่ งกายเป่ื อยยุ่ย จนเกิดอาการเน่า กลิ่นเหม็นคละคลุ้งเต็มไปหมด ความเน่าของรา่ งกาย นี้เอง คอื แรก ๆ กไ็ มเ่ หน็ ภาพของความเน่าหรอก แตพ่ ดู ตอนนี้เหน็ เพราะว่าพจิ ารณามาจนชัดแล้ว พจิ ารณาจน เหน็ เป็ นภาพแจม่ แจง้ กบั ใจแลว้ แตต่ อนพจิ ารณาแรก ๆ ยงั ไมเ่ หน็ ภาพอะไรหรอก เหน็ แตค่ วามคดิ ฉะนัน้ ความ คิดนี้จะเด่นกว่าภาพ เม่ือความคิดเด่นมากเข้า ๆ ๆ จึง ค่อยไปสร้างมโนภาพข้นึ จากภายในใหเ้ ราได้เหน็ ตามท่ี
ขั้นตอนที่ � น�้าล�ลายดนิ 15 คิดนัน้ น่ีเป็ นธรรมชาติอันหน่ึงเวลาเราคิดอะไรจิตจะ เหน็ ภาพ อยา่ งเชน่ ใหค้ ดิ วา่ ดวงจนั ทร์ ตอนนี้ พอคดิ แค่ คําว่าดวงจันทร์ ยังไม่ได้คิดตัวดวงจันทร์ คิดแค่คําว่า ดวงจนั ทรเ์ ทา่ นัน้ ภาพดวงจนั ทรจ์ ะตามมาทนั ที เพราะ เราเคยเห็น เคยเห็นดวงจันทร์ เคยเห็นดวงอาทิตย์ ก็คิดได้ จะเป็ นทํานองนั้น แต่ถ้ายังไม่เคยเห็นเลย จะมีแต่ความคิดก่อน แล้วความคิดจะค่อย ๆ ไปสร้าง มโนภาพข้ึนมาในภายใน ก็เรม่ิ จะเห็นเป็ นลาง ๆ เป็ น เลา ๆ ให้ได้ทราบในลักษณะการเป่ื อยเน่า พอเป่ื อยเน่า ป๊ บุ กย็ อ่ ยสลายไปหมด เขาเรยี กวา่ น้ําละลายดนิ พอน้ํา ละลายดนิ กเ็ กดิ การยอ่ ยสลายเป็นขนั้ ตอนท่ี ๕ เหลอื แต่ โครงกระดูก
16 การพิจารณากายเพ่อื ความรแู้ จ้ง • ข้นั ตอนท่ี ๕ ร่ำงกำยเหลอื แต่โครงกระดกู • ส่ิงที่ย่อยสลาย คือ ผิวหนังเป่ื อย เน่า หลุดล่อน ออกมา สงิ่ ทเี่ ป่ือย เน่า ยอ่ ยสลาย กจ็ ะซมึ ลงไปทพ่ี ้นื ดนิ แมจ้ ะซมึ ไปทไี่ หนกต็ าม แตใ่ หร้ ้วู า่ สว่ นทเี่ ป็นธาตดุ นิ กบั ธาตุน้ํ าท่ีแยกออกจากกันจนก่อให้เกิดการย่อยสลาย ทําให้เน้ือและหนังทั้งหลายหลุดออกไปจากร่างกาย เหลือแต่โครงกระดูก หัวกะโหลก แล้วก็มองเห็น หวั กะโหลก ใชค้ วามคดิ น่ีแหละกาํ หนดดวู า่ หวั กะโหลก สมมติว่าเรานั่งมองเห็นกัน อย่างนี้ ถ้าเราไปกําหนด ในรา่ งกายที่ล่วงเลยผิวหนังเข้าไป ไม่มีเส้นเอ็น ไม่มี เส้นเลือด ไม่มีผิวหนัง ไม่มีเน้ือเกาะติดเลย เรยี กว่า มองใหเ้ หน็ ลว่ งเลยไปดว้ ยกระแสความคดิ น่ีแหละ ลาํ พงั ตาเราเหน็ เฉพาะเน้ือหนังมงั สาแคน่ ี้ แตก่ ระแสความคดิ มองเลยเข้าไปในนั้นได้ จะไปสร้ างมโนภาพข้ึน ในภายในว่าหัวกะโหลกเป็ นอย่างไร แค่นี้ก็มองได้ แต่กระบวนการการพิจารณาจะทําให้เราได้เห็นชัด
ข้นั ตอนท่ี ๕ รา่ งกายเหลอื แต่โครงกร�ดกู 17 กวา่ นัน้ จะทาํ ใหเ้ ราไดเ้ ขา้ ใจวา่ หวั กะโหลก โครงกระดกู แขน โครงกระดกู ขา โครงกระดกู ลาํ ตวั ทงั้ หมดนี้ทาํ ให้ เราได้กําหนดรู้ว่า ส่วนที่เป็ นธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุน้ํา ธาตดุ นิ ทยี่ อ่ ยสลายหรอื แยกออกจากกนั แลว้ น่ี ยงั เหลอื โครงกระดูกซ่ึงจัดเป็ นธาตุดินล้วน ๆ เลยทีนี้ เหลือแต่ ดินลว้ น ๆ แม้จะเหลือโครงกระดูกอนั เป็ นธาตดุ นิ ลว้ น ๆ ก็ตาม แต่เม่ือใดก็ตามท่ีเรายังไม่เห็นว่าเป็ นดิน เรายัง เห็นโครงกระดูกอยู่ ก็ยังไม่ใช่จุดยุติหรอื ว่ายังไม่ใช่จุด ท่ีสุดของการพิจารณา หมายถึงว่าเรายังไมเ่ ห็นรา่ งกาย เป็ นดินโดยลักษณะธาตุแท้ของกาย เพราะธาตุแท้ของ กายก็คือดิน เพราะกระบวนการของรา่ งกายถ้าไปถึง ทส่ี ดุ คอื ดนิ แลว้ เรยี กวา่ ลงสธู่ าตธุ รรมชาติ เป็นสกั แตว่ า่ ธาตุตามธรรมชาติโดยปกติของมันเอง เม่ือรา่ งกายเรา คอื ธาตุธรรมชาติ คําวา่ ธาตุ นี้ หมายถึงว่า เม่ือมันไปสู่ ธาตดุ นิ แลว้ จะไมม่ รี ปู รา่ ง ไมม่ ภี าวะลกั ษณะ ไมใ่ ชโ่ ครง กระดกู ไมใ่ ชเ่ น้ือ ไมใ่ ชห่ นัง ไมใ่ ชผ่ ม ขน เลบ็ ฟัน หนัง เน้ือ เอน็ กระดกู ฯลฯ จะไมใ่ ชอ่ ย่างนัน้ อนั นัน้ เรยี กวา่ เป็ นธาตดุ ิน น้ํา ไฟ ลม ท่ผี สมกนั อยู่ แต่เม่ือใดก็ตามท่ี ลงไปสู่ความเป็ นดินแล้ว มันเป็ นธาตุท่ีไม่สามารถ
18 การพจิ ารณากายเพอื่ ความรแู้ จ้ง เปล่ียนแปลงไปเป็ นอย่างอ่ืนได้อีก เป็ นท่ีสุดแล้วของ ธาตทุ งั้ ปวง คอื แยกไปเป็ นอยา่ งอ่นื ไมไ่ ดอ้ กี แลว้ เพราะ ฉะนัน้ ที่สุดของการพิจารณาแยกรา่ งกายเรานี้ แม้เห็น โครงกระดูกอยู่ก็ยังไม่ใช่จุดท่ีเราจะเพียงพออยู่แค่นัน้ จะต้องพิจารณาให้ลึกโดยเห็นสภาพความผุกรอ่ นของ กระดกู ตอนแรกกน็ ึกไมอ่ อกวา่ ผกุ รอ่ นเป็นอยา่ งไร มอง อย่างไรก็เห็นแต่โครงกระดูก ก็ติดอยู่ที่โครงกระดูก นี่แหละ ขัน้ ตอนที่ ๕ เห็นแต่โครงกระดูก ก็เลยคิด แต่ว่ากระดูกผุกรอ่ น ลักษณะความผุกรอ่ นของกระดูก มันมีความผุ ความกรอ่ น ความผุความกรอ่ น กระดูก ผุกรอ่ น ความผุความกรอ่ นของกระดูก กระดูกก็ต้อง มีความผุกร่อน มันไม่สามารถที่จะคงสภาพความ เป็ นกระดูกอย่างนี้ไปได้อีกต่อไป เราก็คิดดู ร้ อยปี ความผุกรอ่ นก็ต้องย่อยสลายไป ร้อยปี ไม่สลายก็พันปี พันปี ไม่สลายก็หม่ืนปี หม่ืนปี ไม่สลายก็แสนปี คือ คิด ตรกึ นึกอย่างนี้ เพราะกาลเวลาจะทําให้โครงกระดูกท่ี เหลอื อยู่ เปลย่ี นแปลงและยอ่ ยไปเอง และเขา้ ไปสสู่ ภาพ แห่งการไร้ความเป็ นโครงกระดูก เรยี กว่าสู่ความเป็ น ธาตุนัน่ เอง
ข้นั ตอนที่ ๕ ร่างกายเหลือแต่โครงกร�ดกู 19 เรยี กวา่ ใชก้ ระแสแห่งความคิด สง่ อนาคตงั สญาณ คอื ญาณ แปลวา่ ความร้ตู ามความเป็นจรงิ นี้ไปสอู่ นาคต ลกั ษณะวา่ ร้อยปี พนั ปี หม่นื ปี แสนปี ล้านปี แสนล้านปี อย่างไรโครงกระดูกนี้จะต้องสลายแน่นอน ถึงการ ผุกรอ่ นแน่นอน แล้วก็นึกถึงภาวะ คําว่า ผุกรอ่ น นี้ ยงั ไมเ่ หน็ ภาพหรอก นึกถงึ คาํ นี้ คอื ภาพของคาํ จะผดุ ข้นึ ในหัวก่อน แต่ตัวภาพอันเป็ นมโนภาพท่ีจะเห็นกระดูก ผุกรอ่ นนี้จะยังไม่เกิด แต่คิดถึงคําว่าผุกรอ่ น กระดูก ผุกรอ่ น ความผกุ รอ่ นของกระดูก กระดูกนี้ตอ้ งผกุ รอ่ น ร้อยปี พันปี จะต้องผุกรอ่ น ต้องย่อยสลาย ต้องถึงคราว แตกสลายไปเป็ นดิน น้ํา ไฟ ลม ต้องถึงคราวสูญสิ้น ไมส่ ามารถดาํ รงโดยความเป็นกระดกู อยา่ งนี้ไดอ้ กี ตอ่ ไป ด้วยความท่ีใช้กําลังพิจารณาอย่างนี้ย้ํา ๆ ซ้ํา ๆ ๆ ๆ ซ้ําแล้วซ้ําเล่า ๆ จนไม่รู้ว่าจะต้องซ้ําไปเท่าไหร่ จนเกิด เห็นภาพนั้นข้ึนมาต่อหน้ าต่อตา เห็นการผุกร่อน ย่อยสลายไปต่อหน้ าต่อตา พอเราเห็นปั๊บ ก็ไปเรม่ิ ขนั้ ตอนที่ ๑ ใหม่ ขนั้ ตอนที่ ๖ คอื เหน็ โครงกระดูกนัน้ เป็ นดนิ
20 การพจิ ารณากายเพ่ือความรู้แจ้ง • ขั้นตอนท่ี ๖ โครงกระดูกสลำยลงสู่ดิน • ขัน้ ตอนที่ ๖ เห็นความเป็ นดิน แล้วก็กําหนดว่า ดนิ กับเราเป็ นอนั เดียวกัน เรากบั ดนิ เป็ นอันเดียวกัน ทสี่ ุดของกายนี้คือธาตุทงั้ ๔ เป็ นไปอยา่ งอ่ืนไม่ได้ นนั่ คอื ทสี่ ดุ แลว้ ทปี่ ระกอบรวมกนั อยนู่ ี้ ประกอบรวมกนั ด้วยการถือกําเนิดข้ึนมาในภาวะแห่งความเป็ นรูปรา่ ง แต่ละคนไดส้ ภาวะรูปข้ึนมาแต่ละอัน ๆ เพราะมมี ลู เหตุ ปั จจัยแต่ปางก่อนท่ีเราไม่ได้แก้ไขทําให้เกิดการรวมตัว มาเป็ นรูปรา่ งกายในเวลานี้ ฉะนั้น ถ้าเราพิจารณา รา่ งกายเราจนรู้แจ่มแจ้งไปถึงธาตุแล้ว ก็จะไปมีกําลัง ในการทําลายเหตุที่จะนํ าไปสู่การก่อให้เกิดการรวมตัว ของความมรี ูปรา่ ง เห็นแค่ครงั้ เดียวยังไม่พอ ต้องเห็นแล้วเห็นอีก คือกลับไปย้อนสู่กระบวนการที่ ๑ เรม่ิ ต้นตอนที่เรา มีชีวิตอยู่แล้วหมดลมหายใจ พอหมดลมหายใจ ธาตุ ทัง้ ๔ ธาตลุ มออก ธาตุไฟออก ธาตุดินก็ดันกันออกมา
ข้นั ตอนที่ ๖ โครงกร�ดกู สลายลงสู่ดนิ 21 กเ็ ป็ นขัน้ ตอนที่ ๒ น้ําดันดิน ธาตดุ ินแตก น้ําละลายดนิ เป่ื อย เน่า ยอ่ ย ยยุ่ สลายเป็ นโครงกระดกู โครงกระดกู ผุกรอ่ นกลายเป็ นดิน ไปขัน้ ตอนท่ี ๑ ใหม่ ตอน มีชีวิตอยู่เป็ นอย่างไร แล้วก็ใช้ชีวิตไปมาเหมือนกับ ชีวิตปกติของคนทัว่ ไป แต่พอหมดลมแล้วเป็ นอย่างไร อันดับแรก คือ หมดลม ก็นึกอย่างนี้แหละย้ํา ๆ ซ้ํา ๆ ซ้าํ อยอู่ ยา่ งนัน้ แหละ จนแยกยอ่ ยสลายกลายเป็นดนิ ป๊ บุ กไ็ ปขนั้ ตอนที่ ๑ ใหม่ อยา่ งนี้ ย้ําไปย้ํามา เวียนอยา่ งนี้ ย้ําอย่างนี้ ไม่สามารถกําหนดว่าประมาณเท่าไหร่ แต่ก็ ยังอยู่ในระยะพรรษาที่บวชในระยะ ๓ เดือนนี้ น่าจะ ประมาณเดือนท่ี ๒ เขา้ ไปเดอื นที่ ๓ จิตทําสมาธโิ ดยการพิจารณารา่ งกายนี้ แล้วเห็น ภาพในสมาธินิมิตนั้นเป็ นร่างกายตัวเองผุดข้ึนมา แล้วมีหน้ าอกแหวกออก ๆ เห็นเน้ือแดง ๆ เห็นโครง- กระดกู เหน็ หวั ใจ เหน็ ทกุ อยา่ งทงั้ หมดทปี่ รากฏตอ่ หน้ า ต่อตา จิตก็พุ่งเข้าไปที่กลางหน้ าอก เรว็ มากเวลาจิต พงุ่ เขา้ ไป เหมอื นคนตกเหว ลว่ิ พอไปถงึ จดุ หน่ึงมนั วาบ จา้ ออกมา จากนนั้ กข็ าดการรบั ร้ทู างกาย ไมร่ บั ร้ทู างกาย อีกเลย จิตก็นิ่งสงบอยู่ในภาวะอีกภาวะหน่ึงแยกออก
22 การพจิ ารณากายเพอื่ ความรแู้ จ้ง ไปจากกาย ก็เลยได้เข้าใจว่านั่นคือความเป็ นสมาธิ พอความเป็ นสมาธนิ ี้เกดิ ข้นึ กพ็ ยายามพากเพยี รทจี่ ะให้ จติ เป็นสมาธอิ ยา่ งนนั้ ดว้ ยผลของการทาํ สมาธใิ นครงั้ นนั้ เวลาถอนจิตข้ึนมานี่ มองเห็นคนทุกคนที่เราไปเห็น อย่าว่าแต่คนเลย เห็นต้นไม้ เห็นศาลา เห็นกุฏิ เห็นเรอื นชานบ้านช่อง เห็นสัตว์ เห็นทุกอย่างแยก ยอ่ ยสลายทกุ ขณะ ทกุ นาที ทกุ วนิ าที ไมม่ ขี ณะไหนเลย ที่จะไม่เห็นการแยก ย่อย สลาย ของตัววัตถุธาตุ ทงั้ หลาย มนษุ ย์ เรอื นชานบา้ นชอ่ ง สตั วเ์ ดรจั ฉาน ตน้ ไม้ กุฏิ ศาลา จึงเห็นโลกนี้ว่างเปล่าตลอด คือทุกสรรพสิ่ง เป็ นสามัญญะเหมือนกันหมด คือเป็ นเสมอเหมือนกัน หมดเลย ไมไ่ ดแ้ ตกตา่ งกนั คอื ทกุ คนคอื ดนิ น้ํา ไฟ ลม แล้วเห็นเอง ไม่ได้คิด ผ่านชัน้ ของการคิดมาหมดแล้ว ไม่มีกระแสของการคิด ตรกึ นึกอะไรเลย เห็นป๊ ุบมัน เกิดเป็ นภาพปรากฏ ทราบ เหน็ ทกุ คนยอ่ ยสลายป๊ บุ ๆ ๆ รา่ งกายแตกเพยี ะ ๆ ๆ สลายหมด อยา่ งนี้ ฉะนัน้ ความรู้ ความเหน็ อยา่ งนี้ไมใ่ ชค่ วามคดิ มนั เกดิ ข้นึ มาปรากฏอยู่ เหมอื นกบั ตาเหน็ เรยี กวา่ ราวกบั ตาเหน็ แตไ่ มใ่ ชต่ าเหน็ มนั เห็นจากภายในแตส่ ง่ ผลใหต้ าเห็นอยา่ งนัน้ ด้วย
ข้นั ตอนที่ ๖ โครงกร�ดูกสลายลงส่ดู นิ 23 น่ีคือความพิเศษอย่างหน่ึง จะเรยี กว่าเป็ นความ อศั จรรยข์ องการปฏบิ ตั กิ ไ็ ด้ ทสี่ ง่ ผลใหเ้ ราไดร้ ้แู ละเขา้ ใจ ความเป็ นจรงิ จติ เราจงึ เทยี่ งตรงตอ่ ความเป็ นจรงิ จติ นี่ มนั ราบเสมอ มองคนทกุ คนไมไ่ ดม้ องแตกตา่ งกนั เลยนะ มองคนเสมอเหมอื นกนั หมด คอื ดนิ น้ํา ไฟ ลม อยา่ งนี้ นี่แหละเป็ นเหตุ เม่ือตอนท่ีไปเทศน์สอนญาติ ครงั้ แรก สอนเร่อื งนี้แหละวา่ ทุกคน คือดนิ น้ํา ไฟ ลม ท่ีนัง่ อยู่น่ี คือกองดิน กองน้ํา กองไฟ กองลม ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่มีพี่ ไม่มีน้ อง ญาติก็สับสนมากเลยช่วงนัน้ ไม่เข้าใจในส่ิงท่ีอาตมาพูด เม่ือไม่เข้าใจเขาก็หาว่า “เอ...เพยี้ นไปหรอื เปล่า” อะไรประมาณนี้ อันนี้กค็ ือเรา ไปพูดให้คนที่ไม่พิจารณาฟั ง เขาก็ไม่เข้าใจ ถ้าใคร พิจารณาแบบนี้ก็จะเข้าใจแบบท่ีว่านี้ ว่าเป็ นความรู้ ในภายใน เป็ นเร่อื งในภายใน จากนั้นก็ยังไม่สามารถรู้วิธกี ารในการที่จะกําจัด อาสวะกเิ ลส ไดแ้ คช่ นั้ ของความร้ใู นชนั้ ของความสงบใจ เทา่ นัน้ เอง ไมใ่ ชช่ นั้ ปัญญาในการทจี่ ะไปไถถ่ อนอาสวะ- กิเลส มารู้หลักการในการไถ่ถอนอาสวะกิเลส ได้หลัก ของหลวงป่มู นั่ ภรู ทิ ตั โต คอื การกาํ หนดร้ขู นั ธ์ ๕ เกดิ -ดบั
24 การพิจารณากายเพอื่ ความรูแ้ จง้ อันนี้เรยี กวา่ เป็ นวธิ กี าร วธิ ีการแรก สอนให้เรยี นรู้กาย วิธีการท่ี ๒ คอื ยกจติ ข้ึนสู่วิปัสสนาโดยกาํ หนดรู้ ขนั ธ์ ๕ เกิด-ดับ อันนี้จงึ จะทาํ ลายอาสวะ ความร้ใู นการร้กู ายกบั ความร้ใู นการกาํ หนดร้ขู นั ธ์ ๕ เกิด-ดับ เป็ นความรู้ประสานกัน ความรู้ประสานกันนี้ จึงก่อให้เกิดอรยิ มรรคในการตัดทําลายสังโยชน์ แต่ท่ี ถามมา ที่ไดอ้ ธบิ ายมานี้ ถามมาในชัน้ ของการพจิ ารณา รา่ งกาย ๖ ขัน้ ตอนโดยความเป็ นธาตอุ ยา่ งไร $
ปุจฉา-วิสัชนา ต่อไปก็เป็ นคําถามหลังจากเสรจ็ จากการทําความ เข้าใจเร่อื งพจิ ารณารา่ งกาย ๖ ขัน้ ตอนแลว้ ปุจฉา : หากเม่ือมีส่ิงท่ีกระทบอายตนะทางใจ ที่ทําให้เกิดความรําคาญใจ ให้เราพิจารณาเฝ้ าดู คือ กําหนดรู้ทุกข์จากความรําคาญนี้ให้ละเอียดยิ่ง ๆ ข้ึนไป และทําเช่นนี้ไปเร่ือย ๆ จนกว่าจะเห็นมันดับไปเอง หรอื ไมเ่ รากล็ มื เร่อื งทก่ี าํ หนดไปเอง ใชห่ รอื ไม่ และหาก สิ่งที่มากระทบใจก่อให้เกิดสุข พิจารณายากกว่าความ ทุกข์ เพราะใจลึก ๆ ก็หลงไปยินดี จะพิจารณาอย่างไร ไมใ่ ห้ยดึ ตดิ ไดจ้ รงิ ๆ ขอพระอาจารยเ์ มตตาสงั่ สอนดว้ ย วิสัชนา : การพิจารณาอารมณ์นี้ ให้พิจารณา โดยความเป็ นทุกข์ก่อน สุขเกิดข้ึน ยังไม่ต้องไป พิจารณามาก แต่ให้เข้าใจด้านความรู้ในภายในว่า สุข จะเกิดข้ึนมากน้ อยแค่ไหนก็ตาม สุขนัน้ ก็คือสุขอันเกิด จากเวทนา สุขอันเกิดจากเวทนาคือสุขที่แสดงอาการ ในสิ่งที่เราสัมผัสอยู่ แน่นอนว่าความสุขนี้เวลาแสดง
26 การพจิ ารณากายเพอื่ ความรแู้ จง้ อาการในส่ิงท่ีเราสัมผัสอยู่ เราพอใจอยู่แล้ว เพราะว่า อนสุ ยั อนั เป็นตวั ราคะนอนเน่ือง ทาํ ใหเ้ ราเกดิ ความพอใจ อยา่ งไรกต็ อ้ งเกดิ อยแู่ ลว้ เป็นเร่อื งธรรมดา แลว้ ความสขุ ในด้านราคะนี้ อย่าเพ่ิงไปคิดละมัน เพราะจุดประสงค์ ในการปฏบิ ัติ ในชนั้ แรก เราจะตอ้ งทาํ ลายสักกายทฏิ ฐิ ก่อน ยังไม่ต้องไปแตะกับสุขอะไรพวกนัน้ อย่าไปยุ่ง กบั เวทนา มนั จะต้องเกดิ สขุ กต็ อ้ งเกิด ทุกขก์ ็ตอ้ งเกดิ สลับกันไปอยา่ งนี้ แต่ส่ิงหน่ึงที่ต้องทําความเข้าใจ คือคําว่า สุขที่มี หมายถึง ขณะทเ่ี รามีสขุ ทุกข์ไม่มี เราจงึ เรยี กสภาพที่ มีสุขนัน้ ว่า สุข แล้วขณะใดก็ตามท่ีเรามีทุกข์ จะเป็ น เร่อื งใดก็ตาม จะเป็ นความรําคาญใจ ความฟ้ ุงซ่าน ความหงดุ หงดิ ความโมโห ความไมพ่ อใจอะไรบางอยา่ ง ทมี่ ากระทบ เรากเ็ รยี กสภาพนัน้ วา่ ทกุ ข์ เพราะไมม่ สี ขุ ทีนี้เราก็ต้องเข้าใจว่า ขณะท่ีจิตมีความสุขอยู่นั้น ในคราวที่ไปกระทบกับอารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ คําว่า อารมณ์ทไี่ มน่ ่าพอใจ คอื อารมณ์ทปี่ ฏฆิ ะกบั สขุ คอื ตรง ขา้ มกบั สุขนัน่ เอง เพราะฉะนัน้ อารมณ์ท่ีตรงขา้ มกับสขุ เขาเรียกว่าทุกข์ หมายถึงขณะท่ีเราเสวยสุขอยู่ดี ๆ
ปุจฉา-วสิ ชั นา 27 แตเ่ ม่อื มผี สั สะอะไรกต็ ามทไี่ มน่ ่าพอใจ ผสั สะชนิดนี้ผา่ น เขา้ มา เม่อื กยี้ งั สขุ อยดู่ ี ๆ แตพ่ อผสั สะในสง่ิ ทไ่ี มน่ ่าพอใจ มนั เปลยี่ น แลว้ กเ็ ป็ นทกุ ขท์ นั ที พอมนั เปลย่ี นเป็ นทกุ ข์ ทันที ความสุขเม่ือกี้นี้หายไปไหน เรายังไม่ต้องมอง หรอกว่า ความสุขจะเป็ นทุกข์ คอื ทงั้ ความสุข ทัง้ ความ พอใจ ทงั้ ความน่าปรารถนา ทงั้ ความน่ายนิ ดี ที่เกิดข้ึน ก่อนหน้ านี้ เม่ือกี้นี้หายไปไหน เวลาเราผัสสะกับส่ิงท่ี เป็ นทกุ ข์ เราไดเ้ ห็นไหม เราไดร้ ู้ไหม เราได้เขา้ ใจไหม ไมต่ อ้ งไปมองวา่ เป็ นทกุ ขก์ ไ็ ด้ แตใ่ หม้ องลกั ษณะเขา้ ใจ ภาวะลกั ษณะทเ่ี ขา้ มาผสั สะเกยี่ วขอ้ งกบั ตวั เรา อนั นี้คอื ดา้ นจิต ดา้ นกาย คอื การพจิ ารณา ๖ ขนั้ ตอน ดา้ นจติ นี้ คอื การกําหนดเห็นการเกิด-ดับ นั่นหมายถึงว่าขณะใด ก็ตามท่ีเรามีความทุกข์ หรอื ผัสสะกับส่ิงท่ีเป็ นทุกข์อยู่ ความสุขเม่ือกี้นี้ ท่ีมีทัง้ ราคะ มีทัง้ สุขนี้ดับไป แค่นี้ กท็ าํ ใหเ้ ราไดเ้ ขา้ ใจแลว้ วา่ แมเ้ ราจะพงึ พอใจยนิ ดใี นสขุ มากแค่ไหนก็ตาม มันก็ดับ คือพึงพอใจได้เท่าท่ีมัน ยังดํารงอยู่นัน่ แหละ ตราบเท่าท่ีความสุขยังมีอยู่ เราก็ ร้สู กึ วา่ ตวั เองมคี วามสขุ แตเ่ ม่อื ใดกต็ าม เม่อื ผสั สะใหม่
28 การพจิ ารณากายเพื่อความรแู้ จง้ ผ่านเข้ามา ความสุขนั้นก็ดับไปแล้ว ก็เหลือแต่ ความทกุ ข์ ทนี ี้ ประเดน็ กค็ อื วา่ ความทกุ ขเ์ ราไมค่ อ่ ยไดม้ อง... ถกู ตอ้ ง ... ไมค่ อ่ ยจะมีใครมีสตมิ องเท่าไหร่ มองความ ทกุ ขอ์ ยา่ งเดยี วกไ็ ด้ กาํ หนดร้คู วามทกุ ขอ์ ยา่ งเดยี วกไ็ ด้ เพราะอะไร เพราะเม่ือใดก็ตามที่จิตรู้เท่าทันทุกข์ เพราะทุกข์น่ีมักจะสร้างปั ญหาข้ึนแบบฉับพลันทันด่วน หรอื แบบปัจจบุ นั ทนั ที ไดส้ ง่ ผลกระทบออกไปภายนอก มากกว่าสุข สุขนี่ยังไม่ต้องส่งผลกระทบอะไรเท่าไร ในเร่ืองท่ีเป็ นปั ญหาหรือว่าเร่ืองที่จะก่อให้เกิดโทษ แต่ทุกข์นี่ก่อให้เกิดโทษมาก ก็เลยต้องมาบรรเทาก่อน หรอื ว่ามาแก้ปัญหาในแง่ของความทุกข์นี้ก่อน กาํ หนด รู้ทุกข์ไว้ก่อน จนเห็นภาวะความทุกข์อันนั้น เช่น ทถ่ี ามมาว่า ความรําคาญใจเกิดข้นึ กใ็ ห้บอกตวั เองว่า ความรําคาญกําลังเกิดข้ึนกับจิต จิตกําลังมีความ รําคาญ ความรําคาญกําลังปรุงแต่งจิตเรา จิตเรากําลังถูก ความรําคาญปรุงแต่ง
ปจุ ฉา-วสิ ัชนา 29 เรากําลังมีความรําคาญ ความรําคาญกําลังเกิดข้ึน กบั เรา เรากําลังถูกความรําคาญปรุงแต่ง ความรําคาญ กําลงั ปรงุ แต่งตัวเรา จิตเรากําลังเกิดความรําคาญ ความรําคาญกําลัง เกดิ ข้ึนกับจติ จติ เรากาํ ลงั เกดิ ความรําคาญปรงุ แตง่ ความรําคาญ กําลังปรุงแต่งจิต ตัวเราเกิดความรําคาญ ความรําคาญกําลังเกิดข้ึน กบั ตวั เรา กําหนดอย่างนี้แหละ จนกว่ามันจะดับแล้วหายไป พอมนั ดบั แลว้ หายไป การกาํ หนดกห็ ายไปดว้ ย ตวั ใหมต่ อ่ กก็ าํ หนดใหม่ รู้ทนั กด็ ับลงไปพร้อมในลกั ษณะอยา่ งนี้ ด้วยการท่ีเราปฏิบัติอย่างนี้ แล้วก็ด้วยการท่ีเรา พิจารณากายแล้วพิจารณาจิตทางด้านอารมณ์อย่างนี้ ความรู้ทัง้ ๒ ส่วนนี้จะไปสร้ างกําลังแห่งอรยิ มรรค พอกําลังแห่งอรยิ มรรคถูกสะสมจากกระบวนการแห่ง การพจิ ารณาของเรานี้อยบู่ อ่ ย ๆ อยยู่ ้าํ ๆ อยซู่ ้าํ ๆ อยา่ งนี้ ก็จะตดั กระแสของอาสวะในแต่ละลําดับ
30 การพิจารณากายเพือ่ ความรู้แจ้ง ฉะนัน้ เบ้ืองต้นเราไม่ต้องไปกังวลว่าเราจะไปละ ความสุขได้อย่างไร ความสุขไม่ต้องไปละ คือยังไม่ ตอ้ งละในตอนนี้ เบ้อื งตน้ เราต้องการไปแก้สักกายทฏิ ฐิ อย่างเดียวก่อน สักกายทิฏฐทิ ่ีเกี่ยวกับสุขหรอื ทุกข์ แต่เราจะกําหนดรู้ทุกข์นี้เอาไว้มาเป็ นทางเดินของจิต ให้จิตได้สร้ างอริยมรรคข้ึนมา เพราะถ้าจิตไม่ยอม กําหนดรู้ทุกข์นี้จะสร้างอรยิ มรรคข้ึนมาไม่ได้ ฉะนั้น สุขเอาไว้ก่อน เพราะความสุขมีอยู่ก็ไม่ใช่กิเลส เป็ น เวทนา ความทุกข์ก็ไม่ใช่กิเลส เป็ นเวทนาเหมือนกัน แตท่ กุ ขสจั จะคอื ความจรงิ ทเ่ี ราตอ้ งทกุ ข์ นี้คอื ความจรงิ เพราะสุขนัน้ ไม่จรงิ มีอยู่แตไ่ ม่จรงิ ฉะนัน้ พระพุทธเจา้ ทรงชี้ให้เราเห็นความจรงิ นั่นหมายถึงว่าสิ่งที่จะต้อง เป็ นจรงิ ท่ีจะต้องเกิดข้ึนจรงิ ๆ อันนี้เรยี กว่าเป็ นสัจจะ ในชัน้ อรยิ สัจ เพราะฉะนัน้ การกําหนดว่าอรยิ สัจในชัน้ ทุกขสัจจะนี้ก็เพ่ือให้เราไม่ได้หลงประเด็นว่าความจรงิ ที่เป็ นสัจจะนี้คือตัวไหน เพราะความจรงิ ท่ีเป็ นสัจจะ มอี ยู่ ๔ ประการ ๑. ความจรงิ ท่เี ป็ นทุกข์ ๒. ความจรงิ ท่เี ป็ นเหตุใหเ้ กดิ ทุกข์
ปจุ ฉา-วิสัชนา 31 ๓. ความจรงิ ที่เป็ นความดบั ไปของทกุ ข์ ๔. ความจรงิ ทบี่ คุ คลปฏบิ ตั ติ อ่ ทกุ ข-์ ปฏบิ ตั ติ อ่ เหต-ุ ปฏบิ ตั ติ อ่ ความดบั ไปของเหตุ จะสามารถดบั ความทกุ ข์ ได้อย่างสิน้ เชิงเรยี กว่า มรรค น่ีเขาเรยี กว่าความจรงิ ที่ เรยี กวา่ ทางดาํ เนิน เรยี กว่า มรรค นี่เอง ความจรงิ เหลา่ นี้เป็นสจั จะ การทเี่ ราเรยี นร้สู จั จะ ๔ ประการอยา่ งนี้ จะทาํ ใหจ้ ติ ของเราตงั้ อยใู่ นหนทางแหง่ อรยิ มรรค เขาเรยี กว่าอรยิ มรรคถูกสร้างข้ึนมาในจิต จิตเราจึงไม่ได้ไปหลงยึดจับสุขด้วยอํานาจของอวิชชา คือ ความไม่รู้ ไม่หลงยึดจับทุกข์ด้วยอํานาจอวิชชา คือ ความไม่รู้ สุขมีอยู่ ทุกข์มีอยู่ แต่ไม่ได้หลงยึดจับ ดว้ ยอาํ นาจของอวชิ ชา อยา่ งหลวงป่ มู นั่ ท่านบอกว่า “อนั วา่ ตณั หาปรารถนาอยากไดไ้ มร่ ้จู กั พอ ลอ่ ลวงใจ ใหเ้ กดิ ทกุ ข์ หลงวา่ สขุ มอี ยทู่ อี่ ่นื จากใจ แสวงหาซ้าํ ยง่ิ ได้ ทุกข์ทกุ เวลาโดยแท้ สุขหากมอี ยู่ท่ีใจ ใจรู้ใจ ใจเหน็ ใจ มีอยู่ใจเดียว สุขเป็ นครู ทุกข์เป็ นครู รู้แล้วหยุดอยาก ทกุ ข์ก็หากสนิ้ ไป” ในความหมายนี้เป็ นอุบายธรรมที่ท่านบอกว่า ความสุขเป็ นครูคอยบอก คอยสอน ให้เราได้รู้จัก สิ่งที่
32 การพจิ ารณากายเพอื่ ความรูแ้ จ้ง เกดิ กบั เรา เป็ นกบั เรานี้ สขุ -ทกุ ขจ์ ะตอ้ งมอี ยใู่ นชวี ติ เรา อยแู่ ลว้ แมแ้ ตจ่ ติ ในพระอรยิ เจา้ ทงั้ หลายกต็ าม สขุ -ทกุ ข์ ก็ยังมี พระพุทธเจ้าก็ยังมีทุกข์ แม้พระพุทธเจ้าจะเป็ น อรหันต์สิ้นทุกข์ คําว่า สิ้นทุกข์ คือสิ้นทุกข์ด้วยอํานาจ ของกเิ ลส แตท่ กุ ขโ์ ดยธรรมชาตหิ รอื มสี ขุ โดยธรรมชาติ ก็มี คือมีอยู่ มีสุขมีทุกข์โดยปกติธรรมชาติของขันธน์ ี้ มอี ยู่ มรี กั มชี งั เหมอื นกนั พระพทุ ธเจา้ กช็ งั เป็นเหมอื นกนั ไม่ใช่ว่าชังไม่เป็ น แต่การชังของพระพุทธเจ้าไม่ได้ชัง ดว้ ยอาํ นาจของกเิ ลส ตวั อยา่ งเชน่ พระพทุ ธเจา้ ประณาม พระสารบี ตุ ร ประณามพระโมคคลั ลานะทมี่ ากบั ลกู ศษิ ย์ ในอาวาสนัน้ แลว้ กส็ ง่ เสียงอ้ือองึ ดัง พระองค์ก็ทรงบอก ว่า อานนท์ ไล่ภิกษุเหล่านัน้ ออกไปจากอาราม เราไม่ ตอ้ งการผทู้ มี่ เี สยี งดงั อ้อื องึ ดงั่ ชาวประมงแยง่ ปลากนั เรา ไม่ชอบ เรารําคาญ คือพระองค์เกลียดความอึกทึก ครกึ โครม แตต่ ้องเก่ียวโยงกับผูค้ น จรงิ ๆ พระองคไ์ ม่ ได้รงั เกียจคนหรอก แตว่ า่ รงั เกยี จสงิ่ ท่ีทําใหค้ วามวิเวก สาํ หรบั พระองคถ์ ูกรบกวน อ้าว...อยา่ งนัน้ พระองคก์ ็ยงั ยึดติดอยู่ในสุขอยู่หรอื จรงิ ๆ พระพุทธเจ้าไม่ได้ยึดติด ในสุข สุขมันยึดติดไม่ได้อยู่แล้ว นี่เป็ นพุทธปั ญญา
ปุจฉา-วิสัชนา 33 พระองค์ทรงทราบ แต่ว่าโดยสมณะ โดยธรรม ถ้าไม่ รกั ษาวิเวก หรอื ไม่รกั ษาความสงบไว้นี่ จะทําให้คน ไมเ่ ขา้ ใจหลกั การปฏบิ ตั ใิ นจดุ เรม่ิ ตน้ จะไมไ่ ดร้ ้วู า่ วเิ วกนี้ จะเป็ นเคร่อื งอํานวยผลและอํานวยประโยชน์ บางครงั้ ภิกษุบางท่านกําลังเพ่งพินิจพิจารณาธรรมบางอย่างอยู่ ในวเิ วก ถา้ มเี สยี งเขา้ ไปรบกวนภกิ ษทุ ก่ี าํ ลงั อยใู่ นวเิ วก แล้วจิตกําลังเดนิ มรรคอยู่นี้ เสยี งจะเป็ นปฏฆิ ะตอ่ วิเวก จะเขา้ ไปทาํ ลายจติ ทก่ี าํ ลงั ดาํ เนินอยใู่ นอรยิ มรรคนนั้ และ อาจจะเข้าไปทําลายมรรคผลแห่งจิตของภิกษุที่อยู่ใน อาวาสนัน้ การไปทาํ ลายมรรคผลของคนนัน้ ๆ เรยี กว่า เป็นเคร่อื งกนั้ ได้ แลว้ พระพทุ ธเจา้ ตอ้ งตรสั ตรงนี้ตดั ตอน ไวก้ อ่ นเพ่ือไมใ่ หม้ าทาํ ลายหรอื รบกวน เสยี งทงั้ หลายนี้ มารบกวนวเิ วกในจติ ของภกิ ษผุ กู้ าํ ลงั เพง่ พนิ ิจธรรมเพ่อื ทจ่ี ะตรสั ร้ธู รรมทางดา้ นอรยิ มรรค พระองคก์ เ็ ลยบอกให้ ไล่ออกไปก่อน คือพอเป็ นทํานองให้ได้รู้ว่าสมณะเรา รกั ษาวเิ วกนี้เพ่อื เป็นองคป์ ระกอบในดา้ นการปฏบิ ตั ิ เพ่อื ใหถ้ งึ จดุ แหง่ การทาํ ลายอาสวกเิ ลส พอทาํ ลายแลว้ วเิ วก เกดิ ตลอดเวลาอยแู่ ลว้ แมจ้ ะมเี สยี งอกึ ทกึ ครกึ โครมแค่ ไหนกต็ ามวิเวกก็เกิดตลอดเวลาอยู่แลว้ แต่ถ้าพระองค์
34 การพจิ ารณากายเพื่อความรแู้ จง้ ไม่ทําอย่างนี้ ภิกษุรุน่ หลังก็จะไม่เข้าใจว่าควรจะรกั ษา วเิ วกไวอ้ ยา่ งไร จะไมเ่ ขา้ ใจแนวทางการปฏบิ ตั วิ า่ ควรจะ ต้องอิงอาศัยอยู่กับวิเวก เพ่ือให้วิเวกเอ้ือเฟ้ื อต่อการ ปฏิบัติธรรมอย่างไร ก็จะมองว่าไม่สําคัญ จรงิ ๆ ก็มี ความสําคัญอยู่ส่วนหน่ึงพอสมควร แล้วค่อนข้างจะ สําคญั มาก แตก่ ็ไม่ไดว้ า่ จะองิ อาศยั อย่ตู ลอดไป ฉะนัน้ แล้วในวิถีชีวิตปกติ เวลาขลุกอยู่กับความ วุ่นวายก็ต้องวุ่นวายเป็ นเร่อื งธรรมดา เป็ นเร่อื งปกติ เราปฏิเสธความวุ่นวายไม่ได้ แต่ในระหว่างการปฏิบัติ ของเราจะมอี ยา่ งหน่ึงเรยี กวา่ จะเกดิ ความวเิ วกในภายใน ความวเิ วกชนิดนี้จะเป็นความวเิ วกทถ่ี กู เตรยี มพร้อมไว้ เพ่ือรองรบั อรยิ มรรคที่จะเกิดข้ึนกับจิต เพราะถ้าความ วิเวกชนิดนี้ถูกทําลาย จะไม่เกิดอรยิ มรรค จะเป็ นการ ทําลายอริยมรรคในตัวบุคคลคนนั้นไป ก็จะสูญเสีย ประโยชน์ในคน ๆ นัน้ เพราะผู้ปฏิบัติเวลาจิตจะเข้าสู่ อริยมรรค เขาจะรู้ดีว่าช่วงเวลาของจิตในช่วงนั้น จะเงียบมาก มันจะเงียบสงัดผิดปกติ เป็ นความเงียบ จากภายใน ภายนอกแมจ้ ะมเี สยี งอกึ ทกึ ครกึ โครมกต็ าม แตใ่ นภายในร้สู กึ วา่ มกี ารเป็ นอยโู่ ดยลาํ พงั ในตวั มนั เอง
ปจุ ฉา-วสิ ัชนา 35 กอ่ นทเี่ ขา้ ไปร้แู จง้ ในธรรมจะเกดิ ตรงนี้กอ่ น อนั นี้จะเป็น อปุ ธวิ ิเวก คอื วิเวกทจ่ี ะเข้าไปทําลายอาสวะ อปุ ธิ กค็ ือ ตัวอุปาทาน อุปธนิ ี้ก็คือช่ือกิเลสอันหน่ึง แต่ทุกอย่าง ต้องอาศัยการประกอบกัน เพราะฉะนั้นอรยิ มรรคนี้ การจะเกดิ ข้นึ ของอรยิ มรรคในการประหารกเิ ลส ตอ้ งมี องค์ประกอบหลายด้านหลายอย่างเข้ามามีส่วนร่วม ในการทจี่ ะทาํ ใหจ้ ติ นัน้ เขา้ ไปถงึ การละอาสวะหรอื ไมล่ ะ อาสวะ ตัวนี้คอื สว่ นสําคญั ปุจฉา : เม่ือเกิดการปรุงแต่งทางความคิด ใหร้ ะลึกวา่ เกดิ ข้ึน-ตงั้ อย่-ู ดับไป แบบนี้ไหม วสิ ชั นา : การระลกึ อยา่ งนนั้ ยงั ใชไ้ มไ่ ด้ ตอ้ งเป็น การกาํ หนดจรงิ ๆ ในชนั้ ของความคดิ นัน้ กาํ หนดใหเ้ หน็ เร่อื งของเร่อื งนนั้ จรงิ ๆ แคจ่ ะไปคดิ (ระลกึ ) วา่ มนั เกดิ ข้นึ - ตงั้ อยู่ - ดบั ไป อยา่ งนี้ไมไ่ ด้ ตอ้ งเหน็ สภาพอาการ ร้เู ร่อื ง และเข้าใจเหตุเกิด การตัง้ อยู่ ความแปรปรวนและ การดับของมนั ต้องใหเ้ หน็ จรงิ ๆ ปจุ ฉา : เม่อื เราเห็นอารมณ์ป๊ บุ ดบั ปั๊บ แต่ความ คิดอ่ืนยังไม่เข้ามาแทรก เรยี กว่าความดับแบบอ่อน ๆ หรอื ว่าความจางคลาย หรอื ว่าความรู้
36 การพิจารณากายเพ่อื ความรแู้ จง้ วิสัชนา : อันนี้เรยี กว่าเป็ นความดับเลยน่ี เกิด แลว้ ดบั เป็ นความรู้ ปุจฉา : เป็ นความรู้ดว้ ยใช่ไหม วิสัชนา : เป็ นความรู้ด้วย แล้วก็เป็ นการรู้ การเกดิ -ดับ ด้วย ทถ่ี ูกตอ้ งกเ็ ป็ นอย่างนัน้ ปจุ ฉา : หาเหตใุ หล้ งใจใช่ไหม วิสัชนา : ใช่ ต้องหาเหตุให้ลงใจ คือต้องเข้าใจ กระบวนการการเกดิ ข้ึนในจติ เร่อื งราวตา่ ง ๆ ทีเ่ กิดข้นึ ในจิต เราจะไม่รู้ไม่ได้ ถ้าไม่รู้ก็คือหลงเท่านัน้ เอง ถ้ารู้ กไ็ มห่ ลง คาํ วา่ รู้ คอื ร้สู ภาวลกั ษณะจงึ จะเป็นลกั ขณปู นิช- ฌาน คือ การเพ่งดูลักษณะ เร่อื งเดียวกัน บางทีถ้าเรา ไม่เพ่งดูลักษณะ เราจะไม่รู้เร่อื งของสิ่งนัน้ แต่ถ้าเรา เพ่งดูลักษณะของมัน อาจจะเห็นหลายมุม หลายแง่ หลายประเดน็ หลายเร่อื งราว หลายมลู เหตุ บางทคี นละ มูลเหตุแต่เกิดอาการเดียวกัน ไม่ใช่เร่อื งจากเหตุอันนี้ แตม่ นั เกดิ อาการเดยี วกนั เป็นความวติ กกงั วล ไมใ่ ชเ่ กดิ จากเหตุอนั ทเี่ คยประสบมา อาจจะเป็ นเหตใุ หม่ อาจจะ เป็ นปั ญหาใหม่ แต่ความวิตกเป็ นอารมณ์อันเดียว
ปุจฉา-วิสชั นา 37 ที่ปรากฏต่อจิต จะเห็นในแง่มุมต่าง ๆ ไม่ใช่ว่าเกิด ความวิตกกังวลอย่างเดียวนี่ไปเหมารวมว่าเป็ นเพราะ เหตอุ นั เดมิ มนั กไ็ มใ่ ช่ อาจจะเป็นเหตใุ หม่ เร่อื งใหม่ คอื การพจิ ารณาใหเ้ หน็ ลกั ษณะของการเกดิ ข้นึ ของอารมณ์ ในจิตแต่ละอย่างมีมาจากเหตุอะไร เข้าใจการเกิดข้ึน ของมนั ไมไ่ ดต้ อ้ งการดบั มนั เพราะนนั่ คอื การปรากฏข้นึ ของธรรม คือการปรากฏข้ึนของอารมณ์ที่เกิดข้ึนน่ี เป็ นการปรากฏข้ึนของธรรม ยทา หเว ปาตุภวนตฺ ิ ธมฺมา อาตาปิ โน ฌายโต พรฺ าหมฺ ณสสฺ อถสสฺ กงขฺ า วปยนตฺ ิ สพพฺ า ยโต ปชานาติ สเหตุธมฺมํ ฯ “กาลใดแล ธรรมทัง้ หลายปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้เพียรเพ่งอยู่ พราหมณ์นัน้ ย่อมรู้ธรรมนัน้ ที่เกิดข้ึนมา พร้อมด้วยเหตุ”๒ สเหตุ (อ่านว่า สะ-เห-ตุ) ก็คือเหตุ นัน่ เอง รู้วา่ มนั เกดิ มมี าจากสาเหตุในตวั มันเอง ปุจฉา : เม่ือกําหนดพิจารณาแล้ว จิตดําเนินไป โดยไมห่ ลบั ไมน่ อน นี้ เป็ นปกติใช่ไหม ๒ วิ.ม. (บาล)ี ๔/๑/๒., ว.ิ ม. (ไทย) ๔/๑/๒.
38 การพิจารณากายเพอื่ ความรู้แจ้ง วิสัชนา : อย่างนี้ต้องดูว่า ในระยะท่ีไม่หลับ ไม่นอนนี้เป็ นนานไหม ถ้าเป็ นระยะหน่ึง ก็แสดงว่า เป็ นปกติของผู้ปฏิบัตธิ รรม แตถ่ า้ เป็ นนานเกนิ ๑ เดือน หรอื ๒ เดอื นไปนี่ ถา้ ยงั อยแู่ คเ่ ดอื นหน่ึงหรอื เดอื นกวา่ ๆ ก็ยังรบั ได้ คือ ยังอยู่ในวิถีของการปฏิบัติ เป็ นเร่อื ง ธรรมดาของผปู้ ฏิบัติ เพราะมนั คิดคน้ พิจารณา จะตอ้ ง ใช้กระแสของความคิดนี้เป็ นตัวนํา แต่พอถึงจุดหน่ึง มันถึงที่สุด มันได้คําตอบของมัน มันจะลงสู่ความสงบ แบบไมต่ อ้ งอาศยั ความคดิ จะเกดิ เป็นความร้ขู ้นึ มาแทน ไม่ใช่คดิ เหมือนเดมิ ก็หลับสบาย สว่ นใจแลว้ กต็ อ้ งปลกุ ตวั เองตลอด การหลบั สบาย น่ีแหละคือตัวปั ญหาทีนี้ ปลุกตัวเองให้มาทําความ พากเพียร “ไอ้หลับสบายนัน้ น่ะให้มันน้ อย ๆ ไอ้หลับ ไมส่ บายนี่ใหม้ นั เยอะๆ” ตอนปฏบิ ตั บิ อกตวั เองอยา่ งนนั้ ตลอด คือต้องต่ืนตัวตลอด นอนให้น้ อย ส่วนโยมก็ยัง ทําการทํางานอยู่ ก็ต้องนอนให้มาก แต่ก็อย่าให้ถึงกับ ไม่หลับไม่นอนส่งผลต่อสุขภาพมากเกินไป อะไรมันก็ ไม่ดี เราก็ต้องสังเกตตัวเอง ต้องพักบ้าง อย่างเช่น พระองคท์ รงเลา่ ถงึ ตอนกอ่ นทพ่ี ระองคจ์ ะตรสั รู้ ปรากฏ
ปุจฉา-วสิ ัชนา 39 ในทเวธาวิตักกสูตร (เทฺวธาวิตกฺกสุตฺตํ)๓ ทรงบอกว่า เราตถาคตพิจารณาธรรมในส่ิงที่เป็ นกุศลธรรมนี้มาก การพจิ ารณามากทาํ ใหจ้ ติ ฟ้ งุ ซา่ น แตโ่ ทษของกศุ ลธรรม นัน้ ไม่มี โทษของการพิจารณาไม่มี แต่มีอยู่อย่างเดียว กค็ อื ทาํ ใหจ้ ติ ฟ้ งุ ซา่ น จติ ทฟี่ ้ งุ ซา่ นน่ีเองทาํ ใหก้ ายออ่ นลา้ พอกายอ่อนล้าจิตก็อ่อนแรงอ่อนล้าไปด้วย พระองค์ ก็เลยบอกว่า ในสมัยนั้นตถาคตได้ละการพิจารณา แลว้ ดาํ รงจติ ไวใ้ นภายในโดยอานาปานสั สติ คอื (กาํ หนด) ดลู มหายใจ พระพทุ ธเจา้ ไมไ่ ดท้ าํ อานาปานัสสตติ อนไป เจอต้นโพธนิ ัน้ ทรงทํามาก่อนหน้ านัน้ แล้ว ทําอานา- ปานัสสตินี้ดาํ รงจิตไว้ในภายใน ปจุ ฉา : เพ่งิ จะเป็ น วิสัชนา : เพ่ิงจะเป็ น อ๋อ... ธรรมดา เป็ นเร่อื ง ปกติ งนั้ ก็ไมต่ อ้ งไปวติ กกงั วล ธรรมดามาก ปุจฉา : กราบพระอาจารย์ที่เคารพย่ิง จากที่ฟัง พุทธอุทาน ตอนนี้ก็เลยพิจารณาเพ่ิม คือ คอยดู การกระทบของอายตนะภายนอกและภายใน เชน่ พอตา เห็นรูป แล้วดูสิ่งท่ีเกิดข้ึนในจิต แล้วสอนตัวเองว่า ๓ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๒๕๒-๒๕๕/๑๖๐.
40 การพจิ ารณากายเพื่อความร้แู จ้ง ผสั สะเกดิ วญิ ญาณรบั ร้รู ปู ความคดิ กจ็ ะแยกวา่ นี้สญั ญา เกดิ สงั ขารปรงุ แลว้ กด็ สู งิ่ ทเ่ี กดิ ข้นึ ในจติ แลว้ กส็ อนจติ แยกออกเป็ นส่วน ๆ อยา่ งนี้ใชห่ รอื ไม่ วิสัชนา : ใช่ ถูกต้อง ทําอย่างนี้แหละ จะเป็ น การทําให้จิตได้อุปนิสัยทางด้านการพิจารณาแยกขันธ์ จะดีมากเลยอย่างนี้ ถ้าสามารถทําได้ จะดี เพราะการ พิจารณาอย่างนี้ เรยี กว่าพิจารณาแยกนามขันธ์ หรอื นามธรรมนี้ แยกผัสสะ วิญญาณ สัญญา สังขาร แยกอย่างนี้จะได้รบั ความวิเวกได้เรว็ มาก จะเกิดความ วเิ วกแบบลกึ ๆ แปลก ๆ ข้ึนมา ปุจฉา : มีอารมณ์ผุดข้นึ มาให้พิจารณาตลอด วิสัชนา : ก็ดี ถ้ามีอารมณ์ผุดข้ึนมาพิจารณา ตรงนี้ดมี าก ๆ ไมใ่ ชเ่ ร่อื งเสยี หาย เพราะนัน่ คอื เร่อื งทจ่ี ติ กําลังดึงเอาอาสวะ คือ ส่ิงท่ีมันสะสมอยู่ในจิต ท่ีมัน หมักดองอยู่นี้ ดึงออกมาชําระล้างทีละเร่อื ง ๆ ๆ วิธี ชําระล้างก็คือเราต้องเห็นการเกิด-การดับ แต่ถ้ามันพุ่ง ออกมาเฉย ๆ นี่ มันจะฟ้ ุง ถ้าไม่ได้กําหนดดูการเกิด- การดับ ไม่ได้เห็นการเกิด-การดับนี่ ก็ไม่มีประโยชน์
ปจุ ฉา-วิสัชนา 41 จะไม่ถูกชําระล้าง มันก็จะถูกเก็บสะสมไว้เหมือนเดิม ฉะนั้น เราจะต้องปล่อยให้มันเกิด ปล่อยเลย การ- พิจารณาจนฟ้ ุงนัน่ อีกเร่อื งหน่ึง แต่การท่ีเร่อื งราวท่ีอยู่ ในจติ มนั ผดุ โผลข่ ้นึ มาอยเู่ ร่อื ย ๆ ๆ ๆ นัน่ คอื การชาํ ระลา้ ง ต้องแยกตรงนี้ให้ออกนะ คนท่ีพิจารณาธรรมมามาก แล้วฟ้ ุงไปในธรรมที่พิจารณา เขาเรยี กว่าฟ้ ุงซ่านไป ในธรรมท่ีพิจารณา ฟ้ ุงไปในธรรมเป็ นอีกแง่หน่ึง อันนัน้ อยู่ในชัน้ ของการสะสมมรรคหรอื ว่าสะสมวิธกี าร ในการปฏิบตั ิ แตอ่ กี กรณีหน่ึงกค็ ือ...จ้องดู เห็นอารมณ์ เรยี กว่ามันเข้าไปคุ้ย การกําหนดที่เรากําหนดอยู่นั้น มั น ห ยั่ง ค ว า ม ร้ ู เ ข้ า ไ ป ดึ ง เ อ า อ า ส ว ะ อ อ ก ม า ชํ า ร ะ ล้ า ง ดงึ ออกมาเขาเรยี กวา่ ถา่ ยเทอารมณ์ เทขยะออกจากจติ เขาเรยี กวา่ เท ดงึ ออกมาชาํ ระลา้ ง เอามาแก้ เรากป็ ฏบิ ตั ิ ต่ออารมณ์ที่เกิดข้ึน โดยการกําหนดรู้การเกิดข้ึน การตัง้ อยู่ การดับไป อย่าไประลึกว่ามันคือการเกิดข้ึน แต่ต้องให้รู้ให้เห็นว่า นี้คือการเกิดข้ึน การเกิดข้ึนของ สิง่ นี้ สงิ่ นี้คอื อะไร แลว้ สง่ิ นี้มนั มาจากไหน สุดทา้ ยก็คือ มาจากใจเรา กค็ อื เร่อื งราวทเี่ ราเคยเกยี่ วขอ้ ง เคยสมั ผสั เคยรบั รู้ เคยผ่านมาทัง้ นัน้ แหละ มันสะสมอยู่ในใจเรา
42 การพิจารณากายเพ่อื ความรแู้ จ้ง ถา้ มนั ไมโ่ ผลข่ ้นึ มา เราจะไมร่ ้เู ลยวา่ มนั ซอ่ นอยใู่ นใจเรา มายาวนานแค่ไหน เร่อื งบางเร่อื ง ๕ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี โน่น ก็มี ปจุ ฉา : พระอาจารยส์ อนแบบใชป้ ัญญานําสมาธิ ใช่ไหม วสิ ชั นา : ประเดน็ ตรงนี้ตอ้ งขออธบิ ายสกั หน่อย วา่ ร้อยทงั้ ร้อยคนไมร่ ้หู รอกวา่ สมาธทิ จี่ ะเอาไปใชใ้ นการ แกไ้ ขอาสวะกเิ ลส คอื สมาธปิ ระเภทไหน บคุ คลทก่ี าํ ลงั ปฏิบัติเพ่ือเข้าไปทําลายสักกายทิฏฐนิ ี้ ก่อนท่ีจะเข้าไป ทาํ ลายสกั กายทฏิ ฐนิ ี่เขาจะไมร่ ้หู รอกวา่ สมาธทิ จ่ี ะเอามา ใช้แก้กิเลสคือสมาธชิ นิดไหน ฉะนัน้ การปฏิบัติในชัน้ สมาธจิ ึงเป็ นมิจฉาสมาธโิ ดยส่วนมาก ๙๙ เปอรเ์ ซ็นต์ เป็นมจิ ฉาสมาธโิ ดยสว่ นมาก ไมใ่ ชส่ มั มาสมาธิ จงึ เอาไป ใช้ในการแก้หรอื ละอาสวะกิเลสไม่ได้ ไม่ใช่ว่าอาตมา จะไมส่ อนสมาธนิ ะ คือจะสอนในอีกระดับหน่ึง จะมกี าร สอนกันอยู่ในอีกระดับหน่ึง แต่ว่าในระดับก่อนที่จะ เขา้ ไปทาํ ลายสกั กายะฯ นี้ ซ่งึ ไมต่ อ้ งอาศยั สมาธมิ ากเลย ไม่จําเป็ นจะต้องอาศัยสมาธชิ ัน้ แบบสะสมมาก ๆ ลึก เป็ นระดับฌานหรอื ระดบั อัปปนาสมาธิ หรอื ระดบั ตงั้ มนั่
Search