Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เข้าใจอริยสัจเพื่อการหลุดพ้น

เข้าใจอริยสัจเพื่อการหลุดพ้น

Published by Dhammanava, 2021-02-07 04:03:24

Description: เข้าใจอริยสัจเพื่อการหลุดพ้น

Keywords: อริยสัจ

Search

Read the Text Version

เข้าใจ อริยสัจ เพ่ือความหลุดพ้น จารุวณฺโณ ภิกฺขุ

เข้าใจอริยสัจเพื่อความหลุดพ้น ISBN 978-616-577-167-2 โดย : จารวุ ณฺโณ ภิกฺขุ พิมพ์คร้งั แรก ๒,๐๐๐ เล่ม ปีทพี่ ิมพ์ ธนั วาคม ๒๕๖๓ ปก/รปู เลม่ ชวนปญฺโญ ภกิ ขฺ ุ จดั พมิ พ์ สถานศึกษาธรรมดอยธรรมนาวา ๓๓๗ บ้านป่ารวก หมู่ที่ ๘ ตําบลนางแล อาํ เภอเมือง จังหวัดเชียงราย ๕๗๑๐๐ โทร. ๐ ๒๒๗๑ ๓๔๘๙, ๐๘ ๙๔๑๑ ๕๑๐๐, ๐๘ ๑๙๙๘ ๕๕๑๘ พมิ พท์ ี่ หจก. ประยรู สาส์นไทย การพมิ พ์ ๔๔/๑๓๒ ซอยกํานนั แมน้ ๓๖ แขวงบางขนุ เทยี น เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๕๐ โทร. ๐ ๒๘๐๒ ๐๓๗๙, ๐๘ ๑๕๖๖ ๒๕๔๐

คํานํา หนังสือ เข้าใจอรยิ สัจเพ่ือความหลุดพ้น เป็ นการ ถอดความจากการบรรยายธรรมโดย พระอาจารย์ จารุวณฺโณ ภิกฺขุ เม่ือวันท่ี ๖ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ณ สถานศกึ ษาธรรมดอยธรรมนาวา จังหวัดเชยี งราย พระอาจารย์อธิบายขยายความการทํางานของ ระบบขนั ธ์ สภาพธรรม และความแตกต่างของ อวชิ ชา ตัณหา อนุสัย สังโยชน์ ท่ีร้อยเรยี งผูกโยงกันจนเป็ น อุปาทานขนั ธ์ โดยมอี วชิ ชาเป็ นตน้ เหตุ การปฏิบัติตามหลักอรยิ สัจ ๔ ให้ถูกต้องตาม คาํ สอน คือ กิจในการกาํ หนดรู้ทกุ ข์ กิจในการละสมุทัย กิจในการทํานิโรธให้แจ้ง และกิจในการทํามรรค ให้เจรญิ จนเกิดเป็ นปั ญญาสัมมาทิฏฐิ จนจิตยอมรบั และคล้อยตามสัจธรรม เกิดผล คือ การละ การวาง การคลาย จากการยึดมัน่ ถือมัน่ เม่ือมรรคได้เจรญิ จนเตม็ รอบแลว้ จติ ย่อมเขา้ ถึงความหลุดพน้ ไดใ้ นทส่ี ุด

ในธรรมบรรยายนี้พระอาจารย์แนะนํา และวาง แนวทางการปฏิบัติอย่างละเอียด แจ่มชัด เป็ นขัน้ เป็ นตอน สามารถปฏิบัติตามได้ไม่ยาก คณะทํางานหนังสือฯ ขอกราบขอบพระคุณพ่อแม่ ครูอาจารย์ ที่ได้เมตตาอนุญาตให้จัดพิมพ์ เผยแผ่ คําสอนอันมีค่านี้ได้ และหวังว่าจะเป็ นประโยชน์ต่อ ผู้ปฏิบัติที่แสวงหาหนทางออกจากทุกข์ในสังสารวัฏ อนั ยาวไกลนี้ คณะทาํ งานหนังสือ “เขา้ ใจอรยิ สจั เพ่อื ความหลุดพน้ ” ธนั วาคม ๒๕๖๓

สารบญั อรยิ สจั ๔ ๗ กจิ ต่อทกุ ขสัจจะ คือกาํ หนดร้แู ละยอมรบั ๘ ทุกข์แท้กับทกุ ข์เทียม ๑๒ สมทุ ยสจั จะและการกําหนดรู้ ๑๕ ตณั หา อนุสยั และสังโยชน์ ๒๒ ละตณั หาดว้ ยปัญญาสัมมาทิฏฐ,ิ ๓๑ เม่อื สมั มาทฏิ ฐเิ ตม็ รอบ จงึ ละอนุสยั และสังโยชน์ด้วยอรยิ มรรค อารมณ์เกา่ ทด่ี ับไปโดยไม่ได้ถูกรู้ ๔๗ นําสืบความไม่ร้นู อนเน่ืองอย่ใู นขนั ธ์ ๕ อวิชชา คอื สมทุ ยั แท้ ๕๐ โลภะ โทสะ โมหะ เป็นอกุศลมูล ไมใ่ ชก่ เิ ลส ๕๑ เจรญิ สติปัฏฐาน ๔ ใหบ้ รบิ รู ณ์ ศลี จะบรบิ รู ณ์ ๕๒ สตสิ ัมโพชฌงค์ ๕๖ ผ้มู โี ทสะมาก ๕๙ ความเกลยี ด ความรกั และความยึด ๖๒ การเขา้ ถงึ พระรตั นตรยั เป็นเบ้ืองแรกของการเรม่ิ ปฏิบตั ิ ๗๐ ปจุ ฉา-วสิ ัชนา ๘๐

“เม่ือใดก็ตามท่ีทุกข์ถูกรู้ สมุทัยท่ีจะเกิดมาพร้อมกับความทุกข์จะไม่เกิด เม่ือใดก็ตามท่ีทุกข์ไม่ถูกรู้ สมุทัยท่ีจะเกิดมาพร้อมกับความทุกข์จะต้องเกิด ตัณหาจึงได้ช่ือว่าเป็นสมุทัย คือส่ิงท่ีเกิดมาพร้อมกับความทุกข์”

เข้าใจอริยสัจเพื่อความหลดุ พ้น พระธรรมเทศนาแสดง ณ สถานศึกษาธรรมดอยธรรมนาวา จงั หวัดเชยี งราย เม่ือวนั ที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๖๓ พระอาจารย ์ : วันนี้อยากจะฟังเร่อื งอะไรกัน โยม : กราบเรียนพระอาจารย์อธิบายในเร่ือง “อรยิ สจั ๔ ท่ีใช้ในชีวติ ประจาํ วนั ” อรยิ สจั ๔ พระอาจารย์ : การกําหนดอรยิ สัจ ๔ ในชีวิต ประจําวัน ต้องเอาหลักการที่พระพุทธเจ้าตรสั เก่ียวกับ ทุกขสจั จะ สมทุ ยสจั จะ นิโรธสจั จะ และมรรคสัจจะ ไว้ อย่างไร เราต้องมีความเข้าใจในข้อมูลพ้ืนฐานของ อรยิ สัจไว้ก่อน ตัวอย่างเช่น พระองค์ตรสั ว่า สัจจะ ขอ้ แรก คอื ทุกขสัจจะ มีทุกข์เพราะความแก่ ความเจบ็ ความตาย น่ีคือหลักในส่วนของกายหรอื ชีวิต ไล่ลงลึก ไปอีก คือ ความเจ็บป่ วย ความง่วง ความร้อน ความ หนาว การบรหิ ารรา่ งกายไม่สม่ําเสมอ การประสบกับ

8 | เขา้ ใจอรยิ สจั เพ่อื ความหลดุ พ้น ภาวะของชีวิตท่ีเราไม่อยากจะประสบ เช่น อุบัติเหตุ เป็ นต้น ความทุกข์เหล่านี้ พระพุทธเจ้าสอนให้เรา กําหนดรู ้ วา่ เป็ นสงิ่ ที่จะตอ้ งเกดิ ข้ึน แมแ้ ต่ทุกขเ์ พราะ ความหิว ความร้อน ความหนาว หรอื เหลือบ ยุง ลม แดด ความงว่ ง ความไม่ได้เป็ นไปตามท่อี ยาก เป็ นเร่อื ง ทางกายทัง้ หมด เราพยายามหาเร่อื งราวที่เป็ นทุกข์ ทางกายที่เราเคยทุกข์กับเร่อื งนั้น ๆ มา หาข้อมูล ตามความเป็ นจริงว่าเราทุกข์ทางกายด้วยเร่ืองอะไร แล้วเก็บข้อมูลเหล่านั้นมากําหนดรูว้ ่า ความทุกข์ เหล่านีเ้ ป็ นสัจจะ คอื บอกแคว่ า่ นี่คอื “สัจจะ” กิจตอ่ ทุกขสัจจะ คอื กําหนดรู้และยอมรับ คําว่า “สัจจะ” คือความจรงิ ท่ีจะต้องเป็ น ไม่ใช่ ความจรงิ ที่จะไม่เป็ น คือจะต้องเป็ น เพราะความจรงิ เป็ นสิ่งทจ่ี ะตอ้ งเกดิ กบั เรา หมายถงึ วา่ เป็ นสง่ิ ที่สามารถ เกิดกับเราได้ เกิดกับใคร ๆ ก็ได้ นี่คือทางกาย ถ้าเรา หิว คนอ่ืน ๆ ก็มีความหิวเหมือนกัน ไม่ได้แตกต่างกัน เราแก่ คนอ่ืนกต็ ้องแกเ่ หมือนกนั เราเจ็บ คนอ่ืนกต็ อ้ ง เจ็บเหมือนกัน เราตาย คนอ่ืนก็ต้องตายเหมือนกัน

ิจ�อ� �ุ ขสัจจ��คอื �าหนดร้��ล�ยอมรั��|�9 เราร้อน คนอ่ืนก็ร้อน เราหนาว คนอ่นื ก็หนาว เป็ นสจั จะ เป็ นสากล เป็ นสามัญญะทั่วทัง้ หมดกับทุกคนท่ีเกิด ข้ึนมา ความทุกข์ประเภทนี้เราต้องเอาข้ึนมากําหนด เพราะถ้าเราไม่กําหนดเราจะปฏิเสธมัน การกําหนด เพ่ือให้เกิดการรู้ตามความเป็ นจรงิ และยอมรบั การรู้ ตามความเป็ นจรงิ และยอมรบั จะทําให้เราไม่ต้องทุกข์ กับความทุกข์ที่มี เช่น ยุงกัด โยมบอกพระอาจารย์ว่า ยุงกัด อาตมากับยุงกัดกันมาไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไรแล้ว ก็ให้มันกัดคืน ไม่เป็ นไรหรอก อยู่ในป่ าในเขาก็อยู่กับ ยุง ไม่ได้อยู่กับอะไรหรอก มียุงเป็ นเพ่ือน เคยอยู่ด้วย ตอนเดินจงกรม ตอนนั่งสมาธิ ตอนบําเพ็ญภาวนา ก็ไม่เคยคิดว่ามนั เป็ นศัตรู “โอ้โห! พระอาจารยเ์ ด๋ยี วก็เจบ็ ป่ วย” เจบ็ ป่ วยก็มี โรงพยาบาลก็ไปโรงพยาบาล มียารกั ษาก็รกั ษา ถ้า รกั ษาไม่ได้จะทําอย่างไร ก็ไม่ต้องทําอะไร ตายก็ตาย คนเราถ้าจะตาย อย่างไรก็ต้องตาย ไม่ถูกยุงกัดก็ต้อง ตาย การกาํ หนดร้อู ยา่ งนี้ ไม่ใชว่ ่าเราประมาท คอื อะไร ที่หลีกเลี่ยงได้ เราก็หลีกเล่ียง แต่อะไรที่หลีกเล่ียง ไม่ได้ เราก็ต้องเข้าใจมัน เข้าใจว่าสิ่งนี้ต้องเป็ นอย่างนี้

10 | เขา้ ใจอรยิ สัจเพอื่ ความหลุดพน้ ภาวะชวี ิตต้องเป็ นอย่างนี้ การกําหนดรู้ จะทําให้เราไม่ต้องทุกข์ วุ่นวาย ไมต่ อ้ งใชต้ ณั หา คอื ความอยาก ทจี่ ะเขา้ ไปแก้ เพราะถา้ จะเปลี่ยนสิ่งที่เปลี่ยนได้นัน้ ไม่ผิด แต่เราจะไปเปล่ียน สิ่งที่เปล่ียนไม่ได้คือความผิด เรามักจะผิดพลาดมา ทัง้ ชีวิต เพราะในชีวิตจรงิ เรามักจะไปเปล่ียนในส่ิงที่ เปลี่ยนไมไ่ ด้อยู่เร่อื ย ๆ นี้เป็ น “ทางกาย” ทีนี้ “ทางใจ” เช่น ความพลัดพรากเป็ นความ ทุกข์ ความประสบกับส่ิงที่ไม่เป็ นท่ีรกั เป็ นความทุกข์ ถา้ ประสบกับส่ิงทเี่ ป็ นท่ีรกั เป็ นทุกข์ไหม โยม : ถอื วา่ เป็ นทุกข์อยู่ พระอาจารย์ : มีลูก รกั ลูกไหม แล้วเป็ นทุกข์ เพราะลกู ไหม โยม : ทกุ ข์ พระอาจารย์ : ประสบกับส่ิงที่เป็ นที่รกั ก็ทุกข์ ประสบกับสิ่งที่ไม่เป็ นท่ีรกั ก็เป็ นทุกข์ จะเอาอย่างไร

จิ ��อ�ุขสจั จ��คือา� หนดร้��ล�ยอมร�ั �|�11 มนุษย์น่ี อะไรก็ทุกข์ไปหมด หาทกุ ขใ์ ห้ตวั เองได้ตลอด แต่นั่นคือความจรงิ เป็ นความจรงิ คับแค้นใจก็เป็ น ทกุ ข์ เศร้าโศกใจกเ็ ป็ นทกุ ข์ ความหงุดหงิด ความโมโห ความฟ้ ุงซ่าน ความรําคาญ สิ่งเหล่านี้เป็ น “ทกุ ขสัจจะ” คือที่เราต้องยกข้ึนมากําหนด เพ่ือท่ีจะได้ปฏิบัติต่อ อรยิ สจั ๔ ไดไ้ ม่ผิดพลาด ในการปฏิบัติต่อมรรค “มคฺคปฏิปทา” หรอื ข้อ ปฏิบัติเป็ นไปเพ่ือความดับทุกข์ “มคฺคนิโรธคามินี ปฏปิ ทา อรยิ สจจฺ ”ํ คาํ วา่ ขอ้ ปฏบิ ตั เิ ป็นไปเพ่อื ความดบั ทกุ ข์ คอื ปฏบิ ตั ิ ตอ่ ทกุ ข์ คือ มรรค ปฏิบตั ิตอ่ เหตุใหเ้ กดิ ทกุ ข์ ปฏบิ ัติต่อ นิโรธ คอื ความดับของทุกข์ จะปฏิบตั อิ ย่างไร ปฏิบัติต่อทุกข์ โดยการรูต้ ามความเป็ นจรงิ แลว้ ยอมรบั ปฏิบัติต่อเหตุให้เกิดทุกข์ โดยการรูจ้ ักเหตุ จรงิ ๆ เหตทุ ่ีแทค้ ืออะไร แลว้ ละ ปฏบิ ัติตอ่ นิโรธ คอื ความดับไปของเหตุ หรอื ความดบั ไปของทกุ ข์ แล้วทาํ ให้แจ้ง

12 | เขา้ ใจอรยิ สจั เพ่ือความหลุดพน้ ทําไมเราจะต้องทําให้แจ้ง เม่ือดับไปก็น่าจะดับไป แล้ว ต้องทาํ ใหแ้ จง้ ทําไม คําวา่ ทาํ ให้แจ้ง คอื ใหเ้ ห็นความดบั บอ่ ย ๆ เพราะ เห็นแค่ครงั้ สองครงั้ ยังไม่เพียงพอต่อการท่ีจะทําให้ มรรคนั้นเจรญิ ข้ึน เพราะ มรรค แปลว่าสิ่งท่ีต้อง เจรญิ ข้ึน ถ้าทําแค่ครงั้ สองครงั้ จะเจรญิ ไหม ไม่เจรญิ มรรคตอ้ งทําอยูบ่ อ่ ย ๆ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าขอบเขตของมรรคที่เจรญิ ข้ึน แล้ว ดีแล้ว ถูกแล้ว เพียงพอแล้วต่อการเจรญิ ของ มรรค เราจะหยดุ ตรงไหน หยุดตรงท่ีเกิดการทําลายของอาสวะกิเลส หรอื ละความเห็นผิดได้ ถ้ายังละความเห็นผิดไม่ได้ก็ยัง หยดุ ไมไ่ ด้ ยังตอ้ งเจรญิ อยเู่ ร่อื ย ๆ ทกุ ข์แท้กับทุกข์เทยี ม ฉะนั้น การท่ีเราต้องยกเร่อื งราวเหล่านี้ในชีวิต ประจาํ วนั วา่ เราเจอความทกุ ขแ์ บบไหน ทกุ ขป์ ระเภทใด ทุกข์ท่เี ป็ นชวี ติ จรงิ ๆ ของเราน่ีแหละ เอาทกุ ข์เหลา่ นัน้

�ุ ข�์ �้�ั �ุข์เ�ียม�|�13 ยกข้ึนมาว่า เป็ นสัจจะ แยกความเป็ นสัจจะให้ออกว่า “ทุกขสัจจะ” ที่เป็ นทุกข์อยู่ในเวลานี้เป็ นความทุกข์ที่ เราแก้ได้หรอื แก้ไม่ได้ อาตมาจึงอธบิ ายว่า ความทุกข์ มี ๒ ประเภท คอื ๑. ทุกข์แท้ ๒. ทุกขเ์ ทยี ม ทุกขแ์ ทน้ ี้ แก้ไม่ได้อย่างไรก็แก้ไม่ได้ เช่น ทุกข์เพราะความหิว แก้ไม่ได้ ทุกข์เพราะการพลัดพราก แก้ไม่ได้ ทุกข์ เพราะประสบกบั ส่ิงทีไ่ ม่เป็ นที่รกั กแ็ ก้ไมไ่ ด้ แน่นอนว่า ประสบกบั สิง่ ทไี่ ม่เป็ นที่รกั กแ็ กไ้ มไ่ ด้ ตอ้ งเป็ นทกุ ข์ แต่ ความทุกข์เม่ือเกิดข้ึนแล้ว ทําอย่างไรที่ความทุกข์นัน้ เม่ือถูกรู้แล้วเราจะไม่เป็ นผู้ไปรบั ผลจากความทุกข์กับ ความทกุ ขท์ กี่ าํ ลังเกิด หลักการของพระพุทธศาสนาในด้านอริยมรรค เป็ นหลักการในการสอนให้เรามีปั ญญา และทําความ เข้าใจและรู้ เร่อื งทุกข์แท้ไม่สามารถเปล่ียนแปลงได้ ส่วนทุกข์เทียม คือ ทุกข์เพราะไม่อยากเจอกับความ ทกุ ขป์ ระเภทนัน้ จะมอี ยู่ในใจเรา เช่น ไม่อยากจะเจอ อันนัน้ ไม่อยากจะเจออันนี้ ไม่อยากจะเก่ียวข้องกับ คนนัน้ ไม่อยากจะยุ่ง จะมีความอยากกับไม่อยากอยู่ ในใจเสมอ ไม่จาํ เป็ นต้องสร้างความอยากหรอื ไม่ตอ้ งมี

14 | เข้าใจอริยสจั เพอื่ ความหลุดพน้ ความอยาก คือจะได้ประสบหรอื ไม่ประสบก็ข้ึนกับเหตุ ปัจจยั ธรรมทงั้ หลายทัง้ ปวงเป็ นอนัตตา อนัตตา คือ ไม่มีความตายตัว ไม่มีความแน่นอน หาความเป็ นตัวตนไม่ได้ ไม่มีใครควบคุมหรอื บังคับ บัญชาสิ่งใด ๆ ได้ เราไม่สามารถบังคับชีวิตเราให้เป็ น ไปตามสิ่งท่ีเราต้องการนี้ได้ตลอดเวลา หรอื ได้ทุก ๆ เร่อื ง ทุก ๆ สถานการณ์ ทุก ๆ ขณะ ฉะนัน้ การท่ีเรา ไม่สามารถบังคับเราได้ ธรรมทัง้ หลายทัง้ ปวงจึงเป็ น อนัตตา และบังคับสิ่งอ่ืนก็ไม่ได้ด้วย จึงเป็ นอนัตตา เม่อื การบังคับนี้ไม่สามารถที่จะทาํ ได้ ความอยากมักจะ สร้ างนิสัยท่ีไม่ดีในตัวเรา ท่ีจะทําให้เรามีความทุกข์ จากทุกข์ทกี่ าํ ลงั เกดิ นี้เรยี กวา่ ทุกขเ์ ทียม ทกุ ขเ์ ทยี มนี้ แก้ได้ ละได้ โดยไม่ทําตามอํานาจของตัณหา คือรู้ ให้ทันว่า นี้คือความอยากซ่ึงเป็ นสมุทัยแท้ สมุทัย ทม่ี าจากคนอ่นื คอื เหตทุ ค่ี นอ่นื กระทาํ ยงั ไมใ่ ชส่ มทุ ยั แท้ คนอ่ืนกระทําความทุกข์ให้แก่เรา เช่น ลูกทําให้เกิด ความทุกข์ นี้ไม่ใช่สมุทัยแท้ เพราะลูกไม่ใช่เหตุ ลูกคือผล เหตุคือการท่ีเรายึดถือว่าลูก เรายึดในตัวลูก ว่าเป็ นลูก ความยึดในตัวลูกว่าเป็ นลูก เราจึงทุกข์

สมุ�ยสัจจ��ล�าร�าหนดร้�� |�15 เพราะลูก คนทไี่ มม่ ลี กู จะทุกขเ์ พราะลกู ไหม สมุทยสจั จะและการกําหนดรู้ โยม : ทกุ ขเ์ พราะหลาน พระอาจารย ์ : ทาํ ไมทกุ ข์เพราะหลาน เพราะมี หลาน ก็ “มี” อย่างไรล่ะ เพราะการยึดถือว่า “มี” ตัณหามี ๓ อย่าง คอื ๑. กามตณั หา คอื อยากในสิ่งที่น่ารกั ใคร่ น่าพอใจ ๒. ภวตัณหา คอื อยากในส่งิ ทด่ี ี อยากใหม้ ันดี ๓. วภิ วตณั หา คือ อยากใหด้ ยี ิ่ง ๆ ข้นึ ไป ลักษณะสามอย่างนี้คือสมุทยสัจจะที่เกิดข้ึนใน ชีวิตเรา เพราะฉะนัน้ เราต้องกําหนดรู้ว่า นี้ คือสมุทัย นี้ คือการเกิดข้นึ ของสมุทยั นี้ คือการตงั้ อยูข่ องสมุทัย สมุทัยจะดับหรอื ไม่ดับเป็ นเร่อื งของสมุทัย ไม่ใช่เร่อื ง ของเรา เพราะถ้าเราต้องการให้สมุทัยดับ เราก็จะใช้ ความอยากซ้อนความอยาก เราไม่ได้ปฏิบัติเพ่ืออยาก ให้สมุทัยดับ แต่เราจะต้องปฏิบัติเพ่ือรู้สมุทัย เพราะ เม่ือใดก็ตามที่เรารู้สมุทัย สมุทัยจะไม่ถูกสร้างข้ึนจาก

16 | เขา้ ใจอรยิ สัจเพ่ือความหลุดพน้ การรู้ของเรา เม่ือสมุทัยไม่ได้ถูกสร้างข้ึน ก็จะเป็ น การดับสมุทยั เรยี กว่า เป็ นผลู้ ะสมทุ ยั สมุทยั ทเี่ กิดข้ึน แล้วละไม่ได้ เพราะเกดิ แลว้ การทเี่ กดิ แลว้ จะไปละนัน้ ผดิ วิสยั ไมใ่ ชเ่ ร่อื ง แต่สมทุ ยั ใหม่จะไม่เกิด นัน่ คอื ส่งิ ท่ี เราละได้ ละอย่างไร คือ ไม่ทําตามสมุทัยนี้ สมุทัย ท่ีกําลังเกิดข้ึน ความอยากที่กําลังเกิดปรากฏต่อหน้ า ต่อตาเรา ต่อสิ่งที่เราสัมผัสอยู่ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แล้วเกิดความอยากเป็ นแรง ผลักดันออกมา แล้วเราไม่ทําตามมัน ความอยาก ชนิดนี้ละไมไ่ ด้ และใหร้ ้วู า่ ... นี้ คือสมุทัย นี้ คอื การเกิดข้นึ ของสมทุ ัย นี้ คอื การตัง้ อยู่ของสมทุ ยั ส่วนสมุทัยจะดับหรือไม่ดับเป็ นเร่ืองของสมุทัย เม่ือเรากําหนดรู้อย่างนี้ สมุทัยใหม่จะไม่ถูกสร้างข้ึน จากสมุทัยเดิม แม้จะเกิดความทุกข์ ความเรา่ ร้อน ความบีบคั้น เพราะแรงแห่งสมุทัยเกิดข้ึนอยู่ในจิต ในขณะนัน้ แต่นัน่ คือทุกข์เทียม ไม่ใช่ทุกข์แท้ เม่ือ เป็ นทุกข์เทียมก็คือเม่ือถูกรูแ้ ล้วมันจะดับ พอดับไป

สมุ�ยสัจจ��ล�าร�าหนดร�้�|�17 จะทําให้เราเข้าใจอะไรบางอย่าง การดับไปโดยท่ีมัน เหลือหรอื ไม่เหลอื จงึ มีกิจในนิโรธ กิจในนิโรธสัจจะ คอื รู้ว่าการดับไปของตณั หาโดย เหลือหรอื ไม่เหลือในใจ การรู้อย่างนี้ ถ้าดับไปแล้ว เหลือ เราก็รู้ว่ายังเหลือ เหลือมากแค่ไหน เหลือน้ อย เหลือไม่น้ อย เหลอื เบาบาง หรอื แคจ่ างคลาย บางทีจาง คลายไปเฉย ๆ ไม่ได้ส่งผลต่อจิตต่อใจของเราให้เกิด ความดิ้นรนเดือดร้อน เราก็คิดว่ามันดับ อาจจะไม่ดับ กไ็ ด้ อาจจะแคบ่ างไปเทา่ นัน้ เอง หรอื ขาดสนิ้ ไปจากจติ ก็จะทราบได้ว่าขาดสิ้นไปจากจิต กิจของนิโรธจึง สามารถทําให้เราเกิดความแจ่มแจ้งได้ว่าการดับไปของ สมุทัยดับโดยเหลือหรอื ดับโดยไม่เหลือ ถ้าดับโดยไม่ เหลือก็จะเป็ น จาโค สลัดออก ปฏินิสสัคโค สลัดทิ้ง มุตติ จิตพ้นจากตัณหา อนาลโย ไม่มีอาลัย องค์คุณ เหลา่ นี้คอื จาโค ปฏนิ ิสสคั โค มตุ ติ อนาลโย เป็นองคค์ ณุ ของนิโรธสจั จะ องคค์ ุณที่กาํ หนดรู้แล้วจะทราบได้ จาโค เป็ นผ้สู ละออก สละตณั หาออก ปฏนิ ิสสคั โค สละทงิ้ ไมม่ เี ย่ือใยกบั ตณั หา

18 | เข้าใจอรยิ สัจเพอื่ ความหลุดพ้น มตุ ติ จติ พ้น อนาลโย ไม่อาลัยอาวรณ์กับตัณหา แม้ตัณหาจะ พยายามสร้างเย่ือใยต่อส่ิงเหล่านัน้ อยู่ อยากกระทําต่อ สิ่งเหล่านั้นอยู่ แต่ผู้ท่ีกําหนดรู้ด้านนิโรธสัจจะเกิด ภาวะนี้ คือภาวะท่ีไม่อาลัยต่อตัณหา ดังนั้น เรามี ตัณหาในหลาย ๆ เร่อื ง แต่พระพุทธเจ้าทรงประมวล ตัณหาไว้ ๓ เร่อื ง คือ กามตัณหา ภวตณั หา วิภวตัณหา คําว่า กามตัณหา ข้อปฏิบัติจรงิ ๆ เราไม่ได้ไปละ กาม แต่เราไปละท่ีตัณหา กามเป็ นเพียงแค่อารมั มณะ (อ่านว่า อา-รํา-มะ-นะ) คือ อารมณ์ที่ยังเกี่ยวโยงกับ ชีวิตเราอยู่ หมายถึงว่าการปฏิบัติธรรมในด้านหลัก อรยิ สัจนี้ เราไม่ต้องปฏิเสธกาม เราไม่ได้ทิ้งกาม หรอื เราไม่ได้ต้องเดินหนีจากกามไปที่ไหน เรายังอยู่กับ กาม แต่เพียงแค่เราปฏิบัติเพ่ือควบคุมตัณหาของเรา ไม่ให้สร้างตัณหาเพิ่มจากตัณหาเดิมที่เกิดข้ึน กามมี อยา่ งไรก็ใหม้ อี ย่างนัน้ อยู่ตามเดมิ เร่อื งของการละกาม เป็ นเร่อื งของพระอนาคามี ซ่ึงท่านพึงพอใจในความสุขชนิดท่ีพิเศษกว่าความสุข

สมุ�ยสจั จ��ล�าร�าหนดร��้ |�19 ในกาม กามให้ความสุขกับมนุษย์ได้ แต่พระอนาคามี ท่านเรยี นรู้ว่าความสุขในกามก็เท่านัน้ มีสุขอ่ืนย่ิงกว่า สุขในกาม ความสุขนัน้ คืออะไร เรยี กว่า นิรามิสสุข นิรามิสสุขมีอยู่ ท่านก็จะโน้ มใจไปในนิรามิสสุข ท่านก็ จะละกามของท่านเอง เป็ นเร่ืองความพึงพอใจท่ี ต้องการความสุขในอีกแบบหน่ึง แต่ไม่ต้องการความ สุขในกาม เป็ นเร่อื งของพระอนาคามีที่ท่านจะต้องแก้ ต้องละของท่าน แต่ในระดับปุถุชนเรานี่ ไม่ต้องหนีมัน เรายังอยู่กับกาม แต่เราจะควบคุมตัณหาของเราด้วย ปั ญญาสัมมาทิฏฐิ ปั ญญาสัมมาทิฏฐนิ ี้จะควบคุมกาม ของเราไม่ให้ล่วงอกุศล พูดง่าย ๆ คือเรามีกาม แต่เรา ไมล่ ่วงอกุศลได้ ฉะนัน้ กามตัณหา ภวตัณหา และวภิ วตณั หา ทแ่ี ท้ แล้วต้องละตัวเดียว คือ ตัณหา ส่วนกาม หรอื ภวะ หรอื วิภวะ ยังคงมีเหมือนเดิม ภวะ แปลว่าความมี ความเป็ น สง่ิ ที่มี สิ่งท่เี ป็ น คือส่ิงใดมกี ใ็ หม้ ี เพราะบาง คนบอกวา่ การมมี ากเกินไปจะเป็ นตัณหา เป็ นการเพม่ิ กิเลส ไม่ใช่หรอก พระพุทธเจ้าไม่เคยทรงบอกอย่าง นัน้ เพราะคาํ ว่า “สนั โดษ” ในทางพระพุทธศาสนา คอื

20 | เขา้ ใจอริยสัจเพอ่ื ความหลดุ พ้น พอใจในส่ิงที่ตัวเองมี และอีกความหมายหน่ึงคือ ยินดี ในสิ่งที่ตัวเองได้ มี ๒ ความหมาย นัน่ หมายความว่า พอใจในสิ่งท่ีมีตอนที่มีเท่านี้ แต่ไม่ปฏิเสธการยินดีใน สิ่งท่ีจะได้มา นั่นหมายความว่าพระองค์ยังต้องให้เรา แสวงหาอยู่ แสวงหากาม แสวงหาอะไรที่ไม่ผิด แสวงหาไดใ้ นสงิ่ ท่ีชอบธรรม ไมต่ ้องปฏิเสธ ภวะ คอื ความมี ความเป็ น อยากมี อยากเป็ น แต่ ความอยากมี อยากเป็ นนี้จะมีความอยากท่ีเป็ นปกติ วิสัยที่ไม่ใช่สมุทัย เป็ นความอยากท่ีเป็ นของประจํา เรอื น ประจําตัว ประจําขันธ์ เช่น อยากกินข้าว ไม่ใช่ กเิ ลส ไมใ่ ชต่ ณั หา อยากนอน ไม่ใชต่ ณั หา ตอ้ งแยกให้ ออก อยากไปนัน่ อยากไปน่ี ก็ไม่ใช่ตัณหา คิดถึงพ่อ แม่ อยากไปหาพ่อแม่ อยากไปหาเพ่ือน ไม่ใช่ตัณหา เป็ นความอยากประจําเรอื น ประจําตัว ความอยาก เหล่านี้จัดอยใู่ นทุกขสจั จะ ความอยากท่ีพระพุทธเจา้ ทรงสอน คือความอยากด้วยอํานาจของความ ดิน้ รนอยู่ในภายในของเรา ความอยากประเภทนี ้ และความอยากท่ีเป็ นสมุทัยแท้ คือ ความอยากท่ี สืบมาจากอวิชชา ตัณหาชนิ ดไหนก็ตามท่ีสืบมา

สมุ�ยสจั จ��ล�ารา� หนดร�้� |�21 จากอวิชชา ตัณหานัน้ แหละคือสมุทัยแท้ ท่ีเราจะ ตอ้ งทํากจิ ในการละ ละตัณหากค็ อื การละสมทุ ยั ไป ในตัว ก า ร ล ะ ส มุ ทั ย คื อ ตั ว ตั ณ ห า ที่ สื บ ม า จ า ก อ วิ ช ช า อวิชชานัน้ บ่งบอกถึงความไม่รู้ ไม่รู้ในอะไรบ้าง ไม่รู้ ทกุ ข์ นัน่ กค็ ืออวิชชาแลว้ อวชิ ชานี่แหละท่ีจะก่อให้เกิด ตัณหา เม่ือใดก็ตามที่เราไม่รู้ทุกข์ สมุทัยเกิดแล้ว คือ ตัณหาเกิดแล้ว แต่เม่ือใดก็ตามท่ีเรารู้ทุกข์ สมุทัย (ตัณหา) จะถูกละไปในตัว เพราะฉะนัน้ สมุทัยหรอื ตัณหาท่ีมีอยู่ ๓ ประการนัน้ ที่จะต้องเป็ นของควรละ คือตัณหาหรอื สมุทัยที่สืบมาจากอวิชชา เพราะอะไร เพราะอวิชชาคือสมุทัยที่แท้ ซ่ึงในอรยิ สัจ ๔ จะไม่ กล่าวถึงอวิชชา แต่ก็มีนัยให้รู้ว่า สมุทัยท่ีแท้คือ ตัว ตัณหาท่ีมีอวิชชาแฝงอยู่ เพราะไม่รูท้ ุกข์น่ันแหละ จึงมสี มทุ ยั จรงิ ๆ อวิชชาเป็ นสมทุ ัยแท้ ฉะนัน้ เม่ือใดก็ตามที่รู้ทุกข์ สมุทัยก็ไม่มี เม่ือใด ก็ตามท่ีเรายังรู้ทุกข์อยู่ ยังเข้าใจทุกข์อยู่ การยกทุกข์ ข้นึ มากาํ หนด ความทุกข์ตา่ ง ๆ นานาประการทมี่ อี ย่ใู น ชีวิตจรงิ ของเรานี้ยกข้ึนมาเลย สิ่งท่ีเราผ่านมาทัง้ หมด

22 | เขา้ ใจอริยสจั เพ่ือความหลดุ พ้น เป็ นบทเรยี นให้กับตัวเราได้เป็ นอย่างดี ว่าความทุกข์ ชนิดไหนที่เคยเกิดข้ึนกบั เรา และแน่นอนวา่ ชีวิตเรานี้ ไม่มีความทุกข์ท่ีพิเศษหรอื พิสดารไปกว่าความทุกข์ที่ เราเคยเจอมา มันก็ทุกข์เท่ากับท่ีเราเคยเจอมานั่น แหละ ไม่เกินไปกว่านัน้ เราก็เอาตัวอย่างเหล่านัน้ มา กําหนดว่า นี้คือความจรงิ คือไปนั่งพิจารณาเทียบ ให้เห็นระยะเวลาที่ผ่านมาว่า ความทุกข์ประเภทนี้ แบบนัน้ แบบนี้ ที่เคยเกิดข้ึนกับเรา เอาไปเทยี บเคยี งว่า อันนี้เป็ นทุกข์แท้ อันนัน้ เป็ นทกุ ขเ์ ทยี ม ตัณหา อนุสัย และสงั โยชน์ ประเด็นก็คือ เป็ นอุปนิสัยหรอื เป็ นธรรมชาติของ ระบบขนั ธ์ หรอื ตัวมนษุ ย์เราเอง เวลาเจอความทุกขจ์ ะ มีธรรมชาติอันหน่ึงที่เป็ นความคุ้นเคยต่อการปฏิเสธ ความทกุ ขจ์ ะแสดงออกมา เรยี กว่า ตัวปฏเิ สธ ตัวผลกั ออก ตัวท่ีไม่อยากจะให้ความทุกข์เกิดข้ึน หรอื ไม่ อยากจะประสบกับความทุกข์ จะแสดงออกมาเป็ น ความค้นุ เคยแบบปัจจบุ ันทันดว่ น แน่นอนวา่ แมเ้ ราจะ กําหนดอยู่ ความคุ้นเคยเหล่านี้ยังจะต้องออกมาอยู่

�ัณหา�อนุสยั ��ล�สงั โยชน�์ |�23 ออกมาเพ่ือกระทําตอบ การที่มันออกมากระทําตอบ เราต้องเข้าใจอีกชัน้ หน่ึงว่า การปฏิเสธ ความไม่อยาก จะประสบ การไม่อยากจะเจอ หรอื อยากจะดับมัน ไม่ อยากให้ตัวเรามีความทุกข์ จะมาในทํานองของตัณหา ท่ีแฝงเร้นในส่วนท่ีเป็ นอนุสัย คือ ความคุ้นเคย อนุสัย อันนี้อยู่ในชัน้ ของสงั โยชน์ แต่ความอยาก เช่น หิวขา้ ว แล้วอยากกิน ง่วงนอนแล้วอยากนอน ร้อน อยากอาบ น้ํา หนาว อยากจะห่มผ้า เป็ นความอยากในชัน้ ของ ทุกขสัจจะ ไม่ใช่อยู่ในสมุทัย เป็ นความอยากท่ีประจํา ขันธ์ อนั นี้ไมใ่ ช่กิเลส ความอยากมี ๒ ประการ คือ ประการแรกเป็ น ความอยากท่ีสืบต่อมาจากอวิชชา กับความอยากที่เป็ น ตัวอนุสัย ตัวอนุสัยจะแสดงความคุ้นเคยต่อการกระทํา ตอบในเร่ืองราวที่ไปเป็ นความทุกข์ อนุสัยมักจะ นอนเน่ืองอยู่ในตัณหาที่สืบต่อมาจากอวิชชา เรยี กว่า องิ อาศัยกนั เกดิ อวชิ ชาทก่ี อ่ ใหเ้ กิดตัณหา เพราะไม่รู้จกั ทุกข์ อวชิ ชากอ่ ให้เกิดแลว้ พอก่อใหเ้ กิดข้ึนแล้วอนุสัย ก็มักจะเข้ามานอนเน่ือง แล้วอนุสัยจะทําหน้ าที่ในการ ผลกั ดันจิต ให้กระทาํ ตอบต่อสง่ิ นัน้

24 | เขา้ ใจอริยสัจเพอื่ ความหลุดพน้ ฉะนั้น ตัณหาเกิดขึน้ ในขณะปั จจุบัน แต่ อนุสัยคือผลรวมท่ีสืบเน่ ื องมาจากอุปาทานขันธ์ใน อดีต คือระบบอุปาทานขันธน์ ี้ เราต้องเข้าใจว่า ภาวะ ชีวิตเราหรอื ตัวขันธ์ ๕ นี้ ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพียงแค่ภพนี้ ชาตินี้ ตัวขันธ์ ๕ นี้เคยผ่านวัฏฏะมายาวนานแล้ว แต่ การผ่านวัฏฏะมายาวนาน ไม่ใช่ขันธช์ นิดนั้นมาเป็ น ขันธ์ชนิดนี้ คือขันธ์ชนิดที่เคยผ่านมาทั้งหมดดับ ไปแล้ว ล่วงไปแล้ว สิ้นไปแล้ว หมดไปแล้ว ไม่ได้มี อยู่แล้วในอดีต เหมือนกับตอนเราเป็ นเด็ก ก็ไม่มี อยแู่ ลว้ ในตอนนี้ เป็ นอดตี ไปแลว้ แต่การสบื เน่ืองไมใ่ ช่ แค่สืบเน่ืองให้เกิดการเจริญเติบโตในระบบของขันธ์ หรอื เพียงแค่การสืบต่อในระบบของขันธเ์ ท่านั้น มัน สืบเน่ืองอนุสัย คือ ความคุ้นเคยต่อการกระทําต่อส่ิง นัน้ ๆ ตอ่ อารมณ์นัน้ ๆ ต่อเร่อื งราวนัน้ ๆ ตอ่ บคุ คลนัน้ ๆ ต่อสภาพการณ์นัน้ ๆ มันสืบมาด้วย หากมีเหตุการณ์ เร่อื งราว บุคคล อารมณ์ท่ีเป็ นแบบเดียวกันนี้เกิดข้ึน อีกครงั้ หน่ึงในชีวิตประจําวันในตอนนี้ มันจะเกิดความ คุ้นเคยในการกระทําตอบอย่างนัน้ คือกลุ่มอนุสัย หรอื กลุ่มสังโยชน์ อนุสัยหรือสังโยชน์ นี ้ต้องละด้วย

�ัณหา�อนสุ ัย��ล�สังโยชน�์ |�25 อริยมรรค แต่การละอวิชชาท่ีเกิดขึน้ ในขณะ ปั จจุบันท่ีก่อให้เกิดตัณหา ละในขณะนีไ้ ด้ จะมี ๒ ชัน้ ชนั้ แรกเป็ นชนั้ สมุทยั ชัน้ ที่ ๒ เป็ นชัน้ อนสุ ัย คือ กลมุ่ สงั โยชน์ทงั้ หลายจะมอี ย่ชู นั้ นี้ ดังนัน้ กจิ ของการละ จงึ ไม่ได้ใช้เพยี งแคก่ ารทําใหต้ ัณหาสงบระงบั ไป แต่เรา ต้องลงลึกถึงกลุ่มอนุสัยด้วย คือ การคุ้นเคยต่อ การกระทําแบบนั้นแบบนี้ ซ่ึงต้องแยกให้ออกอีกว่า ความคุ้นเคยต่อการกระทําในระบบของขันธใ์ นชัน้ ของ วาสนา หรอื ในชนั้ ของอปุ นิสยั อนุสัยกับอุปนิสัย ไม่เหมือนกัน อนุสัยจะสร้าง อุปนิสัย คือ ความเป็ นเองของขันธ์ ความเป็ นเองของ ตัวตนของคน ๆ นัน้ เป็ นสภาวลกั ษณะ เป็ นนิสยั เฉพาะ ตัว เป็ นอตั ลักษณ์ของคน ๆ นัน้ ซ่ึงเป็ นเร่อื งระบบของ กรรมจําแนกเอง ระบบของอนุสัยนี่แหละ คือระบบ ของกายสังขาร จิตตสังขาร ที่ถูกสร้างมาด้วยกําลัง ของอวิชชา หรอื อนุสัยกิเลสท่ีนอนเน่ืองมา มันจะ สรา้ งอุปนิสยั เฉพาะตวั ของคน ๆ นัน้ วธิ ีแก้ คือแก้ เฉพาะอนุสัยกับตัณหาท่ีสืบมาจากอวิชชา เราแก้ ๒ อย่างนี ้ ตัณหาท่ีสืบต่อมาจากอวิชชาเป็ นตัณหา

26 | เข้าใจอริยสัจเพือ่ ความหลุดพน้ ปั จจุบัน แต่อนุสัยเป็ นตัวนอนเน่ืองท่ีสะสมมาตัง้ แต่ ปางไหนก็ไม่รู้ ตัง้ แต่เกิดโน่นแหละ แต่เกิดปางไหน ใครจะไปรู้ พระพุทธเจ้าก็ไม่รู้ว่า เราเกิดมาก่ีภพก่ีชาติ แล้ว ที่พระองค์ทรงบอกว่า “หาเง่ือนต้นไม่ได้” คือจุด เรมิ่ ต้นแรก ๆ พระองค์ไม่รู้ว่าเกิดมาอย่างไร พระองค์ ไม่ทรงรู้ และไม่รู้เง่ือนปลายด้วยว่า จะไปสิ้นสุดที่ไหน แ ต่ ถ้ า บุ ค ค ล ผู้ ใ ด ก็ ต า ม เ ข้ า ม า สู่ พ ร ะ รั ต น ต รั ย แ ล้ ว พระองค์บอกว่าเง่ือนปลายจะสิ้นสุดลงที่แสนกัป หรอื กัปท่ี ๑ แสน ถ้ามานับถอื พระรตั นตรยั แต่ถา้ ไมน่ ับถอื พระรตั นตรยั พระองค์ทรงบอกว่าหาท่ีสิน้ สุดไม่ได้ แม้ จะทําบุญก็หาที่สิ้นสุดในวัฏฏะของคน ๆ นัน้ ไม่ได้ว่าจะ สิ้นสุดท่ีไหน เรยี กว่าไม่รู้เง่ือนต้น ไม่รู้เง่ือนปลาย แต่ ถ้าคนเข้ามาสู่พระรตั นตรยั มาปฏิบัติ แม้ไม่รู้เง่ือนต้น แต่รู้เง่ือนปลาย มีที่สุดของคน ๆ นัน้ จบกระบวนการ แห่งความทุกข์ในคน ๆ นั้น ฉะนั้นแล้ว สมุทัยท่ี พูดถึงก็คือสมุทัยท่ีเกิดมาพรอ้ มกับความทุกข์ท่ี สบื มาจากอวชิ ชา เม่อื ใดก็ตามท่ีทกุ ขถ์ ูกรู ้ สมุทยั ท่ี จะเกิดมาพรอ้ มกับความทุกข์จะไม่เกิด เม่ือใด ก็ตามท่ีทุกข์ไม่ถูกรู ้ สมุทัยท่ีจะเกิดมาพรอ้ มกับ

�ณั หา�อนสุ ยั ��ล�สังโยชน�์ |�27 ความทกุ ขจ์ ะตอ้ งเกิด ตณั หาจงึ ไดช้ ่ือว่าเป็ นสมทุ ัย คอื ส่งิ ท่ีเกดิ มาพรอ้ มกับความทกุ ข์ สมุทัย มาจาก “สัง” แปลว่า พร้อม + “อุทย” (อ่านว่า อุ-ทะ-ยะ) แปลว่า ผุดหรอื โผล่ข้ึน หรอื อุทัย อาทิตย์อุทัย คือการโผล่ข้ึน การผุดข้ึน การเกิดข้ึนมา พร้อม พร้อมกับอะไร พร้อมกับทุกข์ ความอยาก คือ สมุทัยเกิดมาพร้อมกับทุกข์ เม่ือทุกข์ถูกรู้สมุทัยก็จะ ถูกละ แม้สมุทัยคือ ตัณหาถูกละไปเพราะเรารู้ทุกข์อยู่ แต่อนุสัยบางทียังแสดงตัวอยู่ เพราะอนุสัยนี้ต้องละ ดว้ ยอาํ นาจอรยิ มรรค บางทเี ราบอกว่าเรารู้ทุกข์อยู่ แต่ ทําไมตัวข้างในยังดิน้ หรอื ยังแสดงภาวะอาการออกมา ทัง้ ๆ ที่ทุกข์ก็ถูกรู้อยู่ ธรรมดาถ้าทุกข์ถูกรู้ สมุทัยจะ ถูกละ แต่บางทอี าการที่แสดงในภายใน คล้าย ๆ สมุทยั แต่ไม่ใช่สมุทัย อันนัน้ คืออนุสัย อนุสัยจะแสดงออกมา หรอื จะปรากฏ หรอื พูดง่าย ๆ คือจะนอนเน่ืองอยู่ใน เวทนา ๓ คือ ราคานุสยั จะแสดงอยูใ่ น สุขเวทนา ปฏฆิ านสุ ัย จะแสดงอย่ทู ี่ ทุกขเวทนา อวิชชานุสยั จะแสดงอย่ทู ี่ อทกุ ขมสุขเวทนา

28 | เข้าใจอรยิ สัจเพ่ือความหลดุ พ้น ดังนัน้ ต้องสังเกตให้ดี เวลาประสบกับความทุกข์ แลว้ ทุกขเ์ พ่มิ ไหม หรอื เฉย ๆ แมเ้ ฉย ๆ อยู่อวิชชานุสัย ก็ตามนอน ถ้าเราไม่สามารถกําหนดรู้ให้ชัดเจน น่ีคือ กิจของการกําหนดรู้ในนิโรธ ด้วยว่าสมุทัยดับไป แล้ว ส่ิงท่ีเหลืออยู่ในจิตนัน้ คืออะไร กิจของนิโรธจึงมีความ- สําคัญมากท่ีจะทําให้เราได้เห็นว่า สิ่งท่ีเหลืออยู่ในจิต คืออะไร ทัง้ ๆ ท่ีสมุทัยคือตัณหาไม่ได้เกิดข้ึนในเวลา นัน้ แล้ว อาจจะเห็นอะไรบางอย่างในคราวครงั้ นัน้ คือ กลุ่มของอนุสยั ยงั คงอยู่ อนสุ ัยนี้เกยี่ วกับสงั โยชน์ ถามว่า สงั โยชน์กบั อวิชชาไมใ่ ช่ตัวเดียวกนั หรอื สังโยชน์ เป็ นธรรมชาติท่ีนอนเน่ื องมาพรอ้ ม กันกบั อวิชชากบั ตณั หา แลว้ จะทําหน้าท่ีหรอื แสดง อาการต่อเม่ือประสบกับเวทนาทัง้ ๓ อนุสัยจะมา เกิดรว่ ม พูดง่าย ๆ ว่า เม่ือตัณหาปรากฏ ตัณหา อุปาทาน สิ่งเหล่านี้แหละท่ีจะดึงอนุสัยให้เกิดรว่ ม นัน้ หมายถึงว่าหากเรามีตัณหา หรือตัณหาไม่ได้ถูกละ อุปาทานก็เกิดข้ึนยึด ต้องเกิดการยึดมัน่ ถือมัน่ สิ่ง เหล่านี้จะไปทําให้อนุสัยมีที่นอนเน่ือง มีท่ีตัง้ ท่ีเกิด ทป่ี รากฏ แลว้ อนสุ ัยทนี่ อนเน่ือง กค็ ือเร่อื งราวของชวี ิต

�ัณหา�อนสุ ยั ��ล�สงั โยชน�์ |�29 ที่เราผ่านมาในวัฏฏะทัง้ หมดท่ีเกิดปรากฏ ไม่ใช่มารอ ปรากฏ แต่ตัณหาท่สี บื มาจากอวิชชาก่อให้เกิดอุปาทาน พอก่อให้เกิดอุปาทานแล้ว มันเป็ นปั จจัยที่ไปดึงเอา อนุสัยเก่า ๆ ออกมา เช่น สมมติว่าเราโกรธคนนี้แล้ว ถ้าไม่สงบระงับความโกรธนั้น จะเกิดเป็ นเวรต่อกัน แล้วเวรท่ีกระทําตอบกับคนนัน้ ไม่ใช่เวรเฉพาะที่โกรธ ในขณะนั้น แต่จะไปดึงเอาเวรทัง้ หมดที่มีมาในอดีต หรือกลุ่มอนุสัยนั้นมาเกิดร่วม เวรนั้นตั้งอยู่นาน ไมน่ ้ อย เป็ นกปั เลย แลว้ จะตัง้ อยูอ่ ยา่ งนี้ชวั่ กัป หากเคย มีเวรตอ่ กนั ถา้ ไมส่ งบระงับขณะนัน้ เวรจะสืบต่อไปอีก ชัว่ กัป คือมันสืบมาจากครงั้ ก่อน เพราะเคยโกรธกัน ในครัง้ ก่อนมา เวลามาเจอกันครัง้ นี้ เห็นทีไร ไม่สบอารมณ์สักที มันเป็ นเอง กลุ่มนี้เป็ นพวกอนุสัย พอเราเรยี นรู้ปั๊บ รู้ทันทีว่า นี้จะเป็ นไปเพ่ือการก่อเวร รีบสงบระงับ พระพุทธเจ้าตรสั ว่า “เวรย่อมระงับ ด้วยการไม่จองเวร” ถ้าเราสงบระงับ เวรเก่าที่กําลัง จะรอเกดิ เรยี กวา่ ไดป้ ัจจยั ทจ่ี ะกอ่ เกดิ มที ตี่ งั้ นี้ จะดบั ไป ทันที ไม่มีท่ีตัง้ เวรใหม่ที่จะไปตัง้ อยู่ชัว่ กัป ก็ถูกละ อัตโนมัติ

30 | เข้าใจอริยสจั เพ่อื ความหลดุ พน้ โยม : ถ้าตัณหาไม่ได้ถูกละ ก็จะไปรวมลงใน อนสุ ัย พระอาจารย ์ : ใช่ มันจะไปดึงเอาของเก่าออกมา โยม : เป็ นของใหม่ พระอาจารย์ : เป็ นของใหม่นัน่ แหละ แต่คําว่า อนุสัย คือถูกสืบมาแต่ปางก่อน เอาอย่างนี้ดีกว่า ตอน เป็ นเดก็ เราเคยเรยี น ก. ไก่ ข. ไข่ ค. ควาย ฆ. ระฆงั ง. งู แล้วการเรยี นนัน้ สิน้ สดุ หรอื ยงั โยม : สนิ้ สุดไปแล้ว พระอาจารย์ : หมดไปแล้วใช่ไหม เราผ่านมา- แล้ว ล่วงมาแล้ว ดับไปแล้ว เสรจ็ ไปแล้ว เราไม่ได้ กลับไปเรยี นอีก แต่มันยังสืบความรู้นั้นมาหาเราอยู่ ใช่ไหม ทําไมความรู้นั้นไม่ดับไปพร้ อมกับกาลท่ีเรา ผ่านการเรยี นมาแล้ว ทําไมความรู้นัน้ ไม่ดับไป ทําไม มันสืบมาอยู่ถึงในปัจจุบันนี้ ทําไมเรายังรู้เร่อื งว่า นี้คือ ก. ไก่ ข. ไข่ ค. ควาย ง. งู ฆ. ระฆัง อนุสัยก็สืบมา เหมือนกัน รอปั จจัยก่อเกิด ปั จจัยนั้นคือตัวตัณหา นี่แหละ

ล��ัณหาด้วยปญั ญาสมั มา�ิฏฐ�ิ |�31 โยม : น่ีไม่ใชต่ ัณหาใหมห่ รอื หมายถงึ วา่ ตัณหา ใหม่ถ้าไม่ได้ถูกละ ก็จะไปรวมลงกับอนุสัย เป็ นตัณหา ใหมท่ ่ไี ปรวมลงกบั ของเกา่ อีกหรอื เปลา่ ละตัณหาด้วยปัญญาสมั มาทิฏฐิ, เมอ่ื สัมมาทฏิ ฐิเต็มรอบ จงึ ละอนุสัยและ สงั โยชน์ดว้ ยอริยมรรค พระอาจารย์ : กลุ่มอนุสัย กลุ่มสังโยชน์ เขา เรยี กว่า อนุสัยสังโยชน์ เป็ นกลุ่มชัน้ ละเอียด ส่วน ตณั หาเป็ นกลมุ่ ชนั้ หยาบๆ อนสุ ยั ชนั้ ละเอยี ดตอ้ งละ ด้วยอรยิ มรรค แต่ตัณหา ละได้ตอนนี ้ ละด้วย การกาํ หนดรดู้ ว้ ยปั ญญาสมั มาทฏิ ฐิ อนสุ ยั ตอ้ งละดว้ ย อรยิ มรรค อรยิ มรรค คอื มรรคทเี่ รากาํ หนดร้ดู ว้ ยสมั มา- ทิฏฐนิ ี้เต็มรอบแล้ว จึงจะไปละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ซ่ึงอนุสัยจะอิงอาศัยส่ิงเหล่านั้นเกิด สงั โยชน์นัน้ เกดิ ข้นึ ตอ้ งละดว้ ยอรยิ มรรค สว่ นตณั หาละ ดว้ ยสมั มาทฏิ ฐมิ รรคในขณะนี้แหละ ยงั ไมม่ กี าํ ลงั แกก่ ลา้ เท่าไร แต่ก็ละไปเร่อื ย ๆ ละไป ๆ ๆ ๆ จนเกิดกําลังอรยิ - มรรคแก่กล้า จึงจะไปตดั สังโยชน์ ตดั อนุสัย

32 | เข้าใจอรยิ สจั เพื่อความหลดุ พ้น โยม : เพราะฉะนั้นคนที่ได้มรรคเบ้ืองต้นแล้ว อนุสยั ก็เบาบางลง พระอาจารย์ : ใช่ เบาบางลง โยม : แต่ยงั ไม่หมด เบาบางลงตามขัน้ พระอาจารย์ : ใช่ ตามกําลงั ตามขนั้ จะละกัน อย่างนัน้ อนั นี้ปัญญาสัมมาทฏิ ฐิ ถ้าในขณะกาํ ลังปฏิบัติ อยู่ กําลังเจรญิ ข้ึน เป็ นอยู่ในชัน้ กุศลธรรม ยังไมใ่ ช่ชัน้ โลกุตตรธรรม จะเป็ นโลกุตตระก็ต่อเม่ือปัญญาสัมมา- ทิฏฐนิ ี้เติบโตเต็มท่ี สร้ างมรรคแก่รอบ แล้วเข้าสู่ โคตรภูญาณ แล้วก็มรรคญาณ อันนั้นเตรยี มจะละ เตรยี มจะตัด พอไปตัดสังโยชน์แล้วปั๊บ ไม่ใช่ไปดับ อวิชชาในตอนนั้น แต่ไปดับอนุสัย ดับกิเลส ส่วน อวชิ ชาดบั กนั ตอนนี้ ละกันตอนนี้ได้ เชน่ ไมร่ ้ทู ุกข์ กร็ ู้ ทุกข์ อวิชชาก็ดับไปแล้ว ก็ละไปได้แล้ว ถ้าจะบอกว่า ละสังโยชน์คือละอวิชชาด้วย ก็ใช่ แต่อวิชชานั้นคือ อวิชชาสังโยชน์ ไมใ่ ช่อวชิ ชาของสมทุ ยั ไมเ่ หมือนกนั ด้วยความท่ีอวิชชาของสมุทัยพยายามจะสร้ าง การสืบทอดระบบขันธ์ โดยอิงอาศัยเหตุปัจจัยท่ีปรากฏ

ล��ัณหาดว้ ยปญั ญาสัมมา�ิฏฐ�ิ |�33 อยู่กบั ปัจจบุ นั ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลนิ้ ทางกาย ทางใจ อวิชชาจะเกิดข้ึนมา ไม่ให้เรารู้สิ่งท่ีเห็น สิ่งที่ ได้ยิน ส่ิงที่ดมกล่ิน สิ่งท่ีลิ้มรส สิ่งที่สัมผัส แล้วก็ อารมณ์ท่ีเกิดกับใจตามความเป็ นจรงิ เม่ือมันไม่ให้เรา รู้ตามความเป็ นจรงิ กค็ อื ไม่รู้จกั ทกุ ข์ตามความเป็ นจรงิ ไม่รู้ว่านัน่ คือทุกข์ จึงก่อให้เกิดสังขาร คือการสืบทอด อารมณ์นั้นลงสู่ขันธ์ กระบวนการแห่งสังขารก็ก่อให้ เกิดปฏิสนธวิ ิญญาณสืบต่อไปอีก วิญญาณก่อให้เกิด นามรูป เพราะนามรูปเกิด จิตจึงเกิด ระบบการเกิดข้ึน ของจิตในการรบั อารมณ์ไปสร้างจิต พอจติ เกดิ กเ็ กดิ มี อายตนะ ก็คือนามรูปเกิด นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ คือจิตกับอายตนะ เม่ือมีจิต อายตนะต้องเกิด เกิด อะไร เกดิ รบั การกระทบ เชน่ อารมณ์โกรธหน่ึงอารมณ์ อย่างที่อธบิ ายไว้ตัง้ แต่ก่อนหน้ ามา ตัวอย่างนี้อธบิ าย บอ่ ยมากเพราะเป็ นตวั อย่างทเ่ี กิดข้ึนบ่อย ๆ ในจติ คน สมมุติว่า ความโกรธเกิดข้ึน เราไม่ได้รู้จักความ โกรธตามความเป็ นจรงิ เราไม่ไดบ้ อกว่า นี้คอื ทกุ ข์ ถ้า เราไม่รู้จักว่า นี้คือทุกข์ คืออารมณ์ความโกรธเป็ น ความทกุ ข์ เราอยากจะละมันใชไ่ หม ไมร่ ้วู ่าความโกรธ

34 | เข้าใจอรยิ สจั เพือ่ ความหลุดพ้น เป็ นทุกข์ โดยภาวะคนทัว่ ไปคืออยากทําตามมัน แต่ผู้ ปฏิบัติธรรมก็อยากจะละ ทัง้ สองอย่างก็คืออยาก เป็ น ตัณหาไหม เพราะไมร่ ู้จกั พอร้จู กั แล้วว่า ความโกรธคอื ความทกุ ข์ มนั เป็ นทกุ ข์ ไมใ่ ชส่ มุทัย ไมต่ อ้ งไปละ แต่ ต้องรู้ เพราะ ทุกขสจั จะเป็ นของควรรู ้ ทาํ ไมตอ้ งรู้ ก็ เขาบอกว่าต้องรู้ คือ ปรญิ ญา บอกให้ต้องรอบรู ้ คือ ตามแบบตามพระพุทธเจ้า ตามหลักจรงิ ๆ ก็ต้องรอบรู้ จรงิ ๆ เพราะเราไม่รู้จักความโกรธตามความเป็ นจรงิ จึงไปสร้างความอยาก แต่ถ้ารู้ตามความเป็ นจรงิ ก็ไม่ ต้องไปอยาก ก็รู้ว่านี้คือทุกข์ ความโกรธคือความทุกข์ ไม่ใช่สมุทัย เม่ือไมใ่ ช่สมุทัย ไม่ตอ้ งไปละ หรอื ถ้าร้อู ยู่ ว่า เป็ นทกุ ข์กไ็ ม่ตอ้ งไปกระทําตอบ เพราะจะทุกขเ์ พมิ่ จากความทกุ ขเ์ ดิมท่เี กิด ความทุกขเ์ กิดมาแล้ว เม่อื ไมร่ ู้ จะพดู ถงึ ในชนั้ ของอวชิ ชา คอื สมทุ ยั พอ ไม่รู้ก็ปรุงแต่ง เรยี กว่า หยัง่ การปรุงแต่ง เรยี กว่า สังขารา นี้ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา เป็ นปัจจัยให้เกิด การหยัง่ ความโกรธลงสู่ขันธ์ นําความโกรธลงสู่ขันธ์ แทนท่ีวา่ เกิดแลว้ ถูกรู้แลว้ จะดับไป มันไมด่ ับ มันลงสู่ ขันธ์ สงฺขาราปจฺจยา วิญฺญาณํ สืบทอดด้วยการรบั รู้

ล��ัณหาด้วยปญั ญาสมั มา�ิฏฐ�ิ |�35 คอื เรารบั รู้ความโกรธดว้ ยความไมร่ ู้ทีแ่ ฝงเร้นอยู่ ความ ไม่ร้คู อื อวิชชา แม้จะดบั ไปแลว้ คือทําหน้ าทีใ่ นการไมร่ ู้ ป๊ ุบ ดบั ไปทนั ที แลว้ กส็ ่งต่อมาเป็ นปัจจัยให้เกดิ สังขารา การหยัง่ ลงสู่ขันธ์ พอหยัง่ ลงสู่ขันธก์ ็เกิดการสืบทอด อารมณ์ สืบต่ออารมณ์นั้นในด้านปฏิสนธิวิญญาณ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ เกิดจิตข้ึนมารบั รู้ รบั ทราบ ความทุกข์ท่ีเกิดจากความโกรธนั้น พอจิตเกิดมารู้ อ า ย ต น ะ ก็ ถู ก ก ร ะ ท บ จิ ต ก ร ะ ท บ ใ จ นั่ น แ ห ล ะ มนายตนะเกิดรบั การกระทบทันที กระทบก็เป็ นผัสสะ ผสั สะก่อใหเ้ กิดเวทนา ฉะนั้น กระบวนการพวกนี้จะถูกสืบทอดมา เร่อื ย ๆ ๆ ๆ จนมาเป็ นตัณหา เวทนาก่อให้เกิดตัณหา ตณั หากอ่ ให้เกดิ อุปาทาน เพราะอะไร เพราะตัณหามา จากอวิชชาเป็ นตัณหาท่ีต้องละ แ ต่ ตั ณ ห า ธรรมดา ๆ ไม่ต้องละ ตัณหาท่ัว ๆ ไป ไม่ต้องละ นี่คือความสําคัญท่ีเราต้องเข้าใจ แล้วก็ชัดเจนในหลัก ของอรยิ สัจ ๔ ให้ได้ เพราะถ้าเรารู้ อวิชชาก็จะหายไป ไมส่ บื ทอดอารมณ์นัน้ ลงส่รู ะบบของขันธ์ สมมุติเกิดความโกรธข้ึนครงั้ หน่ึง ถ้าสืบทอด

36 | เข้าใจอริยสจั เพื่อความหลุดพ้น อารมณ์ลงสู่ขันธแ์ ล้ว เม่ือขันธส์ ืบทอดลง ขันธท์ ัง้ ห้า เป็ นตัวรบั อารมณ์ความโกรธนั้น ขันธท์ ัง้ ห้าคือตัวเรา นัน้ แหละเป็ นตัวรบั รูปขันธ์ แสดงออกเป็ นอย่างไร นัน่ แหละ หน้ าดํา หน้ าแดง ก็ว่ากันไป เวทนาขันธ์ เป็ นสุขหรอื ทุกข์ ... ทุกข์ สัญญาขันธ์ จําแต่คนท่ีมา ทําให้โกรธ หรอื จําแต่เร่อื งที่โกรธ สังขารขันธ์ คิดแต่ เร่อื งท่ีโกรธอยู่นัน่ แหละ วิญญาณขันธ์ ก็รบั รู้ ครบ ขันธท์ ัง้ ห้า ถ้าเราเป็ นคนทุกข์เอง จะต้องไปแก้ความทุกข์ที่ คนอ่ืนไหม แก้ที่ใคร แล้วทุกครงั้ แก้ท่ีตัวเองหรอื เปล่า ก็เราทุกข์เอง ต้องดับท่ีเรา ส่วนมากทําไมต้องไปดับที่ คนอ่นื แปลกไหมชีวติ มนุษย์ ตวั เองทกุ ขแ์ ท้ ๆ ไม่ดับที่ ตัวเอง ถ้าเรากําหนดรู้ทัน ความรู้เกิดข้ึน ความไม่รู้ก็ ถูกละ ก็จะไม่นําสืบ อันนัน้ ก็เป็ นเพียงแค่ อารมฺมณ (อ่านว่า อา-รํา-มะ-นะ) คือ อารมณ์ อารมณ์คือสิ่งที่มา ปรากฏให้เกิดการรบั รู้ แค่ อารมฺมณ หน่ึง พอถูกรู้ป๊ ุบ ก็ดับ ไม่อยากจะดับมันก็ดับ อยากให้มีอยู่มันก็ไม่อยู่ มันก็ดับเพราะถูกรู้ มีแต่บอกว่า “ลองเกิดข้ึนมาอีกสิ จะได้เจรญิ มรรค จะได้ละอวิชชา” ท้าทายมันเลย

ล��ณั หาดว้ ยปัญญาสมั มา�ฏิ ฐ�ิ |�37 ท้าทายความโกรธ วันไหนอาตมาไม่ถูกหลวงป่ ูคาํ สุขด่า นอนไม่หลับ เป็ นจรงิ ๆ ไม่ใช่พดู เล่น ๆ นอนไมห่ ลบั ไม่ไดถ้ กู ดา่ วันนี้ เพราะทําอะไรถูกต้องเป๊ ะหมดทุกอย่าง ท่านไม่มีอะไร ที่จะด่าแล้ว เรารู้สึกไม่ค่อยดี หาเร่อื งให้ท่านด่า พอหา เร่อื งมา บางวันก็มะโล้งโพ้งเพ้งให้ท่านได้ยิน ท่านก็ว่า “เอาอีกแล้ว นี่ขาดสติ” ท่ีไหนได้ เราอยากจะฟังคําด่า นี้ก็อยากอีก ก็เสียหาย ก็เป็ นอยากอีกด้านหน่ึง ติดคําด่าก็มี ไม่ถูกด่าแล้วไม่สบายใจ ไม่รู้อย่างไร อย่างนัน้ ก็มีอยู่ มีจรงิ ๆ เจอกับตัวเองมา แต่บางคน บอก ถา้ ไม่ได้ยินคําไพเราะ ไมร่ ้สู กึ สบาย คอื ความต่าง เราเคยได้ปั ญญาจากคําด่า เลยมองว่ามันไม่มี ตวั กระตุ้น ไมม่ ีตวั ทําใหป้ ัญญามนั วิ่ง น่ีคือหลักการของอรยิ สัจ ๔ ในชีวิตประจําวัน พยายามยกเร่อื งราวข้ึนมากําหนด แล้วก็เจรญิ มรรค สังเกตว่า มรรค นี้เป็ นข้อเดียวท่ีพระพุทธเจ้าตรสั ว่า เป็ นขอ้ ปฏิบตั ทิ ่เี ป็ นไปเพ่ือความดบั ทกุ ข์ “มคคฺ นิโรธ- คามินี ปฏิปทา อรยิ สจฺจํ” ข้อปฏิบัติอันเป็ นไป เพ่ือความดบั ทุกข์ คือ มรรค เป็ นขอ้ กาํ กับตายตวั หรอื

38 | เขา้ ใจอรยิ สจั เพื่อความหลดุ พน้ เป็ นข้อชี้ชัดแบบตายตัวแล้วว่า การดับทุกข์ต้องไปดับ ทข่ี อ้ ปฏบิ ตั อิ ่นื ไหม มขี อ้ ปฏบิ ตั อิ ่นื ทวี่ เิ ศษกวา่ มรรคไหม โยม : ไม่มี พระอาจารย์ : แล้วทําไมการปฏิบัติที่เป็ นไป เพ่ือความดบั ทุกข์มีหลายสาย โยม : มรรคก็ครบแล้ว มตี งั้ ๘ ข้อ เยอะมาก พระอาจารย์ : มรรคมีครบแล้ว ทําไมในสังคม พุทธเราจึงมีหลายข้อปฏิบัติ ทัง้ ๆ ที่พระพุทธเจ้าตรสั ว่า มรรคคือขอ้ ปฏบิ ตั เิ ป็ นไปเพ่อื ความดบั ทุกข์ เหตุนี้แหละ จึงทําให้ต้องได้กลับมาทบทวนเร่อื ง ราวของศาสนาเราให้มาก ๆ ทําไมข้อปฏิบัติเป็ นไปเพ่ือ ความดับทุกข์นี้ ไม่ได้ถูกทําให้ได้เป็ นความคุ้นเคยใน หมู่พุทธสาวก หรอื พุทธศาสนิกชนเรานี้ ให้เป็ นความ คุ้นเคยแบบเข้าใจ คือ รู้จักวิธกี ารได้แบบทันทีทันใด หรอื เป็ นแบบเป็ นความจําเป็ น เป็ นความสําคัญยิ่งกว่า การเรยี นรู้ในวิชาการอ่นื โยม : โยมว่าไม่เป็ นความเข้าใจท่ีกระจ่าง ไมง่ ่ายทจี่ ะเข้าใจกระจ่าง

ล��ณั หาด้วยปญั ญาสมั มา�ิฏฐิ�|�39 พระอาจารย ์ : ทาํ ไมไมง่ ่าย พระศาสดาเราเป็ น ผู้ทําของยากให้ง่าย ทําของลึกให้ต้ืน ทําของที่คว่ําอยู่ ให้หงายข้ึน ทําของที่มืดให้สว่าง ทําไมไม่ทําให้ง่าย แล้วอธบิ ายเม่ือกีย้ ากไหม โยม : ก็ไมย่ าก ถา้ เราเรมิ่ เขา้ ใจกจ็ ะไมย่ าก พระอาจารย์ : แล้วคิดว่าการเข้าใจอย่างนี้ เขา้ ใจไดเ้ ฉพาะเรา สว่ นคนอ่นื จะเขา้ ใจไม่ได้เลยใช่ไหม หรอื คนอ่นื มาสามารถทําความเข้าใจได้ โยม : เข้าใจได้แต่ต้องใช้เวลา ไม่ใช่ว่ามาฟั ง ครงั้ หน่ึงแลว้ จะเขา้ ใจ หรอื ว่าสอนกนั ไม่ได้ พระอาจารย์ : ถูกต้อง ต้องใช้เวลา นี้คือความ จําเป็ นอย่างหน่ึง ที่เราจะต้องแสดงหลักการแห่งทาง อรยิ มรรคไว้ให้เป็ นที่แพรห่ ลาย ให้เป็ นท่ีรู้จัก ให้เป็ นท่ี คุ้นเคย ให้เป็ นท่ีรบั ทราบ รบั ทราบด้วยความเข้าใจ จรงิ ๆ เราจะไม่ได้เห็นภาพของการปลุกเสก ภาพของ การตัดกรรม ภาพของการสะเดาะเคราะห์ ภาพของ หมอดู หมออะไรต่าง ๆ หรอื ภาพของการสร้างรูปเคารพ ใหญ่ ๆ เราจะไม่เห็นภาพของพุทธพาณิชย์ ภาพของ

40 | เขา้ ใจอริยสัจเพอ่ื ความหลดุ พน้ ความงมงายที่แทรกเข้ามาในทางพุทธศาสนา แต่เพราะ เราไม่ได้เข้าใจข้อมรรคนี้เอง จึงเห็นภาพเหล่านัน้ เต็ม ไปหมด เพราะเขาคิดว่านั่นคือหนทางท่ีจะดับทุกข์ให้ เขาได้ โยม : ตอนเป็ นเด็กสมัยก่อนยังจําตัวเองได้ว่า พอเรยี นพุทธศาสนา เรยี นอรยิ สัจ ๔ จําแมน่ เลย ๔ ข้อ แต่เขาไม่ได้อธิบายอย่างที่พระอาจารย์อธิบาย ถ้า พระอาจารยอ์ ธบิ ายตัง้ แต่ตอนเป็ นเด็ก ๆ ว่าให้ทาํ แบบนี้ เด็กจะเข้าใจเร่อื งพระพุทธศาสนาจรงิ ๆ เลย ไม่มีใคร บอก พระอาจารย์อธบิ ายได้ชดั เจน พระอาจารย์ : เราเอาความคิดของความเป็ น ผู้ใหญ่แล้วไปคิดแทนเด็กไม่ได้ บางทีเอาเด็กมานัง่ ฟั ง แบบนี้บางทีก็นั่งฟั งไปด้วย มือข้างหน่ึงก็นั่งเข่ีย (โทรศัพท)์ ไปด้วย โยม : แต่เด็กสมัยนี้มีเหตุมีผล เด็กรุ่นใหม่ เรยี นวิเคราะห์ ถ้ามีเหตมุ ีผลเขาก็ฟัง พระอาจารย ์ : ก็มี เคยอธบิ ายอยทู่ ่ีป่ านาโสกฮัง มีเด็กรุน่ ใหม่มานั่งฟั ง เขาฟั งแล้วรู้สึกเปิ ดโลกทัศน์

ล��ัณหาด้วยปัญญาสมั มา�ฏิ ฐิ�|�41 ในทิศทางของพุทธศาสนาทางด้านหลักคําสอนอยู่ พอสมควร เขาอุตสาหะในการที่จะปฏิบัติตามด้วยนะ ท่องธาตุฯ พิจารณา (รา่ งกาย) ๖ ขัน้ ตอน เขาสามารถ ทําได้ แล้วก็ทําได้ดีกว่ารุน่ เก่าแก่อย่างเรา ๆ ด้วยซ้ํา อันนี้พูดตรง ๆ เลย เรม่ิ ตัง้ แต่การท่องธาตุฯ นัน่ คือทางแห่งอรยิ มรรค อริยมรรคก็คือข้อปฏิบัติเป็ นไปเพ่ือความดับทุกข์ ปฏิบัติที่ไหน ก็ปฏิบัติที่ทุกข์ใช่ไหม ปฏิบัติที่เหตุ ปฏบิ ตั ิทคี่ วามดบั ของเหตุนัน้ ปฏบิ ตั ทิ ท่ี ุกข์ โดยการกาํ หนดรู้ ปฏิบตั ิทเี่ หตุ โดยการละ ปฏิบัติต่อการดับไปของเหตุ โดยการทําให้แจ้ง ให้เห็นการดับไปบ่อย ๆ ว่าดับไปด้วยวิธีการใด ครงั้ ต่อไปก็ต้องดับด้วยวิธกี ารนั้นอยู่เสมอ ๆ เรยี กว่า ทาํ ใหแ้ จม่ แจง้ กบั ใจตวั เองอยตู่ ลอด ปฏิบัติต่อทุกข์นั้นด้วยการยอมรบั ยอมรบั แล้ว ยอมรบั อีก ยอมรบั แล้วยอมรบั อีก ยอมรบั แล้ว ยอมรบั อีก เพราะใจเราไม่ใช่จะยอมรบั ได้แค่ยอมรบั

42 | เขา้ ใจอรยิ สจั เพอ่ื ความหลดุ พน้ ในครงั้ ๒ ครงั้ ต้องฝึ กยอมรบั แลว้ ยอมรบั อีก ๆ เราต้อง บอกใจตวั เองวา่ ต้องยอมรบั ๆ เราอยู่ในโลกนี้คือความทุกข์ มีแต่ทุกข์เท่านัน้ ที่ เกิดข้ึน มีแต่ทุกข์เท่านัน้ ท่ีตัง้ อยู่ มีแต่ทุกข์เท่านัน้ ที่ ดับไป เราต้องยอมรบั เพราะน่ีคือชีวิตจรงิ ชีวิตที่ ไม่จรงิ คือชีวิตท่ีไม่มีทุกข์ ใครไม่มีทุกข์คือชีวิตที่จอม- ปลอม เพราะเป็ นไปไม่ได้ท่ีคนไม่เคยมีความทุกข์เลย เกิดข้ึนมาแล้วไม่มีความทุกข์เลยมันไม่มี ยังหาไม่เจอ คนท่ีไม่มีความทุกข์นี่ ตัง้ แต่ปี ๒๕๔๙ ที่เรมิ่ สอน เรมิ่ ประกาศท่จี ะสอนธรรมะ ปี ๒๕๔๙ จนถึงปัจจุบันนี้ เคย ถามคนท่ีมาศึกษาธรรมะด้วยว่า “ใครบ้างท่ีเกิดข้ึนมา แล้วไม่มีความทกุ ข์ ยกมอื ข้นึ ” ไมม่ ีใครยกสักคน เจอ ทุกข์กันทุกคน นั่นหมายถึงว่า เป็ นเร่อื งสัจจะ เป็ น เร่อื งธรรมดา เป็ นเร่อื งปกติ แต่วิธกี ารที่จะดับทุกข์ ทําไมเราไมไ่ ด้เอาไปใช้ให้ถูก ทงั้ ๆ ที่พทุ ธศาสนากอ็ ยคู่ ู่ กับพวกเรามานาน อยู่คู่กับบรรพบุรุษเรามา อยู่คู่กับ วิถีชีวิตเรามา แต่เราเข้าใจหลักการด้านข้อปฏิบัติอัน เป็ นไปเพ่ือความดับทุกข์นี้ได้ยากมาก แล้วก็เรยี นรู้ได้ อย่างเช่ืองชา้ ทําไมถงึ เป็ นอยา่ งนัน้

ล��ณั หาดว้ ยปัญญาสัมมา�ิฏฐิ�|�43 โยม : เพราะไมเ่ ขา้ ใจ พระอาจารย์ : ใช่ เพราะไม่ได้ถูกบอกสอน หรือให้ความสําคัญจนเกิดเป็ นอิทธิพลท่ีเราจะต้อง ยอมรบั แบบ “นี่คือความสําคัญ” แล้วสําคัญเทียบ เทา่ กบั ความรู้ด้านอ่ืน ๆ ที่เราจะตอ้ งเรยี นร้ดู ้วยซ้ํา หรอื สําคัญย่ิงกว่าด้วยซ้ํา ไม่มีอิทธิพลในด้านนี้ มีแต่ อิทธพิ ลของเร่อื งพิธกี รรม ของการสร้างรปู เคารพ ของ การบวงสรวง เซ่นไหว้ ออ้ นวอน ร้องขอ เพราะเห็นแต่ ภาพเหลา่ นัน้ เต็มไปหมด แล้วเราถูกสอนใหท้ ําอยา่ งนัน้ แล้วบางทีเราก็พอใจที่จะทําด้วย เพราะเราคาดหวังว่า ทาํ อย่างนัน้ แล้ว เราจะรู้สกึ ดี รู้สกึ สบาย จงึ มีพระทีเ่ ป็ น นักพยากรณ์ มีพระที่มาเป็ นผู้วิเศษ มีพระท่ีเป็ นอะไร ต่ออะไรท่ีตอบสนองต่อความต้องการของคน ซ่ึงนั่น ไม่ใช่วธิ แี หง่ การดับทกุ ข์ พระภิกษุท่ีจะสอนหลักการแห่งมรรคจรงิ ๆ ไม่ใช่ ว่าไม่มี มี แต่ว่าทําไมไม่ได้ให้ความสําคัญกับสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ หรอื ไม่ได้สร้างอิทธพิ ลให้เกิดข้ึนจนเป็ นการ ยอมรบั ในสังคม หากเราต้องการจะพัฒนาศาสนาไปใน ทางด้านท่ีถูกต้อง ก็ควรจะหันมาให้ความสําคัญใน

44 | เข้าใจอรยิ สัจเพือ่ ความหลุดพน้ สิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็ นฝ่ ายคณะสงฆ์เอง ฝ่ ายฆราวาส หลาย ๆ อย่าง คือมองข้าม ไม่ให้ความสําคัญกับส่ิง เหล่านี้ เพราะปั ญญาสัมมาทิฏฐเิ ป็ นหนทางเดียวท่ี จะทําให้เราพ้นออกไปจากภัยในวัฏฏะ ภัยในวัฏฏะ ท่ีพูดถึงนี้ คําว่า วัฏฏะ ไม่ใช่เพียงแค่ใช้ชีวิตในโลกนี้ ตายไปแล้วก็หมดกันแลว้ จบกันไป โลกหน้ าเจอกนั อกี เจอกันท่ีไหน เจอกันตามระบบกรรม กรรมจะเป็ นตัว กําหนดให้เราได้รบั ผลแบบไหน อย่างไร ซ่ึงเราก็ ไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่า กรรมชนิดไหนจะให้ผลใน เบ้ืองหน้ า แม้แต่พรุง่ นี้เรายังไม่รู้เลย กรรมอะไรจะ ใหผ้ ล ปีหน้ าเราไมร่ ้เู ลยวา่ กรรมชนิดใดจะใหผ้ ล ใชไ่ หม ฉะนั้น ชาติหน้ าเราก็รู้ไม่ได้หรอกว่ากรรมชนิดไหน จะให้ผล แต่เม่ือใดก็ตามที่เราปฏิบัติในทางอรยิ มรรค กรรมในอรยิ มรรคนี้ใหผ้ ลแน่นอน พระพุทธเจ้าทรงบอกว่า กรรมในอริยมรรคนี้ ใหผ้ ลในชาตนิ ี้ด้วย ชาติต่อไปดว้ ย ชัดเจน ถ้าเราปฏบิ ตั ิ ในทางกรรมของอริยมรรคท่ีเราดําเนินอยู่ ให้ผล ในชาตินี้ด้วย ให้ผลในชาติต่อ ๆ ไปด้วย และให้ผล ในชาติต่อ ๆ ๆ ไปด้วย จนกว่าจะหมดภพ หมดชาติ

ล��ัณหาดว้ ยปญั ญาสมั มา�ิฏฐ�ิ |�45 สิน้ ภพ สิน้ ชาติ เพราะหน้ าที่หรอื ทิศทางของอรยิ มรรค มีจุดประสงค์เดียว คือ ดับภพ ดับชาติ ดับการเกิด ดับความทุกข์ ดับทัง้ หลายทัง้ ปวงที่จะสืบต่อตัวระบบ ธาตขุ ันธ์ แล้วเขา้ ไปสพู่ ระนิพพาน คอื ท่ี ๆ พระพทุ ธเจา้ ใชค้ ําว่า อมตสถาน อมตสถาน ไม่ใช่มีสถานท่ีรองรบั ไม่ใช่สถานที่ แต่เป็ นโวหารเรยี กธรรมชาตนิ ัน้ ว่า อมตสถาน สถานที่ ไม่มีความตาย เป็ นอมตะ ถ้าใครอยากจะเป็ นอมตะ ต้องเข้านิพพานจึงจะเป็ นอมตะ คือไม่มีท่ีตาย ไม่มี ความตายอยู่ในนัน้ ไม่มีความแก่ ไม่มีความเจ็บ ไม่มี ความตายอยู่ในนัน้ จึงไม่มีทุกข์อยู่ในนัน้ นี่คือความ สําคัญทางด้านหลักคําสอน ฉะนั้น การนําสืบศาสนา ทางด้านหลักคําสอนจึงเป็ นสิ่งที่มีค่ามาก อาตมาจึงจะ ต้องทําหน้ าที่ในตรงนี้ เพราะเป็ นหน้ าท่ีโดยตรงของ พระภกิ ษุทคี่ วรจะกระทําอยแู่ ล้ว โยม : แบบนี้ พระท่สี อนผิดกอ็ ันตราย พระอาจารย์ : ก็ค่อนข้างอันตรายพอสมควร เพราะถ้าสอนผิด ก็คือเป็ นการทําลายศาสนาไปโดย

46 | เขา้ ใจอรยิ สจั เพ่ือความหลดุ พ้น ไม่รู้ตัว แต่ทีนี้ ท่านสอนผิดโดยความเข้าใจว่าเป็ น ความถูกต้อง มันเลยหนักมาก เพราะว่าถ้าเข้าใจว่า เป็ นความถูกต้อง ท่านจะไม่มีทางปรบั แก้ เพราะท่าน เข้าใจวา่ ท่านถูกแล้ว โยม : อยา่ งนี้กเ็ ป็ นกรรม พระอาจารย์ : แน่นอน เป็ นกรรมทางด้าน ทําลายพระพุทธศาสนา ฟั งให้ดี “กรรมในด้านการ ทําลายพระพุทธศาสนา” คือนึกไม่ออกว่าจะเป็ นกรรม ทางด้านไหน แต่ด้านทําลายพระพุทธศาสนาเป็ นกรรม หนักมาก ซ่ึงเขาไม่ได้บัญญัติกรรมหนักในการทําลาย พระพุทธศาสนาว่าเป็ นกรรมหนัก เพราะกรรมหนักจะ มีบัญญัติไว้แล้วคือ ทําร้ ายพระพุทธเจ้าให้โลหิตห้อ ฆ่าพระอรหันต์ ฆ่าบิดา ฆ่ามารดา และทําสงฆ์ให้แตก จากกัน ท่เี ขาบัญญัตไิ วเ้ ป็ นกรรมหนัก แตก่ รรมทาํ ลาย พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า ไ ม่ ร้ ู ว่ า จ ะ ไ ด้ ก ร ร ม ห นั ก ป ร ะ เ ภ ท ไ ห น หนักเหมือนกัน แต่หนักประเภทไหน อาจจะรองลงมา จากอนันตรยิ กรรมกไ็ ด้

อารมณเ์ า� �่ีด�ั ไปโดยไมไ� ดถ้ � ร�้� ��|�47 อารมณเ์ กา่ ทีด่ ับไปโดยไม่ได้ถูกรู้ นําสบื ความไมร่ ูน้ อนเนอ่ื งอยู่ในขันธ์ ๕ โยม : ยงั ไม่ค่อยเข้าใจ อวชิ ชาจากสงั โยชน์ พระอาจารย์ : พระพุทธเจ้าตรสั ไว้ว่า ๑. ไม่รู้ ทุกข์ ๒. ไม่รู้เหตุให้เกิดทุกข์ ๓. ไม่รู้ความดับทุกข์ ๔. ไมร่ ้วู ธิ ปี ฏบิ ตั เิ ป็ นไปเพ่อื ความดบั ทกุ ข์ ๕. ไมร่ ้อู ดตี ๖. ไม่รู้อนาคต ๗. ไม่รู้ปั จจุบัน ๘. ไม่รู้จักปฏิจจ- สมปุ บาท น่ีคอื อวชิ ชา ความไมร่ ้เู หลา่ นี้กอ่ ใหเ้ กดิ สงั โยชน์ ความไม่รู้นี้เกิดแล้วดับได้ เกิดแล้วดับ เกิดแล้ว ดับ สังโยชน์เกิดแล้วดับไหม ดับเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ ดับไปเลย ดับโดยการสืบทอดมาสู่ระบบขันธท์ ่ีดําเนิน อยู่ในปัจจุบัน ดับไปแล้วนอนเน่ือง ๆ คือ อารมณ์เก่า ดับไป อารมณ์ที่ดับไปนั้นถูกสืบทอดมาสู่สภาพขันธ์ ใหม่ สภาพจิตใหม่ พูดง่าย ๆ สภาพจิตใหม่ถูกสืบทอด มาด้วยอํานาจแห่งความไม่รู้ จึงนอนเน่ืองอยู่ในเหล่า ขันธท์ งั้ หลาย จะนอนเน่ืองอยู่ในกลมุ่ เวทนาขนั ธน์ ี้ เวทนาปรากฏอยู่กับเราตลอดเวลา ไม่มีขณะไหน เลยที่ไม่มีเวทนา ขณะหลับกม็ เี วทนา อนสุ ัยนอนเน่ือง

48 | เขา้ ใจอรยิ สจั เพ่ือความหลุดพน้ อยู่ตลอดเวลา แต่อวิชชาจะเกิดขึน้ ตอนท่ีไม่รูท้ ุกข์ เท่านัน้ แต่ถ้ารู้ทุกข์แล้วอวิชชาดับไปได้ แต่อนุสัยยัง ไม่ดับ อนุสัยยังคงอยู่ กลมุ่ อนุสัยนี้เป็ นสังโยชน์เป็ นตัว ผกู จิตนอนเน่ืองอยู่ โยม : ให้โยมสรุป ไม่ทราบว่าเข้าใจถูกหรอื เปล่า โยมเข้าใจว่าอวิชชานี้ สมมุติเราพิจารณาอรยิ สัจ อยู่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ถ้าเราเรมิ่ เห็นทุกข์ เรา เห็นแล้ว แสดงว่าเรารู้แล้ว อวิชชาก็ไม่เกิด ก็ดับ ดับไป ๆ ๆ แต่ว่าเราไม่สามารถจะดับสังโยชน์ หรอื เรา ไม่สามารถจะดับอนุสัยได้ จนกว่าเราพิจารณานี้ ซ้ําแล้ว ๆ ๆ ๆ ไปเร่อื ย ๆ เหมือนไปขุดเอาข้างล่างข้ึนมา จนสุดท้าย เม่ืออรยิ มรรคเกิดจะตัดทัง้ หมดเอง แล้วก็ ตดั สังโยชน์ ตัดอนุสยั พระอาจารย์ : ใช่ ตัดทีเดียวเลย ไม่ตัดแล้ว ตัดอีก แต่อวิชชาละแล้วละอีก ละแล้วละอีก ละแล้ว ละอีก สว่ นสงั โยชน์ตดั ทีเดยี ว ขาดแล้วขาดเลย แลว้ ก็ ตัวต่อไปก็ไปตัดอีก ขาดแล้วขาดเลย ตัวต่อไปอีก ตัดขาดอีก ตัวต่อไปตัดขาดอกี เสรจ็ สนิ้ จบ ไม่ต้องตดั อีกแลว้ ตลอดกาล


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook