วิจยั ในช้นั เรยี น เร่ือง การพฒั นาการสงเสริมสุขภาพของนกั เรียนทม่ี ภี าวะโภชนาการเกนิ ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 3 จัดทำโดย นางสาวเตชนิ ี สุขรักษ ตำแหนง พนักงานราชการ โรงเรยี นราชประชานเุ คราะห 33 จังหวดั ลพบุรี สงั กัดสำนักงานบรหิ ารงานงานการศกึ ษาพเิ ศษ สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
คำนำ เอกสารงานวจิ ัยฉบับนจี้ ัดทำขน้ึ เพ่อื เปน สวนหน่งึ ในงานวิจยั ชัน้ เรียนของการเรียนการสอนในรายวิชาของ นกั เรยี น ซึง่ งานวิจัยช้ินน้ไี ดถ กู พฒั นาข้นึ เพอื่ พฒั นาปรับปรงุ การเรียนการสอนในโรงเรียนใหด ีย่ิงข้นึ จากปญหาการเรียนการสอนในหอ งเรียนที่ครผู ูสอนไดพบเจอพบวา นักเรียนมีปญ หาการทานอาหารมาก ทำใหงวงนอนระหวางเรียนเนื่องดวยความไมรับผิดชอบของนักเรียนและวุฒิภาวะ ทำใหไมคอยรูจักเลือก รับประทานอาหารมักทานอาหารตามใจปากและทานจุกจิกสงผลกระทบตอสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเด็ก รวมท้ังภาวะแทรกซอนตางๆ ในระยะยาว และนกั เรียนเกิดความเบ่อื หนายในการเรยี นในรายวชิ า ครูผูส อนจึงไดใช เทคนิคการเรียนการสอนที่เหมาะสมในการแกปญหาดังกลาวหวังเปนอยางยิ่งวา จะเปนเอกสารที่กอใหเกิด ประโยชนตอผูอา นทุกทา น นางสาวเตชินี สุขรักษ ผจู ัดทำ
สารบัญ เร่ือง หนา บทที่ 1 บทนำ 6 บทที่ 2 เอกสารและทฤษฎที ่ีเก่ยี วของ 12 บทท่ี 3 การดำเนินงาน 41 บทท่ี 4 ผลการดำเนนิ งาน 49 บทที่ 5 สรปุ ผลการดำเนิน 52 บรรณานุกรม 54
บทคดั ยอ การศึกษาครัง้ นมี้ วี ตั ถุประสงคดังน้ี 1) เพ่ือพัฒนาชุดการเรียนการสอนใหม ปี ระสทิ ธิภาพตามเกณฑ ตรงกบั มาตรฐานทีก่ ำหนดไว 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ไดรับจากการจัดการเรียนรูโดยใชชุดการเรียนสำเร็จรูปทั้งกอนเรียน และ หลงั เรยี น 3) เพื่อยกระดับคุณภาพผูเรียนใหเปนผูที่มีความสุข กาวทันตอโลกยุคใหม และสามารถปรับตัวใหเขากับสภาพ สงั คมท่ตี นเองอยู เครื่องมือที่ใชในการวิจัยชุดกิจกรรมการเรียน ไดแก แบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน ตลอดจนชุด กิจกรรมและแบบฝกหัดตางๆ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน และแบบ ประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงคของนักเรียน คาสถิติ ที่ใชในการวิเคราะหไดแก คารอยละ คาเฉลี่ย สวน เบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.) และคา (t-test แบบ Dependent) จากการศึกษาการเรียนการสอนแบบรวมแรงรวมใจเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรวมถึงปรับ พฤตกิ รรมนักเรยี นท่ีขาดความรับผิดชอบในการเรียนของชนั้ เรียน จากการสังเกตนักเรียนกอนการใชการสอนแบบ STAD มีคาคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยูที่ 14.07 คะแนน แตหลังจากการใชการสอน แบบ STAD ทำใหค ะแนนเฉลย่ี อยูท่ี 15.14 คะแนน ซง่ึ เพ่ิมขนึ้ 1.07 คะแนน คดิ เปน รอยละทเี่ พ่ิมข้ึน 7.60% และ มีสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนสอบเทากับ 1.82 ซึ่งลดลงจากเดิม 0.26 ทำใหขอมูลที่ไดมีการกระจายตัวท่ี ลดลงแสดงถึงคุณภาพของขอมูลท่ีดี ผูเรียนมีคะแนนเกาะกลุม ใกลเ คียงกันมากขึ้นสงผลตอการพัฒนาการเรียนใน ดา นอนื่ ๆ ซึ่งจะทำใหส อนทักษะตางๆ ไดง า ยขน้ึ *******************************************
กติ ติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยชั้นเรียนฉบับนี้ เปนการวิจัยเชิงพัฒนาเพื่อพัฒนาการเรียนและพัฒนาดานภาวะ โภชนาการเกี่ยวกับการกินอาหารของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 สำเร็จลุลวงไดดวยคณะครู ผูเชี่ยวชาญ และ ผูอำนวยการโรงเรียน ที่กรุณาใหคำปรึกษาพรอมทั้งชวยเหลือ แนะนำตรวจสอบ แกไขขอบกพรองตางๆ ผูรายงานขอขอบพระคุณเปน อยางสงู ขอขอบคณุ คณะครู นกั เรยี นในโรงเรียนทุกคน ทีใ่ หความรวมมือในการเก็บ รวบรวมขอมูลในการพัฒนาการจัดการเรียนรสู ูงานวิจยั ในครั้งนด้ี วยดี และเปนแนวทางในจัดการเรียนการสอนให ผูวจิ ยั ไดสรา งสรรคว ธิ ีการสอนท่ีดีตอ ไป คุณคาและประโยชนของรายงานฉบับนี้ ผูรายงานขอมอบเปนเครื่องแสดงความกตัญู ตอบิดา มารดา ที่ใหการศึกษา อบรมสั่งสอน ใหมีสติปญญาและคุณธรรมทั้งหลาย อันเปนเครื่องมือนำไปสูความสำเร็จในชีวิต ของผรู ายงาน นางสาวเตชินี สขุ รกั ษ ผูจดั ทำ
บทท่ี 1 บทนำ ความเปนมาและความสำคัญ การเรียนการสอนในรายวิชาการงานอาชีพ ของนักเรียนในหองเรียน ในชวงตลอดภาคเรียนที่ผานมา พบวานักเรียน มีความรับผิดชอบตอการเรียนคอนขางนอย จึงทำใหมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท่ีต่ำซึ่งกอใหเกิด ความเสียหายตอการเรียน จากการศึกษาเอกสารพบวา นวัตกรรมการสอนที่เนนผูเรียนเปนสำคัญหลายๆ อยางที่ ไดม ีการสรางข้นึ เชน รูปแบบการสอนแบบรว มแรงรว มใจระหวางครกู ับนักเรยี น เปนการจัดการเรียนการสอนที่ เนนสภาพแวดลอ มทางการเรยี นใหก ับผูเรียนเปนการผสมผสานระหวา งทกั ษะการอยรู วมกันในสงั คมกับทักษะดาน เนื้อหาวิชาการตาง ๆ เขาดวยกันเปนอยางดี โดยใหผูเรียนไดอยูรวมกันเปนกลุมเปนกอน ไดชวยกันทำงานและ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นสวนตัวซึ่งกันและกัน โดยแตละกลุมตองประกอบไปดวยผูเรียนที่มีความรูเปนตวั นำการ คิดและเปนผูควบคุมเพื่อนไดหรือเพื่อนๆ ใหความไววางใจ ซึ่งความสามารถแตกตางกันจะใหผูเรียนที่เกง ชวยเหลือผูเรียนที่ออนไดสวนหนึ่ง และความสำเร็จของบุคคล คือความสำเร็จของกลุม ดังนั้นเพื่อใหผูเรียนมี ความรับผดิ ชอบตอ การเรียนในรายวชิ าวิชามากยง่ิ ขน้ึ หองเรียนบรรยากาศในชั้นเรียนมีสวนสำคัญในการสงเสริมความสนใจใครรูใครเรียนใหแกผูเรียน ช้ัน เรียนที่มีบรรยากาศเต็มไปดวยความอบอุน ความเห็นอกเห็นใจ และความเอื้อเฟอเผื่อแผตอกันและกัน ยอมเปน แรงจงู ใจภายนอกท่กี ระตุนใหผ ูเ รียนรักการเรียน รกั การอยูรว มกนั ในชั้นเรียน และชวยปลูกฝงคุณธรรม จริยธรรม ความประพฤติอันดีงามใหแกนักเรียน นอกจากนี้การมีหองเรียนที่มีบรรยากาศแจมใส สะอาด สวาง กวางขวาง พอเหมาะ มีโตะเกาอี้ที่เปนระเบียบเรียบรอย มีมุมวิชาการสงเสริมความรู มีการตกแตงหองใหสดใส ก็เปนอีกส่ิง หนึ่งที่สงผลทำใหผูเรียนพอใจมาโรงเรียน เขาหองเรียนและพรอมที่จะมีสวนรวมในกิจกรรมการเรียนการสอน ดังนั้น ผูเปนครูจึงตองมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับความหมาย ความสำคัญ ประเภทของบรรยากาศ หลักการจัด บรรยากาศในชั้นเรียนและการจัดการเรียนรูอยางมีความสุข เพื่อพัฒนาผูเรียนใหมีลักษณะตามที่หลักสูตรได กำหนดไว ความหมายของการจัดบรรยากาศในชั้นเรียนการจัดบรรยากาศในชั้นเรียน หมายถึง การจัด สภาพแวดลอ มในช้ันเรียนใหเอ้ืออำนวยตอการเรียนการสอน เพ่ือชวยสงเสรมิ ใหกระบวนการเรยี นการสอนดำเนิน ไปอยางมีประสิทธิภาพ และชวยสรางความสนใจใฝรู ใฝศึกษา ตลอดจนชวยสรางเสริมความมีระเบียบวินัยใหแ ก ผเู รยี นดว ยหลกั สูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับปจจุบัน มงุ หวงั ใหผ เู รยี นเปนคนดี คนเกง มีสุขภาพอนามัยท่ีสมบูรณ ทั้งดานรางกายและจิตใจ ทำงานและอยูรวมกับผูอื่นไดอยางมีความสุขครูจึงเปนบุคคลที่สำคัญอยางยิ่งที่จะตอง สรางบรรยากาศใหผูเรียนไดเกิดการเรียนรูอยางมีความสุขความหมายของการสรางบรรยากาศการเรียนรูอยางมี ความสุขบรรยากาศการเรียนรูอยางมีความสุข คือ การจัดสภาพการเรียนการสอนใหมีบรรยากาศที่ผอนคลาย นักเรียนรูสึกเปน อสิ ระ ไดเ รียนรโู ดยวธิ ีการตางๆ อยา งหลากหลาย ครยู อมรับความแตกตางระหวางบุคคลและเปด
โอกาสใหผ ูเรียนไดพฒั นาตนเองอยา งเตม็ ศักยภาพ ความสำคัญของการสรา งบรรยากาศการเรียนรูอยางมีความสุข ใหผ ูเ รียนไดเรยี นรูอยางมีความสุข กอใหเกดิ ประโยชนตอผเู รียนท้ังปจ จุบันและอนาคต การเรียนรูอยางมีความสุข พระธรรมปฎ ก ไดจ ัดแบบของการเรยี นรูอยา งมคี วามสขุ ไว 2 แบบคอื 1. ความสุขที่อาศัยปจจัยภายนอก เปนความสุขที่เกิดจากสภาพแวดลอม คือมีกัลยาณมิตร เชนครู อาจารย เปน ผสู รา งบรรยากาศแหง ความรัก ความเมตตา และชว ยใหสนกุ มอี าหารการกนิ ที่ถูกสุขลักษณะ ซ่ึงตอง ระวังเพราะถาควบคุมไมดี ความสุขแบบน้ีจะทำใหนักเรียนออนแอลง ยงิ่ ถากลายเปนการเอาใจ หรือตามใจ จะย่ิง ออนแอลงไปทำใหเ กิดลักษณะพงึ่ พา 2. ความสุขที่เกิดจากปจจัยภายใน เปนความสุขที่เกิดจากภายในตัวผูเรียนเอง ซึ่งเปนอิสระ ไมตองพึ่ง ผูอ ื่น กลา วคือ ผูเรียนเกิดนสิ ยั ใฝรู ใฝเ รียน ใฝสรา งสรรค และมคี วามสขุ จากการสนองความใฝร ู ความสุขแบบนี้ทำ ใหคนเขมแข็ง เขาจะมีความสขุ เม่ือไดเรียนรู เมอื่ ยง่ิ ทำกย็ ิ่งมีความสุข และยิง่ มคี วามเขม แขง็ และย่ิงไดรับประทาน อาหารท่ีถกู สุขลักษณะก็จะชวยใหร างกายและสมองมีการพฒั นาไดดียิง่ ขึน้ ดังนั้น การสรางบรรยากาศและการทานอาหารที่ดีทำใหเกิดการเรียนรูอยางมีความสุขจึงควรมุงสราง ความสุขจากปจจัยภายใน โดยมีปจจัยภายนอกเปนองคประกอบนำทาง ก็จะชวยพัฒนานักเรียนใหเปนผูรักการ เรียนรูอยา งแทจ ริง พระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 ซงึ่ เปน กฎหมายหลักทางดา นศึกษาฉบับแรกของประเทศ ไทยที่ประชาชนไดมีสวนรวมในการแสดงความคดิ เห็นและใหขอมูลอยางกวา งขวาง เพื่อกำหนดเนื้อหาสาระตา งๆ เกี่ยวกับการจัดการศึกษาของประเทศ อันสงผลกระทบที่สำคัญในการจัดการเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาของ ชาติอยางมาก โดยในการจัดการศึกษายึดหลักวาผูเรียนสำคัญทีส่ ดุ มุงเนนใหผ ูเรียนไดพัฒนาตามธรรมชาติ ความ สนใจและเต็มศักยภาพ เนนความรูคูคุณธรรม กระบวนการเรียนรู และการบูรณาการความรู ความสัมพันธ ระหวางตนเองกับสังคมเพื่อพัฒนาทักษะดานตางๆ ที่จำเปนสำหรับการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอยางมี ความสุข กำหนดใหส ถานศึกษาใชว ธิ ีการทห่ี ลากหลายในการประเมินผลผูเรียน และการพัฒนากระบวนการเรียน การสอนที่มปี ระสทิ ธิภาพ ดวยเหตุน้ีผูสอนจึงเลือกวธิ ีการสอนแบบรวมแรงรวมใจ โดยใชรูปแบบ STAD เพื่อนำมาปรับพฤติกรรม ความรับผิดชอบ และยกระดับผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนของนักเรยี น ซงึ่ จะเปนแนวทางในการพัฒนาผเู รยี นไดอยาง ย่งั ยนื ตามหลกั การของยุทธศาสตรชาตทิ ่ีไดวางไว และเปน แนวทางในการเรียนรูของนกั เรียนที่ดีอีกรูปแบบหนึ่งซ่ึง สามารถนำไปประยุกตใ ชกับการเรียนไดอยา งย่ังยืน วัตถปุ ระสงคข องการวิจัย 1. เพือ่ พัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของนักเรยี นระดับมัธยมศกึ ษาปท่ี 3 วชิ าการงานอาชีพ จำนวน 40 คน เร่ืองการพัฒนาการสง เสริมสุขภาพของนักเรยี นทีม่ ภี าวะโภชนาการเกิน 2. เพือ่ เปรียบเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนเรยี นและหลังเรียนในรายวิชาดว ยรปู แบบการสอนแบบ ปกตแิ ละการสอนโดยใชวิธี STAD
สมมติฐานของการวิจยั การเรยี นแบบรวมแรงรว มใจ โดยใชว ิธี STAD จะมผี ลตอผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนแตกตาง จากการเรียน แบบปกตขิ องนกั เรียน ขอบเขตของการวิจยั ประชากร นักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปท ี่ 3 กลมุ ตัวอยา ง นักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที่ 3 จำนวน 40 คน ตวั แปรทใี่ ชในการวิจัย ตัวแปรอสิ ระ (Independent Variables) ไดแก การเรียนการสอนแบบรวมแรงรว มใจ โดย ใชวิธี STAD คือรปู แบบการจัดการเรียนการสอนแบบรวมมือกนั เรียนรู ตวั แปรตาม (Dependent Variables) ไดแ ก ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวิชาการงานอาชีพ เนอื้ หาทใี่ ชในการวิจยั เนื้อหาทใ่ี ชใ นการวจิ ัยคร้ังน้ี ไดแก บทเรยี นเรอ่ื งการพฒั นาการสงเสรมิ สุขภาพของนกั เรียนทมี่ ี ภาวะโภชนาการเกนิ ใบงาน ใบความรู แบบทดสอบ วิชาการงานอาชพี ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท่ี 3 เคร่ืองมือในการวจิ ัย 1. รูปแบบการสอนแบบรว มแรงรวมใจ โดยวธิ ี STAD 2. แผนการจัดการเรียนรู ใบงาน แบบฝก ทักษะ 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน 4. แบบสังเกตพฤตกิ รรมความรับผิดชอบ ระยะเวลาการดำเนินงานวจิ ัย ภาคเรียนท่ี 2 ปการศึกษา 2563 นิยามศัพทเฉพาะ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ความสามารถในการเรยี นของนักเรยี น ในรายวชิ า ซึ่งวัดไดจากคะแนน จากการทำแบบทดสอบกอนและหลังเรียน แบบทดสอบยอยในแตละหัวขอ แบบประเมินการ ปฏิบัติการทดลอง และแบบประเมนิ การนำเสนอผลงานหนา ชนั้ เรยี น
ความสามารถในการทำงานรวมกับผูอื่นได หมายถึง พฤติกรรมการเรียนในการทำงานกลุม ไดแก การ ชวยเหลือกลุม มีความรับผิดชอบ การแสดงความคิดเห็น รับฟงความคิดเห็น และสามารถระบุบทบาท หนาที่ของ ตนเองในการทำงานรวมกับเพื่อนในกลุมได ตั้งแตวางแผนการทำงาน การดำเนินตามแผนที่วางไว ตลอดจนการ นำเสนอผลงาน ซึ่งสามารถตรวจสอบได โดยการสัมภาษณ แบบประเมินตนเองและเพื่อนในกลุม ในการทำงาน เปน กลมุ และแผนภาพสงั คมมิติ การเรียนแบบรวมแรงรวมใจ STAD หมายถึง วิธีการเรียนที่สงเสริมนักเรียนไดรวมมือกันในการเรียน เพื่อชวยใหเกิด การเรียนรูและสามารถทำงานรวมกับผูอื่นอยางมีความสุข โดยเนนรูปแบบการตอบทเรียน (Jigsaw) และ การศึกษาคนควาเปนกลุม (Group Investigation) ที่มีการประเมินทั้งดานปริมาณและคุณภาพ โดยใหผ เู รียนมสี ว นรว มในการประเมนิ ดวย แบบฝกทักษะ หมายถึง สื่อหรอื เอกสารการเรียนประเภทหนึ่ง ทผ่ี วู ิจัยสรางข้ึนเพื่อใหนักเรียนฝกปฏิบัติ เพอ่ื ใหเ กิดความรู ความเขา ใจและทักษะเพิ่มขึ้น เพอ่ื พัฒนาทักษะในดานหน่ึงๆ ที่ผวู จิ ยั ตองการศึกษาพัฒนาการ ใหก บั นกั เรยี น และเรียงลำดบั จากงายไปหายาก โดยเนนการฝก ทักษะตามกระบวนการท่ีไดกำหนดไวและสามารถ นำไปใชไ ดในชีวิตประจำวนั ประสิทธิภาพของแบบฝกทักษะ หมายถึง อัตราสวนระหวางคารอยละของคาเฉลี่ยจาก การปฏิบัติ กิจกรรมระหวางเรียน โดยใชแบบฝกทกั ษะกับคารอยละของคะแนนที่ไดจากการทำแบบทดสอบหลังเรยี น โดยใช ประสทิ ธิภาพ 80/80 เปน เกณฑต ดั สนิ 80 ตัวแรก หมายถึง ประสิทธิภาพของกระบวนการโดยพิจารณาจากรอยละของคะแนนเฉลี่ยของ นักเรียนจากการเรยี นโดยใชแ บบฝกทกั ษะการอา นจับใจความ 80 ตัวหลัง หมายถึง ประสิทธิภาพของผลผลิตโดยพิจารณาจากรอยละของคะแนนเฉลี่ยจาก แบบทดสอบหลังเรียน ของนกั เรยี นหลงั เรียนทุกแผนโดยมคี ะแนนเฉลย่ี รอยละ 80 ข้นึ ไป กรอบแนวคิดในการวิจยั ตวั แปรตาม ตวั แปรตน นกั เรียนมผี ลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนทีด่ ขี ึ้น และมคี าผานเกณฑม าตรฐาน การเรยี นการสอนแบบรว มแรงรวม ใจ โดยใชวิธี STAD
ประโยชนทค่ี าดวาจะไดรับ 1. นักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปท ่ี 3 มผี ลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นใฝร ู ใฝเรยี น และมีทักษะทางวชิ าการสงู ข้ึนและมี ภาวะโภชนาการท่ีดีข้นึ 2. การเรยี นแบบรวมแรงรวมใจ STAD และแบบฝกทักษะทางวชิ าการ สงเสริมใหน กั เรียนใชเ วลาวางใหเปน ประโยชน เปน เครอ่ื งมือในการแสวงหาความรู เปน ประโยชนต อ ครูผูสอน ซึ่งสามารถนำไปใชในการพัฒนาการเรียน การสอนใหม ีคุณภาพไดอ ยา งตอเนื่อง รปู แบบการวิจัย (Research Design) รูปแบบการวิจัยที่เหมาะสม จะชวยปองกัน หรือลดอคติ หรือความคลาดเคลื่อนอยางมีระบบ (systematic error) อันอาจจะเกิดขึ้น จากการวิจัยได รูปแบบการวิจัย เปรียบเสมือนโครงสรางของบาน จะมี ลักษณะอยางไร ขึ้นกับคำถาม และวัตถุประสงคของการวิจัย สวนระเบียบวิธีวิจัย (research methodology) เปรียบเสมือนการตกแตงภายใน ซึ่งจำเปนตองสอดคลองกับโครงสรา งของบาน (design) ดังนั้น ในการเขียนโครง รางการวิจยั จึงจำเปน ตอง กำหนดรูปแบบการวิจัยทเี่ หมาะสม การจำแนกรูปแบบการวิจัย ตามวิธกี ารดำเนินการวิจัย สามารถแบงการวิจัยไดเปน 2 รูปแบบใหญ ๆ คือ การวิจัยโดยการสังเกต (observational research) และการวิจัยเชิงทดลอง (experimental research) ขึ้นอยู กับวา ตัวแปรอิสระ ซึ่งอาจไดแก ปจจัยเสี่ยง (risk factor หรือ exposure) หรือสิ่งที่เราตองการประเมิน หรือ ทดสอบ (เชน ยา วธิ กี ารรักษา โครงการตา ง ๆ) ซงึ่ เรยี กวา \"สิ่งแทรกแซง\" (intervention) น้ัน ผวู ิจัยเปนผูกำหนด (assign) ใหกับตัวอยางที่นำมาศึกษา หรือตัวอยางที่นำมาศึกษานั้น ไดรับปจจัยเสี่ยงน้ันอยูแลว ในชีวิตประจำวัน หรือไดรบั อยูแ ลว ตามธรรมชาติ (ทเี่ รยี กวา natural exposure) โดยท่ผี วู จิ ยั ไมไดเ ขาไปควบคุม หรือแทรกแซงแต อยางใดการวิจัยใดก็ตาม ที่ผูวิจัยมีการ กำหนดปจจัยเสี่ยง หรือกำหนดสิ่งแทรกแซง ใหกับตัวอยางที่นำมาศึกษา แลวติดตามดูผล ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การวิจัยชนิดนี้ เรียกวา การวิจัยเชิงทดลอง ซึ่งสามารถปรับปรงุ เนือ้ หาให กลายเปนวิจัยเชงิ พฒั นาในทีส่ ุด การเลือกรูปแบบการวิจัยที่เหมาะสมนั้น ขึ้นอยูกับคำถาม หรือปญหาการวิจัย ที่ตองการหาคำตอบ ใน การศึกษา เพื่อแสวงหา คำตอบของคำถาม ควรประกอบไปดวย กระบวนการศึกษาที่ครบวงจร โดยเริ่มตั้งแต การศึกษาขนาดของปญหา วามีมากนอยเพียงใด (ศึกษาเกี่ยวกับทุกข) เมื่อทราบวาโรคนั้นเปนปญหา ขั้นตอไปก็ คือการศึกษา ตนเหตุของปญหา (สมมุทัย) การศึกษาหาตนเหตุของปญหา ทำใหสามารถกำหนดกลยุทธ ในการ แกปญ หา (นิโรธ) และขนั้ ตอไปก็คอื การเลือกแนวทางแกไขปญ หา
ภาพท่ี 8 ลำดบั ขั้นตอนของวธิ กี ารคดิ วิเคราะหเพ่ือแกปญ หา
บทที่ 2 หลักการ แนวคิด และทฤษฎที เ่ี กี่ยวของ การศกึ ษาคนควา ครง้ั นี้ผูศ ึกษาคน ควา ไดศกึ ษาเอกสารที่เก่ียวขอ งกับการศึกษาคนควาโดย เรียงลำดบั ตาม หวั ขอดงั ตอไปน้ี 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น 2. ความหมายของจุดประสงคก ารเรยี นรู 3. พฤตกิ รรมทค่ี าดหวงั ทางดานสตปิ ญญา 4. การสอนรูปแบบตางๆ 5. การวดั ผลประเมนิ ผล 6. การเรียนแบบรว มแรงรว มใจ STAD 7. งานวจิ ัยท่เี ก่ียวของ 1. ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น ความหมายของผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นเปนความสามารถของนักเรยี นในดานตางๆ ซึง่ เกิดจากนกั เรียนไดร บั ประสบการณ จากกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยครูตองศกึ ษาแนวทางในการวดั และประเมนิ ผล การสรา งเคร่ืองมือวัดให มีคณุ ภาพน้ัน ไดมผี ใู หความหมายของผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนไวด งั น้ี สมพร เชื้อพันธ (2547) สรุปวา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร หมายถึงความสามารถ ความสำเรจ็ และสมรรถภาพดานตางๆของผเู รียนท่ีไดจากการเรยี นรูอนั เปน ผลมาจากการเรียนการสอน การฝกฝน หรอื ประสบการณข องแตล ะบคุ คลซ่งึ สามารถวดั ไดจากการทดสอบดว ยวิธีการตางๆ พิมพันธ เดชะคุปต และพเยาว ยินดีสุข (2548) กลาววา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึงขนาดของ ความสำเรจ็ ที่ไดจ ากกระบวนการเรยี นการสอน ปราณี กองจินดา (2549) กลาวา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือผลสำเร็จที่ไดรับ จากกิจกรรมการเรียนการสอนเปนการเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมและประสบการณเรียนรูทางดานพุทธพิ ิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังไดจำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไวตามลักษณะของวัตถุประสงคของการเรียนการสอนท่ี แตกตางกนั มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2546) ใหความหมายวา การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเปนการวัด ความสำเร็จทางการเรียน หรือวัดประสบการณทางการเรียนที่ผูเรียนไดรับจากการเรียนการสอน โดยวัดตาม จดุ มุงหมายของการสอนหรอื วดั ผลสำเรจ็ จากการศกึ ษาอบรมในโปรแกรมตาง ๆ ไพโรจน คะเชนทร (2556) ใหคำจำกัดความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวา คือคุณลักษณะ รวมถึงความรู ความสามารถของบุคคลอันเปนผลมาจากการเรียนการสอน หรือ มวลประสบการณทั้งปวงที่บุคคลไดรับจากการ
เรียนการสอน ทำใหบ ุคคลเกิดการเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมในดานตางๆ ของสมรรถภาพทางสมอง ซึ่งมีจุดมุงหมาย เพื่อเปนการตรวจสอบระดับความสามารถสมองของบุคคลวาเรียนแลวรูอ ะไรบาง และมีความสามารถดานใดมาก นอยเทาไร ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียนการฝกฝนหรือประสบการณตางๆ ทั้งในโรงเรียน ที่บาน และ ส่ิงแวดลอมอืน่ ๆ รวมท้ังความรูสึก คา นยิ ม จรยิ ธรรมตางๆ กเ็ ปน ผลมาจากการฝกฝนดวย ดังนั้นจึงสรุปไดวาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนที่จะทำให นกั เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดไดโดยการแสดงออกมาท้งั 3 ดาน คือ ดานพุทธิพิสัย ดาน จติ พสิ ัย และดา นทักษะพสิ ัย การวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น การวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนมคี วามจำเปน ตอการเรียนการสอน หรอื การตัดสินผลการเรียน เพราะเปน การวัดระดับความสามารถในการเรียนรูของบุคคลหลังจากที่ไดรับการฝกฝน โดยอาศัยเครื่องมือประเภท แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ซิ ่ึงเปน เครือ่ งมอื ทนี่ ิยมมากทสี่ ดุ การวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นตามแนวคิดของ Bloom (1982) ถือวา ส่ิงใดก็ตาม ท่มี ีปรมิ าณอยูจริงสิ่งน้ัน สามารถวัดได ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก็อยูภายใตกรอบแนวคิดดังกลาว ซึ่งผลการวัดจะเปนประโยชนในลักษณะ ทราบและประเมินระดับความรู ทักษะและเจตคติของนักเรียน และระดับความรูความสามารถตามแนวคิดของ Bloom มี 6 ระดับ ดงั นี้ 1) ความจำ คือ สามารถจำเรื่องตาง ๆ ได เชน คำจำกัดความสูตรตาง ๆ วิธีการ เชน นักเรียนสามารถ บอกชอื่ สารอาหาร 5 ชนดิ ได นักเรียนสามารถบอกช่ือธาตุทีเ่ ปน องคป ระกอบของโปรตีนไดครบถวน 2) ความเขา ใจ คอื สามารถแปลความ ขยายความ และสรุปใจความสำคญั ได 3) การนำไปใช คอื สามารถนำความรู ซงึ่ เปน หลักการ ทฤษฎี ฯลฯ ไปใชในสภาพการณท ี่ตา งออกไปได 4) การวิเคราะห คือ สามารถแยกแยะขอมูลและปญหาตาง ๆ ออกเปนสวนยอยเชน วิเคราะห องคประกอบ ความสมั พนั ธ หลักการดำเนินการ 5) การสังเคราะห คือ สามารถนำองคประกอบ หรือสวนตาง ๆ เขามารวมกันเปนหมวดหมูอยางมี ความหมาย 6) การประเมินคา คือ สามารถพิจารณาและตัดสินจากขอมูล คุณคาของ หลักการโดยใชมาตรการทีผ่ ูอนื่ กำหนดไวห รือตวั เองกำหนดขึ้น
เยาวดี วิบูลยศรี (2540) ไดกลาวถึงขอตกลงเบื้องตนที่ควรคำนงึ ถึงในการสรางแบบทดสอบผลสัมฤทธ์ไิ ว ดงั นี้ 1) เนื้อหา หรือทักษะภายในขอบเขตที่ครอบคลุมในแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์นั้น จะตอง สามารถจำกดั อยูในรูปของพฤติกรรม ซงึ่ มคี วามเฉพาะเจาะจงในลักษณะที่จะส่ือสารไปยังบุคคลอื่นได ถา เปาหมายทางการศึกษาไมส ามารถจำกดั อยูในรูปของพฤติกรรมแลว ยอ มไมสามารถทจ่ี ะวัดไดในลักษณะ ของผลสมั ฤทธไ์ิ ดอยา งชดั เจน
2) ผลิตผลที่แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์วิ ดั นั้น จะตอ งเปนผลติ ผลเฉพาะที่เกดิ ข้นึ จากการเรียนการ สอนตามวัตถปุ ระสงคที่ตองการเทานั้น จะวัดผลผลิตผลอยา งอ่ืนไมได 3) ผลสัมฤทธิ์หรือความรูตาง ๆ ที่แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์วัดไดนั้น ถาจะนำไปเปรียบเทียบกัน แลว ผูเขาสอบทกุ คนจะตอ งมโี อกาสไดเรียนรใู นเรื่องนั้น ๆ เทา เทยี มกนั แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน สมบูรณ ตนั ยะ (2545) ไดใ หความหมายวา แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรยี นเปนแบบทดสอบท่ีใช สำหรับวัดพฤติกรรมทางสมองของผูเรียนวามีความรู ความสามารถใน เรื่องที่เรียนรูมาแลว หรือไดรับการฝกฝน อบรมมาแลวมากนอยเพียงใด สวน พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2544) กลาววา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นเปน แบบทดสอบที่ใชวัดความรู ทักษะ และความสามารถทางวชิ าการทีผ่ ูเรียนไดเรียนรูม าแลว วา บรรลุผลสำเร็จตาม จดุ ประสงคท กี่ ำหนดไวเพียงใด พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2545) กลาววา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงแบบทดสอบที่ใชวัด ความรู ทกั ษะ และความสามารถทางวชิ าการทน่ี ักเรียนไดเรยี นรูมาแลววาบรรลุผลสำเร็จตามจุดประสงคท่ีกำหนด ไวเ พยี งใด สิริพร ทิพยคง (2545) กลาววา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงชุดคำถามที่มุงวัด พฤติกรรมการเรียนของนักเรียนวามีความรู ทักษะ และสมรรถภาพดานสมองดานตางๆ ในเรื่องที่เรียนรูไปแลว มากนอ ยเพยี งใด สมพร เชื้อพันธ (2547) กลาววา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงแบบทดสอบหรือชุด ของขอสอบที่ใชวัดความสำเร็จหรือความสามารถในการทำกจิ กรรมการเรียนรูของนักเรียนที่เปนผลมาจากการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนของครูผูสอนวา ผานจุดประสงคการเรยี นรทู ีต่ ัง้ ไวเ พียงใด ดังนั้นสรุปไดวา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือแบบทดสอบที่ใชวัดความรู และทักษะ ความสามารถจากการเรียนรใู นอดตี หรอื ในสภาพปจจุบันของแตล ะบุคคล ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน ไพโรจน คะเชนทร (2556) ไดจัดประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบงออกเปน 2 ประเภท คือแบบทดสอบที่ครูสรางขึ้นเอง (Teacher made tests) และแบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) ซึ่งทั้ง 2 ประเภทจะถามเนื้อหาเหมือนกัน คือถามสิ่งที่ผูเรียนไดรับจากการเรียนการสอนซึ่งจัดกลุม พฤติกรรมได 6 ประเภท คือ ความรู ความจำ ความเขาใจ การนำไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห และการ ประเมิน 1. แบบทดสอบที่ครูสรางขึ้นเปนแบบทดสอบที่ครูสรางขึ้นเองเพื่อใชในการทดสอบผูเรียนในชั้นเรียน แบงเปน 2 ประเภท คือ
1.1 แบบทดสอบปรนัย (Objective tests) ไดแก แบบถูก – ผิด (True-false) แบบจับคู (Matching) แบบเติมคำใหสมบูรณ (Completion) หรือแบบคำตอบสั้น (Short answer) และแบบ เลอื กตอบ (Multiple choice) 1.2 แบบอัตนัย (Essay tests) ไดแก แบบจำกัดคำตอบ (Restricted response items) และ แบบไมจ ำกัดความตอบ หรอื ตอบอยา งเสรี (Extended response items) 2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) เปนแบบทดสอบที่สราง โดยผูเชี่ยวชาญที่มีความรูใน เนื้อหา และมีทักษะการสรางแบบทดสอบ มีการวิเคราะหหาคุณภาพของแบบทดสอบ มีคำชี้แจงเกี่ยวกับการ ดำเนินการสอบ การใหคะแนนและการแปลผล มีความเปนปรนัย (Objective) มีความเที่ยงตรง (Validity) และ ความเชื่อมั่น (Reliability) แบบทดสอบมาตรฐาน ไดแก California Achievement Test, Iowa Test of Basic Skills, Standford Achievement Test และ the Metropolitan Achievement tests เปน ตน สว นพวงรตั น ทวีรัตน (2543) ไดจ ดั ประเภทแบบทดสอบไว 3 ประเภท ดังน้ี 3. แบบปากเปลา เปนการทดสอบที่อาศัยการซักถามเปนรายบุคคล ใชไดผลดีถามีผูเขาสอบจำนวนนอย เพราะตองใชเวลามาก ถามไดล ะเอยี ด เพราะสามารถโตต อบกันได 4. แบบเขียนตอบ เปนการทดสอบที่เปลี่ยนแปลงมาจากการสอบแบบปากเปลา เนื่องจากจำนวนผูเขา สอบมากและมจี ำนวนจำกดั แบงไดเ ปน 2 แบบ คือ 1. แบบความเรียง หรืออัตนัย เปนการสอบที่ใหผูตอบไดรวบรวมเรียบเรียงคำพูดของตนเองใน การแสดงทัศนคติ ความรูสกึ และความคดิ ไดอยางอิสระภายใตห วั เรือ่ งที่กำหนดให เปน ขอสอบที่สามารถ วัดพฤติกรรมดานการสังเคราะหไดอยางดี แตมีขอเสียที่การใหคะแนน ซึ่งอาจไมเที่ยงตรง ทำใหมีความ เปนปรนยั ไดย าก 2. แบบจำกดั คำตอบ เปน ขอ สอบ ทมี่ ีคำตอบถกู ใตเงื่อนไขท่ีกำหนดใหอยางจำกัด ขอสอบแบบน้ี แบง ออกเปน 4 แบบ คือ แบบถูกผดิ แบบเตมิ คำ แบบจบั คู และแบบเลอื กตอบ 5. แบบปฏิบัติ เปนการทดสอบที่ผูสอบไดแสดงพฤติกรรมออกมาโดยการกระทำหรือลงมือปฏิบัติจริงๆ เชน การทดสอบทางดนตรี ชา งกล พลศึกษา เปนตน สรุปไดวา แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน แบง ได 2 ประเภท คือ แบบทดสอบมาตรฐาน ซ่ึงสราง จากผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหาและดานวัดผลการศึกษา มีการหาคุณภาพเปนอยางดี สวนอีกประเภทหนึ่ง คือ แบบทดสอบที่ครูสรางขึ้น เพื่อใชในการทดสอบในชั้นเรียน ในการออกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คำศัพทเพื่อการสื่อสาร ผูวิจัยไดเลือกแบบทดสอบที่ผูวิจัยสรางขึ้น แบบปฏิบัติ ในการวัดความสามารถในการนำ คำศัพทไ ปใชในการสื่อสารดานการการพูดและการเขียน และเลือกแบบทดสอบแบบเขยี นตอบที่จำกัดคำตอบโดย การเลือกตอบจากตัวเลอื กที่กำหนดให ในการวัดความรูความเขาใจความหมายของคำศัพท และการนำคำศพั ทไป ใชใ นการฟง และการอา น
การวางแผนการสรา งและการเลอื กชนดิ ของแบบทดสอบใหเหมาะสมกบั เนือ้ หา ในการสรางแบบทดสอบใหครอบคลุมเนื้อหาและสามารถวัดพฤติกรรมไดเหมาะสมกับเนื้อหา ควรมีการ สรางตารางวิเคราะหหลักสูตร (Developing the table of specifications) เพื่อเปนแนวทางในการสราง เหมือนกับการเขียนแบบสรางบาน ที่เรียกกันวา Test blueprint ตารางวิเคราะหหลักสูตรประกอบดวยหัวขอ เนอื้ หา และวตั ถปุ ระสงคการเรียนรกู ับพฤตกิ รรมที่ตอ งการจะวดั การสรางตารางวิเคราะหหลักสูตรเริ่มที่การสรางตาราง 2 มิติ คือแนวตั้งเปนพฤติกรรมที่ตองการจะวัด ประกอบดวย ความจำ ความเขาใจ การนำไปใช การวิเคราะห การสังเคราะห และการประเมินคา สวนแนวนอน เปนหัวขอเนื้อหาหรือวัตถุประสงคการเรียนรู ซึ่งขึ้นอยูกับเนื้อหาและ/หรือวัตถุประสงคของวิชานั้น จากนั้นจึง กำหนดนำ้ หนักของเนื้อหา พิจารณาจากความสำคัญของเนื้อหาน้นั ๆ โดยอาจกำหนดน้ำหนักเปน รอยละ พรอมกับ กำหนดพฤติกรรมที่ตองการจะวัดและกำหนดความสำคัญ โดยพิจารณาจากจุดประสงคการเรียนรูควบคูไปกับ เนื้อหา สุดทายจึงกำหนดแบบทดสอบที่จะใชว ัด เชน แบบถูกผิด แบบจับคู แบบเติมคำ แบบเลือกตอบ หรือแบบ อตั นัย เปน ตน 2. ความหมายของจดุ ประสงคการเรียนรู จุดประสงคการเรียนรู คือ ขอความที่ระบุคุณลักษณะการเรียนรูและความสามารถที่ครูตองการใหเกิด ข้นึ กับนักเรยี น หลงั จากท่ีนักเรยี นไดผานกจิ กรรมการเรยี นการสอนในเรอ่ื ง หรือบทหนง่ึ ๆแลว ความสำคัญของจุดประสงคการเรยี นการสอน จุดประสงคก ารเรียนรู เปนจดุ หมายปลายทางของการเรียนการสอนท่ีไดแนวทางมาจากความคิดรวบยอด การเรียนการสอน ดงั นั้นจุดประสงคการเรยี นการสอนจงึ มคี วามสำคญั ตอ การจดั การเรียนการสอน ลกั ษณะของจดุ ประสงคการเรยี นการสอน จุดประสงคการเรยี นการสอนแบง ได 2 ระดบั คอื 1. จุดประสงคทว่ั ไป เปนจุดประสงคที่มีความหมายกวางไมเฉพาะเจาะจง ไดแก จุดประสงคการเขียนหลักสูตร จุดประสงค ของแผนการศึกษาชาติ ซึ่งมีคำที่เรียกแตกตางกันออกไป เชน จุดมุงหมาย ความมุงหมาย จุดหมาย วัตถปุ ระสงค และผลการเรยี นรูทค่ี าดหวงั ตวั อยางจุดประสงคของหลักสตู ร 1. เพอ่ื ใหมีนสิ ัยใฝห าความรแู ละมคี วามคิดสรางสรรค 2. เพอื่ ใหมีความรคู วามเขา ใจและเหน็ คุณคา ในศลิ ปวัฒนธรรม 3. เพอ่ื ปลูกฝง ใหมีความภาคภูมใิ จในความเปน ไทย 2. จดุ ประสงคเ ฉพาะ เปนจุดประสงคที่มีความหมายเฉพาะเจาะจง และเปนจดประสงคที่ตั้งขึ้น เพื่อแสดงใหเห็นอยางชัดแจง ตรวจสอบได ตัวอยางเชน 1. นักเรียนสามารถอธบิ ายถงึ ขอ ควรปฏิบัติในการฟง และพดู ในโอกาสตา งๆได 2. นกั เรียนสามารถเขยี นแผนภูมแิ ทงได 3. นักเรยี นสามารถบอกไดวาอาหารชนดิ ใดอยใู นหมวดหมใู ดไดถ ูกตอ ง 8 ชนิด จุดประสงคเฉพาะจะชี้ใหเห็นสิ่งที่ตองการจากการศึกษาอยางเฉพาะเจาะจงและเกี่ยวของกับเนื้อหาวิชา โดยตรง
จุดประสงคการเรียนการสอนนอกจากจะแบงเปน 2 ระดับแลวดังกลาวแลวยังแบงตามลักษณะการ เรยี นรไู ด 3 ดานดังน้ี พทุ ธพสิ ยั เปน จุดประสงคท างการศกึ ษาที่เก่ียวกับการเรยี นรูทางดานปญญา คอื ความรคู วามเขา ใจ การใชความคิด แบงไดออกเปน 6 ระดบั คือ 1. ความรู หมายถึง ความสามารถในการจำเนื้อหาความรู และระลึกไดเมื่อตองการนำมาใช ความรทู ี่เก่ยี วกับวธิ ีการ และความรเู กยี่ วกับหลกั การ เชน -นกั เรยี นสามารถบอกคำแปลของเคร่อื งหมายได -นักเรยี นสามารถอธิบายความหมายของการอนรุ กั ษทรัพยากรธรรมชาตไิ ดถกู ตอง 2. ความเขาใจ เปนความสามารถในการจับใจความสำคัญของสื่อได และสามารถแสดงออกมาใน รูปของการแปลความ ตคี วาม คาดคะเน ขยายความ หรือ การกระทำอ่นื ๆเชน -นักเรียนสามารถเขยี นรูปจากโจทยท่ีกำหนดไวอ ยาถกู ตอง -นกั เรียนสามารถอธบิ ายความหมายของการอนรุ ักษทรพั ยากรธรรมชาตไิ ดถูกตอง 3. การนำความรูไปใชหมายถึง การนำเอาเนื้อหาสาระ หลักการ ความคิดรวบยอด เปนขั้นที่ ผูเรียนสามารถนำความรู ประสบการณไปใชในการแกปญหาในสถานการณตาง ๆ ได ซึ่งจะตองอาศัย ความรูค วามเขาใจ จึงจะสามารถนำไปใชไ ด เชน -นำหลักของการใชภาษาไทยไปใชสื่อความหมายในชวี ติ ประจำวนั ไดถ ูกตอ งและเหมาะสม -นกั เรียนสามารถเสนอความคดิ ในการอนรุ ักษท รัพยากรธรรมชาติได 4. การวิเคราะห เปนขั้นที่ผูเรียนสามารถคิด หรือ แยกแยะเรื่องราวสิ่งตาง ๆ ออกเปนสวนยอย เปนองคประกอบที่สำคัญได และมองเห็นความสัมพันธของสวนที่เกี่ยวของกัน ความสามารถในการ วเิ คราะหจ ะแตกตา งกนั ไปแลว แตความคิดของแตล ะคนซง่ึ นักเรียนจะสามารถวิเคราะหฃเน้ือหาสาระไดก็ ตอ เมือ่ นกั เรียนเขา ใจเนอ้ื หาสาระท่ีเรยี นมาแลว เชน -นกั เรียนสามารถแยกองคประกอบของหลกั สตู รได -นกั เรยี นสามารถจำแนกวิธขี องการอนุรกั ษท รัพยากรธรรมชาตไิ ด 5. การสังเคราะห หมายถึง ความสามารถที่จะนำองคประกอบสวนยอย ๆ เขามารวมกันเพื่อให เปน ภาพทส่ี มบรู ณเ กดิ ความกระจางใสในส่งิ เหลา นั้น เชน -หลังจากที่ครูใหตัวอยาง 5 ตัวอยางเรื่องการหาร นักเรียนสามารถสรุปไดวาการหารคือการหัก ออกทลี ะเทา ๆ กัน 6. การประเมนิ คา หมายถงึ ความสามารถในการพิจารณาตัดสินคุณคา ของส่งิ ตา งๆโดยท่ีผูตัดสิน กำหนดเกณฑขึ้นมาเอง หรือเกณฑท ผ่ี อู น่ื กำหนดข้นึ เชน -หลังจากทอี่ านบทความแลว นักเรียนสามารถวิจารณค วามรสู ึกของผูเ ขียนได จติ พสิ ัย จิตพสิ ัยเปน อารมณ หรือ ความรูสกึ ของแตล ะบุคคล ทไี่ ดแสดงออกมา ทั้งดา นการกระทำ การแสดงความ คิดเหน็ เจตคติ คานิยมและคณุ ธรรมกระบวนการเกิดขน้ึ ภายในเหลา น้ีจะเกดิ ตามลำดบั ขน้ั ตอนตอ ไปน้ี 1.การรับคือการที่นักเรียนไดรับประสบการณจากสิ่งแวดลอม เชน นักเรียนยอมรับความแตกตางทาง วฒั นธรรมในสังคม 2.การตอบสนอง คือ การมีปฏิกิริยาโตตอบกับสิ่งแวดลอมที่รับเขามาดวยความเต็มใจ เชน นักเรียนได แสดงความคิดเหน็ เพ่ิมเตมิ ในเรอ่ื งทีค่ รบู รรยาย
3.การเห็นคุณคา เปนสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ไดรับรูสิ่งแวดลอมและมีปฏิกิริยาโตตอบสังเกตไดจาก พฤติกรรมทยี่ อมรบั คานยิ มใดนิยมหน่ึง เชน -นกั เรียนแสดงความสนใจในวัฒนธรรมโดยติดตามอานหนงั สือเกี่ยวกบั วฒั นธรรมอยางสมำ่ เสมอ 4.การจดั รวบรวม เปน การคดิ พจิ ารณา และรวบรวมคา นิยมใหเปน ระบบคา นยิ ม เชน -นักเรยี นสามารถจัดโครงสรางของวัฒนธรรมได 5.การพิจารณาคุณลักษณะจากคานิยม เปน เรือ่ งความประพฤติ คณุ สมบตั ิ คณุ ลักษณะของแตละบุคคลท่ี เปนผลของความรูสึก เชน -นักเรียนสามารถสรา งคานยิ มตอ วฒั นธรรมได ทกั ษะพสิ ัย จุดประสงคเกี่ยวกับทักษะในการเคลื่อนไหว และใชอวัยวะตางๆของรางกาย มีลำดับการพัฒนา ทักษะ ดงั นี้ การเลยี นแบบเปน การทำตามตัวอยา งทีค่ รูให หรอื ดขุ องจริง เชน นกั เรียนวาดภาพเหมอื นตวั อยา ง การทำตามคำบอก เปนการทำตามคำสง่ั ของครโู ดยไมม ตี วั อยางใหดุ เชน นกั เรยี นวาดภาพส่งิ ท่ีครูบอกช่ือ ได การทำอยางถูกตองและเหมาะสม เปนการทำโดยอาศัยความรูท่ีเคยทำมากอนแลวเพิ่มเติม เชน นักเรียน สามรถออกแบบภาพได การทำไดถูกตองหลายรูปแบบ เปนการทำเรื่องที่คลายๆกันและแยกแยะรูปแบบไดเชน นักเรียนสามารถ วาดภาพสง่ิ ท่มี ชี วี ิตไดห ลายประเภท การทำอยางเปนธรรมชาติ เปนการทำที่เกิดจากความรู ความชำนาญ และเสร็จไดในเวลาอันรวดเร็ว เชน นกั เรียนสามารถวาดรูปภาพไดถกู วิธีและรวดเรว็ จดุ ประสงคเ ฉพาะมีบทบาททส่ี ำคัญตอการเรียนการสอน คือ จดุ ประสงคเชิงพฤตกิ รรม จุดประสงคเชิงพฤตกิ รรม การกำหนดจดุ ประสงคเชงิ พฤตกิ รรท่ีชดั เจนทำใหค รูสามารถ -หาวิธีการสอนไดอ ยาเหมาะสม -หาวิธกี ารสอนไดอ ยา งเหมาะสม -เลอื กส่ือการเรียนการสอนไดสอดคลองกับเน้ือหาสาระทจ่ี ะเรยี น -จดั กิจกรรมการเรยี นการสอนไดเหมาะสม -เตรียมการวดั ผลและประเมินผลไดเหมาะสม -ทำใหก ารสอนบรรลุจดุ ประสงคท ่ตี ั้งไว ความหมาย จุดประสงคเชิงพฤตกรรมเปนจุดประสงคการศึกษาที่บงบอกถึงการกระทำของนัก เรียนอยางชัดเจนวา นกั เรียนสามารถทำอะไรไดบาง หลังจากทีไ่ ดเ รียน บทเรียนนน้ั ๆ ไปแลว องคประกอบ จุดประสงคเ ชงิ พฤตกรรมประกอบดว ยองคประกอบ 3 สวน 1.สถานการณที่ครูตั้งขึ้น เพื่อใหนักเรียนแสดงพฤติกรรมออกมา มักใชคำวา กำหนดให…., ภายหลัง จากท่…ี .., ถามี….., เมอ่ื … 2.พฤติกรรมของนักเรียนที่ครูคาดหวังใหแสดงออกมา ซึ่งเปนพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได ไดแก อธบิ าย บรรยาย บอก วาด เขยี น ชี้ คำนวณ ตอบ ทอง เปรียบเทยี บ สราง รายงาน ฯลฯ
คำทีไ่ มค วรใชใ นจดุ ประสงคเ ชงิ พฤตกรรม ไดแก รเู ขา ใจ วาบซง้ึ ตระหนัก จินตนาการฯลฯ 3.เกณฑระดับความสามารถของพฤติกรรมที่นักเรียนแสดงออก มักใชคำวา ได ถูกตอง ถูกหมด ได ทกุ ขอ ตัวอยางจดุ ประสงคเชงิ พฤติกรรม 1.เมอ่ื กำหนดโจทยเ ลขเศษสว นให 10 ขอ นกั เรียนสามารถทำไดถูกตอ งอยา งนอ ย 8 ขอ 2.เม่ือนำแผนมาใหนกั เรยี นดู นักเรียนสามารถบอกชือ่ เคร่ืองหมายในแผนทีไ่ ดอยางนอย 5 ช่อื 3.เมอ่ื นำช่อื สัตวต า งๆมาตดิ บนกระดานดำ นกั เรยี นสามารถแยกช่อื สตั วท ่ีเล้ียงไวใ ชงานไดถ กู ตอง 4.จากการสงั เกตจากดวงอาทิตย นักเรยี นสามารถชี้ทศิ ทงั้ สี่ทศิ ได สรุปความหมายของจุดประสงคก ารเรียนรู คือ เพื่อใหมีความรู ความเขาใจในวิชาที่เรียน ขอมูลที่ปรากฏ ในสิง่ แวดลอม สามารถคดิ อยา งมเี หตุผล และใชเ หตผุ ลในการแสดงความคดิ เห็นอยางมรี ะเบียบ ชดั เจนและรัดกมุ เพื่อใหมีทักษะในการเรียนเพิ่มขึ้น เพื่อใหเห็นประโยชนของวิชาคณิตศาสตรทั้งที่มีตอชีวิตประจำวัน และเปน เครื่องมือแสวงหาความรู เพื่อใหสามารถนำความรู ความเขาใจ และทักษะทางคณิตศาสตรไปใชในชีวิตประจำวัน และเปนพ้ืนฐานในการศึกษาคณิตศาสตรแ ละวชิ าอ่ืน ๆ ทีอ่ าศัยความเชื่อมโยงของวิชา 3. พฤติกรรมที่คาดหวังทางดา นสตปิ ญ ญา การกำหนดผลการเรียนรูที่คาดหวังใหครอบคลุมจุดมุงหมายแตละดาน มีขอยุงยากอยูที่การกำหนด พฤติกรรมที่คาดหวัง จำเปนที่ผูกำหนดจะตองเขา ใจกอนวา ในแตละดานนั้นมจี ุดมุงหมายยอย ๆ อะไรบาง และมี พฤติกรรมอะไรบาง ทั้งนี้เพื่อมิใหพฤติกรรมที่คาดหวังเปนเพียงพฤติกรรมงาย ๆ ในระดับต่ำ เพราะจะเปนผลให การเรียนการสอนไมสงเสรมิ พฤติกรรมช้นั สงู ทม่ี ีคณุ คามากกวา ในเอกสารน้จี ะกลา วถงึ พฤติกรรมที่คาดหวังสำหรับ ดา นสตปิ ญญาเทานนั้ (นวลนอ ยเจรญิ ผล. 2538 : 44-48) เมเกอร (Mager, 1975, p. 21) ไดเสนอวาองคประกอบของจุดประสงคเชิงพฤติกรรมมี 3 องคประกอบ ไดแก 1) พฤติกรรมหรือทักษะที่ผูเรียนแสดงออก จุดประสงคจะตองอธิบายสิ่งที่ผูเรียนสามารถทำได ไมใช กิจกรรมการเรียนการสอนที่ครูใหทำความของจุดประสงคประกอบดวย การกระทำและเนื้อหา ยกตัวอยางเชน วาดภาพเหมือนของตัวเอง วิเคราะหโ จทยเลข 2) เง่อื นไขการแสดงพฤติกรรมหรือการทำงานของผูเรยี น จดุ ประสงคจ ะตองระบุสภาพของ การทำงานซ่ึง เปนสิ่งเราภายนอก หรืออุปกรณ/เครื่องมือที่ใหผูเรียนใชในขณะปฏิบัติงาน ยกตัวอยางเชน อนุญาตใหผูเรียนใช เครอื่ งคิดเลขในการคำนวณเลข หลงั การอานหนังสือจบ นักเรียนสามารถสรปุ สาระสำคญั ได 3) เกณฑในการแสดงพฤติกรรมเพื่อใชในการประเมินการปฏิบตั ิงานของผูเรยี น เกณฑมักระบุ ในรูปของ ความถกู ตอง เวลาท่ีใช หรือระดบั คุณภาพในการแสดงพฤติกรรมของผูเรียนซ่ึงเปน ทย่ี อมรับ เกณฑอาจระบุในเชิง ปริมาณที่สามารถแจงนับได หรือเกณฑในเชิงคุณภาพซึ่งบอกลักษณะของพฤติกรรม ซึ่งเปนที่ยอมรับของ ผูเชี่ยวชาญ ดังนั้นหากตองการเขียนจุดประสงคเชิงพฤติกรรมที่แสดงถึงความสามารถ ในระดับใดก็ควรเลือกใช คำกริยาที่ชี้บงใหเห็นขั้นพฤติกรรมในระดับนั้น หรือกำหนดเกณฑที่ชี้ใหเห็นสภาพ ที่ตองการพัฒนา ยกตัวอยาง เชน แกปญหาไดถกู ตอง 2 ใน 3 ขอ โยนลกู บอลได 10 คร้ัง ภายใน 1 นาที
หลักการเขียนจดุ ประสงคเ ชิงพฤติกรรม การเขยี นจดุ ประสงคเ ชิงพฤติกรรมในแตล ะองคประกอบ ควรมหี ลักการดงั นี้ 1) ขอความที่ใชบรรยายพฤติกรรมตองชัดเจน เฉพาะเจาะจง ไมสับสน เปนพฤติกรรมที่ สามารถ สังเกตเหน็ ได เชน คำที่แสดงพฤติกรรมดานความรู ใชคำวา ระบุ บอก อธิบาย ใหนยิ าม สาธิต เปน ตน แทนคำท่ีมี ลักษณะกำกวม ไมสามารถสังเกตพฤติกรรมได เชน คำวา “รู” “เขาใจ” สวนคำที่ แสดงพฤติกรรมที่บอกเจตคติ นิยมใชคำที่ใหผูเรียนเลือก ตัดสินใจแสดงพฤติกรรมทีม่ าจากความรูส ึกแทน คำวา “ซาบซึ้ง” ซึ่งไมเห็นพฤติกรรม จงึ เปน คำท่ีไมควรใช สำหรับพฤติกรรมเกี่ยวกบั ทักษะทางกาย มี ลักษณะทีช่ ดั เจนในตัวเองเพราะผูเรียนตองแสดง พฤติกรรมใหปรากฏจงึ ไมเ ปน ปญหา ตวั อยา งเชน นกั เรียนแตงประโยคท่ีมีองคประกอบ 3 สวน คอื ประธาน กริ ยิ า และกรรมไดถ กู ตอ ง นักเรียนเล้ยี งลกู วอลเลยบอลไดต อเนื่องอยา งนอ ย 50 ลูก นกั เรยี นสง งานทุกชน้ิ ทคี่ รูมอบหมายในเวลาทก่ี ำหนด 2) การบอกเงื่อนไขของการแสดงพฤติกรรม พิจารณาจากสิ่งเราหรือตัวชวยที่ผูเรียนนำไป เชื่อมโยงกับ ความรู/ความคิดรวบยอดที่เก็บไวในโครงสรางทางปญญา ทำใหผูเรียนสามารถระลึกไดและ นำกลับมาใชในการ ปฏบิ ตั งิ าน เง่ือนไขการเรยี นรู พฤตกิ รรมทแ่ี สดงออก ตวั อยา ง เชน นกั เรยี นบวกเลขสองหลกั โดยคิดในใจไดถ กู ตอง จำนวน 8 ขอ ใน 10 ขอ นักเรยี นยนื ตรงแสดงความเคารพทุกคร้ังเมือ่ ไดย นิ เสยี งเพลงชาติไทย 3) การกำหนดเกณฑในการแสดงพฤติกรรม สามารถเขียนเกณฑไดหลายลักษณะขึ้นกับเกณฑ ที่ใชและ ประเภทของพฤติกรรมการเรยี นรู ไดแ ก (1) เกณฑความถูกตองความรูท่ีเปนขอเท็จจริง กฎหรือทฤษฎีที่เปน เนือ้ หาซึง่ มีคำตอบที่ ถูกตอง แนนอนอยแู ลว เกณฑก ็คอื ความถูกตองตรงตามเนื้อหา (2) เกณฑความรอบรู หมายถึง เกณฑที่แสดงวารูจริง ทำไดจริง ใชเกณฑการแสดง พฤติกรรมท่ี ทำไดถกู ตองเทากบั หรอื ต้งั แตร อยละ 80 ขึ้นไป (3) เกณฑดานทักษะ จะพิจารณาจากรายการของพฤติกรรมที่คาดหวังใหแสดงไดซึ่งใช ระยะเวลาหรือความถี่ในการแสดงพฤติกรรมหรือลักษณะของการตอบสนองซึ่งเปนที่ยอมรับจาก ผลการวจิ ัย (4) เกณฑด า นเจตคติ พิจารณาจากจำนวนคร้ังของการแสดงพฤติกรรมทนี่ าพอใจ ในสถานการณ ที่จัดขึ้นโดยใชแบบตรวจสอบรายการพฤติกรรมจากการสังเกตขณะทำงาน ตัวอยางจุดประสงคเชิง
พฤตกิ รรมท่ีกำหนดเกณฑในการแสดงพฤติกรรม เชน นกั เรียนเลีย้ งลูกวอลเลยบอลไดต อเน่ืองอยางนอย 50 ลกู นักเรยี นจัดพานไหวครดู ว ยวสั ดอุ ปุ กรณที่กำหนดไดสำเรจ็ ในเวลา 3 ช่วั โมง ประเภทของจดุ ประสงคการเรยี นรู จุดประสงคการเรียนรูแบงตามลักษณะการแสดงออกทางพฤติกรรมที่เสนอโดยบลูม (Bloom) แครทโรล (Krathrohl) และแฮรโรว (Harrow) ออกเปน 3 ดาน ไดแก ดานพุทธิพิสัย (cognitive domain) ดานทักษะพิสัย (psychomotor domain) และดา นจติ พิสยั (affective domain) (Kellough & Roberts, 1991, pp. 210-218) 1. ดานพุทธิพิสัย จุดประสงคการเรียนรูดานพุทธิพิสัย หมายถึง จุดประสงคที่แสดง ความสามารถของ สตปิ ญญาในการประมวลขอมูล พฤตกิ รรมทีช่ ี้บง ความสามารถในดา นนส้ี ามารถแบงได 6 ระดบั จากระดับพ้ืนฐาน ไปสรู ะดับที่ซบั ซอ น ดงั นี้ 1) ความรู ความจำ (knowledge) หมายถึง การรบั รูขอ มูล ความรูค วามสามารถในการ ระลึกได จำได ซึ่งเปนพื้นฐานในการพัฒนาความสามารถระดับสูงขึ้นไป คำกริยาที่ใชบ งบอกพฤติกรรม ในระดับน้ี ไดแ ก เลือก ระบุ อธบิ าย เตมิ คำใหสมบูรณ ช้บี ง จัดทำรายการ จับคู เรยี กช่ือ ระลึก จำ บอก และกำหนด เปนตน 2) ความเขาใจ (comprehension) หมายถึง ความสามารถในการแปลความ อธิบาย ความรู ตีความ คาดคะเน คำกริยาที่ใช ไดแก เปลี่ยน อธิบาย ประมาณการ ขยายความ สรุป อางอิง แปล ความหมาย คาดคะเน ตีความ ขยายความ อปุ มาอุปมยั ลงสรปุ และยกตัวอยา ง เปน ตน 3) การนำไปใช (application) หมายถึง ความสามารถในการนำขอมูลไปใช คำกริยาที่ใช ไดแก การประยุกต การคำนวณ การสาธิต การพัฒนา การคนพบ การดัดแปลง การดำเนินการ การมีสวนรวม การแสดง วางแผน ทำนาย เชอื่ มโยง แสดงและทำใหด ู เปนตน 4) การวิเคราะห (analysis) หมายถึง ความสามารถในการพิจารณาแยกแยะองคประกอบยอย ดว ยเกณฑห รือคณุ สมบัติทก่ี ำหนด คำกริยาทีใ่ ช ไดแ ก วิเคราะห แยกแยะ จัดพวก จดั ชนั้ จัดประเภท จัด กลุม เปรียบเทียบ หาความแตกตา ง วิจารณ แสดงแผนภมู ิ จำแนก สรุปอางอิง และกำหนดองคประกอบ เปน ตน 5) การสงั เคราะห (synthesis) หมายถงึ ความสามารถในการรวบรวมองคประกอบยอย เพื่อการ สรางส่ิงใหมทีม่ คี ุณลักษณะแตกตางจากเดิม ไดแ ก การออกแบบ วางแผน และนำเสนอโครงการ คำกริยา ที่แสดงทักษะการสังเคราะห ไดแก จัดเตรียม จัดประเภท แบงพวก ผสมผสาน รวบรวม กำหนด สราง ออกแบบ พัฒนา ผลิต ดัดแปลง จัดระบบ วางแผน ปฏิรูป วางระบบ ปรับปรุง ทบทวน สรุปรวบยอด สงั เคราะห ประพนั ธ แตง นำเสนอ และจดั การแสดง เปน ตน 6) การประเมินคุณคา (evaluation) เปนระดับขั้นสูงสุดของความสามารถทางสติปญญา หมายถึง การแสดงความคิดเห็นและการตัดสินคุณคา คำกริยาที่ใช ไดแก โตแยง ประเมิน เปรียบเทียบ สรปุ ความ วจิ ารณ ตัดสนิ อธิบาย ตคี วาม จดั ลำดบั ท่ี จดั ช้ัน และเทยี บกับมาตรฐาน เปน ตน
2. ดานจิตพิสัย จุดประสงคการเรียนรูดานจิตพิสัย หมายถึง จุดประสงคที่แสดงพฤติกรรม ที่เกี่ยวกับ ความรูสกึ เจตคติและคา นิยม ซงึ่ การเรยี นรดู า นเจตคตแิ ละคา นยิ ม มลี ำดบั ขั้นของการเกิด พฤตกิ รรมดังน้ี 1) การรับรู (receiving) เปนลำดับของการตระหนัก รับรูตอส่ิงเรา ซึ่งเปนจุดเริ่มตน ของ ความรูสึกพึงพอใจ นักเรียนจะแสดงออกใหเห็นถึงความตั้งใจ ความสนใจ ตอสิ่งเราหรือประสบการณ ที่ ไดร ับคำกริยาที่ใช ไดแ ก ถาม เลือก อธบิ าย ตอบ บอกช่ือ สาธิต ระบุ บอกความแตกตา ง และบอกจุดเดน เปน ตน 2) การตอบสนอง (responding) เปนขั้นของการตอบสนองตอสิ่งเรา ซึ่งอาจเนื่องมาจาก การ ถูกควบคุมซึ่งเปนปจจัยจากภายนอก หรือโดยความสนใจของนักเรียนเองซึง่ เปนปจจยั ภายใน เพราะเห็น วา สิง่ เราน้ันนาสนใจ หรือเกิดความพงึ พอใจตอสงิ่ เรา นั้น คำกรยิ าท่ใี ช ไดแ ก พสิ จู น รวบรวม ทำตามคำสั่ง แสดง ฝกปฏิบตั ิ นำเสนอ และเลอื ก เปนตน 3) การเห็นคุณคา (valuing) เปนขั้นที่นักเรียนแสดงพฤติกรรมดวยความเชื่อ ความประทับใจ ความซาบซึ้ง และศรัทธาที่มีตอสิ่งนั้นดวยตัวของนักเรียนเอง คำกริยาที่ใช ไดแก อธิบาย ทำตาม ริเริ่ม เขา รวม นำเสนอ และทำใหส มบูรณ เปน ตน 4) การจัดระเบียบ (organizing) เปนขั้นที่นักเรียนสรางระบบคานิยมสวนตนขึ้นมา โดยการ ยอมรับและจัดระเบียบคุณคาตา ง ๆ ใหเชื่อมโยงเขากับคา นิยมเดิมทีม่ ีมากอนของตนเอง เปนคานิยม ใน ชีวิต คำกริยาที่ใช ไดแก จัดระเบียบ รวบรวม สรุป บูรณาการ ดัดแปลง จัดลำดับ สังเคราะห สราง และ จดั ระบบ เปนตน 5) การสรางระบบคานยิ มของตนเอง (internalization of values) เปน จุดประสงค ระดับสงู สุด พฤติกรรมในระดับนี้มีความคงเสนคงวา แนนอนไมเปลี่ยนแปลงตอความเชื่อของตนเอง คำกริยาที่ใช ไดแก ปฏบิ ัติ แสดงออก แกป ญหา ประกาศตัว แสดงตน อุทศิ ตน ทุมเท ยอมรบั และเกดิ สำนึก เปน ตน 3. ดานทักษะพิสัย ทักษะเปนความสามารถทางกาย ที่อาศัยการเคลื่อนไหวของกลามเนื้อ ในการทำงาน เชน ทักษะที่อาศัยการทำงานของกลามเนื้อมดั ใหญเ ปน หลัก ไดแก การเลนกีฬาตา ง ๆ การเตนรำ เปน ตน ทักษะที่ อาศยั การทำงานของกลามเน้ือมัดเล็กเปนหลัก ไดแก การใชม อื และสายตา ประกอบกนั ไดแก งานชา งฝมือตาง ๆ การประกอบอาหาร การทำงานประดิษฐ การเลนเครื่องดนตรี เปนตน การจัดประเภทของจุดประสงคดานทักษะ พิสัยนี้ยังไมเปนที่ยอมรับอยางกวางขวาง แตไดมี การนำเสนอทักษะที่เปน ความสามารถทางกายที่มีการพัฒนามา เปน ลำดบั ข้นั ต้งั แตเ กดิ ดงั น้ี 1) การเคลอื่ นไหวสะทอน (reflex movement) เปนพฤตกิ รรมที่แสดงการตอบสนอง โดยไมต ัง้ ใจ เปนไป เองเมื่อไดร ับสงิ่ กระตุน 2) การเคลื่อนไหวพื้นฐาน (fundamental movement) เปนพฤติกรรมการเคลื่อนไหว พื้นฐานที่ พฒั นาข้ึนในขวบปแ รกของชีวิต เปนสง่ิ ที่เกดิ ขน้ึ เองตามพัฒนาการตามวัยโดยไมต อ งสอน
3) ความสามารถรับรู (perception abilities) เปนพฤติกรรมที่พัฒนาจากการรับรู ดังนั้นในวัยเด็กเล็ก ควรสงเสริมใหเ ด็กสำรวจ และมีสวนรวมในกจิ กรรมท่ใี ชประสาทสัมผัสเพ่ือพฒั นา ความสามารถในการรับรูอยางมี ประสิทธภิ าพ 4) ความสามารถทางกาย (physical abilities) เปนพฤติกรรมที่แสดงความสามารถ ของการเคลื่อนไหว รา งกาย ประกอบดวย ความทนทาน ความแข็งแรง ความยืดหยุน และความคลอ งแคลว 5) การเคลื่อนไหวอยางคลองแคลว (skilled movement) เปนพฤติกรรมที่แสดงถึง ทักษะในการ เคลือ่ นไหว ทำใหการทำงานมีประสทิ ธิภาพ คอื ไดท ้งั ผลงานและการประหยัดพลังงานในการทำงาน 6) การสื่อสารโดยไมอาศัยการพูดหรือการเขียน (nondiscursive communication) เปนพฤติกรรมทาง กายที่แสดงออกหรือสื่อถึงความรูสึกนึกคิดดวยทาทางหรือภาษาใบ การพัฒนาทักษะตองอาศัยการพัฒนาเปน ลำดับขั้น จากระดับที่ทำไดพื้นฐานไปสูการปฏิบัติ อยางเชี่ยวชาญชำนาญการ ซึ่งเริ่มตนจากการทำไดโดยอาศัย การทำตามแบบ หรือตามกรอบที่กำหนดไว และพัฒนามาเปนการทำไดดวยตนเอง มาสูขั้นที่ทำไดอยาง คลองแคลว การทำไดอยางชำนาญการและสุดทายทำไดอยางสรางสรรค คือสามารถคิดประดิษฐสรางงานหรือ ออกแบบการทำไดถึงขั้นที่มีเอกลักษณเฉพาะ เปนของตนเอง สามารถสื่อถึงหลักการและแนวคิดที่แฝงอยูในการ แสดงพฤติกรรมนัน้ ได ขนั้ ตอนการเขยี นจดุ ประสงคเ ชงิ พฤตกิ รรม การเขียนจุดประสงคเชงิ พฤตกิ รรมมลี ำดับขนั้ ตอนในการดำเนินงาน ดังน้ี 1) กำหนดเปาหมายการเรียนรูห รือผลการเรยี นรูทีต่ องการใหเกดิ กับผูเรียนจากแหลงขอมูล เชน การวเิ คราะหจากมาตรฐานการเรียนรูและตวั บง ช้กี ารเรียนรูของสาระการเรยี นรตู าง ๆ ในหลกั สูตร 2) เขียนจุดประสงคปลายทางที่แสดงพฤติกรรมที่คาดหวังใหผูเรียนมีความรูและความสามารถ ในการปฏบิ ัตซิ ึง่ วิเคราะหจ ากผลการเรียนรูท ีค่ าดหวัง 3) เขียนจุดประสงคนำทางซึ่งวิเคราะหไดจากทักษะยอยที่ผูเรียนพึงมี พึงปฏิบัติไดเพื่อทำให บรรลจุ ดุ ประสงคป ลายทาง 4) เขยี นจุดประสงคข องทกั ษะท่ีผูเ รยี นควรมีติดตวั กอ นเรยี นรูเรื่องใหม 5) เขยี นจดุ ประสงคของความรูเ ดมิ ซึง่ เปน พืน้ ฐานในการเรยี นรเู รือ่ งใหม หนา ทขี่ องจดุ ประสงคเชิงพฤตกิ รรม จุดประสงคเชงิ พฤตกิ รรมมีหนา ทห่ี ลายประการที่มีความสำคญั ตอการออกแบบการเรยี นการสอน ดงั นี้ 1) บอกใหรูวาหลังเรียน ผูเรียนรูอะไรและสามารถทำอะไรไดเพื่อใชเปนพฤติกรรมบงชี้ ความสำเร็จของการเรียนการสอน 2) ใชใ นการสอ่ื สารระหวา งผูสอนและผูเรียน ใหร ูจดุ หมายปลายทางของการเรยี นการสอน
3) ใชเปนเกณฑในการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพขององคประกอบเชิงระบบใน กระบวนการออกแบบการเรยี นการสอนได 4) ใชเปนแนวทางในการสรา งเครือ่ งมือเพ่ือวดั ประเมนิ ผลผูเรียนกอ นเรยี น ทำใหไดข อมูลท่ีใช ใน การออกแบบขั้นตอนการเรียนการสอน กิจกรรมการเรียนรู สื่อการเรียนรู และการจัดกลุมผูเรียน เปนต จดุ ประสงคเชงิ พฤติกรรมที่เขียนขน้ึ จะทำใหทราบวา ผเู รียนจะมีพฤติกรรมที่สะทอนความรู ความสามารถ อะไรภายหลงั การเรยี นรู ซึ่งใชเปน แนวทางในการออกแบบการเรยี นการสอนไดอ ยา ง เหมาะสม 4. การสอนรูปแบบตา งๆ การสอนวิชาการ การสอนวิชาการ เปนภาวะอันหนักแกผูสอนอยางยิ่ง เพราะนักเรียนในชั้นมีทั้งเรียนเกงและนักเรียนที่ เรียนออน ถาครูคณิตศาสตรสอนโดยวิธีเดียวกันนักเรียนที่เรียนเกงก็สามารถ เขาใจไดรวดเร็วและไมมีปญหามาก นัก แตนักเรียนที่เรียนออนอาจไมเขาใจมากนัก จึงทำใหเกิดความเบื่อหนาย ไมอยากเรียน จึงมีความจำเปนท่ี จะตองหาวิธีการสอนที่จะใหนักเรยี นทุกคนสามารถเขาใจได และสนองตอบตอความแตกตางทางสติปญญา (ยุพิน พิพิธกุล. 2527 : 276) ดังนั้น การสอนวิชาคณิตศาสตรเพื่อใหไดผลดี และเปนไปตามความสามารถหรือความ แตกตา งระหวา งบุคคล ยุพนิ พพิ ิธกลุ (2530 : 174) ไดเ สนอวธิ ีการสอนคณิตศาสตรไ วหลายวิธีคอื 1. วิธีสอนแบบบอกใหรู เปนวิธีสอนที่ครูเปนผูบอกใหนักเรียนเปนผูตีความ เมื่อครูปรารถนาที่จะใหนัก เรียนรูเรื่องใด ครูก็จะอธิบายและมักจะสรุปเสียเอง ในขณะที่ครูอธิบายนั้น ครูจะวิเคราะห แยกแยะใหเห็น และ ตีความใหนักเรียนเขาใจ ครูอาจจะมีวัสดุการสอนมาแสดงใหดู แตครูใชประกอบการอธิบายหรือการบอกของครู เพื่อใหนักเรียนติดตามในการสอนกฏหรือสูตร ครูมักจะบอกสูตรนั้นและบอกวานำไปใชอยางไร โดยยกตัวอยาง ประกอบ เสรจ็ แลว ครกู ็ใหนักเรยี นลองทำแบบฝกหดั โดยใชสตู รนัน้ ถานกั เรียนทำไดก็แสดงวานักเรียนเขาใจ 2. วิธีสอนแบบบรรยาย เปนการสอนแบบบอกใหรูเชนเดียวกัน การสอนแบบนี้ครูจะเปนฝายพูดเปน สวนมาก โดยมุงจะปอนเนื้อหาวิชาใหแกนักเรียนเพียงฝายเดียว นักเรียนจะเปนผูฟงครูอาจจะใชสื่อการสอน ประกอบการบรรยายกไ็ ด 3. วิธีสอนแบบสาธิตเปนการแสดงใหนักเรียนดู ซึ่งผูแสดงจะใชวัสดปุ ระกอบการสอนหรือจะแสดงโดยวิธี ใดก็ตาม ใหน ักเรยี นสามารถสรุปบทเรียนไดจ ากการแสดงนั้น ๆ การแสดงนน้ั อาจจะแสดงโดยครู หรือโดยนักเรียน กไ็ ด และในบางครัง้ ครแู ละนกั เรียนอาจจะรวมกนั แสดงกิจกรรม นน้ั ๆ 4. วิธีสอนแบบทดลอง เปนการสอนที่ใหนักเรียนไดกระทำดวยตนเอง เพื่อคนหาขอสรุปการทดลองนั้น อาจทดลองเปนรายบุคคลหรือเปนกลุมกไ็ ด 5. วิธีสอนแบบถาม – ตอบ เปนกลวิธีสอนท่ีใชแทรกกับวิธีสอนอื่น ๆ ซึ่งนับวา เปนวิธที ีส่ ำคญั วิธีหนึ่ง ครู บางคนคิดวา วิธีสอนที่ดีนั้นจะตองมีสื่อการสอนเสมอ ความจริงแลว ยังมีวิธีสอนที่ดีอีกคือ “วิธีสอนแบบถาม – ตอบ” ถาครูสามารถใชคำถามทดี่ ีนกั เรียนสามารถเขาใจกย็ อ มใชไ ด
6. วิธีสอนแบบฮิวริสติค ไดรับมาจากภาษากรีก ซึ่งหมายความวา “ฉันพบ” นักเรียนจะตองเปนผูคนพบ นักเรียนจะเปนผูคนหาคำตอบดวยตนเองแทนการบอกครูวธิ ีนีต้ องการใหนกั เรียนไดกระทำดว ยตนเอง เปนวิธีการ ทีน่ กั เรียนจะไดใหเ หตุผลดวยตัวของเขาเอง 7. วิธสี อนแบบวเิ คราะห – สังเคราะหว ิธสี อนแบบวิเคราะห เปนการแยกแยะปญ หาน้นั ออกมาจากส่ิงที่ไม รูไปสูสิ่งที่รูหรือการแยกสิ่งตาง ๆ อยูรวมกันออกจากกัน ผูที่วิเคราะหนั้น จะตองพยายามคิดอยูเสมอวาตองการ คน พบอะไรเปน อันดับแรก และคิดตอไปวาอะไรทจี่ ะคนพบตอไปวธิ ีสอนแบบสงั เคราะห เปน ขบวนการตรงกันขาม กับการวิเคราะห การสังเคราะหประกอบดวย การนำขอสรุปยอยที่จำเปนตาง ๆ มารวมกัน จนกระทั่งไดขอสรุป รวมที่ตองการ หรืออีกนัยหนึ่ง การวิเคราะหจะตองเริ่มจากสิ่งที่รูแลว เพื่อจะนำมาชวยในการหาสิ่งที่ยังไมรู มา ชวยในการพสิ ูจนเ น้อื หาใหม เรียกวา เปนการสงั เคราะห 8. วิธสี อนแบบนิรนยั - อปุ นัยอปุ นัย หมายถงึ การนำไปสู ในระหวางกระบวนการสอน ครูจะชวยนักเรียน ใหตีวงแคบเขา จนสามารถกำหนดนัยทั่วไปไดนิรนัย วิธีนิรนัยนี้สัมพันธกับวิธีบอกใหรู ครูที่ใชวิธีน้ี จะบอกกฏ หลกั เกณฑ หรือนยั ท่วั ไป ซึง่ เปน เรอื่ งท่จี ะนำมาใชประโยชน แลวนักเรยี นกถ็ ูกถาม เพอ่ื ใชคำบอกนั้นมาแกปญหา 9. วิธีสอนแบบแกป ญ หา หมายถงึ วธิ ีสอนท่ีจะใหนักเรียนไดใชเหตผุ ลในการแกป ญหาวธิ ีการแกปญหานน้ั ข้ึนอยกู ับเนื้อหา หรือโจทยปญหาท่ีจะใหน ักเรยี นคดิ วิธีการแกป ญ หาทางคณติ ศาสตร ยอมมีกลวธิ ีแตกตางกนั ตาม ลักษณะปญหานนั้ ๆ 10. วิธีสอนแบบคน พบ มีความหมายเปน 2 ประการ คือ 10.1 เปน กระบวนการคน พบ ครจู ะมอบปญ หาใหแกนักเรียน แลวใหน กั เรยี นเสาะแสวงหาวิธีการที่จะ แกป ญหานน้ั โดยครูจะใหป ญ หาทีง่ า ยกอนแลว ก็ใหนักเรยี นทำปญหาท่ีคลายกัน ซ่ึงเช่ือวานกั เรยี นจะคน พบได แต ครกู ไ็ มค าดหวงั วานกั เรยี นจะคน พบอะไร 10.2 เปน การเนนไปทนี่ กั เรียนจะคน พบอะไร เชน คน พบสูตรคูณ นยิ าม ฯลฯนักเรยี นจะเกดิ มโนมติ และ กำหนดนยั ทั่วไปได การคน พบนจี้ ะเปน การคน พบโดยวิธใี ดก็ได เชน การถามตอบ สาธติ การทดลอง การอภปิ ราย โดยเฉพาะอยางย่ิงการสอนโดยวธิ อี ุปนยั หรอื นิรนยั การเรียนการสอนแบบเพอ่ื นชว ยเพ่ือน “เพื่อนชวยเพ่ือน” หรือ “Peer Assist” เปนการจดั การความรูก อนลงมือทำกิจกรรม (Learning Before Doing) เพื่อแสวงหาผูชวยที่มีความแตกตาง มาแลกเปลี่ยนประสบการณความรู เพื่อขยายกรอบความคิดใหกวาง และมีประสิทธิภาพมาย่ิงข้ึน โดยอาศัย “คน” เปนธงนำ (People Driven) เปดมุมมองความคิดที่หลากหลายจาก การแลกเปลี่ยนระหวางทีมที่มีทักษะ ความสามารถ และประสบการณที่แตกตางกัน ทำใหไมมองอะไรเพียงดาน เดียว
หลักการเรยี นรดู วยกลมุ รว มมือ 1. การทำงานเปนชีวติ จรงิ เปนการทำงานรว มกับผูอืน่ ผูเรียนจงึ ควรไดฝกการทำงานแบบรวมมอื เพื่อเปน การเตรยี มผูเรยี นไดรจู ักการทำงานรว มกบั ผอู น่ื 2. การทำงานเปน ทีมเปนลักษณะหนงึ่ ของการทำงานของนักสังคมศาสตร 3. การเรียนรูดวยกลุมรวมมือเปดโอกาสใหผูเรียนมีสวนรวมในกิจกรรมการเรียนสอนทุกคนและตอง ลง มือทำงานกับเพอื่ นสมาชกิ อยา งจรงิ จงั จึงเปนการสนับสนนุ ใหผเู รยี นเปน ศนู ยก ลางวิธหี นึ่ง 4. การเรียนรูดว ยกลมุ รว มมืออาจจัดเปนกิจกรรมการเรยี นการสอนประกอบหรอื เปน กิจกรรมยอย ของวิธี สอนสังคมศกึ ษาแบบตา ง ๆ ไดอ ยางดี หนา ทค่ี รขู องผสู อน 1. จดั ผูเ รียนใหมสี มาชกิ แตกตา งกัน กลุมละประมาณ 3 – 5 คน 2. ทบทวนบทบาทการทำงานกลุม หนา ท่ีของสมาชิก การชว ยเหลอื ซง่ึ กันและกัน 3. ชีแ้ จงวัตถุประสงคใ นการเรียนใหเ ขา ใจชดั เจนเกยี่ วกับเน้อื หาในบทเรยี นทีต่ องศึกษา 4. ใหค วามรวมมือกลุม ในการทำงาน 5. ประเมินผล 5. การวดั ผลประเมินผล การประเมนิ 1. การเสนอผลงานของผูเรยี นดว ยวิธีตาง ๆ 2. การทดสอบ 3. การสังเกตการณทำงานของผูเรยี นแตละกลุม 4. การแสดงความคดิ เหน็ ของผเู รยี นในช้นั ระดมสมอง แนวคิดเกี่ยวกบั การวัดและประเมนิ ผล ความหมายของการวัดผล นักการศึกษาหลายทา นใหค วามหมายของการวดั ผลไวดังนี้ Guilford (1976: 8) ไดใหความหมายของการวัดผลไววา “การวัดผล หมายถึงกระบวนการที่กำหนด จำนวน ตัวเลขใหกับวัตถุสิ่งของ หรือบุคคลตามความหมายที่จะวัดสอบและเปรียบเทียบลักษณะความแตกตางท่ี ปรากฏอยูในสง่ิ ทจ่ี ะวัดน้ัน ๆ”
ภัทรา นิคมานนท (2522: 1) ไดใหความหมายของการวัดผลไววา “การวัดผล หมายถึง การ ใชเครื่องมือ อยางใดอยางหนึ่ง ที่จะคนหา หรือการตรวจสอบเพื่อใหไดปริมาณจำนวนหรือคุณภาพ ที่มีความหมายแทน พฤตกิ รรม หรือผลงานท่ีแตละคนแสดงออกมา” วิเชยี ร เกตสุ ิงห (2514: 5) ไดใหความหมายของการวัดผลไวว า “การวัดผล หมายถึง ขบวนการทีจ่ ะนำมา ซึ่งตัวเลข จำนวนปริมาณ โดยจำนวนหรือปรมิ าณน้ันมีความหมายแทน พฤติกรรมอยางหนึ่งหรือแทนผลงานที่แต ละคนแสดงปฏิกริ ิยาโตต อบสิง่ เราออกมา” จากที่กลาวมาพอสรุปไดวา การวัดผล หมายถึงวิธีการที่จะทำใหทราบปริมาณและคุณภาพ โดยอาศัย เคร่ืองมือหรอื วิธีการตา ง ๆ เชน การสังเกต การตรวจผลงาน การสอบถาม หรือสัมภาษณ และการใชแ บบทดสอบ ความหมายของการประเมินผล มีนกั วชิ าการหลายทา นไดใ หค วามหมายของการประเมนิ ผลไวด งั น้ี วิทยา ประชากุล (2548: 30 อางอิงใน พระนิมิตร กล่นิ ดอกแกว . 2549: 113) กลาววา “การ ประเมินผล หมายถงึ การะบวนการทีผ่ สู อนใชพัฒนาคุณภาพผเู รียน สถานศกึ ษาและดำเนนิ การประเมินผลโดยแบงออกเปน 2 ลักษณะ ไดแก การประเมินผลระดับชั้นเรียน เปนการวัด ความกาวหนาของผูเรียนและการประเมินผลระดับ สถานศกึ ษาเปนการประเมนิ เพอ่ื ตรวจสอบ ความกา วหนาดา นการเรียนรเู ปนรายชัน้ ปและชว งช้ันของสถานศึกษา” กรมวิชาการ (2546: 24) กลาววา “การประเมินผลการเรียนรู หมายถึงกระบวนการที่ให ครูผูสอนให พัฒนาคุณภาพผูเรียนเพราะจะชวยใหไดขอมูลสารสนเทศที่แสดงถึงพัฒนาการ ความกาวหนาและความสำเร็จ ทางการเรยี นของผูเรียน รวมทั้งขอ มูลท่ีเปนประโยชนต อการสงเสริมให ผเู รยี นเกิดการพัฒนาและเรียนรูอยางเต็ม ศักยภาพ” สุวิมล วองวาณิช (2546: 171) กลาววา “การประเมินผล หมายถึงกระบวนการตีความหรือ ตัดสินคุณคา ของสารสนเทศที่รวบรวมมาไดโ ดยสารสนเทศท่ีรวบรวมมาไดจากกระบวนการประเมินน้ัน เปน เสมอื นภาพจากกก ระจกเงาท่สี ะทอนใหเหน็ ภาพผูเรียนในหองเรียนเทาน้ัน สารสนเทศ เหลา น้นั ไดสะทอนคุณคาในตัวผูเรียนท่ีเราต้ัง ไวห รอื ไม กลา วคือนักเรยี นไดเ รียนรใู นสง่ิ ทีเ่ รามงุ มนั่ ให เขาเรยี นรูห รือไม มากนอยเพียงใด” ประเสริฐ ธรรมโวรหาร (2542: 107) กลาววา “การประเมินผล หมายถึง การประเมินเพื่อ ปรับปรุงการ เรียนรูและเพื่อการตัดสินผลการเรียนรูของนักเรียน จัดเปนเครื่องมือสำคัญยิ่งจะชวยให ครูไดทราบระดับความ เจริญงอกงามของเด็กแตละคนวา มีการเปลี่ยนเพิ่มขึ้น หรือลดลงอยางไร ผูเรียนไดเ กิดความรูความเขาใจ มีทักษะ เจตคตแิ ละการปฏบิ ตั ิตามจุดประสงคข องการเรียนรู เพียงใดหรอื ไม” มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช (2540: 207) กลาววา “การประเมนิ หมายถงึ การตรวจสอบดูวาผูเรียน ไดเกิดการเปลี่ยนแปลงความรู เจตคติ และทกั ษะไปตามจุดมุงหมายของ หลักสตู รหรอื ไมเพียงใดภายหลังจากที่ได ผานประสบการณทห่ี ลกั สตู รจัดใหแ ลว ”
ดังนนั้ จึงอาจกลาวโดยสรุปไดวา การประเมนิ ผล หมายถึง กระบวนการที่ผูสอนใชวดั ความรู ความสามารถ การพัฒนาการ การเปลี่ยนแปลงทางเจตคติทักษะ รวมทั้งผลสำเร็จทางการเรียนรูของ ผูเรียน เพื่อนำมาสูการ ปรับปรงุ เปลี่ยนแปลงการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน องคประกอบดานการประเมนิ ผล วศนิ กาญจนวณชิ ยก ุล (2545: 26-27) ไดกลา ววา การประเมินผลเปนกระบวนการตอ เนื่อง ของการเรียน การสอน แบง เปน 3 ข้นั ตอน ดงั นี้ 1. การประเมินผลกอนเรียน เพื่อชวยใหผูสอนไดทราบความสามารถของแตละคน เพื่อเปนขอมูลในการ พิจารณาตัดสินวา จะมีความสามารถเพียงพอในการศึกษาตอหรือไม ถาไมดีพอจะไดทำการปรับปรงุ แกไขใหดีข้นึ ได 2. การประเมินผลระหวางเรียนเมื่อมีการสอนไประยะหนึ่งๆ ควรจะไดมีการ ประเมินผลผูเรียนตาม จุดประสงคของรายวชิ าน้นั ๆ เพ่อื จะไดทราบวา มีความรเู พยี งพอหรือควรจะ กาวไปขา งหนา ไดห รอื ยงั 3. การประเมินผลหลังเรียน เปนการประเมินผลรวม ครอบคลุมจุดประสงคตางๆ หลายจุดประสงค เปน การประเมินเพื่อตัดสินความสามารถ เพื่อดูวาตั้งแตตนจนบัดนี้ ผูเรียนมีความสามารถตามจุดประสงคเชิง พฤติกรรมตางๆ มากนอยเพยี งใด ข้นั ตอนของการประเมินผล สมคดิ (2532) ไดก ลา วถงึ ข้นั ตอนและลำดบั ข้ันของการประเมินผลการเรยี น สรปุ ไดดังนี้ ขั้นที่ 1 ทำความเขาใจ พฤติกรรมที่ตองประเมิน โดยแปลความหรือตีความในรูป ของการแสดงออกของ เด็กซึง่ เปน ขนั้ ทำความเขาใจจดุ ประสงคใ นการสอน ขนั้ ท่ี 2 ตัง้ เกณฑโดยการกำหนดวา การแสดงออกของนักเรยี นตอ งอยใู นระดับใดครู จึงยอมรบั วานักเรียน มพี ฤติกรรมนนั้ จรงิ ขั้นที่ 3 วัดผลนักเรียนโดยเลือกใชวิธีการ และเครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อใหไดขอมูลที่บอกใหทราบวาผล พฤติกรรมของนักเรียนอยูในระดับใด สถานศึกษาจะตองสนใจศึกษาหาความรูและจัดดำเนินการภายใน สถานศึกษาอยา งมีประสิทธภิ าพ ขั้นที่ 4 ลงความเห็นวานักเรียนมีพฤติกรรมนั้นจริงหรือไม โดยการนำขอมูลในขั้นที่ 3 เปรียบเทียบกับ เกณฑในขั้นที่ 2 ถาพฤติกรรมของนักเรียนถึงระดับที่เปนเกณฑก็ยอมรับวานักเรียน มีพฤติกรรมนั้นจริงโดย สมบรู ณ ถา พฤติกรรมของนกั เรียนไมถงึ ระดับที่เปน เกณฑ ก็วนิ ิจฉัยหาขอบกพรอ งของการเรียนการสอน จากการที่ไดศึกษาแนวคิดที่เกี่ยวกับการวัดและประเมินผลในเบื้องตนนั้น ผูทำการวิจัยไดทำการสรุป ความหมายของการวัดและประเมนิ ผลไววาการวดั และประเมินผล หมายถงึ กระบวนการตรวจสอบเพ่ือใหไดมาซึ่ง ตัวเลข หรือสัญลักษณที่มีความหมายแทนคุณลักษณะ หรือคุณภาพของสิ่งที่วัด โดยใชเครื่องมือวัดผลที่มี
ประสิทธิภาพ และวินิจฉัยตัดสินลงสรุปคุณคาเพื่อพิจารณาตัดสินใจที่ได จากการวัดผลอยางมีกฎเกณฑ และมี คุณธรรม ซ่ึงผูทำการวจิ ัยไดแบงการประเมนิ ผลไวดังนี้ 1. การประเมินระหวางเรียน (Formative Evaluation) เปนการประเมินเพื่อใชผลการประเมินในการ ปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนการสอน การประเมินประเภทนี้ใชระหวางการจัดการเรียนการสอน เพ่ือ ตรวจสอบวาผูเรียนมคี วามรูความสามารถตามจุดประสงคที่กำหนดไวใน ระหวางการจัดการเรียนการสอนหรือไม หากผูเรียนไมผา นจุดประสงคทต่ี ้ังไวผ สู อนกจ็ ะหาวิธีการทีจ่ ะชว ยใหผ ูเรียนเกดิ การเรียนรูตามเกณฑท ่ีตั้งไว ผลการ ประเมินยังเปนการตรวจสอบผูสอนเองวาเปนอยางไร แผนการสอนรายครั้งที่เตรียมมาดีหรือไม ควรปรับปรุง อยางไร กระบวนการจดั การเรยี นการสอนเปนอยางไร มีจดุ ใดบกพรอ งท่ีตอ งปรับปรงุ แกไขตอไป 2. การประเมินเพื่อตัดสิน (Summative Evaluation) เปนการประเมินเพื่อตัดสินผลการ จัดการสอน เปน การประเมินหลังจากผเู รียนไดเรยี นไปแลว อาจเปนการประเมนิ หลงั จบเรอ่ื งใดเรื่องหนงึ่ หรือหลายเรื่อง รวมท้ัง การประเมนิ ปลายภาคเรียนหรือปลายป ผลจากการประเมินประเภทน้ีใชในการตัดสินผลการจัดการเรียนการสอน หรือตดั สินใจวา ผเู รยี นคนใดควรจะไดรบั ระดบั คะแนนใด 6. การเรียนแบบรวมแรงรวมใจ STAD 1. ความหมายการเรยี นแบบรวมแรงรวมใจ STAD (Co-operative Learning) อารี สัณหฉวี (2543 : 33) กลาววา การเรียนรูดวยกลุมรวมมือ หมายถึงเปนวิธีการเรียนที่ใหนักเรียน ทำงานดวยกนั เปน กลมุ เลก็ ๆ เพอ่ื ใหเกิดผลการเรียนรทู ัง้ ทางดา นความรูและทางดานจิตใจชว ยใหน ักเรียนเหน็ ดา น จิตใจคุณคาในความแตกตางระหวางบุคคลของเพื่อนๆเคารพความคิดเห็นและความสามารถของผูอ่ืนที่ แตกตาง จากตนตลอดจนรูจ ักชว ยเหลอื และสนบั สนุนเพ่อื น ๆ สลาวิน (พิมพพ ันธ เดชะคปุ ต : 2544) กลาววา การเรียนรูดว ยกลุมรว มมือ หมายถงึ วธิ กี ารสอนอีก แบบ หนึ่ง ซึ่งกำหนดใหนักเรียนที่มีความสามารถแตกตางกัน ทำงานรวมกันเปนกลุมเล็กๆ โดยปกติจะมี 4 คน เปน นักเรียนที่เรียนเกง 1 คน เรียนปานกลาง 2 คน และเรียนออน 1 คน การทดสอบของนักเรียนจะแบง ออกเปน 2 ตอน ตอนแรกจะพิจารณาคาเฉล่ียของทัง้ กลุมตอนที่ 2 จะพจิ ารณาคะแนนทดสอบเปน รายบุคคล โดยการทดสอบ นักเรียนตางคนตางทำแตเวลาเรียนตองเรียนรวมกัน รับผิดชอบงานของกลุมรวมกัน โดยที่กลุม จะประสบ ผลสำเร็จได เมอ่ื สมาชกิ ทกุ คนไดเรยี นรู บรรลุตามจดุ มุงหมาย เชนเดียวกัน มานพ ประธรรมสาร (2546) กลาววา การเรียนรูดวยกลุมรวมมือ คือการทำงานรวมกันเพื่อบรรลุ เปา หมายทีม่ ีอยูดว ยกัน ภายในกจิ กรรมทีร่ ว มทำนี้ แตล ะคนจะแสวงหาผลลัพธทเ่ี ปน ประโยชนตอตนเองและ เปน ประโยชนต อสมาชิกคนอ่นื ๆในกลมุ การเรียนรแู บบรวมมือ ใชในการสอนกลุมเล็ก ๆ ใหทำงานรวมกันตามท่ีไดรับ มอบหมายจนกระทั่งสมาชิกในกลุมทุกคนมีความเขาใจถูกตองและทำงานจนเสร็จสมบูรณสมาชิก ทุกคนในกลุม ไดร ับประโยชนจ ากความพยายามรว มกัน สมบัติ กาญจนารักพงค (2547) กลา ววา การเรยี นรูดวยกลมุ รวมมือเปนการจัดกจิ กรรมการเรียนรูท่ี เนน ใหผูเรยี นรวมมือและชวยเหลือกันในการเรยี นรู โดยแบงนักเรียนออกเปนกลุม เล็ก ๆ 4 - 5 คน ที่มี ความสามารถ แตกตางกันทำงานรว มกันเพื่อเปา หมายกลุมสมาชิกมปี ฏสิ มั พันธสงเสริมซ่ึงกันและกันรบั ผิดชอบ รว มกันท้ังในสวน
ตนและสวนรวม ผลงานของกลุมขึ้นอยูกับผลงานของสมาชิกแตละคนในกลุม ความสำเร็จ ของแตละคนคือ ความสำเร็จของกลมุ จากการศึกษาความหมายการเรียนแบบรวมมือ สามารถสรุปไดวาการจัดการเรียนรูดวยกลุมรวมมือ กัน เรียนรู หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ชวยใหผูเรียนใชความสามารถเฉพาะตัวในการรวมมือ กัน แกปญหาตา ง ๆ นักเรียนรจู กั วิธกี ารทำงานกลุมการชว ยเหลือซึ่งกันและกันตลอดจนมีปฏสิ ัมพนั ธที่ดีตอกัน เพ่ือให บรรลุผลสำเรจ็ ตามเปาหมายโดยสมาชิกในกลุมตระหนกั วาแตล ะคนเปนสว นหนงึ่ ของกลุม หลกั การเรยี นรูดว ยกลุมรวมมือ 1. การทำงานเปนชวี ติ จรงิ เปนการทำงานรว มกับผูอื่น ผูเรียนจึงควรไดฝ กการทำงานแบบรวมมอื เพื่อเปน การเตรยี มผเู รียนไดร ูจ ักการทำงานรวมกบั ผูอนื่ 2. การทำงานเปน ทมี เปนลักษณะหน่ึงของการทำงานของนักวชิ าการ 3. การเรียนรูดวยกลุมรวมมือเปดโอกาสใหผูเรียนมีสวนรวมในกิจกรรมการเรียนสอนทุกคนและตอง ลง มอื ทำงานกบั เพื่อนสมาชกิ อยางจริงจัง จงึ เปนการสนบั สนุนใหผ ูเ รียนเปน ศูนยก ลางวิธหี น่งึ 4. การเรียนรูดวยกลุมรวมมืออาจจัดเปนกจิ กรรมการเรยี นการสอนประกอบหรอื เปน กจิ กรรมยอย ของวิธี สอนผูเรยี นแบบตาง ๆ ไดอยา งดี ขั้นตอนการเรียนรดู วยกลุมรวมมือ 1. ขั้นนำเขาสูบทเรียน ใชเวลาประมาณ 8 – 15 นาที เพื่อทบทวนเรื่องที่มาเรียนแลวและทบทวน บทบาทสมาชิกภายในกลุม 2. ขน้ั การทำงานกลมุ ใชเ วลา 25 – 30 นาที เปนขนั้ ที่ครูแจกอุปกรณห รอื สอ่ื การเรียน ผเู รยี น ปฏบิ ตั ิตาม บทบาทที่ไดรับมอบหมาย ใชเวลา 25 – 30 นาที เปนขั้นที่ครู แจกอุปกรณหรือสื่อการเรียน ผูเรียน ปฏิบัติตาม บทบาททไ่ี ดร บั มอบหมาย 3. ขน้ั ระดมสมอง ใชเ วลา 10 – 15 นาที เปนการเสนอผลงาน เสนอแนะรว มกันทงั้ หอ ง ใหแตล ะกลุมไดมี โอกาสแสดงความคิดเหน็ โดยครูคอยถามใหผ ูเรยี นเสนอความคดิ เห็นไดอ ยางเต็มท่แี ละทว่ั ถึง การประเมนิ 1. การเสนอผลงานของผูเ รยี นดวยวธิ ีตา ง ๆ 2. การทดสอบ 3. การสังเกตการณท ำงานของผเู รยี นแตละกลมุ 4. การแสดงความคิดเหน็ ของผเู รยี นในช้ันระดมสมอง ความหมายของการสอนแบบรว มแรงรวมใจ ทีน่ ิยมใชในปจ จบุ ันมี 7 รปู แบบ ดังนี้
1. จิกซอ (Jigsaw) เปนการสอนท่ีอาศัยแนวคิดการตอภาพ นกั เรยี นแตล ะคนจะไดศึกษาจากหัวขอยอย ของเนื้อหาท้งั หมดจากเอกสารทีค่ รจู ัดให นกั เรียนจะทำงานเปนกลุมกับเพื่อนที่ไดรบั มอบหมายใหศ ึกษาหัวขอยอย เดยี วกัน และกลบั ไปอธิบายใหเพื่อนสมาชิกในกลุมพื้นฐานของตนเอง 2. STAD (Student Teams – Achievement Division) เปนการสอนแบบเปนทีม การนำเสนอสิ่งที่ เรียน ทำงานเปนกลุม ทดสอบยอยโดยนักเรียนตางคนตางทำ และมีการรับรองผลงานของกลุมโดยการประกาศ คะแนนของ แตละกลุมใหทราบ ซึ่งการทดสอบยอยเพื่อประเมินความรูจะเปนตัวกระตุนความรับผิดชอบของ นักเรยี นแตล ะคน 3. LT (Learning Together: LT) เปนการสอนที่มีการกำหนดสถานการณและเงื่อนไขใหนักเรียนทำ ผลงานเปน กลมุ ใหแลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ แบงปนเอกสาร แบงงานที่เหมาะสมและการใหรางวลั 4. TAI (Team Assisted Individualization) เปนการสอนโดยใหนักเรียนไดลงมือทำกิจกรรมในการ เรียน ไดดวยตนเอง และสงเสริมความรวมมือภายในกลุม มีการแลกเปลี่ยนประสบการณเรียนรูและปฏิสัมพันธ ทางสงั คม 5. TGT (Team – Games - Tournaments) เปนการสอนแบบรวมมือกันแขงขันทำกิจกรรม กลุมใดมี แตม โบนสั สงู สุดจะใหร างวลั หรอื ติดประกาศ ไวใ นมุมขาวของหอ ง 6. GI (Group Investigation) เปนการสอนที่มอบหมายความรับผิดชอบอยางสงู ใหกับนักเรียน ในการ ที่จะ บงชี้วาเรียนอะไร ในการรวบรวมขอมูล วิเคราะหและตีความหมายสิ่งที่เราจะศึกษาโดยเนนการส่ือ ความหมายและ การแลกเปล่ยี นความคิดเหน็ ของกันและกันในการทำงาน 7. โปรแกรม CIRC (Cooperative Intergrated Reading and Composition) เปน โปรแกรมสำหรับ สอนการอา น การเรยี นและทักษะทางภาษา โดยเนนทห่ี ลักสูตรและวิธกี ารสอน มกี ารนำมาใชค วบคูกับการสอน แบบรว มแรงรวมใจ โดยครสู อนแลว ใหน กั เรียนฝกปฏิบัตภิ ายในกลมุ และประเมนิ ผลการเรยี นรไู ดเ อง เอกสารทเี่ กยี่ วขอ งท่ีเกี่ยวกบั ชุดกิจกรรม การศึกษาเกีย่ วกบั ชุดกจิ กรรม ความหมายของกจิ กรรม กิจกรรมเปนสิ่งที่มีคุณคาสามารถชวยใหผูเรียนเกิดการเรียนรูตามวัตถุประสงคซึ่งโดยมากจะ แทรกอยูใ นรูปของความสนกุ สนาน ไดมผี ใู หความหมายไวห ลายทาน ดงั น้ี จรินทร ธานีรตั น (อางใน วราภรณ ภูละคร, 2533: 12) ไดใหความหมายของคำวา กจิ กรรมดงั นี้ กจิ กรรม หมายถึง สภาพการเรียนรูใดๆ ทไี่ ดกระทำดวยความเต็มใจทง้ั ทางสมองและทางกาย เพือ่ เปนการ สนองความตอ งการของผูกระทำใหบ รรลุถงึ จุดมงุ หมาย เชน การคนควา การอภปิ ราย การแกปญ หา หรือการที่เด็ก ไดใชส วนตางๆ ของรา งกายและสมองประกอบกน็ ับเปนกจิ กรรมแลว
สมศักดิ์ สินธุระเวชญ (2544: 1) ใหความหมายกิจกรรมวาการปฏิบัติดวยตนเอง คือ เปนชุดของการ ปฏิบตั กิ ารตา งๆ ท่มี ีการเตรยี มการหรอื วางแผนไวเรียบรอ ยแลวผปู ฏบิ ัติบงั เกิดผลตามท่ีคาดหวงั ไว โรม วงศประเสริฐ (2545: 9) กลาววากิจใดๆ ที่ผูดำเนินการจัดการข้ึนมาอยางมีจุดมุงหมาย โดยมุงหมาย หวังเพื่อใชกระบวนการของกิจกรรมพัฒนาผูเขากิจกรรมตอไปโดยที่กิจกรรมอาจจะจัดในรมหรือกลางแจงก็ได ข้ึนอยกู บั ความเหมาะสมของแตล ะกิจกรรมที่เลอื กนำมาใช จากความคิดดังกลาวพอสรุปไดวา กิจกรรม หมายถึง สภาพการณหรือการกระทำที่ครูจัดขึ้นเพื่อให นักเรียนสามารถเขาใจบทเรียนไดงายกวา การสอนแบบธรรมดา ไดรับทั้งความรูความสนุกสนานและผูเรียนตอง กระทำดวยความเต็มใจ และเปนสิ่งที่ผูดำเนินการจัดเตรียมใหผูเขารวมลงมือปฏิบัติเพื่อใหเกิดผลตามที่ต้ัง วัตถุประสงคไ ว ในการพัฒนาชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาดานคุณธรรมจริยธรรมนั้น ใชหลักการพัฒนาชุดการสอน ดังนั้นใน การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ จึงศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับชุดการสอนชุดกิจกรรมน้ัน เปนนวัตกรรมการศึกษาชนิดหนึ่ง ที่ไดรับความสนใจจากนักการศึกษาและผูสอนเปนอยางมาก ตามลักษณะและ ความหมายของชุดกิจกรรม ไดมีนักการศึกษาไดใหความหมายไวหลายทา น ซึ่งนักการศึกษาไดศึกษาและรวบรวม ไวด งั น้ี ชัยยงค พรหมวงศ ( 2523: 118 ) ไดใหความของชุดกิจกรรมไววา “ชุดกิจกรรม เปนสื่อประสมที่ไดจาก กระบานการผลิต และนำสอื่ การสอนทส่ี อดคลองกับวิชาหนวยการสอนและหัวเร่ืองเพ่ือจะชว ยใหการเปลี่ยนแปลง การเรียนรูเปน ไปอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพมากย่ิงขึน้ ” วิชัย วงษใ หญ ( 2525: 115 ) กลาวถงึ ชุดกจิ กรรมไวว า “เปน ระบบการผลติ สื่อและนำสื่อการสอนหลายๆ อยางมาสัมพันธกันและมีคุณคาเสริมซึ่งกันและกัน สื่อการเรียนอยางหนึ่งอาจใชเพื่อเราความสนใจ ในขณะที่อีก อยางหนึ่งใชเ พื่ออธิบายขอเท็จจริงของเน้ือหาและอีกอยางหนึ่งอาจใชเพื่อเกิดการเสาะแสวงหาอันนำไปสูความใจ ลึกซึง้ ” ธีระชัย ปูรณโชติ ( 2532: 4-16 ) ไดกลาวไววา “ชุดกิจกรรมเปนสื่อประสมที่ไดจัดรวมการผลิตที่มีความ สอดคลองกับวิชาหนว ย ตัวเรือ่ งและวตั ถุประสงคของวชิ านัน้ ๆเพ่ือใหผูเ รยี นเกดิ การเรียนอยางมีประสิทธภิ าพ กรองกาญจน อรุณรัตน ( 2536: 265 ) ไดใหความหมายของชุดกิจกรรมวา “ชุดของสื่อประสมที่สอดคลองกับ เนื้อหาวิชาและประสบการณในแตละหนวย โดยนำวิธีการจัดระบบ เอาไวทั้งนี้เพื่อชวยในการเปลี่ยนแปลง พฤตกิ รรมของผูเรยี นใหบรรลตุ ามจุดมงุ หมายและชว ยใหการสอนของครูดำเนนิ ไปโดยสะดวกและมีประสิทธิภาพ จากความหมายดังกลาวพอสรปุ ไดว า ชดุ กิจกรรม หมายถงึ ชุดของสื่อประสมที่มกี ารจัดโปรแกรมการเรียน การสอนดวยวิธีการที่เปนระบบ โดยมีจุดมุงหมายเฉพาะที่สอดคลองกับหนวยการเรียน เพื่อทำใหผูเรียนเกิดการ เรียนรูอยา งมปี ระสิทธภิ าพ และเกดิ ความสะดวกตอการนำไปใชในชดุ กจิ กรรมแตล ะชุดประกอบดวย
ชุดการเรียน หมายถึง ชุดของโปรแกรมสื่อประสมที่มีการนำวิธีการจัดระบบมาใชในเนื้อหาการนำเสนอ เนือ้ หา และจดั กิจกรรมการเรียนเพ่ือใหผเู รยี นไดศึกษาดวยตนเองตามความสามารถในอัตราการเรียนและรูปแบบ การเรยี น ( Learning Style ) ของแตล ะคน ชุดกจิ กรรม หมายถงึ ชดุ ของส่ือประสม ( Multi Media ) ท่ีสอดคลอ งกับเนื้อหาวชิ าและประสบการณใน การเรียนแตละหนวย โดยนำวิธีการจัดระบบเอาไว ทั้งนี้เพื่อชวยในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรูของ ผูเ รียนใหบ รรลตุ ามจดุ มงุ หมายทีว่ างไวและชว ยใหการสอนของครูดำเนนิ ไปโดยสะดวกและมปี ระสิทธิภาพ หลักเกณฑใ นการเลือกกิจกรรม การวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู ผูสอนจะตองเลือกกิจกรรมที่มีความเหมาะสม เพื่อใหการเรียนรู เปนไปอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ มผี ูใหหลักเกณฑในการเลือกกจิ กรรมดงั น้ี สิริวรรณ ศรีพหล (2540: 477) กลาววาการเลือกกิจกรรมการเรียนในวิชาการสิ่งที่ผูสอนควรจะคำนึงถึง คือ กิจกรรมนั้นๆ จะกอใหผูเรียนไดประโยชนอยางเต็มที่ไดอยางไร ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรียนใดก็ตามสิ่งท่ี ผสู อนจะตองถามตนเองกอ นอืน่ วา กิจกรรมน้ันๆ มคี ณุ คา หรือไมเพยี งใดดังน้ี - กิจกรรมน้นั ๆ กระตุนความสนใจของผเู รียนหรือไม - กิจกรรมนั้นๆ กระตนุ ใหผเู รยี นรจู กั คิดหรือไม - กิจกรรมนัน้ ๆ เปด โอกาสใหผ ูเรียนสวนใหญไ ดมสี ว นรวมดว ยหรอื ไม - กจิ กรรมนน้ั ๆ สงเสริมประสบการณของผูเรียนใหก วา งขวางขน้ึ กวาเดมิ หรอื ไม - กิจกรรมนั้นๆ สงเสริมความสามารถเชิงสรางสรรคข องผูเ รียนหรอื ไม - กจิ กรรมนั้นๆ เชอื่ มหรอื สัมพันธก บั กจิ กรรมอื่นๆ ของโรงเรยี นหรอื ไม - กิจกรรมน้ันๆ ตอบสนองความตองการของผูเรียนหรือไม นอกจากนี้ วนั ทนีย จันทรเ อี่ยม (2541, หนา 1) ไดเ สนอเพิม่ เตมิ วา แนวทางการเลือกกจิ กรรมควร 1. เปนกิจกรรมที่สอดคลองกับวัตถุที่ตองการเรียนรูและสอดคลองกับความตองการของสมาชิกและควร พิจารณาถงึ ผลที่เกิดขนึ้ วาจะมีประโยชนห รอื โทษตอสมาชิกกลุมอยางไร 2. เปนกิจกรรมเหมาะสมกับระดับความสามารถของสมาชิก สามารถสอดแทรกความสนุกสนานเพื่อใหผู รว มกจิ กรรมเพลดิ เพลนิ ตอ การเรยี นรูหรอื เกดิ การเรยี นรูโดยไมรตู วั 3. เปนกิจกรรมที่สอดคลองกับสภาพของผูเขารวมกิจกรรม เชน เพศ อายุ เหมาะสมกับวุฒิภาวะและอยู ในความสนใจของสมาชิก 4. เปน กจิ กรรมท่ีเหมาะสมกับสถานทแ่ี ละเวลา 5. เปนกิจกรรมทส่ี มาชกิ ทกุ คนมโี อกาสเขา รวมทำกจิ กรรมและไดแ สดงออกโดยทวั่ ถึง
สรุปไดวา การเลือกกิจกรรมควรตั้งอยูบนหลักเกณฑที่มีความเหมาะสมของตัวผูเรียนเนื้อหาวิชาและ สภาพแวดลอมท่เี กีย่ วของ ความสำคัญของกจิ กรรม กิจกรรมการเรียนการสอน หมายถึง การดำเนินการตางๆ ในโรงเรียนทั้งโดยครู อาจารย นักเรียน การ สอนใหนักเรียนคนควา อภิปราย การบรรยาย การอบรม การสาธิต การปฏิบัติงาน การจัดนิทรรศการ การศึกษา นอกสถานท่ี และการทำกจิ กรรมตา งๆ ตามทีก่ ำหนดไวในหลกั สตู ร (ดนัย ไชยโยธา, 2534: 7) การจัดกิจกรรมนับวาเปนหัวใจสำคัญที่จะสงเสริมใหการเรียนการสอนประสบผลสำเร็จและบรรลุตาม จดุ ประสงคท่วี างไว การจดั กจิ กรรมตองเนนใหผเู รียนเปนธรรมชาติ เปนผูคิดและเปนผูปฏบิ ัตเิ องใหมากที่สุดเทาท่ี จะทำได ครูทำหนาที่ชวยเหลือและดำเนินกิจกรรมใหเปนไปตามจุดมุงหมายที่เรียกวานักเรียนเปนศูนยกลางการ เรยี นรูส ิ่งทผี่ สู อนจะตองเตรียมการใหมากทส่ี ุด คือ กิจกรรมการเรยี นการสอน ขอควรคำนึงในการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน 1. ชว ยสนองความสามารถในการเรียนรูของผูเรียนไดอยา งท่วั ถงึ 2. ผูเ รียนมสี วนรวมและสนุกสนาน 3. ชวยใหผเู รยี นคดิ เปน ทำเปน แกป ญ หาเปน 4. ชวยสนองพฒั นาการทางดา นรางกาย อารมณ สังคม และสติปญ ญาของผเู รยี นประโยชนข องกจิ กรรม ความสำคญั ของชุดกิจกรรม ไดมีการเผยแพรแนวคิดเร่ืองส่ือการสอนและศึกษาวิจัยโดยนักศึกษาพบวา ชุดกจิ กรรม มปี ระโยชนตอการ จัดการเรียนการสอนดังที่ สุนันท ปทมาคม ( อางใน นิพนธ ประพินพงศกร, 2527: 32-33 ) ไดกลาววาไมวาชุด กิจกรรมประเภทใดยอ มมคี ณุ คา และประโยชนต อ การเพิ่มคุณภาพการเรยี นรูในการเรยี นการสอน คือ 1. ชวยผูสอนใหถายทอดเนื้อหาและประสบการณที่สลับซับซอน และมีลักษณะเปนนามธรรมสูง เชน อวัยวะในรางกาย การทำงานของเคร่อื งกล ฯลฯ ซ่ึงผสู อนไมสามารถถายทอดดว ยการบรรยายไดด ี 2. ทำใหการเรียนการสอนเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะชุดกิจกรรมผลิตขึ้นจากกลุมบุคคลที่มีความรู ความชำนาญหลายดา น และมีการทดลองใชจนแนใ จแลว วา ไดผลดจี ึงนำออกมาใช 3. ชุดกิจกรรมลดภาระของผูสอน เมื่อมีชุดการเรียนสำเร็จรูปแลว ผูสอนจะดำเนินการสอนตาม คำแนะนำที่บอกไวในชุดกิจกรรมตามลำดับขั้น แตละขั้นจะมีอุปกรณ กิจกรรมตลอดจนขอแนะนำไวใหพรอม ผสู อนไมจ ำเปนตอ งทำใหมอ ีกหรอื ทำเพิ่มจะใชไ ดทันที 4. ผูเรียนจะไดความรูในแนวเดยี วกันกับการสอนปกติ เมื่อมีผูสอนหลายคนท่ีทำการสอนในวชิ าเดียวกัน ก็อาจเกิดความแตกตางในดานประสิทธิภาพของการสอน การมีชุดกิจกรรมจะแกปญหาในเรื่องนี้ไดทั้งหมด แม ผูเ รยี นจะมีจำนวนมากเทา ใดก็ชวยแกป ญ หาไดเ ปนอยางดี
5. ชวยเราความสนใจของนักเรียนตอสิ่งที่กำลังศึกษา เพราะชุดการเรียนเปดโอกาสใหผูเรียนมีสวนรวม ในการเรียนดวยตนเอง 6. ประหยัดเวลา แรงงาน และรายจา ย ครไู มตอ งเตรยี มงานสอนหนักมาก ไมต อ งจัดทำใหม ใชส ะดวกได นานหลายป 7. แกป ญ หาในโรงเรยี นท่ีมคี รไู มค รบชั้น 8. ใชไ ดท ุกระดับการศึกษา 9. เปดโอกาสใหผ ูเรียนตามความสามารถและความตอ งการตน อตั ราการเรียนของแตละคนจะมีมากนอย แตกตางกันไปตามความสามารถ ชุดการเรียนนี้จะชวยใหทุกคนไดประสบความสำเร็จทางการเรียนไดทั้งสิ้น ตาม อัตราการเรยี นของผูนัน้ 7. งานวิจยั ทีเ่ กย่ี วของ งานวิจยั ในประเทศ นุชนาฎ วรยศศรี (2558) ไดศึกษาปจจัยที่มีความสัมพันธกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วัตถุประสงคเพื่อ ศึกษาความสัมพันธระหวางปจจัยดานตัวผูเรียนคือนิสัยในการเรียนและเจตคติตอการเรียน ปจจัยดานสังคม คือ ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวและการสงเสริมของทางบาน ปจจัยดานการเรียนการสอน คือ บรรยากาศทาง วิชาการและการรับรูพ ฤตกิ รรมการเรียนการสอน กับผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นของนกั ศึกษา พบวาตวั แปรท่ีสามารถ สง ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น คือ เจตคติตอ การเรียนซ่ึงเปนตัวแปรหน่ึงของ ปจจยั ดา นตัวผูเ รยี นทีม่ อี ำนาจพยากรณ ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนภาษาอังกฤษไดร อยละ 21.80 อยางมีนัยสำคัญทางสถติ ิทรี่ ะดับ 0.01 และปจ จัยดา นสังคม ไดแก การสงเสริมทางการเรียนของทางบาน มีความสัมพันธทางบวกกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยางมีนัยสำคัญ ทางสถติ ทิ ่ี ระดบั 0.01 และปจจยั ดานตัวผูเรียนไดแก เจตคตติ อ การเรียนวชิ าตางๆ เปนปจจัยท่ีสามารถพยากรณ ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นของนกั เรียนไดร อยละ 21.80 อยา งมีนัยสำคัญทางสถติ ิทร่ี ะดบั 0.01 สุกัญญา จันทรแดง (2559) ไดศึกษาผลการจัดการเรียนดวยชุดการสอนแบบรวมมือที่มีตอผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและความสามารถ ในการทางานรวมกัน วิชาการงานอาชีพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 ผลการวิจัยพบวา 1. ผลการเรียนรูทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนดวยชุดการสอนแบบรวมมือ มีผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนสูงกวากอนเรียน อยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2. ความสามารถในการทางานรวมกันของ นกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปที่ 6 ทเ่ี รยี นดว ยชุดการสอนแบบรว มมือ มีพฤติกรรมในการทางานรวมกันอยใู นระดับ ดี มาก 3. ความคิดของนักเรียนเห็นตอการเรยี นการสอนดวยชุดการสอนแบบรวมมือ อยใู นระดบั ดีมาก นิภาพร ปาระแกว (2560) ไดทำการศึกษาวิจัยเรื่องความคิดเห็นเกี่ยวกับปจจัยที่สงเสริมการใชสื่อการ สอนของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกดักรมสามัญศึกษาจังหวัดขอนแกน มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาความคิดเห็น เกี่ยวกับปจจัยที่สงเสริมการใชสื่อการสอนของครูใน 3 ปจจัยคือ 1) ปจจัยเกี่ยวกับสื่อการสอน 2) ปจจัยเกี่ยวกับ สภาพแวดลอมภายในโรงเรียน 3) ปจจัยเกี่ยวกับแรงจูงใจกลุมตัวอยางท่ีใชในการศึกษาคร้ังน้ีคือครูผูสอนใน โรงเรียนมัธยมศกึ ษา สงั กดกั รมสามญั ศึกษา จังหวัดขอนแกน ซ่งึ ไดจ ากการสุม แบบหลายขนั้ ตอน จำนวน 346 คน จากประชากรจำนวน 3,461 คน ซ่ึงผลการวจิ ัยพบวา ปจ จัยเก่ียวกบั สอื่ การสอน เปน ปจจยั ทสี่ งเสรมิ การใชส่ือการ
สอนของครู ในระดบั มาก ปจจยั เกี่ยวกับสภาพแวดลอมภายในโรงเรียน เปนปจ จยั ทสี่ ง เสรมิ การใชส ่ือการสอน ของ ครูในระดบั ปานกลาง และปจ จยั เก่ยี วกบั แรงจงู ใจ เปนปจ จยั ทส่ี งเสรมิ การใชส อ่ื สอนของครูในระดับปานกลาง อรวรรณ สัมฤทธ์ิ (2561) การศึกษาวิจัยเร่ืองนี้มีวัตถปุ ระสงคเพื่อศึกษาปจจยั ที่มผี ลตอการใชส่ือการสอน ตามความคิดเห็นของครูโรงเรียนประถมศึกษา กลุมตัวอยางที่ใชในการวิจัยไดแ กครูผูปฏิบัติหนาที่สอนในโรงเรยี น จำนวน 286 คน เครือ่ งมอื ทีใ่ ชในการเก็บขอมลู เปน แบบตรวจรายการและแบบมาตราสวนประมาณคาสถิติท่ีใชใน การวิเคราะหขอมูลใชคารอยละคาเฉลี่ยคาความเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะหระดับ ปจจัยและการใชส่ือการสอน ผลการวิจัยพบวา 1) ปจจัยที่มีผลตอการใชสื่อการสอนตามความคิดเห็นของครูอยูในระดับ ปานกลางและเมื่อ พจิ ารณาแตละปจจัย พบวาปจจยั ดานตัวครูและปจจัยดานผูเรียนเปนปจจัย ทม่ี ผี ลตอการใชส ่ือการสอนตามความ คดิ เหน็ ของครูอยูในระดับมาก สว นปจ จยั ดา นการสนับสนุนสงเสริมจากโรงเรียน เปนปจจยั ทม่ี ีผลตอการใชสื่อการ สอนตามความคดิ เหน็ ของครูอยใู นระดบั ปานกลาง 2) ระดบั การใชส ื่อการสอนของครมู สี ภาพการปฏบิ ัตโิ ดยรวมอยู ในระดบั มาก เมอื่ พิจารณาเปน รายขนั้ ตอนพบวาสภาพการปฏบิ ตั ิทกุ ขัน้ ตอนอยใู นระดบั มาก งานวจิ ยั ในตางประเทศ โพลิทเซอร (Politzer 2014 : 54-68) ศึกษาพฤติกรรมการเรียนรูภาษาและความสัมพันธ ของพฤติกรรม การเรียนรูภาษากับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาของนักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษเปนภาษาที่สองในระดับ มหาวิทยาลัย พบวาสาขาวิชาเปน องคประกอบทส่ี ำคัญในการเรียนภาษา แบบเขมของนักศกึ ษา ซ่ึงมีความแตกตาง กันระหวางนักศึกษาที่เรียนสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร และคณิตศาสตรกับสาขาธุรกิจสังคมและการศึกษา ตอมา โพลิทเซอร ( Politzer 2014 : 67-68) ไดศกึ ษาในทำนองเดยี วกัน พบวาสาขาวชิ าเอกของนักศึกษามหาวิทยาลัยมี อิทธิพลตอการเลือกใช กลวิธีการเรียนภาษาที่สอง โดยเฉพาะอยางยิ่งนักศึกษาสาขาวิชาเอกมนุษยศาสตร สังคม วิทยาและ สาขาการศึกษาสามารถใชกลวิธีการเรียนไดดีกวานักศึกษาสาขาวิชาคอมพิวเตอร สาขาวิชาเอก คณติ ศาสตรและคณติ ศาสตร โอมอลลี่และคณะ (O’Malley and others 2016 : 32-41) ศึกษาการประยุกตใชกลวิธีการเรียน ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่เรียนภาษาอังกฤษเปนภาษาที่สอง จำนวน 70 คนและครูสอน ภาษาองั กฤษจำนวน 22 คน เก็บขอมูลโดยการสัมภาษณและบนั ทึกเสียง แบบสมั ภาษณป ระกอบดว ยคำถามตางๆ ท่ใี หน กั เรยี นอธบิ ายประเภทของกลวธิ ีการเรยี นภาษาอังกฤษใน การพดู การออกเสียงคำศพั ท การปฏบิ ัติตามคำส่ัง การใชภาษานอกชนั้ เรยี นและการฟง นอกจากนี้ผูว ิจัยไดสังเกตการเรียนการสอนในช้ันเรียนและสมั ภาษณครูผูสอน แตละคนวาไดสอน กลวิธีการเรียนภาษาอังกฤษใหแกนักเรียนหรือสังเกตการณการใชกลวิธีการเรียนของนักเรียน หรือไม ผลการศึกษาพบวา นักเรยี นใชก ลวธิ กี ารเรียนภาษาอังกฤษอยใู นระดับตำ่ และปานกลาง และนักเรียนมักใช กลวธิ ีการเรยี นภาษากบั การเรียนแบบจลุ ภาษา (Discrete tasks) ซ่ึงเปน การเรียนรคู ำศัพท การฟง การออกเสียง และการเรียนไวยากรณเฉพาะเรื่องมากกวาการเรียนแบบ ทักษะสัมพันธ (integrative tasks) ทั้งนี้อาจเปน เพราะ ขณะที่เรียนในชั้นเรียนนักเรียนมีโอกาสได ฝกกิจกรรมทางภาษานอยมาก นอกจากนี้ยังพบวาครูสวนใหญไมมี ความรูเรื่องกลวิธีการเรียน ภาษา ไมเคยแนะน ากลวิธีการเรียนใหนักเรียนในขณะที่สอนและไมเคยสังเกตการใช กลวิธี การเรียนของนกั เรียน
กิลเลตต (Gillette 2017 : 268-278) ศึกษาวิธีการเรียนรูและแรงจูงใจในการเรียนของผูที่ประสบ ผลสำเร็จในการเรียนภาษาตางประเทศ 2 คน เปนการศึกษาเฉพาะกรณี โดยใชวิธีการที่ ใหผูเรียนทั้ง 2 คน พิจารณาการเรียนของตนเอง การสังเกตการณการเรียนในชั้นเรียน การสัมภาษณ แบบสอบถามวัดทัศนคติและ แรงจูงใจในการเรียนภาษาตางประเทศ ผลการศึกษา พบวา ผูเรียนทั้งสองเรียนภาษาโดยเนนที่ความหมายของ ภาษามากกวากฎเกณฑ มีความกลาที่จะ ลองใชภาษา สนใจพื้นฐานทางสังคมและวัฒนธรรมของเจาของภาษา ต่ืนตัวตอ การเรยี นรูอยเู สมอ สามารถควบคมุ กระบวนการเรียนรขู องตนเองไดอยางเตม็ ที่ ใชก ลวธิ ีการเรียนภาษาท่ี เปนของ ตนเอง ไมเ คยเลียนแบบกลวธิ ีการเรียนของผูอนื่ นอกจากนี้ ยงั มคี วามอดทนตอความกำกวมของภาษา มี บุคลิกภาพกลา แสดงออก มีความเขา ใจ พงึ พอใจในการเรยี นภาษาและมกี ารรบั รูเก่ียวกบั ความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) สวนเรื่องแรงจูงใจนั้นผูเรียนมีแรงจูงใจเชิงเครื่องมือ (Instrumental motivation) มากกวา แรงจูงใจเชิงบูรณาการ (Integrative motivation) และมีรูปแบบ ของการเรียนแบบมองภาพรวม เปนการเรียน ภาษาแบบทกั ษะสัมพนั ธม ากกวาการมองรายละเอียด ซึ่งเปนการศึกษาขอ ปลีกยอ ยของภาษา ซู (Su 2018 : 351) ไดทำการวิจัยถึงคุณคาและประโยชนของบทบาทสมมติ (Role-play) ซึ่งชวยให นกั เรียนมสี มรรถภาพในการสอ่ื สาร (Communicative competence) ในชั้นเรียน บทบาทสมมติทำใหนักเรียนท่ี เรียนวิชาตา งๆ ในฐานะของภาษาตางประเทศ (EFL) อยใู นสถานการณ การพูดเพื่อการสื่อสารที่คลายคลึงกับชีวิต จริง สถานการณเชนน้ที ำใหนักเรยี นพฒั นาทักษะการพูด ผลการวจิ ยั พบวา บทบาทสมมตมิ ปี ระสิทธิภาพในการลด ความกลัวของนักเรียนในการพูดและชวยใหนักเรียนรูพฤติกรรมการเรียนวิชาตางๆ ยิ่งไปกวานั้นนักเรียนมี ประสิทธภิ าพในการสอื่ สารมากขน้ึ สามารถเชื่อมโยงเน้อื หาหลายวชิ าเขา ดว ยกันไดเ ปนอยา งดี
บทท่ี 3 วิธกี ารดำเนนิ การวจิ ยั กลมุ เปาหมาย ประชากร นกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปท่ี 3 กลมุ ตวั อยา ง นกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปท่ี 3 จำนวน 40 คน วิธีการเก็บรวบรวมขอมูล 1. ชี้แจงวิธีการเรียนการสอนแบบรวมแรงรวมใจตอนักเรียนในชั้นเรียน โดยครูผูสอนทำการแบงกลุม นักเรียนเปน กลมุ ยอย ๆ โดยแตล ะกลุม มีสมาชกิ จำนวนเทา ๆ กนั หรือใกลเคียงกนั 2. ผูสอนพิจารณาความเหมาะสมของกลุมเพื่อใหสมาชิกของกลุมมีความรูความสามารถแตกตางกันโดย พิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยในชั้นเรียน ผลการเรียนและผลการปฏิบัติงานมอบหมายในรายวิชา ในเดือนสิงหาคม ของการเรยี นประกอบการพิจารณา 3. ผสู อนชีแ้ จงระเบยี บการเรียนการสอนแบบรว มแรงรว มใจ โดยรปู แบบ STAD ตลอดจนการทำงาน ท่ี มอบหมายจากผสู อนและการทำงานท่ีมอบหมายจากกลมุ 4. งานที่มอบหมายจากกลุมมอบหมายหนาที่ใหปฏิบัติงานและความรับผิดชอบการทำงานในกลุมและ กระตุน ใหเห็นความสำคญั ของความสำเรจ็ ของกลุม 5. ติดตามสังเกตพฤติกรรมหลังจากปรบั เปล่ียนวธิ ีการสอน 6. เกบ็ รวบรวมคะแนนประเมนิ ผลทั้งกอนเรียนและหลงั เรียนมาทำการเปรียบเทียบกนั เครอื่ งมือในการวิจัย 1. รปู แบบการสอนแบบรวมแรงรว มใจ โดยวิธี STAD 2. แผนการจดั การเรียนรู ใบงาน แบบฝกทักษะ 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น 4. แบบสังเกตพฤตกิ รรมความรบั ผดิ ชอบ เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูลสำหรับการวิจัยครั้งนี้ เปนแบบสอบถาม (Questionnaire) โดย ผูวิจัยสรางจากแนวคิดที่ไดจ ากการศึกษาเอกสารและงานวิจยั ที่เกี่ยวขอ ง มีเนื้อหาเกี่ยวกับการวจิ ยั ของครู ในดาน ความเชื่อ ทัศนคติ และคานิยมในการทำวิจัยของครู เพื่อศึกษาสภาพปจจุบันดานนโยบาย การบริหารงานวิจัย ปจจัยที่เอื้อตอการทำวิจัยของครู และพัฒนาจากเครื่องมือการวิจัยของ ภัทรวดี เทพพิทักษ (2550 : 103 - 112) พงศพ ัชรนิ ทร พุธวฒั นะ (2545 : 258 - 266) พฤกษวรรณ ทองมาก (2549 : 105) โดยแบงเปน 5 ตอน ดงั น้ี ตอนที่ 1 ปจ จัยสว นบคุ คลของครูแบบตรวจสอบรายการ (Check List) และแบบใหเ ตมิ คำในชอ งวาง รวม 7 ขอ ตอนท่ี 2 สภาพการทำวิจยั ของครแู บบตรวจสอบรายการ (Check List) และแบบใหเติมคำ ในชองวาง รวม 22 ขอ
ตอนท่ี 3 ความเชอ่ื ทัศนคติ และคานยิ มดานการทำวิจยั ของครู จำนวน 34 ขอ แบบมาตราสว นประมาณ คา (Rating Scale) มี 5 ระดับ โดยมหี ลักเกณฑก ารใหคะแนน ดงั นี้ 1. กรณที ่ีขอความมีลกั ษณะในทางบวก (Positive) ซ่ึงไดแ กค ำถามขอที่ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12, 15, 16, 17, 18, 20, 22, 26, 28, 30, 31, 32,34 มหี ลกั เกณฑการใหค ะแนน ดังน้ี ครูมที ศั นะตอความเช่ือ ทศั นคติ และคานยิ มการทำวจิ ยั ในระดับมากที่สุด เทากับ 5 คะแนน ครูมที ศั นะตอความเชื่อ ทัศนคติ และคานยิ มการทำวจิ ัย ในระดับมาก เทา กับ 4 คะแนน ครมู ีทัศนะตอความเช่ือ ทศั นคติ และคานิยมการทำวจิ ัย ในระดับปานกลาง เทากบั 3 คะแนน ครมู ที ัศนะตอความเชื่อ ทัศนคติ และคานิยมการทำวิจยั ในระดับนอ ย เทากบั 2 คะแนน ครมู ที ัศนะตอ ความเชอื่ ทัศนคติ และคานยิ มการทำวิจยั ในระดับนอยทส่ี ดุ เทา กบั 1 คะแนน 2. กรณที ี่ขอความมีลกั ษณะในทางลบ (Negative) ซึ่งไดแ กค ำถามขอท่ี 13, 14, 19, 21, 23, 24, 27, 29, 33 มีหลักเกณฑการใหค ะแนน ดงั นี้ ครูมที ศั นะตอความเช่ือ ทศั นคติ และคานยิ มการทำวจิ ัย ในระดับมากทส่ี ดุ เทากับ 1 คะแนน ครมู ีทัศนะตอความเช่ือ ทศั นคติ และคานิยมการทำวจิ ยั ในระดบั มาก เทากับ 2 คะแนน ครูมีทศั นะตอความเช่ือ ทัศนคติ และคานิยมการทำวจิ ยั ในระดับปานกลาง เทากบั 3 คะแนน ครูมที ศั นะตอความเช่ือ ทศั นคติ และคานยิ มการทำวจิ ยั ในระดับนอย เทากบั 4 คะแนน ครูมีทัศนะตอ ความเช่อื ทศั นคติ และคา นยิ มการทำวจิ ยั ในระดับนอ ยทีส่ ุด เทา กับ 5 คะแนน ตอนที่ 4 ความคิดเห็นเกยี่ วกับปจจัยทีเ่ อื้อตอการทำวิจยั เปนแบบสอบถามมาตราสวนประมาณคา (Rating Scale) ตามแบบของลคิ เอิรท (Likert, อา งถึงในผองศรี วาณิชยศ ภุ วงศ, 2546 : 132) แบง เปน 5 ระดับ โดยใชเ กณฑการใหค ะแนนดังนี้ ระดบั 5 หมายถึง ครมู ที ัศนะตอ ปจจัยท่เี ออ้ื ตอการทำวจิ ยั ในระดับมากท่สี ุด ระดบั 4 หมายถึง ครมู ีทัศนะตอปจ จยั ทเี่ ออื้ ตอการทำวิจัยในระดับมาก ระดบั 3 หมายถึง ครูมีทัศนะตอปจ จัยท่เี อื้อตอการทำวจิ ยั ในระดบั ปานกลาง ระดบั 2 หมายถึง ครูมีทัศนะตอ ปจ จยั ท่เี ออื้ ตอการทำวจิ ยั ในระดบั นอย ระดับ 1 หมายถึง ครูมที ัศนะตอ ปจ จยั ทเ่ี อ้ือตอการทำวจิ ัยในระดบั นอยท่ีสดุ ตอนที่ 5 เปนแบบสอบถาม มีลักษณะเปนแบบสอบถามปลายเปดเกีย่ วกับขอ เสนอแนะในการพฒั นา วัฒนธรรมวิจยั ของครู การสรางและการหาคณุ ภาพเครอื่ งมอื การสรางเครื่องมอื ท่ีใชใ นการวจิ ยั มรี ายละเอยี ดการสรางเครื่องมอื ดังนี้ 1. คูมือการใชเพื่อสงเสริมความคิดสรางสรรค โดยใชฐานทฤษฎีความคิดสรางสรรคในชุดกิจกรรม ของ นักเรยี น ผวู ิจัยไดดำเนินการสรางคมู อื ตามข้นั ตอน ดงั น้ี 1.1 กำหนดเนอ้ื หาทจ่ี ะเขียนในคมู ือการใชช ุดกจิ กรรมตางๆ 1.2 ศกึ ษารายละเอียดตา งๆ ของชดุ กจิ กรรมวาดทีผ่ ูวิจยั สรา งขึ้นทัง้ 4 ชดุ 1.3 ดำเนินการเขียนสวนประกอบตางๆ ที่กำหนดไวในคูมือการใชชุดกิจกรรม ซึ่งมีรายละเอียด ตามขน้ั ตอนดงั นี้ 1.3.1 ขอแนะนำในการใชชุดกจิ กรรม
1.3.2 กำหนดการจัดการเรียนรู สำหรับนกั เรยี น 1.3.3 แผนการจัดการเรียนรูโดยกำหนดเปนแผนการจัดการเรียนรู ซึ่งในแตละแผน ประกอบดวย - มาตรฐานการเรยี นรู - สาระสำคญั ของเน้ือหา - ผลการเรยี นรูทคี่ าดหวัง - จุดประสงคก ารเรียนรู - สาระการเรียนรู - กจิ กรรมการเรยี นรู - ภาระชิน้ งาน - ส่อื การเรยี นรู - การวดั ผล และประเมนิ ผล - เคร่อื งมือที่ใชประเมนิ - เกณฑก ารใหคะแนน - บันทึกหลังสอน - ขอ เสนอแนะของอาจารยที่ปรกึ ษา 1.4 นำคูมือการใชชุดกิจกรรมตางๆ ที่ผูศึกษาไดจัดทำขึ้นไปใหผูเชี่ยวชาญ ตรวจสอบคุณภาพ ของคูม ือการใชแ บบฝก เสรมิ ทกั ษะทางวิชาการในดา นตาง ๆ ประกอบดว ย 1.4.1 ดา นความเหมาะสมของกำหนดการจัดการเรียนรู 1.4.2 ดา นขอ แนะนำในการใชแ บบตามความคดิ สรางสรรค 1.4.3 ดานความเหมาะสมของเนือ้ หาสาระการเรยี นรู 1.4.4 ดานความสอดคลอ งของจุดประสงคก ารเรียนรกู บั สาระการเรยี นรู 1.4.5 ดา นความเหมาะสมของกิจกรรมการจัดการเรยี นรู 1.5 นำผลการตรวจสอบของผูเชี่ยวชาญมาหาคาเฉลี่ยของความสอดคลอง หรือคา IOC โดยใช เกณฑ คะแนน 1 สำหรับขอ ความท่ีมคี วามสอดคลองกับเน้ือหา คะแนน 0 สำหรบั ขอ ความที่ไมแ นใ จวา มีความสอดคลองกับเนอ้ื หา คะแนน -1 สำหรับขอความท่ีไมมคี วามสอดคลอ งกับเน้ือหา การใชสถติ วิ เิ คราะหขอมลู วิเคราะหขอมูล โดยใช คาสถิติพื้นฐานทั่วไป เชน คาเฉลี่ย คารอยละ คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช t – test ประเภท Dependent Samples ทนี่ ัยสำคัญทางสถิตทิ ี่ .05 เพ่ือเปรียบเทียบความแตกตางของคาเฉลี่ย แบบทดสอบ ของการทำแบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียนจากการใชกิจกรรมการสอนแบบรวมแรงรวมใจ STAD มคี า สถิตติ างๆ ดงั นี้
1. สถติ พิ ืน้ ฐาน ทีน่ ำมาใชว ิเคราะหขอมูลในการวิจยั ครั้งนมี้ ีดงั ตอ ไปนี้ คาเฉล่ยี ∑ ������������ ������������̅ = ������������ แทนคา ������������̅ คือ คา เฉลยี่ ∑ ������������ คือ ผลรวมของคะแนนของผูเ รยี น ������������ คือ จำนวนผูเรียน 2. สถิตพิ ืน้ ฐานท่ใี ชใ นการหาคุณภาพเครื่องมอื ∑ ������������ ������������ ������������������������������������ = แทนคา ������������������������������������ คือ ดัชนคี วามสอดคลองระหวา ง -1 ถึง +1 ∑ ������������ คือ ผลรวมคะแนนความคิดเหน็ ของผเู ช่ยี วชาญทั้งหมด ������������ คือ จำนวนผูเชย่ี วชาญทั้งหมด 3. สถติ ิท่ใี ชในการทดสอบสมมตฐิ าน ขัน้ ตอนการทดสอบสมมติฐานทางสถิตมิ ีดังนี้ 1. ต้งั สมมติฐานหลัก (H0) และสมมตฐิ านทางเลือก (H1) ใหมีความหมายตรงขามกันเสมอ 2. กำหนดระดับนยั สำคญั α 3. เลือกตวั สถิตทิ ดสอบที่เหมาะสม แลวหาจุดวิกฤตเพ่อื กำหนดบรเิ วณปฏเิ สธ H0 ให สอดคลอง กบั H0 และ α 4. คำนวณคา สถติ ทิ ี่ใชทดสอบจากตัวอยา งขนาด n ที่สุมมา 5. ตดั สินใจยอมรับหรือปฏิเสธ H0 โดยพิจารณาจากเง่ือนไขนี้ ถาคา สถติ ทิ ดสอบที่คำนวณไดจ าก ขน้ั ตอนที่ 4 ตกอยูในบรเิ วณยอมรบั เราจะตดั สนิ ใจยอมรับ H0 แตห ากตกอยูบรเิ วณปฏิเสธ จะตดั สนิ ใจ ปฏเิ สธ H0 6. สรปุ ผล 4. คา รอยละ (Percentage) ใชส ตู รดงั น้ี ������������ ������������ ������������ = ×100 แทนคา ������������ คือ รอยละ
∑ ������������ คือ ความถที่ ่ีตองการแปลงใหเปน รอ ยละ ������������ คือ จำนวนความถ่ที งั้ หมด 5. คา เบ่ยี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใชส ูตร Ferguson (Ferguson, 1981 : 49) ������������. ������������. = �2 ∑ ������������2 − (∑ ������������)2 ������������(������������ − 1) แทนคา ������������. ������������. คอื คาความเบีย่ งเบนมาตรฐาน ∑ ������������2 คอื ผลรวมของกำลังสองของคะแนน (∑ ������������)2 คือ ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกกาลงั สอง ������������ คือ จำนวนคนในกลุมตัวอยาง นำขอมูลที่ไดจากการทำแบบทดสอบกอนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียนมาสรางตาราง เปรียบเทียบคะแนนสอบกอนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนของนักเรียนรายบุคคลมา เพื่อดูพัฒนาการ ของนักเรียนและจดุ บกพรองตอ ไป คาความยากงายของขอสอบ เปนการตรวจสอบคุณภาพของขอสอบเปนรายขอ เพื่อพิจารณาวาขอสอบแตละขอนั้น มีระดับความ ยากหรือคาความงาย ( Difficulty index or Easiness ) และคาอำนาจจำแนกของขอสอบ ( Disciminant index ) เพียงใด รวมทั้งพิจารณาถึงประสิทธิภาพของตัวลวงในขอเลือกตอบของขอสอบขอนั้นดวย ผลการ วเิ คราะหจ ะทำใหท ราบวาขอสอบแตละขอมีความเหมาะสมมากนอยเพียงใด ขอสอบที่มคี ุณภาพจะสามารถนำไป วัดและประเมนิ ผลไดอยา งเทยี่ งตรงและเชื่อมั่นได แบบทดสอบทด่ี ตี องมีความยากงา ยพอเหมาะ คอื ไมยากเกินไป และไมงายเกินไป ความยากงายของ แบบทดสอบพิจารณาไดจากผลการสอบของแบบทดสอบฉบับนั้นเปนสำคญั การพจิ ารณาความยากงาย พจิ ารณาดังนี้ 1. การพิจารณาความยากงา ยของแบบทดสอบทง้ั ฉบบั 1.1 พิจารณาจากคะแนนรวมของแบบทดสอบทั้งฉบับ โดยพิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยของ คะแนนรวมทั้งฉบับ - หากคะแนนเฉลี่ยสูงกวาครึ่งหนึ่งของคะแนนเต็ม แสดงวาแบบทดสอบฉบับนั้นงายหรือ คอ นขา งงา ย - หากคะแนนเฉลี่ยต่ำกวาครึ่งหนึ่งของคะแนนเต็ม แสดงวาแบบทดสอบฉบับนั้นยากหรือ คอ นขา งยาก 1.2 พิจารณาจากคาความยากงายของขอคำถามรายขอ โดยพิจารณาคาเฉลี่ยของความยากราย ขอ ทั้งฉบบั ความยากงา ยของขอ สอบรายขอมคี าอยรู ะหวา 0 – 1.00 - หากคาเฉลี่ยคาความยากงายรายขอทั้งฉบับสูงกวา .50 แสดงวาแบบทดสอบฉบับนั้นงาย หรือ คอนขา งงาย
- ถาคาเฉลี่ยของคาความยากงายรายขอทั้งฉบับต่ำกวา .50 แสดงวาแบบทดสอบฉบับนั้น ยาก หรือคอ นขา งยาก 2. การพิจารณาความยากงา ยของแบบทดสอบรายขอ พจิ ารณาจำนวนผูต อบถกู ในแตล ะขอ - ถา ขอใดที่มผี ูตอบถูกมากกวาครงึ่ หนึ่งของผูส อบ แสดงวา เปน ผูส อบท่ีงายหรือคอ นขางงาย - ถามีจำนวนผูตอบถูกนอยกวาครึ่งหนึ่งของผูสอบทั้งหมด แสดงวายากหรือคอนขางยาก คา ความยากงายของขอสอบ หมายถึง สัดสวนของผูที่ตอบขอคำถามนั้นถูก ซึ่งนิยมใหแทนคา “ P ” มี คา ต้งั แต 0 ถงึ 1.00 สูตร P = จำนวนผตู อบถูก จำนวนผูเขา สอบ การแปลความหมายคา P : อาจแบงไดเปน 5 ชว ง ดังน้ี คา P ระดับความยาก ความหมายเทียบสอบจาก การพิจารณา ผสู อบ 100 คน ควรปรับปรงุ หรอื ตัดทิ้ง 0 - .19 ยากมาก มผี ูต อบถูกไมถ งึ 20 คน .20 - .39 คอนขางยาก มผี ตู อบถูก 20 - 39 พอใชได .40 - .59 ยากพอเหมาะ มผี ูตอบถูก 40 - 59 ใชไ ด .60 - .80 คอ นขางงาย มผี ูตอบถูก 60 - 80 พอใชได .81 - 1.00 งายมาก มผี ตู อบถูก 81 - 100 ควรปรบั ปรงุ หรือตัดทิ้ง ดังนน้ั คา ความยากงาย ( p ) ของขอสอบท่คี วรนามาใชควรมาคาระหวาง .20 - .80 ประโยชนของการวิเคราะหขอ สอบ 1. ทำใหทราบขอมูลพ้นื ฐานของตัวขอสอบและคำตอบ รวมถึงขอ สอบแตล ะขอไดทำหนาที่วัดผล สมั ฤทธิ์อยา งมคี ุณภาพเพียงใด 2. ชีใ้ หเ หน็ ถึงจุดออนท่ีผูสอนหรือผูเรยี นตองปรบั ปรุงแกไข เพ่ือพฒั นาความสามารถและทักษะ ของผเู รยี นใหเปน ตามท่ีคาดหวัง 3. เปนพน้ื ฐานสำคญั ในการปรับปรุงพฒั นาการเรียนการสอน โดยเฉพาะอยางย่งิ ดานพฤติกรรม การเรียนรทู ีเ่ หมาะสมสำหรับเน้อื หาวิชาน้นั ๆ 4. ชวยเพิ่มทักษะในการสรางขอสอบ ทำใหทราบถึงอำนาจการจำแนก ระดับความยากงาย ประสิทธภิ าพของตัวลวง ตลอดจนการเขียนขอสอบในลกั ษณะใดจึงจะไดข อสอบทีด่ ี 5. ทำใหสามารถคัดเลือกขอสอบที่มีคุณภาพมารวมเปนฉบับขอสอบที่ดี สามารถจัดทำขอสอบ คขู นานและเปน รากฐานสำคัญในการพัฒนาแบบสอบมาตรฐาน
บทท่ี 4 ผลการดำเนินการ วิเคราะหข อ มลู การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อพัฒนาวิธีการเรียนของนักเรียนใหเอื้อตอการเรียนรู ของนักเรียนช้ัน มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 3 โดยมเี ปา หมายใหนกั เรยี นทกุ คนมผี ลการเรยี นผานเกณฑท่ีกำหนดและมีความรดู านโภชนาการท่ี ดีและทำใหสุขภาพรางกายดีขึ้นดวย โดยเสนอผลการวิเคราะหขอมูลเปนลำดับ ในลักษณะตารางประกอบคำ บรรยายดงั น้ี วเิ คราะหผล ตารางที่ 1 แสดงคา คะแนนและผลตางของการทดสอบของนกั เรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปท ่ี 3 จำนวน 40 คน การทดสอบ คะแนนเตม็ คะแนนเฉลยี่ ( x) รอ ยละของคะแนนทเี่ พิ่มขึน้ สว นเบย่ี งเบนมาตรฐาน กอ นสอนแบบ STAD 20 14.07 - 2.08 หลังสอนแบบ 20 15.14 7.60 1.82 STAD จากการสังเกตนกั เรยี นกอ นการใชการสอนแบบ STAD มคี าคะแนนเฉลี่ยอยูท่ี 14.07 คะแนน แตห ลงั จาก การใชการสอนแบบ STAD ทำใหคะแนนเฉลี่ยอยูที่ 15.14 คะแนน ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.07 คะแนน คิดเปนรอยละท่ี เพิ่มขึ้น 7.60% และมีสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานเทากับ 1.82 ซึ่งลดลงจากเดิม 0.26 ทำใหขอมูลมีการกระจายท่ี ลดลงแสดงถงึ คณุ ภาพของขอมลู ท่ดี ี ตารางท่ี 2 เปรียบเทียบคะแนนสอบกอนเรยี นและหลงั เรยี นของนักเรยี น ท่ี ช่ือ - สกุล คะแนนกอนเรยี น คะแนนหลังเรียน 1 เดก็ หญงิ เมริษา เกษรสุข 14 15 2 เด็กหญงิ กนิษฐา กัลยา 14 16 3 นางสาวชนัญชดิ า ยาทิพย 15 15 4 เด็กหญิงภาณมุ าศ แซห ยาง 12 15 5 เดก็ ชายเจษฏา เนียมแสง 14 17 6 นายโสภณ โฆสิตานันท 11 15 7 นายวรวทิ ย ทพั เจริญ 12 13 8 นายรัฐภมู ิ การุญบริรักษ 11 12 9 นายไวภพ 12 13 10 เด็กชายศภุ กร ยอดยิง่ 11 12 11 เดก็ ชายบรรพต มาลัยทอง 14 16 12 เด็กชายเกียรติศักดิ์ แกว สระแสน 12 15 13 เด็กชายดนัยพล สกุลรัง 10 12 14 เดก็ ชายเฉลิมชยั นุม สกุล 13 14 15 นายเจษฎาภรณ ประวินทะวงษ 12 13
16 เด็กชายวรี ะชน ทวีคณุ มหาศาล 15 15 17 เดก็ ชายอภิวฒั ิ ขำเจริญ 11 12 18 เดก็ ชายพงศพลณ เมอื งวงษ 12 16 19 เดก็ หญิงหยาดทพิ ย บญุ ศรี 13 15 20 นางสาววรรณสา มงคลเจรญิ 12 14 21 เด็กหญงิ พมิ พม าดา บญุ เจริญ 12 14 22 เดก็ หญงิ ไขตม ใจดี 12 15 23 เดก็ หญงิ สมุ นิ ตรา สุขสิทธิ 13 16 24 นางสาวนันทชิ า กายะปานชิ 11 13 25 นางสาวชนชั ดา หม่ันการไร 15 16 26 นางสาววาสนา แสงตัน 11 13 27 นางสาวสายฝนทิพย ขุนญารัตน 14 15 28 เด็กหญิงสพุ ิชชา พรีพรม 12 13 29 เดก็ หญงิ สุมิตรา มวงรงค 14 15 30 นางสาววิลาวรรณ แสงสวาง 13 16 31 เดก็ หญงิ ฐิตริ ัตน เยสุวรรณ 10 12 32 นางสาวจิตลัดดา พมิ ใจใส 9 12 33 เดก็ หญิงรุจิราภา มณีวงศ 12 13 34 นางสาวชนัชดา หม่นั การไร 14 14 35 นางสาววาสนา แสงตนั 15 16 36 นางสาวสายฝนทพิ ย ขนุ ญารัตน 13 14 37 เดก็ หญิงสพุ ิชชา พรีพรม 14 16 38 เด็กหญงิ สุมติ รา มวงรงค 12 13 39 เดก็ หญงิ ณฐั ชา พุมพฤกษ 14 16 40 เด็กหญิงอญั ชลีพร โสภา 13 15 14.07 15.14 คา เฉลีย่ ผลรวมคะแนน ผลตางคะแนนพฒั นาการ +1.07 รอยละของคะแนนทีเ่ พมิ่ ขึ้น +7.60% จากตารางที่ 2 เปรียบเทียบคะแนนสอบกอนเรยี นและหลงั เรียนของนักเรียน ผลปรากฎวานกั เรียนทุกคน มีผลคะแนนที่ดีขึ้นหลังจากใชแบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียนในภาพรวม ซึ่งมีคาเฉลี่ยผลรวมคะแนนกอน เรียนเปน 14.07 คะแนน และคาเฉลี่ยผลรวมคะแนนหลังเรียนเปน 15.14 คะแนน และมีคาผลตางคะแนน พฒั นาการ +1.07 คะแนน ซึ่งผลการวิจยั นจ้ี ะชว ยยกระดับผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนในรายวิชาของนักเรียนใหสูงขึ้น ไดตอ ไป
ตารางท่ี 3 ประสทิ ธภิ าพของการทำแบบฝก ทักษะตามเกณฑ 80/80 จำนวนนักเรียน คะแนนแบบฝกทักษะ (E1) คะแนนวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน (E2) คา คะแนนเฉล่ยี (คะแนนเตม็ ) รอ ยละ คา คะแนนเฉลี่ย(คะแนนเต็ม) รอยละ 40 คน 87.81 87.81 35.05 87.62 จากตารางที่ 3 พบวาประสิทธิภาพของแบบฝกทกั ษะท่ีสรา งขน้ึ มีคา เทากับ 87.81/87.62 หมายความวา แบบฝกทักษะทำใหนักเรียนเกิดกระบวนการเรียนรูเทากับ 87.81 และมีประสิทธิภาพทางการเรียนรูหรือ ประสิทธิภาพของแบบฝกทักษะ ในการเปลยี่ นแปลงผลการเรียนรูของนักเรียนเทากับรอยละ 87.62 แสดงวาแบบ ฝกทักษะ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ 80/80 ตามวัตถุประสงคของการวิจัย และสามารถนำไปใชในการเรียนรูได อยา งมปี ระสทิ ธิภาพ ตารางท่ี 4 การวิเคราะหความคิดเหน็ ของผูทรงคณุ วฒุ ิตอแบบทดสอบทีใ่ ชใ นการเรยี นการสอน ประมาณคาความ คา คิดเหน็ ของ IOC แปลผล รายการขอความคดิ เห็น ผูทรงคุณวุฒคิ นท่ี ใชไ ด 12 3 ใชได 1. ความสอดคลองเหมาะสมกับหลกั สูตร +1 +1 0 0.7 ใชได 2. ความสอดคลองเหมาะสมกับธรรมชาติวชิ า +1 0 +1 0.7 ใชไ ด 3. ความสอดคลองเหมาะสมกับวยั ของผเู รยี น +1 +1 +1 1.0 ใชไ ด 4. ความสอดคลองเหมาะสมกับสภาพปจจบุ ัน +1 +1 +1 1.0 ใชไ ด และปญหา ใชได 5. ความเหมาะสมตอ กระบวนการพัฒนาผูเรียน +1 0 +1 0.7 ใชได 6. ความเหมาะสมของเนอื้ หา +1 +1 +1 1.0 ใชไ ด 7. ความเหมาะสมของขนาดตัวอกั ษร +1 +1 +1 1.0 ใชไ ด 8. ความเหมาะสมของการใชภาษา 0 +1 +1 0.7 9. ความเหมาะสมกบั ความสนใจของนักเรียน 0 +1 +1 0.7 10.ความเหมาะสมของรปู แบบ +1 +1 0 0.7 คา IOC = 0.7+0.7+1.0+1.0+0.7+1.0+1.0+0.7+0.7+0.7 / 10 = 8.2/10 = 0.82 สรุปวา แบบทดสอบการเรียนการสอบดงั กลา วนน้ั ใชได
บทที่ 5 สรปุ ผลการดำเนนิ การ วัตถปุ ระสงคข องการวจิ ัย 1. เพ่ือพฒั นาผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนของนักเรียนระดับมธั ยมศกึ ษาปท่ี 3 จำนวน 40 คน เรอ่ื งการ พฒั นาการสงเสริมสุขภาพของนักเรยี นที่มภี าวะโภชนาการเกนิ 2. เพอื่ เปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนกอ นเรียนและหลงั เรยี นในรายวิชาดว ยรูปแบบการสอนแบบ ปกตแิ ละการสอนโดยใชวธิ ี STAD ประชากรและกลุมตัวอยาง ประชากร นกั เรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปท่ี 3 กลมุ ตัวอยา ง นักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปท่ี 3 จำนวน 40 คน เครอ่ื งมือในการวิจัย 1. รปู แบบการสอนแบบรว มแรงรวมใจ โดยวิธี STAD 2. แผนการจดั การเรียนรู ใบงาน แบบฝก ทกั ษะ 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น 4. แบบสงั เกตพฤติกรรมความรบั ผดิ ชอบ วิธกี ารเก็บรวบรวมขอมูล 1. ชี้แจงวิธีการเรียนการสอนแบบรวมแรงรวมใจตอนักเรียนในชั้นเรียน โดยครูผูสอนทำการแบงกลุม นกั เรยี นเปนกลมุ ยอ ย ๆ โดยแตล ะกลมุ มสี มาชิกจำนวนเทาๆ กนั หรอื ใกลเคียงกนั 2. ผูสอนพิจารณาความเหมาะสมของกลุมเพื่อใหสมาชิกของกลุมมีความรูความสามารถแตกตางกันโดย พิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยในชั้นเรียน ผลการเรียนและผลการปฏิบัติงานมอบหมายในรายวิชา ในเดือนสิงหาคม ของการเรียนประกอบการพจิ ารณา 3. ผสู อนช้ีแจงระเบียบการเรยี นการสอนแบบรวมแรงรวมใจ โดยรปู แบบ STAD ตลอดจนการทำงาน ที่ มอบหมายจากผสู อนและการทำงานที่มอบหมายจากกลมุ 4. งานที่มอบหมายจากกลุมมอบหมายหนาที่ใหปฏิบัติงานและความรับผิดชอบการทำงานในกลุมและ กระตุน ใหเ ห็นความสำคญั ของความสำเรจ็ ของกลุม 5. ตดิ ตามสงั เกตพฤตกิ รรมหลงั จากปรับเปล่ยี นวิธกี ารสอน 6. เกบ็ รวบรวมคะแนนประเมินผลท้งั กอนเรยี นและหลังเรียนมาทำการเปรียบเทยี บกัน
สรุปผลการวิจัย จากการศึกษาการเรียนการสอนแบบรวมแรงรวมใจเพ่ือนกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรวมถึงปรับ พฤติกรรมนักเรียนท่ีชอบหลับในเวลาเรียนมีการตื่นตัวมากขึ้นและเขาใจในเรื่องของโภชนาการมากขึ้นจากการ สังเกตนักเรียนกอนการใชการสอนแบบ STAD มีคาคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยูที่ 14.07 คะแนน แตหลังจากการใชการสอนแบบ STAD ทำใหคะแนนเฉลี่ยอยูที่ 15.14 คะแนน ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.07 คะแนน คิดเปนรอยละที่เพิ่มขึ้น 7.60% และมีสวนเบีย่ งเบนมาตรฐานของคะแนนสอบเทากบั 1.82 ซึ่งลดลงจาก เดิม 0.26 ทำใหขอมูลที่ไดมีการกระจายตัวที่ลดลงแสดงถึงคุณภาพของขอมูลที่ดี ผูเรียนมีคะแนนเกาะกลุม ใกลเ คียงกันมากขึ้นสงผลตอการพฒั นาการเรียนในดานอน่ื ๆ ซงึ่ จะทำใหส อนทักษะตา งๆ ไดงา ยข้ึน อภปิ รายผลการวจิ ัย จากการศึกษาวจิ ยั พบวา การสอนโดยวิธรี วมแรงรวมใจระหวา งครกู บั นักเรียนในรายวชิ า ทำใหผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของผูเรียนมพี ัฒนาการทด่ี ีขนึ้ อยา งเหน็ ไดชดั และเขาใจถึงวิธีการเลอื กรับประทานอาหารไดมากขึน้ ขอเสนอแนะ ขอ เสนอแนะสำหรับการนำไปใชตอไป 1. จากการวิจัยพบวาการใชการสอนแบบรวมแรงรวมใจ ในกิจกรรมการเรียนการสอนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปที่ 3 เปนสิ่งที่ดี กลาวคือทำใหนักเรียนมีผลการเรียนรูสูงขึ้น ทั้งยังกอใหเกิดความสนุกสนาน มี ความรับผิดชอบมีความเขาใจในเรื่องของโภชนาการมากขึ้น และการมีสวนรวมในการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนตลอดจนสามารถนำความรูที่ไดไปใชในชีวิตประจำวัน จึงถือวาเปนนวัตกรรมที่จะชวยพัฒนาการเรียนรูของ นักเรียนไดอกี ทางหนงึ่ 2. ในการนำการสอนแบบรวมแรงรวมใจ ไปใชในการเรียนการสอนใหกับนักเรียนนั้น ครูจะตองมีการ เตรยี มพรอมในดา นตางๆ คอนขางมาก 3. ผูบริหารสถานศึกษาควรใหการสงเสริมและสนับสนุนครูในการสรางนวัตกรรมการเรียนการสอนเพ่ือ กอใหเ กิดกำลงั ใจ และเกิดความกระตอื รอื รนในการจัดการเรยี นการสอน ขอเสนอแนะสำหรบั การทำวิจยั ตอ ไป 1.ควรทำการวจิ ยั ในนกั เรยี นท่ีมีภาวะโภชนาการระดับทวม โดยใชเ กณฑนำ้ หนัก ตามเกณฑสว นสงู ให ไดร ับกจิ กรรมโปรแกรมการ รับรคู วามสามารถของตนเองตอพฤติกรรมการ ควบคุมนำ้ หนกั เพ่ือเปน การปองกัน ไมใ หเ ด็กกลมุ นี้ เขาสภู าวะโภชนาการ ระดบั อวน 2.ควรมกี ารตดิ ตามผลการวจิ ัยอยางตอเนื่อง เปนระยะเวลา 3 เดือน และ 6 เดือน เพ่ือประเมนิ ความคงอยู ของพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และ การเคลื่อนไหวรา งกาย และติดตามผลนำ้ หนักและ สว นสงู เปน ไปตาม เกณฑมาตรฐานและพฒั นาการ
บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสูตรการเรยี นรูโดยการพัฒนาผูเรียนใหเปนนกั คดิ ป 2557. สำนักงาน คณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา, 2558. 346 หนา . ประกอบ มณโี รจน. เรียนรสู ูก ารปฏิบตั กิ ารวจิ ัยในชน้ั เรียน. พิมพครงั้ ที่ 2. กรงุ เทพฯ:สำนักพมิ พ B.E.C.,2556. 129 หนา. นยั นา หริ ญั ญชาติธาดา. วจิ ยั : การปรับพฤตกิ รรมนกั ศกึ ษาขาดความรับผิดชอบตอการเรียนวิชา การงานอาชพี รหัส 35022211 โดยการสอนแบบรวมแรงรวมใจและปรับพฤตกิ รรม แบบยอมรบั : ศรีสยามมิตรการพมิ พ, 2556. 219 หนา ไพรตั น ศิลานันท. ปฏริ ปู การศึกษา : แนวคิดและหลกั การตามพระราชบัญญตั ิการศกึ ษาแหงชาติ พ.ศ.2542. กรุงเทพฯ:วญิ ูชน, 2557. 240 หนา มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม. วธิ กี ารทางสถติ ิสำหรับการวิจัย. พิมพค รง้ั ที่ 4. กาฬสินธุ : สำนกั พมิ พ ประสานการพมิ พ, 2558. 168 หนา เดชณ แกวสี. การจัดการเรยี นการสอนท่เี นน ผเู รียนเปน ศนู ยกลาง. กรงุ เทพฯ.: บรษิ ทั สำนักพมิ พเ อมพนั ธ จำกัด, 2558. 310 หนา . เบญจพร ทองโอ. บทบาทการสงเสริมการทําวิจัยในช้นั เรียนของผูบรหิ ารสถานศึกษาตามทศั นะ ของผบู รหิ ารสังกัดสํานักงานการประถมศึกษาจงั หวัดสงขลา. วิทยานพิ นธ ปริญญา มหาบณั ฑิต มหาวิยาลัยทักษิณ , 2559 พิชติ ฤทธ์จิ รูญ. ( 2560 ). หลกั การวัดและประเมนิ ผลการศึกษา. ( พมิ พครั้งที่ 5 ). กรุงเทพฯ : เฮาส ออฟ เคอรมิสจำกัด. พชร สมใจจิตร. ( 2561 ). การสอนโดยใชกระบวนการคิด วิเคราะห สังเคราะห. ( พิมพค รงั้ ที่ 7 ). กรงุ เทพฯ : ดีแลนดป ริ้นติงส โฮม จำกัด.
Search