91 ภาพ : พระยารกั ใหญ พระยารักนอ ย ที่มา : https://farm2.staticflickr.com/1532/23947628289_dcac7513a1_o.jpg สมัยรชั กาลที่ 3 ในรัชกาลน้มี ีการสรา งหลอพระประธานขนาดใหญ ตามวดั ทสี่ รางใหมเชน “พระพุทธตรโี ลกเชษฐ” พระประธานพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และ“พระพุทธเสฏฐมุนี” พระประธานในศาลาการเปรียญวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร“พระเสฏฐตมมุน”ี พระประธานพระอโุ บสถวัดราชนดั ดารามวรวหิ าร และ “พระพุทธมหาโลกาภนิ ันทปฏมิ า” พระประธานพระอุโบสถวัดเฉลมิ พระเกียรติวรวหิ าร นอกจากนีย้ งั ทรงสรางพระพุทธไสยาสน ยาว 90 ศอก ท่วี ดั พระเชตพุ นวมิ ลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และพระพุทธรูปยืนทรงเคร่ืองกษัตรยิ าธิราชเจา 2 องค เพ่อื เปน ราชอนสุ รณแดพ ระอยั กา และพระราชบดิ าของพระองค ซึ่งเปนพระหลอสมั ฤทธ์หิ มุ ทองคาํ ประดับดว ยอัญมณีมีคา ถวายพระนามวา “พระพุทธยอดฟา จุฬาโลก”และ “พระพุทธเลิศหลานภาลัย” ประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม การสรางพระพทุ ธรปู ยืนทรงเคร่ืองปางหา มญาติขนาดใหญน ้ี นยิ มสรา งไวเปน จํานวนมาก ถอื เปนพระราชนิยมของพระบาทสมเดจ็ พระนั่งเกลาเจา อยหู วั
92 ภาพ : พระพทุ ธมหาโลกาภินนั ทปฏมิ า พระประธานพระอุโบสถวดั เฉลมิ พระเกียรตวิ รวหิ าร ที่มา : http://mapio.net/pic/p-94874421/ ประติมากรรมระยะปรบั ตวั สมัยรัชกาลท่ี 4 ถึงรัชกาลที่ 5 เปนยุคสมัยของการปรับตัว เปดประเทศ ยอมรับอิทธพิ ลตะวันตก ยอมรับความคิดใหมมาเปลยี่ นแปลงสงั คม ระเบยี บประเพณี เพอ่ื ประคองใหป ระเทศรอดพนจากภยั สงคราม หรือจากลทั ธิลาอาณานคิ มตะวนั ตก ซ่งึ หลายประเทศในซกี โลกเอเชยี ยคุ นนั้ประสบอยู การสรางงานศลิ ปกรรมทกุ สาขา รวมทงั้ ประติมากรรมก็ถูกกระแสการเมอื งน้ดี ว ย พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา เจาอยหู วั มพี ระราชดาํ รปิ น รูปเหมือนแบบตะวันตกข้ึนเปนครง้ั แรกในประเทศไทย จงึ โปรดเกลาฯ ใหหลวงเทพรจนา (พลับ) ซึ่งตอมาเปนพระยาจินดารังสรรคปน ถวาย โดยปนจากพระองคจ ริง และเลียนแบบรปู ปน ของพระองค ท่ีฝร่ังปนจากรูปพระฉายท่ีสงมาถวายแตไ มเ หมือน เม่ือทอดพระเนตรเหน็ พระรูปท่หี ลวงเทพรจนาปนขนึ้ ใหมก ็ทรงโปรด ตอมานาํ พระรปูองคนป้ี ระดิษฐานไว ณ พระท่ีนง่ั เวชยันตว ิเชียรปราสาทในพระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี ปจจุบันมีการหลอ ไวหลายองค ประดิษฐานท่ีพระตําหนักเพชร วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ และหอพระจอมวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กรุงเทพฯ จากพระรูปองคนี้ นับเปนการเปล่ียนศักราชประตมิ ากรรมไทย ท่เี ดมิ ปน รปู ราชานสุ รณ โดยใชการสรางพระพทุ ธรูป หรือเทวรูปแทน มาสกู ารปนรปู ราชานุสรณเหมอื นรปู คนจริงข้ึน และจากจดุ นเี้ องสงผลใหม กี ารปรับตัวทางประตมิ ากรรมระยะปรับตัวไปสูประติมากรรมสมัยใหม การปนหลอพระพุทธรูปในยุคนี้ ไมใหญโตเทาสมัยรัชกาลที่ 3
93มพี ทุ ธลกั ษณะทเ่ี ปน แบบฉบบั ของตนเอง มลี กั ษณะโดยสว นรวมใกลความเปนมนุษย มีการปนจีวรเปนร้ิว บนพระเศียร ไมมีตอมพระเมาลี พระพุทธรูปที่สําคัญเหลานี้ คือ พระสัมพุทธพรรณีพระนริ ันตราย และพระพทุ ธสิหังคปฏิมา พระประธาน ในพระอโุ บสถวดั ราชประดษิ ฐส ถติ มหาสมี ารามราชวรวหิ าร ในรชั สมยั นี้ มกี ารสรางพระพทุ ธรูปยืนปางหามญาติเชนกัน แตจีวรพระสมัยนี้เปนริ้วใกลเคียงธรรมชาติมากขึ้น ประติมากรรมท่ีสําคัญอีกช้ินหน่ึง คือ “พระสยามเทวาธิราช”เปน เทวรูปขนาดเล็กหลอดวยทองคําท้ังองคสูง 8 น้ิวฟุต ลักษณะงดงามมาก เปนฝพระหัตถของพระองคเ จาประดษิ ฐวรการ ภาพ : พระสยามเทวาธริ าช ทีม่ า : http://oknation.nationtv.tv/blog/home/blog_data/220/15220/images/2_Travel/001_Bangkok/2011/Mueseam/SakThong/038.JPG สมยั รัชกาลที่ 5 ระยะตน รัชกาล อายุกรงุ รัตนโกสินทรจะครบ 100 ป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจา อยูหัว ทรงทํานบุ ํารงุ ศลิ ปะแบบดัง้ เดิมอยางมาก มกี ารปฏสิ งั ขรณวัดวาอารามตา ง ๆ ปราสาทราชมณเฑยี ร โดยเฉพาะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เกิดงานประติมากรรมตกแตงท่ีสวยงาม ในศาสนสถานแหงน้ีมากที่สุด งานประติมากรรมสวนใหญเปนฝพระหัตถพระองคเจาประดิษฐวรการทั้งสิ้น เชน รูปสัตวหิมพานต 7 คู บนชานชาลาไพที รอบปราสาทพระเทพบิดรรูปพระบรมราชานสุ าวรียป ระจํารัชกาลที่ 1, 2 และ 3 เปนรูปบุษบกประดิษฐานพระราชลัญจกรบนพานแวนฟา พรอมชางเผอื กและฉตั ร ตรงมุมดา นตะวันตกเฉียงเหนอื ของปราสาทพระเทพบิดรปน หลอพระบรมรูป 3 รชั กาล คือ รัชกาลท่ี 1 รชั กาลที่ 2 และรชั กาลที่ 3 รวมท้ังปน แกไขรัชกาลที่ 4ท่ีพระยาจนิ ดารังสรรคป น ไว พระบรมรปู ท้งั 4 รัชกาล ปจ จุบันประดิษฐานอยใู นปราสาทพระเทพบดิ รเปนรูปเหมือนที่แปลกไปจากภาพเหมอื นโดยท่ัวไป เพราะเปนศิลปะระยะปรับตัว เปนการผสมระหวา งความตอ งการท่ีจะใหร ูปปน เหมอื นรัชกาลน้ัน ๆ กบั การสรางรปู ใหม ีความงามแบบพระหรอื
94เทวรูป ที่ตองการความเกลี้ยงเกลากลมกลึงของรูปทรง เปนคุณคาความงาม รูปเหมือนจึงแสดงความเหมือนบคุ คลออกมา พรอมกบั ใหอารมณค วามรูสกึ แบบไทยดวย ในสมัยรัชกาลท่ี 5 มีการสรางพระพุทธรูปข้ึนใหมเหมือนกัน ที่สําคัญ คือ พระพุทธนฤมลธรรโมภาส พระประธานวัดนิเวศธรรมประวัติ บางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาฝพ ระหตั ถพ ระองคเ จาประดษิ ฐวรการ นอกจากน้ี ยังมกี ารปน หลอพระพทุ ธรูปขนาดใหญ ซึ่งมีอยูครัง้ เดียวในรชั กาลน้ี สรางในระหวาง พ.ศ. 2442 - 2444 ในคราวน้ันโกลาหลมาก เนื่องจากไมมีการปน พระขนาดใหญมานาน แตกส็ าํ เร็จลงดว ยดี พระพุทธรูปองคนี้ คือ พระพุทธชินราชจําลองปนหลอขึ้น เพ่ือนํามาประดิษฐานเปนพระประธานวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหารตองลงไปปนหลอที่พิษณุโลก ผูปน หลอจําลอง คอื หลวงประสทิ ธปิ ฏมิ า ภาพ : พระพทุ ธนฤมลธรรโมภาส ทม่ี า : http://kanchanapisek.or.th/kp6/pictures14/s14-113-1.jpg ประตมิ ากรรมรว มสมัย อยูในสมยั รชั กาลท่ี 6 จนถึงรัชกาลปจ จุบัน เปนศิลปะที่มีผลสบื เนอื่ งมาจากความเจรญิแบบตะวันตก ท่ีหลั่งไหลเขา มาในประเทศไทย ทาํ ใหเกดิ แนวความคิดใหมในการสรางสรรคศิลปะเพื่อสาธารณะประโยชน นอกเหนือจากการสรางเพื่อศาสนาอยางเดยี ว
95 ภาพ : “มนุษยก ับความปรารถนา” ประตมิ ากรรมรว มสมัยหรือสมัยใหม ปน ดว ยปูนปลาสเตอร เข็มรัตน กองสุข เปนผูปน ทีม่ า : http://kanchanapisek.or.th/kp6/pictures14/s14-113-2.jpg สมัยรัชกาลที่ 6 ศิลปะตะวันตกเขามาสูชีวิตความเปนอยูของคนไทย และกําลังฝงรากลึกลงไปในสังคม และวัฒนธรรมไทย การตกแตงวังเจานาย อาคารราชการ อาคารพาณิชยสวนสาธารณะ และอาคารบานเรือนของคนสามัญ เร่ิมตกแตงงานจิตรกรรม และงานประติมากรรมภาพเหมอื นมากข้นึ งานประตมิ ากรรมไทยที่ทําขึ้นเพื่อศาสนา เชน การสรางศาสนสถาน ปนพระพุทธรูปท่เี คยกระทํากันมากถ็ ึงจดุ เส่ือมโทรมลง แมจะมีการทํากันอยกู เ็ ปน ระดับพืน้ บาน ท่พี ยายามลอกเลยี นสิง่ ดงี ามในยุคเกา ๆ ท่ตี นนิยม ขาดอารมณความรสู ึกทางการสรางสรรค และไมม ีรูปลกั ษณะที่เปนแบบแผนเฉพาะยคุ สมยั พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหวั ทรงหันมาสง เสริมศิลปะการชางสมัยใหมโดยตั้งโรงเรยี นเพาะชา งขน้ึ เมอ่ื พ.ศ. 2456 จัดสอน ศลิ ปะการชางทั้งแบบตะวันตก และแบบไทยการสรางงานศิลปะระดับชาติ ไดจางฝร่ังมาออกแบบ ตกแตงพระบรมมหาราชวัง หรือพระท่ีนั่งทรงเห็นความจําเปนท่ีตองใชชางทํารูปปนตาง ๆ เชน เหรียญตรา และอนุสาวรีย ซ่ึงชางไทยยังไมชํานาญงานภาพเหมือนขนาดใหญ จึงสั่งชางปนมาจากประเทศอิตาลี ผูไดรับเลือก คือศาสตราจารย คอราโด เฟโรจี เขารับราชการเปนประติมากร กรมศิลปากร กระทรวงวัง เม่ือวันที่14 มกราคม พ.ศ. 2466 ตอ มาโปรดเกลาฯ ใหศาสตราจารยคอราโด เฟโรจี เขาไปปนพระบรมรูปของพระองคโดยใกลช ิด เปน พระบรมรูปเทาพระองคจริง ปจจุบันประดิษฐานในปราสาทพระเทพบิดร
96นบั เปน งานภาพเหมอื นท่สี ําคัญในรัชกาลน้ี ตอ มาศาสตราจารยคอราโด เฟโรจี ไดโ อนสญั ชาติ และเปลี่ยนชื่อเปนไทยวา ศิลป พีระศรี ทานผูนี้ ตอมามีความสําคญั ตอวงการศิลปกรรมไทยสมัยใหมทกุ สาขาอยางท่ีสดุ รชั กาลที่ 7 - รัชกาลปจจุบัน ระยะแรกศาสตราจารยศลิ ป พีระศรี เปนชางปน ทส่ี าํ คญัแตผ เู ดียวในยุคนน้ั ไดดาํ เนินการปนรปู อนสุ าวรียพ ระปฐมบรมราชานุสรณเปนภาพเหมือนขนาดใหญ3 เทาคนจริงเปน คร้ังแรกในเมืองไทย สงไปหลอทองแดงท่ีประเทศอิตาลี เสร็จทันมาติดตั้งที่เชิงสะพานพุทธยอดฟา เพื่อเปด สะพาน และฉลองกรุงครบ 150 ป เมือ่ พ.ศ. 2475 หลังจากการฉลองกรุงไมกี่วันก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองข้ึนในประเทศไทยโดยคณะทหารและพลเรือน อํานาจการปกครองและการบริหารประเทศ จึงไมตกอยูกับพระมหากษัตริยอีกตอไป การสรางงานศิลปกรรม ซึ่งแตเดิมอยูในความดูแลของราชสํานัก ซึง่ มีพระมหากษัตริยทรงสงเสริมก็ส้ินสุดลง วิถีการดําเนินชีวิต ความรูสึกนึกคิดของประชาชนเปล่ียนแปลงไป คณะรัฐบาลมุงพัฒนาประเทศทางดานวัตถุมากกวาการพัฒนาดานจิตใจโดยเฉพาะทางศิลปะ การสรางงานศิลปกรรมยุคตอมา ลวนตองตอสูด้ินรนอยูในวงแคบ ๆแตก ระนั้นการตอ สูด ้นิ รน เพอ่ื ใหส งั คมเห็นคณุ คาในงานศิลปะ ยงั ดาํ เนนิ ตอไป โดยมศี าสตราจารยศลิ ป พรี ะศรี เปน ผูนาํ เพ่ือทําใหผูนําประเทศและคนท่ัวไปเห็นคุณคา ทานตองทํางานอยางหนักกลา วคอื นอกจากงานปน อนุสาวรยี ท ส่ี ําคญั แลว ทา นยงั ไดวางแนวทางการศึกษาศลิ ปะ โดยหาทางจัดต้ังโรงเรียนประณีตศิลปกรรมข้ึน เม่ือ พ.ศ. 2477 ซ่ึงตอมาขยายตัวข้ึนเปนมหาวิทยาลัยศิลปากรเม่ือ พ.ศ. 2486 จัดใหมีการเรียนการสอนทั้งดานจิตรกรรม และประติมากรรมซึง่ การศกึ ษาและการสรางงานประตมิ ากรรม ตอ มาเปลย่ี นไปตามการพัฒนาวฒั นธรรมของสงั คม ที่ตองการพ่ึงพาพลังงานใหม ๆ ภายใตอิทธิพลทางวิทยาศาสตร เศรษฐกิจ การเมือง และอื่น ๆซง่ึ เปน การกาวหนา แหง ยคุ โดยเฉพาะในรัชกาลปจ จบุ นั การส่อื สาร และการคมนาคมเปนไปอยางรวดเรว็ ท่ัวถงึ เกอื บทุกมมุ โลก มลี ัทธทิ างศิลปะเกิดข้ึนมากมาย ท้งั ในยุโรป และสหรฐั อเมริกา และไดแ พรหลายเขามามีบทบาทในประเทศไทยดว ย ประตมิ ากรรมจงึ เขา สรู ปู แบบของศิลปะรวมสมัยเปน การแสดงออกทางดานการสรางสรรคท ม่ี อี สิ ระ ทง้ั ความคดิ เน้ือหาสาระ และเทคนิคการสรา งงานสุดแตศ ิลปนจะใฝหา งานศลิ ปะที่แสดงออกมานนั้ จงึ เปนสญั ลกั ษณส ําคญั ทส่ี ะทอ นถึงเอกลกั ษณใ หมของวัฒนธรรมไทยอกี รูปแบบหนึ่ง 3. ดา นจติ รกรรม งานจิตรกรรมในสมยั รัตนโกสินทรมที ้ังศิลปะไทยประเพณี ศิลปะไทยประยุกตและศลิ ปะแบบตะวันตก
97 สมัยรัตนโกสินทรตอนตน สกุลชางสมัยนี้พัฒนามาจากสกุลชางธนบุรีและอยุธยาใชส หี นกั เปน พนื้ หลัง สว นใหญจะใชสีโทนเย็น นิยมการปดทองบนภาพมากข้ึน โดยเฉพาะสถานท่ีและบคุ คลสาํ คัญ ตัวละครใชส ีแสดงฐานะทางสงั คม ลักษณะจิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ 1 มีแบบแผนการวางภาพที่นิยมกัน คือลวดลายเพดาน นยิ มทําดว ยไมจ ําหลัก ลงรักปดทอง ประดับดวยกระจก เปนลายดาวจงกล หรือลายดาวดอกใหญอยูตรงกลาง ฝาผนังดานหนาพระประธานนิยมเขียนภาพมารผจญ ดานหลังพระประธานเปนภาพไตรภูมิ ดานขางท้ัง 2 ดาน ตอนบนเปนภาพวิทยาธร เทพชุมนุม ตอนลางระหวา งชอ งประตหู นา ตา ง เขียนภาพพทุ ธประวตั ิ หรือทศชาติชาดก บานประตหู นา ตางเขียนภาพทวารบาล ผนังวงกบประตูหนาตา งเปนภาพทวารบาลหรือเช่ียวกลาง หรอื ลายดอกไมร ว ง บานประตูหนา ตา งดา นในมกั เปน รูปดอกไมร ว ง ดอกไมประดษิ ฐห รือเครอ่ื งแขวน ภาพ : จติ รกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลท่ี 1 สมยั รัชกาลท่ี 3 งานจติ รกรรมฝาผนังมีความเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนอยางเห็นไดชัดสอดคลอ งกบั ความเปลีย่ นแปลงในดา นสถาปตยกรรม คือ อิทธพิ ลจากศลิ ปะจนี ลกั ษณะการใชส มี ดืเปนสีพ้ืนมีการใชคูสีระหวางสีเขียวกับสีแดงใหโดดเดนและเปนคูสีหลักกับการระบายพ้ืนดวยสมี ดื เปน เอกลักษณ เชน จิตรกรรมเครอ่ื งมงคลอยา งจนี หรอื เคร่ืองตงั้ ในพระอุโบสถวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร วัดนาคปรกกับลักษณะงานที่ยังสืบทอดแบบประเพณี เชน วัดสุวรรณารามราชวรวิหารชางเขียนจิตรกรรมฝาผนังตองเขียนภาพอิงความสมจริงตามไปดวย ไมวาจะเปนความหลากหลายของผูคน เชื้อชาติ และอาชีพที่เปนความเปล่ียนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในสังคมขณะนั้นหรืออาคารบานเรือนทั้งแบบจีนและฝร่ังท่ีเริ่มมีการกําหนดแสงเงาและใชลักษณะการถายทอดทีแ่ สดงความสมจริงของสว นประกอบในฉาก เชน ตน ไม นํ้าทะเล ผสมลงไป
98 ภาพ : จิตรกรรมประดบั เพดานอทิ ธิพลศิลปะจีนวดั ราชโอรสารามราชวรวิหาร ทีม่ า : https://www.chillpainai.com/scoop/620/ รัชกาลท่ี 4 เร่ิมมีอิทธิพลของตะวันตกเขามาผานผลงานจิตรกรรม คือ ภาพเขียนเปน ภาพ 3 มิติ มีการใชสี แสง - เงา และแสดงทัศนียภาพในระยะใกล - ไกล จิตรกรคนสําคัญ คือขรัวอินโขง ซ่ึงเปนผูวาดภาพปริศนาธรรมท่ีวัดบวรนิเวศราชวรวิหารและวัดบรมนิวาสราชวรวิหารตอ มาในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการวาดภาพพระราชประวัติเขียนแบบจิตรกรรมประเพณีผสมกับทางตะวันตกและภาพเหมือนบุคคลไวที่ผนังพระท่ีนั่งทรงผนวช อยูท่ีวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร รชั กาลที่ 5 โปรดเกลาฯ ใหจติ รกรชาวยโุ รปวาดพระบรมสาทิศลกั ษณพระมหากษัตริยแหง ราชวงศจักรีทุกพระองค และพระบรมวงศานวุ งศท สี่ ําคญั ในรัชสมยั ของพระองค ประดิษฐานที่พระทีน่ ่งั จกั รีมหาปราสาทและพระที่นงั่ ในพระราชวงั ตา ง ๆ ซง่ึ การวาดภาพเหมอื นและภาพทวิ ทศั นเหลา น้ีไดรบั ความนิยมอยา งแพรหลาย ประกอบกับในรัชกาลตอมา คอื รัชกาลท่ี 6 มกี ารจัดตง้ั โรงเรียนสอนศิลปะแบบใหม เชน โรงเรียนเพาะชาง โรงเรียนชางศิลป ทําใหมีจิตรกรชาวไทยท่ีมีความสามารถท้งั การวาดภาพจติ รกรรมแบบไทยและสากล รัชกาลท่ี 6 ยังนิยมการถายภาพ ทําใหเกิดการบันทึกภาพบุคคลบานเมืองและเหตุการณดวยเทคโนโลยีแบบใหมเพ่ิมขึ้นอยางรวดเร็ว ดังปรากฏจากพระบรมฉายาลักษณพระฉายาลกั ษณแ ละภาพถา ยตา ง ๆ จาํ นวนมาก เปน หลกั ฐานประวตั ิศาสตรที่สําคัญ
99 รัชกาลท่ี 9 - รชั กาลปจจุบัน ในปจ จุบันภาพจิตรกรรมมิไดจํากัดจะมีอยูแคในเฉพาะวัดกับวังเหมือนในอดีตท่ีผานมา แตไดมีการนําไปประดับตกแตงอาคารสถานที่เพ่ือใชในการส่ือสารโฆษณาประชาสัมพันธอ ยางแพรหลายผานสอ่ื ตาง ๆ ภาพจิตรกรรมท่ีนําเสนอออกมา นอกจากจะเปนภาพเก่ียวกับศาสนาและเอกลักษณไทยแลว ยังเสนอภาพที่มีแนวคิดสะทอนสังคม หรือมีเรอื่ งราวท่ีศิลปนมีความประทับใจ เชน ธรรมชาติ สิ่งแวดลอม บุคคล สถานท่ี จินตนาการภาพนามธรรม (Abstract) ตลอดจนเทคนิคในการสรา งสรรคง านจติ รกรรมก็มีความหลากหลายกวา เดมิและนาํ เอาเทคโนโลยีสมยั ใหมมาใชในการนาํ เสนอผลงานดว ย 4. ดา นวรรณกรรม วรรณกรรมสมยั รตั นโกสินทรน เี้ ปน การฟน ฟวู รรณคดีไทยและจารีตการเขยี นบนั ทกึแบบเกา คอื เปน งานกวีนิพนธแ บบรอยกรองทีม่ ีความสมบูรณ ตอมาเริม่ เขียนแบบรอยแกว เพ่อื ใหสอดคลองกบั การเปลยี่ นแปลงของบานเมืองและอทิ ธิพลจากภายนอก เปนผลใหเ กิดงานดานวรรณกรรมรูปแบบใหมข้นึ เปนจํานวนมาก ในสมัยรัตนโกสินทรตอนตน (รัชกาลที่ 1) มีการฟนฟูบทประพันธชนิดรอยแกวซงึ่ เปน บทประพนั ธไทยแทและมักเขยี นเรื่องราวของประเทศใกลเคียงกับไทย พระราชนิพนธที่ทรงประพนั ธข น้ึ มจี ดุ มงุ หมายในการปลุกขวัญประชาชนมคี วามกลาหาญ เชน รามเกียรติ์ อณุ รทุ แมแตเร่ือง สามกก ราชาธริ าช ของเจาพระยาพระคลงั (หน) ก็มจี ุดมุงหมายไปในทางเดยี วกัน วรรณคดีที่มชี ื่อเสยี งในสมยั พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา จุฬาโลก ไดแก 1. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา จุฬาโลก ไดแก เพลงยาวรบพมาที่ทาดินแดงบทละครเร่ืองอุณรุท บทละครเรื่องรามเกียรต์ิ กฎหมายตราสามดวง บทละครเร่ืองดาหลังและอเิ หนา 2. เจาพระยาพระคลงั (หน) ไดแก สามกก ราชาธิราช บทมโหรี เรื่องกากี ลิลิต-ศรีวิชัยชาดก ลลิ ิตพยหุ ยาตราเพชรทอง รายยาวมหาเวสสนั ดรชาดกกัณฑก ุมารและกัณฑม ทั รี 3. พระยาธรรมปรีชา (แกว) ไดแ ก ไตรภมู ิโลกวนิ ิจฉยั พระไตรปฎก 4. พระเทพโมลี (กลิน่ ) ไดแ ก รา ยยาวมหาเวสสันดรกัณฑมหาพน นิราศตลาดเกรียบโคลงกระทเู บด็ เตล็ด 5. กรมพระราชวังหลัง ไดแ ก ไซฮ น่ั สมัยรัชกาลท่ี 2 นับเปนยุควรรณกรรมท่ีรุงเรืองที่สุด ราชสํานักไดฟนฟูวรรณคดีท้ังเกาและใหมไวเ ปน มรดกสําคญั ทรงนิพนธบ ทละครไวหลายเร่อื ง แตท ่ีไดร บั การยกยองมากท่ีสุดคือ บทละครเรอื่ งอิเหนา กวเี อกสมยั น้ี คือ สุนทรภู ซึง่ มผี ลงานหลายประเภทดวยกัน มที งั้ บทละครเสภา นิราศ บทเห และกลอน เชน เสภาเรอื่ งขุนชางขุนแผน นิราศภูเขาทอง กลอนสุภาษติ สอนหญิง ฯลฯนอกจากนี้ สุนทรภูยังไดนํากลอนเพลงยาวมาแตงนิยาย คือ พระอภัยมณี ซ่ึงเปนผลงานชิ้นเอก
100นบั เปนเรอ่ื งแรกของวรรณคดีไทยท่ีเปนการผกู เรือ่ งเอง แทนที่จะแตงเปนสํานวนใหมจากตนเรื่องทีเ่ ปนนิทาน นยิ ายหรือพงศาวดาร สมยั รชั กาลท่ี 3 - รัชกาลท่ี 5 งานวรรณกรรมเร่ิมกระจายไปสูประชาชน วรรณกรรมสมัยน้ีสอดคลอ งกบั นโยบายการพฒั นาบานเมอื งใหท นั สมัย จงึ เร่ิมมงี านประพันธดานรอยแกว อน่ึง ไดมีการจัดตั้งหอสมุดแบบพระนคร “หอสมุดวชริ ญาณ” รวบรวมรักษาเอกสารสําคัญของชาติ ผลงานสําคญั มที ้ังของรัชกาลที่ 4 รัชกาลท่ี 5 สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอกรมพระยาดาํ รงราชานภุ าพ ฯลฯ คร้นั เมอ่ื ถงึ สมยั รัชกาลท่ี 6 นบั เปนยุคทองของงานวรรณกรรมแบบใหม เริ่มมีการเปล่ียนแปลงเปนแบบตะวันตกมากขึ้น จากการเขียนแนวรอยกรองมาเปนรอยแกว ซึ่งมีรูปแบบเนอื้ หา แนวคดิ มีการจดั วางมาตรฐานของผลงาน โดยจัดต้ังวรรณคดีสโมสร วรรณกรรมในยุคนี้เปนวรรณกรรมแปลและแปลงเปนสวนใหญ จนสามารถกลาวไดวาวรรณคดีและวรรณกรรมปจจุบันเร่ิมตนจากสมัยน้ี และยังเปนยุคเร่ิมของแนวการเขียนนวนิยาย และเร่ืองส้ันอีกดวยนอกจากน้ี ยังมีผลงานของพระเจาบรมวงศเธอกรมพระนราธิปประพันธพงศ นายชิต บุรทัตพระราชวรวงศเธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ (น.ม.ส.) เจาพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เสถียรโกเศศและนาคะประทีป สมยั รชั กาลท่ี 7 วรรณกรรมในยุคนี้จึงเรม่ิ เปนของคนไทยมากข้ึน วรรณกรรมแปลและแปลงนอยลง หนุม สาวหันมาสนใจงานเขียนมากขึน้ กลา แสดงความคิดเห็นมากขึ้น งานเขียนมีท้ังวรรณกรรมสรางสรรคและผลงานท่ัวไปเปนรอยแกว เน้ือหามีหลากหลาย ทั้งดานการเมืองอุดมการณ บทวิเคราะหสถานการณ ตาํ ราวชิ าการ นิยายสะทอนการเปล่ยี นแปลงในสังคม เร่ืองแปลนทิ านนานาชาติ วรรณกรรมสาํ หรับเดก็ ฯลฯ โดยเฉพาะสิบปแรกหลงั การเปลยี่ นแปลงการปกครองจะเนน ในเรื่องชาตินยิ ม วงการวรรณกรรมพยายามยกระดับคณุ ภาพงานเขียน พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช (รชั กาลที่ 9) ทรงพระราชนิพนธวรรณกรรม เรอ่ื ง “พระมหาชนก” ดวยความประณีต และทรงตงั้ พระทัยเผยแพรอยางกวางขวางใหเปนเคร่ืองเตือนใจประชาชน เขาถึงจิตใจผูคนเพ่ือเปนเครื่องเตือนใจประชาชนผูมีจิตศรัทธาใหเกดิ ความคดิ ในทางสรางสรรคถึงความเพียร เพอื่ ทจี่ ะฝา ฟนทกุ อุปสรรคใหผา นพนและกอใหเกิดสัมมาทัศนะในการดําเนินชีวิต ในทิศทางการพัฒนาประเทศในพระราชปรารภหรือคํานําของพระราชนิพนธ คอื ทรงพระกรุณาโปรดเกลาโปรดกระหมอ มใหพมิ พในโอกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษกแหงรัชกาล ใหเ ปนเครือ่ งพิจารณาเพ่ือประโยชนใ นการดาํ เนินชวี ติ ของสาธุชนท้ังหลาย ดังนี้
101 1. ในยามวกิ ฤต ตอ งคดิ พ่ึงตนเอง เทวดาจะชวยผูทช่ี ว ยตัวเองเทา น้ัน 2. ความเพยี รอนั บรสิ ุทธ์ิ หมายถึง ตอ งพยายามอยางถึงที่สุด เพ่ือทีจ่ ะกาวผา นวกิ ฤตสรา งเศรษฐกิจจรงิ ดวยงานหรือความเพียรอันบริสทุ ธ์ิ 3. สรางเศรษฐกิจดว ยการอนรุ กั ษแ ละเพ่ิมพูนทรัพยากร 4. โมหภมู ิและมหาวชิ ชาลยั หมายถงึ มนษุ ยจ ะสามารถปฏิรูปการเรียนรขู องมนษุ ยตอ งหลุดพนจากอวชิ ชา เพอ่ื กาวไปสกู ารพัฒนาอยางแทจ รงิ 5. ดา นดนตรแี ละนาฏศิลป ในสมัยรัตนโกสินทรตอนตนยังคงรับแบบอยางจากสมัยอยุธยา โดยรัชกาลที่ 1โปรดเกลาฯ ใหม กี ารฝกหัดโขนข้ึนทง้ั ในวังหลวงและวังหนา และใหประชุมครูละคร เพอื่ จดั ทาํ ตาํ ราทารําขึ้นใหมแทนตําราท่ีสูญหายไปเม่ือคร้ังเสยี กรุงศรีอยธุ ยา ตอมาในสมัยรัชกาลท่ี 2 งานฟนฟูนาฏศิลปมีความรุงเรืองมาก พระองคโปรดเกลาฯ ใหปรบั ปรุงแกไขบทละครและวิธีรําใหมใหไพเราะและงดงาม นอกจากนี้ พระองคทรงมีพระปรชี าสามารถอยางยิง่ ในการดนตรี โดยเฉพาะซอสามสายครน้ั ถึงสมัยรชั กาลที่ 3 โปรดเกลา ฯ ใหยกเลิกงานนาฏศลิ ปและดรุ ิยางคศลิ ปในพระบรมมหาราชวังเปน ผลใหศ ลิ ปน ตอ งยายไปสังกดั กบั ขนุ นางผูม ฐี านะทรี่ บั อปุ ถมั ภง านศลิ ปะแขนงดงั กลา ว 1) ดนตรไี ทย การแสดงดนตรไี ทยในสมัยรตั นโกสินทร ถอื เปนยุคสมัยของการกอสรางบานเมืองใหม นั่ คงเปน ปกแผน อีกทั้งยังมกี ารสงเสริมและฟนฟูศิลปวัฒนธรรมของชาติในทุกแขนงใหเจริญรุงเรือง โดยเฉพาะดนตรีไทยในสมัยรัตนโกสินทรไดมีการเปล่ียนแปลงไปตามลําดับชวงเวลาในรัชกาลตาง ๆ ดังน้ี สมัยรัชกาลท่ี 1 ดนตรีไทยในสมัยนี้ยังคงยึดถือรูปแบบและลักษณะมาจากสมัยกรุงศรีอยธุ ยา แตไ ดม ีการเปลี่ยนแปลงเครอ่ื งดนตรีในวงปพาทยและวงมโหรี โดยมีการเพิ่มกลองทัดอีก 1 ลูก เขา ไปในวงปพ าทย สวนวงมโหรีก็ไดเพิ่มระนาดเขา ไปอีก 1 ราง สมัยรัชกาลท่ี 2 เปนยุคสมัยที่การดนตรีไทยมีความเจริญรุงเรืองอยางมากสืบเนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงสนพระทัยในเร่ืองดนตรีไทย อีกทั้งพระองคยังทรงพระปรีชาสามารถเปนอยางย่ิงในดานดนตรีไทย นอกจากนี้ในสมัยรัชกาลที่ 2วงปพาทยไดน ําไปใชบรรเลงประกอบการขับเสภาเปนคร้ังแรก รวมทั้งไดมีการนําเอา “เปงมาง”เขามาไวในวงปพาทย เพอื่ ตปี ระกอบจงั หวะในการบรรเลงดนตรขี บั เสภาวงมโหรกี ไ็ ดเ พ่มิ “ฆอ งวง”เขา เปนเครอ่ื งดนตรภี ายในวงอีกชนิดหนึ่งดว ย สมัยรัชกาลที่ 3 วงปพาทยไดเปลี่ยนไปเปน “วงปพาทยเครื่องคู” เพราะมีผูคิดประดิษฐระนาดเพ่ิมเขามาในวงอีก 1 ราง ซึ่งมีขนาดใหญกวาระนาดแบบเดิมและตีดวยไมนวม
102ใหเ สยี งทีต่ ่าํ กวานนั่ คือ “ระนาดทมุ ” นอกจากน้ยี งั สรา งฆองวงทมี่ ขี นาดเล็กและใหเสยี งสูงเรียกวา“ฆอ งวงเล็ก” รวมทง้ั การนําเอาปน อกเขา มาผสมในวงปพาทยด ว ย ดงั นั้น เครอื่ งดนตรีในวงปพ าทยเ คร่ืองหา ที่ประกอบไปดวย ปใ น ฆองวง ตะโพน กลองทัดระนาด และฉ่ิง จึงเปล่ียนไปเปนวงปพ าทยเครื่องคู ซ่ึงมีเคร่ืองดนตรีในวง ดังตอไปนี้ ระนาดเอกระนาดทมุ ฆองวงใหญ ฆอ งวงเล็ก ปใ น ปน อก ตะโพน กลองทัด ฉง่ิ ฉาบเล็ก ฉาบใหญ โหมง กลองสองหนา สมยั รชั กาลท่ี 4 “วงปพ าทยเครอื่ งใหญ” ซงึ่ เปน แบบแผนของวงปพาทยท่ีใชมาจนปจจุบนั สืบเน่ืองจากรัชกาลที่ 4 ไดท รงสราง “ระนาดทุมเหลก็ ” และ “ระนาดเอกเหล็ก” เพิ่มเขาไปในวงปพาทยเครื่องคู จึงทําใหวงปพาทยเคร่ืองคูมีวิวัฒนาการไปเปนวงปพาทยเคร่ืองใหญประกอบไปดว ย เคร่อื งดนตรชี นิดตา ง ๆ ดงั น้ี คอื ปใน ปนอก ระนาดเอก ระนาดทมุ ระนาดเอกเหล็กระนาดทุมเหล็ก ฆองวงใหญ ฆองวงเลก็ ตะโพน กลองทัด ฉ่งิ ฉาบเล็ก ฉาบใหญ โหมง สมยั รชั กาลที่ 5 สมเด็จพระเจา บรมวงศเ ธอเจาฟากรมพระยานรศิ รานวุ ัดตวิ งศ ทรงคดิประดิษฐว งปพ าทยขนึ้ มาในอีกรปู แบบหนง่ึ เพอื่ ใชบ รรเลงประกอบการเลนละครเรียกวา “วงปพาทยดึกดาํ บรรพ” พระองคทรงนําเอาฆองชัย หรือ “ฆองหุย” จาํ นวน 7 ลูก เพิ่มเขามา นอกจากน้ีพระองคยังทรงตดั เคร่ืองดนตรีทมี่ เี สียงแหลมเสียงสงู และเสยี งท่ดี งั มาก ๆ ออกไป สวนระนาดก็ใหตีดวยไมน วม ดังนั้นวงปพาทยดึกดําบรรพจึงมีเฉพาะเคร่ืองดนตรีที่บรรเลงแลวมีเสียงเบา ไพเราะนุมนวลแตกตางไปจากวงปพาทยอ่ืน ๆ โดยเคร่ืองดนตรีในวงปพาทยดึกดําบรรพ ประกอบดวยระนาดเอก ระนาดทุม ระนาดทมุ เหลก็ ฆอ งวงใหญ ซออู ขลุยอู ขลุย เพียงออ ฉง่ิ ฆองชัย หรือฆองหุยตะโพน กลองตะโพน สมยั รชั กาลท่ี 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหวั ทรงสนพระทัยดนตรไี ทยเปน อยางย่งิ อกี ทัง้ ยังทรงทํานบุ าํ รุงและรักษาการดนตรีไทยอยา งมงุ ม่ันจรงิ จัง โดยพระองคทรงใหตั้งกรมมหรสพข้ึนมา ประกอบไปดวยกรมบัญชาการ กรมโขนหลวง กรมพิณพาทยหลวงกองเคร่อื งสายฝรั่งหลวงและกรมชางมหาดเลก็ เพ่ือสราง ซอ มแซม และรักษาสงิ่ ทเี่ ปน ศลิ ปะทงั้ หมดนับวายุคสมัยนี้ดนตรีไทยมีความเจริญรุงเรืองเปนอยางมากและถือไดวาเปนยุคทองของดนตรีไทยอกี ยคุ หนึง่ เชน กนั สมัยรัชกาลท่ี 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ทรงสนพระทัยดนตรีไทยเปนอันมาก และพระองคทรงตัง้ วงเคร่ืองสายสวนพระองคท ่สี มบรู ณทสี่ ุดวงหนึ่งขึ้นมา โดยพระองคทรงสีซอดว ง สว นสมเด็จพระนางเจารําไพพรรณี พระบรมราชนิ ี ทรงสซี ออู นอกจากนี้ยังมเี จานายอกี หลายพระองคท ี่เปน สมาชิกในวงเครือ่ งสายนด้ี วย ตอ มาในป พ.ศ. 2475 ไดม กี ารเปล่ียนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยไปเปนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ดนตรีไทยไดรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในคร้ังนี้ดนตรีไทยคอย ๆ เส่ือมถอยลงเปนลําดับจนแทบสูญสิ้นไป แตภายหลังจากสงครามโลกครั้งท่ี 2
103สิน้ สุดลง การฟนฟดู นตรีไทยจึงไดเร่มิ ตนข้นึ ใหมอ ีกคร้งั และมกี ารพฒั นาดนตรไี ทยใหเ จรญิ กา วหนาอยา งตอ เนือ่ งมาจนถงึ ยคุ สมยั ปจ จุบนั 2) โขน การแสดงโขน เปนการแสดงทา ราํ เตน มีดนตรีประกอบการแสดง มีบทพากยและเจรจาตัวละครประกอบดวยยักษ ลิง มนุษย เทวดา ผูแสดงสวมหัวโขนจะไมรอง และเจรจาเองแตปจ จบุ นั ผแู สดงเปน มนษุ ยเ ทวดาจะไมส วมหวั โขน การแตงกายแตง แบบยืนเครื่องเหมอื นละครในตามลกั ษณะตัวละคร ไดแก ตวั พระ ตวั นาง ยกั ษ ลิง และตัวประกอบ ศีรษะโขน ไดแ ก ศรี ษะเทพเจาศรี ษะมนุษย ศรี ษะยกั ษ ศีรษะลิง และศรี ษะสัตวตา ง ๆ โขนสมัยกรงุ รตั นโกสนิ ทร แบงไดเ ปน 3 ยคุ คอื ยุคที่ 1 เปนโขน ในรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ยุคที่ 2เปนโขน ในรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจา อยูหวั ยคุ ที่ 3 เปนโขน ในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง โขนยคุ ท่ี 1 เม่อื พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ทรงสรางกรุงรัตนโกสินทรเปน ราชธานแี ละเสดจ็ ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบตั ิแลว ทรงฟน ฟูศิลปวัฒนธรรม สาํ หรบั ดา นการแสดงโขนทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาต ใหเ จา นาย และขุนนางผใู หญ หดั โขนได โดยไมทรงหามปรามเพราะฉะน้นั เจานายและขา ราชการช้ันผใู หญ จึงไดฝ ก หัดโขน เพื่อประดับเกียรติของตนการแสดงโขนจงึ แพรห ลาย กวา งขวางขนึ้ นอกจากน้ี ยงั โปรดให นักปราชญร าชบณั ฑติ ชวยกันแตงบทละครเรือ่ งรามเกียรต์ิ สําหรับใชเปนบทแสดงโขนละคร โดยพระองคทรงตรวจตราแกไข ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 2 ก็ทรงพระราชนิพนธบทละครเรื่องรามเกียรติ์ขึ้นอีกสวนหน่ึง ซ่ึงมีเรื่องราวและคาํ กลอนกระชบั ขึ้นเหมาะในการใชบทสาํ หรับแสดงโขนละคร โขนในยคุ ตนรัตนโกสินทรเจริญรุง เรอื ง เพราะเจา นายหลายองค และขนุ นางหลายทา นใหการสนับสนุน โดยใหมีการหัดโขนอยูในสํานักของตน เชน โขนของกรมพระพิทักษเทเวศร(ตนสกุลกญุ ชร) โขนของ กรมหม่ืนเจษฎาบดินทร (พระบาทสมเดจ็ พระน่งั เกลาเจาอยูหวั ) โขนของเจาพระยาบดนิ ทรเดชา และโขนของเจา พระนคร (นอย) เปนตน เม่ือเกิดมีโขนข้ึนหลายโรง หลายคณะแตละโรง แตล ะคณะ กค็ งจะประกวดประชันกัน เปนเหตุใหศิลปะการแสดงโขนในสมัยน้ันเจริญแพรหลาย เปนท่ีนิยมของประชาชนทั่วไป โขนของเจานายและขุนนางดังกลาวน้ี เรียกวา“โขนบรรดาศักด์ิ” ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงดํารงพระราชอสิ รยิ ยศเปนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกฎุ ราชกมุ าร ไดท รงเอาพระทยั ใส และทรงสนบั สนนุการแสดงโขน โดยโปรดใหฝ ก หัดพวกมหาดเล็กแสดงโขน เรียกวา “โขนสมัครเลน” ผูทฝ่ี กหัดโขน
104คณะนี้ลวนเปน โอรสเจานาย และลูกขุนนางมหาดเล็กในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ทั้งส้ินตา งเขา มาฝก หดั โขนดวยความสมัครใจ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงปรับปรุงบทโขน และทรงควบคมุ ฝกซอมบางครั้งก็ทรงแสดงดวยพระองคเอง โขนสมัครเลน โรงน้ี มีช่อื เสยี งวา แสดงไดด แี ละเคยแสดงในงานสําคัญ ๆ สมยั ปลายรัชกาลที่ 5 หลายครั้ง โขนยคุ ที่ 2 เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เสด็จข้ึนครองราชยสมบัติแลวจงึ โปรดใหต้ังกรมมหรสพข้นึ และปรบั ปรงุ กรม กอง ตลอดจนการบริหารงานตาง ๆ เกี่ยวกับการมหรสพใหดีขึ้น ทรงทํานุบํารุงสงเสริม ศิลปะ และฐานะของศิลปนใหเจริญกาวหนาถึงขีดสุดทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์แกศิลปนโขนผูมีฝมือ แมแตเจาหนาที่ผูรักษาเครื่องโขนก็โปรดใหมีบรรดาศกั ดดิ์ ว ย นอกจากน้โี ปรดใหต้งั โรงเรียนฝก หดั ศลิ ปะการแสดงโขนละคร ดนตรปี พาทยขนึ้ ในกรมมหรสพเรยี กวา โรงเรียนพรานหลวง โขนยคุ ท่ี 2 ของกรงุ รตั นโกสินทร นับเปนยุคที่เจริญรุงเรืองถึงขีดสดุ ท้ังศลิ ปะและฐานะของศิลปน โขนยุคท่ี 3 โขนยคุ ที่ 3 เปน ยุคเปลย่ี นแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าช มาสูระบอบประชาธิปไตย เริม่ ต้งั แตเ มอื่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เสด็จสวรรคต โขนก็ตกตาํ่ ลงทันที รัชกาลท่ี 7 โปรดใหยบุ กรมมหรสพ เพราะทรงเหน็ วา เปนการสน้ิ เปลอื งพระราชทรัพยจํานวนมาก มกี ารดลุ ยภาพขา ราชการออกจากราชการ รวมทั้งขาราชการกรมมหรสพดวย แตในเวลาตอ มา พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยหู วั ก็โปรดใหข า ราชการกรมมหรสพท่ีมคี วามสามารถรวมกันแลวต้ังเปนกอง เรียกวา กองมหรสพ สังกัดกระทรวงวัง มีการฝกหัดโขนข้ึนอีกครั้งหน่ึงโขนหลวง กระทรวงวัง สามารถออกโรงแสดงตอนรับแขกเมอื งในงานสําคัญ ๆ หลายงาน 3) ละคร ตง้ั แตก ารสถาปนากรุงรตั นโกสินทรเปนราชธานไี ทย เมื่อ พ.ศ. 2325 จนถึงปจ จบุ ัน(พ.ศ. 2542) เปน เวลา 217 ป กวไี ทยไดสรางสรรควรรณคดีที่สมควรรักษาเปนมรดกไทยไวจํานวนมากซึ่งเปนวรรณกรรมทงั้ ดานรอยแกว ไดแ ก สามกก โคลนติดลอ และ ดา นรอ ยกรอง ไดแก บทละครเร่ืองรามเกียรต์ิ พระราชนิพนธในรัชกาลท่ี 1 บทละครเร่ืองอิเหนา พระราชนิพนธในรัชกาลที่ 2บทเสภาเร่อื งขุนชา งขุนแผน ลลิ ติ ตะเลงพาย เปน ตน 4) รําและระบาํ สมัยรตั นโกสนิ ทร ระบาํ และรํา มคี วามสาํ คญั ตอราชพิธตี าง ๆ ในรูปแบบของพิธีกรรมโดยถือปฏบิ ัติเปน กฎมณเฑียรบาลมาจนถึงสมยั รตั นโกสินทรตอนตน (สมยั รชั กาลที่ 1 - รชั กาลท่ี 4) รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟาจฬุ าโลก โปรดรวบรวมตําราฟอนรํา และเขยี นภาพทา รําแมบ ทบันทกึ ไวเปน หลกั ฐาน มีการพัฒนาโขนเปนรูปแบบละครใน มีการปรับปรุง
105ระบาํ สบี่ ท ซ่งึ เปน ระบํามาตรฐานตั้งแตส ุโขทัย ในสมัยนไี้ ดเ กดิ นาฏศิลปข้ึนมาหลายชุด เชน ระบําเมขลา - รามสูร ในราชนพิ นธร ามเกียรติ์ รัชสมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย เปนยุคของนาฏศิลปไทย เนื่องจากพระมหากษัตริยทรงโปรดละครรํา ทารํางดงามตามประณีตแบบราชสํานัก มีการฝกหัดท้ังโขนละครใน ละครนอก โดยไดฝกผูหญิงใหแสดงละครนอกของหลวงและมีการปรับปรุงเครื่องแตงกายยนื เคร่ืองแบบละครใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังเกลาเจาอยูหัว โปรดใหยกเลิกละครหลวง ทําใหนาฏศิลปไทยเปนที่นิยมแพรหลายในหมูประชาชน และเกิดการแสดงของเอกชนขึ้นหลายคณะศลิ ปนท่ีมคี วามสามารถไดสบื ทอดการแสดงนาฏศลิ ปไ ทยท่ีเปนแบบแผนกนั ตอมา รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว โปรดใหมีละครรําผูหญิงในราชสํานักตามเดิมและในเอกชนมีการแสดงละครผูหญิงและผูชาย ในสมัยน้ีมีบรมครูทางนาฏศิลป ไดช าํ ระพธิ โี ขนละคร ทลู เกลา ถวายตราไวเ ปนฉบับหลวง และมกี ารดัดแปลงการราํ เบกิ โรงชดุ ประเรงิ มาเปน ราํ ดอกไมเ งินทอง รชั สมัยพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจาอยูหัว ในสมัยนี้มีท้ังการอนุรักษและพฒั นานาฏศลิ ปไทยเพื่อใหมคี วามทันสมยั เชน มีการพัฒนาละครในละครดึกดําบรรพ พัฒนาละครรําที่มีอยูเดิมมาเปนละครพนั ทางและละครเสภา และไดกําหนดนาฏศิลปเปนท่ีบทระบําแทรกอยูในละครเร่อื งตาง ๆ เชน ระบาํ เทวดา - นางฟา ในเรอื่ งกรุงพาณชมทวปี ระบาํ ตอนนางบุษบากับนางกํานันชมสารในเรือ่ งอเิ หนา ระบําไก เปนตน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เปนศิลปะดานนาฎศิลปเจริญรุงเรืองมาก พระองคโปรดใหต้ังกรมมหรสพข้ึน มีการทํานุบํารุงศิลปะทางโขน ละคร และดนตรีปพาทย ทําใหศิลปะมีการฝกหัดอยางมีระเบียบแบบแผน และโปรดตั้งโรงเรียนฝกหัดนาฏศิลปในกรมมหรสพ นอกจากนี้ ยังไดมกี ารปรับปรุงวธิ ีการแสดงโขนเปนละครดกึ ดาํ บรรพ เรอื่ งรามเกียรติ์ และไดเกิดโขนบรรดาศักดท์ิ ่ีมหาดเล็กแสดงคกู บั โขนเชลยศักดท์ิ ่เี อกชนแสดง รัชสมัยสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว โปรดใหมีการจัดต้ังศิลปากรข้ึนแทนกรมมหรสพท่ถี ูกยุบไป ทําใหศิลปะโขน ละคร ระบํา ราํ ฟอน ยังคงปรากฏอยู เพื่อเปนแนวทางในการอนุรักษและพฒั นาสบื ตอไป รัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาอานนั ทมหิดลพระอฐั มรามาธิบดินทรหลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีของกรมศิลปากร ไดกอต้ังโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตรขึ้นมา เพื่อปอ งกันไมใหศิลปะทางดา นนาฏศิลปสญู หายไป ในสมัยน้ไี ดเกิดละครวิจิตร ซ่ึงเปนละครปลุกใจใหรักชาติ และเปนการสรางแรงจูงใจใหคนไทยหันมาสนใจนาฏศิลปไทย และไดมีการต้ังโรงเรียนนาฏศิลปแทนโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร ซึ่งถูกทําลายตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อเปน
106สถานศกึ ษานาฏศิลปและดรุ ยิ างคศลิ ปข องทางราชการ และเปน การทํานุบาํ รงุ เผยแพรน าฏศิลปไทยใหเ ปน ท่ียกยองนานาอารยประเทศ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9)นาฏศิลป ละคร ฟอน รํา ไดอยูในความรับผิดชอบของรัฐบาล ไดมีการสงเสริมใหผูเชี่ยวชาญนาฏศิลปไทยคิดประดิษฐทารํา ระบําชุดใหม ไดแก ระบําพมาไทยอธิษฐาน ปจจุบันไดมีการนํานาฏศิลปน านาชาตมิ าประยุกตใชในการประดษิ ฐทารํา รูปแบบของการแสดง มีการนําเทคนิคแสงสี เสียง เขา มาเปน องคป ระกอบในการแสดงชดุ ตาง ๆ ปรบั ปรงุ ลลี าทารําใหเหมาะสมกับฉาก บนเวทีการแสดงมีการติดตั้งอุปกรณที่ทันสมัย ทั้งระบบมาน ฉาก แสง ควบคุมดวยระบบคอมพิวเตอรมีระบบเสียงทส่ี มบูรณ มีเครื่องฉายภาพยนตรประกอบการแสดงและเผยแพรศิลปกรรมทุกสาขานาฏศิลป และสรางนักวิชาการและนักวิจัยในระบบสูง โดยมีการเปดสอนนาฏศิลปไทยในระดับปริญญาเอกอีกหลายแหง 5) การแสดงพน้ื เมอื ง การแสดงพนื้ เมอื งทเี่ กิดขนึ้ ในสมัยรตั นโกสินทร เปนศลิ ปะการรายรํา หรอื การละเลนทีเ่ ปนเอกลักษณของกลุม ชนตามวัฒนธรรมในแตล ะภมู ิภาค สามารถแบง ไดต ามภมู ภิ าคได ดังนี้ 5.1 การแสดงพนื้ เมืองภาคเหนอื การแสดงพื้นเมืองทางภาคเหนือ เปนศิลปะการรําและการละเลน นิยมเรียกกันทว่ั ไปวา “ฟอ น” การฟอ นเปนวฒั นธรรมของชาวลานนา และกลุมชนเผาตาง ๆ เชน ชาวไต ชาวล้ือชาวยอง ชาวเขิน เปนตน ลักษณะของการฟอ น มีลีลา ทา รําที่งดงามออนชอย มีการแตงกายตามวัฒนธรรมทองถนิ่ โอกาสท่แี สดงมกั เลน ในงานประเพณี ตอนรบั แขกบานแขกเมือง ไดแก ฟอนเลบ็ฟอนเทียน ฟอนครวั ทาน ฟอ นสาวไหม และฟอนเจิง การฟอ นแบบพ้ืนบา นดัง้ เดิมในกลุมนี้ในเวลาตอมาเมื่อราชสํานักสยามเขาปกครองราชอาณาจักรลานนาไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ชาวลานนาจึงไดรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากราชสํานัก โดยเอาแบบแผนการรําของภาคกลางมาปรับปรุงการฟอ นแบบดง้ั เดมิ ตง้ั แตลีลาการรํา กระบวนการจัดแถวรํา การเดินสลับแถวและการใชดนตรีประกอบการฟอ น
107 ภาพ : ฟอ นรํา ทางภาคเหนอื ทมี่ า : https://fonnthai.files.wordpress.com/2014/03/2342013826dsc_1414.jpg 5.2 การแสดงพนื้ เมืองภาคกลาง การแสดงพื้นเมืองภาคกลาง เปนศิลปะการรายรําและการละเลนของชาวภาคกลางสว นใหญจ ะมีความเก่ยี วของและสอดคลอ งกับวิถีชีวิตทางดานเกษตรกรรม และยังสงผลตอความบันเทิง สนุกสนาน เปนการพักผอนหยอนใจจากการทํางาน หรือเมื่อเสร็จจากฤดูเก็บเกี่ยว เชนการแสดงเพลงเก่ียวขาว เตน กําราํ เคยี ว รําโทน หรอื รําวง รําเถิดเทิง รํากลองยาว มีการแตงกายตามวฒั นธรรมทองถ่ิน โดยใชเครื่องดนตรีพื้นบาน เชน กลองยาว กลองโทน ฉ่ิง ฉาบ กรับ และโหมง ศิลปะการเลนกลองยาว เริ่มปรากฏในเมืองไทยอยา งมีแบบแผนในสมัยรัชกาลท่ี 4ในการแสดงละคร เรอื่ งพระอภัยมณี โดยรว มแสดงผสมผสานกบั วัฒนธรรมหลวงเปน คร้ังแรก ภาพ : ราํ กลองยาว ภาคกลาง ทม่ี า : https://sites.google.com/site/sinlapakarnsadangnattasin/kar/phakh-klang
108 5.3 การแสดงพน้ื เมืองภาคอีสาน การแสดงพ้ืนเมืองภาคอสี าน เปนศิลปะการราํ และการละเลน ของชาวพ้ืนบานภาคอสี านหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เพือ่ ตอบสนองผลทางจิตใจท่ีมีตอการนับถือลัทธิความเชื่อตา ง ๆ และการนบั ถอื พุทธศาสนา ดังน้ัน การแสดงศิลปะในภูมิภาคนี้จึงเนนท่ีการระบํา รําฟอนเพือ่ การบวงสรวงส่งิ ศักดส์ิ ทิ ธ์ิ และการเฉลมิ ฉลองเทศกาลอันเกีย่ วขอ งกบั พุทธศาสนา ซึง่ แบบแผนด้ังเดิมของการรําฟอน ไดแก ฟอนผูไทย หรือรําซวยมือ เซ้ิงบ้ังไฟ เครื่องดนตรีที่ใชบรรเลงประกอบการรํา ไดแ ก แคน และกลองหาง เปนหลกั นอกจากนี้ยังมี พณิ กลองตมุ (ตะโพน) หมากกลงิ้ กลอม (โปงลาง) สงิ่ (ฉ่ิง) แสง (ฉาบ) หมากกั๊บแก็บ (กรับ) ฆองโหมงและพังฮาด (ฆองโบราณไมมปี ุม) ผบู รรเลงดนตรเี ปนชาย นอกจากน้ีศิลปะการแสดงที่จัดเปนการละเลนด้ังเดิมของชาวอีสานที่ไดรับความนิยมและเปนท่ีรูจักอยางแพรหลายในสมัยรัชกาลท่ี 5 คือ หมอลํา และหนังตะลุงอีสาน ซ่ึงใชเครื่องดนตรีพน้ื บานประกอบ ไดแ ก ระนาดเอก ซออู แคน กลองทดั ตะโพน ฉงิ่ ฉาบ ภาพ : การแสดงรําฟอ นทางภาคอสี าน หมอลํา ทม่ี า : https://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9480000159535 5.4 การแสดงพนื้ เมืองภาคใต การแสดงพ้ืนเมืองภาคใต มีความแตกตางไปจากภาคอ่ืน ๆ เนื่องจากสภาพภูมศิ าสตร เศรษฐกิจและสงั คม กอใหเกิดการแสดงอารมณอยางเรียบงาย ประสมประสานไปกับภาพสะทอนของการทาํ งานและการตอสูในชีวิต การละเลนจึงมีความเดนในดานการส่ือความคิดการใชภ าษาทข่ี ับรอ งดว ยบทกลอน เนนท่ีลํานําและจังหวะ เคร่ืองดนตรีที่ใชประกอบการละเลนไมเนนเครอื่ งดดี สี เหมือนภาคอื่น ๆ ลีลาการรา ยราํ มีจังหวะฉบั ไว
109 การรําและการละเลน ของชาวพืน้ บานภาคใต เปน การผสมผสานระหวา งวัฒนธรรมแบง ได 2 กลุม คือ วัฒนธรรมไทยพุทธ ไดแก การแสดงโนรา หนังตะลุง เพลงบอก เพลงนาและวฒั นธรรมไทยมสุ ลมิ ไดแก รองเง็ง ซําแปง มะโยง (การแสดงละคร) ลิเกฮูลู (คลายลิเกภาคกลาง)และสิละ มีเคร่ืองดนตรีประกอบที่สําคัญ เชน กลองโนรา กลองโพน กลองปด โทน ทับ กรับพวงโหมง ปก าหลอ ปไหน รํามะนา ไวโอลิน อัคคอรเดยี น 6. ดา นประเพณี ขนบธรรมเนยี มประเพณี เปนสิ่งแสดงใหเ หน็ วัฒนธรรมความเจริญรุงเรืองของชาติพระมหากษัตริยในสมัยรัตนโกสินทรตอนตน จึงทรงฟนฟูขนบธรรมเนียมประเพณีที่ถือปฏิบัติมาชา นานตง้ั แตส มยั อยุธยา อาจกลา วโดยสงั เขป ดงั นี้ 1) ประเพณีเก่ยี วกับพระมหากษัตรยิ มีพระราชพธิ ีบรมราชาภิเษก (พธิ ขี ึน้ ครองราชยเปน พระมหากษตั รยิ ) พระราชพธิ โี สกันต (พิธโี กนจกุ ของพระราชวงศ) พระราชพิธีพระเมรุมาศ (พิธีเผาศพ)พระราชพิธีฉัตรมงคล (พิธีฉลองพระเศวตฉัตรในวันคลายวันบรมราชาภิเษก) พระราชพิธีสมโภชชา งเผือก ฯลฯ 2) ประเพณีเกี่ยวกับบานเมือง มีพระราชพิธีถือน้ําพระพิพัฒนสัตยา พระราชพิธีอาพาธพินาศ (พิธีปดเปา โรคภยั มิใหเ บียดเบยี น) พระราชพธิ พี ชื มงคล (พิธีปลูกพชื เอาฤกษช ัย) ฯลฯ 3) ประเพณีเก่ียวกับพระพุทธศาสนา พิธีวิสาขบูชา พิธีอาสาฬหบูชา พิธีมาฆบชู าพิธีเขา พรรษา - ออกพรรษา พิธีบวชนาค เทศนม หาชาติ สวดภาณยกั ษ ฯลฯ 4) ประเพณพี ราหมณ พธิ ีโลชิงชา พธิ วี างศลิ าฤกษ พธิ โี กนจุก ฯลฯ 5) ประเพณีชาวบา น พธิ ใี นโอกาสสําคญั ๆ เชน แตงงาน ขึ้นบานใหม ทําขวัญนาคเผาศพ พิธตี รุษสงกรานต พิธสี ารท การละเลน ตาง ๆ เชน การเลน เพลงสกั วา เพลงเรอื เพลงฉอย ลเิ กลําตัด ฟอ นเลบ็ หนงั ตะลงุ หมอลํา พระราชประเพณีสบิ สองเดือน พระราชพธิ ีสบิ สองเดือนเปนพระราชนิพนธในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจา อยหู วัพระราชนพิ นธเ มือ่ พ.ศ. 2431 ตีพิมพใ นนิตยสารวชริ ญาณรายสปั ดาห จากนน้ั นาํ มารวบรวมเปนเลมพระราชนพิ นธเ ลม น้นี ับเปนวรรณคดชี ้ินเอกเลมหน่ึงของไทย พระราชพธิ ีสบิ สองเดอื น เปน ความเรยี ง เนอื้ เรอื่ งกลา วถงึ พระราชพิธีตา ง ๆ ที่กระทําในแตล ะเดือนตลอดทงั้ ป ทรงอธิบายตําราเดิมของพระราชพิธีการแกไขเปล่ียนแปลง หรอื เลิกพิธีเพอื่ ใหผ ูอา นไดรบั ความรูค วามเขา ใจเกย่ี วกับพระราชพธิ ีตัง้ แตตนปจนถงึ ปลายป ยกเวน พธิ เี ดอื น 11ทมี่ ไิ ดร วมไว เน่อื งจากติดพระราชธุระจนไมไ ดแตง ตอ จวบสิน้ รัชสมยั ทรงศกึ ษาคนควา ขอ มลู ทงั้ จากตําราและจากคําบอกเลาของบุคคล เชน พระมหาราชครูพราหมณผูทําพิธี และจากการสังเกตเหตุการณท ่ที รงคนุ เคย นบั ไดวาหนังสือเลมนี้มีคณุ คา ทางดานสังคมศาสตร ทรงใชภาษาท่ีเขา ใจงา ย
110และเขียนอธบิ ายตามลําดบั จากงา ยไปสยู าก จากอดีตมาสูปจจุบันเหมาะสมกับการเปนคําอธิบายใหเ กดิ ความรูความเขาใจ และมีผูน ิยมนาํ พระราชพธิ สี บิ สองเดือนมาวาดเปนรูปภาพลงบนฝาผนังตามวัดตาง ๆ ในสมยั รัตนโกสินทร พระราชพิธีสิบสองเดือน เปนหนังสือที่อานไดไมยาก มีรายละเอียดของพระราชพิธีในสวนตาง ๆ อยางครบถว น นอกจากทรงเลา ถึงพระราชพิธตี ามตํารับโบราณแลว ยังทรงมีพระราชวินิจฉัยในเรือ่ งตาง ๆ ไดอ ยา งแยบยล พระราชนพิ นธเ ลม นี้เปนแบบอยา งของการเขยี นความเรยี งและตาํ ราอางอิงที่สําคัญเก่ียวกับพระราชพิธีของไทย เม่ือสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวไดทรงพระกรณุ าโปรดเกลา ฯใหจ ดั ตั้งวรรณคดีสโมสรข้นึ พระราชนิพนธ พระราชพิธีสิบสองเดือนก็ไดรับการยกยอ งวา เปน “ยอดของความเรียงอธบิ าย” 7. ดา นการแตงกายและอาหาร การแตงกาย การใชผ าเปนเครอ่ื งแตง กายนัน้ เดมิ คร้ังกรุงศรอี ยุธยาคงมีอยูระยะหนึ่งท่ีมีระเบียบเครงครัดวา คนชั้นไหนใชผา ชนดิ ใดไดบ า ง หรือชนิดไหนใชไมไ ด ตอมาระเบียบน้ลี ะเวนไปไมเครงครัด จึงปรากฏวา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก รัชกาลท่ี 1 โปรดใหออกพระราชบัญญัติ วาดวยการแตง กายการใชผา บังคับและหา มไวใหม อีกครั้งหน่ึง จะเหน็ ไดวา การใชผา เครอื่ งประดับ ในสมัยรัตนโกสินทรตอนตน เปนการใชตามฐานะรวมถงึ บรรดาศักด์ิ ตาํ แหนงหนาที่การงาน และตามสกลุ ผาในสมัยน้คี งใชสืบตอ แบบเดียวกับที่ใชในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ สวนหน่ึงเปนผาทอในประเทศ อีกสวนหนึ่งเปนผาสั่งเขามาจากตางประเทศ ผา ไทย ไดแ ก ผา ยก ผาไหม ผา สมปก ผายกทองระกําไหม สมัยรัชกาลที่ 2 มีผาลายซ่งึ เจา นาย และคนสามญั นยิ มใชจะตางกันตรงที่ลวดลายวา เปนลายอยาง หรือผาลายนอกอยาง(ผา ซงึ่ คนไทยเขียนลวดลายเปนแบบอยาง สงไปพิมพในตางประเทศ โดยเฉพาะอินเดีย) ถาเปนของเจานายชั้นสูง ผาลายจะเขียนลายดวยสีทอง เรียกวา ผาลายเขียนทอง ใชไดเฉพาะระดับพระเจา แผน ดินถึงพระองคเ จาเทา นนั้ ผา ชนิดนี้นิยมใชเ ชน เดยี วกับผายก ผาท่ีนา สนใจอีกอยา งหนง่ึของพวกเจา นาย คือ ผาใยบัว ผา กรองทอง และผา โขมพสั ตร พวกชาวบานท่วั ไป มักจะใชผ า ตาบวั ปอกผาดอก สม ดอกเทยี น ผา เล็ดงา ผาตามะกล่ํา ผา ตาสมุก ผาไหมมหี ลายชนิด เชน ผาไหมตาตารางผาไหมตะเภา การเพิม่ ความงามใหแ กเสื้อผา ที่ใช นอกจากปก ไหมเปน ลวดลายตา ง ๆ แลว ก็มีการปกดวยทองเทศ ปกดวยปกแมลงทับ ซึ่งใชปกท้ังบนผาทรงสะพัก ผาสมรด หรือผาคาดเอว และเชิงสนับเพลาของเจานายผูชาย
111 การแตงกายไทยในสมัยรัตนโกสินทรน ้นั แบง ไดตามสมยั ในชว งรชั กาลตา ง ๆ ไดด งั ตอ ไปน้ี รชั กาลที่ 1 - รชั กาลที่ 3 การแตงกายของผหู ญิง : ผูห ญงิ จะนุง ผา จีบ หมสไบเฉยี ง ตัดผมไวปกประบา กันไรผมวงหนาโคง หากเปนชาวบา นอาจนงุ ผาถงุ หรือโจงกระเบน สวมเส้ือรัดรปู แขนกระบอก หม ตะเบงมานหรือผา แถบคาดรดั อก แลว หม สไบเฉียง การแตง กายของผูช าย : ผชู ายจะนุงผา มวง โจงกระเบน สวมเส้ือนอกคอเปด ผา อกกระดุม 5 เม็ด แขนยาวหากเปนชาวบานจะไมสวมเส้ือการแตงกายของชาววังและชาวบานจะไมแตกตางกันมากจะมีแตกตางกันก็ตรงสวนของเนื้อผาท่ีสวมใสซึ่งหากเปนชาววังแลวจะหมผาไหมอยางดี ทอเนื้อละเอียด เลนลวดลายสอดดิ้นเงิน - ด้ินทอง สวนชาวบานท่ัวไปจะนุงผาพนื้ เมือง หรอื ผาลายเน้อื เรยี บ ๆ หากเปน ราษฎรทว่ั ไปทีม่ อี าชีพเกษตรกร ทาํ ไร ทาํ นาแลวจะนงุ ผาในลักษณะถกเขมร คือ จะนงุ เปนโจงกระเบนแตจะถกส้ันขนึ้ มาเหนือเขา เพ่อื ความสะดวก ไมส วมเสื้อหากอยบู านจะนุงลอยชาย หรือโสรง แลวมผี าคาดพงุ แตถาแตงกายไปงานเทศกาลตาง ๆ มักนุงโจงกระเบนดวยผาแพรสีตาง ๆ และหมผาคลองคอปลอยชายทั้งสองยาวไวดานหนาการตัดผมของสตรีสาวจะตัดผมทรงดอกกระทุม ปลอยทายทอยยาวถึงบา หากเปนผูใหญแลวจะตัดผมปกแบบโกนทา ยทอยสัน้ ภาพ : การแตง กายสมัยรชั กาลท่ี 1 -รชั กาล 3 สมยั รชั กาลที่ 4 เน่ืองจากสมัยโบราณคนไทยไมนิยมสวมเสื้อแมแตเวลาเขาเฝา ในสมัยรัชกาลที่ 4พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา เจา อยูหัว จงึ ประกาศใหข าราชการสวมเส้อื เขา เฝา และทรงสนบั สนนุใหมีการศกึ ษาภาษาองั กฤษ จึงทาํ ใหม ีการรบั วฒั นธรรมตะวันตกเขามา การแตงกายของสตรีจึงมีการเปลี่ยนแปลงไป
112 การแตงกายของผหู ญิง : ผูหญิงจะนงุ ผา ลายโจงกระเบน หรอื นุงผาจีบ ใสเสื้อแขนยาวผา อก ปกคอตั้งเต้ีย ๆ (เสื้อกระบอก) แลวหมผาแพรสไบจีบเฉียงทับบนเส้ือ ตัดผมไวปกเชนเดิมแตไมยาวประบา การแตง กายของผูชาย : ผชู ายจะนงุ ผามว งแพรโจงกระเบน สวมเสอ้ื เปดอกคอเปดหรอื เปน เสื้อกระบอกแขนยาว เรอื่ งของทรงผมผูชายยังไวทรงมหาดไทยอยู สวนรัชกาลท่ี 4 จะไมทรงไวทรงมหาดไทย ภาพ : การแตง กายสมยั รชั กาลท่ี 4 สมัยรชั กาลที่ 5 ในสมัยรัชกาลท่ี 5 น้ี ถือเปนยุคแหงการเปลี่ยนแปลงการแตงกายของคนไทยเนื่องจากรัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จประพาสยุโรปและมีการนําแบบอยางการแตงกายของชาวยุโรปกลับมาประยุกตใชในประเทศไทยอีก ทั้งในสมัยนี้ยังมีกําเนิดชุดช้ันในรุนแรกที่ดัดแปลงจากเส้ือพริ้นเซส ซึ่งตอมาไดพัฒนาใหเปนเสื้อชุดช้ันในที่เรียกวา เสื้อคอกระเชาท่ียังคงเปนที่รูจักกันในปจจุบันนี้ การแตง กายของหญิง : ผูหญงิ จะนงุ ผาลายโจงกระเบน เส้อื กระบอก แขนยาว ผาอกหมผาแพร จบี ตามขวางสไบเฉียงทับบนเสอ้ื อกี ชั้นหนงึ่ ถา อยูบา นจะหมแตส ไบ ไมสวมเสื้อ เม่ือมีงานพิธจี ะนุงหม ผาตาด เลกิ ไวผ มป และหันมาไวผ มยาวประบา การแตงกายของชาย : ผชู ายจะนงุ ผามว งโจงกระเบน สวมเสอื้ ราชปะแตน สวมหมวกหางนกยูง ถือไมเทาและไวผมรองทรง หากไปงานพิธีจะสวมถุงเทาและรองเทาดวยการสวมเสื้อแพรสจี ะสวมตามกระทรวงและหมวดตาง ๆ ดังนี้
1131) ชน้ั เจา นาย สวมเสอ้ื สีไพล2) ช้นั ขุนนางกระทรวงมหาดไทยสวมเสอ้ื แพรสีเขียวแก3) ชั้นขุนนางกระทรวงกลาโหมสวมเสื้อแพรสีลกู หวา4) ชั้นขนุ นางกรมทา (กระทรวงตางประเทศ) เสื้อแพรสีนาํ้ เงนิ (สกี รมทา )5) ชั้นมหาดเล็กสวมเสอ้ื แพรสเี หล็ก6) พลเรอื น สวมเสื้อปก เปน เสือ้ คอปด มีชายไมย าวมาก คาดเข็มขัดไวน อกเสือ้ ภาพ : การแตงกายสมัยรชั กาลท่ี 5 ตอนตน ภาพ : การแตง กายสมยั รชั กาลท่ี 5 ตอนกลาง
114 ภาพ : การแตง กายสมยั รชั กาลท่ี 5 ตอนปลาย สมัยรชั กาลที่ 6 การแตงกายของหญิง : ผูหญิงเร่ิมมีการนุงผาซ่ินตามพระราชนิยม สวมเส้ือแพรโปรงบาง หรือผาพิมพดอกคอกวางขึ้น หรือแขนเสื้อสั้นประมาณตนแขน ไมมีการสะพายแพรสว นทรงผมจะไวยาวเสมอตน คอ ตดั เปน ลอน หรอื เรียกวา ผมบอบมีการดัดผมดานหลังใหโคงเขาหาตน คอเลก็ นอยนิยมคาดผมดวยผาหรือไขม ุก การแตง กายของชาย : ผูช ายยงั คงนงุ ผามว งโจงกระเบน สวมเสอ้ื ราชปะแตน แตเรม่ิ มีการนุง กางเกงแบบชาวตะวันตกในภายหลัง แตป ระชาชนธรรมดาจะนุงกางเกงผาแพรของจนี สวมเสอ้ืคอกลมสีขาว (ผา บาง) ภาพ : การแตงกายสมยั รชั กาลที่ 6
115 สมัยรชั กาลที่ 7 การแตงกายของหญิง : ผูหญิงเลิกนุงโจงกระเบน แตจะนุงเปนผาซิ่นแคเขา สวมเส้ือทรงกระบอก ไมมีแขนไวผมสนั้ ดัดลอน ซึง่ จะดดั ลอนมากข้นึ การแตง กายของชาย : ผูช ายจะนงุ กางเกงเปนสีตา ง ๆ แตขาราชการจะนุงผามวงหรอื สีน้ําเงินสวมเส้ือราชปะแตน สวมถุงเทาและรองเทา แตในป พ.ศ. 2475 มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเปนระบอบประชาธปิ ไตย ทาํ ใหอ ารยธรรมตะวันตกมีอิทธพลตอ การแตงกายของคนไทยมากขนึ้ ผูช ายจึงจะมกี ารนงุ กางเกงขายาวแทนการนุงผามวง แตถึงอยางไรสามัญชนท่ัวไปยังคงแตง กายแบบเดมิ คอื ผชู ายสวมกางเกงแพรหรือกางเกงไทยสวมเส้ือธรรมดา ไมสวมรองเทาสว นผหู ญิงสวมเส้อื คอกระเชาเกบ็ ชายไวใ นผา ซ่ินหรือโจงกระเบนเวลาออกนอกบานจึงแตงกายสุภาพ ภาพ : การแตงกายสมัยรชั กาลท่ี 7 สมัยรชั กาลที่ 8 โดยสรปุ แลวในสมัยน้จี ะมกี ารแตงกายท่เี ปนสากลมากยง่ิ ขึน้ อีกทงั้ ยงั เปนยุครฐั นยิ มซึ่งจอมพล ป. พิบลู สงคราม ไดก ําหนดเครอ่ื งแตง กายออกเปน 3 ประเภท 1) ใชใ นทชี่ มุ ชน 2) ใชท าํ งาน 3) ใชตามโอกาส ผูหญิงจะสวมเสื้อแบบไหนก็ได แตตองคลุมไหลมีการนุงผาถุง แตตอมาจะเร่ิมนุงกระโปรง หรือผาถงุ สาํ เรจ็ สวมรองเทา สวมหมวกและเลิกกินหมาก สวนผูชายจะสวมเส้ือมีแขน คอปดหรอื จะเปด กไ็ ด
116 ภาพ : การแตง กายสมัยรชั กาลที่ 8 สมยั รชั กาลที่ 9 รชั กาลที่ 10 จนถงึ ปจ จุบัน ผาไทยแมจะเสื่อมความนิยมไปบางในบางเวลา แตก็ยังเปนท่ีนิยมอยูในปจจุบันกลาวไดว า ดว ยพระมหากรุณาธิคณุ ของสมเดจ็ พระนางเจา สริ กิ ิต์ิ พระบรมราชนิ ีนาถ (ในรัชกาลที่ 9)ที่ทรงสนพระราชหฤทัยสนับสนุนการทอผาพ้ืนเมือง โดยเฉพาะการทอผามัดหมี่ของภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ใหแพรหลาย เปนท่ีรูจกั อยางมาก ทงั้ ในประเทศ และตางประเทศ เปนผลใหเกิดการตื่นตัวท่ีจะอนุรักษ และพัฒนาการทอผาพ้ืนเมืองในภูมิภาคอ่ืน ๆ ของไทยเราใหเจริญกา วหนายง่ิ ขึ้น เปน ทน่ี ยิ มของคนไทย ซื้อหานาํ มาใชโ ดยทัว่ ไปอีกดวยสมเด็จพระนางเจา สิรกิ ติ ิ์พระบรมราชินนี าถ (ในรชั กาลที่ 9) ทรงสนพระราชหฤทยั สนบั สนุนการทอผาพื้นเมือง โดยเฉพาะผามัดหมขี่ องภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใหเ ปน ทีร่ จู กั กันอยา งแพรห ลาย ขอความแตโ บราณที่วา “ผูหญิงทอผา” น้ันเหมาะอยางย่ิงสําหรับคนไทย เพราะแสดงถึงวัฒนธรรมอันสูงสง ท่ีไทยเรามีบรรพบุรษุ ซง่ึ ปราดเปรื่อง คดิ ประดิษฐกรรมวธิ ีการทอผา ทงั้ผาฝาย และผาไหมไดอยางดีเลิศ และคิดวิธีไดหลากหลาย ไมวาจะทอผาพื้น หรือทอใหเกิดลวดลายตาง ๆ ดวยวธิ ีที่เรียกวา ยก จก ขิด มัดหม่ี และลวง เปนตน และวัฒนธรรมนี้ ไดรับการสืบทอดตอมา นานนับรอ ยพนั ปจนเปน เอกลกั ษณท ีโ่ ดดเดน ชุดไทยแบบด้ังเดิมนั้นแทบจะสูญหายไป ชุดไทยพระราชนิยมเกิดจากพระราชเสาวนียข องสมเด็จพระนางเจาสริ ิกิตติ์พระบรมราชินีนาถ (ในรัชกาลที่ 9) เพอ่ื หาแบบชดุ ไทยทร่ี วมสมัยเพ่ือทรงในระหวางเสด็จประพาสยุโรป โดยศึกษาคนควาจากภาพถายเกาและออกแบบปรับปรุงใหเขา กับสมัยนยิ มมีทงั้ สิน้ 8 แบบ ดงั นี้
117 1) ไทยเรือนตน ใชแ ตง ในงานท่ีไมเปนพิธี และตองการความสบาย เชน ไปเท่ียว 2) ไทยจิตรลดา เปน ชดุ ไทยพธิ ีกลางวนั ใชรบั ประมขุ ตา งประเทศเปนทางการหรืองาน สวนสนาม 3) ไทยอมรนิ ทร สําหรบั งานเลี้ยงรับรองตอนหวั คาํ่ อนุโลมไมคาดเขม็ ขดั ได 4) ไทยบรมพมิ าน ชดุ ไทยพธิ ตี อนคํา่ คาดเขม็ ขดั 5) ไทยจักรี คือ ชดุ ไทยสไบ 6) ไทยดุสิต สําหรับงานพิธตี อนคํา่ จดั ใหสะดวกสาํ หรับสวมสายสะพาย 7) ไทยจักรพรรดิ เปน แบบไทยแท 8) ไทยศิวาลยั เหมาะสําหรับเม่ืออากาศเยน็ ภาพ : การแตงกายสมัยรชั กาลที่ 9 - รัชกาลที่ 10 อาหารในสมัยรตั นโกสนิ ทร อาหารไทยมีจุดกาํ เนิดพรอมกับการต้ังชนชาติไทย และมีการพัฒนาอยางตอเนื่องสมยั รัตนโกสนิ ทรมีการจาํ แนกความเปนมาของอาหารไทยเปน 2 ยุค คือ ยุคสมัยรัชกาลท่ี 1 จนถึงรชั กาลท่ี 3 และยุคสมัยรชั กาลที่ 4 จนถงึ ปจ จุบนั สมยั รัตนโกสนิ ทร ยุคท่ี 1 (พ.ศ. 2325 - พ.ศ. 2394) อาหารไทยในยุคตนรัตนโกสินทร มีลักษณะเดียวกับยุคสมัยธนบุรี คือ นอกจากมอี าหารคาว และอาหารหวานแลว ยังมอี าหารวา ง เปน อาหารทีเ่ กิดขึน้ จากอิทธิพลทางวัฒนธรรมอาหารของประเทศจีน ตอมามีการปรับเปลี่ยนดัดแปลงจนกลายเปนอาหารไทย นอกจากน้ี
118จดหมายความทรงจําของกรมหลวงรินทรเทวี ไดกลาวถึงเคร่ืองตั้งสํารับคาวหวานของพระสงฆในงานสมโภชพระพุทธมณีรตั นมหาปฏิมากร (พระแกวมรกต) แสดงใหเห็นวารายการอาหารในยุคนี้นอกจากจะมีอาหารไทย เชน ผัก นํ้าพริก ปลาแหง และหนอไมผัด แลวยังมีอาหารท่ีปรุงดวยเครื่องเทศแบบอสิ ลาม มีอาหารจนี ซงึ่ ใชเน้อื หมใู นการประกอบอาหาร สาํ หรบั อาหารประเภทผดั ผกัท่ีใชไฟแรงทุกชนิด คนไทยรับวัฒนธรรมการปรุงอาหารมาจากชาวจีน ที่อพยพเขามาอาศัยหรือเดนิ ทางมาคาขายในประเทศไทย ในสมยั ตน รตั นโกสนิ ทร โดยคนไทยสามารถหาซ้ือกระทะเหล็กไดจากคนจีนที่นําสินคา มาขายในประเทศไทยทางเรอื (สําเภาจีน) นอกจากนี้ การเผยแพรวัฒนธรรมการรับประทานอาหารจากชาวตะวันตกทเี่ ขามาเผยแพรศาสนา กท็ าํ ใหค นไทยเริม่ รับประทานอาหารตะวันตก เชน ขนมปง ไข เน้ือ เนย และนม เปน ตน บทพระราชนิพนธ “กาพยเหเรือชมเคร่ืองคาวหวาน” ของพระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลานภาลัย ไดทรงกลาวถึงอาหารคาวและอาหารหวานหลายชนิด ซ่ึงสะทอนภาพของอาหารไทยในราชสํานกั ไดอ ยางชัดเจนท่ีสุด และสามารถแสดงใหเห็นถึงลักษณะของอาหารไทยในราชสาํ นกั ท่ีมีการปรุงกลิน่ และรสอยา งประณตี โดยใหความสําคญั กับรสชาตอิ าหารมากเปนพิเศษและถือวาเปนยุคสมยั ทมี่ ศี ลิ ปะการประกอบอาหารท่ีคอ นขางโดดเดนที่สุด ทั้งในดา นรูป รส กล่ิน สีและการตกแตง ใหเกิดความสวยงาม รวมทงั้ มีการพัฒนาอาหารนานาชาติ ใหเ ปน อาหารไทยตวั อยา งอาหารคาว เชน แกงชนดิ ตาง ๆ เครือ่ งจมิ้ และยาํ ทกุ ประเภท ตัวอยา งอาหารวางคาว เชน หมแู นมลาเตียง หรุม รังนก และอาหารวางหวาน เชน ขนมดอกลําเจียก และขนมผิง รวมทั้งขนมที่รบั ประทานกับน้ําหวานและกะทิเจืออยูด ว ย เชน ซาหริ่ม และบวั ลอย เปนตน ภาพ : อาหารคาว นอกจากน้ี วรรณคดไี ทย เรอ่ื งขุนชา งขุนแผน จัดวาเปนวรรณคดีที่สะทอนวิถีชีวิตของคน รวมท้ังสะทอนถึงวัฒนธรรมการรับประทานอาหารชาวบาน ที่พบวามีความนิยมรับประทานขนมจีนน้ํายา และมีการรับประทานขาวเปนอาหารหลักรวมกับกับขาวประเภทตาง ๆไดแก แกง ตม ยํา และคว่ั โดยอาหารมคี วามหลากหลายมากขึ้นทัง้ อาหารคาว และอาหารหวาน
119 สมยั รัตนโกสนิ ทร ยคุ ที่ 2 (พ.ศ. 2394 - ปจ จุบนั ) ตั้งแตสมัยรัชกาลที่ 4 ประเทศไทยมีการพัฒนาดานความเจริญกาวหนาทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีเปนอยางมาก และมีการต้ังโรงพิมพข้ึนเปนแหงแรกในประเทศไทยดังนัน้ ตํารบั อาหารการกินของไทยจึงเริ่มมีการบนั ทกึ มากข้ึน ซ่ึงขอ มูลเหลานไ้ี ดบอกเรือ่ งราว และลกั ษณะของอาหารไทยทม่ี คี วามหลากหลายในชวงเวลาตาง ๆ ทั้งทเี่ ปนวิธีการปรุงของราชสํานักและวธิ ีการปรงุ แบบชาวบา นทสี่ บื ทอดมาจนถงึ ปจ จบุ นั นอกจากน้สี มัยรัชกาลที่ 4 มกี ารตงั้ โรงสขี า วขนึ้ทาํ ใหเมลด็ ขาวมสี ีขาว สวย และแตกหกั นอ ยลง คนไทยจงึ คอย ๆ เลิกตําขาวกินเอง และหนั มาซอ้ื ขา วจากโรงสีแทน ตอมามีการเลี้ยงสัตวขายเปนอาชีพ มีโรงฆาสัตว ทําใหการซ้ือหาเนื้อสัตวมาปรุงอาหารไดรบั ความนยิ มมากขึ้น สงผลใหเนื้อสัตวใหญเขามามีบทบาทในสํารับอาหารไทย ในเวลาตอมา การใชเคร่ืองเทศหลายชนิด เพ่ือดับกล่ินคาวของเนื้อสัตวท่ีนํามาปรุงอาหารก็เกิดข้ึนในชวงน้ีแมคนไทยจะใชเ ครอื่ งเทศบางอยาง เชน ขิง และกระชาย เพื่อดับกล่ินคาวปลามานานแลวก็ตามแตเมื่อมีการนําเน้ือสัตวประเภทวัว และควายมาปรุงอาหาร คนไทยจึงไดคิดและดัดแปลงการใชเครอื่ งเทศหลายชนดิ กบั เนอื้ สตั วเ หลาน้นั และสรางสูตรอาหารใหม ๆ ข้นึ มากมายกจิ กรรมทายเรอื่ งท่ี 2 มรดกไทยสมยั รตั นโกสินทร(ใหผ ูเรยี นไปทาํ กิจกรรมทา ยเรือ่ งที่ 2 ท่สี มดุ บนั ทกึ กจิ กรรมการเรยี นรปู ระกอบชดุ วิชา)เรือ่ งท่ี 3 มรดกไทยทม่ี ผี ลตอ การพฒั นาชาตไิ ทย คุณคา ของภูมิปญ ญาไทย ไดแก ประโยชน และความสําคัญของภมู ิปญ ญาท่บี รรพบรุ ษุ ไทยไดสรางสรรค และสืบทอดมาอยางตอเนื่อง จากอดีตสูปจจุบัน ทําใหคนในชาติเกิดความรัก และความภาคภูมิใจ ท่ีจะรวมแรงรวมใจสืบสานตอไปในอนาคต เชน โบราณสถาน โบราณวัตถุสถาปต ยกรรม ประเพณไี ทย การมนี ํ้าใจ ศกั ยภาพในการประสานผลประโยชน เปนตน ภูมิปญ ญาไทยจงึ มีคณุ คา และความสําคญั ดงั นี้ 1. สรา งความภาคภูมิใจ และศักดิ์ศรี เกยี รตภิ มู แิ กค นไทย คนไทยในอดีตทีม่ ีความสามารถ ปรากฏในบนั ทกึ ประวตั ศิ าสตร เปน ทยี่ อมรบั ของนานาอารยประเทศ เชน มรดกทางภาษาและวรรณกรรม โดยที่มีอักษรไทยเปนของตนเองตั้งแตสมัยกรุงสุโขทยั และมวี ิวัฒนาการมาจนถึงปจจุบนั วรรณกรรมไทย ถือวาเปนวรรณกรรมท่ีมีความไพเราะไดอ รรถรสครบทุกดาน วรรณกรรมหลายเรอ่ื งไดร บั การแปลเปนภาษาตา งประเทศหลายภาษา
120 ดานอาหาร อาหารไทยเปนอาหารท่ีปรงุ งาย อาหารสวนใหญเปนพืชสมุนไพรทห่ี าไดงายในทองถ่ิน ราคาถูก มีคุณคาทางโภชนาการสูง และยังปองกันโรคไดหลายโรค เพราะสว นประกอบสว นใหญเปนพืชสมุนไพร เชน ตะไคร ขิง ขา กระชาย ใบมะกรดู ใบโหระพา ใบกะเพราเปนตน 2. สามารถปรับประยกุ ตห ลกั ธรรมคาํ สอนทางศาสนา ใชก ับวถิ ีชวี ิตไดอยา งเหมาะสม คนไทยสวนใหญน ับถือศาสนาพทุ ธ โดยนาํ หลักธรรมคําสอนของศาสนา มาปรับใชในวิถชี วี ิตไดอ ยางเหมาะสม ทาํ ใหค นไทยเปนผอู อนนอมถอ มตน เอือ้ เฟอ เผื่อแผ ประนีประนอมรกั สงบ ใจเยน็ มีความอดทน ใหอภัยแกผูสํานึกผิด ดํารงวิถีชีวิตอยางเรียบงาย ปกติสุข ทําใหคนในชมุ ชนพึ่งพากันได ทั้งหมดนี้สบื เนื่องมาจากหลักธรรมคาํ สอนของพระพทุ ธศาสนา เปน การนาํ เอาหลกั ของพระพุทธศาสนามาประยุกตใชกับชีวิตประจําวัน และดําเนินกุศโลบายดานตางประเทศจนทําใหช าวพุทธท่ัวโลกยกยองใหประเทศไทยเปนผนู าํ ทางพทุ ธศาสนา 3. สรางความสมดุลระหวางคนในสังคม และธรรมชาติไดอยางย่ังยืน มรดกไทยมคี วามเดน ชดั ในเรอ่ื งของการยอมรบั นับถอื และใหความสาํ คญั แกค นสังคมและธรรมชาติอยางยิ่ง มีสิ่งท่ีแสดงใหเห็นไดอยางชัดเจนมากมาย เชน ตลอดทั้งปมีประเพณีไทย12 เดือน ลวนเคารพคณุ คาของธรรมชาติ ไดแก ประเพณีสงกรานต ประเพณลี อยกระทง เปน ตน วิถีชีวิตความเปนอยูของคนไทยลวนมีความสัมพันธเชื่อมโยงกับธรรมชาติส่ิงแวดลอ ม ซง่ึ จะสะทอ นภาพชวี ติ แบบไทย ทั้งในดา นความเปน อยู ทศั นคติ คา นิยม และความเชื่อเชน “บาน” หรอื “เรอื น” การสรางบา นในอดตี มีการกอสรางทอี่ ยูอาศยั โดยคาํ นงึ ถงึ สภาพอากาศสภาพภูมิประเทศ และความเหมาะสมของทาํ เลท่ีต้ัง ถึงแมวาปจ จบุ นั การดําเนินชีวิตและรปู ลกั ษณของบานจะแปรเปลี่ยนไป ชีวติ ในบานของคนไทยยังไมเ ปล่ยี นแปลงไปมากนกั ซึง่ คา นิยมบางประการยงั คงดําเนินการสืบทอดจากคนรนุ หนง่ึ สคู นอีกรุน หน่ึงอยา งตอเนื่อง ดังจะเหน็ ไดว า ลักษณะของบานเรือนชี้ใหเ หน็ ถงึ ภมู ปิ ญ ญาของคนโบราณ ทง้ั ชางปลกู บานและชางออกแบบ ท่ีปลกู บา นเพ่ือประโยชนและความตองการใชส อย ทั้งนี้ คนไทยสวนใหญประกอบอาชีพเกษตรกรรม ไดแก ทาํ สวน ทาํ นา ทําไร ทาํ ประมง แมนํ้าลําคลองจึงเปรียบเสมือนเสน โลหิตหลอเล้ียงชีวิต เปนทั้งแหลงอาหาร แหลง พักผอน และเปนเสนทางคมนาคมต้ังแตอ ดีตจนถึงปจจุบัน ซ่ีงจะสรุปไดวาวิถีชีวิตของคนไทยมีความสมดุลกันท้ังอาชีพ ที่อยูอาศัย และธรรมชาตไิ ดอยางลงตัวกิจกรรมทายเรอ่ื งท่ี 3 มรดกไทยท่ีมผี ลตอการพฒั นาชาตไิ ทย(ใหผ เู รยี นไปทาํ กจิ กรรมทา ยเรอ่ื งท่ี 3 ท่สี มดุ บันทกึ กจิ กรรมการเรยี นรปู ระกอบชดุ วชิ า)
121เรอ่ื งท่ี 4 การอนุรกั ษมรดกไทย ประเทศไทย เปนประเทศที่มีเอกลักษณอันโดดเดนทางดานมรดกทางวัฒนธรรมทบ่ี รรพบุรษุ ไดส รา งสรรคเ อาไวมากมาย ไมวาจะเปนโบราณวตั ถุ ศิลปวัตถุ โบราณสถาน วรรณกรรมศลิ ปหัตถกรรม นาฏศลิ ป ดนตรี ตลอดจนการดําเนินชวี ิต และประเพณีตาง ๆ ที่สืบทอดตอ ๆ กันมายาวนาน จนกลายเปน มรดกไทยอนั ทรงคณุ คา และเปน จุดเดน ของประเทศไทย แตในปจจุบันมรดกไทยไดรบั ผลกระทบจากความเปล่ยี นแปลงของสังคมทง้ั ภายในประเทศ และจากตางประเทศ อีกทั้งมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สงผลมรดกไทยอันทรงคุณคาของไทยบางสวนตองเส่ือมสญู ไปอยา งนาเสียดาย ดงั นน้ั ประชาชนทกุ คนจึงควรรวมกนั อนุรกั ษมรดกไทย ตลอดจนใหขอมูล ความรูคําแนะนาํ แกค นรนุ หลังในการสงเสริมใหรูคณุ คา ของมรดกทีไ่ ดรบั การสืบทอดตอไปอยางไมสิ้นสุดซึ่งนอกจากความภาคภูมิใจในมรดกไทยแลว ยังมคี ุณคาท่ีเปนประโยชนตอการพัฒนาการศึกษาทางดานประวตั ิศาสตร ศลิ ปะศาสตร สุนทรียศาสตร ชาติพันธุวิทยา และมานุษยวิทยา อีกท้ังยังสงเสริมการพฒั นาเศรษฐกจิ ของชุมชน และประเทศผา นทางการทองเทย่ี ว ของชาตติ ลอดมาความหมาย การอนรุ ักษมรดกไทย คือ การท่ีคนรุนหลังตระหนัก และเห็นถึงความสําคัญของสง่ิ ทีบ่ รรพบุรษุ ไดส รา งขึ้น โดยการอนุรักษนน้ั จะทาํ ในเชงิ ปฏบิ ตั ิ คอื การดแู ลรกั ษาและการสบื สานวฒั นธรรมนน้ั ๆ ไมใ หหายไป ซึ่งการอนุรักษเปนเหมือนเครื่องชวยยึดเหนี่ยวจิตใจ ทําใหเกิดการหวงแหนในมรดกของตน กอใหเกิดเปนความรักและความผูกพัน อีกทั้งยังสงเสริมใหเกิดความสามัคคีอีกดว ย โดยสรุปการอนุรกั ษม รดกเปน สงิ่ สําคญั ที่คนรุนหลัง ควรใสใจหรอื ตระหนักถงึ ใหม ากเพราะมรดกจะส่ือถึงความเปนเอกลักษณข องชนชาติน้นั ๆ และยงั กอใหเ กดิ ความผูกพันหรือความรักในชาตขิ องตน สง ผลไปถึงการสรางจิตสาํ นกึ ทีด่ ใี นการรักชาติ ซึง่ เปนสงิ่ สาํ คญั ในการคงอยขู องชาตนิ ้นั ๆสามารถทาํ ได คอื การสะสมและการสบื ทอดมรดกทางวัฒนธรรมใหคงอยูตอ ไปความสาํ คญั ของการอนรุ ักษม รดกไทย มรดกไทย คือ มรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงออกถึงสัญลักษณของความเปนชาติซ่ึงไดแก โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ โบราณสถาน วรรณกรรม ศิลปหัตถกรรม นาฏศิลปและดนตรีตลอดจนถึงการดาํ เนินชีวติ และคุณคาประเพณตี าง ๆ อันเปนผลผลิตรว มกันของผคู นในผนื แผนดนิในชว งระยะเวลาที่ผา นมา
122 ประเทศไทยเปนประเทศทีม่ ีศลิ ปวัฒนธรรมทเ่ี ปนเอกลักษณอ ันโดดเดนมาเปน เวลาชา นาน ศิลปวัฒนธรรมไทยนับวาเปนสิ่งสําคัญอยางยิ่ง ทจี่ ะหลอหลอมชาวไทยในภูมิภาคตาง ๆใหเ กิดความสมานฉันทเปน อนั หน่ึงอันเดียว แตเน่ืองจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมท่ีเปนไปอยางรวดเร็ว มีผลทําใหมรดกทางวัฒนธรรมในแขนงตาง ๆ นับต้ังแตโบราณวัตถุ โบราณสถานวรรณกรรม ศลิ ปกรรม นาฏศลิ ป ดนตรี ตลอดจนวิธกี ารดาํ เนินชวี ติ คานิยมและระบบประเพณตี า ง ๆในทองถ่ินไดรับผลกระทบและถูกละเลยทอดท้ิง ประชาชนชาวไทยตองตระหนักและนึกถึงความจําเปน และความสําคญั ในการอนุรักษมรดกวัฒนธรรมของชาติ เพ่ือใหทกุ คนเกิดแนวคิดที่จะทาํ นุบํารุงรักษาโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศลิ ปวัฒนธรรมแขนงตาง ๆ ใหมีการสืบทอดตอ ไปกิจกรรมทายเร่อื งที่ 4 การอนุรกั ษมรดกไทย(ใหผ ูเรียนไปทาํ กิจกรรมทา ยเรอื่ งที่ 4 ทีส่ มดุ บนั ทกึ กจิ กรรมการเรียนรปู ระกอบชดุ วชิ า)เรื่องท่ี 5 การมีสวนรว มในการอนรุ กั ษมรดกไทย การมสี วนรวมในการอนรุ กั ษมรดกไทย ไดแ ก 1. คน ควา วิจัย ศึกษา และเกบ็ รวบรวมขอมลู 2. การอนรุ ักษโดยการปลกู จติ สํานกึ และสรา งจติ สาํ นึกทต่ี องรว มกนั อนรุ ักษ 3. การฟน ฟูโดยเลือกสรรมรดกทางวฒั นธรรมทกี่ าํ ลงั สูญหาย หรือที่สญู หายไปแลวมาทําใหมคี ุณคา และมีความสาํ คญั ตอ การดําเนินชวี ิต 4. การพฒั นาโดยรเิ ริม่ สรางสรรค และปรบั ปรุงมรดกทางวฒั นธรรมในยุคสมัย ใหเ กดิประโยชนใ นชวี ิตประจําวัน 5. การถา ยทอดโดยนาํ มรดกทางวัฒนธรรมมาเลือกสรร กลัน่ กรอง ดวยเหตแุ ละผลอยางรอบคอบ และรอบดา น แลวไปถายทอดใหคนในสงั คมรับรู 6. การสงเสริมกิจกรรมโดยการสงเสรมิ สนับสนนุ ใหเกดิ เครือขายการสืบสานมรดกทางวฒั นธรรม 7. การเผยแพรแ ละแลกเปลย่ี นโดยการสงเสริม สนับสนุน ใหเกิดการเผยแพรและแลกเปลย่ี นมรดกทางวฒั นธรรม อยางกวางขวางดว ยสอ่ื และวธิ กี ารตาง ๆกิจกรรมทายเรือ่ งที่ 5 การมสี ว นรวมในการอนรุ กั ษม รดกไทย(ใหผ เู รียนไปทาํ กจิ กรรมทา ยเรอื่ งที่ 5 ทีส่ มดุ บนั ทกึ กจิ กรรมการเรียนรปู ระกอบชดุ วิชา)
123 หนว ยการเรยี นรูท ี่ 5 การเปล่ยี นแปลงของชาตไิ ทยสมัยรตั นโกสนิ ทรสาระสาํ คญั การเปล่ียนแปลงของชาติไทยสมัยรัตนโกสินทร ไดกลาวถึง เหตุการณสําคัญทางประวตั ศิ าสตรท ม่ี ีผลตอการพฒั นาชาตไิ ทย ในเร่ืองการสถาปนาอาณาจักรรัตนโกสนิ ทร สนธสิ ญั ญาเบาวร ิง การปฏิรปู การปกครองในสมยั รชั กาลที่ 5 การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และสมัยจอมพล ป. พิบลู สงคราม มกี ารเปลีย่ นแปลงรูปแบบการปฏบิ ัติทางวฒั นธรรม แสดงใหเห็นถึงความเปนชาตทิ ี่มีอารยธรรมตวั ชวี้ ัด 1. วเิ คราะหเ หตุการณส าํ คญั ทางประวตั ิศาสตรท ่ีมีผลตอการพฒั นาชาติไทย 2. อภิปรายและนําเสนอเหตกุ ารณสําคญั ทางประวัติศาสตรท่มี ผี ลตอการพฒั นาชาตไิ ทยขอบขา ยเน้ือหา 1. เหตุการณส ําคัญทางประวัตศิ าสตรทมี่ ผี ลตอ การพัฒนาชาติไทย 1.1 การสถาปนาอาณาจกั รรัตนโกสินทร 1.2 สนธสิ ัญญาเบาวร ิง 1.3 การปฏริ ูปการปกครองในสมัยรชั กาลท่ี 5 1.4 การเปลย่ี นแปลงการปกครอง 2475 1.5 ความเปนชาติไทยสมยั จอมพล ป. พบิ ลู สงคราม 2. ตัวอยางการวเิ คราะหและอภปิ รายเหตกุ ารณส ําคญั ทางประวัติศาสตรท่ีมีผลตอ การพัฒนาชาตไิ ทยส่อื การเรียนรู 1. ชดุ วิชาประวัติศาสตรช าติไทย รหสั รายวิชา สค32034 2. สมดุ บนั ทึกกิจกรรมการเรียนรูประกอบชุดวิชาเวลาทใ่ี ชใ นการศึกษา 18 ช่วั โมง
124เรอื่ งท่ี 1 เหตกุ ารณส าํ คญั ทางประวตั ิศาสตรที่มีผลตอ การพฒั นาชาติไทย ปจจัยท่ีมีผลตอการสถาปนาอาณาจักรไทยนับต้ังแตสมัยสุโขทัย จนถึงสมัยรัตนโกสินทรปจจุบัน เปนอาณาจักรตอเนื่องกัน นับเวลามานานกวา 700 ป มีปจจัยท่ีสงผลตอการสถาปนาอาณาจกั รไทย ไดแก ปจ จัยดานภมู ิศาสตร และปจจัยดานการเมือง 1.1 การสถาปนาอาณาจกั รรตั นโกสนิ ทร (พ.ศ. 2325 - ปจ จบุ ัน) อาณาจักรรตั นโกสนิ ทร เปน ราชธานีเริ่มตง้ั แตการยายเมอื งหลวงเดิมจากกรงุ ธนบุรีมายงั กรุงเทพมหานคร ซงึ่ ตัง้ อยบู นฝง ตะวนั ออกของแมน ํ้าเจาพระยา ปจ จัยที่มผี ลตอการสถาปนาอาณาจักรรตั นโกสนิ ทร ดังน้ี ดานภมู ิศาสตร เปนพื้นท่รี าบลุมกวางใหญเหมาะแกการเพาะปลกู และใกลปากอาวไทยเหมาะสมแกการตดิ ตอ คา ขายกับชาวตา งประเทศ ดา นการเมอื ง ในชวงปลายสมยั ธนบรุ ีเกดิ กบฏพระยาสรรค ทําใหบานเมืองไมสงบเรียบรอยสมเด็จเจาพระยามหากษัตริยศึก (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชทรงดาํ รงตาํ แหนงในขณะน้นั ) ไดท ําการปราบกบฏพระยาสรรคไ ดส าํ เร็จ จึงไดส ถาปนาราชวงศจ กั รีและทรงยายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีมายงั กรงุ เทพมหานคร โดยลอกแบบสิ่งกอสรางบางประการเลียนแบบในสมยั กรงุ ศรีอยธุ ยา เพ่ือสรา งความรูส กึ ใหประชาชนเขาใจวา กรงุ เทพมหานครเปน ราชธานีทีส่ ืบทอดตอเนื่องมาจากสมยั กรงุ ศรีอยธุ ยา 1.2 สนธสิ ัญญาเบาวร งิ หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีประเทศอังกฤษ และประเทศสยาม (อังกฤษ :Treaty of Friendship and Commerce between the British Empire and the Kingdomof Siam)” หรอื บนปกสมุดไทย ใชช่อื วา หนงั สือสญั ญาเซอร จอหน เบาวร งิ หรอื ท่ีมักเรยี กกนั ทั่วไปวาสนธิสัญญาเบาวริง (อังกฤษ : Bowring Treaty) เปนสนธิสัญญาท่ีราชอาณาจักรสยามทํากับสหราชอาณาจักร ลงนามเม่ือวันท่ี 18 เมษายน พ.ศ. 2398 โดยเซอร จอหน เบาวริง ราชทูตท่ีไดรับการแตงตั้งจากสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิกตอเรีย ถือพระราชสาสนสมเด็จพระนางเจาวิกตอเรียเขามาถวายพระเจาแผนดินไทยและใชเวลาประมาณ 1 สัปดาหเจรจากับ “ผสู ําเร็จราชการฝา ยสยาม” 5 พระองค ดงั นี้ สมเดจ็ เจา พระยาบรมมหาประยรู วงศ (สมเดจ็ เจา พระยาองคใ หญ) ผสู ําเร็จราชการทัว่ พระราชอาณาจักร ประธานผูแ ทนรัฐบาล พระเจา นองยาเธอ กรมหลวงวงศาธริ าชสนิท สมเด็จเจา พระยาบรมมหาพไิ ชยญาติ (สมเด็จเจาพระยาองคน อย) ผูสําเร็จราชการพระนคร
125 เจาพระยาศรีสุริยวงศ (ชวง บุนนาค) รักษาในตําแหนงสมหุ พระกลาโหม บังคับบัญชาหัวเมอื งชายทะเลปากใตฝ ายตะวันตก เจาพระยารววิ งศ พระคลัง และสําเร็จราชการกรมทา บังคับบัญชาหัวเมืองฝา ยตะวนั ออก สาระสําคญั ของสนธสิ ัญญาเบาวริง มีดงั น้ี 1) คนท่ีอยใู นการบังคับอังกฤษ จะอยูภายใตอํานาจการควบคุมของกงสุลอังกฤษนับเปนคร้ังแรกทสี่ ยามมอบสนธิสภาพนอกอาณาเขตแกป ระชากรตางประเทศ 2) คนท่ีอยูในการบังคับอังกฤษ ไดรับสิทธิในการคาขายอยางเสรีในเมืองทาทกุ แหง ของสยาม และสามารถพํานกั อาศยั อยูในกรุงเทพมหานครเปนการถาวรได ภายในอาณาเขตส่ีไมล (สองรอ ยเสน) 3) คนที่อยูในการบังคับอังกฤษ สามารถซื้อ หรือเชาอสังหาริมทรัพยในบริเวณดังกลาวได 4) คนทอ่ี ยใู นการบงั คบั อังกฤษ ไดร ับอนญุ าตใหเดินทางไดอยางเสรีในสยาม โดยมีหนงั สือทีไ่ ดรบั การรับรองจากกงสุล 5) ยกเลิกคาธรรมเนียมปากเรือ และกําหนดอัตราภาษีขาเขา และขาออกอยางชัดเจน 5.1) อัตราภาษขี าเขา ของสนิ คาทุกชนดิ กาํ หนดไวท ร่ี อยละ 3 ยกเวนฝน ทไ่ี มต อ งเสียภาษี แตตองขายใหกับเจาภาษี สวนเงินทองและขาวของเคร่ืองใชของพอคาไมตองเสียภาษีเชนกนั 5.2) สินคาสง ออกใหมกี ารเก็บภาษชี ้ันเดียว โดยเลือกวา จะเก็บภาษีช้ันใน (จังกอบภาษีปา ภาษปี ากเรอื ) หรอื ภาษสี ง ออก 6) พอคาอังกฤษ ไดรับอนุญาตใหซื้อขายโดยตรง ไดกับเอกชนสยามโดยไมมีผูใดผหู นงึ่ ขัดขวาง 7) รฐั บาลสยาม สงวนสทิ ธิ์ในการหา มสงออกขาว เกลือ และปลา เม่ือสินคาดังกลาวจะขาดแคลนภายในประเทศ
126 ผลที่ไดรับจากการทําสนธสิ ัญญาเบาวร งิ 1) อังกฤษประสบความสาํ เร็จอยางมาก โดยการทรี่ ัฐบาลสยามยอมใหอังกฤษเขามาต้ังกงสุล มีอํานาจพิจารณาคดีที่คนอังกฤษมีคดีความกัน และรวมพิจารณาคดีที่คนไทยกับองั กฤษมีคดีความกนั 2) ขาว เกลือ และปลาไมเปนสนิ คา ตองหา มอีกตอไป 3) มีการรบั เอาวทิ ยาการตะวนั ตกสมยั ใหมเขา สูประเทศ ซึ่งทําใหชาวตางประเทศใหก ารยอมรับสยามมากข้ึน 4) การแลกผกู ขาดการคาของรัฐบาลทําใหเกิดการเปล่ียนแปลงดานเศรษฐกิจที่สําคัญอยา งหนึ่ง คอื ราษฎรสามารถซ้ือขายสินคา ไดโ ดยอิสระ รฐั บาลไมเ ขามาเกี่ยวขอ งกบั การขายสินคามคี า เชน ไมฝาง ไมก ฤษณา หรอื งาชา ง เพราะรฐั บาลจะขาดทุน 5) ขาว ไดกลายมาเปนสินคาสงออกที่สําคัญที่สุดของไทย สงผลใหการทํานาแพรห ลายกวาแตกอน และทําใหราษฎรมีเงินตราหมุนเวียนอยูในมือ พรอมทั้งชาวนามีโอกาสไถลกู เมยี ท่ีขายใหแกผ อู ่นื และยงั ทําใหเ งินตราตา งประเทศเขาสรู าชสาํ นกั เปน จํานวนมาก 6) ฝรง่ั ท่เี ขา มาจางลกู จา งคนไทยใหค า จา งเปนรายเดอื น และโบนสั คดิ เปนมลู คา สงูกวา ขาราชการไทยเสียมาก สงผลใหรฐั บาลไดเ พ่ิมเงนิ เบย้ี หวัด และคาแรงแกขา ราชการและคนงานมากข้ึน 7) พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลาเจาอยูหัว ทรงใหสรางถนน ไดแก ถนนหัวลําโพงถนนเจริญกรงุ และถนนสีลม แตล ะเสนกวา ง 5 ศอก 8) ในสมัยปลายรัชกาลที่ 4 ฝร่ังตางก็เขามาตั้งโรงงานในสยามเปนจํานวนมากตง้ั แตโ รงสขี า ว โรงงานน้ําตาลทราย อูตอ เรอื โรงเลือ่ ยไม เปนตน 9) การใหสิทธิเสรีภาพในการถือครองท่ีดินแกราษฎรไทย และชาวตางประเทศซึง่ รัฐบาลแบง ทดี่ ินออกเปน สามเขต คือ ในพระนคร และหางกําแพงพระนครออกไปสองรอยเสนทกุ ทิศ ยอมใหเชาแตไมยอมใหซ้ือ ถาจะซื้อตองเชาครบ 10 ปกอน หรือจะตองไดรับอนุญาตจากเสนาบดีเขตท่ีลวงออกไป เจาของที่และบานมีสิทธิใหเชา หรือขายกรรมสิทธ์ิได โดยไมมีขอแมแตล วงจากเขตน้ไี ปอีก หามมิใหฝร่ังเชาหรือซ้ือโดยเด็ดขาด เมื่อราษฎรไดรับสิทธิในการถือครองกรรมสิทธ์ิทด่ี นิ ราษฎรกม็ ที างทํามาหากินเพ่ิมข้ึนอีกทางหนึ่ง คือ การจํานองที่ดินเพ่ือกูเงิน หรือขายฝาก ขายขาดทด่ี นิ ของตนได 1.3 การปฏิรปู การปกครองในสมยั รชั กาลท่ี 5 ในรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 4) เปนลัทธิการลาอาณานิคมของชาวตะวันตก จึงไดทรงดําเนินนโยบายทางการทูต เพ่ือมิใหประเทศมหาอํานาจใชเ ปนขออางในการยึดครองประเทศไทย ครั้นตอมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา
127เจา อยูหวั (พ.ศ. 2411 - 2453) เปน สมยั ทีม่ กี ารปฏริ ปู บานเมอื งในดา นตาง ๆ ทาํ ใหป ระเทศไทยเปนประเทศทันสมัย ท่ีสามารถรอดพนจากลัทธิการลาอาณานิคมมาได เปนประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต และยงั สง ผลใหเ กิดความเจริญแกป ระเทศชาตใิ นปจจบุ ัน สาเหตขุ องการปฏิรูปบา นเมือง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว เปนชวงเวลาที่ชาติตะวันตกมีการลา อาณานิคม สงผลใหประเทศเพื่อนบานของไทยหลายแหง ตกอยูภายใตอิทธิพลของชาติตะวันตก เชน พมาอยูภายใตการปกครองของอังกฤษ เวียดนามตกเปนเมืองข้ึนของฝรั่งเศสนอกจากน้ี ประเทศองั กฤษและประเทศฝรงั่ เศส มีความพยายามขยายอํานาจเขามาในดินแดนของประเทศไทย และบริเวณโดยรอบดินแดนของประเทศไทย ทําใหพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจา อยหู วั ซ่ึงทรงติดตามเรื่องราวการขยายอํานาจของประเทศชาติชาวตะวันตก และความเจริญของประเทศชาตขิ องชาวตะวนั ตก จึงตองการปฏริ ปู บานเมืองใหท นั สมัยแบบเดียวกับประเทศชาติชาวตะวันตก เพื่อไมใ หใชเปนขออา งวาประเทศไทยเปนบานเมืองปาเถื่อน ดอยความเจริญ แลวถือโอกาสเขา มายดึ ครอง ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว จึงทรงดําเนินการปฏิรูปบา นเมือง โดยมแี นวความคิดในการปฏิรปู การปกครอง 3 ประการ คือ 1) การรวมอํานาจเขา สูส วนกลางมากขึ้นเปน การใชอ าํ นาจของรฐั บาลกลางในการยืนยันอาณาเขตของประเทศไทย เพอ่ื ปองกนั ประเทศชาตติ ะวนั ตกอา งเอาดินแดนไปยึดครอง 2) การศาลและกฎหมายทีม่ มี าตรฐานเปนสากลมากขน้ึ 3) การพัฒนาประเทศ ทรงริเร่ิมนําสิ่งใหม ๆ เขามา เชน การไปรษณีย การรถไฟการโทรเลข ฯลฯ การปฏริ ปู การปกครอง การปกครองกอนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว การบริหารบานเมืองน้ันอยูภายใตอาํ นาจบรรดาขุนนางผูใหญและเจานายที่มีทั้งกําลังทหาร อาวุธและไพรส ว นพระองค อีกท้ังยังมบี ทบาทในการควบคุมผลประโยชนทางดา นการคา ขาย เชน การเกบ็ ภาษีและการควบคุมไพร เปน ตน สง ผลใหพ ระราชอํานาจของพระมหากษัตริยเกดิ ความไมม ั่นคง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวจึงทรงจัดระเบียบการปกครองเสียใหมและเปนรากฐานการปกครองมาจนถึงปจจบุ ัน โดยจาํ แนกออกเปน 3 สวนทส่ี ําคญั ดังนี้ 1. การปกครองสว นกลาง การปรับปรุงการบริหารราชการในสวนกลางของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูห วั ทรงยกเลกิ ตาํ แหนงอัครเสนาบดี 2 ตําแหนง คือ สมุหกลาโหม และสมุหนายก รวมทั้งจตสุ ดมภ โดยแบง การบรหิ ารราชการออกเปน กระทรวงตามแบบอารยประเทศ มีการจดั สรรอาํ นาจ
128หนาที่ ความรับผิดชอบเปนสัดสวน เพ่ือใหมีประสิทธิภาพ และใหมีเสนาบดีเปนผูวาการแตละกระทรวง กระทรวงที่ตง้ั ขนึ้ ทง้ั หมด เม่อื พ.ศ. 2435 มี 12 กระทรวง มีหนา ท่คี วามรบั ผิดชอบ ดังนี้(1) กระทรวงมหาดไทย รบั ผิดชอบหัวเมอื งฝายเหนือและเมอื งลาวประเทศราช(2) กระทรวงกลาโหม รับผิดชอบหวั เมอื งฝา ยใต หัวเมืองฝา ยตะวนั ออก ตะวนั ตก และเมอื งมลายปู ระเทศราช(3) กระทรวงตา งประเทศ รบั ผดิ ชอบเกย่ี วกับการตา งประเทศ(4) กระทรวงวงั รบั ผิดชอบเกี่ยวกับกิจการในพระราชวงั(5) กระทรวงเมือง รบั ผิดชอบเกยี่ วกบั การตํารวจ บญั ชคี น และราชทัณฑหรอื กระทรวงนครบาล(6) กระทรวงเกษตราธกิ าร รับผดิ ชอบเกี่ยวกับการเพาะปลูก เหมืองแร ปา ไม(7) กระทรวงคลงั รบั ผดิ ชอบเกีย่ วกบั ภาษอี ากรและเงนิ รายรับ งบประมาณ แผนดนิ(8) กระทรวงยตุ ิธรรม รับผิดชอบเกย่ี วกับการชาํ ระคดแี ละการศาล(9) กระทรวงยทุ ธนาธกิ าร รบั ผดิ ชอบเกี่ยวกบั การทหาร(10) กระทรวงธรรมการ รบั ผดิ ชอบเกี่ยวกับการศกึ ษา การสาธารณสุขและพระสงฆ(11) กระทรวงโยธาธิการ รบั ผดิ ชอบเกยี่ วกับการกอ สราง ถนน คลอง การชา ง ไปรษณยี โ ทรเลข และรถไฟ(12) กระทรวงมุรธาธิการ รบั ผดิ ชอบเกี่ยวกับการรกั ษาตราแผนดิน และงานระเบียบ สารบรรณภายหลงั ไดย บุ กระทรวงยทุ ธนาธิการไปรวมกับกระทรวงกลาโหม และยุบกระทรวงมุรธาธกิ ารไปรวมกบั กระทรวงวงั คงเหลอื เพียง 10 กระทรวง เสนาบดที ุกกระทรวงมฐี านะเทาเทียมกนัและประชุมรวมกันเปนเสนาบดีสภา ทําหนาท่ีปรึกษาและชวยบริหารราชการแผนดินตามที่พระมหากษัตรยิ ทรงมอบหมาย เพราะอํานาจสูงสุดเด็ดขาดเปนของพระมหากษัตริยตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยและทรงแตงตั้ง “สภาที่ปรึกษาราชการแผนดิน” ซ่ึงตอมาไดเปลี่ยนเปน“รัฐมนตรีสภา” ประกอบดว ย เสนาบดี หรือผแู ทน กับผทู ีโ่ ปรดเกลาฯ แตงตั้ง รวมกันไมนอยกวา12 คน มจี ุดประสงคเพื่อใหเปนท่ีปรึกษาและคอยทัดทานอํานาจพระมหากษัตริย แตการปฏิบัติหนาท่ขี องสภาดังกลาว ไมไดบรรลุจุดประสงคท่ีทรงหวังไว เพราะสมาชิกสวนใหญไมกลาโตแยงพระราชดําริ คณะท่ปี รกึ ษาสว นใหญม กั พอใจทีจ่ ะปฏบิ ัติตามมากกวา ที่จะแสดงความคิดเห็น
129 นอกจากนีพ้ ระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา เจา อยูห ัว ยังทรงแตง ต้งั “สภาทป่ี รกึ ษาในพระองค” ซ่งึ ตอ มาไดเ ปลยี่ นเปน “องคมนตรสี ภา” ขน้ึ อกี มจี ดุ ประสงคเพ่ือสงเสริม สนับสนุนการดําเนินพระราชกรณียกิจตาง ๆ ที่ทรงมอบหมายใหสําเร็จลุลวงเกิดประโยชนตอราษฎรและประเทศชาติ ประกอบดวยสมาชิกเม่ือแรกตั้ง 49 คน มีท้ังสามัญชน ต้ังแตช้ันหลวงถึงเจาพระยาและพระราชวงศ องคมนตรสี ภานี้อยูในฐานะรองจากรฐั มนตรีสภา เพราะขอ ความที่ปรึกษา และตกลงกันในองคมนตรีสภาแลวจะตองนําเขาที่ประชุมรัฐมนตรีสภากอนแลวจึงจะเสนอเสนาบดีกระทรวงตา ง ๆ 2. การปกครองสว นภมู ิภาค พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงมีพระราชดําริใหยกเลิกการปกครองหวั เมอื ง และใหเปล่ียนแปลงเปนการปกครองสวนภูมิภาคที่มีความสัมพันธกับสว นกลางโดยโปรดเกลา ฯ ใหต ราพระราชบัญญตั ลิ กั ษณะปกครองทองที่ ร.ศ. 116 ขึ้น เพื่อจัดการปกครองเปน มณฑล เมอื ง อําเภอ ตําบล และหมูบาน ดังน้ี 1) มณฑลเทศาภิบาล ประกอบดวยเมืองตั้งแต 2 เมืองข้ึนไปมีสมุหเทศาภิบาลที่พระมหากษตั ริยท รงแตง ต้งั ไปปกครองดูแลตางพระเนตร พระกรรณ 2) เมอื ง ประกอบดวยอาํ เภอหลายอาํ เภอ มีผูวาราชการเมืองเปนผูรับผิดชอบขึน้ ตรงตอ ขาหลวงเทศาภบิ าล 3) อาํ เภอ ประกอบดว ยทอ งทีห่ ลาย ๆ ตําบล มีนายอาํ เภอเปนผรู ับผดิ ชอบ 4) ตําบล ประกอบดวยทอ งท่ี 10 - 20 หมูบา น มกี าํ นนั ซ่งึ เลอื กตั้งมาจากผูใ หญบ านเปน ผรู บั ผดิ ชอบ 5) หมูบาน ประกอบดวยบานเรือนประมาณ 10 บานขึ้นไป มีราษฎรอาศัยประมาณ 100 คน เปนหนวยปกครองที่เล็กที่สุด มีผูใหญบานเปนผูรับผดิ ชอบตอมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจา อยูหัว ไดยกเลิกมณฑลเทศาภิบาล และเปล่ียน เมือง เปนจังหวัด 3. การปกครองสวนทองถนิ่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงจัดใหมีการบริหารราชการสวนทองถิ่นในรูปสุขาภิบาล ซึ่งมีหนาที่คลายเทศบาลในปจจุบัน เปนครั้งแรกเม่ือ พ.ศ. 2440 โดยโปรดเกลาฯ ใหตราพระราชกําหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ. 116 (พ.ศ. 2440) ขึ้นบังคับใชในกรุงเทพฯ ตอมาใน ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) ไดขยายไปที่ทาฉลอม ปรากฏวาดําเนินการไดผลดีเปนอยางมาก ตอมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวไดโปรดเกลาฯ ใหตราพระราชบัญญตั ิจดั การสุขาภิบาล ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2451) ขน้ึ โดยแบงสุขาภิบาลออกเปน 2 ประเภท คือ
130สุขาภิบาลเมอื ง และสขุ าภิบาลตําบล ทอ งถิ่นใดเหมาะสมทีจ่ ะจดั ตั้งเปน สุขาภิบาลประเภทใด ก็ใหประกาศตงั้ สุขาภิบาลในทอ งถิ่นนัน้ 1.4 การเปลีย่ นแปลงการปกครอง พทุ ธศกั ราช 2475 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 5 ไดทรงดําเนินพระบรมราโชบาย ดังน้ี 1) ปลดปลอ ยไพรใ หเ ปนอสิ ระและทรงประกาศเลกิ ทาสใหเปน ไทยแกตนเอง 2) ผลจากปฏิรูปการศึกษาตามแบบตะวันตก เพื่อใหคนไทยทุกคนไดรับการศึกษาถงึ ขัน้ อานออกเขียนไดและคิดเลขเปนไมวาจะเปนเจา นาย บตุ รหลานขนุ นาง หรือราษฎรสามญั ชนท่พี นจากความเปนไพรหรือทาส ถาบุคคลใดมีสติปญญาเฉลียวฉลาดกจ็ ะมโี อกาสเดินทางไปศึกษาตอยงั ประเทศตะวนั ตก 3) ผลการปฏิรูปการศึกษา ทําใหคนไทยบางกลุมท่ีไดรับการศึกษาตามแบบชาติตะวนั ตกเริ่มมกี ระแสความคิดเก่ียวกับการเมืองสมยั ใหม ท่ียดึ ถือรัฐธรรมนญู เปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ และมีความปรารถนาที่จะเห็นการเปล่ียนแปลงการปกครองเกิดข้ึนในประเทศไทย เม่อื พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 6 เสด็จขึ้นครองราชสมบัติพ.ศ. 2453 กลุมปญญาชนตางก็มุงหวังวา พระองคจะทรงเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไปสูระบอบประชาธิปไตย ทั้งน้ีเพราะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงศึกษาอยูในประเทศอังกฤษ ซึ่งมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและคงไดทรงเตรียมพระองคดังท่ีพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจาอยูหวั มีพระราชดํารัสไว แตปรากฏวายังไมมีพระราชดําริในเรอื่ งรฐั สภาและรฐั ธรรมนญู แตอ ยา งใด ในเวลาเดยี วกนั ประเทศจีนมีการปฏิวัติลมลางราชวงศแมนจูเปล่ยี นการปกครองประเทศเปน ระบอบประชาธปิ ไตยแบบสาธารณรฐั เปน ผลสาํ เรจ็ ทาํ ใหความคิดอยากจะไดป ระชาธิปไตยมมี ากขึน้ ประกอบกบั ความไมพอใจในพระราชจริยาวตั รบางประการของพระมหากษตั รยิ พระองคใ หม จงึ ทําใหเ กดิ ปฏกิ ิรยิ าทจี่ ะลมลางระบอบการปกครอง ดังน้ัน เหตุการณสําคัญท่ีเกิดข้ึนในตนรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ก็คือ พวกนายทหารบกทหารเรือและพลเรือน รวมประมาณ 100 คน เรียกตัวเองวาคณะ ร.ศ. 130 ไดวางแผนการปฏิวัตกิ ารปกครองหวังใหพ ระมหากษตั ริยพ ระราชทานรัฐธรรมนูญใหแกปวงชนชาวไทย
131สาเหตุทีน่ าํ ไปสกู ารเปลีย่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรโดยการนําของพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ไดเ ขา ยึดอาํ นาจการปกครอง มีสาเหตุทีส่ าํ คญั ดังนี้ 1) ความเส่อื มของระบอบสมบูรณาญาสิทธริ าชย 2) การไดรับการศึกษาตามแนวความคดิ ตะวนั ตกของบรรดาชนช้นั นาํ ในสังคมไทย 3) ความเคลื่อนไหวของบรรดาส่อื มวลชน 4) ความขัดแยงทางความคดิ เกย่ี วกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย 5) ปญ หาสภาวะการคลงั ของประเทศ และของโลก คณะราษฎรกบั การเปลยี่ นแปลงการเมืองการปกครอง ในรชั สมยั ของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจา อยหู ัว ราชอาณาจกั รสยามไดป กครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย ชาติไดประสบกับปญหาซึ่งเกิดจากรัฐบาลตองรับมือกับปญหาเศรษฐกิจท่ีรายแรงและภัยคุกคามจากตางประเทศ (โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและประเทศฝรัง่ เศส)คณะราษฎรภายใตการนําของพันเอกพหลพลพยุหเสนา เปนหัวหนาคณะราษฎรประกอบดวย กลุมบุคคลผูตองการใหมีการเปล่ียนแปลงการปกครอง และมีสมาชิกท่ีมีความคิดแบบเดยี วกนั รวมท้งั สิน้ 7 คน ไดแ ก1) หลวงสริ ิราชไมตรี (จรญู สิงหเสนี) ผูชวยราชการสถานทตู สยามในประเทศ ฝร่งั เศส2) รอ ยโทประยูร ภมรมนตรี นกั เรียนวชิ ารัฐศาสตร ประเทศฝรง่ั เศส3) รอ ยโทแปลก ขตี ตะสงั คะ นักเรยี นวชิ าทหารปน ใหญ ประเทศฝรงั่ เศส4) รอยตรีทัศนัย มติ รภักดี นกั เรยี นวชิ าทหารมา ประเทศฝร่งั เศส5) นายปรดี ี พนมยงค นักเรยี นวิชากฎหมาย ประเทศฝร่ังเศส6) นายแนบ พหลโยธนิ นกั เรียนวชิ ากฎหมาย ประเทศองั กฤษ7) นายตัว้ ลพานุกรม นกั เรียนวิชาวิทยาศาสตร ประเทศ สวติ เซอรแ ลนด และไดทําการประชุมครัง้ แรกท่บี านพักเลขที่ 9 ถนนซอเมอราร ในกรุงปารสี ประเทศฝร่ังเศส เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ พ.ศ. 2469 ซ่ึงติดตอกันนานถึง 4 คืน 5 วัน โดยมีรอยโท แปลกทีส่ มาชิกคณะราษฎรคนอนื่ ๆ เรียกวา “กัปตัน” เปนประธานในการประชุม ที่ประชุมมีมติตกลงที่จะทําการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย มาเปนการปกครอง
132ในระบอบประชาธปิ ไตยท่มี กี ษัตรยิ อยูใ ตกฎหมาย โดยตกลงที่ใชวิธีการ “ยึดอํานาจโดยฉับพลัน”รวมท้ังพยายามหลกี เลีย่ งการนองเลือด เหมือนกับท่ีเคยเกิดข้ึนแลวในการปฏิวัติประเทศฝรั่งเศสและการปฏิวัติในประเทศรัสเซีย ท้ังนี้เพ่ือเปนการปองกันการถือโอกาสเขามาแทรกแซงจากมหาอํานาจทมี่ ีอาณานิคมอยูลอมรอบประเทศสยามในสมัยนั้น คือ ประเทศอังกฤษและประเทศฝรัง่ เศส ในการประชุมครั้งน้ัน กลุมผูกอการไดต้ังปณิธาน 6 ประการในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งตอ มาหลังจากปฏวิ ัติยึดอาํ นาจไดแ ลว ก็ไดน าํ ประกาศเปาหมาย 6 ประการน้ีไวในประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 และตอมาไดเ รยี กวา “หลกั 6 ประการของคณะราษฎร” คอื 1) จะตองรักษาความเปนเอกราชท้ังหลาย เชน เอกราชในบานเมือง ในทางศาลในทางเศรษฐกิจของประเทศไวใ หมนั่ คง 2) จะรักษาความปลอดภัยในประเทศ ใหก ารประทษุ รา ยตอกันลดนอยลงใหม าก 3) จะตองบํารงุ ความสมบรู ณข องราษฎรในทางเศรษฐกจิ ไทย รัฐบาลใหมจะพยายามหางานใหร าษฎรทําโดยเต็มความสามารถ จะรางโครงการเศรษฐกิจแหงชาติ ไมปลอยใหราษฎรอดอยาก 4) จะตองใหราษฎรไดมสี ิทธิเสมอภาคกัน ไมใชใ หพ วกเจามีสทิ ธยิ ่งิ กวาราษฎรเชน ที่เปนอยู 5) จะตองใหราษฎรไดมีเสรีภาพ มีความเปนอิสระ เม่ือเสรีภาพน้ีไมขัดตอหลัก4 ประการ ดงั กลา วแลวขางตน 6) จะตองใหมีการศึกษาอยางเต็มที่แกราษฎร และท่ีประชุมไดลงมติใหปรีดีพนมยงค เปน หวั หนา จนกวา จะหาผูท ีเ่ หมาะสมกวา ได หลงั จากการประชุมคร้ังนั้น คณะผูกอการไดกลับมาประเทศสยาม ไดพยายามหาสมาชิกเพื่อเขารวมกอการปฏิวัติ โดยไดติดตอประชาชนทุกอาชีพ ท้ังพอคา ขาราชการพลเรือนและทหาร ไดส มาชิกทงั้ สน้ิ 115 คน แบง เปนสายตา ง ๆ คือ 1) สายพลเรือน นาํ โดย หลวงประดษิ ฐม นธู รรม (ปรดี ี พนมยงค) 2) สายทหารเรือ นาํ โดย นาวาตรีหลวงสนิ ธุสงครามชยั (สนิ ธุ กมลนาวิน) 3) สายทหารบกชัน้ ยศนอ ย นําโดย พันตรีหลวงพิบูลสงคราม (แปลก พบิ ลู สงคราม) 4) สายนายทหาร ช้ันยศสูง นําโดย พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน พหลโยธิน)
133 โดยท่ีประชุมคณะราษฎรตกลงกันวา ในเรอื่ งของการปฏิวตั ิ ความม่ันคง และความปลอดภัยของบรรดาสมาชิก และของประเทศ เปนหนาที่ของฝายทหาร และในสวนของการรางคาํ ประกาศ ตลอดจนการรางกฎหมาย และการวางเคา โครงตาง ๆ ของประเทศ เปน หนา ทีข่ องฝา ยพลเรือน ในวันที่ 24 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2475 คณะผกู อ การสามารถยึดอาํ นาจและจับกุมบุคคลสาํ คัญฝายรัฐบาลไวไดโดยเรียบรอย และไดรว มกันจัดตั้งคณะราษฎรขนึ้ มาเพื่อทาํ หนา ที่รบั ผิดชอบรวมทั้งออกประกาศแถลงการณของคณะราษฎร เพื่อช้ีแจงที่ตองเขายึดอํานาจการปกครองใหป ระชาชนเขาใจ นอกจากนค้ี ณะราษฎรไดแ ตงต้ังผูรกั ษาการพระนครฝา ยทหารข้ึน 3 นาย ไดแกพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา พันเอกพระยาทรงสุรเดช พันเอกพระยาฤทธิ์อัคเนย โดยใหทําหนาที่เปนผูบริหารราชการแผนดิน ขณะที่ยังไมมีรัฐธรรมนูญเปนหลักในการบริหารประเทศหลังจากนั้น คณะราษฎรไดมหี นงั สือกราบบังคมทลู อัญเชญิ พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวเสด็จกลบั คืนสพู ระนคร ซ่งึ ขณะนั้นพระองคท รงประทบั อยูท ่วี งั ไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธเพื่อดํารงฐานะเปนพระมหากษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรตอไป ภายหลังจากท่ีพระบาทสมเดจ็ พระปกเกลาอยูเจาอยูหัว รัชกาลท่ี 7 เสด็จพระราชดําเนินจากพระราชวังไกลกังวลกลับคืนสูพระนครแลว คณะราษฎรไดนําพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชวั่ คราว ซึง่ นายปรีดี พนมยงค และคณะราษฎรบางคนไดร างเตรยี มไวขึ้นทลู เกลา ฯ ถวายเพ่ือทรงพระปรมาภิไธยมี 2 ฉบับ คอื พระราชบญั ญตั ิธรรมนญู การปกครองแผน ดนิ สยามชั่วคราว พ.ศ. 2475และรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รสยาม พ.ศ. 2475 1) พระราชบญั ญตั ิธรรมนญู การปกครองแผนดินสยามช่วั คราว พ.ศ. 2475 พระองคไดพระราชทานกลับคนื มาเมอ่ื วันท่ี 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 และไดมีพธิ เี ปด สภาผูแทนราษฎรครง้ั แรกในประเทศไทย เม่ือวันท่ี 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ซึ่งรัฐธรรมนูญนี้มชี ่อื เรยี กวา “พระราชบญั ญัติธรรมนญู การปกครองแผน ดนิ สยามช่วั คราว” รัฐธรรมนูญช่ัวคราวน้ีกําหนดวา อาํ นาจสูงสดุ ในแผน ดิน ประกอบดว ย อํานาจนติ บิ ญั ญตั ิ อํานาจบรหิ าร และอาํ นาจตลุ าการซง่ึ แตเดิมเปนของพระมหากษัตริย จึงไดเปลี่ยนเปนของปวงชนชาวไทยตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยเกี่ยวกับการไดมาของสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ไดกําหนดแบงระยะเวลาออกเปน3 สมยั คือ (1) สมัยที่ 1 นับแตวันใชรัฐธรรมนูญน้ีเปนตนไป จนกวาจะถึงเวลาที่สมาชิกในสมัยท่ี 2 จะเขา รับตาํ แหนง ใหค ณะราษฎรซึ่งมีผูรักษาพระนครฝายทหารเปนผูใชอํานาจแทนและจัดต้งั ผแู ทนราษฎรชั่วคราวข้ึนเปนจํานวน 70 นาย เปน สมาชิกในสภา
134 (2) สมัยที่ 2 ภายในเวลา 6 เดือน หรอื จนกวาจะจดั ประเทศเปนปกติเรียบรอยสมาชิกในสภาจะตอ งมบี ุคคล 2 ประเภท ทํากจิ กรรมรว มกนั คอื ประเภททหี่ น่งึ ไดแ ก ผูแทนราษฎรซ่ึงราษฎรไดเลือกขึ้นมาจังหวัดละ 1 นาย ตอราษฎรจํานวน 100,000 คน ประเภทที่สอง ผูเปนสมาชิกอยใู นสมยั ทีห่ น่งึ มจี ํานวนเทากับสมาชิกประเภททห่ี น่งึ ถาจํานวนเกินใหเลือกกันเองวาผูใดจะยังเปนสมาชกิ ตอไป ถา จํานวนขาดใหผูท่มี ตี ัวอยูเลอื กบุคคลใด ๆ เขา แทนจนครบ (3) สมัยท่ี 3 เมอื่ จํานวนราษฎรท่ัวราชอาณาจกั รไดสอบไลว ิชาประถมศึกษาไดเ ปนจํานวนกวา ครึ่ง และอยางชาตองไมเ กนิ 10 ป นับตงั้ แตวนั ใชรฐั ธรรมนูญ สมาชกิ ในสภาผแู ทนราษฎรจะเปน ผทู ี่ราษฎรไดเ ลอื กตั้งขึ้นเองทงั้ สิน้ สวนสมาชกิ ประเภททส่ี องเปน อันสนิ้ สุดลง ผูแทนราษฎรช่ัวคราว จํานวน 70 นาย ซึ่งผูรักษาการพระนครฝายทหารจะเปนผูจัดตั้งขึ้นในระยะแรกนั้นประกอบดวย สมาชิกคณะราษฎร ขาราชการชั้นผูใหญ ผูประกอบอาชีพสาขาตาง ๆ ซงึ่ มีความปรารถนาจะชว ยบา นเมือง และกลมุ กบฏ ร.ศ. 130 บางคนซ่งึ สมาชกิ ทั้ง 70 คน ภายหลังจากการไดร บั การแตง ตงั้ แลว 6 เดือน ก็จะมีฐานะเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรประเภทท่ี 2 ตามท่ีระบุไวในรฐั ธรรมนูญฉบบั ช่ัวคราว ทางดา นอาํ นาจบรหิ ารนัน้ ในรฐั ธรรมนญู ไดบ ัญญตั ไิ วซ ง่ึ ตาํ แหนง บรหิ ารที่สาํ คญั เอาไว คอื ประธานคณะกรรมการราษฎร (เทียบเทานายกรัฐมนตรี) ซึ่งจะตองเปนบุคคลที่สามารถประสานความเขา ใจระหวา งคณะราษฎรกบั พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา เจาอยูหัวเปน อยางดี และเพื่อความราบรื่นในการบริหารประเทศตอ ไป คณะราษฎรจึงตกลงเหน็ ชอบท่ีจะใหพระยามโนปกรณนิติธาดา (กอน หุตะสิงห) เปนประธานคณะกรรมการราษฎร คณะกรรมการราษฎร (คณะรัฐมนตรี) ในรัฐบาลของพระยามโนปกรณนิติธาดา ซึ่งเปนคณะรัฐมนตรีชุดแรกทต่ี ้งั ข้ึนตามพระราชบัญญตั ิธรรมนูญการปกครองสยามชว่ั คราว พ.ศ. 2475 มีจํานวนท้ังสิน้ 15 นายเปนผบู ริหารราชการแผน ดนิ 2) รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 ภายหลังท่ีพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวไดทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนญู ปกครองแผนดินสยามชวั่ คราวแลว สภาผแู ทนราษฎรไดแ ตง ตง้ั อนกุ รรมการขนึ้ คณะหนง่ึเพ่ือรางรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเพื่อใชเปนหลักในการปกครองประเทศสืบไป ในท่ีสุดสภาผแู ทนราษฎรไดพจิ ารณาแกไ ขรางรฐั ธรรมนญู ครง้ั สดุ ทา ยในวนั ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2475 และสภาผูแทนราษฎรไดลงมติรับรองใหใชเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2475 โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยหู วั ไดทรงลงพระปรมาภิไธยในรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรสยาม
135 การประกาศใชรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รสยามคณะราษฎรภายใตการนําของพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ไดทําการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบการปกครองท่ีมีพระมหากษัตริยเปนประมุขภายใตรัฐธรรมนูญ โดยมิตองสูญเสียเลือดเนื้อแตประการใดนั้น เปนเพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยหู วั ทีพ่ ระองคทรงยอมรบั การเปลย่ี นแปลงดังกลาว โดยมิไดทรงตอตาน และคิดตอบโตคณะราษฎรดวยการใชกําลังทหารที่มีอยูแตประการใด และทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญใหกับปวงชนชาวไทยตามที่คณะราษฎรไดเตรียมรางเอาไว เพื่อนําขึ้นทลู เกลาฯ ถวายใหทรงลงพระปรมาภิไธย นอกจากนี้พระองคก็ทรงมีพระราชประสงคมาแตเดิมแลววา จะพระราชทานรัฐธรรมนูญใหเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศแกประชาชนอยูแลว จึงเปน การสอดคลองกับแผนการของคณะราษฎร ประกอบกับพระองคทรงเห็นแกความสงบเรยี บรอยของบา นเมืองและความสขุ ของประชาชนเปนสําคญั ยิ่งกวาการดาํ รงไวซึ่งพระราชอํานาจของพระองค รัฐธรรมนูญท่ีคณะราษฎรไดนําข้ึนทูลเกลาฯ ถวาย เพ่ือทรงลงพระปรมาภิไธยในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 หลังจากน้ันไดทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกลา ฯ แตงตั้งพระยามโนปกรณนิตธิ าดา เปน นายกรัฐมนตรี และตอมาทางราชการไดกําหนดใหถือเอาวันที่ 10ธนั วาคม ของทกุ ป เปน “วนั รัฐธรรมนูญ” รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 มสี าระสาํ คญั พอสรปุ ไดดงั น้ี 1) อํานาจนิติบัญญัติ กําหนดใหมีสภาผูแทนราษฎร ประกอบดวย สมาชิกซง่ึ ราษฎรเปนผเู ลอื กตัง้ แตมบี ทเฉพาะกาลกําหนดไววา ถา ราษฎรผมู ีสิทธิออกเสียงเลือกต้งั สมาชกิผูแทนราษฎรตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญน้ี ยังมีการศึกษาไมจบช้ันประถมศึกษามากกวาครึ่งหนึ่งของจาํ นวนท้ังหมด และอยางชาตองไมเกิน 10 ป นับแตวันใชพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผน ดนิ สยามชัว่ คราว พ.ศ. 2475 สภาผแู ทนราษฎร ประกอบดว ย สมาชิก 2 ประเภท มจี ํานวนเทา กนั คือ สมาชกิประเภทท่ี 1 ไดแ ก ผทู ี่ราษฎรเลอื กตัง้ ข้นึ มาตามกฎหมายวาดว ยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรสวนสมาชกิ ประเภทท่ี 2 ไดแ ก ผูทีพ่ ระมหากษตั ริยท รงแตงตงั้ ขึน้ ตามกฎหมายวาดวยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ในระหวางที่ใชบ ทบญั ญตั เิ ฉพาะกาลในรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม 2) อํานาจบริหาร พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งคณะรัฐมนตรีข้ึนคณะหนึ่งประกอบดวย นายกรฐั มนตรี 1 นาย และรัฐมนตรีอีกอยางนอย 14 นาย อยางมาก 24 นาย และในการแตง ตง้ั นายกรัฐมนตรี ประธานสภาผูแทนราษฎรเปนผูล งนามรับสนองพระบรมราชโองการ
136กลาวโดยสรุปในภาพรวมของรัฐธรรมนูญท้ัง 2 ฉบับ ไดกอใหเกิดการเปล่ียนแปลงโครงสรางทางการเมืองการปกครองและสังคมไทย ดังนี้ 2.1) อํานาจการปกครองของแผนดินซ่ึงแตเดิมเคยเปนของพระมหากษัตริยใหตกเปนของปวงชนชาวไทยตามบทบัญญตั แิ หง รัฐธรรมนญู พระมหากษัตริยทรงดํารงฐานะเปนประมุขของประเทศภายใตรฐั ธรรมนูญ พระองคจ ะทรงใชอ ํานาจอธิปไตยทัง้ 3 ทาง คือ อํานาจนิติบญั ญตั ิผานทางสภาผูแทนราษฎร อํานาจบรหิ ารผา นทางคณะรฐั มนตรี อํานาจตุลาการผา นทางผพู พิ ากษา 2.2) ประชาชนจะไดรับสิทธิในทางการเมือง โดยการเลือกสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเขาไปทําหนาที่ควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล ออกกฎหมายและเปนปากเสียงแทนราษฎร 2.3) ประชาชนมสี ทิ ธเิ สรภี าพในทางการเมืองมากขึ้น สามารถแสดงความคดิ เหน็ วพิ ากษวจิ ารณในเร่อื งตา ง ๆ ได ภายใตบ ทบญั ญตั ขิ องกฎหมาย และคนทกุ คนมีความเสมอภาคภายใตกฎหมายฉบับเดยี วกัน 2.4) ในระยะแรกของการใชรัฐธรรมนญู อาํ นาจบริหารประเทศจะตองตกอยภู ายใตการชี้นําของคณะราษฎร ซึง่ ถอื วา เปน ตัวแทนของราษฎรท้ังมวลในการเปลี่ยนแปลงการปกครองจนกวา สถานการณจ ะเขา สูความสงบเรียบรอ ย ประชาชนจึงจะมสี ทิ ธิในอํานาจอธิปไตยอยา งเต็มท่ี ผลกระทบทเี่ กิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 1) ผลกระทบทางดานการเมอื ง การเปลี่ยนแปลงสงผลกระทบตอสถานภาพของสถาบันพระมหากษัตริยเปนอยางมาก เพราะเปนการส้ินสุดพระราชอํานาจในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย ถึงแมวาพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว จะทรงยอมรับการเปล่ียนแปลง และทรงยินยอมพระราชทานรัฐธรรมนูญใหกับปวงชนชาวไทยแลวก็ตาม แตพระองคก็ทรงเปนหวงวาประชาชนจะมไิ ดร บั อาํ นาจการปกครองท่ีพระองคท รงพระราชทานให โดยผานทางคณะราษฎรอยางแทจริงพระองคจ งึ ทรงใชความพยายามที่จะขอใหคณะราษฎรไดด าํ เนินการปกครองประเทศดว ยหลักการแหงประชาธิปไตยอยางแทจริง แตพระองคก็มิไดรับการสนองตอบจากรัฐบาลของคณะราษฎรแตประการใด จนกระทั่งภายหลงั พระองคจึงทรงประกาศสละราชสมบัติใน พ.ศ. 2477 นอกจากน้ี การเปล่ยี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ยังกอ ใหเ กิดความขดั แยงทางการเมอื งระหวา งกลุม ผลประโยชนต า ง ๆ ท่ีมสี วนรวมในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ยงั ไมไดดาํ เนินการใหเ ปนไปตามคําแถลงที่ใหไ วก บั ประชาชน จากการท่ีคณะราษฎรไดมอบหมายใหนายปรีดี พนมยงค รางเคาโครงการเศรษฐกิจแหงชาติ เพื่อดําเนินการปรับปรุงเศรษฐกิจของประเทศ ปรากฏวาหลายฝายมองวาเคา โครงการเศรษฐกิจมีลักษณะโนมเอียงไปในทางหลักเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต ความขัดแยง
137จึงเกิดขึ้นในหมูผูท่ีเกี่ยวของ ภายหลังการเปล่ียนแปลงการปกครองสิ้นสุดลงแลวไมนานพระยามโนปกรณน ิติธาดา นายกรัฐมนตรี เหน็ วาการบริหารประเทศทา มกลางความขดั แยงในเรื่องเคาโครงเศรษฐกจิ ไมส ามารถจะดาํ เนินตอ ไปได จงึ ประกาศปด สภาและงดใชร ฐั ธรรมนูญบางมาตราอันสงผลใหพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา นํากําลังทหารยึดอํานาจรัฐบาลพระยามโนปกรณนิติธาดา ในวันท่ี 20 มถิ ุนายน พ.ศ. 2476 และหลังจากนั้น พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาไดเ ขา ดาํ รงตาํ แหนงนายกรฐั มนตรีบริหารราชการแผน ดินสืบไป เมื่อรฐั บาลของ พนั เอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เขาบรหิ ารประเทศไดไมนานก็มีบุคคลคณะหน่ึงซึ่งเรียกตนเองวา คณะกูบานกูเมือง นําโดยพลเอกพระองคเจาบวรเดชไดกอการรฐั ประหารยึดอาํ นาจรฐั บาลในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 โดยอา งวารัฐบาลไดทําการหมิ่นประมาทองคพระประมุขของชาติ และรับนายปรีดี พนมยงค ซ่ึงเปนผูรางเคาโครงเศรษฐกิจอันออ้ื ฉาวเขา รว มในคณะรฐั บาล พรอ มกับเรียกรองใหร ฐั บาล ดาํ เนนิ การปกครองประเทศในระบอบรฐั ธรรมนูญทเ่ี ปน ประชาธิปไตยอยางแทจ ริง แตในทส่ี ุดรฐั บาลกส็ ามารถปราบรัฐประหารของคณะกบู านกเู มอื งไดส ําเรจ็ ปญ หาการเมืองดงั กลา ว ไดก ลายเปน เงื่อนไขที่ทาํ ใหสถาบันทางการเมืองในยุคหลัง ๆไมค อ ยประสบความสําเร็จเทา ท่คี วร เพราะการพัฒนาการทางการเมอื งมิไดเ ปนไปตามครรลองของระบอบประชาธปิ ไตย และเปนการสรา งธรรมเนยี มการปกครองท่ไี มถ ูกตองใหกับนักการเมืองและนกั การทหารในยุคหลงั ตอ ๆ มา ซงึ่ ทําใหระบอบประชาธปิ ไตยตองประสบกับความลมเหลว 2) ผลกระทบทางดา นเศรษฐกจิ การเปลย่ี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 นับไดวา เปนการเปล่ยี นแปลงทางการเมอื งท่ีสาํ คัญของไทย จากการท่คี ณะราษฎรไดม อบหมายใหนายปรดี ี พนมยงค เปน คนรางเคา โครงการเศรษฐกิจเพื่อนําเสนอแตไมไดรับการยอมรับจากคณะราษฎรสวนใหญ ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจจงึ ยังคงเปนแบบทุนนยิ มเชนเดิม และเนน ท่กี ารเกษตรกรรมมากกวาอุตสาหกรรม นอกจากนี้กลุมผลประโยชนท ่ีครอบครองที่ดินและทุนอันเปนปจจัยการผลิตท่ีสําคัญ ก็รวมตัวกันตอตานกระแสความคดิ ท่ีจะเปลย่ี นแปลงกรรมสิทธท์ิ ี่ดินและเงนิ ทนุ จากของบุคคลเปนระบบสหกรณ การเปล่ียนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ยังสงผลทาํ ใหช นชัน้ เจา นายและขนุ นางในระบบเกาถูกลิดรอนผลประโยชนทางเศรษฐกิจ เชน พระมหากษัตริยจะไดรับเงินจากงบประมาณเพียงปละ 1 - 2 ลานบาท จากเดิมเคยไดประมาณปละ 2 - 10 ลานบาท เงินปของพระบรมวงศานวุ งศถูกลดลงตามสวน ขนุ นางเดิมถกู ปลดออกจากราชการโดยรบั เพียงบํานาญ และเจา นายบางพระองคถูกเรียกทรพั ยส ินสมบัตคิ นื เปนของแผนดนิ
138 3) ผลกระทบทางดา นสงั คม ภายหลงั การเปลีย่ นแปลงการปกครอง ประชาชนเริ่มไดรับเสรีภาพและมีสิทธิตาง ๆ ตลอดจนความเสมอภาคภายใตบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ และไดรับสิทธิในการปกครองตนเอง ในขณะที่บรรดาเจาขุนมูลนาย ขุนนาง ซึ่งมีอํานาจภายใตระบอบการปกครองดั้งเดิมไดส ูญเสยี อาํ นาจและสิทธปิ ระโยชนต า ง ๆ ทีเ่ คยมมี ากอน โดยทคี่ ณะราษฎรไดเขาไปมีบทบาทแทนบรรดาเจานายและขนุ นางในระบบเกาเหลาน้นั รัฐบาลไดกระจายอํานาจการปกครองไปสูทองถิ่นดวยการจัดตั้งเทศบาลตําบลเทศบาลเมือง และเทศบาลนคร มีสภาเทศบาล คอยควบคุมกิจการบริหารของเทศบาลเฉพาะทองถน่ิ นน้ั ๆ โดยมเี ทศมนตรเี ปนผบู รหิ ารตามหนา ท่ี รฐั บาลของพันเอกพระยาพหลพลพยหุ เสนา ไดประกาศใชแผนการศึกษาแหงชาติพ.ศ. 2479 โดยกําหนดแบงการศึกษาออกเปน 2 ประเภท คอื สายสามญั ศึกษาและสายอาชีวศกึ ษาซึ่งเปนการเนน ความสําคัญของอาชวี ศึกษาอยา งแทจ รงิ โดยไดก าํ หนดความมงุ หมายเพือ่ สงเสรมิ ใหผูท่ีเรียนจบการศึกษาในสายสามญั แตล ะประโยคแตละระดับการศึกษาไดเรียนวิชาอาชีพเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากเรียนวิชาสามัญ ท้ังนี้เพ่ือประโยชนในการท่ีจะออกไปประกอบอาชีพและมีนโยบายท่ีจะสงเสรมิ การศกึ ษาของราษฎรอยางเตม็ ท่ี ตามหลกั 6 ประการของคณะราษฎร ดังนั้นรัฐบาลจงึ ไดโ อนโรงเรียนประชาบาลทตี่ งั้ อยใู นเขตเทศบาลที่รฐั บาลไดจัดตง้ั ขึน้ ใหเ ทศบาลเหลา นน้ัรับไปจดั การศกึ ษาเอง ตามทเ่ี ทศบาลเหลานั้นจะสามารถรับโอนไปจากกระทรวงธรรมการได ทาํ ใหประชาชนในทองถ่ินตา ง ๆ มสี ว นรวมในการทาํ นุบาํ รงุ การศึกษาของบตุ รหลานของตนเอง นําไปใชประกอบอาชีพตอไปอยา งมน่ั คงและมคี วามสขุ หลังจากไดดําเนินการเปลี่ยนแปลงการปกครองสาํ เรจ็ เรยี บรอ ยแลว คณะราษฎรไดม ีบทบาทและอิทธิพลในทางการเมือง การปกครอง และสังคมของประเทศไทย เปนระยะเวลาประมาณ 15 ป จนกระทง่ั ในปลายป พ.ศ. 2490 ไดเกิดการรฐั ประหารของคณะนายทหาร ภายใตการนําของพลโทผิน ชุณหะวัณ และจากน้ันไดใหจอมพล ป. พิบูลสงคราม ขึ้นดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีตอ ไป
139ความเปนชาตไิ ทยสมัย จอมพล ป.พบิ ลู สงคราม (ระหวา ง พ.ศ. 2481 - 2487) ประวตั ิจอมพล ป.พิบูลสงคราม จอมพล ป.พบิ ูลสงคราม มชี ื่อเดมิ วา “แปลก ขีตตะสังคะ” ชอ่ื จริงคําวา “แปลก”เนื่องจากเมื่อแรกเกิดบิดามารดาเห็นวาหูท้ังสองขางอยูตํ่ากวานัยนตาผิดไปจากบุคคลธรรมดาจงึ ใหชอ่ื วา “แปลก” ภาพ : ประชมุ ครบรอบจอมพล ป.พิบลู สงครามถงึ แกก รรม
140 ในสมัยรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีการดําเนินนโยบายโดยรัฐบาลใชร ะบบเศรษฐกจิ แบบทนุ นิยม และรฐั บาลสนับสนนุ ประชาชนคนไทยใหใชของที่ผลิตในประเทศไทยดังมีคําขวัญที่วา “ไทยทาํ ไทยใช ไทยเจริญ” แนวนโยบายของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม หรือ “นโยบายสรางชาติ”มคี วามหมายตามที่ปรากฏในคาํ กลาวปราศรัยของจอมพล ป. วา “ความหมายของการสรางชาติ”น้นั มีวา ชาตไิ ทยมอี ยูแลว แตสถานะบางอยางของชาติยังไมขึ้นถึงข้ันระดับสมความตองการของประชาชาติไทย เราจาํ เปน ตองพรอมใจกัน สรา งเพิ่มเติมใหด ขี ึน้ กวา เดมิ ชวยกันปรบั ปรุงไปจนกวาเราทุกคนจะพอใจ หรอื อยางนอ ยกไ็ ดระดับเสมออารยประเทศ” นําไปสกู ารเปลี่ยนโฉมประเทศสยามไปจากเดิม เปน ลกั ษณะเฉพาะทเ่ี กดิ ขึน้ ในชว งนัน้ ก็คอื การประกาศสิง่ ทเ่ี รียกวา “รฐั นิยม” อันเปนประกาศเกี่ยวกบั รปู แบบการปฏิบัติทางวัฒนธรรมสาํ หรับประชาชนที่จะแสดงใหเ หน็ ถงึ ความเปน ชาติทม่ี อี ารยธรรม ซงึ่ เปน แนวทางทก่ี ําหนดขน้ึ เพอ่ื ปรบั ปรุงแกไ ขวฒั นธรรมบางอยางของชาติ สําหรับใหใ ชเ ปนหลกั ใหป ระชาชนไดยึดถอื ปฏบิ ัติ ประกาศรฐั นยิ มออกมาในชวงระหวา ง พ.ศ. 2482 - 2485 รวมทั้งส้ินจํานวน 12 ฉบับและไดม กี ารกําหนดบทลงโทษสําหรบั ผทู ีไ่ มปฏบิ ัติตามรฐั นิยมดังตอ ไปนี้ รัฐนิยมฉบบั ท่ี 1 : เรอื่ ง การใชชอ่ื ประเทศ ประชาชน และสญั ชาติ โดยทช่ี อื่ ของประเทศน้ี มเี รยี กกนั เปนสองอยาง คือ “ไทย” และ “สยาม” แตประชาชนนิยมเรียกวา “ไทย” รัฐบาลเห็นสมควรถือเปนรัฐนิยมใชชอื่ ประเทศใหตองตามชอ่ื เช้ือชาติและความนยิ มของประชาชนชาวไทย ดังตอ ไปน้ี ก. ในภาษาไทย ช่ือประเทศ ประชาชน และสญั ชาตใิ หใ ชว า “ไทย” ข. ในภาษาองั กฤษ 1) ช่ือประเทศ ใหใชว า THAILAND 2) ช่ือประชาชน และสัญชาติใหใ ชวา THAIแตไ มก ระทบถงึ กรณีทีม่ บี ทกฎหมายบญั ญตั คิ ําวา “สยาม” ไว ทั้งนต้ี ้ังแตวนั ท่ี 24 มิถนุ ายน พุทธศักราช2482 เปน ตนไป ประกาศมา ณ วนั ท่ี 24 มถิ นุ ายน พุทธศกั ราช 2482
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168