Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ชุดวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย สค32034

ชุดวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย สค32034

Published by gunlayawong, 2018-12-21 01:39:31

Description: ชุดวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย สค32034

Search

Read the Text Version

91 ภาพ : พระยารกั ใหญ พระยารักนอ ย ที่มา : https://farm2.staticflickr.com/1532/23947628289_dcac7513a1_o.jpg สมัยรชั กาลที่ 3 ในรัชกาลน้มี ีการสรา งหลอพระประธานขนาดใหญ ตามวดั ทสี่ รางใหมเชน “พระพุทธตรโี ลกเชษฐ” พระประธานพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และ“พระพุทธเสฏฐมุนี” พระประธานในศาลาการเปรียญวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร“พระเสฏฐตมมุน”ี พระประธานพระอโุ บสถวัดราชนดั ดารามวรวหิ าร และ “พระพุทธมหาโลกาภนิ ันทปฏมิ า” พระประธานพระอุโบสถวัดเฉลมิ พระเกียรติวรวหิ าร นอกจากนีย้ งั ทรงสรางพระพุทธไสยาสน ยาว 90 ศอก ท่วี ดั พระเชตพุ นวมิ ลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และพระพุทธรูปยืนทรงเคร่ืองกษัตรยิ าธิราชเจา 2 องค เพ่อื เปน ราชอนสุ รณแดพ ระอยั กา และพระราชบดิ าของพระองค ซึ่งเปนพระหลอสมั ฤทธ์หิ มุ ทองคาํ ประดับดว ยอัญมณีมีคา ถวายพระนามวา “พระพุทธยอดฟา จุฬาโลก”และ “พระพุทธเลิศหลานภาลัย” ประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม การสรางพระพทุ ธรปู ยืนทรงเคร่ืองปางหา มญาติขนาดใหญน ้ี นยิ มสรา งไวเปน จํานวนมาก ถอื เปนพระราชนิยมของพระบาทสมเดจ็ พระนั่งเกลาเจา อยหู วั

92 ภาพ : พระพทุ ธมหาโลกาภินนั ทปฏมิ า พระประธานพระอุโบสถวดั เฉลมิ พระเกียรตวิ รวหิ าร ที่มา : http://mapio.net/pic/p-94874421/ ประติมากรรมระยะปรบั ตวั สมัยรัชกาลท่ี 4 ถึงรัชกาลที่ 5 เปนยุคสมัยของการปรับตัว เปดประเทศ ยอมรับอิทธพิ ลตะวันตก ยอมรับความคิดใหมมาเปลยี่ นแปลงสงั คม ระเบยี บประเพณี เพอ่ื ประคองใหป ระเทศรอดพนจากภยั สงคราม หรือจากลทั ธิลาอาณานคิ มตะวนั ตก ซ่งึ หลายประเทศในซกี โลกเอเชยี ยคุ นนั้ประสบอยู การสรางงานศลิ ปกรรมทกุ สาขา รวมทงั้ ประติมากรรมก็ถูกกระแสการเมอื งน้ดี ว ย พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา เจาอยหู วั มพี ระราชดาํ รปิ น รูปเหมือนแบบตะวันตกข้ึนเปนครง้ั แรกในประเทศไทย จงึ โปรดเกลาฯ ใหหลวงเทพรจนา (พลับ) ซึ่งตอมาเปนพระยาจินดารังสรรคปน ถวาย โดยปนจากพระองคจ ริง และเลียนแบบรปู ปน ของพระองค ท่ีฝร่ังปนจากรูปพระฉายท่ีสงมาถวายแตไ มเ หมือน เม่ือทอดพระเนตรเหน็ พระรูปท่หี ลวงเทพรจนาปนขนึ้ ใหมก ็ทรงโปรด ตอมานาํ พระรปูองคนป้ี ระดิษฐานไว ณ พระท่ีนง่ั เวชยันตว ิเชียรปราสาทในพระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี ปจจุบันมีการหลอ ไวหลายองค ประดิษฐานท่ีพระตําหนักเพชร วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ และหอพระจอมวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กรุงเทพฯ จากพระรูปองคนี้ นับเปนการเปล่ียนศักราชประตมิ ากรรมไทย ท่เี ดมิ ปน รปู ราชานสุ รณ โดยใชการสรางพระพทุ ธรูป หรือเทวรูปแทน มาสกู ารปนรปู ราชานุสรณเหมอื นรปู คนจริงข้ึน และจากจดุ นเี้ องสงผลใหม กี ารปรับตัวทางประตมิ ากรรมระยะปรับตัวไปสูประติมากรรมสมัยใหม การปนหลอพระพุทธรูปในยุคนี้ ไมใหญโตเทาสมัยรัชกาลที่ 3

93มพี ทุ ธลกั ษณะทเ่ี ปน แบบฉบบั ของตนเอง มลี กั ษณะโดยสว นรวมใกลความเปนมนุษย มีการปนจีวรเปนร้ิว บนพระเศียร ไมมีตอมพระเมาลี พระพุทธรูปที่สําคัญเหลานี้ คือ พระสัมพุทธพรรณีพระนริ ันตราย และพระพทุ ธสิหังคปฏิมา พระประธาน ในพระอโุ บสถวดั ราชประดษิ ฐส ถติ มหาสมี ารามราชวรวหิ าร ในรชั สมยั นี้ มกี ารสรางพระพทุ ธรูปยืนปางหามญาติเชนกัน แตจีวรพระสมัยนี้เปนริ้วใกลเคียงธรรมชาติมากขึ้น ประติมากรรมท่ีสําคัญอีกช้ินหน่ึง คือ “พระสยามเทวาธิราช”เปน เทวรูปขนาดเล็กหลอดวยทองคําท้ังองคสูง 8 น้ิวฟุต ลักษณะงดงามมาก เปนฝพระหัตถของพระองคเ จาประดษิ ฐวรการ ภาพ : พระสยามเทวาธริ าช ทีม่ า : http://oknation.nationtv.tv/blog/home/blog_data/220/15220/images/2_Travel/001_Bangkok/2011/Mueseam/SakThong/038.JPG สมยั รัชกาลที่ 5 ระยะตน รัชกาล อายุกรงุ รัตนโกสินทรจะครบ 100 ป พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจา อยูหัว ทรงทํานบุ ํารงุ ศลิ ปะแบบดัง้ เดิมอยางมาก มกี ารปฏสิ งั ขรณวัดวาอารามตา ง ๆ ปราสาทราชมณเฑยี ร โดยเฉพาะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เกิดงานประติมากรรมตกแตงท่ีสวยงาม ในศาสนสถานแหงน้ีมากที่สุด งานประติมากรรมสวนใหญเปนฝพระหัตถพระองคเจาประดิษฐวรการทั้งสิ้น เชน รูปสัตวหิมพานต 7 คู บนชานชาลาไพที รอบปราสาทพระเทพบิดรรูปพระบรมราชานสุ าวรียป ระจํารัชกาลที่ 1, 2 และ 3 เปนรูปบุษบกประดิษฐานพระราชลัญจกรบนพานแวนฟา พรอมชางเผอื กและฉตั ร ตรงมุมดา นตะวันตกเฉียงเหนอื ของปราสาทพระเทพบิดรปน หลอพระบรมรูป 3 รชั กาล คือ รัชกาลท่ี 1 รชั กาลที่ 2 และรชั กาลที่ 3 รวมท้ังปน แกไขรัชกาลที่ 4ท่ีพระยาจนิ ดารังสรรคป น ไว พระบรมรปู ท้งั 4 รัชกาล ปจ จุบันประดิษฐานอยใู นปราสาทพระเทพบดิ รเปนรูปเหมือนที่แปลกไปจากภาพเหมอื นโดยท่ัวไป เพราะเปนศิลปะระยะปรับตัว เปนการผสมระหวา งความตอ งการท่ีจะใหร ูปปน เหมอื นรัชกาลน้ัน ๆ กบั การสรางรปู ใหม ีความงามแบบพระหรอื

94เทวรูป ที่ตองการความเกลี้ยงเกลากลมกลึงของรูปทรง เปนคุณคาความงาม รูปเหมือนจึงแสดงความเหมือนบคุ คลออกมา พรอมกบั ใหอารมณค วามรูสกึ แบบไทยดวย ในสมัยรัชกาลท่ี 5 มีการสรางพระพุทธรูปข้ึนใหมเหมือนกัน ที่สําคัญ คือ พระพุทธนฤมลธรรโมภาส พระประธานวัดนิเวศธรรมประวัติ บางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาฝพ ระหตั ถพ ระองคเ จาประดษิ ฐวรการ นอกจากน้ี ยังมกี ารปน หลอพระพทุ ธรูปขนาดใหญ ซึ่งมีอยูครัง้ เดียวในรชั กาลน้ี สรางในระหวาง พ.ศ. 2442 - 2444 ในคราวน้ันโกลาหลมาก เนื่องจากไมมีการปน พระขนาดใหญมานาน แตกส็ าํ เร็จลงดว ยดี พระพุทธรูปองคนี้ คือ พระพุทธชินราชจําลองปนหลอขึ้น เพ่ือนํามาประดิษฐานเปนพระประธานวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหารตองลงไปปนหลอที่พิษณุโลก ผูปน หลอจําลอง คอื หลวงประสทิ ธปิ ฏมิ า ภาพ : พระพทุ ธนฤมลธรรโมภาส ทม่ี า : http://kanchanapisek.or.th/kp6/pictures14/s14-113-1.jpg ประตมิ ากรรมรว มสมัย อยูในสมยั รชั กาลท่ี 6 จนถึงรัชกาลปจ จุบัน เปนศิลปะที่มีผลสบื เนอื่ งมาจากความเจรญิแบบตะวันตก ท่ีหลั่งไหลเขา มาในประเทศไทย ทาํ ใหเกดิ แนวความคิดใหมในการสรางสรรคศิลปะเพื่อสาธารณะประโยชน นอกเหนือจากการสรางเพื่อศาสนาอยางเดยี ว

95 ภาพ : “มนุษยก ับความปรารถนา” ประตมิ ากรรมรว มสมัยหรือสมัยใหม ปน ดว ยปูนปลาสเตอร เข็มรัตน กองสุข เปนผูปน ทีม่ า : http://kanchanapisek.or.th/kp6/pictures14/s14-113-2.jpg สมัยรัชกาลที่ 6 ศิลปะตะวันตกเขามาสูชีวิตความเปนอยูของคนไทย และกําลังฝงรากลึกลงไปในสังคม และวัฒนธรรมไทย การตกแตงวังเจานาย อาคารราชการ อาคารพาณิชยสวนสาธารณะ และอาคารบานเรือนของคนสามัญ เร่ิมตกแตงงานจิตรกรรม และงานประติมากรรมภาพเหมอื นมากข้นึ งานประตมิ ากรรมไทยที่ทําขึ้นเพื่อศาสนา เชน การสรางศาสนสถาน ปนพระพุทธรูปท่เี คยกระทํากันมากถ็ ึงจดุ เส่ือมโทรมลง แมจะมีการทํากันอยกู เ็ ปน ระดับพืน้ บาน ท่พี ยายามลอกเลยี นสิง่ ดงี ามในยุคเกา ๆ ท่ตี นนิยม ขาดอารมณความรสู ึกทางการสรางสรรค และไมม ีรูปลกั ษณะที่เปนแบบแผนเฉพาะยคุ สมยั พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหวั ทรงหันมาสง เสริมศิลปะการชางสมัยใหมโดยตั้งโรงเรยี นเพาะชา งขน้ึ เมอ่ื พ.ศ. 2456 จัดสอน ศลิ ปะการชางทั้งแบบตะวันตก และแบบไทยการสรางงานศิลปะระดับชาติ ไดจางฝร่ังมาออกแบบ ตกแตงพระบรมมหาราชวัง หรือพระท่ีนั่งทรงเห็นความจําเปนท่ีตองใชชางทํารูปปนตาง ๆ เชน เหรียญตรา และอนุสาวรีย ซ่ึงชางไทยยังไมชํานาญงานภาพเหมือนขนาดใหญ จึงสั่งชางปนมาจากประเทศอิตาลี ผูไดรับเลือก คือศาสตราจารย คอราโด เฟโรจี เขารับราชการเปนประติมากร กรมศิลปากร กระทรวงวัง เม่ือวันที่14 มกราคม พ.ศ. 2466 ตอ มาโปรดเกลาฯ ใหศาสตราจารยคอราโด เฟโรจี เขาไปปนพระบรมรูปของพระองคโดยใกลช ิด เปน พระบรมรูปเทาพระองคจริง ปจจุบันประดิษฐานในปราสาทพระเทพบิดร

96นบั เปน งานภาพเหมอื นท่สี ําคัญในรัชกาลน้ี ตอ มาศาสตราจารยคอราโด เฟโรจี ไดโ อนสญั ชาติ และเปลี่ยนชื่อเปนไทยวา ศิลป พีระศรี ทานผูนี้ ตอมามีความสําคญั ตอวงการศิลปกรรมไทยสมัยใหมทกุ สาขาอยางท่ีสดุ รชั กาลที่ 7 - รัชกาลปจจุบัน ระยะแรกศาสตราจารยศลิ ป พีระศรี เปนชางปน ทส่ี าํ คญัแตผ เู ดียวในยุคนน้ั ไดดาํ เนินการปนรปู อนสุ าวรียพ ระปฐมบรมราชานุสรณเปนภาพเหมือนขนาดใหญ3 เทาคนจริงเปน คร้ังแรกในเมืองไทย สงไปหลอทองแดงท่ีประเทศอิตาลี เสร็จทันมาติดตั้งที่เชิงสะพานพุทธยอดฟา เพื่อเปด สะพาน และฉลองกรุงครบ 150 ป เมือ่ พ.ศ. 2475 หลังจากการฉลองกรุงไมกี่วันก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองข้ึนในประเทศไทยโดยคณะทหารและพลเรือน อํานาจการปกครองและการบริหารประเทศ จึงไมตกอยูกับพระมหากษัตริยอีกตอไป การสรางงานศิลปกรรม ซึ่งแตเดิมอยูในความดูแลของราชสํานัก ซึง่ มีพระมหากษัตริยทรงสงเสริมก็ส้ินสุดลง วิถีการดําเนินชีวิต ความรูสึกนึกคิดของประชาชนเปล่ียนแปลงไป คณะรัฐบาลมุงพัฒนาประเทศทางดานวัตถุมากกวาการพัฒนาดานจิตใจโดยเฉพาะทางศิลปะ การสรางงานศิลปกรรมยุคตอมา ลวนตองตอสูด้ินรนอยูในวงแคบ ๆแตก ระนั้นการตอ สูด ้นิ รน เพอ่ื ใหส งั คมเห็นคณุ คาในงานศิลปะ ยงั ดาํ เนนิ ตอไป โดยมศี าสตราจารยศลิ ป พรี ะศรี เปน ผูนาํ เพ่ือทําใหผูนําประเทศและคนท่ัวไปเห็นคุณคา ทานตองทํางานอยางหนักกลา วคอื นอกจากงานปน อนุสาวรยี ท ส่ี ําคญั แลว ทา นยงั ไดวางแนวทางการศึกษาศลิ ปะ โดยหาทางจัดต้ังโรงเรียนประณีตศิลปกรรมข้ึน เม่ือ พ.ศ. 2477 ซ่ึงตอมาขยายตัวข้ึนเปนมหาวิทยาลัยศิลปากรเม่ือ พ.ศ. 2486 จัดใหมีการเรียนการสอนทั้งดานจิตรกรรม และประติมากรรมซึง่ การศกึ ษาและการสรางงานประตมิ ากรรม ตอ มาเปลย่ี นไปตามการพัฒนาวฒั นธรรมของสงั คม ที่ตองการพ่ึงพาพลังงานใหม ๆ ภายใตอิทธิพลทางวิทยาศาสตร เศรษฐกิจ การเมือง และอื่น ๆซง่ึ เปน การกาวหนา แหง ยคุ โดยเฉพาะในรัชกาลปจ จบุ นั การส่อื สาร และการคมนาคมเปนไปอยางรวดเรว็ ท่ัวถงึ เกอื บทุกมมุ โลก มลี ัทธทิ างศิลปะเกิดข้ึนมากมาย ท้งั ในยุโรป และสหรฐั อเมริกา และไดแ พรหลายเขามามีบทบาทในประเทศไทยดว ย ประตมิ ากรรมจงึ เขา สรู ปู แบบของศิลปะรวมสมัยเปน การแสดงออกทางดานการสรางสรรคท ม่ี อี สิ ระ ทง้ั ความคดิ เน้ือหาสาระ และเทคนิคการสรา งงานสุดแตศ ิลปนจะใฝหา งานศลิ ปะที่แสดงออกมานนั้ จงึ เปนสญั ลกั ษณส ําคญั ทส่ี ะทอ นถึงเอกลกั ษณใ หมของวัฒนธรรมไทยอกี รูปแบบหนึ่ง 3. ดา นจติ รกรรม งานจิตรกรรมในสมยั รัตนโกสินทรมที ้ังศิลปะไทยประเพณี ศิลปะไทยประยุกตและศลิ ปะแบบตะวันตก

97 สมัยรัตนโกสินทรตอนตน สกุลชางสมัยนี้พัฒนามาจากสกุลชางธนบุรีและอยุธยาใชส หี นกั เปน พนื้ หลัง สว นใหญจะใชสีโทนเย็น นิยมการปดทองบนภาพมากข้ึน โดยเฉพาะสถานท่ีและบคุ คลสาํ คัญ ตัวละครใชส ีแสดงฐานะทางสงั คม ลักษณะจิตรกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลที่ 1 มีแบบแผนการวางภาพที่นิยมกัน คือลวดลายเพดาน นยิ มทําดว ยไมจ ําหลัก ลงรักปดทอง ประดับดวยกระจก เปนลายดาวจงกล หรือลายดาวดอกใหญอยูตรงกลาง ฝาผนังดานหนาพระประธานนิยมเขียนภาพมารผจญ ดานหลังพระประธานเปนภาพไตรภูมิ ดานขางท้ัง 2 ดาน ตอนบนเปนภาพวิทยาธร เทพชุมนุม ตอนลางระหวา งชอ งประตหู นา ตา ง เขียนภาพพทุ ธประวตั ิ หรือทศชาติชาดก บานประตหู นา ตางเขียนภาพทวารบาล ผนังวงกบประตูหนาตา งเปนภาพทวารบาลหรือเช่ียวกลาง หรอื ลายดอกไมร ว ง บานประตูหนา ตา งดา นในมกั เปน รูปดอกไมร ว ง ดอกไมประดษิ ฐห รือเครอ่ื งแขวน ภาพ : จติ รกรรมฝาผนังสมัยรัชกาลท่ี 1 สมยั รัชกาลท่ี 3 งานจติ รกรรมฝาผนังมีความเปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนอยางเห็นไดชัดสอดคลอ งกบั ความเปลีย่ นแปลงในดา นสถาปตยกรรม คือ อิทธพิ ลจากศลิ ปะจนี ลกั ษณะการใชส มี ดืเปนสีพ้ืนมีการใชคูสีระหวางสีเขียวกับสีแดงใหโดดเดนและเปนคูสีหลักกับการระบายพ้ืนดวยสมี ดื เปน เอกลักษณ เชน จิตรกรรมเครอ่ื งมงคลอยา งจนี หรอื เคร่ืองตงั้ ในพระอุโบสถวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร วัดนาคปรกกับลักษณะงานที่ยังสืบทอดแบบประเพณี เชน วัดสุวรรณารามราชวรวิหารชางเขียนจิตรกรรมฝาผนังตองเขียนภาพอิงความสมจริงตามไปดวย ไมวาจะเปนความหลากหลายของผูคน เชื้อชาติ และอาชีพที่เปนความเปล่ียนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในสังคมขณะนั้นหรืออาคารบานเรือนทั้งแบบจีนและฝร่ังท่ีเริ่มมีการกําหนดแสงเงาและใชลักษณะการถายทอดทีแ่ สดงความสมจริงของสว นประกอบในฉาก เชน ตน ไม นํ้าทะเล ผสมลงไป

98 ภาพ : จิตรกรรมประดบั เพดานอทิ ธิพลศิลปะจีนวดั ราชโอรสารามราชวรวิหาร ทีม่ า : https://www.chillpainai.com/scoop/620/ รัชกาลท่ี 4 เร่ิมมีอิทธิพลของตะวันตกเขามาผานผลงานจิตรกรรม คือ ภาพเขียนเปน ภาพ 3 มิติ มีการใชสี แสง - เงา และแสดงทัศนียภาพในระยะใกล - ไกล จิตรกรคนสําคัญ คือขรัวอินโขง ซ่ึงเปนผูวาดภาพปริศนาธรรมท่ีวัดบวรนิเวศราชวรวิหารและวัดบรมนิวาสราชวรวิหารตอ มาในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการวาดภาพพระราชประวัติเขียนแบบจิตรกรรมประเพณีผสมกับทางตะวันตกและภาพเหมือนบุคคลไวที่ผนังพระท่ีนั่งทรงผนวช อยูท่ีวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร รชั กาลที่ 5 โปรดเกลาฯ ใหจติ รกรชาวยโุ รปวาดพระบรมสาทิศลกั ษณพระมหากษัตริยแหง ราชวงศจักรีทุกพระองค และพระบรมวงศานวุ งศท สี่ ําคญั ในรัชสมยั ของพระองค ประดิษฐานที่พระทีน่ ่งั จกั รีมหาปราสาทและพระที่นงั่ ในพระราชวงั ตา ง ๆ ซง่ึ การวาดภาพเหมอื นและภาพทวิ ทศั นเหลา น้ีไดรบั ความนิยมอยา งแพรหลาย ประกอบกับในรัชกาลตอมา คอื รัชกาลท่ี 6 มกี ารจัดตง้ั โรงเรียนสอนศิลปะแบบใหม เชน โรงเรียนเพาะชาง โรงเรียนชางศิลป ทําใหมีจิตรกรชาวไทยท่ีมีความสามารถท้งั การวาดภาพจติ รกรรมแบบไทยและสากล รัชกาลท่ี 6 ยังนิยมการถายภาพ ทําใหเกิดการบันทึกภาพบุคคลบานเมืองและเหตุการณดวยเทคโนโลยีแบบใหมเพ่ิมขึ้นอยางรวดเร็ว ดังปรากฏจากพระบรมฉายาลักษณพระฉายาลกั ษณแ ละภาพถา ยตา ง ๆ จาํ นวนมาก เปน หลกั ฐานประวตั ิศาสตรที่สําคัญ

99 รัชกาลท่ี 9 - รชั กาลปจจุบัน ในปจ จุบันภาพจิตรกรรมมิไดจํากัดจะมีอยูแคในเฉพาะวัดกับวังเหมือนในอดีตท่ีผานมา แตไดมีการนําไปประดับตกแตงอาคารสถานที่เพ่ือใชในการส่ือสารโฆษณาประชาสัมพันธอ ยางแพรหลายผานสอ่ื ตาง ๆ ภาพจิตรกรรมท่ีนําเสนอออกมา นอกจากจะเปนภาพเก่ียวกับศาสนาและเอกลักษณไทยแลว ยังเสนอภาพที่มีแนวคิดสะทอนสังคม หรือมีเรอื่ งราวท่ีศิลปนมีความประทับใจ เชน ธรรมชาติ สิ่งแวดลอม บุคคล สถานท่ี จินตนาการภาพนามธรรม (Abstract) ตลอดจนเทคนิคในการสรา งสรรคง านจติ รกรรมก็มีความหลากหลายกวา เดมิและนาํ เอาเทคโนโลยีสมยั ใหมมาใชในการนาํ เสนอผลงานดว ย 4. ดา นวรรณกรรม วรรณกรรมสมยั รตั นโกสินทรน เี้ ปน การฟน ฟวู รรณคดีไทยและจารีตการเขยี นบนั ทกึแบบเกา คอื เปน งานกวีนิพนธแ บบรอยกรองทีม่ ีความสมบูรณ ตอมาเริม่ เขียนแบบรอยแกว เพ่อื ใหสอดคลองกบั การเปลยี่ นแปลงของบานเมืองและอทิ ธิพลจากภายนอก เปนผลใหเ กิดงานดานวรรณกรรมรูปแบบใหมข้นึ เปนจํานวนมาก ในสมัยรัตนโกสินทรตอนตน (รัชกาลที่ 1) มีการฟนฟูบทประพันธชนิดรอยแกวซงึ่ เปน บทประพนั ธไทยแทและมักเขยี นเรื่องราวของประเทศใกลเคียงกับไทย พระราชนิพนธที่ทรงประพนั ธข น้ึ มจี ดุ มงุ หมายในการปลุกขวัญประชาชนมคี วามกลาหาญ เชน รามเกียรติ์ อณุ รทุ แมแตเร่ือง สามกก ราชาธริ าช ของเจาพระยาพระคลงั (หน) ก็มจี ุดมุงหมายไปในทางเดยี วกัน วรรณคดีที่มชี ื่อเสยี งในสมยั พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา จุฬาโลก ไดแก 1. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา จุฬาโลก ไดแก เพลงยาวรบพมาที่ทาดินแดงบทละครเร่ืองอุณรุท บทละครเรื่องรามเกียรต์ิ กฎหมายตราสามดวง บทละครเร่ืองดาหลังและอเิ หนา 2. เจาพระยาพระคลงั (หน) ไดแก สามกก ราชาธิราช บทมโหรี เรื่องกากี ลิลิต-ศรีวิชัยชาดก ลลิ ิตพยหุ ยาตราเพชรทอง รายยาวมหาเวสสนั ดรชาดกกัณฑก ุมารและกัณฑม ทั รี 3. พระยาธรรมปรีชา (แกว) ไดแ ก ไตรภมู ิโลกวนิ ิจฉยั พระไตรปฎก 4. พระเทพโมลี (กลิน่ ) ไดแ ก รา ยยาวมหาเวสสันดรกัณฑมหาพน นิราศตลาดเกรียบโคลงกระทเู บด็ เตล็ด 5. กรมพระราชวังหลัง ไดแ ก ไซฮ น่ั สมัยรัชกาลท่ี 2 นับเปนยุควรรณกรรมท่ีรุงเรืองที่สุด ราชสํานักไดฟนฟูวรรณคดีท้ังเกาและใหมไวเ ปน มรดกสําคญั ทรงนิพนธบ ทละครไวหลายเร่อื ง แตท ่ีไดร บั การยกยองมากท่ีสุดคือ บทละครเรอื่ งอิเหนา กวเี อกสมยั น้ี คือ สุนทรภู ซึง่ มผี ลงานหลายประเภทดวยกัน มที งั้ บทละครเสภา นิราศ บทเห และกลอน เชน เสภาเรอื่ งขุนชางขุนแผน นิราศภูเขาทอง กลอนสุภาษติ สอนหญิง ฯลฯนอกจากนี้ สุนทรภูยังไดนํากลอนเพลงยาวมาแตงนิยาย คือ พระอภัยมณี ซ่ึงเปนผลงานชิ้นเอก

100นบั เปนเรอ่ื งแรกของวรรณคดีไทยท่ีเปนการผกู เรือ่ งเอง แทนที่จะแตงเปนสํานวนใหมจากตนเรื่องทีเ่ ปนนิทาน นยิ ายหรือพงศาวดาร สมยั รชั กาลท่ี 3 - รัชกาลท่ี 5 งานวรรณกรรมเร่ิมกระจายไปสูประชาชน วรรณกรรมสมัยน้ีสอดคลอ งกบั นโยบายการพฒั นาบานเมอื งใหท นั สมัย จงึ เร่ิมมงี านประพันธดานรอยแกว อน่ึง ไดมีการจัดตั้งหอสมุดแบบพระนคร “หอสมุดวชริ ญาณ” รวบรวมรักษาเอกสารสําคัญของชาติ ผลงานสําคญั มที ้ังของรัชกาลที่ 4 รัชกาลท่ี 5 สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอกรมพระยาดาํ รงราชานภุ าพ ฯลฯ คร้นั เมอ่ื ถงึ สมยั รัชกาลท่ี 6 นบั เปนยุคทองของงานวรรณกรรมแบบใหม เริ่มมีการเปล่ียนแปลงเปนแบบตะวันตกมากขึ้น จากการเขียนแนวรอยกรองมาเปนรอยแกว ซึ่งมีรูปแบบเนอื้ หา แนวคดิ มีการจดั วางมาตรฐานของผลงาน โดยจัดต้ังวรรณคดีสโมสร วรรณกรรมในยุคนี้เปนวรรณกรรมแปลและแปลงเปนสวนใหญ จนสามารถกลาวไดวาวรรณคดีและวรรณกรรมปจจุบันเร่ิมตนจากสมัยน้ี และยังเปนยุคเร่ิมของแนวการเขียนนวนิยาย และเร่ืองส้ันอีกดวยนอกจากน้ี ยังมีผลงานของพระเจาบรมวงศเธอกรมพระนราธิปประพันธพงศ นายชิต บุรทัตพระราชวรวงศเธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ (น.ม.ส.) เจาพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เสถียรโกเศศและนาคะประทีป สมยั รชั กาลท่ี 7 วรรณกรรมในยุคนี้จึงเรม่ิ เปนของคนไทยมากข้ึน วรรณกรรมแปลและแปลงนอยลง หนุม สาวหันมาสนใจงานเขียนมากขึน้ กลา แสดงความคิดเห็นมากขึ้น งานเขียนมีท้ังวรรณกรรมสรางสรรคและผลงานท่ัวไปเปนรอยแกว เน้ือหามีหลากหลาย ทั้งดานการเมืองอุดมการณ บทวิเคราะหสถานการณ ตาํ ราวชิ าการ นิยายสะทอนการเปล่ยี นแปลงในสังคม เร่ืองแปลนทิ านนานาชาติ วรรณกรรมสาํ หรับเดก็ ฯลฯ โดยเฉพาะสิบปแรกหลงั การเปลยี่ นแปลงการปกครองจะเนน ในเรื่องชาตินยิ ม วงการวรรณกรรมพยายามยกระดับคณุ ภาพงานเขียน พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช (รชั กาลที่ 9) ทรงพระราชนิพนธวรรณกรรม เรอ่ื ง “พระมหาชนก” ดวยความประณีต และทรงตงั้ พระทัยเผยแพรอยางกวางขวางใหเปนเคร่ืองเตือนใจประชาชน เขาถึงจิตใจผูคนเพ่ือเปนเครื่องเตือนใจประชาชนผูมีจิตศรัทธาใหเกดิ ความคดิ ในทางสรางสรรคถึงความเพียร เพอื่ ทจี่ ะฝา ฟนทกุ อุปสรรคใหผา นพนและกอใหเกิดสัมมาทัศนะในการดําเนินชีวิต ในทิศทางการพัฒนาประเทศในพระราชปรารภหรือคํานําของพระราชนิพนธ คอื ทรงพระกรุณาโปรดเกลาโปรดกระหมอ มใหพมิ พในโอกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษกแหงรัชกาล ใหเ ปนเครือ่ งพิจารณาเพ่ือประโยชนใ นการดาํ เนินชวี ติ ของสาธุชนท้ังหลาย ดังนี้

101 1. ในยามวกิ ฤต ตอ งคดิ พ่ึงตนเอง เทวดาจะชวยผูทช่ี ว ยตัวเองเทา น้ัน 2. ความเพยี รอนั บรสิ ุทธ์ิ หมายถึง ตอ งพยายามอยางถึงที่สุด เพ่ือทีจ่ ะกาวผา นวกิ ฤตสรา งเศรษฐกิจจรงิ ดวยงานหรือความเพียรอันบริสทุ ธ์ิ 3. สรางเศรษฐกิจดว ยการอนรุ กั ษแ ละเพ่ิมพูนทรัพยากร 4. โมหภมู ิและมหาวชิ ชาลยั หมายถงึ มนษุ ยจ ะสามารถปฏิรูปการเรียนรขู องมนษุ ยตอ งหลุดพนจากอวชิ ชา เพอ่ื กาวไปสกู ารพัฒนาอยางแทจ รงิ 5. ดา นดนตรแี ละนาฏศิลป ในสมัยรัตนโกสินทรตอนตนยังคงรับแบบอยางจากสมัยอยุธยา โดยรัชกาลที่ 1โปรดเกลาฯ ใหม กี ารฝกหัดโขนข้ึนทง้ั ในวังหลวงและวังหนา และใหประชุมครูละคร เพอื่ จดั ทาํ ตาํ ราทารําขึ้นใหมแทนตําราท่ีสูญหายไปเม่ือคร้ังเสยี กรุงศรีอยธุ ยา ตอมาในสมัยรัชกาลท่ี 2 งานฟนฟูนาฏศิลปมีความรุงเรืองมาก พระองคโปรดเกลาฯ ใหปรบั ปรุงแกไขบทละครและวิธีรําใหมใหไพเราะและงดงาม นอกจากนี้ พระองคทรงมีพระปรชี าสามารถอยางยิง่ ในการดนตรี โดยเฉพาะซอสามสายครน้ั ถึงสมัยรชั กาลที่ 3 โปรดเกลา ฯ ใหยกเลิกงานนาฏศลิ ปและดรุ ิยางคศลิ ปในพระบรมมหาราชวังเปน ผลใหศ ลิ ปน ตอ งยายไปสังกดั กบั ขนุ นางผูม ฐี านะทรี่ บั อปุ ถมั ภง านศลิ ปะแขนงดงั กลา ว 1) ดนตรไี ทย การแสดงดนตรไี ทยในสมัยรตั นโกสินทร ถอื เปนยุคสมัยของการกอสรางบานเมืองใหม นั่ คงเปน ปกแผน อีกทั้งยังมกี ารสงเสริมและฟนฟูศิลปวัฒนธรรมของชาติในทุกแขนงใหเจริญรุงเรือง โดยเฉพาะดนตรีไทยในสมัยรัตนโกสินทรไดมีการเปล่ียนแปลงไปตามลําดับชวงเวลาในรัชกาลตาง ๆ ดังน้ี สมัยรัชกาลท่ี 1 ดนตรีไทยในสมัยนี้ยังคงยึดถือรูปแบบและลักษณะมาจากสมัยกรุงศรีอยธุ ยา แตไ ดม ีการเปลี่ยนแปลงเครอ่ื งดนตรีในวงปพาทยและวงมโหรี โดยมีการเพิ่มกลองทัดอีก 1 ลูก เขา ไปในวงปพ าทย สวนวงมโหรีก็ไดเพิ่มระนาดเขา ไปอีก 1 ราง สมัยรัชกาลท่ี 2 เปนยุคสมัยที่การดนตรีไทยมีความเจริญรุงเรืองอยางมากสืบเนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงสนพระทัยในเร่ืองดนตรีไทย อีกทั้งพระองคยังทรงพระปรีชาสามารถเปนอยางย่ิงในดานดนตรีไทย นอกจากนี้ในสมัยรัชกาลที่ 2วงปพาทยไดน ําไปใชบรรเลงประกอบการขับเสภาเปนคร้ังแรก รวมทั้งไดมีการนําเอา “เปงมาง”เขามาไวในวงปพาทย เพอื่ ตปี ระกอบจงั หวะในการบรรเลงดนตรขี บั เสภาวงมโหรกี ไ็ ดเ พ่มิ “ฆอ งวง”เขา เปนเครอ่ื งดนตรภี ายในวงอีกชนิดหนึ่งดว ย สมัยรัชกาลที่ 3 วงปพาทยไดเปลี่ยนไปเปน “วงปพาทยเครื่องคู” เพราะมีผูคิดประดิษฐระนาดเพ่ิมเขามาในวงอีก 1 ราง ซึ่งมีขนาดใหญกวาระนาดแบบเดิมและตีดวยไมนวม

102ใหเ สยี งทีต่ ่าํ กวานนั่ คือ “ระนาดทมุ ” นอกจากน้ยี งั สรา งฆองวงทมี่ ขี นาดเล็กและใหเสยี งสูงเรียกวา“ฆอ งวงเล็ก” รวมทง้ั การนําเอาปน อกเขา มาผสมในวงปพาทยด ว ย ดงั นั้น เครอื่ งดนตรีในวงปพ าทยเ คร่ืองหา ที่ประกอบไปดวย ปใ น ฆองวง ตะโพน กลองทัดระนาด และฉ่ิง จึงเปล่ียนไปเปนวงปพ าทยเครื่องคู ซ่ึงมีเคร่ืองดนตรีในวง ดังตอไปนี้ ระนาดเอกระนาดทมุ ฆองวงใหญ ฆอ งวงเล็ก ปใ น ปน อก ตะโพน กลองทัด ฉง่ิ ฉาบเล็ก ฉาบใหญ โหมง กลองสองหนา สมยั รชั กาลท่ี 4 “วงปพ าทยเครอื่ งใหญ” ซงึ่ เปน แบบแผนของวงปพาทยท่ีใชมาจนปจจุบนั สืบเน่ืองจากรัชกาลที่ 4 ไดท รงสราง “ระนาดทุมเหลก็ ” และ “ระนาดเอกเหล็ก” เพิ่มเขาไปในวงปพาทยเครื่องคู จึงทําใหวงปพาทยเคร่ืองคูมีวิวัฒนาการไปเปนวงปพาทยเคร่ืองใหญประกอบไปดว ย เคร่อื งดนตรชี นิดตา ง ๆ ดงั น้ี คอื ปใน ปนอก ระนาดเอก ระนาดทมุ ระนาดเอกเหล็กระนาดทุมเหล็ก ฆองวงใหญ ฆองวงเลก็ ตะโพน กลองทัด ฉ่งิ ฉาบเล็ก ฉาบใหญ โหมง สมยั รชั กาลที่ 5 สมเด็จพระเจา บรมวงศเ ธอเจาฟากรมพระยานรศิ รานวุ ัดตวิ งศ ทรงคดิประดิษฐว งปพ าทยขนึ้ มาในอีกรปู แบบหนง่ึ เพอื่ ใชบ รรเลงประกอบการเลนละครเรียกวา “วงปพาทยดึกดาํ บรรพ” พระองคทรงนําเอาฆองชัย หรือ “ฆองหุย” จาํ นวน 7 ลูก เพิ่มเขามา นอกจากน้ีพระองคยังทรงตดั เคร่ืองดนตรีทมี่ เี สียงแหลมเสียงสงู และเสยี งท่ดี งั มาก ๆ ออกไป สวนระนาดก็ใหตีดวยไมน วม ดังนั้นวงปพาทยดึกดําบรรพจึงมีเฉพาะเคร่ืองดนตรีที่บรรเลงแลวมีเสียงเบา ไพเราะนุมนวลแตกตางไปจากวงปพาทยอ่ืน ๆ โดยเคร่ืองดนตรีในวงปพาทยดึกดําบรรพ ประกอบดวยระนาดเอก ระนาดทุม ระนาดทมุ เหลก็ ฆอ งวงใหญ ซออู ขลุยอู ขลุย เพียงออ ฉง่ิ ฆองชัย หรือฆองหุยตะโพน กลองตะโพน สมยั รชั กาลท่ี 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหวั ทรงสนพระทัยดนตรไี ทยเปน อยางย่งิ อกี ทัง้ ยังทรงทํานบุ าํ รุงและรักษาการดนตรีไทยอยา งมงุ ม่ันจรงิ จัง โดยพระองคทรงใหตั้งกรมมหรสพข้ึนมา ประกอบไปดวยกรมบัญชาการ กรมโขนหลวง กรมพิณพาทยหลวงกองเคร่อื งสายฝรั่งหลวงและกรมชางมหาดเลก็ เพ่ือสราง ซอ มแซม และรักษาสงิ่ ทเี่ ปน ศลิ ปะทงั้ หมดนับวายุคสมัยนี้ดนตรีไทยมีความเจริญรุงเรืองเปนอยางมากและถือไดวาเปนยุคทองของดนตรีไทยอกี ยคุ หนึง่ เชน กนั สมัยรัชกาลท่ี 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว ทรงสนพระทัยดนตรีไทยเปนอันมาก และพระองคทรงตัง้ วงเคร่ืองสายสวนพระองคท ่สี มบรู ณทสี่ ุดวงหนึ่งขึ้นมา โดยพระองคทรงสีซอดว ง สว นสมเด็จพระนางเจารําไพพรรณี พระบรมราชนิ ี ทรงสซี ออู นอกจากนี้ยังมเี จานายอกี หลายพระองคท ี่เปน สมาชิกในวงเครือ่ งสายนด้ี วย ตอ มาในป พ.ศ. 2475 ไดม กี ารเปล่ียนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยไปเปนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ดนตรีไทยไดรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในคร้ังนี้ดนตรีไทยคอย ๆ เส่ือมถอยลงเปนลําดับจนแทบสูญสิ้นไป แตภายหลังจากสงครามโลกครั้งท่ี 2

103สิน้ สุดลง การฟนฟดู นตรีไทยจึงไดเร่มิ ตนข้นึ ใหมอ ีกคร้งั และมกี ารพฒั นาดนตรไี ทยใหเ จรญิ กา วหนาอยา งตอ เนือ่ งมาจนถงึ ยคุ สมยั ปจ จุบนั 2) โขน การแสดงโขน เปนการแสดงทา ราํ เตน มีดนตรีประกอบการแสดง มีบทพากยและเจรจาตัวละครประกอบดวยยักษ ลิง มนุษย เทวดา ผูแสดงสวมหัวโขนจะไมรอง และเจรจาเองแตปจ จบุ นั ผแู สดงเปน มนษุ ยเ ทวดาจะไมส วมหวั โขน การแตงกายแตง แบบยืนเครื่องเหมอื นละครในตามลกั ษณะตัวละคร ไดแก ตวั พระ ตวั นาง ยกั ษ ลิง และตัวประกอบ ศีรษะโขน ไดแ ก ศรี ษะเทพเจาศรี ษะมนุษย ศรี ษะยกั ษ ศีรษะลิง และศรี ษะสัตวตา ง ๆ โขนสมัยกรงุ รตั นโกสนิ ทร แบงไดเ ปน 3 ยคุ คอื ยุคที่ 1 เปนโขน ในรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ยุคที่ 2เปนโขน ในรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจา อยูหวั ยคุ ที่ 3 เปนโขน ในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง โขนยคุ ท่ี 1 เม่อื พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ทรงสรางกรุงรัตนโกสินทรเปน ราชธานแี ละเสดจ็ ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบตั ิแลว ทรงฟน ฟูศิลปวัฒนธรรม สาํ หรบั ดา นการแสดงโขนทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาต ใหเ จา นาย และขุนนางผใู หญ หดั โขนได โดยไมทรงหามปรามเพราะฉะน้นั เจานายและขา ราชการช้ันผใู หญ จึงไดฝ ก หัดโขน เพื่อประดับเกียรติของตนการแสดงโขนจงึ แพรห ลาย กวา งขวางขนึ้ นอกจากน้ี ยงั โปรดให นักปราชญร าชบณั ฑติ ชวยกันแตงบทละครเรือ่ งรามเกียรต์ิ สําหรับใชเปนบทแสดงโขนละคร โดยพระองคทรงตรวจตราแกไข ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 2 ก็ทรงพระราชนิพนธบทละครเรื่องรามเกียรติ์ขึ้นอีกสวนหน่ึง ซ่ึงมีเรื่องราวและคาํ กลอนกระชบั ขึ้นเหมาะในการใชบทสาํ หรับแสดงโขนละคร โขนในยคุ ตนรัตนโกสินทรเจริญรุง เรอื ง เพราะเจา นายหลายองค และขนุ นางหลายทา นใหการสนับสนุน โดยใหมีการหัดโขนอยูในสํานักของตน เชน โขนของกรมพระพิทักษเทเวศร(ตนสกุลกญุ ชร) โขนของ กรมหม่ืนเจษฎาบดินทร (พระบาทสมเดจ็ พระน่งั เกลาเจาอยูหวั ) โขนของเจาพระยาบดนิ ทรเดชา และโขนของเจา พระนคร (นอย) เปนตน เม่ือเกิดมีโขนข้ึนหลายโรง หลายคณะแตละโรง แตล ะคณะ กค็ งจะประกวดประชันกัน เปนเหตุใหศิลปะการแสดงโขนในสมัยน้ันเจริญแพรหลาย เปนท่ีนิยมของประชาชนทั่วไป โขนของเจานายและขุนนางดังกลาวน้ี เรียกวา“โขนบรรดาศักด์ิ” ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงดํารงพระราชอสิ รยิ ยศเปนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกฎุ ราชกมุ าร ไดท รงเอาพระทยั ใส และทรงสนบั สนนุการแสดงโขน โดยโปรดใหฝ ก หัดพวกมหาดเล็กแสดงโขน เรียกวา “โขนสมัครเลน” ผูทฝ่ี กหัดโขน

104คณะนี้ลวนเปน โอรสเจานาย และลูกขุนนางมหาดเล็กในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ทั้งส้ินตา งเขา มาฝก หดั โขนดวยความสมัครใจ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวทรงปรับปรุงบทโขน และทรงควบคมุ ฝกซอมบางครั้งก็ทรงแสดงดวยพระองคเอง โขนสมัครเลน โรงน้ี มีช่อื เสยี งวา แสดงไดด แี ละเคยแสดงในงานสําคัญ ๆ สมยั ปลายรัชกาลที่ 5 หลายครั้ง โขนยคุ ที่ 2 เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เสด็จข้ึนครองราชยสมบัติแลวจงึ โปรดใหต้ังกรมมหรสพข้นึ และปรบั ปรงุ กรม กอง ตลอดจนการบริหารงานตาง ๆ เกี่ยวกับการมหรสพใหดีขึ้น ทรงทํานุบํารุงสงเสริม ศิลปะ และฐานะของศิลปนใหเจริญกาวหนาถึงขีดสุดทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์แกศิลปนโขนผูมีฝมือ แมแตเจาหนาที่ผูรักษาเครื่องโขนก็โปรดใหมีบรรดาศกั ดดิ์ ว ย นอกจากน้โี ปรดใหต้งั โรงเรียนฝก หดั ศลิ ปะการแสดงโขนละคร ดนตรปี พาทยขนึ้ ในกรมมหรสพเรยี กวา โรงเรียนพรานหลวง โขนยคุ ท่ี 2 ของกรงุ รตั นโกสินทร นับเปนยุคที่เจริญรุงเรืองถึงขีดสดุ ท้ังศลิ ปะและฐานะของศิลปน โขนยุคท่ี 3 โขนยคุ ที่ 3 เปน ยุคเปลย่ี นแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าช มาสูระบอบประชาธิปไตย เริม่ ต้งั แตเ มอื่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เสด็จสวรรคต โขนก็ตกตาํ่ ลงทันที รัชกาลท่ี 7 โปรดใหยบุ กรมมหรสพ เพราะทรงเหน็ วา เปนการสน้ิ เปลอื งพระราชทรัพยจํานวนมาก มกี ารดลุ ยภาพขา ราชการออกจากราชการ รวมทั้งขาราชการกรมมหรสพดวย แตในเวลาตอ มา พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยหู วั ก็โปรดใหข า ราชการกรมมหรสพท่ีมคี วามสามารถรวมกันแลวต้ังเปนกอง เรียกวา กองมหรสพ สังกัดกระทรวงวัง มีการฝกหัดโขนข้ึนอีกครั้งหน่ึงโขนหลวง กระทรวงวัง สามารถออกโรงแสดงตอนรับแขกเมอื งในงานสําคัญ ๆ หลายงาน 3) ละคร ตง้ั แตก ารสถาปนากรุงรตั นโกสินทรเปนราชธานไี ทย เมื่อ พ.ศ. 2325 จนถึงปจ จบุ ัน(พ.ศ. 2542) เปน เวลา 217 ป กวไี ทยไดสรางสรรควรรณคดีที่สมควรรักษาเปนมรดกไทยไวจํานวนมากซึ่งเปนวรรณกรรมทงั้ ดานรอยแกว ไดแ ก สามกก โคลนติดลอ และ ดา นรอ ยกรอง ไดแก บทละครเร่ืองรามเกียรต์ิ พระราชนิพนธในรัชกาลท่ี 1 บทละครเร่ืองอิเหนา พระราชนิพนธในรัชกาลที่ 2บทเสภาเร่อื งขุนชา งขุนแผน ลลิ ติ ตะเลงพาย เปน ตน 4) รําและระบาํ สมัยรตั นโกสนิ ทร ระบาํ และรํา มคี วามสาํ คญั ตอราชพิธตี าง ๆ ในรูปแบบของพิธีกรรมโดยถือปฏบิ ัติเปน กฎมณเฑียรบาลมาจนถึงสมยั รตั นโกสินทรตอนตน (สมยั รชั กาลที่ 1 - รชั กาลท่ี 4) รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟาจฬุ าโลก โปรดรวบรวมตําราฟอนรํา และเขยี นภาพทา รําแมบ ทบันทกึ ไวเปน หลกั ฐาน มีการพัฒนาโขนเปนรูปแบบละครใน มีการปรับปรุง

105ระบาํ สบี่ ท ซ่งึ เปน ระบํามาตรฐานตั้งแตส ุโขทัย ในสมัยนไี้ ดเ กดิ นาฏศิลปข้ึนมาหลายชุด เชน ระบําเมขลา - รามสูร ในราชนพิ นธร ามเกียรติ์ รัชสมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย เปนยุคของนาฏศิลปไทย เนื่องจากพระมหากษัตริยทรงโปรดละครรํา ทารํางดงามตามประณีตแบบราชสํานัก มีการฝกหัดท้ังโขนละครใน ละครนอก โดยไดฝกผูหญิงใหแสดงละครนอกของหลวงและมีการปรับปรุงเครื่องแตงกายยนื เคร่ืองแบบละครใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังเกลาเจาอยูหัว โปรดใหยกเลิกละครหลวง ทําใหนาฏศิลปไทยเปนที่นิยมแพรหลายในหมูประชาชน และเกิดการแสดงของเอกชนขึ้นหลายคณะศลิ ปนท่ีมคี วามสามารถไดสบื ทอดการแสดงนาฏศลิ ปไ ทยท่ีเปนแบบแผนกนั ตอมา รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว โปรดใหมีละครรําผูหญิงในราชสํานักตามเดิมและในเอกชนมีการแสดงละครผูหญิงและผูชาย ในสมัยน้ีมีบรมครูทางนาฏศิลป ไดช าํ ระพธิ โี ขนละคร ทลู เกลา ถวายตราไวเ ปนฉบับหลวง และมกี ารดัดแปลงการราํ เบกิ โรงชดุ ประเรงิ มาเปน ราํ ดอกไมเ งินทอง รชั สมัยพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจาอยูหัว ในสมัยนี้มีท้ังการอนุรักษและพฒั นานาฏศลิ ปไทยเพื่อใหมคี วามทันสมยั เชน มีการพัฒนาละครในละครดึกดําบรรพ พัฒนาละครรําที่มีอยูเดิมมาเปนละครพนั ทางและละครเสภา และไดกําหนดนาฏศิลปเปนท่ีบทระบําแทรกอยูในละครเร่อื งตาง ๆ เชน ระบาํ เทวดา - นางฟา ในเรอื่ งกรุงพาณชมทวปี ระบาํ ตอนนางบุษบากับนางกํานันชมสารในเรือ่ งอเิ หนา ระบําไก เปนตน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว เปนศิลปะดานนาฎศิลปเจริญรุงเรืองมาก พระองคโปรดใหต้ังกรมมหรสพข้ึน มีการทํานุบํารุงศิลปะทางโขน ละคร และดนตรีปพาทย ทําใหศิลปะมีการฝกหัดอยางมีระเบียบแบบแผน และโปรดตั้งโรงเรียนฝกหัดนาฏศิลปในกรมมหรสพ นอกจากนี้ ยังไดมกี ารปรับปรุงวธิ ีการแสดงโขนเปนละครดกึ ดาํ บรรพ เรอื่ งรามเกียรติ์ และไดเกิดโขนบรรดาศักดท์ิ ่ีมหาดเล็กแสดงคกู บั โขนเชลยศักดท์ิ ่เี อกชนแสดง รัชสมัยสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว โปรดใหมีการจัดต้ังศิลปากรข้ึนแทนกรมมหรสพท่ถี ูกยุบไป ทําใหศิลปะโขน ละคร ระบํา ราํ ฟอน ยังคงปรากฏอยู เพื่อเปนแนวทางในการอนุรักษและพฒั นาสบื ตอไป รัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาอานนั ทมหิดลพระอฐั มรามาธิบดินทรหลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีของกรมศิลปากร ไดกอต้ังโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตรขึ้นมา เพื่อปอ งกันไมใหศิลปะทางดา นนาฏศิลปสญู หายไป ในสมัยน้ไี ดเกิดละครวิจิตร ซ่ึงเปนละครปลุกใจใหรักชาติ และเปนการสรางแรงจูงใจใหคนไทยหันมาสนใจนาฏศิลปไทย และไดมีการต้ังโรงเรียนนาฏศิลปแทนโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร ซึ่งถูกทําลายตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อเปน

106สถานศกึ ษานาฏศิลปและดรุ ยิ างคศลิ ปข องทางราชการ และเปน การทํานุบาํ รงุ เผยแพรน าฏศิลปไทยใหเ ปน ท่ียกยองนานาอารยประเทศ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9)นาฏศิลป ละคร ฟอน รํา ไดอยูในความรับผิดชอบของรัฐบาล ไดมีการสงเสริมใหผูเชี่ยวชาญนาฏศิลปไทยคิดประดิษฐทารํา ระบําชุดใหม ไดแก ระบําพมาไทยอธิษฐาน ปจจุบันไดมีการนํานาฏศิลปน านาชาตมิ าประยุกตใชในการประดษิ ฐทารํา รูปแบบของการแสดง มีการนําเทคนิคแสงสี เสียง เขา มาเปน องคป ระกอบในการแสดงชดุ ตาง ๆ ปรบั ปรงุ ลลี าทารําใหเหมาะสมกับฉาก บนเวทีการแสดงมีการติดตั้งอุปกรณที่ทันสมัย ทั้งระบบมาน ฉาก แสง ควบคุมดวยระบบคอมพิวเตอรมีระบบเสียงทส่ี มบูรณ มีเครื่องฉายภาพยนตรประกอบการแสดงและเผยแพรศิลปกรรมทุกสาขานาฏศิลป และสรางนักวิชาการและนักวิจัยในระบบสูง โดยมีการเปดสอนนาฏศิลปไทยในระดับปริญญาเอกอีกหลายแหง 5) การแสดงพน้ื เมอื ง การแสดงพนื้ เมอื งทเี่ กิดขนึ้ ในสมัยรตั นโกสินทร เปนศลิ ปะการรายรํา หรอื การละเลนทีเ่ ปนเอกลักษณของกลุม ชนตามวัฒนธรรมในแตล ะภมู ิภาค สามารถแบง ไดต ามภมู ภิ าคได ดังนี้ 5.1 การแสดงพนื้ เมืองภาคเหนอื การแสดงพื้นเมืองทางภาคเหนือ เปนศิลปะการรําและการละเลน นิยมเรียกกันทว่ั ไปวา “ฟอ น” การฟอ นเปนวฒั นธรรมของชาวลานนา และกลุมชนเผาตาง ๆ เชน ชาวไต ชาวล้ือชาวยอง ชาวเขิน เปนตน ลักษณะของการฟอ น มีลีลา ทา รําที่งดงามออนชอย มีการแตงกายตามวัฒนธรรมทองถนิ่ โอกาสท่แี สดงมกั เลน ในงานประเพณี ตอนรบั แขกบานแขกเมือง ไดแก ฟอนเลบ็ฟอนเทียน ฟอนครวั ทาน ฟอ นสาวไหม และฟอนเจิง การฟอ นแบบพ้ืนบา นดัง้ เดิมในกลุมนี้ในเวลาตอมาเมื่อราชสํานักสยามเขาปกครองราชอาณาจักรลานนาไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ชาวลานนาจึงไดรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากราชสํานัก โดยเอาแบบแผนการรําของภาคกลางมาปรับปรุงการฟอ นแบบดง้ั เดมิ ตง้ั แตลีลาการรํา กระบวนการจัดแถวรํา การเดินสลับแถวและการใชดนตรีประกอบการฟอ น

107 ภาพ : ฟอ นรํา ทางภาคเหนอื ทมี่ า : https://fonnthai.files.wordpress.com/2014/03/2342013826dsc_1414.jpg 5.2 การแสดงพนื้ เมืองภาคกลาง การแสดงพื้นเมืองภาคกลาง เปนศิลปะการรายรําและการละเลนของชาวภาคกลางสว นใหญจ ะมีความเก่ยี วของและสอดคลอ งกับวิถีชีวิตทางดานเกษตรกรรม และยังสงผลตอความบันเทิง สนุกสนาน เปนการพักผอนหยอนใจจากการทํางาน หรือเมื่อเสร็จจากฤดูเก็บเกี่ยว เชนการแสดงเพลงเก่ียวขาว เตน กําราํ เคยี ว รําโทน หรอื รําวง รําเถิดเทิง รํากลองยาว มีการแตงกายตามวฒั นธรรมทองถ่ิน โดยใชเครื่องดนตรีพื้นบาน เชน กลองยาว กลองโทน ฉ่ิง ฉาบ กรับ และโหมง ศิลปะการเลนกลองยาว เริ่มปรากฏในเมืองไทยอยา งมีแบบแผนในสมัยรัชกาลท่ี 4ในการแสดงละคร เรอื่ งพระอภัยมณี โดยรว มแสดงผสมผสานกบั วัฒนธรรมหลวงเปน คร้ังแรก ภาพ : ราํ กลองยาว ภาคกลาง ทม่ี า : https://sites.google.com/site/sinlapakarnsadangnattasin/kar/phakh-klang

108 5.3 การแสดงพน้ื เมืองภาคอีสาน การแสดงพ้ืนเมืองภาคอสี าน เปนศิลปะการราํ และการละเลน ของชาวพ้ืนบานภาคอสี านหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เพือ่ ตอบสนองผลทางจิตใจท่ีมีตอการนับถือลัทธิความเชื่อตา ง ๆ และการนบั ถอื พุทธศาสนา ดังน้ัน การแสดงศิลปะในภูมิภาคนี้จึงเนนท่ีการระบํา รําฟอนเพือ่ การบวงสรวงส่งิ ศักดส์ิ ทิ ธ์ิ และการเฉลมิ ฉลองเทศกาลอันเกีย่ วขอ งกบั พุทธศาสนา ซึง่ แบบแผนด้ังเดิมของการรําฟอน ไดแก ฟอนผูไทย หรือรําซวยมือ เซ้ิงบ้ังไฟ เครื่องดนตรีที่ใชบรรเลงประกอบการรํา ไดแ ก แคน และกลองหาง เปนหลกั นอกจากนี้ยังมี พณิ กลองตมุ (ตะโพน) หมากกลงิ้ กลอม (โปงลาง) สงิ่ (ฉ่ิง) แสง (ฉาบ) หมากกั๊บแก็บ (กรับ) ฆองโหมงและพังฮาด (ฆองโบราณไมมปี ุม) ผบู รรเลงดนตรเี ปนชาย นอกจากน้ีศิลปะการแสดงที่จัดเปนการละเลนด้ังเดิมของชาวอีสานที่ไดรับความนิยมและเปนท่ีรูจักอยางแพรหลายในสมัยรัชกาลท่ี 5 คือ หมอลํา และหนังตะลุงอีสาน ซ่ึงใชเครื่องดนตรีพน้ื บานประกอบ ไดแ ก ระนาดเอก ซออู แคน กลองทดั ตะโพน ฉงิ่ ฉาบ ภาพ : การแสดงรําฟอ นทางภาคอสี าน หมอลํา ทม่ี า : https://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9480000159535 5.4 การแสดงพนื้ เมืองภาคใต การแสดงพ้ืนเมืองภาคใต มีความแตกตางไปจากภาคอ่ืน ๆ เนื่องจากสภาพภูมศิ าสตร เศรษฐกิจและสงั คม กอใหเกิดการแสดงอารมณอยางเรียบงาย ประสมประสานไปกับภาพสะทอนของการทาํ งานและการตอสูในชีวิต การละเลนจึงมีความเดนในดานการส่ือความคิดการใชภ าษาทข่ี ับรอ งดว ยบทกลอน เนนท่ีลํานําและจังหวะ เคร่ืองดนตรีที่ใชประกอบการละเลนไมเนนเครอื่ งดดี สี เหมือนภาคอื่น ๆ ลีลาการรา ยราํ มีจังหวะฉบั ไว

109 การรําและการละเลน ของชาวพืน้ บานภาคใต เปน การผสมผสานระหวา งวัฒนธรรมแบง ได 2 กลุม คือ วัฒนธรรมไทยพุทธ ไดแก การแสดงโนรา หนังตะลุง เพลงบอก เพลงนาและวฒั นธรรมไทยมสุ ลมิ ไดแก รองเง็ง ซําแปง มะโยง (การแสดงละคร) ลิเกฮูลู (คลายลิเกภาคกลาง)และสิละ มีเคร่ืองดนตรีประกอบที่สําคัญ เชน กลองโนรา กลองโพน กลองปด โทน ทับ กรับพวงโหมง ปก าหลอ ปไหน รํามะนา ไวโอลิน อัคคอรเดยี น 6. ดา นประเพณี ขนบธรรมเนยี มประเพณี เปนสิ่งแสดงใหเ หน็ วัฒนธรรมความเจริญรุงเรืองของชาติพระมหากษัตริยในสมัยรัตนโกสินทรตอนตน จึงทรงฟนฟูขนบธรรมเนียมประเพณีที่ถือปฏิบัติมาชา นานตง้ั แตส มยั อยุธยา อาจกลา วโดยสงั เขป ดงั นี้ 1) ประเพณีเก่ยี วกับพระมหากษัตรยิ  มีพระราชพธิ ีบรมราชาภิเษก (พธิ ขี ึน้ ครองราชยเปน พระมหากษตั รยิ ) พระราชพธิ โี สกันต (พิธโี กนจกุ ของพระราชวงศ) พระราชพิธีพระเมรุมาศ (พิธีเผาศพ)พระราชพิธีฉัตรมงคล (พิธีฉลองพระเศวตฉัตรในวันคลายวันบรมราชาภิเษก) พระราชพิธีสมโภชชา งเผือก ฯลฯ 2) ประเพณีเกี่ยวกับบานเมือง มีพระราชพิธีถือน้ําพระพิพัฒนสัตยา พระราชพิธีอาพาธพินาศ (พิธีปดเปา โรคภยั มิใหเ บียดเบยี น) พระราชพธิ พี ชื มงคล (พิธีปลูกพชื เอาฤกษช ัย) ฯลฯ 3) ประเพณีเก่ียวกับพระพุทธศาสนา พิธีวิสาขบูชา พิธีอาสาฬหบูชา พิธีมาฆบชู าพิธีเขา พรรษา - ออกพรรษา พิธีบวชนาค เทศนม หาชาติ สวดภาณยกั ษ ฯลฯ 4) ประเพณพี ราหมณ พธิ ีโลชิงชา พธิ วี างศลิ าฤกษ พธิ โี กนจุก ฯลฯ 5) ประเพณีชาวบา น พธิ ใี นโอกาสสําคญั ๆ เชน แตงงาน ขึ้นบานใหม ทําขวัญนาคเผาศพ พิธตี รุษสงกรานต พิธสี ารท การละเลน ตาง ๆ เชน การเลน เพลงสกั วา เพลงเรอื เพลงฉอย ลเิ กลําตัด ฟอ นเลบ็ หนงั ตะลงุ หมอลํา พระราชประเพณีสบิ สองเดือน พระราชพธิ ีสบิ สองเดือนเปนพระราชนิพนธในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจา อยหู วัพระราชนพิ นธเ มือ่ พ.ศ. 2431 ตีพิมพใ นนิตยสารวชริ ญาณรายสปั ดาห จากนน้ั นาํ มารวบรวมเปนเลมพระราชนพิ นธเ ลม น้นี ับเปนวรรณคดชี ้ินเอกเลมหน่ึงของไทย พระราชพธิ ีสบิ สองเดอื น เปน ความเรยี ง เนอื้ เรอื่ งกลา วถงึ พระราชพิธีตา ง ๆ ที่กระทําในแตล ะเดือนตลอดทงั้ ป ทรงอธิบายตําราเดิมของพระราชพิธีการแกไขเปล่ียนแปลง หรอื เลิกพิธีเพอื่ ใหผ ูอา นไดรบั ความรูค วามเขา ใจเกย่ี วกับพระราชพธิ ีตัง้ แตตนปจนถงึ ปลายป ยกเวน พธิ เี ดอื น 11ทมี่ ไิ ดร วมไว เน่อื งจากติดพระราชธุระจนไมไ ดแตง ตอ จวบสิน้ รัชสมยั ทรงศกึ ษาคนควา ขอ มลู ทงั้ จากตําราและจากคําบอกเลาของบุคคล เชน พระมหาราชครูพราหมณผูทําพิธี และจากการสังเกตเหตุการณท ่ที รงคนุ เคย นบั ไดวาหนังสือเลมนี้มีคณุ คา ทางดานสังคมศาสตร ทรงใชภาษาท่ีเขา ใจงา ย

110และเขียนอธบิ ายตามลําดบั จากงา ยไปสยู าก จากอดีตมาสูปจจุบันเหมาะสมกับการเปนคําอธิบายใหเ กดิ ความรูความเขาใจ และมีผูน ิยมนาํ พระราชพธิ สี บิ สองเดือนมาวาดเปนรูปภาพลงบนฝาผนังตามวัดตาง ๆ ในสมยั รัตนโกสินทร พระราชพิธีสิบสองเดือน เปนหนังสือที่อานไดไมยาก มีรายละเอียดของพระราชพิธีในสวนตาง ๆ อยางครบถว น นอกจากทรงเลา ถึงพระราชพิธตี ามตํารับโบราณแลว ยังทรงมีพระราชวินิจฉัยในเรือ่ งตาง ๆ ไดอ ยา งแยบยล พระราชนพิ นธเ ลม นี้เปนแบบอยา งของการเขยี นความเรยี งและตาํ ราอางอิงที่สําคัญเก่ียวกับพระราชพิธีของไทย เม่ือสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัวไดทรงพระกรณุ าโปรดเกลา ฯใหจ ดั ตั้งวรรณคดีสโมสรข้นึ พระราชนิพนธ พระราชพิธีสิบสองเดือนก็ไดรับการยกยอ งวา เปน “ยอดของความเรียงอธบิ าย” 7. ดา นการแตงกายและอาหาร การแตงกาย การใชผ าเปนเครอ่ื งแตง กายนัน้ เดมิ คร้ังกรุงศรอี ยุธยาคงมีอยูระยะหนึ่งท่ีมีระเบียบเครงครัดวา คนชั้นไหนใชผา ชนดิ ใดไดบ า ง หรือชนิดไหนใชไมไ ด ตอมาระเบียบน้ลี ะเวนไปไมเครงครัด จึงปรากฏวา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก รัชกาลท่ี 1 โปรดใหออกพระราชบัญญัติ วาดวยการแตง กายการใชผา บังคับและหา มไวใหม อีกครั้งหน่ึง จะเหน็ ไดวา การใชผา เครอื่ งประดับ ในสมัยรัตนโกสินทรตอนตน เปนการใชตามฐานะรวมถงึ บรรดาศักด์ิ ตาํ แหนงหนาที่การงาน และตามสกลุ ผาในสมัยน้คี งใชสืบตอ แบบเดียวกับที่ใชในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ สวนหน่ึงเปนผาทอในประเทศ อีกสวนหนึ่งเปนผาสั่งเขามาจากตางประเทศ ผา ไทย ไดแ ก ผา ยก ผาไหม ผา สมปก ผายกทองระกําไหม สมัยรัชกาลที่ 2 มีผาลายซ่งึ เจา นาย และคนสามญั นยิ มใชจะตางกันตรงที่ลวดลายวา เปนลายอยาง หรือผาลายนอกอยาง(ผา ซงึ่ คนไทยเขียนลวดลายเปนแบบอยาง สงไปพิมพในตางประเทศ โดยเฉพาะอินเดีย) ถาเปนของเจานายชั้นสูง ผาลายจะเขียนลายดวยสีทอง เรียกวา ผาลายเขียนทอง ใชไดเฉพาะระดับพระเจา แผน ดินถึงพระองคเ จาเทา นนั้ ผา ชนิดนี้นิยมใชเ ชน เดยี วกับผายก ผาท่ีนา สนใจอีกอยา งหนง่ึของพวกเจา นาย คือ ผาใยบัว ผา กรองทอง และผา โขมพสั ตร พวกชาวบานท่วั ไป มักจะใชผ า ตาบวั ปอกผาดอก สม ดอกเทยี น ผา เล็ดงา ผาตามะกล่ํา ผา ตาสมุก ผาไหมมหี ลายชนิด เชน ผาไหมตาตารางผาไหมตะเภา การเพิม่ ความงามใหแ กเสื้อผา ที่ใช นอกจากปก ไหมเปน ลวดลายตา ง ๆ แลว ก็มีการปกดวยทองเทศ ปกดวยปกแมลงทับ ซึ่งใชปกท้ังบนผาทรงสะพัก ผาสมรด หรือผาคาดเอว และเชิงสนับเพลาของเจานายผูชาย

111 การแตงกายไทยในสมัยรัตนโกสินทรน ้นั แบง ไดตามสมยั ในชว งรชั กาลตา ง ๆ ไดด งั ตอ ไปน้ี รชั กาลที่ 1 - รชั กาลที่ 3 การแตงกายของผหู ญิง : ผูห ญงิ จะนุง ผา จีบ หมสไบเฉยี ง ตัดผมไวปกประบา กันไรผมวงหนาโคง หากเปนชาวบา นอาจนงุ ผาถงุ หรือโจงกระเบน สวมเส้ือรัดรปู แขนกระบอก หม ตะเบงมานหรือผา แถบคาดรดั อก แลว หม สไบเฉียง การแตง กายของผูช าย : ผชู ายจะนุงผา มวง โจงกระเบน สวมเส้ือนอกคอเปด ผา อกกระดุม 5 เม็ด แขนยาวหากเปนชาวบานจะไมสวมเส้ือการแตงกายของชาววังและชาวบานจะไมแตกตางกันมากจะมีแตกตางกันก็ตรงสวนของเนื้อผาท่ีสวมใสซึ่งหากเปนชาววังแลวจะหมผาไหมอยางดี ทอเนื้อละเอียด เลนลวดลายสอดดิ้นเงิน - ด้ินทอง สวนชาวบานท่ัวไปจะนุงผาพนื้ เมือง หรอื ผาลายเน้อื เรยี บ ๆ หากเปน ราษฎรทว่ั ไปทีม่ อี าชีพเกษตรกร ทาํ ไร ทาํ นาแลวจะนงุ ผาในลักษณะถกเขมร คือ จะนงุ เปนโจงกระเบนแตจะถกส้ันขนึ้ มาเหนือเขา เพ่อื ความสะดวก ไมส วมเสื้อหากอยบู านจะนุงลอยชาย หรือโสรง แลวมผี าคาดพงุ แตถาแตงกายไปงานเทศกาลตาง ๆ มักนุงโจงกระเบนดวยผาแพรสีตาง ๆ และหมผาคลองคอปลอยชายทั้งสองยาวไวดานหนาการตัดผมของสตรีสาวจะตัดผมทรงดอกกระทุม ปลอยทายทอยยาวถึงบา หากเปนผูใหญแลวจะตัดผมปกแบบโกนทา ยทอยสัน้ ภาพ : การแตง กายสมัยรชั กาลท่ี 1 -รชั กาล 3 สมยั รชั กาลที่ 4 เน่ืองจากสมัยโบราณคนไทยไมนิยมสวมเสื้อแมแตเวลาเขาเฝา ในสมัยรัชกาลที่ 4พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา เจา อยูหัว จงึ ประกาศใหข าราชการสวมเส้อื เขา เฝา และทรงสนบั สนนุใหมีการศกึ ษาภาษาองั กฤษ จึงทาํ ใหม ีการรบั วฒั นธรรมตะวันตกเขามา การแตงกายของสตรีจึงมีการเปลี่ยนแปลงไป

112 การแตงกายของผหู ญิง : ผูหญิงจะนงุ ผา ลายโจงกระเบน หรอื นุงผาจีบ ใสเสื้อแขนยาวผา อก ปกคอตั้งเต้ีย ๆ (เสื้อกระบอก) แลวหมผาแพรสไบจีบเฉียงทับบนเส้ือ ตัดผมไวปกเชนเดิมแตไมยาวประบา การแตง กายของผูชาย : ผชู ายจะนงุ ผามว งแพรโจงกระเบน สวมเสอ้ื เปดอกคอเปดหรอื เปน เสื้อกระบอกแขนยาว เรอื่ งของทรงผมผูชายยังไวทรงมหาดไทยอยู สวนรัชกาลท่ี 4 จะไมทรงไวทรงมหาดไทย ภาพ : การแตง กายสมยั รชั กาลท่ี 4 สมัยรชั กาลที่ 5 ในสมัยรัชกาลท่ี 5 น้ี ถือเปนยุคแหงการเปลี่ยนแปลงการแตงกายของคนไทยเนื่องจากรัชกาลที่ 5 ทรงเสด็จประพาสยุโรปและมีการนําแบบอยางการแตงกายของชาวยุโรปกลับมาประยุกตใชในประเทศไทยอีก ทั้งในสมัยนี้ยังมีกําเนิดชุดช้ันในรุนแรกที่ดัดแปลงจากเส้ือพริ้นเซส ซึ่งตอมาไดพัฒนาใหเปนเสื้อชุดช้ันในที่เรียกวา เสื้อคอกระเชาท่ียังคงเปนที่รูจักกันในปจจุบันนี้ การแตง กายของหญิง : ผูหญงิ จะนงุ ผาลายโจงกระเบน เส้อื กระบอก แขนยาว ผาอกหมผาแพร จบี ตามขวางสไบเฉียงทับบนเสอ้ื อกี ชั้นหนงึ่ ถา อยูบา นจะหมแตส ไบ ไมสวมเสื้อ เม่ือมีงานพิธจี ะนุงหม ผาตาด เลกิ ไวผ มป และหันมาไวผ มยาวประบา การแตงกายของชาย : ผชู ายจะนงุ ผามว งโจงกระเบน สวมเสอื้ ราชปะแตน สวมหมวกหางนกยูง ถือไมเทาและไวผมรองทรง หากไปงานพิธีจะสวมถุงเทาและรองเทาดวยการสวมเสื้อแพรสจี ะสวมตามกระทรวงและหมวดตาง ๆ ดังนี้

1131) ชน้ั เจา นาย สวมเสอ้ื สีไพล2) ช้นั ขุนนางกระทรวงมหาดไทยสวมเสอ้ื แพรสีเขียวแก3) ชั้นขุนนางกระทรวงกลาโหมสวมเสื้อแพรสีลกู หวา4) ชั้นขนุ นางกรมทา (กระทรวงตางประเทศ) เสื้อแพรสีนาํ้ เงนิ (สกี รมทา )5) ชั้นมหาดเล็กสวมเสอ้ื แพรสเี หล็ก6) พลเรอื น สวมเสื้อปก เปน เสือ้ คอปด มีชายไมย าวมาก คาดเข็มขัดไวน อกเสือ้ ภาพ : การแตงกายสมัยรชั กาลท่ี 5 ตอนตน ภาพ : การแตง กายสมยั รชั กาลท่ี 5 ตอนกลาง

114 ภาพ : การแตง กายสมยั รชั กาลท่ี 5 ตอนปลาย สมัยรชั กาลที่ 6 การแตงกายของหญิง : ผูหญิงเร่ิมมีการนุงผาซ่ินตามพระราชนิยม สวมเส้ือแพรโปรงบาง หรือผาพิมพดอกคอกวางขึ้น หรือแขนเสื้อสั้นประมาณตนแขน ไมมีการสะพายแพรสว นทรงผมจะไวยาวเสมอตน คอ ตดั เปน ลอน หรอื เรียกวา ผมบอบมีการดัดผมดานหลังใหโคงเขาหาตน คอเลก็ นอยนิยมคาดผมดวยผาหรือไขม ุก การแตง กายของชาย : ผูช ายยงั คงนงุ ผามว งโจงกระเบน สวมเสอ้ื ราชปะแตน แตเรม่ิ มีการนุง กางเกงแบบชาวตะวันตกในภายหลัง แตป ระชาชนธรรมดาจะนุงกางเกงผาแพรของจนี สวมเสอ้ืคอกลมสีขาว (ผา บาง) ภาพ : การแตงกายสมยั รชั กาลที่ 6

115 สมัยรชั กาลที่ 7 การแตงกายของหญิง : ผูหญิงเลิกนุงโจงกระเบน แตจะนุงเปนผาซิ่นแคเขา สวมเส้ือทรงกระบอก ไมมีแขนไวผมสนั้ ดัดลอน ซึง่ จะดดั ลอนมากข้นึ การแตง กายของชาย : ผูช ายจะนงุ กางเกงเปนสีตา ง ๆ แตขาราชการจะนุงผามวงหรอื สีน้ําเงินสวมเส้ือราชปะแตน สวมถุงเทาและรองเทา แตในป พ.ศ. 2475 มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเปนระบอบประชาธปิ ไตย ทาํ ใหอ ารยธรรมตะวันตกมีอิทธพลตอ การแตงกายของคนไทยมากขนึ้ ผูช ายจึงจะมกี ารนงุ กางเกงขายาวแทนการนุงผามวง แตถึงอยางไรสามัญชนท่ัวไปยังคงแตง กายแบบเดมิ คอื ผชู ายสวมกางเกงแพรหรือกางเกงไทยสวมเส้ือธรรมดา ไมสวมรองเทาสว นผหู ญิงสวมเส้อื คอกระเชาเกบ็ ชายไวใ นผา ซ่ินหรือโจงกระเบนเวลาออกนอกบานจึงแตงกายสุภาพ ภาพ : การแตงกายสมัยรชั กาลท่ี 7 สมัยรชั กาลที่ 8 โดยสรปุ แลวในสมัยน้จี ะมกี ารแตงกายท่เี ปนสากลมากยง่ิ ขึน้ อีกทงั้ ยงั เปนยุครฐั นยิ มซึ่งจอมพล ป. พิบลู สงคราม ไดก ําหนดเครอ่ื งแตง กายออกเปน 3 ประเภท 1) ใชใ นทชี่ มุ ชน 2) ใชท าํ งาน 3) ใชตามโอกาส ผูหญิงจะสวมเสื้อแบบไหนก็ได แตตองคลุมไหลมีการนุงผาถุง แตตอมาจะเร่ิมนุงกระโปรง หรือผาถงุ สาํ เรจ็ สวมรองเทา สวมหมวกและเลิกกินหมาก สวนผูชายจะสวมเส้ือมีแขน คอปดหรอื จะเปด กไ็ ด

116 ภาพ : การแตง กายสมัยรชั กาลที่ 8 สมยั รชั กาลที่ 9 รชั กาลที่ 10 จนถงึ ปจ จุบัน ผาไทยแมจะเสื่อมความนิยมไปบางในบางเวลา แตก็ยังเปนท่ีนิยมอยูในปจจุบันกลาวไดว า ดว ยพระมหากรุณาธิคณุ ของสมเดจ็ พระนางเจา สริ กิ ิต์ิ พระบรมราชนิ ีนาถ (ในรัชกาลที่ 9)ที่ทรงสนพระราชหฤทัยสนับสนุนการทอผาพ้ืนเมือง โดยเฉพาะการทอผามัดหมี่ของภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ใหแพรหลาย เปนท่ีรูจกั อยางมาก ทงั้ ในประเทศ และตางประเทศ เปนผลใหเกิดการตื่นตัวท่ีจะอนุรักษ และพัฒนาการทอผาพ้ืนเมืองในภูมิภาคอ่ืน ๆ ของไทยเราใหเจริญกา วหนายง่ิ ขึ้น เปน ทน่ี ยิ มของคนไทย ซื้อหานาํ มาใชโ ดยทัว่ ไปอีกดวยสมเด็จพระนางเจา สิรกิ ติ ิ์พระบรมราชินนี าถ (ในรชั กาลที่ 9) ทรงสนพระราชหฤทยั สนบั สนุนการทอผาพื้นเมือง โดยเฉพาะผามัดหมขี่ องภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใหเ ปน ทีร่ จู กั กันอยา งแพรห ลาย ขอความแตโ บราณที่วา “ผูหญิงทอผา” น้ันเหมาะอยางย่ิงสําหรับคนไทย เพราะแสดงถึงวัฒนธรรมอันสูงสง ท่ีไทยเรามีบรรพบุรษุ ซง่ึ ปราดเปรื่อง คดิ ประดิษฐกรรมวธิ ีการทอผา ทงั้ผาฝาย และผาไหมไดอยางดีเลิศ และคิดวิธีไดหลากหลาย ไมวาจะทอผาพื้น หรือทอใหเกิดลวดลายตาง ๆ ดวยวธิ ีที่เรียกวา ยก จก ขิด มัดหม่ี และลวง เปนตน และวัฒนธรรมนี้ ไดรับการสืบทอดตอมา นานนับรอ ยพนั ปจนเปน เอกลกั ษณท ีโ่ ดดเดน ชุดไทยแบบด้ังเดิมนั้นแทบจะสูญหายไป ชุดไทยพระราชนิยมเกิดจากพระราชเสาวนียข องสมเด็จพระนางเจาสริ ิกิตติ์พระบรมราชินีนาถ (ในรัชกาลที่ 9) เพอ่ื หาแบบชดุ ไทยทร่ี วมสมัยเพ่ือทรงในระหวางเสด็จประพาสยุโรป โดยศึกษาคนควาจากภาพถายเกาและออกแบบปรับปรุงใหเขา กับสมัยนยิ มมีทงั้ สิน้ 8 แบบ ดงั นี้

117 1) ไทยเรือนตน ใชแ ตง ในงานท่ีไมเปนพิธี และตองการความสบาย เชน ไปเท่ียว 2) ไทยจิตรลดา เปน ชดุ ไทยพธิ ีกลางวนั ใชรบั ประมขุ ตา งประเทศเปนทางการหรืองาน สวนสนาม 3) ไทยอมรนิ ทร สําหรบั งานเลี้ยงรับรองตอนหวั คาํ่ อนุโลมไมคาดเขม็ ขดั ได 4) ไทยบรมพมิ าน ชดุ ไทยพธิ ตี อนคํา่ คาดเขม็ ขดั 5) ไทยจักรี คือ ชดุ ไทยสไบ 6) ไทยดุสิต สําหรับงานพิธตี อนคํา่ จดั ใหสะดวกสาํ หรับสวมสายสะพาย 7) ไทยจักรพรรดิ เปน แบบไทยแท 8) ไทยศิวาลยั เหมาะสําหรับเม่ืออากาศเยน็ ภาพ : การแตงกายสมัยรชั กาลที่ 9 - รัชกาลที่ 10 อาหารในสมัยรตั นโกสนิ ทร อาหารไทยมีจุดกาํ เนิดพรอมกับการต้ังชนชาติไทย และมีการพัฒนาอยางตอเนื่องสมยั รัตนโกสนิ ทรมีการจาํ แนกความเปนมาของอาหารไทยเปน 2 ยุค คือ ยุคสมัยรัชกาลท่ี 1 จนถึงรชั กาลท่ี 3 และยุคสมัยรชั กาลที่ 4 จนถงึ ปจ จุบนั สมยั รัตนโกสนิ ทร ยุคท่ี 1 (พ.ศ. 2325 - พ.ศ. 2394) อาหารไทยในยุคตนรัตนโกสินทร มีลักษณะเดียวกับยุคสมัยธนบุรี คือ นอกจากมอี าหารคาว และอาหารหวานแลว ยังมอี าหารวา ง เปน อาหารทีเ่ กิดขึน้ จากอิทธิพลทางวัฒนธรรมอาหารของประเทศจีน ตอมามีการปรับเปลี่ยนดัดแปลงจนกลายเปนอาหารไทย นอกจากน้ี

118จดหมายความทรงจําของกรมหลวงรินทรเทวี ไดกลาวถึงเคร่ืองตั้งสํารับคาวหวานของพระสงฆในงานสมโภชพระพุทธมณีรตั นมหาปฏิมากร (พระแกวมรกต) แสดงใหเห็นวารายการอาหารในยุคนี้นอกจากจะมีอาหารไทย เชน ผัก นํ้าพริก ปลาแหง และหนอไมผัด แลวยังมีอาหารท่ีปรุงดวยเครื่องเทศแบบอสิ ลาม มีอาหารจนี ซงึ่ ใชเน้อื หมใู นการประกอบอาหาร สาํ หรบั อาหารประเภทผดั ผกัท่ีใชไฟแรงทุกชนิด คนไทยรับวัฒนธรรมการปรุงอาหารมาจากชาวจีน ที่อพยพเขามาอาศัยหรือเดนิ ทางมาคาขายในประเทศไทย ในสมยั ตน รตั นโกสนิ ทร โดยคนไทยสามารถหาซ้ือกระทะเหล็กไดจากคนจีนที่นําสินคา มาขายในประเทศไทยทางเรอื (สําเภาจีน) นอกจากนี้ การเผยแพรวัฒนธรรมการรับประทานอาหารจากชาวตะวันตกทเี่ ขามาเผยแพรศาสนา กท็ าํ ใหค นไทยเริม่ รับประทานอาหารตะวันตก เชน ขนมปง ไข เน้ือ เนย และนม เปน ตน บทพระราชนิพนธ “กาพยเหเรือชมเคร่ืองคาวหวาน” ของพระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลานภาลัย ไดทรงกลาวถึงอาหารคาวและอาหารหวานหลายชนิด ซ่ึงสะทอนภาพของอาหารไทยในราชสํานกั ไดอ ยางชัดเจนท่ีสุด และสามารถแสดงใหเห็นถึงลักษณะของอาหารไทยในราชสาํ นกั ท่ีมีการปรุงกลิน่ และรสอยา งประณตี โดยใหความสําคญั กับรสชาตอิ าหารมากเปนพิเศษและถือวาเปนยุคสมยั ทมี่ ศี ลิ ปะการประกอบอาหารท่ีคอ นขางโดดเดนที่สุด ทั้งในดา นรูป รส กล่ิน สีและการตกแตง ใหเกิดความสวยงาม รวมทงั้ มีการพัฒนาอาหารนานาชาติ ใหเ ปน อาหารไทยตวั อยา งอาหารคาว เชน แกงชนดิ ตาง ๆ เครือ่ งจมิ้ และยาํ ทกุ ประเภท ตัวอยา งอาหารวางคาว เชน หมแู นมลาเตียง หรุม รังนก และอาหารวางหวาน เชน ขนมดอกลําเจียก และขนมผิง รวมทั้งขนมที่รบั ประทานกับน้ําหวานและกะทิเจืออยูด ว ย เชน ซาหริ่ม และบวั ลอย เปนตน ภาพ : อาหารคาว นอกจากน้ี วรรณคดไี ทย เรอ่ื งขุนชา งขุนแผน จัดวาเปนวรรณคดีที่สะทอนวิถีชีวิตของคน รวมท้ังสะทอนถึงวัฒนธรรมการรับประทานอาหารชาวบาน ที่พบวามีความนิยมรับประทานขนมจีนน้ํายา และมีการรับประทานขาวเปนอาหารหลักรวมกับกับขาวประเภทตาง ๆไดแก แกง ตม ยํา และคว่ั โดยอาหารมคี วามหลากหลายมากขึ้นทัง้ อาหารคาว และอาหารหวาน

119 สมยั รัตนโกสนิ ทร ยคุ ที่ 2 (พ.ศ. 2394 - ปจ จุบนั ) ตั้งแตสมัยรัชกาลที่ 4 ประเทศไทยมีการพัฒนาดานความเจริญกาวหนาทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีเปนอยางมาก และมีการต้ังโรงพิมพข้ึนเปนแหงแรกในประเทศไทยดังนัน้ ตํารบั อาหารการกินของไทยจึงเริ่มมีการบนั ทกึ มากข้ึน ซ่ึงขอ มูลเหลานไ้ี ดบอกเรือ่ งราว และลกั ษณะของอาหารไทยทม่ี คี วามหลากหลายในชวงเวลาตาง ๆ ทั้งทเี่ ปนวิธีการปรุงของราชสํานักและวธิ ีการปรงุ แบบชาวบา นทสี่ บื ทอดมาจนถงึ ปจ จบุ นั นอกจากน้สี มัยรัชกาลที่ 4 มกี ารตงั้ โรงสขี า วขนึ้ทาํ ใหเมลด็ ขาวมสี ีขาว สวย และแตกหกั นอ ยลง คนไทยจงึ คอย ๆ เลิกตําขาวกินเอง และหนั มาซอ้ื ขา วจากโรงสีแทน ตอมามีการเลี้ยงสัตวขายเปนอาชีพ มีโรงฆาสัตว ทําใหการซ้ือหาเนื้อสัตวมาปรุงอาหารไดรบั ความนยิ มมากขึ้น สงผลใหเนื้อสัตวใหญเขามามีบทบาทในสํารับอาหารไทย ในเวลาตอมา การใชเคร่ืองเทศหลายชนิด เพ่ือดับกล่ินคาวของเนื้อสัตวท่ีนํามาปรุงอาหารก็เกิดข้ึนในชวงน้ีแมคนไทยจะใชเ ครอื่ งเทศบางอยาง เชน ขิง และกระชาย เพื่อดับกล่ินคาวปลามานานแลวก็ตามแตเมื่อมีการนําเน้ือสัตวประเภทวัว และควายมาปรุงอาหาร คนไทยจึงไดคิดและดัดแปลงการใชเครอื่ งเทศหลายชนดิ กบั เนอื้ สตั วเ หลาน้นั และสรางสูตรอาหารใหม ๆ ข้นึ มากมายกจิ กรรมทายเรอื่ งท่ี 2 มรดกไทยสมยั รตั นโกสินทร(ใหผ ูเรยี นไปทาํ กิจกรรมทา ยเรือ่ งที่ 2 ท่สี มดุ บนั ทกึ กจิ กรรมการเรยี นรปู ระกอบชดุ วิชา)เรือ่ งท่ี 3 มรดกไทยทม่ี ผี ลตอ การพฒั นาชาตไิ ทย คุณคา ของภูมิปญ ญาไทย ไดแก ประโยชน และความสําคัญของภมู ิปญ ญาท่บี รรพบรุ ษุ ไทยไดสรางสรรค และสืบทอดมาอยางตอเนื่อง จากอดีตสูปจจุบัน ทําใหคนในชาติเกิดความรัก และความภาคภูมิใจ ท่ีจะรวมแรงรวมใจสืบสานตอไปในอนาคต เชน โบราณสถาน โบราณวัตถุสถาปต ยกรรม ประเพณไี ทย การมนี ํ้าใจ ศกั ยภาพในการประสานผลประโยชน เปนตน ภูมิปญ ญาไทยจงึ มีคณุ คา และความสําคญั ดงั นี้ 1. สรา งความภาคภูมิใจ และศักดิ์ศรี เกยี รตภิ มู แิ กค นไทย คนไทยในอดีตทีม่ ีความสามารถ ปรากฏในบนั ทกึ ประวตั ศิ าสตร เปน ทยี่ อมรบั ของนานาอารยประเทศ เชน มรดกทางภาษาและวรรณกรรม โดยที่มีอักษรไทยเปนของตนเองตั้งแตสมัยกรุงสุโขทยั และมวี ิวัฒนาการมาจนถึงปจจุบนั วรรณกรรมไทย ถือวาเปนวรรณกรรมท่ีมีความไพเราะไดอ รรถรสครบทุกดาน วรรณกรรมหลายเรอ่ื งไดร บั การแปลเปนภาษาตา งประเทศหลายภาษา

120 ดานอาหาร อาหารไทยเปนอาหารท่ีปรงุ งาย อาหารสวนใหญเปนพืชสมุนไพรทห่ี าไดงายในทองถ่ิน ราคาถูก มีคุณคาทางโภชนาการสูง และยังปองกันโรคไดหลายโรค เพราะสว นประกอบสว นใหญเปนพืชสมุนไพร เชน ตะไคร ขิง ขา กระชาย ใบมะกรดู ใบโหระพา ใบกะเพราเปนตน 2. สามารถปรับประยกุ ตห ลกั ธรรมคาํ สอนทางศาสนา ใชก ับวถิ ีชวี ิตไดอยา งเหมาะสม คนไทยสวนใหญน ับถือศาสนาพทุ ธ โดยนาํ หลักธรรมคําสอนของศาสนา มาปรับใชในวิถชี วี ิตไดอ ยางเหมาะสม ทาํ ใหค นไทยเปนผอู อนนอมถอ มตน เอือ้ เฟอ เผื่อแผ ประนีประนอมรกั สงบ ใจเยน็ มีความอดทน ใหอภัยแกผูสํานึกผิด ดํารงวิถีชีวิตอยางเรียบงาย ปกติสุข ทําใหคนในชมุ ชนพึ่งพากันได ทั้งหมดนี้สบื เนื่องมาจากหลักธรรมคาํ สอนของพระพทุ ธศาสนา เปน การนาํ เอาหลกั ของพระพุทธศาสนามาประยุกตใชกับชีวิตประจําวัน และดําเนินกุศโลบายดานตางประเทศจนทําใหช าวพุทธท่ัวโลกยกยองใหประเทศไทยเปนผนู าํ ทางพทุ ธศาสนา 3. สรางความสมดุลระหวางคนในสังคม และธรรมชาติไดอยางย่ังยืน มรดกไทยมคี วามเดน ชดั ในเรอ่ื งของการยอมรบั นับถอื และใหความสาํ คญั แกค นสังคมและธรรมชาติอยางยิ่ง มีสิ่งท่ีแสดงใหเห็นไดอยางชัดเจนมากมาย เชน ตลอดทั้งปมีประเพณีไทย12 เดือน ลวนเคารพคณุ คาของธรรมชาติ ไดแก ประเพณีสงกรานต ประเพณลี อยกระทง เปน ตน วิถีชีวิตความเปนอยูของคนไทยลวนมีความสัมพันธเชื่อมโยงกับธรรมชาติส่ิงแวดลอ ม ซง่ึ จะสะทอ นภาพชวี ติ แบบไทย ทั้งในดา นความเปน อยู ทศั นคติ คา นิยม และความเชื่อเชน “บาน” หรอื “เรอื น” การสรางบา นในอดตี มีการกอสรางทอี่ ยูอาศยั โดยคาํ นงึ ถงึ สภาพอากาศสภาพภูมิประเทศ และความเหมาะสมของทาํ เลท่ีต้ัง ถึงแมวาปจ จบุ นั การดําเนินชีวิตและรปู ลกั ษณของบานจะแปรเปลี่ยนไป ชีวติ ในบานของคนไทยยังไมเ ปล่ยี นแปลงไปมากนกั ซึง่ คา นิยมบางประการยงั คงดําเนินการสืบทอดจากคนรนุ หนง่ึ สคู นอีกรุน หน่ึงอยา งตอเนื่อง ดังจะเหน็ ไดว า ลักษณะของบานเรือนชี้ใหเ หน็ ถงึ ภมู ปิ ญ ญาของคนโบราณ ทง้ั ชางปลกู บานและชางออกแบบ ท่ีปลกู บา นเพ่ือประโยชนและความตองการใชส อย ทั้งนี้ คนไทยสวนใหญประกอบอาชีพเกษตรกรรม ไดแก ทาํ สวน ทาํ นา ทําไร ทาํ ประมง แมนํ้าลําคลองจึงเปรียบเสมือนเสน โลหิตหลอเล้ียงชีวิต เปนทั้งแหลงอาหาร แหลง พักผอน และเปนเสนทางคมนาคมต้ังแตอ ดีตจนถึงปจจุบัน ซ่ีงจะสรุปไดวาวิถีชีวิตของคนไทยมีความสมดุลกันท้ังอาชีพ ที่อยูอาศัย และธรรมชาตไิ ดอยางลงตัวกิจกรรมทายเรอ่ื งท่ี 3 มรดกไทยท่ีมผี ลตอการพฒั นาชาตไิ ทย(ใหผ เู รยี นไปทาํ กจิ กรรมทา ยเรอ่ื งท่ี 3 ท่สี มดุ บันทกึ กจิ กรรมการเรยี นรปู ระกอบชดุ วชิ า)

121เรอ่ื งท่ี 4 การอนุรกั ษมรดกไทย ประเทศไทย เปนประเทศที่มีเอกลักษณอันโดดเดนทางดานมรดกทางวัฒนธรรมทบ่ี รรพบุรษุ ไดส รา งสรรคเ อาไวมากมาย ไมวาจะเปนโบราณวตั ถุ ศิลปวัตถุ โบราณสถาน วรรณกรรมศลิ ปหัตถกรรม นาฏศลิ ป ดนตรี ตลอดจนการดําเนินชวี ิต และประเพณีตาง ๆ ที่สืบทอดตอ ๆ กันมายาวนาน จนกลายเปน มรดกไทยอนั ทรงคณุ คา และเปน จุดเดน ของประเทศไทย แตในปจจุบันมรดกไทยไดรบั ผลกระทบจากความเปล่ยี นแปลงของสังคมทง้ั ภายในประเทศ และจากตางประเทศ อีกทั้งมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สงผลมรดกไทยอันทรงคุณคาของไทยบางสวนตองเส่ือมสญู ไปอยา งนาเสียดาย ดงั นน้ั ประชาชนทกุ คนจึงควรรวมกนั อนุรกั ษมรดกไทย ตลอดจนใหขอมูล ความรูคําแนะนาํ แกค นรนุ หลังในการสงเสริมใหรูคณุ คา ของมรดกทีไ่ ดรบั การสืบทอดตอไปอยางไมสิ้นสุดซึ่งนอกจากความภาคภูมิใจในมรดกไทยแลว ยังมคี ุณคาท่ีเปนประโยชนตอการพัฒนาการศึกษาทางดานประวตั ิศาสตร ศลิ ปะศาสตร สุนทรียศาสตร ชาติพันธุวิทยา และมานุษยวิทยา อีกท้ังยังสงเสริมการพฒั นาเศรษฐกจิ ของชุมชน และประเทศผา นทางการทองเทย่ี ว ของชาตติ ลอดมาความหมาย การอนรุ ักษมรดกไทย คือ การท่ีคนรุนหลังตระหนัก และเห็นถึงความสําคัญของสง่ิ ทีบ่ รรพบุรษุ ไดส รา งขึ้น โดยการอนุรักษนน้ั จะทาํ ในเชงิ ปฏบิ ตั ิ คอื การดแู ลรกั ษาและการสบื สานวฒั นธรรมนน้ั ๆ ไมใ หหายไป ซึ่งการอนุรักษเปนเหมือนเครื่องชวยยึดเหนี่ยวจิตใจ ทําใหเกิดการหวงแหนในมรดกของตน กอใหเกิดเปนความรักและความผูกพัน อีกทั้งยังสงเสริมใหเกิดความสามัคคีอีกดว ย โดยสรุปการอนุรกั ษม รดกเปน สงิ่ สําคญั ที่คนรุนหลัง ควรใสใจหรอื ตระหนักถงึ ใหม ากเพราะมรดกจะส่ือถึงความเปนเอกลักษณข องชนชาติน้นั ๆ และยงั กอใหเ กดิ ความผูกพันหรือความรักในชาตขิ องตน สง ผลไปถึงการสรางจิตสาํ นกึ ทีด่ ใี นการรักชาติ ซึง่ เปนสงิ่ สาํ คญั ในการคงอยขู องชาตนิ ้นั ๆสามารถทาํ ได คอื การสะสมและการสบื ทอดมรดกทางวัฒนธรรมใหคงอยูตอ ไปความสาํ คญั ของการอนรุ ักษม รดกไทย มรดกไทย คือ มรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงออกถึงสัญลักษณของความเปนชาติซ่ึงไดแก โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ โบราณสถาน วรรณกรรม ศิลปหัตถกรรม นาฏศิลปและดนตรีตลอดจนถึงการดาํ เนินชีวติ และคุณคาประเพณตี าง ๆ อันเปนผลผลิตรว มกันของผคู นในผนื แผนดนิในชว งระยะเวลาที่ผา นมา

122 ประเทศไทยเปนประเทศทีม่ ีศลิ ปวัฒนธรรมทเ่ี ปนเอกลักษณอ ันโดดเดนมาเปน เวลาชา นาน ศิลปวัฒนธรรมไทยนับวาเปนสิ่งสําคัญอยางยิ่ง ทจี่ ะหลอหลอมชาวไทยในภูมิภาคตาง ๆใหเ กิดความสมานฉันทเปน อนั หน่ึงอันเดียว แตเน่ืองจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมท่ีเปนไปอยางรวดเร็ว มีผลทําใหมรดกทางวัฒนธรรมในแขนงตาง ๆ นับต้ังแตโบราณวัตถุ โบราณสถานวรรณกรรม ศลิ ปกรรม นาฏศลิ ป ดนตรี ตลอดจนวิธกี ารดาํ เนินชวี ติ คานิยมและระบบประเพณตี า ง ๆในทองถ่ินไดรับผลกระทบและถูกละเลยทอดท้ิง ประชาชนชาวไทยตองตระหนักและนึกถึงความจําเปน และความสําคญั ในการอนุรักษมรดกวัฒนธรรมของชาติ เพ่ือใหทกุ คนเกิดแนวคิดที่จะทาํ นุบํารุงรักษาโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศลิ ปวัฒนธรรมแขนงตาง ๆ ใหมีการสืบทอดตอ ไปกิจกรรมทายเร่อื งที่ 4 การอนุรกั ษมรดกไทย(ใหผ ูเรียนไปทาํ กิจกรรมทา ยเรอื่ งที่ 4 ทีส่ มดุ บนั ทกึ กจิ กรรมการเรียนรปู ระกอบชดุ วชิ า)เรื่องท่ี 5 การมีสวนรว มในการอนรุ กั ษมรดกไทย การมสี วนรวมในการอนรุ กั ษมรดกไทย ไดแ ก 1. คน ควา วิจัย ศึกษา และเกบ็ รวบรวมขอมลู 2. การอนรุ ักษโดยการปลกู จติ สํานกึ และสรา งจติ สาํ นึกทต่ี องรว มกนั อนรุ ักษ 3. การฟน ฟูโดยเลือกสรรมรดกทางวฒั นธรรมทกี่ าํ ลงั สูญหาย หรือที่สญู หายไปแลวมาทําใหมคี ุณคา และมีความสาํ คญั ตอ การดําเนินชวี ิต 4. การพฒั นาโดยรเิ ริม่ สรางสรรค และปรบั ปรุงมรดกทางวฒั นธรรมในยุคสมัย ใหเ กดิประโยชนใ นชวี ิตประจําวัน 5. การถา ยทอดโดยนาํ มรดกทางวัฒนธรรมมาเลือกสรร กลัน่ กรอง ดวยเหตแุ ละผลอยางรอบคอบ และรอบดา น แลวไปถายทอดใหคนในสงั คมรับรู 6. การสงเสริมกิจกรรมโดยการสงเสรมิ สนับสนนุ ใหเกดิ เครือขายการสืบสานมรดกทางวฒั นธรรม 7. การเผยแพรแ ละแลกเปลย่ี นโดยการสงเสริม สนับสนุน ใหเกิดการเผยแพรและแลกเปลย่ี นมรดกทางวฒั นธรรม อยางกวางขวางดว ยสอ่ื และวธิ กี ารตาง ๆกิจกรรมทายเรือ่ งที่ 5 การมสี ว นรวมในการอนรุ กั ษม รดกไทย(ใหผ เู รียนไปทาํ กจิ กรรมทา ยเรอื่ งที่ 5 ทีส่ มดุ บนั ทกึ กจิ กรรมการเรียนรปู ระกอบชดุ วิชา)

123 หนว ยการเรยี นรูท ี่ 5 การเปล่ยี นแปลงของชาตไิ ทยสมัยรตั นโกสนิ ทรสาระสาํ คญั การเปล่ียนแปลงของชาติไทยสมัยรัตนโกสินทร ไดกลาวถึง เหตุการณสําคัญทางประวตั ศิ าสตรท ม่ี ีผลตอการพฒั นาชาตไิ ทย ในเร่ืองการสถาปนาอาณาจักรรัตนโกสนิ ทร สนธสิ ญั ญาเบาวร ิง การปฏิรปู การปกครองในสมยั รชั กาลที่ 5 การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และสมัยจอมพล ป. พิบลู สงคราม มกี ารเปลีย่ นแปลงรูปแบบการปฏบิ ัติทางวฒั นธรรม แสดงใหเห็นถึงความเปนชาตทิ ี่มีอารยธรรมตวั ชวี้ ัด 1. วเิ คราะหเ หตุการณส าํ คญั ทางประวตั ิศาสตรท ่ีมีผลตอการพฒั นาชาติไทย 2. อภิปรายและนําเสนอเหตกุ ารณสําคญั ทางประวัติศาสตรท่มี ผี ลตอการพฒั นาชาตไิ ทยขอบขา ยเน้ือหา 1. เหตุการณส ําคัญทางประวัตศิ าสตรทมี่ ผี ลตอ การพัฒนาชาติไทย 1.1 การสถาปนาอาณาจกั รรัตนโกสินทร 1.2 สนธสิ ัญญาเบาวร ิง 1.3 การปฏริ ูปการปกครองในสมัยรชั กาลท่ี 5 1.4 การเปลย่ี นแปลงการปกครอง 2475 1.5 ความเปนชาติไทยสมยั จอมพล ป. พบิ ลู สงคราม 2. ตัวอยางการวเิ คราะหและอภปิ รายเหตกุ ารณส ําคญั ทางประวัติศาสตรท่ีมีผลตอ การพัฒนาชาตไิ ทยส่อื การเรียนรู 1. ชดุ วิชาประวัติศาสตรช าติไทย รหสั รายวิชา สค32034 2. สมดุ บนั ทึกกิจกรรมการเรียนรูประกอบชุดวิชาเวลาทใ่ี ชใ นการศึกษา 18 ช่วั โมง

124เรอื่ งท่ี 1 เหตกุ ารณส าํ คญั ทางประวตั ิศาสตรที่มีผลตอ การพฒั นาชาติไทย ปจจัยท่ีมีผลตอการสถาปนาอาณาจักรไทยนับต้ังแตสมัยสุโขทัย จนถึงสมัยรัตนโกสินทรปจจุบัน เปนอาณาจักรตอเนื่องกัน นับเวลามานานกวา 700 ป มีปจจัยท่ีสงผลตอการสถาปนาอาณาจกั รไทย ไดแก ปจ จัยดานภมู ิศาสตร และปจจัยดานการเมือง 1.1 การสถาปนาอาณาจกั รรตั นโกสนิ ทร (พ.ศ. 2325 - ปจ จบุ ัน) อาณาจักรรตั นโกสนิ ทร เปน ราชธานีเริ่มตง้ั แตการยายเมอื งหลวงเดิมจากกรงุ ธนบุรีมายงั กรุงเทพมหานคร ซงึ่ ตัง้ อยบู นฝง ตะวนั ออกของแมน ํ้าเจาพระยา ปจ จัยที่มผี ลตอการสถาปนาอาณาจักรรตั นโกสนิ ทร ดังน้ี ดานภมู ิศาสตร เปนพื้นท่รี าบลุมกวางใหญเหมาะแกการเพาะปลกู และใกลปากอาวไทยเหมาะสมแกการตดิ ตอ คา ขายกับชาวตา งประเทศ ดา นการเมอื ง ในชวงปลายสมยั ธนบรุ ีเกดิ กบฏพระยาสรรค ทําใหบานเมืองไมสงบเรียบรอยสมเด็จเจาพระยามหากษัตริยศึก (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชทรงดาํ รงตาํ แหนงในขณะน้นั ) ไดท ําการปราบกบฏพระยาสรรคไ ดส าํ เร็จ จึงไดส ถาปนาราชวงศจ กั รีและทรงยายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีมายงั กรงุ เทพมหานคร โดยลอกแบบสิ่งกอสรางบางประการเลียนแบบในสมยั กรงุ ศรีอยธุ ยา เพ่ือสรา งความรูส กึ ใหประชาชนเขาใจวา กรงุ เทพมหานครเปน ราชธานีทีส่ ืบทอดตอเนื่องมาจากสมยั กรงุ ศรีอยธุ ยา 1.2 สนธสิ ัญญาเบาวร งิ หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีประเทศอังกฤษ และประเทศสยาม (อังกฤษ :Treaty of Friendship and Commerce between the British Empire and the Kingdomof Siam)” หรอื บนปกสมุดไทย ใชช่อื วา หนงั สือสญั ญาเซอร จอหน เบาวร งิ หรอื ท่ีมักเรยี กกนั ทั่วไปวาสนธิสัญญาเบาวริง (อังกฤษ : Bowring Treaty) เปนสนธิสัญญาท่ีราชอาณาจักรสยามทํากับสหราชอาณาจักร ลงนามเม่ือวันท่ี 18 เมษายน พ.ศ. 2398 โดยเซอร จอหน เบาวริง ราชทูตท่ีไดรับการแตงตั้งจากสมเด็จพระบรมราชินีนาถวิกตอเรีย ถือพระราชสาสนสมเด็จพระนางเจาวิกตอเรียเขามาถวายพระเจาแผนดินไทยและใชเวลาประมาณ 1 สัปดาหเจรจากับ “ผสู ําเร็จราชการฝา ยสยาม” 5 พระองค ดงั นี้ สมเดจ็ เจา พระยาบรมมหาประยรู วงศ (สมเดจ็ เจา พระยาองคใ หญ) ผสู ําเร็จราชการทัว่ พระราชอาณาจักร ประธานผูแ ทนรัฐบาล พระเจา นองยาเธอ กรมหลวงวงศาธริ าชสนิท สมเด็จเจา พระยาบรมมหาพไิ ชยญาติ (สมเด็จเจาพระยาองคน อย) ผูสําเร็จราชการพระนคร

125 เจาพระยาศรีสุริยวงศ (ชวง บุนนาค) รักษาในตําแหนงสมหุ พระกลาโหม บังคับบัญชาหัวเมอื งชายทะเลปากใตฝ ายตะวันตก เจาพระยารววิ งศ พระคลัง และสําเร็จราชการกรมทา บังคับบัญชาหัวเมืองฝา ยตะวนั ออก สาระสําคญั ของสนธสิ ัญญาเบาวริง มีดงั น้ี 1) คนท่ีอยใู นการบังคับอังกฤษ จะอยูภายใตอํานาจการควบคุมของกงสุลอังกฤษนับเปนคร้ังแรกทสี่ ยามมอบสนธิสภาพนอกอาณาเขตแกป ระชากรตางประเทศ 2) คนท่ีอยูในการบังคับอังกฤษ ไดรับสิทธิในการคาขายอยางเสรีในเมืองทาทกุ แหง ของสยาม และสามารถพํานกั อาศยั อยูในกรุงเทพมหานครเปนการถาวรได ภายในอาณาเขตส่ีไมล (สองรอ ยเสน) 3) คนที่อยูในการบังคับอังกฤษ สามารถซื้อ หรือเชาอสังหาริมทรัพยในบริเวณดังกลาวได 4) คนทอ่ี ยใู นการบงั คบั อังกฤษ ไดร ับอนญุ าตใหเดินทางไดอยางเสรีในสยาม โดยมีหนงั สือทีไ่ ดรบั การรับรองจากกงสุล 5) ยกเลิกคาธรรมเนียมปากเรือ และกําหนดอัตราภาษีขาเขา และขาออกอยางชัดเจน 5.1) อัตราภาษขี าเขา ของสนิ คาทุกชนดิ กาํ หนดไวท ร่ี อยละ 3 ยกเวนฝน ทไ่ี มต อ งเสียภาษี แตตองขายใหกับเจาภาษี สวนเงินทองและขาวของเคร่ืองใชของพอคาไมตองเสียภาษีเชนกนั 5.2) สินคาสง ออกใหมกี ารเก็บภาษชี ้ันเดียว โดยเลือกวา จะเก็บภาษีช้ันใน (จังกอบภาษีปา ภาษปี ากเรอื ) หรอื ภาษสี ง ออก 6) พอคาอังกฤษ ไดรับอนุญาตใหซื้อขายโดยตรง ไดกับเอกชนสยามโดยไมมีผูใดผหู นงึ่ ขัดขวาง 7) รฐั บาลสยาม สงวนสทิ ธิ์ในการหา มสงออกขาว เกลือ และปลา เม่ือสินคาดังกลาวจะขาดแคลนภายในประเทศ

126 ผลที่ไดรับจากการทําสนธสิ ัญญาเบาวร งิ 1) อังกฤษประสบความสาํ เร็จอยางมาก โดยการทรี่ ัฐบาลสยามยอมใหอังกฤษเขามาต้ังกงสุล มีอํานาจพิจารณาคดีที่คนอังกฤษมีคดีความกัน และรวมพิจารณาคดีที่คนไทยกับองั กฤษมีคดีความกนั 2) ขาว เกลือ และปลาไมเปนสนิ คา ตองหา มอีกตอไป 3) มีการรบั เอาวทิ ยาการตะวนั ตกสมยั ใหมเขา สูประเทศ ซึ่งทําใหชาวตางประเทศใหก ารยอมรับสยามมากข้ึน 4) การแลกผกู ขาดการคาของรัฐบาลทําใหเกิดการเปล่ียนแปลงดานเศรษฐกิจที่สําคัญอยา งหนึ่ง คอื ราษฎรสามารถซ้ือขายสินคา ไดโ ดยอิสระ รฐั บาลไมเ ขามาเกี่ยวขอ งกบั การขายสินคามคี า เชน ไมฝาง ไมก ฤษณา หรอื งาชา ง เพราะรฐั บาลจะขาดทุน 5) ขาว ไดกลายมาเปนสินคาสงออกที่สําคัญที่สุดของไทย สงผลใหการทํานาแพรห ลายกวาแตกอน และทําใหราษฎรมีเงินตราหมุนเวียนอยูในมือ พรอมทั้งชาวนามีโอกาสไถลกู เมยี ท่ีขายใหแกผ อู ่นื และยงั ทําใหเ งินตราตา งประเทศเขาสรู าชสาํ นกั เปน จํานวนมาก 6) ฝรง่ั ท่เี ขา มาจางลกู จา งคนไทยใหค า จา งเปนรายเดอื น และโบนสั คดิ เปนมลู คา สงูกวา ขาราชการไทยเสียมาก สงผลใหรฐั บาลไดเ พ่ิมเงนิ เบย้ี หวัด และคาแรงแกขา ราชการและคนงานมากข้ึน 7) พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลาเจาอยูหัว ทรงใหสรางถนน ไดแก ถนนหัวลําโพงถนนเจริญกรงุ และถนนสีลม แตล ะเสนกวา ง 5 ศอก 8) ในสมัยปลายรัชกาลที่ 4 ฝร่ังตางก็เขามาตั้งโรงงานในสยามเปนจํานวนมากตง้ั แตโ รงสขี า ว โรงงานน้ําตาลทราย อูตอ เรอื โรงเลือ่ ยไม เปนตน 9) การใหสิทธิเสรีภาพในการถือครองท่ีดินแกราษฎรไทย และชาวตางประเทศซึง่ รัฐบาลแบง ทดี่ ินออกเปน สามเขต คือ ในพระนคร และหางกําแพงพระนครออกไปสองรอยเสนทกุ ทิศ ยอมใหเชาแตไมยอมใหซ้ือ ถาจะซื้อตองเชาครบ 10 ปกอน หรือจะตองไดรับอนุญาตจากเสนาบดีเขตท่ีลวงออกไป เจาของที่และบานมีสิทธิใหเชา หรือขายกรรมสิทธ์ิได โดยไมมีขอแมแตล วงจากเขตน้ไี ปอีก หามมิใหฝร่ังเชาหรือซ้ือโดยเด็ดขาด เมื่อราษฎรไดรับสิทธิในการถือครองกรรมสิทธ์ิทด่ี นิ ราษฎรกม็ ที างทํามาหากินเพ่ิมข้ึนอีกทางหนึ่ง คือ การจํานองที่ดินเพ่ือกูเงิน หรือขายฝาก ขายขาดทด่ี นิ ของตนได 1.3 การปฏิรปู การปกครองในสมยั รชั กาลท่ี 5 ในรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ 4) เปนลัทธิการลาอาณานิคมของชาวตะวันตก จึงไดทรงดําเนินนโยบายทางการทูต เพ่ือมิใหประเทศมหาอํานาจใชเ ปนขออางในการยึดครองประเทศไทย ครั้นตอมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา

127เจา อยูหวั (พ.ศ. 2411 - 2453) เปน สมยั ทีม่ กี ารปฏริ ปู บานเมอื งในดา นตาง ๆ ทาํ ใหป ระเทศไทยเปนประเทศทันสมัย ท่ีสามารถรอดพนจากลัทธิการลาอาณานิคมมาได เปนประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต และยงั สง ผลใหเ กิดความเจริญแกป ระเทศชาตใิ นปจจบุ ัน สาเหตขุ องการปฏิรูปบา นเมือง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว เปนชวงเวลาที่ชาติตะวันตกมีการลา อาณานิคม สงผลใหประเทศเพื่อนบานของไทยหลายแหง ตกอยูภายใตอิทธิพลของชาติตะวันตก เชน พมาอยูภายใตการปกครองของอังกฤษ เวียดนามตกเปนเมืองข้ึนของฝรั่งเศสนอกจากน้ี ประเทศองั กฤษและประเทศฝรงั่ เศส มีความพยายามขยายอํานาจเขามาในดินแดนของประเทศไทย และบริเวณโดยรอบดินแดนของประเทศไทย ทําใหพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจา อยหู วั ซ่ึงทรงติดตามเรื่องราวการขยายอํานาจของประเทศชาติชาวตะวันตก และความเจริญของประเทศชาตขิ องชาวตะวนั ตก จึงตองการปฏริ ปู บานเมืองใหท นั สมัยแบบเดียวกับประเทศชาติชาวตะวันตก เพื่อไมใ หใชเปนขออา งวาประเทศไทยเปนบานเมืองปาเถื่อน ดอยความเจริญ แลวถือโอกาสเขา มายดึ ครอง ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว จึงทรงดําเนินการปฏิรูปบา นเมือง โดยมแี นวความคิดในการปฏิรปู การปกครอง 3 ประการ คือ 1) การรวมอํานาจเขา สูส วนกลางมากขึ้นเปน การใชอ าํ นาจของรฐั บาลกลางในการยืนยันอาณาเขตของประเทศไทย เพอ่ื ปองกนั ประเทศชาตติ ะวนั ตกอา งเอาดินแดนไปยึดครอง 2) การศาลและกฎหมายทีม่ มี าตรฐานเปนสากลมากขน้ึ 3) การพัฒนาประเทศ ทรงริเร่ิมนําสิ่งใหม ๆ เขามา เชน การไปรษณีย การรถไฟการโทรเลข ฯลฯ การปฏริ ปู การปกครอง การปกครองกอนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว การบริหารบานเมืองน้ันอยูภายใตอาํ นาจบรรดาขุนนางผูใหญและเจานายที่มีทั้งกําลังทหาร อาวุธและไพรส ว นพระองค อีกท้ังยังมบี ทบาทในการควบคุมผลประโยชนทางดา นการคา ขาย เชน การเกบ็ ภาษีและการควบคุมไพร เปน ตน สง ผลใหพ ระราชอํานาจของพระมหากษัตริยเกดิ ความไมม ั่นคง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวจึงทรงจัดระเบียบการปกครองเสียใหมและเปนรากฐานการปกครองมาจนถึงปจจบุ ัน โดยจาํ แนกออกเปน 3 สวนทส่ี ําคญั ดังนี้ 1. การปกครองสว นกลาง การปรับปรุงการบริหารราชการในสวนกลางของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูห วั ทรงยกเลกิ ตาํ แหนงอัครเสนาบดี 2 ตําแหนง คือ สมุหกลาโหม และสมุหนายก รวมทั้งจตสุ ดมภ โดยแบง การบรหิ ารราชการออกเปน กระทรวงตามแบบอารยประเทศ มีการจดั สรรอาํ นาจ

128หนาที่ ความรับผิดชอบเปนสัดสวน เพ่ือใหมีประสิทธิภาพ และใหมีเสนาบดีเปนผูวาการแตละกระทรวง กระทรวงที่ตง้ั ขนึ้ ทง้ั หมด เม่อื พ.ศ. 2435 มี 12 กระทรวง มีหนา ท่คี วามรบั ผิดชอบ ดังนี้(1) กระทรวงมหาดไทย รบั ผิดชอบหัวเมอื งฝายเหนือและเมอื งลาวประเทศราช(2) กระทรวงกลาโหม รับผิดชอบหวั เมอื งฝา ยใต หัวเมืองฝา ยตะวนั ออก ตะวนั ตก และเมอื งมลายปู ระเทศราช(3) กระทรวงตา งประเทศ รบั ผดิ ชอบเกย่ี วกับการตา งประเทศ(4) กระทรวงวงั รบั ผิดชอบเกี่ยวกับกิจการในพระราชวงั(5) กระทรวงเมือง รบั ผิดชอบเกยี่ วกบั การตํารวจ บญั ชคี น และราชทัณฑหรอื กระทรวงนครบาล(6) กระทรวงเกษตราธกิ าร รับผดิ ชอบเกี่ยวกับการเพาะปลูก เหมืองแร ปา ไม(7) กระทรวงคลงั รบั ผดิ ชอบเกีย่ วกบั ภาษอี ากรและเงนิ รายรับ งบประมาณ แผนดนิ(8) กระทรวงยตุ ิธรรม รับผิดชอบเกย่ี วกับการชาํ ระคดแี ละการศาล(9) กระทรวงยทุ ธนาธกิ าร รบั ผดิ ชอบเกี่ยวกบั การทหาร(10) กระทรวงธรรมการ รบั ผดิ ชอบเกี่ยวกับการศกึ ษา การสาธารณสุขและพระสงฆ(11) กระทรวงโยธาธิการ รบั ผดิ ชอบเกยี่ วกับการกอ สราง ถนน คลอง การชา ง ไปรษณยี โ ทรเลข และรถไฟ(12) กระทรวงมุรธาธิการ รบั ผดิ ชอบเกี่ยวกับการรกั ษาตราแผนดิน และงานระเบียบ สารบรรณภายหลงั ไดย บุ กระทรวงยทุ ธนาธิการไปรวมกับกระทรวงกลาโหม และยุบกระทรวงมุรธาธกิ ารไปรวมกบั กระทรวงวงั คงเหลอื เพียง 10 กระทรวง เสนาบดที ุกกระทรวงมฐี านะเทาเทียมกนัและประชุมรวมกันเปนเสนาบดีสภา ทําหนาท่ีปรึกษาและชวยบริหารราชการแผนดินตามที่พระมหากษัตรยิ ทรงมอบหมาย เพราะอํานาจสูงสุดเด็ดขาดเปนของพระมหากษัตริยตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยและทรงแตงตั้ง “สภาที่ปรึกษาราชการแผนดิน” ซ่ึงตอมาไดเปลี่ยนเปน“รัฐมนตรีสภา” ประกอบดว ย เสนาบดี หรือผแู ทน กับผทู ีโ่ ปรดเกลาฯ แตงตั้ง รวมกันไมนอยกวา12 คน มจี ุดประสงคเพื่อใหเปนท่ีปรึกษาและคอยทัดทานอํานาจพระมหากษัตริย แตการปฏิบัติหนาท่ขี องสภาดังกลาว ไมไดบรรลุจุดประสงคท่ีทรงหวังไว เพราะสมาชิกสวนใหญไมกลาโตแยงพระราชดําริ คณะท่ปี รกึ ษาสว นใหญม กั พอใจทีจ่ ะปฏบิ ัติตามมากกวา ที่จะแสดงความคิดเห็น

129 นอกจากนีพ้ ระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา เจา อยูห ัว ยังทรงแตง ต้งั “สภาทป่ี รกึ ษาในพระองค” ซ่งึ ตอ มาไดเ ปลยี่ นเปน “องคมนตรสี ภา” ขน้ึ อกี มจี ดุ ประสงคเพ่ือสงเสริม สนับสนุนการดําเนินพระราชกรณียกิจตาง ๆ ที่ทรงมอบหมายใหสําเร็จลุลวงเกิดประโยชนตอราษฎรและประเทศชาติ ประกอบดวยสมาชิกเม่ือแรกตั้ง 49 คน มีท้ังสามัญชน ต้ังแตช้ันหลวงถึงเจาพระยาและพระราชวงศ องคมนตรสี ภานี้อยูในฐานะรองจากรฐั มนตรีสภา เพราะขอ ความที่ปรึกษา และตกลงกันในองคมนตรีสภาแลวจะตองนําเขาที่ประชุมรัฐมนตรีสภากอนแลวจึงจะเสนอเสนาบดีกระทรวงตา ง ๆ 2. การปกครองสว นภมู ิภาค พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงมีพระราชดําริใหยกเลิกการปกครองหวั เมอื ง และใหเปล่ียนแปลงเปนการปกครองสวนภูมิภาคที่มีความสัมพันธกับสว นกลางโดยโปรดเกลา ฯ ใหต ราพระราชบัญญตั ลิ กั ษณะปกครองทองที่ ร.ศ. 116 ขึ้น เพื่อจัดการปกครองเปน มณฑล เมอื ง อําเภอ ตําบล และหมูบาน ดังน้ี 1) มณฑลเทศาภิบาล ประกอบดวยเมืองตั้งแต 2 เมืองข้ึนไปมีสมุหเทศาภิบาลที่พระมหากษตั ริยท รงแตง ต้งั ไปปกครองดูแลตางพระเนตร พระกรรณ 2) เมอื ง ประกอบดวยอาํ เภอหลายอาํ เภอ มีผูวาราชการเมืองเปนผูรับผิดชอบขึน้ ตรงตอ ขาหลวงเทศาภบิ าล 3) อาํ เภอ ประกอบดว ยทอ งทีห่ ลาย ๆ ตําบล มีนายอาํ เภอเปนผรู ับผดิ ชอบ 4) ตําบล ประกอบดวยทอ งท่ี 10 - 20 หมูบา น มกี าํ นนั ซ่งึ เลอื กตั้งมาจากผูใ หญบ านเปน ผรู บั ผดิ ชอบ 5) หมูบาน ประกอบดวยบานเรือนประมาณ 10 บานขึ้นไป มีราษฎรอาศัยประมาณ 100 คน เปนหนวยปกครองที่เล็กที่สุด มีผูใหญบานเปนผูรับผดิ ชอบตอมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจา อยูหัว ไดยกเลิกมณฑลเทศาภิบาล และเปล่ียน เมือง เปนจังหวัด 3. การปกครองสวนทองถนิ่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวทรงจัดใหมีการบริหารราชการสวนทองถิ่นในรูปสุขาภิบาล ซึ่งมีหนาที่คลายเทศบาลในปจจุบัน เปนครั้งแรกเม่ือ พ.ศ. 2440 โดยโปรดเกลาฯ ใหตราพระราชกําหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ ร.ศ. 116 (พ.ศ. 2440) ขึ้นบังคับใชในกรุงเทพฯ ตอมาใน ร.ศ. 124 (พ.ศ. 2448) ไดขยายไปที่ทาฉลอม ปรากฏวาดําเนินการไดผลดีเปนอยางมาก ตอมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวไดโปรดเกลาฯ ใหตราพระราชบัญญตั ิจดั การสุขาภิบาล ร.ศ. 127 (พ.ศ. 2451) ขน้ึ โดยแบงสุขาภิบาลออกเปน 2 ประเภท คือ

130สุขาภิบาลเมอื ง และสขุ าภิบาลตําบล ทอ งถิ่นใดเหมาะสมทีจ่ ะจดั ตั้งเปน สุขาภิบาลประเภทใด ก็ใหประกาศตงั้ สุขาภิบาลในทอ งถิ่นนัน้ 1.4 การเปลีย่ นแปลงการปกครอง พทุ ธศกั ราช 2475 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 5 ไดทรงดําเนินพระบรมราโชบาย ดังน้ี 1) ปลดปลอ ยไพรใ หเ ปนอสิ ระและทรงประกาศเลกิ ทาสใหเปน ไทยแกตนเอง 2) ผลจากปฏิรูปการศึกษาตามแบบตะวันตก เพื่อใหคนไทยทุกคนไดรับการศึกษาถงึ ขัน้ อานออกเขียนไดและคิดเลขเปนไมวาจะเปนเจา นาย บตุ รหลานขนุ นาง หรือราษฎรสามญั ชนท่พี นจากความเปนไพรหรือทาส ถาบุคคลใดมีสติปญญาเฉลียวฉลาดกจ็ ะมโี อกาสเดินทางไปศึกษาตอยงั ประเทศตะวนั ตก 3) ผลการปฏิรูปการศึกษา ทําใหคนไทยบางกลุมท่ีไดรับการศึกษาตามแบบชาติตะวนั ตกเริ่มมกี ระแสความคิดเก่ียวกับการเมืองสมยั ใหม ท่ียดึ ถือรัฐธรรมนญู เปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ และมีความปรารถนาที่จะเห็นการเปล่ียนแปลงการปกครองเกิดข้ึนในประเทศไทย เม่อื พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 6 เสด็จขึ้นครองราชสมบัติพ.ศ. 2453 กลุมปญญาชนตางก็มุงหวังวา พระองคจะทรงเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไปสูระบอบประชาธิปไตย ทั้งน้ีเพราะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ทรงศึกษาอยูในประเทศอังกฤษ ซึ่งมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและคงไดทรงเตรียมพระองคดังท่ีพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจาอยูหวั มีพระราชดํารัสไว แตปรากฏวายังไมมีพระราชดําริในเรอื่ งรฐั สภาและรฐั ธรรมนญู แตอ ยา งใด ในเวลาเดยี วกนั ประเทศจีนมีการปฏิวัติลมลางราชวงศแมนจูเปล่ยี นการปกครองประเทศเปน ระบอบประชาธปิ ไตยแบบสาธารณรฐั เปน ผลสาํ เรจ็ ทาํ ใหความคิดอยากจะไดป ระชาธิปไตยมมี ากขึน้ ประกอบกบั ความไมพอใจในพระราชจริยาวตั รบางประการของพระมหากษตั รยิ พระองคใ หม จงึ ทําใหเ กดิ ปฏกิ ิรยิ าทจี่ ะลมลางระบอบการปกครอง ดังน้ัน เหตุการณสําคัญท่ีเกิดข้ึนในตนรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว ก็คือ พวกนายทหารบกทหารเรือและพลเรือน รวมประมาณ 100 คน เรียกตัวเองวาคณะ ร.ศ. 130 ไดวางแผนการปฏิวัตกิ ารปกครองหวังใหพ ระมหากษตั ริยพ ระราชทานรัฐธรรมนูญใหแกปวงชนชาวไทย

131สาเหตุทีน่ าํ ไปสกู ารเปลีย่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรโดยการนําของพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ไดเ ขา ยึดอาํ นาจการปกครอง มีสาเหตุทีส่ าํ คญั ดังนี้ 1) ความเส่อื มของระบอบสมบูรณาญาสิทธริ าชย 2) การไดรับการศึกษาตามแนวความคดิ ตะวนั ตกของบรรดาชนช้นั นาํ ในสังคมไทย 3) ความเคลื่อนไหวของบรรดาส่อื มวลชน 4) ความขัดแยงทางความคดิ เกย่ี วกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย 5) ปญ หาสภาวะการคลงั ของประเทศ และของโลก คณะราษฎรกบั การเปลยี่ นแปลงการเมืองการปกครอง ในรชั สมยั ของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจา อยหู ัว ราชอาณาจกั รสยามไดป กครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย ชาติไดประสบกับปญหาซึ่งเกิดจากรัฐบาลตองรับมือกับปญหาเศรษฐกิจท่ีรายแรงและภัยคุกคามจากตางประเทศ (โดยเฉพาะประเทศอังกฤษและประเทศฝรัง่ เศส)คณะราษฎรภายใตการนําของพันเอกพหลพลพยุหเสนา เปนหัวหนาคณะราษฎรประกอบดวย กลุมบุคคลผูตองการใหมีการเปล่ียนแปลงการปกครอง และมีสมาชิกท่ีมีความคิดแบบเดยี วกนั รวมท้งั สิน้ 7 คน ไดแ ก1) หลวงสริ ิราชไมตรี (จรญู สิงหเสนี) ผูชวยราชการสถานทตู สยามในประเทศ ฝร่งั เศส2) รอ ยโทประยูร ภมรมนตรี นกั เรียนวชิ ารัฐศาสตร ประเทศฝรง่ั เศส3) รอ ยโทแปลก ขตี ตะสงั คะ นักเรยี นวชิ าทหารปน ใหญ ประเทศฝรงั่ เศส4) รอยตรีทัศนัย มติ รภักดี นกั เรยี นวชิ าทหารมา ประเทศฝร่งั เศส5) นายปรดี ี พนมยงค นักเรยี นวิชากฎหมาย ประเทศฝร่ังเศส6) นายแนบ พหลโยธนิ นกั เรียนวชิ ากฎหมาย ประเทศองั กฤษ7) นายตัว้ ลพานุกรม นกั เรียนวิชาวิทยาศาสตร ประเทศ สวติ เซอรแ ลนด และไดทําการประชุมครัง้ แรกท่บี านพักเลขที่ 9 ถนนซอเมอราร ในกรุงปารสี ประเทศฝร่ังเศส เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ พ.ศ. 2469 ซ่ึงติดตอกันนานถึง 4 คืน 5 วัน โดยมีรอยโท แปลกทีส่ มาชิกคณะราษฎรคนอนื่ ๆ เรียกวา “กัปตัน” เปนประธานในการประชุม ที่ประชุมมีมติตกลงที่จะทําการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย มาเปนการปกครอง

132ในระบอบประชาธปิ ไตยท่มี กี ษัตรยิ อยูใ ตกฎหมาย โดยตกลงที่ใชวิธีการ “ยึดอํานาจโดยฉับพลัน”รวมท้ังพยายามหลกี เลีย่ งการนองเลือด เหมือนกับท่ีเคยเกิดข้ึนแลวในการปฏิวัติประเทศฝรั่งเศสและการปฏิวัติในประเทศรัสเซีย ท้ังนี้เพ่ือเปนการปองกันการถือโอกาสเขามาแทรกแซงจากมหาอํานาจทมี่ ีอาณานิคมอยูลอมรอบประเทศสยามในสมัยนั้น คือ ประเทศอังกฤษและประเทศฝรัง่ เศส ในการประชุมครั้งน้ัน กลุมผูกอการไดต้ังปณิธาน 6 ประการในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งตอ มาหลังจากปฏวิ ัติยึดอาํ นาจไดแ ลว ก็ไดน าํ ประกาศเปาหมาย 6 ประการน้ีไวในประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 และตอมาไดเ รยี กวา “หลกั 6 ประการของคณะราษฎร” คอื 1) จะตองรักษาความเปนเอกราชท้ังหลาย เชน เอกราชในบานเมือง ในทางศาลในทางเศรษฐกิจของประเทศไวใ หมนั่ คง 2) จะรักษาความปลอดภัยในประเทศ ใหก ารประทษุ รา ยตอกันลดนอยลงใหม าก 3) จะตองบํารงุ ความสมบรู ณข องราษฎรในทางเศรษฐกจิ ไทย รัฐบาลใหมจะพยายามหางานใหร าษฎรทําโดยเต็มความสามารถ จะรางโครงการเศรษฐกิจแหงชาติ ไมปลอยใหราษฎรอดอยาก 4) จะตองใหราษฎรไดมสี ิทธิเสมอภาคกัน ไมใชใ หพ วกเจามีสทิ ธยิ ่งิ กวาราษฎรเชน ที่เปนอยู 5) จะตองใหราษฎรไดมีเสรีภาพ มีความเปนอิสระ เม่ือเสรีภาพน้ีไมขัดตอหลัก4 ประการ ดงั กลา วแลวขางตน 6) จะตองใหมีการศึกษาอยางเต็มที่แกราษฎร และท่ีประชุมไดลงมติใหปรีดีพนมยงค เปน หวั หนา จนกวา จะหาผูท ีเ่ หมาะสมกวา ได หลงั จากการประชุมคร้ังนั้น คณะผูกอการไดกลับมาประเทศสยาม ไดพยายามหาสมาชิกเพื่อเขารวมกอการปฏิวัติ โดยไดติดตอประชาชนทุกอาชีพ ท้ังพอคา ขาราชการพลเรือนและทหาร ไดส มาชิกทงั้ สน้ิ 115 คน แบง เปนสายตา ง ๆ คือ 1) สายพลเรือน นาํ โดย หลวงประดษิ ฐม นธู รรม (ปรดี ี พนมยงค) 2) สายทหารเรือ นาํ โดย นาวาตรีหลวงสนิ ธุสงครามชยั (สนิ ธุ กมลนาวิน) 3) สายทหารบกชัน้ ยศนอ ย นําโดย พันตรีหลวงพิบูลสงคราม (แปลก พบิ ลู สงคราม) 4) สายนายทหาร ช้ันยศสูง นําโดย พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน พหลโยธิน)

133 โดยท่ีประชุมคณะราษฎรตกลงกันวา ในเรอื่ งของการปฏิวตั ิ ความม่ันคง และความปลอดภัยของบรรดาสมาชิก และของประเทศ เปนหนาที่ของฝายทหาร และในสวนของการรางคาํ ประกาศ ตลอดจนการรางกฎหมาย และการวางเคา โครงตาง ๆ ของประเทศ เปน หนา ทีข่ องฝา ยพลเรือน ในวันที่ 24 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2475 คณะผกู อ การสามารถยึดอาํ นาจและจับกุมบุคคลสาํ คัญฝายรัฐบาลไวไดโดยเรียบรอย และไดรว มกันจัดตั้งคณะราษฎรขนึ้ มาเพื่อทาํ หนา ที่รบั ผิดชอบรวมทั้งออกประกาศแถลงการณของคณะราษฎร เพื่อช้ีแจงที่ตองเขายึดอํานาจการปกครองใหป ระชาชนเขาใจ นอกจากนค้ี ณะราษฎรไดแ ตงต้ังผูรกั ษาการพระนครฝา ยทหารข้ึน 3 นาย ไดแกพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา พันเอกพระยาทรงสุรเดช พันเอกพระยาฤทธิ์อัคเนย โดยใหทําหนาที่เปนผูบริหารราชการแผนดิน ขณะที่ยังไมมีรัฐธรรมนูญเปนหลักในการบริหารประเทศหลังจากนั้น คณะราษฎรไดมหี นงั สือกราบบังคมทลู อัญเชญิ พระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวเสด็จกลบั คืนสพู ระนคร ซ่งึ ขณะนั้นพระองคท รงประทบั อยูท ่วี งั ไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธเพื่อดํารงฐานะเปนพระมหากษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรตอไป ภายหลังจากท่ีพระบาทสมเดจ็ พระปกเกลาอยูเจาอยูหัว รัชกาลท่ี 7 เสด็จพระราชดําเนินจากพระราชวังไกลกังวลกลับคืนสูพระนครแลว คณะราษฎรไดนําพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผนดินสยามชวั่ คราว ซึง่ นายปรีดี พนมยงค และคณะราษฎรบางคนไดร างเตรยี มไวขึ้นทลู เกลา ฯ ถวายเพ่ือทรงพระปรมาภิไธยมี 2 ฉบับ คอื พระราชบญั ญตั ิธรรมนญู การปกครองแผน ดนิ สยามชั่วคราว พ.ศ. 2475และรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รสยาม พ.ศ. 2475 1) พระราชบญั ญตั ิธรรมนญู การปกครองแผนดินสยามช่วั คราว พ.ศ. 2475 พระองคไดพระราชทานกลับคนื มาเมอ่ื วันท่ี 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 และไดมีพธิ เี ปด สภาผูแทนราษฎรครง้ั แรกในประเทศไทย เม่ือวันท่ี 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ซึ่งรัฐธรรมนูญนี้มชี ่อื เรยี กวา “พระราชบญั ญัติธรรมนญู การปกครองแผน ดนิ สยามช่วั คราว” รัฐธรรมนูญช่ัวคราวน้ีกําหนดวา อาํ นาจสูงสดุ ในแผน ดิน ประกอบดว ย อํานาจนติ บิ ญั ญตั ิ อํานาจบรหิ าร และอาํ นาจตลุ าการซง่ึ แตเดิมเปนของพระมหากษัตริย จึงไดเปลี่ยนเปนของปวงชนชาวไทยตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยเกี่ยวกับการไดมาของสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ไดกําหนดแบงระยะเวลาออกเปน3 สมยั คือ (1) สมัยที่ 1 นับแตวันใชรัฐธรรมนูญน้ีเปนตนไป จนกวาจะถึงเวลาที่สมาชิกในสมัยท่ี 2 จะเขา รับตาํ แหนง ใหค ณะราษฎรซึ่งมีผูรักษาพระนครฝายทหารเปนผูใชอํานาจแทนและจัดต้งั ผแู ทนราษฎรชั่วคราวข้ึนเปนจํานวน 70 นาย เปน สมาชิกในสภา

134 (2) สมัยที่ 2 ภายในเวลา 6 เดือน หรอื จนกวาจะจดั ประเทศเปนปกติเรียบรอยสมาชิกในสภาจะตอ งมบี ุคคล 2 ประเภท ทํากจิ กรรมรว มกนั คอื ประเภททหี่ น่งึ ไดแ ก ผูแทนราษฎรซ่ึงราษฎรไดเลือกขึ้นมาจังหวัดละ 1 นาย ตอราษฎรจํานวน 100,000 คน ประเภทที่สอง ผูเปนสมาชิกอยใู นสมยั ทีห่ น่งึ มจี ํานวนเทากับสมาชิกประเภททห่ี น่งึ ถาจํานวนเกินใหเลือกกันเองวาผูใดจะยังเปนสมาชกิ ตอไป ถา จํานวนขาดใหผูท่มี ตี ัวอยูเลอื กบุคคลใด ๆ เขา แทนจนครบ (3) สมัยท่ี 3 เมอื่ จํานวนราษฎรท่ัวราชอาณาจกั รไดสอบไลว ิชาประถมศึกษาไดเ ปนจํานวนกวา ครึ่ง และอยางชาตองไมเ กนิ 10 ป นับตงั้ แตวนั ใชรฐั ธรรมนูญ สมาชกิ ในสภาผแู ทนราษฎรจะเปน ผทู ี่ราษฎรไดเ ลอื กตั้งขึ้นเองทงั้ สิน้ สวนสมาชกิ ประเภททส่ี องเปน อันสนิ้ สุดลง ผูแทนราษฎรช่ัวคราว จํานวน 70 นาย ซึ่งผูรักษาการพระนครฝายทหารจะเปนผูจัดตั้งขึ้นในระยะแรกนั้นประกอบดวย สมาชิกคณะราษฎร ขาราชการชั้นผูใหญ ผูประกอบอาชีพสาขาตาง ๆ ซงึ่ มีความปรารถนาจะชว ยบา นเมือง และกลมุ กบฏ ร.ศ. 130 บางคนซ่งึ สมาชกิ ทั้ง 70 คน ภายหลังจากการไดร บั การแตง ตงั้ แลว 6 เดือน ก็จะมีฐานะเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรประเภทท่ี 2 ตามท่ีระบุไวในรฐั ธรรมนูญฉบบั ช่ัวคราว ทางดา นอาํ นาจบรหิ ารนัน้ ในรฐั ธรรมนญู ไดบ ัญญตั ไิ วซ ง่ึ ตาํ แหนง บรหิ ารที่สาํ คญั เอาไว คอื ประธานคณะกรรมการราษฎร (เทียบเทานายกรัฐมนตรี) ซึ่งจะตองเปนบุคคลที่สามารถประสานความเขา ใจระหวา งคณะราษฎรกบั พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา เจาอยูหัวเปน อยางดี และเพื่อความราบรื่นในการบริหารประเทศตอ ไป คณะราษฎรจึงตกลงเหน็ ชอบท่ีจะใหพระยามโนปกรณนิติธาดา (กอน หุตะสิงห) เปนประธานคณะกรรมการราษฎร คณะกรรมการราษฎร (คณะรัฐมนตรี) ในรัฐบาลของพระยามโนปกรณนิติธาดา ซึ่งเปนคณะรัฐมนตรีชุดแรกทต่ี ้งั ข้ึนตามพระราชบัญญตั ิธรรมนูญการปกครองสยามชว่ั คราว พ.ศ. 2475 มีจํานวนท้ังสิน้ 15 นายเปนผบู ริหารราชการแผน ดนิ 2) รฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475 ภายหลังท่ีพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัวไดทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนญู ปกครองแผนดินสยามชวั่ คราวแลว สภาผแู ทนราษฎรไดแ ตง ตง้ั อนกุ รรมการขนึ้ คณะหนง่ึเพ่ือรางรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเพื่อใชเปนหลักในการปกครองประเทศสืบไป ในท่ีสุดสภาผแู ทนราษฎรไดพจิ ารณาแกไ ขรางรฐั ธรรมนญู ครง้ั สดุ ทา ยในวนั ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2475 และสภาผูแทนราษฎรไดลงมติรับรองใหใชเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2475 โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยหู วั ไดทรงลงพระปรมาภิไธยในรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรสยาม

135 การประกาศใชรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจกั รสยามคณะราษฎรภายใตการนําของพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ไดทําการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยมาเปนระบอบการปกครองท่ีมีพระมหากษัตริยเปนประมุขภายใตรัฐธรรมนูญ โดยมิตองสูญเสียเลือดเนื้อแตประการใดนั้น เปนเพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยหู วั ทีพ่ ระองคทรงยอมรบั การเปลย่ี นแปลงดังกลาว โดยมิไดทรงตอตาน และคิดตอบโตคณะราษฎรดวยการใชกําลังทหารที่มีอยูแตประการใด และทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญใหกับปวงชนชาวไทยตามที่คณะราษฎรไดเตรียมรางเอาไว เพื่อนําขึ้นทลู เกลาฯ ถวายใหทรงลงพระปรมาภิไธย นอกจากนี้พระองคก็ทรงมีพระราชประสงคมาแตเดิมแลววา จะพระราชทานรัฐธรรมนูญใหเปนกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศแกประชาชนอยูแลว จึงเปน การสอดคลองกับแผนการของคณะราษฎร ประกอบกับพระองคทรงเห็นแกความสงบเรยี บรอยของบา นเมืองและความสขุ ของประชาชนเปนสําคญั ยิ่งกวาการดาํ รงไวซึ่งพระราชอํานาจของพระองค รัฐธรรมนูญท่ีคณะราษฎรไดนําข้ึนทูลเกลาฯ ถวาย เพ่ือทรงลงพระปรมาภิไธยในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 หลังจากน้ันไดทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกลา ฯ แตงตั้งพระยามโนปกรณนิตธิ าดา เปน นายกรัฐมนตรี และตอมาทางราชการไดกําหนดใหถือเอาวันที่ 10ธนั วาคม ของทกุ ป เปน “วนั รัฐธรรมนูญ” รฐั ธรรมนญู แหง ราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 มสี าระสาํ คญั พอสรปุ ไดดงั น้ี 1) อํานาจนิติบัญญัติ กําหนดใหมีสภาผูแทนราษฎร ประกอบดวย สมาชิกซง่ึ ราษฎรเปนผเู ลอื กตัง้ แตมบี ทเฉพาะกาลกําหนดไววา ถา ราษฎรผมู ีสิทธิออกเสียงเลือกต้งั สมาชกิผูแทนราษฎรตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญน้ี ยังมีการศึกษาไมจบช้ันประถมศึกษามากกวาครึ่งหนึ่งของจาํ นวนท้ังหมด และอยางชาตองไมเกิน 10 ป นับแตวันใชพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผน ดนิ สยามชัว่ คราว พ.ศ. 2475 สภาผแู ทนราษฎร ประกอบดว ย สมาชิก 2 ประเภท มจี ํานวนเทา กนั คือ สมาชกิประเภทท่ี 1 ไดแ ก ผทู ี่ราษฎรเลอื กตัง้ ข้นึ มาตามกฎหมายวาดว ยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรสวนสมาชกิ ประเภทท่ี 2 ไดแ ก ผูทีพ่ ระมหากษตั ริยท รงแตงตงั้ ขึน้ ตามกฎหมายวาดวยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ในระหวางที่ใชบ ทบญั ญตั เิ ฉพาะกาลในรฐั ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรสยาม 2) อํานาจบริหาร พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งคณะรัฐมนตรีข้ึนคณะหนึ่งประกอบดวย นายกรฐั มนตรี 1 นาย และรัฐมนตรีอีกอยางนอย 14 นาย อยางมาก 24 นาย และในการแตง ตง้ั นายกรัฐมนตรี ประธานสภาผูแทนราษฎรเปนผูล งนามรับสนองพระบรมราชโองการ

136กลาวโดยสรุปในภาพรวมของรัฐธรรมนูญท้ัง 2 ฉบับ ไดกอใหเกิดการเปล่ียนแปลงโครงสรางทางการเมืองการปกครองและสังคมไทย ดังนี้ 2.1) อํานาจการปกครองของแผนดินซ่ึงแตเดิมเคยเปนของพระมหากษัตริยใหตกเปนของปวงชนชาวไทยตามบทบัญญตั แิ หง รัฐธรรมนญู พระมหากษัตริยทรงดํารงฐานะเปนประมุขของประเทศภายใตรฐั ธรรมนูญ พระองคจ ะทรงใชอ ํานาจอธิปไตยทัง้ 3 ทาง คือ อํานาจนิติบญั ญตั ิผานทางสภาผูแทนราษฎร อํานาจบรหิ ารผา นทางคณะรฐั มนตรี อํานาจตุลาการผา นทางผพู พิ ากษา 2.2) ประชาชนจะไดรับสิทธิในทางการเมือง โดยการเลือกสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเขาไปทําหนาที่ควบคุมการบริหารงานของรัฐบาล ออกกฎหมายและเปนปากเสียงแทนราษฎร 2.3) ประชาชนมสี ทิ ธเิ สรภี าพในทางการเมืองมากขึ้น สามารถแสดงความคดิ เหน็ วพิ ากษวจิ ารณในเร่อื งตา ง ๆ ได ภายใตบ ทบญั ญตั ขิ องกฎหมาย และคนทกุ คนมีความเสมอภาคภายใตกฎหมายฉบับเดยี วกัน 2.4) ในระยะแรกของการใชรัฐธรรมนญู อาํ นาจบริหารประเทศจะตองตกอยภู ายใตการชี้นําของคณะราษฎร ซึง่ ถอื วา เปน ตัวแทนของราษฎรท้ังมวลในการเปลี่ยนแปลงการปกครองจนกวา สถานการณจ ะเขา สูความสงบเรียบรอ ย ประชาชนจึงจะมสี ทิ ธิในอํานาจอธิปไตยอยา งเต็มท่ี ผลกระทบทเี่ กิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 1) ผลกระทบทางดานการเมอื ง การเปลี่ยนแปลงสงผลกระทบตอสถานภาพของสถาบันพระมหากษัตริยเปนอยางมาก เพราะเปนการส้ินสุดพระราชอํานาจในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย ถึงแมวาพระบาทสมเด็จพระปกเกลาเจาอยูหัว จะทรงยอมรับการเปล่ียนแปลง และทรงยินยอมพระราชทานรัฐธรรมนูญใหกับปวงชนชาวไทยแลวก็ตาม แตพระองคก็ทรงเปนหวงวาประชาชนจะมไิ ดร บั อาํ นาจการปกครองท่ีพระองคท รงพระราชทานให โดยผานทางคณะราษฎรอยางแทจริงพระองคจ งึ ทรงใชความพยายามที่จะขอใหคณะราษฎรไดด าํ เนินการปกครองประเทศดว ยหลักการแหงประชาธิปไตยอยางแทจริง แตพระองคก็มิไดรับการสนองตอบจากรัฐบาลของคณะราษฎรแตประการใด จนกระทั่งภายหลงั พระองคจึงทรงประกาศสละราชสมบัติใน พ.ศ. 2477 นอกจากน้ี การเปล่ยี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ยังกอ ใหเ กิดความขดั แยงทางการเมอื งระหวา งกลุม ผลประโยชนต า ง ๆ ท่ีมสี วนรวมในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ยงั ไมไดดาํ เนินการใหเ ปนไปตามคําแถลงที่ใหไ วก บั ประชาชน จากการท่ีคณะราษฎรไดมอบหมายใหนายปรีดี พนมยงค รางเคาโครงการเศรษฐกิจแหงชาติ เพื่อดําเนินการปรับปรุงเศรษฐกิจของประเทศ ปรากฏวาหลายฝายมองวาเคา โครงการเศรษฐกิจมีลักษณะโนมเอียงไปในทางหลักเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต ความขัดแยง

137จึงเกิดขึ้นในหมูผูท่ีเกี่ยวของ ภายหลังการเปล่ียนแปลงการปกครองสิ้นสุดลงแลวไมนานพระยามโนปกรณน ิติธาดา นายกรัฐมนตรี เหน็ วาการบริหารประเทศทา มกลางความขดั แยงในเรื่องเคาโครงเศรษฐกจิ ไมส ามารถจะดาํ เนินตอ ไปได จงึ ประกาศปด สภาและงดใชร ฐั ธรรมนูญบางมาตราอันสงผลใหพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา นํากําลังทหารยึดอํานาจรัฐบาลพระยามโนปกรณนิติธาดา ในวันท่ี 20 มถิ ุนายน พ.ศ. 2476 และหลังจากนั้น พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาไดเ ขา ดาํ รงตาํ แหนงนายกรฐั มนตรีบริหารราชการแผน ดินสืบไป เมื่อรฐั บาลของ พนั เอกพระยาพหลพลพยุหเสนา เขาบรหิ ารประเทศไดไมนานก็มีบุคคลคณะหน่ึงซึ่งเรียกตนเองวา คณะกูบานกูเมือง นําโดยพลเอกพระองคเจาบวรเดชไดกอการรฐั ประหารยึดอาํ นาจรฐั บาลในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 โดยอา งวารัฐบาลไดทําการหมิ่นประมาทองคพระประมุขของชาติ และรับนายปรีดี พนมยงค ซ่ึงเปนผูรางเคาโครงเศรษฐกิจอันออ้ื ฉาวเขา รว มในคณะรฐั บาล พรอ มกับเรียกรองใหร ฐั บาล ดาํ เนนิ การปกครองประเทศในระบอบรฐั ธรรมนูญทเ่ี ปน ประชาธิปไตยอยางแทจ ริง แตในทส่ี ุดรฐั บาลกส็ ามารถปราบรัฐประหารของคณะกบู านกเู มอื งไดส ําเรจ็ ปญ หาการเมืองดงั กลา ว ไดก ลายเปน เงื่อนไขที่ทาํ ใหสถาบันทางการเมืองในยุคหลัง ๆไมค อ ยประสบความสําเร็จเทา ท่คี วร เพราะการพัฒนาการทางการเมอื งมิไดเ ปนไปตามครรลองของระบอบประชาธปิ ไตย และเปนการสรา งธรรมเนยี มการปกครองท่ไี มถ ูกตองใหกับนักการเมืองและนกั การทหารในยุคหลงั ตอ ๆ มา ซงึ่ ทําใหระบอบประชาธปิ ไตยตองประสบกับความลมเหลว 2) ผลกระทบทางดา นเศรษฐกจิ การเปลย่ี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 นับไดวา เปนการเปล่ยี นแปลงทางการเมอื งท่ีสาํ คัญของไทย จากการท่คี ณะราษฎรไดม อบหมายใหนายปรดี ี พนมยงค เปน คนรางเคา โครงการเศรษฐกิจเพื่อนําเสนอแตไมไดรับการยอมรับจากคณะราษฎรสวนใหญ ดังนั้น ระบบเศรษฐกิจจงึ ยังคงเปนแบบทุนนยิ มเชนเดิม และเนน ท่กี ารเกษตรกรรมมากกวาอุตสาหกรรม นอกจากนี้กลุมผลประโยชนท ่ีครอบครองที่ดินและทุนอันเปนปจจัยการผลิตท่ีสําคัญ ก็รวมตัวกันตอตานกระแสความคดิ ท่ีจะเปลย่ี นแปลงกรรมสิทธท์ิ ี่ดินและเงนิ ทนุ จากของบุคคลเปนระบบสหกรณ การเปล่ียนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ยังสงผลทาํ ใหช นชัน้ เจา นายและขนุ นางในระบบเกาถูกลิดรอนผลประโยชนทางเศรษฐกิจ เชน พระมหากษัตริยจะไดรับเงินจากงบประมาณเพียงปละ 1 - 2 ลานบาท จากเดิมเคยไดประมาณปละ 2 - 10 ลานบาท เงินปของพระบรมวงศานวุ งศถูกลดลงตามสวน ขนุ นางเดิมถกู ปลดออกจากราชการโดยรบั เพียงบํานาญ และเจา นายบางพระองคถูกเรียกทรพั ยส ินสมบัตคิ นื เปนของแผนดนิ

138 3) ผลกระทบทางดา นสงั คม ภายหลงั การเปลีย่ นแปลงการปกครอง ประชาชนเริ่มไดรับเสรีภาพและมีสิทธิตาง ๆ ตลอดจนความเสมอภาคภายใตบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ และไดรับสิทธิในการปกครองตนเอง ในขณะที่บรรดาเจาขุนมูลนาย ขุนนาง ซึ่งมีอํานาจภายใตระบอบการปกครองดั้งเดิมไดส ูญเสยี อาํ นาจและสิทธปิ ระโยชนต า ง ๆ ทีเ่ คยมมี ากอน โดยทคี่ ณะราษฎรไดเขาไปมีบทบาทแทนบรรดาเจานายและขนุ นางในระบบเกาเหลาน้นั รัฐบาลไดกระจายอํานาจการปกครองไปสูทองถิ่นดวยการจัดตั้งเทศบาลตําบลเทศบาลเมือง และเทศบาลนคร มีสภาเทศบาล คอยควบคุมกิจการบริหารของเทศบาลเฉพาะทองถน่ิ นน้ั ๆ โดยมเี ทศมนตรเี ปนผบู รหิ ารตามหนา ท่ี รฐั บาลของพันเอกพระยาพหลพลพยหุ เสนา ไดประกาศใชแผนการศึกษาแหงชาติพ.ศ. 2479 โดยกําหนดแบงการศึกษาออกเปน 2 ประเภท คอื สายสามญั ศึกษาและสายอาชีวศกึ ษาซึ่งเปนการเนน ความสําคัญของอาชวี ศึกษาอยา งแทจ รงิ โดยไดก าํ หนดความมงุ หมายเพือ่ สงเสรมิ ใหผูท่ีเรียนจบการศึกษาในสายสามญั แตล ะประโยคแตละระดับการศึกษาไดเรียนวิชาอาชีพเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากเรียนวิชาสามัญ ท้ังนี้เพ่ือประโยชนในการท่ีจะออกไปประกอบอาชีพและมีนโยบายท่ีจะสงเสรมิ การศกึ ษาของราษฎรอยางเตม็ ท่ี ตามหลกั 6 ประการของคณะราษฎร ดังนั้นรัฐบาลจงึ ไดโ อนโรงเรียนประชาบาลทตี่ งั้ อยใู นเขตเทศบาลที่รฐั บาลไดจัดตง้ั ขึน้ ใหเ ทศบาลเหลา นน้ัรับไปจดั การศกึ ษาเอง ตามทเ่ี ทศบาลเหลานั้นจะสามารถรับโอนไปจากกระทรวงธรรมการได ทาํ ใหประชาชนในทองถ่ินตา ง ๆ มสี ว นรวมในการทาํ นุบาํ รงุ การศึกษาของบตุ รหลานของตนเอง นําไปใชประกอบอาชีพตอไปอยา งมน่ั คงและมคี วามสขุ หลังจากไดดําเนินการเปลี่ยนแปลงการปกครองสาํ เรจ็ เรยี บรอ ยแลว คณะราษฎรไดม ีบทบาทและอิทธิพลในทางการเมือง การปกครอง และสังคมของประเทศไทย เปนระยะเวลาประมาณ 15 ป จนกระทง่ั ในปลายป พ.ศ. 2490 ไดเกิดการรฐั ประหารของคณะนายทหาร ภายใตการนําของพลโทผิน ชุณหะวัณ และจากน้ันไดใหจอมพล ป. พิบูลสงคราม ขึ้นดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีตอ ไป

139ความเปนชาตไิ ทยสมัย จอมพล ป.พบิ ลู สงคราม (ระหวา ง พ.ศ. 2481 - 2487) ประวตั ิจอมพล ป.พิบูลสงคราม จอมพล ป.พบิ ูลสงคราม มชี ื่อเดมิ วา “แปลก ขีตตะสังคะ” ชอ่ื จริงคําวา “แปลก”เนื่องจากเมื่อแรกเกิดบิดามารดาเห็นวาหูท้ังสองขางอยูตํ่ากวานัยนตาผิดไปจากบุคคลธรรมดาจงึ ใหชอ่ื วา “แปลก” ภาพ : ประชมุ ครบรอบจอมพล ป.พิบลู สงครามถงึ แกก รรม

140 ในสมัยรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีการดําเนินนโยบายโดยรัฐบาลใชร ะบบเศรษฐกจิ แบบทนุ นิยม และรฐั บาลสนับสนนุ ประชาชนคนไทยใหใชของที่ผลิตในประเทศไทยดังมีคําขวัญที่วา “ไทยทาํ ไทยใช ไทยเจริญ” แนวนโยบายของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม หรือ “นโยบายสรางชาติ”มคี วามหมายตามที่ปรากฏในคาํ กลาวปราศรัยของจอมพล ป. วา “ความหมายของการสรางชาติ”น้นั มีวา ชาตไิ ทยมอี ยูแลว แตสถานะบางอยางของชาติยังไมขึ้นถึงข้ันระดับสมความตองการของประชาชาติไทย เราจาํ เปน ตองพรอมใจกัน สรา งเพิ่มเติมใหด ขี ึน้ กวา เดมิ ชวยกันปรบั ปรุงไปจนกวาเราทุกคนจะพอใจ หรอื อยางนอ ยกไ็ ดระดับเสมออารยประเทศ” นําไปสกู ารเปลี่ยนโฉมประเทศสยามไปจากเดิม เปน ลกั ษณะเฉพาะทเ่ี กดิ ขึน้ ในชว งนัน้ ก็คอื การประกาศสิง่ ทเ่ี รียกวา “รฐั นิยม” อันเปนประกาศเกี่ยวกบั รปู แบบการปฏิบัติทางวัฒนธรรมสาํ หรับประชาชนที่จะแสดงใหเ หน็ ถงึ ความเปน ชาติทม่ี อี ารยธรรม ซงึ่ เปน แนวทางทก่ี ําหนดขน้ึ เพอ่ื ปรบั ปรุงแกไ ขวฒั นธรรมบางอยางของชาติ สําหรับใหใ ชเ ปนหลกั ใหป ระชาชนไดยึดถอื ปฏบิ ัติ ประกาศรฐั นยิ มออกมาในชวงระหวา ง พ.ศ. 2482 - 2485 รวมทั้งส้ินจํานวน 12 ฉบับและไดม กี ารกําหนดบทลงโทษสําหรบั ผทู ีไ่ มปฏบิ ัติตามรฐั นิยมดังตอ ไปนี้ รัฐนิยมฉบบั ท่ี 1 : เรอื่ ง การใชชอ่ื ประเทศ ประชาชน และสญั ชาติ โดยทช่ี อื่ ของประเทศน้ี มเี รยี กกนั เปนสองอยาง คือ “ไทย” และ “สยาม” แตประชาชนนิยมเรียกวา “ไทย” รัฐบาลเห็นสมควรถือเปนรัฐนิยมใชชอื่ ประเทศใหตองตามชอ่ื เช้ือชาติและความนยิ มของประชาชนชาวไทย ดังตอ ไปน้ี ก. ในภาษาไทย ช่ือประเทศ ประชาชน และสญั ชาตใิ หใ ชว า “ไทย” ข. ในภาษาองั กฤษ 1) ช่ือประเทศ ใหใชว า THAILAND 2) ช่ือประชาชน และสัญชาติใหใ ชวา THAIแตไ มก ระทบถงึ กรณีทีม่ บี ทกฎหมายบญั ญตั คิ ําวา “สยาม” ไว ทั้งนต้ี ้ังแตวนั ท่ี 24 มิถนุ ายน พุทธศักราช2482 เปน ตนไป ประกาศมา ณ วนั ท่ี 24 มถิ นุ ายน พุทธศกั ราช 2482


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook