Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ชุดวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย สค32034

ชุดวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย สค32034

Published by gunlayawong, 2018-12-21 01:39:31

Description: ชุดวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย สค32034

Search

Read the Text Version

41 การใชหลักฐานทางประวัติศาสตรที่เปนหลักฐานชั้นตนใชไดสะดวกพอสมควรแตบ างสว นอาจใชจ ากฉบบั สาํ เนา เพราะตนฉบับเดิมกระดาษกรอบและขาดงาย เนื่องจากอากาศรอ นช้ืนและมอี ายมุ าก ดังนน้ั การใชจ ึงตองระมดั ระวงั และตองชว ยกนั ถนอมรกั ษา เพราะหลกั ฐานเหลา นเ้ี ปนสมบตั ิที่สําคัญของชาติ ไมส ามารถจะหามาใหมท ดแทนได หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร หลักฐานทางประวัติศาสตร หมายถึง รองรอยหรือหลักฐานท่ีเกิดขึ้นในอดีตท่ีมีความเกี่ยวของกับพัฒนาการและความเปนมาของมนุษย ซึ่งแสดงใหเห็นถึงความคิด ความเช่ือแ ล ะ ก า ร ดํ า เ นิ น ชี วิ ต ข อ ง ม นุ ษ ย ใ น แ ต ล ะ ยุ ค ส มั ย ห ลั ก ฐ า น ท า ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร เ ป น สิ่ ง สํ า คั ญในการศกึ ษาเร่ืองราวทางประวัติศาสตร เพราะชว ยใหสามารถทําความเขาใจเก่ียวกับเร่ืองราวที่เกิดข้ึนในอดีตไดอ ยางถูกตอ ง ตรงประเดน็ ทราบเรอ่ื งราวไดอ ยางใกลเคยี งกบั ความจริงทีส่ ดุตวั อยางหลักฐานทางประวัตศิ าสตรทใ่ี ชใ นการศึกษาเหตกุ ารณสาํ คญั ในสมยั รตั นโกสนิ ทร1) จารกึ เปนหลักฐานทางประวตั ิศาสตรประเภทลายลักษณอักษรที่มีการบันทึกลงในวัตถุตาง ๆ เชน แผนศิลาแผนผนัง แผนกระเบื้อง ใบลาน เปนตน มักเปนการบันทึกเรอื่ งราวของชวงเวลาน้ัน ๆ หรือบันทึกวิชาความรูตาง ๆ เมื่อทําการจารึกแลว จะไมม ีการแกไข เพราะเปน การจารกึ เพยี งครงั้ เดียวจงึ มีความนา เช่อื ถอื เชน จารึกท่ีวัดพระเชตุพลวิมลมงั คลารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระน่ังเกลาเจาอยูหัว(รชั กาลที่ 3) แหง กรุงรตั นโกสนิ ทรโปรดเกลาฯ ใหรวบรวมสรรพวิชาท่ีสาํ คัญแลว จารึกไวบ นแผน ทมี่ า : www.attazone02.blogspot.com 2) พงศาวดาร เปน หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตรท ่มี ีลักษณะเปนบันทึกเรื่องราวเก่ียวกับพระมหากษัตริยและราชวงศเน้อื หามักเปนเรื่องท่ีเกิดขึ้นในอาณาจักรหรือราชสํานัก ซ่ึงชวยใหความรูเก่ียวกับพระมหากษัตริยและราชสํานักไดอยางดี เชนพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา พระราชพงศาวดารกรงุ รัตนโกสินทร เปน ตน ทมี่ า : www.rimkhobfabooks.com

423) บันทึกของชาวตางชาติ เปนหลักฐานทางประวัติศาสตรท่ีชาวตางชาติซึ่งเขามาในประเทศไทยไดบันทึกถึงเหตุการณท่ีตนเองไดประสบพบเห็นในชวงเวลานั้น ๆ เชนการดําเนินชีวิตของผูคน ลักษณะทางภูมิศาสตร วัฒนธรรมและประเพณี เปนตน บันทึกของชาวตางชาติท่ีนาสนใจ เชน บันทึกของเซอร จอหน เบาวร งิ่ ราชทตู ทสี่ มเดจ็ พระนางเจาวิคตอเรียแหง อังกฤษสงมาเจริญสัมพันธไมตรีในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจา อยหู วั (รัชกาลท่ี 4) ใน พ.ศ. 2397 ซึง่ ไดม โี อกาสบนั ทึกถึงราชสํานัก ที่มา : www.rimkhobfabooks.comและบา นเมืองในสมัยนัน้ เปนตน4) เอกสารทางราชการ เปนเอกสารทหี่ นวยงานราชการตาง ๆ ออกข้ึน เพอ่ื ใชใ นงานหรือกจิ การที่มคี วามเก่ียวขอ งซงึ่ ถือเปน หลกั ฐานทม่ี คี วามนา เช่อื ถือ เพราะเปน บันทกึ ท่ีอยใู นชวงเวลานั้นเชน กฎหมายตราสามดวงที่ชําระแกไขในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช(รัชกาลท่ี 1) เอกสารแจงขาวของกระทรวงการตางประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยหู วั (รัชกาลท่ี 5) พระราชหตั ถเลขาของพระมหากษัตริย ท่มี ีถงึ หนว ยงานตาง ๆ เปน ตน5) แหลงโบราณสถาน โบราณสถานสําคัญท่ีสามารถใชในการศึกษาเรื่องราวทางประวตั ศิ าสตรท เ่ี กิดขึน้ ในรัชสมัยรัตนโกสนิ ทรน น้ั มีดวยกันหลายแหงดว ยกัน เชน วดั พระศรรี ัตนศาสดารามและพระบรมมหาราชวัง วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดพระเชตุพลวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ปอ มพระสเุ มรุ พระทน่ี ัง่ จักรีมหาปราสาท พระทน่ี ่งั อนันตสมาคม เปนตนภาพ : ปอ มพระสุเมรุ กรุงเทพฯ ภาพ : วดั พระศรรี ตั นศาสดาราม ภาพ : วัดอรณุ ราชวราราม ราชวรมหาวหิ าร

43 ขอมลู ที่ไดจากหลกั ฐานท้งั ความจรงิ และขอเท็จจริง ในการสรุปขอมูลท่ีไดจากหลักฐาน สิ่งท่ีผูทําการศึกษาคนควาจะมีท้ังขอเท็จจริงและความจรงิ ท่ีปรากฏอยบู นหลกั ฐาน ผูท่ีทาํ การศกึ ษาจะตองทําความเขา ใจกอ นวาขอเท็จจริงกับความจริงที่ไดจ ากหลักฐานนนั้ แตกตางกนั อยางไร ขอเท็จจริง คอื เรื่องราวหรือสิง่ ทปี่ รากฏอยใู นหลกั ฐานซึง่ มีทั้งสวนทเี่ ปนจรงิ (ขอ จริง)และสว นท่ไี มเปนความจริง (ขอ เทจ็ ) ปะปนกันอยู จึงตอ งไดรบั การประเมินและตรวจสอบความนา เชอื่ ถอือยางรอบคอบ ความจรงิ คอื เรอ่ื งราวซึ่งไดร ับการประเมนิ และใหก ารยอมรับวามีความนาเชื่อถือเปนเร่ืองราวท่ใี กลเคียงกบั ความเปนจรงิ มากท่สี ุด และมีหลักฐานทนี่ า เช่ือถือไดใ หการสนับสนนุ ดังนั้น การศึกษาเร่ืองราวทางประวัติศาสตร โดยใชขอมูลจากหลักฐานน้ันจึงตอ งมกี ารแยกแยะถึงขอเท็จจริงและความจริงเสมอ เพราะเร่ืองราวในประวัติศาสตรเปนสิ่งท่ีเกดิ ข้ึนมาแลวในอดีต เราจึงไมสามารถทราบไดวาเร่ืองราวท่ีเกิดข้ึนนั้นเปนอยางไร การใชขอมูลจากหลักฐานจึงตองทําการพิจารณาอยางถี่ถวนจนกวาจะไดขอมูลท่ีมีความนาเช่ือถือเพื่อใหไดเรอื่ งราวที่ใกลเคยี งกับความจรงิ มากทีส่ ดุ 3. การประเมินคณุ คา ของหลกั ฐาน/การวิเคราะหและตีความขอมลู ทางประวตั ศิ าสตร หลักฐานทางประวัติศาสตรท่ีคนความาได กอนที่จะทําการศึกษาจะตองมีการประเมินคุณคาวาเปนหลักฐานที่แทจริงเพียงใด การประเมินคุณคาของหลักฐานน้ีเรียกวา“วพิ ากษว ิธที างประวตั ศิ าสตร” มี 2 วธิ ี ดังตอ ไปนี้ 1) การประเมินคุณคาภายนอกหรือวิพากษวิธีภายนอก หมายถึง การประเมินคณุ คาของหลักฐานจากลักษณะภายนอกของหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร บางคร้งั ก็มีการปลอมแปลงเพ่ือการโฆษณาชวนเช่ือ ทําใหหลงผิด หรือเพ่ือเหตุผลทางการเมือง การคา ดังนั้น จึงตองมีการประเมนิ วา เอกสารนนั้ เปนของจริงหรือไม ในสว นวิพากษวิธภี ายนอก เพือ่ ประเมินหลักฐานวาเปนของแท พิจารณาไดจ ากสงิ่ ท่ปี รากฏภายนอก เชน เน้อื กระดาษ ของไทยแตเดิมจะหยาบและหนาสว นกระดาษฝรัง่ ทใ่ี ชก ันอยใู นปจจบุ นั เริ่มเขามาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระน่ังเกลาเจาอยูหัว(รชั กาลท่ี 3) แตท างราชการจะใชกระดาษฝรง่ั หรอื สมุดฝร่ังมากข้ึน ในตนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลท่ี 5) เกี่ยวกับตัวพิมพดีดเริ่มใชมากข้ึนในกลางรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจาอยหู วั ถาปรากฏวามีหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตรไ ทยในรชั สมัยพระบาทสมเดจ็ พระน่ังเกลา เจาอยูหัวใชต วั พิมพดีด กค็ วรสงสัยวา หลกั ฐานนัน้ เปน ของปลอม

44 2) การประเมินคุณคาภายในหรือวิพากษวิธีภายใน เปนการประเมินคุณคาของหลกั ฐานจากขอ มลู ภายในหลกั ฐานนนั้ เปน ตนวา มีช่อื บุคคล สถานที่ เหตกุ ารณ ในชวงเวลาที่หลักฐานน้ันทําข้ึนหรือไม ดังเชน หลักฐานซ่ึงเช่ือวาเปนของสมัยสุโขทัยแตมีการพูดถึงสหรฐั อเมรกิ าในหลักฐานนน้ั กค็ วรสงสัยวาหลักฐานน้ันเปนของสมัยสุโขทัยจริงหรือไม เพราะในสมัยสุโขทัยยังไมมีประเทศสหรัฐอเมริกา แตนาจะเปนหลักฐานท่ีทําขึ้น เมื่อคนไทยไดรับรูวามีประเทศสหรัฐอเมรกิ าแลว หรือหลกั ฐานเปนของเกาสมยั สโุ ขทัยจริง แตก ารคดั ลอกตอกันมามีการเตมิ ชอ่ื ประเทศสหรัฐอเมริกาเขา ไป เปน ตน วิพากษวิธีภายในยังสังเกตไดจากการกลาวถึงตัวบุคคล เหตุการณ สถานที่ถอยคาํ เปน ตน ในหลกั ฐานวา มคี วามถูกตองในสมัยนน้ั ๆ หรือไม ถาหากไมถูกตองก็ควรสงสัยวาเปนหลักฐานปลอมแปลง หลักฐานท่ีแทจริงเทาน้ันท่ีมีคุณคาในทางประวัติศาสตรสว นหลกั ฐานปลอมแปลงไมม คี ณุ คา ใด ๆ อกี ทง้ั จะทําใหเ กิดความรูที่ไมถูกตอง ดังนั้นการประเมินคุณคา ของหลกั ฐานจึงมีความสําคญั และจําเปน มาก 4. การวเิ คราะห สงั เคราะห และจัดหมวดหมูขอ มูล เม่ือทราบวาหลักฐานนั้นเปนของแท ใหขอมูลท่ีเปนขอเท็จจริงหรือความจริงในประวัติศาสตรผ ูศึกษาประวัติศาสตรก็จะตองศึกษาขอมูลหรือขอสนเทศในหลักฐานน้ันวาใหขอมูลทางประวัติศาสตรอะไรบาง ขอมูลน้ันมีความสมบูรณเพียงใด หรือขอมูลนั้นมีจุดมุงหมายเบื้องตน อยางไร มีจุดมุงหมายแอบแฝงหรือไม ขอมูลมีความยุติธรรมหรือไม จากน้ันจึงนําขอมูลทงั้ หลายมาจัดหมวดหมู เชน ความเปน มาของเหตกุ ารณ สาเหตุทีท่ ําใหเกิดเหตุการณความเปนไปของเหตกุ ารณ ผลของเหตุการณ เปนตน เมื่อไดขอ มูลเปนเร่อื ง เปนประเด็นแลว ผูศึกษาประวัติศาสตรเรื่องน้ันก็จะตองหาความสัมพันธของประเด็นตาง ๆ และตีความขอมูลวามีขอเท็จจริงใดท่ีซอนเรนอําพรางไมก ลา วถึงหรือในทางตรงกนั ขามอาจมีขอ มลู กลา วเกนิ ความเปน จริงไปมาก ในการวิเคราะห สังเคราะหขอมูล ผูศึกษาประวัติศาสตรควรมีความละเอียดรอบคอบ วางตัวเปนกลาง มจี นิ ตนาการ มคี วามรอบรู โดยศกึ ษาขอมูลทัง้ หลายอยา งกวา งขวาง และนาํ ผลการศกึ ษาเรอ่ื งนั้นที่มแี ตเ ดมิ มาวิเคราะหเ ปรียบเทียบ รวมทั้งจัดหมวดหมขู อมลู ใหเปน ระบบ 5. การเรยี บเรียงและการนําเสนอขอ มลู /การเรยี บเรียง รายงาน ขอเท็จจริงทางประวตั ศิ าสตร ก า ร เ รี ย บ เ รี ย ง ห รื อ ก า ร นํ า เ ส น อ จั ด เ ป น ข้ั น ต อ น สุ ด ท า ย ข อ ง วิ ธี ก า ร ท า งประวัตศิ าสตร ซ่ึงมีความสาํ คัญมาก โดยผูศกึ ษาประวตั ศิ าสตรจ ะตองนําขอมูลทั้งหมดมารวบรวมและเรียบเรยี งหรือนําเสนอใหตรงกับประเด็นหรือหัวเรื่องท่ีตนเองสงสัย ตองการอยากรูเพิ่มเติม

45ท้งั จากความรเู ดิมและความรใู หม รวมไปถงึ ความคดิ ใหมทไ่ี ดจากการศึกษาคร้งั นซี้ ึ่งเทา กับเปน การรื้อฟนหรอื จาํ ลองเหตุการณท างประวัติศาสตรข้นึ มาใหม อยางถูกตอ งและเปนกลาง ในข้ันตอนการนําเสนอ ผูศึกษาควรอธิบายเหตุการณอยางมีระบบและมีความสอดคลองตอเน่อื ง เปน เหตุเปน ผล มีการโตแ ยงหรอื สนับสนนุ ผลการศึกษาวิเคราะหแตเดิม โดยมีขอมูลสนับสนนุ อยางมีน้าํ หนกั เปน กลาง และสรุปการศึกษาวาสามารถใหค าํ ตอบทผี่ ูศกึ ษามีความสงสัยอยากรูไดเพยี งใด หรือมีขอ เสนอแนะใหสาํ หรบั ผูท่ตี องการศึกษาตอไปอยางไรบาง จะเห็นไดวาวิธีการทางประวัติศาสตรเปนวิธีการศึกษาประวัติศาสตรอยางมีระบบ มคี วามระมัดระวัง รอบคอบ มเี หตผุ ลและเปน กลาง ซ่ือสตั ยตอ ขอมูลตามหลกั ฐานท่ีคน ความาอาจกลา วไดว า วธิ ีการทางประวตั ศิ าสตรเหมือนกับวิธีการทางวิทยาศาสตร จะแตกตางกันก็เพียงวธิ ีการทางวิทยาศาสตรส ามารถทดลองไดหลายคร้ัง จนเกดิ ความแนใ จในผลการทดลอง แตเ หตุการณทางประวตั ศิ าสตรไมส ามารถทาํ ใหเกิดขน้ึ ใหมไดอีก ผศู ึกษาประวตั ิศาสตรท ด่ี จี งึ เปน ผฟู น อดีตหรือจําลองอดีตใหมีความถูกตองและสมบูรณที่สุด โดยใชวิธีการทางประวัติศาสตรเพ่ือที่จะไดเกิดความเขาใจอดตี อนั จะนาํ มาสูค วามเขา ใจในปจจุบนั 6. ตัวอยางการนําวิธีการทางประวตั ิศาสตรมาใชศ ึกษาประวตั ศิ าสตรไ ทย การศึกษาเรื่องราวเก่ียวกับปอมพระจุลจอมเกลา จังหวัดสมุทรปราการดว ยวิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร 1. การกําหนดหัวเรื่องที่จะศึกษา/การต้ังประเด็นท่ีจะศึกษา จะตองตั้งประเด็นปญหาเพอ่ื ใชเ ปนแนวทางในการศกึ ษากอน เพราะการตั้งประเด็นปญหาจะชวยกําหนดเปาหมายในการศึกษาประวัติศาสตรไทยไดอยางถูกตองและตรงประเด็น การต้ังกําหนดปญหาเพื่อใชเปนแนวทางในการศกึ ษานนั้ มดี วยกนั หลายอยาง ดงั น้ี “ปอมพระจลุ จอมเกลา สรา งขึ้นมาเมื่อใด” “ใครเปนผูท่ีสรางปอ มพระจลุ จอมเกลา นี้ข้นึ ” “ปอมพระจลุ จอมเกลาถกู สรา งข้นึ ไวในบริเวณใด” “ปอมพระจุลจอมเกลา ถกู สรางขน้ึ ดวยจุดประสงคใ ด” “ลักษณะโดยท่วั ไปของปอ มพระจุลจอมเกลา เปนอยางไร” “ปอมพระจลุ จอมเกลา มคี วามสําคญั อยา งไรในทางประวัติศาสตร”

46 ภาพ : ปอ มพระจลุ จอมเกลา 2. การรวบรวมหลักฐาน/สืบคน และรวบรวมขอ มูล ในการศกึ ษาเร่ืองราวเกีย่ วกับปอมพระจุลจอมเกลาน้ันผูท่ไี ดศึกษาจะตองทําการคนควาและรวบรวมขอมูลหลักฐานเกี่ยวกับปอมพระจุลจอมเกลาจากแหลงตาง ๆ ซ่ึงแหลงขอมูลที่สามารถรวบรวมขอมูลหลักฐานไดน้ันมีดวยกันหลายอยาง เชน หองสมุดโรงเรียน หองสมุดประชาชน หอสมุดแหงชาติหอจดหมายเหตุแหง ชาติ พพิ ธิ ภัณฑสถานแหงชาติ พพิ ิธภัณฑท หารเรอื จงั หวดั สมุทรปราการ ปอมพระจุลจอมเกลาจังหวัดสมุทรปราการ เว็บไซตตาง ๆ นิตยสาร สารคดี รวมถึงผูที่มีความรูเก่ียวกับประวัติศาสตรหรอื เกย่ี วกบั ปอมพระจุลจอมเกลา เปนตน 3. การประเมินคาของหลักฐาน/การวิเคราะหและตีความขอมูลทางประวัติศาสตรเม่ือทําการวิเคราะหข อมลู หลักฐานจนไดขอมูลที่มีความถูกตองและตรวจสอบความนาเช่ือถือของขอมูลหลักฐานเหลานั้น ทั้งน้ี ในการศึกษาเร่ืองราวเกี่ยวกับปอมพระจุลจอมเกลาน้ัน ควรใชขอมูลหลักฐานท่ีมีความหลากหลายและจะตองมีการเทียบเคียงขอมูลหลักฐานหลาย ๆ อยาง เพื่อใหไดขอมูลท่ีมีความถกู ตองมากทีส่ ดุ และจะตองวิเคราะหดว ยใจท่ีเปน กลาง ไมม ีอคติ 4. การวิเคราะห สังเคราะหและจัดหมวดหมูขอมูล เม่ือทําการวิเคราะหขอมูลหลักฐานที่มีจนไดขอมูลท่ีมีความถูกตองและใกลเคียงมากที่สุดแลว ผูที่ทําการศึกษาจะตองนําขอมลู ท่ีมีเหลาน้ีไปใชในการตอบประเด็นปญ หาทีต่ ั้งไวเ กย่ี วกับปอ มพระจลุ จอมเกลา ดังนี้ ปอมพระจุลจอมเกลาสรางขึ้นมาเมื่อใด เร่ิมสรางเม่ือ พ.ศ. 2427 รัชสมัยพระจุลจอมเกลา เจา อยูหัว พระมหากษัตรยิ รัชกาลท่ี 5 แหงกรุงรตั นโกสินทร ใครเปน ผูท่ีสรางปอมพระจุลจอมเกลานี้ขึ้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจา อยหู ัว รชั กาลที่ 5 ปอ มพระจุลจอมเกลา ถกู สรางขึ้นไวใ นบริเวณใด บริเวณปากแมน ้ําเจาพระยาฝง ขวาตําบลแหลมฟา ผา อาํ เภอพระสมุทรเจดยี  จังหวัดสมทุ รปราการ

47 ปอมพระจุลจอมเกลาถูกสรางขึ้นดวยจุดประสงคใด เพ่ือสกัดก้ันการรุกรานของกองเรือตา งชาติทจี่ ะรุกล้ําเขา มาบริเวณปากแมน ้ําเจา พระยา ลักษณะโดยท่ัวไปของปอมพระจุลจอมเกลาเปนอยางไร ปอมพระจุลจอมเกลามลี ักษณะการสรา งเปนปอ มปน ใหญแ บบตะวนั ตก ประกอบดว ยหลุมปน ใหญจาํ นวน 7 หลุม ติดตั้งปนอารมสตรองขนาด 155 มิลลิเมตร เรยี กวา “ปนเสอื หมอบ”ซึ่งส่งั มาจากประเทศอังกฤษ ภายในประกอบดวยคหู าและหอ งสาํ หรับเก็บกระสุนปนใหญ มีการออกแบบปอม เพ่ือลดการสูญเสียหากถูกโจมตีดว ยการยิงจากปน ใหญจากฝายตรงขามภาพ : ปอ มพระจลุ จอมเกลา ภาพ : ปนเสอื หมอบ ปอ มพระจุลจอมเกลา มคี วามสําคัญอยางไรในทางประวัตศิ าสตร วิกฤติการณ ร.ศ. 112(พ.ศ. 2436) ในชวงที่มหาอํานาจตะวันตกพยายามคุกคามประเทศไทยปอมพระจุลจอมเกลามีบทบาทสําคัญในการสกัดก้นั การรกุ รานของกองเรือฝร่งั เศส จาํ นวน 3 ลาํ ทเี่ ขา มาบริเวณปากแมน้ําเจาพระยา เกิดการตอสูกันและทหารท่ีปอมพระจุลจอมเกลาสามารถยิงเรือรบฝรั่งเศสจนเกยตื้นได 1 ลํา เรือรบที่เหลือของฝร่ังเศสไดรับความเสียหาย แตสามารถฝาเขาไปจนถึงกรุงเทพฯ ได ปจจุบนั ปอมพระจุลจอมเกลาอยใู นความดูแลของกองทัพเรอื โดยฐานทัพเรือกรงุ เทพซึง่ ไดเปดใหป ระชาชนทั่วไปเขา ไปเท่ยี วชม และศึกษาเรื่องราวท่ีสําคัญทางประวัติศาสตรของชาติตลอดจนชมทัศนียภาพของระบบนเิ วศทีอ่ ยูโ ดยรอบปอมพระจลุ จอมเกลาอกี ดวย 5. การเรียบเรียงและนําเสนอขอมูล/การเรียบเรียงรายงานขอเท็จจริงทางประวัติศาสตร ในการเรียบเรียงเรื่องราวทางประวตั ศิ าสตรนั้น ผทู ่ีทําการศกึ ษาจะตองลาํ ดบั เรือ่ งราวใหมีความถกู ตอ งตามขอมลู ท่ไี ดมา และในการนาํ เสนอขอมลู ที่ไดจากหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตรน นั้สามารถทาํ ไดหลายวิธกี าร เชน การนาํ ขอมลู เกยี่ วกบั ปอมพระจลุ จอมเกลามาเลาใหเพื่อน ๆ ฟง การจัดทํารายงานเก่ียวกับปอมพระจุลจอมเกลาและความสําคัญทางประวัติศาสตร การจัดนิทรรศการเพ่ือเผยแพรค วามรู เปน ตนกิจกรรมทายเรอ่ื งท่ี 2 วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร(ใหผ เู รียนไปทาํ กจิ กรรมทา ยเรือ่ งท่ี 2 ท่ีสมดุ บนั ทกึ กจิ กรรมการเรียนรปู ระกอบชดุ วชิ า)

48 หนว ยการเรยี นรทู ่ี 3 พระราชกรณียกจิ ของพระมหากษัตริยไทยสมยั รัตนโกสินทรสาระสาํ คัญ พระมหากษตั รยิ ไ ทยทุกพระองค ต้งั แตส มยั สุโขทยั อยุธยา จนถงึ สมัยรัตนโกสินทรทรงมพี ระมหากรุณาธิคณุ ตอ แผนดินไทยทรงบําเพญ็ พระราชกรณียกิจ ทาํ นุบํารงุ สรางบา นแปลงเมอื งสง เสรมิ ศลิ ปะ วัฒนธรรม วรรณคดี ศาสนา สืบตอประเพณี และดํารงอยูในความเปนไทย นับวาเปน บญุ คณุ ของแผนดนิ บญุ คณุ ของพระมหากษตั ริยและบรรพบุรษุ ทีส่ ําคญั ของชาวไทยทีม่ ีบทบาทเก่ียวกับการเมอื งการปกครอง การรวมชาติ การสรางเอกราช การสรา งเสถยี รภาพทางการเมอื ง และการปฏริ ปูการปกครองแผนดนิ ต้ังแตอ ดีตจนถึงปจ จุบนั พระมหากษตั ริยแหง ราชอาณาจกั รไทยทรงมบี ทบาทสาํ คัญอยา งยงิ่ ตอ การสรางสรรคความเจริญรุงเรืองและความม่ันคงของชาติ ตั้งแตสมัยสุโขทัยจนถึงปจจุบัน ตางทรงประกอบพระราชกรณียกิจใหญนอยเพอ่ื สรางความมน่ั คงใหราชอาณาจกั ร ทรงปกครองอาณาประชาราษฎรใหอยูอยางรมเย็นเปนสุข และสรางสรรคความเจริญรุงเรืองในดานตาง ๆ ใหเปนมรดกตกทอดมาจนปจจุบันตัวชว้ี ดั 1. อธิบายพระราชกรณยี กิจของพระมหากษตั รยิ ไ ทยสมัยรตั นโกสนิ ทร 2. อธิบายคณุ ประโยชนข องบุคคลสําคญั ท่มี ีตอการพฒั นาชาติไทย 3. วเิ คราะหพ ระมหากรุณาธคิ ณุ ของพระมหากษตั รยิ ไ ทยทม่ี ผี ลตอ การพัฒนาชาติไทย 4. เขยี นบรรยายคณุ คา ทไ่ี ดร ับจากการศกึ ษาประวัตศิ าสตรช าตไิ ทยขอบขา ยเน้ือหา เร่อื งท่ี 1 พระราชกรณียกจิ ของพระมหากษตั ริยไ ทยสมัยรตั นโกสินทร เรอื่ งท่ี 2 คณุ ประโยชนของบคุ คลสําคญั 2.1 กรมพระราชวงั บวรมหาสรุ สงิ หนาท 2.2 ทา วสุรนารี 2.3 สมเดจ็ เจา พระยามหาศรีสรุ ิยวงศ (ชวง บนุ นาค) 2.4 กรมพระยาดํารงราชานุภาพ 2.5 กรมหลวงชมุ พรเขตอดุ มศักด์ิ 2.6 พระยาอนมุ านราชธน

49ส่อื การเรียนรู 1. ชดุ วชิ าประวัตศิ าสตรช าติไทย รหสั รายวชิ า สค32034 2. สมดุ บนั ทกึ กจิ กรรมการเรียนรูประกอบชดุ วิชาเวลาทใ่ี ชใ นการศกึ ษา 27 ช่วั โมง

50เรือ่ งที่ 1 พระราชกรณยี กจิ ของพระมหากษัตริยไทยสมยั รตั นโกสนิ ทร ความหมายของพระราชกรณยี กิจ พระราชกรณียกิจ หมายถึง งานท่ีพระเจาแผนดินทรงทํา (พจนานุกรม ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2554) ความสําคญั ของพระราชกรณียกจิ พระมหากษตั รยิ ไ ทย ทรงคาํ นงึ ถงึ พระราชกรณียกิจ ซึ่งทรงทําเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ทํานุบํารุงศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ใหมีความเจริญรุงเรือง ถาวรเปนมรดกของชาติสืบไป และทรงบําเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชนสุขแกปวงอาณาประชาราษฎรและชาตบิ านเมอื งเปนอเนกประการ ยังผลใหพสกนิกรอยูอยางรมเย็นเปนสุขภายใตรมพระบารมี สบื มาจนถงึ ทุกวนั น้ี พระราชกรณยี กจิ ของพระมหากษตั ริย ลว นกอ ใหเกดิ ประโยชนตอสวนรวม แมการปฏิบัติพระราชกรณยี กจิ จะเปนพระราชภาระอนั หนัก แตก็ทรงกระทาํ อยางครบถวน สมํ่าเสมอ สามารถผกู จติ ใจของประชาชนใหเ กดิ ความจงรกั ภักดีตอพระมหากษตั ริยทกุ ๆ พระองค ซ่ึงพระราชกรณียกิจท่สี าํ คญั ๆ ของพระมหากษัตรยิ ไ ทยในสมัยรตั นโกสนิ ทร มีดงั นี้

511.1 พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟา จฬุ าโลกมหาราช (รัชกาลท่ี 1) พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช พระปฐมบรมกษัตริยแหงกรุงรัตนโกสินทร ผูทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร (หรือกรุงรัตนโกสินทร) เปนราชธานี และทรงสถาปนาราชวงศจ กั รี มีพระนามเดมิ วา ดว ง หรือ ทองดว ง พระราชบิดา คือ สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก พระนามเดิมวา ทองดี สืบเช้ือสายมาจากเจาพระยาโกษาธิบดี (ปาน) พระราชมารดาพระนามเดมิ วา หยก หรือ ดาวเรอื ง เสด็จพระบรมราชสมภพเมอ่ื วนั พุธ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2279เสด็จข้ึนครองราชสมบัติ เมื่อวันเสารท่ี 6 เมษายน พ.ศ. 2325 เสด็จสวรรคต เม่ือวันพฤหัสบดีที่ 7 กนั ยายน พ.ศ. 2352 พระราชกรณยี กจิ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ทรงบําเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อทํานุบาํ รงุ บานเมอื งใหเจรญิ รงุ เรืองนานปั การ โดยเฉพาะในดา นการสงคราม ทรงทําศึกสงครามปองกันและขยายพระราชอาณาจักรหลายครั้ง คร้ังสําคัญในรัชกาล คือ สงครามเกาทัพใน พ.ศ. 2328 ซึ่งไดรับชยั ชนะเปน ที่เล่อื งลือในยุทธวิธกี ารรบของกองทพั ไทยที่มีกําลังพลนอยกวาขาศึกท่ยี กมาถึงเกาทัพ

52ดานกฎหมายบานเมือง โปรดใหชําระพระราชกําหนดกฎหมายใหถูกตองแลวใหอาลักษณชุบเสนหมึกไว ประทับตราพระราชสีห พระคชสีห และบัวแกว ซึ่งเปนตราของสมุหนายก สมหุ พระกลาโหม และพระคลัง เพื่อใชบังคับท่ัวราชอาณาจักร กฎหมายน้ีเรียกกันวากฎหมายตราสามดวงดานศาสนา พ.ศ. 2331 โปรดเกลาฯใหมีการสังคายนาพระไตรปฎก ณ วัดนิพพานาราม(ปจ จบุ ัน คอื วดั มหาธาตยุ ุวราชรังสฤษฎ์ิ) และโปรดใหตรากฎพระสงฆควบคุมสมณปฏิบัติและขอพึงปฏิบัติของพุทธศาสนิกชน รวมทั้งพระราชกําหนดกวดขันศีลธรรมขาราชการและพลเมือง มีพระราชศรัทธาทาํ นบุ ํารุงพระอารามท้ังในเขตพระนครและหัวเมืองหลายแหง วัดประจํารัชกาล คือ วัดพระเชตุพน ภาพ : วดั พระเชตุพลวมิ ลมังคลารามวิมลมังคลาราม ดานขนบธรรมเนียมประเพณีและศิลปวัฒนธรรม โปรดใหสรางปราสาทพระราชวงั วดั วาอาราม เชน วดั พระศรีรตั นศาสดาราม วดั พระเชตพุ นวมิ ลมังคลาราม วดั สระเกศและวดั สทุ ศั นเทพวราราม ทั้งยังฟนฟูทํานุบํารุงงานศิลปกรรม ขนบธรรมเนียมและราชประเพณีตา ง ๆ ทม่ี ีมาแตค รง้ั กรุงศรอี ยุธยา เชน พระราชพิธีบรมราชาภเิ ษก พระราชพิธโี สกนั ต พระราชพิธีถอื นํ้าพระพิพฒั นส ัตยา เปนตน ภาพ : วัดสทุ ศั นเทพวราราม

531.2 พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลศิ หลา นภาลยั (รชั กาลที่ 2) พระราชประวัติ พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหลานภาลัย พระนามเดิมวา สมเด็จเจาฟาฉิม เปนพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชกับสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี เสด็จพระบรมราชสมภพ เม่ือวันพุธท่ี 24 กุมภาพันธ พ.ศ. 2310 เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เมอ่ื วันพฤหัสบดีที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2352 เสด็จสวรรคต เม่ือวันพุธที่ 21 กรกฎาคมพ.ศ. 2367 พระราชกรณยี กจิ พระองคท รงมีพระราชกรณยี กจิ ที่สาํ คญั ตอ บานเมอื งและราษฎรหลายดา น เพอ่ื ใหเกดิ ความมัน่ คงและเจรญิ รุงเรอื งของชาติไทย ซึ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยถอื วาเปนยคุ ทองของวรรณคดี เพราะวรรณคดีของชาติรงุ เรืองมาก ทรงสงเสริมศิลปะทุกประเภททรงพระปรีชาสามารถในงานวรรณกรรมและบทละครเปนอยา งยงิ่ ทรงพระราชนิพนธงานวรรณกรรมและบทละครตา ง ๆ ทที่ รงคุณคาไวจ ํานวนมาก เชน เสภาเรื่องขุนชางขุนแผน (บางตอน) บทละครเร่ืองอิเหนา รามเกียรต์ิ คาวี ไกรทอง มณีพิชัย สังขทอง กาพยเหเรือ และบทพากยโขนตอนเอราวณั นาคบาศ และนางลอย เปนตน

54 นอกจากน้ี พระองคยังสนพระราชหฤทัยดานศิลปะการดนตรีเปนอยางย่ิงทรงเช่ียวชาญและโปรดซอสามสาย พระองคมีซอคูพระหัตถอยูคันหนึ่ง พระราชทานนามวา“ซอสายฟาฟาด” ท้ังนี้ พระองคยังพระราชนพิ นธท ํานองเพลงบหุ ลันลอยเล่อื น (บหุ ลนั เลอื่ นลอยฟาหรอื สรรเสรญิ พระจนั ทร บางแหงเรียกวา เพลงทรงพระสบุ นิ ) ซงึ่ ในรชั สมัยของพระองค ศิลปะดา นนาฏกรรมเจริญรุงเรืองมาก ความงดงามไพเราะท้งั บทละคร ทา ราํ ไดป รบั ปรงุ และใชเปน แบบแผนทางนาฏศิลปของชาติมาจนปจจบุ ัน ดานการปกครอง ทรงทํานุบํารุงบานเมืองในทุกดาน โปรดเกลาฯ ใหสรางปอ มปราการตาง ๆ สรางเมืองนครเขอื่ นขันธ เปน เมืองหนา ดานชายทะเลเพื่อปอ งกนั ขาศึกรุกราน ดานการคากับตางประเทศ ปรากฏวาการคากับจีนและประเทศทางตะวันตกเฟองฟูมาก ทรงสงเสริมการคากับตางประเทศ โดยทรงสงเรือสําเภาไปคาขายกับจีน เขมร ญวนมลายู มีเรือสนิ คาของหลวงเดนิ ทางไปจนี เปนประจาํ รวมทง้ั ประเทศตะวนั ตกตา ง ๆ เชน โปรตเุ กสอังกฤษ เปน ตน นาํ รายไดเขา สปู ระเทศจาํ นวนมาก ดานสังคม ทรงพระราชดําริวา การสูบฝนเปนอันตรายแกผูสูบ ทั้งกอใหเกิดคดีอาชญากรรมขึ้นมาก แมฝนจะนํารายไดจํานวนมากเขาพระคลังหลวง แตดวยพระมหากรณุ าธิคุณท่มี ตี อราษฎร ทรงตราพระราชกาํ หนดหามมิใหซ้ือขายและสูบฝน ทรงกําหนดบทลงโทษสําหรับผฝู าฝน ไวอ ยา งหนัก สว นการพระศาสนา ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหริเร่ิมการประกอบพิธีวิสาขบชู าข้ึนใน พ.ศ. 2360 เปนครั้งแรกในสมัยรัตนโกสินทร พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัยทรงบริหารราชการโดยการกระจายอํานาจการบริหารไปสูบุคคลที่มีความสามารถในดานตาง ๆทรงมอบอํานาจการบริหารราชการแผนดินแกเจานายและขุนนางท่ีทรงไววางพระราชหฤทัยทรงสงเสริมใหข าราชการปฏิบัติหนาที่ราชการตามความสามารถและความถนัดของบุคคลนั้น ๆการปกครองหัวเมอื งประเทศราช ทรงใชนโยบายสรางดลุ อาํ นาจของขนุ นางในการบริหาร การปกครองดานความสัมพันธระหวางประเทศ ทรงใชนโยบายการทหาร การทูต และการคา ควบคูกันไปตามแตสถานการณ ตลอดรัชสมัยของพระองค สงผลใหบานเมืองมีความสุข พสกนิกรไทยตา งตระหนักถึงพระบารมีปกเกลาดานพุทธศาสนา อักษรศาสตร ศิลปะ และนาฏยศิลป อันเปนตนแบบแหง ศาสตรและศิลปน านัปการ

551.3 พระบาทสมเดจ็ พระนัง่ เกลา เจาอยหู วั (รชั กาลที่ 3) พระราชประวตั ิ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัวพระนามเดิมวา พระองคเจาทับ เปนพระราชโอรสพระองคใหญในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย กับเจาจอมมารดาเรียมเสด็จพระบรมราชสมภพ เมื่อวันจันทรที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2330 เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเม่อื วนั พุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 เสดจ็ สวรรคต เมอื่ วันพุธท่ี 2 เมษายน พ.ศ. 2394 พระราชกรณียกจิ ในรชั สมยั ของพระองค ไดรับการยกยองวามีความเจริญรุง เรอื งทางดานเศรษฐกิจและศาสนาเปนอยางยิ่ง ทรงมพี ระปรีชาสามารถในการนํารายไดเขาสูทองพระคลังมาต้ังแตกอนข้นึ ครองราชย ครั้นเม่ือเสวยราชยแลว ทรงสรา งความเปนปกแผน ทางเศรษฐกิจดวยการประหยัดรายจา ยและเพม่ิ พนู รายไดแผนดนิ โดยการแกไขวิธีเก็บภาษอี ากรแบบเดิม เชน เปลี่ยนเก็บอากรคานาจากหางขาวมาเปนเงิน ทรงต้ังภาษีอากรใหม อีก 38 ชนิด และทรงกําหนดระบบเจาภาษีนายอากรใหม โดยรัฐเก็บภาษีเองเฉพาะภาษีที่สําคัญบางอยางดวยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยหู ัวทรงพระปรีชาสามารถในการพาณิชยมานับแตสมัยรัชกาลท่ี 2 จนทรงไดรับการยกยองจากสมเด็จพระบรมชนกนาถวา เปน “เจาสัว” เพราะทรงเชี่ยวชาญในดานการคากบั ตางประเทศเปนอยางยิ่ง โดยเฉพาะการคากับจีน เปนผลใหมีพระราชทรัพยสวนพระองคเปนจํานวนมากกอนเสด็จข้ึนครองราชย พระราชทรัพยดังกลาวนี้บรรจุไวในถุงแดงเก็บรักษาไวในพระคลังขางท่ี

56ตอมาเรียกวา “เงินถุงแดง” (ถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว รัชกาลท่ี 5พ.ศ. 2436 ทรงใชเ งินถุงแดงเปน คาปฏิกรรมสงคราม ภายหลงั เกิดเหตุการณความขัดแยงระหวางไทยกบั ฝรัง่ เศส เมื่อครง้ั วกิ ฤตการณ ร.ศ. 112) ดา นพระศาสนา ทรงเปนองคอ ัครศาสนปู ถัมภกตามพระราชประเพณี ในรัชสมัยของพระองค ผลที่เกิดจากการท่ีทรงพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา คือ ความเจริญรุงเรืองทางศิลปกรรมแขนงตาง ๆ โดยเฉพาะสถาปตยกรรม ซ่ึงมีลักษณะเฉพาะเปนพระราชนิยม เชนการเปลีย่ นแปลงสวนหลังคาโบสถ ไมมีชอฟา ใบระกา หางหงส หนาบันประดับกระเบ้ืองเคลือบจานชามจนี เชน ที่วดั ราชโอรสาราม จติ รกรรมกม็ ีลักษณะผสมผสานแบบจีน ตลอดรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว แผนดินสยามมีความม่ันคงทงั้ ทางดานการปกครอง เศรษฐกจิ และสังคม ทั้งนี้ กด็ ว ยพระบารมีปกเกลา ดวยพระปรีชาสามารถ และพระวิจารณญาณที่กวางไกล พระราชภารกิจ ท่ีทรงมี ทําใหบา นเมอื งเปรียบเสมือนฐานแหงความม่ันคง และความเจริญของประเทศที่ไดรับการบูรณาการ โดยพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวในอีกหลายรชั กาล ตอมา จากการทพ่ี ระองคทรงประกอบพระราชกรณียกิจ เพื่อบานเมืองอยางเต็มพระสติกําลังตลอดเวลาแหง รัชกาล ทรงไดร บั การถวายราชสดดุ ีจากพระบาทสมเด็จ พระจอมเกลาเจาอยูหัววา “พระองคทานเปนหัวใจ แผนดิน” ภาพ : วดั ราชโอรสาราม

571.4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา เจา อยหู ัว (รชั กาลที่ 4) พระราชประวตั ิ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลาเจาอยูห ัว พระนามเดมิ วา สมเด็จเจาฟามงกุฎ เปนพ ร ะ ร า ช โอ ร ส ใ น พ ร ะ บ า ท ส ม เด็ จ พ ร ะ พุ ท ธ เ ลิ ศ ห ล า น ภ า ลั ย กั บ ส ม เ ด็ จ พ ร ะ ศ รี สุ ริ เย น ท ร าบรมราชินี เสด็จพระบรมราชสมภพ เมอ่ื วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2347 เสด็จขึ้นครองราชสมบตั ิ เมือ่ วนั พุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 เสด็จสวรรคต เมอ่ื วันพฤหัสบดที ี่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 พระราชกรณยี กิจ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว ไทยตองเผชิญกับการคุกคามโดยการแผขยายอํานาจและอิทธิพลของจักรวรรดินิยมตะวันตกรอบดาน โดยเฉพาะอังกฤษกับฝร่ังเศส ดังนั้น เพื่อความอยูรอดของประเทศไทยในฐานะประเทศเอกราชประเทศเล็กซึ่งดอยกวาอังกฤษและฝรงั่ เศส จึงตองดําเนินนโยบายการเจรจาผอ นปรนทางการทตู การทําสนธสิ ัญญาไมตรีและพาณชิ ยก ับประเทศตา ง ๆ พระราชกรณียกิจที่สําคัญย่ิงของพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว คือการรักษาเอกราชของชาติ เพราะในรัชสมัยของพระองคตรงกับสมัยลัทธิจักรวรรดินิยมท่ีชาติมหาอาํ นาจตะวนั ตกโดยเฉพาะองั กฤษและฝรั่งเศสกําลังแขงขันแสวงหาอาณานิคม พระองคทรงตระหนักวาถึงเวลาท่ีสยามตองยอมเปดสัมพันธภาพกับประเทศตะวันตก โดยทําสนธิสัญญา

58ในลักษณะใหม เม่ือสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแหงอังกฤษทรงแตงต้ังเซอรจอหน เบาวริงเปนอัครราชทูตผูมีอํานาจเต็มเชิญพระราชสาสนมาเจรจาทําสนธิสัญญาทางไมตรีกับสยามใน พ.ศ. 2398 พระองคท รงตอ นรบั อยางสมเกยี รติ และโปรดเกลา ฯ ให เซอรจ อหน เบาวร ิง เขาเฝาเพ่ือเจรจากันเปนการภายในแบบมิตรภาพกอน ซึ่งเปนที่ประทับใจของอัครราชทูตอังกฤษมากการเจรจาเปนทางการใชเวลาไมนานก็ประสบความสําเร็จ อังกฤษและสยามไดลงนามในสนธิสัญญาไมตรีและพาณิชยตอกันในวันท่ี 18 เมษายน พ.ศ. 2398 เปนที่รูจักกันในนามวาสนธิสญั ญาเบาวริงทีม่ า : https://www.napoleon.org/wp-content/thumbnails/uploads/2002/03/454871_1-tt-width-500-height-247-crop-1-bgcolor-ffffff-lazyload-0.jpg พระองคทรงวางรากฐานในการยอมรับความเจริญกาวหนาแบบอารยประเทศมาใชในสยาม เชน การรบั ชาวตางประเทศเขามารับราชการดวยการใหเปนลาม เปนผูแปลตําราเปน ครูหดั ทหารบกและโปลิศ ซ่ึงโปรดใหจดั ต้งั ขน้ึ ตามแบบยโุ รป นอกจากกิจการดงั กลาวแลว ยังมีงานสมัยใหมเกิดขึ้นอกี มาก เชน การสาํ รวจทําแผนทชี่ ายแดนพระอาณาเขต การต้ังโรงพมิ พอักษรในพระบรมมหาราชวัง เพ่ือพิมพหนังสือราชกิจจานุเบกษา เผยแพรกฎหมาย คําสั่ง ขาวราชการตา ง ๆ สรา งโรงกษาปณสทิ ธกิ าร (ปจจบุ นั เปน กรมธนารักษ) เพื่อใชทําเงินเหรียญแทนเงินพดดวงใชอัฐทองแดงและดีบุกแทนเบี้ยหอย จัดต้ังศุลกสถาน (กรมศุลกากร) สถานท่ีเก็บภาษีอากรมีถนนสําหรบั ใชร ถมา เกดิ ตกึ แถวและอาคารแบบฝร่ัง โรงสไี ฟ โรงเล่อื ยจักร ฯลฯ นอกจากน้ีทรงทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาใหเจริญรุงเรืองย่ิงขึ้น ทรงกอต้ังคณะธรรมยตุ ิกนกิ าย ทรงบูรณะและปฏสิ งั ขรณพ ระอารามท่ีสรางคางในรัชกาลกอนใหลุลวงเรียบรอยท่สี าํ คัญยิง่ คือ ไดท รงปฏิสังขรณพระปฐมเจดียเปน งานใหญ ดา นการศึกษา พระองคทรงตระหนักถึงความสําคญั ของการศกึ ษาวา เปนรากฐานสําคญั ในการพฒั นาบานเมืองใหท นั สมยั แบบตะวันตก จึงทรงรเิ ริม่ สนบั สนุนการศกึ ษาภาษาองั กฤษและวิทยาการสมยั ใหมของโลกตะวนั ตก โดยเฉพาะดา นดาราศาสตร ทรงมีพระอัจฉริยภาพเปนที่

59ประจักษเลื่องลือในวงการดาราศาสตรทั่วโลก ดวยทรงสามารถคํานวณวันเวลาและสถานท่ีเกิดสุริยปราคาไดอยา งถูกตอ งแมน ยาํ จนไดร บั การยกยองวาเปน “พระบิดาแหง วทิ ยาศาสตรไ ทย” 1.5 พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลาเจาอยูหวั (รัชกาลท่ี 5) พระราชประวัติ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลาเจาอยหู ัว พระนามเดิมวา สมเด็จเจาฟาจุฬาลงกรณเปน พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจา อยหู วั กบั สมเดจ็ พระเทพศิรินทรา บรมราชินีเสด็จพระบรมราชสมภพ เมื่อวันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเม่อื วันพฤหสั บดีท่ี 1 ตลุ าคม พ.ศ. 2411 เสด็จสวรรคต เม่ือวนั อาทติ ยท่ี 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 พระราชกรณียกิจ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวมีมากมายเปนอเนกประการ แตท่ีอยูในความทรงจําของอาณาประชาราษฎร ไดแก พระราชกรณียกิจที่ทรงเลิกทาส โดยใชวิธีผอนปรนเปนระยะ พอมีเวลาใหผูเปนนายและตัวทาสเองไดปรับตัว ปรับใจทรงพระราชดาํ รเิ รม่ิ จัดการศึกษาในทุกระดับ ทรงตั้งโรงเรียนหลวงขน้ึ เพอื่ ใหก ารศกึ ษาแกค นทกุ ชนั้ตั้งแตเ จานายในราชตระกลู ไปจนถงึ ราษฎรสามัญ ในตอนกลางและตอนปลายรชั กาลของพระองคการศึกษาเจรญิ กา วหนามากขึ้น มีโรงเรียนวิชาชีพช้ันสูงหลายแหงเกิดข้ึน เชน โรงเรียนนายรอยโรงเรียนนายเรือ โรงเรียนกฎหมาย โรงเรียนแพทยาลัย และโรงเรยี นยนั ตรศึกษา เปนตน

60 พระราชกรณยี กจิ สาํ คัญอกี ประการหนึ่ง คือ การปฏริ ูประบบการเงนิ การคลังของประเทศและการปฏริ ูประบบบริหารราชการแผนดิน ดา นการเงนิ การคลัง ทรงต้ังหอรัษฎากรพิพัฒนเม่ือ พ.ศ. 2416 เพื่อจัดระบบรายรับของประเทศใหเต็มเม็ดเต็มหนวยข้ึนกวาแตกอน ทดแทนวิธีการทีใ่ ชเจาภาษีนายอากรเปน เครอื่ งมือ ทรงพระราชดาํ ริแกไขระบบบรหิ ารราชการแผน ดนิ ครง้ั ใหญเม่ือ พ.ศ. 2435 โดยทรงยกเลิกระบบเสนาบดีแบบเดิม แลวทรงแบงราชการเปนกระทรวงจํานวน12 กระทรวง ทรงแบงหนาท่ีใหชัดเจน และเหมาะกับความเปนไปของบานเมืองในรัชสมัยของพระองค นอกจากนี้ยังมีพระราชกรณียกิจดานการสาธารณูปโภค และสาธารณสุขโปรดเกลา ฯ ใหท ดลองจัดการสขุ าภิบาลหวั เมืองข้นึ เปนแหงแรกท่ีตําบลทาฉลอม เมืองสมุทรสาครเม่อื พ.ศ. 2448 โปรดเกลาฯ ใหสรางทางรถไฟหลวงสายแรกระหวางกรุงเทพฯ - นครราชสีมา และริเริ่มกิจการดา นไฟฟา ประปา และโทรเลข สวนดานการสาธารณสุข โปรดเกลาฯ ใหกอต้ังโรงพยาบาลขึ้นเปนแหงแรก เมื่อ พ.ศ. 2431 พระราชทานนามวา“โรงศริ ิราชพยาบาล” ปจจบุ ัน คือ “โรงพยาบาลศิริราช” ภาพ : โรงพยาบาลศริ ริ าช สว นพระราชกรณยี กจิ ที่สาํ คญั ที่สดุ คือ การที่ทรงรักษาอิสรภาพของชาตไิ วไ ดรอดปลอดภัย ในขณะที่ประเทศเพ่ือนบานโดยรอบทุกทิศตองตกเปนอาณานิคมของชาติตะวันตกแตชาติไทยสามารถดาํ รงอธปิ ไตยอยไู ดอยา งนา อศั จรรย โดยสรปุ พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา เจา อยหู วั ทรงดาํ เนนิ การปฏิรูปประเทศในลักษณะ “พลกิ แผน ดนิ ” ซึง่ สงผลเปนคุณประโยชนอ ยา งใหญหลวงตออาณาประชาราษฎร และกอ ใหเ กดิ ความเจรญิ รุงเรอื งเปน อเนกอนันตแ กบานเมอื งทา มกลางกระแสการคุกคามของจกั รวรรดินยิ มตะวันตกในขณะนนั้ พระราชกรณียกิจตาง ๆ ลวนเปนการวางรากฐานและเปนตนแบบของความเจรญิ ทั้งดานการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของประเทศไทยสืบตอมาจนถึงปจ จุบนั

611.6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจา อยูหวั (รัชกาลท่ี 6) พระราชประวัติ พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว พระนามเดิมวา สมเด็จเจาฟามหาวชิราวุธเป นพระ ราชโอรสในพระบาทสมเด็ จพระ จุ ลจ อมเกล าเจ า อยู หั วกั บสม เด็ จพร ะศรี พั ชริ นทร าบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปหลวง เสดจ็ พระบรมราชสมภพ เมื่อวันเสารท่ี 1 มกราคมพ.ศ. 2423 เสด็จข้ึนครองราชสมบัติ เมื่อวันอาทิตยท่ี 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 เสด็จสวรรคตเมอื่ วันพฤหสั บดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 พระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว มีพระราชกรณียกิจอันเปนคุณูปการตอประชาชนชาวไทยและประเทศมากมาย ดวยพ ร ะ ปรี ช า ส า มา ร ถ ดุ จ นั กป ร า ช ญ ข อ งพ ร ะ อง คโดยทรงวางแผนการพัฒนาดานตาง ๆ เรมิ่ จากการที่พระองคม ีพระราชดําริในการทีจ่ ะนําพาประเทศไปสคู วามเจริญใหท ัดเทียมกับนานาอารยประเทศซ่ึงทรงเนนการใหการศึกษาแกพสกนิกรเปน ภาพ : จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย

62ประการสําคัญ ทรงปรับปรุงโรงเรียนมหาดเล็กซึ่งต้ังในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว เปน “โรงเรียนขาราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว”เมื่อ พ.ศ. 2453 และโปรดสรางอาคารเรียนท่ีอําเภอปทุมวัน เมื่อ พ.ศ. 2458 ตอมาทรงสถาปนาข้ึนเปน จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เม่ือ พ.ศ. 2459 โปรดใหตราพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎรใน พ.ศ. 2461 พรอ มทัง้ ทรงขยายงานดานประถมศึกษาใหก วา งขวางขึน้พระราชกรณียกิจการพัฒนาประเทศที่สําคัญ คือ ทรงเปลี่ยนธงชาติจากธงชางเผือกเปน “ธงไตรรงค” เชนปจจุบัน นอกจากนี้ยังมีพระราชกรณียกิจในการสรางความเจริญกาวหนา ใหกบั ประเทศอีกดา นหนง่ึ คือ พระราชกรณียกิจเพ่ือการพัฒนาเศรษฐกิจ ทรงจัดต้ังคลังออมสิน (ปจจุบนั คอื ธนาคารออมสิน) ทรงกอตง้ั บรษิ ทั ปนู ซีเมนตไทยน อ ก จ า ก น้ี ยั ง มี พ ร ะ ร า ช ก ร ณี ย กิ จ ด า น กิ จ ก า ร ก อ ง เ สื อ ปา แ ล ะ ก อ ง ลู ก เ สื อพระองคทรงจัดตั้งกองเสือปา เม่ือวันท่ี1 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 มีพระราชประสงคที่จะฝกหัดอบรมขาราชการพลเรือนใหไดรับการฝกอบรมอยางทหาร เปนพลเมืองที่มีระเบียบวินัยและมีความสามัคคีในชาติ สวนกองลูกเสือโปรดเกลาฯ ใหจัดต้ังเปนกิจการของเยาวชนตั้งขึ้นคูกับกองเสือปา เม่ือวันท่ี1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 และไดรับการยกยองวาเปนพระบดิ าแหง ลูกเสอื ไทย ภาพ : กองลูกเสือหลวง แมพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว จะทรงพระปรีชาสามารถทางดานการปกครอง ทรงมีความเปนประชาธปิ ไตยแตช าวไทยและชาวตางประเทศก็รจู ักพระองคและยกยองพระองคทางดานอักษรศาสตรม ากกวามพี ระราชนพิ นธม ากมายท้งั ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เชนพระขรรคเพชร ศรอี ยุธยา นายแกวนายขวัญ เปนตน ในรัชสมัยของพระองคนับเปนยุครุงเรืองของกิจการพิมพและหนังสือพิมพทรงไดร บั การถวายพระราชสมัญญาวา “สมเดจ็ พระมหาธรี ราชเจา” หมายถึง พระมหากษัตรยิ ผ เู ปนปราชญท่ยี ง่ิ ใหญ มใิ ชจะทรงเปนปราชญดา นอกั ษรศาสตร ผรู จนาคาํ ประพนั ธหลากหลายประเภทจํานวนมากเทานน้ั หากแตท รงเปนพระเจา แผน ดินผมู ีความสุขุมคัมภีรภาพ ทรงมพี ระราชวสิ ยั ทศั นท่ีกวางไกล จึงทรงวางแผนบริหารประเทศในลักษณะ “การต้ังรับและปองกัน” ปญหาที่อาจจะเกิดข้ึนในอนาคต เชน การปองกันตนเองของพลเรือน การวางระบบใหการศึกษาแกราษฎรทั้งประเทศ

63 1.7 พระบาทสมเด็จพระปกเกลา เจา อยูห ัว (รชั กาลที่ 7) พระราชประวัติ พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลาเจาอยูหัว พระนามเดิมวา สมเด็จเจาฟาประชาธิปกศกั ดิเดชน เปน พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปหลวง เสด็จพระบรมราชสมภพ เม่ือวันพุธที่8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 เสดจ็ ข้ึนครองราชสมบัติ เมื่อวนั พฤหสั บดีท่ี 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468ทรงสละราชสมบัติ เมื่อวันท่ี 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 เสด็จสวรรคต เมื่อวันศุกรท่ี 30 พฤษภาคมพ.ศ. 2484 พระราชกรณียกจิ พระองคทรงริเริ่มสิ่งใหมใหปรากฏในแผนดินหลายประการ ทั้งการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และสงั คม โดยเฉพาะการวางรากฐานระบบขาราชการพลเรือนไทยในยุคปจ จบุ นั อันมาจากแนวพระราชดําริ 4 ประการ คือ1) ใหขาราชการพลเรือนอยูในระเบียบเดียวกัน2) ใหเลือกสรรผูมีความรูความสามารถเขารับราชการ 3) ใหขา ราชการพลเรือนยึดถือการเขารับราชการเปนอาชีพ และ 4) ใหขาราชการพลเรือนมีวินยั ซึ่งจากแนวพระราชดาํ ริน้ี ทรงรางกฎหมายวาดวยระเบียบขาราชการพลเรือนข้ึนเปนคร้ังแรกนอกจากน้ียังมีพระราชกรณยี กจิ ตาง ๆ ดังตอไปน้ี ภาพ : อนสุ าวรยี ป ระชาธิปไตย

64 ดานการปกครอง พระองคมีพระราชปรารภจะพระราชทานรัฐธรรมนูญ ใหแดคนไทยแตถูกทักทวงจากพระบรมวงศชั้นผูใหญ จึงไดระงับไปกอน ตอมาเกิดเหตุการณปฏิวัติโดยคณะราษฎรในวันท่ี 24 มถิ ุนายน พ.ศ. 2475 พระองคจ ึงยนิ ยอมสละพระราชอาํ นาจ และเปนพระมหากษัตรยิ ภ ายใตร ฐั ธรรมนูญ นําไปสูการต้ังรัฐสภาและรัฐบาล เพ่ือบริหารราชการแผนดินตอมามีการรางรัฐธรรมนูญฉบับใหม และพระราชทานรัฐธรรมนูญสําหรับการปกครองแผนดินเม่ือวนั ที่ 10 ธนั วาคม พ.ศ. 2475 ดานการศึกษาและการศาสนา ทรงปฏริ ปู มหาวิทยาลยั โดยทรงสรางกลไกการปฏิรูปมีการแตงต้ังคณะกรรมการปฏิรูปจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย นับเปนคร้ังแรกที่ผูหญิงและผูชายไดรับความเสมอภาคทางการศึกษา มีโอกาสเขารับการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะแพทยศาสตรดานศาสนา ทรงจัดพิมพพระไตรปฎกฉบับพิมพอักษรไทยสมบูรณ ขนานนามวา “พระไตรปฎกสยามรฐั ” 1.8 พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาอานันทมหดิ ล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รชั กาลที่ 8)

65 พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรพระนามเดิมวา พระวรวงศเธอ พระองคเจาอานันทมหิดล เปนพระราชโอรสในสมเด็จพระมหติ ลาธเิ บศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก กับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเสด็จพระบรมราชสมภพ เมื่อวนั อาทิตยที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468 เสด็จข้ึนครองราชสมบัติเมอื่ วันเสารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 เสด็จสวรรคต เม่ือวนั อาทิตยที่ 9 มิถนุ ายน พ.ศ. 2489 พระราชกรณียกิจ พ ร ะ ร า ช ก ร ณี ย กิจ ใน กา ร บริ หา ร จั ด ก า ร ข อง พ ร ะ บา ทส มเ ด็ จ พ ร ะ ปร เ ม น ท รมหาอานันทมหดิ ล ดานการปกครอง ไดพ ระราชทานรฐั ธรรมนญู แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช2489 ซ่ึงเปนรัฐธรรมนญู ฉบับถาวรฉบับที่ 2 ประกาศใชหลังจากรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ฉบับที่ 1พทุ ธศักราช 2475 ทปี่ ระกาศใชมาเปนเวลา 14 ป การแกไ ขความบาดหมางระหวางชาวไทย - จนี โดยพระองคไ ดเ สดจ็ ประพาสสาํ เพง็อยางเปน ทางการ โดยมีพระราชประสงคสําคญั ทีจ่ ะเชื่อมสัมพันธไมตรีระหวางชาวไทยกับชาวจีนนอกจากน้ี พระองคไดทรงประกอบพระราชกรณียกิจท่ีมีความสําคัญและเปนคุณประโยชนแก ประเทศชาติอยา งไพศาล ในฐานะพระประมุขสูงสุดของ ประเทศไทย ซง่ึ เปนประเทศเอกราช โดยการเสด็จพระราช ดําเนินตรวจพลสวนสนามกองทหารสหประชาชาติ พรอ มดวยลอรด หลุยส เมานตแบตเตน ผูบัญชาการ ทหารฝายสัมพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต การเสด็จพระราชดําเนินในคร้ังนี้เปนการประกาศ ยื น ยั น แ น ชั ด ถึ ง ส ถ า น ภ า พ ค ว า ม เ ป น เ อ ก ร า ช ข อ งภาพ : ตรวจพลสวนสนามกองทหารสหประชาชาติ ประเทศไทย สรางขวัญและกําลังใจใหแกประชาชน ชาวไทยอยางดีย่ิง

661.9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) พระราชประวตั ิ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) พระนามเดิมวาพระวรวงศเธอ พระองคเจาภูมิพลอดุลยเดช เปนพระราชโอรสในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวกิ รมพระบรมราชชนก กบั สมเดจ็ พระศรนี ครนิ ทราบรมราชชนนี เสดจ็ พระบรมราชสมภพเมื่อวันจันทรท ่ี 5 ธนั วาคม พ.ศ. 2470 เสด็จขึน้ ครองราชสมบัติ เม่ือวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 และในวนั ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 โปรดเกลาใหต้ังการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอยางโบราณราชประเพณี มีพระปฐมบรมราชโองการแกประชาชนชาวไทยวา “เราจะครองแผนดินโดยธรรม เพ่ือประโยชนสุขแหงมหาชนชาวสยาม” เสด็จสวรรคต เม่ือวันพฤหัสบดีท่ี 13 ตุลาคมพ.ศ. 2559 พระราชกรณียกจิ พระราชกรณียกิจของพระองคใ นระยะเรม่ิ แรก ทรงเนน การแกไ ขปญ หาเฉพาะหนานําไปสูการพัฒนา เนนการเกษตรเปนหลัก เพราะราษฎรสวนใหญของประเทศประกอบอาชีพกสกิ รรม ทรงตระหนกั วาเกษตรกรสว นใหญการศึกษานอ ย ขาดหลักวิชาสมยั ใหมตองเผชิญปญหาดานทรัพยากรธรรมชาตินา้ํ ดนิ ปา ไม แตกตา งกนั ไปในแตละภูมิภาค พระองคมีพระราชประสงคใหเ กษตรกรเรยี นรเู ร่ืองการอาชีพ มีการพัฒนาที่เหมาะสมสอดคลองกับสภาพแวดลอม ดังท่ีทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหจัดตง้ั ศูนยศ กึ ษาการพัฒนาอันเนอื่ งมาจากพระราชดาํ รขิ นึ้ ในภมู ภิ าคตา ง ๆไดแก

67 1. ศูนยศ ึกษาการพัฒนาหว ยฮองไคร จงั หวัดเชยี งใหม 2. ศูนยศ ึกษาการพัฒนาภูพาน จงั หวัดสกลนคร 3. ศูนยศ ึกษาการพัฒนาหว ยทราย จงั หวดั เพชรบุรี 4. ศนู ยศ กึ ษาการพฒั นาเขาหนิ ซอน จังหวัดฉะเชิงเทรา 5. ศูนยศ กึ ษาการพัฒนาอาวคงุ กระเบน จังหวัดจนั ทบุรี 6. ศนู ยศ กึ ษาการพฒั นาพิกุลทอง จังหวัดนราธวิ าส พระราชกรณียกิจดานการพัฒนาท่ีสําคัญ คือ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ มเปนส่ิงท่ที รงสนพระราชหฤทัยอยางย่ิง ทรงตระหนักวาปญหาเกษตรกรมาจากทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอมท่ีเส่ือมโทรม ถูกทาํ ลายจาํ นวนมาก ทรงคดิ คน ดัดแปลงปรับปรุง และแกไขดวยการพัฒนาท่ีดําเนินการไดงาย ไมยุงยากซับซอน สอดคลองกับสภาพความเปนจรงิ ของความเปนอยู และระบบนเิ วศในแตละภูมภิ าค พระราชกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติมาตลอดรชั สมัยเปนท่ียอมรบั ทรงสรางรปู แบบที่เปนตัวอยางของการพัฒนาแบบยั่งยืน ผสมผสานความตอ งการของราษฎรใหเ ขา กบั การประกอบอาชีพ โดยทรงนําพระราชดําริมาปฏิบัติจริง และสามารถพัฒนาใหเปน ทฤษฎีใหม ซึ่งเปนระบบการจดั การที่ดนิ และแหลงนา้ํ เพื่อการเกษตรท่ีย่ังยืนทาํ ใหเกษตรกรสามารถดาํ เนินชวี ติ ไดอยางมคี วามสขุ ตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพือ่ การพฒั นาประเทศ โดยทรงเนนคนเปนศูนยกลางตลอดมา พระองคเปนตนแบบการบริหารจัดการท่ีดีในทุกพระราชภารกิจ ในฐานะพระมหากษัตริยภายใตรัฐธรรมนูญ ทรงเก้ือหนุนการบริหารราชการทุกรัฐบาล แนวพระราชดําริจํานวนมากท่ีพระราชทานใหรัฐบาลนําไปปฏิบัติลวนมีจุดมุงหมายใหประชาชนชาวไทยมีความสุข ไดรับบริการจากรัฐอยางท่ัวถึง เขาถึงทรัพยากรของชาติอยา งเทาเทียมกนั และใชท รัพยากรอยา งชาญฉลาด พระราชกรณียกิจในชว งสมยั ตน ๆเปน ลกั ษณะ ของการพัฒนาสังคม เชน การรณรงคหาทุนเพ่ือ กอสรางอาคารพยาบาล การตอสูโรคเร้ือนของ มลู นธิ ริ าชประชาสมาสัย การจัดต้ังโรงเรยี นสงเคราะห เด็กยากจน พระราชกรณียกจิ ดา นการพฒั นาทส่ี าํ คญั ยงิ่ คือ งานพัฒนาท่ีเกี่ยวของกับน้ํา ศาสตรท้ังปวง ที่เกี่ยวกับนํ้า ทั้งการพัฒนา การจัดหาแหลงนํ้าการเกบ็ กกั น้ํา การระบาย การควบคุม การทาํ นา้ํ เสยี ใหเ ปน น้ําดี ตลอดจนการแกไขปญหาน้ําทวมนอกจากนี้ ยังมีพระราชดํารเิ กย่ี วกับการแกไ ขปญ หานาํ้ เสยี เชน โครงการ “นา้ํ ดไี ลนํา้ เสีย” ในการแกไข

68ปญหามลพิษทางนํ้า โดยทรงใชนํ้าที่มีคุณภาพดีจากแมนํ้าเจาพระยาใหชวยผลักดันและเจือจางน้ําเนา เสียใหอ อกจากแหลง น้าํ ของชมุ ชนภายในเมืองตามคลองตาง ๆ แนวพระราชดาํ รดิ านการเกษตรทสี่ ําคญั คอื “ทฤษฎใี หม” เปนการใชประโยชนจากพน้ื ท่ีทม่ี ีอยจู าํ กัดใหเ กิดประโยชนสงู สดุ พ.ศ. 2540 ประเทศไทยประสบปญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ํา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทรงชี้แนะ แนวทางการดําเนินชีวติ ใหแกราษฎร เปนผลใหเกิดการพัฒนา สังคมและทรัพยากรบุคคลอยางมั่นคง ย่งั ยืน และสงบสุข โครงการอันเน่ืองมาจากพระราชดําริในรัชสมัยของ พระองคมที ้ังสน้ิ มากกวา 4,000 โครงการอยใู นความรับผิดชอบ ของสํานกั งานคณะกรรมการพิเศษเพ่ือประสานงานโครงการ อันเน่อื งมาจากพระราชดาํ ริ (สาํ นกั งาน กปร.) น อ ก จ า ก น้ี พ ร ะ อ ง ค ยั ง ท ร ง มี พ ร ะ ป รี ช า ส า ม า ร ถ ในศาสตรส าขาตาง ๆ ซ่ึงสงผลตอการพัฒนาท้ังส้ิน ทั้งในดาน การประดิษฐ ไดแก การประดิษฐ “กังหันชัยพัฒนา” ซึ่งเปน เครอื่ งกลเตมิ อากาศแบบทนุ ลอย งานทางดานวรรณศลิ ป พระองคท รงเชย่ี วชาญในภาษาหลายภาษาทรงพระราชนิพนธบทความ แปลหนังสือ เชน นายอินทรผูปดทองหลังพระ ติโต พระมหาชนก และพระมหาชนกฉบับการตนู เปนตน งานทางดา นดนตรี พระองคท รงพระปรชี าสามารถเปนอยางมาก และรอบรูในเรื่องการดนตรเี ปนอยา งดี พระองคท รงดนตรีไดหลายชนิด เชน แซ็กโซโฟนคลาริเน็ต ทรัมเปต กีตารและเปย โน พระองคย ังไดป ระพันธเพลงที่มีความหมายและไพเราะหลายเพลงดวยกัน เชน เพลงพระราชนพิ นธแ สงเทียน เปนเพลงแรก นอกจากนยี้ งั มเี พลงสายฝน ยามเยน็ ใกลรุง ลมหนาว ย้ิมสูสายลม คา่ํ แลว ไกลกงั วล ความฝน อนั สูงสุด เราสู และเพลงพรปใ หม เปนตน

69 ตลอดรัชสมัยพระองคไดทรงทุมเทกําลัง พระวรกาย และกาํ ลังพระสติปญญา เพ่ือพสกนิกร ของพระองค ดังที่ปรากฏในโครงการอนั เนอ่ื งมาจาก พระราชดําริตาง ๆ ซึ่งเปนพระราชกรณียกิจดาน การพัฒนาเพ่ือบําบัดทุกขบํารุงสุขของประชาชน เพ่ือใหประชาชนของพระองคมีความเกษมสุข โดยเทาเทียมกัน กลาวไดวา นับแตเม่ือพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จเถลิง ถวัลยราชสมบัติ พระองคทรงบําเพ็ญพระราช กรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชนสุขของปวงอาณา ประชาราษฎรและความเจริญกาวหนาของชาติ บานเมอื งเปนอเนกประการยังผลใหราษฎร อยูเย็น เปน สขุ ภายใตพ ระบรมโพธสิ มภารตลอดมา พระองคจึงทรงเปน ม่ิงขวญั ศนู ยร วมจติ ใจ และพลังสามัคคีของคนไทยทง้ั ชาติตลอดกาลนิรันดร

70 1.10 สมเดจ็ พระเจาอยหู วั มหาวชริ าลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกรู (รัชกาลท่ี 10) พระราชประวตั ิ สมเด็จพระเจาอยูหัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระนามเดิมวาสมเด็จพระเจาลูกยาเธอ เจาฟาวชิราลงกรณ เปนพระราชโอรสพระองคเดียวในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช (รชั กาลที่ 9) กับสมเด็จพระนางเจาสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเสดจ็ พระราชสมภพ เม่อื วันจนั ทรที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกลาโปรดกระหมอมใหป ระกาศสถาปนาสมเด็จพระเจาลูกยาเธอ เจาฟาวชิราลงกรณ ข้ึนเปน สมเด็จพระบรมโอรสาธริ าช เจาฟา มหาวชิราลงกรณ สยามมกฎุ ราชกมุ าร เมอ่ื วันท่ี 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ภายหลงั จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช (รัชกาลท่ี 9) เสด็จสวรรคตเมอ่ื วนั ท่ี 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 สภานิติบัญญัตแิ หง ชาติรบั ทราบมตคิ ณะรัฐมนตรี กราบบังคมทูลเชญิ สมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราช เจา ฟา มหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จข้ึนครองสิริราชสมบัตสิ บื ราชสันตตวิ งศเ ปนพระมหากษตั รยิ  รชั กาลท่ี 10 เม่ือวันที่ 29 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2559 ตอมาในวันท่ี 1 ธันวาคม พ.ศ. 2559 พลเอกเปรม ติณสูลานนท ผูสําเร็จราชการแทนพระองค นายพรเพชร ลขิ ิตชลชยั ประธานสภานติ บิ ัญญัตแิ หงชาติ พลเอกประยุทธ จันทรโอชานายกรัฐมนตรี นายวรี ะพล ตัง้ สวุ รรณ ประธานศาลฎกี า เขาเฝาทูลละอองพระบาท กราบบังคมทูลเชิญข้ึนครองราชยเ ปน พระมหากษตั ริย รชั กาลที่ 10 แหงพระบรมราชจกั รีวงศ โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช

71เจาฟามหาวิชราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงตอบรับข้ึนทรงราชย เฉลิมพระปรมาภิไธยวา“สมเด็จพระเจา อยหู ัวมหาวชิราลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกูร” พระราชกรณียกิจ สมเด็จพระเจาอยูหัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจ เพ่อื แบงเบาพระราชภาระในพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช (รชั กาลท่ี 9)และสมเดจ็ พระนางเจาสิริกิต์ิพระบรมราชินีนาถ มาตั้งแตครั้งยังทรงพระเยาวเร่ิมตั้งแตการตามเสดจ็ พระราชดาํ เนนิ ไปยงั ภูมิภาคตา ง ๆเพื่อทอดพระเนตรความเปนอยูและความทุกขยากเดือดรอนของราษฎรทรงเรียนรูแนวทางการพระราชทานความชว ยเหลือราษฎรซ่งึ ประสบปญหาแตกตางกันในแตละพ้ืนที่โดยเฉพาะการพัฒนาอาชีพ การพัฒนาแหลงนํ้าและการพัฒนาชีวิตความเปนอยูของราษฎรผยู ากไรในถ่ินทรุ กันดาร ทําใหทรงเขา พระราชหฤทัยถึงความทกุ ขย ากของราษฎรทกุ หมเู หลา นอกจากนี้ พระองคทรงเอาพระราชหฤทัยใสเก่ียวกับการสงเสริมการศึกษาของเยาวชนไทยโดยทรงรบั โรงเรียนหลายแหงไวใ นพระราชูปถัมภ เน่อื งจากทรงตระหนักวาการศึกษาจะสามารถพฒั นาเยาวชนซ่ึงเปนกําลังหลักในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต จึงพระราชทานพระราชดําริดานการสงเสริมการศึกษา ไดแก “โครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระเจาอยูหัวมหาวชิราลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกูร” เพ่ือสนบั สนนุ การสงเสริมการศกึ ษาแกเดก็ และเยาวชน ในยามท่ีราษฎรประสบความเดือดรอนเนื่องจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เชนเม่ือครั้งเกิดมหาอุทกภัยในป พ.ศ. 2554 พระองคไดเสด็จพระราชดําเนินไปทรงเย่ียมพสกนิกรยังพ้ืนทต่ี า ง ๆ เพอื่ สรางขวญั กาํ ลังใจ และยังไดพ ระราชทานความชวยเหลือแกร าษฎรผูประสบภัยสรา งความปล้มื ปต ิแกผไู ดรับพระมหากรณุ าธคิ ุณเปน อยางย่ิง เปนตน พระราชภาระสําคัญประการหนงึ่ ท่ีทรงปฏิบัติตอเนื่อง คือ การเสด็จแทนพระองคพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทง้ั ในประเทศและตา งประเทศ โดยการเสดจ็ พระราชดาํ เนนิ แทนพระองคไปทรงเยอื นมติ รประเทศทัว่ ทกุ ทวปี นอกจากจะเปน การเจรญิ สัมพันธไมตรีระหวา งประเทศไทยและประเทศตา ง ๆ ใหแ นน แฟนย่งิ ข้ึนแลว ยงั ไดท อดพระเนตรกจิ การอนั เปน ประโยชนตา ง ๆ อนั จะนํามาใชในการพัฒนาประเทศโดยเฉพาะดา นการทหาร

72 สาํ หรบั การเสด็จพระราชดาํ เนินแทนพระองคใ นประเทศนนั้ ไดเสด็จพระราชดาํ เนนิไปในการพระราชพธิ สี าํ คญั หลายโอกาส อาทิ การเปล่ียนเครือ่ งทรง “พระพทุ ธมหามณรี ตั นปฏมิ ากร”หรือ “พระแกวมรกต” ตามฤดูกาล การบําเพ็ญพระราชกุศล เน่ืองในวันสําคัญทางศาสนาการตรึงหมุดธงชัยเฉลิมพล และพระราชทานธงชัยเฉลิมพล การพระราชทานปริญญาบัตรในสถาบันการศึกษาตาง ๆ การพระราชทานพระราชวโรกาสใหเอกอัครราชทูตประเทศตาง ๆเฝาทลู ละอองพระบาทถวายราชสาสน และอกั ษรสาสน ตราต้ัง ทงั้ ยงั พระราชทานพระราชวโรกาสใหนายทหารและนายตํารวจช้นั นายพล เฝา ทลู ละอองพระบาท ถวายสัตยปฏิญาณในโอกาสเขารับตําแหนง การทุมเทพระวรกายปฏิบัติพระราชกรณียกิจนอยใหญ โดยมิทรงวางเวนของสมเด็จพระเจาอยูหัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สะทอนถึงพระราชหฤทัยมุงมั่นในการขจัดทุกขบ าํ รุงสขุ แกพ สกนกิ ร เพ่ือสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช (รัชกาลที่ 9) และสมเดจ็ พระนางเจาสริ ิกิตพ์ิ ระบรมราชนิ นี าถ ซ่งึ ยังประโยชนส ขุแกราษฎรทกุ หมูเหลา สบื มา นอกจากนี้ สมเด็จพระเจาอยูหัวมหาวชริ าลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ยังทรงหวงใยและทรงคํานึงถึงความอยูดีมีสุขของประชาชนเปนสําคัญ และพระองคมีพระราชปณิธานแนว แนทจ่ี ะทาํ ใหประเทศชาติมนั่ คงและประชาชนมชี ีวิตความเปน อยทู ด่ี ขี ้ึน ดว ยมพี ระราชประสงคท่ีจะสบื สาน รักษา และตอยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริและแนวพระราชดําริตาง ๆในการบําบัดทุกขและบํารุงสุขใหประชาชนและพัฒนาประเทศใหเจริญกาวหนาทรงพระกรุณาโปรดเกลา ฯ ใหห นว ยราชการในพระองค รว มกับหนว ยราชการตาง ๆ และประชาชน ทุกหมูเหลาที่มีจิตอาสา บําเพ็ญสาธารณประโยชนในพ้ืนท่ีตาง ๆ เพื่อบรรเทาความเดือดรอน และแกไขปญหาใหแกป ระชาชน ไมวา จะเปนปญหาน้ําทว มในเขตชุมชน ปญหาการจราจร และอ่ืน ๆ เพ่ือสืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลท่ี 9) ที่ทรงหวงใยปญหาน้ําทวมและปญหาการจราจร ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดตาง ๆ ซึ่งพระองคทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหจัดโครงการจิตอาสา “เราทําความดี ดวยหัวใจ” ระหวางวันท่ี 28กรกฎาคม - 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครกอน เพื่อเปนแบบอยางในการพัฒนาสภาพแวดลอม และความเปน อยใู นชมุ ชนใหมีสภาพที่ดขี นึ้ โครงการจติ อาสา “เราทาํ ความดี ดวยหัวใจ” โครงการในพระราชดําริ สมเด็จพระเจาอยูหัวไดปลุกจิตสํานึกในการทําความดี ปลูกฝงใหคนทุกเพศทุกวัย ไดตื่นตัวในการบําเพ็ญตน ใหเปนประโยชนแกส ังคม ชมุ ชน และประเทศชาติกิจกรรมทายเร่อื งท่ี 1 พระราชกรณียกจิ ของพระมหากษตั ริยไ ทยสมัยรัตนโกสินทร(ใหผเู รยี นไปทาํ กจิ กรรมทายเรอ่ื งที่ 1 ที่สมดุ บนั ทกึ กิจกรรมการเรียนรูป ระกอบชุดวชิ า)

73เรื่องท่ี 2 คุณประโยชนข องบคุ คลสําคัญ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสงิ หนาท (บญุ มา) กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงรวมศึกสงครามขับไลอริราชศัตรูปกปองพระราชอาณาจักรตลอดพระชนมชพี ของพระองค ซ่ึงพระองคไดเสด็จไปในการพระราชสงครามทั้งทางบกและทางเรือในรัชสมัยสมเด็จพระเจากรุงธนบุรี จํานวน 16 คร้ัง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช จาํ นวน 8 ครัง้ โดยเฉพาะอยางยง่ิ ในการทาํ สงครามเกาทัพกบั พมา นอกจากพระองคจะทรงอุทิศพระองคเสด็จไปในการศึกสงครามกอบกูเอกราชและปองกนั พระราชอาณาจักรตลอดพระชนมชีพแลว ยังทรงเสริมสรางความมั่นคงใหแกบานเมืองเมื่อทรงเห็นวาบานเมืองสงบเรียบรอยเปนปกติสุข ไดทรงอุปถัมภบํารุงการพระศาสนา ศลิ ปะวรรณกรรม และสถาปตยกรรม ทรงเปน ประธานรวมกบั พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกสังคายนาพระไตรปฎก ทรงสรางวัดชนะสงคราม (วัดตองปุ) วัดเทวราชกุญชร (วัดสมอแครง)วัดปทุมคงคา (วดั สาํ เพง็ ) วัดสวุ รรณดาราราม เปน ตน ทาวสุรนารวี รี สตรเี มืองนครราชสีมา เหตุการณประวัติศาสตรอันเปนที่มาแหงวีรกรรมของทาวสุรนารี เกิดข้ึนเม่ือพุทธศักราช 2369 หลังจากพระบาทสมเด็จพระน่ังเกลาเจาอยูหัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติไดเ พยี ง 2 ป พระราชพงศาวดารกรุงรตั นโกสินทร รัชกาลท่ี 3 ฉบับเจาพระยาทิพากรวงศ บันทึกความไววา \"เจา อนุเวียงจนั ทนเปน กบฏ..ฝา ยอนุเวียงจนั ทนต ัง้ แตกลับไปถงึ เมอื งแลวกต็ รกึ ตรองทีจ่ ะคดิ มาประทุษรา ยตอกรุงเทพมหานครจึงใหมหาอุปราช ราชวงศ สุทธิสารกับทาวเพ้ียขุนนางผูใหญมาปรึกษาวาที่กรุงเดี๋ยวน้ีมีแตเจานายเด็ก ๆ ขุนนางผูใหญก็นอยตัวฝมือทัพศึกก็ออ นแอ ทั้งเจา พระยานครราชสมี ากไ็ มอ ยูห วั เมอื งรายทางกไ็ มม ีทก่ี ีดขวาง การเปนท่ีหนักหนาแลวไมควรเราจะเปนเมืองขึน้ ชาวองั กฤษก็มารบกวนอยูเราจะยกทัพไปตีเอากรุงก็เหน็ จะไดโ ดยงา ย...\" เจาอนุวงศ หรือเรียกกันเปนสามัญวา เจาอนุตามท่ีกลาวถึงในพระราชพงศาวดารนี้เปนบตุ รพระเจาบุญสารเสด็จขึ้นครองนครเวียงจนั ทน ตอจากเจาอินทวงศเปนผูมีความสวามิภักด์ิตอกรุงเทพฯ มาแตรชั กาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หลา นภาลัยและรบั ทาํ ราชการตาง ๆ โดยแข็งขันสืบมา จนเปนที่สนิทชิดชอบพระราชอัธยาศัยสวนมูลเหตุที่เจาอนุวงศคิดเปนกบฏ จะเขามาตีกรุงเทพฯ กลา ววา เนือ่ งจากทลู ขอครวั ชาวเวยี งจนั ทน ท่ีถูกกวาดตอนมาแตครั้งกรงุ ธนบรุ ีเพือ่ จะนํากลับไปบา นเมืองแตพ ระบาทสมเดจ็ พระนัง่ เกลาเจา อยูหัวไมพระราชทานใหตามประสงคดวยทรง

74พระราชดําริวา ครัวชาวเวียงจันทนเ หลา น้ีไดต้งั ภูมิลาํ เนาอยเู ปน หลกั แหลงมนั่ คงแลว ซ่ึงเปน เหตุใหเจา อนวุ งศมคี วามอปั ยศ จึงเปน กบฏจะยกทัพเขามาตกี รุงเทพมหานคร การเตรียมกําลังเขามาตีกรุงเทพฯ ครั้งน้ันเจาอนุวงศไดไปเกลี้ยกลอมบรรดาหวั เมืองตาง ๆ ใหเขารวมดวยเจาเมืองใดขัดขืนก็ฆาเสีย มีเจาเมืองกาฬสินธุ เปนตน ราษฎรและเจาเมอื งอ่นื ๆ พากันกลวั อาํ นาจยอมเขาดวยหลายเมือง เม่ือเห็นวามีกําลังมากพอก็ใหยกกองทัพไปพรอ มกันที่เมอื งนครราชสีมา การท่ีกองทัพของเจาอนุวงศยกผานเมืองตาง ๆ ไปโดยสะดวกก็โดยใชอุบายลวงเจา เมอื งกรมการรายทางวา มศี ภุ อกั ษรจากกรุงเทพฯ โปรดใหเกณฑกองทัพมาชวยรบกับอังกฤษเจาเมืองกรมการเมอื งหลงกลและพากันเช่ือฟงจัดหาเสบียงอาหารใหและไมมีใครขัดขวางยอมใหผานไปแตโดยดีทุกเมอื ง เม่ือเจาอนุวงศยกกองทัพมาตั้งอยูที่เมืองนครราชสีมานั้นเปนเวลาท่ีเจาพระยานครราชสีมาไมอยู ไปราชการท่ีเมอื งขุขันธค งมีแตก รมการผูนอ ยรักษาเมืองอยู เชน พระยาพรหมยกรบัตร เปนตนเจาอนุวงศไดสั่งใหพระยาพรหมยกรบัตรเตรียมกวาดครอบครัวขึ้นไปเมืองเวียงจันทนใหเสร็จภายในเวลา 4 วัน พระยาพรหมยกรบัตรกลัวอํานาจก็จําตองยอมทําตามและแกลงจดั หาหญิงรูปงามใหเ จา อนวุ งศเพ่ือลวงใหต ายใจ ฝายพระยาปลัดซ่ึงไปราชการกับเจาเมอื งนครราชสีมาเมื่อทราบขาววาเจาอนุวงศลงมากวาดตอนครัวเมืองนครราชสีมาไปเปนจํานวนมาก จึงขออนุญาตเจาพระยานครราชสีมากลับมาชว ยครอบครวั และชาวเมืองไดเขา เฝา เจา อนุวงศ โดยลวงเจาอนุวงศวา เจาเมืองนครราชสีมาหนีไปเสียแลวเจาอนุวงศหลงเช่ือ ก็มอบใหพระยาปลัด และพระยาพรหมยกรบัตรควบคุมครัวเมอื งนครราชสีมา ออกเดินทางไปเมืองเวยี งจนั ทน เหตุการณที่ครอบครัวชาวเมืองนครราชสีมา รวมกําลังกันตอสูครั้งนี้เอง ท่ีไดเกิดวีรสตรคี นสาํ คญั ขึน้ ในประวตั ิศาสตรของชาตไิ ทยน่นั คอื ทานผูห ญงิ โม ภริยาพระยาปลดั ไดค วบคุมกําลังฝายผูหญิงหนุนชวยสูรบอยางองอาจกลาหาญ โดยคบคิดวางแผนกับผูนําฝายชาย และกรมการเมอื งจัดหาหญิงสาวใหน ายทัพนายกอง ทีค่ วบคมุ ครอบครวั ไปจนถึงช้ันไพรจนพวกลาวกับครอบครัวชาวเมืองสนทิ เปนอันดี แลว ออกอุบายแจงวาครอบครวั ทีอ่ พยพไปไดร ับความยากลําบากอดอยาก ขอมดี ขวาน ปน พอจะไดย งิ เนือ้ มากินเปนเสบยี งเลย้ี งครอบครัวไปตามทาง เม่ือเดินทางถึงทุงสัมฤทธ์ิก็พรอมใจกันเขาสูทัพลาว ดวยอาวุธอันมีอยูนอยนิดบางกต็ ัดไมตะบองเสย้ี มเปนหลาว สามารถฆาฟน ศัตรลู มตายเปน จํานวนมาก หลังจากชัยชนะของชาวครอบครวั เมืองนครราชสมี าครัง้ น้ี ทําใหเ จา อนวุ งศหวาดหว่นั ไมกลาที่จะยกทัพลงมายังกรุงเทพฯพากนั ถอยทพั กลบั ไป และถกู ปราบจบั ตัวมาลงโทษที่กรงุ เทพฯ ในที่สุด

75 จากวรี กรรมของคุณหญิงโมทีไ่ ดรวบรวมครอบครัวชายหญิงชาวเมืองนครราชสีมาเขาตอสูขาศึกศัตรูจนแตกพายไปครั้งน้ัน เปนเหตุใหเจาอนุวงศไมยกทัพไปตีกรุงเทพ ฯพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัวไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ พระราชทานบําเหน็จความชอบแตง ตั้งข้ึนเปนทา วสรุ นารี สมเด็จเจาพระยาบรมมหาศรสี รุ ยิ วงศ (ชว ง บญุ นาค) สมเด็จเจาพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ เปนบุคคลท่ีมีบทบาทเดนท่ีสุดทานหนึ่งในประวตั ศิ าสตรการเมอื งการปกครองของไทย ช่อื เสยี งและความสามารถของทา นเรม่ิ ปรากฏขน้ึ ตั้งแตในรชั กาลที่ 3 เปน ตน มา นอกจากน้พี ระองคไ ดร บั การแตงตั้งเปน ผูส าํ เรจ็ ราชการแผน ดนิ ในระหวา งทร่ี ชั กาลท่ี 5ยังไมทรงบรรลนุ ิติภาวะ จากการท่ีพระองคศึกษาภาษาอังกฤษทําใหเปนผูท่ีมีความคิดทันสมัยกา วหนากวา คนอ่นื ๆ ในสมัยนั้น พระองคไดนําความเจริญของตะวนั ตกทั้งทางดานศิลปวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหมมาใช ทางดานศาสนา พระองคไ ดท ํานุบํารุงพทุ ธศาสนาโดยการสรางและปฏสิ ังขรณว ดั วาอารามตา ง ๆ เปนจาํ นวนมากทัง้ ในพระนครและหัวเมอื ง ทางดานวรรณกรรม การละคร และดนตรี พระองคไดสงเสริมใหมีการแปลพงศาวดารจนี เปนภาษาไทย ทางดา นสถาปตยกรรมและการกอสราง พระองคไดรบั มอบหมายงานดานนี้มาตั้งแตสมัยรัชกาลท่ี 3 ใหทําการทํานุบํารุงบานเมืองใหมั่นคงและเจริญรุงเรือง ไดแกการสรางถนน ขุดคคู ลอง การสรางปอมปราการ สมเดจ็ พระเจา บรมวงศเ ธอ กรมพระยาดาํ รงราชานภุ าพ สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ทรงเปนพระราชโอรสองคที่ 57 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา เจา อยูหัว เจา จอมมารดาชุม ธดิ าพระอพั ภันตริกามาตย (ดิศ)ตน สกลุ “โรจนดิศ” เปน เจาจอมมารดา ประสูตใิ นพระบรมมหาราชวัง เมอื่ วนั ท่ี 21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 ทรงประกอบพระกรณียกจิ ดานตาง ๆ ซึ่งลว นแตเ ปนงานใหญ และงานสาํ คัญอยางยิ่งของบา นเมือง ทรงเปนกาํ ลังสาํ คญั ในการบรหิ ารประเทศหลายดาน และทรงเปนท่ีไววางพระราชหฤทยั ในพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา เจา อยูหัว เปนอยางสูง ผลงานดานตาง ๆ ของพระองคแสดงใหเหน็ ถึงพระอัจฉรยิ ภาพอันสูง เปนที่ประจักษแกมหาชนทุกยุคทุกสมัย พระราชกรณียกิจดา นตา ง ๆ ของพระองค มดี ังน้ี

76 1. ดานการศกึ ษา ถึงแมวาพระองคจะทรงปฏิบัติหนาที่ทางการศึกษา อยูในชวงระยะเวลาส้ันเพียงประมาณ 3 ป (พ.ศ. 2333 - 2335) แตพระองค ทรงมีพระดําริริเริ่มเปนเย่ียมในพระกรณียกิจดา นนี้ ไดแก 1) ทรงเร่ิมงานจัดการศึกษาเปนคร้ังแรก เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวโปรดเกลาฯ ใหเปลี่ยนสภาพ “โรงเรียนทหารมหาดเล็ก” ซ่ึงเปนโรงเรียนฝกสอนวิชาทหารใหแกน ายรอย นายสิบ ในกรมทหารมหาดเลก็ มาเปน โรงเรียนสําหรับพลเรือน มีช่ือเรียกวา“โรงเรียนพระตาํ หนักสวนกุหลาบ” และพระองคทรงดํารงตาํ แหนง ผูจัดการโรงเรยี น 2) ในขณะที่ทรงดํารงตาํ แหนงอธบิ ดีกรมธรรมการ ไดท รงจัดวางระเบยี บการบรหิ ารราชการของกรมและโรงเรียน กลา วคือ ทรงวางระเบยี บ ขอบงั คับตาํ แหนงหนาที่เสมียน พนักงานในการเขา รบั ราชการ การเล่ือนตาํ แหนง ลาออก ลงโทษ ตลอดจนทรงกําหนดใหมีการตรวจสอบและรายงานผลตรวจโรงเรียนท้งั ในกรงุ และหัวเมืองของพนักงานดว ย 3) ทรงขยายการศึกษาโดยอาศัย “วัด” ซึ่งเปนสถานที่ถายทอดวิชาความรู และอบรมศีลธรรมใหแกราษฎรมาแตโ บราณ และ “วดั มหรรณพาราม” เปนโรงเรียนหลวงแหงแรกท่ีทรงจัดต้ังขึ้น ซ่ึงการศึกษาลักษณะน้ีไดขยายออกไปอยางกวางขวางทั่วกรุงเทพฯ ในเวลาตอมาและเมอ่ื ทรงปรับปรุงหลักสูตรและวิธีการสอน ตลอดจนจัดพิมพตําราเรียนเรียบรอยแลว ไดทรงขยายการศกึ ษาออกไปสรู าษฎรตามหวั เมอื งตา ง ๆ โดยทรงจดั ตั้งโรงเรียนหลวงข้ึนทั่วประเทศ เม่ือปพ.ศ. 2435 4) ทรงรเิ รม่ิ จัดใหม ีการตรวจสอบตําราเรียนและออกประกาศรับรอง ท้ังน้ี เพ่ือใหนักเรียนมีความรู และความสามารถอยางเหมาะสม และทรงกําหนดใหมีการปรับปรุงหลักสูตรตําราเรียนข้ึนใหม คอื ตาํ ราแบบเรยี นเรว็ 5) ทรงจดั ตง้ั “โรงเรียนฝกหัดขา ราชการพลเรือน” เมื่อ พ.ศ. 2442 ในขณะท่ีทรงดํารงตําแหนงเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ซ่ึงตอมา ใน พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา เจา อยหู วั ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหเ ปลย่ี นชอื่ เปน “โรงเรียนมหาดเล็ก” และเปลี่ยนเปน “จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั ” ในเวลาตอมา 6) ทรงปรับปรุงและแกไขขอบกพรองตาง ๆ ของหอพระสมุดวชิรญาณ ซ่ึงเปนหอสมุดแหงเดียวในพระนคร เชน ทรงกําหนดใหมีการแตงตั้งคณะกรรมการดําเนินงานจัดงบประมาณสําหรับซอ้ื หนังสือ กําหนดระเบียบวิธกี ารยืม และการเปนสมาชิก เปนตน

77 2. ดา นมหาดไทย เปนกิจการสาํ คญั ยงิ่ ในการบริหารประเทศ พระองคทรงมีบทบาทสําคัญยิ่งในการกอตั้งและปฏิรูปการจัดระเบียบการปกครอง ภายในประเทศ และการบริหารราชการของกระทรวงมหาดไทย ไดแ ก 1) ทรงจัดการบังคับบัญชางานภายในกระทรวง ใหมีรูปแบบเปนระบบราชการชัดเจนขนึ้ มลี ําดับข้นั การบังคับบญั ชา มกี ารแบง งานและเลอื กสรร ผมู คี วามรูค วามสามารถเขารับราชการ โดยการจัดสอบคดั เลือก ตลอดจนออกระเบียบวินัยตา ง ๆ เชน เลกิ ประเพณใี หข าราชการทํางานอยูที่บาน กําหนดใหมีการประชุมขาราชการทุกวัน กําหนดเวลาการทํางาน ตลอดจนจัดระเบียบสง ราง เขยี น และเกบ็ หนังสอื ราชการ เปน ตน 2) ทรงจัดระบบการปกครองสวนภูมิภาค ซ่ึงเรียกวา “ระบบเทศาภิบาล” ไดเปนผลสําเร็จ และนับวาเปนผลงานสําคัญท่ีสุดของพระองค โดยทรงรวมหัวเมืองตาง ๆ จัดเขาเปน“มณฑล” และมี “ขาหลวงเทศาภิบาล” เปนผูบังคับบัญชา อยูในอํานาจของเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยอกี ชนั้ หนึง่ สาํ หรบั การแบง เขตยอยลงไปเปนจังหวัด อําเภอ ตําบล และหมูบาน นั้นใน พ.ศ. 2440 ไดอ อก “พระราชบญั ญัติลกั ษณะการปกครองทองท”่ี บงั คับใชทั่วพระราชอาณาจักร พระราชกรณียกิจดานการปกครองสวนทองถิ่นท่ีสําคัญอีกประการหน่ึง คือทรงริเร่ิมจัดตัง้ “การสขุ าภบิ าลหัวเมือง” ในป พ.ศ. 2448 โดยเร่มิ ที่ ตาํ บลทาฉลอม จังหวัดสมุทรสาครเปนแหงแรก และนับเปน การปูพืน้ ฐานการปกครองสวนทองถ่ินดังน้ัน พระกรณียกิจดานมหาดไทยทุกประการ จงึ ลวนแตเปนคุณประโยชนแ กประเทศชาตแิ ละประชาชนยงั่ ยนื มาจนถงึ ปจ จุบนั นอกจากพระราชกรณียกิจดา นการศกึ ษาและดานมหาดไทยแลว พระองคยงั ทรงรบัพระราชภาระจัดการและมสี ว นรวมในการปรบั ปรงุ กิจการดานอ่นื ๆ อกี หลายดาน ไดแ ก ดานการปาไม ซึ่งทรงริเริ่มกอต้ังกรมปาไมข้ึน เพ่ือใหหนวยงานของรัฐไดเขาไปควบคุมดูแลกิจการปาไมโดยตรง และทรงริเริ่ม ใหดําเนินการออกพระราชบัญญัติ กฎกระทรวง และกฎขอบังคับตาง ๆเพอื่ เปนผลประโยชนข องกรมปา ไมเ ปนหลักสําคัญ และเปนรากฐานในการ ปฏบิ ตั งิ านของกรมปา ไมมาจนถึงปจ จุบนั ทรงริเร่มิ การออกโฉนดทด่ี ิน 3. ดานสาธารณสขุ ทรงรบั ภาระในการจดั การโรงเรียนแพทยตอจาก พระเจานองยาเธอ พระองคเจาศรีเสาวภางค ทรงมีพระดําริริเร่ิมใหมีโอสถศาลา สําหรับรับหนาที่ผลิตยาแจกจายใหราษฎรในตาํ บลหา งไกล ซง่ึ ปจ จุบัน คอื สถานอี นามยั และทรงจัดตง้ั ปาสตุรสภา สถานทีป่ อ งกันโรคพิษสุนัขบาซ่ึงในปจจุบันโอนไปอยูในสังกัดของสถานเสาวภา สภากาชาดไทย นอกจากน้ีพระองคยังทรงรับ

78พระภารกิจดานงานสรรพากร และงานอุตสาหกรรมโลหกิจ ซ่ึงเปนแนวทางพัฒนางานมาจนถึงปจ จุบนั ดว ย 4. ดา นศลิ ปวฒั นธรรม ทรงริเริ่มและวางรากฐานการดําเนินงานของกิจการพิพิธภัณฑสถานแหงชาติหอสมุดแหงชาติ และพระองคทา นก็ทรง อทุ ิศเวลา ทรงพระนิพนธหนงั สือ ตาํ ราตาง ๆ ดานประวัติศาสตรและโบราณคดี อนั เปนมรดกทางปญญาของชาวโลกมาจนกระทั่งทุกวนั นี้ จนไดร บั การยกยอ งวา เปนบิดาทางโบราณคดีและประวตั ศิ าสตรไทย พลเรือเอกพระเจา บรมวงศเธอ กรมหลวงชมุ พรเขตอดุ มศักดิ์ พลเรือเอกพระเจา บรมวงศเธอ กรมหลวงชมุ พรเขตอดุ มศกั ด์ิ พระบดิ าแหงราชนาวไี ทยถงึ แมว าเสด็จในกรมฯ จะทรงแกไข ปรับปรุง ระเบียบการศึกษาใหมีความกาวหนา แตสถานท่ตี ้ังโรงเรยี นนายเรอื นั้นไมมที ตี่ ง้ั เปนหลักแหลงทม่ี น่ั คง ตอ งโยกยายสถานท่ีเรยี นบอ ย ๆ ซึ่งเปนเหตุผลประการหนึ่งที่ทําใหผลการเรียนของนักเรียนนายเรือไมดีเทาที่ควร เสด็จในกรมฯ ทรงพยายามทกุ วถิ ที างทจ่ี ะปรบั ปรงุ กจิ การดา นน้ใี หก าวหนา จงึ ไดนําความขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา เจาอยูหัว ขอพระราชทานที่ดินเพ่ือตั้งเปนโรงเรียนนายเรือ ซ่ึงไดทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ พระราชทานทด่ี นิ บรเิ วณพระราชวงั เดิม ฝงธนบุรี และไดดดั แปลงเปน โรงเรียนนายเรอืเมือ่ ป พ.ศ. 2448 พระอัจฉริยะดา นการดนตรี พระองคทรงมีอจั ฉรยิ ะทางดา นการดนตรี ทรงพระราชนพิ นธเพลงไวห ลายเพลง ไดแก เพลงดอกประดู (เพลงสัญลักษณของกองทัพเรือ) เพลงเดินหนาเพลงดาบของชาติ ซ่งึ ทรงนพิ นธไ วเ ปน โคลงส่ีสภุ าพ และเพลงสรรเสริญพระบารมี สํานวนขับรองของทหารเรือนอกจากนีพ้ ระองคยังศึกษาวิชาแพทยแ ผนโบราณรบั รกั ษาบคุ คลทั่วไปโดยทรงเลา เรียนกับพระยาพิษณุฯ หัวหนาหมอหลวงแหงพระราชสํานัก โดยพระองคจะไมทรงยินยอมรักษาใครจนกวา จะไดร ับการทดลองแมน ยําแลววา เปนยาทร่ี กั ษาโรคชนดิ พ้ืน ๆ ใหหายขาดไดเสียกอนท่ีจะรักษาผปู ว ย ทรงตั้งฐานทัพเรือท่ีสัตหีบ ดวยพระองคทรงมีความเห็นทางดานยุทธศาสตรวาสมควรใชพื้นที่บริเวณตําบลสัตหีบสรางเปนท่ีมั่นสําหรับกิจการทหารเรือข้ึนตามชายฝงและเกาะตาง ๆ ในอาวสัตหีบ เพราะทําเลเหมาะแกการสรางเปนฐานทัพเรือตามพระราชประสงคดังน้นั พระองคจ งึ ทูลเกลาฯ ขอพระราชทานทด่ี ินที่สตั หีบเพอื่ เปนกรรมสทิ ธแิ์ กกองทพั เรอื ในดา นการปอ งกันฐานทัพ ทรงใหความเห็นวา ควรสรางปอมปนใหญขนาดต้ังแต16 นว้ิ ลงมาจนถึง 4.7 นวิ้ และปน ยงิ เคร่ืองบินดว ย ไวบนยอดเกาะตา ง ๆ ในอา วสตั หีบ

79 ศาสตราจารยพระยาอนุมานราชธนราชบัณฑิต พระยาอนุมานราชธน เปนบุคคลผูใฝหาความรูมาต้ังแตเด็ก ชอบสะสมหนังสืออานหนังสอื ศึกษาในชั้นตนที่โรงเรียนบานพระยานานาพิพิธภาษี (โต บุนนาค) ตอมาเขาเรียนท่ีโรงเรยี นอัสสมั ชัญ จบถึงชน้ั มธั ยมปที่ 4 เริ่มแรกทํางานที่โอสถศาลารฐั บาล และโรงแรมโอเรียลเต็ลตามลาํ ดับ และไดเขารับราชการในกรมศุลกากร ตาํ แหนง เสมียนพนักงาน ดว ยความขยันในหนาที่การงาน ทา นจงึ ไดร ับเล่อื นตาํ แหนง ตามลาํ ดับพรอ มกบั รับพระราชทานบรรดาศักด์ิเปน ขุน หลวงพระ พระยา โดยเปนพระยาอนุมานราชธน ตําแหนง ผชู ว ยอธบิ ดกี รมศุลกากร ตอมาหลวงวิจิตรวาทการ ซ่ึงขณะนั้นดํารงตําแหนงอธิบดีคนแรกของกรมศิลปากรไดชักชวนใหท า นเขา รบั ราชการในกรมศลิ ปากรในตําแหนง หัวหนากองศิลปวิทยา จนในท่ีสุดเปนอธิบดีกรมศิลปากร ชวงที่ทานดํารงตําแหนงอธิบดีกรมศิลปากร ไดรับแตงต้ังเปนราชบัณฑิตหลังเกษียณอายุราชการทานไดด ํารงตําแหนงผูรกั ษาการตําแหนง นายกราชบัณฑิตยสถาน โดยเปนประธานกรรมการชําระปทานกุ รม ประธานกรรมการทาํ อกั ขรานุกรมภมู ศิ าสตรไ ทย ประธานกรรมการบัญญัติศัพทภาษาตางประเทศเปนภาษาไทย และประธานคณะบรรณาธิการคําสารานุกรมไทยเปน ตน ผลงานของพระยาอนุมานราชธน ทานเปน บคุ คลท่ไี ดร บั การยกยอ งวา เปน นกั ปราชญเปนบุคคลท่ีแสวงหาความรู จึงเปนบุคคลผูรอบรูในหลายสาขาวิชา เปนที่รูจักของชาวไทยและตางประเทศ มดี งั นี้ 1. งานดา นประวตั ศิ าสตร ไดแ ก งานแปลเร่อื ง อารยธรรมยุคดึกดาํ บรรพ บันทึกความรตู า ง ๆ ทเ่ี ปนจดหมายโตต อบระหวางพระยาอนุมานราชธนกบั สมเดจ็ เจาฟา กรมพระยานรศิ รานวุ ตั ตวิ งษ 2. งานดานภาษาศาสตร ทานเปน นกั นิรกุ ตศิ าสตร เขยี นตํารานริ กุ ติศาสตรเผยแพรทั้งภาษาไทยและภาษาตา งประเทศ และเปนตําราเรยี น 3. งานดา นมานษุ ยวทิ ยา ทานไดเขยี นตําราเรื่อง วัฒนธรรม ฟนความหลังชวี ิตชาวไทยสมัยกอนและการศึกษาเร่ืองประเพณีไทย ประกอบดวยประเพณีเกี่ยวกับชีวิต เกิด - ตายปลกู เรือน การแตงงาน ประเพณเี กี่ยวกบั เทศกาลตรษุ - สารท เปน ตน ทานเปน ผูวางรากฐานการศกึ ษาความรูทางดานคติชนวิทยา ซ่ึงไดรวบรวมงานเกี่ยวกับนิทานพน้ื บาน การละเลน ความเช่อื และประเพณี โดยแปลนิทานของตา งประเทศ วิจารณนิทานไทย ซึ่งผลงานของทานตีพิมพโดยใชนามปากกา “เสฐียรโกเศศ” รวมกับนาคะประทีปผลงานบางเรือ่ งทีท่ า นแตง เอง ไดแ ก หโิ ตปเทศ ทศมนตรี นิยายเบงคลี กถาสริตสาคร ทิวาราตรีพันหน่งึ ทวิ า นิทานอิหรายราชธรรม สบิ สองเรื่อง ฯลฯ

80 4. ทางดานภาษาและวรรณคดี ทา นไดเขยี นสารานกุ รมพรอมคําอธบิ าย และไดจัดทําพจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 เพ่อื ใชอ า งอิงในภาษาไทยไดอยางถูกตอง ทานเปนผูร เิ รมิ่ การเรียนวรรณคดี โดยพิจารณาถงึ วรรณศลิ ปและบญั ญตั ิศัพทวรรณคดีในภาษาไทย ผลงานทางดา นวชิ าการของทา นมมี ากมาย ซงึ่ ไดร ับการสรรเสริญทงั้ ภายในประเทศและตา งประเทศ พรอ มยกยอ งใหทา นเปนปราชญข องประเทศไทยกจิ กรรมทา ยเร่ืองท่ี 2 คุณประโยชนข องบุคคลสาํ คญั(ใหผเู รียนไปทํากิจกรรมทา ยเร่อื งที่ 2 ท่ีสมดุ บนั ทกึ กจิ กรรมการเรียนรูประกอบชุดวชิ า)

81 หนวยการเรยี นรูท ี่ 4 มรดกไทยสมัยรัตนโกสนิ ทรสาระสาํ คญั ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ไดรบั การสืบสานมายาวนานของไทยตั้งแตอดีตจวบจนปจจุบันไดถูกส่ังสมและมีคุณคาจนกลายเปนมรดกไทย ซึ่งศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนยี ม ประเพณีอันโดดเดนเหลานี้ลวนเปนเอกลักษณท่ีบงบอกความเปนชาติไทยอยางชัดเจน หากแตวาการไดรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมตางชาติ มีผลทําใหมรดกไทย ตลอดจนวิถีการดําเนินชีวติ คานยิ มและระบบประเพณตี าง ๆ ไดถกู แปรเปลย่ี นตามกาลเวลาตวั ชว้ี ัด 1. อธิบายความหมายและความสาํ คัญของมรดกไทย 2. ยกตวั อยางมรดกไทยสมัยรตั นโกสนิ ทรไ ดอยา งนอ ย 3 เร่ือง 3. วิเคราะหม รดกไทยสมยั รัตนโกสนิ ทรท ่มี ผี ลตอ การพัฒนาชาติไทย 4. อธบิ ายความหมายความสาํ คัญของการอนรุ กั ษมรดกไทย 5. ยกตัวอยางการมสี ว นรวมในการอนรุ ักษม รดกไทยขอบขา ยเนอ้ื หา เรอ่ื งท่ี 1 ความหมายและความสําคญั ของมรดกไทย เร่ืองที่ 2 มรดกไทยสมัยรัตนโกสนิ ทร 2.1 ดานสถาปต ยกรรม 2.2 ดา นประติมากรรม 2.3 ดานจิตรกรรม 2.4 ดานวรรณกรรม 2.5 ดานดนตรี และนาฏศิลป 2.6 ดานประเพณี 2.7 ดานการแตงกายและอาหาร 2.8 ตัวอยางการมสี ว นรวมการอนุรกั ษมรดกไทยสมยั รตั นโกสนิ ทร

82 เร่ืองท่ี 3 มรดกไทยทม่ี ีผลตอ การพัฒนาชาติไทย เรื่องท่ี 4 การอนรุ กั ษมรดกไทย เรอื่ งที่ 5 การมีสว นรวมในการอนรุ กั ษมรดกไทยสือ่ การเรยี นรู 1. ชดุ ประวัตศิ าสตรช าตไิ ทย รหสั รายวชิ า สค32034 2. สมดุ บนั ทกึ กจิ กรรมการเรยี นรปู ระกอบชุดวชิ าเวลาทใี่ ชใ นการศกึ ษา 24 ชั่วโมง

83เรอ่ื งที่ 1 ความหมายและความสาํ คญั ของมรดกไทย คณะกรรมการอํานวยการวันอนุรักษมรดกไทย ใหความหมายคําวา มรดกไทยหมายถึง มรดกทางวัฒนธรรมท่ีแสดงออกถึงสัญลักษณของความเปนชาติ ซ่ึงไดแก โบราณวัตถุศิลปวตั ถุ โบราณสถาน วรรณกรรม ศลิ ปหตั ถกรรม นาฏศลิ ป และดนตรี ตลอดจนถึงการดําเนินชีวิตและคณุ คา ประเพณตี า ง ๆ อันเปน ผลผลิตรว มกนั ของผูค นในผนื แผน ดนิ ในชว งระยะเวลาท่ีผานมา มรดกไทย สามารถแบง ได 7 ประเภท ดงั น้ี 1. โบราณวตั ถแุ ละศลิ ปวตั ถสุ มยั ตาง ๆ หมายถงึ ส่งิ ของ หรอื รองรอยของความเจริญในอดีตท่ีผานมา ซ่ึงมีคุณคาตอคนรุนหลัง เชน ศิลปะทวารวดี ลพบุรี สโุ ขทัย อยุธยา และศิลปรัตนโกสินทรโบราณวัตถุสวนมากเปนลวดลายปูนปนและลวดลายดินเผา เศียรพระพุทธรูปเครื่องสงั คโลก ปูนปน รปู ยักษเ ทวดา 2. ศิลปวัตถุ เปนผลงานสรางสรรคทางทัศนศิลปที่ประกอบดวย ผลงานศิลปะลกั ษณะตา ง ๆ เชน ภาพเขยี น รปู ปน เครือ่ งลายคราม เครอ่ื งถม เครื่องทอง และส่ิงท่ีทําดวยฝมืออยางประณีต มคี ุณคา สูงสงในทางศลิ ปะ เปนตน 3. โบราณสถาน เปนหลักฐานเก่ียวกับประวัติของสถานทนี่ ั้น อันเปนประโยชนในทางศลิ ปะ ประวตั ิศาสตร หรือโบราณคดี รวมถงึ สถานทท่ี ี่เปน แหลง โบราณคดี แหลง ประวัตศิ าสตรและอุทยานประวัติศาสตรดวย โบราณสถานโดยทั่วไป หมายถึง อาคารหรือสิ่งกอสรางท่ีมนุษยสรา งข้นึ ที่มคี วามเกาแก มปี ระวตั ิความเปนมาที่เปน ประโยชนทางดา นศลิ ปะ ประวัติศาสตร หรือโบราณคดี และยังรวมถึงสถานที่หรือเนินดินที่มีความสําคัญทางประวัติศาสตร หรือมีรองรอยทเี่ ปนกิจกรรมของมนุษยปรากฏอยู 4. วรรณกรรม หมายถงึ วรรณคดหี รือศลิ ปะ ทเี่ ปน ผลงานอันเกิดจากการคิด และจินตนาการ แลวเรียบเรียง นํามาบอกเลา บันทึกขับรอง หรือสื่อออกมาดวยวิธีตาง ๆ โดยทั่วไปแลวจะแบงวรรณกรรมเปน 2 ประเภท คือ วรรณกรรมลายลักษณ คือ วรรณกรรมที่บันทึกเปนตัวหนังสือ และวรรณกรรมมุขปาฐะ อันไดแก วรรณกรรมท่ีเลาดวยปาก ไมไดจดบันทึก ดวยเหตุนี้วรรณกรรมจึงมีความหมายครอบคลุมกวา งถึงประวตั ิ นทิ าน ตํานาน เร่ืองเลา ขาํ ขนั เรื่องสน้ั นวนิยายบทเพลง คาํ คม เปนตน 5. ศิลปหตั ถกรรม จาํ แนกเปน ประเภทตา ง ๆ ไดหลายลกั ษณะ เชน การจัดประเภทของงานศิลปหตั ถกรรมไทยตามประโยชนใชสอย เชน ที่อยูอาศัย เคร่ืองมือประกอบอาชีพ อาวุธเครอื่ งใชตา ง ๆ เคร่อื งนุงหม ยานพาหนะ และวัตถุท่ีเกี่ยวเนื่องกับความเช่ือ การจัดประเภทของงานศลิ ปหตั ถกรรมไทยตามวัสดแุ ละกรรมวิธีการผลติ เชน การปน และหลอ การทอและเย็บปกถักรอ ยการแกะสลัก การกอสรา ง การเขยี นหรือการวาด การจกั สาน การทาํ เครอ่ื งกระดาษ และกรรมวธิ อี นื่ ๆการจัดประเภทของงานศิลปหตั ถกรรมไทยตามสถานภาพของชา ง เชน ศิลปหตั ถกรรมฝม อื ชางหลวงศลิ ปหัตถกรรมฝมอื ชาวบา น

84 6. นาฏศิลปและดนตรี “นาฏศิลป” หมายถึง ศิลปะการฟอนรํา หรือความรูแบบแผนของการฟอนรําเปน สงิ่ ทีม่ นษุ ยประดษิ ฐด วยความประณีต งดงาม ใหความบันเทิง โนมนาวอารมณและความรูสึกของผูชมใหคลอยตาม ศิลปะประเภทน้ีตองอาศัยการบรรเลงดนตรี และการขับรองเขารวมดวยเพือ่ สง เสรมิ ใหเกดิ คณุ คา ยิง่ ขึ้น “ดนตรีไทย” สันนิษฐานวาไดแบบอยางมาจากอินเดียเน่ืองจากอินเดียเปนแหลง อารยธรรมโบราณทส่ี าํ คญั แหงหน่ึงของโลก อารยธรรมตาง ๆ ของอินเดียไดเขามามีอิทธิพลตอประเทศตา ง ๆ ในแถบเอเชียอยางมาก ท้ังในดานศาสนา ประเพณี ความเชอ่ื ตลอดจนศิลปะแขนงตาง ๆ โดยเฉพาะทางดา นดนตรี และยังถอื เปนมรดกอันลํา้ คาของชาติไทยอีกดวย 7. ประเพณตี าง ๆ ประเพณไี ทยแบงออกไดเปน 2 ลกั ษณะ คอื 1) ประเพณีสวนบุคล ไดแก ประเพณีเกี่ยวกับการแตงงาน ประเพณีการเกิดประเพณกี ารตาย ประเพณีการบวช ประเพณีการข้ึนบานใหม ประเพณีทาํ บญุ อายุ เปนตน 2) ประเพณีสวนรวม ไดแ ก ประเพณที างศาสนาตา ง ๆ เชน ประเพณีการทาํ บญุเขา พรรษา ออกพรรษา ประเพณีตรุษ สารท ลอยกระทงประเพณเี ทศกาลสงกรานต และประเพณีวันสําคัญทางพระพุทธศาสนา เปนตน ความสําคญั ของมรดกไทย มรดกไทยเปนส่ิงท่ีบุคคลในชาติควรใหความสําคัญและหวงแหน เพราะเปนสิ่งที่บงบอกความเปนเอกลักษณของชนชาติไทย ซึ่งแสดงใหเห็นความเจริญรุงเรืองของประเทศไทยต้ังแตอ ดตี ทผี่ านมาจวบจนปจ จบุ ัน มรดกไทยจงึ มีความสาํ คญั ในดา นตา ง ๆ ดังน้ี 1) แสดงใหเหน็ ถึงประวตั ิศาสตรค วามเปนมาของชนชาตขิ องเผาพนั ธทุ อ งถ่นิ 2) แสดงถงึ เกยี รติและความภาคภูมิใจของคนในทอ งถ่ินและของคนในชาติ ทําใหเกิดความรกั หวงแหน เห็นคุณคา 3) กอ ใหเ กิดความรูสกึ ความสามัคคี เปนอนั หนง่ึ อนั เดยี วกันในชาติ เปนความมนั่ คงของชาติ 4) เปนหลักฐานท่ีเปนประโยชนตอการศึกษา คนควา วิจัย (การดําเนินการทางวิชาการ) เพื่อการเผยแพรการสบื ทอดและนํามาใชในการพฒั นาคุณภาพชีวติ อันนําไปสกู ารพัฒนาสังคมเศรษฐกิจท่ียั่งยืนตอไป เชน การประกอบอาหาร การถักทอผา การคิดประดิษฐลายผาวธิ ีการตดั เยบ็ เครอื่ งมือ เคร่ืองใช เครอ่ื งเรือน การแพทย การผลิตยา เปน ตนกจิ กรรมทา ยเรอ่ื งท่ี 1 ความหมายและความสาํ คญั ของมรดกไทย(ใหผเู รียนไปทํากิจกรรมทายเรอ่ื งท่ี 1 ที่สมดุ บนั ทกึ กิจกรรมการเรยี นรปู ระกอบชดุ วชิ า)

85เรอ่ื งท่ี 2 มรดกไทยสมยั รตั นโกสินทร ศิลปกรรมสมัยรัตนโกสินทรตอนตน เปนการสืบทอดและสรางเลียนแบบสมัยกรงุ ศรีอยุธยาทงั้ ประตมิ ากรรม สถาปตยกรรม จิตรกรรม หัตถศิลป การฟนฟูงานศิลปะประเภทตาง ๆ โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 2 ถึงรัชกาลที่ 3 มีการนําศิลปะจีนเขามาผสมผสานในงานศิลปกรรม ตง้ั แตส มัยรชั กาลท่ี 4 เปนตนมา วฒั นธรรมตะวันตกก็ไดเ ขา มามอี ิทธพิ ลตอลกั ษณะของการสรางสรรคผลงานทัศนศิลปของไทยดวย สงผลใหงานศิลปะแบบด้ังเดิมเส่ือมความนิยมลงแตใ นปจ จุบันไดร ับการรอ้ื ฟน ใหมใ นรปู ของงานศลิ ปาชีพ ศิลปะประจําชาติ ตลอดจนงานภูมปิ ญ ญาทอ งถิ่นตา ง ๆ 1. ดานสถาปต ยกรรม สถาปต ยกรรมทางศาสนา ไดแ ก 1.1 วัด ในยุครัตนโกสนิ ทรต อนตน มีรูปแบบการดาํ เนนิ รอยตามแบบสถาปต ยกรรมสมัยกรงุ ศรีอยธุ ยา เชน การสรางโบสถว ิหารใหมีฐานโคง การสรางหอไตรหรือหอพระไตรปฎกกลางน้ําเปน ตน ตอมาเมอ่ื มกี ารทํามาคาขายกับตางชาติมากขึ้น จึงไดรับอิทธิพล ท่ีเห็นไดชัด คือ ในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่ไดร ับอทิ ธพิ ลจากจนี การเปลยี่ นแปลงวัดที่เห็นไดชัด เชน การนําชอฟา ใบระกา หางหงส ออกจากหลังคาโบสถ วิหาร แลวเปล่ียนมาเปนกออิฐถือปูนโดยการใชลวดลายดินเผาเคลือบประดับหนาแทนการใชไ มส ลกั แบบเดิม นยิ มใชเ สาเปนส่เี หล่ยี มทึบ ไมมีเสาบัว วัดที่มีการผสมผสานสถาปตยกรรมตะวันตก เชน วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหารในจังหวัดพระนครศรอี ยธุ ยา ทเ่ี ปนศิลปะแบบกอธิค 1.2 วังภาพ : พระทีน่ งั่ จกั รมี หาปราสาทและพระทน่ี งั่ อาภรณภ ิโมกขป ราสาท เปนสถาปตยกรรมในรตั นโกสนิ ทรต อนตน

86 พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช โปรดเกลา ฯ ใหสรางพระราชวังตามแบบกรุงศรีอยุธยา 3 แหง คือ พระบรมมหาราชวัง พระราชวังบวรสถานมงคล พระราชวังบวรสถานพิมขุ โดยท้ังตาํ แหนง ที่ตั้งนั้นยึดหลักยุทธศาสตรเปนสําคัญ ตามตําราพิชัยสงคราม คือ“มแี มน าํ้ โอบลอ มภูเขาหรือหากไมมภี เู ขา มแี มนํ้าเพยี งอยา งเดียวกไ็ ด เรยี กวา นาคนาม” ท่ีอยูอาศัยของพระมหากษัตริย พระบรมวงศานุวงศ และขุนนางไทยผูสูงศักดิ์ในสมยั น้ัน เรยี กขานตามแตบ รรดาศกั ดิ์ ใหเหน็ ถงึ บรรดาศกั ด์ิที่ชัดเจน อาทิ พระตําหนกั พระท่ีนั่งพระวิมานหรือพระมหาปราสาท โดยเฉพาะพระวิมานและพระมหาปราสาท ใชเฉพาะเรือนที่มีเจา ของเปน พระมหากษตั รยิ เทาน้นั สว นที่ประทบั ของพระมหากษัตริยห รือแมจะเปนพระมหาอปุ ราชเรียกวาพระราชวัง เวนแตพระราชวังประทับถาวรของพระมหากษัตริยเทาน้ัน ท่ีเรียกวาพระบรมมหาราชวัง และวงั หลายแหงเปน จุดเริ่มตนของศลิ ปะไทยแขนงตาง ๆ เชน ชา งสิบหมู ลักษณะของปราสาท พระราชวัง พระบรมมหาราชวัง ของพระมหากษัตริยพระบรมวงศานวุ งศและขนุ นาง แบงไดเปน 3 สมัย คือ สมัยตน (รัชกาลท่ี 1 - 3) เปนยุคสืบทอดสถาปตยกรรมแบบกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย สมัยกลาง (รัชกาลที่ 4 - 6) ซ่ึงประเทศไทยไดรับอทิ ธพิ ลสถาปตยกรรมตะวันตก และสมัยหลัง (รัชกาลท่ี 7 - ปจจุบัน) เปนยุคแหงสถาปตยกรรมรวมสมัย 1.3 ทพี่ กั อาศยั ภาพ : ตกึ แถว ยา นบางรกัhttps://th.wikipedia.org/wiki/สถาปตยกรรมสมัยรตั นโกสนิ ทร#/media/File:Thanon_Chaoren_Krung_3.JPG/ ในสมัยรัตนโกสินทรต อนตน หลงั จากทพ่ี ระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราชสถาปนากรุงเทพมหานครข้ึนเปนเมอื งหลวงแหงกรงุ รตั นโกสินทร พระองคมีพระราชประสงคท่ีจะทําใหกรุงรัตนโกสินทรเปนเหมือนกรุงศรีอยุธยาแหงท่ีสอง มีการสรางสถาปตยกรรมท่ีสําคัญเลียนแบบกรุงศรีอยุธยา สวนบานพักอาศัย เรือนไทยที่คงเหลือจากสงครามก็ถูกถอดและนํามาประกอบใหม

87 สมัยรัชกาลท่ี 4 เรม่ิ มีการติดตอกบั ชาติตะวันตกมากข้ึน มีการสรางอาคารรูปแบบตาง ๆ เพื่อรองรับกิจกรรมทางธุรกิจนอกเหนือจากท่ีอยูอาศัย และวัดวาอารามในอดีต ไดแกโรงงาน โรงสี โรงเลือ่ ย หางรานและที่พักอาศัยของชาวตะวันตก นอกจากน้ีการสรางอาคารของทางราชการ กระทรวงตาง ๆ และพระราชวงั ทม่ี รี ูปแบบตะวนั ตกผสมผสานกับสถาปตยกรรมไทยในรูปแบบนโี อคลาสสคิ เชน พระทีน่ ่ังจักรมี หาปราสาท พระที่นั่งอนนั ตสมาคม เปนตน ภาพ : พระท่นี ัง่ อนนั ตสมาคม ซง่ึ มกี ารสรางในรูปทรงแบบยุโรป ท่มี า : https://mgronline.com/travel/detail/9590000026961 สําหรับท่พี กั อาศัย ในการประยกุ ตยคุ แรก ๆ เรือนไมจ ะนาํ ศิลปะตะวันตกมาประยุกตเชน เรือนปนหยา ซ่ึงดัดแปลงมาจากเรือนไมของยุโรป สรางข้ึนในพระราชวังกอนแพรหลายสบู านเรือนประชาชน หลังคาเรือนปน หยาทมี่ ุงดว ยกระเบื้องทุกดา นของหลังคาจะชนกันแบบปรามิด ไมม หี นาจ่ัวแบบสถาปต ยกรรมดงั้ เดมิ จากนัน้ ไดวิวัฒนาการเปนเรือนมะนิลา ในบางสวนอาจเปนหลงั คาปน หยา แตเปดบางสวนใหมหี นา จัว่ หลงั จากน้นั ก็มีเรอื นขนมปงขงิ ซึง่ ไดร ับอทิ ธพิ ลจากเรือนขนมปงขิงสมัยโบราณของตะวันตก ซึ่งมีการตกแตงอยา งหรูหรา มีครีบระบายอยางแพรวพราวโดยทง้ั เรอื นขนมปง ขิงและเรอื นมะนลิ า เปน ศลิ ปะฉลุลายทีเ่ ฟอ งฟมู ากในสมัยรชั กาลที่ 5 - รัชกาลที่ 6 ในสมยั รัชกาลท่ี 5 เริ่มมีการใหกรรมสิทธิ์ท่ีดนิ อีกท้ังเกิดยานตลาดเปนศูนยกลางชุมชน ทําใหเกิดที่พักอาศัยและรานคาตามยานหัวเมือง เรียกสถาปตยกรรมเชนน้ีวา เรือนโรงมลี กั ษณะเปน เรือนพนื้ ติดดิน ไมต้ังอยูบนเสาสงู เชน เรอื นไทยในอดตี ต้ังอยูยา นชมุ ชนการคาชาวจีนทเี่ ขา มาทาํ การคาขาย โดยเปดหนา รา นสาํ หรบั ขายของ สว นดานหลังไวพ กั อาศัย สรา งเรยี งรายกัน

88เปนแถว จึงกลายเปน หองแถวในเวลาตอมา ถึงแมว า เรือนไทยจะไดรับอทิ ธิพลตะวันตก แตค นไทยกย็ งัถือเร่ืองคติการสรางบานแบบไทย ๆ อยู เชน การยกเสาเอกและการถือเรื่องทิศ ตอมาสถาปนิกและนักตกแตง ซึง่ สาํ เร็จการศึกษาจากตางประเทศไดกลับนํามาใชในการทํางาน ทําใหมีแนวโนมนาํ เอารปู แบบสถาปต ยกรรมแบบอ่ืนมาดว ย ในปจจุบันสถาปตยกรรมโดยเฉพาะในเมืองหลวงหรือตามเมืองใหญ ๆ แทบไมหลงเหลอื รูปแบบสถาปต ยกรรมไทยในอดีต สถาปต ยกรรมในยคุ หลงั อตุ สาหกรรม ไดเ นน การสรา งความงามจากโครงสราง วัสดุ การออกแบบโครงสรางใหมีความสวยงามในตัว เชน ใชเหล็กใชก ระจกมากขน้ึ ผนังใชอ ฐิ และปนู นอ ยลง ใชโครงสรา งเหล็กมากข้นึ ออกแบบรูปทรงใหเปน กลองมผี นังเปน กระจกโลง เปนตน ภาพ : วดั ราชโอรสาราม ทม่ี า : http://www.painaidii.com/business/147899/photo/9/lang/th/#photo ภาพ : พระที่น่ังจกั รมี หาปราสาท เปนพระที่นั่งทีส่ รา งข้นึ ในสมัยสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลาเจาอยูหัว โดยไดร ับแนวความคิดมาจากสถาปตยกรรมตะวนั ตก ท่ีมา : https://mareenatravel.files.wordpress.com/2014/11/175517-90-2393.jpg

89 2. ดานประติมากรรม ประติมากรรมไทยสมัยรัตนโกสนิ ทร เรม่ิ ตัง้ แตสถาปนากรงุ รตั นโกสินทรเม่ือ พ.ศ. 2325 จนถึงปจจุบัน นับเปนยุคแหงการเปลย่ี นแปลงทางศลิ ปวฒั นธรรม ที่เปน ไปอยางรวดเรว็ ฉบั พลันมากกวา ยคุ สมัยในอดีตที่ผานมาเนอ่ื งจากอิทธิพลของความเจริญทางเทคโนโลยี อารยธรรมตะวันตกท่ีหล่ังไหลเขามาในประเทศอยางรวดเร็วและมากมาย การติดตอ กับนานาประเทศทวั่ โลก เปน ไปอยา งกวางขวาง มีการส่ือสารที่ฉับพลัน มีสวนอยางมากตอการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย และการสรางงานประติมากรรมกลาวโดยสรปุ ประตมิ ากรรมไทยสมยั รัตนโกสนิ ทรแบงออกไดเปน 3 ระยะ คือ ประติมากรรมแบบด้งั เดิม ประตมิ ากรรมระยะปรบั ตวั และประตมิ ากรรมรวมสมยั ประตมิ ากรรมแบบดั้งเดมิ ในสมัยรชั กาลท่ี 1 ถึงรัชกาลท่ี 3 การสรางงานประตมิ ากรรม ดําเนินรอยตามแบบประเพณนี ยิ มทที่ าํ กันมาแตอดตี ของไทย สมัยรชั กาลท่ี 1 เปน ยคุ ท่ีเรมิ่ สถาปนากรุงรตั นโกสินทร เปนชวงเวลาแหงการสรางบานเมืองใหม จงึ มีการสรางพระพทุ ธรูปนอ ยมาก พระประธานทสี่ รา งในสมัยนี้ทสี่ าํ คัญ คือ พระประธานทีพ่ ระอุโบสถ และพระวิหาร วดั มหาธาตุยุวราชรงั สฤษฎร์ิ าชวรมหาวหิ าร ฝม ือพระยาเทวารังสรรคเปน พระพุทธรปู ทีม่ ขี นาดใหญ จนดเู กือบคบั อาคาร มีฐานชกุ ชีเตี้ย เปน ผลในการแสดงอํานาจราชศกั ด์ิพระพุทธรูปสวนใหญเคล่ือนยายมาจากสุโขทัย และจังหวัดทางภาคกลางท่ีองคพระพุทธรูปเหลานี้ถูกทอดทิง้ อยูตามโบราณสถานทปี่ รักหกั พงั ตอ งกราํ แดด กรําฝน นาํ มาบรู ณะใหมกวา 1,200 องคและสง ไปเปนพระประธานตามวัดตาง ๆ ในกรุงเทพฯ ที่เหลือนํามาประดิษฐานไว ณ ระเบียงวัดพระเชตุพนวมิ ลมังคลารามราชวรมหาวิหาร พันกวาองค ท้ังช้ันนอก และช้ันใน ประติมากรรมอ่ืน ๆที่สําคัญ คือ หัวนาค และเศียรนาคจําแลง และยักษทวารสําริดปดทอง ประจําประตูทางเขาพระมณฑป หอพระไตรปฎก หลังปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดารามฝมือครูดําชางปน เอกสมัยรชั กาลท่ี 1

90 ภาพ : ยักษบ นฐานปลายพลสิงห เหนือบันไดทางข้นึ พระมณฑป วดั พระศรีรตั นศาสดาราม ทมี่ า : http://kanchanapisek.or.th/kp6/pictures14/s14-110-2.jpg สมัยรัชกาลท่ี 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย โปรดเกลาฯ ใหบูรณะศลิ ปสถาน และงานศิลปะอ่ืน ๆ โดยเฉพาะดานประติมากรรมเปนพิเศษ เชน ทรงปนหุนพระยารกั ใหญ รักนอ ย และรูปพระลกั ษณ พระราม ซงึ่ เปนหุนหลวงท่ีสวยงามมาก ปจ จุบันอยูในพพิ ธิ ภณั ฑสถานแหงชาติ ทรงปน หุน พระพักตร พระพทุ ธประธาน 2 องค คอื พระพทุ ธจุฬารกั ษ พระประธานพระอุโบสถวัดราชสิทธารามราชวรวิหาร และพระพุทธธรรมิศรราชโลกธาตุดิลก พระประธานพระอโุ บสถวัดอรณุ ราชวรารามราชวรมหาวิหาร งานช้ินทส่ี าํ คัญอกี ช้นิ หน่ึง คอื ทรงรว มสลกั บานประตูพระวิหารหลวงวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร รูปพรรณพฤกษาซอน 3 ชั้น มีภาพสัตวประเภทนก และกระตา ยประกอบ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook