วจิ ยั ในชั้นเรียน เร่อื ง การแกป้ ัญหาในชนั้ เรยี นโดยการสอนแบบร่วมแรงร่วมใจ เพือ่ ยกระดับผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น ของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 4 วชิ าสขุ ศกึ ษา เรื่องโทษของบุหรแี่ ละสรุ า จัดทาโดย นางสาวทัศนา สงั ฆสนั ตคิ รี ี ตาแหน่ง พนักงานราชการ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา โรงเรียนราชประชานเุ คราะห์ 31 อาเภอแม่แจ่ม จงั หวัดเชียงใหม่ สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ
คานา เอกสารงานวจิ ยั ฉบับนี้จัดทาขึน้ เพ่ือเป็นสว่ นหน่ึง ในงานวิจัยชัน้ เรยี นของการเรยี นการสอนในรายวชิ าของ นกั เรยี น ซึ่งงานวจิ ัยช้ินนไี้ ด้ถกู พัฒนาข้ึนเพือ่ พัฒนาปรบั ปรุงการเรยี นการสอนในโรงเรียนใหด้ ีย่ิงขน้ึ จากปัญหาการเรียนการสอนในห้องเรียนท่ีครูผู้สอนได้พบเจอพบว่า ปัญหาการเรียนรู้ของนักเรยี นเนอ่ื ง ด้วยความไม่รับผิดชอบของนักเรียนและวุฒิภาวะ ทาให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่า และนักเรียนเกิดความเบ่ือ หน่ายในการเรียนในรายวิชา ครูผู้สอนจึงได้ใช้เทคนิคการเรียนการสอนที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาดังกล่าวหวัง เป็นอย่างยิ่งว่า จะเปน็ เอกสารทก่ี ่อใหเ้ กดิ ประโยชน์ต่อผู้อา่ นทุกทา่ น .............………………………….…. ผู้จดั ทา
สารบัญ เร่ือง หน้า บทที่ 1 บทนา 6 บทที่ 2 เอกสารและทฤษฎที ่ีเก่ยี วข้อง 12 บทที่ 3 การดาเนนิ งาน 41 บทท่ี 4 ผลการดาเนินงาน 49 บทที่ 5 สรุปผลการดาเนิน 52 บรรณานุกรม 54
บทคัดยอ่ การศึกษาคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์ดังน้ี 1) เพื่อพัฒนาชุดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ตรง กับ มาตรฐานท่ีกาหนดไว้ 80/80 2) เพ่ือศึกษาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนที่ไดร้ ับจากการจัดการเรยี นรู้โดยใชช้ ุดการ เรียนสาเรจ็ รปู ทั้งก่อนเรยี น และหลังเรียน 3) เพอ่ื ยกระดบั คุณภาพผู้เรยี นให้เปน็ ผู้ท่ีมีความสุข กา้ วทันต่อโลกยุค ใหม่ และสามารถปรับตัวใหเ้ ขา้ กับสภาพสงั คมที่ตนเองอยู่ เคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจัยชุดกิจกรรมการเรียน ได้แก่ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ตลอดจนชุด กิจกรรมและแบบฝึกหัดต่างๆ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน และแบบ ประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน ค่าสถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉล่ีย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่า (t-test แบบ Dependent) จากการศึกษาการเรียนการสอนแบบร่วมแรงร่วมใจเพ่ือยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรวมถึงปรับ พฤติกรรมนักเรยี นทข่ี าดความรับผิดชอบในการเรียนของช้นั เรยี น จากการสังเกตนักเรียนกอ่ นการใชก้ ารสอนแบบ STAD มีค่าคะแนนเฉล่ียของการทดสอบผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นอยู่ท่ี 14.07 คะแนน แต่หลังจากการใช้การสอน แบบ STAD ทาให้คะแนนเฉลีย่ อยทู่ ี่ 15.14 คะแนน ซ่ึงเพิ่มข้ึน 1.07 คะแนน คิดเปน็ รอ้ ยละท่ีเพมิ่ ขึ้น 7.60% และ มีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนสอบเท่ากบั 1.82 ซึ่งลดลงจากเดิม 0.26 ทาให้ข้อมูลท่ีได้มีการกระจายตัวท่ี ลดลงแสดงถงึ คุณภาพของข้อมูลที่ดี ผ้เู รยี นมคี ะแนนเกาะกลุ่มใกล้เคียงกันมากข้นึ ส่งผลต่อการพฒั นาการเรียนใน ด้านอืน่ ๆ ซง่ึ จะทาให้สอนทักษะตา่ งๆ ไดง้ ่ายขนึ้ *******************************************
กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยชั้นเรียนฉบับนี้ เป็นการวิจัยเชิงพัฒนาเพ่ือพัฒนาการเรียนการสอนของนักเรียนช้ัน ประถมศึกษาปที ี่ 4 สาเร็จลุล่วงได้ด้วยคณะครู ผู้เชี่ยวชาญ และผู้อานวยการโรงเรียน ที่กรุณาให้คาปรึกษาพรอ้ ม ทง้ั ชว่ ยเหลอื แนะนาตรวจสอบ แก้ไขข้อบกพรอ่ งตา่ งๆ ผรู้ ายงานขอขอบพระคณุ เป็นอย่างสงู ขอขอบคุณคณะ ครู นักเรียนในโรงเรยี นทกุ คน ทใี่ ห้ความรว่ มมอื ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูลในการพฒั นาการจัดการเรยี นรู้สูง่ านวิจัย ในครัง้ นี้ด้วยดี คุณค่าและประโยชน์ของรายงานฉบับน้ี ผู้รายงานขอมอบเป็นเครื่องแสดงความกตัญญู ต่อบิดา มารดา ท่ีให้การศึกษา อบรมสั่งสอน ให้มีสติปัญญาและคุณธรรมท้ังหลาย อันเป็นเครื่องมือนาไปสู่ความสาเร็จในชีวติ ของผูร้ ายงาน …………………………………………………… ผจู้ ัดทา
บทท่ี 1 บทนา ความเป็นมาและความสาคัญ การเรียนการสอนในรายวิชาสุขศึกษา ของนักเรยี นในห้องเรียน ในช่วงตลอดภาคเรียนที่ผ่านมา พบว่า นักเรียน มีความรับผิดชอบต่อการเรียนค่อนข้างน้อย จึงทาให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ต่าซึ่งก่อให้เกิดความ เสียหายต่อการเรียน จากการศึกษาเอกสารพบว่า นวัตกรรมการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญหลายๆ อย่างที่ได้มี การสร้างขน้ึ เชน่ รปู แบบการสอนแบบรว่ มแรงร่วมใจระหว่างครกู บั นกั เรยี น เป็นการจัดการเรยี นการสอนที่เน้น สภาพแวดล้อมทางการเรียนให้กับผู้เรียนเป็นการผสมผสานระหว่างทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมกับทักษะด้าน เน้ือหาวิชาการต่าง ๆ เข้าด้วยกันเป็นอย่างดี โดยให้ผู้เรียนได้อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ได้ช่วยกันทางานและ แลกเปล่ียนความคิดเห็นส่วนตัวซึ่งกันและกัน โดยแต่ละกลุ่มต้องประกอบไปด้วยผู้เรียนที่มคี วามรู้เป็นตัวนาการ คิดและเป็นผู้ควบคุมเพ่ือนได้หรือเพื่อนๆ ให้ความไว้วางใจ ซ่ึงความสามารถแตกต่างกันจะให้ผู้เรียนท่ีเก่ง ช่วยเหลือผู้เรียนที่อ่อนได้ส่วนหนึ่ง และความสาเร็จของบุคคล คือความสาเร็จของกลุ่ม ดังน้ันเพื่อให้ผู้เรียนมี ความรบั ผดิ ชอบต่อการเรยี นในรายวชิ าวชิ ามากยง่ิ ข้ึน ห้องเรียนบรรยากาศในช้ันเรียนมีส่วนสาคัญในการส่งเสริมความสนใจใคร่รู้ใคร่เรียนให้แก่ผู้เรียน ช้ัน เรียนที่มีบรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น ความเห็นอกเห็นใจ และความเอื้อเฟ้ือเผื่อแผ่ต่อกันและกัน ย่อมเป็น แรงจูงใจภายนอกทก่ี ระตนุ้ ให้ผู้เรยี นรักการเรยี น รักการอยรู่ ่วมกนั ในชนั้ เรยี น และช่วยปลูกฝังคุณธรรม จรยิ ธรรม ความประพฤติอันดีงามให้แก่นักเรียน นอกจากน้ีการมีห้องเรียนท่ีมีบรรยากาศแจ่มใส สะอาด สว่าง กว้างขวาง พอเหมาะ มีโต๊ะเก้าอ้ีท่ีเป็นระเบียบเรียบร้อย มีมุมวิชาการส่งเสริมความรู้ มีการตกแต่งห้องให้สดใส ก็เป็นอีกส่ิง หนึ่งที่ส่งผลทาให้ผู้เรียนพอใจมาโรงเรียน เข้าห้องเรียนและพร้อมท่ีจะมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน ดังนั้น ผู้เป็นครูจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความหมาย ความสาคัญ ประเภทของบรรยากาศ หลักการจัด บรรยากาศในชั้นเรียนและการจัดการเรียนรู้อย่างมีความสุข เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีลักษณะตามท่ีหลักสูตรได้ กาหนดไว้ ความหมายของการจัดบรรยากาศในช้ันเรียนการจัดบรรยากาศในช้ันเรียน หมายถึง การจัด สภาพแวดลอ้ มในชนั้ เรียนให้เอื้ออานวยตอ่ การเรียนการสอน เพือ่ ชว่ ยสง่ เสรมิ ใหก้ ระบวนการเรยี นการสอนดาเนิน ไปอย่างมีประสิทธภิ าพ และช่วยสร้างความสนใจใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา ตลอดจนช่วยสร้างเสริมความมีระเบียบวินัยให้แก่ ผเู้ รยี นดว้ ยหลกั สูตรการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐานฉบบั ปัจจุบัน มุ่งหวงั ให้ผเู้ รียนเปน็ คนดี คนเกง่ มีสขุ ภาพอนามัยทส่ี มบูรณ์ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ทางานและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขครูจึงเป็นบุคคลท่ีสาคัญอย่างยิ่งท่ีจะต้อง สร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขความหมายของการสร้างบรรยากาศการเรียนรู้อย่างมี ความสุขบรรยากาศการเรียนรู้อย่างมีความสุข คือ การจัดสภาพการเรียนการสอนให้มีบรรยากาศที่ผ่อนคลาย นกั เรียนรู้สกึ เปน็ อิสระ ได้เรียนรู้โดยวิธกี ารต่างๆ อย่างหลากหลาย ครูยอมรบั ความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คลและเปิด
โอกาสให้ผู้เรยี นไดพ้ ัฒนาตนเองอยา่ งเตม็ ศักยภาพ ความสาคัญของการสร้างบรรยากาศการเรียนรอู้ ย่างมีความสุข ให้ผ้เู รยี นได้เรยี นรอู้ ย่างมีความสุข ก่อให้เกิดประโยชนต์ ่อผู้เรียนทง้ั ปัจจุบันและอนาคต การเรียนรอู้ ย่างมคี วามสุข พระธรรมปฎิ ก ไดจ้ ัดแบบของการเรยี นรูอ้ ยา่ งมคี วามสขุ ไว้ 2 แบบคือ 1. ความสุขท่ีอาศัยปัจจัยภายนอก เป็นความสุขที่เกิดจากสภาพแวดล้อม คือมีกัลยาณมิตร เช่นครู อาจารย์ เป็นผู้สร้างบรรยากาศแห่งความรัก ความเมตตา และช่วยให้สนุก ซ่ึงต้องระวังเพราะถ้าควบคุมไม่ดี ความสุขแบบนี้จะทาให้นักเรียนอ่อนแอลง ยิ่งถ้ากลายเป็นการเอาใจ หรือตามใจ จะยิ่งอ่อนแอลงไปทาให้เกิด ลักษณะพ่ึงพา 2. ความสุขท่ีเกิดจากปัจจัยภายใน เป็นความสุขท่ีเกิดจากภายในตัวผู้เรียนเอง ซ่ึงเป็นอิสระ ไม่ต้องพงึ่ ผู้อ่ืน กล่าวคอื ผ้เู รยี นเกดิ นิสัยใฝ่รู้ ใฝเ่ รยี น ใฝ่สรา้ งสรรค์ และมคี วามสุขจากการสนองความใฝร่ ู้ ความสุขแบบนี้ทา ให้คนเขม้ แขง็ เขาจะมีความสุขเม่ือได้เรยี นรู้ เมื่อยิ่งทาก็ยง่ิ มคี วามสุข และยง่ิ มีความเข้มแข็ง ดังนั้น การสร้างบรรยากาศให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุขจึงควรมุ่งสร้างความสุขจากปัจจัยภายใน โดยมปี จั จยั ภายนอกเป็นองคป์ ระกอบนาทาง กจ็ ะชว่ ยพัฒนานกั เรียนให้เปน็ ผรู้ ักการเรียนรอู้ ยา่ งแท้จริง พระราชบัญญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซ่ึงเปน็ กฎหมายหลักทางด้านศึกษาฉบบั แรกของประเทศ ไทยที่ประชาชนได้มสี ่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและให้ขอ้ มูลอย่างกว้างขวาง เพอ่ื กาหนดเนือ้ หาสาระต่างๆ เกี่ยวกับการจัดการศึกษาของประเทศ อันส่งผลกระทบท่ีสาคัญในการจัดการเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาของ ชาติอยา่ งมาก โดยในการจดั การศึกษายึดหลักวา่ ผู้เรียนสาคญั ที่สุด มงุ่ เนน้ ให้ผเู้ รยี นไดพ้ ัฒนาตามธรรมชาติ ความ สนใจและเต็มศักยภาพ เน้นความรู้คู่คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้ และการบูรณาการความรู้ ความสัมพันธ์ ระหว่างตนเองกับสังคมเพื่อพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ท่ีจาเป็นสาหรับการประกอบอาชีพและการดารงชีวิตอย่างมี ความสขุ กาหนดใหส้ ถานศึกษาใชว้ ธิ กี ารท่ีหลากหลายในการประเมินผลผู้เรียน และการพัฒนากระบวนการเรียน การสอนท่มี ีประสิทธภิ าพ ด้วยเหตุน้ีผู้สอนจึงเลือกวิธีการสอนแบบรว่ มแรงร่วมใจ โดยใช้รูปแบบ STAD เพ่ือนามาปรบั พฤติกรรม ความรับผดิ ชอบ และยกระดบั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนของนกั เรียน ซึง่ จะเป็นแนวทางในการพัฒนาผู้เรยี นได้อยา่ ง ย่ังยนื ตามหลกั การของยุทธศาสตรช์ าติที่ไดว้ างไว้ และเป็นแนวทางในการเรียนรู้ของนกั เรียนทีด่ ีอกี รปู แบบหนึ่งซึ่ง สามารถนาไปประยุกต์ใชก้ บั การเรยี นได้อยา่ งยัง่ ยนื
วตั ถุประสงค์ของการวิจยั 1. เพอ่ื พฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนกั เรยี นระดบั ประถมศึกษาปีท่ี 4 วิชาสุขศึกษา จานวน 25 คน เร่อื งโทษของบุหรี่และสุรา 2. เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรยี นและหลังเรียนในรายวชิ าด้วยรปู แบบการสอนแบบ ปกตแิ ละการสอนโดยใช้วิธี STAD สมมติฐานของการวจิ ัย การเรยี นการสอนแบบร่วมแรงร่วมใจ โดยใช้วิธี STAD จะมผี ลตอ่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่าง จาก การเรยี นแบบปกติของนกั เรยี น ขอบเขตของการวจิ ัย ประชากร นักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 4 วิชาสขุ ศกึ ษา จานวน 12 คน กลุม่ ตวั อยา่ ง นักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 4/1 วิชาสขุ ศึกษา จานวน 12 คน ตัวแปรท่ีใช้ในการวจิ ยั ตัวแปรอิสระ (Independent Variables) ได้แก่ การเรียนการสอนแบบร่วมแรงร่วมใจ โดย ใชว้ ิธี STAD ตัวแปรตาม (Dependent Variables) ไดแ้ ก่ ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นวชิ าสุขศึกษาเ น้ื อ หา ทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั เนื้อหาท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ ได้แก่ บทเรียนเรื่องโทษของบุหรี่และสุรา ใบงาน ใบความรู้ แบบทดสอบ วิชาสขุ ศกึ ษา ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 4 เครอ่ื งมือในการวจิ ยั 1. รปู แบบการสอนแบบรว่ มแรงรว่ มใจ โดยวธิ ี STAD 2. แผนการจัดการเรยี นรู้ ใบงาน แบบฝึกทกั ษะ 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน 4. แบบสงั เกตพฤตกิ รรมความรับผดิ ชอบ ระยะเวลาการดาเนนิ งานวิจัย เดือน ตุลาคม – เดือน มีนาคม ของภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2563
นิยามศัพท์เฉพาะ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน หมายถงึ ความสามารถในการเรยี นของนกั เรยี น ในรายวิชา ซงึ่ วดั ไดจ้ ากคะแนน จากการทาแบบทดสอบก่อนและหลังเรียน แบบทดสอบย่อยในแต่ละหัวข้อ แบบประเมินการ ปฏิบัติการทดลอง และแบบประเมนิ การนาเสนอผลงานหน้าชน้ั เรียน ความสามารถในการทางานร่วมกับผู้อื่นได้ หมายถึง พฤติกรรมการเรียนในการทางานกลุ่ม ได้แก่ การ ชว่ ยเหลอื กลุ่ม มีความรับผดิ ชอบ การแสดงความคิดเห็น รบั ฟังความคิดเหน็ และสามารถระบุบทบาท หนา้ ท่ขี อง ตนเองในการทางานร่วมกับเพื่อนในกลุ่มได้ ตั้งแต่วางแผนการทางาน การดาเนินตามแผนท่ีวางไว้ ตลอดจนการ นาเสนอผลงาน ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ โดยการสัมภาษณ์ แบบประเมินตนเองและเพื่อนในกลุ่ม ในการทางาน เป็นกลุม่ และแผนภาพสังคมมิติ การเรียนแบบร่วมแรงร่วมใจ STAD หมายถึง วิธีการเรียนที่ส่งเสริมนักเรียนได้ร่วมมือกันในการเรียน เพ่ือช่วยให้เกิด การเรียนรู้และสามารถทางานร่วมกับผู้อ่ืนอย่างมีความสุข โดยเน้นรูปแบบการต่อบทเรียน (Jigsaw) และ การศึกษาค้นคว้าเป็นกลุ่ม (Group Investigation) ที่มีการประเมินทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ โดยใหผ้ ู้เรียนมีสว่ นรว่ มในการประเมนิ ดว้ ย แบบฝกึ ทักษะ หมายถึง สอื่ หรือเอกสารการเรยี นประเภทหนงึ่ ทผ่ี ู้วิจัยสร้างขน้ึ เพื่อใหน้ ักเรียนฝึกปฏิบัติ เพอ่ื ใหเ้ กิดความรู้ ความเขา้ ใจและทักษะเพ่ิมขน้ึ เพ่ือพัฒนาทกั ษะในด้านหนง่ึ ๆ ที่ผวู้ ิจัยต้องการศกึ ษาพัฒนาการ ใหก้ บั นกั เรยี น และเรยี งลาดับจากง่ายไปหายาก โดยเน้นการฝึกทักษะตามกระบวนการทไี่ ดก้ าหนดไว้และสามารถ นาไปใช้ได้ในชีวิตประจาวัน ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ หมายถึง อัตราส่วนระหว่างค่าร้อยละของค่าเฉล่ียจาก การปฏิบัติ กิจกรรมระหว่างเรยี น โดยใช้แบบฝึกทักษะกบั ค่าร้อยละของคะแนนทไ่ี ด้จากการทาแบบทดสอบหลังเรียน โดยใช้ ประสทิ ธิภาพ 80/80 เป็นเกณฑต์ ดั สิน 80 ตัวแรก หมายถึง ประสิทธิภาพของกระบวนการโดยพิจารณาจากร้อยละของคะแนนเฉล่ียของ นกั เรยี นจากการเรียนโดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะการอ่านจบั ใจความ 80 ตัวหลัง หมายถึง ประสิทธิภาพของผลผลิตโดยพิจารณาจากร้อยละของคะแนนเฉล่ียจาก แบบทดสอบหลังเรยี น ของนกั เรียนหลงั เรียนทกุ แผนโดยมคี ะแนนเฉล่ียร้อยละ 80 ข้นึ ไป
กรอบแนวคดิ ในการวิจยั ตัวแปรตาม ตวั แปรต้น นกั เรียนมผี ลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนท่ดี ีขึน้ และมคี า่ ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน การเรยี นการสอนแบบร่วมแรงรว่ ม ใจ โดยใชว้ ธิ ี STAD ประโยชน์ที่คาดวา่ จะได้รับ 1. นักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 4 มีผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนใฝร่ ู้ ใฝ่เรยี น และมที ักษะทางวชิ าการสงู ขึ้น 2. การเรียนแบบร่วมแรงรว่ มใจ STAD และแบบฝึกทักษะทางวิชาการ ส่งเสริมใหน้ ักเรียนใชเ้ วลาวา่ งให้เป็น ประโยชน์ เปน็ เครือ่ งมือในการแสวงหาความรู้ เป็นประโยชน์ตอ่ ครูผู้สอน ซงึ่ สามารถนาไปใช้ในการพัฒนาการเรียน การสอนใหม้ คี ุณภาพได้อย่างต่อเน่ือง รูปแบบการวิจยั (Research Design) รูปแบบการวิจัยท่ีเหมาะสม จะช่วยป้องกัน หรือลดอคติ หรือความคลาดเคลื่อนอย่างมีระบบ (systematic error) อันอาจจะเกิดข้ึน จากการวิจัยได้ รูปแบบการวิจัย เปรียบเสมือนโครงสร้างของบ้าน จะมี ลักษณะอย่างไร ข้ึนกับคาถาม และวัตถุประสงค์ของการวิจัย ส่วนระเบียบวิธีวิจัย (research methodology) เปรียบเสมือนการตกแต่งภายใน ซ่งึ จาเปน็ ตอ้ งสอดคลอ้ งกับโครงสร้างของบา้ น (design) ดังนั้น ในการเขยี นโครง ร่างการวิจัย จึงจาเปน็ ต้อง กาหนดรปู แบบการวจิ ัยทเ่ี หมาะสม การจาแนกรูปแบบการวิจัย ตามวิธกี ารดาเนินการวิจยั สามารถแบ่งการวิจยั ได้เป็น 2 รูปแบบใหญ่ ๆ คือ การวิจัยโดยการสังเกต (observational research) และการวิจัยเชิงทดลอง (experimental research) ข้ึนอยู่ กับว่า ตัวแปรอิสระ ซ่ึงอาจได้แก่ ปัจจัยเส่ียง (risk factor หรือ exposure) หรือส่ิงที่เราต้องการประเมิน หรือ ทดสอบ (เชน่ ยา วธิ ีการรักษา โครงการต่าง ๆ) ซึ่งเรียกวา่ \"ส่งิ แทรกแซง\" (intervention) น้ัน ผูว้ จิ ัยเป็นผูก้ าหนด (assign) ให้กับตัวอย่างท่ีนามาศึกษา หรือตัวอย่างที่นามาศึกษานัน้ ได้รับปัจจัยเสี่ยงน้ันอยู่แล้ว ในชีวิตประจาวัน หรอื ได้รับอยแู่ ล้ว ตามธรรมชาติ (ท่เี รียกว่า natural exposure) โดยทีผ่ ู้วจิ ัย ไมไ่ ด้เข้าไปควบคมุ หรือแทรกแซงแต่ อย่างใดการวิจัยใดก็ตาม ท่ีผู้วิจัยมีการ กาหนดปัจจัยเส่ียง หรือกาหนดสิ่งแทรกแซง ให้กับตัวอย่างที่นามาศึกษา แล้วติดตามดูผล ท่ีจะเกิดข้ึนในอนาคต การวิจัยชนิดน้ี เรียกว่า การวิจัยเชิงทดลอง ซ่ึงสามารถปรับปรุงเน้ือหาให้ กลายเปน็ วจิ ยั เชงิ พัฒนาในท่สี ุด
การเลือกรูปแบบการวิจัยท่ีเหมาะสมนั้น ข้ึนอยู่กับคาถาม หรือปัญหาการวิจัย ท่ีต้องการหาคาตอบ ใน การศึกษา เพื่อแสวงหา คาตอบของคาถาม ควรประกอบไปด้วย กระบวนการศึกษาที่ครบวงจร โดยเริ่มต้ังแต่ การศึกษาขนาดของปัญหา ว่ามีมากน้อยเพียงใด (ศึกษาเก่ียวกับทุกข์) เมื่อทราบว่าโรคน้ันเป็นปัญหา ข้ันต่อไปก็ คือการศึกษา ต้นเหตุของปัญหา (สมมุทัย) การศึกษาหาต้นเหตุของปัญหา ทาให้สามารถกาหนดกลยุทธ ในการ แกป้ ัญหา (นิโรธ) และขนั้ ตอ่ ไปก็คือ การเลือกแนวทางแกไ้ ขปัญหา ภาพที่ 8 ลาดับขั้นตอนของวธิ ีการคิดวิเคราะห่เ์ พอ่ื แกป้ ัญหา
บทท่ี 2 หลกั การ แนวคิด และทฤษฎที เ่ี ก่ยี วขอ้ ง การศกึ ษาคน้ คว้าคร้งั นผ้ี ศู้ ึกษาค้นควา้ ไดศ้ กึ ษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการศกึ ษาค้นคว้าโดย เรยี งลาดบั ตาม หวั ข้อดงั ตอ่ ไปน้ี 1. ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น 2. ความหมายของจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ 3. พฤตกิ รรมท่ีคาดหวังทางด้านสตปิ ัญญา 4. การสอนรปู แบบตา่ งๆ 5. การวดั ผลประเมินผล 6. การเรยี นแบบรว่ มแรงรว่ มใจ STAD 7. งานวจิ ยั ทีเ่ กี่ยวข้อง 1. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น ความหมายของผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นเปน็ ความสามารถของนักเรียนในด้านต่างๆ ซง่ึ เกดิ จากนักเรยี นได้รับประสบการณ์ จากกระบวนการเรยี นการสอนของครู โดยครูตอ้ งศึกษาแนวทางในการวดั และประเมินผล การสรา้ งเครอื่ งมือวัดให้ มีคณุ ภาพน้ัน ได้มผี ู้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิท์ างการเรียนไวด้ ังน้ี สมพร เช้ือพันธ์ (2547) สรุปว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หมายถึงความสามารถ ความสาเรจ็ และสมรรถภาพด้านต่างๆของผู้เรียนท่ไี ด้จากการเรยี นรู้อนั เป็นผลมาจากการเรียนการสอน การฝึกฝน หรอื ประสบการณข์ องแต่ละบคุ คลซึ่งสามารถวัดได้จากการทดสอบด้วยวิธกี ารตา่ งๆ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548) กล่าวว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหมายถึงขนาดของ ความสาเร็จท่ไี ด้จากกระบวนการเรียนการสอน ปราณี กองจินดา (2549) กล่าว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือผลสาเร็จที่ได้รับ จากกิจกรรมการเรียนการสอนเปน็ การเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมและประสบการณ์เรียนรู้ทางด้านพุทธิพิสัย จติ พิสัย และทักษะพสิ ัย และยังได้จาแนกผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นไวต้ ามลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรยี นการสอนท่ี แตกต่างกนั มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2546) ให้ความหมายว่า การวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเป็นการวัด ความสาเร็จทางการเรียน หรือวัดประสบการณ์ทางการเรียนท่ีผู้เรียนได้รับจากการเรียนการสอน โดยวัดตาม จุดมงุ่ หมายของการสอนหรอื วัดผลสาเร็จจากการศกึ ษาอบรมในโปรแกรมต่าง ๆ ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ให้คาจากัดความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือคุณลักษณะ รวมถึงความรู้ ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือ มวลประสบการณ์ท้ังปวงที่บุคคลได้รบั จากการ
เรยี นการสอน ทาให้บุคคลเกิดการเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมในดา้ นต่างๆ ของสมรรถภาพทางสมอง ซึ่งมจี ุดมุ่งหมาย เพ่ือเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถสมองของบุคคลว่าเรียนแลว้ ร้อู ะไรบ้าง และมคี วามสามารถด้านใดมาก น้อยเท่าไร ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียนการฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่างๆ ท้ังในโรงเรียน ที่บ้าน และ ส่งิ แวดลอ้ มอื่นๆ รวมทง้ั ความรู้สึก คา่ นิยม จรยิ ธรรมตา่ งๆ กเ็ ป็นผลมาจากการฝกึ ฝนดว้ ย ดังน้ันจึงสรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนท่ีจะทาให้ นกั เรียนเกิดการเปลีย่ นแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทง้ั 3 ดา้ น คือ ดา้ นพทุ ธิพิสยั ด้าน จติ พิสัย และดา้ นทักษะพิสยั การวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน การวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนมีความจาเปน็ ตอ่ การเรียนการสอน หรือการตดั สนิ ผลการเรียน เพราะเป็น การวัดระดับความสามารถในการเรียนรู้ของบุคคลหลังจากที่ได้รับการฝึกฝน โดยอาศัยเครื่องมือประเภท แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิซ์ งึ่ เป็นเคร่อื งมือทน่ี ยิ มมากท่ีสดุ การวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนตามแนวคิดของ Bloom (1982) ถือว่าสงิ่ ใดก็ตาม ท่มี ีปรมิ าณอยูจ่ รงิ สิ่งนั้น สามารถวัดได้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก็อยู่ภายใต้กรอบแนวคิดดงั กล่าว ซึ่งผลการวัดจะเป็นประโยชน์ในลักษณะ ทราบและประเมินระดับความรู้ ทักษะและเจตคติของนักเรียน และระดับความรู้ความสามารถตามแนวคิดของ Bloom มี 6 ระดบั ดงั น้ี 1) ความจา คือ สามารถจาเรื่องต่าง ๆ ได้ เช่น คาจากัดความสูตรต่าง ๆ วิธีการ เช่น นักเรียนสามารถ บอกช่ือสารอาหาร 5 ชนดิ ได้ นกั เรียนสามารถบอกชื่อธาตุทเี่ ป็นองค์ประกอบของโปรตีนไดค้ รบถ้วน 2) ความเขา้ ใจ คอื สามารถแปลความ ขยายความ และสรปุ ใจความสาคัญได้ 3) การนาไปใช้ คือ สามารถนาความรู้ ซ่งึ เป็นหลักการ ทฤษฎี ฯลฯ ไปใชใ้ นสภาพการณท์ ี่ตา่ งออกไปได้ 4) การวิเคราะห์ คือ สามารถแยกแยะข้อมูลและปัญหาต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อยเช่น วิเคราะห์ องค์ประกอบ ความสมั พันธ์ หลกั การดาเนนิ การ 5) การสังเคราะห์ คือ สามารถนาองค์ประกอบ หรือส่วนต่าง ๆ เข้ามารวมกันเป็นหมวดหมู่อย่างมี ความหมาย 6) การประเมินคา่ คือ สามารถพิจารณาและตัดสินจากขอ้ มูล คุณคา่ ของ หลกั การโดยใชม้ าตรการที่ผู้อื่น กาหนดไวห้ รอื ตวั เองกาหนดขนึ้
เยาวดี วิบูลย์ศรี (2540) ได้กล่าวถึงข้อตกลงเบ้ืองต้นท่ีควรคานึงถึงในการสรา้ งแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ไว้ ดงั นี้ 1) เน้ือหา หรือทักษะภายในขอบเขตท่ีครอบคลุมในแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์น้ัน จะต้อง สามารถจากัดอยใู่ นรปู ของพฤติกรรม ซ่งึ มีความเฉพาะเจาะจงในลักษณะที่จะสื่อสารไปยงั บุคคลอ่ืนได้ ถา้ เปา้ หมายทางการศึกษาไม่สามารถจากดั อยู่ในรูปของพฤติกรรมแลว้ ย่อมไมส่ ามารถที่จะวัดได้ในลักษณะ ของผลสมั ฤทธ์ิได้อยา่ งชัดเจน 2) ผลติ ผลทแ่ี บบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิว์ ดั นั้น จะต้องเปน็ ผลิตผลเฉพาะท่ีเกดิ ขึ้นจากการเรียนการ สอนตามวัตถปุ ระสงคท์ ต่ี อ้ งการเทา่ นน้ั จะวดั ผลผลติ ผลอยา่ งอ่นื ไมไ่ ด้
3) ผลสัมฤทธ์ิหรือความรู้ต่าง ๆ ท่ีแบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิวัดได้น้ัน ถ้าจะนาไปเปรียบเทียบกัน แล้ว ผู้เขา้ สอบทุกคนจะต้องมีโอกาสไดเ้ รียนรู้ในเร่ืองนน้ั ๆ เท่าเทยี มกัน แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น สมบรู ณ์ ตนั ยะ (2545) ได้ให้ความหมายวา่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนเปน็ แบบทดสอบท่ีใช้ สาหรับวัดพฤติกรรมทางสมองของผู้เรียนว่ามีความรู้ ความสามารถใน เรื่องท่ีเรียนรู้มาแล้ว หรือได้รับการฝึกฝน อบรมมาแล้วมากน้อยเพียงใด ส่วน พชิ ิต ฤทธิ์จรญู (2544) กล่าววา่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเป็น แบบทดสอบท่ีใช้วัดความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวิชาการท่ีผู้เรียนได้เรยี นรู้มาแล้ว วา่ บรรลุผลสาเร็จตาม จุดประสงคท์ ี่กาหนดไวเ้ พยี งใด พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2545) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงแบบทดสอบที่ใช้วัด ความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวิชาการทนี่ ักเรยี นได้เรียนร้มู าแลว้ ว่าบรรลุผลสาเร็จตามจุดประสงค์ท่กี าหนด ไว้เพียงใด สิริพร ทิพย์คง (2545) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึงชุดคาถามท่ีมุ่งวัด พฤติกรรมการเรียนของนักเรียนว่ามีความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านสมองด้านต่างๆ ในเร่ืองที่เรียนรู้ไปแล้ว มากนอ้ ยเพยี งใด สมพร เช้ือพันธ์ (2547) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึงแบบทดสอบหรือชุด ของขอ้ สอบที่ใชว้ ดั ความสาเร็จหรือความสามารถในการทากิจกรรมการเรียนรู้ของนกั เรยี นที่เปน็ ผลมาจากการจัด กจิ กรรมการเรยี นการสอนของครผู สู้ อนว่าผา่ นจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ท่ีตัง้ ไว้เพียงใด ดังน้ันสรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน คือแบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ และทักษะ ความสามารถจากการเรยี นร้ใู นอดตี หรอื ในสภาพปัจจบุ นั ของแต่ละบุคคล ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ได้จัดประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือแบบทดสอบท่ีครูสร้างขึ้นเอง (Teacher made tests) และแบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) ซึ่งท้ัง 2 ประเภทจะถามเนื้อหาเหมือนกัน คือถามสิ่งที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนการสอนซึ่งจัดกลุ่ม พฤติกรรมได้ 6 ประเภท คือ ความรู้ ความจา ความเข้าใจ การนาไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการ ประเมิน 1. แบบทดสอบท่ีครูสร้างข้ึนเป็นแบบทดสอบท่ีครูสร้างข้ึนเองเพื่อใช้ในการทดสอบผู้เรียนในชั้นเรียน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1.1 แบบทดสอบปรนัย (Objective tests) ได้แก่ แบบถูก – ผิด (True-false) แบบจับคู่ (Matching) แบบเติมคาให้สมบูรณ์ (Completion) หรือแบบคาตอบสั้น (Short answer) และแบบ เลือกตอบ (Multiple choice) 1.2 แบบอัตนัย (Essay tests) ได้แก่ แบบจากัดคาตอบ (Restricted response items) และ แบบไม่จากัดความตอบ หรอื ตอบอย่างเสรี (Extended response items) 2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) เป็นแบบทดสอบท่ีสร้าง โดยผู้เชี่ยวชาญท่ีมีความรู้ใน เนื้อหา และมีทักษะการสร้างแบบทดสอบ มีการวิเคราะห์หาคุณภาพของแบบทดสอบ มีคาช้ีแจงเกี่ยวกับการ ดาเนินการสอบ การให้คะแนนและการแปลผล มีความเป็นปรนัย (Objective) มีความเที่ยงตรง (Validity) และ ความเช่ือม่ัน (Reliability) แบบทดสอบมาตรฐาน ได้แก่ California Achievement Test, Iowa Test of Basic Skills, Standford Achievement Test และ the Metropolitan Achievement tests เปน็ ตน้ สว่ นพวงรัตน์ ทวรี ัตน์ (2543) ได้จัดประเภทแบบทดสอบไว้ 3 ประเภท ดังนี้ 3. แบบปากเปล่า เป็นการทดสอบที่อาศัยการซักถามเป็นรายบุคคล ใช้ได้ผลดีถ้ามีผู้เข้าสอบจานวนนอ้ ย เพราะต้องใชเ้ วลามาก ถามได้ละเอยี ด เพราะสามารถโต้ตอบกันได้ 4. แบบเขียนตอบ เป็นการทดสอบท่ีเปล่ียนแปลงมาจากการสอบแบบปากเปล่า เน่ืองจากจานวนผู้เข้า สอบมากและมจี านวนจากดั แบง่ ไดเ้ ปน็ 2 แบบ คอื 1. แบบความเรียง หรืออัตนัย เป็นการสอบท่ีให้ผู้ตอบได้รวบรวมเรียบเรียงคาพูดของตนเองใน การแสดงทัศนคติ ความร้สู กึ และความคิดได้อยา่ งอสิ ระภายใต้หัวเร่ืองที่กาหนดให้ เป็นข้อสอบทีส่ ามารถ วัดพฤติกรรมด้านการสังเคราะห์ได้อย่างดี แต่มีข้อเสียที่การให้คะแนน ซ่ึงอาจไม่เท่ียงตรง ทาให้มีความ เปน็ ปรนยั ได้ยาก 2. แบบจากดั คาตอบ เป็นข้อสอบ ท่ีมคี าตอบถูกใตเ้ ง่อื นไขท่ีกาหนดใหอ้ ย่างจากัด ข้อสอบแบบน้ี แบง่ ออกเป็น 4 แบบ คอื แบบถูกผิด แบบเติมคา แบบจบั คู่ และแบบเลอื กตอบ 5. แบบปฏิบัติ เป็นการทดสอบที่ผู้สอบได้แสดงพฤติกรรมออกมาโดยการกระทาหรือลงมือปฏิบัติจริงๆ เชน่ การทดสอบทางดนตรี ชา่ งกล พลศึกษา เป็นต้น สรุปไดว้ ่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น แบ่งได้ 2 ประเภท คอื แบบทดสอบมาตรฐาน ซึ่งสร้าง จากผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและด้านวัดผลการศึกษา มีการหาคุณภาพเป็นอย่างดี ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือ แบบทดสอบที่ครูสร้างข้ึน เพ่ือใช้ในการทดสอบในชั้นเรียน ในการออกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คาศัพท์เพื่อการสื่อสาร ผู้วิจัยได้เลือกแบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างข้ึน แบบปฏิบัติ ในการวัดความสามารถในการนา คาศพั ท์ไปใช้ในการสอ่ื สารด้านการการพดู และการเขียน และเลือกแบบทดสอบแบบเขียนตอบท่ีจากัดคาตอบโดย
การเลอื กตอบจากตัวเลอื กทก่ี าหนดให้ ในการวดั ความรู้ความเขา้ ใจความหมายของคาศพั ท์ และการนาคาศัพท์ไป ใชใ้ นการฟังและการอา่ น การวางแผนการสร้างและการเลอื กชนิดของแบบทดสอบใหเ้ หมาะสมกบั เนือ้ หา ในการสร้างแบบทดสอบให้ครอบคลุมเนื้อหาและสามารถวัดพฤติกรรมได้เหมาะสมกับเนอื้ หา ควรมีการ สร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร (Developing the table of specifications) เพื่อเป็นแนวทางในการสร้าง เหมือนกับการเขียนแบบสร้างบ้าน ท่ีเรียกกันว่า Test blueprint ตารางวิเคราะห์หลักสูตรประกอบด้วยหัวข้อ เนื้อหา และวัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้กบั พฤตกิ รรมท่ตี ้องการจะวัด การสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตรเริ่มที่การสร้างตาราง 2 มิติ คือแนวต้ังเป็นพฤติกรรมท่ีต้องการจะวัด ประกอบด้วย ความจา ความเข้าใจ การนาไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า ส่วนแนวนอน เป็นหัวข้อเน้ือหาหรือวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งข้ึนอยู่กับเน้ือหาและ/หรือวัตถุประสงค์ของวิชาน้ัน จากน้ันจึง กาหนดนา้ หนกั ของเนือ้ หา พิจารณาจากความสาคัญของเน้อื หานนั้ ๆ โดยอาจกาหนดนา้ หนกั เปน็ รอ้ ยละ พร้อมกับ กาหนดพฤติกรรมท่ีต้องการจะวัดและกาหนดความสาคัญ โดยพิจารณาจากจุดประสงค์การเรียนรู้ควบคู่ไปกับ เนอื้ หา สุดทา้ ยจึงกาหนดแบบทดสอบท่ีจะใช้วัด เช่น แบบถูกผดิ แบบจบั คู่ แบบเตมิ คา แบบเลือกตอบ หรอื แบบ อัตนัย เป็นต้น 2. ความหมายของจุดประสงค์การเรยี นรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ คือ ข้อความที่ระบุคุณลักษณะการเรียนรู้และความสามารถท่ีครูต้องการให้เกิด ข้ึนกบั นักเรยี น หลังจากที่นักเรยี นไดผ้ า่ นกจิ กรรมการเรยี นการสอนในเร่ือง หรือบทหนึ่งๆแล้ว ความสาคัญของจดุ ประสงคก์ ารเรียนการสอน จดุ ประสงค์การเรียนรู้ เปน็ จดุ หมายปลายทางของการเรยี นการสอนท่ีได้แนวทางมาจากความคิดรวบยอด การเรียนการสอน ดังนัน้ จดุ ประสงค์การเรยี นการสอนจงึ มีความสาคญั ตอ่ การจัดการเรียนการสอน ลักษณะของจุดประสงคก์ ารเรียนการสอน จุดประสงคก์ ารเรยี นการสอนแบ่งได้ 2 ระดบั คอื 1. จดุ ประสงค์ทั่วไป เป็นจุดประสงค์ที่มีความหมายกว้างไม่เฉพาะเจาะจง ได้แก่ จุดประสงค์การเขียนหลักสูตร จุดประสงค์ ของแผนการศึกษาชาติ ซ่ึงมีคาที่เรียกแตกต่างกันออกไป เช่น จุดมุ่งหมาย ความมุ่งหมาย จุดหมาย วตั ถปุ ระสงค์ และผลการเรยี นรทู้ ค่ี าดหวงั ตัวอย่างจดุ ประสงค์ของหลักสตู ร 1. เพอื่ ใหม้ นี ิสัยใฝ่หาความรู้และมีความคดิ สร้างสรรค์ 2. เพอ่ื ให้มีความรคู้ วามเข้าใจและเหน็ คณุ คา่ ในศิลปวัฒนธรรม 3. เพอ่ื ปลกู ฝงั ให้มคี วามภาคภุมิใจในความเปน็ ไทย 2. จดุ ประสงค์เฉพาะ
เป็นจุดประสงค์ท่ีมีความหมายเฉพาะเจาะจง และเป็นจดประสงค์ท่ีตั้งข้ึน เพ่ือแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้ง ตรวจสอบได้ ตวั อยา่ งเช่น 1. นกั เรยี นสามารถอธิบายถงึ ข้อควรปฏิบตั ใิ นการฟังและพดู ในโอกาสต่างๆได้ 2. นกั เรยี นสามารถเขยี นแผนภมู ิแท่งได้ 3. นักเรียนสามารถบอกได้ว่าอาหารชนิดใดอย่ใู นหมวดหมใู่ ดได้ถูกตอ้ ง ๘ ชนดิ จุดประสงค์เฉพาะจะช้ีให้เห็นส่ิงที่ต้องการจากการศึกษาอย่างเฉพาะเจาะจงและเกีย่ วข้องกบั เน้ือหาวิชา โดยตรง จุดประสงค์การเรียนการสอนนอกจากจะแบ่งเป็น 2 ระดับแล้วดังกล่าวแล้วยังแบ่งตามลักษณะการ เรียนร้ไู ด้ 3 ด้านดังนี้ พุทธพสิ ยั เปน็ จดุ ประสงคท์ างการศกึ ษาท่ีเกย่ี วกับการเรยี นรู้ทางด้านปัญญา คือ ความรู้ความเข้าใจ การใช้ความคิด แบง่ ไดอ้ อกเป็น 6 ระดบั คือ 1. ความรู้ หมายถึง ความสามารถในการจาเนื้อหาความรู้ และระลึกได้เม่ือต้องการนามาใช้ ความรู้ทเี่ กี่ยวกับวธิ กี าร และความรู้เกีย่ วกับหลกั การ เชน่ -นักเรียนสามารถบอกคาแปลของเครอ่ื งหมายได้ -นักเรยี นสามารถอธบิ ายความหมายของการอนุรักษท์ รัพยากรธรรมชาตไิ ด้ถกู ต้อง 2. ความเข้าใจ เป็นความสามารถในการจบั ใจความสาคัญของสอ่ื ได้ และสามารถแสดงออกมาใน รูปของการแปลความ ตีความ คาดคะเน ขยายความ หรือ การกระทาอืน่ ๆเชน่ -นักเรยี นสามารถเขยี นรปู จากโจทย์ทกี่ าหนดไว้อยา่ ถูกต้อง -นักเรียนสามารถอธิบายความหมายของการอนุรกั ษ์ทรัพยากรธรรมชาติไดถ้ กู ต้อง 3. การนาความรู้ไปใช้หมายถึง การนาเอาเนื้อหาสาระ หลักการ ความคิดรวบยอด เป็นขั้นที่ ผู้เรียนสามารถนาความรู้ ประสบการณ์ไปใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ ซึ่งจะต้องอาศัย ความรู้ความเข้าใจ จึงจะสามารถนาไปใชไ้ ด้ เชน่ -นาหลกั ของการใช้ภาษาไทยไปใชส้ ่อื ความหมายในชีวิตประจาวันได้ถกู ตอ้ งและเหมาะสม -นักเรียนสามารถเสนอความคดิ ในการอนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติได้ 4. การวิเคราะห์ เป็นขั้นที่ผู้เรียนสามารถคิด หรือ แยกแยะเร่ืองราวส่ิงต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย เป็นองค์ประกอบท่ีสาคัญได้ และมองเห็นความสัมพันธ์ของส่วนที่เก่ียวข้องกัน ความสามารถในการ วิเคราะห์จะแตกต่างกันไปแล้วแต่ความคิดของแต่ละคนซึง่ นักเรียนจะสามารถวิเคราะห์เนอ้ื หาสาระไดก้ ็ ต่อเมือ่ นักเรยี นเขา้ ใจเนื้อหาสาระที่เรยี นมาแลว้ เช่น -นกั เรยี นสามารถแยกองค์ประกอบของหลกั สูตรได้ -นกั เรียนสามารถจาแนกวธิ ขี องการอนุรกั ษท์ รัพยากรธรรมชาติได้ 5. การสังเคราะห์ หมายถึง ความสามารถที่จะนาองค์ประกอบส่วนย่อยๆเข้ามารวมกันเพ่ือให้ เป็นภาพทีส่ มบรู ณเ์ กิดความกระจา่ งใสในสิง่ เหล่านนั้ เชน่ -หลังจากท่ีครูให้ตัวอย่าง 5 ตัวอย่างเรื่องการหาร นักเรียนสามารถสรุปได้วา่ การหารคือการหกั ออกทีละเท่าๆกนั
6. การประเมนิ ค่า หมายถงึ ความสามารถในการพจิ ารณาตัดสนิ คุณคา่ ของสง่ิ ต่างๆโดยที่ผู้ตัดสิน กาหนดเกณฑ์ขน้ึ มาเอง หรอื เกณฑท์ ี่ผูอ้ น่ื กาหนดขึน้ เช่น -หลงั จากที่อ่านบทความแล้วนักเรยี นสามารถวิจารณค์ วามรูส้ กึ ของผเู้ ขียนได้ จิตพสิ ัย จิตพสิ ยั เปน็ อารมณ์ หรือ ความรู้สกึ ของแต่ละบคุ คล ท่ไี ดแ้ สดงออกมา ทั้งดา้ นการกระทา การแสดงความ คิดเหน็ เจตคติ คา่ นยิ มและคุณธรรมกระบวนการเกิดขน้ึ ภายในเหล่าน้ีจะเกดิ ตามลาดับข้นั ตอนต่อไปนี้ 1.การรับคือการที่นักเรียนได้รับประสบการณ์จากส่ิงแวดล้อม เช่น นักเรียนยอมรับความแตกต่างทาง วฒั นธรรมในสงั คม 2.การตอบสนอง คือ การมีปฏิกิริยาโต้ตอบกับสิ่งแวดล้อมที่รับเข้ามาด้วยความเต็มใจ เช่น นักเรียนได้ แสดงความคดิ เห็นเพ่ิมเตมิ ในเรื่องทค่ี รบู รรยาย 3.การเห็นคุณค่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้รับรู้ส่ิงแวดล้อมและมีปฏิกิริยาโต้ตอบสังเกตได้จาก พฤตกิ รรมทยี่ อมรับคา่ นิยมใดนยิ มหน่งึ เชน่ -นักเรยี นแสดงความสนใจในวฒั นธรรมโดยตดิ ตามอา่ นหนังสอื เกี่ยวกับวฒั นธรรมอยา่ งสม่าเสมอ 4.การจดั รวบรวม เปน็ การคดิ พิจารณา และรวบรวมคา่ นยิ มให้เปน็ ระบบค่านิยม เช่น -นักเรียนสามารถจดั โครงสรา้ งของวฒั นธรรมได้ 5.การพิจารณาคณุ ลกั ษณะจากค่านยิ ม เป็นเรือ่ งความประพฤติ คุณสมบัติ คุณลักษณะของแต่ละบุคคลท่ี เป็นผลของความร้สู กึ เช่น -นกั เรยี นสามารถสรา้ งค่านยิ มตอ่ วฒั นธรรมได้ ทักษะพสิ ยั จุดประสงค์เกี่ยวกับทักษะในการเคล่ือนไหว และใช้อวัยวะต่างๆของร่างกาย มีลาดับการพัฒนา ทักษะ ดงั น้ี การเลียนแบบเป็นการทาตามตัวอย่างท่ีครใู ห้ หรอื ดขุ องจรงิ เชน่ นักเรียนวาดภาพเหมอื นตวั อย่าง การทาตามคาบอก เป็นการทาตามคาสง่ั ของครโู ดยไม่มีตัวอย่างให้ดุ เช่น นกั เรียนวาดภาพส่งิ ทีค่ รบู อกช่ือ ได้ การทาอย่างถกู ต้องและเหมาะสม เป็นการทาโดยอาศัยความรู้ท่ีเคยทามาก่อนแลว้ เพ่ิมเติม เช่น นกั เรียน สามรถออกแบบภาพได้ การทาได้ถูกต้องหลายรูปแบบ เป็นการทาเร่ืองท่ีคล้ายๆกันและแยกแยะรูปแบบได้เช่น นักเรียนสามารถ วาดภาพส่ิงท่ีมีชีวิตไดห้ ลายประเภท การทาอยา่ งเป็นธรรมชาติ เปน็ การทาท่ีเกิดจากความรู้ ความชานาญ และเสรจ็ ได้ในเวลาอนั รวดเร็ว เชน่ นักเรียนสามารถวาดรูปภาพได้ถกู วิธแี ละรวดเรว็ จุดประสงคเ์ ฉพาะมีบทบาททีส่ าคัญตอ่ การเรยี นการสอน คือ จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม
จดุ ประสงค์เชงิ พฤติกรรม การกาหนดจดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรทีช่ ัดเจนทาใหค้ รูสามารถ -หาวธิ กี ารสอนได้อยา่ เหมาะสม -หาวิธีการสอนไดอ้ ยา่ งเหมาะสม -เลือกสอื่ การเรียนการสอนไดส้ อดคลอ้ งกบั เนื้อหาสาระที่จะเรียน -จัดกิจกรรมการเรยี นการสอนได้เหมาะสม -เตรียมการวัดผลและประเมนิ ผลได้เหมาะสม -ทาให้การสอนบรรลจุ ดุ ประสงค์ทีต่ ั้งไว้ ความหมาย จุดประสงค์เชิงพฤตกรรมเป็นจุดประสงค์การศึกษาที่บ่งบอกถึงการกระทาของนัก เรียนอย่างชัดเจนว่า นกั เรียนสามารถทาอะไรได้บา้ ง หลงั จากทีไ่ ดเ้ รยี น บทเรียนนัน้ ๆ ไปแลว้ องค์ประกอบ จดุ ประสงค์เชงิ พฤตกรรมประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วน 1.สถานการณ์ท่ีครูตั้งข้ึน เพ่ือให้นักเรียนแสดงพฤติกรรมออกมา มักใช้คาว่า กาหนดให้…., ภายหลัง จากที่….., ถา้ มี….., เม่อื … 2.พฤติกรรมของนักเรียนท่ีครูคาดหวังใหแ้ สดงออกมา ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได้ ได้แก่ อธบิ าย บรรยาย บอก วาด เขียน ชี้ คานวณ ตอบ ท่อง เปรียบเทยี บ สรา้ ง รายงาน ฯลฯ คาที่ไม่ควรใชใ้ นจดุ ประสงค์เชงิ พฤตกรรม ได้แก่ รู้เขา้ ใจ วาบซึง้ ตระหนกั จนิ ตนาการฯลฯ 3.เกณฑ์ระดับความสามารถของพฤติกรรมที่นักเรียนแสดงออก มักใช้คาว่า ได้ ถูกต้อง ถูกหมด ได้ ทกุ ข้อ ตัวอย่างจุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม 1.เมื่อกาหนดโจทย์เลขเศษสว่ นให้ 10 ข้อ นกั เรยี นสามารถทาได้ถูกต้องอยา่ งน้อย 8 ข้อ 2.เมอ่ื นาแผนมาให้นักเรยี นดู นักเรียนสามารถบอกช่อื เครื่องหมายในแผนท่ีได้อยา่ งนอ้ ย 5 ชอื่ 3.เมื่อนาชอ่ื สตั ว์ตา่ งๆมาตดิ บนกระดานดา นักเรียนสามารถแยกชือ่ สัตวท์ ่ีเลย้ี งไวใ้ ชง้ านไดถ้ ูกตอ้ ง 4.จากการสังเกตจากดวงอาทติ ย์ นักเรยี นสามารถชี้ทิศทัง้ ส่ีทศิ ได้ สรุปความหมายของจุดประสงค์การเรียนรู้ คือ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจในวิชาท่ีเรียน ข้อมูลท่ีปรากฏ ในสง่ิ แวดล้อม สามารถคดิ อย่างมเี หตผุ ล และใช้เหตผุ ลในการแสดงความคิดเห็นอยา่ งมรี ะเบียบ ชัดเจนและรัดกุม เพื่อให้มีทักษะในการเรียนเพิ่มข้ึน เพ่ือให้เห็นประโยชน์ของวิชาคณิตศาสตร์ท้ังท่ีมีต่อชีวิตประจาวัน และเป็น เคร่ืองมือแสวงหาความรู้ เพ่ือให้สามารถนาความรู้ ความเข้าใจ และทักษะทางคณิตศาสตรไ์ ปใช้ในชีวติ ประจาวนั และเปน็ พื้นฐานในการศึกษาคณติ ศาสตรแ์ ละวิชาอ่ืน ๆ ท่ีอาศยั ความเช่ือมโยงของวชิ า
3. พฤตกิ รรมทคี่ าดหวังทางดา้ นสติปญั ญา การกาหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังให้ครอบคลุมจุดมุ่งหมายแต่ละด้าน มีข้อยุ่งยากอยู่ที่การกาหนด พฤติกรรมท่ีคาดหวงั จาเปน็ ท่ผี ู้กาหนดจะตอ้ งเข้าใจก่อนวา่ ในแตล่ ะดา้ นนั้นมีจุดมงุ่ หมายยอ่ ย ๆ อะไรบ้าง และมี พฤติกรรมอะไรบ้าง ทั้งนี้เพื่อมิให้พฤติกรรมท่ีคาดหวังเป็นเพียงพฤติกรรมง่าย ๆ ในระดับต่า เพราะจะเป็นผลให้ การเรยี นการสอนไม่ส่งเสรมิ พฤตกิ รรมชนั้ สูงท่มี คี ณุ คา่ มากกวา่ ในเอกสารนีจ้ ะกล่าวถึงพฤติกรรมที่คาดหวังสาหรับ ด้านสตปิ ัญญาเทา่ นนั้ (นวลนอ้ ยเจริญผล. 2538 : 44-48) เมเกอร์ (Mager, 1975, p. 21) ได้เสนอว่าองค์ประกอบของจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมมี 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) พฤติกรรมหรือทักษะท่ีผู้เรียนแสดงออก จุดประสงค์จะต้องอธิบายสิ่งท่ีผู้เรียนสามารถทาได้ ไม่ใช่ กิจกรรมการเรียนการสอนที่ครูให้ทาความของจุดประสงค์ประกอบด้วย การกระทาและเน้ือหา ยกตัวอย่างเช่น วาดภาพเหมอื นของตัวเอง วิเคราะหโ์ จทย์เลข 2) เงื่อนไขการแสดงพฤติกรรมหรอื การท างานของผเู้ รียน จุดประสงคจ์ ะต้องระบุสภาพของ การท างาน ซึง่ เป็นสิ่งเรา้ ภายนอก หรืออุปกรณ/์ เครื่องมือท่ใี ห้ผเู้ รียนใช้ในขณะปฏิบตั งิ าน ยกตวั อย่างเช่น อนุญาตใหผ้ ูเ้ รียนใช้ เครอ่ื งคดิ เลขในการคานวณเลข หลงั การอา่ นหนังสือจบ นกั เรียนสามารถสรุป สาระสาคัญได้ 3) เกณฑ์ในการแสดงพฤติกรรมเพ่อื ใช้ในการประเมินการปฏบิ ัติงานของผู้เรียน เกณฑ์มักระบุ ในรูปของ ความถูกตอ้ ง เวลาท่ใี ช้ หรือระดบั คุณภาพในการแสดงพฤติกรรมของผู้เรียนซึง่ เปน็ ท่ยี อมรับ เกณฑ์อาจระบุในเชิง ปริมาณท่ีสามารถแจงนับได้ หรือเกณฑ์ในเชิงคุณภาพซึ่งบอกลักษณะของพฤติกรรม ซ่ึงเป็นที่ยอมรับของ ผู้เช่ียวชาญ ดังนั้นหากต้องการเขียนจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมท่ีแสดงถึงความสามารถ ในระดับใดก็ควรเลือกใช้ คากริยาที่ชี้บ่งให้เห็นข้ันพฤติกรรมในระดับนั้น หรือกาหนดเกณฑ์ท่ีช้ีให้เห็นสภาพ ที่ต้องการพัฒนา ยกตัวอย่าง เชน่ แกป้ ัญหาไดถ้ ูกต้อง 2 ใน 3 ข้อ โยนลกู บอลได้ 10 ครง้ั ภายใน 1 นาที หลักการเขียนจดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรม การเขยี นจุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรมในแตล่ ะองคป์ ระกอบ ควรมีหลกั การดงั นี้ 1) ข้อความท่ีใช้บรรยายพฤติกรรมต้องชัดเจน เฉพาะเจาะจง ไม่สับสน เป็นพฤติกรรมที่ สามารถ สงั เกตเหน็ ได้ เช่น คาท่ีแสดงพฤติกรรมด้านความรู้ ใชค้ าว่า ระบุ บอก อธิบาย ใหน้ ิยาม สาธติ เป็นต้น แทนคาที่มี ลักษณะกากวม ไม่สามารถสังเกตพฤติกรรมได้ เช่น คาว่า “รู้” “เข้าใจ” ส่วนคาท่ี แสดงพฤติกรรมที่บอกเจตคติ นิยมใช้คาท่ีให้ผู้เรยี นเลือก ตัดสินใจแสดงพฤติกรรมท่ีมาจากความรสู้ ึกแทน คาว่า “ซาบซ้ึง” ซึ่งไม่เห็นพฤตกิ รรม จงึ เป็นคาทีไ่ มค่ วรใช้ สาหรับพฤตกิ รรมเก่ียวกบั ทักษะทางกาย มี ลักษณะทีช่ ดั เจนในตัวเองเพราะผูเ้ รียนตอ้ งแสดง พฤติกรรมให้ปรากฏจงึ ไมเ่ ปน็ ปญั หา ตวั อยา่ งเชน่ นกั เรียนแตง่ ประโยคทม่ี อี งคป์ ระกอบ 3 สว่ น คอื ประธาน กิริยา และกรรมได้ถกู ตอ้ ง นกั เรียนเลย้ี งลูกวอลเลย์บอลได้ต่อเนอ่ื งอย่างนอ้ ย 50 ลูก นกั เรยี นสง่ งานทกุ ชิน้ ทีค่ รูมอบหมายในเวลาทีก่ าหนด
2) การบอกเงื่อนไขของการแสดงพฤติกรรม พิจารณาจากส่ิงเร้าหรือตัวช่วยที่ผู้เรียนนาไป เช่ือมโยงกับ ความรู้/ความคิดรวบยอดที่เก็บไว้ในโครงสร้างทางปัญญา ทาให้ผู้เรียนสามารถระลึกได้และ นากลับมาใช้ในการ ปฏบิ ัติงาน เงอื่ นไขการเรียนรู้ พฤติกรรมที่แสดงออก ตัวอย่าง เชน่ นักเรียนบวกเลขสองหลักโดยคดิ ในใจได้ถูกต้อง จานวน 8 ขอ้ ใน 10 ขอ้ นกั เรียนยืนตรงแสดงความเคารพทกุ ครง้ั เม่อื ไดย้ นิ เสียงเพลงชาตไิ ทย 3) การกาหนดเกณฑใ์ นการแสดงพฤตกิ รรม สามารถเขียนเกณฑไ์ ด้หลายลักษณะขึน้ กบั เกณฑ์ ที่ใชแ้ ละ ประเภทของพฤตกิ รรมการเรยี นรู้ ไดแ้ ก่ (1) เกณฑ์ความถูกต้องความรู้ท่ีเปน็ ข้อเท็จจริง กฎหรือทฤษฎที ี่เปน็ เน้อื หาซึง่ มีคาตอบท่ี ถกู ตอ้ ง แนน่ อนอย่แู ล้ว เกณฑก์ ค็ ือความถูกต้องตรงตามเน้อื หา (2) เกณฑ์ความรอบรู้ หมายถึง เกณฑ์ที่แสดงว่ารจู้ ริง ทาได้จริง ใช้เกณฑ์การแสดง พฤติกรรมที่ ทาไดถ้ กู ต้องเท่ากบั หรอื ต้งั แต่รอ้ ยละ 80 ข้ึนไป (3) เกณฑ์ด้านทักษะ จะพิจารณาจากรายการของพฤติกรรมท่ีคาดหวังให้แสดงได้ซึ่งใช้ ระยะเวลาหรือความถ่ีในการแสดงพฤติกรรมหรือลักษณะของการตอบสนองซ่ึงเป็นที่ยอมรับจาก ผลการวจิ ยั (4) เกณฑด์ ้านเจตคติ พจิ ารณาจากจานวนครง้ั ของการแสดงพฤตกิ รรมทน่ี า่ พอใจ ในสถานการณ์ ท่ีจัดข้ึนโดยใช้แบบตรวจสอบรายการพฤติกรรมจากการสังเกตขณะทางาน ตัวอย่างจุดประสงค์เชิง พฤติกรรมท่กี าหนดเกณฑ์ในการแสดงพฤติกรรม เช่น นักเรียนเลย้ี งลูกวอลเลย์บอลได้ตอ่ เนอื่ งอย่างน้อย 50 ลกู นักเรียนจัดพานไหว้ครดู ้วยวสั ดอุ ุปกรณท์ ่กี าหนดได้สาเร็จในเวลา 3 ชั่วโมง ประเภทของจุดประสงค์การเรียนรู้ จุดประสงคก์ ารเรียนรูแ้ บ่งตามลกั ษณะการแสดงออกทางพฤติกรรมที่เสนอโดยบลมู (Bloom) แครทโรล (Krathrohl) และแฮร์โรว์ (Harrow) ออกเปน็ 3 ดา้ น ได้แก่ ดา้ นพุทธพิ ิสยั (cognitive domain) ด้าน ทักษะพิสยั (psychomotor domain) และด้านจิตพสิ ยั (affective domain) (Kellough & Roberts, 1991, pp. 210-218) 1. ด้านพทุ ธิพิสยั จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรดู้ า้ นพุทธิพิสัย หมายถึง จดุ ประสงคท์ ่ีแสดง ความสามารถของ สติปัญญาในการประมวลขอ้ มูล พฤตกิ รรมท่ีช้ีบ่งความสามารถในดา้ นนส้ี ามารถแบ่งได้ 6 ระดับ จาก
ระดบั พน้ื ฐานไปสู่ระดบั ทีซ่ ับซ้อน ดงั นี้ 1) ความรู้ ความจา (knowledge) หมายถึง การรบั ร้ขู อ้ มูล ความรู้ความสามารถในการ ระลึกได จาได้ ซ่งึ เป็นพื้นฐานในการพัฒนาความสามารถระดับสงู ขึ้นไป คากรยิ าที่ใช้บ่งบอกพฤติกรรม ในระดับนี้ ไดแ้ ก่ เลอื ก ระบุ อธิบาย เติมคาใหส้ มบรู ณ์ ชบ้ี ง่ จดั ทารายการ จับคู่ เรียกชอ่ื ระลกึ จา บอก และกาหนด เป็นตน้ 2) ความเข้าใจ (comprehension) หมายถึง ความสามารถในการแปลความ อธิบาย ความรู้ ตีความ คาดคะเน คากริยาท่ีใช้ ได้แก่ เปลี่ยน อธิบาย ประมาณการ ขยายความ สรุป อ้างอิง แปล ความหมาย คาดคะเน ตคี วาม ขยายความ อุปมาอปุ มยั ลงสรปุ และยกตวั อยา่ ง เป็นต้น 3) การนาไปใช้ (application) หมายถึง ความสามารถในการนาข้อมลู ไปใช้ คากริยาท่ีใช้ ได้แก่ การประยุกต์ การคานวณ การสาธิต การพัฒนา การค้นพบ การดัดแปลง การดาเนินการ การมีส่วนรว่ ม การแสดง วางแผน ทานาย เชือ่ มโยง แสดงและทาใหด้ ู เปน็ ต้น 4) การวิเคราะห์ (analysis) หมายถึง ความสามารถในการพิจารณาแยกแยะองค์ประกอบย่อย ดว้ ยเกณฑห์ รือคณุ สมบัตทิ กี่ าหนด คากรยิ าท่ีใช้ ได้แก่ วเิ คราะห์ แยกแยะ จดั พวก จดั ช้ัน จัดประเภท จดั กลุ่ม เปรียบเทียบ หาความแตกต่าง วิจารณ์ แสดงแผนภูมิ จาแนก สรปุ อา้ งอิง และกาหนดองคป์ ระกอบ เปน็ ต้น 5) การสังเคราะห์ (synthesis) หมายถงึ ความสามารถในการรวบรวมองค์ประกอบยอ่ ย เพ่อื การ สรา้ งส่ิงใหม่ทม่ี คี ุณลักษณะแตกตา่ งจากเดมิ ไดแ้ ก่ การออกแบบ วางแผน และนาเสนอโครงการ คากริยา ท่ีแสดงทักษะการสังเคราะห์ ได้แก่ จัดเตรียม จัดประเภท แบ่งพวก ผสมผสาน รวบรวม กาหนด สร้าง ออกแบบ พัฒนา ผลิต ดัดแปลง จัดระบบ วางแผน ปฏิรูป วางระบบ ปรับปรุง ทบทวน สรุปรวบยอด สงั เคราะห์ ประพันธ์ แตง่ นาเสนอ และจัดการแสดง เป็นตน้ 6) การประเมินคุณค่า (evaluation) เป็นระดับขั้นสูงสุดของความสามารถทางสติปัญญา หมายถึง การแสดงความคิดเห็นและการตัดสินคุณค่า คากริยาท่ีใช้ ได้แก่ โต้แย้ง ประเมิน เปรียบเทียบ สรปุ ความ วจิ ารณ์ ตัดสนิ อธิบาย ตีความ จดั ลาดับที่ จดั ชน้ั และเทียบกับมาตรฐาน เปน็ ตน้ 2. ดา้ นจติ พสิ ัย จุดประสงคก์ ารเรียนรดู้ า้ นจิตพสิ ัย หมายถึง จุดประสงค์ทแี่ สดงพฤตกิ รรม ที่เกย่ี วกบั ความรู้สกึ เจตคติและคา่ นยิ ม ซึ่งการเรียนรู้ดา้ นเจตคติและคา่ นิยม มีลาดับขัน้ ของการเกดิ พฤตกิ รรมดงั น้ี 1) การรับรู้ (receiving) เป็นลาดับของการตระหนัก รับรู้ต่อส่ิงเร้า ซ่ึงเป็นจุดเร่ิมต้น ของ ความรู้สึกพึงพอใจ นักเรียนจะแสดงออกให้เห็นถึงความต้ังใจ ความสนใจ ต่อสิ่งเร้าหรือประสบการณ์ ท่ี ไดร้ บั คากรยิ าทใี่ ช้ ไดแ้ ก่ ถาม เลอื ก อธบิ าย ตอบ บอกช่ือ สาธติ ระบุ บอกความแตกตา่ ง และบอกจุดเดน่ เปน็ ต้น
2) การตอบสนอง (responding) เป็นข้ันของการตอบสนองต่อสิ่งเร้า ซึ่งอาจเนื่องมาจาก การ ถกู ควบคมุ ซงึ่ เป็นปัจจยั จากภายนอก หรือโดยความสนใจของนักเรียนเองซ่งึ เป็นปัจจยั ภายใน เพราะเห็น ว่าสิง่ เรา้ นั้นน่าสนใจ หรือเกิดความพงึ พอใจต่อส่ิงเร้าน้นั คากรยิ าที่ใช้ ได้แก่ พิสจู น์ รวบรวม ทาตามคาส่ัง แสดง ฝึกปฏบิ ัติ นาเสนอ และเลือก เป็นต้น 3) การเห็นคุณค่า (valuing) เป็นขั้นที่นักเรียนแสดงพฤติกรรมด้วยความเชื่อ ความประทับใจ ความซาบซึ้ง และศรัทธาที่มีต่อสิ่งน้ันด้วยตัวของนักเรียนเอง คากริยาท่ีใช้ ได้แก่ อธิบาย ทาตาม ริเริ่ม เขา้ ร่วม นาเสนอ และทาให้สมบูรณ์ เปน็ ต้น 4) การจัดระเบียบ (organizing) เป็นข้ันท่ีนักเรียนสร้างระบบค่านิยมส่วนตนข้ึนมา โดยการ ยอมรับและจัดระเบยี บคุณค่าตา่ ง ๆ ให้เช่ือมโยงเข้ากับค่านิยมเดิมที่มีมากอ่ นของตนเอง เป็นค่านิยม ใน ชีวิต คากริยาที่ใช้ ได้แก่ จัดระเบียบ รวบรวม สรุป บูรณาการ ดัดแปลง จัดลาดับ สังเคราะห์ สร้าง และ จัดระบบ เป็นตน้ 5) การสรา้ งระบบคา่ นิยมของตนเอง (internalization of values) เป็นจดุ ประสงค์ ระดบั สูงสดุ พฤติกรรมในระดับน้ีมีความคงเส้นคงวา แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลงต่อความเชื่อของตนเอง คากริยาที่ใช้ ได้แก่ ปฏบิ ตั ิ แสดงออก แก้ปญั หา ประกาศตวั แสดงตน อุทิศตน ทมุ่ เท ยอมรบั และเกดิ สานกึ เปน็ ตน้ 3. ด้านทักษะพิสยั ทักษะเป็นความสามารถทางกาย ท่อี าศยั การเคลือ่ นไหวของกล้ามเนอ้ื ในการทางาน เชน่ ทักษะทอ่ี าศัยการท างานของกลา้ มเน้ือมัดใหญ่เป็นหลัก ไดแ้ ก่ การเล่นกฬี าต่าง ๆ การเต้นรา เปน็ ตน้ ทักษะทอ่ี าศัยการท างานของกล้ามเนอ้ื มดั เลก็ เป็นหลัก ไดแ้ ก่ การใช้มอื และสายตา ประกอบกัน ได้แก่ งานช่างฝีมือต่าง ๆ การประกอบอาหาร การท างานประดษิ ฐ์ การเล่นเครอื่ งดนตรี เป็นต้น การจดั ประเภทของจุดประสงคด์ า้ นทกั ษะพิสยั นี้ยังไมเ่ ปน็ ท่ียอมรับอยา่ งกวา้ งขวาง แตไ่ ดม้ ี การนาเสนอทักษะที่ เปน็ ความสามารถทางกายท่มี กี ารพัฒนามาเปน็ ลาดับขั้นตั้งแตเ่ กิดดงั นี้ 1) การเคลอ่ื นไหวสะท้อน (reflex movement) เปน็ พฤตกิ รรมท่ีแสดงการตอบสนอง โดยไมต่ ้งั ใจ เป็นไป เองเมือ่ ได้รับสิ่งกระต้นุ 2) การเคลอื่ นไหวพืน้ ฐาน (fundamental movement) เป็นพฤติกรรมการเคลื่อนไหว พ้ืนฐานท่ี พฒั นาข้นึ ในขวบปแี รกของชีวติ เปน็ สิ่งท่ีเกดิ ขนึ้ เองตามพฒั นาการตามวยั โดยไม่ต้องสอน 3) ความสามารถรับรู้ (perception abilities) เป็นพฤตกิ รรมท่ีพฒั นาจากการรบั รู้ ดงั นัน้ ในวัยเด็กเล็ก ควรสง่ เสริมใหเ้ ด็กสารวจ และมสี ว่ นร่วมในกจิ กรรมทใี่ ชป้ ระสาทสมั ผัสเพื่อพัฒนา ความสามารถในการ
รบั รู้อย่างมปี ระสิทธิภาพ 4) ความสามารถทางกาย (physical abilities) เป็นพฤติกรรมท่ีแสดงความสามารถ ของการเคลอ่ื นไหว ร่างกาย ประกอบดว้ ย ความทนทาน ความแข็งแรง ความยดื หย่นุ และความคลอ่ งแคล่ว 5) การเคลือ่ นไหวอย่างคล่องแคล่ว (skilled movement) เป็นพฤติกรรมทแี่ สดงถงึ ทกั ษะในการ เคลือ่ นไหว ทาใหก้ ารท างานมปี ระสทิ ธิภาพ คือได้ท้ังผลงานและการประหยดั พลงั งานในการทางาน 6) การสื่อสารโดยไม่อาศัยการพดู หรือการเขียน (nondiscursive communication) เป็นพฤติกรรมทาง กายที่แสดงออกหรือสื่อถึงความรู้สึกนึกคิดด้วยท่าทางหรือภาษาใบ้ การพัฒนาทักษะต้องอาศัยการพัฒนาเป็น ลาดับขั้น จากระดับที่ทาได้พ้ืนฐานไปสู่การปฏิบัติ อย่างเช่ียวชาญชานาญการ ซึ่งเร่ิมต้นจากการทาได้โดยอาศัย การทาตามแบบ หรือตามกรอบทีก่ าหนดไว้ และพัฒนามาเปน็ การทาได้ดว้ ยตนเอง มาสขู่ ัน้ ท่ที าไดอ้ ย่างคลอ่ งแคล่ว การทาได้อยา่ งชานาญการและสดุ ทา้ ยทาไดอ้ ย่างสร้างสรรค์ คอื สามารถคิดประดิษฐ์สรา้ งงานหรือออกแบบการทา ได้ถึงขั้นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เป็นของตนเอง สามารถสื่อถึงหลักการและแนวคิดที่แฝงอยู่ในการแสดงพฤติกรรม นัน้ ได้ ขั้นตอนการเขยี นจุดประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรม การเขยี นจดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรมมีลาดบั ขั้นตอนในการดาเนนิ งาน ดงั นี้ 1) กาหนดเปา้ หมายการเรียนรู้หรอื ผลการเรียนรู้ที่ตอ้ งการให้เกิดกับผู้เรียนจากแหล่งข้อมูล เช่น การวิเคราะห์จากมาตรฐานการเรียนรแู้ ละตวั บ่งชี้การเรยี นรู้ของสาระการเรียนรตู้ า่ ง ๆ ในหลักสูตร 2) เขียนจุดประสงค์ปลายทางที่แสดงพฤติกรรมที่คาดหวังให้ผู้เรียนมีความรู้และความสามารถ ในการปฏบิ ัติซ่ึงวเิ คราะห์จากผลการเรยี นรทู้ ่ีคาดหวัง 3) เขียนจุดประสงค์นาทางซ่ึงวิเคราะห์ได้จากทักษะย่อยที่ผู้เรียนพึงมี พึงปฏิบัติได้เพื่อทาให้ บรรลจุ ดุ ประสงค์ปลายทาง 4) เขียนจดุ ประสงค์ของทักษะท่ีผู้เรยี นควรมตี ดิ ตวั กอ่ นเรยี นรูเ้ รื่องใหม่ 5) เขยี นจดุ ประสงคข์ องความรู้เดิมซ่ึงเปน็ พน้ื ฐานในการเรียนรู้เร่ืองใหม่ หนา้ ทีข่ องจดุ ประสงค์เชงิ พฤติกรรม จุดประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรมมหี น้าท่หี ลายประการทม่ี คี วามสาคญั ตอ่ การออกแบบการเรยี นการสอน ดังนี้ 1) บอกให้รู้ว่าหลังเรียน ผู้เรียนรู้อะไรและสามารถทาอะไรได้เพ่ือใช้เป็นพฤติกรรมบ่งช้ี ความสาเร็จของการเรยี นการสอน
2) ใชใ้ นการสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรยี น ให้รูจ้ ุดหมายปลายทางของการเรียนการสอน 3) ใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพขององค์ประกอบเชิงระบบใน กระบวนการออกแบบการเรยี นการสอนได้ 4) ใชเ้ ป็นแนวทางในการสรา้ งเคร่ืองมอื เพอ่ื วัดประเมินผลผู้เรียนก่อนเรียน ทาให้ไดข้ ้อมลู ท่ใี ช้ ใน การออกแบบขั้นตอนการเรียนการสอน กิจกรรมการเรียนรู้ สือ่ การเรยี นรู้ และการจดั กลุ่มผูเ้ รยี น เปน็ ต้น จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมท่ีเขียนขึ้นจะทาให้ทราบว่าผู้เรียนจะมพี ฤตกิ รรมท่สี ะทอ้ นความรู้ ความสามารถ อะไรภายหลังการเรยี นรู้ ซ่งึ ใช้เปน็ แนวทางในการออกแบบการเรยี นการสอนได้อยา่ ง เหมาะสม 4. การสอนรูปแบบต่างๆ การสอนวชิ าการ การสอนวิชาการ เป็นภาวะอันหนักแก่ผู้สอนอย่างยิ่ง เพราะนักเรียนในช้ันมีทั้งเรียนเก่งและนักเรียนท่ี เรียนอ่อน ถ้าครูคณิตศาสตร์สอนโดยวิธีเดียวกนั นักเรียนที่เรยี นเก่งก็สามารถ เข้าใจได้รวดเรว็ และไม่มีปัญหามาก นัก แต่นักเรียนที่เรียนอ่อนอาจไม่เข้าใจมากนัก จึงทาให้เกิดความเบ่ือหน่าย ไม่อยากเรียน จึงมีความจาเป็นท่ี จะตอ้ งหาวธิ ีการสอนท่ีจะให้นักเรยี นทุกคนสามารถเข้าใจได้ และสนองตอบตอ่ ความแตกต่างทางสติปัญญา (ยพุ ิน พิพิธกุล. 2527 : 276) ดังนั้น การสอนวิชาคณิตศาสตร์เพ่ือให้ได้ผลดี และเป็นไปตามความสามารถหรือความ แตกต่างระหว่างบุคคล ยพุ ิน พพิ ธิ กุล (2530 : 174) ได้เสนอวธิ กี ารสอนคณติ ศาสตรไ์ วห้ ลายวิธีคือ 1. วิธีสอนแบบบอกให้รู้ เป็นวิธีสอนที่ครูเป็นผู้บอกให้นักเรียนเป็นผู้ตีความ เมื่อครูปรารถนาที่จะให้นัก เรียนรู้เร่ืองใด ครูก็จะอธิบายและมักจะสรุปเสียเอง ในขณะที่ครูอธิบายนั้น ครูจะวิเคราะห์ แยกแยะให้เห็น และ ตีความให้นักเรียนเข้าใจ ครูอาจจะมีวัสดุการสอนมาแสดงให้ดู แต่ครูใช้ประกอบการอธิบายหรือการบอกของครู เพ่ือให้นักเรียนติดตามในการสอนกฏหรือสูตร ครูมักจะบอกสูตรน้ันและบอกว่านาไปใช้อย่างไร โดยยกตัวอย่าง ประกอบ เสร็จแลว้ ครูกใ็ ห้นักเรยี นลองทาแบบฝกึ หดั โดยใช้สตู รนั้น ถา้ นักเรยี นทาไดก้ แ็ สดงวา่ นกั เรยี นเขา้ ใจ 2. วิธีสอนแบบบรรยาย เป็นการสอนแบบบอกให้รู้เช่นเดียวกัน การสอนแบบน้ีครูจะเป็นฝ่ายพูดเป็น ส่วนมาก โดยมุ่งจะป้อนเนื้อหาวิชาให้แก่นักเรียนเพียงฝ่ายเดียว นักเรียนจะเป็นผู้ฟังครูอาจจะใช้สื่อการสอน ประกอบการบรรยายก็ได้ 3. วิธสี อนแบบสาธิตเปน็ การแสดงใหน้ ักเรียนดู ซึ่งผูแ้ สดงจะใชว้ ัสดุประกอบการสอนหรือจะแสดงโดยวิธี ใดกต็ าม ให้นกั เรยี นสามารถสรุปบทเรยี นได้จากการแสดงน้นั ๆ การแสดงน้นั อาจจะแสดงโดยครู หรือโดยนักเรยี น กไ็ ด้ และในบางคร้ังครูและนกั เรยี นอาจจะร่วมกันแสดงกิจกรรม นน้ั ๆ 4. วิธีสอนแบบทดลอง เป็นการสอนที่ให้นักเรียนได้กระทาด้วยตนเอง เพื่อค้นหาข้อสรุปการทดลองนั้น อาจทดลองเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลมุ่ ก็ได้
5. วิธีสอนแบบถาม – ตอบ เป็นกลวิธีสอนที่ใช้แทรกกับวิธสี อนอ่ืน ๆ ซ่ึงนับว่า เป็นวิธีท่ีสาคัญวิธหี น่งึ ครู บางคนคิดว่า วิธีสอนท่ีดีนั้นจะต้องมีสื่อการสอนเสมอ ความจริงแล้ว ยังมีวิธีสอนท่ีดีอีกคือ “วิธีสอนแบบถาม – ตอบ” ถ้าครูสามารถใชค้ าถามทดี่ ีนกั เรียนสามารถเข้าใจก็ยอ่ มใช้ได้ 6. วิธีสอนแบบฮิวริสติค ได้รับมาจากภาษากรีก ซ่ึงหมายความว่า “ฉันพบ” นักเรียนจะต้องเป็นผู้คน้ พบ นกั เรียนจะเป็นผู้ค้นหาคาตอบดว้ ยตนเองแทนการบอกครูวธิ นี ้ีต้องการให้นักเรยี นได้กระทาด้วยตนเอง เปน็ วธิ ีการ ท่นี ักเรียนจะไดใ้ ห้เหตผุ ลดว้ ยตัวของเขาเอง 7. วธิ ีสอนแบบวิเคราะห์ – สังเคราะหว์ ิธีสอนแบบวิเคราะห์ เป็นการแยกแยะปญั หานนั้ ออกมาจากสง่ิ ท่ีไม่ รู้ไปสู่สิ่งท่ีรู้หรือการแยกส่ิงต่าง ๆ อยู่รวมกันออกจากกัน ผู้ท่ีวิเคราะห์น้ัน จะต้องพยายามคิดอยู่เสมอว่าต้องการ คน้ พบอะไรเปน็ อนั ดับแรก และคดิ ต่อไปวา่ อะไรท่ีจะค้นพบตอ่ ไปวธิ สี อนแบบสังเคราะห์ เป็นขบวนการตรงกันขา้ ม กับการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ประกอบด้วย การนาข้อสรุปย่อยที่จาเป็นต่าง ๆ มารวมกัน จนกระท่ังได้ข้อสรุป รวมที่ตอ้ งการ หรอื อกี นยั หนงึ่ การวเิ คราะห์จะต้องเริม่ จากส่ิงทร่ี ู้แล้ว เพ่อื จะนามาชว่ ยในการหาส่ิงทยี่ ังไมร่ ู้ มาชว่ ย ในการพสิ จู นเ์ นอ้ื หาใหม่ เรยี กวา่ เป็นการสังเคราะห์ 8. วิธสี อนแบบนิรนยั - อุปนยั อปุ นยั หมายถงึ การนาไปสู่ ในระหว่างกระบวนการสอน ครจู ะชว่ ยนักเรยี น ให้ตีวงแคบเข้า จนสามารถกาหนดนัยทั่วไปได้นิรนัย วิธีนิรนัยน้ีสัมพันธ์กับวิธีบอกให้รู้ ครูที่ใช้วิธีน้ี จะบอกกฏ หลักเกณฑ์ หรือนยั ทว่ั ไป ซงึ่ เปน็ เรื่องทจี่ ะนามาใช้ประโยชน์ แลว้ นกั เรียนก็ถูกถาม เพ่ือใชค้ าบอกน้ันมาแก้ปญั หา 9. วธิ สี อนแบบแกป้ ญั หา หมายถึง วิธีสอนทจี่ ะใหน้ ักเรยี นได้ใช้เหตผุ ลในการแกป้ ญั หาวิธีการแก้ปญั หานั้น ข้นึ อยกู่ บั เนอ้ื หา หรือโจทย์ปัญหาท่จี ะให้นกั เรียนคดิ วธิ กี ารแก้ปญั หาทางคณติ ศาสตร์ ยอ่ มมกี ลวิธีแตกต่างกันตาม ลกั ษณะปญั หานั้น ๆ 10. วธิ ีสอนแบบคน้ พบ มีความหมายเป็น 2 ประการ คอื 10.1 เป็นกระบวนการค้นพบ ครูจะมอบปัญหาให้แก่นักเรียน แล้วให้นักเรียนเสาะแสวงหาวิธีการท่ีจะ แกป้ ัญหานัน้ โดยครูจะให้ปัญหาท่งี ่ายก่อนแล้วก็ใหน้ ักเรียนทาปญั หาที่คล้ายกัน ซึ่งเชือ่ ว่านกั เรียนจะค้นพบได้ แต่ ครกู ็ไม่คาดหวังว่านกั เรียนจะค้นพบอะไร 10.2 เป็นการเนน้ ไปที่นกั เรียนจะค้นพบอะไร เช่น คน้ พบสูตรคณู นิยาม ฯลฯนกั เรยี นจะเกดิ มโนมติ และ กาหนดนัยท่วั ไปได้ การคน้ พบน้ีจะเปน็ การคน้ พบโดยวธิ ีใดก็ได้ เช่น การถามตอบ สาธิตการทดลอง การอภิปราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอนโดยวธิ อี ปุ นยั หรอื นริ นยั การเรียนการสอนแบบเพอ่ื นช่วยเพื่อน “เพ่อื นชว่ ยเพอ่ื น” หรอื “Peer Assist” เป็นการจัดการความรกู้ ่อนลงมือทากิจกรรม (Learning Before Doing) เพื่อแสวงหาผู้ช่วยท่ีมีความแตกต่าง มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ เพ่ือขยายกรอบความคิดให้กวา้ ง และมปี ระสทิ ธิภาพมายง่ิ ขึ้น โดยอาศัย “คน” เปน็ ธงนา (People Driven) เปิดมมุ มองความคิดที่หลากหลายจาก
การแลกเปล่ียนระหว่างทีมที่มีทักษะ ความสามารถ และประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ทาให้ไม่มองอะไรเพียงดา้ น เดยี ว หลกั การเรยี นรู้ด้วยกลุ่มรว่ มมือ 1. การทางานเป็นชีวิตจรงิ เปน็ การทางานร่วมกับผู้อื่น ผูเ้ รียนจึงควรไดฝ้ ึกการทางานแบบร่วมมือเพ่ือเป็น การเตรยี มผูเ้ รยี นไดร้ ู้จกั การทางานรว่ มกับผอู้ ืน่ 2. การทางานเปน็ ทีมเป็นลกั ษณะหนง่ึ ของการทางานของนกั สังคมศาสตร์ 3. การเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนสอนทุกคนและต้อง ลง มือทางานกับเพื่อนสมาชกิ อย่างจริงจงั จงึ เปน็ การสนบั สนุนใหผ้ เู้ รียนเปน็ ศนู ย์กลางวธิ หี นงึ่ 4. การเรยี นรดู้ ้วยกลุ่มรว่ มมอื อาจจดั เป็นกจิ กรรมการเรยี นการสอนประกอบหรือเปน็ กจิ กรรมย่อย ของวธิ ี สอนสังคมศกึ ษาแบบตา่ ง ๆ ไดอ้ ย่างดี หนา้ ท่ีครขู องผสู้ อน 1. จดั ผ้เู รยี นใหม้ ีสมาชกิ แตกตา่ งกัน กลมุ่ ละประมาณ 3 – 5 คน 2. ทบทวนบทบาทการทางานกล่มุ หนา้ ทข่ี องสมาชกิ การชว่ ยเหลือซง่ึ กนั และกัน 3. ชแี้ จงวตั ถุประสงค์ในการเรียนใหเ้ ขา้ ใจชัดเจนเกี่ยวกับเนอ้ื หาในบทเรยี นทตี่ อ้ งศึกษา 4. ให้ความร่วมมือกลมุ่ ในการทางาน 5. ประเมนิ ผล 5. การวดั ผลประเมินผล การประเมิน 1. การเสนอผลงานของผเู้ รยี นด้วยวิธีตา่ ง ๆ 2. การทดสอบ 3. การสังเกตการณท์ างานของผู้เรยี นแต่ละกล่มุ 4. การแสดงความคดิ เห็นของผเู้ รียนในชั้นระดมสมอง แนวคดิ เกย่ี วกับการวดั และประเมนิ ผล ความหมายของการวัดผล นักการศึกษาหลายท่านใหค้ วามหมายของการวัดผลไวด้ ังนี้
Guilford (1976: 8) ได้ให้ความหมายของการวัดผลไว้ว่า “การวัดผล หมายถึงกระบวนการท่ีกาหนด จานวน ตัวเลขให้กับวัตถุส่ิงของ หรือบุคคลตามความหมายท่ีจะวัดสอบและเปรียบเทียบลักษณะความแตกต่างท่ี ปรากฏอยใู่ นสงิ่ ท่ีจะวัดนนั้ ๆ” ภัทรา นิคมานนท์ (2522: 1) ได้ให้ความหมายของการวัดผลไว้วา่ “การวดั ผล หมายถึง การ ใช้เคร่ืองมอื อย่างใดอย่างหน่ึง ท่ีจะค้นหา หรือการตรวจสอบเพ่ือให้ได้ปริมาณจานวนหรือคุณภาพ ที่มีความหมายแทน พฤตกิ รรม หรอื ผลงานท่แี ต่ละคนแสดงออกมา” วิเชียร เกตุสงิ ห์ (2514: 5) ไดใ้ หค้ วามหมายของการวดั ผลไว้วา่ “การวัดผล หมายถงึ ขบวนการทีจ่ ะนามา ซง่ึ ตัวเลข จานวนปรมิ าณ โดยจานวนหรอื ปริมาณน้ันมีความหมายแทน พฤตกิ รรมอย่างหนง่ึ หรอื แทนผลงานท่ีแต่ ละคนแสดงปฏิกริ ิยาโตต้ อบสง่ิ เร้าออกมา” จากท่ีกล่าวมาพอสรุปได้ว่า การวัดผล หมายถึงวิธีการที่จะทาให้ทราบปริมาณและคุณภาพ โดยอาศัย เคร่อื งมือหรอื วิธกี ารต่าง ๆ เชน่ การสังเกต การตรวจผลงาน การสอบถาม หรือสมั ภาษณ์ และการใช้แบบทดสอบ ความหมายของการประเมินผล มนี กั วิชาการหลายทา่ นได้ใหค้ วามหมายของการประเมนิ ผลไว้ดงั น้ี วิทยา ประชากุล (2548: 30 อ้างอิงใน พระนิมติ ร กลนิ่ ดอกแก้ว. 2549: 113) กล่าวว่า “การ ประเมนิ ผล หมายถงึ การะบวนการทีผ่ ู้สอนใชพ้ ฒั นาคณุ ภาพผู้เรียน สถานศกึ ษาและดาเนนิ การประเมนิ ผลโดยแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ การประเมินผลระดับช้ันเรียน เป็นการวัด ความก้าวหน้าของผู้เรียนและการประเมินผลระดับ สถานศกึ ษาเป็นการประเมนิ เพือ่ ตรวจสอบ ความกา้ วหนา้ ดา้ นการเรียนรเู้ ปน็ รายชั้นปแี ละช่วงชน้ั ของสถานศกึ ษา” กรมวิชาการ (2546: 24) กล่าวว่า “การประเมินผลการเรียนรู้ หมายถึงกระบวนการท่ีให้ ครูผู้สอนให้ พัฒนาคุณภาพผู้เรียนเพราะจะช่วยให้ได้ข้อมูลสารสนเทศท่ีแสดงถึงพัฒนาการ ความก้าวหน้าและความสาเร็จ ทางการเรียนของผูเ้ รียน รวมท้งั ข้อมูลทเี่ ปน็ ประโยชน์ต่อการสง่ เสรมิ ให้ ผู้เรียนเกดิ การพฒั นาและเรยี นรู้อย่างเต็ม ศักยภาพ” สวุ ิมล ว่องวาณชิ (2546: 171) กลา่ วว่า “การประเมินผล หมายถึงกระบวนการตีความหรือ ตัดสนิ คุณค่า ของสารสนเทศท่ีรวบรวมมาได้โดยสารสนเทศทรี่ วบรวมมาได้จากกระบวนการประเมนิ นัน้ เปน็ เสมอื นภาพจากกก ระจกเงาทีส่ ะท้อนให้เหน็ ภาพผู้เรียนในหอ้ งเรยี นเท่านน้ั สารสนเทศ เหล่านั้นไดส้ ะทอ้ นคุณค่าในตัวผู้เรียนท่ีเราต้ัง ไว้หรือไม่ กล่าวคอื นกั เรียนได้เรยี นรใู้ นส่ิงทเี่ รามงุ่ มน่ั ให้ เขาเรยี นรูห้ รือไม่ มากน้อยเพยี งใด” ประเสริฐ ธรรมโวรหาร (2542: 107) กล่าวว่า “การประเมินผล หมายถึง การประเมินเพ่อื ปรับปรุงการ เรียนรู้และเพื่อการตัดสินผลการเรียนรู้ของนักเรียน จัดเป็นเครื่องมือสาคัญย่ิงจะช่วยให้ ครูได้ทราบระดับความ เจริญงอกงามของเดก็ แตล่ ะคนวา่ มีการเปลี่ยนเพ่มิ ข้ึน หรอื ลดลงอยา่ งไร ผูเ้ รียนได้เกิดความรู้ความเข้าใจ มีทกั ษะ เจตคตแิ ละการปฏิบตั ติ ามจุดประสงค์ของการเรยี นรู้ เพียงใดหรอื ไม่”
มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช (2540: 207) กลา่ วว่า “การประเมนิ หมายถึง การตรวจสอบดูว่าผู้เรียน ได้เกิดการเปล่ียนแปลงความรู้ เจตคติ และทกั ษะไปตามจุดมงุ่ หมายของ หลกั สตู รหรือไมเ่ พยี งใดภายหลงั จากท่ีได้ ผ่านประสบการณท์ หี่ ลกั สูตรจดั ใหแ้ ล้ว” ดงั นั้นจึงอาจกล่าวโดยสรุปได้วา่ การประเมนิ ผล หมายถึง กระบวนการทผี่ สู้ อนใชว้ ดั ความรู้ ความสามารถ การพัฒนาการ การเปลี่ยนแปลงทางเจตคติทักษะ รวมท้ังผลสาเร็จทางการเรียนรู้ของ ผู้เรียน เพ่ือนามาสู่การ ปรบั ปรงุ เปลยี่ นแปลงการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน องคป์ ระกอบดา้ นการประเมินผล วศิน กาญจนวณิชย์กลุ (2545: 26-27) ได้กล่าววา่ การประเมนิ ผลเปน็ กระบวนการต่อเนือ่ ง ของการเรียน การสอน แบ่งเป็น 3 ขัน้ ตอน ดงั น้ี 1. การประเมินผลก่อนเรียน เพ่ือช่วยให้ผู้สอนได้ทราบความสามารถของแต่ละคน เพ่ือเป็นข้อมูลในการ พจิ ารณาตดั สนิ ว่า จะมีความสามารถเพียงพอในการศกึ ษาต่อหรือไม่ ถ้าไม่ดพี อจะไดท้ าการปรบั ปรงุ แก้ไขให้ดีขึ้น ได้ 2. การประเมินผลระหว่างเรียนเมื่อมีการสอนไประยะหน่ึงๆ ควรจะได้มีการ ประเมินผลผู้เรียนตาม จดุ ประสงค์ของรายวิชานนั้ ๆ เพื่อจะได้ทราบวา่ มคี วามรเู้ พยี งพอหรือควรจะ กา้ วไปขา้ งหน้าได้หรือยงั 3. การประเมินผลหลังเรียน เป็นการประเมินผลรวม ครอบคลุมจุดประสงค์ต่างๆ หลายจุดประสงค์ เป็น การประเมินเพื่อตัดสินความสามารถ เพื่อดูว่าตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ ผู้เรียนมีความสามารถตามจุดประสงค์เชิง พฤติกรรมต่างๆ มากนอ้ ยเพียงใด ขั้นตอนของการประเมนิ ผล สมคดิ (2532) ไดก้ ล่าวถึงขน้ั ตอนและล าดับข้นั ของการประเมินผลการเรียน สรุปไดด้ ังนี้ ขั้นท่ี 1 ทาความเข้าใจ พฤติกรรมท่ีต้องประเมิน โดยแปลความหรือตีความในรูป ของการแสดงออกของ เด็ก ซึ่งเป็นข้นั ทาความเข้าใจจดุ ประสงค์ในการสอน ข้นั ท่ี 2 ตั้งเกณฑ์โดยการกาหนดวา่ การแสดงออกของนักเรยี นตอ้ งอยู่ในระดบั ใดครู จงึ ยอมรับวา่ นกั เรียน มีพฤตกิ รรมนน้ั จรงิ ข้ันท่ี 3 วัดผลนักเรียนโดยเลือกใช้วิธีการ และเคร่ืองมือท่ีเหมาะสมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่บอกให้ทราบว่าผล พฤติกรรมของนักเรียนอยู่ในระดับใด สถานศึกษาจะต้องสนใจศึกษาหาความรู้และจัดดาเนินการภายใน สถานศึกษาอยา่ งมีประสิทธภิ าพ
ข้ันที่ 4 ลงความเห็นว่านักเรียนมีพฤติกรรมนั้นจริงหรือไม่ โดยการนาข้อมูลในขั้นท่ี 3 เปรียบเทียบกับ เกณฑ์ในข้ันที่ 2 ถ้าพฤติกรรมของนักเรียนถึงระดับท่ีเป็นเกณฑ์ก็ยอมรับว่านักเรียน มีพฤติกรรมนั้นจริงโดย สมบรณู ์ ถ้าพฤติกรรมของนักเรียนไม่ถึงระดับทีเ่ ปน็ เกณฑ์ ก็วินจิ ฉัยหา ข้อบกพรอ่ งของการเรียนการสอน จากการท่ีได้ศึกษาแนวคิดท่ีเก่ียวกับการวัดและประเมินผลในเบื้องต้นนั้น ผู้ทาการวิจัยได้ทาการสรุป ความหมายของการวดั และประเมินผลไว้ว่าการวัดและประเมนิ ผล หมายถงึ กระบวนการตรวจสอบเพอ่ื ให้ได้มาซ่ึง ตัวเลข หรือสัญลักษณ์ที่มีความหมายแทนคุณลักษณะ หรือคุณภาพของส่ิงที่วัด โดยใช้เคร่ืองมือวัดผลท่ีมี ประสิทธิภาพ และวินิจฉัยตัดสินลงสรุปคุณค่าเพ่ือพิจารณาตัดสินใจที่ได้ จากการวัดผลอย่างมีกฎเกณฑ์ และมี คณุ ธรรม ซึ่งผ้ทู าการวจิ ัยได้แบง่ การประเมินผลไว้ดังนี้ 1. การประเมินระหว่างเรียน (Formative Evaluation) เป็นการประเมินเพื่อใช้ผลการประเมินในการ ปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนการสอน การประเมินประเภทน้ีใช้ระหว่างการจัดการเรียนการสอน เพ่ือ ตรวจสอบว่าผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามจุดประสงค์ท่ีกาหนดไวใ้ น ระหว่างการจัดการเรยี นการสอนหรือไม่ หากผ้เู รียนไมผ่ า่ นจุดประสงค์ทตี่ ง้ั ไวผ้ ู้สอนก็จะหาวธิ กี ารท่ีจะชว่ ยให้ผู้เรียนเกิดการเรยี นรูต้ ามเกณฑ์ที่ต้ังไว้ ผลการ ประเมินยังเป็นการตรวจสอบผู้สอนเองว่าเป็นอย่างไร แผนการสอนรายคร้ังที่เตรียมมาดีหรือไม่ ควรปรับปรุง อย่างไร กระบวนการจัดการเรียนการสอนเป็นอย่างไร มจี ุดใดบกพร่องทต่ี อ้ งปรบั ปรงุ แกไ้ ขตอ่ ไป 2. การประเมินเพ่ือตัดสิน (Summative Evaluation) เป็นการประเมินเพ่ือตัดสินผลการ จัดการสอน เป็นการประเมินหลังจากผู้เรียนได้เรยี นไปแล้ว อาจเปน็ การประเมนิ หลังจบเร่ืองใดเร่อื งหน่งึ หรอื หลายเรอ่ื ง รวมท้ัง การประเมนิ ปลายภาคเรยี นหรอื ปลายปี ผลจากการประเมนิ ประเภทนี้ใช้ในการตัดสินผลการจัดการเรียนการสอน หรอื ตัดสินใจว่าผเู้ รียนคนใดควรจะได้รบั ระดบั คะแนนใด 6. การเรียนแบบรว่ มแรงรว่ มใจ STAD 1. ความหมายการเรียนแบบรว่ มแรงร่วมใจ STAD (Co-operative Learning) อารี สัณหฉวี (2543 : 33) กล่าวว่า การเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือ หมายถึงเป็นวิธีการเรียนท่ีให้นักเรียน ทางานด้วยกันเป็นกลมุ่ เล็กๆ เพอ่ื ให้เกดิ ผลการเรยี นรูท้ ั้งทางด้านความรู้และทางด้านจิตใจชว่ ยใหน้ กั เรยี นเห็น ดา้ น จิตใจคุณค่าในความแตกต่างระหว่างบุคคลของเพ่ือนๆเคารพความคิดเห็นและความสามารถของผู้อื่นที่ แตกต่าง จากตนตลอดจนร้จู กั ชว่ ยเหลอื และสนบั สนนุ เพอ่ื น ๆ สลาวนิ (พิมพ์พันธ์ เดชะคุปต์ : 2544) กล่าววา่ การเรยี นร้ดู ว้ ยกลุม่ รว่ มมอื หมายถงึ วธิ กี ารสอนอกี แบบ หน่ึง ซ่ึงก าหนดให้นักเรียนท่ีมีความสามารถแตกต่างกัน ทางานร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ โดยปกติจะมี 4 คน เป็น นกั เรยี นทเี่ รียนเกง่ 1 คน เรยี นปานกลาง 2 คน และเรยี นอ่อน 1 คน การทดสอบของนกั เรียนจะแบง่ ออกเปน็ 2 ตอน ตอนแรกจะพจิ ารณาค่าเฉลยี่ ของทง้ั กลุ่มตอนที่ 2 จะพิจารณาคะแนนทดสอบเปน็ รายบคุ คล โดยการทดสอบ นักเรียนต่างคนต่างทาแต่เวลาเรียนต้องเรียนร่วมกัน รับผิดชอบงานของกลุ่มร่วมกัน โดยท่ีกลุ่ม จะประสบ ผลสาเร็จได้ เม่ือสมาชกิ ทกุ คนได้เรยี นรู้ บรรลตุ ามจดุ มุ่งหมาย เช่นเดยี วกัน
มานพ ประธรรมสาร (2546) กล่าวว่า การเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือ คือการทางานร่วมกันเพ่ือบรรลุ เปา้ หมายที่มีอยดู่ ว้ ยกัน ภายในกจิ กรรมทีร่ ่วมทาน้ี แต่ละคนจะแสวงหาผลลพั ธ์ทเ่ี ป็นประโยชน์ต่อตนเองและ เปน็ ประโยชน์ตอ่ สมาชกิ คนอนื่ ๆในกลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือ ใชใ้ นการสอนกลุ่มเลก็ ๆ ใหท้ างานรว่ มกันตามท่ีได้รับ มอบหมายจนกระทั่งสมาชิกในกลุ่มทุกคนมีความเข้าใจถูกต้องและทางานจนเสร็จสมบูรณ์สมาชิก ทุกคนในกลุ่ม ไดร้ ับประโยชน์จากความพยายามร่วมกนั สมบัติ กาญจนารกั พงค์ (2547) กลา่ วว่า การเรียนร้ดู ว้ ยกลุ่มร่วมมือเป็นการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ท่ี เนน้ ใหผ้ เู้ รยี นร่วมมือและชว่ ยเหลือกันในการเรียนรู้ โดยแบ่งนกั เรยี นออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ 4 - 5 คน ท่ีมี ความสามารถ แตกต่างกันทางานรว่ มกันเพ่ือเปา้ หมายกล่มุ สมาชิกมปี ฏิสมั พันธส์ ง่ เสรมิ ซึ่งกนั และกนั รับผิดชอบ ร่วมกันทง้ั ในสว่ น ตนและส่วนรวม ผลงานของกลุ่มข้ึนอยู่กับผลงานของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม ความสาเร็จ ของแต่ละคนคือ ความสาเร็จของกลุ่ม จากการศึกษาความหมายการเรียนแบบร่วมมือ สามารถสรุปได้ว่าการจัดการเรียนรดู้ ้วยกลุ่มร่วมมือ กนั เรียนรู้ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีช่วยให้ผู้เรียนใช้ความสามารถเฉพาะตัวในการร่วมมือ กัน แก้ปญั หาตา่ ง ๆ นักเรียนรู้จักวธิ ีการทางานกล่มุ การชว่ ยเหลอื ซงึ่ กนั และกนั ตลอดจนมปี ฏิสมั พันธ์ที่ดตี ่อกนั เพ่อื ให้ บรรลผุ ลสาเร็จตามเปา้ หมายโดยสมาชิกในกลมุ่ ตระหนักวา่ แตล่ ะคนเปน็ ส่วนหน่ึงของกลมุ่ หลกั การเรียนรูด้ ้วยกลุม่ รว่ มมือ 1. การทางานเปน็ ชวี ิตจรงิ เปน็ การทางานรว่ มกบั ผู้อนื่ ผ้เู รียนจึงควรได้ฝึกการทางานแบบรว่ มมือเพื่อเป็น การเตรยี มผเู้ รียนได้รู้จกั การทางานรว่ มกับผอู้ น่ื 2. การทางานเปน็ ทมี เป็นลกั ษณะหนง่ึ ของการทางานของนกั วชิ าการ 3. การเรียนรู้ด้วยกลุ่มร่วมมือเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกจิ กรรมการเรียนสอนทุกคนและต้อง ลง มือทางานกบั เพื่อนสมาชิกอย่างจริงจงั จึงเป็นการสนับสนนุ ใหผ้ ู้เรียนเป็นศนู ยก์ ลางวิธีหน่ึง 4. การเรยี นรู้ด้วยกลมุ่ รว่ มมอื อาจจัดเปน็ กิจกรรมการเรยี นการสอนประกอบหรอื เปน็ กจิ กรรมย่อย ของวธิ ี สอนผู้เรียนแบบตา่ ง ๆ ได้อยา่ งดี ขั้นตอนการเรยี นรู้ด้วยกลุ่มรว่ มมอื 1. ข้นั นาเขา้ สู่บทเรยี น ใชเ้ วลาประมาณ 8 – 15 นาที เพอื่ ทบทวนเรือ่ งที่มาเรยี นแลว้ และทบทวน บทบาท สมาชิกภายในกลุ่ม 2. ข้นั การทางานกลุม่ ใช้เวลา 25 – 30 นาที เป็นขนั้ ท่ีครูแจกอุปกรณ์หรือส่ือการเรยี น ผูเ้ รียน ปฏิบัตติ าม บทบาทท่ีได้รับมอบหมาย ใช้เวลา 25 – 30 นาที เป็นขั้นที่ครู แจกอุปกรณ์หรือสื่อการเรียน ผู้เรียน ปฏิบัติตาม บทบาทที่ไดร้ บั มอบหมาย
3. ข้ันระดมสมอง ใช้เวลา 10 – 15 นาที เป็นการเสนอผลงาน เสนอแนะรว่ มกนั ทงั้ ห้อง ให้แตล่ ะกลมุ่ ได้มี โอกาสแสดงความคิดเห็น โดยครคู อยถามใหผ้ ู้เรยี นเสนอความคดิ เหน็ ได้อย่างเตม็ ทีแ่ ละทว่ั ถงึ การประเมิน 1. การเสนอผลงานของผเู้ รยี นดว้ ยวิธตี ่าง ๆ 2. การทดสอบ 3. การสงั เกตการณ์ทางานของผ้เู รยี นแตล่ ะกลมุ่ 4. การแสดงความคดิ เหน็ ของผเู้ รยี นในชัน้ ระดมสมอง ความหมายของการสอนแบบรว่ มแรงรว่ มใจ ทนี่ ิยมใช้ในปจั จบุ นั มี 7 รปู แบบ ดงั นี้ 1. จกิ ซอ (Jigsaw) เปน็ การสอนท่ีอาศัยแนวคิดการต่อภาพ นกั เรียนแตล่ ะคนจะได้ศึกษาจากหัวข้อย่อย ของเน้อื หาท้งั หมดจากเอกสารท่คี รูจัดให้ นักเรยี นจะทางานเปน็ กลมุ่ กับเพ่อื นทไ่ี ด้รับมอบหมายให้ศึกษาหัวข้อย่อย เดียวกัน และกลบั ไปอธบิ ายใหเ้ พอ่ื นสมาชกิ ในกลุม่ พนื้ ฐานของตนเอง 2. STAD (Student Teams – Achievement Division) เป็นการสอนแบบเป็นทีม การนาเสนอส่ิงท่ี เรียน ทางานเป็นกลุ่ม ทดสอบย่อยโดยนักเรยี นต่างคนต่างทา และมีการรับรองผลงานของกลุ่มโดยการประกาศ คะแนนของ แต่ละกลุ่มให้ทราบ ซึ่งการทดสอบย่อยเพื่อประเมินความรู้จะเป็นตัวกระตุ้นความรับผิดชอบของ นกั เรยี นแต่ละคน 3. LT (Learning Together: LT) เป็นการสอนท่ีมีการกาหนดสถานการณ์และเง่ือนไขให้นักเรียนทา ผลงานเป็นกลุ่ม ใหแ้ ลกเปลีย่ นความคดิ เหน็ แบง่ ปนั เอกสาร แบ่งงานท่ีเหมาะสมและการให้รางวัล 4. TAI (Team Assisted Individualization) เป็นการสอนโดยให้นักเรียนได้ลงมือทากิจกรรมในการ เรียน ได้ด้วยตนเอง และส่งเสริมความร่วมมือภายในกลุ่ม มีการแลกเปล่ียนประสบการณ์เรียนร้แู ละปฏิสัมพันธ์ ทางสังคม 5. TGT (Team – Games - Tournaments) เป็นการสอนแบบร่วมมือกนั แข่งขันทากิจกรรม กลุ่มใดมี แต้มโบนัสสงู สดุ จะใหร้ างวลั หรือตดิ ประกาศ ไวใ้ นมุมข่าวของหอ้ ง 6. GI (Group Investigation) เปน็ การสอนท่ีมอบหมายความรับผิดชอบอย่างสูงให้กับนักเรียน ในการ ที่จะ บ่งช้ีว่าเรียนอะไร ในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และตีความหมายส่ิงที่เราจะศึกษาโดยเน้นการสื่อ ความหมายและ การแลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ ของกันและกันในการทางาน 7. โปรแกรม CIRC (Cooperative Intergrated Reading and Composition) เป็นโปรแกรมสาหรับ สอนการอ่าน การเรียนและทกั ษะทางภาษา โดยเนน้ ท่ีหลกั สูตรและวิธีการสอน มีการนามาใชค้ วบคู่กบั การสอน แบบร่วมแรงรว่ มใจ โดยครูสอนแลว้ ให้นักเรยี นฝึกปฏบิ ตั ิภายในกล่มุ และประเมนิ ผลการเรยี นรไู้ ดเ้ อง
เอกสารทเี่ กยี่ วขอ้ งทีเ่ ก่ยี วกบั ชุดกจิ กรรม การศกึ ษาเกี่ยวกับชดุ กจิ กรรม ความหมายของกิจกรรม กิจกรรมเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ซ่ึงโดยมากจะ แทรกอยู่ในรูปของความสนกุ สนาน ได้มผี ูใ้ หค้ วามหมายไว้หลายทา่ น ดังนี้ จรนิ ทร์ ธานรี ตั น์ (อ้างใน วราภรณ์ ภลู ะคร, 2533: 12) ไดใ้ ห้ความหมายของคาว่ากจิ กรรมดังน้ี กจิ กรรม หมายถึง สภาพการเรยี นรใู้ ดๆ ท่ไี ดก้ ระทาด้วยความเตม็ ใจทงั้ ทางสมองและทางกาย เพือ่ เป็นการ สนองความต้องการของผ้กู ระทาใหบ้ รรลุถึงจดุ มงุ่ หมาย เช่น การคน้ ควา้ การอภิปราย การแกป้ ญั หา หรือการทเ่ี ด็ก ไดใ้ ช้ส่วนต่างๆ ของรา่ งกายและสมองประกอบกน็ บั เปน็ กิจกรรมแลว้ สมศักด์ิ สินธุระเวชญ์ (2544: 1) ให้ความหมายกิจกรรมว่าการปฏิบัติด้วยตนเอง คือ เป็นชุดของการ ปฏิบัตกิ ารต่างๆ ทีม่ ีการเตรียมการหรอื วางแผนไวเ้ รยี บรอ้ ยแล้วผู้ปฏิบัตบิ งั เกดิ ผลตามทค่ี าดหวังไว้ โรม วงศป์ ระเสริฐ (2545: 9) กล่าววา่ กจิ ใดๆ ทผ่ี ดู้ าเนินการจัดการข้ึนมาอย่างมีจุดมงุ่ หมาย โดยมุง่ หมาย หวังเพ่ือใช้กระบวนการของกิจกรรมพัฒนาผู้เข้ากิจกรรมต่อไปโดยที่กิจกรรมอาจจะจัดในร่มหรือกลางแจ้งก็ได้ ขึ้นอยู่กบั ความเหมาะสมของแตล่ ะกจิ กรรมทเี่ ลอื กนามาใช้ จากความคิดดังกล่าวพอสรุปได้ว่า กิจกรรม หมายถึง สภาพการณ์หรือการกระทาที่ครูจัดขึ้นเพ่ือให้ นักเรียนสามารถเข้าใจบทเรียนได้งา่ ยกว่า การสอนแบบธรรมดา ได้รับทั้งความรู้ความสนกุ สนานและผู้เรียนต้อง กระทาด้วยความเต็มใจ และเป็นส่ิงท่ีผู้ดาเนินการจัดเตรียมให้ผู้เข้าร่วมลงมือปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลตามที่ตั้ง วตั ถปุ ระสงคไ์ ว้ ในการพัฒนาชุดกิจกรรมเพ่ือพัฒนาด้านคุณธรรมจริยธรรมนั้น ใช้หลักการพัฒนาชุดการสอน ดังน้ันใน การศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง จึงศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกบั ชุดการสอนชุดกิจกรรมน้ัน เป็นนวัตกรรมการศึกษาชนิดหน่ึง ที่ได้รับความสนใจจากนกั การศึกษาและผู้สอนเป็นอย่างมาก ตามลักษณะและ ความหมายของชดุ กจิ กรรม ได้มีนักการศกึ ษาได้ให้ความหมายไว้หลายท่าน ซง่ึ นกั การศึกษาได้ศกึ ษาและรวบรวม ไวด้ ังนี้ ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ( 2523: 118 ) ได้ให้ความของชุดกิจกรรมไว้ว่า “ชุดกิจกรรม เป็นสื่อประสมที่ได้จาก กระบานการผลิต และนาสื่อการสอนทสี่ อดคล้องกับวิชาหนว่ ยการสอนและหัวเรอื่ งเพอ่ื จะชว่ ยให้การเปล่ียนแปลง การเรียนรูเ้ ป็นไปอย่างมปี ระสิทธิภาพมากยง่ิ ขน้ึ ” วชิ ัย วงษ์ใหญ่ ( 2525: 115 ) กลา่ วถงึ ชดุ กจิ กรรมไวว้ ่า “เปน็ ระบบการผลิตสื่อและนาส่อื การสอนหลายๆ อย่างมาสัมพันธ์กันและมีคุณค่าเสริมซ่ึงกันและกัน สื่อการเรียนอย่างหน่ึงอาจใช้เพ่ือเร้าความสนใจ ในขณะที่อีก
อย่างหน่งึ ใชเ้ พื่ออธิบายข้อเท็จจริงของเน้ือหาและอีกอย่างหนงึ่ อาจใชเ้ พื่อเกิดการเสาะแสวงหาอันนาไปสู่ความใจ ลกึ ซงึ้ ” ธีระชัย ปูรณโชติ ( 2532: 4-16 ) ได้กล่าวไว้ว่า “ชุดกิจกรรมเป็นส่ือประสมที่ได้จัดรวมการผลิตท่ีมีความ สอดคล้องกบั วิชาหน่วย ตัวเร่อื งและวตั ถปุ ระสงคข์ องวิชาน้นั ๆเพอ่ื ใหผ้ ูเ้ รียนเกดิ การเรียนอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ กรองกาญจน์ อรุณรัตน์ ( 2536: 265 ) ได้ให้ความหมายของชุดกิจกรรมว่า “ชุดของสื่อประสมท่ีสอดคล้องกับ เนื้อหาวิชาและประสบการณ์ในแต่ละหน่วย โดยนาวิธีการจัดระบบ เอาไว้ทั้งนี้เพื่อช่วยในการเปล่ียนแปลง พฤตกิ รรมของผู้เรียนใหบ้ รรลุตามจดุ มุ่งหมายและชว่ ยให้การสอนของครดู าเนินไปโดยสะดวกและมปี ระสทิ ธภิ าพ จากความหมายดังกล่าวพอสรปุ ได้วา่ ชดุ กจิ กรรม หมายถงึ ชุดของสอ่ื ประสมที่มีการจดั โปรแกรมการเรียน การสอนด้วยวิธีการท่ีเป็นระบบ โดยมีจุดมุ่งหมายเฉพาะที่สอดคล้องกับหนว่ ยการเรยี น เพ่ือทาให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้อยา่ งมีประสิทธิภาพ และเกิดความสะดวกตอ่ การนาไปใชใ้ นชดุ กิจกรรมแตล่ ะชดุ ประกอบดว้ ย ชุดการเรียน หมายถึง ชุดของโปรแกรมส่ือประสมที่มีการนาวิธีการจัดระบบมาใช้ในเน้ือหาการนาเสนอ เน้อื หา และจัดกิจกรรมการเรยี นเพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเองตามความสามารถในอัตราการเรียนและรูปแบบ การเรยี น ( Learning Style ) ของแตล่ ะคน ชุดกจิ กรรม หมายถึง ชุดของสอื่ ประสม ( Multi Media ) ที่สอดคล้องกับเนือ้ หาวชิ าและประสบการณ์ใน การเรียนแต่ละหน่วย โดยนาวิธีการจัดระบบเอาไว้ ทั้งนี้เพื่อช่วยในการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ของ ผู้เรียนให้บรรลุตามจดุ มุ่งหมายทวี่ างไวแ้ ละช่วยใหก้ ารสอนของครูดาเนนิ ไปโดยสะดวกและมีประสทิ ธิภาพ หลกั เกณฑ์ในการเลือกกจิ กรรม การวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้สอนจะต้องเลือกกิจกรรมท่ีมีความเหมาะสม เพ่ือให้การเรียนรู้ เป็นไปอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ มผี ูใ้ ห้หลกั เกณฑ์ในการเลือกกิจกรรมดังนี้ สิริวรรณ ศรีพหล (2540: 477) กล่าวว่าการเลือกกิจกรรมการเรียนในวชิ าการสิ่งที่ผู้สอนควรจะคานึงถึง คือ กิจกรรมน้ันๆ จะก่อให้ผู้เรียนได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ได้อย่างไร ดังนั้นการจัดกิจกรรมการเรยี นใดก็ตามสิ่งท่ี ผู้สอนจะตอ้ งถามตนเองกอ่ นอื่นวา่ กจิ กรรมนัน้ ๆ มีคณุ คา่ หรือไม่เพียงใดดงั น้ี - กจิ กรรมนน้ั ๆ กระตนุ้ ความสนใจของผู้เรยี นหรอื ไม่ - กิจกรรมน้นั ๆ กระตนุ้ ให้ผู้เรียนรู้จกั คดิ หรอื ไม่ - กจิ กรรมนน้ั ๆ เปิดโอกาสให้ผู้เรยี นส่วนใหญไ่ ด้มสี ว่ นรว่ มด้วยหรอื ไม่ - กิจกรรมนัน้ ๆ ส่งเสริมประสบการณ์ของผ้เู รียนให้กว้างขวางขนึ้ กวา่ เดมิ หรือไม่ - กิจกรรมนั้นๆ ส่งเสรมิ ความสามารถเชิงสร้างสรรค์ของผเู้ รียนหรอื ไม่
- กิจกรรมนั้นๆ เชอื่ มหรือสัมพนั ธ์กับกจิ กรรมอนื่ ๆ ของโรงเรียนหรือไม่ - กิจกรรมนั้นๆ ตอบสนองความต้องการของผู้เรยี นหรือไม่ นอกจากนี้ วนั ทนยี ์ จันทร์เอยี่ ม (2541, หน้า 1) ได้เสนอเพ่มิ เติมว่าแนวทางการเลือกกจิ กรรมควร 1. เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัตถุท่ีต้องการเรยี นร้แู ละสอดคล้องกับความต้องการของสมาชิกและควร พิจารณาถงึ ผลท่เี กิดข้นึ วา่ จะมีประโยชน์หรือโทษตอ่ สมาชกิ กลุม่ อยา่ งไร 2. เป็นกิจกรรมเหมาะสมกับระดับความสามารถของสมาชิก สามารถสอดแทรกความสนุกสนานเพ่อื ใหผ้ ู้ รว่ มกจิ กรรมเพลิดเพลินตอ่ การเรียนรหู้ รือเกิดการเรยี นรู้โดยไมร่ ้ตู วั 3. เป็นกิจกรรมท่ีสอดคล้องกบั สภาพของผู้เข้าร่วมกจิ กรรม เช่น เพศ อายุ เหมาะสมกับวุฒิภาวะและอยู่ ในความสนใจของสมาชกิ 4. เป็นกจิ กรรมทเ่ี หมาะสมกบั สถานทแี่ ละเวลา 5. เป็นกจิ กรรมที่สมาชิกทกุ คนมโี อกาสเข้าร่วมทากิจกรรมและไดแ้ สดงออกโดยทว่ั ถงึ สรุปได้ว่า การเลือกกิจกรรมควรตั้งอยู่บนหลักเกณฑ์ที่มีความเหมาะสมของตัวผู้เรียนเน้ือหาวิชาและ สภาพแวดล้อมท่ีเกยี่ วข้อง ความสาคัญของกิจกรรม กิจกรรมการเรียนการสอน หมายถึง การดาเนินการต่างๆ ในโรงเรียนทั้งโดยครู อาจารย์ นักเรียน การ สอนใหน้ ักเรยี นค้นคว้า อภิปราย การบรรยาย การอบรม การสาธิต การปฏบิ ัตงิ าน การจัดนทิ รรศการ การศึกษา นอกสถานที่ และการทากิจกรรมต่างๆ ตามท่กี าหนดไว้ในหลักสตู ร (ดนัย ไชยโยธา, 2534: 7) การจัดกิจกรรมนับว่าเป็นหัวใจสาคัญที่จะส่งเสริมให้การเรียนการสอนประสบผลสาเร็จและบรรลุตาม จดุ ประสงคท์ ่ีวางไว้ การจัดกิจกรรมตอ้ งเน้นให้ผู้เรียนเปน็ ธรรมชาติ เปน็ ผคู้ ดิ และเป็นผู้ปฏบิ ัติเองให้มากที่สุดเท่าท่ี จะทาได้ ครูทาหน้าท่ีช่วยเหลือและดาเนินกิจกรรมให้เป็นไปตามจุดมุ่งหมายท่ีเรยี กว่านักเรียนเป็นศูนยก์ ลางการ เรยี นรู้ส่ิงที่ผูส้ อนจะต้องเตรยี มการใหม้ ากท่ีสดุ คอื กิจกรรมการเรียนการสอน ขอ้ ควรคานึงในการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอน 1. ชว่ ยสนองความสามารถในการเรยี นรขู้ องผ้เู รยี นได้อยา่ งทัว่ ถึง 2. ผเู้ รยี นมีสว่ นร่วมและสนกุ สนาน 3. ชว่ ยให้ผูเ้ รยี นคิดเป็น ทาเป็น แกป้ ัญหาเป็น 4. ช่วยสนองพฒั นาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ สงั คม และสติปญั ญาของผู้เรียนประโยชน์ของกิจกรรม
ความสาคญั ของชุดกิจกรรม ไดม้ กี ารเผยแพรแ่ นวคิดเรอื่ งสอ่ื การสอนและศึกษาวิจัยโดยนกั ศึกษาพบวา่ ชุดกิจกรรม มปี ระโยชน์ตอ่ การ จัดการเรียนการสอนดังท่ี สุนันท์ ปัทมาคม ( อ้างใน นิพนธ์ ประพินพงศกร, 2527: 32-33 ) ได้กล่าวว่าไม่ว่าชุด กจิ กรรมประเภทใดย่อมมีคณุ ค่าและประโยชนต์ ่อการเพ่ิมคณุ ภาพการเรียนรใู้ นการเรียนการสอน คือ 1. ช่วยผู้สอนให้ถ่ายทอดเน้ือหาและประสบการณ์ที่สลับซับซ้อน และมีลักษณะเป็นนามธรรมสูง เช่น อวยั วะในรา่ งกาย การทางานของเครอ่ื งกล ฯลฯ ซึ่งผู้สอนไมส่ ามารถถ่ายทอดดว้ ยการบรรยายไดด้ ี 2. ทาให้การเรียนการสอนเกิดประสิทธิภาพมากข้ึน เพราะชุดกิจกรรมผลิตข้ึนจากกลุ่มบุคคลท่ีมคี วามรู้ ความชานาญหลายด้าน และมกี ารทดลองใชจ้ นแนใ่ จแล้ววา่ ไดผ้ ลดจี งึ นาออกมาใช้ 3. ชุดกิจกรรมลดภาระของผู้สอน เมื่อมีชุดการเรียนสาเร็จรูปแล้ว ผู้สอนจะดาเนินการสอนตาม คาแนะนาท่ีบอกไว้ในชุดกิจกรรมตามลาดับข้ัน แต่ละขั้นจะมีอุปกรณ์ กิจกรรมตลอดจนข้อแนะนาไว้ให้พร้อม ผ้สู อนไมจ่ าเป็นต้องทาใหม่อกี หรือทาเพ่ิมจะใชไ้ ด้ทันที 4. ผูเ้ รยี นจะไดค้ วามรู้ในแนวเดยี วกนั กับการสอนปกติ เม่ือมผี ูส้ อนหลายคนท่ีทาการสอนในวิชาเดียวกัน ก็อาจเกิดความแตกต่างในด้านประสิทธิภาพของการสอน การมีชุดกิจกรรมจะแก้ปัญหาในเรื่องน้ีได้ท้ังหมด แม้ ผู้เรียนจะมีจานวนมากเท่าใดกช็ ว่ ยแก้ปญั หาได้เป็นอยา่ งดี 5. ช่วยเร้าความสนใจของนักเรยี นต่อสิ่งที่กาลังศึกษา เพราะชุดการเรยี นเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ในการเรยี นด้วยตนเอง 6. ประหยดั เวลา แรงงาน และรายจา่ ย ครไู มต่ อ้ งเตรยี มงานสอนหนกั มาก ไม่ต้องจัดทาใหม่ ใช้สะดวกได้ นานหลายปี 7. แก้ปญั หาในโรงเรียนท่มี คี รูไมค่ รบชนั้ 8. ใช้ได้ทุกระดบั การศกึ ษา 9. เปดิ โอกาสใหผ้ ูเ้ รียนตามความสามารถและความต้องการตน อัตราการเรยี นของแต่ละคนจะมมี ากนอ้ ย แตกต่างกันไปตามความสามารถ ชุดการเรียนนีจ้ ะช่วยให้ทุกคนได้ประสบความสาเร็จทางการเรียนได้ทั้งส้ิน ตาม อัตราการเรยี นของผนู้ น้ั
7. งานวจิ ัยทีเ่ ก่ียวขอ้ ง งานวจิ ยั ในประเทศ นุชนาฎ วรยศศรี (2558) ได้ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน วัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านตัวผู้เรียนคือนิสัยในการเรียนและเจตคติต่อการเรียน ปัจจัยด้านสังคม คือ ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวและการส่งเสริมของทางบ้าน ปัจจัยด้านการเรียนการสอน คือ บรรยากาศทาง วชิ าการและการรับรพู้ ฤติกรรมการเรยี นการสอน กบั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนักศกึ ษา พบว่าตัวแปรท่สี ามารถ สง่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น คือ เจตคตติ อ่ การเรียนซง่ึ เปน็ ตวั แปรหนงึ่ ของ ปจั จัยด้านตัวผเู้ รียนทมี่ ีอานาจพยากรณ์ ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นภาษาองั กฤษได้รอ้ ยละ 21.80 อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และปัจจัยด้านสงั คม ได้แก่ การส่งเสริมทางการเรียนของทางบ้าน มีความสัมพันธ์ทางบวกกับผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนอย่างมีนยั สาคญั ทางสถิติท่ี ระดบั 0.01 และปัจจยั ดา้ นตัวผู้เรยี นไดแ้ ก่ เจตคติตอ่ การเรียนวิชาต่างๆ เปน็ ปจั จัยทีส่ ามารถพยากรณ์ ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นของนักเรียนได้ร้อยละ 21.80 อย่างมีนยั สาคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดับ 0.01 สุกัญญา จันทร์แดง (2559) ได้ศึกษาผลการจัดการเรียนด้วยชุดการสอนแบบร่วมมือที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและความสามารถ ในการทางานรว่ มกัน วิชาสขุ ศึกษา ของนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 ผลการวิจยั พบว่า 1. ผลการเรียนรู้ทางการเรยี นของนกั เรียนท่ีเรียนดว้ ยชุดการสอนแบบร่วมมือ มผี ลสัมฤทธิท์ างการเรียนสูง กว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2. ความสามารถในการทางานร่วมกันของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยชุดการสอนแบบร่วมมือ มีพฤติกรรมในการทางานร่วมกันอยู่ในระดับ ดีมาก 3. ความคิดของนักเรยี นเห็นต่อการเรยี นการสอนดว้ ยชุดการสอนแบบรว่ มมือ อยู่ในระดับดมี าก นิภาพร ปาระแกว้ (2560) ได้ทาการศึกษาวิจัยเร่ืองความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยท่ีส่งเสริมการใช้ส่ือการ สอนของครูโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกดักรมสามัญศึกษาจังหวัดขอนแก่น มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาความคิดเห็น เก่ียวกับปัจจัยท่ีส่งเสริมการใช้ส่ือการสอนของครูใน 3 ปัจจัยคือ 1) ปัจจัยเก่ียวกับสื่อการสอน 2) ปัจจัยเก่ียวกับ สภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน 3) ปัจจัยเกี่ยวกับแรงจูงใจกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือครูผู้สอนใน โรงเรียนมัธยมศกึ ษา สงั กดักรมสามัญศกึ ษา จังหวัดขอนแกน่ ซึ่งได้จากการสมุ่ แบบหลายข้ันตอน จานวน 346 คน จากประชากรจานวน 3,461 คน ซ่ึงผลการวจิ ัยพบวา่ ปัจจัยเกยี่ วกับสอ่ื การสอน เปน็ ปัจจัยที่ส่งเสริมการใชส้ ่ือการ สอนของครู ในระดบั มาก ปัจจยั เก่ียวกับสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน เป็นปจั จัยทีส่ ่งเสรมิ การใช้ส่ือการสอน ของ ครใู นระดับปานกลาง และปัจจัยเก่ียวกับแรงจงู ใจ เปน็ ปัจจยั ท่ีส่งเสริมการใช้สอื่ สอนของครูในระดับปานกลาง อรวรรณ สัมฤทธิ์ (2561) การศกึ ษาวิจยั เรื่องน้ีมวี ัตถปุ ระสงค์เพ่ือศึกษาปจั จัยท่ีมีผลตอ่ การใช้ส่ือการสอน ตามความคิดเหน็ ของครูโรงเรียนประถมศกึ ษา กลมุ่ ตวั อยา่ งท่ีใช้ในการวิจัยได้แก่ครูผู้ปฏิบิตั ิหน้าที่สอนในโรงเรียน จานวน 286 คน เคร่อื งมอื ทใี่ ช้ในการเกบ็ ขอ้ มูลเปน็ แบบตรวจรายการและแบบมาตราส่วนประมาณค่าสถิตทิ ่ีใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละค่าเฉลี่ยค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ระดับ ปัจจัยและการใช้ส่ือการสอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยท่ีมีผลต่อการใช้สื่อการสอนตามความคิดเห็นของครูอยู่ในระดับ ปานกลางและเมื่อ พิจารณาแตล่ ะปัจจยั พบว่าปจั จยั ด้านตัวครแู ละปัจจยั ด้านผู้เรียนเปน็ ปัจจัย ท่มี ผี ลต่อการใช้สื่อการสอนตามความ
คิดเหน็ ของครูอยู่ในระดับมาก สว่ นปจั จัยด้านการสนับสนุนส่งเสริมจากโรงเรียน เปน็ ปัจจยั ที่มผี ลตอ่ การใช้สื่อการ สอนตามความคิดเห็นของครูอยใู่ นระดบั ปานกลาง 2) ระดบั การใช้ส่อื การสอนของครูมีสภาพการปฏบิ ัติโดยรวมอยู่ ในระดับมาก เม่ือพจิ ารณาเป็นรายขนั้ ตอนพบวา่ สภาพการปฏบิ ัตทิ กุ ขั้นตอนอยูใ่ นระดบั มาก งานวิจัยในต่างประเทศ โพลิทเซอร์ (Politzer 2014 : 54-68) ศึกษาพฤติกรรมการเรยี นรู้ภาษาและความสัมพันธ์ ของพฤติกรรม การเรียนรู้ภาษากับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาของนักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาท่ีสองในระดับ มหาวทิ ยาลยั พบวา่ สาขาวิชาเปน็ องค์ประกอบท่สี าคญั ในการเรียนภาษา แบบเข้มของนักศึกษา ซง่ึ มคี วามแตกต่าง กันระหว่างนกั ศึกษาท่ีเรยี นสาขาวิชาวศิ วกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์กับสาขาธุรกิจสังคมและการศึกษา ต่อมา โพลทิ เซอร์ ( Politzer 2014 : 67-68) ไดศ้ กึ ษาในทานองเดียวกัน พบวา่ สาขาวชิ าเอกของนกั ศกึ ษามหาวิทยาลัยมี อิทธิพลต่อการเลือกใช้ กลวิธีการเรียนภาษาที่สอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนกั ศึกษาสาขาวชิ าเอกมนุษยศาสตร์ สังคม วิทยาและ สาขาการศึกษาสามารถใช้กลวิธีการเรียนได้ดีกว่านักศึกษาสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ สาขาวิชาเอก คณติ ศาสตร์และคณิตศาสตร์ โอมอลล่ีและคณะ (O’Malley and others 2016 : 32-41) ศึกษาการประยุกต์ใช้กลวิธีการเรียน ภาษาอังกฤษของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาท่ีเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง จานวน 70 คนและครูสอน ภาษาอังกฤษจานวน 22 คน เกบ็ ขอ้ มูลโดยการสมั ภาษณ์และบันทึกเสียง แบบสมั ภาษณ์ประกอบด้วยคาถามต่างๆ ทีใ่ หน้ ักเรยี นอธิบายประเภทของกลวิธีการเรยี นภาษาอังกฤษใน การพูด การออกเสียงคาศัพท์ การปฏบิ ตั ิตามคาสั่ง การใชภ้ าษานอกช้ันเรียนและการฟัง นอกจากน้ีผู้วิจยั ได้สงั เกตการเรยี นการสอนในชนั้ เรยี นและสมั ภาษณ์ครผู ู้สอน แต่ละคนว่าได้สอน กลวิธีการเรยี นภาษาอังกฤษใหแ้ ก่นักเรยี นหรือสังเกตการณ์การใช้กลวธิ กี ารเรยี นของนักเรยี น หรอื ไม่ ผลการศกึ ษาพบว่า นกั เรียนใช้กลวธิ กี ารเรียนภาษาองั กฤษอย่ใู นระดบั ตา่ และปานกลาง และนักเรยี นมักใช้ กลวธิ กี ารเรยี นภาษากับการเรียนแบบจุลภาษา (Discrete tasks) ซ่ึงเป็น การเรียนรคู้ าศัพท์ การฟัง การออกเสียง และการเรียนไวยากรณเ์ ฉพาะเรื่องมากกว่าการเรียนแบบ ทักษะสัมพันธ์ (integrative tasks) ทง้ั น้อี าจเปน็ เพราะ ขณะที่เรียนในช้ันเรียนนักเรียนมีโอกาสได้ ฝึกกิจกรรมทางภาษาน้อยมาก นอกจากน้ียังพบว่าครูส่วนใหญ่ไม่มี ความรู้เรื่องกลวิธกี ารเรยี น ภาษา ไม่เคยแนะน ากลวิธีการเรียนให้นกั เรียนในขณะที่สอนและไมเ่ คยสังเกตการใช้ กลวิธี การเรยี นของนักเรียน กิลเลตต์ (Gillette 2017 : 268-278) ศึกษาวิธีการเรียนรู้และแรงจูงใจในการเรียนของผู้ที่ประสบ ผลสาเร็จในการเรียนภาษาต่างประเทศ 2 คน เป็นการศึกษาเฉพาะกรณี โดยใช้วิธีการที่ ให้ผู้เรียนทั้ง 2 คน พิจารณาการเรียนของตนเอง การสังเกตการณ์การเรียนในชั้นเรียน การสัมภาษณ์ แบบสอบถามวัดทัศนคติและ แรงจูงใจในการเรียนภาษาต่างประเทศ ผลการศึกษา พบว่า ผู้เรียนท้ังสองเรียนภาษาโดยเน้นที่ความหมายของ ภาษามากกว่ากฎเกณฑ์ มีความกล้าท่ีจะ ลองใช้ภาษา สนใจพ้ืนฐานทางสังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา ตื่นตัวตอ่ การเรียนรู้อยเู่ สมอ สามารถควบคุมกระบวนการเรียนรขู้ องตนเองได้อยา่ งเตม็ ที่ ใชก้ ลวธิ กี ารเรยี นภาษาท่ี เปน็ ของ ตนเอง ไมเ่ คยเลยี นแบบกลวธิ กี ารเรียนของผูอ้ ื่น นอกจากนี้ ยังมคี วามอดทนต่อความกากวมของภาษา มี
บุคลกิ ภาพกล้าแสดงออก มคี วามเขา้ ใจ พึงพอใจในการเรียนภาษาและมีการรบั รู้เกยี่ วกับ ความภาคภมู ิใจในตนเอง (Self-esteem) ส่วนเรื่องแรงจูงใจน้ันผู้เรียนมีแรงจูงใจเชิงเคร่ืองมือ (Instrumental motivation) มากกว่า แรงจูงใจเชิงบูรณาการ (Integrative motivation) และมีรูปแบบ ของการเรียนแบบมองภาพรวม เป็นการเรียน ภาษาแบบทกั ษะสมั พนั ธม์ ากกวา่ การมองรายละเอียด ซ่งึ เปน็ การศึกษาขอ้ ปลีกย่อยของภาษา ซู (Su 2018 : 351) ได้ทาการวิจัยถึงคุณค่าและประโยชน์ของบทบาทสมมติ (Role-play) ซึ่งช่วยให้ นักเรียนมสี มรรถภาพในการสอื่ สาร (Communicative competence) ในช้ันเรยี น บทบาทสมมติทาให้นกั เรียนท่ี เรยี นวชิ าต่างๆ ในฐานะของภาษาต่างประเทศ (EFL) อยใู่ นสถานการณ์ การพูดเพอ่ื การสื่อสารที่คล้ายคลึงกับชีวิต จริง สถานการณเ์ ชน่ นี้ทาใหน้ ักเรยี นพฒั นาทกั ษะการพดู ผลการวิจัยพบวา่ บทบาทสมมตมิ ีประสิทธภิ าพในการลด ความกลัวของนักเรียนในการพูดและช่วยให้นักเรียนรู้พฤติกรรมการเรียนวิชาต่างๆ ย่ิงไปกว่าน้ันนักเรียนมี ประสิทธภิ าพในการส่ือสารมากขนึ้ สามารถเช่ือมโยงเนอื้ หาหลายวิชาเขา้ ดว้ ยกนั ได้เป็นอย่างดี
บทที่ 3 วิธีการดาเนินการวิจยั กลมุ่ เปา้ หมาย ประชากร นักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 4 วชิ าสขุ ศกึ ษา จานวน 12 คน กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 4 วิชาสุขศกึ ษา จานวน 12 คน วิธีการเก็บรวบรวมข้อมลู 1. ชี้แจงวิธีการเรียนการสอนแบบร่วมแรงร่วมใจต่อนักเรียนในชั้นเรียน โดยครูผู้สอนทาการแบ่งกลุ่ม นกั เรียนเปน็ กลุ่มย่อยๆ โดยแต่ละกลุ่มมีสมาชกิ จานวนเท่าๆ กันหรอื ใกลเ้ คยี งกนั 2. ผู้สอนพิจารณาความเหมาะสมของกลุ่มเพือ่ ให้สมาชิกของกลุ่มมีความร้คู วามสามารถแตกต่างกนั โดย พิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยในช้ันเรียน ผลการเรียนและผลการปฏิบัติงานมอบหมายในรายวิชา ในเดือนสิงหาคม ของการเรียนประกอบการพิจารณา 3. ผูส้ อนช้แี จงระเบยี บการเรียนการสอนแบบรว่ มแรงรว่ มใจ โดยรูปแบบ STAD ตลอดจนการทางาน ท่ี มอบหมายจากผสู้ อนและการทางานทีม่ อบหมายจากกลุ่ม 4. งานที่มอบหมายจากกลุ่มมอบหมายหน้าที่ให้ปฏิบัติงานและความรับผิดชอบการทางานในกลุ่มและ กระต้นุ ให้เหน็ ความสาคัญของความสาเรจ็ ของกลุ่ม 5. ตดิ ตามสงั เกตพฤติกรรมหลังจากปรบั เปล่ียนวธิ ีการสอน 6. เก็บรวบรวมคะแนนประเมินผลท้ังกอ่ นเรียนและหลงั เรียนมาทาการเปรียบเทยี บกนั เครือ่ งมือในการวจิ ัย 1. รปู แบบการสอนแบบร่วมแรงร่วมใจ โดยวิธี STAD 2. แผนการจดั การเรียนรู้ ใบงาน แบบฝกึ ทกั ษะ 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. แบบสังเกตพฤตกิ รรมความรับผิดชอบ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลสาหรับการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) โดย ผ้วู จิ ยั สร้างจากแนวคิดท่ีได้จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง มีเนอ้ื หาเกีย่ วกับการวิจยั ของครู ในดา้ น ความเช่ือ ทัศนคติ และค่านิยมในการทาวิจัยของครู เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันด้านนโยบาย การบริหารงานวิจัย ปัจจัยที่เอื้อต่อการทาวิจัยของครู และพัฒนาจากเครื่องมอื การวิจัยของ ภัทรวดี เทพพิทักษ์ (2550 : 103 - 112) พงศ์พัชรนิ ทร์ พุธวฒั นะ (2545 : 258 - 266) พฤกษวรรณ ทองมาก (2549 : 105) โดยแบง่ เป็น 5 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 ปัจจยั สว่ นบคุ คลของครแู บบตรวจสอบรายการ (Check List) และแบบใหเ้ ตมิ คาในช่องว่าง รวม 7 ขอ้ ตอนท่ี 2 สภาพการทาวิจัยของครูแบบตรวจสอบรายการ (Check List) และแบบให้เติมคา ในช่องว่าง รวม 22 ขอ้
ตอนท่ี 3 ความเชือ่ ทศั นคติ และคา่ นยิ มดา้ นการทาวิจัยของครู จานวน 34 ขอ้ แบบมาตราสว่ นประมาณ คา่ (Rating Scale) มี 5 ระดับ โดยมหี ลกั เกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ 1. กรณที ่ีข้อความมีลกั ษณะในทางบวก (Positive) ซ่ึงได้แกค่ าถามขอ้ ท่ี 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12, 15, 16, 17, 18, 20, 22, 26, 28, 30, 31, 32,34 มหี ลักเกณฑก์ ารให้คะแนน ดงั น้ี ครมู ที ัศนะต่อความเชอ่ื ทัศนคติ และคา่ นิยมการทาวจิ ยั ในระดบั มากท่สี ุด เทา่ กบั 5 คะแนน ครมู ที ัศนะต่อความเชื่อ ทศั นคติ และคา่ นิยมการทาวิจยั ในระดบั มาก เท่ากบั 4 คะแนน ครมู ที ัศนะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และค่านยิ มการทาวิจยั ในระดับปานกลาง เทา่ กบั 3 คะแนน ครมู ีทัศนะตอ่ ความเชื่อ ทัศนคติ และคา่ นยิ มการทาวิจยั ในระดบั นอ้ ย เท่ากับ 2 คะแนน ครูมีทศั นะต่อความเชอื่ ทศั นคติ และคา่ นยิ มการทาวจิ ัย ในระดบั นอ้ ยท่สี ดุ เท่ากบั 1 คะแนน 2. กรณีท่ีข้อความมลี ักษณะในทางลบ (Negative) ซ่งึ ไดแ้ ก่คาถามขอ้ ที่ 13, 14, 19, 21, 23, 24, 27, 29, 33 มีหลักเกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ดังน้ี ครมู ีทศั นะต่อความเช่ือ ทัศนคติ และคา่ นยิ มการทาวจิ ัย ในระดบั มากทีส่ ุด เทา่ กบั 1 คะแนน ครูมีทศั นะตอ่ ความเชอ่ื ทัศนคติ และค่านิยมการทาวจิ ัย ในระดับมาก เทา่ กับ 2 คะแนน ครูมีทศั นะต่อความเชอื่ ทัศนคติ และค่านยิ มการทาวจิ ัย ในระดบั ปานกลาง เท่ากับ 3 คะแนน ครมู ที ศั นะตอ่ ความเชอ่ื ทัศนคติ และค่านิยมการทาวจิ ัย ในระดับน้อย เทา่ กับ 4 คะแนน ครูมีทัศนะตอ่ ความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมการทาวิจัย ในระดบั นอ้ ยทีส่ ดุ เท่ากบั 5 คะแนน ตอนที่ 4 ความคิดเห็นเก่ียวกับปัจจัยที่เอ้ือต่อการทาวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามแบบของลิคเอิร์ท (Likert, อ้างถึงในผ่องศรี วาณิชย์ศุภวงศ์, 2546 : 132) แบ่งเป็น 5 ระดับ โดยใชเ้ กณฑ์การใหค้ ะแนนดงั นี้ ระดับ 5 หมายถึง ครูมีทศั นะตอ่ ปจั จยั ท่เี ออ้ื ต่อการทาวจิ ยั ในระดับมากทส่ี ุด ระดบั 4 หมายถึง ครมู ีทัศนะต่อปัจจัยทเ่ี อือ้ ต่อการทาวจิ ยั ในระดบั มาก ระดับ 3 หมายถึง ครมู ีทัศนะต่อปจั จยั ท่เี อ้ือต่อการทาวิจยั ในระดับปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง ครมู ีทัศนะตอ่ ปจั จยั ทเ่ี อื้อตอ่ การทาวิจัยในระดบั น้อย ระดบั 1 หมายถงึ ครูมีทัศนะต่อปัจจัยท่ีเออื้ ตอ่ การทาวิจัยในระดับน้อยทีส่ ุด ตอนท่ี 5 เป็นแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบสอบถามปลายเปิดเก่ียวกับข้อเสนอแนะในการพัฒนา วัฒนธรรมวิจัยของครู การสรา้ งและการหาคณุ ภาพเครอ่ื งมือ การสรา้ งเคร่ืองมือที่ใช้ในการวิจยั มีรายละเอียดการสรา้ งเคร่อื งมอื ดังนี้ 1. คู่มือการใช้เพ่ือส่งเสริมความคิดสรา้ งสรรค์ โดยใช้ฐานทฤษฎีความคิดสรา้ งสรรค์ในชุดกจิ กรรม ของ นักเรียน ผูว้ ิจยั ได้ดาเนินการสร้างคู่มือตามขั้นตอน ดงั นี้ 1.1 กาหนดเนื้อหาที่จะเขยี นในคมู่ อื การใช้ชดุ กิจกรรมตา่ งๆ 1.2 ศึกษารายละเอียดตา่ งๆ ของชดุ กจิ กรรมวาดที่ผวู้ ิจัยสรา้ งขน้ึ ทัง้ 4 ชดุ 1.3 ดาเนินการเขียนส่วนประกอบต่างๆ ท่ีกาหนดไว้ในคู่มือการใช้ชุดกิจกรรม ซึ่งมีรายละเอยี ด ตามขัน้ ตอนดงั น้ี
1.3.1 ข้อแนะนาในการใช้ชุดกิจกรรม 1.3.2 กาหนดการจดั การเรยี นรู้ สาหรับนกั เรยี น 1.3.3 แผนการจัดการเรียนรู้โดยกาหนดเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ ซ่ึงในแต่ละแผน ประกอบด้วย - มาตรฐานการเรยี นรู้ - สาระสาคัญของเนอื้ หา - ผลการเรียนรู้ทค่ี าดหวงั - จุดประสงค์การเรยี นรู้ - สาระการเรียนรู้ - กิจกรรมการเรยี นรู้ - ภาระช้ินงาน - ส่ือการเรยี นรู้ - การวดั ผล และประเมนิ ผล - เคร่ืองมือท่ใี ช้ประเมนิ - เกณฑ์การใหค้ ะแนน - บันทึกหลงั สอน - ข้อเสนอแนะของอาจารยท์ ีป่ รึกษา 1.4 นาคมู่ ือการใชช้ ดุ กจิ กรรมตา่ งๆ ที่ผู้ศกึ ษาไดจ้ ัดทาข้นึ ไปให้ผู้เช่ียวชาญ ตรวจสอบคุณภาพของ คู่มือการใชแ้ บบฝกึ เสริมทกั ษะทางวิชาการในด้านตา่ ง ๆ ประกอบด้วย 1.4.1 ด้านความเหมาะสมของกาหนดการจดั การเรยี นรู้ 1.4.2 ด้านข้อแนะนาในการใช้แบบตามความคดิ สรา้ งสรรค์ 1.4.3 ดา้ นความเหมาะสมของเน้อื หาสาระการเรยี นรู้ 1.4.4 ดา้ นความสอดคล้องของจุดประสงค์การเรียนรกู้ ับสาระการเรยี นรู้ 1.4.5 ดา้ นความเหมาะสมของกจิ กรรมการจดั การเรียนรู้ 1.5 นาผลการตรวจสอบของผู้เช่ียวชาญมาหาค่าเฉล่ียของความสอดคล้อง หรือค่า IOC โดยใช้ เกณฑ์ คะแนน 1 สาหรบั ขอ้ ความทมี่ คี วามสอดคลอ้ งกับเน้ือหา คะแนน 0 สาหรบั ข้อความทไี่ มแ่ น่ใจว่ามีความสอดคลอ้ งกับเนอ้ื หา คะแนน -1 สาหรบั ข้อความทไี่ ม่มคี วามสอดคล้องกับเนอื้ หา
การใชส้ ถติ ิวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ ค่าสถิติพ้ืนฐานทั่วไป เช่น ค่าเฉล่ีย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน โดยใช้ t – test ประเภท Dependent Samples ท่นี ยั สาคัญทางสถติ ิท่ี .05 เพ่ือเปรยี บเทียบความแตกตา่ งของค่าเฉลี่ย แบบทดสอบ ของการทาแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนจากการใช้กิจกรรมการสอนแบบร่วมแรงร่วมใจ STAD มคี ่าสถติ ติ ่างๆ ดังนี้ 1. สถติ พิ ื้นฐาน ทน่ี ามาใช้วิเคราะห์ขอ้ มลู ในการวจิ ัยครั้งนี้มีดังตอ่ ไปนี้ ค่าเฉล่ยี ∑ ������ ������̅ = ������ แทนคา่ ������̅ คอื ค่าเฉลี่ย ∑ ������ คอื ผลรวมของคะแนนของผเู้ รียน ������ คือ จานวนผู้เรียน 2. สถิตพิ น้ื ฐานท่ีใช้ในการหาคณุ ภาพเครอื่ งมอื ∑ ������ ������������������ = ������ แทนคา่ ������������������ คือ ดชั นคี วามสอดคลอ้ งระหว่าง -1 ถงึ +1 ∑ ������ คือ ผลรวมคะแนนความคดิ เห็นของผู้เชยี่ วชาญทงั้ หมด ������ คอื จานวนผ้เู ชย่ี วชาญทงั้ หมด 3. สถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการทดสอบสมมตฐิ าน ขน้ั ตอนการทดสอบสมมติฐานทางสถิติมีดงั น้ี 1. ตง้ั สมมติฐานหลกั (H0) และสมมติฐานทางเลอื ก (H1) ให้มคี วามหมายตรงข้ามกนั เสมอ 2. กาหนดระดบั นยั สาคญั α 3. เลือกตวั สถิติทดสอบที่เหมาะสม แล้วหาจุดวิกฤตเพ่ือกาหนดบริเวณปฏิเสธ H0 ให้ สอดคล้อง กบั H0 และ α 4. คานวณคา่ สถิตทิ ี่ใช้ทดสอบจากตัวอยา่ งขนาด n ท่สี ่มุ มา 5. ตัดสินใจยอมรับหรอื ปฏเิ สธ H0 โดยพิจารณาจากเงือ่ นไขนี้ ถา้ คา่ สถติ ิทดสอบท่ีคานวณได้จาก
ขัน้ ตอนท่ี 4 ตกอยใู่ นบรเิ วณยอมรับ เราจะตัดสนิ ใจยอมรบั H0 แตห่ ากตกอย่บู รเิ วณปฏิเสธ จะตัดสินใจ ปฏิเสธ H0 6. สรปุ ผล 4. ค่าร้อยละ (Percentage) ใชส้ ตู รดังน้ี ������ ������ = ������ 100 แทนคา่ ������ คือ รอ้ ยละ ∑ ������ คือ ความถที่ ต่ี อ้ งการแปลงใหเ้ ป็นรอ้ ยละ ������ คอื จานวนความถีท่ ัง้ หมด 5. คา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยใชส้ ตู ร Ferguson (Ferguson, 1981 : 49) 2 ∑ ������2 − (∑ ������)2 ������. ������. = √ ������(������ − 1) แทนค่า ������. ������. คอื คา่ ความเบ่ียงเบนมาตรฐาน ∑ ������2 คอื ผลรวมของกาลงั สองของคะแนน (∑ ������)2 คือ ผลรวมของคะแนนทงั้ หมดยกกาลงั สอง ������ คอื จานวนคนในกลุ่มตวั อยา่ ง นาข้อมูลที่ได้จากการทาแบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียนมาสร้างตาราง เปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนกั เรียนของนักเรียนรายบุคคลมา เพ่ือดูพัฒนาการ ของนกั เรียนและจดุ บกพรอ่ งตอ่ ไป คา่ ความยากง่ายของขอ้ สอบ เป็นการตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบเป็นรายข้อ เพอื่ พิจารณาวา่ ขอ้ สอบแต่ละข้อน้ัน มรี ะดับความยาก หรือคา่ ความงา่ ย ( Difficulty index or Easiness ) และคา่ อานาจจาแนกของข้อสอบ ( Disciminant index ) เพยี งใด รวมทง้ั พิจารณาถึงประสทิ ธภิ าพของตวั ลวงในขอ้ เลอื กตอบของข้อสอบขอ้ น้นั ดว้ ย ผลการวเิ คราะห์จะ ทาให้ทราบว่าข้อสอบแต่ละข้อมีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด ข้อสอบที่มีคุณภาพจะสามารถนาไปวัดและ ประเมินผลได้อย่างเที่ยงตรงและเชื่อมนั่ ได้ แบบทดสอบที่ดตี ้องมีความยากง่ายพอเหมาะ คือ ไมย่ ากเกนิ ไปและไม่ ง่ายเกินไป ความยากง่ายของ แบบทดสอบพิจารณาได้จากผลการสอบของแบบทดสอบฉบับนั้นเป็นสาคัญ การ พจิ ารณาความยากงา่ ย พิจารณาดงั นี้
1. การพิจารณาความยากง่ายของแบบทดสอบทั้งฉบับ 1.1 พิจารณาจากคะแนนรวมของแบบทดสอบทั้งฉบับ โดยพิจารณาจากคะแนนเฉล่ียของ คะแนนรวมทั้งฉบบั - หากคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าคร่ึงหนึ่งของคะแนนเต็ม แสดงว่าแบบทดสอบฉบับน้ันง่ายหรือ คอ่ นข้างง่าย - หากคะแนนเฉล่ียต่ากว่าครึ่งหน่ึงของคะแนนเต็ม แสดงว่าแบบทดสอบฉบับน้ันยากหรือ คอ่ นขา้ งยาก 1.2 พิจารณาจากค่าความยากง่ายของข้อคาถามรายข้อ โดยพิจารณาค่าเฉล่ียของความยากราย ขอ้ ทง้ั ฉบบั ความยากง่ายของขอ้ สอบรายขอ้ มคี า่ อยู่ระหว่า 0 – 1.00 - หากค่าเฉลี่ยค่าความยากง่ายรายข้อทั้งฉบับสูงกวา่ .50 แสดงว่าแบบทดสอบฉบบั น้นั ง่าย หรือ ค่อนข้างงา่ ย - ถ้าค่าเฉลี่ยของค่าความยากง่ายรายข้อท้ังฉบับต่ากว่า .50 แสดงว่าแบบทดสอบฉบับน้ัน ยาก หรือค่อนข้างยาก 2. การพิจารณาความยากงา่ ยของแบบทดสอบรายขอ้ พิจารณาจานวนผู้ตอบถกู ในแต่ละขอ้ - ถา้ ข้อใดทีม่ ผี ตู้ อบถกู มากกว่าคร่ึงหนึ่งของผสู้ อบ แสดงว่าเปน็ ผ้สู อบทีง่ า่ ยหรือค่อนขา้ งง่าย - ถ้ามีจานวนผู้ตอบถูกน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้สอบทั้งหมด แสดงว่ายากหรือค่อนข้างยาก ค่า ความยากง่ายของข้อสอบ หมายถึง สัดส่วนของผู้ที่ตอบข้อคาถามน้ันถูก ซ่ึงนิยมให้แทนค่า “ P ” มี ค่า ตง้ั แต่ 0 ถึง 1.00 การแปลความหมายคา่ P : อาจแบ่งไดเ้ ป็น 5 ชว่ ง ดังนี้ ค่า P ระดบั ความยาก ความหมายเทียบสอบจาก การพิจารณา ผ้สู อบ 100 คน 0 - .19 ยากมาก มีผู้ตอบถกู ไมถ่ งึ 20 คน ควรปรับปรุงหรอื ตัดทิง้ .20 - .39 คอ่ นขา้ งยาก มผี ู้ตอบถูก 20 - 39 พอใช้ได้ .40 - .59 ยากพอเหมาะ มีผตู้ อบถูก 40 - 59 ใช้ได้ .60 - .80 ค่อนข้างงา่ ย มผี ูต้ อบถูก 60 - 80 พอใช้ได้ .81 - 1.00 ง่ายมาก มผี ้ตู อบถกู 81 - 100 ควรปรับปรงุ หรือตัดท้ิง ดงั น้ัน ค่า ความยากงา่ ย ( p ) ของขอ้ สอบทค่ี วรนามาใชค้ วรมาคา่ ระหว่าง .20 - .80
ประโยชน์ของการวเิ คราะห์ขอ้ สอบ 1. ทาให้ทราบขอ้ มูลพืน้ ฐานของตัวขอ้ สอบและคาตอบ รวมถงึ ขอ้ สอบแตล่ ะข้อไดท้ าหนา้ ที่วัดผล สัมฤทธอ์ิ ย่างมคี ณุ ภาพเพยี งใด 2. ชใ้ี หเ้ ห็นถงึ จดุ อ่อนที่ผู้สอนหรอื ผู้เรยี นตอ้ งปรับปรงุ แก้ไข เพ่อื พฒั นาความสามารถและทักษะ ของผเู้ รียนให้เป็นตามท่ีคาดหวงั 3. เป็นพืน้ ฐานสาคญั ในการปรับปรงุ พัฒนาการเรียนการสอน โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งด้านพฤติกรรม การเรียนร้ทู เ่ี หมาะสมสาหรบั เน้ือหาวชิ านัน้ ๆ 4. ช่วยเพิ่มทักษะในการสร้างข้อสอบ ทาให้ทราบถึงอานาจการจาแนก ระดับความยากง่าย ประสทิ ธภิ าพของตัวลวง ตลอดจนการเขียนขอ้ สอบในลักษณะใดจึงจะได้ข้อสอบที่ดี 5. ทาให้สามารถคัดเลือกข้อสอบท่ีมีคุณภาพมารวมเป็นฉบับข้อสอบท่ีดี สามารถจัดทาข้อสอบ คขู่ นานและเปน็ รากฐานสาคัญในการพฒั นาแบบสอบมาตรฐาน
บทท่ี 4 ผลการดาเนนิ การ วเิ คราะห์ขอ้ มูล การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือพัฒนาวิธีการเรียนของนักเรียนให้เอ้ือต่อการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีท่ี 4 โดยมีเป้าหมายให้นกั เรียนทุกคนมีผลการเรยี นผ่านเกณฑ์ที่กาหนด โดยเสนอผลการวิเคราะห์ ขอ้ มูลเปน็ ลาดับ ในลักษณะตารางประกอบคาบรรยายดงั น้ี วเิ คราะห์ผล ตารางที่ 1 แสดงคา่ คะแนนและผลต่างของการทดสอบของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 4 จานวน 25 คน การทดสอบ คะแนนเต็ม คะแนนเฉล่ีย ( x ) ร้อยละของคะแนนที่เพ่มิ ข้นึ สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน ก่อนสอนแบบ 20 14.07 - 2.08 STAD หลังสอนแบบ 20 15.14 7.60 1.82 STAD จากการสังเกตนักเรียนกอ่ นการใช้การสอนแบบ STAD มีค่าคะแนนเฉลีย่ อยู่ท่ี 14.07 คะแนน แตห่ ลงั จาก การใช้การสอนแบบ STAD ทาให้คะแนนเฉล่ียอยู่ท่ี 15.14 คะแนน ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.07 คะแนน คิดเป็นร้อยละท่ี เพิ่มข้ึน 7.60% และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.82 ซ่ึงลดลงจากเดิม 0.26 ทาให้ข้อมูลมีการกระจายท่ี ลดลงแสดงถึงคุณภาพของข้อมลู ท่ีดี ตารางที่ 2 เปรียบเทียบคะแนนสอบกอ่ นเรยี นและหลังเรยี นของนักเรยี น ท่ี ชอ่ื สกลุ คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลังเรียน 1 เดก็ ชายณภทั ร วันสริ โิ อภาส 14 15 2 เด็กชายธรี ศักดิ์ สริ วิ จงี าม สิรวิ จงี าม 14 16 3 เดก็ ชายยงยุทธ พริ ยิ ะวทิ ยาธร 15 15 4 เด็กชายวรถั ต์ เรืองกิจหลา้ เรืองกจิ หลา้ 12 15 5 เด็กชายสณั หพ์ ชิ ญ์ วงศ์พริ ณุ ทอง 14 17 6 เด็กชายเอกรนิ ทะรยิ ะ 11 15 7 เดก็ หญงิ เกศรินทร์ สทุ ธมิ งคลกลู 12 13 8 เด็กหญิงฐิดาพร เอกขจรไพศาล 11 12 9 เด็กหญงิ ทพิ วรรณ แสนวงั ทอง 12 13 10 เด็กหญงิ ธาวนิ ี วงศ์พิรณุ ทอง 11 12 11 เด็กหญงิ มานสี า อรุณนภาลัย 14 16 12 เดก็ หญงิ วรัญญา รตั นมานะชัย 12 15 คา่ เฉลยี่ ผลรวมคะแนน 14.07 15.14 ผลตา่ งคะแนนพฒั นาการ +1.07 ร้อยละของคะแนนท่เี พ่มิ ข้นึ +7.60%
จากตารางท่ี 2 เปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนเรยี นและหลังเรยี นของนกั เรียน ผลปรากฎวา่ นกั เรียนทุกคน มีผลคะแนนที่ดีข้ึนหลังจากใช้แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนในภาพรวม ซ่ึงมีค่าเฉลี่ยผลรวมคะแนนก่อน เรียนเป็น 14.07 คะแนน และค่าเฉล่ียผลรวมคะแนนหลังเรียนเป็น 15.14 คะแนน และมีค่าผลต่างคะแนน พฒั นาการ +1.07 คะแนน ซ่ึงผลการวิจยั นี้จะช่วยยกระดับผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นในรายวิชาของนักเรียนให้สูงขึ้น ได้ต่อไป ตารางที่ 3 ประสิทธิภาพของการทาแบบฝกึ ทกั ษะตามเกณฑ์ 80/80 จานวนนักเรยี น คะแนนแบบฝกึ ทกั ษะ (E1) คะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (E2) ค่าคะแนนเฉลีย่ (คะแนนเต็ม) ร้อยละ คา่ คะแนนเฉลย่ี (คะแนนเต็ม) รอ้ ยละ 25 คน 87.81 87.81 35.05 87.62 จากตารางที่ 3 พบวา่ ประสิทธภิ าพของแบบฝึกทักษะที่สรา้ งขึน้ มีคา่ เท่ากับ 87.81/87.62 หมายความว่า แบบฝึกทักษะทาให้นักเรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้เท่ากับ 87.81 และมีประสิทธิภาพทางการเรียนรู้หรือ ประสทิ ธภิ าพของแบบฝกึ ทกั ษะ ในการเปล่ียนแปลงผลการเรยี นรู้ของนกั เรียนเท่ากบั รอ้ ยละ 87.62 แสดงว่าแบบ ฝึกทักษะ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ตามวัตถุประสงค์ของการวจิ ัย และสามารถนาไปใช้ในการเรียนรไู้ ด้ อย่างมปี ระสิทธภิ าพ ตารางท่ี 4 การวเิ คราะหค์ วามคดิ เห็นของผู้ทรงคณุ วุฒิตอ่ แบบทดสอบท่ีใช้ในการเรียนการสอน ป ร ะ ม า ณ ค่ า ค ว า ม คา่ รายการขอความคิดเหน็ คิ ด เ ห็ น ข อ ง IOC แปลผล ผู้ทรงคุณวุฒคิ นที่ 1 23 1. ความสอดคล้องเหมาะสมกับหลกั สูตร +1 +1 0 0.7 ใช้ได้ 2. ความสอดคล้องเหมาะสมกบั ธรรมชาตวิ ชิ า +1 0 +1 0.7 ใชไ้ ด้ 3. ความสอดคล้องเหมาะสมกบั วยั ของผเู้ รยี น +1 +1 +1 1.0 ใช้ได้ 4. ความสอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน +1 +1 +1 1.0 ใชไ้ ด้ และปัญหา 5. ความเหมาะสมต่อกระบวนการพัฒนาผู้เรียน +1 0 +1 0.7 ใช้ได้ 6. ความเหมาะสมของเน้ือหา +1 +1 +1 1.0 ใช้ได้ 7. ความเหมาะสมของขนาดตัวอักษร +1 +1 +1 1.0 ใช้ได้ 8. ความเหมาะสมของการใช้ภาษา 0 +1 +1 0.7 ใชไ้ ด้ 9. ความเหมาะสมกับความสนใจของนักเรยี น 0 +1 +1 0.7 ใชไ้ ด้ 10.ความเหมาะสมของรูปแบบ +1 +1 0 0.7 ใช้ได้ ค่า IOC = 0.7+0.7+1.0+1.0+0.7+1.0+1.0+0.7+0.7+0.7 / 10 = 8.2/10 = 0.82 สรปุ ว่า แบบทดสอบการเรียนการสอดงั กลา่ วนัน้ ใชไ้ ด้
บทท่ี 5 สรปุ ผลการดาเนินการ วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย 1. เพือ่ พัฒนาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนระดับประถมศกึ ษาปที ่ี 4 วชิ าสขุ ศกึ ษา จานวน 25 คน เร่อื งโทษของบหุ รี่และสรุ า 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนในรายวิชาด้วยรปู แบบการสอนแบบ ปกติและการสอนโดยใชว้ ิธี STAD ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง ประชากร นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ่ี 4 วิชาสุขศกึ ษา จานวน 100 คน กล่มุ ตวั อย่าง นักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 4/1 วิชาสุขศึกษา จานวน 25 คน เครอ่ื งมอื ในการวจิ ยั 1. รูปแบบการสอนแบบรว่ มแรงรว่ มใจ โดยวธิ ี STAD 2. แผนการจดั การเรียนรู้ ใบงาน แบบฝึกทักษะ 3. แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น 4. แบบสังเกตพฤตกิ รรมความรบั ผดิ ชอบ วธิ กี ารเก็บรวบรวมข้อมลู 1. ชี้แจงวิธีการเรียนการสอนแบบร่วมแรงร่วมใจต่อนักเรียนในชั้นเรียน โดยครูผู้สอนทาการแบ่งกลุ่ม นกั เรยี นเป็นกลุ่มย่อยๆ โดยแตล่ ะกลมุ่ มสี มาชิกจานวนเทา่ ๆ กนั หรือใกล้เคียงกัน 2. ผู้สอนพิจารณาความเหมาะสมของกลุ่มเพ่ือให้สมาชิกของกลุ่มมีความร้คู วามสามารถแตกต่างกันโดย พิจารณาจากคะแนนเฉล่ียในช้ันเรียน ผลการเรียนและผลการปฏิบัติงานมอบหมายในรายวิชา ในเดือนสิงหาคม ของการเรียนประกอบการพิจารณา 3. ผูส้ อนช้ีแจงระเบียบการเรยี นการสอนแบบรว่ มแรงรว่ มใจ โดยรปู แบบ STAD ตลอดจนการทางาน ที่ มอบหมายจากผ้สู อนและการทางานทมี่ อบหมายจากกลุ่ม 4. งานที่มอบหมายจากกลุ่มมอบหมายหน้าท่ีให้ปฏิบัติงานและความรับผิดชอบการทางานในกลุ่มและ กระตนุ้ ให้เห็นความสาคัญของความสาเร็จของกลมุ่ 5. ติดตามสงั เกตพฤตกิ รรมหลังจากปรับเปล่ยี นวิธกี ารสอน 6. เก็บรวบรวมคะแนนประเมนิ ผลท้ังกอ่ นเรยี นและหลังเรยี นมาทาการเปรียบเทยี บกัน
Search