44 วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ท่ี 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) ทางโภชนาการของอาหารก่อนรบั ประทาน ส่วนดา้ นที่น้อยท่ีสุดคือการประเมินการดูแล หรือปฏิบัติตนในการดูแลสุขภาพเพื่อชะลอความเสื่อมของไต อาจเป็ นเพราะผู้ตอบ แบบสอบถามยงั ไมเ่ ขา้ ใจแนวปฏิบตั ิในการประเมินภาวะสุขภาพเพื่อชะลอความเสื่อมของ ไต4 ดังน้ันจึงควรใหค้ าแนะนาในเรื่องแนวปฏิบตั ิเบ้ ืองตน้ ในการประเมินภาวะสุขภาพ เพื่อชะลอความเส่ือมของไต และคงไวซ้ ่ึงภาวะสุขภาพที่ดี ดา้ นทักษะการรูเ้ ท่าทันส่ือโดยรวมอยู่ในระดับสูง (Mean = 21.08, S.D. = 3.65) มากท่ีสุด 2 อนั ดับแรก คือ การใชว้ ิจารญาณและเหตุผลในการเลือกรบั ขอ้ มูลทางสุขภาพก่อนตัดสินใจและการคน้ หาขอ้ มูลของสื่อโฆษณาก่อนตัดสินใจ ความ ฉลาดในการคน้ หาขอ้ มูลเก่ียวกับโรคไตเร้ ือรัง หรือการปฏิบัติตนเกี่ยวกับโรคจาก แหล่งขอ้ มูลที่หลากหลายน้อยท่ีสุด อภิปรายไดว้ ่าอาจมีสาเหตุมาจากกลุ่มตัวอย่างส่วน ใหญ่เป็ นกลุ่มผูป้ ่ วยที่มีอายุ 60 ปี ข้ ึนไป จึงทาใหม้ ีประสบการณแ์ ละทกั ษะความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์ มีวิจารณญาณก่อนตัดสินใจในการเช่ือขอ้ มูลข่าวสารทางสุขภาพ ต่างๆ น้ันมีมากและกลุ่มตวั อย่างส่วนใหญ่จะมีคู่สมรส บุคคลใกลช้ ิด ญาติพ่ีน้อง หรือ ผูด้ ูแล ซ่ึงส่วนใหญ่ท่ีมีระดบั การศึกษาที่มากกว่าระดับปฐมศึกษา เป็ นผูพ้ ูดคุยกบั ผูป้ ่ วย ใหค้ าปรึกษา ช่วยตดั สินใจ ใหค้ าแนะนาเกี่ยวกบั การดูแลสุขภาพ เช่น การดูแลในเร่ือง อาหาร การรับประทานยา การพาไปรับการรักษา และการใหข้ อ้ มูลข่าวสารทางดา้ น สุขภาพจึงอาจเป็ นแหล่งสนับสนุนการมีความฉลาดทางสุขภาพในระดับสูงของผูป้ ่ วยได้ สอดคล้องกับผลการศึกษาของ แสงเดือน ก่ิงแกว้ และนุสรา ประเสริฐศรี9 ท่ีศึกษา ความสมั พันธ์ระหว่างความฉลาดทางสุขภาพและพฤติกรรมทางสุขภาพของผูส้ ูงอายุที่ เป็ นโรคเร้ ือรังหลายโรค พบว่าปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับความฉลาดทาง สุขภาพ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ สถานภาพสมรส โดยพบว่ากลุ่ม ตวั อยา่ งส่วนใหญ่ มีสถานภาพสมรสคู่ จากท่ีกล่าวมาขา้ งตน้ อาจส่งผลใหม้ ีความฉลาด ทางสุขภาพเก่ียวกบั โรคไตเร้ ือรงั ระยะเริ่มตน้ ในระดบั สูงได้ ขอ้ เสนอแนะ 1. ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวิจยั ไปใช้ 1.1 ผูใ้ หบ้ ริการทางสุขภาพ ควรใหผ้ ูด้ ูแลของผูป้ ่ วย เช่น สมาชิกใน ครอบครวั หรือผูท้ ่ีอยู่ใกลช้ ิดกบั ผูป้ ่ วยมากที่สุดและคู่สมรส มีส่วนร่วมในการรบั ฟังและ รบั รูข้ อ้ มูลข่าวสารทางสุขภาพของผูป้ ่ วย เพื่อเป็ นการสนับสนุนเกี่ยวกบั การดูแลสุขภาพ หรือพฤติกรรมเชิงบวกของผูป้ ่ วยและเพิ่มทกั ษะการส่ือสารใหท้ ้งั ผูป้ ่ วยและผูด้ ูแล
วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 45 ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) 1.2 ผู้ใหบ้ ริการทางสุขภาพ ควรจะศึกษาข้อมูลเบ้ ืองต้นของกลุ่ม ตัวอย่างหรือมีการประเมินความรูค้ วามเขา้ ใจในเร่ืองความฉลาดทางสุขภาพของกลุ่ม ตวั อยา่ ง เพื่อใหม้ พี ฤติกรรมการปฏิบตั ิตวั ท่ีถูกตอ้ งเหมาะสมกบั โรคประจาตวั 2. ขอ้ เสนอแนะในการศึกษาคร้งั ต่อไป 2.1 ควรศึกษาเพ่ิมเติมในเรื่องปัจจยั ที่มีผลต่อความฉลาดทางสุขภาพใน ผูป้ ่ วยโรคไตเร้ ือรังในระยะเร่ิมตน้ หรือศึกษาความสัมพันธ์ท่ีส่งผลต่อความฉลาดทาง สุขภาพ การรบั รเู้ กี่ยวกบั การดาเนินของโรค ระยะท่ีเป็ นโรคเป็ นตน้ 2.2 ควรศึกษาโปรแกรมท่ีส่งเสริมทักษะการสื่อสารในผู้ป่ วยโรคไต เร้ ือรงั ในระยะเริ่มตน้ เพ่ือเพ่ิมทกั ษะการส่ือสารใหเ้ พิ่มข้ ึน 2.3 ศึกษาในกลุ่มประชากรท่ีป่ วยเป็ นโรคเร้ ือรังอ่ืนๆ และเพิ่มจานวน กลุ่มตวั อยา่ งเพื่อใชเ้ ป็ นแนวทางในการพฒั นาความฉลาดทางสุขภาพ กิตตกิ รรมประกาศ การศึกษาคร้ังน้ ีผูว้ ิจยั ขอขอบพระคุณฝ่ ายวิชาการ วิทยาลัยพยาบาลบรมราช ชนนี สรรพสิทธิประสงคท์ ี่สนับสนุนงบประมาณในการศึกษาวจิ ยั เอกสารอา้ งองิ 1. ไทยรฐั ออนไลน์. เผยสถานการณโ์ รคไตในไทย คาดป่ วยไตเร้ ือรงั แลว้ 8 ลา้ นคน[อินเตอรเ์ น็ต]. 2557 [เขา้ ถึงเมอ่ื 29 ก.ย. 2560]. เขา้ ถึงไดจ้ าก: http://www.thairath.co.th/content/408650 2. สมาคมโรคไตแหง่ ประเทศไทย. คาแนะนาสาหรบั หรบั การดูแลผูป้ ่ วยโรคไต เร้ ือรงั ก่อนการบาบดั ทดแทนไต พ.ศ. 2558. กรุงเทพมหานคร: ทาเคดา; 2558. 3. สมพร ชินโนรส, ชุติมา ดีปัญญา. คุณภาพชีวิตของผูป้ ่ วยท่ีไดร้ บั การฟอก เลือด. วารสารเก้ ือการุณย์ 2556;20:5-14. 4. ธเนศวุฒิ สายแสง, วีระศกั ด์ิ จิตไธสง, กนกรศั ม์ิ สุทธิประภา, สุวรรณา ภทั รเบญจพล. ความฉลาดทางสุขภาพของผูป้ ่ วยเบาหวานที่มารบั บริการ สถานพยาบาลปฐมภมู ิ จงั หวดั อุบลราชธานี. อุบลราชธานี: ศนู ยอ์ นามยั ท่ี 7 จงั หวดั อุบลราชธานี; 2557.
46 วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ท่ี 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) 5. Devraj R, Gordon E J. Health literacy and kidney disease: toward a new line of research. Am J Kidney Dis 2009;53:884-9. 6. Nutbeam D.The evolving concept of health literacy. Soc Sci Med. 2008;67:2072-8. 7. กองสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุข. ความฉลาดทางสุขภาพ. กรุงเทพมหานคร: นิวธรรมดาการพิมพ;์ 2554. 8. Yamane T. Statistics: An introductory analysis. New York: Harper and Row Publication; 1973. 9. แสงเดือน กิ่งแกว้ , นุสรา ประเสริฐศรี. ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งความฉลาดทาง สุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผูส้ ูงอายุท่ีเป็ นโรคเร้ ือรงั หลายโรค. วารสาร พยาบาลกระทรวงสาธารณสุข 2559;25:43-54. 10.Lee S Y, Arozullah A M, Cho Y I. Health literacy, social support, and health: a research agenda. Soc Sci Med 2004;58:1309-21. 11.Kobayashi L C, Smith S G, O’Conor R, Curtis L M, Park D, Von Wagner C, et al. The role of cognitive function in therelationship between age and healthliteracy: a cross-sectional analysis ofolder adults in Chicago, BMJ Open 2015;5:e007222. 12.กญั ญา แซ่โก. ความแตกฉานดา้ นสุขภาพในผูป้ ่ วยผ่าตดั ตา [วทิ ยานิพนธ์ ศึกษาศาสตรมหาบณั ฑิต]. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั มหิดล; 2552. 13.Reisi M, Javadzade S H, Heydarabadi A B, Mostafavi F, Tavassoli E, Sharifirad G. The relationship between functional health literacy and health promoting behaviors among older adults. Int J Health Promot Educ 2014;3:119. 14.อรุณี หลา้ เขยี ว, ทวีวรรณ ชาลีเครือ. ความฉลาดทางดา้ นสุขภาพและปัจจยั ท่ีมีความสมั พนั ธต์ ่อการรบั ประทานยาในผูป้ ่ วยโรคความดนั โลหิตสูง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลบา้ นเปี ยงหลวง จงั หวดั เชียงใหม่. เชียงใหม:่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลยั พะเยา; 2558.
ภาวะหวั ใจหยดุ เตน้ ในผปู้ ่ วยทไี่ ดร้ บั การฟอกเลือด ดว้ ยเคร่ืองไตเทียม หน่วยไตเทยี มสรรพสิทธิ์ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ วราภรณ์ อุตทอง1*, นวลนอ้ ย โหตระไวศยะ1, กนั ตชิ า ธนูทอง1, สุชาดา ฤทธิ์น้าคา1 บทคดั ยอ่ ภาวะหัวใจหยุดเต้นในผู้ป่ วยที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม เป็ น ภาวะแทรกซอ้ นที่สาคญั และอนั ตราย ซึ่งนาไปสู่การเสียชีวิตได้ แต่ยงั ทราบอุบตั ิการณ์ และสาเหตุเล็กน้อย การศึกษาจึงมีความจาเป็ น การศึกษาน้ ีวตั ถุประสงคเ์ พ่ือทราบ อุบตั ิการณ์และสาเหตุ ภาวะหัวใจหยุดเตน้ ในผูป้ ่ วยท่ีฟอกเลือดดว้ ยเคร่ืองไตเทียม เป็ นการวิจยั เชิงพรรณนา โดยการทบทวนเวชระเบียนผูป้ ่ วยมีภาวะหวั ใจหยุดเตน้ ที่ ฟอกเลือดดว้ ยเครื่องไตเทียม หน่วยไตเทียมสรรพสิทธ์ิ ต้งั แต่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2558- 30 กนั ยายน พ.ศ.2560 เครื่องมือท่ีใชพ้ ฒั นาตามกรอบแนวคิดการทบทวนการดูแล ผูป้ ่ วยจากเหตุการณส์ าคญั แบ่ง 2 ส่วน 1) แบบบนั ทึกขอ้ มูลทวั่ ไป 2) แบบบนั ทึก การเกิดภาวะหวั ใจหยุดเตน้ ตรวจสอบความตรงของเน้ ือหาโดยผูเ้ ช่ียวชาญ 3 ท่าน ผลการศึกษาพบว่า ผูป้ ่ วยมีภาวะหวั ใจหยุดเตน้ 28 ราย เพศหญิง 17ราย เพศชาย 11ราย อายุเฉลี่ยอยู่ในช่วง 70 -90 ปี ข้ ึนไป โรค AKI รอ้ ยละ53.57 มากกว่า โรค ESRD รอ้ ยละ46.42 โรคร่วมท่ีพบภาวะหัวใจหยุดเตน้ มากที่สุด คือ หวั ใจและหลอดเลือด รองลงมา คือ Septic Shock ส่วนใหญ่เป็ นผูป้ ่ วยที่ใชเ้ ครื่องช่วย หายใจ ระดบั ความรสู้ ึกตวั พบวา่ ผูป้ ่ วยที่มอี าการซึมมากกวา่ ผูป้ ่ วยท่ีรสู้ ึกตวั ดี อาการ นามาก่อนเกิดภาวะหวั ใจหยุดเตน้ คือภาวะหวั ใจเตน้ ผิดปกติและความดนั โลหิตตา่ ตรวจ EKG พบ Pulseless electrical activity มากท่ีสุด รองลงมาคือ Asystole และ Ventricular tachycardia ส่วนใหญ่ พบในผู้ป่ วยท่ีเร่ิมฟอกเลือดคร้ังแรกมากท่ีสุด จานวน 12 ราย รองลงมาคือฟอกเลือดมากกว่า 3 คร้งั ส่วนอตั ราการดึงน้า พบวา่ พบในผูป้ ่ วยท่ีดึงน้า 500-1,000 ml/hr รองลงมา คือ ดึงน้าน้อยกว่า 500 ml/hr 1 พยาบาลวชิ าชีพ โรงพยาบาลสรรพสิทธปิ ระสงค์ จงั หวดั อบุ ลราชธานี * Corresponding author E-mail : [email protected]
วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 48 ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) ช่วงเวลาที่เกิดภาวะหัวใจหยุดเตน้ พบขณะฟอกเลือด มากท่ีสุด โดยพบมากใน 5 นาที– 30 นาที 7ราย ช่วง 40-60 นาที 6ราย ผลการช่วยชีวิต กลบั มามีสญั ญาณ ชีพทุกราย สะทอ้ นถึงประสิทธิภาพของทีมในการช่วยชีวิตผูป้ ่ วย บทบาทพยาบาล พบว่า ยงั มีบางส่วนท่ีขาดการประเมินความพรอ้ มของผูป้ ่ วยก่อนส่งนอกแผนกและ ก่อนฟอกเลือด ความรูท้ ่ีไดจ้ ากการศึกษาคร้งั น้ ีสามารถนาไปใชใ้ นการเก็บวิเคราะห์ ขอ้ มลู หาแนวทางป้องกนั เพื่อไมใ่ หเ้ กิดข้ นึ หรือเกิดข้ นึ ลดนอ้ ยลง คาสาคญั : ภาวะหวั ใจหยุดเตน้ , ผูป้ ่ วยท่ีไดร้ บั การฟอกเลือดดว้ ยเคร่ืองไตเทียม, การทบทวนเหตุการณส์ าคญั
49 วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) Cardiac Arrest in Hemodialysis at Dialysis Unit, Sunpasitthiprasong Hospital Varaporn Utthong1*, Nualnoi hotrawaisaya1, Kanticha Thanutong1, Suchada Ritnamkam1 Abstract Cardiac arrest is the most common complication of hemodialysis leading to death in patients with hemodialysis. Because no cause showed, reviewing the indication was concerned. The purposes of the study were to know incident and cause of dialysis unit-based cardiac arrest during hemodialysis. The descriptive study was applied by reviewing medication record about Dialysis unit-based cardiac arrest at hemodialysis, Sunpasit Unit, Sunpasitthiprasong Hospital between October1, 2015 and September 30, 2017. Instrument following review literature of care from important event included two parts: 1) record form about general data and 2) record form about dialysis unit-based cardiac arrest. The instrument was accepted by three experts. The results showed that there were 28 patients with dialysis unit-based cardiac arrest at the hemodialysis. Most patients were females, 70-90 years of age mean, and AKI disease more than ESRD disease. Most comorbidity was cardiovascular disease and septic shock respectively. They were treated with ventilator. Moreover, their conscious had more drowsiness. Early symptoms of thecardiac arrest were hypotension and arrhythmia. When investigating with EKG, it showed pulseless electrical activity, asystole, and ventricular tachycardia respectively. Time of hemodialysis to present the cardiac arrest was first time and more than three times of hemodialysis respectively. Most rate of water to remove (UF volume) in an hour for the dialysis run were 500-1,000 ml/hr and 1Register Nurse, Sunpasitthiprasong Hospital * Corresponding author E-mail : [email protected]
วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 50 ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) lower than 500 ml/hr respectively. The cardiac arrest was found during dialysis in 5-60 minuses. After cardiopulmonary resuscitation, all patients had vital sign. For role of registered nurses, there was lack of knowledge to assess the patients before dialysis and before discharge. The review suggested that the information was basic data and analysis to find a guideline of nursing to prevent or decrease the cardiac arrest at the hemodialysis. The guideline may be alternative way to develop a guideline of nursing for risk patients that may be good outcome for patients and organization in the future. Keywords: cardiac arrest, patient with hemodialysis, reviewing important event
51 วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ท่ี 2 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) บทนา โรคไตเร้ ือรงั เป็ นปัญหาทางดา้ นสาธารณสุขระดบั โลกรวมท้งั ประเทศไทยดว้ ย เนื่องจากเป็ นปัจจยั เส่ียงสาคญั ของการเกิดโรคหวั ใจและหลอดเลือด ซ่ึงทาใหเ้ สียชีวติ ก่อนวยั อนั ควร และมีการดาเนินของโรคไปสู่โรคไตวายเร้ ือรงั ระยะสุดทา้ ย 1 มีผูป้ ่ วย จานวนมากตอ้ งทนทุกขท์ รมาน และเส่ียงต่อภาวะแทรกซอ้ น โรคน้ ีสามารถพบไดใ้ น ทุกเพศทุกวยั เป็ นโรคที่มีค่าใชจ้ ่ายในการรกั ษาสูง และมีแนวโน้มเพ่ิมสูงข้ ึนเรื่อยๆ โรคไตเร้ ือรังท่ีพบบ่อยเกิดจากโรคเบาหวานและภาวะความดันโลหิตสูง กล่าวคือ ความดันโลหิตสูงเป็ นได้ ท้งั สาเหตุหรือภาวะแทรกซอ้ นของโรคไตเร้ ือรัง โดยพบว่า ร้อ ย ล ะ 50- 75 ข อ ง ผู้ป่ ว ย โ ร ค ไ ต เ ร้ ื อ รัง ทั่ว ไ ป มี ค ว า ม ดัน โ ล หิ ต สู ง ก ว่ า 140/90 mmHg2 หรือ ในผู้ป่ วยโรคไตเร้ ือรังระยะที่ 3-5ร้อยละ 85-953 ใน ระยะแรกมกั ไมพ่ บอาการผิดปกติ ทาใหผ้ ูป้ ่ วยส่วนใหญ่ไม่ทราบ และตรวจพบเม่ือโรค มีการดาเนินไปมากแล้ว เมื่อโรคดาเนินเขา้ สู่ระยะไตวายเร้ ือรังระยะสุดท้าย (End stage renal disease) ผูป้ ่ วยจาเป็ นจะตอ้ งไดร้ ับการฟอกเลือดดว้ ยเครื่องไต เทียม การลา้ งไตทางช่องทอ้ งแบบต่อเน่ืองหรือการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ซ่ึงส่งผลต่อ คุณภาพชีวิตของผูป้ ่ วย และประเทศจะตอ้ งสูญเสียค่าใชจ้ ่ายจานวนมาก การรกั ษา ดว้ ยวิธี Hemodialysis ซึ่งเป็ นวิธีรกั ษาที่สะดวกและใหผ้ ลดีพอสมควร แต่อย่างไรก็ ตามการฟอกเลือดดว้ ยเคร่ืองไตเทียมก็มีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซอ้ นจากการฟอก เลือดไดแ้ ก่ความดนั โลหิตลดลง รวมท้งั การเกิดภาวะหวั ใจหยุดเตน้ ซ่ึงพยาบาลที่ดูแล จะตอ้ งสามารถประเมินและใหก้ ารพยาบาลแกไ้ ขเบ้ ืองตน้ เมื่อเกิดภาวะแทรกซอ้ นหรือ เหตุการณท์ ่ีไม่คาดคิดไดอ้ ย่างรวดเร็วมีประสิทธิภาพ จึงจะสามารถช่วยเหลือ ผูป้ ่ วย ไดอ้ ยา่ งปลอดภยั หน่วยไตเทียมสรรพสิทธ์ิ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ใหก้ ารดูแล รกั ษาการพยาบาลผูป้ ่ วยท่ีมภี าวะไตวายเฉียบพลนั และไตวายเร้ ือรงั ระยะสุดทา้ ย ที่มี ภาวะวิกฤติฉุกเฉิน และมีภาวะแทรกซอ้ นที่ซบั ซอ้ นรุนแรง ซึ่ง Refer จาก โรงพยาบาล เครือขา่ ยในเขตสุขภาพที่ 10 ที่ตอ้ งการรบั บริการบาบดั ทดแทนไตดว้ ยการฟอกเลือด ดว้ ยเคร่ืองไตเทียม ใหบ้ ริการท้งั ในเวลาราชการและนอกเวลาราชการในกรณีฉุกเฉิน จากสถิติประจาปี ของหน่วยไตเทียมต้งั แต่ ปี พ.ศ. 2558 - 2560 มีผูป้ ่ วยในโรคไต วายที่ไดร้ บั การฟอกเลือดดว้ ยเคร่ืองไตเทียม ท้ังหมดจานวน 3,352 ราย ผูป้ ่ วยที่ ไดร้ บั การฟอกเลือดดว้ ยเคร่ืองไตเทียมมีโอกาสท่ีจะเกิดภาวะแทรกซอ้ นข้ ึนมากท่ีพบ
วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 52 ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) บ่อยคือ ความดนั โลหิตลดลง แต่ภาวะแทรกซอ้ นที่สาคญั และอนั ตรายมากคือ ภาวะ หัวใจหยุดเต้น ซึ่งมักนาไปสู่การเสียชีวิตในท่ีสุด พบว่ามีท้ังหมด 28 ราย ภาวะแทรกซอ้ นดงั กล่าวจาเป็ นตอ้ งศึกษาหาสาเหตุและปัจจยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง เพื่อนาไปสู่ แนวทางการป้องกันแก้ไข และการพยาบาลท่ีมีประสิทธิภาพเพื่อใหเ้ กิดความ ปลอดภยั กบั ผูป้ ่ วยต่อไป วตั ถปุ ระสงค์ เพื่อศึกษาอัตราการเกิดและลักษณะของผู้ป่ วยท่ีเกิดภาวะหัวใจหยุดเตน้ ใน ผูป้ ่ วยที่ไดร้ บั การฟอกเลือดดว้ ยเครื่องไตเทียม วิธีการศกึ ษา การวิจยั ครง้ั น้ ีเป็ นการวจิ ยั ศึกษายอ้ นหลงั (retrospective design) ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง ผู้ป่ วยทุกรายที่มารับบริการฟอกเลือดดว้ ยเครื่องไตเทียมท้ังหมดท่ีเขา้ รับ บริการท้งั ในและนอกเวลาราชการ ท้งั กรณีเร่งด่วนและไม่เร่งด่วน ณ ศูนยไ์ ตสรรพ สิทธ์ิ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ในช่วง 1 ตุลาคม พ.ศ.2558 - 30 กนั ยายน พ.ศ.2560 จรยิ ธรรมวิจยั ทาการศึกษาหลงั จากไดร้ บั อุบตั ิการณว์ ิจยั จากคณะกรรมการจริยธรรมการ วิจัยในมนุ ษย์ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ เป็ นการศึกษาเชิงพรรณนา ซ่ึงการศึกษาน้ ีเป็ นส่วนหนึ่งของการเฝ้าระวงั และหาภาวะแทรกซอ้ นท่ีผูป้ ่ วยไดร้ บั การ ฟอกเลือดดว้ ยเครื่องไตเทียม ซึ่งขอ้ มูลที่นาเสนอเป็ นขอ้ มูลในส่วนของศูนยไ์ ตเทียม สรรพสิทธ์ิ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ทาการศึกษาในช่วง 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558 - 30 กันยายน พ.ศ.2560 ในผูป้ ่ วยทุกรายที่มารับบริการฟอกเลือดดว้ ย เคร่ืองไตเทียมท้งั หมดท่ีเขา้ รบั บริการท้งั ในและนอกเวลาราชการ ท้งั กรณีเร่งด่วนและ ไม่เร่งด่วน ณ ศูนยไ์ ตสรรพสิทธ์ิ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ โดยการรวบรวม ขอ้ มูลจากเวชระเบียนยอ้ นหลงั ของผูป้ ่ วย ใบบนั ทึกก่อน ขณะ และหลงั ไดร้ บั การฟอก เลือดดว้ ยเคร่ืองไตเทียม (Hemodialysis sheet) ซึ่งบนั ทึกขอ้ มลู โดยพยาบาลไตเทียม โดยเก็บขอ้ มลู จากขอ้ มูลทวั่ ไปของผูป้ ่ วยท่ีมารบั บริการฟอกเลือดดว้ ยเครื่องไตเทียมที่
53 วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) เกิดภาวะหวั ใจหยุดเตน้ ไดแ้ ก่ เพศ อายุ ความเร่งด่วนของการฟอกเลือดดว้ ยเครื่องไต เทียม จากน้ันนาขอ้ มูลมาวิเคราะห์ขอ้ มูล โดยทาการตรวจสอบความสมบูรณ์ของ ขอ้ มูลจากใบบนั ทึกผูป้ ่ วยท่ีไดร้ บั การฟอกเลือดดว้ ยเครื่องไตเทียม นาข้อมูลท่ีไดม้ า เปลี่ยนเป็ นรหสั ตวั เลข (Code) และวิเคราะหผ์ ลโดยใชค้ า่ รอ้ ยละ และอุบตั ิการณ์ ผลการศกึ ษา ในช่วงระยะเวลาต้ังแต่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2558 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2560 มีจานวนผูป้ ่ วยท่ีรบั การฟอกเลือดดว้ ยเคร่ืองไตเทียม 3,352 ราย มีอุบตั ิการณ์ การเกิดภาวะหวั ใจหยุดเตน้ ทีสมั พนั ธก์ บั การฟอกเลือดดว้ ยเครื่องไตเทียม จานวน 28 ราย คิดเป็ นอุบัติการณ์ 8.35 ต่อ 1,000 ราย แบ่งเป็ นเพศชาย 11 ราย และเพศ หญิง 17 ราย อยู่ในช่วงอายุมากกว่า 70 - 90 ปี มีจานวนมากท่ีสุด คือ 14 ราย รองลงมาอายุมากกวา่ 50 - 70 ปี จานวน 11 ราย มากกวา่ 50 ปี – 70 ปี จานวน 1 ราย มากกวา่ 12 ปี – 50 ปี จานวน 1 ราย และอายุ 1 ปี – 12 ปี จานวน 1 ราย มีสถานภาพสมรสมากที่สุด คิดเป็ นจานวน 20 ราย มีระดับการศึกษาอยู่ในระดบั การศึกษาประถมศึกษาจานวน 15 ราย มีอาชีพอื่นๆ (ไมไ่ ดป้ ระกอบอาชีพมากท่ีสุด คือ จานวน 11 ราย และใชส้ ิทธิการรกั ษาพยาบาล แบบประกันสุขภาพถว้ นหน้า จานวน 11 ราย (ตารางท่ี 1) โรคที่เป็ นสาเหตุทีตอ้ งรบั การฟอกเลือด พบวา่ โรค AKI จานวน 15 ราย โรค ESRD จานวน 13 ราย การใหย้ า HAD ก่อนการฟอกเลือดในผู้ป่ วย ไม่ไดใ้ หย้ า จานวน 23 ราย โรคร่วมทีเป็ น สาเหตุทาใหเ้ กิดภาวะหวั ใจหยุดเตน้ พบวา่ หวั ใจและหลอดเลือด มากท่ีสุด จานวน 9 ราย อาการที่ตรวจพบ พบว่า อุปกรณเ์ ฝ้าระวงั เตือน จานวน 13 ราย รองลงมา วดั ความดนั โลหิตไมไ่ ด้ จานวน 10 คน และคลาชีพจรไมไ่ ด้ จานวน 5 ราย จงั หวะการเตน้ ของหวั ใจที่นาไปสู่ภาวะหวั ใจหยุดเตน้ พบวา่ จงั หวะการเตน้ ของหัวใจที่นาไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเตน้ จานวน 9 ราย รองลงมา Septic Shock จานวน 6 คน Sever Metabotic acidosis จานวน 5 ราย มะเร็งระยะลุกลาม จานวน 3 ราย เลือดออกในสมอง จานวน 2 ราย เลือดออกในกระเพาะอาหาร จานวน 2 ราย และ Azothemia จานวน 1 ราย
วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 54 ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) การหายใจ พบวา่ ผูป้ ่ วยส่วนใหญ่ไม่สามารถหายใจเองไดต้ อ้ งใส่เคร่ืองช่วย หายใจ (ET-Tube c Ventilator) จานวน 17 ราย รองลงมา หายใจเอง จานวน 6 ราย ใชอ้ อกซิเจน Mask with bag จานวน 3 คน และออกซิเจน Cannula จานวน 2 ราย เหตุการณ์ที่นามาก่อนภาวะหวั ใจหยุดเตน้ พบว่า ภาวะหวั ใจเตน้ ผิดปกติ จานวน 12 ราย ความดนั โลหิตตก จานวน 12 ราย ความผิดปกติทางเมตาบอริซึม จานวน 2 ราย และระบบหายใจลม้ เหลว จานวน 2 ราย ระดบั ความรูส้ ึกตวั พบว่า ซึม จานวน 15 ราย รองลงมา รูต้ ัวดี จานวน 9 ราย ปลุกต่ืนลืมตา จานวน 3 ราย และสบั สน จานวน 1 ราย จานวนคร้งั ของการเร่ิมฟอกเลือด พบวา่ ผูป้ ่ วยเร่ิมฟอกเลือดครง้ั แรก จานวน 12 ราย รองลงมา ผูป้ ่ วยฟอกเลือด > 3 คร้งั จานวน 10 ราย และ ผูป้ ่ วยฟอกเลือด คร้งั ที่ 2-3 จานวน 6 ราย การประเมิน EWS ก่อนยา้ ยมาไตเทียม พบว่า ไม่ประเมิน จานวน 20 ราย และประเมนิ จานวน 8 ราย การประเมิน EWS แรกรบั ท่ีไตเทียม พบว่า ประเมิน จานวน 22 ราย ไม่ ประเมิน จานวน 6 ราย ช่วงเวลาท่ีเกิดสภาวะหัวใจหยุดเตน้ พบว่า ก่อนฟอกเลือดดว้ ยเคร่ืองไต เทียม จานวน 3 ราย ขณะฟอกเลือดดว้ ยเครื่องไตเทียม จานวน 22 ราย และหลงั การ ฟอกเลือดดว้ ยเคร่ืองไตเทียม จานวน 3 ราย (ตารางที่ 2)
55 วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) ตารางท่1ี แสดงขอ้ มลู ทวั่ ไปของผูป้ ่ วยท่ีเกิดภาวะหวั ใจหยุดเตน้ ขอ้ ความ จานวนผปู้ ่ วย รอ้ ยละ เพศ (28 ราย ) 39.28 ชาย 11 60.72 หญิง 17 3.57 อายุ 3.57 1 ปี –12 ปี 1 39.28 มากกวา่ 12 ปี –50 ปี 1 50.00 มากกวา่ 50 ปี –70 ปี 11 3.57 มากกวา่ 70 ปี – 90 ปี 14 3.57 มากกวา่ 90 ปี ข้ นึ ไป 1 71.42 สถานภาพ 25.00 โสด 1 53.57 สมรส 20 7.14 หมา้ ย/หยา่ รา้ ง 7 ระดบั การศึกษา - ประถมศึกษา 15 7.14 มธั ยมศึกษา 2 32.17 อนุปริญญา - 17.85 ปรญิ ญาตรี 2 21.42 อ่ืนๆ 9 21.52 อาชีพ 39.28 รบั ราชการ/รฐั วสิ าหกิจ 5 คา้ ขาย 6 เกษตรกรรม 6 อ่ืนๆ (ไม่ไดป้ ระกอบ 11 อาชีพ) สิทธิการรกั ษาพยาบาล - เงินสด 7 เบิกตน้ สงั กดั
วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 56 ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) ขอ้ ความ จานวนผปู้ ่ วย รอ้ ยละ ประกนั สงั คม (28 ราย ) ประกนั สุขภาพถว้ นหน้า อื่นๆ 10 11 ตารางท่ี 2 ปัจจยั ที่เก่ียวขอ้ งกบั การทีทาใหเ้ กิดภาวะหวั ใจหยุดเตน้ ในผูป้ ่ วยท่ี ฟอกเลือดดว้ ยเครื่องไตเทียม ปัจจยั ที่เก่ียวขอ้ ง จานวน (28) รอ้ ยละ โรคที่เป็ นสาเหตุทีตอ้ งรบั การฟอกเลือด 13 46.42 15 53.57 ESRD 5 17.85 23 82.14 AKI 32.14 การใหย้ า HAD ก่อนการฟอกเลือดในผูป้ ่ วย 3.57 21.42 ใหย้ า 17.85 ไม่ไดใ้ หย้ า 10.71 7.14 โรครว่ มทีเป็ นสาเหตุทาใหเ้ กิดภาวะหวั ใจหยดุ เตน้ 9 7.14 หวั ใจและหลอดเลือด 46.42 17.85 Azothemia 1 35.71 28.57 Septic Shock 6 25.00 Sever Metabotic acidosis 5 มะเรง็ ระยะลุกลาม 3 เลือดออกในสมอง 2 เลือดออกในกระเพาะอาหาร 2 อาการท่ีตรวจพบ อุปกรณ์เฝ้าระวงั เตือน 13 คลาชีพจรไมไ่ ด้ 5 วดั ความดนั โลหิตไม่ได้ 10 จงั หวะการเตน้ ของหวั ใจท่ีนาไปสู่ภาวะหวั ใจหยุดเตน้ Asystole 8 Ventricular tachycardia 7
57 วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ท่ี 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) ปัจจยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง จานวน (28) รอ้ ยละ Ventricular fibrillation 3 10.71 10 35.71 Pulseless electrical activity 21.43 การหายใจ 6 7.14 2 10.71 หายใจเอง 3 60.71 ออกซิเจน ชนิด Cannula 17 42.85 ออกซิเจน Mask with bag 7.14 ออกซิเจน ET-Tube 12 42.85 เหตุการณท์ ่ีนามากอ่ นภาวะหวั ใจหยุดเตน้ 2 ความดนั โลหิตตก 12 - ความผิดปกติทางเมตาบอรซิ ึม - 7.14 ภาวะหวั ใจเตน้ ผิดปกติ 2 53.57 ภาวะหวั ใจขาดเลือด 32.14 ระบบหายใจลม้ เหลว 15 10.71 ระดบั ความรสู้ ึกตวั 9 3.57 ซึม 3 42.58 รตู้ วั ดี 1 21.42 ปลุกต่ืนลืมตา 35.71 สบั สน 12 71.42 จานวนคร้งั ของการเรมิ่ ฟอกเลือด 6 28.57 ผูป้ ่ วยเริ่มฟอกเลือดคร้งั แรก 10 21.42 ผูป้ ่ วยฟอกเลือดคร้งั ที่ 2-3 78.57 ผูป้ ่ วยฟอกเลือด > 3 คร้งั 20 10.71 การประเมิน EWS ก่อนยา้ ยมาไตเทียม 8 78.50 ไม่ประเมิน ประเมิน 6 การประเมิน EWS แรกรบั ทีไตเทียม 22 ไม่ประเมิน ประเมิน 3 ชว่ งเวลาที่เกิดสภาวะหวั ใจหยุดเตน้ 22 ก่อนฟอกเลือดดว้ ยเคร่อื งไตเทียม ขณะฟอกเลือดดว้ ยเครอื่ งไตเทียม
วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 58 ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) ปัจจยั ที่เก่ียวขอ้ ง จานวน (28) รอ้ ยละ -5 นาที 3 10.71 -20 นาที 2 7.14 -25 นาที 1 3.57 -30 นาที 1 3.57 -40 นาที 2 7.14 -45 นาที 2 7.14 -1 ชวั่ โมง 2 7.14 -1.20 ชวั่ โมง 1 3.57 -1.35 ชวั่ โมง 1 3.57 -2 ชวั่ โมง 2 7.14 -2.30 ชวั่ โมง 1 3.57 -2.55 ชวั่ โมง 2 7.14 -3 ชวั่ โมง 1 3.57 -3.20 ชวั่ โมง 1 3.57 หลงั ฟอกเลือดดว้ ยเครอื่ งไตเทียม 3 10.71 28 100 ผลการรอดชีวติ อภปิ รายผล จากการศึกษาการทบทวนการเกิดภาวะหวั ใจหยุดเตน้ ในผูป้ ่ วยที่ไดร้ บั การ ฟอกเลือดดว้ ยเคร่ืองไตเทียม พบวา่ 1) อตั ราการเกิดภาวะหวั ใจหยุดเตน้ พบ 8.35 ต่อ 1,000 พบมาก หรือ นอ้ ยเมื่อเทียบกบั มาตรฐานหรือท่ีอ่ืน 2) ลกั ษณะของผูป้ ่ วยที่เกิดภาวะหวั ใจหยุดเตน้ ในผูป้ ่ วยท่ีไดร้ บั การฟอกเลือด ดว้ ยเครื่องไตเทียม พบในผูป้ ่ วย ผูห้ ญิง ผูส้ ูงอายุ โรค AKI ขาดการประเมิน EWS ก่อนส่งมาไตเทียม การฟอกในชวั่ โมงแรกที่เป็ นสาเหตุการเกิดภาวะหวั ใจหยุดเตน้ และยงั มีโรคร่วมท่ีเป็ นสาเหตุการเกิดภาวะหวั ใจหยุดเตน้ พบวา่ หวั ใจและหลอดเลือด เป็ นโรคร่วมท่ีพบถึง 9 ราย ในจานวน 28 รายที่ศึกษาซึ่งสูงกว่าโรคร่วมอ่ืนๆ สอดคลอ้ งกับการศึกษาของ กิติมา เศรษฐ์บุญสรา้ ง4 ที่ไดศ้ ึกษาเร่ือง การพัฒนา รปู แบบการดูแลของผูป้ ่ วยโรคไตวายเร้ ือรงั ระยะสุดทา้ ย ที่ไดร้ บั การบาบดั ทดแทนไต
59 วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเอง และคุณภาพชีวิตผูป้ ่ วย โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช เลิงนกทา จังหวัดยโสธร พบว่า โรคความดันโลหิตสูงเป็ นโรคร่วมมากที่สุด นอกจากน้ ียงั พบว่า การหายใจโดย ออกซิเจน ET-Tube จะทาใหเ้ กิดภาวะหวั ใจหยุด เตน้ โดยจะพบภาวะหวั ใจหยุดเตน้ ผิดปกติและความดนั โลหิตตกซึ่งเป็ นเหตุการณท์ ่ี นามาก่อนจะเกิดภาวะหวั ใจหยุดเตน้ ในผูป้ ่ วย สอดคลอ้ งกบั การศึกษาของแอลฮิลาลิ และคณะ ที่พบว่า ผูป้ ่ วยที่ไดร้ บั การฟอกเลือดดว้ ยเคร่ืองไตเทียมมีภาวะความดัน โลหิตตา่ รอ้ ยละ 72.5 และยงั พบว่าระดบั ความรูส้ ึกของผูป้ ่ วยท่ีมีอาการซึม จะเป็ น ผูป้ ่ วยท่ีมีโอกาสเกิดภาวะหวั ใจหยุดเตน้ มากกว่าผูป้ ่ วยที่มีอาการรูต้ วั ดี และปลุกต่ืน ลืมตา ภาวะความดนั โลหิตตา่ เป็ นผลแทรกซอ้ นที่พบไดบ้ ่อยท่ีสุดในชว่ งฟอกเลือด ดว้ ยเคร่ืองไตเทียม ซ่ึง นฤตยา วโรทยั 5 กลา่ ววา่ พบไดป้ ระมาณรอ้ ยละ 20-30 พบ ไดม้ ากข้ ึนในผูป้ ่ วยสงู อายุ โดยกลไกการเกิดความดนั โลหิตตา่ เกิดจาก 1. การลดลงของ plasma osmolality ซึ่งทาใหส้ ารน้านอกเซลลเ์ คล่ือน ผ่านเขา้ ไปในเซลล์ 2. การดึงน้าออกจากร่างกายอยา่ งรวดเร็วเพ่ือใหไ้ ดน้ ้าหนักแหง้ ตามท่ี ตอ้ งการ 3. ปัจจยั อื่นๆ ไดแ้ ก่ autonomic neuopathy โรคหวั ใจ การรบั ประทาน ยาลดความดนั โลหิต การใชน้ ้ายาฟอกเลือดที่มีความเขม้ ขน้ โซเดียม ตา่ การหลงั่ adenosine ช่วงที่มอี วยั วะขาดเลือด และภาวะแคลเซียม ในเลือดตา่ จังหวะการเต้นของหัวใจทีนาไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้น พบว่า Pulseless electrical activity จานวน 10 ราย Curtin & Mapes, 2001 อ้างถึงใน วรรวิษา สาราญเนตร6 พบว่า การเตน้ ของหวั ใจผิดจงั หวะ (Cardiac Arrhythmia) เป็ นสาเหตุ การเสียชีวิตขณะฟอกเลือดประมาณรอ้ ยละ 80 ของผูป้ ่ วยที่เสียชีวิตฉบั พลนั ท้ังหมด จานวนคร้งั ของการเริ่มฟอกเลือดในผูป้ ่ วยที่มีภาวะหวั ใจหยุดเตน้ จะพบใน ผูป้ ่ วยทีเริ่มฟอกเลือดคร้งั แรกมากกวา่ ผูป้ ่ วยท่ีฟอกเลือดจานวน 2-3 คร้งั ข้ ึนไป และ ช่วงเวลาท่ีเกิดสภาวะหวั ใจหยุดเตน้ พบท้งั ก่อน ขณะ และหลงั การฟอกเลือด โดยพบ ผูป้ ่ วยที่เกิดภาวะหวั ใจหยุดเตน้ ในขณะฟอกเลือดมากกว่าช่วงเวลาก่อน และหลงั การ ฟอกเลือด โดยผูป้ ่ วยท่ีเกิดภาวะหวั ใจหยุดเตน้ ขณะฟอกเลือดจะพบเป็ นจานวน 22 รายจากผูป้ ่ วย 28 รายที่ศึกษา ซึ่งช่วงเวลาที่หวั ใจหยุดเตน้ ภายใน 5 นาท่ี แรกขณะ
วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 60 ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) ทาการฟอกเลือด จานวน 3 ราย และช่วงเวลาท่ีเกิดภาวะหวั ใจหยุดเตน้ ในขณะฟอก เลือดชา้ ที่สุดคือ ชว่ งเวลา 3 ชวั่ โมง 20 นาที จานวน 1 ราย กาหนดปริมาณน้าซ่ึงที่ตอ้ งการดึงออกจากผู้ป่ วย (ultrafiltration, UF) ซ่ึง ปรมตั ถ์ ธิมาไชย7 กล่าววา่ ผูป้ ่ วยที่มีภาวะไตวายเฉียบพลนั ภาวะน้าในรา่ งกายอาจไม่ สมั พนั ธก์ บั ความดนั โลหิตและมกั มีความเสี่ยงต่อการเกิดความดนั โลหิตตกมากกวา่ ท่ี มีภาวะไตวายเร้ ือรงั ท่ีไดร้ บั การฟอกเลือด การดึงน้าออกจากหลอดเลือดปริมาณมาก อยา่ งรวดเร็วอาจทาใหเ้ กิดอนั ตรายต่อผูป้ ่ วยและการฟ้ ื นตวั ของไตท่ีชา้ กวา่ ปกติ การประเมิน EWS ก่อนยา้ ยมาหน่วยไตเทียม พบว่า พยาบาลไม่ไดท้ าการ ประเมนิ ก่อนยา้ ยผูป้ ่ วยไปยงั หน่วยไตเทียมถึง 20 ราย จากผูป้ ่ วย 28 ราย และพบว่า พยาบาลหน่ วยไตเที ยมที รับผู้ป่ วยส่วนมากจะทาการประเมินผู้ป่ วย ซ่ึ ง ทวี ชาญชยั รุจิรา8 กล่าวว่า พยาบาลมีบทบาทสาคญั ในการเฝ้าระวงั ติดตามประเมิน ผูป้ ่ วย เพ่ือคน้ หา ป้องกัน อาการต่างๆ ท่ีอาจเกิดข้ ึนไดต้ ้งั แต่ระยะเริ่มตน้ ร่วมมือกบั บุคลากรทางการแพทยใ์ นการรกั ษาไดท้ นั ท่วงที เพื่อป้องกนั ภาวะแทรกซอ้ นท่ีจะเกิด ตามมา สรุป การเกิดภาวะหวั ใจหยุดเตน้ ในผูป้ ่ วยท่ีไดร้ บั การฟอกเลือดดว้ ยเคร่ืองไตเทียม ของหน่วยไตเทียม โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ มีปัจจยั ที่เก่ียวขอ้ ง ไดแ้ ก่ โรคที่ เป็ นสาเหตุทีตอ้ งรับการฟอกเลือด การใหย้ าHAD ก่อนการฟอกเลือดในผูป้ ่ วย โรค ร่วมทีเป็ นสาเหตุทาใหเ้ กิดภาวะหวั ใจหยุดเตน้ อาการที่ตรวจพบ จงั หวะการเตน้ ของ หวั ใจที่นาไปสู่ภาวะหวั ใจหยุดเตน้ การหายใจ เหตุการณ์ท่ีนามาก่อนภาวะหวั ใจหยุด เตน้ ระดบั ความรูส้ ึกตวั จานวนคร้งั ของการเร่ิมฟอกเลือด อตั ราการดึงน้า บทบาท พยาบาล ไตเทียมจึงตอ้ งใหค้ วามสาคญั และสรา้ งระบบการป้องกนั เฝ้าระวงั ในผูป้ ่ วย กลุ่มเส่ียงดังกล่าว รวมท้งั การการประเมินอาการผูป้ ่ วยท้งั ก่อนฟอกเลือด ขณะฟอก เลือด โดยเฉพาะในช่วงชวั่ โมงแรกของการฟอกเลือด โดยการสงั เกตอาการสญั ญาณ ชีพอยา่ งใกลช้ ิดงกนั การเกิดภาวะหวั ใจหยุดเตน้ ขณะฟอกเลือดไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ เพื่อความปลอดภยั ของผูป้ ่ วยรวมท้งั การส่งต่อขอ้ มลู และการสื่อสารขอ้ มลู ป้อนกลบั ใน หน่วยงานท่ีเก่ียวขอ้ งเพ่ือการประเมินผูป้ ่ วยอยา่ งมีประสิทธิภาพ รวมท้งั การฝึกอบรม สมรรถนะพยาบาลอยา่ งต่อเนื่องเพ่ือการดูแลผูป้ ่ วยท่ีมปี ระสิทธิภาพต่อไป
61 วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ท่ี 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) เอกสารอา้ งองิ 1. ประเสริฐ ธนกิจจารุ. สถานการณป์ ัจจุบนั ของโรคไตเร้ ือรงั ในประเทศไทย [อินเตอรเ์ น็ต]. 2558 [เขา้ ถึงเม่ือ 15 ต.ค. 2560]. เขา้ ถึงไดจ้ าก: http://www.dms.moph.go.th/dmsweb/dmsweb_v2_2/content/org/webp webpage_30/demo/data/2558/2558-05/no.5_01.pdf 2. Disease K. Clinical practice guidelines on hypertension and antihypertensive agents in chronic kidney disease. Am J Kidney Dis 2004;43(Suppl 1):S1-290. 3. Rao MV, Qiu Y, Wang C, Bakris G. Hypertension and CKD: Kidney Early Evaluation Program (KEEP) and National Health and Nutrition Examination Survey (NHANES), 1999-2004. Am J Kidney Dis 2008; 51(suppl 2):S30-7. 4. กิติมา เศรษฐบ์ ุญสรา้ ง. การพฒั นารูปแบบการดแู ลของผูป้ ่ วยโรคไตวาย เร้ ือรงั ระยะสุดทา้ ย ท่ีไดร้ บั การ บาบดั ทดแทนไตต่อพฤติกรรมการดแู ล ตนเอง และคุณภาพชีวติ ผูป้ ่ วย โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา จงั หวดั ยโสธร วารสารการพฒั นาสุขภาพชุมชน มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ ปี ที่ 4 ฉบบั ที่ 4 ตุลาคม – ธนั วาคม 2559. 5. นฤตยา วโรทยั . Manual of Dialysis. กรุงเทพฯพิมพค์ ร้งั ที่1:นาอกั ษรการ พิมพ;์ 2561 หนา้ 584 6. วรรวิษา สาราญเนตร. กลุ่มอาการขณะฟอกเลือดดว้ ยเครื่องไตเทียมในผูป้ ่ วย โรคไตเร้ ือรงั ระยะสุดทา้ ย[วิทยานิพนธพ์ ยาบาลศาสตรมหาบณั ฑิต]. ชลบุรี: คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลยั บรู พา; 2553. 7. ปรมตั ถ์ ธิมาไชย. Manual of Dialysis. กรุงเทพฯพิมพค์ ร้งั ท่ี1: นาอกั ษรการ พิมพ;์ 2561. หนา้ 129. 8. ทวี ชาญชยั รุจิรา. Know how! know why!! in chronic hemodialysis prescription. ใน: ธนิต จิรนันทธ์ วชั , สิริภา ชา้ งศิริกุลชยั , ธนันดา ตระการวา นิช และวสนั ต์ สุเมธกุล, บรรณาธิการ. Practical Dialysis in the Year 2009. กรุงเทพฯ: เท็กซแ์ อนด์ เจอรน์ ัล พบั ลิเคชนั่ ; 2552. หนา้ 33-64
การพฒั นาความรู้ ในการประเมินและทกั ษะการจดั การความปวด ในการฝึ กภาคปฏิบตั วิ ิชาปฏิบตั ิการสรา้ งเสริมสุขภาพ สาหรบั นกั ศึกษาพยาบาลช้นั ปี ท่ี 2 วารุณี นาดูน ส.ม.1* สกลสุภา อภิชจั บุญโชค พย.ม.2 บทคดั ยอ่ การประเมินและทกั ษะการจดั การความปวด เป็ นทกั ษะหนึ่งที่จาเป็ น ในการ ฝึ กภาคปฏิบัติ RAT Model เป็ นอีกวิธีที่อาจช่วยส่งเสริมความรู้ของผู้เรียนได้ วตั ถุประสงค์ เพื่อพฒั นาความรูใ้ นการประเมินและการจดั การความปวด โดยการใช้ RAT Model ในนักศึกษาพยาบาลท่ีฝึกภาคปฏิบตั ิวชิ าปฏิบตั ิการสรา้ งเสริมสุขภาพ การวิจยั คร้งั น้ ีเป็ นการวิจยั ก่ึงทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลงั กลุ่มตัวอย่าง เป็ นนักศึกษาพยาบาลช้ันปี ที่ 2 จานวน 149 คน ปี การศึกษา 2560 เคร่ืองมือวิจัย ไดแ้ ก่ 1) วิธีการประเมินและการจดั การความปวดตามกรอบRAT Model ประกอบดว้ ย 1.1) Recognize ตระหนักรับรูค้ วามปวด 1.2) Assess ประเมินความปวด และ 1.3) Treat ใหก้ ารช่วยเหลือ 2) กรณีศึกษา และ 3) แบบสอบถามความรูใ้ นการประเมินและ การจดั การความปวด จานวน 25 ขอ้ ส่วนที่ 1 แบบถูกผิด จานวน 15 ขอ้ และส่วนท่ี 2 แบบเลือกตอบ จานวน 10 ขอ้ หาความตรงของเน้ ือหาจากผูเ้ ช่ียวชาญ 3 ท่าน ไดค้ า่ IOC เท่ากบั 0.82 ทดสอบความเชื่อมนั่ ไดค้ ่าKR 20 เท่ากบั 0.89 คา่ ความยากง่าย p เท่ากบั .53,และ r เท่ากบั .42. วิเคราะห์ขอ้ มูลโดยใชส้ ถิติเชิงพรรณนาและสถิติเปรียบเทียบ ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอายุระหว่าง 19 - 24 ปี อายุเฉลี่ย 20.32 ปี (SD = 1.53) ความรูใ้ นการประเมินและการจดั การความปวดก่อนการพฒั นามีคะแนน เฉลี่ย 13.10 (SD = 1.86) หลงั การพฒั นามีคะแนนเฉล่ีย 20.97 (SD = 1.75) 1อาจารยพ์ ยาบาล กลุ่มวชิ าการพยาบาลอนามยั ชุมชน วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 2อาจารยพ์ ยาบาล กลุ่มวชิ าการพยาบาลเด็ก วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธปิ ระสงค์ *Corresponding author email : [email protected]
วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 63 ปี ท่ี 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) และก่อนการพฒั นารอ้ ยละของกลุ่มตัวอย่างท่ีตอบแบบสอบถามไดค้ ะแนนเกินคร่ึง รอ้ ยละ 82.87 หลังการพัฒนา รอ้ ยละ 100 เปรียบเทียบคะแนนเฉล่ียความรูแ้ ละ การจัดการความปวดหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา อย่างมีนัยสาคัญ ที่ระดบั .01 ดงั น้ันการสอนโดยใช้ RAT Model สามารถใชเ้ ป็ นวิธีการสอนท่ีพฒั นาความรู้ นักศึกษาในการประเมินและการจดั การความปวดไดอ้ ยา่ งมีคุณภาพ ซึ่งจะชว่ ยใหน้ ักศึกษา สามารถ วางแผนใหก้ ารพยาบาลกบั ผูป้ ่ วยท่ีมีปัญหาการปวด ไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ ต่อไป คาสาคญั : RAT model, ความร,ู้ การประเมินความปวด, การจดั การความปวด, นักศึกษาพยาบาล
64 วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ท่ี 2 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) Improving Knowledge, Assessment, and Skill Related to Pain Management in Clinical Practice of Health Promotion Practicum for the 2rd year Nursing Student Warunee Nadoon M.P.H.1* Sakonsupa Apichutboonchock M.S.N.2 Abstract The purposes of the study to improving knowledge with RAT Model for pain assessment and management in clinical practice of health promotion practicum for nursing students. The research design of this study was quasi-experimental research ( one group pretest– posttest design) . The samples were 2nd years student nurses 149 samples of 2017 academic year. The research tools were: 1) RAT Model; 1.1) recognize, 1.2) assess and 1.3) treat, 2) case study and 3) the knowledge of pain assessment and management 25 questions; 15 true-false and 10 multiple choice. The content validity from 3 experts was 8.2. Values of reliability were included .89 for KR20, 53 for p, and .42 for r. Data analysis included descriptive statistic and pair t-test for mean comparison. The results of this study showed that the samples were between the ages of 19 to 24 years (mean= 20.32, SD=1.53). Moreover, mean scores for knowledge of pain assessment and management were 13.10 (SD=1.86) before treatment and 20.97 (SD=1.75) after treatment. Rates of passing mean score were 82.87 % before treatment and 100 % after treatment. Comparing mean scores for knowledge of pain assessment and management between before and after 1Nursing Instructor, Department of Community Health Nursing, Boromarajonani Collage of Nursing, Sanpasithiprasong, Ubon Rachathani 2 Nursing Instructor, Department of Child Nursing, Boromarajonani Collage of Nursing, Sanpasithiprasong, Ubon Rachathani * Corresponding authors, email-address: [email protected]
วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 65 ปี ท่ี 2 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) treatment, it was significant at .01. Therefore, RAT Model can be used for method of pain assessment and management. It was guidelines on develop planning and nursing care for patient who has pain, to be effective on nursing. Keywords: RAT Model, knowledge, pain assessment, pain management, nursing student
66 วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ท่ี 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) ความเป็ นมาและความสาคญั ของปัญหา ความปวด (pain) เป็ นประสบการณท์ างประสาทสัมผัสและอารมณ์ท่ีไม่พึง ประสงคซ์ ่ึงเก่ียวขอ้ งกบั ความเสียหายของเน้ ือเย่ือ1 ความปวดส่งผลกระทบต่อผูป้ ่ วยท้งั ในดา้ นร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สงั คม และจิตวิญญาณ ผูป้ ่ วยตอ้ งทนทุกข์ ทรมาน ไม่สามารถปฏิบตั ิชีวิตประจาวนั ไดอ้ ยา่ งเต็มที่ และมีคุณภาพชีวิตลดลง2 การประเมิน ความปวดเป็ นข้ันตอนสาคัญในกระบวนการพยาบาล นอกจากจะช่วยใหผ้ ู้ป่ วย บรรเทาจากความทุกข์ทรมานแลว้ ยังลดความเส่ียงต่อการเกิดภาวะแทรกซอ้ น ลดการใชท้ รพั ยากรท้งั ของโรงพยาบาลและของผูป้ ่ วยเอง3 และพยาบาลจะตอ้ งใหก้ าร พยาบาลผูป้ ่ วยอยา่ งมปี ระสิทธิภาพท้งั ร่างกายและจิตใจตลอดจนครอบครวั 4 สถาบันการศึกษาทางการพยาบาล จาเป็ นตอ้ งสอนนักศึกษาใหส้ ามารถ ประเมินและจดั การความปวดได้ แต่ปัจจุบนั ยงั ไม่มีแนวทางในการช่วยใหน้ ักศึกษา สามารถประเมินความปวดและจัดการกับความได้อย่างมีประสิทธิ ภ าพ โดยมีการศึกษาที่ทาใหท้ ราบว่านักศึกษาพยาบาลไม่มีความรูใ้ นการประเมินและ จดั การความปวดได้ คือการศึกษาของนุสรา ประเสริฐศรี และคณะ5 ที่ศึกษาความรู้ และทัศนคติในการจัดการความปวดของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาล บรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ พบว่านักศึกษามีความรูไ้ ม่เพียงพอและมีทศั นคติ ท่ีไม่ถูกตอ้ งในการจัดการความปวด มีความเขา้ ใจไม่ถูกตอ้ งเก่ียวกับการบริหาร ยาแกป้ วดนอกจากน้ ีสถาบนั พระบรมราชชนกไดน้ าวิธีการ RAT Model มาสอนการ จัดการความปวดสาหรับอาจารย์พยาบาล แต่ยังไม่มีการสอนวิธีการดังกล่าว ในนักศึกษา ซ่ึงผู้วิจัยเป็ นผู้สอนวิชาปฏิบัติการสรา้ งเสริมสุขภาพ ดูแลนักศึกษา ฝึกปฏิบตั ิในชุมชน และมีการปฏิบตั ิการประเมินสภาพผูป้ ่ วย ซ่ึงพบผูป้ ่ วยท่ีมีความ ปวดจานวนมาก แต่นักศึกษาไม่สามารถประเมินและจดั การกบั ความปวดได้ และ พบวา่ RAT Model แนวคิดของมอรร์ ีสและคณะ1 เป็ นเคร่ืองมอื หน่ึงที่สามารถประเมิน และจัดการความปวดได้ ซ่ึงประกอบไปดว้ ย R (recognize) คือการตระหนักรับรู้ ความปวด A(assess) คือการประเมินความปวดและ T (treat) คือการใหก้ าร ช่วยเหลือ โดยทาใหท้ ราบวา่ ผูป้ วดระดบั ใดและใหก้ ารจดั การไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาผลในการนา RAT Model ที่ให้นักศึกษาฝึ กประเมิน จากกรณีศึกษา ก่อนทาการประเมินประเมินและจัดการความปวดกับผูป้ ่ วยจริง ซึ่งคาดหวงั ว่าเม่ือนักศึกษาสามารถประเมินและจดั การความปวดในกรณีศึกษาได้
วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 67 ปี ท่ี 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) จะส่งผลใหส้ ามารถประเมินและจดั การความปวดในผูป้ ่ วยไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ ต่อไป วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจยั เพื่อศึกษาผลของการสอนโดยใช้ RAT Model ต่อการเพิ่มความรใู้ นการประเมิน และการจดั การความปวดของนักศึกษาพยาบาลช้นั ปี ที่ 2 ที่ฝึกภาคปฏิบตั ิวิชาปฏิบตั ิการ สรา้ งเสริมสุขภาพ กรอบแนวคิดการวิจยั สมมตฐิ านการวิจยั นักศึกษาพยาบาลมคี ะแนนเฉล่ียความรใู้ นการประเมินและทกั ษะการจดั การ ความปวดในการฝึกภาคปฏิบตั ิเพ่ิมข้ ึนหลงั จากใชว้ ิธีการสอน RAT Model
68 วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) วิธดี าเนินการวิจยั ประชากรและกล่มุ ตวั อยา่ ง กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง คือนักศึกษาพยาบาล ช้นั ปี ท่ี 2 จานวน 150 คน ฝึกปฏิบตั ิการสรา้ งเสริมสุขภาพในชุมชน ภาคเรียนที่ 3 ปี การศึกษา 2560 วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ การพิทกั ษส์ ทิ ธ์ิผใู้ หข้ อ้ มูล ดาเนิ นการวิจัย เม่ือได้รับการอนุ มัติ จากคณะกรรมการการวิจัยในม นุ ษย์ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี (EC14/2561) ขอ้ มูลที่ไดเ้ ก็บเป็ นความลบั มีการ เก็บขอ้ มลู ไวท้ ี่ทีมวิจยั เม่ือโครงการเสร็จส้ ินมกี ารจดั การกบั ขอ้ มูลไวท้ ี่ทีมวจิ ยั วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงคเ์ ท่าน้ัน เคร่ืองมือการวิจยั เคร่ืองมือการวิจยั วิจยั ไดแ้ ก่ 1) วิธีการประเมินและการจัดการความปวด ตามกรอบ RAT Model ประกอบดว้ ย 1.1) Recognize ตระหนักรบั รูค้ วามปวด 1.2) Assess ประเมนิ ความปวด และ 1.3) Treat ใหก้ ารช่วยเหลือ 2) กรณีศึกษา และ 3) แบบสอบถามความรูใ้ นการประเมินและการจดั การความปวด จานวน 25 ขอ้ ส่วนที่ 1 แบบถูกผิด จานวน 15 ขอ้ และส่วนท่ี 2 แบบเลือกตอบ จานวน 10 ขอ้ คะแนนรวม 25 คะแนน คิดเกณฑผ์ ่านระดบั ดี ช่วงคะแนน ระหว่าง 13-16 คะแนน ผ่านระดบั ดี มาก ช่วงคะแนนระหว่าง 17-20 คะแนน และผ่านระดบั ดีเยี่ยม ช่วงคะแนนระหว่าง 21-25 คะแนน การหาคุณภาพเคร่ืองมือ โดยหาความสอดคลอ้ งของเน้ ือหา จาก ผูเ้ ชี่ยวชาญ 3 ท่าน ไดค้ ่า IOC ได้ 0.82 ทดสอบความเชื่อมนั่ 6ไดค้ ่า KR 20 เท่ากบั 0.89 ค่าความยากง่าย p เท่ากบั .53, r เท่ากบั .42. วิธเี ก็บรวบรวมขอ้ มูล ดาเนินการพฒั นานักศึกษาคร้งั ละ 7-8 คนต่อกลุ่ม จานวน 17 กลุ่ม โดย ช้ ีแจงวตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั แลว้ วดั ความรใู้ นการประเมินและจดั การความปวด อธิบาย วิธีการประเมินและจดั การความปวดตาม RAT Model ใหฝ้ ึกทากรณีศึกษาท่ีมีความปวด จากน้ันบูรณาการวิธีการ RAT Model ในการประเมินและจดั การความปวดกบั ผูป้ ่ วย ขณะฝึกภาคปฏิบตั ิอย่างน้อย 3 ราย ซ่ึงปกติจะมีผูป้ ่ วยในชุมชนที่มีความปวดต้ังแต่ ระดับเล็กน้อยถึงระดับมากเป็ นจานวนมาก เม่ือส้ ินสุดการฝึกภาคปฏิบัติมีการวัด ความรูใ้ นการประเมินและจัดการความปวดอีกคร้งั ป้องกนั การสมั ผัสขอ้ มูลระหว่าง
วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 69 ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) กลุ่มโดยการใหก้ ลุ่มที่ผ่านการใช้ RAT Model อยู่ต่างพ้ ืนท่ีกบั กลุ่มที่ยงั ไม่ไดใ้ ช้ RAT Model การวิเคราะหข์ อ้ มูล วิเคราะห์ขอ้ มูลด้วยคานวณหาความถ่ี รอ้ ยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานของคะแนนความรูใ้ นการประเมินและจัดการความปวด และเปรียบเทียบ ความรูใ้ นการประเมินและการจดั การความปวดของนักศึกษาพยาบาลก่อนและหลงั การใช้ RAT model วิเคราะหข์ อ้ มลู ดว้ ยสถิติ Pair T-test7 ผลการวิจยั 1. กลุ่มตวั อย่าง จานวน 150 คน มีอายุระหวา่ ง 19-24 ปี อายุเฉล่ีย 20.32 ปี (SD 1.53) 2. ความรูใ้ นการประเมินและการจดั การความปวดของนักศึกษา ก่อนการ สอนและพัฒนา มีคะแนนสูงสุด เท่ากับ 18 คะแนน มีคะแนนตา่ สุด เท่ากับ 8 คะแนน มคี ะแนนเฉล่ีย 13.10 (SD=1.86) หลงั การสอนและพฒั นา มีคะแนนสูงสุด เท่ากบั 24 คะแนน มีคะแนนตา่ สุด เท่ากบั 17 คะแนน มีคะแนนเฉล่ีย 20.97 (SD= 1.75) และหลงั การพฒั นา (ตารางที่ 1) ตารางที่ 1 แสดงคา่ เฉล่ีย และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน คะแนนสงู สุด-ตา่ สุด ของความรใู้ นการประเมินและการจดั การความปวด ก่อนและหลงั การสอนและพฒั นา นักศึกษา ความรู้ N Min Max Mean SD ก่อนจดั การเรียนรู้ 149 8 18 13.10 1.86 หลงั จดั การเรยี นรู้ 149 17 24 20.97 1.75 3. ความรูใ้ นการประเมินและการจดั การความปวดของนักศึกษา ก่อนการ สอนและพฒั นา มรี อ้ ยละของกลุ่มตวั อยา่ งที่ตอบแบบสอบถามไดค้ ะแนนเกินครึ่ง รอ้ ย ละ 61.27 หลงั การสอนและพฒั นามีรอ้ ยละของกลุ่มตวั อย่างท่ีตอบแบบสอบถามได้ คะแนนเกินคร่ึง รอ้ ยละ 100 (ตารางที่ 2)
70 วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ท่ี 2 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) ตารางที่ 2 แสดงระดบั และเกณฑข์ องคะแนนที่ผ่านและไมผ่ ่าน ก่อนก่อนและ หลงั การสอนและพฒั นานักศึกษา ระดบั เกณฑ์ ก่อนสอนและพฒั นา หลงั สอนและพฒั นา (คะแนน) จานวน รอ้ ยละ จานวน รอ้ ยละ (คน) (คน) ไม่ผ่าน 12 27 18.13 - - ผ่าน >13 122 82.87 149 100.00 ผ่านระดบั ดี 13-16 98 65.67 - - ผ่านระดบั ดีมาก 17-20 24 17.20 53 35.52 ผ่านระดบั ดีเยย่ี ม 21-25 - - 96 64.48 4. ความรูใ้ นการประเมินและการจดั การความปวดของนักศึกษารายขอ้ ก่อน สอนและพฒั นานักศึกษา มีนักศึกษาตอบถูกมากท่ีสุด จานวน 147 คน คิดเป็ นรอ้ ย ละ 98.00 คือ ขอ้ 1 ความปวดเกิดจากการทาลายของเน้ ือเยื่ออย่างเดียว และตอบถูก น้อยท่ีสุด จานวน 8 คน คิดเป็ นรอ้ ยละ 5.33 คือ ขอ้ 17 ขอ้ ใดคือแนวคิดที่สาคญั ท่ีสุด ในการบาบดั ความปวดแบบไมใ่ ชย้ า หลงั สอนและพฒั นานักศึกษา มีนักศึกษาตอบถูก มากที่สุด จานวน 149 คน คิดเป็ นรอ้ ยละ 100 คือ ขอ้ 1 ความปวดเกิดจากการ ทาลายของเน้ ือเยื่ออย่างเดียว และขอ้ 5 ความปวดส่งผลต่อผูป้ ่ วยดา้ นร่างกายและ จิตใจ และตอบถูกน้อยท่ีสุด จานวน 95 คน คิดเป็ นรอ้ ยละ 63.33 คือ ขอ้ 25 ขอ้ ใด คือเวลาออกฤทธ์ิสงู สุดสาหรบั มอรฟ์ ี นที่ใหท้ างปาก (ตารางท่ี 3)
วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 71 ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) ตารางท่ี 3 แสดงจานวนและรอ้ ยละของนักศึกษาที่ตอบขอ้ สอบถูกก่อนและ หลงั สอนและพฒั นานักศึกษา (N = 149 คน) ก่อนสอนและ หลงั สอนและ พฒั นา พฒั นา ขอ้ ท่ี จานวน รอ้ ยละ จานวน รอ้ ยละ (คน) (คน) 1 ความปวดเกิดจากการทาลายของ 147 98.00 149 100.00 เน้ ือเยอ่ื อยา่ งเดียว 2 ความปวดแบ่งตามเวลา แบ่งเป็ นความ 139 92.67 143 95.33 ปวดเฉียบพลนั และปวดเร้ อื รงั 3 ความปวดเร้ อื รงั คือปวดมากกวา่ 6 19 12.67 114 76.00 เดือน 4 ในผูป้ ่ วยมะเร็งอาจจะมีความปวดท้งั 136 90.67 144 96.00 ความปวดเฉียบพลนั และปวดเร้ อื รงั 5 ความปวดสง่ ผลต่อผูป้ ่ วยดา้ นรา่ งกาย 147 98.00 149 100.00 และจติ ใจ 6 การประเมินความปวดที่ดีท่ีสุดคือการ 74 49.33 121 80.67 สงั เกตอาการปวดของผูป้ ่ วย 7 การรกั ษาความปวดไม่ไดส้ าคญั เหมือนกบั ปัญหาสาธารณสุขอ่ืนๆ เชน่ 143 95.33 149 99.33 การใหว้ คั ซีนป้องกนั โรคหรือน้าสะอาด 8 การกดการหายใจเป็ นผลขา้ งเคียงจาก 13 8.67 105 70.00 มอรฟ์ ี นท่ีอนั ตรายและพบไดบ้ ่อย 9 ยาแกป้ วดอนุพนั ธฝ์ ่ิน (opioid)ไม่ควร 54 36.00 108 72.00 ใชใ้ นผูป้ ่ วยเพราะจะทาใหผ้ ูป้ ่ วยติดยา 10 ผูป้ ่ วยสูงอายไุ มส่ ามารถบอกความปวด 146 97.33 148 98.67 ได้ 11 หลกั การจดั การความปวดคือใหผ้ ูป้ ่ วย อดทนต่อความปวดมากท่ีสุดเท่าที่ 89 59.33 115 76.67 เป็ นไปไดก้ อ่ นท่ีจะใหย้ าแกป้ วดผูป้ ่ วย
72 วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ท่ี 2 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) ก่อนสอนและ หลงั สอนและ พฒั นา พฒั นา ขอ้ ท่ี จานวน รอ้ ยละ (คน) จานวน รอ้ ยละ 140 93.33 (คน) 130 86.67 136 90.67 12 เด็กอายตุ า่ กวา่ 11 ปี ไม่สามารถบอก 144 96.00 ความปวดไดอ้ ยา่ งน่าเชื่อถือ ดงั น้ัน 123 82.00 พยาบาลควรจะเช่ือถือโดยประเมิน 101 67.33 102 68.00 ความปวดจากผูป้ กครองของเด็ก 107 71.33 13 การฉีด normal saline (placebo) ให้ 123 82.00 ผูป้ ่ วยคือการทดสอบ มีประโยชน์เพ่ือ 71 47.33 ตรวจสอบวา่ ผูป้ ่ วยปวดจรงิ หรือไม่ 14 Equianalgesia หมายถึงการ เปรียบเทียบจานวนขนาดของยาท่ีให้ 124 82.67 และบรรเทาปวดเท่ากนั 15 การประเมินความง่วงซึม (Sedation score) ควรปฏิบตั ิเม่ือจดั การความปวด ดว้ ยยากลุ่ม opioid เน่ืองจากภาวะ ง่วง 139 92.67 ซึมเป็ นอาการนาของภาวะ respiratory depression 16 หลกั การประเมินความปวดในผูป้ ่ วย 22 14.67 หลงั ผ่าตดั ขอ้ ใดสาคญั เป็ นอนั ดบั แรก 17 ขอ้ ใดคือแนวคิดท่ีสาคญั ที่สุดในการ บาบดั ความปวดแบบไม่ใชย้ า (non- 8 5.33 pharmacological pain management) 18 ขอ้ ใดคือการบริหารของยาแกป้ วด อนุพนั ธฝ์ ่ิน สาหรบั ผูป้ ่ วยโรคมะเรง็ ที่มี 37 24.67 ความปวดเร้ อื รงั 19 ขอ้ ใดคือการบริหารยาแกป้ วดอนุพนั ธ์ ฝ่ิน สาหรบั ผูป้ ่ วยที่มีความปวดรุนแรง 86 57.33 ช่วงส้นั ๆ อยา่ งฉบั พลนั เชน่ การ บาดเจ็บหรอื ความปวดหลงั ผ่าตดั
วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 73 ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) ก่อนสอนและ หลงั สอนและ พฒั นา พฒั นา ขอ้ ท่ี จานวน รอ้ ยละ (คน) จานวน รอ้ ยละ 109 72.67 (คน) 125 83.33 20 ขอ้ ใดต่อไปน้ ีเป็ นขนาดของมอรฟ์ ี นที่ 125 83.33 เท่ากบั ให้ มอรฟ์ ี น 30 mg ท่ีใหท้ าง 55 36.67 147 98.00 114 76.00 ปาก 96 64.00 21 ควรใหย้ าแกป้ วดในผูป้ ่ วยหลงั การ ผ่าตดั 24 ชวั่ โมงแรกที่มีอาการปวด 16 10.67 อยา่ งไร 22 ขอ้ ใดคือเหตุผลส่วนใหญผ่ ูป้ ่ วยท่ีมี ความปวดจะขอเพ่ิมปริมาณการใชย้ า 79 52.67 แกป้ วดคือขอ้ ใด 23 บุคคลใดที่บอกความรุนแรงของอาการ 139 92.67 ปวดของผูป้ ่ วยไดถ้ ูกตอ้ งที่สุด 24 ขอ้ ใดคือเวลาออกฤทธ์ิสูงสุดสาหรบั 84 56.00 มอรฟ์ ี นใหท้ างหลอดเลือดดา 25 ขอ้ ใดคือเวลาออกฤทธ์ิสูงสุดสาหรบั 92 61.33 มอรฟ์ ี นท่ีใหท้ างปาก 5. เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรูใ้ นการประเมินและการจดั การความปวด ดว้ ยสถิติ pair t-test หลงั การสอนและพฒั นาสูงกว่าก่อนการสอนและพฒั นา อย่างมี นัยสาคญั ที่ .01 (ตารางท่ี 4) ตารางท่ี 4 เปรียบเทียบค่าเฉล่ียคะแนนความรูใ้ นการประเมินและการ จดั การความปวด ก่อนและหลงั การสอนและพฒั นานักศึกษา ความรู้ N Mean SD t p กอ่ นการสอนและพฒั นานักศึกษา 149 14.55 1.76 72.19* .000 หลงั การสอนและพฒั นานักศึกษา 149 20.97 1.95 *p< .001
74 วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) การอภิปรายผล ผลการวิจยั การพฒั นาความรูใ้ นการประเมินและการจดั การความปวดของ นักศึกษาพยาบาลที่ฝึกภาคปฏิบตั ิวชิ าปฏิบตั ิการสรา้ งเสริมสุขภาพ นามาวจิ ารณแ์ ละ อภิปรายตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยที่ว่า เพื่อศึกษาผลของการสอนโดยใช้ RAT Model ต่อการเพ่ิมความรูใ้ นการประเมิน และการจัดการความปวดของนักศึกษา พยาบาลช้นั ปี ที่ 2 ท่ีฝึกภาคปฏิบตั ิวิชาปฏิบตั ิการ สรา้ งเสริมสุขภาพ โดย มอรร์ ีส และ คณะ1 ไดใ้ หค้ าจากดั ความคาว่า R (Recognize) แปลว่าการตระหนัก ซึ่งการตระหนัก ในที่น้ ีหมายถึงการรบั รูค้ วามปวดของผูป้ ่ วย คาวา่ A (Assess) แปลวา่ การประเมิน ใน ท่ีน้ ีหมายถึงการประเมินความปวด และ T (Treat) แปลว่าการรกั ษา ในที่น้ ีหมายถึง การจดั การกบั ความปวดในภาพรวม ซ่ึงในวิจยั คร้งั น้ ีมีการพฒั นานักศึกษาพยาบาล เพ่ือใหน้ ักศึกษาตอ้ งตระหนัก (Recognize) ว่าผูป้ ่ วยรับรูร้ ับทราบว่าตนเองมีความ ปวดหรือไม่จากการถามจากผูป้ ่ วยโดยตรง และ/หรือจากการสงั เกตลกั ษณะท่าทาง ของผูป้ ่ วย เช่น อาการค้ ิวขมวด การเคล่ือนไหวเปลี่ยนแปลง การมีเหงื่อออก การ รอ้ งไห้ การนอนตัวงอ การนอนนิ่งๆ การนอนหลบั ไม่ได้ การนอนราบไม่ได้ ฯลฯ รวมถึงการซกั ถามจากบุคคลอ่ืนที่แวดลอ้ มท่ีรบั รูร้ บั ทราบว่าผูป้ ่ วยมีอาการความปวด ไดแ้ ก่ บุคคลในครอบครวั เพื่อน และทางสุขภาพอ่ืนๆ และเพ่ือใหน้ ักศึกษาสามารถ ประเมนิ ความปวด (Assess) ได้ ซึ่งการประเมินความปวดทางสมาคมการศึกษาเร่ือง ความปวดแห่งประเทศไทย8 ไดใ้ หแ้ นวทางในการประเมินโดยใชเ้ ครื่องมือวดั ระดับ ความปวดในการวดั ความรุนแรงและระดบั ความปวด ใหผ้ ูป้ ่ วยบอกตาแหน่งท่ีปวดวา่ มีกี่ตาแหน่ง ตาแหน่งใดที่ปวดมากท่ีสุด ปวดมากขณะพกั หรือขณะเคลื่อนไหว ซึ่งมี ความปวดมากน้อยแตกต่างกันอย่างไรและระดบั เท่าไร นอกจากน้ ียงั ประเมินว่าความ ปวดส่งผลกระทบต่อผูป้ ่ วยอย่างไรบา้ ง เช่น ผูป้ ่ วยไม่สามารถเคล่ือนไหวตาแหน่งท่ี ปวดได้ และผูป้ ่ วยสามารถทางานไดห้ รือไหม พรอ้ มท้ังประเมินปัจจัยที่เกี่ยวขอ้ งท่ี ส่งผลใหผ้ ูป้ ่ วยมีความปวด ไดแ้ ก่ ปัจจัยกายภาพ ปัจจยั ทางจิตใจและสังคม ความ โกรธ วิตกกงั วล ซึมเศรา้ และความกลัว หรือการขาดการสนับสนุนจากครอบครวั สงั คมและเศรษฐกิจ ส่วนการรกั ษา (Treat) เพื่อใหน้ ักศึกษาสามารถจดั การกบั ความ ปวดในภาพรวมได้ โดยท่ีการรกั ษาดว้ ยยาใหใ้ นผูป้ ่ วยที่มีอาการปวดระดบั ปานกลาง จนถึงรุนแรง ซ่ึงตอ้ งอยู่ภายใตแ้ ผนการรกั ษาของแพทยแ์ ต่นักศึกษาตอ้ งมีความรูเ้ พ่ือ การบริหารยาไดถ้ ูกตอ้ งตามแผนการรกั ษา และเพื่อใหส้ ามารถใหค้ าแนะนาผูป้ ่ วยได้ ส่วนการจดั การที่ไมใ่ ชย้ าใชก้ บั ผูป้ ่ วยท่ีมีความปวดระดบั ปานกลางและเล็กนอ้ ย
วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 75 ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) การวิจยั คร้งั น้ ี หลงั จากท่ีผูว้ ิจยั อธิบายการใช้ RAT model ใหน้ ักศึกษารับรู้ รบั ทราบแลว้ ไดใ้ ชก้ รณีศึกษาในการประกอบการใช้ RAT model นักศึกษาสามารถทา แบบฝึกหดั กรณีศึกษา ท่ีเป็ นการตอบท้งั การตระหนัก การประเมินและการจดั การ ความปวดในกรณีศึกษาไดถ้ ูกตอ้ ง โดย คะแนนแต่ละกรณีศึกษา เต็ม 100 คะแนน นักศึกษาไดค้ ะแนนต้ังแต่ 80 - 90 คะแนน ผลของการใชก้ รณีศึกษาในลกั ษณะน้ ี ยงั ไมพ่ บวรรณกรรมท่ีมกี ารใช้ RAT model ประกอบ แต่พอจะมีผลงานท่ีใชก้ รณีศึกษา พฒั นานักศึกษาแลว้ ประสบผลสาเร็จ ไดแ้ ก่ การศึกษาของ สกลสุภา อภิชจั บุญโชค9 ท่ีไดศ้ ึกษาการพฒั นานักศึกษาใหส้ ามารถประเมินปัญหาการหายใจในทารกวกิ ฤตโดย ใชก้ รณีศึกษา ผลการพฒั นานักศึกษาจากการตรวจใหค้ ะแนนการทากรณีศึกษา ก่อน การพฒั นาและหลงั พฒั นามีคะแนนเท่ากบั 80/85 นอกจากน้ ีการประเมินนักศึกษาด้วยการทาแบบสอบถามความรู้ในการ ประเมินและการจดั การความปวด พบวา่ เม่ือเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรูใ้ นการ ประเมินและการจดั การความปวด ดว้ ยสถิติ pair t-test หลงั การพฒั นาสูงกว่าก่อน การพัฒนา อย่างมีนัยสาคัญท่ี .01 แสดงใหเ้ ห็นว่าการพัฒนาความรูน้ ักศึกษา เก่ียวกับการประเมินและการจัดการความปวดดว้ ยวิธีการ RAT model มีคุณภาพ ส่งเสริมความรูค้ วามสามารถใหน้ ักศึกษาสามารถการประเมินและการจดั การความ ปวดไดอ้ ย่างมีคุณภาพ ซ่ึงเม่ือทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกบั การใช้ RAT model ในการ พัฒนาความรูใ้ นประเมินและการจัดการความปวดในนักศึกษาแลว้ ยังไม่พบผล การศึกษาใดๆ พบในลักษณะท่ีพยาบาลท่ีผ่านการปฏิบัติงานมาแลว้ ทางานและ มีประสบการณ์อยู่ในระบบการประเมินและการจัดการความปวดมาท่ีปฏิบัติงาน ในชุมชน ดังการศึกษาของ การศึกษาของ บุญเตือน วัฒนกุล และคณะ10 ได้ใช้ เคร่ืองมือหรือวิธีการ RAT Model มาประกอบในการศึกษาการประเมินและการ จัดการความปวดในผูป้ ่ วยเบาหวาน โดยสรุปว่า RAT Model ช่วยใหเ้ จา้ หน้าท่ีดา้ น สุขภาพมีกรอบในการซักถามประวตั ิความปวดของผูป้ ่ วย รวมถึงการซักถามปัจจยั ต่างๆ ที่เกี่ยวขอ้ ง อันเป็ นสาเหตุหลักและสาเหตุส่งเสริมของการเกิดความปวด การเลือกใชเ้ คร่ืองมอื ในการประเมินความปวดไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและเหมาะสมกบั ผูป้ ่ วย และสุดทา้ ยคือการจดั การความปวดไดอ้ ย่างถูกหลกั การท้งั การรกั ษาแบบใชย้ า และ ไมใ่ ชย้ า ซึ่งมีการนา RAT Model ไปใชใ้ นการส่งเสริมความรูใ้ นการจัดการความปวด สาหรบั การพยาบาล ซึ่งมีทศั นคติดีต่อการนาไปใช้
76 วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) ดังท่ีอภิปรายไปแลว้ ว่า เคร่ืองมือ RAT Model ท่ีใชป้ ระเมินและจดั การความ ปวด ในนักศึกษาพยาบาลยงั ไม่มีผูน้ ามาพฒั นาใหน้ ักศึกษามีความสามารถในการ ประเมินและจดั การความปวดมากนัก มีบา้ งท่ีนาไปใชใ้ นบริบทของชุมชน ท่ีอภิปราย ขา้ งตน้ และมีผู้นาไปใชใ้ นบริบทของหอ้ งคลอด ได้แก่ กมลทิพย์ ต้ังหลักมัน่ คง และคณะ11 ซึ่งนาเอากรอบแนวคิด RAT Model มาใชใ้ น การประเมินและการจดั การ ความปวดจากการคลอด ทาใหพ้ ยาบาลสามารถจดั การความปวดจากการคลอดได้ อย่างครอบคลุม โดยการตระหนักถึงความปวด การประเมิน การรกั ษาและจัดการ ความปวดใหบ้ รรเทาลง โดยสรุปว่าหากการจดั การความปวดมีข้นั ตอนที่ชดั เจนจะ ช่วยใหพ้ ยาบาลสามารถใหบ้ ริการดา้ นการจดั การความปวดแกผ่ ูค้ ลอดไดด้ ี มแี นวทาง ในการจดั การความปวดไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกบั บริบทของผูค้ ลอด รวมท้งั มีการใชย้ าแกป้ วดไดอ้ ยา่ งสมเหตุสมผลสอดคลอ้ งกบั การพฒั นามาตรฐานการ พยาบาลต่อไป RAT model ถูกนามาใช้ในสถาบันพระบรมราชชนก12 เพื่อให้อาจารย์ พยาบาลมพี ฒั นานักศึกษาในสงั กดั สถาบนั พระบรมราชชนก โดยพฒั นาคู่มอื การสอน หลกั สูตรความสาคญั ในการจดั การความปวดเรื่องการประเมินและการจดั การความ ปวดตามกรอบ RAT model แต่ยงั ใชก้ นั ไมแ่ พรห่ ลาย โดยก่อนหนา้ น้ ี วทิ ยาลยั ในวงั กดั สถาบนั พระบรมราชชนก มีการศึกษาความรู้ ทศั นคติในการประเมิน และการจดั การ ความปวดในนั กศึ กษาในรูปแบบท่ี เรียกว่า The Knowledge Attitude Survey Regarding Pain (KASRP) ซึ่งผูว้ ิจยั ขอเสนอไวเ้ พ่ือใหเ้ ป็ นทางเลือก ไดแ้ ก่ การศึกษา ของ รุจิรตั น์ มณีศรี และคณะ13 โดยศึกษาความรูแ้ ละทศั นคติในการประเมินระดบั ความปวดและการจดั การความปวดของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ช้นั ปี ท่ี 4 วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ กลุ่มตวั อยา่ งจานวน 201 คน ใชแ้ บบสอบถามความรู้ และทัศนคติ ในการจัดการความเจ็บปวด ( The Knowledge Attitude Survey Regarding Pain : KASRP) พบว่านักศึกษา มีความรูแ้ ละทศั นคติในการจดั การความ เจ็บปวด โดยรอ้ ยละที่กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามไดถ้ ูกตอ้ ง โดยเฉลี่ยตอบถูก ร้อยละ 42.90 ร้อยละท่ีตอบถูกต้องอยู่ระหว่าง ร้อยละ 0.5 ถึงร้อยละ 95.5 จากแบบสอบถาม 40 ขอ้ โดยคิดเป็ น 40 คะแนน กลุ่มตวั อยา่ งตอบแบบสอบถามได้ คะแนนอยู่ระหว่าง 10 - 24 คะแนน ค่าคะแนนเฉล่ียเท่ากับ 17.1 คะแนน (SD = 3.01) แสดงว่านักศึกษามีความเขา้ ใจในการประเมินและการจดั การความ ปวด ไมถ่ ูกตอ้ ง ผลการวิจยั สนับสนุนว่านักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ยงั ขาดความรูแ้ ละ
วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 77 ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) มีทัศนคติท่ียังไม่ดีในการจัดการความปวด ซึ่งการวิจัยไม่ใช่การสอนหรือพัฒนา นักศึกษาใหส้ ามารถประเมินและจดั การความปวดเป็ นเพียงการสารวจ การศึกษาที่เป็ นการพฒั นานักศึกษาใหส้ ามารถประเมินและจดั การความปวด ดว้ ยวิธีการ RAT Model ยงั ไม่มีนักวิจยั ใดศึกษาไว้ ซึ่งผูว้ ิจยั ไดอ้ ่านผลการศึกษาการ สารวจเก่ียวกบั ของการจดั การความปวดท่ีมีประสิทธิภาพ โดยที่ไม่มีการสอนและให้ ความรูม้ าก่อน ของนุสรา ประเสริฐศรี และคณะ5 ซ่ึงสารวจในนักศึกษาพยาบาล ศาสตรบณั ฑิต วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ พบวา่ กลุ่มตวั อยา่ ง ตอบการจดั การความปวดถูกรายขอ้ อยู่ระหวา่ ง รอ้ ยละ 2.6 ถึง 90.9 และไดค้ ะแนน ความรูแ้ ละทัศนคติต่อการจัดการความปวดอยู่ระหว่าง 11 - 26 คะแนน จาก ผลการวิจัยว่านักศึกษาพยาบาลยงั มีความรูไ้ ม่เพียงพอในการจดั การความปวด ซ่ึง การศึกษาน้ ีเป็ นที่มาของการคน้ หาวิถีทางมาพฒั นานักศึกษาใหส้ ามารถประเมินและ จดั การความปวด ดว้ ยเครื่องมือหรือวธิ ีการ RAT Model นัน่ เอง ขอ้ เสนอแนะในการนาผลวิจยั ไปใช้ ผลการวิจยั คร้งั น้ ีแสดงใหท้ ราบวา่ การประเมินและการจดั การความปวดดว้ ย วิธีการ RAT Model ส่งผลใหน้ ักศึกษามีความรูใ้ นการประเมินความปวด และมีทกั ษะ การจดั การความปวดไดอ้ ย่างมีคุณภาพ ซึ่งเสนอแนะใหอ้ าจารยท์ ี่จะนิเทศนักศึกษา ภาคปฏิบตั ิสามารถนาวิธีการ RAT Model ไปอธิบายใหน้ ักศึกษาใชเ้ ป็ นเคร่ืองมือและ แนวทางในการประเมินและการจัดการความปวด โดยการเตรียมนักศึกษาก่อนฝึก ปฏิบัติการพยาบาล ซึ่งอาจเป็ นเพียงการอธิบายวิธีการใช้ RAT Model อย่างเดียว หรืออาจใชก้ รณีศึกษาประกอบก็ได้ ท้ังน้ ีเพ่ือส่งเสริมใหน้ ักศึกษามีทัศนคติท่ีดีต่อ ผู้ป่ วยที่มีความปวด รวมท้ังสามารถใหก้ ารพยาบาลผู้ป่ วยท่ีมีความปวดได้อย่าง เหมาะสมต่อไป กิตตกิ รรมประกาศ การวิจยั น้ ีดาเนินการศึกษาภายใตร้ ่มใหญ่ RAT model ท่ีเสนอโดย อาจารย์ อภิรดี เจริญนุกูล เป็ นหวั หน้าโครงการ ซ่ึงผูว้ ิจยั ไดศ้ ึกษาในการฝึกภาคปฏิบตั ิวิชา ปฏิบัติการสรา้ งเสริมสุขภาพ สาหรับนักศึกษาพยาบาลช้นั ปี ที่ 2 และไดร้ บั อนุมตั ิ ไดร้ บั อนุมตั ิจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจยั ในมนุษยข์ องวิทยาลยั พยาบาลบรม ราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ขอขอบพระคุณผูบ้ ริหารวทิ ยาลยั ที่ใหค้ วามสาคญั กบั การ
78 วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ท่ี 2 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) วิจัย ขอบพระคุณคณะกรรมการจริยธรรมท่ีมีประ เด็นให้ปรับและแก้ไขวิจัย ขอบพระคุณผูท้ รงคุณวุฒิท่ีกรุณาวิพากษ์ ความสอดคลอ้ งของเครื่องมือทุกชุดและให้ คาปรึกษา ขอบคุณผูช้ ว่ ยวิจยั และนักศึกษาที่ฝึก เอกสารอา้ งองิ 1. Morriss W, Goucke R, Huggins L, O’Connor M. Essential pain management: EPM UK workshop manual. 2nd ed. Faculty of pain medicine; 2017. p.4-35. 2. ศรีสุดา งามขา นิสา ครุฑจนั ทร์ จุฑารตั น์ สวา่ งชยั บุญเตือน วฒั นกุล ศศิธร ชิดนายี และรุง่ นภา เขียวชะอา่ ความรเู้ ก่ียวกบั การประเมนิ และการจดั การกบั ความปวดของพยาบาลไทย. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ 2561; 36: 81-9. 3. อนงค์ สุทธิพงษ์ อจั ฉรา อว่ มเครือ และปาริฉตั ร อารยะจารุ. การพฒั นา ระบบการจดั การความปวดท่ีมคี วามเฉพาะต่อผูป้ ่ วย โรงพยาบาลราชบุรี. วารสารกองการพยาบาล 2556;40: 85-99. 4. Greco MT, Roberto A, Corli O, Deandrea S, Bandieri E, Cavuto S, et al. Quality of cancer pain management: an update of a systematic review of undertreatment of patients with cancer. J Clin Oncol 2014;32:4149- 56. 5. นุสรา ประเสริฐศรี วิไลลกั ษณ์ ตียาพนั ธ์ อภิรดี เจริญนุกลู และมณีรตั น์ จิรปั ปภา. ความรแู้ ละทศั นคติของนักศึกษาพยาบาลในการจดั การความปวด. วารสารการพยาบาลและการศึกษา 2557;7:109-19. 6. บุญใจ ศรีสถิตนรากุล. ระเบียบวธิ ีการวิจยั ทางพยาบาลศาสตร.์ พิมพค์ ร้งั ท่ี 5. กรุงเทพฯ: หา้ งหุน้ ส่วนจากดั ยแู อนดไ์ อ; 2553. 7. บุญศรี พรหมมาพนั ธุ.์ เทคนิคการแปลผลการวิเคราะหข์ อ้ มูลสาหรบั การ เปรียบเทียบคา่ เฉล่ียในการวจิ ยั . วารสารศึกษาศาสตร์ มสธ 2558;8: 24- 40. 8. สมาคมการศึกษาเรื่องความปวดแหง่ ประเทศไทย. แนวทางพฒั นาการระงบั ปวดเฉียบพลนั หลงั ผ่าตดั . กรุงเทพฯ: บียอนด์ อินเตอรไ์ พรซ์; 2554.
วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 79 ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) 9. สกลสุภา อภิชจั บุญโชค. การพฒั นารูปแบบการจดั การเรียนรแู้ บบ กรณีศึกษาและความสามารถในการประเมนิ สภาพปัญหาการหายใจในหอ ผูป้ ่ วยวิกฤตทารกแรกเกิดของนักศึกษาพยาบาล. วชิรเวชสาร 2558;59: 25-34. 10.บุญเตือน วฒั นกุล และศรีสุดา งามขา. ความปวดจากเสน้ ประสาทถูกทาลาย ในผูป้ ่ วยเบาหวาน. วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ 2560;35:6- 15. 11.กมลทิพย์ ต้งั หลกั มนั่ คง ศรีสุดา งามขา ปล้ ืมจิต โชติกะ และศุภวดี แถวเพีย. การประเมนิ และการจดั การความปวดจากการคลอดดว้ ยกรอบแนวคิด RAT Model. วารสารวทิ ยาลยั พยาบาลพระปกเกลา้ จนั ทบุรี 2559;27:160-9. 12.สถาบนั พระบรมราชชนก. คู่มือการสอนหลกั สตู รความสาคญั ในการจดั การ ความปวดเร่ืองการประเมินและการจดั การความปวดตามกรอบ = Recognize assess treatment model (Rat Model). กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ;์ 2559. 13.รุจิรตั น์ มณีศรี นุสรา ประเสริฐศรี และอรนุช ประดบั ทอง. ความรแู้ ละทศั นคติ ในการจดั การความปวดของนักศึกษาพยาบาลศาสตร.์ วารสารกองการ พยาบาล 2555;39:66-78.
ทนุ ทางสงั คมกบั การพฒั นานโยบายสาธารณะ ประเดน็ การดแู ลผูส้ งู อายุของเขตสุขภาพที่ 9 วรนาถ พรหมศวร ปร.ด.* บทคดั ยอ่ เพ่ือศึกษาการพฒั นานโยบายสาธารณะประเด็นการดูแลผูส้ ูงอายุโดยทุนทาง สงั คมของเขตสุขภาพท่ี 9 โดยใชร้ ูปแบบการวิจยั เชิงชาติพนั ธุว์ รรณนา ดว้ ยวิธีการ สงั เกตอย่างมีส่วนร่วม สมั ภาษณเ์ ชิงลึก และการสนทนากลุ่ม แบ่งการศึกษาเป็ น 3 ระยะ คือ 1) ระยะศึกษาบริบทของพ้ ืนท่ี 2) ระยะศึกษากระบวนการการพัฒนา นโยบายสาธารณะการจดั การของทุนทางสงั คม และ 3) ระยะสงั เคราะห์ ผลการวิจยั พบว่า 1) ความหมายของการพฒั นานโยบายสาธารณะประเด็นการดูแลผูส้ ูงอายุว่า เป็ นการทางานโดยใช้ “หวั ใจเดียวกนั ” 2) กระบวนการการพฒั นานโยบายสาธารณะ ใชห้ ลกั “สรา้ ง” และ 3) ปัจจยั เงื่อนไขที่ส่งผลต่อการพฒั นานโยบายสาธารณะใน การดูแลผูส้ ูงอายุ ไดแ้ ก่ “ใจประสานใจ แลกเปล่ียน เรียนรู้ สนุก ทาจริงและไป ขา้ งหนา้ ”นโยบายสาธารณะเขม้ แข็งดว้ ยทุนทางสงั คม เป็ นการนาแนวคิดการพฒั นา ท่ีมีคนเป็ นศูนยก์ ลาง โดยเช่ือว่าคนในชุมชนมีศักยภาพสามารถพัฒนาตนเองและ ชุมชนของตนได้ เพราะในแต่ละชุมชนมิไดม้ ีลกั ษณะว่างเปล่าทางความรูแ้ ต่ในทาง ตรงกนั ขา้ มทุกชุมชนมีองคค์ วามรูแ้ ละมีภูมิปัญญาท่ีสามารถนามาใชใ้ นการพฒั นา ตนเองได้ คาสาคญั : ทุนทางสงั คม, นโยบายสาธารณะ, การดูแลผูส้ งู อายุ * วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์
วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ท่ี 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) 81 Social capital and public policy development, elderly care issues in health service provider zone 9 Woranart Promsuan Ph.D.* Abstract The purpose of the study was to study the development of public policy, the issue of elderly care by social capital in health service provider zone 9. The study was ethnographic study with in-depth interview and group discussion from social capital. Three phases of the study were carried out including; 1) community context, 2) strengthening of system dev and social capital, and 3) synthesis of data. Findings showed three parts. The first one was the meaning of the development of public policy was the issue of elderly care as working by \"The same mind\". The second one was the process of public policy development uses principles \"create\". The last one was condition that affected the development of public policy in caring for the elderly included \"heart by heart, exchange, learn, have fun, and doing real and go forward. The Strong public policy with social capital was an award- winning development that is centered. By believing that people in the community has the potential to develop themselves and their communities.Because of each community, the nature in every community has knowledge and wisdom can be used for self-development. Keywords: social capital, public policy, caring for the elderly * Boromarajonani College of Nursing Surin, Surin Province
วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 82 ปี ท่ี 2 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) ที่และความสาคญั ของปัญหา ในอีกประมาณ 4 ปี ขา้ งหน้า ประเทศไทยกาลงั จะกา้ วสู่สงั คมผูส้ ูงอายุอย่าง สมบรู ณ์ ส่งผลใหป้ ระเทศไทยจะมปี ระชากรผูส้ งู อายุมากถึง 20 ลา้ นคน1 และท่ีสาคญั คือ กลุ่มประชากรสูงอายุวยั ปลาย (อายุ 80 ปี ข้ ึนไป) จะเพ่ิมข้ ึนอย่างมากจาก 1.5 ลา้ นคน ในปี 2560 เป็ น 3.5 ลา้ นคน ใน 20 ปี ขา้ งหนา้ 2 ส่งผลใหเ้ กิดภาวะพึ่งพิงใน การปฏิบัติกิจวัตรประจาวัน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต เกิดปัญหาและความ ตอ้ งการการดแู ลชว่ ยเหลือท้งั ดา้ นสุขภาพ เศรษฐกิจ สงั คมและส่ิงแวดลอ้ มท่ีมากข้ นึ จากผลกระทบท้ังทางดา้ นเศรษฐกิจ สงั คม และสุขภาพของประชาชนดังท่ี กลา่ วมาขา้ งตน้ รฐั บาลมีความตระหนักถึงประเด็นดงั กล่าวจึงไดแ้ ถลงนโยบายท่ีจะลด ความเหล่ือมล้าของสังคมและการสรา้ งโอกาสการเขา้ ถึงถึงบริการของรัฐ โดยมี ประเด็นย่อยในการเตรียมความพรอ้ มเขา้ สู่สงั คมผูส้ ูงอายุเพ่ือส่งเสริมคุณภาพชีวิต และการมีเงินหรือกิจกรรมท่ีเหมาะสมเพื่อสรา้ งสรรค์และไม่ก่อภาระต่อสังคมใน อนาคต กระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ ท่ีเก่ียวขอ้ งไดม้ ีการถ่ายทอดนโยบายดังกล่าว ไปสู่การดาเนินงานท่ีเก่ียวขอ้ ง เช่น การควบคุมกากบั มาตรฐานกิจการที่เก่ียวขอ้ งกบั การดูแลสุขภาพระยะยาวของผูส้ ูงอายุ รวมท้งั ส่งเสริมพฒั นาใหป้ ระชาชนมีความรู้ มี ความพรอ้ มในการดูแลสุขภาพตนเองทุกช่วงวัย การจัดทาระบบสิทธิประโยชน์ สาหรับการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาวเชิงบูรณาการ ดว้ ยการลงทุนภาครัฐในดา้ น โครงสรา้ งของระบบบริการสุขภาพ เช่น การมีโรงพยาบาลผูส้ ูงอายุ สถานพยาบาล ผู้สูงอายุในเขตเทศบาล ศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุชุมชน ที่มีความพร้อมด้าน ระบบปฏิบตั ิการและบุคลากรบริการ รวมท้งั เทคโนโลยีเพื่อการดูแลและฐานขอ้ มูล สุขภาพผูส้ ูงอายุ เป็ นตน้ การพฒั นาระบบการดูแลผูส้ ูงอายุและนโยบายที่เก่ียวขอ้ งจึง เป็ นส่ิงท่ีมีความสาคญั และตอ้ งการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพื่อผลกั ดนั ให้ เกิดการดาเนินงานอยา่ งมปี ระสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสามารถนามาประยุกตใ์ ช้ ไดก้ บั พ้ ืนที่ ดงั น้ันจึงมคี วามจาเป็ นตอ้ ง พฒั นานโยบาย กลไก และการจดั การในพ้ ืนท่ี โดยการเสริมกลไกประสานงานในชุมชนทอ้ งถ่ินระดับพ้ ืนท่ีและสรา้ งมาตรฐานงาน สรา้ งคู่มือการดาเนินงาน และตวั ช้ ีวดั การทางาน ในขบั เคลื่อนนโยบายสาธารณะที่ เกี่ยวขอ้ งกบั การดูแลผูส้ ูงอายุในชุมชน ซ่ึงจะส่งผลต่อภาพรวมของการใหบ้ ริการดา้ น สุขภาพในเขตสุขภาพที่ 9 นครชัยบุรินทร์ ซึ่งประกอบไปดว้ ยจังหวดั นครราชสีมา จงั หวดั ชยั ภมู ิ จงั หวดั บุรีรมั ย์ และจงั หวดั สุรินทร์
วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ท่ี 2 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) 83 การพฒั นานโยบายสาธารณะประเด็นการดูแลผูส้ ูงอายุมีความสาคญั อยา่ งยิง่ ต่อระบบบริการสุขภาพและนโยบายสาธารณสุข เนื่องจากนโยบายสาธารณะมี ความสมั พนั ธอ์ ยา่ งใกลช้ ิดกบั การเมือง เพราะฝ่ ายการเมืองทาหนา้ ท่ีกาหนดนโยบาย ขา้ ราชการประจาทาหน้าท่ีนานโยบายไปปฏิบตั ิใหป้ ระสบผลสาเร็จ กระทงั่ เกิดการ เคล่ือนไหวมีความชดั เจนและเริ่มเป็ นกระบวนการท่ีต่อเนื่องในสงั คมมากข้ ึน สาหรบั ประเทศไทยไดม้ ีการจดั ต้งั คณะกรรมการผูส้ ูงอายุแห่งชาติข้ ึน โดยมติคณะรฐั มนตรี 9 กุมภาพนั ธ์ 2525 และกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขในฐานะเป็ นหน่วยงาน หลกั ในคณะอนุกรรมการศึกษาวิจยั และวางแผนของคณะกรรมการผูส้ ูงอายุแห่งชาติ ไดน้ า เสนอร่างแผนระยะยาวสา หรบั ผูส้ ูงอายุแห่งชาติ (แผนระยะยาว 20 ปี ) พ.ศ. 2525 - 2544 ต่อคณะกรรมการผูส้ ูงอายุแห่งชาติ และไดร้ บั การอนุมตั ิในหลกั การ เม่ือวนั ท่ี 23 มกราคม 2527 ในปี 2535 สภาผูส้ ูงอายุแห่งประเทศไทยได้มีหนังสือ รอ้ งขอใหร้ ฐั บาลขณะน้ันมีนโยบายเกี่ยวกบั สวสั ดิการผูส้ ูงอายุ รฐั บาลนายอานันท์ ปัน ยารชุนจึงไดม้ ีการแต่งต้งั คณะทางานเฉพาะกิจ เพื่อพิจารณานโยบายและมาตรการ หลกั เพ่ือช่วยเหลือผู้สูงอายุ และคณะรฐั มนตรีไดม้ ีมติเห็นชอบ “สาระสาคัญของ นโยบายและมาตรการสาหรบั ผู้สูงอายุระยะยาว พ.ศ.2535-2554 เม่ือ 3 มีนาคม 2535 ซ่ึงไดใ้ ชเ้ ป็ นแนวทางปฏิบตั ิอยู่จนปัจจุบนั แผนพฒั นาผูส้ ูงอายุระยะยาวน้ัน มี สาระสาคญั ที่เนน้ การพฒั นาผูส้ ูงอายุ 5 ดา้ นหลกั คือสุขภาพอนามยั การศึกษา ความ มนั่ คงของรายได้ สงั คมและวฒั นธรรม และสวสั ดิการสงั คมซึ่งสาระสาคญั 5 ดา้ น ดังกล่าว รัฐบาลคาดว่ามีความครอบคลุมปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุ พอสมควร สาระสาคญั แต่ละดา้ น ไดแ้ ก่ 1. ดา้ นสุขภาพอนามยั 2. ดา้ นการศึกษา 3. ด้านความมัน่ คงของรายได้และการทางาน 4. ด้านสังคมและวัฒนธรรม 5. ดา้ นสวสั ดิการสงั คม การพฒั นาผูส้ งู อายุใหเ้ ป็ นคนท่ีมีคุณภาพมีคุณค่า สามารถปรบั ตวั เท่าทนั การ เปล่ียนแปลง โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้ มีการนาความรู้ และประสบการณ์ของ ผูส้ ูงอายุท่ีเป็ นคลงั สมองของชาติมาใช้ ประโยชน์แก่สงั คมและประเทศชาติ ตลอดจน การเตรียมความพรอ้ มของประชากร ทุกช่วงวยั ทุกกลุ่มเป้าหมายใหม้ ีความสามารถ เตรียมตวั สู่สงั คมสูงอายุไดอ้ ยา่ งเหมาะสม สอดคลอ้ งกบั แผนยุทธศาสตรส์ ุขภาพของ เขตสุขภาพที่ 9 (พ.ศ. 2561 - 2564) นครชยั บุรินทรท์ ่ีใหค้ วามสาคญั กบั การปฏิรูป ดา้ นสุขภาพ เพ่ือใหป้ ระชาชนมีสุขภาพแขง็ แรง เร่งรดั พฒั นาระบบการส่งเสริมสุขภาพ แก่ทุกกลุ่มวัย โดยเน้นการสรา้ งคนใหเ้ ป็ นผู้สูงอายุท่ีมีคุณภาพ รวมท้ังเน้นการ
วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 84 ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) พฒั นาการสาธารณสุขรองรบั การดแู ลผูส้ ูงอายุ ผูป้ ่ วยเร้ ือรงั การดแู ลผูด้ อ้ ยโอกาสทาง สงั คม และการลดความเหล่ือมล้า การพฒั นารูปแบบระบบบริการสุขภาพผูส้ ูงอายุ ระยะยาวในหน่วยบริการและในชุมชนท่ีมีความเช่ือมโยงและต่อเน่ืองถึงบา้ นภายใต้ การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายดา้ นสุขภาพในการจัดบริการสุขภาพแก่ผู้สูงอายุ พรอ้ มท้งั สนับสนุนการพฒั นาระบบหลกั ประกนั สุขภาพท่ีเป็ นมาตรฐาน โดยบูรณาการ กองทุนสุขภาพเพื่อลดความเหล่ือมล้าในการเขา้ ถึงบริการของประชาชน สนับสนุนให้ มีการนาความรู้ และประสบการณ์ของทีมสุขภาพในพ้ ืนท่ีมาใชป้ ระโยชน์แก่ชุมชน ควบคู่กบั การสรา้ งระบบและกลไกทางสงั คมท่ีเก้ ือหนุนใหค้ นในสงั คมดารงอยูไ่ ดอ้ ย่าง มนั่ คง มีความสุข และมี คุณภาพชีวิตที่ดีไมเ่ กิดการเจ็บป่ วยดว้ ยโรคเร้ ือรงั ลดจานวน ผู้ป่ วยท่ีตอ้ งดูแลแบบประคับประคองระยะยาวในชุมชน3 พรอ้ มหนุนเสริมระบบ หลกั ประกนั สุขภาพเพ่ือการจดั สวสั ดิการสุขภาพของตนเองของชุมชน พรอ้ มท้งั ระบบ หลกั ประกนั สุขภาพท่ีรองรบั สังคมผูส้ ูงอายุ ใหม้ ีศูนยอ์ ภิบาลสุขภาพในระดบั จงั หวดั ทุกจงั หวดั การพฒั นาคลินิกผูส้ ูงอายุในโรงพยาบาล โรงเรียนผูส้ ูงอายุสุขภาพดีในทุก ตาบล ชมรมผูส้ ูงอายุเขม้ แข็งในทุกหมู่บา้ น การสรา้ งโอกาสแก่ผูส้ ูงอายุในการร่วม ทางานในสถานบริการสุขภาพอยา่ งเหมาะสม เมื่อเปรียบเทียบกับงานวิจัยท่ีศึกษาการขบั เคล่ือนนโยบายท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั ผูส้ ูงอายุจะพบว่า มีหน่วยงานเกี่ยวกบั ผูส้ ูงอายุจานวนมากที่ไดจ้ ดั ทาแผนยุทธศาสตร์ และมาตรการต่างๆ เพื่อพฒั นาการเตรียมความพรอ้ มสู่วยั ผูส้ ูงอายุหลากหลาย แต่ ขาดการบรู ณาการการขบั เคล่ือนยุทธศาสตร์ ขอ้ เสนอแนะและมาตรการต่างๆ ที่เป็ น เอกภาพ ขาดมุมมองและการมีส่วนร่วมจากชุมชน สอดคล้องกับการทบทวน วรรณกรรมและงานวิจยั ท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั นโยบายผูส้ ูงอายุส่วน ไมพ่ บองคค์ วามรเู้ กี่ยวกบั การนาทุนทางสงั คมมาใชใ้ นการพฒั นานโยบายสาธารณะและขบั เคล่ือนประเด็นการ ดูแลผู้สูงอายุที่ตรงและเหมาะสมกับบริบททางสังคมเพื่อการพึ่งตนเองได้ จึงเกิด ช่องว่างของความรูเ้ รื่องของความเขา้ ใจการใชท้ ุนทางสังคมเพ่ือการพฒั นานโยบาย สาธารณะประเด็นการดูแลผูส้ ูงอายุ และใหท้ ุนทางสงั คมเป็ นผูใ้ ชศ้ กั ยภาพที่มีอยู่ใน การช้ ีนาสังคมได้ โดยการเข้าไปการเรียนรู้การรับรู้และการตี ความของการ ปฏิสมั พนั ธ์ หรือสญั ลกั ษณท์ ่ีสรา้ งข้ ึน ผ่านการใหค้ วามหมายและคุณค่าโดยคนท่ีอยู่ ในบริบททางสงั คมวฒั นธรรมเดียวกนั ใหช้ ุมชนร่วมวิพากษ์ทุนทางสงั คมวา่ เป็ นกลุ่ม ที่มีสาคญั กลุ่มหน่ึงท่ีมีศกั ยภาพและมีส่วนในการผลกั ดนั นโยบายสาธารณะในชุมชน หรือไม่ ชุมชนเรียกว่าทุนทางสงั คมเหล่าน้ ีว่าอะไร เมื่อนาความหมายของชุมชนมา
วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) 85 วิพากษ์กบั ทฤษฎีหรือวาทกรรมท่ีมีอยู่เดิมเพื่อใหเ้ ห็นความแตกต่างของวาทกรรม ลักษณะการจัดการ สาเหตุสาคัญที่ทาใหเ้ กิดการจัดการ รวมถึงเป้าหมายและตัว ปัจจยั การวิเคราะห์ สงั เคราะหเ์ ชิงเปรียบเทียบ ตลอดจนเง่ือนไขที่ทาใหเ้ กิดการใช้ ศกั ยภาพของทุนทางสงั คมของชุมชนในการขบั เคลื่อนนโยบายสาธารณะประเด็นการ ดูแลผูส้ ูงอายุของเขตสุขภาพที่ 9 และเป็ นขอ้ เสนอที่สาคญั สาหรบั ผูท้ ่ีเก่ียวขอ้ งในการ ที่จะทางานเพื่อขบั เคลื่อนนโยบายสาหรบั การดแู ลผูส้ ูงอายุในชุมชนต่อไป วตั ถุประสงค์ วตั ถุประสงคข์ องการศึกษา เพื่อศึกษาการพฒั นานโยบายสาธารณะประเด็น การดูแลผูส้ ูงอายุโดยทุนทางสงั คมของเขตสุขภาพท่ี 9 ที่ดาเนินการโดยชุมชนทอ้ งถิ่น ตามบริบททางสังคมวัฒนธรรมของพ้ ืนท่ี ในมิติ 1) ความหมายของ การพัฒนา นโยบายสาธารณะประเด็นการดูแลผูส้ ูงอายุ 2) กระบวนการการพัฒนานโยบาย สาธารณะของทุนทางสังคมของชุมชนในการดูแลผูส้ ูงอายุ และ 3) ปัจจยั เงื่อนไขท่ี สง่ ผลต่อการพฒั นานโยบายสาธารณะประเด็นการดูแลผูส้ ูงอายุ วิธกี ารศึกษา การศึกษาคร้งั น้ ีเป็ นการวิจยั เชิงชาติพนั ธุ์วรรณนา7 เพ่ือสะทอ้ นใหเ้ ห็นการ พฒั นานโยบายสาธารณะประเด็นการดูแลผูส้ ูงอายุโดยทุนทางสงั คมท่ีดาเนินการโดย ชุมชน ซ่ึงผูว้ ิจัยมีความเช่ือว่าการท่ีผู้วิจัยเขา้ ไปศึกษาและมีโอกาสทางานร่วมกัน ภายใตบ้ ริบทของชุมชนที่ทาการศึกษา จะชว่ ยขยายภาพของตวั อยา่ งท่ีชดั เจนของการ พฒั นานโยบายสาธารณะประเด็นการดูแลผูส้ ูงอายุตามบริบททางสงั คมวฒั นธรรมใน พ้ ืนที่ โดยมีวิธีการศึกษา ดงั น้ ี สถานที่ทาการวิจยั ผูว้ ิจยั เลือกพ้ ืนท่ีในการศึกษากับจังหวดั ในเขตสุขภาพ ท่ี 9 นครชยั บุรินทร์ ซ่ึงประกอบไปดว้ ยจงั หวดั นครราชสีมา จงั หวดั ชยั ภูมิ จงั หวดั บุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์ ซ่ึงผู้วิจัยมองว่าเป็ นพ้ ืนท่ีที่ มีการขับเคลื่อนนโยบาย มีความเขม้ แข็งขององคก์ รในพ้ ืนท่ี มีวิธีการดูแลผูส้ ูงอายุเกิดข้ ึนอย่างเป็ นรูปธรรม มีการเดินทางสะดวก ซึ่งจะทาใหผ้ ูศ้ ึกษาสามารถดาเนินการวิจยั เพื่อสะทอ้ นการภาพ ของการขบั เคลื่อน พฒั นานโยบายสาธารณะประเด็นการดูแลผูส้ ูงอายุของแต่ละพ้ ืนที่ ออกมาไดอ้ ยา่ งชดั เจน
วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 86 ปี ท่ี 2 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) ผูใ้ หข้ อ้ มูลและการเขา้ ถึงขอ้ มูล โดยทาการเก็บรวบรวมขอ้ มูลดว้ ยวิธีการ สังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant observation) และสงั เกตในระหว่างการทางาน (Participant as observer) ใชว้ ิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In–depth interview) การ สนทนากลุม่ (Focus group discussion) ตลอดจนการบนั ทึกภาคสนาม (Field note) เก็บรวบรวมขอ้ มูลจากตวั แทนของแต่ละจงั หวดั ท่ีไดเ้ ขา้ ร่วมขบั เคล่ือนนโยบายสุขภาพ นครราชสีมา 1) บุคลากรทีมสุขภาพ 1 คน 2) ผู้นาชุมชน/ กรรมการชุมชน/ ตวั แทนสมชั ชาสุขภาพ 1 คน 3) ตวั แทนผูส้ ูงอายุ 2 คน 4) บุคลากรสายการศึกษา 2 คน จงั หวดั ชยั ภูมิ 1) บุคลากรทีมสุขภาพ 2 คน 2) ผูน้ าชุมชน/ กรรมการชุมชน/ ตวั แทนสมชั ชาสุขภาพ 4 คน 3) ตวั แทนผูส้ ูงอายุ 2 คน 4) สื่อมวลชน 1 คน จงั หวดั บุรีรมั ย์ 1) บุคลากรทีมสุขภาพ 2 คน 2) ผูน้ าชุมชน/ กรรมการชุมชน/ ตัวแทน สมชั ชาสุขภาพ 1 คน 3) ตวั แทนผูส้ ูงอายุ 2 คน 4) บุคลากรสายการศึกษา 1 คน และจงั หวดั สุรินทร์ 1) บุคลากรทีมสุขภาพ 1 คน 2) ผูน้ าชุมชน/ กรรมการชุมชน/ ตวั แทนสมชั ชาสุขภาพ 3 คน รวมท้งั ส้ ิน 25 คน คุณสมบัติของนักวิจัยภาคสนาม ในฐานะเครื่องมือสาคัญในการวิจัย ในงานวิจยั เชิงคุณภาพ ผูว้ ิจยั เป็ นเครื่องมือท่ีมผี ลต่อคุณภาพงานวิจยั เน่ืองจากวธิ ีการ ศึกษา เชิงคุณภาพใชว้ ิธีเชิงอุปมานท่ีตอ้ งใชค้ วามสามารถในการจัดระบบความคิด ความสามารถในการ เขา้ ถึงขอ้ มูลดว้ ยวิธีการต่างๆ การวิเคราะห์ ตีความ ตลอดจน การสรา้ งแนวคิดจากขอ้ มลู ซ่ึงลว้ นแต่ ข้ นึ อยกู่ บั ตวั ผูว้ จิ ยั เท่าน้ัน ผูว้ จิ ยั ตระหนักและให้ ความสาคญั จึงมีการเตรียมตวั ดงั น้ ี การเตรียมตวั ดา้ นความรูเ้ ชิงปรชั ญาและวิทยาการวิจยั เชิงคุณภาพโดยศึกษา ในหลกั สูตรท้ังท่ีเป็ นความรูเ้ ชิงปรชั ญาเพื่อทาความเขา้ ใจลกั ษณะความรูค้ วามจริง ตามมุมมองทาง ปรชั ญาท่ีแตกต่างกนั ความสมั พนั ธร์ ะหว่างผูแ้ สวงหาความรูค้ วาม จริงกับส่ิงที่ถูกวิจัยหรือผูถ้ ูกวิจัย และวิธีการแสวงหาความรูค้ วามจริง ท้ังความรู้ ดา้ นวิทยาการวจิ ยั เชิงคุณภาพ และวธิ ีการวจิ ยั เชิงชาติพนั ธุว์ รรณนา การเตรียมตัวดา้ นทักษะการวิจยั เชิงคุณภาพ โดยการฝึกประสบการณ์การ วิจัยเชิง ไดแ้ ก่ โครงการพฒั นาระบบสุขภาพชุมชนโดยชุมชนเพ่ือชุมชน โครงการ พัฒนาตาบลสุขภาวะในพ้ ืนที่ต่างๆ การจัดประชุมการพฒั นาทักษะการวิจัยชุมชน (RECAP) และพฒั นาระบบฐานขอ้ มูลตาบล (TCNAP) ส่งผลใหไ้ ดม้ ีประสบการณ์ใน การทาวิจัยชุมชนและ ฝึกทักษะการวิจัยเชิงคุณภาพ ไดแ้ ก่ วิธีการเก็บขอ้ มูลเชิง คุณภาพหลายวิธีเช่น การสงั เกตอย่างมี ส่วนร่วม การสมั ภาษณเ์ ชิงลึก การสนทนา
วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) 87 กลุ่ม การวิเคราะห์ขอ้ มูลในหลายลกั ษณะ ไดแ้ ก่ การวิเคราะห์โดยใชเ้ สน้ ทางเวลา (Time Line) การวิเคราะห์จาแนกประเภทข้อมูล (Typological analysis) การ วิเคราะห์เชิงเน้ ือหา (Content analysis) การสรุปความคิดระบบขอ้ มูล (Concept Mapping) การเตรียมตวั ดา้ นเน้ ือหางานวิจยั โดยผูว้ ิจยั ไดศ้ ึกษาทบทวนวรรณกรรมงาน ที่เก่ียวขอ้ งในการศึกษาวจิ ยั ในคร้งั น้ ีไดแ้ ก่ แนวคิดและองคค์ วามรูเ้ ก่ียวกบั การพฒั นา นโยบายสาธารณะประเด็นการดูแลผู้สูงอายุโดยทุนทางสังคมนโยบายเกี่ยวกับ ผูส้ ูงอายุ ในงานวิจัยท่ีเกี่ยวขอ้ งกับการพัฒนานโยบายสาธารณะประเด็นการดูแล ผูส้ ูงอายุ การเสริมความเขม้ แข็งของทุนทางสงั คมของชุมชนในการดูแลผูส้ ูงอายุท้งั ใน ประเทศและต่างประเทศ ศึกษาแนวคิดของระบบสุขภาพชุมชน รวมถึงการศึกษา ปรากฏการณ์การสรา้ งเสริมความเขม้ แข็งของระบบการพัฒนา การเสริมความ เขม้ แข็งของทุนทางสงั คมของชุมชนในการดูแลผูส้ ูงอายุท่ีเกิดข้ ึน ในพ้ ืนท่ีต่างๆ การเก็บรวบรวมขอ้ มูล วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In–depth interview) การสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) ดาเนินการจนกระทงั่ ขอ้ มูลถึงจุดอ่ิมตวั หรือไม่ (Data Saturation) ระยะเวลาในการศึกษาขอ้ มลู ระหว่างเดือนมิถุนายน 2560 ถึงเดือนสิงหาคม 2561 รวม 14 เดือน โดยมีระยะเวลาการศึกษาขอ้ มลู เป็ น 3 ระยะ คือ 1) ระยะศึกษาบริบท ของพ้ ืนที่ 2) ระยะศึกษากระบวนการการพฒั นานโยบายสาธารณะการจดั การของทุน ทางสงั คม และ 3) ระยะสงั เคราะห์ ขอ้ เสนอปัจจยั เง่ือนไขท่ีส่งผลใหเ้ กิดความเขม้ แข็ง ของระบบการสรา้ งเสริมความเขม้ แข็งของระบบการพฒั นา การเสริมความเขม้ แข็ง ของทุนทางสังคมของชุมชนในการ พัฒนานโยบายสาธารณะประเด็นการดูแล ผูส้ ูงอายุ การวิเคราะหข์ อ้ มูล ผูว้ ิจยั นาขอ้ มูลมาจดั ระเบียบเน้ ือหาของขอ้ มูล8 (Data organizing) และดาเนินการวิเคราะห์ขอ้ มูลภาคสนาม (Field note) การวิเคราะห์ จาแนกประเภท ขอ้ มูล (Typological analysis) การวิเคราะห์เชิงเน้ ือหา (Content analysis) การวิเคราะห์ตามช่วงเวลา (Timeline analysis) เพ่ือหาโครงสรา้ ง หา ความหมายขอ้ มูลและทาการเช่ือมโยงความสมั พนั ธ์ของขอ้ มูลที่ไดร้ วบรวมมา สรา้ ง ข้อสรุปจากข้อมูลชุดต่างๆ เป็ นวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลท่ีเป็ นการสรุปหรือย่อ สาระสาคญั เกี่ยวกบั ประเด็นต่างๆ ท่ีเราศึกษาเพ่ือใหเ้ ห็นความสัมพนั ธ์ของขอ้ มูลท่ี เก่ียวข้องกัน ซ่ึงผู้วิจัยได้ทาการเปรียบเทียบข้อมูล ในเร่ืองเดียวกันท่ีมาจาก
วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 88 ปี ท่ี 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) แหลง่ ขอ้ มลู หรือผูใ้ หข้ อ้ มลู ท่ีแตกต่างกนั ใชว้ ิธีการยนื ยนั ผลตรวจสอบ ผลของการวิจยั โดยมีกระบวนการตรวจสอบหลากหลายวิธี ไดแ้ ก่ การตรวจสอบผลการวิจัยกับ วตั ถุประสงค์ และคาถามการวิจัย การใชว้ ิธีการตรวจสอบขอ้ มูลแบบสามเสา้ การ ตรวจสอบขอ้ มูลที่ไดจ้ าก การวิเคราะห์กบั ขอ้ มูลดิบท่ีไดจ้ ากการเก็บรวบรวมขอ้ มูล การใชว้ ิธีการเขียนบันทึกเหตุการณ์ นาผลท่ีไดจ้ ากการวิเคราะห์ก่อนนาไปสู่การ สรุปผลการศึกษา จรยิ ธรรมการวิจยั ผูว้ ิจยั ไดค้ านึงถึงหลกั จริยธรรม ในการศึกษาคร้งั น้ ี ผูว้ ิจยั ไดผ้ ่านการอบรมหลกั สูตร จริยธรรมงานวิจยั ในมนุษย์ เบ้ ืองตน้ จากคณะกรรมการ จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อวันท่ี 2 4 เมษายน 2561 และผูว้ ิจัยไดเ้ สนอโครงการวิจยั เพ่ือขอรบั การพิจารณาจริยธรรม การวจิ ยั ในมนุษยต์ ่อ คณะกรรมการจริยธรรมการวจิ ยั ในมนุษยว์ ทิ ยาลยั พยาบาลบรม ราชชนนี สุรินทร์ โดยไดร้ บั การรบั รองตามหนังสือรบั รอง EC 04-01-61 ลงวนั ท่ี 6 มกราคม 2561 ก่อนที่จะทาการเก็บรวบรวมขอ้ มูล ผูว้ ิจยั ทาการปกป้องผูใ้ หข้ อ้ มูล โดยไม่เปิ ดเผยชื่อ และยึดหลกั การตดั สินใจของผูใ้ หข้ อ้ มูลสามารถออกจากการวิจยั เมื่อใดก็ไดโ้ ดยจะไมม่ ีผลต่อการดาเนินชีวิตและสิทธิประโยชน์ท่ีจะไดร้ บั จากชุมชน ผลการศึกษา การพฒั นานโยบายสาธารณะประเด็นการดูแลผูส้ ูงอายุโดยทุนทางสงั คมของ เขตสุขภาพท่ี 9 ในมิติ 1) ความหมายของการพฒั นานโยบายสาธารณะประเด็นการ ดูแลผูส้ ูงอายุ วา่ เป็ นการทางานโดยใช้ “หวั ใจเดียวกนั ” 2) กระบวนการการพฒั นา นโยบายสาธารณะใชห้ ลกั “สรา้ ง” และ 3) ปัจจัย เงื่อนไขท่ีส่งผลต่อการพัฒนา นโยบายสาธารณะในการดแู ลผูส้ ูงอายุ ไดแ้ ก่ “ใจประสานใจ แลกเปล่ียน เรียนรู้ สนุก ทาจริงและไปขา้ งหนา้ ” ซึ่งผลการศึกษาสามารถจาแนกตามมติ ิต่างๆ ไดด้ งั น้ ี 1. ความหมายของการพัฒนานโยบายสาธารณะประเด็นการดูแลผูส้ ูงอายุ เกิดจากการทางานร่วมกนั ของแกนนาและคนในพ้ ืนที่ผ่านประสบการณก์ ารทางาน ร่วมกนั ร่วมรบั รู้ ช่วยแกไ้ ขปัญหาของพ้ ืนที่ ยอมรบั และใหค้ วามนับถือซ่ึงกนั และกนั เรียกว่า “หวั ใจเดียวกนั ” ซึ่งก่อนที่จะทางานแบบไดใ้ จคนในสงั คม น้ันจะตอ้ งเขา้ ใจ มองเห็นปัญหาเหมอื นกนั ก่อน ตอ้ งชนะใจจึงจะไดใ้ จเขา ดงั ตวั อยา่ งของขอ้ มลู ต่อไปน้ ี
วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ท่ี 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) 89 “กระบวนการนโยบายสาธารณะตอ้ งมีการขบั เคล่ ือนดว้ ยปัญหา ขอ้ เท็จจริง และขอ้ มูลการศึกษาปัญหาเชิงวิชาการ เพ่ ือนามาประกอบการตดั สินใจ เม่ ือไดป้ ระเดน็ ปัญหาท่ ีตอ้ งการขบั เคล่ ือน คณะทางานแกนนา ผูม้ ีส่วนไดเ้ สีย ตอ้ งมี ส่วนรว่ มในการออกแบบเคร่ อื งมือในการเก็บรวบรวมขอ้ มูลสุขภาวะท่ ีเก่ ียวขอ้ งกับ ประเด็นปัญหานโยบาย นามาจดั ทาแผนท่ ี (Mapping) ใหเ้ ห็นภาพรวมและความ เช่ ือมโยงของปัญหาในพ้ืนท่ ี” นักวิชาการ, กรกฎาคม 2560 2. กระบวนการการพฒั นานโยบายสาธารณะ เกิดจากกระบวนการในการจดั การ ของชุมชน พ้ ืนท่ีท่ีมีการเรียนรู้ร่วมกัน มีกิจกรรมเพิ่มคุณค่าทุนทางสังคมและ เศรษฐกิจของคนในชุมชน ภายใต้ระบบความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชน เป็ น เครือข่ายชุมชน กระทัง่ สามารถนาเสนอและผลักดันใหเ้ กิดนโยบายสาธารณะใน ลกั ษณะสรา้ งความสมั พนั ธ์ ดงั น้ันทุกชุมชนจึงตอ้ งร่วมมือกนั ร่วมใจกนั สรา้ งพลงั ให้ เกิดข้ ึนภายในชุมชน และใชพ้ ลงั มีอยูช่ ุมชนกลบั มาใชใ้ นการพฒั นาชุมชน ส่งเสริมให้ ใชแ้ ผนชุมชนเป็ นเครื่องมือเสริมสรา้ งขีดความสามารถของชุมชนในการแกไ้ ขปัญหา ของชุมชนดว้ ยตนเอง บนพ้ ืนฐานของขอ้ มลู การคิดการตดั สินใจ และลงมือกระทาของ คนในชุมชน โดยใชว้ ิธีการ “สรา้ ง” ประกอบไปดว้ ย 5 ลกั ษณะคือ 1.การสรา้ งแรง บนั ดาลใจ 2.สรา้ งหลกั คิด 3.สรา้ งการวิจยั 4.สรา้ งการผลกั ดัน 5.สรา้ งการจัดการ เรียนรู้ ดงั ตวั อยา่ งของขอ้ มลู ต่อไปน้ ี 1.การสรา้ งแรงบนั ดาลใจและจติ สาธารณะ ดงั คากลา่ วท่ีวา่ “ตวั แทนคณะกรรมการสมชั ชาสุขภาพจงั หวดั บุรรี มั ย์ นาโดยนาย ทรงเกียรติ บุญถึง เลขานุการกิจสมชั ชาสุขภาพจงั หวดั บุรรี มั ย์ เขา้ พบผูว้ า่ ราชการ จงั หวดั บุรรี มั ย์ เพ่ ือนาเสนอผลการดาเนินงานขบั เคล่ ือนสมชั ชาสุขภาพ ของจงั หวดั 3 ประเด็น1. ปัญหาสุขภาพกลุ่มผูส้ ูงอายุ 2.ปัญหาสุขภาพกลุ่มวยั รุ่น ปัญหาทอ้ ง ก่อนวยั อันควร/ปัญหาเด็กแว๊น 3.ปัญหาดา้ นอาหารปลอดภัย /ตลาดสีเขยี ว ท่าน ผูว้ ่าฯ สั่งใหค้ ณะทางานเร่งขบั เคล่ ือน โดยถือว่าเป็ นวาระสาคัญและเร่งด่วนของ จงั หวดั บุรรี มั ย์ \"ปฏิญญาสุขภาพจงั หวดั บุรรี มั ย\"์ ภายในตน้ เดือนกนั ยายน 2560 น้ี จะตอ้ งมีการขบั เคล่ อื นใหเ้ ห็นเป็นรูปธรรม” ตวั แทนสมชั ชาสุขภาพจงั หวดั , สิงหาคม 2560
วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 90 ปี ที่ 2 ฉบบั ที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) 2.สรา้ งหลกั คิด ดงั คากล่าวที่วา่ “เป็ นการพัฒนาศักยภาพเครอื ข่ายขบั เคล่ ือนกระบวนการนโยบาย สาธารณะแบบมีส่วนรว่ มบนพ้ืนฐานทางปัญญา (4P-W) ใหม้ ีความรูค้ วามเขา้ ใจใน กระบวนการ สามารถคิดวิเคราะห์ เชิงระบบเพ่ ือนาไปสู่การวางแผนขับเคล่ ือน นโยบายสู่การปฏิบตั ิ จึงไดจ้ ดั ใหม้ ีการอบรมเชิงปฏิบัติการ กระบวนการเรยี นรูเ้ พ่ ือ เสรมิ สรา้ งทีมนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนรว่ ม (ทีม 5 พลงั )” ตวั แทนสมชั ชาสุขภาพจงั หวดั , พฤศจิกายน 2560 “ใชว้ ิธีการ นาเสนอผลการขบั เคล่ ือนแผนความดีร่วมรายจังหวดั อยา่ งมีชีวติ ชีวติ มีการฝึกทีม 5 พลงั ทากระบวนการขบั นโยบายสาธารณะแบบมีส่วน ร่วม ฝึ กการเขียนเอกสารนโยบายฯ (คาประกาศ/คาแถลงนโยบายฯ) ,กรอบ ประเดน็ ในการเขยี น และมตแิ ผนความดรี ว่ ม ฝึกการวเิ คราะหย์ ทุ ธศาสตร์ และจัดทา ยทุ ธศาสตรก์ ารขบั เคล่ ือนนโยบายฯ จากคาประกาศ/คาแถลงนโยบายฯ และจดั ทา แผนการขบั เคล่ อื นนโยบายฯ กบั ภาคีเครอื ขา่ ย ในการทาใหร้ า่ งคาประกาศ/คาแถลง นโยบายฯ ไดร้ บั การยอมรบั ในจงั หวดั ” ผูน้ าระดบั กลุม่ /องคก์ รในชุมชน, พฤศจิกายน 2560 3.สรา้ งการวิจยั ดงั คากล่าวที่วา่ “เราจะใชเ้ คร่ อื งมือตาม พรบ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 โดย 1. เล่าสู่กันฟังเร่ อื งการขบั เคล่ ือนคาแถลงนโยบายฯ 2.เรียนรูแ้ ละฝึกปฏิบตั ิเคร่ ืองมือ กระบวนการสมัชชาสุขภาพ, การประเมินผลกระทบดา้ นสุขภาพ (HIA), สิทธิการ ตายดี และธรรมนูญสุขภาพ พรอ้ มท้ัง 3.จดั ทาแผนขบั เคล่ ือนเคร่ อื งมือฯ นาเสนอ และรว่ มแลกเปล่ ยี นเตมิ เต็มนะครบั ” ตวั แทนบุคลากรทีมสุขภาพ, มีนาคม 2561
วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ที่ 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) 91 4.สรา้ งการผลกั ดนั ดงั คากล่าวที่วา่ “เราจะผลกั ดนั นโยบายโดยใชว้ ธิ ีการ 5 ขนั้ ตอนนะครบั 1.ทบทวน การนาองคค์ วามรู้ และเทคนิค/เคร่อื งมือชุดการเรยี นรูท้ ่ ี 1-3 ไปปฏิบตั ิ 2.ประเมิน สถานะการขบั เคล่ ือนนโยบายฯ ในพ้ืนท่ ี 3.วิเคราะห์การขบั เคล่ ือนและยกระดบั นโยบายฯ ในระดบั ต่างๆ 4.เรยี นรูก้ ารยกระดบั นโยบายฯ โดยใชเ้ ทคนิคตา่ งๆ และ ออกแบบ Road Map 5.วเิ คราะหค์ วามเส่ ียงของ Road Map และประเมินคณุ ลกั ษณะ ของทีม 5 พลงั พรอ้ มทง้ั แลกเปล่ ยี นเติมเต็ม” ตวั แทนสมชั ชาสุขภาพจงั หวดั , กนั ยายน 2561 5.สรา้ งการจดั การเรยี นรู้ ดงั คากล่าวท่ีวา่ “การปักธงนโยบายสาธารณะเพ่ ือสุขภาพในทุกระดบั ตั้งแต่ระดับ ทอ้ งถ่ ิน ระดบั จงั หวดั และ ระดบั ประเทศ เพ่ ือใหเ้ กิดการขบั เคล่ ือนผลกั ดนั นโยบาย สาธารณะเพ่ ือสุขภาพไปสู่การดาเนินงานในทุก ระดบั ดงั นั้น จะตอ้ งมีการประกาศ เจตนารมณ์หรือขอ้ เสนอนโยบายสาธารณะเพ่ ือสุขภาพ จะเห็นจากการ ปักธง นโยบายสาธารณะเพ่ ือสขุ ภาพของเครอื ขา่ ยประชาคมสุขภาพ” บุคลากรสายการศึกษา, กุมภาพนั ธุ์ 2562 3. ปัจจยั เงื่อนไขที่สง่ ผลตอ่ การพฒั นานโยบายสาธารณะ จากการสงั เคราะหข์ อ้ มูลสะทอ้ นใหเ้ ห็นปัจจยั เง่ือนไขของการเสริม ความเขม้ แข็งใหก้ ับทุนทางสังคม พบว่าใชแ้ นวทางการดาเนินงานโดยหลัก “ใจ ประสานใจ แลกเปลี่ยน เรียนรู้ สนุก ทาจริงและไปขา้ งหน้า” ดังตวั อย่างของขอ้ มูล ต่อไปน้ ี “เราจะมาจากไหนจะเป็ นใครนั้นไม่สาคัญ ยินดีท่ ีมาพบกัน ยินดี ท่ ีมาพบกัน ร่วมสรา้ งสรรค์เรียนรูเ้ ร่ ืองราวทางสายยาวผูกเกลียวสัมพันธ์ ร่วม สรา้ งสรรคส์ งั คมดงี าม” ผูน้ าระดบั กลุม่ /องคก์ รในชุมชน, กรกฎาคม 2560
วารสารวทิ ยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ 92 ปี ท่ี 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) อภปิ รายผล ผลการศึกษาคร้ังน้ ี พบว่า การพัฒนานโยบายสาธารณะประเด็นการดูแล ผูส้ งู อายุโดยทุนทางสงั คมของเขตสุขภาพที่ 9 ที่ดาเนินการโดยชุมชนทอ้ งถ่ินตามบริบท ทางสงั คมวฒั นธรรมของพ้ ืนที่ สอดคลอ้ งกบั แนวการทางพฒั นานโยบายสาธารณะให้ เขม้ แข็งดว้ ยทุนทางสงั คม7 ซึ่งเป็ นการนาแนวคิดการพฒั นาที่มีคนเป็ นศูนยก์ ลาง โดย เช่ือวา่ คนในชุมชนมีศกั ยภาพสามารถพฒั นาตนเองและชุมชนของตนไดเ้ พราะในแต่ละ ชุมชนมิไดม้ ีลกั ษณะวา่ งเปล่าทางความรู้ แต่ในทางตรงกนั ขา้ ม ทุกชุมชนมีองคค์ วามรู้ และมีภูมิปัญญาที่สามารถนามาใชใ้ นการพฒั นาตนเองไดแ้ นวคิดการเสริม สรา้ งความ เขม้ แข็งของชุมชน เชื่อวา่ องคค์ วามรูแ้ ละภูมิปัญญาของชุมชนท่ีมีอยูเ่ ดิมจะพอกพนู และ เพิ่มข้ นึ ไดห้ ากมี กระบวนการในการเสริมความเขม้ แข็งของทุนทางสงั คม กระบวนการพฒั นานโยบายสาธารณะของทุนทางสงั คมของชุมชนในการดูแล ผูส้ ูงอายุ สอดคลอ้ งกบั การศึกษาที่ผ่านมา5 โดยมกี ระบวนการ คือ การสรา้ งแรงบนั ดาล ใจ การสรา้ งความดีร่วม การสรา้ งบรรยากาศการเรียนรู้ แบบมสี ว่ นร่วมและการทางาน เป็ นทีม ค่านิยม ทัศนคติ จิตสาธารณะ ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม แนวคิดและ ทกั ษะการบรู ณาการนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมหลกั และแนวคิดในการวางแผน พฒั นาและขบั เคลื่อนนโยบาย กระทงั่ บุคลากรในพ้ ืนที่มีค่านิยม ทศั นคติ จิตสาธารณะ มีความรู้ ทักษะในการ เป็ นวิทยากร และพฒั นากระบวนการนโยบายสาธารณะได้ ทางานเป็ นทีมได้ สรา้ งหลักคิด ความหมาย องค์ประกอบนโยบายสาธารณะ กระบวนการ นโยบาย สาธารณะ (การคดั เลือกประเด็นรว่ มของจงั หวดั ท่ีเป็ นจุดคานงดั การพฒั นา ขอ้ เสนอเชิงนโยบาย การตดั สินใจ เชิงนโยบาย) การวางแผนนโยบายสาธารณะแบบ มสี ่วนรว่ ม การขบั เคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม, การประเมนิ และทบทวน นโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม กระทงั่ เกิดเป็ นประเด็นนโยบายและกระบวนการ นโยบายสาธารณะแบบมสี ่วนร่วม สรา้ งการวิจัยแกป้ ัญหาสาธารณะและเครื่องมือสมัชชาตาม พรบ.สุขภาพ แห่งชาติ พ.ศ. 2550 ประกอบดว้ ย หลกั คิด ความหมาย ของธรรมนูญสุขภาพ การ ประเมินผลกระทบสุขภาพ กระบวนการสมชั ชาสุขภาพเฉพาะพ้ ืนท่ี/ประเด็น การวิจยั แกป้ ัญหาแบบปฏิบตั ิการมีส่วนร่วม และการนาประเด็นของจงั หวดั ที่เป็ นจุดคานงัด (การคัดเลือกประเด็นร่วม) มาเป็ นโจทย์วิจัย การบริหารจัดการและการ สื่อสาร สาธารณะซึ่งจะไดเ้ ครื่องมือสมชั ชาและขอ้ มลู จากการวิจยั
วารสารวิทยาศาสตรส์ ุขภาพ วทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ ปี ท่ี 2 ฉบบั ท่ี 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2561) 93 สรา้ งการผลักดันและขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ การปฏิบัติการท่ีดี (Best Case) การสื่อสารนโยบาย การเจรจาต่อรอง การประสานงานและการผลกั ดนั นโยบายฯ จนไดข้ อ้ เสนอทางเลือกนโยบายท่ีเป็ นลายลักษณ์อักษรสามารถนาไป ปฏิบตั ิไดจ้ ริง มีแผนปฏิบตั ิการ มีการปฏิบตั ิการจริงตามแผนโดยเครือข่ายฯ มีการ ประสาน/ผลักดันนโยบายสู่องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่น, หน่วยงานราชการและ เอกชนท่ีเกี่ยวขอ้ งและยุทธศาสตรจ์ งั หวดั สรา้ งการสรุปบทเรียน การจัดการความรูแ้ ละการติดตามประเมินผลแบบ เสริมพลงั กบั การวางแผนพฒั นานโยบายกระทงั่ มีเครื่องมือการสรุปบทเรียนและทา เป็ น เช่น After Action Review (AAR) สรา้ งระบบสารสนเทศ มีแนวทาง/คู่มือการ ทางาน มีการขยายผลสู่พ้ ืนท่ี/ประเด็นอ่ืนๆได้ ทา การติดตามและประเมินผลแบบ เสริมพลงั ได้ จากตน้ ทุนดงั กล่าวไดก้ ่อใหเ้ กิดการสรา้ งเสริมสรา้ งความเขม้ แข็งของระบบการ พัฒนาทุนทางสังคมกับการพัฒนานโยบายสาธารณะประเด็นการดูแลผู้สูงอายุ สามารถเป็ นแหล่งเรียนรูไ้ ด้ มีส่วนร่วมในการดาเนินงานของผูท้ ่ีเกี่ยวขอ้ งในพ้ ืนที่คือ กลุ่มปฏิบตั ิการภาคประชาชน องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน องคก์ รทอ้ งท่ีและภาครฐั สนับสนุนการ ดาเนินงานอยา่ งต่อเน่ืองเนื่องจากชุมชนมพี ้ ืนฐานทางสงั คมวฒั นธรรม การช่วยเหลือดูแลกนั มีปฏิบตั ิการเพื่อการพฒั นาหรือคงไวซ้ ึ่งศักยภาพของทุนทาง สงั คมสาหรบั ผูส้ ูงอายุท่ีมีความเขม้ แข็ง ซ่ึงเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชน เพ่ือตอบสนองชุมชน ขอ้ เสนอแนะ 1. ดา้ นการศึกษา สถาบนั การศึกษาสามารถนาความรูไ้ ปใชใ้ นการจดั การเรียน การสอน เพ่ือผลิตบณั ฑิตท่ีเขา้ ใจบริบท เขา้ ใจหลกั ปรชั ญาการวิพากษ์ ตีความ และ เช่ือในศกั ยภาพของคน การจดั การตนเอง การพ่ึงพาตนเอง โดยสรา้ งเป็ นชุดความรู้ เกี่ยวกบั “ทุนทางสงั คมกบั การพฒั นานโยบายสาธารณะประเด็นการดแู ลผูส้ ูงอายุ” 2. การพฒั นาระบบสุขภาพ ประยุกตใ์ ชช้ ุดความรเู้ พื่อเป็ นแนวทางในการพฒั นา นโยบายสาธารณะประเด็นการดแู ลผูส้ ูงอายุของชุมชนในการดแู ลผูส้ ูงอายุของชุมชนที่ สอดคลอ้ งกบั ปัญหาและความตอ้ งการของคนในสงั คมวฒั นธรรมพ้ ืนที่อื่นท่ีมีบริบท ใกลเ้ คียงกนั
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112