เอกสารประกอบการสอนวชิ าวศิ วกรรมอเิ ล็กทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี ขอ สังเกต (1) จากสมการขา งตน กรณีวงจรไมมีโหลด (No-load) จะไดอตั ราขยายของวงจรเปน ไป ตามเงอ่ื นไข RL ดงั น้นั จากสมการที่ (2.30) จะได vo Avovi ซงึ่ จะสอดคลอ งกับวงจรในรูป ที่ 2.2ต (ก) น่ันเอง (2) อตั ราขยาย Avo เปน อตั ราการขยายแรงดัน กรณที ว่ี งจรไมม โี หลดหรือกรณเี ปด วงจร (open-circuit) น่ันเอง (3) อตั ราขยาย Av เปนอตั ราการขยายแรงดนั กรณวี งจรมโี หลด (Loaded) หรือกรณีปด วงจร (close-circuit) ตัวแปรที่สาํ คญั ของวงจรขยาย นอกจากอตั ราการขยายแรงดนั แลวยงั มี อตั ราขยายกระแส และอัตราการขยายกาํ ลัง ตัวอยางเชน ถาตองสงสัญญาณจากแหลงกําเนิดสัญญาณ vs ที่มีตัว ตานทานอนิ พตุ เปน Rs ถา Rs มีคามากกวา RL มากๆ การเชอ่ื มตอระหวา งแหลงกาํ เนิดสญั ญาณ กบั โหลด RL โดยตรง จะทาํ ใหข นาดของสัญญาณเกิดการลดทอนขนาด (Signal attenuation) ใน กรณีน้ีเราจะตอ งมีวงจรขยายอกี หน่งึ ชุดมาชวย เพ่อื ไมใ หเกดิ การลดลองขนาดของสัญญาณมาก จนเกนิ ไป โดยจะเรียกวา วงจรขยายน้ีวาวงจรขยายบัฟเฟอร “Buffer Amplifier” โดยตัวขยายนี้ จะตอ งมี Ri มากกวา Rs ตัวอยางที่ 2.3 จากรูปที่ 2.30 เปนการนําวงจรขยายมาตอ 2 ภาค (Stage) จงหาอัตราการขยาย แรงดนั รวมทั้ง 2 ภาค รวมทง้ั หา vL / vs อัตราการขยายกระแสและอัตราการขยายกําลงั ของวงจร 100k 1k 1k 100k 10k 1 M รปู ท่ี 2.30 วงจรขยายแรงดนั แบบ 2 ภาค สาขาวชิ าวศิ วกรรมอิเล็กทรอนิกส คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอดุ รธานี 71
เอกสารประกอบการสอนวิชาวศิ วกรรมอเิ ล็กทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี วิธที าํ ขัน้ แรกหาสญั ญาณอินพุต vi1 ของวงจรขยายภาคแรง เมอ่ื ไดร ับแรงดันจากแหลงกาํ เนดิ สัญญาณเปน vs โดยใชกฎการแบงแรงดนั จากสมการ (2.29) จะได vi1 vs Ri Ri Rs vs 1M 0.9vs 1M 100k ตอไปหาอตั ราการขยายแรงดันของวงจรขยายในข้นั ท่ี 1 จากสมการ (2.22) Av vo Avo RL Ro vi RL Av1 vi2 Av 01 RL1 10 100k 9.9 V /V vi 1 RL1 Ro1 100k 1k การหาอัตราการขยายแรงดันของวงจรขยายในวงจรขยายภาคที่ 2 หาไดจ าก Av2 vL Av 02 RL2 100 10k 90.9 V /V vi2 RL2 Ro2 10k 1k ดังนั้นอัตราขยายแรงดันรวมของวงจรทัง้ 2 ภาคหาไดจ าก Av vL Av1Av 2 9.9 90.9 899.91 V /V vi1 หรือคิดคา แบบเดซิเบลจะได Av(dB) 20 log Av 20 log(899.91) 59.08 dB หาอัตราขยายกระแส Ai io vL / RL vL / 10k 102 Av 899.91 102 ii1 vi1 / Ri1 vi1 / 1M สาขาวิชาวิศวกรรมอเิ ล็กทรอนิกส คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอดุ รธานี 72
เอกสารประกอบการสอนวิชาวิศวกรรมอเิ ล็กทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี Ai(dB) 20 log(Ai ) 20 log(899.91102) 99.08 dB หาอัตราขยายกําลัง Ap PL vLio AvAi 899.91 899.91102 Pi vi1ii Ap(dB) 20 log(Ap) 20 log(899.91 899.91102) 158.16 dB 2.8.2 แหลงจายไฟของวงจรขยายสัญญาณ จากตัวอยา งในหัวขอกอ นหนานี้ อาจะมขี อสงสยั วา ทําไมกาํ ลังไฟฟาที่โหลดมากกวา กาํ ลงั ไฟฟา ของแหลง กาํ เนิด ก็จะมีคาํ ถามวากําลังไฟฟา ท่เี พิ่มขน้ึ น้มี าจากไหน คาํ ตอบกค็ อื วงจรขยาย กาํ ลังไฟฟาตอ งใชแหลงจายไฟตรง (DC power supplies) มาชวยในการเพ่มิ กําลังไฟฟา วงจรในรูป ที่ 2.26 ไมไดแสดงในสวนทีเ่ ปนแหลง จายไฟตรงไว วงจรในรปู ท่ี 2.31 และ 2.32 แสดงวงจรขยายทม่ี ี แหลง จา ยไฟตรง 2 แหลงจา ยคอื V1 เปน แหลงจา ยไฟบวกใหก ับวงจรขยาย V2 เปน แหลงจา ยไฟลบ ใหก ับวงจรขยายและทําใหมีกระแส I1,I2 ไหลในวงจร รปู ท่ี 2.30 วงจรขยายพรอ มแหลง จายไฟตรง ในรูปท่ี 2.32 เปนการเขียนวงจรขยายใหงายขึ้นและเปนวิธีท่ีนิยมนําไปใช ถากําลังไฟฟาจาก แหลง จายไฟตรง (Pdc ) ทจ่ี ายใหก ับวงจรมีคา เทากบั Pdc V1I1 V2I2 (2.33) สาขาวชิ าวิศวกรรมอเิ ล็กทรอนิกส คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอดุ รธานี 73
เอกสารประกอบการสอนวิชาวิศวกรรมอเิ ล็กทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี รปู ท่ี 2.32 วงจรขยายพรอ มแหลงจา ยไฟตรงในรปู สัญลักษณ V1 และ V2 ให Pi เปนกําลังไฟฟาของแหลงกําเนิดสัญญาณ PL เปนกําลังไฟฟาท่ีตัวตานทานโหลดและ Pdissipated เปนกําลังงานที่วงจรใชในการขยายสัญญาณ สมการความสัมพันธของกําลังงาน วงจรขยายคอื Pdc Pi PL Pdissipated (2.34) และประสิทธภิ าพในการขยายกาํ ลงั ของวงจร (Power efficiency) คือ PL (2.35) Pdc เทอมประสิทธิภาพในการขยายกําลังของวงจรมีความสําคัญมากในการออกแบบวงจรขยายกําลัง (Power amplifiers) เชน ในภาคเอาตพ ุตของวงจรขยายกําลงั ระบบสเตอรโิ อ (Stereo Systems) 2.8.3 การอม่ิ ตวั ของวงจรขยายสญั ญาณ คุณสมบัติการถายโอน (Transfer characteristic) ท่ีสําคัญของวงจรขยายก็คือ คุณสมบัติความเปน เชิงเสน แตคุณสมบัติดังกลาวก็มีขอบเขตของการทํางานท่ีจํากัด (Limited) ทั้ง ทางดานอินพุตและเอาตพุต สําหรับวงจรขยายท่ีมีแหลงจายไฟตรง 2 ชุด (แรงดันไฟบวกและ แรงดันไฟลบ) ขนาดของแรงดันเอาตพตุ ท่ีเกดิ ขน้ึ ก็จะมคี าไมเกินขีดจาํ กดั ของแรงดนั ของแหลง จา ยไฟ สาขาวิชาวศิ วกรรมอิเล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอดุ รธานี 74
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวศิ วกรรมอิเล็กทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี รูปท่ี 2.33 ชวงสัญญาณอินพตุ และเอาตพตุ ของวงจรขยายทีไ่ มทําใหเกดิ ความผดิ เพยี้ น รูปที่ 2.34 ชวงสญั ญาณอนิ พตุ ทที่ ําเหมาะสมและใหญเกดิ ไปทที่ ําใหสญั ญาณเอาตพ ตุ ถกู ขลิบ สาขาวิชาวิศวกรรมอเิ ล็กทรอนิกส คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุดรธานี 75
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวศิ วกรรมอิเล็กทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี ดงั แสดงในรูปท่ี 2.33 ถาใหแรงดนั อม่ิ ตัวดา นไฟบวก (Positive saturation levels) และอม่ิ ตัวดาน ไฟลบ (Negative saturation levels) เปน L และ L ตามลําดับ จะเห็นวาสัญญาณเอาตพุตจะ เกิดความผิดเพี้ยน ถาสัญญาณอินพุตท่ีไมอยูในชวงหรือขอบเขตของความเปนเชิงเสน (มีคามาก เกินไปหรอื นอ ยเกนิ ไป) จากรูปที่ 2.34 พิจารณาจากสญั ญาณอินพุต (1) ซ่ึงเปน สญั ญาณอินพุตทอ่ี ยใู นชว งของความ เปน เชงิ เสน ถูกปอ นเขา สูวงจรขยายสญั ญาณ สัญญาณเอาตพ ุตท่ีเกิดขึ้นจะไมมีความผิดเพ้ียน แต เม่ือพจิ ารณาสญั ญาณอนิ พตุ (2) ซงึ่ เปนสัญญาณอินพุตทีไ่ มอยใู นชวงของความเปนเชิงเสน สัญญาณ เอาตพตุ ท่ีไดจะเกิดความผิดเพ้ียน เนื่องจากสัญญาณสวนที่เกินขอบเขตจะถูกตัดออกหรือถูกขลิบ (clip) ดงั น้ันถา ตอ งการใหสัญญาณเอาตพุตไมเกดิ ความผิดเพ้ยี น สญั ญาณอนิ พุตจะตอ งอยใู นเงอ่ื นไข L vo L ถาวงจรขยายมีขยายแรงดัน Av จะไดชวงของสญั ญาณอนิ พตุ ทม่ี ีความเหมาะสมคอื L Av vi L Av V+ vi(t) + + + - vI vo(t) Av(VI vi(t)) VI - รปู ท่ี 2.35 การปรับระดับจดุ ก่ึงกลาง (จดุ ไบอสั ) ในการแกวง ของสญั ญาณในกรณี ทใี่ ชแ หลงจายไฟตรงข้วั เดยี วเพอ่ื หลีกเลยี่ งการถกู ขลิบของสญั ญาณเอาตพ ตุ ในกรณขี องวงจรขยายท่ใี ชแ หลง จา ยไฟตรงข้วั บวกเพยี งข้ัวเดยี ว ทําใหฟงกชนั การถายโอนไมม จี ดุ ศนู ยกลาง (Origin) ของการแกวง เทคนคิ ท่ีทาํ ใหวงจรขยายคงคุณสมบตั คิ วามเปน วงจรเชิงเสน คอื การสรา งจดุ ศูนยกลางการแกวงของสญั ญาณข้ึนมาใหม โดยการไบอสั วงจรดวยแหลงจา ยไฟตรง VI ดงั รปู ที่ 2.34 ทม่ี แี รงดนั ขนาดที่ใกลเคยี งกบั จดุ ก่ึงกลางของฟงกชันการถายโอน ทาํ ใหไดจ ดุ ศนู ยกลาง ใหมท ่เี รยี กวา “จดุ ทํางานสงบ หรือ quiescent point หรือ Q-point ” ถาใหสัญญาณแรงดันท่ี ตอ งการขยายเปน vi(t) โดยแรงดนั นจ้ี ะซอ นทับ (superimposed) กบั แหลง จายไฟตรง VI ทาํ ใหผล รวมของสญั ญาณอนิ พุต ณ เวลา t ใด ๆ แทนดวย vI (t) คอื สาขาวชิ าวิศวกรรมอเิ ล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 76
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี vI (t) VI vi (t) (2.36) (2.37) ทําใหว งจรขยายมขี ยายแรงดนั เอาตพตุ ทเี่ วลา t ใดๆ เปน vO (t) Vo vo(t) 2.9 บทสรุป สัญญาณไฟฟาอิเลคทรอนิคสเปนสวนประกอบท่ีสําคัญมากในระบบทางอิเล็กทรอนิกส เพราะเปนสวนที่ใชแทนขอมลู ขาวสารหรือใชในการควบคุมอุปกรณหรือวงจรตางๆ ใหทํางานตาม วัตถปุ ระสงคของผูใ ชงาน การแสดงสัญญาณทางไฟฟา อิเลก็ ทรอนิกสสามารถทําไดท ้ังในอาณาจักร ของเวลาและความถ่ี ซึ่งจะมตี วั แปรทใ่ี ชในการอธบิ ายคุณลกั ษณะของสญั ญาณหลายตัวแปร ในการ นําไปใชงานสัญญาณทางไฟฟาอิเล็กทรอนกิ สจะมรี ปู รา งท่แี ตกตา งกันหลายชนิดแตแบงออกเปนกลุม ใหญๆ ได 2 กลมุ คือ สัญญาณทมี่ ีความตอเน่ืองทางเวลาหรือสัญญาณอนาล็อกและสัญญาณท่ีไมมี ความตอเนื่องทางเวลาหรือสัญญาณดิจิทัล สวนวงจรอิเลคทรอนิคสจะทําหนาทใ่ี นการประมวล สัญญาณใหไดเงื่อนไขตามความตอ งการของการใชงาน โดยจะตอ งไมทําใหสัญญาณที่นํามาประมวล สญั ญาณเกดิ ความผิดเพ้ียนทงั้ ในเชิงขององคป ระกอบของขนาดและองคประกอบของความถี่ ดงั นั้น การเรียนรูเก่ียวกับรูปราง องคประกอบของรูปสัญญาณ ตัวแปรท่ีสําคัญของสัญญาณและการนํา สัญญาณไปใชป ระโยชน รวมท้ังพ้ืนทางของวงจรและระบบทางอิเล็กทรอนิกส จะเปนประโยชนตอ การศกึ ษาในทางฟา อิเล็กทรอนิกสในขนั้ สูงตอไป คาํ ถามทายบท 2.1 สัญญาณไฟฟาคืออะไร 2.2 จงยกตัวอยางสัญญาณไฟฟา ที่รจู ักในชวี ติ ประจาํ วัน 2.3 จงยกตัวอยา งการนําสญั ญาณจากไฟฟา กระแสตรงมาใชประโยชน 2.4 จงใหค วามหมายของคาํ วาสญั ญาณรายคาบและคาบเวลา 2.5 สญั ญาณรูปสเี่ หลี่ยมท่ีเปนสัญญาณรายคาบประกอบดวยสัญญาณฮารโมนิกสและสัญญาณมูล ฐานอยางไรบา งใหเขียนรปู แสดงประกอบ 2.6 จงวิจารณผ ลตอบสนองตอความถขี่ องวงจรเมื่อมสี ญั ญาณอินพุตเปนสญั ญาณรปู สเี่ หลย่ี ม 2.7 สเปคตรมั ของสญั ญาณไฟฟา คอื อะไรและมปี ระโยชนอ ยา งไร สาขาวชิ าวิศวกรรมอเิ ล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอดุ รธานี 77
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวิศวกรรมอเิ ล็กทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี 2.8 วงจรขยายมีอตั ราการขยายแรงดัน 100 V/V และอัตราการขยายกระแส 100 A/A จงหา อัตราการขยายน้ีในหนว ยของเดซเิ บล (dB ) และหาอัตราการขยายกําลงั 2.9 วงจรขยายแรงดนั ตอ อยูกับแหลงจา ย vs เม่ือไมม ีโหลดมอี ตั ราขยายแรงดนั 100 V/V และเมอื่ มี โหลด 1 k อัตราขยายแรงดัน 70 V/V จงหาความตานทานของเอาตพุต Ro และจงหา อัตราการขยายเมือ่ มีโหลด 500 2.10 วงจรขยายกระแส มี Ri 1k , Ro 10k และ Ro 10k และAis 100 A/A ตออยูกับแหลงกําเนดิ สญั ญาณอนิ พตุ ขนาด 100 mV 100 มคี วามตานทาน 100 k และตอ อยู กบั โหลดขนาด 1 k (ก) จงหาคาอตั ราขยายกระแสของวงจร (io / ii ) (ข) จงหาคา อัตราขยายแรงดันของวงจร (vo / vs ) (ค) จงหาคา อตั ราขยายกําลงั ของวงจร (Po / Pi ) เอกสารอางองิ Sedra, Adel S. and Smith, Kenneth C.(1998). Microelectronic Circuits. New York: Oxford University Press. Neamen, A. D. (2002). Electronic Circuit Analysis and Design. New York: McGraw-Hill. Floyd, L. T. (1999). Electronic Devices. New Jersey: Prentice-Hall International Inc.: Sedra, R. S.(2007). Electronic Devices for Computer Engineering. India : S. Chand and Company Ltd. ยืน ภวู รวรรณ (2531). ทฤษฎแี ละการใชงานอเิ ลก็ ทรอนกิ ส เลม 1. กรุงเทพ : หจก.นาํ อกั ษร การพมิ พ. ประภากร สุวรรณะ และ สมศักด์ิ ชุมชวย. (2545). วิศวกรรมอิเล็กทรอนกิ ส 1 พิมพค ร้ังท่ี 1 กรุงเทพ: สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาลาดกระบัง. จริ ยทุ ธ มหทั ธนกลุ . (2550). อเิ ลก็ ทรอนกิ ส. พมิ พค ร้งั ที่ 2 กรงุ เทพมหานคร : มหาวิทยาลยั เทคโนโลยมี หานคร. สุรนันท นอ ยมณี (2549). เอกสารคําสอนกระบวนวชิ า 261213 อปุ กรณอ เิ ลก็ ทรอนกิ สสําหรับ วศิ วกรรมคอมพวิ เตอร. จ. เชียงใหม : มหาวิทยาลยั เชยี งใหม. สาขาวชิ าวศิ วกรรมอิเล็กทรอนิกส คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอดุ รธานี 78
เอกสารประกอบการสอนวิชาวิศวกรรรมอเิ ลก็ ทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี แผนบริหารการสอนประจําบทท่ี 3 อุปกรณอเิ ลก็ ทรอนกิ สแ บบพาสซพี 3 ชว่ั โมง หวั ขอ เนอื้ หา 3.1 ทฤษฏที เ่ี กี่ยวของ 3.2 เสนลวดตวั นํา 3.3 ตวั ตา นทาน 3.4 ตวั เหนี่ยวนํา 3.4.1 การออกแบบตวั เหน่ียวนาํ ชั้นเดียวแกนอากาศ 3.4.2 วสั ดแุ มเ หลก็ 3.5 ตัวเกบ็ ประจุ 3.5.1 ชนิดของวัสดไุ ดอเิ ลก็ ตริก 3.5.2 ไมโครโฟนกิ ส 3.5.3 วงจรสมมลู แบบอนุกรมของตัวเก็บประจุ 3.5.4 ตัวประกอบกาํ ลงั งานและตวั ประกอบการสญู เสียความรอน 3.5.5 ตวั ประกอบคุณภาพของตัวเกบ็ ประจุ 3.6 บทสรุป สาขาวชิ าวิศวกรรมอเิ ล็กทรอนิกส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภฏั อุดรธานี 79
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวศิ วกรรรมอิเลก็ ทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี วตั ถุประสงคเ ชงิ พฤตกิ รรม 1. เพอ่ื ใหผ ูเ รยี นมคี วามเขาใจและทราบนยิ าม ชนดิ และคุณลักษณะทางไฟฟาของอปุ กรณ แบบพาสซพี 2. เพอื่ ใหผ ูเ รยี นทราบคุณสมบตั ิทสี่ าํ คัญของตัวตา นทาน ตัวเก็บประจแุ ละตัวเหนย่ี วนํา 3. เพอ่ื ใหผ เู รยี นทราบคณุ สมบตั อิ ืน่ ๆ ทจ่ี าํ เปนตอ การนาํ ไปใชงานของอุปกรณพาสซพี วิธีสอนและกจิ กรรมการเรียนการสอนประจาํ บท 1. บรรยายเนอื้ หาในแตล ะหัวขอ พรอ มยกตัวอยางประกอบ 2. ศกึ ษาจากเอกสารประกอบการสอน 3. ผสู อนสรุปเนอื้ หา 4. ทําแบบฝก หดั เพอื่ ทบทวนบทเรยี น 5. ผเู รียนถามขอ สงสยั 6. ผูส อนทาํ การซักถาม สอื่ การเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนวิชาวิศวกรรมอิเลก็ ทรอนกิ ส 1 2. ภาพเลอ่ื น (Slide) การวดั ผลและการประเมิน 1. ประเมินจากการซกั ถามในช้นั เรยี น 2. ประเมนิ จากความรว มมอื และความรบั ผดิ ชอบตอ การเรยี น 3. ประเมนิ จากการทาํ แบบฝก หดั ทบทวนทา ยบทเรยี น สาขาวชิ าวศิ วกรรมอิเล็กทรอนิกส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภฏั อุดรธานี 80
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวศิ วกรรรมอเิ ล็กทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี บทท่ี 3 อปุ กรณอิเล็กทรอนกิ สแบบพาสซพี วตั ถปุ ระสงค 1. เพอ่ื ใหน ักศกึ ษาทราบนยิ าม ชนิดและคณุ ลกั ษณะทางไฟฟาของอปุ กรณแ บบพาสซีพ 2. เพอื่ ใหนักศึกษาทราบคุณสมบตั ทิ ่สี าํ คญั ของตวั ตา นทาน ตัวเกบ็ ประจุและตวั เหนยี่ วนาํ 3. เพอื่ ใหน ักศกึ ษาทราบคณุ สมบตั อิ น่ื ๆ ทจี่ ําเปน ตอ การนาํ ไปใชงานของอปุ กรณพ าสซีพ 3.1 ทฤษฎีท่ีเกี่ยวของ อุปกรณพาสซีฟ (Passive components) หรืออุปกรณเฉื่อยงานท่ีรูจักกันในรูปของตัว ตานทาน (Resistor) ตัวเหนี่ยวนํา (Inductor) และตัวเก็บประจุ (Capacitor) เปนสวนประกอบที่ สาํ คญั ในเคร่อื งใชไฟฟา จาํ พวกวิทยุ โทรทัศน โทรศัพทเ คล่อื นท่ี เครอ่ื งรับสงแฟกซ เคร่ืองมือวัดทาง อตุ สาหกรรมรวมทง้ั คอมพวิ เตอรแ บบตา งๆ Vs + + VL Vin Vout 10 R, L,C 0 - - -10 -20 Insertion loss (dB) -30 รูปท่ี 3.1 ผลตอบสนองความถข่ี องโครงขายไฟฟาแบบพาสซีพ 81 สาขาวิชาวิศวกรรมอเิ ล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภฏั อุดรธานี
เอกสารประกอบการสอนวิชาวิศวกรรรมอิเล็กทรอนกิ ส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี โดยพฤติกรรมของอุปกรณพาสซีพจะไมมีความสามารถในการเพิ่มหรือขยายขนาดกําลังงานของ สัญญาณท่อี ปุ กรณเ หลาน้นั ไปเกย่ี วของ ในทางตรงกันขา มกลับลดขนาดกําลังงานของสัญญาณใหมี คาลดลง นอกจากนี้เมื่อนําอุปกรณพาสซีพไปสรางเปนวงจรหรือโครงขายไฟฟาแบบพาสซีพ (Passive networks) วงจรเหลา น้ีจะดงึ กาํ ลงั งานจากแหลง กาํ เนดิ สัญญาณเพอ่ื ทํางานตามหนาทเี่ ชน วงจรกรองความถี่ วงจรแบงกําลังงานหรือวงจรเลื่อนเฟส ในทางทฤษฎีเม่ือสัญญาณจาก แหลงกําเนิดผา นวงจรพาสซีพ ขนาดกาํ ลงั งานของสญั ญาณจะมคี าเทาเดิมถา วงจรน้ันปราศจากการ สูญเสีย (Lossless) แตในทางปฏิบัติแลวขนาดของกําลังงานจะมีขนาดลดลง เพราะวงจรหรือ อปุ กรณพ าสซพี มีสวนประกอบท่ีทําใหเกิดการสูญเสียกําลังงาน (Lossy) แฝงอยูในรูปของคาความ ตานทานหรือรีซิสแตนซทําใหมีแผกําลังงานความรอน P i2R เขาไปในอุปกรณ ดังนั้นจึง กลาวไดว าวงจรพาสซีพเปน “วงจรท่ีมีอตั ราขยายกาํ ลงั งานนอยกวาหรือเทากับหนึ่ง” หรือมีคานอย กวาหรือเทากับ 0 ดีบี ดังรูปที่ 3.1 ตัวอยางของการใชงานอุปกรณพาสซีพแบบตางๆ ในวงจร อิเลก็ ทรอนิกสสําหรับระบบสื่อสารจะแสดงอยูในรูปท่ี 3.2 ซึ่งจะเปนการใชงานอุปกรณพาสซีพ สําหรับหนาทต่ี างๆ ดังนี้ 1) วงจรแมตชซ่ิงแบบ LC เปนวงจรตอรวมกันระหวางตวั เก็บประจุและตัวเหนี่ยวนําเพ่ือ ปรบั คา อิมพีแดนซในชวงแถบความถี่แคบๆ (Narrow-band matching network) 2) อารเอฟโชค (RF choke) เปน ตัวเหนย่ี วนําท่ีทาํ หนา ท่ปี อ นไฟกระแสตรงเลี้ยงวงจรใหก บั อุปกรณแอกทีฟและแยกวงจรในสวนของไฟเลย้ี งกบั อุปกรณแอกทีฟออกจากกันในชวง ความถ่ีทาํ งาน ดงั น้ันอารเอฟโชค จงึ มีพฤติกรรมลัดวงจรในชวงไฟกระแสตรงแตมีคา อิมพีแดนซสงู ในชว งความถ่ที าํ งาน (ในระบบ 50 โอหม อารเอฟโชค มคี ารีแอกแตนซอยู ในชวง 250- 500 โอหม) 3) ตัวเก็บประจุบายพาส (Bypass) หรือตัวเก็บประจุดีคับปลิ้ง (De-coupling) แยก สัญญาณออกจากบัสของสัญญาณไฟเล้ียงเพ่ือไมใหไปรบกวนวงจรภาคอ่ืนๆ ดวยการ บายพาสสัญญาณไฟฟา กระแสสลบั ลงกราวนดควรมีคาอิมพแี ดนซต่าํ ๆ 4) ตัวเก็บประจบุ ล็อกไฟตรง (DC block) ทําหนาที่ปองกนั คาไฟกระแสตรงท่ีจะทําใหจุด ไบอัสของวงจรเปลี่ยนแปลงหรือปองกนั ไฟกระแสตรงจากวงจรภาคอืน่ ๆ ตวั เก็บประจนุ ้ี ควรมีคาอมิ พแี ดนซตํา่ XC 1 / 2f0C 1 ท่ีความท่ีทาํ งาน สาขาวิชาวศิ วกรรมอิเล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภฏั อดุ รธานี 82
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวศิ วกรรรมอิเลก็ ทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี 5) จุดกราวนด (Ground) ทีเ่ กดิ จากลวดเชื่อม ลายทองแดงทเ่ี ช่ือมตอลงระนาบกราวดจะ ทําใหเกิดคา อนิ ดักแตนซแบบอนุกรมแอบแฝงท่ีทาํ ใหเกดิ การรโี ซแนนซ การเลอ่ื นความถ่ี การทํางานท่อี อกแบบไวหรือการปอนกลับแบบคอมมอนโหมด 3 +VDD 4 21 -VGG รูปท่ี 3.2 การใชง านอุปกรณพาสซีพในวงจรอเิ ลก็ ทรอนิกสสอ่ื สาร ดังนั้นการเลือกใชงานอุปกรณพาสซีพเหลาจึงมขี อควรระวังหลายๆ ประการในการเลือกใชเพ่อื ให เหมาะสมกับลักษณะงานเชน รปู แบบและขนาดตัวถังของอปุ กรณ (Packages and sizes) ชนิดของ วสั ดทุ ี่ใชผ ลติ กําลงั งานสูญเสยี สงู สุด อตั ราการทนแรงดนั หรือกระแสสูงสดุ หรือความถี่รโี ซแนนซของ อุปกรณ (Self Resonance Frequency: SRF) ซงึ่ เปน ตัวกําหนดความถี่สูงสุดท่ีเหมาะสมในการใช งาน รวมทง้ั ตวั แปรอนื่ ๆ ที่เปน ตัวบง ช้คี ณุ ภาพของอุปกรณเ ชน ตวั ประกอบคุณภาพ (Quality factor: Q) หรือคา ESR โดยจะไดก ลา วถงึ รายละเอียดของอปุ กรณแตละชนิดดังตอไปน้ี 3.2 เสนลวดตัวนํา (Conductor Wire) ตัวนาํ หรือลวดตวั นาํ ซ่งึ ทาํ หนา ทเี่ ปนตัวนาํ พาอเิ ลก็ ตรอนในวงจรอิเลก็ ทรอนกิ สเปนองคป ระกอบ ท่ีสําคัญที่จะพบอยูในรูปของขาอุปกรณ สายเชื่อมจุดตอในแผนพิมพ สายไฟกระแสตรงจาก แหลงจายท่ีทําหนาท่ีเลี้ยงวงจรหรือแมแตลวดเชื่อม (Wire bond) ภายในไอซหี รืออุปกรณสารก่ึง ตวั นาํ ชนิดตา งๆ ถา พดู ถึงลวดตัวนาํ โดยทัว่ ไปมกั จะพิจารณาลวดทองแดง (Copper: Cu) ที่นํามา สาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุดรธานี 83
เอกสารประกอบการสอนวิชาวิศวกรรรมอเิ ลก็ ทรอนกิ ส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี สรางเปนตัวเหน่ียวนําหรือหมอแปลงแบบตางๆ ซึ่งมีมาตรฐานในการกําหนดคุณสมบัติหลายๆ มาตรฐานเชน มาตรฐานของสหราชอาณาจักร (British Standard Gauge and Imperial Wire Gauge) มาตรฐาน International Electrotechnical Commission หรือมาตรฐานของ IEC 60228 ตารางที่ 3.1 คุณสมบตั ิของเสน ลวดตามมาตรฐาน AWG เบอรลวด Diamater () TOW Cu (Resistance) *Amps MaxAmps Ohms/Kft AGW Inch mm (per)Inch (per)Cm 0.0490 282.12 423.18 0.0618 223.73 335.60 0000(4/0) 0.4599 11.68 2.17 0.85 0.0779 177.43 266.14 0.0983 140.71 211.06 000(3/0) 0.4096 10.40 2.44 0.96 0.1239 111.59 167.38 0.1563 88.492 132.74 00(2/0) 0.3647 9.26 2.74 1.08 0.1970 70.177 105.27 0.2485 55.653 83.480 0(1/0) 0.3249 8.251 3.08 1.21 0.3133 44.135 66.203 0.3951 35.001 52.501 1 0.2893 7.348 3.46 1.36 0.4982 27.757 41.635 0.6282 22.012 33.018 2 0.2576 6.544 3.88 1.53 0.7921 17.456 26.185 0.9989 13.844 20.765 3 0.2294 5.827 4.36 1.72 1.5883 8.7064 13.060 4.0156 3.4436 5.1654 4 0.2043 5.189 4.89 1.93 6.3851 2.1657 3.2485 10.153 1.3620 2.0430 5 0.1819 4.621 5.5 2.17 16.143 0.8566 1.2849 25.669 0.5387 0.8081 6 0.162 4.115 6.17 2.43 64.898 0.2131 0.3196 103.19 0.1340 0.2010 7 0.1443 3.665 6.93 2.73 414.85 0.0333 0.0500 1048.9 0.0132 0.0198 8 0.1285 3.264 7.78 3.06 9 0.1144 2.906 8.74 3.44 10 0.1019 2.588 9.81 3.86 12 0.0808 2.053 12.38 4.87 16 0.0508 1.291 19.69 7.75 18 0.0403 1.023 24.81 9.77 20 0.0320 0.812 31.25 12.30 22 0.0253 0.643 39.53 15.56 24 0.0201 0.510 49.75 19.59 28 0.0126 0.321 79.37 31.25 30 0.0100 0.254 100.0 39.37 36 0.0050 0.127 200.0 78.74 40 0.0031 0.079 322.58 127.0 สาขาวิชาวศิ วกรรมอิเล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุดรธานี 84
เอกสารประกอบการสอนวิชาวิศวกรรรมอเิ ล็กทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี แตมาตรฐานท่ีมกี ารใชงานและเปนที่รูจ ักกันมากท่ีสุดคอื มาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมรกิ าทเี่ รยี กวา American Wire Gauge : AWG ซ่งึ ในหมชู นอเมริกันบางกลมุ อาจจะเรียกวามาตรฐานเสนลวดของ Brown และ Sharpe มาตรฐานน้ีจะถูกใชในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ อีกหลาย ประเทศรวมทั้งประเทศไทย มาตรฐานลวดแบบ AWG จะแบงขนาดลวดออกเปนเบอรตางๆ ตาม ขนาดของเสนผานศนู ยก ลาง () เบอรท มี่ คี า นอยๆ จะมีเสนผานศูนยกลางขนาดใหญแตเ บอรท ีม่ คี า มากๆ จะมเี สน ผานศูนยก ลางขนาดเลก็ ดงั ตารางที่ 2.1 ซึ่งเปนขอ มลู ของเสน ลวดทองแดงแบบเปลอื ย (Bare) ไมไ ดเ คลือบนา้ํ ยาวานิช จากขอ มูลในตารางที่ 3.1 จะเหน็ วา ลวดเบอร 36 AWG จะมเี สน ผา นศูนยกลาง 0.0050 นิ้ว (5 mils) หรือ 0.127 มิลลิเมตร ในขณะท่ีลวดเบอร 0000 AWG มี ขนาดของเสน ผานศูนยก ลางถงึ 0.46 นว้ิ (ประมาณ 460 mils) หรอื 11.68 มลิ ลเิ มตร โดยที่ 1000 mils = 1 น้ิว = 2.54 เซนติเมตร ในขณะที่ 1 mils = 0.001 นิ้ว = 25.4 ไมโครเมตร เมื่อเทียบ อัตราสวนของเสน ผา นศูนยกลางแลวปรากฏวาตา งกนั ถงึ 92 เทา โดยถา เบอรข องเสนลวดเพิ่มขึ้น 6 เบอรเชน จากเบอร 4 AWG ( = 5.189 mm) เปนเบอร 10 AWG ( = 2.588 mm) ขนาด เสนผานของเสน ลวดจะลดลงประมาณ 2 เทา นอกจากนี้เมือ่ พิจารณาพนื้ ท่ีหนาตัดของเสนลวดจะ พบวา ถา เบอรข องเสน ลวดลดลง 3 เบอรพ ื้นที่หนาตดั จะเพม่ิ ขน้ึ 2 เทา แตถา เบอรของเสน ลวดลดลง 10 เทาเชน เบอร 10 AWG เปน เบอร 0(1/0) AWG พื้นท่ีหนาตัด นํ้าหนักและคาความ ตา นทานก็จะลดลง 10 เทา เชน กัน เพอ่ื ความสะดวกในการเลือกใชงานเสนลวดตามมาตรฐาน AWG สมการที่ใชในการคํานวณหาขนาดผา นศนู ยกลางของเสน ลวดคือ 36n (3.1) dn 0.005 inch 92 39 เมอ่ื n คอื เบอรข องเสน ลวดตวั นาํ ตามมาตรฐาน AWG ในขณะทพ่ี ื้นทห่ี นาตัดของเสนลวดจะคํานวณ ไดจากสมการ An dn2 0.000019635 36n (3.2) 4 inch 2 92 19.5 โดยเสนลวดทเ่ี ปน เบอร m/0 AWG จะหาคา n ไดจากสมการ n = -(m-1) เชน เสน ลวดเบอร 0000 (4/0) AWG จะมคี า n = -(4-1) = -3 สาขาวิชาวศิ วกรรมอเิ ล็กทรอนิกส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภฏั อดุ รธานี 85
เอกสารประกอบการสอนวิชาวิศวกรรรมอเิ ล็กทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี ตัวอยางที่ 3.1 จงหาขนดเสน ผา นศนู ยกลางและพน้ื ท่ีหนาตดั ของเสน ลวดเบอร 10 AWG แลวเทียบ กบั ตาราง วธิ ีทาํ จากสมการที่ 3.1 เมือ่ n = 10 3610 dn 0.005 inch 92 39 0.10189 0.1019 inch จากสมการที่ 3.2 เม่อื n = 10 An dn2 0.000019635 36n 0.00816 inch 2 4 inch2 92 19.5 ในอุดมคติคาความตานทานของเสนลวดจะดิจิตอลมีคาเปนศูนยโอหม แตสมมุติฐานน้ีจะใชไดก็ ตอเม่ือวงจรทํางานอยูในชวงความถ่ีต่ําเทานั้น ในชวงความถี่สูงตั้งแต 10 เมกกะเฮิรตซข้ึนไป สมมุติฐานนี้ไมสามารถใชได เพราะกระแสท่ีไหลอยูในเสนลวดตัวนําจะเหน่ียวนําใหเกิด สนามแมเหล็กรอบๆ เสนลวดตามกฎมือขวา สนามแมเหล็กน้ีจะทําใหเกิดแรงดันไฟฟาจากการ เหนี่ยวนํา (Induced voltage) ซึ่งมีการเปล่ียนแปลงแบบตรงกันขามกับกระแสที่ไหลในเสนลวด ปรากฏการณน จ้ี ะทาํ ใหเกิดคา ความเหน่ยี วนําของเสน ลวด (self inductance : L) นอกเหนือไปจาก คา ความตานทานท่แี ฝงอยูในเสน ลวดดงั รปู ที่ 3.3 RL d l รปู ท่ี 3.3 ลวดตัวนาํ และวงจรสมมลู ทค่ี วามถสี่ งู คา ความตา นทานไฟกระแสตรง (DC resistance) ที่เกิดขึ้นในเสน ลวดจะคาํ นวณไดจ ากสมการ l l 4l (3.3) A d 2 / 4 RDC d 2 cond สาขาวชิ าวศิ วกรรมอิเล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภฏั อุดรธานี 86
เอกสารประกอบการสอนวิชาวิศวกรรรมอเิ ล็กทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี เมื่อ คือคาสภาพความตา นทานไฟฟา (Resistivity : .m ) ในขณะที่ คือคาสภาพความนํา ไฟฟา (Conductivity : S / m ) ของโลหะท่ใี ชผ ลติ เสนลวด l คือความยาวของเสนลวดและ d คอื เสน ผานศูนยก ลางของเสนลวดมีหนวยเปน เซนติเมตร (cm) A คือพื้นท่ีหนาตัดของเสนลวด (cm2) สวนคาความเหนี่ยวนาํ ของเสน ลวดจะคํานวณหาไดจ ากสมการ [C. bowick] L 0.002l ln 4dl 0.75 uH (3.4) สาํ หรับคาความเหนยี่ วนาํ ที่เกิดจากขาอปุ กรณทรานซสิ เตอรแ ละขาอปุ กรณพาสซีพเชน ตัวตานทาน ตวั เกบ็ ประจุที่ใชในวงจรอเิ ลก็ ทรอนิกสจะประมาณไดวา ความยาวของขาอุปกรณ 1 มิลลิเมตรจะทํา ใหเ กดิ คาความเหน่ียวนาํ ประมาณ 1 นาโนเฮนรี คา ความเหนยี่ วนําแอบแฝงนจี้ ะมีผลกระทบตอ การ ทํางานของวงจรอเิ ล็กทรอนิกสที่ทํางานในยานความถ่ี 10 เมกกะเฮิรตซข้ึนไปดังน้ันจึงตองตัดขา อุปกรณใหส ั้นพาสซพี ใหส น้ั ทีส่ ุดเทา ที่จะทําไดก อ นบัดกรีลงแผนพิมพว งจร ปรากฏการณผิว (Skin effect) พฤติกรรมการไหลของกระแสไฟฟาในชวงความถ่ีต่ํากับชวงความถ่ีสูงจะมีลักษณะที่ แตกตา งกัน ในชว งความถีต่ า่ํ กระแสไฟตรงจากการไหลของกระแสนาํ (Conduction current : J) จะกนิ พืน้ ท่ตี ลอดพื้นทหี่ นาตดั ของลวดตัวนํา แตเ มื่อความถีส่ งู กวา 1 เมกกะเฮิรตซขึ้นไป คาความ หนาแนนกระแสจะมีคา ลดลงแบบเอกซโปเน็นเชียล เม่อื ระยะทางความลึกจากผิวตัวนํามีคามากข้ึน ปรากฏการณน ที้ าํ ใหม ีการสญู เสยี เพ่มิ ขึน้ เน่ืองจากคารีซิสแตนซของสัญญาณไฟฟากระแสสลับมีคา เพมิ่ ปรากฏการณน ี้เกิดขน้ึ จากสญั ญาณไฟฟากระแสสลบั ทไี่ หลในลวดตวั นาํ ทาํ ใหเกิดสนามแมเหล็ก สนามแมเ หลก็ น้ีจะเหน่ยี วนําใหเ กดิ สนามไฟฟา ตามกฎของฟาราเดย สนามไฟฟาที่เกิดขึ้นจะทําเกิด กระแสที่ไหลในทิศทางตรงกันขามกับสัญญาณกระแสไฟฟาเริ่มตนทําใหเกิดการหักลางกระแส ปรากฏการณน ้ีจะเกดิ ขน้ึ อยา งเดนชัดบรเิ วณใจกลางของลวดตวั นาํ (r = 0) และคอยๆ ลดลงเมอื่ เขา ใกลผ วิ ของลวดตวั นํา ดงั นั้นบริเวณภายในตวั นําโดยเฉพาะใจกลางของลวดตัวนําจะมีคาความ หนาแนนกระแสตํา่ มาก สงผลใหมีคารีซิสแตนซสูง ความลึกของผิวตวั นํา s ท่ีความหนาแนน กระแสลดลงจนมีคา เปน 37 เปอรเ ซน็ ต ของคาความหนาแนนกระแสสูงสุดท่ีผิวโลหะจะถูกเรียกวา ระยะผวิ “Skin depth” หรือ สาขาวชิ าวิศวกรรมอิเล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 87
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวศิ วกรรรมอเิ ลก็ ทรอนกิ ส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี s 1 1 (3.5) f R0cond f เมอื่ R คอื คาความซึมซาบสนามแมเ หล็กสมั พัทธข องวสั ดุสาํ หรับทองแดง (Cu) ซึง่ เปนโลหะทีใ่ ช งานกันมากในงานทางอเิ ลก็ ทรอนกิ สมคี า R 1 และ 5.88107 mho/m ดงั นน้ั ท่ี ความถี่ใดๆ ระยะผวิ มคี า s 1 0.066 f m (3.6) f R0cond ถาพิจารณาเสนตัวนําแบบทรงกระบอกท่ีมีคารัศมี a ความหนาแนนกระแสนําของสัญญาณไฟ กระแสตรงซง่ึ มกี ระแสไหลตลอดทง้ั หนาตดั ของตวั นําจะมคี า Jz0 I (3.7) a 2 ในขณะท่ีสมการความหนาแนนกระแสโดยประมาณในทิศทางแกน z (ทิศทางตามยาวของ (3.8) เสน ลวดตวั นํา) สาํ หรบั สญั ญาณความถสี่ งู คือ Jz Ip e -(1+j) a-r j2a s r เม่ือ Ip คือคาความหนาแนนสูงสุดบริเวณผิวของเสนลวดตวั นําและ r คือระยะทางในแนวรัศมีของ เสนลวดตัวนํา สมการอยางงายของคารีซิสแตนซและคารีแอคแตนซสําหรับสัญญาณไฟฟา กระแสสลับทส่ี มั พนั ธก ับระยะผิวกับคารัศมขี องเสนลวดตวั นาํ แบบทรงกระบอกดังรูปท่ี 3.5 ที่ความถี่ สงู กวา 500 เมกกะเฮริ ตซข ้นึ ไปคือ Rac a RDC 2s (3.9 ก) และ L a (3.9 ข) RDC 2s สาขาวิชาวศิ วกรรมอเิ ล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภฏั อดุ รธานี 88
เอกสารประกอบการสอนวิชาวศิ วกรรรมอเิ ล็กทรอนกิ ส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี A1 r12 A2 r22 Skin depth area A2 A1 r22 r12 สัญญาณความถสี ูงจะไหลมาก r2 บริเวณพืนทแี รเงา r1 s (ก) (ข) รูปที่ 3.4 (ก) พ้นื ท่ีการไหลของกระแสความถีส่ งู และ (ข) อมิ พีแดนซส วนจรงิ และสว นจนิ ตภาพของลวดตวั นาํ 3.3 ตัวตานทาน (Resistor) ตัวตานทานจะยินยอมใหกระแสท่มี คี าเทากับแรงดนั ท่ีปอนหารดวยคาความตา นทานท่สี ัญญาณ ไหลผาน พฤตกิ รรมดงั กลาวสามารถเขียนเปน สมการคณิตศาสตรอยางงายไดดังน้ี I V (3.10) R สัญลักษณในสมการ (3.10) ใชอ ักษรพิมพใ หญบงช้ีวาเปนปริมาณไฟฟากระแสตรง สําหรับสัญญาณ ไฟกระแสสลับของกระแสที่ไหลผานและแรงดันท่ีตกครอมตัวตานทานจะแสดงในรูปที่ 3.5 เม่ือ พจิ ารณาสัญญาณแรงดัน v(t) และกระแส i(t) ทแ่ี ปรเปลี่ยนตามเวลา t ใดๆ กําลังงาน v(t) ทแ่ี ผ ในตวั ตานทาน (Power dissipated) ทเ่ี วลา t ใดๆ จะมีคา P(t) v(t)i(t) (3.11) เม่อื พิจารณากรณีของสัญญาณกระตนุ ทเี่ ปน แบบคลนื่ รูปไซน คา กําลงั งานเฉลี่ยทีแ่ ผออกมา PAVG ที่ ขวั้ ทั้งสองขางของอุปกรณซึ่งในทน่ี คี้ ือตัวตานทานคือ สาขาวชิ าวิศวกรรมอิเล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอุดรธานี 89
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวิศวกรรรมอเิ ล็กทรอนกิ ส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี I R + V (ก) V,I 90 IV 180 IV 0 270 0 180 360 (ข) รปู ท่ี 3.5 (ก) ตัวตา นทานในอดุ มคตแิ ละ (ข) กระแสทไ่ี หลผานและแรงดันท่ตี กครอ ม ตวั ตานทานซ่งึ มมี มุ เฟสตรงกนั PAVG 12VpI p cos (3.12) เม่ือ Vp,Ip คือคาแรงดันและกระแสสูงสุดและ คือผลตางมุมเฟสระหวางสัญญาณแรงดันและ กระแส อยา งไรกด็ โี ดยทัว่ ไปแลว เทอมของกําลังงานที่ใชในการอธิบายความสามารถในการทํางาน ของอปุ กรณหรอื วงจรใดๆ มกั จะนยิ ามเปน คารากที่สองของกาํ ลงั งานเฉลยี่ (Root Mean Squared : rms) สาํ หรบั สญั ญาณแบบคลืน่ รปู ไซนคา อารเอ็มเอสหรอื คา รากท่ีสองของกาํ ลังงานเฉลยี่ ของกระแส และแรงดันจะกําหนดดว ยสมการ Vrms Vpeak (3.13 ก) 2 และ I rms I peak (3.13 ข) 2 สาขาวชิ าวิศวกรรมอิเล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 90
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวิศวกรรรมอเิ ล็กทรอนกิ ส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี ดังนั้น PAVG VrmsIrms cos (3.13 ค) ขอ สังเกตสําหรับสญั ลกั ษณข องตวั แปรในสมการทเ่ี ปนตัวอักษรแบบตวั พิมพเล็กจะบงบอกวาสญั ญาณ เปน แบบคลื่นรูปไซน สําหรบั ตวั ตานทานในอดุ มคตคิ าของมุมตางเฟสระหวา งแรงดันและกระแส 0 ดงั นัน้ กําลงั งานทแ่ี ผเขา ไปในตวั ตานทานจงึ มคี าเทากับผลคณุ ของแรงดันและกระแส v(t)i(t) หนา ท่ีหลกั ของตวั ตานทานในวงจรอเิ ลก็ ทรอนกิ สก ค็ อื การใชงานเปนอปุ กรณสําหรบั กาํ หนดคา ของแรงดันและกระแสในวงจรตางๆ เชน ทําหนาที่เปนวงจรไบอสั เพอ่ื กาํ หนดจดุ ทํางาน ของวงจรขยายทรานซิสเตอร เปนอปุ กรณย กระดบั แรงดัน (Pull-up) ในวงจรดจิ ติ อล ลอจกิ เปน อปุ กรณก ําหนดความถ่ีในการทํางานรวมกบั ตัวเกบ็ ประจแุ ละตัวเหนี่ยวนาํ ในวงจรกรองความถหี่ รอื วงจรออสซลิ เลเตอร ตัวต้านทาน แบบมีขา (leaded) แบบ SMT แบบฟิ ล์มคารบ์ อน, + 5% แบบฟิ ล์มหนา, + 1%, + 5% แบบฟิ ล์มโลหะ, + 1% แบบฟิ ล์มบาง, < + 1% แบบฟิ ลม์ ออกไซดโ์ ลหะ > W แบบลวดพนั > W รูปที่ 3.6 แผนผงั ชนิดของตัวตานทาน สาขาวิชาวิศวกรรมอเิ ล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อดุ รธานี 91
เอกสารประกอบการสอนวิชาวิศวกรรรมอเิ ลก็ ทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี ตัวตานทานท่ีมีจําหนายในทองตลาดแบงเปนชนิดใหญๆ ได 2 แบบดังรูปท่ี 3.6 คือ 1) แบบมีขา (Leaded) และ 2) แบบประกบผิวหนาหรอื แบบ (Surface Mount Technology: SMT) ในสว นของ ตวั ตา นทานแบบมีขาสามารถแบงแยกออกเปน ชนดิ ตางๆ ขน้ึ อยูก ับชนดิ ของวัสดทุ ใ่ี ชใ นการผลิตเชน ตัวตานทานแบบฟลมคารบอน (Carbon film resistor) เปนตัวตานทานที่มีราคาถูกและ หางายมีคาเปอรเซ็นตความผิดพลาด 5 หรือ 10 % โครงสรางประกอบไปดวยแทงเซรามิค ทรงกระบอกท่ีมีแผนฟลม คารบ อน (สารประกอบคารบ อนจะทาํ ใหคา ความตา นทานเปลยี่ นแปลงเมอ่ื ไดร ับแรงดนั ไฟฟาคาสูง) การเพมิ่ หรือลดคาความตา นทานทําไดโ ดยการปรบั สว นผสม ความกวา งและ จํานวนรอบของแผนฟลม ดงั รปู ที่ 3.7 แผน่ โลหะพนั รอบเพอื กาํ หนด ขวั โลหะ คา่ ความต้านทาน ขาโลหะ ฉนวนเคลือบ แทง่ เซรามิค รูปที่ 3.7 โครงสรา งของตวั ตานทานแบบมขี า ตวั ตานทานแบบฟล มโลหะ (Metal film resistor) มกั จะเปน ฟล มของสารประกอบระหวา ง นิเกิลและโครเมยี มหรือนโิ ครม (NiCr) ตวั ตานทานชนิดนมี้ ีคุณภาพและความแมนยําคอ นขางสงู จึง เหมาะกับวงจรจาํ พวกวงจรกรองความถแี ละวงจรประมวลสญั ญาณแบบอนาลอ็ กแบบตา งๆ ที่ ตอ งการใหมขี นาดของสญั ญาณรบกวนต่าํ มคี าเปอรเซ็นตความผิดพลาด 0.5 1 หรอื 2 % และสัม ประสทิ ธิอุณหภูมิราว 25 หรือ 50 พพี เี อ็ม สาขาวชิ าวิศวกรรมอเิ ล็กทรอนิกส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภฏั อุดรธานี 92
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวศิ วกรรรมอเิ ลก็ ทรอนกิ ส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี ตวั ต้านทานฟิ ลม์ คาร์บอน ตวั ต้านทานฟิ ล์มโลหะ ตวั ต้านทานออกไซด์ของโลหะ ตวั ต้านทานแบบลวดพนั รูปท่ี 3.8 ตวั ตา นทานแบบมขี าชนดิ ตางๆ ตวั ตา นทานแบบฟล ม ออกไซดของโลหะ (Metal oxide resistor) เปน ตวั ตานทานทีผ่ ลติ จาก ฟล มออกไซของโลหะเชน ดีบกุ ออกไซด ตวั ตานทานชนดิ นมี้ ีคาความเหนยี่ วนําแอบแฝงตํา่ ตานทาน แรงดนั และกระแสสงู ไดร วมทง้ั ทนอุณหภมู ิทส่ี งู มากกวา 240 องศาเซลเซยี ส จงึ นยิ มนําไปใชกับวงจร ดา นอเิ ล็กทรอนกิ สก าํ ลงั มีคา เปอรเ ซ็นตค วามผิดพลาดประมาณ 2% และสมั ประสิทธอิ ุณหภูมริ าว +350 พีพเี อม็ ตวั ตานทานแบบลวดพัน (Wire wound resistor) เปนตัวตานทานสําหรับงานที่ตองการคา ความตา นทานและการทนกําลงั ไดส งู ๆ ตั้งแต 1 ถึงหลายกิโลวัตต ใชกับงานจําพวก อิเลก็ ทรอนิกส กําลัง ผลิตจากแทงเซรามคิ ทรงกระบอกทถ่ี ูกพันรอบดวยเสนลวดเพื่อกําหนดคาความตานทานมีคา เปอรเซน็ ตความผิดพลาดประมาณ 1 ถึง 10 % ตัวตานทานอีกรูปแบบหนึ่งท่ีนิยมใชกับวงจร อิเล็กทรอนิกสที่ตองการใหวงจรโดยรวมมีขนาดเลก็ ก็คอื ตัวตานทานแบบประกบผิวหนาหรือ ตัว ตานทานแบบ SMT หรือ SMD (Surface mount device) ดังรปู ท่ี 3.10 ซึ่งมีการเร่ิมตนผลิตครั้ง แรกในชวงป ค.ศ. 1960 โดยกลุมวิศวกรของบริษัทไอบีเอ็มและไดรับความนิยมอยางแพรหลาย ในชว งป ค.ศ. 1980 ขอดีคือมีขนาดเล็กและนํ้าหนักเบา งายตอการประกอบลงบนแผนพิมพวงจร เพราะไมต องเจาะรเู พ่อื ใสข าอุปกรณขนาดของตวั ถงั และขามีขนาดเลก็ อุปกรณแฝงจงึ มคี า นอ ยเหมาะ ท่ีจะนําไปใชก ับวงจรทีท่ าํ งานในยา นความถ่ีสูง แตมีขอเสยี หลักก็คือ การซอมแซมวงจรท่ีสรางจาก อุปกรณจ ําพวกนี้ทําไดยาก ตวั ตานทานชนดิ น้ีจะระบุคาความตานทานดว ยรหสั ตวั เลข 3 หลัก สอง หลักแรกบอกคาสองหลักแรกของความตานทานและ หลักท่ี 3 คือคาเลขยกกําลังของ 10 ตวั อยา งเชน \"472\" ใชห มายถงึ \"47\" เปน คา สองหลกั แรกของคา ความตา นทาน คณู ดว ย 10 ยกกําลัง สาขาวิชาวศิ วกรรมอเิ ล็กทรอนิกส คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อดุ รธานี 93
เอกสารประกอบการสอนวิชาวศิ วกรรรมอเิ ลก็ ทรอนกิ ส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี สอง 47 102 47 100 4700 โอหม สว นตัวตา นทาน SMT แบบความแมนยําสูงจะใช รหัสเลข 4 หลักในการระบคุ า 3 หลกั แรกบอกคา ความตานทานสวนละหลกั ท่ี 4 คือคา เลขยกกําลัง ของ 10 ตวั ตานทานแบบประกบผวิ หนา แบงออกไดเ ปน 2 ชนดิ ตามเทคนคิ การเคลือบฟลม คือ ตวั ตานทาน SMT แบบฟลม บาง (Thin film resistor) เปน ตวั ตา นทานท่ผี ลติ ดว ยการเคลอื บ ฟลม บางซึ่งมกั เปน ฟลม นิโครมดวยเทคนิคสปตเตอรร ง่ิ ลงบนซับสเตรท (อลูมนิ มั Al2O3) ในแชมเบอร สุญญากาศและกดั เซาะฟลมบางใหเปนลวดลายเพอื่ ปรับคาความตา นทานดวยเทคนคิ ทางแสง ฟล ม ท่ี นํามาใชงานมักจะเปน แทนทาลัมไนไตร (TaN) รูธีเนียมไดออกไซด (RuO2) ตะกั่วออกไซด (PbO) หรือนิโครม (NiCr) เปน ตน มีคาเปอรเซ็นตค วามผิดพลาดประมาณ 0.1 0.2 0.5 และ 1 % ตามลาํ ดบั การปรับแตงความตา นทานคาทําไดดวยลาํ แสงเลเซอรมคี าสมั ประสิทธอิ ณุ หภูมิราว 5 ถึง 25 ppm ตวั ต้านทาน SMT แบบฟิ ล์มบาง ตัวต้านทาน SMT แบบฟิ ลม์ หนา รปู ที่ 3.9 ตวั ตา นทานแบบ SMT ตารางท่ี 3.2 ขนาดตัวถังของตัวตา นทานแบบ SMT ความกวา ง (W) ขนาด โคด ความยาว (L) mm mils mm mils 0.5 20 0402 1.0 40 0.8 30 0603 1.6 60 1.2 50 L W 0805 2.0 80 1.6 60 1206 3.2 120 2.5 100 1210 3.2 120 ตัวตานทาน SMT แบบฟลมหนา (Thick film resistor) เปนตัวตานทานที่ผลิตจาก กระบวนการเคลือบฟล ม แบบสกรนี หรอื การพมิ พ (Screen and printing) ของสารประกอบเซรามิค ที่สามารถนําไฟฟาไดเชนเดียวกันกับแบบฟลมบางแลวทําการเผาท่ีอุณหภูมิประมาณ 850 องศา สาขาวิชาวศิ วกรรมอเิ ล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภฏั อดุ รธานี 94
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวิศวกรรรมอิเล็กทรอนกิ ส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี เซลเซียส ตัวตานทานชนิดนี้มีคาเปอรเซ็นตความผิดพลาดประมาณ 1 หรือ 2% และสัมประสิทธิ อณุ หภูมริ าว +250 พพี เี อ็ม เปน ตัวตา นทานที่มีราคาถกู และผลิตไดในปรมิ าณสงู ๆ ตัวตานทานแบบ SMT เหลานจ้ี ะมีตวั ถงั ขนาดตางๆ ซ่งึ มคี วามกวางและความยาวดงั แสดงในตารางที่ 3.2 ซ่งึ เปน ขอมลู ของตัวถังตวั ตา นทานแบบ SMT บางรนุ ความไมเปน อุดมคตขิ องตวั ตานทาน Non-Ideal Resistor) คา อนิ ดัคแตนซแอบแฝง (Parasitic) เกิดจากเสนลวดตวั นํา (L) ที่ทาํ หนา ที่เปนขาของตัว ตานทานเชนเดยี วกันกับคาคาปาซิแตนซแอบแฝง (C) ท่ีเกิดจากข้ัวไฟฟาประกบอยูกับฐานรองที่ เชื่อมตออยูกบั ขาตัวตา นทานท้ังสองดา นจะสง ผลกระทบตอการทํางานของตัวตานทานเมื่อนําไปใช งานในชว งความมสี่ งู ตวั แปรแอบแฝงทงั้ หมดรวมทัง้ คาตวั ตา นทาน R สามารถเขียนเปนแบบจําลอง ทางไฟฟาไดด ังรูปที่ 2.11 R LR L C รูปที่ 3.10 ตวั ตานทานในอดุ มคติและแบบรวมตวั แปรแอบแฝง Magnitude (% DC Resistance) 200 LR L 180 160 C 5 140 120 Wirewound 100 100 80 1k 60 1M 100k 10k 40 20 101 102 103 104 105 106 107 108 109 0 Frequency (Hz) 100 รปู ท่ี 3.11 อิมพแี ดนซข องตวั ตานทานทแ่ี ปรตามความถี่ 95 สาขาวชิ าวิศวกรรมอเิ ล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุดรธานี
เอกสารประกอบการสอนวิชาวศิ วกรรรมอเิ ล็กทรอนกิ ส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี 3.4 ตวั เหนย่ี วนาํ (Inductor) ตัวเหนี่ยวนําในอุดมคติจะมีพฤติกรรมท่ีไมเหมือนตัวตานทานนั่นคือไมมีการแผกําลังงาน ความสมั พนั ธระหวา งกระแสทไ่ี หลผา นและแรงดันท่ีตกครอมตวั เหน่ยี วนาํ คอื v(t)= L di(t ) (3.14) dt สว นคา กระแสท่ีไหลผา นตัวเหนย่ี วนําท่ีเวลา t ใดๆ จะหาไดด ว ยการอนิ ทรเิ กรตแรดงดนั ไฟฟา v (3.15) i(t)= v(t)dt 0 ปริมาณของพลังงานที่เก็บสะสมในตัวเหนี่ยวนํา UL ที่ถูกเก็บสะสมในตัวเหนี่ยวนําจะมคี าเทากับ อินทริกรลั เทยี บกับเวลาของผลคณู v(t) i(t) โดยมีเงือ่ นไขของกระแสเรมิ่ ตนคือ i(t=0)=0 UL=t L t d(i) i(t)dt (3.16 ก) 0 v(t )i(t )dt 0 dt จากสมการ (3.16 ก) พลังงานทถ่ี กู สะสมในตัวเหน่ยี วนาํ ณ เวลา t ใดๆ คือ UL = 1 L i(t ) 2 (3.16 ข) 2 ปริมาณของกระแสที่ไหลผานตัวเหน่ียวนําทุกรูปแบบของสัญญาณจะแปรตามอินทริกรัลของ แรงดันไฟฟาที่จายใหตัวเหน่ียวนํา ถาสัญญาณที่จายใหตัวเหน่ียวนําเปนสัญญาณแรงดันรูปไซน v(t) V0 cos t กระแสทีไ่ หลผานตวั เหน่ยี วนาํ จะหาไดดวยการอนิ ทริเกรตดังนี้ I1 V0 cos tdt V0 sin t (3.17) L L สาขาวชิ าวศิ วกรรมอิเล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภฏั อดุ รธานี 96
เอกสารประกอบการสอนวิชาวศิ วกรรรมอิเล็กทรอนกิ ส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี I L + V (ก) V,I 90 I 180 V 0 V I 270 0 180 360 (ข) รูปที่ 3.12 (ก) ตวั เหนย่ี วนําในอดุ มคตแิ ละ (ข) มมุ เฟสของกระแสทต่ี ามมมุ เฟสของแรงดัน 90 องศา จากกฎของโอหมแรงดันที่หารดว ยกระแสมหี นวยเปน โอหม ดงั นั้นเทอม L ซ่ึงเปน คา รแี อคแตนซ ของตัวเหนยี่ วนําจงึ มหี นวยเปนโอหม นอกจากนต้ี ัวเหนยี่ วนาํ ในอดุ มคติยังพฤตกิ รรมทส่ี าํ คญั ประการ หนึ่งก็คือไมมีการแผกําลังงานแตมีการสะสมพลังงานเม่ือตัวเหนี่ยวนําไดรับการกระตุนดวย สญั ญาณไฟฟากระแสสลับ มุมเฟสของกระแสจะตาม (Lag) มมุ เฟสของแรงดันอยู 90 องศา ดังนั้น กาํ ลังงานท่แี ผอ อกมาจงึ มีคา PDiss 1 V I cos 0 (3.18) 2 เมอื่ พจิ ารณากราฟอิมพีแดนซข องตัวเหน่ียวนําในอดุ มคติจะมีลักษณะเปนเชิงเสนแปรตามความถ่ีที่ เพ่มิ ขนึ้ จนถึงความถอ่ี นันต ในขณะทตี่ ัวเหนี่ยวนําท่ีรวมผลกระทบของตัวแปรแอบแฝง (Parasitic parameters) เขาไปดวยในวงจรสมมูลดังรปู ที่ 3.13 (ก) จะมพี ฤตกิ รรมทตี่ างจากนน้ั คอื เมอื่ ถงึ ความถี่ คาหนึ่งขนาดอิมพีแดนซของตัวเหนี่ยวนําจะมีขนาดเปนอนันตซึ่งเปนพฤตกิ รรมท่ีคลายกับวงจร รโี ซแนนซแ บบขนานและหลงั จากความถรี่ โี ซแนนซดังกลาว สาขาวชิ าวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอดุ รธานี 97
เอกสารประกอบการสอนวิชาวศิ วกรรรมอิเล็กทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี L RL C (ก) Impedance (Ohm) (ข) รปู ท่ี 3.13 (ก) ตัวเหนย่ี วนาํ ในอดุ มคตแิ ละแบบมตี ัวแปรแอบแฝงและ (ข) ตวั เหนี่ยวนาํ แบบชพิ ที่มาของภาพ : http://www.coilcraft.com/ 105 RL 104 ตวั เหนียวนาํ แบบมีตวั แปรแอบแฝง 103 102 ตัวเหนยี วนาํ ในอดุ มคติ 101 fr 101006 107 108 109 Frequency (Hz) รปู ท่ี 3.14 อิมพแี ดนซของตัวเหนย่ี วนําทแ่ี ปรตามความถี่ สาขาวชิ าวิศวกรรมอเิ ล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุดรธานี 98
เอกสารประกอบการสอนวิชาวิศวกรรรมอเิ ลก็ ทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี ขนาดอมิ พีแดนซของตัวเหนี่ยวนาํ จะมคี าลดลงเหมอื นกบั อิมพีแดนซข องตัวเก็บประจเุ ราจะเรยี กวา ถร่ี ี โซแนนซดังกลา ววาความถ่ีรโี ซแนนซดวยตัวเองของตัวเหนี่ยวนํา (SFR) หรือความถี่ fr นอกจากน้ี เมอ่ื พิจารณาคาอมิ พแี ดนซของตวั เหน่ียวนํา Zin ที่รวมตวั แปรแอบแฝงแลวกพ็ บวา มที ั้งคาท่ีเปนสวน จริง ReZin ซึ่งแทนการสูญเสยี ท่แี ฝงอยใู นอุปกรณแ ละสว นจินตภาพ ImZin ซ่ึงเปนคา รแี อค แตนซของตัวเหน่ียวนาํ ผลของความไมเ ปนอดุ มคติของตวั เหน่ียวนาํ ซงึ่ มกี ารสญุ เสยี แฝงอยทู าํ ใหเ กดิ นิยามตัวประกอบคุณภาพของอุปกรณ (Q) ซ่งึ นิยามไดจ าก Q Energy stored XL 2fL (3.19) Energy loss Rs Rs ตวั อยางที่ 3.2 คา ตวั ประกอบคุณภาพของตวั เหนีย่ วนาํ 15 H ทที่ ํางานทีค่ วามถ่ี 10 เมกกะเฮริ ตซ มีคา 90 จงหาคา ความตานทานไฟกระแสตรงของตวั เหนยี่ วนําน้ี วิธีทํา จากขอมูลท่ีโจทยใหมา L 15 H , f 10 MHz และ Q 90 คาตัวประกอบ คุณภาพของตัวเก็บประจหุ าไดจากสมการ Q 90 2fL 2 10 106 15 106 Ro Ro Ro 2 10 106 15 106 10.5 90 3.4.1 การออกแบบตวั เหนยี่ วนาํ ช้ันเดียวแกนอากาศ ตวั เหนย่ี วนําช้ันเดียวแบบแกนอากาศ (Air-core single layer inductor) เปนตัว เหนี่ยวนําทีส่ รางไดง า ยบนคอยลฟ อรมนําเสนอโดย Wheeler เปนครัง้ แรก เมอ่ื ป ค.ศ. 1928 สาขาวชิ าวศิ วกรรมอเิ ล็กทรอนิกส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอดุ รธานี 99
เอกสารประกอบการสอนวิชาวิศวกรรรมอิเล็กทรอนกิ ส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี l D r รปู ท่ี 3.15 ตัวเหนี่ยวนําชน้ั เดยี วแบบแกนอากาศ L(H ) 0.394 r 2N 2 (3.20) 9r 10l เมอื่ คอื คา ความเหนย่ี วนาํ มีหนวยเปน ไมโครเฮนรี (H ) คอื ความยาวของขดลวดมีหนว ยเปน เซนตเิ มตร (cm) L คอื รศั มภี ายในของแกนมหี นวยเปน เซนติเมตร (cm) l คอื จาํ นวนรอบของการพนั ขดลวดมีหนว ยเปน รอบ r N หรอื ในสตู รท่ขี นาดตางๆ มีหนวยเปนนิ้ว L(H ) D 2N 2 (3.21) 18D 40l เมอื่ D คอื เสนผา นศูนยกลางของตัวเหนยี่ วนาํ แบบคอยล มหี นว ยเปน น้ิว (Inch) แตถ า คาเริ่มตน เปน คาอนิ ดักแตนซท ต่ี อ งการจาํ นวนรองของการพนั N จะมคี า L 18D 40l (3.22) N D ตวั อยา งที่ 3.3 จงหาคาอินดักแตนซข องตัวเหนี่ยวนําท่พี นั จากลวดจาํ นวน 48 รอบดวยความยาว 32 รอบตอ นิ้ว มีเสน ผา นศูนยก ลาง 0.75 นว้ิ จากขอ มลู D 0.75 นวิ้ จํานวนรอบ N 78 และความยาว l 48 / 32 =1.5 นว้ิ สาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภฏั อดุ รธานี 100
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวิศวกรรรมอิเล็กทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี เพราะฉะนั้น L(H ) 0.752 482 1300 18 ไมโครเฮนรี 18 0.75 40 1.5 74 ตวั อยา งท่ี 3.3 ถาตอ งการคา อินดกั แตนซข องตัวเหนยี่ วนาํ เทากับ 10.0 ไมโครเฮนรี จากขดลวดทีพ่ ัน บนคอยลฟ อรมทมี่ ขี นาด D 1.25 นิว้ และมีความยาว l=1.25 นิ้ว ตอ งพันขดลวดทงั้ หมดก่ี รอบ จาก N 10.018 1.0 40 1.25 680 26.1 รอบ 1.0 3.4.2 วสั ดุแกนแมเ หลก็ ถาตองการสรางตัวเหนี่ยวทม่ี ีคาสูงระดบั หลายสิบหรอื หลายรอยไมโครเฮน็ รอี าจทาํ ได ดวยการเพม่ิ จํานวนขดลวดแตข อเสียทต่ี ามมาคอื ตวั เหน่ียวนาํ ที่ไดม ีขนาดใหญ ในทางทฤษฎีการเพมิ่ คาอินดักแตนซจะทําไดดวยการเพ่ิมความหนาแนนของฟลักซแมเหล็กซ่ึงจะเกิดข้ึนเมื่อคาความ ตา นทานทางแมเ หล็กหรือรีลัคแตนซ (Reluctance) มคี า ลดลง วิธกี ารอยางงายกค็ ือการเพิม่ คอรห รอื แกนแมเ หล็กเขา ไปในตวั โครงสราง (Coil form) ของตัวเหน่ียวนําหรือการพัดลวดรอบแกนเหล็กดัง รปู ท่ี 3.16 วัสดทุ ี่นํามาผลติ แกนของตวั เหนีย่ วนําเหลานีอ้ าจจะเปน วสั ดุจําพวกแกนเหลก็ (Iron core) หรือแกนเฟอรไ รต (Ferrite core) ซ่งึ มคี าความซึมซาบทางแมเหลก็ (Magnetic permeability : ) High current line filter Bi-filar winding Tri-filar winding Surface-mount inductor Small-rf coil Circuit-board variable choke รูปท่ี 3.16 ตวั เหน่ียวนําบนแกนวัสดแุ มเหล็กแบบตา งๆ ทีม่ าของภาพ : http://www.indiamart.com/intexpower/electrical-inductors.html สาขาวิชาวิศวกรรมอเิ ล็กทรอนิกส คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุดรธานี 101
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวศิ วกรรรมอิเลก็ ทรอนกิ ส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี สงู กวาอากาศทาํ ใหเ พ่ิมจํานวนเสนแรงแมเหล็กระหวางขดลวดดวยใหมีจํานวนมากขึ้น สงผลใหคา ความเหนี่ยวนําเพ่มิ ขึน้ ดวยการใชลวดตัวนําพนั เพยี งไมกร่ี อบเทานั้น แกนเหลก็ หรือแกนเฟอรไ รตแ บบ ตา งๆ ท่ีนํามาใชใ นการสรางตวั เหนีย่ วนาํ จะแสดงในรูปท่ี 3.17 Ferite binocolar balun Suppression Ferite bead Ferite rod Toroid core E-core Slug tune coil form รูปท่ี 3.17 แกนแมเ หลก็ และแกนเฟอรไรตแ บบตา งๆ ทีม่ าของภาพ : http://meige008.b2b.youboy.com/ 3.5 ตัวเกบ็ ประจุ (Capacitor) ตัวเก็บประจแุ บบพ้นื ฐานจะประกอบไปดว ยแผนเพลตโลหะ 2 แผนประกบกบั วสั ดุ ไดอเิ ล็ก ตรกิ ทคี่ ั่นอยตู รงกลางซึ่งอาจจะเปน ฟล ม พสาติก แผน ฉนวนเซรามคิ แผน กระดาษหรอื แผนไมกาเปน ตน คาคาปาซิแตนซ C ทเ่ี กดิ ขน้ึ มีคาเทา กบั จํานวนประจไุ ฟฟา Q ทง้ั หมดทเ่ี กบ็ สะสมอยบู นแผน เพลต ตอ ศกั ดาไฟฟา V ทต่ี กครอมแผนเพลตทัง้ สองดงั สมการ C Q ฟารดั (3.23) V เมอื่ C คอื คาความจไุ ฟฟามหี นวยเปน ฟารดั Q คอื ประจุไฟฟา มหี นวยเปนคูลอมบ V คอื ศกั ดาหรอื แรงดันไฟฟาทต่ี กครอ มระหวา งแผน เพลตทัง้ สองมีหนว ยเปน โวลต สาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุดรธานี 102
เอกสารประกอบการสอนวิชาวิศวกรรรมอเิ ล็กทรอนกิ ส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี I A + V C d C rA d รูปท่ี 3.18 (ก) โครงสรา งของตวั เกบ็ ประจแุ บบแผนขนาดและ (ข) สญั ลกั ษณข องตัวเก็บประจุ คาคาปาซแิ ตนซจ ะแปรตามพ้ืนทผี่ ิว A ของแผน เพลตโลหะและคาเพอรมติ ตวิ ติ ้ี ของวสั ดไุ ดอิเลก็ ตริกทคี่ ัน่ ระหวางแผนเพลตโลหะแตจ ะแปรผกผันกบั ระยะหา งระหวา งแผน เพลตตัวนํา d ดงั สมการ C A ฟารัด (3.24) d เมอ่ื คอื คาเพอรมติ ตวิ ติ ้ขี องวัสดไุ ดอเิ ล็กตริก มหี นวยเปน ฟารัด/เมตร A คอื พืน้ ทผี่ ิวของแผนเพลตโลหะ มีหนว ยเปน ตารางเมตร d คอื ระหวางแผน เพลตโลหะ มีหนว ยเปน เมตร ตัวอยางที่ 3.4 จงหาคา คาปาซิแตนซของตัวเกบ็ ประจุแบบแผนขนานทีแ่ ผนเพลตมีพื้นที่ 0.04 m2 และมรี ะยะหา งระหวางแผนเพลตเปน 0.02 m โดยวัสดทุ ีค่ ่ันกลางระหวางแผน เพลตทัง้ 2 เปน ไมกา ทม่ี คี าคงทไี่ ดอเิ ลก็ ตริกเปน 5.0 วิธีทาํ จากขอมูลท่ีโจทยใ หม า A 0.04 m2 , d 0.02 m และ r 5.0 คาคาปาซิแตนซ ของตวั เก็บประจุแบบแผนขนานหาไดจ าก C o r A 8.85 1012 5.0 0.04 d 0.02 1.77 1011 C 17.7 pF สาขาวชิ าวศิ วกรรมอเิ ล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุดรธานี 103
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวิศวกรรรมอิเล็กทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี ตวั อยางท่ี 3.5 ตัวเกบ็ ประจแุ บบเซรามิคมพี น้ื ท่ีแผน ขนาน 0.2 m2 จงหาคาความหนาของวัสดุไดอิ เล็กตริก d ถาตัวเก็บประจุมคี าคาปาซิแตนซ 0.428 F และวัสดุเซรามิคที่คั่นกลางมีคาคงที่ ไดอเิ ลก็ ตรกิ เปน 1200 วิธีทํา จากขอมูลท่ีโจทยใหมา A 0.2 m2 , C 0.428 F และ r 1200 คาคาปาซิ แตนซของตวั เกบ็ ประจแุ บบแผนขนานหาไดจ าก เพราะฉะนั้น C orA 0.428 1012 8.85 1012 1200 0.2 dd 8.85 1012 1200 0.2 d 0.428 1012 4.96 103 m = 4.96 m ตัวเก็บประจุจะมีพฤติกรรมที่เหมือนกับตวั เหน่ียวนํานั่นก็คือไมมีการแผกําลังงานแตจะมีการเก็บ พลงั งานสะสมพลงั งานในรปู ของการเก็บสะสมประจุ ดงั นั้นพลังงานทีอ่ ยใู นรูปของสนามไฟฟา กจ็ ะถูก เก็บสะสมเพมิ่ ตามไปดว ย จากนิยามของคา คาปาซิแตนซซ ่ึงเปนอตั ราสว นของประจุ q ตอ แรงแรงดนั v ในเวลาใดๆ ท่ีประจุเหลา นั้นถกู สะสมไวหรือ C= q (3.25) v(t) เมอ่ื กระแสไฟฟา ไหลเขา ไปในตัวเกบ็ ประจปุ ระจสุ ะสมก็จะมปี รมิ าณเพิม่ มากขน้ึ อตั ราการเปลยี่ นแปลง ของจาํ นวนประจุตอหนวยเวลาก็คอื คา ของกระแสที่ไหลเขา ตวั เกบ็ ประจุน่ันเอง เมื่อคณู สมการที่ 3.25 ท้ังสองขา งดวยเทอม v แลวทาํ การดฟิ เฟอเร็นชเิ อตเทียบกับเวลา t จะได q = i(t)=C v(t) (3.26) t t จากนน้ั ทาํ การอนิ ทริเกรตกระแสเทียบกบั เวลาจะไดแรงดนั ทเี่ วลา t ใดๆ v(t)= 1 idt (3.27) C สาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภฏั อุดรธานี 104
เอกสารประกอบการสอนวิชาวิศวกรรรมอเิ ลก็ ทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี ในสภาวะเร่มิ ตนของตวั เกบ็ ประจทุ ย่ี ังไมไ ดร ับการประจซุ งึ่ มคี า แรงดันไฟฟา v(0)=0 อินทรกิ รลั ของ กําลงั งานที่เวลาใดๆ ท่ีจา ยใหกบั ตวั เกบ็ ประจุ v(t) i(t) ก็คือพลังงานที่สะสมอยูในตัวเก็บประจุ UC เม่อื ตวั เกบ็ ประจทุ าํ การสะสมประจจุ นมีมีคาแรงดันไฟฟา เทา กับ v UC=v C v v(t ) dvd(tt ) dt (3.28) 0 v(t )i(t )dt 0 จากสมการท่ี (3.28) พลงั งานทีถ่ ูกสะสมในตัวเก็บประจุ ณ เวลา t ใดๆ คือ V,I VI 90 0 180 V 0 270 I 0 180 360 รปู ท่ี 3.19 (ก) ตวั เกบ็ ประจุในอดุ มคตแิ ละ (ข) มุมเฟสของกระแสจะนาํ มมุ ของแรงดันทตี่ ก ครอ มตวั เกบ็ ประจุ 90 องศา UC = 1 C v(t)2 (3.29) 2 ปรมิ าณของพลังงานสะสมน้ีจะไมขึน้ กับรปู คล่นื ของสญั ญาณกระแสและแรงดนั ท่ีใชในการสะสมประจุ อยางไรกด็ ีถาสัญญาณทีใ่ ชในการสะสมประจุมีลกั ษณะเปนสัญญาณคลืน่ ไซน กระแสท่ีไหลผานตวั เกบ็ ประจุจะมีมมุ เฟสที่นํามมุ เฟสของแรงดันอยู 90 ดงั นี้ v(t) V0 cos t i(t) C v(t ) V0C sin t (3.30) t สาขาวชิ าวิศวกรรมอิเล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอดุ รธานี 105
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวศิ วกรรรมอิเลก็ ทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี จากสมการท่ี (3.30) เทอม 1 / C มหี นวยเปนโอหม คอื ซ่ึงก็คือคารีแอคแตนซตวั เกบ็ ประจุ ตัวเกบ็ ประจุแบงออกเปนชนิดใหญๆ ได 2 ชนิดดังแผนภูมิในรูปท่ี 3.19 คือ 1) ตัวเก็บประจุชนิดอิเล็ก โตรสแตติคหรือตวั เกบ็ ประจแุ บบไมมีขัว้ และ 2) ตวั เก็บประจุแบบอิเลก็ โตรไลติค 3.5.1 ชนดิ ของวสั ดไุ ดอเิ ลก็ ตริก วสั ดุไดอิเลก็ ตริกท่ีใชในการผลติ ตัวเกบ็ ประจมุ หี ลายชนิด ตวั เก็บประจุที่ผลิตจากวัสดุ ตา งชนิดกันกจ็ ะมลี กั ษณะการใชง านที่แตกตางกันดงั ตอ ไปน้ี ตัวเกบ็ ประจุ ตวั เกบ็ ประจุแบบอิเลก็ โตรสแตติค ตัวเกบ็ ประจุแบบอเิ ลก็ โตรไลตคิ แบบเซรามคิ แบบอลูมินมั แบบฟิ ลม์ แบบแทนทาลมั รปู ท่ี 3.20 แผนผังชนดิ ของตัวเกบ็ ประจุ 3.5.1.1 วัสดุไดอิเลก็ ตรกิ ชนดิ กระดาษ จะใชกับงานจําพวกแรงดันไฟฟาสูง ไมสามารถนําไปใชกับสภาวะแวดลอมที่ ความช้นื สงู ได เน่อื งจากคา ความเก็บประจุจะเพิ่มข้ึนในขณะที่ความตานทานฉนวน ความคงทนไดอิ เล็กตริก (Dielectric strength) และอายุการใชงาน (Aging) จะลดลงตัวเก็บประจะประเภทน้ีจะมี เปอรเ ซน็ ตความผดิ พลาดประมาณ 10 เปอรเซน็ ต 3.5.1.2 วสั ดไุ ดอเิ ลก็ ตรกิ ชนดิ ฟล ม พลาสตกิ แบง ออกไดห ลายชนิดดังนี้ สาขาวชิ าวศิ วกรรมอเิ ล็กทรอนิกส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 106
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวิศวกรรรมอเิ ลก็ ทรอนกิ ส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี ฟลม พลาสตกิ ชนดิ ไมลารเ ปนช่อื ทางการคา ทาํ งานในชวงอณุ หภูมิ -55 ถงึ +125 องศาเซลเซยี ส คุณสมบตั ิในการดูดซับความช้นื นอ ยกวา กระดาษครง่ึ หนึ่งมคี ุณสมบตั ิคลายโพลเี อสเตอร ฟลมโพลีคารบอรเ นต มีคาคงทีไ่ ดอเิ ล็กตรกิ ประมาณ 2.9 มีคาตัวประกอบกาํ ลงั งานต่ํา ทํางาน ไดดใี นยา นความถไ่ี ฟกระแสสลบั นอกจากน้ียงั มคี า สมั ประสทิ ธิอุณหภมู ติ วั ประกอบการสูญเสียความ รอนและการดูดกลืนไดอเิ ล็กตรกิ มีคาต่ําจึงเหมาะสําหรับการใชง านในวงจรกรองความถี่ ฟลมโพลีเอสเตอรหรือ PET เปนช่ือทางการคาของบริษัทดูปองค (DuPont) ที่นําออกสู ทอ งตลาดราวกลางป ค.ศ. 1950 มีคา คงที่ไดอิเล็กตริกประมาณ 3 ซ่งึ ถือวามีคาต่ํา สามารถใชแทน วสั ดุไดอิเล็กตริคชนิดกระดาษไดเหมาะกับงานหลายชนิดในชวงความถี่ต่ํา เพราะมีการสูญเสียความ รอนสงู ในชว งความถีส่ งู ตัวเก็บประจชุ นิดนม้ี ีเปอรเซ็นตค วามผดิ พลาดประมาณ 20 เปอรเซนต ฟลมไมกา (Mica) มีคา คงที่ไดอิเล็กตรกิ ประมาณ 6 ซึง่ มีคา ตํ่าดังนั้นตัวเก็บประจจุ ึงมีขนาดใหญ ตวั เกบ็ ประจุท่ีสรางจากวัสดุชนิดนี้มีคุณสมบัติดานอุณหภูมิดีมากจึงเหมาะสมที่จะนําไปสรางวงจร กรองความถแี่ ละวงจรรโี ซเนเตอรในชว งความถี่ตา่ํ 3.5.1.3 วสั ดไุ ดอิเลก็ ตรกิ แบบเซรามคิ ตามมาตรฐานของ EIA (Electronics Industries Alliance) สามารถแบงออก ไดเ ปน 2 คลาสหรือกลุม ดังตอไปน้ี วสั ดไุ ดอิเล็กตรกิ คลาสหนึง่ (Class 1 dielectric) เปนวสั ดทุ มี่ คี าคงทไี่ ดอเิ ล็ก ตรกิ ไมเกิน 150 เหมาะสาํ หรบั การผลิตตัวเก็บประจุท่ีมีคานอยกวา 5 นาโนฟารดั ท วัสดุชนิดนี้มีคา สมั ประสทิ ธิ์การเปล่ยี นแปลงคาคาปาซิแตนซต ามคาอณุ หภมู ิ (Temperature coefficient) แรงดนั ความถแ่ี ละอายุการใชงาน (Aging tolerance) ที่มเี สถียรภาพสงู การสญู เสียเนื่องจากการแผกําลัง งานมคี าตา่ํ ในชว งความถีก่ วาง วสั ดกุ ลมุ นีไ้ ดแ ก ไททาเนียมไดออกไซด (TiO2) ที่ผสมกบั แคลเซียม ไททาเนต (CaTiO3) หรือแบเรยี มไททาเนต (Ba2TiO3) ที่มปี รมิ าณนอ ยๆ เพอื่ ลดผลของปรากฏการณ ไมโครโฟนิกสทีจ่ ะแปลงผันการสั่นทางกลใหเปน สัญญาณรบกวนทางไฟฟาเน่ืองแบเรียมไททาเนตมี คุณสมบัตเิ พียโซอเิ ล็กตรกิ วัสดุไดอเิ ล็กตริกที่จดั อยูในคลาสหนึ่งไดแก C0G N220 P110 และ NP0 เปนตน การต้ังชื่อของวัสดุเหลานี้จะทําได 2 ลักษณะตามมาตรฐานของอุตสาหกรรมและตาม มาตรฐานของ EIA การต้ังชื่อมาตรฐานของอุตสาหกรรมจะประกอบตัวอักษรที่เปนชนิดของ สัมประสิทธิ์การเปล่ียนแปลงตามคาอุณหภูมิ เชน P หมายถึง Positive ในขณะท่ี N หมายถึง Negative และ O จะใชแ ทนศูนยหรือ Zero (0) แลว ตามดวยตัวเลขสามหลกั ยกตัวอยางเชน N220 หมายถึง 200 ppm/C สวนวสั ดุชนิด P100 หมายถึง 100 ppm/C ในขณะท่ี การตั้งช่อื สาขาวิชาวศิ วกรรมอเิ ล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภฏั อดุ รธานี 107
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวิศวกรรรมอเิ ล็กทรอนกิ ส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี มาตรฐานของ EIA ช่ือวัสดุแตละชนิดจะประกอบไปดวย ตัวอักษร-ตัวเลข-ตัวอักษร เชน NPO หมายถงึ มีเสถียรภาพสูงมากหรือไมม กี ารเปลีย่ นแปลงคาคาปาซิแตนซแ มค าอุณหภมู ิจะเปลยี่ นแปลง วสั ดุชนิด NPO มีคา เทยี บเทากับวสั ดุชนิด C0G ตามมาตรฐานของ EIA หรือ Negative-positive- 0 ppm/C สาํ หรบั ชือ่ ของวสั ดุไดอิเลก็ ตริกคลาสหน่งึ ทเ่ี ทียบเคียงตามมาตรฐานทั้งสองจะแสดงใน ตารางที่ 3.3 ตารางที่ 3.3 คณุ สมบัตเิ ทียบเคียงของวัสดไุ ดอเิ ล็กตรกิ คลาสหนึ่ง มาตรฐาน วสั ดไดอเิ ล็กตรกิ คลาสหน่งึ EIA M7G C0G B2G U1G P2G R2G S2H T2H U2J P3K R3L Industry P100 NPO N030 N075 N150 N220 N330 N470 N750 N1500 N2200 วัสดไุ ดอเิ ล็กตริกคลาสสอง (Class 2 dielectric) เปนวัสดุทม่ี คี า คงท่ีไดอเิ ล็กตริก สูงกวา 18,000 เหมาะสําหรับการผลิตตัวเก็บประจุคาสูงที่ใชงานในยานความถ่ีตํ่า แตก็มีขอเสีย เกีย่ วกับการเปลยี่ นแปลงคา ตามอุณหภูมิ แรงดัน ความถี่ การสญู เสยี เน่อื งจากการแผกาํ ลังงานมีคา สูง วัสดุในกลุมน้ีไดแกไททาเนียมไดออกไซด (TiO2) ผสมกับแบเรียมไททาเนต (Ba2TiO3) ใน อตั ราสวนผสมท่สี งู ๆ เพราะตอ งการสารประกอบท่ีมคี า คงทไี่ ดอิเล็กตริกสงู ดงั นั้นตวั เก็บประจทุ ีผ่ ลติ จากวัสดุกลุมน้ีจงึ มีแนวโนมทจี่ ะเกดิ ปรากฏการณไ มโครโฟนกิ สสูง ตัวอยางของวัสดุท่จี ัดอยูในคลาส สองไดแ ก X7R ท่มี ีการเปลยี่ นแปลงคาคาปาซิแตนซสูงสุดถึง 15 % ในชวงอุณหภูมิ -55 ถึง +125 องศาเซลเซียส วัสดุชนิด Z5U ท่ีมีการเปลี่ยนแปลงคาคาปาซิแตนซสูงสุด 22 ถึง 56 % ในชวง อุณหภูมิ +10 ถึง +125 องศาเซลเซียส วัสดไุ ดอเิ ล็กตริกคลาสสองสามารถแบงออกไดเปนอีกสอง กลมุ ยอยตามชวงคา คงท่ีไดอเิ ล็กตรกิ คอื วสั ดไุ ดอเิ ล็กตรกิ ท่ีมคี าคงทีไ่ ดอเิ ล็กตริกสูงปานกลางและมีเสถียรภาพ (Stable mid-k) มีคาสัมประสิทธิอุณหภูมิสูงสุดถึง +15 % ในชวงอุณหภูมิ – 55 ถึง +125 องศาเซลเซียส วสั ดุที่อยใู นกลมุ นี้ไดแก X7R ซึ่งมีคาคงที่ไดอิเล็กตริกอยูในชวง 600- 4,000 คาเปอรเซ็นต ความ ผดิ พลาดของตัวเกบ็ ประจมุ ีคาประมาณ 10 เปอรเซน็ ต มคี าอยูในชวง 3300 พิโคฟารัดถึง 0.33 ไม โครฟารดั ตวั เกบ็ ประจุชนิดนีเ้ หมาะสมกบั งานจําพวกคบั ปลง้ิ สญั ญาณ วงจรกรองความถี่ วงจรกด ผลตอบสนองทรานเซ้ยี นและวงจรไทมม่ิง สาขาวชิ าวิศวกรรมอิเล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภฏั อดุ รธานี 108
เอกสารประกอบการสอนวิชาวิศวกรรรมอิเลก็ ทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี ตารางที่ 3.4 รหสั ทใ่ี ชในการกาํ หนดชื่อวัสดไุ ดอเิ ล็กตรคิ คลาส 2 EIA CODE Percent capacity change over temperature range RS198 Temperature range X7 55 C ถงึ 125 C X5 55 C ถงึ 125 C Y5 55 C ถงึ 125 C Z5 55 C ถงึ 125 C Code Percent capacity change D 3.3 % E 4.7 % F 7.5 % P 10.0 % R 15.0 % S 22.0 % T 22 %, -33% U 22 %, -56% V 22 %, -82% วสั ดไุ ดอิเลก็ ตริกที่มีคา คงที่ไดอิเล็กตริกสูง (High-k) มีคา สมั ประสทิ ธอิ ณุ หภมู ิสงู สุดถึง 56 % ในชว งอณุ หภมู ิ +10 ถึง +85 องศาเซลเซียส วัสดทุ ีอ่ ยใู นกลุมน้ีไดแก Z5U มคี า คงที่ไดอเิ ลก็ ตริกมากกวา 4,000 มคี า เปอรเซน็ ตความผิดประมาณ 20 เปอรเ ซน็ ต ในชวงคาความเกบ็ ประจุ 0.01 ไมโครฟารดั ถึง 0.33 ไมโครฟารดั เหมาะสมกบั งานจาํ พวกบายพาสและคับปลิ้งสัญญาณ ขนาดของ ตวั เก็บประจุมขี นาดเล็ก 3.5.2 ไมโครโฟนิกส (Microphonics) คอื ปรากฏการณท ีส่ ําคญั ชนิดหนึง่ ท่ีเกิดขน้ึ ในตวั เก็บประจุเมอ่ื อเิ ลก็ ตรอนซง่ึ เปน สว นประกอบของวสั ดุท่ีใชผลิตตัวเก็บประจจุ ะแปลงพลงั งานของการ สั่นเชงิ กลใหเ ปนสัญญาณรบกวนเชงิ ไฟฟา เปนพฤติกรรมท่คี ลายกบั การทาํ งานของไมโครโฟน ตัวเก็บ ประจทุ ่ีมีแนวโนมจะเกิดปรากฏการณน ้คี อื ตวั เกบ็ ประจุทผี่ ลิตจากวัสดเุ ซรามคิ ทม่ี คี าคงท่ีไดอเิ ล็กตรกิ สาขาวชิ าวศิ วกรรมอิเล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 109
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวิศวกรรรมอเิ ล็กทรอนกิ ส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี สูงๆ จาํ พวก Z5U และ X7R ซึ่งเปนวัสดุเซรามคิ ที่มคี ุณสมบัตเิ พียโซอเิ ลก็ ตริก (Piezoelectric) ในตวั เหมอื นกับวัสดุท่ใี ชสรางไมโครโฟนหรือลาํ โพงแบบเพียโซอเิ ล็กตริก (ก) (ข) รูปที่ 3.21 สัมประสทิ ธอิ์ ณุ หภมู ขิ องวสั ดไุ ดอเิ ลก็ ตริกชนิด (ก) NPO และ (ข) X5R อิมพแี ดนซของตวั เหนีย่ วนําในอดุ มคติจะมีลักษณะเปนเชงิ เสน แปรตามความถีท่ เี่ พม่ิ ขน้ึ จนถึงความถ่ี อนันต ในขณะทต่ี ัวเหน่ยี วนําที่รวมผลกระทบของตัวแปรแอบแฝง (Parasitic parameters) เขาไป ดวยในวงจรสมมูลดงั รูปท่ี 3.22 จะมีพฤติกรรมท่ีตางจากนั้นคือ เม่ือถึงความถ่ีคาหนึ่งขนาด อมิ พแี ดนซของตัวเกบ็ ประจุจะมขี นาดเทากับสว นจรงิ ของวงจรซึ่งเปนคา รซี สิ แตนซซ ง่ึ เปน พฤตกิ รรมท่ี คลา ยกบั วงจรรีโซแนนซแบบอนุกรม หลังจากความถ่ีดงั กลาวขนาดอิมพีแดนซข องตวั เกบ็ ประจุจะ มคี า เพ่ิมขนึ้ เหมือนกับอิมพีแดนซของตัวเหน่ียวนําเราจะเรียกวาถ่ีดังกลา ววาความถ่ีรีโซแนนซดวย ตัวเองของตัวเหนยี่ วนาํ (SFR) หรือความถี่ fr นอกจากน้ีเมื่อพิจารณาคาอิมพแี ดนซข องตัวเก็บประจุ Zin ทีร่ วมตวั แปรแอบแฝงแลว กพ็ บวา มที ัง้ คา ท่ีเปนสว นจรงิ Re Zin ซงึ่ แทนการสูญเสียที่แฝงอยู ในอปุ กรณและสวนจนิ ตภาพ ImZin ซ่งึ เปน คารแี อคแตนซของตัวเกบ็ ประจุ ผลของการสูญเสีย ความรอนที่แฝงอยนู ี้มผี ลตอการทํางานของตัวเก็บประจมุ ากและจะไดก ลาวถึงในหัวขอ ถัดไป C C L RS RP 110 รปู ที่ 3.22 ตวั ตา นทานและวงจรสมมูลความถ่ีสงู ทร่ี วมตวั แปรแอบแฝง สาขาวชิ าวิศวกรรมอเิ ล็กทรอนิกส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอดุ รธานี
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวศิ วกรรรมอิเล็กทรอนกิ ส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี 108 C 106 L R Impedance (Ohm) 104 Rp ตัวเกบ็ ประจุแบบมตี ัวแปรแอบแฝง 102 100 ตวั เกบ็ ประจนุ าํ ในอดุ มคติ 0 100 101 102 103 104 105 106 107 fr 108 109 Frequency (Hz) รูปที่ 3.23 อิมพีแดนซข องตัวเกบ็ ประจทุ แ่ี ปรตามความถ่ี 3.5.3 วงจรสมมลู แบบอนกุ รมของตวั เกบ็ ประจุ ตัวเก็บประจุในทางปฏิบัติมไิ ดม ีเฉพาะคาคาปาซิแตนซซง่ึ เปนสวนประกอบท่ีสะสม พลังงานแตเ พยี งอยางเดยี วเทานั้นแตยงั มคี ารซี ิสแตนซที่เปนตวั แทนของการสญู เสยี ทง้ั หมดทแ่ี อบแฝง อยใู นตัวเกบ็ ประจุในรปู ของคารีซิสแตนซแ บบอนกุ รมหรือแบบขนานดงั ตอไปนี้ - Ras คา ความตานทานอนกุ รมโอหม มคิ (Ohmic resistance) ของขาหรือคาความตานทาน ของแผน เพลตในโครงสรา งของตัวเก็บประจุซงึ่ โดยปรกติจะมคี าตํา่ มากทําใหเกดิ การสญู เสยี ในรปู ของ การแผกําลังงาน I 2Ras และเปนสวนทที่ าํ ใหเ กิดคาตวั ประกอบของการแผก ําลังงาน D1 RasC - RL คา ความตานทานรัว่ ไหล (Leakage resistance) เปนคาความตานทานแบบขนานที่เกิด จากกระแสร่ัวไหลในตัวเกบประจุมีคาสูงเปนรอยเมกกะโอหม ตัวตานทานน้ีทําใหเกิดสูญเสียในรูป ของการแผกําลังงาน V 2 / RL และเปนสวนที่ทําใหเกิดคาตัวประกอบของการแผกําลังงาน D2 1 / (RLC ) - RD การสูญเสียไดอิเล็กตริก (Dielectric loss) เปนคาความตานทานแบบขนานที่เกิดจาก ปรากฏการณโพลารไรเซช่นั ซง่ึ เกิดขนึ้ เมอื่ สญั ญาณความถีส่ ูงทาํ อันตรกิรยิ ากบั วัสดสุ ามารถแบง เปน 2 รปู แบบคอื 1) โพลาไรเซช่นั ของโมเลกลุ (Dipole) และ 2) โพลาไรเซช่ันแบบแยกประจุ (Interfacial polarization or space-charge) ซ่ึงทําใหเกิดการดูดกลนื กําลงั งานของวัสดุมรี ูปแบบดังรปู ที่ 3.24 สาขาวิชาวศิ วกรรมอิเล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอดุ รธานี 111
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวิศวกรรรมอเิ ลก็ ทรอนกิ ส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี E 0 E 0 รปู ที่ 3.24 การเกิดโพลารไรเซช่ันแบบเกิดไดโพลและแบบแยกประจุ การสญู เสียไดอิเลก็ ตริกเหลา นเ้ี ปนการสูญเสยี ทเ่ี ปลยี่ นแปลงตามความถีแ่ ละเปน สว นทท่ี าํ ใหเ กดิ คา ตวั ประกอบของการแผกําลงั งาน D3 1 / (RDC) โดยที่ RD มีคา แปรเปล่ียนตามความถ่ีและ CB คือตวั เก็บประจุแบบบล็อกกิ้ง นอกจากนี้เมอ่ื ทาํ การจาํ ลองลกั ษณะอมิ พีแดนซแ ละคา ESR รวมท้งั คา ESL ทแี่ ปรตามความถี่ของตวั เกบ็ ประจุขนาด 1.2 พโิ คฟารดั แบบ SMT RD CS L Ras C ESR C ESL RL (ข) (ก) รูปที่ 3.25 (ก) วงจรสมมลู ของตวั เกบ็ ประจทุ ีร่ วมการสูญเสยี แบบตางๆ และ (ข) วงจรสมมลู ของ ตัวเกบ็ ประจุแบบรวม ESR และ ESL ดังนั้นเมอ่ื นําพารามเิ ตอรท ั้งหมดมาสรางเปนวงจรสมมูลทางไฟฟาของตวั เกบ็ ประจกุ จ็ ะไดว งจรสมมูล ของตัวเกบ็ ประจทุ ร่ี วมตัวแปรทงั้ หมดดังรปู ที่ 3.25 (ก) และวงจรสมมูลอยางงายทีป่ ระกอบไปดวยคา คาปาซิแตนซ ESR และ ESL ดังรูปท่ี 3.25 (ข) สวนลักษณะของการสูญเสียที่แปรตามความถี่จะ แสดงดงั รูปท่ี 3.25 ซ่งึ มขี นาดแพ็คเกจเบอร 0603 ผลิตจากวัสดุไดอเิ ลก็ ตรกิ คลาสหนึง่ ชนิด C0G ดว ย สาขาวชิ าวิศวกรรมอเิ ล็กทรอนิกส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 112
เอกสารประกอบการสอนวิชาวศิ วกรรรมอิเลก็ ทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี โปรแกรม PSPICE ของบรษิ ทั KEMET กจ็ ะไดผ ลการจาํ ลองทสี่ อดคลอ งกบั ทฤษฎที ี่กลาวถงึ ไปแลว ดงั แสดงในรูปท่ี 3.26 รปู ที่ 3.26 การสญู เสยี ความรอ นแบบตางๆทแ่ี ปรตามความถ่ี 3.5.4 ตวั ประกอบกาํ ลงั งานและตัวประกอบการสญู เสยี ความรอน ตัวประกอบกาํ ลงั งาน (Power factor) และตวั ประกอบการสูญเสยี กําลังงาน (Dissipation factor) เปนตัวประกอบสองตวั ทม่ี ักจะสบั สนกนั อยเู สมอ เนอื่ งจากเปน ตวั เลขที่ใชวดั การสญู เสยี กําลังงานของตัวเกบ็ ประจุ เมอ่ื นําไปใชงานกบั สญั ญาณความถี่กระแสสลบั ในอดุ มคติ กระแสในตวั เก็บประจจุ ะมมี มุ เฟสนํามมุ เฟสแรงดนั อยู 90 องศา แตใ นทางปฏบิ ตั ิมมุ เฟสของกระแสท่ี นํามุมเฟสของแรงดนั จะมคี านอ ยกวา 90 องศา ดังรปู ที่ 3.27 ซงึ่ เปนผลทเ่ี กดิ จากคา ความตา นทาน การสญู เสยี ความรอ น ESR เราจะเรียกมมุ วามมุ เฟสในขณะทเี่ รยี กมุม วามุมของการสญู เสยี ความรอนและจะไดส มการ ตัวประกอบกาํ ลังงาน P.F. cos or sin (3.31) และ ตัวประกอบการสญู เสยี กาํ ลงั งาน D.F. tan (3.32) สาขาวชิ าวิศวกรรมอเิ ล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอดุ รธานี 113
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวิศวกรรรมอิเลก็ ทรอนกิ ส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี รูปท่ี 3.27 อิมพแี ดนซแ ละ ESR ESL ของตัวเกบ็ ประจุทจี่ ําลองดวย PSPICE KEMET ตัวประกอบ D.F. / P.F.นจ้ี ะเปนตัวเลขทบี่ อกวากําลงั งานอินพุตของตัวเกบ็ ประจุไดถ ูกเปลย่ี น ความรอ นกเ่ี ปอรเซ็นต นอกจากนป้ี ระกอบการสูญเสียความรอนยงั มคี วามสมั พันธก บั ESR ดงั สมการ ตัวประกอบการสญู เสยี D.F. ESR 2fC ESR (3.33) XC หรือถา คดิ เปนการสญู เสยี กาํ ลงั งานในหนว ยทีเ่ หน็ วัตต Watt loss 2fCV 2D.F. (3.34) สาขาวิชาวศิ วกรรมอิเล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อุดรธานี 114
เอกสารประกอบการสอนวิชาวศิ วกรรรมอิเลก็ ทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี I (Ideal) I (Actual) Loss angle Phase angle V รูปท่ี 3.28 มมุ ของการสญู เสยี มมุ เฟสจริงของตัวเกบ็ ประจุ 3.5.5 ตวั ประกอบคณุ ภาพของตวั เกบ็ ประจุ (Quality factor : Q) เปนตวั แปรทบี่ อกคุณภาพของตวั เกบ็ ประจทุ ส่ี รางขน้ึ มา โดยท่วั ไปนยิ ามของตวั ประกอบคุณภาพคอื Q Energy stored (3.35) Power loss ในทางไฟฟา ตวั ประกอบคุณภาพจะบง บอกถงึ ผลกระทบของการสญู เสยี ความรอ นในรปู ของคา รซี สิ แตนซที่มผี ลตอ การทาํ งานของอปุ กรณห รอื วงจร Q 1 XC (3.36) D.F. ESR 3.6 บทสรุป อปุ กรณพ าสซีพหรืออุปกรณเ ฉ่ือยงานท่ีรจู กั กันดมี อี ยู 3 ชนิดคอื ตวั ตานทาน ตัวเหน่ียวนํา และตวั เกบ็ ประจุ เปน สวนประกอบท่ีสําคัญในวงจรอเิ ล็กทรอนิกส โยทว่ั ไปจะมีการนําตัวตานทาน ไปใชในการกําหนดแรงดนั ตกครอมหรอื แบงคากระแสไฟตรงหรอื กระแสสลบั ในวงจรอเิ ลก็ ทรอนกิ สใ ห เปนไปตามทอี่ ุปกรณในวงจรนัน้ ๆ ตอ งการ สวนตัวเก็บประจุและตัวเหน่ียวนําจะใชในการกําหนด พฤติกรรมในการทํางานของวงจรที่เก่ียวของกับความถ่ี ซึ่งจะตองมีการพิจารณาเก่ียวกับคา ตัว ประกอบคณุ ภาพซึ่งสมั พนั ธกับการสญู เสยี ในรปู ของตวั ตา นทานทแ่ี ฝงอยูภายในตัวเก็บประจุและตัว เหนยี่ วนําดวยซึ่งสามารถสรา งแบบจําลองทางไฟฟา อยางงา ยมาอธิบายเกี่ยวกับตัวแปรเหลาน้ี การ นําอุปกรณพาสซีพไปใชงานในทางปฏิบัติจะตองคํานึงถึงคุณสมบัติพื้นฐานของอุปกรณรวมท้ัง สาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภฏั อดุ รธานี 115
เอกสารประกอบการสอนวิชาวศิ วกรรรมอิเล็กทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี ขีดจํากัดดา นตางๆ เชน การทนแรงดัน กระแส กําลังงานหรอื ความถสี่ งู สดุ ทอ่ี ุปกรณนนั้ ๆ ยังสามารถ ทํางานไดส มบูรณ คําถามทา ยบท 3.1 จงอธบิ ายความหมายของคาํ วาอุปกรณแบบพาสซีพและอุปกรณแบบแอ็คทพี มาพอเขาใจ 3.2 จงอธิบายความหมายของคําวา คาสภาพความตานทานไฟฟา และคาสภาพความนําไฟฟา มาพอเขา ใจ 3.3 จงอธบิ ายความหมายของเทอม R และ R ในเชิงของอุปกรณทางไฟฟามาพอเขาใจ 3.4 จงอธิบายนิยามของคําวา “ปรากฎการณผิว” มาพอเขา ใจ 3.5 จงอธบิ ายความหมายของคําวาความถี่รีโซแนนซของอุปกรณ (Self Resonance Frequency: SRF) มาพอเขาใจ 3.6 คา ตัวประกอบคุณภาพของตัวเหน่ียวนาํ 10 H ทีท่ ํางานทค่ี วามถี่ 10.7 เมกกะเฮิรตซมีคา 60 จงหาคา ความตานทานแฝงของตัวเหนย่ี วนํานี้ 3.7 ตวั เหนีย่ วนาํ 2.2 H มีคาความตา นทานอนกุ รมแฝงอยู 4.5 โอหมท่คี วามถ่ี 1 เมกกะเฮิรตซจ ง หาคา ตัวประกอบคุณภาพของตวั เหน่ยี วนาํ น้ี RL รูปที่ 3.29 ภาพประกอบคาํ ถามที่ 3.7 3.8 จงอธิบายความหมายของคาํ วา “คา คงทไี่ ดอิเล็กตรกิ สัมพัทธ” มาพอเขาใจ 3.9 จงอธบิ ายความหมายของคาํ วา คา สัมประสิทธ์อิ ุณหภมู ขิ องตวั เกบ็ ประจมุ าพอเขา ใจ 3.10 จงอธิบายความหมายของคาํ วาปรากฎการณไ มโครโฟนกิ ส (microphonics) มาพอเขา ใจ 3.11 จงหาคา อินดกั แตนซข องตวั เหน่ยี วนาํ ทพ่ี นั จากลวดจาํ นวน 32 รอบดวยความยาว 28 รอบ ตอ นิ้วมีเสน ผา นศูนยก ลาง 0.6 นิ้ว สาขาวิชาวิศวกรรมอเิ ล็กทรอนิกส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภฏั อดุ รธานี 116
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวิศวกรรรมอิเล็กทรอนกิ ส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี 3.12 ตัวเกบ็ ประจุแบบเซรามิค มีพื้นที่แผนขนาน 0.125 m2 จงหาคา ความหนาของวัสดุ ไดอิเล็กตริก d ถาตัวเก็บประจุมีคาคาปาซิแตนซ 0.22 F และวัสดุเซรามิคที่คั่นกลางมี คา คงท่ีไดอเิ ล็กตริกเปน 1000 สาขาวชิ าวศิ วกรรมอิเล็กทรอนกิ ส คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 117
เอกสารประกอบการสอนวชิ าวศิ วกรรรมอเิ ล็กทรอนิกส 1 โดย อาจารย ดร. ระวี พรหมหลวงศรี เอกสารอางอิง Ludwig, R. and Bretcho, P. (2002). RF Circuit design”, Upper Sadle river : Peason education. Young, Pual H. (1990). Electronic Communication Technique. Newyork : Macmillan Publishing Company. Sedra, Adel S. and Smith, Kenneth C.(1998). Microelectronic Circuits. New York: Oxford University Press. Neamen, A. D. (2002). Electronic Circuit Analysis and Design. New York: McGraw-Hill. Floyd, L. T. (1999). Electronic Devices. New Jersey: Prentice-Hall International Inc. Millman, J. and Grabel, A. (1987), Microelectronics. New York: McGraw-Hill. Boylestad, R. and Nashelsky, L. (1996) Electronic Devices and Circuit Theory. Prentice-Hall. Sedra, R. S.(2007). Electronic Devices for Computer Engineering. India : S. Chand and Company Ltd. http://www.radio-electronics.com/info/data/inductors/ferrite-bead-inductors.php. http://www.pupman.com/listarchives/1998/April/msg00189.html. http://en.wikipedia.org/wiki/American_wire_gauge. http://www.arrl.org/tis/info. http://www.niccomp.com/help/capvalues.asp. http://www.dialelectrolux.ru/files/file/Kemet/f3102.pdf. http://www.kemet.com/kemet/web/homepage/kechome.nsf/weben/kemsoft. สาขาวชิ าวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลัยราชภัฏอดุ รธานี 118
เอกสารประกอบการสอนวิชาวศิ วกรรมอเิ ล็กทรอนิกส์ 1 โดย อาจารย์ ดร. ระวี พรหมหลวงศรี แผนบรหิ ารการสอนประจาํ บทที่ 4 พ้ืนฐานทฤษฎสี ารก่ึงตวั นาํ และอปุ กรณแ บบรอยตอ 6 ชวั่ โมง หวั ขอ เนอ้ื หา 4.1 บทนาํ 4.2 พืน้ ฐานเกีย่ วกบั อะตอม 4.2.1 วงโคจรของอิเล็กตรอน 4.2.2 จํานวนอิเลก็ ตรอน 4.3 แถบพลังงาน 4.4 ของแขง็ 4.5 สารก่ึงตัวนํา 4.5.1 สารกงึ่ ตวั นาํ บรสิ ทุ ธ์ิ 4.5.2 การนาํ ไฟฟา ในตวั นํา 4.5.3 การนําไฟฟาในสารกึ่งตวั นาํ บรสิ ทุ ธ์ิ 4.6 สารกง่ึ ตัวนาํ ไมบ รสิ ุทธ์ิ 4.6.1 สารกงึ่ ตัวนาํ ชนิดเอน็ 4.6.2 สารกง่ึ ตวั นาํ ชนิดพี 4.6.3 ประจุพาหะสวนมากและประจุพาหะสว นนอย 4.6.4 ประจแุ บบเคลือ่ นท่แี ละแบบไมเ คล่ือนท่ใี นสารกึ่งตัวนาํ ชนดิ เอ็น 4.6.5 ความหนาแนนประจแุ ละการนํากระแสในสารกึ่งตวั นําไมบ ริสทุ ธิ์ 4.6.6 กลไกการเคลอื่ นทีข่ องประจุพาหะในสารก่ึงตัวนาํ 4.7 รอยตอ พเี อน็ 4.8 แถบพลังงานในรอยตอพีเอ็น 4.8.1 แถบพลงั งานเน่ืองจากการไบแอสตรงทีร่ อยตอพีเอ็น 4.8.2 แถบพลังงานเน่ืองจากการไบแอสกลบั ทีร่ อยตอพีเอ็น 4.9 บทสรุป สาขาวศิ วกรรมอิเลก็ ทรอนิกส์ คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี 119
เอกสารประกอบการสอนวิชาวิศวกรรมอเิ ลก็ ทรอนิกส์ 1 โดย อาจารย์ ดร. ระวี พรหมหลวงศรี วตั ถุประสงคเ ชงิ พฤตกิ รรม 1. เพอ่ื ใหผูเรยี นมคี วามเขา ใจและสามารถอธิบายสามารถอธิบายโครงสรางพน้ื ฐานของอะตอมได 2. เพอ่ื ใหผ เู รยี นมคี วามเขา ใจและสามารถอธิบายพนื้ ฐานเกย่ี วกับทฤษฎแี ถบพลังงานพื้นฐานของ สารก่งึ ตวั นาํ ได 3. เพอื่ ใหผ ูเรยี นมคี วามเขา ใจและสามารถอธิบายคุณสมบตั ขิ องสารกง่ึ ตวั นําบรสิ ทุ ธิแ์ ละสารกึง่ ตัวนํา ไมบริสทุ ธไ์ิ ด 4. เพอื่ ใหผ เู รยี นมคี วามเขาใจและสามารถอธบิ ายโครงสรา งและการทํางานรอยตอ ของสารพเี อ็นได วธิ สี อนและกจิ กรรมการเรยี นการสอนประจําบท 1. บรรยายเนอ้ื หาในแตล ะหัวขอ พรอ มยกตัวอยางประกอบ 2. ศกึ ษาจากเอกสารประกอบการสอน 3. ผสู อนสรุปเนอ้ื หา 4. ทาํ แบบฝก หัดเพอ่ื ทบทวนบทเรยี น 5. ผเู รยี นถามขอ สงสยั 6. ผูสอนทําการซักถาม ส่ือการเรียนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอนวชิ าวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส 1 2. ภาพเลอื่ น (Slide) การวดั ผลและการประเมนิ 1. ประเมินจากการซกั ถามในช้นั เรยี น 2. ประเมนิ จากความรว มมอื และความรับผดิ ชอบตอ การเรยี น 3. ประเมินจากการทาํ แบบฝกหดั ทบทวนทา ยบทเรยี น สาขาวศิ วกรรมอเิ ลก็ ทรอนิกส์ คณะเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี 120
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396