กวีกานต์ สังขท์ อง. 2565. การพฒั นาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรยี นช้ัน มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 6 โดยใช้กระบวนการเรยี นรู้แบบโครงงาน บทคัดยอ่ การวิจัย เรื่อง การพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีท่ี 6 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนา ความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้กระบวนการ เรยี นรู้แบบโครงงาน ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 70 2)ศกึ ษาความพึงพอใจของนักเรยี น ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 ที่มตี อ่ รปู แบบกระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนเทศบาล 6 (วัดตนั ตยาภริ ม) สังกดั เทศบาลนครตรงั ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565 จำนวน 67 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคร้ังนี้มี 2 ประเภท คือ 1) รูปแบบกระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน 2) แบบประเมินความพงึ พอใจ สถติ ิที่ใชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมลู คอื รอ้ ยละ ค่าเฉล่ยี ผลการวจิ ัยพบว่า 1) นักเรียน 67 คนมีความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คิด เปน็ ร้อยละ 100 2) นักเรยี นมีความพึงพอใจต่อรูปแบบกระบวนการเรยี นรู้แบบโครงงาน อยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉล่ยี เท่ากับ 4.53
กิตตกิ รรมประกาศ การวิจัย “การพัฒนาความสามารถในการเขยี นเชิงสรา้ งสรรค์ ของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษา ปีท่ี 6 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน”ครั้งน้ี สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี เพราะได้รับความ อนุเคราะห์จากบุคคลหลายฝา่ ย ขอขอบคุณผู้บริหาร คณะครูโรงเรียนเทศบาล 6 (วัดตันตยาภิรม) ท่ีได้ให้ความร่วมมือ ให้ ความช่วยเหลือ และให้กำลังใจในการวิจัยคร้ังนี้ ขอบคุณนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียน เทศบาล 6 (วัดตนั ตยาภริ ม) ทีใ่ หค้ วามร่วมมือในการทดลองงานวจิ ยั ในครั้งน้ี คุณค่าและประโยชน์จากการวิจัยคร้ังนี้ ขอมอบเป็นเคร่ืองบูชาพระคุณบิดา มารดา ครู อาจารย์ และผูม้ ีพระคุณทกุ ท่านท่ีมีส่วนสนบั สนนุ ให้ผ้วู ิจยั ประสบความสำเร็จในการวจิ ัยครง้ั นี้ กวกี านต์ สงั ขท์ อง
สารบญั หนา้ บทคดั ย่อ....................................................................................................................................... ก กิตตกิ รรมประกาศ........................................................................................................................ ข สารบัญ......................................................................................................................................... ค บทท่ี 1 บทนำ ............................................................................................................................ 1 ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา ........................................................... 1 วตั ถุประสงค์ของการวิจัย .................................................................................. 1 คำถามการวจิ ยั .................................................................................................. 2 ขอบเขตของการวิจัย ........................................................................................ 2 นิยามศัพทเ์ ฉพาะ ............................................................................................... 3 ประโยชนท์ จ่ี ะไดร้ ับ ........................................................................................ 3 2 เอกสารทเี่ กี่ยวข้อง ....................................................................................................... 4 ความหมายของการเขียนเชิงสรา้ งสรรค์............................................................... 4 ความมุ่งหมายและความสำคัญของการเขยี นเชงิ สรา้ งสรรค.์ ................................. 5 ประเภทของการเขียนเชงิ สรา้ งสรรค์ …............................................................... 5 ลกั ษณะของการเขยี นเชิงสรา้ งสรรค์...................................................................... 6 กระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน........................................................................... 6 3 วธิ ีการดำเนนิ การวจิ ยั ................................................................................................. 9 ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง ................................................................................. 9 เคร่อื งมือทใี่ ชใ้ นการวิจยั ...................................................................................... 9 การสรา้ งและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ ....................................................... 9 วธิ กี ารดำเนินการวจิ ยั .......................................................................................... 9 การวเิ คราะห์ข้อมูล .............................................................................................. 11
สารบญั (ตอ่ ) บทท่ี หนา้ 4 ผลการวิจยั ................................................................................................................... 12 5 อภิปรายและสรปุ ผลการวจิ ัย .............................. ..................................................... 12 บรรณานุกรม ............................................................................................................................ 15 ภาคผนวก ................................................................................................................................. 16
บทที่ 1 บทนำ 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี ๒ ) พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้กล่าวไว้ในมาตรา ๔ ว่า การศึกษา คือ กระบวนการเรียนรู้เพ่ือความเจริญงอกงามของ บุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึ ก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัด สภาพแวดล้อมทางสังคม การเรียนรูแ้ ละปัจจัยเกอื้ หนนุ ให้บุคคลเรียนรู้อยา่ งต่อเนื่องตลอดชีวติ โดย มาตรา ๖ กล่าวไว้ว่าการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ ร่วมกับผู้อืน่ ได้อยา่ งมคี วามสขุ ภาษานับว่าเป็นส่ิงสำคัญ ในการส่ือสาร องค์ประกอบของภาษาคือ การฟัง การพูด การอ่านและการเขียน เพ่ือเป็นเครอ่ื งช่วยให้คนในสังคมมีความเข้าใจที่ดีต่อกนั และอยู่รว่ มกัน อย่าง มี ความสุข การเรียนการสอนภาษาไทยมุ่งให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทางภาษา ทั้งทางด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน สามารถใช้ภาษาในการติดต่อส่ือสารถึงการรับรู้ และถ่ายทอดความรู้สึก นกึ คิดได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ การเขียนนับเป็นการสื่อสารท่ีมีวิธีการท่ีซับซ้อนกว่าทักษะอื่น เพราะผู้ที่สามารถฟัง พูด อ่าน ได้ดีจึงจะช่วยให้สามารถถ่ายทอดความเข้าใจ ความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการออกมาทาง การเขียนเพ่ือสือ่ ความหมายให้ผู้อ่นื เขา้ ใจ ทักษะการเขยี นจึงเป็นเคร่ืองมือในการสื่อความหมาย ที่ คงทนถาวรเป็นหลักฐานที่ดีกว่าทักษะอื่น ฉะนั้นผู้เขียนจึงต้องพยายามเขียนคำให้ถูกต้อง ใช้ภาษาท่ี ถูกต้องเพ่ือสื่อความหมายให้ผู้อ่ืนเข้าใจ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการเขียนที่มีประสิทธิภาพ ในการเขียน นอกจากต้องคำนึงถึงเน้ือความตามวัตถุประสงค์ สำนวนที่สละสลวยถูกต้องตามหลักภาษาแล้ว ยัง ต้องคำนึงถึงการสะกดคำด้วย เพราะการเขียนสะกดคำท่ีถูกต้องนอกจากจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย และรวดเรว็ แลว้ ยังช่วยใหผ้ ูเ้ ขียนเกิดความม่นั ใจในตนเองทุกคร้งั ที่เขียน การเขียนเชงิ สร้างสรรคเ์ ปน็ งานเขียนท่ีมคี วามแตกตา่ งจากการเขียนท่วั ไป เน่ืองจากตอ้ งใช้ ความคิดและจินตนาการในการนำเสนอเร่ืองราวและรูปแบบท่ีแปลกใหม่ ดังนั้นการเขียน เชิง สรา้ งสรรคจ์ งึ มคี วามสำคัญและจำเปน็ ต่อผเู้ ขยี นอย่างมาก การเขียนเชิงสร้างสรรค์มีคุณค่าในการยกระดับความคิดและประเทืองสติปัญญา เปิด โอ ก า ส ให้ ผู้ อ่ า น ได้ ม อ ง เห็ น ท า งเลื อ ก ที่ ห ล า ก ห ล า ย แ ล ะจุ ด ป ร ะ ก า ย ให้ ผู้ อ่ า น เป้ า ห ม า ย รู้ สึ ก ถึ ง การสน่ั คลอนทางความคดิ หรอื ถงึ ข้ันรื้อถอนสง่ิ ทเ่ี ปน็ ความคดิ และความเช่ือเดิมๆ ออกไป ความสำคัญของ การเขียนเชิงสร้างสรรค์ไว้ว่า งานเขียนสร้างสรรค์มีคุณค่าต่อผู้อ่านในด้าน ความคิดริเริ่ม ท้ังในแง่ของการมองเห็นความคิดริเร่ิมของผู้เขียนและการสร้างแรงบันดาลใจ จากข้อ ความสนบั สนุนข้างต้น แสดงใหเ้ หน็ วา่ ความคิดและจินตนาการท่ีสรา้ งสรรค์มีความสำคญั และสง่ ผลต่อ งานเขียนท่ีสร้างสรรค์อันมีความสำคัญต่อตนเอง ต่อสังคม ท้ังในด้านอารมณ์ สังคม วัฒนธรรม อัน
เป็นเคร่ืองยกระดับความคิด การพัฒนาความคิด และการจุดประกายความคิดใหม่ๆให้แก่ตนเองและ ต่อผ้พู บเหน็ อกี ด้วย จากท่ีกล่าวมาข้างต้นย่อมแสดงให้เห็นว่าครูจะต้องจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างหลากหลาย จัดกิจกรรมโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติ ให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อยา่ งต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของพระราชบัญญัติ การศึกษาชาติ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เป็นรูปแบบการสอนท่ีฝึกการทำงานของผู้เรียน อย่างเปน็ ระบบ ทำให้เกิดความภาคภูมิใจและเรยี นรกู้ ารปฏบิ ัตงิ านอ่ืนตอ่ ไป ผู้สอนได้เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้จัดทำวิจัยเรื่อง“การพัฒนาความสามารถใน การเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้กระบวนการเรียนรแู้ บบโครงงาน” ขนี้ มาเพื่อให้นักเรียนฝึกกระบวนการคิดและฝึกการทำงานอย่างเป็นระบบ ทำให้เกิดความภาคภูมิใจ และคดิ สรา้ งสรรค์งานอนื่ ๆ ต่อไป 2. วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย การพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดย โดยใช้กระบวนการเรียนรแู้ บบโครงงาน มวี ตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัยดงั น้ี 2.1 เพ่ือพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้กระบวนการเรียนรแู้ บบโครงงาน ผ่านเกณฑ์ทกี่ ำหนด ไมน่ ้อยกว่า ร้อยละ 70 2.2 เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ท่ีมีต่อรูปแบบกระบวนการ เรียนรู้แบบโครงงาน 3. คำถามการวจิ ยั การพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดย ใช้กระบวนการเรยี นรู้แบบโครงงาน มีคำถามการวิจัยดงั ต่อไปนี้ 3.1 ผลการพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โดยใชก้ ระบวนการเรยี นร้แู บบโครงงาน เปน็ อย่างไร 3.2 ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ท่ีมีรูปแบบกระบวนการเรียนรู้แบบ โครงงาน เปน็ อยา่ งไร 4. ขอบเขตของการวิจยั การพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โดย ใช้กระบวนการเรยี นรู้แบบโครงงาน มขี อบเขตของการวจิ ัยดงั ต่อไปนี้ 4.1 ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง ประชากร ได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนเทศบาล 6 (วัดตันตยาภิรม) สงั กัดเทศบาลนครตรัง จงั หวดั ตรงั ทก่ี ำลังศึกษาในภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565
4.2 ตวั แปรที่ศกึ ษา 4.2.1 ตวั แปรตน้ ได้แก่ รปู แบบกระบวนการเรยี นรแู้ บบโครงงาน 4.2.2 ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่ - ความสามารถในการเขยี นเชิงสรา้ งสรรค์ ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปี ท่ี 6 - ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ท่ีมีต่อกระบวนการเรียนรู้แบบ โครงงาน 4.3 ระยะเวลาในการวจิ ยั ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565 5. นิยามศัพทเ์ ฉพาะ การพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โดย ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน ครั้งน้ี เพ่ือความเข้าใจศัพท์เฉพาะทใ่ี ชใ้ นการวิจัยตรงกัน ผู้วิจัยจึง นิยามความหมายไว้ดังนี้ 1. การเขียนเชิงสร้างสรรค์ หมายถึง การถ่ายทอดความรู้สึกนกึ คิด จินตนาการที่แปลกใหม่ ของผู้เขียนผ่านตัวอักษรด้วยภาษาที่เหมาะสมและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของผู้เขียน ซ่ึงการเขียน สร้างสรรคน์ ัน้ จะเปน็ ส่ือพัฒนาทางดา้ นความคิดจนิ ตนาการของผู้เขียน 2. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ท่ีมีต่อรูปแบบกระบวนการเรียนรู้แบบ โครงงาน หมายถึง การแสดงออกถึงความรู้สึกของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ท่ีมีต่อรูปแบบ กระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน เก่ียวกับ รูปแบบวิธีการเรียนรู้ ประโยชน์ และทักษะท่ีเกิดขึ้นกับ ตัวเอง 3. กระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ียึดแนวทางการ จดั กิจกรรม ดังน้ี 1. ขั้นกระตนุ้ ความสนใจ 2. ขัน้ กำหนดปัญหา 3. ข้ันวางแผน 4. ขน้ั ลงมอื ปฏิบัติ 5. ข้ันสรปุ และเสนอแนะ 6. ข้ันประเมนิ ผล 6. ประโยชนท์ จ่ี ะไดร้ บั 6.1 นกั เรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6 มีความสามารถในการเขียนเชงิ สร้างสรรค์ สามารถสร้าง งานเขียนเชิงสร้างสรรคไ์ ด้ 6.2 นกั เรียนมีความพงึ พอใจตอ่ รูปแบบกระบวนการเรยี นรูแ้ บบโครงงาน
บทที่ 2 เอกสารทเ่ี กยี่ วขอ้ ง การวิจัย เรื่อง การพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีท่ี 6 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) เพ่ือพัฒนา ความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โดยใช้กระบวนการ เรียนรู้แบบโครงงาน ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 70 2)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 ท่ีมีต่อรูปแบบกระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎแี ละงานวิจัยทเ่ี ก่ียวข้องตามลำดับ ดังน้ี 1. ความหมายของการเขียนเชงิ สรา้ งสรรค์ 2. ความมงุ่ หมายและความสำคญั ของการเขยี นเชิงสรา้ งสรรค์ 3. ประเภทของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ 4. ลกั ษณะของการเขียนเชงิ สรา้ งสรรค์ 5. กระบวนการเรยี นรู้แบบโครงงาน 1. ความหมายของการเขยี นเชงิ สร้างสรรค์ ความหมายของการเขียนเชิงสร้างสรรค์ การเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นกระบวนการเขียนท่ี สะท้อนความคิดและจินตนาการแปลกใหม่ของผู้เขียน และได้มีผู้เชี่ยวชาญและนักศึกษาหลายท่านได้ ให้ความหมายของการเขยี น เชิงสรา้ งสรรค์ ไวด้ งั นี้ เกศินี จุฑาวิจิตร (2552:7) อธิบายการเขียนเชิงสร้างสรรค์ไว้ว่า การเขียนเชิงสร้างสรรค์ คือ การเขียนที่ผู้เขียนมีจุดมุ่งหมายในการนำเสนอเนื้อหาสาระ หรือรูปแบบที่ใหม่ แปลก แตกต่างไป จากส่ิงทมี่ อี ยหู่ รือเป็นอยูเ่ ดมิ อกี ท้งั ไม่มีลักษณะท่เี ป็นสูตรสำเร็จ คณาจารย์สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยมหิดล (2552: 207)ได้ให้ความหมายของ การเขียนเชิงสร้างสรรค์ไว้ว่า การเขียนสร้างสรรค์ หมายถึง การสร้างงานเขียนท่ีผู้เขียนมีอิสระใน การคิดและใช้จินตนาการของตนเองอย่างเตม็ ที่เพื่อสร้างสรรค์งานขนึ้ มา งานเขียนที่เกิดข้ึนนั้นผู้เขียน อาจนำเสนอเนอ้ื หาแนวคดิ ทแ่ี ปลกใหม่ ใช้มุมมองใหม่ๆ ท่ีไมซ่ ้ำใคร มกี ารสร้างสรรคร์ ปู แบบใหม่ ความคิดสร้างสรรค์กับการเขียน 1. เมื่อเรามคี ิดสรา้ งสรรค์ เรามักจะต้องการจะบอกคนอืน่ ให้รับทราบ 2. หรอื ตอ้ งการส่ือสารให้คนอื่นไดร้ ู้ได้เขา้ ใจเพ่ือจะไดน้ ำไปใชป้ ระโยชน์ 3. การสื่อสารกับคนอนื่ การทำไดห้ ลายวิธี หนึ่งในจำนวนนั้น คือ “การเขยี น” 4. เปน็ เร่ืองนา่ เสียดายมาก หากผู้มคี วามคิดเชิงสร้างสรรค์ขาดทกั ษะในการส่ือสาร 5. การสอื่ สารท่ีตอ้ งการทักษะมากเปน็ พเิ ศษเห็นจะได้แก่การสอื่ สารด้วยการเขยี น 6. หากเขียนในเชงิ สร้างสรรค์ไมเ่ ปน็ ไมเ่ กง่ จะไม่สามารถสื่อสงิ่ ทมี่ ีคา่ ออกมาเป็นรูปธรรมได้ เลย ความคดิ เชิงสร้างสรรค์ก็จะไม่เกดิ ประโยชนอ์ นั ใด
2. ความม่งุ หมายและความสำคญั ของการเขียนเชิงสรา้ งสรรค์ การเขียนเชิงสร้างสรรคเ์ ปน็ งานเขียนท่ีมีความแตกต่างจากการเขยี นท่วั ไป เน่ืองจากต้องใช้ ความคิดและจินตนาการในการนำเสนอเรื่องราวและรูปแบบที่แปลกใหม่ ดังนั้นการเขียน เชิง สรา้ งสรรค์จึงมีความสำคญั และจำเป็นต่อผเู้ ขียนอยา่ งมาก การเขียนเชิงสร้างสรรค์มีคุณค่าในการยกระดับความคิดและประเทืองสติปัญญา เปิด โอกาสให้ผู้อ่านได้มองเห็นทางเลือกที่หลากหลายและจุดประกายให้ผู้อ่านเป้าหมายรู้สึกถึง การสน่ั คลอนทางความคิด หรือถึงข้ันร้อื ถอนสิง่ ทเ่ี ป็นความคดิ และความเชื่อเดมิ ๆ ออกไป คณาจารย์สาขาภาษาไทย มหาวิทยาลัยมหิดล (2552:208) อธิบายความสำคัญของ การเขียนเชิงสร้างสรรค์ไว้ว่า งานเขียนสร้างสรรค์มีคุณค่าต่อผู้อ่านในด้านความคิดริเร่ิม ท้ังในแง่ของ การมองเห็นความคิดริเริ่มของผู้เขียนและการสร้างแรงบันดาลใจ จากข้อ ความสนับสนุนข้างต้น แสดงให้เห็นว่าความคิดและจินตนาการท่ีสร้างสรรค์มีความสำคัญและส่งผลต่องานเขียนท่ีสร้างสรรค์ อันมีความสำคัญต่อตนเอง ต่อสังคม ทั้งในด้านอารมณ์ สังคม วัฒนธรรม อันเป็นเคร่ืองยกระดับ ความคดิ การพัฒนาความคิด และการจุดประกายความคิดใหม่ๆใหแ้ กต่ นเองและต่อผู้พบเหน็ อกี ดว้ ย 3. ประเภทของการเขยี นเชงิ สรา้ งสรรค์ การเขยี นเชงิ สร้างสรรค์สามารถจำแนกได้หลายประเภท ดังนี้ แบ่งตามลักษณะและจุดมุ่งหมายไว้หลายประเภท เช่น การเขียนบรรยายสิ่งที่พบเห็น การเขียนเล่าประสบการณ์ การเขียนแสดงความต้องการ การเขียนแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก อย่างมีวิจารณญาณ ตัวอย่าง เชน่ - การเขียนบรรยาย เป็นการเขียนเล่าเร่ืองหรือเหตุการณ์ต่างๆ ให้ต่อเนื่องกันตามลำดับ อาจเร่ิมต้นโดยการบรรยายภาพ โดยเขยี นประโยคส้ันๆ ใต้ภาพแล้วค่อยๆ เพ่ิมความยาวของประโยค การเขียนเรียงประโยคให้มีเนื้อความต่อเนื่องเป็นเร่ืองเดียวกันในหน่ึงย่อหน้า ทำให้ผู้อ่านสนใจไม่เกิด ความสงสยั และเกดิ ความสับสน - การเขยี นแสดงความคิดเห็น หรอื เรียกอกี อยา่ งหนึง่ วา่ การแสดงทัศนะ เป็นความคิดเห็นที่ ประกอบด้วยเหตุผล เป็นการเขียนแสดงความรูส้ ึกนึกคดิ แสดงความคดิ เห็นหรอื ให้ข้อสงั เกต ท้ังน้อี าจ เสนอแนวทางปฏบิ ัติด้วย จำแนกประเภทการเขียนเชิงสร้างสรรค์ออกเป็นประเภทต่างๆ ดังน้ี 1) การเขียนขยายความ 2) การเขยี นพรรณนา 3) การเขียนอปุ มาอุปไมย 4) การเขยี นคำคม 5) การเขยี นคำขวัญ 6) การเขยี นลกั ษณะพเิ ศษ 7) การเขียนเชิงกวีนพิ นธ์ 8) การเขียนเร่ืองส้ัน 9) การเขยี นวรรณกรรมสำหรับเด็ก
10) การเขยี นนวนิยาย 11) การเขียนบทละคร แบ่งประเภทการเขียนเชงิ สร้างสรรค์ ไว้ 3ประเภทดงั น้ี 1) ประเภทความเรียง ไดแ้ ก่ ความเรยี ง บทความ เรอ่ื งเลา่ จดหมาย บนั ทึก 2) ประเภทบันเทงิ คดี ไดแ้ ก่ นทิ าน หนังสอื เด็ก เรื่องส้นั วรรณกรรมเยาวชน นวนยิ าย 3) ประเภทสารคดี ได้แก่ สารคดีบุคคล สารคดีโอกาสพิเศษ สารคดีประวัติศาสตร์ สารคดี ท่องเทย่ี ว สารคดีเดก็ สารคดีสตรี สารคดเี กยี่ วกบั สัตว์ สารคดคี วามทรงจำ สารคดจี ดหมายเหตุ สรุปได้ว่า ประเภทการเขียนเชิงสร้างสรรค์ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ประเภทความเรียง และประเภทบันเทิง คดี ซึ่งมีทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง โดยลักษณะของการเขียน ท่ีพบในงานวิจยั ในครั้งนี้จะเป็นการเขียนประเภทความเรยี งร้อยแก้ว 4. ลักษณะของการเขยี นเชิงสร้างสรรค์ การเขียนเชิงสร้างสรรค์ ท่ีจะสามารถจุดประกายความคิดริเร่ิมและจินตนาการให้ผู้อ่านได้ นั้นต้องมีความชัดเจนของเนื้อหาการเขียนที่มีลักษณะที่สร้างสรรค์ ซึ่งได้มีผู้อธิบายลักษณะของการ เขยี นเชงิ สรา้ งสรรค์ไว้ดังนี้ 1. มจี ินตนาการ ผ้เู ขียนต้องใช้จินตนาการ หรือความคดิ คำนึงเขียนให้ผอู้ ่านเกิดจนิ ตนาการ คล้อยตามผู้เขียน โดยผู้เขียนจะต้องสร้างภาพให้แจ่มชัดในความรู้สึกก่อนเสมอ จากน้ันจึงจัด องค์ประกอบตา่ งๆ ของงานเขยี นให้ครบถว้ นเปน็ เรือ่ งราว 2. สำนวนภาษาดี ผู้เขียนต้องเลือกเฟ้นถ้อยคำ นำมาเรยี บเรียงให้ไพเราะสละสลวย และ มี ความหมายตามท่ีผเู้ ขียนตอ้ งการ 3. มีคุณค่าทางด้านจิตใจและสติปัญญา ผู้อ่านอ่านแล้วมีความรู้สึกท่ีจรรโลงความดีงาม และมองโลกในแง่ดี ส่ิงสำคัญท่ีทำให้งานเขียนเชิงสร้างสรรค์สำเร็จ และมีคุณค่าประกอบด้วย สิ่งสำคัญ 3 ประการ คือ 1) ความคิด 2) การถา่ ยทอดความคดิ 3) การใช้ภาษาที่เหมาะสมจากข้อสนับสนุนข้างต้นที่กล่าวถึงประเภทของการเขียนเชิง สร้างสรรค์ รวมถึงลักษณะของการเขียนเชิงสร้างสรรค์น้ัน สามารถอธิบายได้ว่า การเขียนเชิง สร้างสรรค์ คือการสะท้อนความรู้สึกนึกคิด จินตนาการท่ีแปลกใหม่ของผู้เขียนและถ่ายทอดผ่าน ตัวอักษรด้วยภาษาที่เหมาะสมและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของผู้เขียน ซ่ึงการเขียนสร้างสรรค์น้ัน นอกจากจะเป็นการพัฒนาทางด้านความคิดจินตนาการของผู้เขียนแล้ว ยังสามารถสร้างจิตสำนึกท่ีดี ตอ่ ผู้อ่านได้ อกี ทั้งยงั มีคุณค่าตอ่ สงั คมอีกประการหนึง่ 5. กระบวนการเรียนรแู้ บบโครงงาน องั คณา ตุงคะสมติ (2559) กล่าวถึงข้ันตอนการจัดการเรียนรู้โดยใชโ้ ครงงานเปน็ ฐานไวด้ งั น้ี
(1) ก่อนดำเนินการสอน ขัน้ ที่ 1 ขั้นกระตุ้นความสนใจ เปน็ การสรา้ งสิ่งซึ่งเร้าใหน้ กั เรียนเกดิ ความสนใจ โดยควร เร่ิมจากการสร้างบรรยากาศในช้นั เรียนกอ่ น ควรสรา้ งบรรยากาศที่เป็นกนั เองไมเ่ ครียด เพือ่ นักเรยี น เกิดความพรอ้ มในการเรียนรู้ จากน้ันจับกลุ่มนักเรยี นด้วยวธิ กี ารทีท่ ำใหน้ ักเรยี นเกดิ ความสนกุ สนาน มคี วามสขุ และเกดิ ความสนใจในเรื่องทีจ่ ะเรียน สำหรับวธิ ีการจับกลมุ่ สามารถกระทำได้โดยวธิ ีที่ หลากหลาย เช่น การใชเ้ กม ใช้เนื้อเพลง ใช้เน้อื หาทีจ่ ะเรียน จบั ฉลาก เปน็ ต้น ขั้นท่ี 2 ขัน้ กำหนดปัญหา เป็นการเลอื กกำหนดปัญหาท่ีจะศึกษา ซ่งึ ต้องเร่ิมจากความสนใจ ของนักเรียน ครูพยายามให้นักเรียนได้เลือกศึกษาปัญหาท่ีเหมาะสมกับความรู้ความสามารถของ นักเรียน และมีแนวทางท่ีสามารถพิสูจน์ ทดสอบ หาคำตอบได้ ครูควรกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความ กระตือรือรน้ ในการกำหนดปญั หาด้วยวิธีการที่หลากหลายดังน้ี - การตั้งคำถามจากเรอื่ งใกล้ตวั - ใชก้ ารสำรวจ โดยการมอบหมายใหน้ กั เรยี นไปสำรวจในท้องถ่ิน - ใช้การศึกษานอกสถานท่ี เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศในห้องเรียนและนักเรียน ได้รับประสบการณ์ตรงที่หลากหลาย - การสร้างบรรยากาศท่เี อ้ือใหเ้ กดิ ปัญหาและความสงสัยกับตวั ผู้เรยี น เช่น การจัด สภาพหอ้ งเรยี น ส่ือ ป้ายนิเทศ เป็นตน้ ขั้นเลือกหรือกำหนดปัญหานี้เป็นข้ันท่ีครูต้องใช้ความพยายามในการกระตุ้นนักเรียน แม้ ปัญหาที่นกั เรยี นร่วมกันกำหนดจะมีความหลายหลาย ครูต้องพยายามตะล่อมใหน้ ักเรียนเลือกปัญหาที่ สอดคลอ้ งกับหน่วยการเรียนรู้ท่วี ิเคราะหไ์ ว้ ขน้ั ท่ี 3 ขัน้ วางแผน เป็นข้ันที่ครูให้นักเรยี นร่วมกันเขยี นโครงร่างของโครงงาน โดยผู้สอนใช้ การสนทนาประกอบท่ีแสดงข้ันตอนของโครงงาน เพ่ือให้เกิดความชัดเจนในภาพรวมของโครงงานแต่ ละขน้ั อย่างตอ่ เน่ืองดว้ ยการเร่ิมทลี ะขัน้ ตอนดังนี้ 3.1 การกำหนดปญั หา แต่ละกลุ่มเขยี นปัญหาหรือความสำคัญของปัญหาให้ชดั เจนถึง 1) สาเหตุของปัญหา 2) ความสำคญั ของปัญหา 3) แนวทางการแก้ไข 3.2 การต้ังสมมติฐาน เป็นการหาแนวโน้มและคาดคะเนคำตอบไว้ล่วงหน้า เป็นการกระตุ้น นกั เรยี นให้ตอ้ งการทราบถึงผลลพั ธท์ ่ีได้ว่าตรงกบั สมมติฐานท่ีต้ังไว้หรือไม่ 3.3 วางแผนการรวบรวมข้อมูล เปน็ การวางแผน กำหนดหน้าท่ีของสมาชกิ ในการศกึ ษา ขอ้ มลู ความรู้ และกำหนดวิธีการศึกษาทีห่ ลากหลายเพื่อเป็นหนทางสู่คำตอบ เช่น การสังเกต การ สัมภาษณ์ การทดลอง การค้นควา้ จากอินเทอรเ์ น็ต การศึกษานอกสถานท่ี เป็นตน้ โดยนักเรยี นควร เลอื กตามความถนัดหรือความเหมาะสม 3.4 วางแผนการวเิ คราะหข์ ้อมูล เปน็ การนำข้อมูลที่ได้มาจัดเรยี บเรียงอย่างเปน็ ระบบ และ ทำการวิเคราะห์ โดยขอ้ มลู จากการวิเคราะห์อาจทำเป็นคำอธบิ าย ตัวเลข ตารางเปรียบเทยี บ ค่าสถติ ิ เปอร์เซน็ ต์ เป็นตน้
3.5 วางแผนการนำเสนอขอ้ งมูล โดยครูอาจนำรปู เลม่ และแผงโครงงานได้ศกึ ษาเป็นตวั อยา่ ง เพื่อใหน้ ักเรียนเกดิ ความเขา้ ใจวธิ ีการนำเสนอและนำเสนอได้อยา่ งถกู ต้อง ขั้นท่ี 4 ขั้นลงมือปฏิบัติ เป็นข้ันที่มีความสำคัญมาก คือการดำเนินการ หรือลงมือปฏิบัติ ตามแผนที่วางไว้ในข้นั ท่ี 3 ครูตอ้ งใช้การเสริมแรงและสนับสนนุ ให้นักเรียนเลือกวิธีการตามท่ีนักเรียน ต้องการ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของการนำข้อมูลมาจัดหมวดหมู่ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และเช่ือมโยง ขอ้ มลู ต่าง ๆ ขั้นที่ 5 ข้ันสรุปและนำเสนอ เป็นการให้นักเรียนสรุปข้อมูลจากการวิเคราะห์ และ สังเคราะห์เป็นผลงาน นำเสนอข้อมูลและเผยแพร่ข้อมูล โดยนักเรียนสามารถนำเสนอในส่วนที่เป็น กระบวนการ วธิ ีการ ข้ันตอนและผลลพั ธ์หรอื ผลทไ่ี ดจ้ ากการศึกษา ครูควรใหค้ ำแนะนำ กระตุ้นให้เกิด การซักถามภายในช้ันเรียน และควรมีการนำเสนอผลงานต่อโรงเรียน ชุมชน เขตพื้นที่การศึกษา หรือ ในระดบั อืน่ ๆ ข้ันที่ 6 การประเมินผล เป็นการประเมินจากการปฏิบัติของนักเรียนสามารถประเมินได้ เป็นสองส่วน คือ 1) ส่วนของนักเรียนท่ีประเมินการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยดูท่ีคุณภาพเป็นเกณฑ์ ลกั ษณะและวธิ ีการที่ใช้ในการประเมินใช้การอภิปรายจากการทำงานและชน้ิ งาน ซงึ่ ในส่วนนี้นักเรียน จะเปน็ ผู้มีบทบาทในการแสดงความคิดเห็นพร้อมให้ค่าคะแนนตามเกณฑท์ ี่ตกลงรว่ มกัน และ 2) สว่ น ที่ครูประเมินการทำโครงงาน ซึ่งครูจะประเมินในด้านของเน้ือหาสาระของโครงงาน กระบวนการ ทำงาน การนำเสนอโครงงาน โดยใช้วิธีให้คะแนนตามเกณฑ์ท่ีสร้างข้ึน และควรให้ผู้เรียนรับทราบ เกณฑ์ดงั กลา่ วด้วยเพอ่ื ความเข้าใจทตี่ รงกัน
บทท่ี 3 วธิ ดี ำเนินการวิจยั การวิจัย เรื่อง การพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) เพื่อพัฒนา ความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้กระบวนการ เรียนรู้แบบโครงงาน ผ่านเกณฑ์ท่ีกำหนด ไม่น้อยกว่า ร้อยละ 70 2)ศกึ ษาความพงึ พอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 6 ทม่ี ตี ่อเพ่ือศกึ ษาความพึงพอใจของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 6 ทม่ี ตี ่อรปู แบบ กระบวนการเรยี นรแู้ บบโครงงาน ผวู้ ิจยั ดำเนินการวจิ ัยตามลำดับ ดังน้ี 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครือ่ งมอื ทใ่ี ช้ในการวิจัย 3. การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครือ่ งมือ 4. วิธีดำเนินการวิจยั 5. การวเิ คราะหข์ ้อมลู 1. ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง 4.1 ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนเทศบาล 6 (วัดตันตยาภิรม) สงั กดั เทศบาลนครตรัง จังหวดั ตรงั ทกี่ ำลงั ศึกษาในภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565 2. เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการวจิ ัย 2.1 ตวั นวัตกรรม ไดแ้ ก่ กระบวนการเรียนรูแ้ บบโครงงาน 2.2 แบบประเมินความพงึ พอใจ 3. การสร้างและหาประสทิ ธภิ าพของเคร่อื งมอื 1. ศึกษาความรเู้ ก่ยี วกับ เร่ือง ความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ 2. กำหนดรูปแบบการจัดกิจกรรมกระบวนการเรยี นรู้แบบโครงงาน 3. สร้างแบบประเมนิ ความพงึ พอใจ 4. วธิ ีดำเนนิ การวิจยั 4.1 ปฐมนิเทศนักเรียน ให้มีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับการพัฒนาทักษะการเขียนเชิง สรา้ งสรรค์ เพ่อื ใหน้ กั เรียนได้ทราบวตั ถปุ ระสงค์ การเตรยี มตวั และการร่วมมอื อย่างถกู ตอ้ งเหมาะสม 4.2 ดำเนินการวิจัย โดยดำเนินการตามข้ันตอนกระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน 6 ขน้ั ตอน ดงั น้ี
ขน้ั ท่ี 1 ขน้ั กระตุ้นความสนใจ โดยเร่มิ จากสร้างบรรยากาศในชั้นเรียน สรา้ ง บรรยากาศที่เป็นกนั เอง ไมเ่ ครยี ด เพ่ือนักเรียนเกิดความพร้อมในการเรียนรู้ จากนน้ั จับกลมุ่ นักเรียน ดว้ ยวิธีการท่ีทำให้นกั เรยี นเกิดความสนกุ สนาน มคี วามสขุ และเกิดความสนใจในเรื่องที่จะเรียน วธิ ที ี่ หลากหลาย เชน่ การใช้เกม ใชเ้ น้อื เพลง ใชเ้ นื้อหาทจ่ี ะเรียน จบั ฉลาก เปน็ ต้น ขน้ั ที่ 2 ข้ันกำหนดปัญหา เลือกกำหนดปัญหาท่ีจะศึกษา ซ่ึงต้องเริ่มจากความสนใจ ของนักเรียน ครูควรกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้นในการกำหนดปัญหาด้วยวิธีการท่ี หลากหลาย ข้นั ท่ี 3 ข้ันวางแผน ให้นกั เรียนร่วมกันเขียนโครงร่างของโครงงาน โดยผ้สู อนใชก้ าร สนทนาประกอบที่แสดงข้ันตอนของโครงงาน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในภาพรวมของโครงงานแต่ละ ขั้นอยา่ งตอ่ เนื่องดว้ ยการเร่ิมทีละขัน้ ตอนดงั นี้ 3.1 การกำหนดปัญหา 3.2 การตั้งสมมตฐิ าน 3.3 วางแผนการรวบรวมขอ้ มูล 3.4 วางแผนการวิเคราะห์ข้อมลู 3.5 วางแผนการนำเสนอข้อมลู ขั้นท่ี 4 ข้นั ลงมอื ปฏิบตั ิ ขน้ั ท่ี 5 ขนั้ สรุปและนำเสนอ ขนั้ ที่ 6 การประเมนิ ผล 4.3 ทำแบบประเมินความพึงพอใจ 5. การวเิ คราะห์ข้อมลู การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้นำข้อมูลจากการเก็บรวบรวมมาวิเคราะห์ทั้งเชิงปริมาณและ เชิงคุณภาพดงั น้ี 5.1 ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ การหาค่าร้อยละ (Percentage) ของนักเรียนที่มีพัฒนาการ ดา้ นความสามารถในการเขียนเชิงสรา้ งสรรค์ 5.2 ข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นการแจกแจงขอ้ ค้นพบทส่ี ำคัญในเชิงอธบิ ายความ ซ่ึงจะนำ มา สู่การสรุปผลการวิจัย และแสดงให้เห็นแนวทางหรือรูปแบบการปฏิบัติท่ีมีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ไข ปัญหาในเรื่องราวของสง่ิ ทศี่ กึ ษา
บทที่ 4 ผลการวจิ ยั การวิจัย เร่ือง การพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้น มธั ยมศึกษาปที ี่ 6 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน ผวู้ ิจยั ได้เสนอผลการวิจยั และอภปิ รายผล ตามลำดับดงั ต่อไปนี้ ผลการวิจัย ตารางท่ี 1 แสดงรอ้ ยละของนกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 6 ที่มีความสามารถในการเขยี นเชิงสร้างสรรค์ หลงั จากจดั กิจกรรมโดยใช้กระบวนการเรยี นรูแ้ บบโครงงาน จำนวนนักเรียนท้ังหมด จำนวนนักเรยี นที่ผา่ นเกณฑ์ 67 จำนวน (คน) ร้อยละ 67 100 จากตารางท่ี 1 พบว่ามีจำนวนนักเรียนจำนวน 27 คนมีความสามารถในการเขียนเชิง สร้างสรรค์คดิ เป็นร้อยละ 100 สงู กว่าเกณฑ์ทก่ี ำหนด
ตารางท่ี 2 แสดงผลความพงึ พอใจของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 6 ท่ีมตี อ่ รปู แบบกระบวนการ เรยี นรู้แบบโครงงาน ที่ รายการประเมิน X S.D. การแปรผล ลำดบั ที่ ด้านคุณประโยชน์ 4.84 0.36 มากที่สุด 1 1 ทำให้เกดิ สัมพนั ธภาพทด่ี รี ะหวา่ งนักเรยี น 4.80 0.39 มากท่ีสดุ 3 2 ทำให้มนี สิ ยั รักการอ่าน การเขียนเพิ่มขึ้น 4.76 0.42 มากทีส่ ดุ 4 3 ทำให้มงี านเขยี นเชิงสรา้ งสรรคอ์ ยา่ งแพร่หลาย 4.81 0.40 มากทส่ี ุด 2 4 ทำใหน้ กั เรยี นมีทักษะการอ่านการเขียนเพิม่ ข้ึน รวม 4.80 0.39 มากท่สี ุด ตารางที่ 2 (ต่อ) n = 30 ที่ รายการประเมนิ X S.D. การแปรผล ลำดบั ท่ี ดา้ นทักษะที่เกิดขนึ้ กบั ตวั นักเรียนเอง 5 ทำใหน้ กั เรยี นรู้จักการวางแผนการทำงาน อย่างเป็นขั้นตอน 4.18 0.62 มาก 4 3 6 ทำให้นักเรียนรู้จักคดิ วิเคราะหค์ ดิ เปน็ ทำ 2 1 เปน็ แก้ปญั หาได้ 4.39 0.49 มาก 5 6 7 ทำใหน้ กั เรยี นสามารถสือ่ สารไดอ้ ยา่ งมี 7 ประสทิ ธภิ าพ 4.52 0.49 มากท่ีสดุ 8 ทำให้นักเรียนมภี าวะผู้นำ มุง่ มนั่ รบั ผิดชอบ กล้าตดั สนิ ใจ 4.74 0.49 มากทีส่ ุด 9 ทำใหน้ ักเรยี นมีทกั ษะการสงั เกต การบันทึก การถามตอบ การฟัง การเช่อื มโยงบรู ณาการ 4.16 0.81 มาก 10 ทำให้นักเรยี นมีทกั ษะประกอบวชิ าชีพใน อนาคต 4.05 0.78 มาก 11 ทำให้นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ต่อยอด คดิ นอกกรอบ 3.89 0.75 มาก รวม 4.27 0.63 มาก รวมเฉลย่ี 4.53 0.51 มากท่ีสุด
ผลการศึกษาความพงึ พอใจของนกั เรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 6 ทีม่ ตี อ่ รปู แบบกระบวนการ เรยี นรู้แบบโครงงาน พบว่า นกั เรียนมคี วามพงึ พอใจ อย่ใู นระดับมากที่สุด ค่าเฉลย่ี เทา่ กับ 4.53 สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.51 และเม่ือแยกเป็นรายด้าน พบว่า นักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 6 มีความพึงพอใจดา้ นคณุ ประโยชนม์ ากทส่ี ดุ ค่าเฉล่ยี เท่ากบั 4.80 สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานเทา่ กับ 0.39 รองลงมาคอื ดา้ นด้านทกั ษะท่ีเกดิ ขึ้นกับตวั นักเรียนเอง คา่ เฉลี่ยเท่ากับ 4.27 สว่ นเบย่ี งเบน มาตรฐานเท่ากับ 0.63
บทท่ี 5 การอภิปรายและสรุปผลการวิจยั การวิจัย เรื่อง การพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้น มธั ยมศึกษาปีท่ี 6 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามข้ันตอนและสรุป ผลการวิจยั และข้อเสนอแนะตา่ ง ๆ ดงั นี้ การอภปิ รายผล 1. ร้อยละของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ท่ีความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ หลงั จากจัดกจิ กรรมโดยใช้กระบวนการเรยี นรแู้ บบโครงงาน พบวา่ มีจำนวนนักเรียนจำนวน 67 คน มีความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ คิดเป็นร้อยละ 100 ท้ังนี้เพราะผู้สอนได้ออกแบบ กิจกรรม เป็นไปตามหลักการและมีความยืดหยุ่น กิจกรรมท่ีทำส่งผลให้นักเรียนมีทักษะการเขียนเชิง สร้างสรรค์ สามารถสร้างสรรค์งานเขียนเชิงสร้างสรรค์ได้ โดยใช้กระบวนการกลุ่ม แบ่งงานกันทำ และเคารพความแตกต่างระหว่างบุคคล นักเรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ คิดเป็นทำเป็น แก้ปัญหาท่ีเกิดขึ้น ในขณะดำเนินการได้ สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ แสดงทัศนคติของตนเองได้อย่าง สรา้ งสรรค์ มุ่งม่ัน รบั ผิดชอบงานท่ีครูมอบหมายให้ทำ กล้าตดั สนิ ใจ มอี ุดมการณ์ มีทักษะประกอบ วชิ าชพี มคี วามคดิ สร้างสรรค์ต่อยอดคิดนอกกรอบ 2. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 ท่ีมีต่อรูปแบบ กระบวนการเรยี นรู้แบบโครงงาน อย่ใู นระดบั มากทีส่ ดุ สรุปผลการวิจัย การพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 6 โดย ใช้กระบวนการเรียนรูแ้ บบโครงงาน มนี กั เรียนที่มที กั ษะ จำนวน 67 คน ซง่ึ มากกวา่ ที่กำหนดไว้ ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในการจัดกิจกรรมการพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตอ้ งคำนงึ ถึงปจั จยั และกระบวนการดังตอ่ ไปนี้ 1.1. ครูต้องเตรียมส่ือ ตัวอย่างงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ ให้หลากหลาย หรือบอก แหลง่ ศึกษาค้นควา้ ให้แกผ่ ้เู รยี น 1.2 ควรนำผลงานการเขยี นของนกั เรียนไปเผยแพร่ต่อไปเพื่อประโยชน์ตอ่ สังคม
ภาคผนวก
แบบประเมนิ ความพึงพอใจของนกั เรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 ทมี่ ตี ่อรปู แบบกระบวนการเรียนรูแ้ บบโครงงาน ตอนท่ี 1 สถานภาพทั่วไปของผ้ตู อบแบบประเมิน คำชแี้ จง โปรดทำเครอ่ื งหมาย / ลงใน ( ) หนา้ ขอ้ ความทตี่ รงความเปน็ จริงและสัมพันธ์กับ สถานภาพของทา่ น 1. เพศ ( ) หญิง ( ) ชาย ตอนท่ี 2 แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6 ทมี่ ตี ่อรปู แบบกระบวนการ เรยี นรู้แบบโครงงาน คำชแ้ี จง โปรดทำเครื่องหมาย / ลงในชอ่ งทตี่ รงกบั ความพึงพอใจของทา่ น ประเดน็ ความพงึ พอใจ มาก ระดับความพงึ พอใจ นอ้ ย ท่ีสุด ที่สดุ ดา้ นคุณประโยชน์ มาก ปาน นอ้ ย 1. ทำให้เกดิ สัมพันธภาพทีด่ ีระหวา่ งนกั เรียน กลาง 2. ทำใหม้ ีนิสยั รักการอ่าน การเขียนเพ่ิมขึน้ 3. ทำให้มีงานเขียนเชิงสรา้ งสรรค์อย่างแพรห่ ลาย 4. ทำใหน้ ักเรียนมที ักษะการอ่านการเขยี นเพิ่มขึน้ ดา้ นทักษะท่เี กิดข้นึ กับตวั นักเรียนเอง 5. ทำใหน้ ักเรยี นรูจ้ กั การวางแผนการทำงานอยา่ งเปน็ ขน้ั ตอน 6. ทำให้นักเรียนร้จู กั คดิ วิเคราะหค์ ิดเป็นทำเป็น แก้ปญั หาได้ 7. ทำให้นกั เรยี นสามารถสอ่ื สารได้อย่างมีประสิทธภิ าพ 8. ทำให้นกั เรยี นมีภาวะผู้นำ มุ่งม่นั รบั ผดิ ชอบกล้าตดั สนิ ใจ 9. ทำให้นักเรียนมีทักษะการสังเกต การบันทึก การถาม การ ตอบ การฟงั การเชอื่ มโยงบูรณาการ 10. ทำใหน้ ักเรยี นมที ักษะประกอบวิชาชพี ในอนาคต 11. ทำให้นกั เรียนมีความคดิ สรา้ งสรรคต์ อ่ ยอดคิด นอกกรอบ ข้อเสนอแนะเพมิ่ เตมิ ...................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................... ลงช่อื ................................................................ผปู้ ระเมนิ (...............................................................)
ภาพถ่ายแสดงกระบวนการศกึ ษาคน้ คว้าขอ้ มลู
กวีกานต์ สังขท์ อง. 2565. เรอื่ ง การพฒั นาทักษะการคดิ วเิ คราะห์วรรณคดีไทย เร่ืองอเิ หนา ตอนศึก กะหมังกหุ นงิ โดยการจัดการเรียนรแู้ บบผงั กราฟิก ร่วมกับเกม Kahoot ของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปี ที่ 4 โรงเรยี นโรงเรียนเทศบาล 6 (วัดตนั ตยาภริ ม) บทคัดยอ่ การวิจัย เรื่อง เรื่อง การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์วรรณคดีไทย เร่ืองอิเหนา ตอนศึกกะห มังกุหนิง โดยการจัดการเรียนรู้แบบผังกราฟิก ร่วมกับเกม Kahoot ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนโรงเรียนเทศบาล 6 (วัดตันตยาภิรม) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เพื่อพัฒนาความสามารถการคิด วิเคราะห์โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบผังกราฟิกร่วมกับเกม Kahoot ของนักเรียนช้ัน มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรียนเทศบาล6 (วดั ตนั ตยาภิรม) 2. เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนท่ีเรียนการคิดวิเคราะห์โดยการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบผงั กราฟิก ร่วมกับเกม Kahoot ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล6 (วัด ตนั ตยาภิรม) กลุ่มเป้าหมายท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี ๔ โรงเรียนเทศบาล 6 (วัดตันตยาภริ ม) สงั กัดเทศบาลนครตรัง ภาคเรียนท่ี ๒ ปกี ารศกึ ษา 2565 จำนวน ๔๒ คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครัง้ นี้มี 2 ประเภท คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย การอ่านคิดวิเคราะห์ โดยจัดการเรียนรู้แบบแผนผังกราฟิก ร่วมกับเกมKahoot ๒)
แบบทดสอบความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ ๓) แบบประเมนิ ความพึงพอใจในการคดิ วิเคราะห์วรรณคดี ไทย สถิติที่ใชใ้ นการวิเคราะหข์ อ้ มลู คือ ร้อยละ ค่าเฉล่ยี ผลการวจิ ัยพบวา่ 1) นักเรียน ๔๒ คนมีความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ สูงกว่าเกณฑ์ท่ีกำหนด คิด เปน็ ร้อยละ 100 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบกระบวนการเรยี นรู้แบบโครงงาน อยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.๓๘ กติ ติกรรมประกาศ การวิจัย “การพฒั นาทักษะการคิดวิเคราะห์วรรณคดไี ทย เร่ืองอิเหนา ตอนศึกกะหมังกหุ นิง โดยการจัดการเรียนรู้แบบผังกราฟิก ร่วมกับเกม Kahoot ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียน โรงเรียนเทศบาล 6 (วัดตันตยาภิรม)” ครั้งนี้ สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี เพราะได้รับความอนุเคราะห์จาก บคุ คลหลายฝา่ ย ขอขอบคุณผู้บริหาร คณะครูโรงเรียนเทศบาล 6 (วัดตันตยาภิรม) ที่ได้ให้ความร่วมมือ ให้ ความช่วยเหลือ และให้กำลังใจในการวิจัยครั้งนี้ ขอบคุณนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียน เทศบาล 6 (วัดตันตยาภิรม) ทีใ่ หค้ วามรว่ มมอื ในการทดลองงานวิจัยในคร้ังนี้ คุณค่าและประโยชน์จากการวิจัยคร้ังน้ี ขอมอบเป็นเครื่องบูชาพระคุณบิดา มารดา ครู อาจารย์ และผู้มีพระคณุ ทุกทา่ นทมี่ ีสว่ นสนับสนนุ ให้ผูว้ ิจัยประสบความสำเรจ็ ในการวิจัยครั้งน้ี กวีกานต์ สงั ขท์ อง
สารบัญ หนา้ บทคัดยอ่ ....................................................................................................................................... ก กิตติกรรมประกาศ........................................................................................................................ ข สารบัญ......................................................................................................................................... ค บทที่ 1 บทนำ ............................................................................................................................ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปญั หา ........................................................... 1 วตั ถุประสงค์ของการวิจยั .................................................................................. ๒ คำถามการวจิ ยั .................................................................................................. ๓ ขอบเขตของการวิจัย ........................................................................................ ๓ นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ .............................................................................................. 3 ประโยชนท์ จี่ ะไดร้ ับ ........................................................................................ ๔
2 เอกสารท่เี ก่ียวข้อง ....................................................................................................... ๖ เอกสารทีเ่ กยี่ วข้องกบั หลกั สูตร............................................................................. ๖ สมรรถนะของผู้เรียน............................................................................................. ๗ เอกสารที่เกยี่ วข้องกับกราฟิก…............................................................................ ๙ ประเภทของแผนผังกราฟิก.................................................................................. ๑๑ กระคดิ วเิ คราะห์……………………........................................................................... ๑๒ วิธีการดำเนินการวิจัย ................................................................................................. ๑๖ 3 ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง ...............................................................................๑๖ เคร่อื งมือทใี่ ช้ในการวิจยั .................................................................................. ๑๖ การสรา้ งและหาประสิทธิภาพของเคร่ืองมือ .................................................... ๑๖ วธิ ีการดำเนินการวิจยั ....................................................................................... ๑๖ การวเิ คราะห์ข้อมูล ............................................................................................1๖ สารบัญ (ต่อ) บทท่ี หนา้ 4 ผลการวิจัย................................................................................................................... 1๘ 5 อภปิ รายและสรุปผลการวจิ ยั ……................................................................................... ๒๒ บรรณานกุ รม ............................................................................................................................ ๒๔ ภาคผนวก ................................................................................................................................. ๒๖
บทที่ 1 บทนำ 1. ความเป็นมาและความสำคญั ของปญั หา ชวี ิตของคนท่ีเกิดมาในสังคมจะตอ้ งเผชิญกับส่ิงแวดล้อมรอบข้างท่ีมีปัญหามากบ้าง น้อยบ้าง ตามสถานการณ์ของแต่ละคนแต่ละเวลา การคิดเป็นหนทางที่ดีท่สี ุดในการแกป้ ัญหาของมนุษย์ เราจึง ควรให้ความสำคัญและสนใจพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการคิดให้แก่เด็กและเยาวชนอย่างจริงจัง (บุญเลี้ยง ทุมทอง, 2550 : 26) นอกจากน้ี การคิดยงั ทำให้คนรู้จักจำแนก แยกแยะข้อมูลต่าง ๆ ได้ การคิดทำให้การทำงานประสบผลสำเร็จ ดังนั้น ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจึงควรจัด กิจกรรมท่ีเน้นให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์เป็น แก้ปัญหาเป็น เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำทักษะการคิด วิเคราะห์ไปใช้ในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างรู้เท่าทันและปรับตัวให้เหมาะสมกับการ เปลีย่ นแปลงของโลกไดอ้ ยา่ งมคี วามสุข ภาษาไทยเปน็ เอกลักษณ์ประจำชาติ เปน็ สมบัติทางวัฒนธรรมอนั กอ่ ให้เกิดความเปน็ เอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเคร่ืองมือในการติดต่อส่ือสารความ เข้าใจและสัมพันธ์ท่ีดีต่อกัน และเป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความรู้ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูล
สารสนเทศต่าง ๆ เพ่ือพัฒนาความรู้ ความคิด วิเคราะห์ วิจารณ์และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการ เปลย่ี นแปลงทางสงั คม และความก้าวหนา้ ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใชใ้ นการพัฒนา อาชีพให้มีความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นส่ือที่แสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ด้านวัฒนธรรม ประเพณี ชีวทัศน์ โลกทัศน์และสุนทรียภาพ โดยบันทึกไว้เป็นวรรณคดีและ วรรณกรรมอันล้ำค่า ภาษาไทยจงึ เป็นสมบัติของชาติท่ีควรค่าแกก่ ารเรียนรู้ เพื่ออนุรักษ์และสืบสานให้คง อยคู่ ่ชู าติตลอดไป (กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2553 : 37) การคิดวิเคราะห์เป็นความสามารถในการแยกแยะเร่ืองราวใด ๆ ออกเป็นส่วนย่อย ๆ ว่าส่ิง นัน้ จะประกอบกันอยู่เช่นไร แต่ละอันคืออะไร มีความเก่ยี วพันกันอย่างไร ซ่ึงภาษาไทยเป็นกลมุ่ สาระ หน่ึงท่ีเอ้ือต่อการดำเนินการสอนทักษะการคิด เพราะภาษาไทยเป็นเคร่ืองมือในการสื่อสารเพ่ือแสดง ความคิด ความรู้สึกและความตอ้ งการ การสอนภาษาไทยที่ไม่ควรเน้นการอ่านออกเขียนได้เพียงอย่าง เดียว แต่ควรเน้นการสอนภาษาเพ่ือการสอ่ื สารกับผู้อ่ืนอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ และสอนภาษาเพื่อพัฒนา กระบวนการคิด ความสำคญั ของการสอนเพอ่ื พัฒนาทักษะการคดิ ในกลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทยนั้น กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรูท้ ี่เก่ียวข้องกับการพัฒนาความคิด ไว้ในหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐานไว้ในสาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้าง ความรู้และความคิดเพ่ือนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน (กระทรวงศกึ ษาธิการ. 2551 : 44) สาระการเรียนรภู้ าษาไทยน้ันแบ่งออกเปน็ 5 สาระ ซ่ึงกระบวนการในการจัดการเรียนรู้นนั้ ใช้ กระบวนการบูรณาการ โดยเชื่อมโยงทักษะทักษะทางภาษาแต่ละทักษะเขา้ ด้วยกนั คือ การฟงั การดู การพูด การอ่าน การเขียน หลักภาษาและการใช้ภาษา โดยใช้วรรณกรรม และวรรณคดีเป็นแกนจัด หน่วยการเรียน มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนเข้าใจความคิด คิดวิเคราะห์ และเชื่อมโยงระหว่าง ความคิดได้ดี วรรณคดีไทยเร่ืองอิเหนา ตอนศึกกะหมังกุหนิง เป็นหนึ่งในเนื้อหาการเรียนรู้ระดับช้ัน มัธยมศึกษาปีที่ 4 ในหนังสือวรรณคดีวิจักษ์ เป็นวรรณคดีบทละคร บทพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีเน้ือหาท่ีให้ข้อคิดสามารถคิดวิเคราะห์ตลอดจน สามารถนำไปประยกุ ตใ์ ช้ในสังคมได้ดจี ากการสัมภาษณ์ครูผู้สอน วิชาภาษาไทย ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนเทศบาล๖ (วดั ตันตยาภิรม) ถงึ ปญั หาในดา้ นการสอนภาษาไทย นกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ขาดทักษะ การคิดวิเคราะห์โดยปัญหาดังกล่าวสร้างกำแพงก้ัน ให้ผู้เรียนไม่กล้าคิด หรือไม่กล้าแสดงออก ผู้เรียนไม่ชอบการตีความ จึงเป็นสาเหตุท่ีทำให้ผู้เรียนไม่ สนใจในการเรียน เป็นปัญหาท่เี กดิ ข้ึนกับผู้เรียนหลาย ๆ คนซ่ึงเป็นสง่ิ สำคญั ท่ีตอ้ งพัฒนาผู้เรยี นทุกคน ให้มีความสามารถในการตีความ การคิดวิเคราะห์ ผู้วิจัยจึงใช้รูปแบบการสอนคิดวิเคราะห์วรรณคดี ไทย เรื่อง อิเหนา ตอน ศึกกะหมังกุหนิง โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผังการฟิก ร่วมกับเกม Kahoot เพื่อให้ผู้เรียนสามารถจำแนก เช่ือมโยง คิดหาเหตุผลหรือมีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ในการ แก้ไขปัญหาต่าง ๆ สามารถทำให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การท่ีผู้เรียนจะคิด วิเคราะห์ ได้ดีจะต้องมีกระบวนการคิดท่ีเหมาะสม อาจจะมีการใช้ส่ือในการเรียนการสอนเพ่ือดึงดูด ความสนใจให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกอยากเรียนในเน้ือหาที่ผู้สอนต้องการจะสอน และให้ผู้เรียนมี ความสุขในการเรียนการสอนได้ (วรมน คลังข้อง,2564)
รปู แบบการสอนโดยใช้แผนผังกราฟิกเป็นการสอนท่ใี ช้แผนผังทางความคิดซ่ึงประกอบไปด้วย ความคิดหรือข้อมูลสำคัญ ๆ ท่ีเช่ือมโยงอยู่ในรูปแบบต่างๆซ่ึงทำให้เห็นโครงสร้างของความรู้หรือ เนื้อหาสาระนั้น ๆ การใช้แผนผังความคิดเป็นเทคนิคที่ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในการเรียนรู้เนื้อหา สาระต่าง ๆ จำนวนมากเพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจในเนื้อหาสาระน้ันได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และจดจำได้ นานโดยเฉพาะอย่างย่ิง หากเน้ือหาสาระหรือข้อมูลต่างๆ ท่ีผู้เรียนมั่นใจอยู่ในลักษณะการกระจาย แผนผังความคิดเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้เรียนจัดข้อมูลเหล่าน้ันให้เป็นระบบระเบียบอยู่ในรูปแบบท่ี อธิบายใหเ้ ขา้ ใจและจดจำไดง้ ่าย (สปุ รยี า ตันสกุล,2558) จากแนวคิดข้างต้นที่กล่าวถึงปัญหาและความสำคัญของการคิดวิเคราะห์ในกลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย ผู้วิจัยมีความสนใจท่ีจะพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ วรรณคดีไทย เรื่องอิเหนา ตอน ศึกกะหมังกุหนิง ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบการใช้ แผนผังกราฟิก ร่วมกับเกม Kahoot เนื่องจากการคิดวิเคราะห์ต้องใช้ทักษะการอ่าน การ เข้าใจ และการคิดเป็นพื้นฐานในการนำแผนผังกราฟิกทำให้เกิดกระบวนการพัฒนาความคิดสามารถ จัดเรียงลำดับของเน้ือหาแนวคิดหลักไปสู่ความคิดหลักและเช่ือมโยงมาสู่ประเด็นย่อย ช่วยแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์และตคี วามเน้ือหาอย่าไม่กระซาบ และยังช่วยแกป้ ัญหาในการใช้ภาษาเพ่ือเปน็ การนำ ทักษะการใช้ภาษาและแผนผังกราฟิก ทำให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจสนุกสนาน ทั้งยังส่งเสริมการจิตนา การการคดิ สร้างสรรค์ ทำให้ผเู้ รียนเกดิ กระบวนการคิดไดเ้ ปน็ อย่างดี 2. วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย 2.1 เพื่อพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะหโ์ ดยการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ แบบผังกราฟิก ร่วมกบั เกม Kahoot ของนกั เรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรียนเทศบาล6 (วัดตันตยาภิรม) 2.2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนการคิดวิเคราะห์โดยการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบผงั กราฟิก ร่วมกบั เกม Kahoot ของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนเทศบาล6 (วัด ตันตยาภิรม) 3. คำถามการวิจยั 3.1 นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบผัง กราฟิกร่วมกับเกมKahootในการพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์วรรณคดีไทยเร่ืองอิเหนา ตอนศึกกะหมังกุหนิงก่อนใช้และหลังใชก้ ารจัดกิจกรรมการเรียนรูแ้ บบผังกราฟิก รว่ มกบั เกม Kahoot แตกตา่ งกนั หรือไม่ 3.2 นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 ท่ีเรียนด้วยการใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผัง กราฟิกร่วมกับเกม Kahoot ในการพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์วรรณคดีไทยเรื่อง อิเหนา ตอน ศึกกะหมังกุหนิง หลังใช้สูงกว่าก่อนใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบผังกราฟิก ร่วมกับเกม Kahoot 4. ขอบเขตของการวิจัย
4.1 ขอบเขตด้านประชากร ประชากรทีใ่ ชใ้ นการวิจยั ครั้งน้ี คอื นกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 6 (วัดตันตยาภิรม) อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ปีการศึกษา 2565 จำนวน 3 ห้องเรียน รวมนักเรียน จำนวน 107 คน 4.2 ขอบเขตดา้ นกลุ่มตวั อยา่ ง กลมุ่ ตัวอย่างทใ่ี ช้ คือ นักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4/1โรงเรียนเทศบาล 6(วดั ตนั ตยา ภิรม) อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน รวมนักเรียนจำนวน 42 คน โดยใช้วิธกี ารเลือกแบบเจาะจง 4.3 ระยะเวลาในการวจิ ยั ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2565 5. นิยามศพั ท์เฉพาะ เพื่อให้เกิดความเข้าใจความหมายเฉพาะของคำที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยจึงนิยาม ความหมายของคำต่าง ๆ ไว้ดงั น้ี นกั เรยี น หมายถึง ผู้เรียนท่ีเรียนอยู่ระดับช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 ปีการศกึ ษา 2565 โรงเรียน เทศบาล 6 (วดั ตนั ตยาภริ ม) แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง การนำวิชาหรือกลุ่มประสบการณ์ที่จะต้องทำแผนการ จัดการเรียนรู้ตลอดภาคเรียนมาสร้างเป็นกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ การใช้ส่ือ อุปกรณ์การจัดการ เรยี นรู้ และการวดั ผลประเมนิ ผล โดยจัดเน้ือหาสาระและจดุ ประสงคก์ ารเรียนย่อย ๆ ให้สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์หรือจุดเน้นของหลักสูตร สภาพของผู้เรียน ความพร้อมของโรงเรีย ในด้านวัสดุอุปกรณ์ และตรงกบั ชวี ิตจริงในห้องเรยี น การคิดวิเคราะห์ หมายถึง การรวบรวม จำแนก แยกแยะเหตุการณ์ปัญหาหรือเร่ืองราวต่าง ๆเพ่ือหาความสัมพันธ์องค์ประกอบพร้อมกับเช่ือมโยงให้เกิดความถูกต้องชัดเจนและนำไปสู่การ ตัดสินใจได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ ความสามารถ หมายถึง ความสามารถในการมีสิทธิหรือใช้สิทธิตามกฎหมายโดยปกติบุคคล ทุกคนย่อมมีความสามารถในการใช้สิทธิได้ทัดเทียมกันแต่มีบางกรณีเพ่ือคุ้มครองบุคคลบางประเภท กฎหมายจงึ ได้จำกดั หรือตดั ทอนความสามารถของบุคคลประเภทน้ัน ๆ วรรณคดีไทย หมายถึง วรรณกรรมหรืองานเขียนท่ีได้รับการยกย่องว่าเขียนดี มีสาระและ คณุ ค่าทางวรรณศิลป์ อิเหนา ตอน ศึกกะหมังกุหนิง หมายถึง เน้ือหาในหนังเรียนวรรณคดีวิจักษ์ สาระท่ี 5 วรรณคดีและวรรณกรรม ตามมาตรฐานและตัวชี้วัด ท 5.1 ม.4 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย รูปแบบการสอนแบบแผนผังกราฟิก หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ผัง กราฟิก ในกิจกรรมการการเรียนฝึกคิดเพื่อสร้างผังกราฟิกรูปแบต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับเนื้อหาใน บทเรยี น
เกม Kahoot หมายถึง สื่อการสอนออนไลน์ท่ีมีตัวเลือกหลากหลายแบบซ่ึงวิจัยนี้เลือกเป็น เกมประเภทแบบทดสอบ เกม Kahoot ท่ีนักเรียนสามารถเล่นได้ และยังช่วยพัฒนาการคิดวิเคราะห์ ไดเ้ ป็นอย่างดี เพ่อื เปน็ การช่วยเพม่ิ ประสิทธิผลในการวิจยั 6. ประโยชนท์ จี่ ะได้รับ 1.ได้เเผนการจัดการเรียนรู้ท่ีพัฒนาความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์โดยการจัดกิจกรรม การเรียนรแู้ บบผงั กราฟกิ รว่ มกับเกม Kahoot 2. ไดแ้ นวทางในการจดั กิจกรรมการเรียนรเู้ พ่ือพฒั นาการคดิ วเิ คราะหใ์ หก้ ับนักเรยี น 3. นกั เรียนสามารถนำความร้ไู ปพฒั นาความคดิ แยกแยะ จำแนก และประยุกตใ์ ช้ บทที่ 2 เอกสารทีเ่ กย่ี วข้อง การวิจัย เรื่อง การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์วรรณคดีไทย เรื่องอิเหนา ตอนศึกกะห มังกุหนิง โดยการจัดการเรียนรู้แบบผังกราฟิก ร่วมกับเกม Kahoot ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนโรงเรียนเทศบาล 6 (วัดตันตยาภิรม) ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง ตามลำดับ ดังน้ี 1..เอกสารทีเ่ ก่ียวขอ้ งกับหลักสูตร 1.1 หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 1.2 หลักสตู รแกนกลางการศึกษากลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย 2. เอกสารท่เี ก่ียวข้องกบั รูปแบบการเรยี นการสอนผงั กราฟิก 3. การคดิ วิเคราะห์ 4. งานวจิ ยั ท่ีเกย่ี วข้อง 5. กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวจิ ัย 1. เอกสารทีเ่ กีย่ วข้องกับหลกั สตู ร 1.1 หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
วสิ ัยทศั น์ หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพื้นฐานมุงพัฒนาผูเรียนทกุ คน ซ่ึงเปนกําลังของชาติ ใหเปนมนุษยท่ีมีความสมดุลทั้งดานรางกายความรู คุณธรรม มีจิตสํานึกในความเปนพลเมืองไทย และเปนพลโลกยึดม่ันในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข มีความรูและทักษะพ้ืนฐาน รวมทั้งเจตคติท่ีจําเปนตอการศึกษาตอการประกอบอาชีพและการศึกษา ตลอดชีวิตโดยมุงเนนผูเรียนเปนสําคัญบนพื้นฐานความเชื่อวา ทุกคนสามารถเรียนรูและพัฒนาตนเอง ไดเต็มตามศกั ยภาพ หลักการ หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน มีหลักการท่สี าํ คญั ดงั น้ี 1. เปนหลักสูตรการศึกษาเพ่ือความเปนเอกภาพของชาติมีจุดหมายและมาตรฐาน การเรียนรูเปนเปาหมาย สําหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนใหมีความรูทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบน พ้ืนฐานของความเปนไทยควบคูกบั ความเปนสากล 2. เปนหลักสูตรการศึกษาเพ่ือปวงชนที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสไดรับการศึกษา อยา่ งเสมอภาคและมีคุณภาพ 3. เปนหลักสูตรการศึกษาท่ีสนองการกระจายอํานาจใหสังคมมีสวนรวมในการจัด การศึกษาใหสอดคลองกบั สภาพและความตองการของทองถนิ่ 4. เปนหลกั สตู รการศึกษาที่มีโครงสรางยืดหยุนท้งั ดานสาระการเรียนรูเวลาและการ จัดการเรยี นรู 5. เปนหลักสตู รการศึกษาที่เนนผูเรยี นเปนสําคัญ 6. เปนหลักสูตรการศึกษา สําหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทกุ กลมุ่ เปาหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรยี นรูและประสบการณ์ จุดหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุงพัฒนาผูเรียนใหเปนคนดี มีปญญา มี ความสุข มีศักยภาพในการศึกษาตอและประกอบอาชีพ จึงกําหนดเปนจุดหมายเพื่อใหเกิดกับผูเรียน เม่ือจบการศึกษาขัน้ พ้นื ฐานดังนี้ 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และคานิยมท่ีพึงประสงคเห็นคุณคาของตนเอง มีวินัยและ ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาทที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง 2. มีความรูความสามารถในการสื่อสารการคิด การแกปญหาการใชเทคโนโลยีและ มีทกั ษะชวี ติ 3. มสี ขุ ภาพกายและสขุ ภาพจติ ทีด่ มี ีสขุ นสิ ยั และรกั การออกกําลงั กาย 4. มีความรักชาติมีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดม่ันในวิถีิชีวิต และการปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั รยิ ทรงเปนประมุข 5. มีจิตสํานึกในการอนุรักษวัฒนธรรมและภูมปัญญาไทย การอนุรักษ และพัฒนา สิง่ แวดลอมมีจิตสาธารณะที่มุงทำประโยชนและสรางสิ่งท่ีดีงามในสังคมและอยู่ร่วมกันในสังคมอย่าง มี ความสขุ
สมรรถนะสำคัญของผูเรียน การพัฒนาผูเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน มุงพัฒนาผูเรียนใหมี สมรรถนะสําคัญ 5 ประการ ดงั นี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เปนความสามารถในการรับและสงสารมีวัฒนธรรม ในการใชภาษาถายทอดความคิดความรูความเขาใจความรูสึก และทัศนะของตนเองเพอ่ื แลกเปลี่ยน ข อมูลขาวสารและประสบการณ อันจะเปนประโยชนตอการพัฒนาตนเองและสังคมรวมท้ังการเจรจาต อรองเพื่อขจัดและลดปญหาความขัดแยงต่างๆ การเลือกรับหรือไมรับขอมูล ขาวสารดวยหลักเหตุผล และความถูกตอง ตลอดจนการเลือกใชวิธีการส่ือสารท่ีมีประสิทธิภาพโดยคํานึงถึงผลกระทบท่ีมีต่อ ตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เปนความสามารถในการคิดวิเคราะหการคิดสังเคราะห การคิดอยางสรางสรรค การคิดอยางมีวิจารณญาณ และการคิดเปนระบบ เพื่อนําไปสู่การสรางองค ความรูหรือสารสนเทศเพื่อการตัดสนิ ใจเกยี่ วกับตนเองและสงั คมไดอยางเหมาะสม 3. ความสามารถในการแกปญหา เปนความสามารถในการแกปญหาและอุปสรรค ต่าง ๆท่ีเผชิญไดอยางถกู ตองเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและขอมูลสารสนเทศ เขา ใจความสัมพันธ และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณตางๆในสังคม แสวงหาความรูประยุกตความรู มาใชในการปองกัน และแกไขปญหา และมีการตัดสินใจท่ีมีประสิทธิภาพโดยคํานึงถึงผลกระทบท่ี เกิดข้นึ ตอตนเอง สงั คมและส่งิ แวดลอม 4. ความสามารถในการใชทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการกระบวนการต่าง ๆ ไปใชในการดําเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรูดวยตนเอง การเรียนรูอยางตอเน่ืองการทํางาน และการ อยู่ร่วมกันในสังคม ดวยการสรางเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปญหาและความ ขัดแยงต่างๆ อยางเหมาะสม การปรับตัวใหทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดลอมและ การรจู ักหลีกเลย่ี งพฤตกิ รรม ไม่พงึ ประสงคทีส่ งผลกระทบตอตนเองและผูอ่ืน 5. ความสามารถในการใชเทคโนโลยีเปนความสามารถในการเลือกและใช เทคโนโลยีดานตาง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยีเพ่ือการพัฒนาตนเองและสังคมใน ด้านการเรยี นรูการส่อื สารการทาํ งาน การแกปญหาอยางสรางสรรคถูกตองเหมาะสม และมคี ุณธรรม คณุ ภาพของผูเ้ รยี นเมือ่ จบชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6 1.อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้องและ เข้าใจ ตีความ แปลความ และขยายความเรื่องท่ีอ่านได้ วิเคราะห์วิจารณ์เร่ืองท่ีอ่าน แสดงความ คิดเห็น โต้แย้งและเสนอความคิดใหม่จากการอ่านอย่างมีเหตุผล คาคคะเนเหตุการณ์จากเร่ืองที่อ่าน เขียน กรอบแนวคิด ผังความคิด บันทกึ ยอ่ ความ และเขียนรายงานจากส่ิงทอ่ี ่าน สังเคราะห์ ประเมิน ค่า และนำความรู้ความคิดจากการอ่านมาพัฒนาตน พัฒนาการเรียน และพัฒนาความรู้ทางอาชีพ และ นำความรูค้ วามคดิ ไปประยุกต์ใช้แกป้ ญั หาในการคำเนนิ ชีวติ มมี ารยาทและมนี ิสัยรกั การอา่ น 2.เขียนส่อื สารในรูปแบบต่างๆ โดยใช้ภาษาได้ถูกต้องตรงตามวัตถปุ ระสงค์ ย่อความ จาก สื่อท่ีมีรูปแบบและเนื้อหาท่ีหลากหลาย เรียงความแสดงแนวคิดเชิงสร้างสรรค์โดยใช้โวหารต่างๆ เขียนบันทึก รายงานการศึกษาค้นคว้าตามหลักการเขียนทางวิชาการ ใช้ข้อมูลสารสนเทศในการ
อ้างอิง ผลิตผลงานของตนเองในรูปแบบต่างๆ ทั้งสารคดีและบันเทิงคดี รวมท้ังประเมินงานเขียนของ ผู้อ่ืน และนำมาพัฒนางานเขยี นของตนเอง 3.ต้ังคำถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเร่ืองที่ฟังและดู มีวิจารณญาณ ในการ เลือกเรื่องที่ ฟังและดู วิเคราะห์วัตถุประสงค์ แนวคดิ การใช้ภายา ความน่าเช่อื ถือของเรื่องท่ีฟังและดู ประเมนิ ส่ิงทฟี่ ังและดแู ล้วนำไปประยุกตใ์ ช้ในการดำเนินชวี ิต มที กั ษะการพูดในโอกาสตา่ งๆ ท้ังที่เป็น ทางการ และไม่เป็นทางการ โดยใช้ภาษาท่ีถูกต้อง พูดแสดงทรรศนะ โต้แย้ง โน้มน้ำาว และเสนอ แนวคิดใหม่ อย่างมีเหตผุ ล รวมทั้งมมี ารยาทในการฟัง ดู และพดู 4. เข้าใจธรรมชาติของภาษา อิทธิพลของภาษา และลักษณะของภาษาไทย ใช้คำ และกลุ่มคำ สร้างประ โยคได้ตรงตามวัตถุประสงค์ แต่งคำประพันธ์ประเภท กาพย์ โคลง ร่ายและ ฉันท์ ใช้ภายา ได้เหมาะสมกับกาลเทศะและใช้คำราชาศัพท์และคำสุภาพ ได้อย่างถูกต้อง วิเคราะห์ หลักการ สร้างคำ ในภาษาไทย อิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทยและภาษาถิ่น วิเคราะห์ และประเมินการใช้ ภาษาจากสือ่ สง่ิ พมิ พแ์ ละสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 5.วิเคราะห์วิจารณ์ วรรณคดีและรรณกรรมตามหลักการวิจารณ์วรรณคดเี บื้องต้น รู้ และ เข้าใจลักษณะเด่นของรรณดี ภมู ิปญั ญาทางภาษาและวรรณกรรมพ้ืนบ้าน เชือ่ มโยงกบั การเรียนรู้ ทางประวัติศาสตร์และวิถีไทย ประเมินคุณค่าด้านวรรณศิลป์ และนำข้อคิดจากวรรณคดีและ วรรณกรรมไปประยกุ ตใ์ ช้ในชีวิตจรงิ สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ สาระท่ี 1 การอา่ น มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรแู้ ละความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปญั หาในการดำเนินชวี ิตและมนี ิสัยรักการอา่ น สาระท่ี 2 การเขยี น มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความและ เขียนเร่ืองราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้า อย่างมปี ระสิทธภิ าพ สาระที่ 3 การฟงั การดู และการพดู มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และความรสู้ กึ ในโอกาสตา่ ง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสรา้ งสรรค์ สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลง ของภาษาและพลงั ของภาษา ภูมปิ ัญญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไว้เปน็ สมบัติของชาติ สาระที่ 5 วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็นวิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทย อยา่ งเหน็ คุณค่า และนำมาประยกุ ต์ใช้ในชวี ติ จรงิ 2. เอกสารที่เกย่ี วขอ้ งกับกราฟิก ความหมายของกราฟิกผู้วจิ ัยได้ศึกษาของผังกราฟิก ท่ีมีนักการศึกษาได้ให้ความหมายของผัง กราฟกิ โดยมีรายละเอยี ด ดังน้ี วันนาพร ระงับทุกข์ (2545.หนา้ 96) ไดอ้ ธิบายแผนผงั กราฟิกวา่ แผนผงั กราฟิกเปน็ แบบ ของส่ือสาร ท่ีใชเ้ พอ่ื นำเสนอข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมอย่างเปน็ ระบบ เพ่ือให้เข้าใจง่าย กระทดั รดั ชัดเจน แผนผังกราฟิกไดจ้ ากการรวบรวมข้อมูล หรือสาระจากแหล่งความรตู้ ่างๆ มาทำการจดั กระทำ ข้อมลู ซึ่งการจัดกระทำขอ้ มลู นน้ั ตอ้ งใชท้ ักษะการคิด เช่น การสังเกต การเปรยี บเทียบ การแยกแยะ การเรยี งลำดับ การใชต้ ัวเลข หรอื การสรุป แลว้ จึงเลอื กแผนผงั กราฟิกเพือ่ นำเสนอขอ้ มลู ท่จี ัดกระทำ แล้วตามลักษณะเป้าหมายหรือวตั ถุประสงค์ทผ่ี นู้ ำเสนอตอ้ งการ สมศักด์ิ ภู่วิภาดาวรรธ์ (2544. หนา้ 144) ไดใ้ ห้ความหมายของกราฟิกท่ีใช้ประกอบความ เข้าใจ มีหลายชนิด เช่น การใช้คำสำคัญ แผนภาพ แผนภูมิ กราฟ แผนท่ี ภาพร่าง การ์ตูน ภาพวาด และโครงสร้างจำลอง จุดประสงค์ของการใช้ผังกราฟิก มี 2 ประการ 1 ใช้กราฟิก จะช่วยให้ตนเอง ทำความเข้าใจเน้ือหาได้ดีย่ิงข้ึน เชน่ เนื้อหาที่ยากนักเรียนอาจจจะเขียนแผนภูมิประกอบให้เกดิ ความ กระจ่างในการตีเนื้อหาท่ียากนั้น ประการที่ 2 เพื่อชว่ ยให้ผู้อื่นเข้าใจความคิดของตนได้มากข้ึน ดังน้ัน ในการสอน ครูจึงช่วยให้นักเรียนเข้าใจเน้ือหามากขึ้นโดยการฝึกใช้กราฟิก ในการบันทึก และ นำเสนอขอ้ มลู ของนกั เรยี นเองอกี ดว้ ย ทฤษฎีและแนวคิดของรูปแบบ กระบวนการเรียนรู้เกิดข้ึนได้จากองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วนด้วยกันได้แก่ ความจำข้อมูล กระบวนการทางปัญญา และเมตาคอคนิชั่น ความจำข้อมูล ประกอบดว้ ย ความจำ จากการรสู้ กึ สมั ผัส ซงึ่ จะเกบ็ ข้อมลู ไวเ้ พียงประมาณ 1 วนิ าทเี ท่านั้น ความจำระยะสั้น(short-term memory) หรือความจำปฏิบัติการ (working memory) ซ่ึง เป็นความจำที่เกิดข้ึนหลังจากการตีความส่ิงเร้าท่ีรับรู้มาแล้ว ซ่ึงจะเก็บข้อมูลไว้ได้ช่ัวคราวประมาณ 20 วินาที และทำหน้าท่ใี นการคิด ความจำระยะยาว (long- term memory) เป็นความจำที่มีความคงทนมีความจุ ไม่จำกัด สามารถ คงอยู่เป็นเวลานาน เมื่อต้องการใช้จะสามารถ เรียกคืนได้ ส่ิงที่อยู่ในความจำ ระยะยาวมี 2 ลักษณะ คือ ความจำเหตุการณ์ (episodic memory) และ ความจำความหมาย (semantic memory) เก่ยี วกับข้อเท็จจรงิ มโนทัศน์ กฎ หลักการต่าง ๆ องค์ประกอบ ด้านความจำข้อมูลนี้จะมี ประสิทธิภาพมากนอ้ ยเพียงใดขน้ึ กับกระบวนการทางปัญญาของบคุ คลนั้นซ่ึงประกอบด้วย 1) การใส่ใจ หากบุคคลมีความใส่ใจในข้อมูลท่ีรับเข้ามาทางการสัมผัสข้อมูลน้ันก็จะถูก นำเข้าไปสคู่ วามจำระยะส้ันตอ่ ไป หากไมไ่ ด้รบั การใสใ่ จข้อมลู นน้ั ก็จะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
2) การรับรู้ เมื่อบุคคลใส่ใจในข้อมูลใดที่รับเข้ามาทางประสาทสัมผัส บุคคลก็จะรับข้อมูลน้ัน และนำข้อมูลน้ีเข้าสู่ความจำระยะสั้นต่อไป ข้อมูลที่รับรู้น้ีจะเป็นความจริงตามการรับรู้ของบุคคลน้ันซึ่ง อาจไม่ใชค่ วามจริงเชิงปรนยั เน่ืองจากเป็นความจริงทผี่ ่านการตคี วามจากบุคคลนั้นมาแล้ว 3) การทำซำ้ หากบุคคลมกี ระบวนการรักษาข้อมูล โดยการทบทวนซ้ำแลว้ ซ้ำอีก ขอ้ มลู นั้นก็ จะยังคงถูกเกบ็ รกั ษาไวใ้ นความจำปฏบิ ัตกิ าร 4) การเข้ารหัส หากบุคคลมีกระบวนการสร้างตัวแทนทางความคิดเกี่ยวกับข้อมูลน้ันโดยมี การนำข้อมูลน้ันเข้าสู่ความจำระยะยาว และเชื่อมโยงเข้ากับสิ่งที่มีอยู่แล้วในความจำระยะยาว การ เรยี นรูอ้ ยา่ งมีความหมายกจ็ ะเกดิ ขน้ึ 5) การเรียกคืน การเรียกคืนข้อมูลท่ีเก็บไว้ในความจำระยะยาวเพื่อนำออกมาใช้มี ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการเข้ารหัส หากการเข้ารหัสทำให้เกิดการเก็บความจำได้ดีมี ประสิทธภิ าพ การเรยี กคืนกจ็ ะมปี ระสิทธิภาพตามไปด้วย กระบวนการเรียนการสอนของรปู แบบ 1. รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ผังกราฟิกของ โจนส์และคณะ(1989: 20-25) ประกอบดว้ ยข้ันตอนสำคญั ๆ 5 ข้นั ตอน ดงั นี้ 1.1) ผู้สอนเสนอตัวอย่างการจัดข้อมูลด้วยผังกราฟิกท่ีเหมาะสมกับเน้ือหาและ วตั ถุประสงค์ 1.2) ผูส้ อนแสดงวธิ ีสรา้ งผังกราฟกิ 1.3) ผูส้ อนชแ้ี จงเหตุผลของการใช้ผังกราฟกิ นั้นและอธิบายวธิ ีการใช้ 1.4) ผู้เรียนฝึกการสร้างและใช้ผังกราฟิกในการทำความเข้าใจเน้ือหา เป็น รายบคุ คล 1.5) ผเู้ รยี นเข้ากล่มุ และนำเสนอผงั กราฟกิ ของตนแลกเปลี่ยนกนั สรุปรูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ผังกราฟิกของโจนส์และคณะมีขั้นตอนสำคัญ 5 ขั้นตอน 1. ผสู้ อนเสนอตวั อยา่ งการจดั ข้อมูลด้วยผังกราฟิกท่เี หมาะสมกับเนอ้ื หาและวัตถุประสงค์ 2. ผู้สอนแสดงวธิ สี รา้ งผังกราฟิก 3. ผ้สู อนชแ้ี จงเหตุผลของการใช้ผงั กราฟิกน้นั และอธิบายวธิ ีการใช้ 4. ผู้เรียนฝึกการสร้างและใช้ผังกราฟิกในการทำความเข้าใจเนื้อหาเป็นราย บุคคล 5. ผู้เรียนเข้ากลุ่มและนำเสนอผงั กราฟิกของตนแลกเปล่ียนกนั ประเภทของแผนผังกราฟฟิก ทิศนา แขมมณี (2557,หน้า 388-400) ได้กล่าวไว้ว่า ผังกราฟฟิกที่นิยมใช้กัน โดยท่ัวไปมีจำนวนมากและจะมีจำนวนมากเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการค้นพบกราฟิกใหม่ ๆ อยู่เสม จึงได้ เสนอผงั กราฟิกท่สี ามารถนำไปใชใ้ นงานลกั ษณะต่าง ๆ ไว้ 9 ประเภท 1. แผนผังความคิด 2. แผนผังแบบกงิ่ ไม้
3. ผังแมงมมุ 4. ผังลำดบั ขัน้ ตอน 5. ผงั ก้างปลา 6. ผังวัฏจกั ร 7. ผงั วงกลมซ้อน 8. ผังวไี ดอะแกรม 9. ผังพลอตไดอะแกรม วิทวัฒน์ ขัตติยะมาน และอมลวรรณ วีระธรรมโม (2558,หน้า 109-111) ได้ นำเสนอประเภทของแผนผงั กราฟกิ แบบตา่ ง ๆ ดงั น้ี 1. ผังความคิด เป็นผังที่แสดงการเช่ือมโยงข้อมูลเก่ียวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งระหว่าง ความคิดหลักและความคิดรอง และความคิดยอ่ ยท่เี กย่ี วข้อง 2. ผังมโนทัศน์ เป็นแสดงความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์ต่าง ๆ เกี่ยวกับเรอ่ื งใดเรื่อง หนง่ึ เปน็ ลำดับข้ัน เพอื่ ใหเ้ กดิ การสรา้ งองค์ความรเู้ ปน็ ระบบ 3. ผังแมงมุม เปน็ ผงั ทใี่ ช้แสดงในการแยกแยะองคป์ ระกอบต่าง ๆ ของขอ้ มลู 4. ผังลำดบั ข้ันตอน ผงั ลำดับข้นั ตอนเป็นผงั ที่แสดงลำดับขั้นตอนของส่ิงตา่ ง ๆ หรือ กระบวนการต่าง ๆ 5. ผังก้างปลา เป็นผังท่ีน้เสนอข้อมูลที่มีประเด็นแสดงสาเหตุของปัญหาช่วยทำให้ เห็น สาเหตุหลักและย่อยอยา่ งชัดเจน 6. ผังวัฏจักร เป็นผังท่ีแสดงลำดับข้ันตอนมีความสัมพันธ์เป็นวงกลมท่ีไม่แสดง จดุ สิ้นสุด ณ ทีใ่ ดท่หี นง่ึ 7. ผังวงกลมซ้อน เป็นผังท่ีใช้แสดงข้อมูลในลักษณะความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ ต่าง ๆ ของบคุ คล สถานท่หี รอื ส่งิ ของในลกั ษณะตา่ ง ๆ จากการศึกษาประเภทของผังกราฟิก แสดงให้เห็นว่าแผนผังกราฟิกนิยมใช้เป็น จำนวนมากและมจี ำนวนเพม่ิ ข้นึ เรื่อย ๆ เนื่องจากมกี ารค้นพบแบบใหม่ ๆ อยู่เสมอ 3. การคดิ วเิ คราะห์ ความหมายของการคิดวิเคราะห์ ผวู้ ิจยั ไดศ้ กึ ษาโดยมนี ักการศึกษาได้ให้ความหมายของการคิดวเิ คราะห์ โดยมีรายละเอียด ดงั นี้ ชัยอนันต์ สมุทวณิช (2557 : 14) ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ คือ การแสวงหา ข้อเท็จจริงด้วยการระบุ จำแนก แยกแยะ ข้อมูลในสถานการณ์ที่เป็นแหล่งคิดวิเคราะห์ ทั้งที่ เป็น ขอ้ เท็จจรงิ กับความคิดเห็นหรือจุดเด่น จดุ ด้อย ในสถานการณ์ เป็นการจัดขอ้ มูลให้เปน็ ระบบเพอ่ื ไปใช้ เปน็ พนื้ ฐานในการคดิ ระดับอื่น ๆ
ชาตรี สำราญ (2558 : 40-41) ได้ให้ความหมายของการคิดวเิ คราะห์ว่าการคดิ วิเคราะห์ คือ การรู้จักพิจารณา ค้นหาใคร่ครวญ ประเมินค่าโดยใช้เหตุผลเป็นหลักในการหาความสัมพันธ์ เชื่อมโยงหล่อหลอมเหตุการณ์ท่ีเกดิ ข้ึนได้อย่างสมบูรณแ์ บบอย่างสมเหตสุ มผลกอ่ นทจี่ ะตัดสนิ ใจ สรุปความหมายของการคิดวิเคราะห์ เป็นการแยกแยะส่ิงที่จะพิจารณาออกเป็นส่วนย่อยท่ีมี ความสัมพันธ์กัน เพ่ือทำความเข้าใจแตล่ ะส่วนใหแ้ จ่มแจง้ รวมทั้งการสบื ค้นความสัมพนั ธข์ องส่วนตา่ ง ๆ เพื่อดูว่าส่วนประกอบปลีกย่อยนั้นสามารถเข้ากันได้หรอื ไม่ สัมพันธ์เกีย่ วเนื่องกันอย่างไร ซ่ึงจะช่วย ให้เกิดความเข้าใจต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างแท้จริง โดยพ้ืนฐานแล้วการวิเคราะห์ถือเป็นทักษะที่มนุษย์ฝึก ได้ การคิดวิเคราะห์เป็นทักษะการคิดท่ีสามารถพัฒนาให้เกิดกับผู้เรียนได้ เพื่อให้นักเรียนสามารถคิด ไดด้ ว้ ยตวั เอง เกิดความสำเร็จในการเรียนรู้ ลักษณะของการคิดวเิ คราะห์ ผู้วจิ ยั ได้ศึกษาโดยมนี ักการศึกษาได้ให้ลักษณะของการคิดวเิ คราะหโ์ ดยมีรายละเอยี ด ดังน้ี เสงี่ยม โตรัตน์ (2559 : 28) กล่าวถึง ลักษณะของการคิดวิเคราะห์ของการคิด วิเคราะห์ ไว้ว่า การคิดวิเคราะห์ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 2 องค์ประกอบ คือ ทักษะในการ จัดระบบข้อมูล ความเช่ือถือได้ของข้อมูล และการใช้ทักษะเหล่านั้นอย่างมีปัญญาเพื่อการช้ีนำ พฤติกรรม ดังน้ัน การคิดวิเคราะห์จงึ มีลกั ษณะต่อไปนี้ 1. การคิดวิเคราะห์จะไม่เป็นเพียงการรู้หรือการจำข้อมูลเพียงอย่างเดียว เพราะการคิด วเิ คราะห์จะเปน็ การแสวงหาขอ้ มลู และการนำขอ้ มูลไปใช้ 2. การคิดวิเคราะห์ไม่เพียงแต่การมีทักษะเท่าน้ัน แต่การคิดวิเคราะห์ จะต้อง เกีย่ วกบั การใชท้ กั ษะอยา่ งต่อเน่ือง 3. การคิดวิเคราะห์ไม่เพียงแต่การฝึกทักษะอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะต้องมีทักษะ ท่ี จะต้องคำนงึ ถงึ ผลที่ยอมรบั ได้ องค์ประกอบของการคดิ วิเคราะห์ ผู้วิจัยได้ศึกษาโดยมีนักการศึกษาได้ให้องค์ประกอบของการคิดวิเคราะห์ โดยมี รายละเอียด ดังน้ี เกรียงศักด์ิ เจริญวงศกั ดิ์ (2559: 26-30) องคป์ ระกอบของการคิดวเิ คราะห์ 1. ความสามารถในการตคี วามเราจะไม่สามารถวเิ คราะห์ส่ิงต่าง ๆ ได้หากไมเ่ ริ่มตน้ ด้วยการทำ 2. ทำความเข้าใจข้อมูลที่ปรากฎ แรกเริ่มจึงจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลที่ได้รับว่าอะไรเป็น อะไรด้วยการตคี วาม 3. ความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่จะวิเคราะห์การวิเคราะห์ได้ดีน้ันจําเป็นจะต้องมีความรู้ความ เข้าใจพื้นฐานในเร่ืองนั้น เพราะความรู้จะช่วยในการกำหนดขอบเขตของการวิเคราะห์แจกแจงและ จําแนกได้ว่าเรื่องน้ันเกี่ยวข้องกับอะไร องค์ประกอบย่อย ๆ อะไรบ้าง มีก่ีหมวดหมู่จัดลําดับ ความสําคัญอยา่ งไร และรู้วา่ อะไรเปน็ สาเหตุก่อให้เกดิ อะไร 4. ความชา่ งสังเกต ช่างสงสยั และชา่ งถาม 5. ความสามารถในการหาความสัมพนธ์เชิงเหตุผลนักคิดวิเคราะห์จะต้องมีความสามารถใน การหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล สามารถคนหาคำตอบได้ว่า อะไรเป็นสาเหตุให้เกิดสิ่งน้ีเร่ืองน้ัน
เช่ือมโยงกับเรื่องนี้ได้อย่างไรเร่ืองนี้มีใครเกี่ยวข้องบ้าง เก่ียวข้องกันอย่างไร เมื่อเกิดเรื่องนี้จะส่งผล กระทบอย่างไรบ้าง สวุ ทิ ย์ มลู คำ (2558, 23-24) กลา่ ววา่ การคิดวิเคราะห์มีองคป์ ระกอบท่ีสำคัญ 3 ด้าน ดงั นี้ 1. การวิเคราะห์ส่วนประกอบ เป็นการหาว่าเร่อื งราวต่าง ๆ สถานการณ์ หรือสิ่งท่ีกำหนดให้ มีสว่ นประกอบใดที่สำคญั ทส่ี ุด 2. การวเิ คราะห์ความสัมพันธ์ เป็นการค้นหาความสัมพันธ์ของสว่ นสำคัญต่าง ๆ โดยการระบุ ความสัมพันธระหว่างความคิด ความสัมพันธ์ในเชิงเหตุผลหรือความแตกต่างระหว่างข้อโต้แย้งที่ เกยี่ วขอ้ งและไมเ่ กย่ี วข้อง 3. การวิเคราะห์หลักการ เป็นการหาหลักความสัมพันธ์ของส่วนสำคัญในเร่ืองน้ัน ๆ ว่า สัมพันธ์กันโดยอาศัยหลักการใด สรปุ ไดว้ ่า องคป์ ระกอบที่สำคญั ของการคิดวิเคราะหม์ ี 3 ดา้ น โดยด้านที่ 1 เป็นการวิเคราะห์ ความสำคัญ และส่วนประกอบ ด้านท่ี 2 เป็นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ความสอดคล้องหรือความ ขัดแย้ง และด้านที่ 3 เป็นการวิเคราะห์หลักการ โครงสร้าง หรือรูปแบบของความสัมพันธ์ของส่ิงนั้น ซ่ึงทั้ง 3 ด้านนี้จะช่วยเป็นหลักเกณฑ์และแนวทางในการจัดกิจกรรม เพื่อพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะหข์ องนกั เรยี นได้ เป็นอย่างดี แนวทางการการสอนใหน้ ักเรียนคดิ วเิ คราะห์ ผู้วิจัยได้ศึกษาโดยมีนักการศึกษาได้ให้แนวทางการการสอนให้นักเรียนเกิดการคิด วิเคราะห์ โดยมรี ายละเอยี ดดงั นี้ สุวิทย์ มูลคำ (2560:13)ได้กล่าวถึงเทคนิคการวิเคราะห์ไว้ดังนี้ การคิดวิเคราะห์ เป็นการใช้สมองซีกซ้ายเป็นหลักเน้นคิดเชิงลึกจากเหตุไปสู่ผลเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในเชิงเหตุผลเชิง เง่ือนไข การจัดลำดับ ความสำคัญ และเชิงเปรียบเทียบ แต่เทคนิคท่ีง่ายคือ 5W1H เป็นท่ีนิยมใช้ คำตอบ What (อะไร) Where (ท่ีไหน) When (เม่ือไร) Why (ทำไม) Who (ใคร) How (อย่างไร) ชดั เจนในแตล่ ะเร่อื งทำใหเ้ กดิ ความครบถว้ น ไพรินทร์ เหมบุตร (2559 :3-4) ได้บอกวิธีการและขั้นตอนในการฝึกคิดวิเคราะห์ ประกอบด้วย 6 ขน้ั คือ 1. ศึกษาขอ้ มลู หรือสง่ิ ท่ตี อ้ งการวเิ คราะห์ 2. กำหนดวตั ถปุ ระสงค์ เป้าหมายของการคดิ วิเคราะห์ 3. แยกแยะแจกแจงรายละเอียดสิง่ ของที่ตอ้ งการวเิ คราะห์ 4. ตรวจสอบโครงสรา้ งหรือความสมั พันธร์ ะหว่างองค์ประกอบใหญ่และย่อย 5. นำเสนอข้อมลู การคิดวเิ คราะห์ 6. นำผลมาวิเคราะหไ์ ปใช้ประโยชน์ตามเป้าหมาย ความจำเป็นและความสำคญั ของการคิดวิเคราะห์ทกั ษะการคดิ วเิ คราะห์ เปน็ ทกั ษะทมี่ คี วามสำคญั และมีบทบาทนักเรียนเป็นอย่างมาก สุวทิ ย์ มูลคำ (2547, 39) กลา่ วถงึ ประโยชนข์ องทกั ษะการคิดวเิ คราะหไ์ ว้ ดังนี้
1. ช่วยให้รู้ข้อเท็จจริง รู้เหตุผลเบื้องหลังของสิ่งท่ีเกิดข้ึน เข้าใจความเป็นมาเป็นไป ของเหตุการณ์ต่าง ๆ ว่ามีองค์ประกอบอะไรบ้าง ได้ข้อเท็จจริงเพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจในการ แก้ปญั หาไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง 2. ช่วยสำรวจความสมเหตุสมผลของข้อมูลที่ปรากฏ ไม่ด่วนสรุปตามอารมณ์ ความรู้สึก หรอื อคติ แต่สืบค้นตามหลกั เหตผุ ลและขอ้ มูลท่ีเปน็ จริง 3. ช่วยในการสรุปส่ิงต่าง ๆ ตามความเป็นจริง ช่วยไม่ให้หลงเช่ือข้ออ้างที่เกิดจาก ตวั อยา่ งเพียงตวั อย่างเดียว 4. ช่วยในการพิจารณาสาระสำคัญอ่ืนๆ ท่ีถูกบิดเบือนไปจากความประทับใจในครั้ง แรก ทำใหเ้ รามองอย่างครบถ้วนในแงม่ มุ ต่าง ๆ ท่มี ีอยู่ 5. ช่วยพัฒนาความเป็นคนช่างสังเกต การหาความแตกต่างของสิ่งที่ปรากฏ พจิ ารณาตามความสมเหตสุ มผลของสิ่งทเ่ี กิดข้นึ ก่อนท่ีจะสรุปสิ่งใดลงไป 6. ช่วยหาเหตุผลที่สมเหตุสมผลให้กับส่ิง ที่เกิดข้ึนจริง โดยไม่พึ่งพิงอคติที่ก่อตัวอยู่ ในความทรงจำ ทำใหเ้ ราสามารถประเมินสิง่ ต่าง ๆ ได้อย่างสมจรงิ สมจัง 7. ช่วยประมาณการความน่าจะเป็นโดยใช้ข้อมูลพื้นฐานท่ีวิเคราะห์ร่วมกับปัจจัย อ่ืน ๆ ของสถานการณ์ ณ เวลานนั้ จุฑามาศ เจริญธรรม (2549, 35) กล่าวถึงประโยชน์ของทักษะการคิดวิเคราะห์ไว้ ว่าช่วยให้รขู้ อ้ เทจ็ จริง ชว่ ยให้ไม่ด่วนสรุปส่ิงใดงา่ ย ๆ ช่วยในการพิจารณาสาระสำคัญอืน่ ๆ ช่วยพัฒนา ความเป็นคนชา่ งสังเกต ชว่ ยหาเหตผุ ลท่สี มเหตุสมผล และช่วยประมาณการความน่าจะเป็น จะเหน็ ได้ ว่า ทักษะการคิดวิเคราะห์มีประโยชน์เป็นอย่างมาก เช่น ช่วยให้รู้ข้อเท็จจริง ช่วยให้ไม่ด่วนสรุปสิ่งใด ง่าย ๆ ช่วยในการพิจารณาสาระสำคัญอื่น ๆ ช่วยพัฒนาความเป็นคนช่างสังเกตช่วยหาเหตุผลท่ี สมเหตุสมผล ช่วยประมาณการความนา่ จะเปน็ และชว่ ยให้เกดิ ปัญญา พรี ศกั ดิ์ วิลัยรัตน์ (2557 : 121) ชว่ ยให้เรารู้ข้อเทจ็ จรงิ รู้เหตุผลเบอ้ื งหลังของส่งิ ที่ เกิดขน้ึ เข้าใจความเนมาของเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นฐานความรู้ในการนำไปใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหา ช่วยให้เราหาเหตุผลท่สี มเหตสุ มผลใหก้ บั สงิ่ ทีเ่ กดิ ข้นึ และช่วยประมาณความน่าจะเปน็ สรุปได้ว่าการคิดวิเคราะห์ช่วยให้รู้เหตผลข้อเท็จจริงเข้าใจเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่าง แจ่มแจ้งชัดเจนและได้รู้ข้อเท็จจริงเพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง และ ช่วยประมาณความนา่ จะเป็น ช่วยหาเหตุผลท่ีสมเหตุสมผลให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงโดยไมพ่ ึงอคติท่ีก่อตัว อยู่ในความทรงจำทำใหเ้ ราสามารถประเมินส่ิงตา่ ง ๆ ไดอ้ ย่างสมจรงิ งานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวขอ้ ง นักวิจัยหลายท่านทั้งในและต่างประเทศได้ศึกษาผลของการใช้ผังกราฟิกในการ พฒั นาการอา่ นคดิ วิเคราะห์ดังต่อไปนี้ งานวิจยั ในประเทศ เบญจมาศ สมควร (2554, หน้า 54) ได้พัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ เพ่อื จบั ใจความสำคัญโดยใช้ผงั กราฟกิ ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ผลการศกึ ษาค้นคว้า เเสดงให้เห็นวา่ เเผน
การจัดกิจกรรมการเรียนด้วยชุดฝึกทักษะการอา่ นภาษาอังกฤษ เพ่ือจบั ใจความสำคัญโดยใช้ผงั กราฟิก มปี ระสิทธิภาพเเละมีประผลทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงขึ้นมีความพึงพอใจเเละมีความ คงทนความรูไ้ ดท้ ้งั หมด กรอบแนวคิดทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัย การวจิ ัยผูว้ ิจัยได้เขยี นกรอบแนวคิดในการวิจยั ตามตัวแปรตน้ และตวั แปรตามที่ไดท้ ำการศึกษา ดังน้ี ตวั แปรต้น ตวั แปรตาม การจดั การกิจกรรมการเรียนรู้ แบบผงั -ความสามารถในการคดิ วเิ คราะห์ -ความพงึ พอใจของผู้เรยี น กราฟิกร่วมกับเกม Kahoot บทท่ี 3 วธิ ดี ำเนนิ การวิจยั การวิจัย เรื่อง การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์วรรณคดีไทย เร่ืองอิเหนา ตอนศึกกะหมังกุห นิง โดยการจัดการเรียนรู้แบบผังกราฟิก ร่วมกับเกม Kahoot ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรยี นโรงเรยี นเทศบาล 6 (วัดตนั ตยาภิรม) ผู้วิจยั ดำเนินการวจิ ัยตามลำดับ ดงั นี้ 1. ประชากรและกลุม่ ตวั อยา่ ง 2. เครอ่ื งมือท่ใี ช้ในการวจิ ัย 3. การสร้างและหาประสทิ ธิภาพของเคร่อื งมือ 4. วิธีดำเนินการวจิ ยั 5. การวิเคราะหข์ อ้ มลู 1. ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง ประชากร ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนเทศบาล 6 (วัด ตนั ตยาภิรม) อำเภอเมอื งจังหวัดตรัง ปีการศกึ ษา 2565 จำนวน 3 หอ้ ง
กลุ่มตวั อยา่ ง นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนเทศบาล 6 (วัดตันตยาภิรม) ภาคเรียนที่ 2 ปี การศกึ ษา 2565 จำนวน 1 หอ้ งเรียน รวมนกั เรียนจำนวน 42 คน โดยใชว้ ธิ กี ารเลือกแบบเจาะจง แบบแผนการวิจยั การวิจัยคร้ังนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) แบบแผนการ วิจัย Pre Experimental Design แบบหน่ึงกลุ่มทดสอบก่อน - หลัง (One Group Pertest Posttest Design) (มาเรียม นิลพนั ธ์ุ 2555:144) ดังแผนภมู ิดงั นี้ ก่อนการจัดการเรยี นรู้ ทดลอง หลังการจดั การเรียนรู้ T1 X T2 X หมายถงึ การจดั การเรยี นรแู้ บบผังกราฟิก รว่ มกับเกม kahoot T1 หมายถงึ การทดสอบก่อนการจัดการเรียนรู้แบบผังกราฟกิ ร่วมกับเกม Kahoot T2 หมายถงึ การทดสอบหลงั การจัดการเรยี นรูแ้ บบผังกราฟกิ ร่วมกบั เกม Kahoot เครอ่ื งมือทใ่ี ช้ในการวิจยั และการตรวจสอบคุณภาพเครือ่ งมือ เครื่องมือทีใ่ ชใ้ นการวจิ ยั 1. แผนการจัดการเรียนรูก้ ลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย การอ่านคิดวิเคราะห์ โดยการจดั การ เรียนรูแ้ บบผงั กราฟกิ รว่ มกับเกม Kahoot 2. แบบทดสอบความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ เป็นแบบทดสอบท่ีใชว้ ัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนเทศบาล 6 (วัดตันตยาภิรม) จังหวัด ตรัง ประเภทปรนัยเป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ มี 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ จำนวน 1 ฉบับ ใช้ ในการทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรียน 3. แบบประเมินความพึงพอใจในการคิดวิเคราะห์วรรณคดีไทย เรื่องรามอิเหนาตอนศึกกะห มังกุหนิง ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) แบ่งความพึงพอใจ เป็น 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยท่ีสดุ จำนวน 1 ชดุ ประกอบด้วยข้อคำถาม 10 ข้อ
บทที่ 4 ผลการวิจัย การวิจัย เรื่อง การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์วรรณคดีไทย เร่ืองอิเหนา ตอนศึกกะหมังกุห นิง โดยการจัดการเรียนรู้แบบผังกราฟิก ร่วมกับเกม Kahoot ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนโรงเรียนเทศบาล 6 (วัดตันตยาภิรม) ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิจัยและอภิปรายผลตามลำดับ ดังต่อไปนี้ ผลการวจิ ยั ตอนท่ี 1 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของการคิด วิเคราะห์โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผังกราฟิก ร่วมกับเกม Kahoot ของนักเรียนช้ัน มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรียนเทศบาล 6 (วัดตนั ตยาภิรม) จังหวัดตรงั ลำดับท่ี คะแนนกอ่ นเรียน คะแนนหลังเรียน 16 17 27 15
39 17 4 10 18 5 13 17 68 14 7 13 19 86 13 9 10 17 10 9 15 11 5 16 12 9 18 13 12 16 14 7 12 15 6 15 16 12 19 17 8 17 18 11 18 19 9 19 20 4 11 21 7 17 22 9 16 23 11 19 24 6 18 25 8 17 26 7 15 27 6 16 28 7 18 29 9 15 30 10 18 31 13 18 32 8 14 33 13 17 34 6 15
35 10 17 36 9 18 37 5 17 38 9 14 39 12 19 40 7 13 41 6 17 42 12 15 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของการพัฒนา ความสามารถการคิดวิเคราะห์ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผังกราฟิก เกม Kahoot ของ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนเทศบาล 6 (วัดตันตยาภิรม) จังหวัดตรังก่อนเรียน (pretest) และหลงั เรียน (posttest) นำขอ้ มูลทไี่ ด้มาวเิ คราะหข์ อ้ มูลทางสถิติ ปรากฏดงั ตารางที่ 2 คะแนน n S.D. T sig กอ่ นเรียน 42 8.66 2.49 21.78 0.00 หลงั เรียน 42 16.33 1.98 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า นักเรียนท่ีเรียนเรื่องการคิดวิเคราะห์โดยการจัด กจิ กรรมการเรียนรู้แบบผงั กราฟกิ ร่วมกับเกม Kahoot มีผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นหลังเรยี นมีค่าเฉล่ีย เท่ากับ16.33 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.98 และก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.66 มีค่า ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.49 เม่ือเปรียบเทียบความแตกต่างพบว่ามีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หลงั เรยี นสูงกวา่ กอ่ นเรียนอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถิติท่ีระดับ 0.00 ซ่งึ เป็นไปตามสมมตฐิ านท่ตี ัง้ ไว้ ตอนที่ 3 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ที่มีต่อการพัฒนา ความสามารถการคิดวิเคราะห์วรรณคดีไทย เรื่อง อิเหนาตอนศึกกะหมังกุหนิง ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการจดั กิจกรรมการเรียนรแู้ บบผงั กราฟกิ ร่วมกบั เกม Kahoot หลังจากทดลอง รายการประเมนิ S.D. ระดับความ ล ำ ดั บ พงึ พอใจ ที่ ดา้ นเน้อื หา 1. เน้อื หาในแบบฝึกมีความน่าสนใจ 4.22 0.98 มาก 6 2. ไดร้ บั ความร้เู พม่ิ ข้นึ จากเนือ้ หาที่นำมาประกอบการสอน 4.63 0.55 มากทีส่ ุด 1 3. แบบฝึกและแบบทดสอบย่อย ช่วยให้เข้าใจบทเรียนดี 4.25 0.88 มาก 5 ขึน้ 4. เน้อื หาถกู ต้องเหมาะสม 4.31 0.84 มาก 3 ด้านการออกแบบชุดกิจกรรม
5. ความสวยงามและน่าสนใจของแบบฝึก 4.19 1.09 มาก 7 6 6. ความคดิ สรา้ งสรรค์ 4.22 0.92 มาก 3 7. ความเหมาะสมของรปู แบบตัวอกั ษร 4.31 0.90 มาก 2 ด้านกิจกรรม 4 8. รู้สึกสนุกสนานเวลาเรียนด้วยแบบฝึก การคิดวิเคราะห์ 4.56 0.56 มากที่สดุ 4 วรรณคดไี ทย เรอ่ื ง อิเหนา ตอน ศึกกะหมงั กหุ นิง 9. พึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึก การคิดวิเคราะห์ 4.28 0.92 มาก วรรณคดีไทย เร่ือง อิเหนา ตอน ศึกกะหมงั กุหนิง 10. การเรียนด้วยการใชแ้ บบฝึก การคดิ วเิ คราะห์วรรณคดี 4.28 0.83 มาก ไทย เร่ือง รามเกยี รติ์ อิเหนา ตอน ศกึ กะหมงั กหุ นงิ ช่วยให้ เกดิ ความเข้าใจงา่ ยข้ึนกว่าเดมิ ภาพรวม 4.33 0.85 มาก แสดงค่าระดับเฉลี่ยความพึงพอใจของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา ปีท่ี 4 ที่มีต่อการ พฒั นาความสามารถการคดิ วิเคราะหว์ รรณคดีเร่ือง อิเหนาตอนศึกกะหมังกหุ นงิ ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผังกราฟิก ร่วมกับเกม Kahoot พบว่า ระดับความพึงพอใจท่ีมีต่อ การเรยี นการสอนโดยการพฒั นาความสามารถการคิดวิเคราะหว์ รรณคดีไทย เร่ืองอเิ หนาตอนศึกกะห มังกุหนิง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผังกราฟิก ร่วมกับเกม Kahoot ภาพรวมมคี วามพงึ พอใจมาก ( = 4.33 , S.D. = 0.85) เม่อื พิจารณาเปน็ รายขอ้ พบว่า นกั เรยี นพึง พอใจมาก 3 อันดับแรก คือ อนั ดับที่ 1 ไดร้ ับความรู้เพ่มิ ข้ึนจากเนื้อหาท่ีนำมาประกอบการสอน ( = 4.63 , S.D. = 0.55) อันดับ ท่ี 2 รู้สึกสนุกสนานเวลาเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบผังกราฟิก ร่วมกับเกม Kahoot ( = 4.56 , S.D. = 0.56) และอันดับที่ 3 พึงพอใจต่อการเรียนด้วยการ จัดการเรียนรแู้ บบผังกราฟิก ร่วมกบั เกม Kahoot ( = 4.31, S.D. = 0.90) สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลการพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห์วรรณคดีไทย ไทย เรื่องอิเหนาตอนศึกกะหมังกุหนิง ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่า การพัฒนาความสามารถในการ คิดวิเคราะห์วรรณคดีไทย เรื่องอิเหนาตอนศึกกะหมังกุหนิง เฉล่ียของคะแนนการทดสอบโดยการ จัดการเรียนรู้แบบผังกราฟิก ร่วมกับเกม Kahoot ของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายหลังเรียน ( 16.33, S.D. = 1.98) สูงกว่าก่อนเรียน ( = 8.66, S.D. = 2.49) แตกต่างอย่างมีนยั สำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซ่งึ ตรงตามสมมติฐานทีต่ ั้งไว้จงึ ทำให้ผ้เู รียนเกดิ การพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะหว์ รรณคดี ไทย เรื่อง เร่ือง อิเหนาตอนศึกกะหมังกุหนิง ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบผังกราฟิก ร่วมกับเกม Kahoot ได้ดีข้ึน ผู้เรียนมีความสุขและสนุกไปกับกิจกรรมการเรียนการ สอน และส่งผลทำให้ผู้เรยี นมีคะแนนผลสัมฤทธห์ิ ลงั เรียนดขี ้นึ ซง่ึ ตรงกับสมมตฐิ านทต่ี ง้ั ไว้ ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ที่มีต่อการพัฒนา ความสามารถการคิดวิเคราะห์วรรณคดีไทย เรื่อง อิเหนาตอนศึกกะหมังกุหนิง ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผังกราฟิก ร่วมกับเกม Kahoot พบว่า ระดับความพึงพอใจท่ีมีต่อ การเรียนการสอนโดยการพัฒนาความสามารถการคดิ วิเคราะห์วรรณคดีไทยเรอ่ื ง อิเหนาตอนศึกกะห
มังกุหนิง ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบผังกราฟิก ร่วมกับเกม Kahoot ภาพรวมมีความพึงพอใจมาก ( = 4.33 , S.D. = 0.85) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า นักเรียนพึง พอใจมาก 3 อนั ดับแรก คือ อันดับท่ี 1 ได้รบั ความรู้เพมิ่ ขึ้นจากเน้อื หาท่ีนำมาประกอบการสอน ( = 4.63 , S.D. = 0.55) อันดับ ที่ 2 รู้สึกสนุกสนานเวลาเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบผังกราฟิก ร่วมกับเกม Wordwall ( = 4.56 , S.D. = 0.56) และอันดับท่ี 3 พึงพอใจต่อการเรียนด้วยการ จัดการเรยี นรแู้ บบผังกราฟิก ร่วมกบั เกม Kahoot ( = 4.31 , S.D. = 0.90) บทท่ี 5 การอภิปรายและสรปุ ผลการวิจัย การวิจัย เร่ือง การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์วรรณคดีไทย เรื่องอิเหนา ตอนศึกกะหมังกุห นิง โดยการจัดการเรียนรู้แบบผังกราฟิก ร่วมกับเกม Kahoot ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนโรงเรียนเทศบาล 6 (วัดตันตยาภิรม) ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามข้ันตอนและสรุปผลการวิจัย และข้อเสนอแนะตา่ ง ๆ ดังน้ี การอภิปรายผล 1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห์วรรณคดีไทย เร่ือง เร่ือง อิเหนา ตอนศึกกะหมังกุหนิง โดยการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้แบบผังกราฟิก ร่วมกับเกม kahoot ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนเทศบาล 6 (วัดตันตยาภิรม) พบว่า การพัฒนาความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์ คะแนนเฉลี่ยของคะแนนการทดสอบโดยการจดั การเรียนรู้แบบผงั กราฟิก ร่วมกับ เกม kahoot ของนักเรียนกลุ่มเป้าหมายหลังเรียน ( = 18.33, S.D. = 1.98) สูงกว่าก่อนเรียน ( = 8.66, S.D. = 2.49) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซ่ึงตรงตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ จึงทำให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาความสามารถการคิดวิเคราะห์วรรณคดีไทย เรื่อง เร่ืองอิเหนา ตอนศึก กะหมังกุหนิง โดยการจัดการเรียนรู้แบบผังกราฟิก ร่วมกับเกม Kahoot ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี
Search