แผนการจัดประสบการณก์ ารเรยี นรู้ กลุ่มสาระความรู้ทักษะการดำเนินชีวิต รายวิชา ทักษะการเรียนรู้ ทร 11001 ระดบั ประถมศึกษาแผนการจัดการเรียนรเู้ รอ่ื งที่ 1 การปฐมนิเทศ เวลา 6 ชวั่ โมง สอนวันที่ …….……เดือน …………………พ.ศ.………......... ภาคเรยี นที่ ………ปกี ารศึกษา……….. มาตรฐานการเรยี นร้รู ะดับ รู้ เข้าใจ มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม เจตคติทด่ี ี มที กั ษะในการดูแล และสรา้ งเสริมการมพี ฤติกรรมสุขภาพท่ดี ี ปฏบิ ตั ิ จนเปน็ กิจนิสัย วางแผนพฒั นาสขุ ภาพ ดํารงสขุ ภาพของตนเอง และครอบครวั ตลอดจนสนับสนนุ ให้ ชุมชนมีสว่ นร่วมในการสง่ เสรมิ ดา้ นสุขภาพพลานามยั และพัฒนาสภาพแวดล้อมท่ีดี รเู้ ขา้ ใจและสามารถเลอื ก การประกอบอาชีพการผลติ และจาํ หน่ายอาหารสําเร็จรปู ตามหลักสขุ าภบิ าลอาหารได ตวั ช้วี ดั 1. เพื่อใหผ้ ู้เรยี นมีความเขา้ ใจแนวทางการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน ในรายวิชา รายวิชา ทกั ษะการเรยี นรู้ ระดบั ประถมศกึ ษา 2. เพอ่ื เตรยี มตวั ล่วงหน้าในการเรียน และมสี ่วนรว่ มในกิจกรรมการเรยี นการสอนอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ 3. เพอ่ื ทดสอบความรู้พน้ื ฐานเดิมของผู้เรียน และเป็นแนวทางในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ การปฐมนเิ ทศ 1. รายละเอียดคาอธบิ ายรายวชิ า ทักษะการเรยี นรู้ ระดบั ประถมศกึ ษา 2. หลกั เกณฑ์การวดั ผล และการให้คะแนนรายวิชา ทักษะการเรยี นรู้ ระดับประถมศึกษา 3. ข้อตกลงเก่ยี วกบั หลกั การ ข้อปฏบิ ตั แิ ละกฎระเบยี บในการเรียนการสอนในหอ้ งเรยี น กระบวนการจดั การเรยี นรู้ 1. ขนั้ กำหนดสภาพปญั หาความต้องการในการเรยี นรู้ 1.1 ครูกล่าวทกั ทายผเู้ รียน และแนะนาตวั เอง โดยบอกชื่อ นามสกุล และชอ่ งทางการตดิ ต่อ 1.2 ครสู อบถามผู้เรยี นถงึ กิจกรรมที่ทาในระหวา่ งปิดภาคเรียนทผ่ี ่านมา และนาเข้าสู่เรอื่ งท่ีจะเรียน 1.3 ครูแจ้งใหผ้ ูเ้ รียนทราบว่า ในภาคเรยี นนจี้ ะไดเ้ รียน รายวิชา ทักษะการเรียนรู้ ทร 11001 2. ขน้ั แสวงหาข้อมูล และจดั การเรียนรู้ 2.1 ครูช้ีแจงรายละเอยี ดคาอธิบายรายวชิ า ทกั ษะการเรียนรู้ ระดบั ประถมศึกษาทจ่ี ะเรยี นในภาคเรียนน้ี ครู แจง้ ตัวชี้วดั และอภปิ รายถงึ เนอื้ หา ทจ่ี ะเรยี นรว่ มกันกบั ผู้เรยี น 2.2 ครู และผ้เู รยี นตกลงหลกั เกณฑ์การวัดผล และการใหค้ ะแนนในส่วนต่าง ๆ รว่ มกนั จากคะแนนเตม็ 100 คะแนน อตั ราสว่ นคะแนนระหว่างภาคตอ่ ปลายภาค = 60 : 40 เปน็ ดังน้ี 1. คะแนนระหว่างเรยี น 60 คะแนนแบง่ เกบ็ ดังน้ี 1.1 คะแนนดา้ นความรู้ 30 คะแนน 1.2 คะแนนดา้ นทักษะ (โครงงาน/ช้นิ งาน) 20 คะแนน 1.3 คะแนนดา้ นคณุ ลกั ษณะที่พึงประสงค์ 10 คะแนน 2. คะแนนปลายภาคเรยี น 40 คะแนน ดงั นี้ เกณฑ์การประเมนิ ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นด้านความรู้ ของผูเ้ รยี นทศ่ี ึกษา หลักสูตรรายวิชา ทักษะการเรียนรู้ ทร 11001 มีดังน้ี หมายถึง ผเู้ รยี นมีคะแนนสอบปลายภาคเรยี น ต้งั แต่ 12.00 – 40.00 หรือ ร้อยละ 30 ของคะแนนเต็มขึ้นไป
ไม่ผา่ น หมายถงึ ผูเ้ รียนมีคะแนนสอบปลายภาคเรยี น ตัง้ แต่ 0.00 – 11.99 หรือ ร้อยละ 0.00 – 29.99 ของคะแนนเต็มขนึ้ ไป การตัดสนิ ผลการเรียน รายวิชา ทกั ษะการเรียนรู้ ทร 11001 จะนำคะแนนระหวา่ งภาคมารวมกบั คะแนน ปลายภาคเรียน และจะต้องได้คะแนนไมน่ อ้ ยกว่าร้อยละ 50 จึงจะถอื ว่าผ่าน ท้ังน้ี ผเู้ รียนตอ้ งเขา้ สอบปลายภาคเรียน ดว้ ย แล้วนาคะแนนไปเปรยี บเทยี บกบั เกณฑท์ ่ีกำหนดใหค้ ่าระดบั ผลการเรยี นเป็น 8 ระดับ ดังน้ี ไดค้ ะแนนร้อยละ 80 – 100 ใหร้ ะดับ 4 หมายถงึ ดีเยยี่ ม ได้คะแนนรอ้ ยละ 75 – 79 ใหร้ ะดบั 3.5 หมายถงึ ดมี าก ได้คะแนนรอ้ ยละ 70 – 74 ให้ระดบั 3 หมายถึง ดี คะแนนร้อยละ 65 – 69 ให้ระดับ 2.5 หมายถงึ ค่อนขา้ งดี ได้คะแนนรอ้ ยละ 60 – 64 ให้ระดบั 2 หมายถึง ปานกลาง ไดค้ ะแนนร้อยละ 55 – 59 ใหร้ ะดับ 1.5 หมายถึง พอใช้ ได้คะแนนร้อยละ 50 – 54 ใหร้ ะดบั 1 หมายถงึ ผ่านเกณฑ์ขนั้ ต่ำทกี่ ำหนด ไดค้ ะแนนรอ้ ยละ 0 – 49 ให้ระดับ 0 หมายถึง ต่ำกว่าเกณฑข์ ั้นต่ำท่กี ำหนด 2.3 ข้อตกลง ขอ้ ปฏบิ ัติ และกฎระเบียบในการเรียนการสอนในห้องเรยี น ดังนี้ 1. ผ้เู รยี นต้องเข้าเรียนไมต่ ่ำกว่า 80 เปอร์เซน็ ต์ ของเวลาเรียนท้ังหมด 2. ผู้เรียนไมพ่ ูดคยุ เสยี งดัง หรือสง่ เสียงรบกวนเพือ่ นในเวลาเรียน 3. ผ้เู รยี นต้องเข้าเรียนให้ตรงเวลา 4. หากมคี วามจาเป็นต้องหยุดเรยี น ต้องขออนญุ าตครูผู้สอนกอ่ นทกุ คร้ัง 5. ไม่นาอาหารมารบั ประทานในห้องเรยี นขณะครูสอน 6. หากมขี ้อสงสยั ขณะเรียน ให้สอบถามครไู ด้ทนั ที 3 2.4 ครูชีแ้ จงรายละเอียดการพบกล่มุ วัน เวลา สถานทใ่ี ห้ผู้เรียนทราบ 3. ขัน้ ปฏบิ ตั ิ และนำไปประยกุ ต์ใช้ 3.1 ครใู หผ้ ู้เรยี นแนะนาตัวใหค้ รู และเพ่อื น ๆ ทุกคนในห้องเรียนไดร้ จู้ กั 3.2 ครแู จกแบบทดสอบกอ่ นเรยี น รายวชิ า ทกั ษะการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนทาจากน้นั ตรวจแบบทดสอบพรอ้ มบันทกึ คะแนน ไว้ และรว่ มกนั สรุปถงึ การทาแบบทดสอบ กอ่ นเรยี น รายวิชา ทักษะการเรยี นรู้ 4. ขน้ั ประเมนิ ผลการเรยี นรู้ 4.1 ครถู ามผู้เรยี นเก่ยี วกับเรอื่ งทีค่ รกู ลา่ วมาขา้ งต้น วา่ มเี รื่องอะไรบ้างมีรายละเอียดทส่ี ำคัญอยา่ งไร (เรอ่ื งทจี่ ะ เรียน หลักเกณฑ์การให้คะแนน กฎระเบยี บ ข้อตกลง ขอ้ ควรปฏบิ ตั ิ กตกิ าในการเรียนการสอน) 4.2 ครถู ามผู้เรียนว่าพบกลุม่ วันไหน เวลาไหน และที่ไหน 4.3 ครซู ักถามผเู้ รียนว่ามขี อ้ สงสัยหรอื ไม่ 4.4 ครูมอบหมายให้ผ้เู รยี นศึกษาเรอื่ งทจี่ ะเรยี นในคร้งั ตอ่ ไปล่วงหนา้ การวดั ผลประเมนิ ผล วิธีการวดั ประเมินจากการสงั เกต การซักถาม ตอบคาถาม และแบบทดสอบกอ่ นเรยี น เคร่ืองมือ ได้แก่ แบบประเมิน และแบบทดสอบก่อนเรียน เกณฑ์การวัด ผ่าน ต้องทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น ได้คะแนนไมน่ ้อยกวา่ ร้อยละ 50 ของคะแนนเตม็ สือ่ และแหล่งเรยี นรู้ 1. แบบทดสอบกอ่ นเรียน รายวิชา ทกั ษะการเรียนรู้ ทร 11001 ระดับประถมศึกษา 2. ใบความรู้ เอกสารประกอบการปฐมนิเทศ
บนั ทกึ หลังสอน 1. ปัญหาหรืออปุ สรรคในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. แนวทางการแก้ปัญหาหรอื อุปสรรค กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. 3. การปรับปรุงแผนการจดั ประสบการณก์ ารเรียนรู้ เร่ือง การปฐมนเิ ทศ กกกกกกก…………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่อื …………………………………………………… (……………………………………………………) ตำแหนง่ …………………………………………………. ความคิดเห็นของผนู้ ิเทศทีไ่ ด้รับมอบหมายจากผูบ้ รหิ าร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ลงชอื่ ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหนง่ …………………………………………………. ความคดิ เหน็ ของผู้บรหิ ารสถานศึกษา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………. . ลงชื่อ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหน่ง………………………………………………….
แผนการจัดประสบการณ์การเรยี นรู้ กล่มุ สาระความรพู้ ื้นฐาน รายวชิ า ทักษะการเรียนรู้ ทร11001 ระดบั ประถมศึกษา แผนการจดั การเรียนร้เู รอ่ื งท่ี 2 เรื่องการเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง เวลา 6 ชั่วโมง สอนวนั ที่ …….……เดอื น …………………พ.ศ.………......... ภาคเรียนท่ี ………ปกี ารศึกษา……….. มาตรฐานการเรยี นรรู้ ะดบั ความหมายความสำคญั ของการเรียนร้ดู ้วยตนเอง ฝึกทักษะพื้นฐานทางการศึกษาหาความรู้ ทักษะการแก้ปญั หา และเทคนิคในการเรียนรู้ เจตคต/ิ ปัจจัยที่ทำให้การเรยี นร้ดู ว้ ยตนเองประสบความสำเร็จ การเปิดรบั โอดาสการเรยี นรู้ การคิดรเิ รมิ่ สรา้ งสรรค์ การสรา้ งแรงจูงใจ การสร้างวินยั ในตนเอง การคดิ เชงิ บวก การใฝ่ร้ใู ฝ่เรียน ความรบั ผิดชอบ ตวั ชีว้ ัด 1.1 รู้ เข้าใจความหมาย ตระหนัก และเห็นความสำคัญของการเรียนร้ดู ว้ ยตนเอง 1.2 สามารถกำหนดเป้าหมายและวางแผนการเรียนรดู้ ้วยตนเอง 1.3 มที กั ษะพื้นฐานทางการศึกษาหาความรู้ ทกั ษะการแก้ปัญหา และเทคนคิ ในการเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง 1.4 สามารถอธิบายปจั จัย ที่ทำใหก้ ารเรยี นรู้ด้วยตนเองประสบความสำเรจ็ สาระการเรียนรู้ 1. ความหมาย ความสำคัญของการเรยี นรูด้ ้วยตนเอง 2. การกำหนดเปา้ หมายและวางแผนการเรียนรดู้ ว้ ยตนเอง 3. ทกั ษะพ้ืนฐานทางการศึกษาหาความรู้ ทกั ษะการแกป้ ัญหา และเทคนคิ ในการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง (การอ่าน การฟัง การสังเกต การจำ และการจดบันทกึ ) 4. เจตคต/ิ ปัจจัย ท่ที ำใหก้ ารเรียนร้ดู ้วยตนเองประสบความสำเร็จ (การเปดิ รับโอกาสการเรยี นรู้ การคดิ ริเร่ิมและเรยี นรู้ ด้วยตนเอง การสร้างแรงจูงใจ การสรา้ งวินัยในตนเอง การคดิ เชิงบวก ความคิดสร้างสรรค์ ความรกั ใน การเรียน การใฝ่ รู้ใฝ่เรียน และความรบั ผดิ ชอบ) กระบวนการจัดการเรยี นรู้ 1.ข้ันกำหนดสภาพปญั หาความตอ้ งการในการเรียนรู้ 1.ครูและผเู้ รยี นร่วมกันกำหนดการเรียนรู้ในเร่ืองตอ่ ไปนี้ -ความสำคญั ของการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง -ความรู้ ทักษะการแก้ปัญหา และเทคนิคในการเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง - ปัจจยั ที่ทำให้การเรยี นรูด้ ้วยตนเองประสบความสำเร็จ -ให้ผู้เรยี นทำกิจกรรมตามใบงาน ขั้นท่ี ๒แสวงหาขอ้ มูลและจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ ครูผเู้ รยี นร่วมกันกำหนดกรอบเนอ้ื เกี่ยวกับการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง การใช้แหล่งเรยี นรู้ การใชแ้ หลง่ เรยี นรู้รวมทัง้ การจัดการ ความรู้ ตามที่เรียนรคู้ รั้งทแ่ี ล้ว ขัน้ ที่ ๓การปฏิบัตแิ ละการนำไปใช้ ๑.ครแู ละผเู้ รียนสรปุ สาระสำคญั และนำความร้ทู ี่สอดคล้องกับวิถชี วี ิตไปเปน็ แนวทางในการดำเนินชีวติ ๒.จดั ทำเป็นรูปเล่มรายงานจัดนทิ รรศการและอภปิ รายร่วมกัน ขน้ั ท่ี ๔การประเมนิ ผลการเรียนรู้ ๑ ครูและผเู้ รยี นสรุปสาระสำคัญตามมาตรฐานการเรยี นรู้ ๒ .ซักถาม ๓. แบบประเมนิ ขัน้ ท่ี ๕มอบหมายงาน/กิจกรรมการเรียนรู้ในสัปดาห์ต่อไป
๑.มอบหมายงานการเรยี นร้ใู นหน่วยการเรยี นร/ู้ กจิ กรรมในสัปดาห์ตอ่ ไป ๒.ผู้เรียนนำผลการเรียนรทู้ ่ไี ด้รบั ไปบนั ทึกในคูม่ อื ผูเ้ รยี น/สมดุ บันทึก ๓.ครบู ันทึกความคิดเห็นหลงั การจดั กิจกรรมการพบกล่มุ การวัดผลประเมินผล 1.สังเกตกระบวนการมีส่วนรว่ ม 2.ผลงานจากการเข้าร่วม 3.บนั ทึกข้อตกลง ส่อื และแหล่งเรียนรู้ - ปฏทิ ินการเรยี นรู้ - ใบความรู้ - ใบงาน -แบบทดสอบ
บันทึกหลงั สอน 1. ปญั หาหรืออปุ สรรคในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. แนวทางการแกป้ ัญหาหรืออปุ สรรค กกกกกกก…………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การปรบั ปรุงแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เร่อื ง การปฐมนเิ ทศ กกกก………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่ือ…………………………………………………… (……………………………………………………) ตำแหน่ง…………………………………………………. ความคิดเหน็ ของผู้นเิ ทศทไ่ี ด้รับมอบหมายจากผูบ้ รหิ าร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชือ่ ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหนง่ …………………………………………………. ความคดิ เห็นของผบู้ ริหารสถานศึกษา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชอื่ ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหนง่ ………………………………………………….
ใบความรู้ การเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง ความหมายและความสำคัญของการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง การเรียนรูด้ ้วยตนเอง (Self-directed Learning: SDL)คอื • กระบวนการเรียนรู้ท่ีผ้เู รียนรเิ ร่ิมการเรียนรูด้ ว้ ยตนเองตามความสนใจความตอ้ งการและความถนัดอยา่ งมเี ปา้ หมายรู้จัก แสวงหาแหล่งเรียนรเู้ ลอื กวิธกี ารเรยี นและประเมนิ ความกา้ วหนา้ การเรียนรู้ของตนเองซง่ึ ทำด้วยตนเองหรือขอความ ชว่ ยเหลือผู้อ่ืนก็ได้ • การเรยี นร้ดู ว้ ยการช้ีนำตนเองมหี ลายรปู แบบเช่นการอ่าน การอภิปรายการเขยี นการเสาะหาความรูโ้ ดยการสัมภาษณ์ การทอ่ งเทีย่ ว การแลกเปลีย่ นความคิดเหน็ กบั ผ้รู ูเ้ รยี นรู้ดว้ ยตนเองจากการใช้คอมพวิ เตอร์ โปรแกรมสอ่ื ต่างๆเป็นตน้ ลักษณะของผทู้ ี่มีการเรยี นรดู้ ้วยตนเอง 1. มคี วามสมัครใจที่จะเรยี นรู้ด้วยตนเอง (Voluntarily to Learn) มิได้เกิดจากการบงั คับ แตม่ เี จตนาทีจ่ ะเรียนด้วย ความอยากรู้ 2. ใช้ตนเองเปน็ แหล่งขอ้ มูลของตนเอง (Self-Resourceful) นนั่ คือผู้เรียนสามารถบอกไดว้ า่ ส่งิ ทีต่ นจะเรียนคืออะไรร้วู ่า ทกั ษะและข้อมลู ทตี่ อ้ งการหรอื จำเปน็ ต้องใชม้ ีอะไรบา้ ง สามารถกำหนดเป้าหมายวธิ กี ารรวบรวมข้อมลู ที่ต้องการ และวธิ ีการประเมนิ ผลการเรียนร้ผู ้เู รยี นต้องเป็นผู้จัดการการ เปล่ียนแปลงต่าง ๆ ด้วยตนเอง (Manage of Change) ผ้เู รียนมคี วามตระหนกั ในความสามารถ สามารถตดั สนิ ใจไดม้ กี าร รบั ผดิ ชอบตอ่ หน้าทแี่ ละบทบาทในการเป็นผเู้ รยี นรู้ทีด่ ี 3. รู้ \"วธิ ีการทจ่ี ะเรียน\" (Know how to Learn) น่ันคือผเู้ รยี นควรทราบข้นั ตอนการเรียนรูข้ องตนเองรู้ว่าเขาจะไปสู่จดุ ท่ีทำให้เกิดการเรียนรไู้ ด้อย่างไร 4. มบี ุคลิกภาพเชิงบวก มีแรงจงู ใจ และการเรียนแบบร่วมมอื กับเพ่ือนหรอื บุคคลอ่ืนตลอดจนการให้ขอ้ มลู (Charismatic Organizational Player) ในเชงิ บวกเกี่ยวกบั ส่งิ แวดลอ้ มในการเรยี น 5. มรี ะบบการเรียนและการประยกุ ตก์ ารเรยี น และมีการช่ืนชมและสนกุ สนานกับกระบวนการเรียน (Responsible Consumption) 6. มีการเรยี นจากขอ้ ผดิ พลาดและความสำเรจ็ การประเมินตนเองและความเขา้ ใจถึงศักยภาพของตน(Feedback and Reflection) 7. มคี วามพยายามในการหาวิธกี ารใหมๆ่ ในการหาคำตอบการประยกุ ตค์ วามรทู้ ไ่ี ดจ้ ากการเรียนไปใชก้ ับสถานการณ์ ของแตล่ ะบคุ คลการหาโอกาสในการพัฒนา และค้นหาขอ้ มลู เพ่ือแก้ปญั หา (Seeking and Applying) 8. มกี ารชแี้ นะ การอภิปรายในหอ้ งเรยี นการแสดงความคดิ เห็นส่วนตวั และการพยายามมีความเหน็ ทแ่ี ตกต่างไปจาก ผู้สอน (Assertive Learning Behavior) 9. มีการรวบรวมข้อมลู จากการได้ปฏสิ ัมพนั ธก์ ับบุคคลและมีวธิ กี ารนำขอ้ มลู ท่ไี ด้ไปใช้ (Information Gathering)
การเรียนรูด้ ้วยตนเองมีความสำคัญ - ไดร้ บั ประสบการณโ์ ดยตรง ไม่ตอ้ งทำความเขา้ ใจจากการเลา่ ของคนอืน่ - ได้ทดสอบความอดทนของตนเองในการเรียนรเู้ รอื่ งอะไรบางอยา่ ง อยา่ งลึกซึ้ง - ไดร้ ้แู ละเขา้ ใจถงึ ความสำคัญของการศกึ ษา - ได้ความภาคภูมใิ จในตัวเอง - ไดท้ ักษะในการคน้ หาขอ้ มลู ท่มี อี ยู่มาก แล้วสรปุ ออกมาเป็นของเราเอง - มคี วามเป็นอิสระ เปน็ ตวั ของตัวเอง สามารถหาทางเลอื กของตวั เอง มศี ักยภาพและพฒั นาศกั ยภาพของตนเองอยา่ งไมม่ ี ขีดจำกัด มีความรับผิดชอบต่อตนเองและตอ่ ผู้อนื่ องคป์ ระกอบทส่ี ำคัญใน การเรียนรดู้ ว้ ยตนเองไวด้ ังนี้ 1. การวเิ คราะห์ความต้องการของตนเองจะเรม่ิ ต้นจากการให้ผู้เรยี นแตล่ ะคนบอกความต้องการและความ สนใจพเิ ศษของตนเองในการเรยี นให้เพ่ือนอกี คนหนึง่ ทำหน้าที่เป็นผใู้ ห้คำปรกึ ษาแนะนำและเพอื่ นอีกคนหนง่ึ ทำหนา้ ทจ่ี ด บนั ทึก กระทำเช่นนี้หมุนเวยี นไปจนครบทั้ง 3 คนได้แสดงบทบาทครบ 3 ดา้ น คือ ผู้เสนอความต้องการ ผู้ให้คำปรึกษา และผคู้ อยจดบนั ทึกสังเกตการณ์ 2. กำหนดจุดมุ่งหมายในการเรยี นโดยเริ่มต้นจากบทบาทของผู้เรียนเปน็ สำคญั ดงั น้ี - ผเู้ รียนควรศึกษาจดุ มงุ่ หมายของวชิ า แลว้ จึงเร่ิมเขียนจุดมุ่งหมายในการเรยี น - ผู้เรียนควรเขียนจุดมุ่งหมายให้ชัดเจน เขา้ ใจได้ ไม่คลมุ เครือ อา่ นแล้วเขา้ ใจ - ผเู้ รียนควรเนน้ ถึงพฤติกรรมท่ผี ูเ้ รียนคาดหวงั - ผูเ้ รยี นควรกำหนดจุดมุ่งหมายท่ีสามารถวัดได้ - การกำหนดจุดม่งุ หมายของผเู้ รยี นในแตล่ ะระดบั ควรมคี วามแตกต่างกันอยา่ งเหน็ ไดช้ ดั 3. การวางแผนการเรยี นโดยผู้เรยี นกำหนดวัตถปุ ระสงคข์ องวิชาผเู้ รยี นควรวางแผนการจัดกิจกรรมการเรยี น ตามลำดับ ดังนี้ - ผ้เู รียนจะตอ้ งเป็นผู้กำหนดเกย่ี วกบั การวางแผนการเรยี นของตนเอง - การวางแผนการเรียนของผเู้ รียนควรเร่ิมตน้ จากผ้เู รยี นกำหนดจุดมงุ่ หมายในการเรียนร้ดู ว้ ยตนเอง - ผ้เู รียนเปน็ ผู้จดั เน้ือหาให้เหมาะสมกับสภาพความตอ้ งการและความสนใจของผเู้ รียน - ผเู้ รยี นเปน็ ผู้ระบวุ ิธีการเรยี นเพื่อให้เหมาะสมกับตนเองมากทส่ี ุด 4. การแสวงหาแหล่งวทิ ยาการเปน็ กระบวนการศกึ ษาค้นคว้าทมี่ ีความสำคญั ต่อ การศกึ ษาในปัจจุบนั เปน็ อยา่ งมากดงั น้ี - ประสบการณ์การเรียนแตล่ ะดา้ นที่จดั ให้ผ้เู รยี นสามารถแสดงให้เห็นถงึ ความมุ่งหมายความหมาย และ ความสำเร็จของประสบการณ์นั้น ๆ - แหลง่ วทิ ยาการเช่น ห้องสมุด วดั สถานอี นามยั สามารถนำมาใชไ้ ด้อย่างเหมาะสม - เลอื กแหล่งวิทยาการใหเ้ หมาะสมกับผ้เู รยี นแตล่ ะคน - มกี ารจัดสรรอยา่ งดี เหมาะสม กิจกรรมบางสว่ นผ้เู รยี นจะเป็นผจู้ ดั การเองตามลำพังและบางสว่ นเป็น กจิ กรรมท่ีจัดรว่ มกันระหวา่ งครกู ับผู้เรียน 5. การประเมินผล เปน็ ขัน้ ตอนสำคญั ในกระบวน การเรียนร้ดู ว้ ยตนเองช่วยใหผ้ ู้เรยี นทราบถึงความก้าวหน้าใน การเรยี นของตนเองเปน็ อยา่ งดีการประเมนิ ผลจะตอ้ งสอดคลอ้ งกับวตั ถุประสงค์ ทง้ั น้ีจะเกยี่ วข้องกบั ส่ิงตอ่ ไปนีค้ วามรู้ ความเขา้ ใจ ทักษะ ทศั นคติ และค่านิยม ซง่ึ ขัน้ ตอนในการประเมินผลมีดงั นี้ - กำหนดเป้าหมาย วตั ถปุ ระสงค์ใหแ้ น่ชัด - ดำเนินการทุกอย่าง เพอ่ื ให้บรรลุวตั ถปุ ระสงค์ที่วางไว้ขั้นตอนน้สี ำคญั ในการใชป้ ระเมินผลการเรียนการ สอน
- รวบรวมหลกั ฐานการตดั สินใจจากการประเมินผลจะต้องอยู่บนพ้นื ฐานของข้อมลู ที่สมบูรณแ์ ละเชื่อถอื ได้ - รวบรวมข้อมูลกอ่ นเรยี นเพื่อเปรยี บเทียบหลังเรยี นว่าผู้เรียนก้าวหน้าไปเพียงใด - แหลง่ ของข้อมลู จะหาขอ้ มูลจากครแู ละผู้เรยี นเปน็ หลกั ในการประเมนิ 5.ให้ผ้เู รยี นสรปุ บทบาทของผู้เรยี นในการเรียนรู้ด้วยตนเองมาพอสังเขป คือ ผเู้ รยี นมที างเลอื กเกยี่ วกับทิศทางทตี่ ้องการไป แต่สงิ่ ท่ีจะตอ้ งมคี วบคู่กนั ไปดว้ ยคอื ความรับผดิ ชอบและการยอมรบั ต่อสงิ่ ทจ่ี ะตามมาจากความคิดและการกระทำของตนเองโดยการเรยี นแบบน้ีจะเน้นที่ลักษณะของผู้เรยี น (ปจั จัยภายใน) ทจี่ ะช่วยสร้างให้ผู้เรยี นยอมรับความรับผดิ ชอบตอ่ ความคดิ และกระทำของตน และจะให้ความสำคัญกบั ปัจจัยภายนอกท่ี ชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นสามารถรับผิดชอบต่อการเรียนได้ ปจั จยั ท้ังภายในและภายนอกน้ี จะสามารถเห็นไดจ้ ากความตอ่ เนอ่ื งใน การเรียนรู้และสถานการณก์ ารเรียนทเี่ หมาะสม นอกจากนีบ้ ทบาทของผู้เรยี นรูย้ ังได้โยงไปถึงวา่ ควรจะมกี ารทำงานวิจยั เพื่อศกึ ษาหารูปแบบของการเรียนรู้ดว้ ยตนเองให้ ละเอยี ดยิ่งข้นึ หาวิธีในการนำ และหาวิธกี ารวัดคุณภาพของการเรยี นดว้ ยวิธนี ใ้ี ห้ชัดเจนข้ึน และศึกษาว่าควรจะกำหนด บทบาทของผสู้ อนและหนว่ ยงานทร่ี ับผดิ ชอบอยา่ งไรบ้างเพ่อื จะเขา้ ใจกจิ กรรมของการเรียนดว้ ยตนเอง ทัง้ น้กี ็จะต้อง ตระหนกั ถงึ บุคลกิ ของบุคคล การสอน กระบวนการเรยี นรู้ เป็นจุดเริ่มตน้ ของการทำความเข้าใจรวมถงึ ปฏสิ ัมพันธ์ระหวา่ ง ผู้เรียน ผ้สู อน แหลง่ ทรพั ยากร และมติ ทิ างสังคมดว้ ย การเรยี นรู้ดว้ ยตนเองนน้ั จงึ เปน็ สิ่งทีส่ ำคัญและมีผู้เรียนมีบทบาทเป็นอย่างมากเพราะจะทำใหก้ ลายเป็นคนท่ีขยนั แสวงหา ความรู้ใส่ตวั เอง และในสกั วนั ความรูท้ ี่ไดม้ าอาจจะนำมาใชป้ ระโยชน์ได้ในการดำเนนิ ชีวิตประจำวันของตนเองไดไ้ ม่มากก็ นอ้ ย
ใบงานที่ 1 การเรยี นร้ดู ้วยตนเอง ใหผ้ เู้ รยี นศกึ ษาขอ้ มลู เกยี่ วกบั การเรยี นร้ดู ้วยตนเองและตอบคำถามต่อไปนี้ 1. การเรยี นรู้ด้วยตนเอง หมายถงึ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...... 2. การเรียนรู้ด้วยตนเองมีความสำคญั อยา่ งไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ผเู้ รยี นคิดวา่ การเรียนรู้ด้วยตนเองสามารถนำความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหาไดห้ รือไม่อย่างไรพร้อม ยกตวั อย่าง ประกอบ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. ให้ผู้เรยี นข้อมลู ท่ใี ชป้ ระกอบในการพฒั นางานและการศกึ ษาตอ่ หรือการสมคั รงานมา 1 อย่าง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แบบทดสอบ เรอื่ ง ความหมายและความสำคญั ของการเรยี นรู้ด้วยตนเอง 1.ข้อใดคือลักษณะของการเรียนรู้ด้วยตนเอง ก.ผู้เรยี นรู้ด้วยตนเองเท่าน้นั โดยไม่พึ่งพาใคร ข.เรื่องท่ีผู้เรียนรู้ด้วยตนเองตอ้ งเป็นเรื่องใกล้ตัวของผู้เรยี น ค.ผู้เรียนรู้ด้วยตนเองต้องเป็นผู้รเิ ริ่มการเรียนร้ดู ้วยตนเอง ง.การเรียนปนเลน่ เปน็ รปู แบบของการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง 2. ขอ้ ใดเป็นแนวคิดพ้นื ฐานของการเรียนรู้ด้วยตนเอง ก.มนุษย์ต้องถือว่าตนเองมีคุณค่า ข.มนุษย์เกิดมาพรอ้ มกับความดี ค.มนุษย์มีความใสใ่ จและขวนขวายเรียนรู้ด้วยตนเอง ง.ถูกทุกข้อ 3.ข้อใดไม่ใชป่ ัจจัยท่ที ำให้การเรียนรู้ด้วยตนเองประสบความสำเร็จ ก.ความมุ่งม่ัน เอาจริงเอาจัง ข.การมีทป่ี รึกษาเก่ง และดี ค.การมีค่าใช้จ่ายอย่างต่อเน่อื งของการเรียน ง.ความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ 4.ขน้ั ตอนใดของการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง มีความสำคญั ท่ีสุด ก.การตัดสินใจเลือกวิธเี รียนของผู้เรียน ข.การค้นหาแหล่งเรียนรู้ของผเู้ รียน ค.การประเมนิ ผลการเรียนรู้ของผเู้ รียน ง.การมีเวลาว่างอย่างพอเพียงของผู้เรยี น 5.ข้อใดไมใ่ ช่ทักษะพ้นื ฐานทางการศึกษา ก.การดู ข.การอ่าน ค.การท่องจำ ง.การสังเกต เฉลย 1.ข 2.ง 3.ค 4.ก 5.ค
แผนการจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้ กลุ่มสาระความรพู้ ้ืนฐาน รายวชิ า ทักษะการเรียนรู้ ทร11001 ระดับประถมศึกษา แผนการจดั การเรยี นร้เู รอ่ื งท่ี ๓ เรอื่ งการใช้แหล่งเรยี นรู้เวลา 6 ช่ัวโมง สอนวันท่ี …….……เดอื น …………………พ.ศ.………......... ภาคเรียนท่ี ………ปีการศกึ ษา……….. มาตรฐานการเรยี นรรู้ ะดับ ความหมายความสำคญั แหลง่ เรยี นรู้ การเข้าถงึ และการใช้แหล่งเรยี นรู้ หอ้ งสมดุ สถานศกึ ษา ศนู ย์การเรยี น กฎกติกาเงื่อนไข การใชบ้ ริการ และศกั ยภาพการประกอบอาชีพโดยเนน - ศกั ยภาพของทรพั ยากรธรรมชาติในแตละพ้นื ท่ี - ศักยภาพของศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี และวถิ ีชีวติ ของแตละพื้นที่ ตวั ช้ีวัด 2.1 รู้ เข้าใจความหมาย ตระหนกั และเห็นความสำคญั ของแหลง่ เรียนรูโ้ ดยท่วั ไป 2.2. อธบิ ายถึงความสำคญั ของการใช้แหล่งเรยี นรู้ 2.3 สามารถบอกและยกตวั อย่างประเภทของแหล่งเรยี นรู้ 2.4 สามารถเลือกและบอกวิธกี ารเข้าถงึ แหลง่ เรียนรู้ 2.5. ยกตัวอย่างการใชแ้ หล่งเรยี นร้ขู องตนเอง 2.6 สามารถอธบิ ายหรอื ยกตวั อย่างการใชข้ อ้ มูลสารสนเทศจากหอ้ งสมุดประชาชนที่สอดคลอ้ งกับความตอ้ งการ ความ จำเป็นเพ่อื นำไปใชใ้ นการเรยี นร้ขู องตนเองได้ สาระการเรยี นรู้ 1. ความหมาย ความสำคัญของแหลง่ เรียนรู้โดยท่วั ไป (กลุ่มบริการขอ้ มลู กลุ่มศลิ ปวัฒนธรรม ประวัตศิ าสตร์ กลมุ่ ข้อมลู ทอ้ งถ่นิ กลุ่มส่อื กลุ่มสันทนาการ) 2. การเขา้ ถึงและเลอื กใช้แหลง่ เรยี นร้(ู ห้องสมดุ ประชาชนอำเภอของสถานศึกษา และ ศรช.) กระบวนการจัดการเรียนรู้ 1.ข้นั กำหนดสภาพปัญหาความตอ้ งการในการเรียนรู้ 1.ครูและผเู้ รยี นร่วมกันกำหนดการเรยี นรใู้ นเรื่องตอ่ ไปนี้ -ความหมาย ความสำคัญของแหล่งเรียนร้โู ดยท่ัวไป -การเขา้ ถงึ และเลือกใช้แหล่งเรียนรู้ -ใหผ้ ู้เรยี นทำกิจกรรมตามใบงาน ขัน้ ท่ี ๒แสวงหาข้อมูลและจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ ครูผู้เรียนรว่ มกนั กำหนดกรอบเนื้อเกี่ยวกบั การเรียนรู้ด้วยตนเอง การใชแ้ หล่งเรียนรู้ การใช้แหล่งเรียนร้รู วมทัง้ การจัดการ ความรู้ ตามที่เรียนรคู้ รงั้ ทแ่ี ลว้ ขัน้ ที่ ๓การปฏิบตั ิและการนำไปใช้ ๑.ครูและผเู้ รียนสรุปสาระสำคญั และนำความรูท้ ่ีสอดคล้องกับวถิ ชี วี ิตไปเปน็ แนวทางในการดำเนนิ ชีวติ ๒.จัดทำเป็นรูปเล่มรายงานจดั นทิ รรศการและอภิปรายรว่ มกนั ขั้นท่ี ๔การประเมนิ ผลการเรียนรู้ ๑ ครแู ละผูเ้ รียนสรปุ สาระสำคัญตามมาตรฐานการเรยี นรู้ ๒ .ซกั ถาม ๓. แบบประเมิน ขัน้ ท่ี ๕มอบหมายงาน/กจิ กรรมการเรยี นร้ใู นสปั ดาห์ตอ่ ไป ๑.มอบหมายงานการเรียนรู้ในหนว่ ยการเรียนรู/้ กจิ กรรมในสปั ดาหต์ ่อไป
๒.ผูเ้ รยี นนำผลการเรียนรทู้ ไ่ี ดร้ บั ไปบนั ทึกในคู่มอื ผ้เู รียน/สมุดบนั ทึก ๓.ครูบนั ทกึ ความคิดเหน็ หลังการจดั กิจกรรมการพบกล่มุ การวดั ผลประเมนิ ผล 1.สังเกตกระบวนการมีส่วนรว่ ม 2.ผลงานจากการเขา้ รว่ ม 3.บนั ทึกข้อตกลง สอ่ื และแหล่งเรยี นรู้ - ปฏิทินการเรยี นรู้ - ใบความรู้ - ใบงาน -แบบทดสอบ
บนั ทึกหลังสอน 1. ปัญหาหรอื อปุ สรรคในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. แนวทางการแก้ปัญหาหรอื อปุ สรรค กกกกกกก…………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การปรบั ปรงุ แผนการจดั ประสบการณ์การเรียนรู้ เร่ือง การปฐมนิเทศ กกกก………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่ือ…………………………………………………… (……………………………………………………) ตำแหน่ง…………………………………………………. ความคดิ เหน็ ของผู้นเิ ทศท่ไี ดร้ บั มอบหมายจากผ้บู ริหาร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหน่ง…………………………………………………. ความคิดเหน็ ของผู้บริหารสถานศกึ ษา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชอื่ ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหนง่ ………………………………………………….
ใบความรู้ การใชแ้ หล่งเรียนรู้ ความหมายและความสำคัญของแหลง่ เรยี นรู้ แหลง่ เรียนรู้ หมายถงึ แหล่งข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ และประสบการณ์ที่สนบั สนนุ ส่งเสริมให้ผูเ้ รียนใฝเ่ รียน ใฝ่ รู้แสวงหาความรู้และเรยี นรดู้ ว้ ยตนเองตามอธั ยาศัย อยา่ งกวา้ งขวางและต่อเน่ืองเพือ่ เสรมิ สร้างให้ผเู้ รยี นเกิดกระบวนการ เรียนรู้ และเปน็ บคุ คลแห่งการเรียนรู้ ความสำคัญของแหลง่ เรียนรู้ แหล่งเรียนรู้มบี ทบาทสำคญั อย่างยงิ่ ในการช่วยพฒั นาคุณภาพของมนษุ ย์ในยุคความรู้ที่เกดิ ขึ้น ใหม่ๆและเปลยี่ นแปลงอยา่ งรวดเร็วดงั ตอ่ ไปน้ี 1.กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้เรื่องใดเร่อื งหน่ึงโดยอาศยั การมีปฏสิ ัมพนั ธก์ บั สอ่ื ที่หลากหลาย 2.ช่วยเสรมิ สร้างการเรียนรู้ใหล้ กึ ซึ้งขึน้ โดยใชเ้ วลาในการรวบรวมข้อมูลสะท้อนความคิดเหน็ จากแหล่งการเรียนรู้ 3.กระตุ้นมงุ่ เน้นลกึ ในเรือ่ งใดเรอื่ งหนงึ่ ซง่ึ ผลกั ดันให้ผเู้ รียนแสวงหาข้อมูลท่เี กย่ี วขอ้ งเพิม่ มากขึ้นสามารถสรา้ ง ผลผลติ ในการเรยี นร้ทู ี่มีคณุ ภาพสงู ข้ึน 4.เสรมิ สรา้ งการเรียนรู้จนเกดิ ทักษะการแสวงหาข้อมูลที่มีประสิทธภิ าพโดยอาศยั การสรา้ งความตระหนักเชงิ มโน ทัศนเ์ กย่ี วกบั ธรรมชาตแิ ละความแตกต่างของข้อมูล 5.แหลง่ การเรยี นรู้เสริมสรา้ งการพัฒนาการคิดเช่น การแกป้ ญั หา การให้เหตุผล และการประเมนิ อย่างมวี ิจาร ญาณโดยอาศยั กระบวนการวิจยั อสิ ระ 6.เปลย่ี นเจตคติของครแู ละผูเ้ รียนท่ีมตี อ่ เน้อื หารายวิชาและผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น 7.พัฒนาทักษะการวิจยั และความเชือ่ มั่นในตนเองในการค้นหาขอ้ มูล 8.เพิ่มผลสมั ฤทธด์ิ า้ นวชิ าการ ในด้านเนื้อหา เจตคตแิ ละการคิดอยา่ งมวี ิจารณญาณ โดยอาศัยแหล่งการเรยี นรทู้ ่ี หลากหลายในการเรียนรู้ พระราชบัญญตั กิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ได้ให้ความสำคญั ของแหลง่ การเรยี นรู้เป็นอย่างยิง่ จึงได้กำหนดให้ รัฐตอ้ งส่งเสรมิ การดำเนนิ งานและการจดั ต้งั แหลง่ การเรยี นรไู้ วใ้ นมาตรา 25 ดงั น้ี “มาตรา 25 รฐั ต้องส่งเสริมการดำเนินงานและการจดั ตัง้ แหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวติ ทกุ รปู แบบไดแ้ ก่ห้องสมุด ประชาชน พิพิธภณั ฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์อทุ ยานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีศนู ย์การ กีฬาและนันทนาการแหลง่ ข้อมลู และแหลง่ การเรียนรู้อื่นอยา่ งเพียงพอและมปี ระสิทธิภาพ” สำหรับความสำคัญของแหล่งการเรยี นร้สู ามารถสรปุ เปน็ ขอ้ ๆได้ดังน้ี เป็นแหลง่ ทรี่ วมขององค์ความรอู้ นั หลากหลายพร้อมทจี่ ะใหผ้ ู้เรียนเข้าไปศึกษาคน้ ควา้ ด้วยกระบวนการจัดการ เรียนรู้ท่แี ตกตา่ งกันของแต่ละบคุ คลและเปน็ การส่งเสรมิ การเรยี นรู้ตลอดชีวติ เปน็ แหลง่ เช่ือมโยงให้สถานศึกษาและชมุ ชนมคี วามสัมพันธใ์ กล้ชิดกนั ทำใหค้ นในชุมชนมีสว่ นร่วมในการจัด การศกึ ษาแก่บุตรหลานของตน เปน็ แหล่งข้อมูลท่ีทำให้ผเู้ รยี นเกดิ การการเรียนรอู้ ย่างมีความสขุ เกดิ ความสนกุ สนานและมคี วามสนใจที่จะเรียน ไม่เกดิ ความเบื่อหนา่ ยทำให้ผู้เรียนเกดิ การเรยี นรู้จากการไดค้ ิดเองปฏิบตั ิเองและสร้างความรดู้ ้วยตนเองขณะเดยี วกันก็ สามารถเข้ารว่ มกิจกรรมและทำงานรว่ มกับผอู้ น่ื ได้ ทำให้ผ้เู รียนไดร้ ับการปลูกฝังใหร้ ูแ้ ละรักทอ้ งถ่ินของตนมองเห็นคุณค่าและตระหนักถงึ ปญั หาในชุมชนของตน พรอ้ มที่จะเป็นสมาชิกท่ีดขี องชุมชนทงั้ ในปัจจุบนั และอนาคต
ประเภทของแหลง่ เรียนรู้ จำแนกตามลกั ษณะ มี 6 ประเภท ดงั นี้ 1แหล่งเรียนรปู้ ระเภทบคุ คล หมายถงึ บ่อเกิดหรือศนู ยร์ วมของวชิ าความรู้ทเ่ี ปน็ บคุ คลที่อยใู่ นชุมชน คือ บุคคล ที่มคี วามรคู้ วามสามารถในดา้ นต่าง ๆ ทีส่ ามารถถ่ายทอดความรทู้ ตี่ นเองมีอยใู่ ห้ผู้สนใจหรอื ผตู้ ้องการเรียนรูใ้ นชุมชน ได้ เชน่ บุคคลท่ีมีทักษะความสามารถในสาขาวิชาชีพต่างๆ แหลง่ เรยี นรปู้ ระเภทบุคคลมีความสำคัญเป็นอย่าง ยง่ิ ต้ังแต่อดตี จนถึงปัจจบุ นั เพราะวิทยาการตา่ ง ๆ ทเ่ี กิดขึน้ ในอดตี และเกิดขนึ้ ใหมแ่ ละที่จะพฒั นาตอ่ ไปในอนาคตย่อม มาจากบุคคลทัง้ ส้นิ อาจจำแนกเปน็ ประเภทต่าง ๆ ไดด้ งั นี้ (1). แหลง่ เรียนรูป้ ระเภทบุคคลท่ีไดร้ ับแตง่ ตั้งเปน็ ทางการ (2). แหลง่ เรยี นรปู้ ระเภทบุคคลที่เปน็ ไปตามสภาพและบทบาทในสงั คม (3). แหล่งเรียนรปู้ ระเภทบุคคลทเ่ี ปน็ ไปโดยสายงานในการประกอบอาชีพตา่ งๆ (4). แหลง่ เรียนรู้ประเภทบุคคลที่เปน็ ความสามารถเฉพาะตวั เชน่ ศลิ ปนิ ช่างฝีมอื ผรู้ ู้ ผู้ปฏบิ ัตติ า่ ง ๆ (5). แหล่งเรียนรปู้ ระเภทบุคคลที่ถอื วา่ เปน็ ภมู ิปญั ญาชาวบ้านหรอื ภูมิปญั ญาทอ้ งถ่นิ 2แหลง่ เรียนร้ปู ระเภทธรรมชาติ หมายถึง สงิ่ ท่เี กิดขน้ึ เองตาม ธรรมชาติท่เี ป็นประโยชน์ตอ่ มนุษยด์ ้านการศึกษาหาความรู้ ทั้งในส่วนท่ีชว่ ย ใหร้ ูป้ ระวัตมิ นษุ ย์ ความเป็นมาของมนษุ ย์ สัตว์ และสภาพแวดลอ้ มรอบ ๆตวั สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสขุ โดยสามารถนำทรัพยากรมาใชอ้ ย่างคุม้ ค่า และอนรุ กั ษ์ใหย้ ืนยาวเพอื่ มนุษยชาติต่อไปในอนาคต ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ่ีมีลักษณะเปน็ แหล่งเรียนรู้ จำแนกได้ดงั นี้ (1). แหล่งเรยี นรปู้ ระเภททรัพยากรธรรมชาตทิ ี่มนษุ ยย์ งั คงความเป็นธรรมชาติมาก ท่ีสดุ ได้แก่ อทุ ยานแห่งชาติ ซ่ึงมคี ุณลกั ษณะเฉพาะตัวตามเขตภมู ิศาสตร์ ภูมอิ ากาศ มคี ุณค่าทางด้านการศึกษา หาความร้เู ก่ยี วกบั ชวี ิตสตั วแ์ ละสภาพธรรมชาตติ า่ งๆ (2). แหลง่ เรียนรูป้ ระเภทธรรมชาติ ที่มนษุ ย์เขา้ ไปเสรมิ แต่งแตย่ งั คงเปน็ ธรรมชาติได้แก่ วน อุทยาน เป็นแหล่งทีม่ ีความสวยงามและมีความสามารถ โดยมกี าราเสรมิ แตง่ ธรรมชาติเท่าทจ่ี ำเป็น เพ่อื ให้เกิดความ เพลิดเพลินและความรู้ เชน่ ทำปา้ ย แนะนำสถานที่ จัดทำอาคารแสดงววิ ฒั นาการตา่ ง ๆ ฯลฯ (3). แหล่งเรียนนาร้ปู ระเภททรัพยากรธรรมชาติทม่ี นุษยด์ ดั แปลงเพอ่ื ใช้ประโยชน์ด้านการศึกษาหรือ หาความเพลิดเพลนิ ไดแ้ ก่ สวนพฤกษศาสตร์ ศูนย์ศกึ ษาธรรมชาติฯลฯ 3แหลง่ เรียนรู้ประเภทวัตถุและสถานที่ หมายถึงแหลง่ เรยี นร้ปู ระเภทวตั ถแุ ละอาคารสถานที่ หมายถงึ วตั ถอุ าคาร สถานทซี่ ง่ึ เปน็ สง่ิ ท่ีช่วยให้ผูเ้ รยี นรู้สามารถศึกษาค้นคว้าเพอื่ ใหเ้ กิดการเรียนรใู้ นสิง่ ทีต่ อ้ งการเรยี นรู้ ซ่งึ ทำให้ผู้เรียนได้ ประสบการณ์ตรง สามารถเขา้ ใจสงิ่ ที่ศึกษาไดง้ า่ ยขนึ้ เปน็ การเสรมิ แรงใหอ้ ยากเรียนและเกดิ ภาพมุมมองที่ดีและเห็น คุณค่าของสิ่งแวดลอ้ มในชีวิตประจำวนั อาจจำแนกประเภทได้ 2 ลักษณะดังน้ี (1). แหล่งเรียนร้ทู ี่เป็นสถานศึกษา เช่น สถาบันการศึกษาตา่ ง ๆ สถานฝกึ อาชพี ศนู ย์เรยี นรู้ในชมุ ชน ทง้ั ด้านความรู้ ทว่ั ไปและอาชพี (2). แหลง่ เรียนรู้ท่ไี มใ่ ชส่ ถานศึกษา เช่น สถานประกอบการ ชุมชน ศาสนาสถาน โบราณสถาน โบราณวตั ถพุ ิพิธภัณฑ์ องคก์ รทาง สงั คมตา่ ง ๆ ฯลฯ
4แหล่งเรยี นรปู้ ระเภทส่อื หมายถึง เทคโนโลยกี ารสอ่ื สารซ่ึงพัฒนาสมรรถนะทง้ั ในด้านเป็นแหลง่ เรยี นรแู้ ละเป็น ตวั กลางถ่ายทอดความร้ใู ห้มีคณุ ภาพสูงขึ้นโดยเฉพาะอยา่ งยิ่งในปัจจุบนั สังคมเป็นสงั คมแหง่ ขา่ วสารขอ้ มูล ย่ิงมีแหล่ง เรยี นรปู้ ระเภทนอี้ ยใู่ นสงั คมใดมากยอ่ มทำให้มีความเจริญและมีอำนาจในการแข่งขนั มากข้ึน สามารถจำแนกได้ดังนี้ (1). สือ่ ทร่ี บั ได้ดว้ ยการมองเหน็ เปน็ สอื่ ที่สามารถรับรู้ดว้ ยการอ่าน ไดแ้ ก่ หนงั สอื พิมพ์ นติ ยสาร หนงั สอื ต่างๆ (2).สอื่ ที่ได้รับดว้ ยการฟัง เชน่ วิทยุกระจายเสยี ง (3). สือ่ ทไ่ี ดร้ บั ด้วยการฟังและการมองเห็น เช่น วทิ ยุ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ เปน็ สอื่ ท่ที ำให้เกิดความเข้าใจอย่าง รวดเรว็ มากที่สุด สือ่ ท่เี ปน็ ส่อื อิเลก็ ทรอนิกสเ์ หลา่ น้ี นอกจากจะเป็นสือ่ มวนชนแลว้ ยงั มสี ื่อทส่ี ามารถตดิ ต่อระหว่างบุคคลโดยใช้ เสียง เช่นโทรศัพท์ สมั มนาทางไกล ท่ีใหข้ ่าวสารและให้ภาพ เช่น โทรพิมพ์ เทเล็กซ์ แฟกซ์ คอมพิวเตอร์ ออนไลน์ นอกจากนย้ี ังมีแหลง่ เรียนรู้ประเภทสอื่ ท่ีมผี สู้ นใจสามารถไปศกึ ษาคน้ ควา้ ในรปู เทป เสียง แผน่ เสียง วิดีทัศน์ วิดีโอดิลก์ วดิ ีโอเทก็ ซ์ เปน็ ตน้ 5 แหลง่ เรียนรปู้ ระเภทเทคนคิ สง่ิ ประดิษฐค์ ิดคน้ หมายถึงการนำความรูท้ ฤษฎี หลกั การ มาประยุกตใ์ ช้ โดย ประดิษฐ์เปน็ เครือ่ งมือเครื่องใช้ต่างๆ เพอ่ื ประโยชน์ต่างๆหรอื อาจเปน็ การสรา้ งสรรคส์ ิ่งประดิษฐข์ น้ึ มาใหมห่ รือปรับปรุง ของเดมิ ให้ดีขน้ึ ใชป้ ระโยชนไ์ ด้มากย่ิงขนึ้ ตามวัตถุประสงค์เช่นการประดิษฐ์เครอ่ื งควบคุมการรดน้ำการประดิษฐเ์ ครือ่ งรบั วิทยกุ ารประดิษฐข์ องชำรว่ ยการออกแบบเส้อื ผ้าเป็นตน้ 6 แหลง่ เรียนรปู้ ระเภทกิจกรรม หมายถึง แหล่งการเรยี นรปู้ ระเภทกจิ กรรมทางสังคม ประเพณี และความเช่อื ได้แก่ ขนบธรรมเนียมประเพณพี ืน้ บ้าน การละเลน่ พนื้ บา้ น กีฬาพ้นื บ้าน วรรณกรรมท้องถิ่นศลิ ปะพน้ื บา้ น ดนตรพี ้นื บา้ น วถิ ี ชีวติ ความเปน็ อยู่ประจำวนั
ใบงานท่ี2วชิ าทกั ษะการเรยี นรู้ การใชแ้ หลง่ เรยี นรู้ ให้ผู้เรียนศึกษาขอ้ มูลเกี่ยวกับการใชแ้ หลง่ เรยี นรแู้ ละตอบคำถามต่อไปน้ี 1. แหล่งเรยี นรู้ หมายถงึ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. แหล่งเรยี นรู้มีความสำคัญอย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. แหล่งเรยี นรู้แบง่ ตามลักษณะได้ 6 ประเภท ได้แก่ แหล่งเรียนรู้ประเภทบคุ คล/ธรรมชาติ/วสั ดุ และสถานท/ี่ สื่อ/ เทคนิค และกิจกรรม ใหท้ ่านบอกแหล่งเรียนรูท้ ท่ี ่านรู้จักมา 2 แหล่ง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. หากทา่ นตอ้ งการใช้บริการห้องสมุดทา่ นจะตอ้ งปฏบิ ตั ติ นอยา่ งไรบ้าง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. ให้ท่านอธิบายการใชแ้ หล่งเรียนรทู้ ที่ ่านสนใจนอกจากห้องสมดุ มา 1 แหง่ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
6. ให้ท่านอธิบายวธิ ีการคน้ หาขอ้ มลู ทาง Internet พร้อมเสนอตัวอย่างที่ได้จาการค้นหาข้อมูลจาก Internet มา 1 ตัวอยา่ ง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 7. ให้ท่านเปรียบเทียบขอ้ ดกี บั ขอ้ เสียของแหล่งเรียนรู้มา 2 ประเภท (ให้ท่านเลือกประเภทของแหล่งเรียนรูเ้ อง) แหล่งเรยี นรทู้ ี่ 1 ประเภท…………………. และแหล่งเรยี นรู้ท่ี 2 ประเภท…………………. แหล่งเรียนรู้ ขอ้ ดี - ขอ้ เสยี แหล่งเรยี นรู้ที่ 1 ประเภท …………………………………..…………. ข้อดี……………………………………………….. …………………………………………………………………………..……….. …………………………………………………………………………..……….. …………………………………………………………………………..……….. …………………………………………………………………………..……….. …………………………………………………………………………..……….. …………………………………………………………………………..……….. …………………………………………………………………………..……….. ขอ้ เสีย…………………………………………….. …………………………………………………………………………..……….. …………………………………………………………………………..……….. …………………………………………………………………………..……….. …………………………………………………………………………..……….. …………………………………………………………………………..……….. …………………………………………………………………………..……….. แหล่งเรียนร้ทู ่ี 2 ประเภท ………………… ข้อด…ี …………………………………………….. …………………………………………………………………………..……….. …………………………………………………………………………..……….. …………………………………………………………………………..……….. …………………………………………………………………………..……….. …………………………………………………………………………..……….. …………………………………………………………………………..……….. …………………………………………………………………………..……….. ข้อเสยี …………………………………………….. …………………………………………………………………………..……….. …………………………………………………………………………..……….. …………………………………………………………………………..……….. …………………………………………………………………………..……….. …………………………………………………………………………..……….. …………………………………………………………………………..………..
แบบทดสอบ เร่ือง ความหมายและความสำคญั ของแหล่งเรียนรู้ คำสง่ั ใหน้ กั เรียนเลือกคำตอบทถ่ี ูกต้องท่สี ดุ เพียงขอ้ เดียว โดยทำเครือ่ งหมาย X ลงในชอ่ งวา่ ง ใหต้ รงกบั ขอ้ ก ข ค หรือ ง ของกระดาษคำตอบ 1.ข้อใดใหค้ วามหมายของ “แหล่งเรยี นรู้” ได้สมบรู ณ์ทีส่ ดุ ก. เป็นแหลง่ ความรูท้ างวิชาการ ข. เป็นแหลง่ สารสนเทศให้ความร้อู ยา่ งกว้างขวาง ค. เป็นแหลง่ รวมภมู ปิ ญั ญาชาวบา้ นใหศ้ ึกษาคน้ ควา้ ง. เป็นแหลง่ ขอ้ มูลขา่ วสาร และประสบการณท์ ส่ี ง่ เสรมิ ให้ผ้เู รียนแสวงหาความรู้ด้วยตนเองตาม อัธยาศัยอยา่ ง ต่อเนอื่ ง 2. แหล่งเรียนรมู้ คี วามสำคญั ตอ่ นักศกึ ษาในข้อใดมากทสี่ ุด ก. การศึกษาตามอธั ยาศัย ข. สรา้ งเสริมประสบการณ์ภาคปฏบิ ัติ ค. แหล่งสรา้ งเสรมิ ความรู้ ความคดิ วิทยาการ ง. แหล่งปลูกฝังนิสัยรกั การอ่าน การศกึ ษาค้นควา้ แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง 3. แหล่งเรียนรูใ้ นทอ้ งถ่นิ ข้อใดใหข้ อ้ มูลเพือ่ การศึกษาคน้ คว้าทางด้านวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก. หอศลิ ป์ ข. พิพธิ ภณั ฑส์ ยาม ค. พพิ ิธภณั ฑสถานแหง่ ชาติ ง. องคก์ ารพิพิธภัณฑว์ ิทยาศาสตร์แหง่ ชาติ 4.หอ้ งสมดุ ประเภทใดทีใ่ หบ้ รกิ ารโดยไมจ่ ำกัดเพศ วยั ความรู้ เปน็ แหล่งศึกษาค้นคว้าดว้ ยตนเองตลอดชวี ิต ก. หอ้ งสมดุ เฉพาะ ข. ห้องสมดุ โรงเรียน ค. หอ้ งสมดุ ประชาชน ง. ห้องสมุดมหาวิทยาลัย 5. ห้องสมดุ ประเภทใดที่ให้ขอ้ มลู ในการค้นควา้ วิจยั มากทส่ี ดุ ก. ห้องสมดุ เฉพาะ ข. หอสมุดแหง่ ชาติ ค. หอ้ งสมดุ ประชาชน ง. หอ้ งสมุดมหาวทิ ยาลยั เฉลย 1.ง 2.ง 3.ง 4.ค 5.ง
แผนการจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้ กลุ่มสาระความรู้พื้นฐาน รายวิชา ทักษะการเรยี นรู้ ทร11001 ระดับประถมศกึ ษา แผนการจัดการเรยี นรูเ้ รือ่ งที่ ๔ เรื่องการจัดการความรู้ เวลา 6 ชวั่ โมง สอนวนั ท่ี …….……เดอื น …………………พ.ศ.………......... ภาคเรยี นท่ี ………ปีการศึกษา……….. มาตรฐานการเรียนรู้ระดับ ความหมายความสำคัญ หลกั การ กระบวนการจัดการเรียนรู้ การรวมกลุ่ม การพัฒนาความรู้ และการจดั ทำสารสนเทศ ฝกึ ทักษะกระบวนการจดั การความรู้ การรวมกลุ่มปฎบิ ตั กิ าร การพัฒนาความรู้ สรุปองคค์ วามรู้ ตวั ชว้ี ัด 3.1 รู้ เขา้ ใจ ความหมาย ความสำคญั ประโยชนห์ ลกั การของการจดั การความรู้ 3.2 รู้ เข้าใจกระบวนการจัดการความรู้ 3.3 สามารถใช้การจดั การความรู้เป็นเครอื่ งมอื ในการเรยี นรูด้ ้วยตนเอง 3.4สามารถจดั การความร้โู ดยกระบวนการกลุ่ม 3.5สามารถสร้าง พัฒนาความรู้ (นวตั กรรม) 3.6 สามารถใช้สารสนเทศเปน็ เครือ่ งมือในการเผยแพรอ่ งคค์ วามรู้ สาระการเรียนรู้ 1. ความหมาย ความสำคัญ หลักการของการจัดการความรู้ 2. กระบวนการจัดการความรู้(กำหนดเปา้ หมายการเรียนรู้/ระบคุ วามร/ู้ กำหนดความรทู้ ่ีต้องการใช้/การแสวงหาความร้/ู สรุปองค์ความรู้ ปรบั ปรงุ ดัดแปลงให้เหมาะสมต่อการใช้งาน/ ประยกุ ต์ใชค้ วามรู้ในกจิ การงานของตน/แลกเปล่ยี น ความร/ู้ รวมกลุม่ ปฏิบัติการตอ่ ยอดความรู้ พัฒนาขอบข่ายความรู้ของกลมุ่ /สรปุ องค์ความรขู้ องกลุ่ม/จดั ทำสารสนเทศ เผยแพร่ความรู้) กระบวนการจัดการความรู้ดว้ ยการปฏิบตั ิการกลุ่ม (ชมุ ชนนักปฏบิ ัติหรอื ชมุ ชนแห่งการเรยี นรู้ :COPS) 1. รปู แบบของ COPS ท่ีใช้ในการจัดการความรู้ 2. การทำ COPS เพ่อื จัดการความรู้ 2.1 บนั ทกึ การเล่าเรือ่ ง 2.2 บันทกึ ขุมความรู้ 2.3 บันทึกแก่นความรู้ 3. บนั ทึก จดั เก็บ เป็นองค์ความรู้ของกลมุ่ เพอ่ื ใช้ประโยชน์ใหผ้ อู้ ่ืนไดเ้ รียนรูต้ ่อไป กระบวนการจดั การเรยี นรู้ การวดั ผลประเมนิ ผล 1.สังเกตกระบวนการมีสว่ นรว่ ม 2.ผลงานจากการเข้าร่วม 3.บนั ทึกข้อตกลง สื่อและแหลง่ เรียนรู้ - ปฏทิ ินการเรียนรู้ - ใบความรู้ - ใบงาน -แบบทดสอบ
บนั ทกึ หลงั สอน 1. ปญั หาหรอื อุปสรรคในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. แนวทางการแกป้ ัญหาหรืออปุ สรรค กกกกกกก…………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การปรบั ปรุงแผนการจดั ประสบการณก์ ารเรียนรู้ เรอ่ื ง การปฐมนิเทศ กกกก………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ…………………………………………………… (……………………………………………………) ตำแหนง่ …………………………………………………. ความคดิ เหน็ ของผู้นเิ ทศทไี่ ด้รับมอบหมายจากผูบ้ ริหาร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชือ่ ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหนง่ …………………………………………………. ความคิดเห็นของผบู้ รหิ ารสถานศึกษา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชือ่ ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหน่ง………………………………………………….
ใบความรู้ การจัดการความรู้ การจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM) คอื การรวบรวมองคค์ วามรทู้ มี่ อี ยู่ในองคก์ ร ซ่งึ กระจดั กระจายอยใู่ นตัวบคุ คล หรอื เอกสารมาพฒั นาใหเ้ ป็นระบบ เพ่ือให้ทุกคนในองค์กรสามารถเขา้ ถึงความร้แู ละพฒั นาตนเอง ให้เปน็ ผรู้ ู้ รวมท้งั ปฏบิ ตั งิ านไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพอันจะส่งผลให้องคก์ รมคี วามสามารถในเชงิ แข่งขันสงู สุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภทคือ (1) ความรู้ทฝ่ี ังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรทู้ ไี่ ด้จากประสบการณ์พรสวรรค์หรือสัญชาตญิ าณ ของแต่ละบคุ คลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆเป็นความรูท้ ีไ่ มส่ ามารถถ่ายทอดออกมาเปน็ คำพูดหรือลายลกั ษณอ์ กั ษร ได้โดยง่าย เช่นทักษะในการทำงาน งานฝมี อื หรอื การคิดเชิงวิเคราะห์ บางครง้ั จงึ เรยี กว่าเป็นความรแู้ บบนามธรรม (2) ความรู้ทช่ี ดั แจง้ (Explicit Knowledge) เป็นความรทู้ ่ีสามารถรวบรวม ถา่ ยทอดได้ โดยผา่ นวิธตี า่ ง ๆ เชน่ การบันทกึ เป็นลายลกั ษณ์อกั ษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆและบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรปู ธรรม นพ.วิจารณ์ พานิชได้ใหค้ วามหมายของคำว่า “การจดั การความรู้” ไวว้ ่า สำหรบั นกั ปฏบิ ัติ การจดั การความรู้ คือ เครื่องมือเพอ่ื การบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการไปพร้อมกนั ได้แก่ (1) บรรลเุ ป้าหมายของงาน (2) บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน (3) บรรลเุ ป้าหมายการพัฒนาองคก์ รไปเป็นองค์กรเรยี นรู้ และ (4) บรรลคุ วามเป็นชมุ ชน เปน็ หม่คู ณะความเอ้ืออาทรระหวา่ งกนั ในท่ที ำงาน ความสำคัญของการจัดการความรู้ (องั กฤษ: Knowledge management - KM) คือ การรวบรวม สร้าง จดั ระเบียบ แลกเปลย่ี น และประยุกต์ใช้ความรใู้ นองค์กร โดยพัฒนาระบบจาก ขอ้ มลู ไปสู่ สารสนเทศ เพือ่ ใหเ้ กิด ความรู้ และ ปัญญา ในที่สดุ เพื่อทจี่ ะระบุ สร้าง แสดงและกระจายความรู้ เพอื่ ประโยชน์ในการนำไปใช้และการเรยี นรู้ ภายในองค์กร อันนำไปสู่การจดั การสารสนเทศท่ีมปี ระสิทธิภาพมากขึ้น ซงึ่ เป็นสงิ่ ทจี่ ำเปน็ สำหรับการดำเนนิ การธรุ กจิ ทด่ี ี องค์กรขนาดใหญโ่ ดยสว่ นมากจะมีการจัดสรรทรัพยากรสำหรบั การจดั การองคค์ วามรู้ โดยมกั จะเป็นสว่ นหนึง่ ของแผนก เทคโนโลยีสารสนเทศหรือแผนกการจดั การทรัพยากรมนษุ ย์ ความสำคญั ของ การจัดการความรู้และมีลักษณะ ลักษณะรปู แบบการจัดการองค์ความรู้โดยปกติจะถกู จดั ให้เปน็ ไปตามวตั ถปุ ระสงคข์ ององคก์ รและประสงคท์ จี่ ะ ได้ผลลัพธเ์ ฉพาะด้าน เช่น เพอื่ แบ่งปนั ภมู ิปญั ญา,เพ่อื เพม่ิ ประสิทธภิ าพการทำงาน, เพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขนั , หรอื เพอ่ื เพ่มิ ระดบั นวตั กรรมให้สงู ขนึ้ กระบวนการในการบรหิ ารจดั การความรอู้ ย่างเปน็ ระบบเป็นขั้นตอน ตง้ั แต่ กระบวนการในการระบคุ วามรู้ท่มี ีอยู่ในองค์การ การจัดเกบ็ รวบรวมความรจู้ ากบุคลากร การจดั หมวดหมู่ความรู้ การ เผยแพร่องค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนเรยี นรู้ ตลอดจนการสรา้ งบรรยากาศทเี่ หมาะสมในการเรยี นรู้ จนสามารถนำความรู้ที่ ไดไ้ ปใชแ้ ละต่อยอดให้เกดิ ประโยชนใ์ นการทำงาน เพอื่ ใหบ้ รรลุตามเป้าประสงคข์ ององคก์ าร กระบวนการจดั การความรู้ เปน็ กระบวนการแบบหนึ่งทจ่ี ะชว่ ยให้องค์กรเข้าใจถึงขนั้ ตอนทท่ี ำให้เกิดกระบวนการจัดการความรู้ หรอื พฒั นาการของความรทู้ ่จี ะเกิดขน้ึ ภายในองค์กร ประกอบด้วย 7 ข้นั ตอน ดงั นี้
1) การบง่ ชค้ี วามรู้ – เช่นพจิ ารณาว่า วิสัยทัศน/์ พันธกิจ/ เปา้ หมาย คืออะไร และเพือ่ ให้บรรลุเป้าหมาย เรา จำเป็นตอ้ งรู้อะไร,ขณะนี้เรามีความร้อู ะไรบ้าง, อยใู่ นรูปแบบใด, อยู่ทใี่ คร 2) การสรา้ งและแสวงหาความรู้ – เชน่ การสรา้ งความรู้ใหม่, แสวงหาความรู้จากภายนอก, รกั ษาความรู้เกา่ , กำจัดความรทู้ ่ีใชไ้ มไ่ ด้แล้ว 3) การจัดความร้ใู ห้เป็นระบบ - เปน็ การวางโครงสรา้ งความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บความรู้ อย่าง เปน็ ระบบในอนาคต 4) การประมวลและกลน่ั กรองความรู้ – เชน่ ปรับปรงุ รปู แบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน, ใชภ้ าษาเดียวกัน, ปรับปรุงเน้อื หาใหส้ มบรู ณ์ 5) การเข้าถึงความรู้ – เปน็ การทำให้ผใู้ ช้ความรู้น้นั เขา้ ถงึ ความรทู้ ่ีตอ้ งการไดง้ า่ ยและสะดวก เช่น ระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT), Web board, บอรด์ ประชาสมั พนั ธ์ เป็นตน้ 6) การแบ่งปนั แลกเปลย่ี นความรู้ – ทำได้หลายวธิ กี าร โดยกรณีเปน็ Explicit Knowledge อาจจัดทำเปน็ เอกสาร, ฐานความรู้, เทคโนโลยสี ารสนเทศ หรอื กรณเี ป็น Tacit Knowledge อาจจัดทำเปน็ ระบบ ทีมข้ามสายงาน, กิจกรรมกลุ่มคณุ ภาพและนวตั กรรม, ชุมชนแหง่ การเรียนรู้, ระบบพเ่ี ลยี้ ง, การสับเปลี่ยนงาน, การยืมตัว, เวทแี ลกเปลยี่ น ความรู้ เป็นตน้ 7) การเรยี นรู้ – ควรทำให้การเรียนรเู้ ปน็ ส่วนหนง่ึ ของงาน เชน่ เกิดระบบการเรยี นรจู้ าก สร้างองคค์ วามรู้>นำ ความรูไ้ ปใช้>เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ และหมุนเวียนตอ่ ไปอยา่ งต่อเนอ่ื ง การจดั การความรดู้ ้วยตนเองต้องอาศัยทักษะตา่ งๆรว่ มกันหลายส่วน เชน่ การรวบรวมความรูท้ ีก่ ระจดั กระจาย อยู่ที่ต่างๆ มารวมไวท้ ี่เดยี วกัน การสร้างบรรยากาศให้คนคิดคน้ เรยี นรู้ สรา้ งความรู้ใหม่ๆ ข้ึน การจัดระเบียบความรใู้ น เอกสารรวมท้งั การทำสารบรรณรายชือ่ ผมู้ ีความรูใ้ นดา้ นตา่ งๆ และที่สำคญั ทสี่ ุด คอื การสรา้ งชอ่ งทาง และเงื่อนไขให้คน เกิดการแลกเปลี่ยนความรรู้ ะหว่างกัน เพื่อนำไปใช้พฒั นางานของตนให้สมั ฤทธิผ์ ล การจดั การความรูด้ ้วยตนเองมีวิธกี ารจัดการ ดงั นี้คอื เข้าคน้ ควา้ ทรัพยากรด้านการจัดการความรู้ เขา้ รว่ มหรือทำกิจกรรม การจัดการความรู้ต่างๆท่ีเกย่ี วข้องซ่งึ มอี ิทธิพลต่อการจดั การความรู้ และให้ผู้เชีย่ วชาญ นักวชิ าการ และผ้ปู ระกอบการที่ เกยี่ วข้องกบั การจดั การความรูใ้ ห้ขอ้ คิดเห็น วจิ ารณแ์ ละข้อเสนอแนะ ไดผ้ ลออกมาเป็นกรอบความรว่ มมือ นนั่ เอง
ใบงานที่ 3 วิชาทักษะการเรียนรู้ การจัดการความรู้ ใหผ้ ู้เรยี นศึกษาข้อมูลเกยี่ วกบั การจัดการความรู้ และตอบคำถามต่อไปน้ี 1. การจดั การความรู้ หมายถึง ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. การจดั การความรู้ มีความสำคญั อยา่ งไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3.ผูเ้ รยี นมวี ธิ กี ารจัดการความรู้อยา่ งไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4.ชมุ ชนนกั ปฏิบัติ หรอื ชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้ (CoPs) คอื อะไร และมคี วามสำคญั อย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5. ใหผ้ ู้เรียนศึกษา “โมเดลปลาทู” แล้ว อธิบาย “โมเดลปลาทู” ทเี่ ปรยี บเทยี บการจัดการความรู้ เหมือนปลาทูตัวท่มี ี 3 สว่ น โดยตอบคำถามข้างลา่ งนี้ โมเดลปลาทู 1.สว่ น “หวั ปลา” (knowledge Vision-KV) หมายถึง ............................................................................ 2. ส่วน “ตัวปลา” (Knowledge Sharing-KS) หมายถงึ ............................................................................ 3. ส่วน “หางปลา” (Knowledge Assets-KA) หมายถงึ ..........................................................................
แผนการจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรู้ กลมุ่ สาระความรพู้ ้นื ฐาน รายวิชา ทักษะการเรยี นรู้ ทร11001 ระดับประถมศึกษา แผนการจดั การเรียนรูเ้ รอื่ งที่ ๕ เรอ่ื งการคิดเป็น เวลา 6 ชั่วโมง สอนวนั ที่ …….……เดอื น …………………พ.ศ.………......... ภาคเรยี นท่ี ………ปกี ารศกึ ษา……….. มาตรฐานการเรียนรู้ระดับ ศกึ ษาทําความเขาใจกบั ความเชื่อพน้ื ฐานทางการศึกษาผูใหญ การศกึ ษานอกระบบการเชอื่ มโยงไปสูการเรยี นรเู ร่ือง ความหมายความสําคญั ของการคิดเปน และศักยภาพการ ประกอบอาชพี ในดาน - ศกั ยภาพของทรัพยากรมนษุ ยในแตละพืน้ ที่ - ศกั ยภาพของพื้นทตี่ ามสภาพภูมิอากาศ - ศกั ยภาพของภมู ิประเทศและทาํ เลท่ีตั้งของแตละพ้ืนที่ ตัวช้วี ัด 4.1 เข้าใจความหมายและความสำคัญของการ คิดเป็น 4.2 สรุปสภาพปัญหาและขอ้ เท็จจรงิ ท่ีเก่ียวข้องกบั ตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน และประเทศชาติ 4.3 เขียนนำเสนอ ผงั ความคิด 4.4 ฝึกคดิ วเิ คราะห์ โดยใชข้ อ้ มูลด้านตนเองด้านวชิ าการ และดา้ นสังคมสิ่งแวดล้อมมาประกอบการคิด 4.5 รูแ้ ละเขา้ ใจแนวทางการแก้ปญั หาได้อย่างเป็นระบบ มเี หตุผล มคี ณุ ธรรม จริยธรรมและมคี วามสขุ 4.6 มเี จตคติทดี่ ีต่อครอบครัวและบคุ คลอนื่ ในชุมชน สาระการเรยี นรู้ 1. ปรัชญาคิดเป็น 1.1 ความหมายของการคิดเปน็ 1.2 ความสำคัญของการคดิ เป็น 1.3 หลกั การของการคดิ เปน็ 2. กระบวนการของการคดิ เป็น 2.1 ความหมาย 2.2 ขน้ั ตอนกระบวนการคิดเป็น 2.3 การประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจำวนั 3. การจัดทำและนำเสนอผังความคดิ 3.1 การเกบ็ รวบรวมสภาพปัญหา 3.2 การวิเคราะหอ์ งคป์ ระกอบของแผนผังการคิด 3.3 วธิ ีการนำเสนอแผนผงั ความคิด กระบวนการจัดการเรยี นรู้ 1.ขั้นกำหนดสภาพปัญหาความตอ้ งการในการเรยี นรู้ 1.ครแู ละผ้เู รียนรว่ มกันกำหนดการเรียนรใู้ นเรอื่ งตอ่ ไปน้ี -การคิดเป็น(กระบวนการของการคิดเปน็ ) -กระบวนการจดั การความรู้ -ให้ผู้เรียนทำกจิ กรรมตามใบงาน
ขนั้ ท่ี ๒แสวงหาข้อมูลและจดั กิจกรรมการเรียนรู้ ครผู เู้ รียนรว่ มกันกำหนดกรอบเน้อื เก่ยี วกบั การเรยี นรู้ด้วยตนเอง การใช้แหลง่ เรยี นรู้ การใชแ้ หลง่ เรยี นรู้รวมท้งั การจดั การ ความรู้ ตามท่เี รยี นร้คู รัง้ ที่แล้ว ขั้นท่ี ๓การปฏิบัติและการนำไปใช้ ๑.ครูและผเู้ รียนสรปุ สาระสำคัญและนำความรู้ที่สอดคล้องกบั วถิ ีชีวติ ไปเป็นแนวทางในการดำเนินชวี ติ ๒.จดั ทำเปน็ รปู เลม่ รายงานจดั นทิ รรศการและอภิปรายรว่ มกนั ขั้นท่ี ๔การประเมนิ ผลการเรียนรู้ ๑ ครูและผ้เู รียนสรุปสาระสำคัญตามมาตรฐานการเรียนรู้ ๒ .ซักถาม ๓. แบบประเมิน ข้นั ที่ ๕มอบหมายงาน/กจิ กรรมการเรยี นรู้ในสปั ดาห์ตอ่ ไป ๑.มอบหมายงานการเรยี นรใู้ นหนว่ ยการเรยี นร/ู้ กจิ กรรมในสัปดาห์ตอ่ ไป ๒.ผู้เรยี นนำผลการเรียนรู้ทีไ่ ดร้ บั ไปบนั ทึกในคู่มือผู้เรียน/สมดุ บันทกึ ๓.ครูบนั ทึกความคดิ เหน็ หลงั การจัดกิจกรรมการพบกลุม่ การวัดผลประเมนิ ผล 1.สังเกตกระบวนการมสี ว่ นรว่ ม 2.ผลงานจากการเข้าร่วม 3.บนั ทึกข้อตกลง ส่ือและแหลง่ เรยี นรู้ - ปฏิทนิ การเรยี นรู้ - ใบความรู้ - ใบงาน -แบบทดสอบ
บนั ทกึ หลงั สอน 1. ปัญหาหรืออปุ สรรคในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. แนวทางการแก้ปัญหาหรอื อุปสรรค กกกกกกก…………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การปรับปรงุ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เรือ่ ง การปฐมนเิ ทศ กกกก………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่ือ…………………………………………………… (……………………………………………………) ตำแหนง่ …………………………………………………. ความคิดเหน็ ของผูน้ ิเทศทีไ่ ด้รบั มอบหมายจากผู้บรหิ าร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่ือ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหนง่ …………………………………………………. ความคิดเหน็ ของผ้บู รหิ ารสถานศึกษา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชือ่ ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหนง่ ………………………………………………….
ใบความรู้ การคิดเป็น ความเปน็ มาของปรัชญาคิดเปน็ คิดเป็น (khit pen) เป็นปรัชญาพ้นื ฐานของการศกึ ษานอกโรงเรยี น เปน็ กระบวนการคิดทเ่ี กดิ ขึ้นจากหลักการ และแนวคิดของนกั การศึกษาไทย ผกู้ ่อตัง้ ทฤษฎีการคิดเปน็ คือ ดร.โกวิท วรพพิ ฒั น์ ทา่ นผู้น้ีเปน็ ผ้นู ำแนวคดิ เรือ่ งการคิด เป็น และนำมาเผยแพร่จนได้รบั การยอมรับ ทั้งในประเทศและตา่ งประเทศ ซ่ึงครั้งแรกได้นำมาใช้ในวงการศึกษานอก โรงเรียนเมื่อราว พ.ศ. 2513 ดร.โกวทิ วรพิพัฒนแ์ ละคณะ ได้ประยกุ ต์แนวความคิด คิดเป็น มาใช้ในการจัด การศึกษาผใู้ หญ่แบบเบด็ เสรจ็ ขนั้ พนื้ ฐานระหว่างปี พ.ศ. 2518 – 2524 โครงการรณรงคเ์ พอ่ื การรหู้ นังสือ เปน็ ต้น ซึง่ ถือว่าแนวคิด คิดเปน็ เปน็ ปรชั ญาท่ีนำมาใช้กับการพฒั นางานการศึกษาผใู้ หญ่ และตอ่ มาได้นำมากำหนดเป็น จุดมุง่ หมายทีส่ ำคัญของการศึกษาไทยทุกระดับ และใชเ้ ร่อื ยมาจนถึงปัจจบุ นั ที่วา่ “การจัดการศึกษาตอ้ งการสอนคนให้ คิดเปน็ ทำเปน็ แก้ปญั หาเปน็ (อนุ่ ตา นพคุณ :19) ปรัชญาคิดเปน็ อยบู่ นพืน้ ฐานความคดิ ที่ว่า ความตอ้ งการของแตล่ ะบคุ คลไม่เหมอื นกนั แต่ทุกคนมจี ุดรวมของ ความต้องการทเ่ี หมือนกนั คือ ทุกคนต้องการความสขุ คนเราจะมีความสขุ เมือ่ เราและสังคมสิง่ แวดลอ้ มประสมกลมกลนื กันได้ โดยการปรบั ปรุงตัวเราใหเ้ ข้ากบั สงั คมหรือสงิ่ แวดลอ้ ม หรอื โดยการปรับปรุงสังคมและส่ิงแวดล้อมใหเ้ ข้ากับตวั เรา หรอื ปรบั ปรงุ ทั้งตวั เราและสังคมสง่ิ แวดล้อมให้ประสมกลมกลนื กัน หรือเข้าไปอยใู่ นสิ่งแวดล้อมทีเ่ หมาะสมกบั ตน คนท่ี สามารถทำไดเ้ ช่นนี้ เพ่ือให้ตนเองมีความสขุ น้นั จำเปน็ ต้องเปน็ ผมู้ คี วามคดิ สามารถคิดแกป้ ัญหา รู้จักตนเองและธรรมชาติ สง่ิ แวดล้อม จึงจะเรยี กได้วา่ ผู้น้ันเปน็ คนคิดเป็น หรืออกี นยั หนงึ่ ปรัชญาคิดเป็นมาจากความเชือ่ พื้นฐานตามแนวพุทธ ศาสนา ท่สี อนให้บคุ คลสามารถพ้นทุกข์ และพบความสขุ ไดด้ ว้ ยการค้นหาสาเหตขุ องปญั หา สาเหตขุ องทุกข์ ซ่ึง ส่งผลให้บคุ คลผู้น้นั สามารถอยใู่ นสังคมได้อยา่ งมคี วามสขุ คดิ เปน็ เช่ือว่ามนุษยท์ กุ คนมพี นื้ ฐานชีวติ แตกต่างกนั มวี ิถีการดำเนินชวี ติ ทแ่ี ตกตา่ งกัน มีความ ต้องการท่ีแตกต่างกนั แต่ทุกคนลว้ นมคี วามตอ้ งการทจี่ ะมีความสุขอยา่ งอัตภาพเหมือนกนั เมอ่ื ทุกคนตอ้ งการมคี วามสุขเหมือนกนั จงึ ตอ้ งมีกระบวนการเพือ่ ใหเ้ กดิ ความสขุ คอื กระบวนการคิดเปน็ โดยมี ฐานขอ้ มลู ทางวิชาการ ทางสงั คมสิ่งแวดล้อมและข้อมลู ของตนเองมาเป็นตวั การในการช่วยตัดสนิ ใจเม่ือตัดสินใจไดแ้ ลว้ จงึ เลอื กหนทางในการดำเนนิ ชวี ติ ก็จะเกดิ ความสขุ จากการตดั สินใจถูกตอ้ งเมือ่ ดำเนนิ การแลว้ และยังเกิดปญั หา หรอื ยงั ไม่เกิดความสขุ จงึ กลบั มายอ้ นดคู วามผดิ พลาดจากข้อมลู ว่าวิเคราะหข์ ้อมูลครบหรอื ยัง แลว้ จึงตัดสินใจใหม่วนเปน็ วฎั จกั ร \"คดิ เปน็ \"เพอ่ื การแกป้ ญั หาที่ยงั ยนื แลว้ เกิดสขุ อย่างอัตภาพ เปา้ หมายสดุ ท้ายของการเป็นคน “คิดเป็น” คอื ความสุข คนเราจะมีความสขุ เมอื่ ตวั เราและสังคมสิ่งแวดลอ้ มประสมกลมกลนื กนั อย่างราบร่นื ท้ังทางดา้ นวตั ถุ กายและใจ ความหมายของปรัชญาคิดเปน็ ดร. โกวิท วรพพิ ฒั น์ ได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับ “คิดเป็น” วา่ “ บุคคลท่ีคดิ เปน็ จะสามารถเผชิญปญั หาใน ชวี ติ ประจำวันได้อยา่ งมีระบบ บคุ คลผูน้ จี้ ะสามารถพินจิ พจิ ารณาสาเหตุของปัญหาท่เี ขากำลงั เผชิญอยู่ และสามารถ รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ไดอ้ ย่างกวา้ งขวางเกย่ี วกบั ทางเลอื ก เขาจะพิจารณาขอ้ ดีข้อเสยี ของแตล่ ะเรอ่ื ง โดยใช้ความสามารถ เฉพาะตัวค่านยิ มของตนเอง และสถานการณ์ท่ตี นเองกำลงั เผชญิ อยู่ ประกอบการพิจารณา” การ “คิดเป็น” เปน็ การคิดเพอ่ื แกป้ ัญหา คือ มีจุดเร่มิ ตน้ ที่ปัญหาแลว้ พจิ ารณายอ้ น ไตร่ตรองถึงขอ้ มลู 3 ประเภท คอื ข้อมูลด้านตนเอง ชมุ ชน สังคม สง่ิ แวดล้อม และขอ้ มูลวิชาการ ต่อจากน้นั กล็ งมอื กระทำ ถ้าหากสามารถ ทำใหป้ ัญหาหายไป กระบวนการกย็ ุติลง แตห่ ากบุคคลยังไมพ่ อใจแสดงว่ายงั มีปัญหาอยู่ บคุ คลกจ็ ะเรม่ิ กระบวนการ พจิ ารณาทางเลอื กใหม่อกี ครง้ั และกระบวนการนย้ี ตุ ลิ งเมอ่ื บุคคลพอใจและมคี วามสุข สรปุ ความหมายของ “คดิ เปน็ ” การวิเคราะหป์ ัญหาและแสวงหาคำตอบหรือทางเลอื กเพอ่ื แกป้ ญั หาและดบั ทุกข์ การคดิ อย่างรอบคอบเพอ่ื การแก้ปญั หาโดยอาศยั ข้อมลู ตนเอง ขอ้ มลู สงั คมสงิ่ แวดล้อม และข้อมลู วิชาการ
หลักการและแนวคดิ ของคนคดิ เป็น 1) หลักการของการคดิ เป็น 1. คิดเปน็ เชอ่ื ว่า สังคมเปลยี่ นแปลงอยู่ตลอดเวลา ก่อใหเ้ กิดปญั หาซง่ึ ปญั หานัน้ สามารถแก้ไขได้ 2. คนเราจะแก้ไขปัญหาตา่ งๆไดอ้ ยา่ งเหมาะสมที่สุด โดยใช้ข้อมูลมาประกอบการตดั สินใจ อย่างน้อย 3 ประการ คือ ขอ้ มูลเกี่ยวกับตนเอง สังคมและวิชาการ 3. เมอื่ ไดต้ ดั สนิ ใจแก้ไขปญั หาดว้ ยการไตรต่ รองรอบคอบ โดยใชข้ อ้ มูลเก่ียวกบั ตนเอง สงั คมและวิชาการทั้ง 3 ดา้ นนี้แลว้ ย่อมกอ่ ให้เกิดความพอใจในการตดั สนิ ใจนนั้ และควรรบั ผดิ ชอบตอ่ การตัดสนิ ใจน้ัน 4. แตส่ ังคมเปลี่ยนแปลงอยตู่ ลอดเวลาการคิดตัดสนิ ใจอาจจะตอ้ งเปล่ียนแปลงปรบั ปรงุ ใหม่ใหเ้ หมาะสมกับ สภาพและสถานการณท์ เี่ ปลย่ี นไป 2) แนวคิดเรื่อง คิดเปน็ (Khit Pen) ดงั ไดก้ ลา่ วมาแล้วว่า“คดิ เป็น” เป็นกระบวนการคดิ ท่เี กดิ ขึ้นจากหลักการและแนวคดิ ของ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ ซง่ึ เป็นนกั การศกึ ษาไทย และอดีตอธิบดีกรมการศึกษานอกโรงเรียน และอดีดปลดั กระทรวงศึกษาธิการ อนุ่ ตา นพคุณ (อา้ งอิงจากชีวติ พ่อเลา่ : ดร.โกวทิ วรพพิ ฒั น.์ 2544 : 651 – 652) กลา่ วถงึ แนวคดิ เร่ือง “คิดเป็น” ว่าได้ นำมาใชใ้ นวงการศึกษานอกโรงเรียน แลว้ นำมากำหนดเปน็ จุดมงุ่ หมายท่ีสำคญั ของการศกึ ษาไทยทกุ ระดับและใช้ เรื่อยมาจนถงึ ปจั จบุ นั โดยนกั การศึกษาไทยหลายทา่ นพยายามนำเรื่อง “การคิดเปน็ ” มาพฒั นาการจดั การศึกษาไทย และสรา้ งเอกลกั ษณ์ความเป็นไทยจนเปน็ ท่ยี อมรับและเกดิ เปน็ เป้าหมายของการจัดการศกึ ษาไทยท่วี า่ “การจัดการศึกษา ต้องการสอนคนให้ คิดเปน็ ทำเปน็ แกป้ ญั หาเปน็ ” การคดิ เป็นของ ดร.โกวทิ วรพพิ ฒั นเ์ ป็นกระบวนการคดิ และตัดสินใจ แกป้ ญั หาด้วยการใชข้ ้อมูล 3 ด้านได้แก่ข้อมลู ตนเองข้อมูลสงั คมและสง่ิ แวดล้อมและข้อมูลวิชาการมาประกอบการคิด และตัดสินใจ นอกจากนี้ ทองอยู่ แก้วไทรฮะ และจนั ทร์ ชุ่มเมืองปัก (อ้างอิงจากชีวิตพ่อเล่า: ดร.โกวิท วรพิพัฒน์. 2544 : 654 – 655) อธบิ ายเพม่ิ เตมิ ว่า คน “คดิ เป็น”คอื คนทีม่ คี วามสขุ เมอ่ื ได้ปรับปรุงตนเองและสงั คมสิ่งแวดลอ้ มให้ผสม กลมกลืนกนั ด้วยกระบวนการแก้ปญั หาหรอื การตดั สินใจแก้ปัญหาโดยพจิ ารณาข้อมูลอยา่ งนอ้ ย 3 ประการคือ 1) การรจู้ กั ตนเองอย่างถอ่ งแทเ้ ท่ียงธรรม หรือ ตน (Self) โดยพิจารณาความพร้อมในดา้ นการเงนิ สขุ ภาพ อนามยั ความรู้ อายุ และวัย รวมทง้ั ความมีเพ่ือนฝูง และอ่ืน ๆ 2) สงั คมและสง่ิ แวดลอ้ ม (Society and Environment) หมายถึง คนอืน่ นอกเหนอื จากเราและครอบครัว จะ เรยี กวา่ บคุ คลท่ี 3 ก็ได้ คือดูวา่ สังคมเขาคดิ อยา่ งไรกบั การตดั สนิ ใจของเรา เขาเดอื ดร้อนไหม เขารงั เกียจไหม เขาชน่ื ชมด้วยไหม เขามีใจปนั ให้เราไหม รวมตลอดถึงเศรษฐกจิ และสังคมนัน้ ๆ เหมาะกบั เรื่องทเ่ี ราตัดสินใจหรอื ไม่ รวมทั้ง ขนบธรรมเนยี มประเพณี คุณธรรมและคา่ นิยมของสังคม 3) ความรทู้ างวิชาการ เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรอื ความรวู้ ชิ าการในเร่ืองท่ีตรงกับการทเ่ี ราจะต้องตัดสนิ ใจ ซึ่งถอื เปน็ หนังสือหลกั แนวความคิดเรอื่ งคิดเปน็ มีองคป์ ระกอบท่ีสำคญั ในเชงิ ปรัชญา 3 สว่ น กลา่ วคอื เปา้ หมายสูงสุดของชวี ิตมนษุ ย์ คือ ความสุข มนุษยจ์ งึ แสวงหาวิธกี ารต่าง ๆ เพ่ือท่ีจะมงุ่ ไปสคู่ วามสขุ น้ัน แต่เนือ่ งจากมนษุ ย์มีความแตกต่างกนั โดย พ้นื ฐานทั้งทางกายภาพ อารมณ์ สังคม จิตใจและสภาวะแวดล้อม ทำให้ความต้องการของคนแต่ละคนมีความแตต่ ่างกนั การให้คณุ คา่ และความหมายของความสุขของมนษุ ย์จึงแตกต่างกัน การแสวงหาความสุขทแ่ี ตกตา่ งกันนน้ั มนษุ ยต์ อ้ ง ปรับตัวใหส้ อดคล้องกนั สภาพแวดล้อมของตนเองซ่ึงโดยหลักใหญๆ่ แลว้ วธิ ีการปรับตวั ของมนษุ ย์ ไดแ้ ก่ การปรับตวั ให้ เขา้ กบั สภาพแวดลอ้ ม หรอื ไมก่ ป็ รับสภาพแวดล้อมใหเ้ ข้ากับตนอง หรืออาจปรับทั้งตนเองและสภาพแวดลอ้ มเข้าหากนั จนที่สุดแลว้ ไม่สามารถปรับตวั ไดม้ นุษยก์ ็จำเปน็ จะต้องหลีกออกจากสภาพแวดล้อมนน้ั เพ่อื ไปหาสภาพแวดลอ้ มใหม่ เพ่ือทจี่ ะปรบั ตวั ให้มีความสขุ ได้ใหม่ แต่แท้จรงิ แล้ว การทมี่ นุษย์จะเลือกปรับตวั อย่างใดอย่างหน่ึงนัน้ ข้นึ อย่กู ับการ ตัดสินใจของคนแต่ละคน การตดั สนิ ใจน้นั จำเปน็ จะต้องใช้ขอ้ มลู อย่างรอบด้าน
ซงึ่ โดยหลกั การของการคิดเป็นมนษุ ย์ควรจะใชข้ ้อมูลอยา่ งน้อย 3 ดา้ นคือ ข้อมูลตนเอง ซึง่ เป็นขอ้ มูลเกย่ี วกบั ตนเอง ทัง้ ทางด้านกายภาพ สขุ ภาพอนามัย ดา้ นจิตใจและความพร้อมต่าง ๆ ข้อมลู สังคม ซ่งึ เปน็ ข้อมูลเกย่ี วกบั สภาพแวดล้อมครอบครวั สังคม วฒั นธรรม ความเช่ือ ประเพณี คา่ นิยม ตลอดจนกรอบคุณธรรม จริยธรรม และ ขอ้ มลู วชิ าการ คือ ความรทู้ ่ีเกีย่ วขอ้ งกับเรื่องท่ตี ้องคดิ ตัดสินใจนั้น ๆ ว่ามีหรือไม่ เพยี งพอ ทจ่ี ะนำไปใช้ หรอื ไม่ การใช้ขอ้ มูลอย่างรอบด้านนจี้ ะช่วยใหก้ ารคิดตดั สนิ ใจเพื่อแสวงหาความสุขของมนุษย์เป็นไปอยา่ งรอบคอบ เรียก วธิ ีการคดิ ตัดสนิ ใจน้วี ่า “คิดเป็น” และเป็นความคิดทมี่ ีพลวตั คือ ปรับเปลี่ยนได้เสมอ เม่ือขอ้ มูลเปล่ียนแปลงไป เปา้ หมาย ชีวติ เปล่ียนไป กระบวนการคดิ เป็น กระบวนการคิดเปน็ อาจจำแนกใหเ้ ห็นขนั้ ตอนต่าง ๆ ท่ปี ระกอบกันเข้าเป็นกระบวนการคิดได้ดงั น้ี ขั้นท่ี 1ข้นั สำรวจปญั หาเมือ่ เกิดปัญหายอ่ มต้องเกดิ กระบวนการคดิ แก้ปัญหา น่ันคอื การรับรู้ปัญหาทีก่ ำลงั เผชิญอยแู่ ละคิดแสวงหาทางแกป้ ัญหานน้ั ๆ ขน้ั ท่ี 2ขั้นหาสาเหตุของปัญหา เปน็ การศึกษารวบรวมขอ้ มลู เก่ียวกบั ปัญหาเพือ่ ทำความเข้าใจปัญหา และ สถานการณ์น้ันๆ โดยจำแนกข้อมลู ออกเปน็ 3 ประเภทคอื ข้อมูลสังคม : ไดแ้ ก่ขอ้ มูลเกย่ี วกบั สภาพแวดล้อมทีอ่ ยู่รอบๆ ตัว ปัญหาสภาพสังคมของแต่ละบคุ คล ตัง้ แต่ ครอบครวั ชมุ ชนและสงั คมทง้ั ในแงเ่ ศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง สงิ่ แวดลอ้ ม วัฒนธรรม ประเพณี ความเชอื่ คา่ นยิ ม เปน็ ตน้ ข้อมูลตนเอง :ไดแ้ กข่ อ้ มลู เกี่ยวกบั ตวั บคุ คล ซึ่งจะเปน็ ผตู้ ัดสินใจ เป็นขอ้ มูลท้ังทางดา้ นกายภาพ พื้นฐาน ของชวี ิต ครอบครัว อาชีพ ความพร้อมทง้ั ทางอารมณ์ จิตใจ เปน็ ตน้ ขอ้ มลู วิชาการ :ได้แก่ขอ้ มูลด้านความรูใ้ นเชงิ วชิ าการทีจ่ ะชว่ ยสนบั สนุนในการคดิ การดำเนินงานยั งขาดวชิ าการ ความรตู้ า่ งๆ ท่ีเกีย่ วขอ้ งกับปัญหาในเรือ่ งใดบ้าง ขั้นที่ 3ขั้นวเิ คราะห์ หาทางแกป้ ญั หาเป็นการวเิ คราะหท์ างเลือกในการแกป้ ญั หา หรอื การประเมินคา่ ขอ้ มลู ทัง้ 3 ด้าน คือ ขอ้ มูลด้านตนเอง สังคม วิชาการ มาประกอบในการวิเคราะห์ ชว่ ยในการคดิ หาทางแก้ปญั หาภายในกรอบ แหง่ คุณธรรม ประเด็นเดน่ ของขนั้ ตอนนค้ี อื ระดับของการตัดสินใจทจ่ี ะแตกต่างกนั ไปแต่ละคนอนั เป็นผลเนื่องมาจาก ข้อมลู ในข้นั ท่ี 2 ความแตกต่างของตดั สินใจดังกลา่ วมุ่งไปเพอ่ื ความสขุ ของแต่ละคน ขน้ั ท่ี 4ขั้นตดั สินใจเมือ่ ไดท้ างเลอื กแลว้ จงึ ตัดสนิ ใจเลือกแก้ปัญหาในทางทม่ี ีข้อมลู ตา่ งๆพร้อมสมบรู ณ์ทส่ี ุดการ ตดั สนิ ใจถือเปน็ ขั้นตอนสำคญั ของแตล่ ะคนในการเลือกวธิ กี ารหรอื ทางเลอื กในการแก้ปญั หา ขนึ้ อยู่กับว่าผลของการ ตัดสินใจนนั้ พอใจหรือไม่ หากไมพ่ อใจกต็ ้องทบทวนใหม่ ข้ันท่ี 5ขัน้ ตดั สนิ ใจไปส่กู ารปฏบิ ัติเมือ่ ตัดสินใจเลือกทางใดแล้วต้องยอมรบั ว่าเป็นทางเลือกทด่ี ีท่ีสุดในขอ้ มลู เทา่ ท่ีมีขณะนนั้ ในกาละน้ันและในเทศะน้นั เป็นการปฏบิ ัติตามสิง่ ทไี่ ดค้ ิดและตัดสนิ ใจแล้ว หากพอใจยอมรบั ผลของการ ตดั สนิ ใจ มีความสขุ ก็เรยี กได้วา่ “คดิ เป็น” แตห่ ากตัดสินใจแล้วได้ผลออกมายงั ไม่พอใจ ไมม่ ีความสุข อาจเป็นเพราะ ข้อมลู ทม่ี ี ไม่รอบด้าน ไมม่ ากพอ ต้องหาขอ้ มูลใหมค่ ิดใหม่ตดั สนิ ใจใหม่ แตไ่ มถ่ อื วา่ คิดไม่เป็น ความสำคญั ของการคิดเป็นกับการดำรงชีวิต คิดเปน็ เป็นกระบวนการคดิ ทท่ี ำใหบ้ คุ คลเข้าใจตนเองอย่างถอ่ งแทว้ ่าตนเองเปน็ ใครอะไรคือสง่ิ ทตี่ นเองต้องการ รวมทงั้ เข้าใจสภาพสังคมสิ่งแวดลอ้ มทต่ี นเองดำรงอยแู่ ละสามารถนำข้อมูลวิชาการท่ีมีอยู่มาประกอบการคดิ และตัดสินใจ
โดยวเิ คราะหว์ ิจารณอ์ ย่างมรี ะบบภายใตห้ ลกั การเหตุผลหลักคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งนำไปสู่การปฏบิ ตั ิจนเกิดความพอใจ เป็นบุคคลที่มพี ฤตกิ รรมคดิ เป็นเป็นคนดีคนเก่งและพบกบั ความสุขได้ในที่สดุ คิดเปน็ ชว่ ยผ้เู รยี นให้รจู้ กั พัฒนาตนเองให้มที กั ษะในการแก้ปัญหาหรอื ใชข้ า่ วสารขอ้ มูลให้เป็นประโยชนใ์ นการ แก้ปัญหาในชีวติ ประจำวัน คดิ เปน็ จึงเป็นแนวทางทีจ่ ะนำไปสกู่ ารเรียนรูใ้ นงานวจิ ยั ของอัจฉรา พรมตาใกล้เก่ียวกบั แนวโนม้ การจัดการศึกษานอกโรงเรียน ในปพี .ศ.2545 ได้ช้ีให้เหน็ วา่ การจัดกจิ กรรมการศกึ ษานอกโรงเรียนในอกี ไมก่ ่ี ปีข้างหนา้ จะเน้นการนำปรัชญา \"คดิ เป็น\" การพ่งึ พาตนเองและแนวคดิ การศึกษาตลอดชีวิตมาใช้เป็นหลักการในการจัด การศกึ ษานอกโรงเรียน เพ่อื นำไปสสู่ งั คมแห่งการเรียนรู้แสดงใหเ้ หน็ วา่ ปรชั ญา \"คิดเปน็ \" จะยงั คงบรู ณาการเข้าไปใน โปรแกรมการจัดการศกึ ษานอกโรงเรยี น โดยเน้นใหผ้ ้เู รยี นรจู้ กั การแก้ปัญหาการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ และการรกั ศกั ด์ิศรีความเปน็ มนษุ ยข์ องผูเ้ รียน กระบวนการเรยี นการสอนจะยึดผูเ้ รยี นเปน็ ศนู ยก์ ลาง หลักสูตรจะมคี วามยืดหยนุ่ การ จัดกจิ กรรมการเรียนการสอนจะมุ่งเน้นการสร้างงานและวธิ กี ารเรียนของนกั ศกึ ษาจะเนน้ การเรยี นรดู้ ้วยตนเองมากข้ึน คิดอยา่ งไรเรียกว่า “คิดเปน็ ” “คดิ เป็น”เป็นการคดิ แบบพอเพยี ง พอประมาณ ไมม่ าก ไมน่ อ้ ยเป็นทางสายกลาง สามารถอธบิ ายได้ดว้ ยเหตุผล พร้อมทจ่ี ะรบั ผลกระทบทเ่ี กิดโดยมีความรอบรู้ในวชิ าการท่ีเก่ยี วขอ้ งอย่างรจู้ ริง สามารถนำความร้มู าใช้ประโยชน์ได้ มี คุณภาพใชส้ ติปัญญาในการดำเนนิ ชีวติ ซง่ึ แนวคิดนสี้ อดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี งของพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอย่หู ัวนัน่ เอง เป็นการบรู ณาการเอาการคิด การกระทำ การแกป้ ญั หา ความเหมาะสมและความพอดี มารวมไว้ใน คำวา่ “คิดเป็น” คือ การคดิ เปน็ ทำเป็นอย่างเหมาะสมกบั ตน เกิดความพอดี และแก้ปญั หาไดด้ ้วย การวเิ คราะห์และตัดสนิ ใจแกป้ ญั หาโดยใช้กระบวนการคิดเป็น การตัดสนิ ใจด้วยกระบวนการคิดเปน็ จัดเป็นกระบวนการทสี่ ำคญั ท่จี ะช่วยให้การตดั สนิ ใจมคี วามถูกต้องมากทีส่ ุดเพราะ กระบวนการคดิ เปน็ น้ันเสนอแนะให้ใช้ขอ้ มูลหลายหลายดา้ นมาประกอบการพิจารณาตัดสนิ ใจอยา่ งนอ้ ยควรมีข้อมูล 3 ด้านดว้ ยกนั 1. ขอ้ มูลเกย่ี วกับตนเอง 2. ขอ้ มูลเก่ยี วกับสงั คมหรอื สงิ่ แวดลอ้ ม 3. ข้อมูลเก่ยี วกบั ความรหู้ รอื วิชาการ ขอ้ มูลทง้ั 3 ด้านนี้ จะช่วยใหเ้ กิดการวเิ คราะหพ์ จิ ารณาท่ีดีที่ถูกตอ้ งมากกวา่ การใช้แต่เพยี งข้อมลู แต่เพียง ดา้ นใดดา้ นหนึ่งเทา่ นั้นซ่งึ ปรกติมกั จะตัดสนิ ใจกันดว้ ยขอ้ มลู ด้านเดียว ซงึ่ อาจมกี ารพิจารณาว่าเหมาะสมกบั ตนเองแล้ว เหมาะสมกบั คนส่วนใหญ่แลว้ หรอื เหมาะสมตามตำราหรือจากคำแนะนำทางวชิ าการแลว้ ซง่ึ อาจก่อใหเ้ กดิ การตดั สนิ ใจที่ ผิดพลาดข้ึนได้ ไม่วา่ จะเปน็ ตัดสินใจในการดำรงชวี ติ หรือการตดั สินใจในการบรหิ ารงานก็ตามกระบวนการคดิ เปน็ จึงมี ส่วนเกีย่ วขอ้ งกบั การตัดสินใจในแทบทกุ วงการโดยเฉพาะในวงการการศึกษานอกโรงเรียน ซงึ่ มีแผนงานโครงการ และ กจิ กรรมการศกึ ษาสอดคลอ้ งตามหลกั การตอบสนองความต้องการของผเู้ รยี น และหลกั การนำสง่ิ ทเ่ี รยี นไปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชนไ์ ดท้ ันทีกระบวนการคิดเป็นมิใช่แต่จะเกี่ยวขอ้ งกบั ผ้ใู ห้บรกิ ารการศึกษานอกโรงเรยี นเทา่ นัน้ แตจ่ ะเก่ียวข้องอย่าง สำคญั กับผู้เรยี นหรือผู้รบั บรกิ ารการศกึ ษานอกโรงเรียนด้วยเนือ่ งจากหลักการสำคัญขอ้ หน่งึ ของการศึกษานอกโรงเรียน คือจดั การศึกษาเพือ่ การแก้ไขปัญหาได้ ( Problem-oriented) การจัดกจิ กรรมการศกึ ษานอกโรงเรยี นให้แก่ผเู้ รียนหรือ ผรู้ ับบรกิ ารการศกึ ษา จึงมุง่ ใหผ้ เู้ รยี นสามารถพจิ ารณาตดั สินใจในการแก้ไขปญั หาตา่ ง ๆท่ีเขาต้องเผชญิ ให้ลุลว่ ง ไปได้ สามารถขจดั ปญั หาไดผ้ ู้เรียนหรอื ผรู้ บั บริการการศึกษาจะตอ้ งได้รบั การฝกึ ฝนการตดั สนิ ใจในเร่อื งต่าง ๆดว้ ยการนำข้อมูล ทเ่ี กย่ี วข้องกบั ตนเอง เกีย่ วขอ้ งกบั เพ่อื น ๆหรือสังคมรอบตวั เรา และหลกั การ ทฤษฎที ี่เก่ยี วขอ้ งกบั การแก้ไขปัญหานน้ั แลว้ ตดั สินใจเลือกแนวทางแกไ้ ขปญั หาทด่ี ที ่ีสดุ เม่ือตดั สนิ ใจแล้ว เกดิ ความพึงพอใจวา่ ไดต้ ดั สินใจดีแล้ว รอบคอบแลว้ เมอ่ื ไดฝ้ ึกฝนเช่นน้อี ยา่ งสม่ำเสมอขณะท่กี ำลงั ศกึ ษาหรือเรียนอยกู่ ็จะเกดิ ประสบการณ์ทชี่ ำนาญทีช่ อบสามารถนำไปใชใ้ ห้ เกดิ ประโยชนใ์ นชีวิตประจำวันต่อไปได้
ตัวอยา่ ง ปราชญช์ าวบ้าน คุณลงุ ประยงค์ รณรงค์ แหง่ ชุมชนบา้ นไม่เรยี งจังหวัดนครศรธี รรมราช เป็นตัวอย่างของบุคคลที่ เป็นรปู แบบของความหมาย “คดิ เป็น” ได้อยา่ งดี ลุงประยงค์ จะมคี วามคดิ ท่ีเชือ่ มโยง คิดแยกแยะ ชดั เจน เพอ่ื หาทาง เลือกทด่ี ีทีส่ ุดในการนำไปปฏบิ ัติ และตอ้ งทดลองความรทู้ ี่หามาได้กอ่ นการยนื ยันเสมอ แนวคิดเช่นนท้ี ำให้ลงุ ประยงคเ์ ป็น แกนนำสำคญั ที่ทำให้ชมุ ชนไมเ่ รยี ง เป็นชุมชนตัวอย่างหน่ึงทเ่ี ขม้ แขง็ มานาน พ่ึงพาตนเองได้อยา่ งเหมาะสมพอดีกบั บรบิ ท ของตนเอง
ใบงานที่4 วิชาทกั ษะการเรยี นรู้ “คิดเป็น” คำสัง่ ใหท้ ่านคัดเลือกข่าวเกยี่ วกับสภาพสงั คมปจั จุบันท่ีท่านสนใจมา 1 ข่าว และดำเนนิ การ วิเคราะหว์ ่าข่าวนีด้ ี หรือไม่ เหมาะสม อย่างไร พรอ้ มใหเ้ หตุผลในการวิเคราะหข์ า่ ววา่ ไดน้ ำข้อมูลด้านตนเอง ด้านสงั คมส่งิ แวดล้อม และดา้ นวชิ าการ มาใชป้ ระกอบในการวิเคราะห์ เขยี นตามแบบกำหนด 1. เขยี นหวั ขอ้ ขา่ ว……………………………………………………………………………………………………………………………….. 2. รายละเอียดของข่าว (ตัดข่าวมาตดิ ไว)้ 3. สังเคราะห์ข่าวได้ดงั น้ี ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………......…………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่อื ……………………………………………….. (………………………………………………)
แบบทดสอบ เรือ่ ง ความเชื่อพน้ื ฐานทางการศกึ ษาผใู้ หญ่ / ปฐมบทของ “คดิ เปน็ ” คำสง่ั ให้นกั เรียนเลอื กคำตอบทถ่ี กู ตอ้ งทีส่ ดุ เพยี งขอ้ เดียว โดยทำเครือ่ งหมาย X ลงในช่องว่าง ให้ตรงกบั ข้อ ก ข ค หรอื ง ของกระดาษคำตอบ ๑. ขอ้ ใด ไม่ใช่ ความเช้ือพน้ื ฐานของมนุษย์ ก.มนุษย์ทุกคนมีความแตกต่างกนั ข.มนุษย์ทุกคนต้องการความสุข ค.ความสุขของมนษุ ย์ทุกคนย่อมไม่แตกต่างกัน ง.การปรับตัวของมนุษยเ์ ป็นการปรบั เพื่อกอ่ ใหเ้ กิดความพอดี 2. ปรัชญาคิดเปน็ เป็นแนวคิดของใคร ก.ดร.ทองอยู่ แก้วไทรฮะ ข.ดร.สุรฐั ศิลปอนันต์ ค.ดร.โกวิท วรพิพฒั น์ ง.ดร.สุริยา บุญเฉลิม 3. การคิดเปน็ ตอ้ งอาศยั ข้อมูล 3 ดา้ น คืออะไรบ้าง ก.ข้อมูลดา้ นตนเอง ข้อมูลด้านวิชาการ ข้อมลู ด้านสังคมและส่ิงแวดล้อม ข.ข้อมลู ด้านตนเอง ขอ้ มูลด้านเศรษฐกิจ ข้อมูลด้านปรัชญา ค.ข้อมลู ด้านเศรษฐศาสตร์ ขอ้ มูลด้านทรพั ยากร ข้อมูลท้องถ่ิน ง.ข้อมูลประวัติศาสตร์ ขอ้ มูลการวิจัย ขอ้ มูลสง่ิ แวดล้อม 4. หลักการของการคดิ เปน็ คือขอ้ ใด ก.สังคมเปล่ียนแปลงตลอดเวลา ความต้องการของมนุษย์จึงไม่จำเป็นต้องเปล่ียนตาม ข.การคิด วิเคราะห์เพ่ือแก้ปัญหา มนุษย์ต้องรจู้ ักวิธีการรวบรวมข้อมูลประกอบการคิดบ้าง ค.สังคมเปล่ียนแปลงตลอดเวลา การคิด ตัดสินใจ อาจจะตอ้ งเปล่ียนแปลง ง.มนุษย์มีความต้องการต่างกัน จึงต้องรู้จักวิธกี ารปรับตัวเพ่อื ให้ได้มาในสิ่งท่ีต้องการ 5.ข้อใดคอื ลกั ษณะของคนคิดเป็น ก.ตัดสินใจแก้ปัญหาโดยใช้ข้อมูลที่อยู่รอบๆ ตนเอง ข.เช่ือว่าปัญหาเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และต้องแก้ไขอย่างทันที ค.ทำแล้ว ตัดสินใจแล้ว สบายใจ และเต็มใจรับผิดชอบ ง.รู้ว่าการกระทำของตนเองมีผลดีและถูกต้องเสมอ เฉลย 1.ค 2.ค 3.ก 4.ง 5.ก
แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ กลุ่มสาระความร้พู ืน้ ฐาน รายวชิ า ทักษะการเรยี นรู้ ทร11001 ระดับประถมศึกษา แผนการจดั การเรียนรู้เรอื่ งท่ี ๖ เรอื่ งการวิจยั อยา่ งงา่ ยเวลา 6 ช่ัวโมง สอนวันที่ …….……เดอื น …………………พ.ศ.………......... ภาคเรยี นที่ ………ปกี ารศกึ ษา……….. มาตรฐานการเรยี นรรู้ ะดบั ความหมายความสำคัญของการวจิ ยั อย่างงา่ ย กระบวนการข้ันตอนการดำเนินงาน ตวั ชว้ี ัด 5.1 รู้เข้าใจความหมายและตระหนกั ถึงความสำคัญของการวิจัย 5.2 วเิ คราะห์และกำหนดปญั หาหรอื สิง่ ท่อี ยากรู้/ต้องการทราบคำตอบ 5.3 รูเ้ ขา้ ใจกระบวนการและขั้นตอนการวจิ ยั 5.4 ฝกึ ปฏบิ ัติการสังเกตปญั หา การระบุปัญหาการตั้งสมมติฐาน การเกบ็ รวบรวมข้อมูล การสรุปข้อมลู และการเขยี น รายงานการวจิ ยั อย่างงา่ ย สาระการเรียนรู้ 1. วจิ ัยคืออะไร ทำไมต้องรู้เร่ืองการวจิ ยั (ความหมายและความสำคัญของการวจิ ัย) 1.1 ความหมายของการวจิ ัย 1.2 ความสำคัญและประโยชน์ของการวจิ ัย 2. ทำวิจยั อย่างไร (กระบวนการและข้นั ตอนการวจิ ัย) 2.1 คำถามทตี่ อ้ งการคำตอบคืออะไร ปญั หาทีต่ ้องการทราบจากการวิจัยคอื อะไร (การระบุปัญหาการวจิ ยั ) 2.2 คาดเดาคำตอบวา่ อย่างไร กำหนดแนวคำตอบเบ้ืองต้น (สมมตฐิ าน) 2.3 วธิ กี ารหาคำตอบทีต่ อ้ งการรู้/แหล่งคำตอบ/การรวบรวมคำตอบ (การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล/เครื่องมอื การวจิ ยั ) 2.4 ตอบคำถามที่สงสัยว่าอยา่ งไร (การวเิ คราะห์ข้อมลู /สรุปผลการวิจัย) กระบวนการจัดการเรียนรู้ 1.ขนั้ กำหนดสภาพปัญหาความต้องการในการเรยี นรู้ 1.ครูและผู้เรยี นร่วมกันกำหนดการเรยี นรู้ในเร่ืองต่อไปน้ี -ความหมายของการวจิ ยั -กระบวนการวจิ ยั อยา่ งง่าย -ใหผ้ ู้เรียนทำกจิ กรรมตามใบงาน ข้ันท่ี ๒แสวงหาข้อมูลและจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ ครูผเู้ รียนรว่ มกันกำหนดกรอบเนอื้ เก่ยี วกบั การเรียนรู้ด้วยตนเอง การใช้แหล่งเรยี นรู้ การใชแ้ หล่งเรียนรรู้ วมท้งั การจดั การ ความรู้ ตามท่เี รยี นร้คู รงั้ ทีแ่ ลว้ ข้นั ท่ี ๓การปฏบิ ตั แิ ละการนำไปใช้ ๑.ครแู ละผู้เรียนสรุปสาระสำคัญและนำความรู้ท่ีสอดคลอ้ งกบั วิถีชวี ิตไปเป็นแนวทางในการดำเนนิ ชีวติ ๒.จัดทำเปน็ รูปเลม่ รายงานจดั นทิ รรศการและอภปิ รายรว่ มกนั ขั้นท่ี ๔การประเมนิ ผลการเรียนรู้ ๑ ครแู ละผเู้ รยี นสรปุ สาระสำคัญตามมาตรฐานการเรยี นรู้ ๒ .ซักถาม ๓. แบบประเมิน
ขั้นที่ ๕มอบหมายงาน/กิจกรรมการเรยี นรู้ในสปั ดาหต์ อ่ ไป ๑.มอบหมายงานการเรียนรู้ในหน่วยการเรยี นร้/ู กจิ กรรมในสัปดาหต์ ่อไป ๒.ผู้เรยี นนำผลการเรยี นรูท้ ี่ได้รับไปบันทกึ ในคู่มอื ผูเ้ รยี น/สมดุ บันทึก ๓.ครบู นั ทกึ ความคิดเหน็ หลงั การจัดกิจกรรมการพบกลุ่ม การวดั ผลประเมินผล 1.สังเกตกระบวนการมสี ว่ นรว่ ม 2.ผลงานจากการเข้ารว่ ม 3.บันทึกข้อตกลง สือ่ และแหล่งเรยี นรู้ - ปฏิทินการเรยี นรู้ - ใบความรู้ - ใบงาน -แบบทดสอบ
บนั ทึกหลงั สอน 1. ปัญหาหรืออปุ สรรคในการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ กกกกกกก……………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. แนวทางการแกป้ ญั หาหรอื อุปสรรค กกกกกกก…………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. การปรับปรงุ แผนการจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้ เรือ่ ง การปฐมนเิ ทศ กกกก………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่อื …………………………………………………… (……………………………………………………) ตำแหนง่ …………………………………………………. ความคิดเห็นของผู้นเิ ทศท่ีไดร้ บั มอบหมายจากผู้บรหิ าร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชอ่ื ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหนง่ …………………………………………………. ความคิดเหน็ ของผู้บรหิ ารสถานศึกษา ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ………………………………………………..…… (……………………………………………………) ตำแหน่ง………………………………………………….
ใบความรู้ การวจิ ยั อย่างง่าย ความหมายของการวจิ ยั ความหมายของการวิจยั อย่างา่ ย ตาม พระราชบัญญตั สิ ภาวจิ ยั แห่งชาติ ฉบับปัจจุบันไดน้ ิยามความหมายของ การวิจยั ได้วา่ การวิจยั หมายถึง การศึกษาค้นคว้าอยา่ งมรี ะบบและแผนการเพอ่ื ให้ได้มาซึ่งความรู้ทางดา้ นสงั คมศาสตร์ และมนษุ ยศาสตร์ นอกจากนี้ไดม้ นี ักการศึกษา ได้ใหค้ วามหมายของการวจิ ัยทส่ี อดคลอ้ งกันไวห้ ลายท่าน ซึง่ กลา่ วโดย สรุปความหมายของการทำวจิ ยั ไดด้ ังน้ี การวิจัย ซงึ่ ตรงกบั ภาษาองั กฤษวา่ “Research” ถ้าจะแปลตามตวั หมายถึง การค้นหาซ้ำแล้วซ้ำอกี ซง่ึ ความหมายของคำวา่ วิจัย ทางดา้ นวิชาการได้มผี ใู้ หค้ วามหมายไวต้ ่าง ๆ กัน เช่น เบสท์ (Best, 1981 อา้ งถงึ ใน บุญเรยี ง ขจรศิลป์ , 2533 : 5) ไดใ้ หค้ วามหมายของการวิจัยไวว้ ่าเป็น วิธกี ารที่เป็นระบบระเบยี บ และมีจดุ มุง่ หมายในการวเิ คราะห์ และคิดบนั ทกึ การสังเกตทีม่ ีการควบคุมเพื่อนำไปสู่ข้อสรุป อา้ งองิ หลกั การหรือทฤษฎซี ึ่งจะเป็นประโยชน์ในการทำงานและการควบคมุ เหตกุ ารณ์ต่าง ๆ ได้ รตั นะ บัวสนธ์ (2543, 3) ได้ให้ความหมายของการวจิ ยั ไว้วา่ เปน็ การหาความจรงิ เชงิ สาธารณะด้วยวธิ ีการ ทเ่ี รยี กว่ากระบวนการวจิ ยั ซ่ึงมลี กั ษณะเป็นระบบมขี ้ันตอน ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล (2543 : 21) สรุปความหมายของการวิจยั ไวว้ า่ การวิจยั คือการศึกษาค้นควา้ อยา่ งมรี ะบบระเบยี บเพ่ือทำความเข้าใจปัญหาและ แสวงหาคำตอบ เป็นกระบวนการที่อาศัยวิธกี ารทางวทิ ยาศาสตรเ์ ป็น หลกั บญุ เรียง ขจรศิลป์ (2533 : 5) ได้ให้ความหมายของคำวา่ การวิจยั ทางด้านวิชาการ หมายถงึ กระบวนการ เสาะแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ หรือกระบวนการเสาะแสวงหาความรเู้ พ่อื ตอบปญั หาที่มีอยู่อย่างมีระบบ และมีวัตถุประสงคท์ ี่ แนน่ อน โดยอาศยั วิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ ดังน้ัน การวจิ ยั ทางการศึกษาจึงหมายถึง กระบวนการเสาะแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ทเ่ี ปน็ ความจรงิ เชิงตรรกะ (Logical) หรอื ความจรงิ เชิงประจักษ์ (Empirical) เพอื่ ตอบปัญหาทางการศึกษาอยา่ งมีระบบ และมีวัตถุประสงค์ท่ี แน่นอน โดยอาศยั วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ หลัก ลักษณะทส่ี ำคัญของการวจิ ยั เบสท์ (Best , 1981อา้ งถึงใน บุญเรยี ง ขจรศลิ ป์ , 2533 : 5) ได้สรปุ ลักษณะที่สำคญั ของการวจิ ัยไวด้ ังน้ี 1. เป้าหมายของการวิจัยม่งุ ที่จะหาคำตอบต่าง ๆ เพ่ือจะนำมาใชแ้ กป้ ัญหาทม่ี อี ย่โู ดยพยายามท่ีจะ ศึกษาถงึ ความ สมั พนั ธ์ ระหว่าง ตวั แปรในลกั ษณะความเป็นเหตุเปน็ ผลซงึ่ กนั และกัน 2. การวจิ ยั เนน้ ถงึ การพฒั นาขอ้ สรปุ หลกั เกณฑห์ รือทฤษฎตี า่ ง ๆ เพื่อทจี่ ะเปน็ ประโยชนใ์ นการ ทำนายเหตกุ ารณต์ า่ ง ๆ ทจ่ี ะเกิดข้นึ ในอนาคต เป้าหมายของการวจิ ยั นน้ั มิได้ หยดุ อยเู่ ฉพาะกลุ่มตวั อยา่ งที่นำมาศึกษา เท่านั้น แตข่ ้อสรปุ ทไี่ ด้ม่งุ ทจี่ ะอา้ งองิ ไปสู่กลุม่ ประชากร เป้าหมาย 3. การวจิ ัยจะอาศยั ข้อมลู หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่สามารถสังเกตได้รวบรวมได้ คำถามท่ีน่าสนใจ บางคำถามไม่สามารถทำการวจิ ยั ได้ เพราะไม่สามารถรวบรวมขอ้ มลู มาศึกษาได้ 4. การวิจยั ต้องการเครือ่ งมือและการรวบรวมขอ้ มูลทแ่ี มน่ ยำ เทีย่ งตรง 5. การวจิ ัยจะเกยี่ วข้องกบั การรวบรวมข้อมลู ใหม่ ๆ จากแหล่งปฐมภมู ิหรอื ใชข้ อ้ มูลที่มีอย่เู ดมิ เพอ่ื หาคำตอบของวัตถุประสงคใ์ หม่ 6. กจิ กรรมทใ่ี ช้ในการวิจยั เปน็ กจิ กรรมท่กี ำหนดไว้อย่างมรี ะบบแบบแผน 7. การวจิ ัยต้องการผู้รู้จรงิ ในเนอื้ หาที่จะทำการวจิ ัย 8. การวิจัยเปน็ กระบวนการทมี่ ีเหตุผล และมีความเป็นปรนัยสามารถทีจ่ ะทำการตรวจสอบความ ตรงของวิธีการทใ่ี ช้ข้อมูล ท่ีรวบรวมมา และขอ้ สรุปทไี่ ด้
9. สามารถที่จะทำซ้ำได้ โดยใชว้ ธิ เี ดียวกัน หรอื วธิ กี ารที่คล้ายคลงึ กันถา้ มีการเปล่ียนแปลงกลุ่ม ประชากร สถานการณ์ หรือระยะเวลา 10. การทำวจิ ยั นนั้ จะต้องมคี วามอดทนและรีบรอ้ นไม่ได้ นักวจิ ัยควรจะเตรยี มใจไวด้ ้วยว่า อาจจะ ต้องมีความลำบากในบางเรือ่ ง ในบางกรณีที่จะแสวงหาคำตอบ ของคำถามท่ียาก ๆ 11. การเขยี นรายงานการวิจัยควรจะทำอยา่ งละเอยี ดรอบคอบ ศพั ท์เทคนิคทใี่ ช้ควรจะบัญญัติ ความหมายไว้ วิธีการท่ใี ช้ในการวจิ ยั อธิบายอย่างละเอยี ด รายงายผลการวจิ ัยอยา่ งตรงไป ตรงมาโดยไมใ่ ชค้ วามคิดเหน็ สว่ นตัว ไมบ่ ดิ เบอื นผลการวจิ ัย 12. การวิจยั นั้นต้องการความซื่อสตั ยแ์ ละกลา้ หาญในการรายงานผลการวิจยั ในบาง ครง้ั ซ่ึง อาจจะไปขดั กับความรู้สึกหรอื ผลการวจิ ยั ของคนอ่ืนก็ตาม ขั้นตอนในการวิจยั ในการวิจยั แต่ละประเภท อาจมีขนั้ ตอนแตกตา่ งไป ในทนี่ ้ีจะกล่าวถงึ ข้ันตอนในการวจิ ัยซง่ึ ไม่ไดห้ มายคลุมไปถงึ ว่าการวิจัย ทุก ประเภท ต้องมีข้ันตอนตามที่จะกลา่ ว ต่อไปน้ี ทุกประการ 1. เลอื กหวั ข้อปัญหา เป็นการตอบคำถามที่วา่ เราจะทำวจิ ัยเร่ืองอะไร ซ่ึงจะต้องพจิ ารณาให้รอบคอบด้วยความ มน่ั ใจและเขียนชื่อเร่อื งทจี่ ะ วจิ ยั ออกมา 2. การกำหนดขอบเขตของปญั หา เมอื่ ได้ปญั หาที่จะทำการวิจัยแน่นอนแล้วควรจะกำหนดขอบเขตของ ปญั หาให้ ชดั แจง้ เนอ่ื งจากการกำหนดปญั หาทแี่ น่นอนช่วยผู้วิจัยได้ดงั น้ี 2.1 วางแผนรวบรวมข้อมูลด้วยวธิ กี ารต่าง ๆ ทเ่ี หมาะสม 2.2 ร้ถู ึงเทคนิคตา่ งๆ ที่เหมาะสมในการเลอื กกลมุ่ ตัวอย่าง สถติ ทิ ่ีใช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มลู ตลอดจน การแปล ผลการวิจัย 2.3 มองเหน็ ภาพอยา่ งแจ่มชัดวา่ จะตอ้ งทำอะไรบ้าง 3.การศึกษาเอกสารและผลงานวิจยั ทีเ่ กี่ยวขอ้ ง โดยการศกึ ษาสาระความรู้ แนวคิด ทฤษฎี และผลงานวจิ ัยท่ี เก่ียวกบั เรื่องน้ันในตำรา หนังสอื วารสาร รายงานการวิจัยและเอกสาร อ่ืน ๆ ซึ่งจะมีประโยชนต์ ่อผู้วจิ ยั ในขอ้ ตอ่ ไปน้ี 1. ชว่ ยใหไ้ ม่เกดิ การซ้ำซ้อนในการวจิ ยั 2. ช่วยใหก้ ำหนดขอบเขตของการทำวจิ ยั ได้ถูกต้องชัดเจน (กรอบแนวคิด) 3. ไดแ้ นวทางในการกำหนดสมมตุ ิฐาน (กรณีท่มี ีสมมตุ ิฐาน) 4. ได้แนวทางในการสร้างเครือ่ งมอื เพ่อื รวบรวมขอ้ มูล 5. ไดแ้ นวทางในการสุม่ ตัวอยา่ ง 6. ไดแ้ นวทางในการใชค้ ่าสถิติในการวเิ คราะหข์ ้อมลู 7. ได้แนวทางการแปลผลการวจิ ยั และการเขียนรายงานการวิจัย 4. การกำหนดสมมตุ ฐิ าน หมายถงึ การเขยี นข้อความทีเ่ ป็นขอ้ คาดหวังเกีย่ วกับความ แตกต่างท่อี าจเปน็ ไปได้ ระหว่างตวั แปรต่าง ๆ ซง่ึ สมมุติฐานนั้นไมจ่ ำเปน็ วา่ จะต้องเป็นจริงเสมอไป 5. การเขยี นเค้าโครงการวิจยั การเขียนเค้าโครงการวจิ ัยเป็นขั้นตอนที่ สำคัญข้นั หนึ่ง เน่ืองจากเค้าโครงการวจิ ยั น้ัน จะเปน็ แบบแผนในการดำเนนิ งาน วิจยั อย่างมี ระบบ ควร จะ ประกอบดว้ ย 1. ช่อื งานวจิ ัย 2. ภมู หิ ลังหรอื ท่มี าของปัญหา 3. วัตถุประสงค์ 4. ขอบเขตของการวิจยั 5. ตัวแปรต่าง ๆ ท่วี จิ ัย 6. คำนิยามศพั ท์เฉพาะ (ในกรณที ่จี ำเปน็ ) 7. สมมตุ ิฐาน (ถ้ามี)
8. วิธดี ำเนินการวจิ ัย 1.1 รปู แบบของงานวจิ ยั 1.2 การสุ่มตัวอย่าง 1.3 เครอ่ื งมอื ท่ใี ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมลู 1.4 การวเิ คราะหข์ ้อมูล 9. แผนการทำงาน 10. งบประมาณ 6. การสรา้ งเคร่อื งมอื รวบรวมข้อมูล ก่อนที่จะดำเนินการรวบรวมขอ้ มลู ผวู้ ิจัยจะตอ้ งทราบว่า จะใชเ้ ครื่องมอื อะไร ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล และเคร่อื งมอื นนั้ มีหรือยงั ถา้ ยงั ไม่มีตอ้ งดำเนนิ การสร้างและนำเคร่ืองมอื น้นั ไป ทดลองใช้ เพอ่ื หาคณุ ภาพของเคร่อื งมือ อย่างไรกต็ าม ผวู้ ิจัยไม่จำเป็นตอ้ งสรา้ งเครอื่ งมอื รวบรวมข้อมูลเองเสมอไป กรณีที่ทราบว่ามี เครอ่ื งมอื ท่สี รา้ งขนึ้ อยา่ งเปน็ มาตรฐานเหมาะสมกับการทจ่ี ะ นำไปใช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ก็อาจยมื เคร่ืองมือดังกล่าว มาใช้ได้ถ้าสงสยั ในเรอื่ งคุณภาพของเครื่องมือ เนื่องจากสร้างไวน้ านแล้วก็อาจนำมาทดลองใช้และวเิ คราะห์หาคุณภาพ ใหม่อีก ครงั้ หนง่ึ เม่ือพบว่ามคี ณุ ภาพเข้าเกณฑ ก์ น็ ำมาใช้เก็บรวบ รวมข้อมูลได้ (การวิจัยบางเร่อื งอาจไมใ่ ชเ้ ครือ่ งมอื รวบรวมข้อมลู ทีเ่ ป็นแบบแผนกจ็ ะตดั ข้ันตอนนอ้ี อกไป) 7. ข้ันดำเนนิ การเกบ็ รวบรวมข้อมูล ในการดำเนินการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ผวู้ จิ ยั จะต้องทราบว่าในการทำการวิจัยน้ัน สามารถจะรวบรวมขอ้ มลู จากกลุม่ ประชากรทั้งหมด หรอื สมุ่ ตัวอย่าง ซึง่ ในการสุ่มตัวอยา่ งนน้ั กต็ ้องทราบว่าจะต้องสุ่ม ตวั อย่างโดยวิธีการใดท่ี จะใหไ้ ด้กลุม่ ตัวอย่างที่เป็นตัวแทนท่ีดีของ กลมุ่ ประชากร ขอ้ มูลที่ผู้วจิ ัยจะทำการรวบรวมน้นั มา จากไหน ปฐมภมู ิ (Primary Source) หรอื ทตุ ยิ ภูมิ (Secondary Source) วิธกี ารรวบรวมขอ้ มลู ท่นี ยิ มใช้ในการวิจัยทางการศกึ ษา ไดแ้ ก่ 1. การใช้แบบทดสอบ 2. การใช้แบบวดั เจตคติ 3. การสง่ แบบสอบถาม 4. การสมั ภาษณ์ 5. การสงั เกต 6. การใช้เทคนิคสังคมมติ ิ 7. การทดลอง 8. การจดั กระทำข้อมูล (Data Processing) การจัดกระทำข้อมูลเป็นวธิ กี ารดำเนนิ การอยา่ งมรี ะบบตามลำดบั ขั้น กับขอ้ มลู ตา่ ง ๆ เพอ่ื ให้บรรลุผลสำเรจ็ ตามความม่งุ หมาย การจดั กระทำข้อมูลประกอบด้วย 3 ข้ันตอน คอื 1. Input เป็นการจดั เตรียมขอ้ มูลเพอ่ื การวิเคราะห์ เชน่ การบนั ทึกรอยคะแนน การลงรหสั ขอ้ มลู การถา่ ย ข้อมลู ลงคอมพวิ เตอร์ เป็นต้น 2. Processing เป็นขน้ั ตอนของ การจัดแบง่ ประเภทของขอ้ มลู สำหรับการวิจัย เชงิ คุณภาพและเปน็ ขัน้ ตอน การคำนวณ สำหรับการวิจัย เชิงปริมาณ ซึ่งในขั้นตอนน้ีอาจจะคำนวณดว้ ยมือ ใชเ้ ครอื่ งคิดเลข หรอื ใชเ้ ครือ่ ง คอมพิวเตอร์ขนึ้ อยู่กบั ปริมาณของข้อมูลและปัจจัยเอ้ืออำนวย 3. Output เปน็ ขน้ั ตอนที่นำผลจากการขัน้ ตอนทีไ่ ดจ้ ากขัน้ Processing มาเขียนเปน็ รายงาน หรอื เสนอใน รูปแบบของตาราง หรอื แผนภูมิต่าง ๆ แล้วแปลความหมายของผลทไ่ี ด้ 9. การสรปุ ผลการวจิ ัยและเขยี นรายงาน ข้นั นีจ้ ะเปน็ ขนั้ สดุ ท้ายของการวจิ ยั โดยการสรปุ ผลการวจิ ยั และเขียนรายงานการวิจัย ซง่ึ โดยทวั่ ไปในรายงานการวิจัย จะประกอบ ดว้ ย
1. บทนำ ซง่ึ ประกอบดว้ ยความสำคัญและความเปน็ มาของปัญหา วตั ถุประสงค์ในการวิจยั สมมติฐานในการวจิ ยั ขอบเขตของการวจิ ัย ขอ้ ตกลงเบื้องตน้ ความไมส่ มบรู ณข์ องการวจิ ัยและคำนิยามศพั ท์เฉพาะ 2. การตรวจสอบเอกสาร 3. วธิ ีการดำเนินการวจิ ยั ซ่ึงประกอบดว้ ย กลมุ่ ประชากร กลุ่มตัวอย่าง วิธกี ารสมุ่ ตัวอย่าง เครือ่ งมอื ท่ใี ชใ้ นการ รวบรวมข้อมลู และขัน้ ตอนการดำเนนิ การรวบรวมขอ้ มลู ตลอดจนวธิ กี ารวิเคราะหข์ อ้ มูล 4. ผลการวจิ ยั 5. สรปุ ผลการวิจัย อภปิ รายผลและข้อเสนอแนะ
ใบงานที่ ๕ ให้ผเู้ รยี นศึกษาเรอื่ งการวจิ ยั อยา่ งงา่ ย และตอบคำถาม ตอ่ ไปน้ี 1. การวิจัย หมายถึง ……………..…………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 2. การวิจยั มคี วามสำคญั อยา่ งไร …………………………………………………………………………...…………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 3. องค์ประกอบในการวิจยั มีหัวขอ้ อะไรบ้าง …………………………………………………………………………...…………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 4. สถิตงิ ่าย ๆ ท่ใี ช้เพอ่ื การวิจยั มอี ะไรบา้ ง …………………………………………………………………………...…………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 5. เครือ่ งมือการวิจัยทน่ี ยิ มใชม้ าก ไดแ้ ก่ (1)…………………………………………………………….………………………….…………………………………………………………… (2)…………………………………………………………………………………………………………………………………………………… (3)…………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 6. จงบอกวธิ กี ารเผยแพรง่ านวจิ ัยมา 3 วิธี …………………………………………………………………………...…………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 7. ประโยชนข์ องการวจิ ยั …………………………………………………………………………...…………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………...…………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ใบความรู้ การวิจยั อย่างงา่ ย เทคนคิ การเขยี นโครงการวจิ ัยอยา่ งง่าย สำหรับผู้ทเ่ี ร่ิมเขยี นโครงการวจิ ยั อาจจะทดลองเขียนโครงการวิจยั อยา่ งงา่ ยๆ ไมจ่ ำเป็นตอ้ ง มหี ัวขอ้ ครบทัง้ 14 หวั ขอ้ ตามข้างต้น แต่ใหค้ รอบคลมุ วา่ o จะทำวจิ ัยเรื่องอะไร (ช่อื โครงการวจิ ัย) o ทำไมจึงทำเรอ่ื งนี้ (ความเปน็ มาและความสำคัญ) o อยากรู้อะไรบ้างจากการวจิ ัย (วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย) o มแี นวทางขน้ั ตอนการดำเนินงานวิจัยอยา่ งไร (วธิ ดี ำเนนิ การวจิ ยั ) o ระยะเวลาการวิจัยและแผนการดำเนนิ งาน (ปฏิทินปฏิบตั ิงาน) o การวิจัยน้จี ะเป็นประโยชน์อยา่ งไร (ประโยชน์ของการวิจัยหรือผลท่ีคาดวา่ จะได้รับ) เทคนิคการเขียนโครงการวจิ ยั อยา่ งงา่ ย ประกอบด้วยหวั ข้อและคำอธิบายการเขียน ดงั ตอ่ ไปนี้ 1. ชื่อโครงการวิจัย ชอื่ โครงการวจิ ัยควรกะทดั รดั ส่อื ความหมายไดช้ ัดเจน มีความเฉพาะเจาะจงในสิง่ ท่ีศกึ ษา 2.ความเป็นมาและความสำคญั เขยี นอธิบายให้เหน็ ความสำคัญของสิ่งท่ีศกึ ษาเขียนให้ตรงประเด็น กระชับเปน็ เหตเุ ปน็ ผล มีอา้ งองิ เอกสารทศ่ี กึ ษา ( ถ้ามี ) 3.วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจยั เขยี นให้สอดคล้องกบั ชอ่ื โครงการวิจัย ครอบคลุมเรอื่ งท่ีศึกษา เขยี นใหช้ ัดเจน อาจมีข้อ เดยี ว หรอื หลายขอ้ กไ็ ด้ 4.วธิ ดี ำเนนิ การวจิ ยั ระบุถึงวธิ กี ารดำเนินการวจิ ยั ประชากรกลมุ่ ตวั อย่าง สิ่งทศี่ ึกษาคอื อะไร มีจำนวนเท่าไร วธิ ีการเก็บรวบรวมขอ้ มูล ระบวุ ิธกี ารเกบ็ การบนั ทึกขอ้ มลู ระยะเวลา หรอื ช่วงเวลา สถานที่ เคร่ืองมอื วจิ ัย ระบุชนดิ เครื่องมอื ที่ใชใ้ นการรวบรวมขอ้ มลู เช่น แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบสำรวจ การวเิ คราะห์ขอ้ มลู ระบุวธิ ีการวิเคราะหข์ ้อมลู สถติ ทิ ่ีใช้ 5.ปฏทิ นิ ปฏิบตั งิ าน เขยี นข้นั ตอนการดำเนนิ การวิจยั โดยละเอยี ด และระยะเวลาการดำเนนิ การแตล่ ะข้ันตอน 6.ประโยชน์ที่คาดวา่ จะได้รับ เขียนเป็นขอ้ ๆ ถึงประโยชน์ ทค่ี าดวา่ จะเกดิ ขน้ึ จากการทำวิจัย เครอื่ งมือวจิ ยั เครอ่ื งมือวิจัยเปน็ ปจั จัยสำคัญทจ่ี ะช่วยใหผ้ ้วู จิ ยั ได้ข้อมลู เชิงประจักษ์มายืนยันสมมุตฐิ านการวิจัย หรือตอบ คำถามการวจิ ยั ได้ตรงประเด็น เครื่องมือการวจิ ัยอาจแบง่ ได้ 3 กลมุ่ คอื 1. ประเภทอุปกรณค์ รุภัณฑ์ เช่น เครอื่ งบนั ทึกวดิ ีโอ เครอ่ื งบนั ทึกเสียง 2. ประเภทวัสดปุ ระกอบการวจิ ยั เช่น บทเรียนสำเรจ็ รูป แผนการสอน แบบฝกึ เป็นต้น 3. ประเภทวัสดุท่ีใช้รวบรวมขอ้ มลู เชน่ แบบทดสอบ แบบสอบถาม เป็นตน้ งานวจิ ยั แต่ละเร่ืองอาจใช้เครอ่ื งมือเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนงึ่ หรือ 2 กลุ่มใด ๆ กไ็ ด้ แตบ่ างเรอ่ื งกใ็ ชท้ งั้ 3 กลมุ่ คณุ ลักษณะของเคร่ืองมอื การวจิ ัยท่ดี ี เครอ่ื งมือทีใ่ ช้รวบรวมข้อมลู ในการวจิ ยั ทีด่ คี วรมีคุณลกั ษณะ ดงั นี้ 1. ความตรง (Validity) เป็นคณุ สมบัตทิ ี่จำเปน็ อนั ดบั แรกของเครอื่ งมอื เพราะถ้าเครื่องมือขาดความตรง ผลทีว่ ัดได้กจ็ ะไม่ใช่สง่ิ ท่ตี ้องการวัด ถงึ นำไปวิเคราะหก์ จ็ ะไม่ได้ความจริง ความตรงแบ่งเป็น 3 ชนดิ คอื ความตรงเชิงเนือ้ หา (Content Validity) ความตรงเชงิ ภาวะ สันนษิ ฐาน (Construct Validity) และความตรงเชิงสมั พันธก์ บั เกณฑ์ (Criterion Related Validity) 2. ความเท่ียง (Reliability) เครือ่ งมือท่ดี ีตอ้ งวัดได้ผลคงท่ี แนน่ อน กล่าวคือ ถ้ามกี ารวดั ซำ้ แตล่ ะคนควรได้ คะแนนเท่าเดมิ หรือใกล้เคยี งของเดมิ ซึ่งจะช่วยใหเ้ กิดความเช่อื ถอื ได้
3. ความยาก (Difficulty) เคร่อื งมือทด่ี ีควรมีความยากเหมาะสมกบั ระดบั ของกลมุ่ ตวั อยา่ งท่จี ะนำเครือ่ งมอื ไปใช้ ทง้ั คำช้ีแจงในการตอบและเนื้อหาสาระทถี่ าม 4. อำนาจจำแนก (Discrimination) เครอ่ื งมือท่ีดคี วรมีความสามารถในการแยกกลุม่ ตวั อย่างทม่ี ี คุณลกั ษณะตรงข้ามกนั ออกจากกนั ได้ เช่น แยกคนท่ีมคี วามรอบรู้และคนทไ่ี ม่มคี วามรอบรอู้ ออกจากกนั ได้ อำนาจจำแนก เปน็ คณุ สมบัตทิ ี่ตอ้ งพจิ ารณาเปน็ รายข้อ 5. ความเป็นปรนยั (Objectivity) เคร่ืองมือท่ีดคี วรมีความเปน็ ปรนัยสูง หมายถึง มีความชดั เจนในการใช้ ภาษาทำให้ทุก ๆ คนตคี วามไดเ้ ปน็ อยา่ งเดียวกนั ทง้ั หมด ทงั้ ในตวั คำถาม คำตอบ และวิธีการตรวจใหค้ ะแนน 6. มีความเฉพาะเจาะจง (Definite) เคร่ืองมอื ท่ดี คี วรมคี วามเฉพาะเจาะจง ในหน่งึ ข้อคำถามหรือหนึง่ รายการคำถามใด ๆ ควรถามประเด็นท่ีมคี วามเฉพาะเจาะจง เพราะการถามท่ไี ม่เฉพาะเจาะจง จะทำให้มีความ คลาดเคลอ่ื นในการวดั ไมร่ วู้ ่าคำตอบที่ตอบมาหมายถึงอะไรกนั แน่ 7. มีประสิทธภิ าพ (Efficiency) เคร่ืองมือที่ดคี วรมีคุณสมบัติที่สามารถนำไปใช้ไดส้ ะดวก ประหยัด ค้มุ ค่า กลา่ วคอื ตอ้ งไมย่ ุ่งยาก ในการนำไปใช้ คุณลกั ษณะของเครือ่ งมอื วจิ ัยทั้ง 7 ประการ เป็นคุณลกั ษณะท่ัวไปของเครอื่ งมอื ไม่วา่ จะเปน็ แบบทดสอบ แบบสอบถาม หรอื แบบสมั ภาษณ์ คุณลักษณะบางประการจะมคี วามเกยี่ วโยงกนั เช่น ถ้าถามใหม้ คี วามเฉพาะเจาะจงก็ จะช่วยใหม้ ีความเปน็ ปรนัย และเมอ่ื มีความเปน็ ปรนยั กจ็ ะช่วยให้มคี วามเท่ียงและมปี ระสิทธภิ าพด้วย สรปุ การสร้างเครื่องมือวิจยั เปน็ กระบวนการทผี่ ู้วจิ ัยจะตอ้ งพิถพี ถิ นั สร้างใหต้ รง กบั ความต้องการขอ้ มลู ของผูว้ จิ ยั ต้องมกี ารวางแผนอย่างรอบคอบเพราะถา้ สร้างเครือ่ งมอื ที่ ไม่เหมาะสมจะทำให้ไดข้ อ้ มูลที่ผิดพลาด คลาดเคลอ่ื นและจะ นำไปสู่ผลการวจิ ยั ทผี่ ดิ ตามมา ผู้วจิ ัยควรไดศ้ กึ ษาคุณลักษณะของเครอื่ งมอื การวิจัยท่ดี ี หลกั การและข้อเสนอแนะ ในการสร้างเคร่ืองมือแต่ละประเภทอย่างละเอยี ด เมอ่ื สร้างเสร็จแลว้ จะตอ้ งไตร่ตรอง ทบทวน ทดลองใช้ และหาคุณภาพ เคร่ืองมือก่อนนำไปใชจ้ ริง องค์ประกอบสำคัญในแบบแผนการวิจัย ในการออกแบบแผนการวจิ ัยนนั้ มอี งค์ประกอบทส่ี ำคญั ๆ บางส่วนทีค่ วรจะมี ซึง่ องคป์ ระกอบเหล่าน้ีมักจะเป็น ปญั หาคอ่ นขา้ งมากสำหรับผู้ที่เรมิ่ ทำวจิ ัย องคป์ ระกอบดงั กล่าว ไดแ้ ก่ 1. โจทย์วิจยั และคำถามการวจิ ยั (Research problem and question) ถอื เปน็ องคป์ ระกอบท่ีสำคัญ ทส่ี ดุ เพราะการทำวิจยั จะทำไมไ่ ดเ้ ลยหรือถา้ หากทำได้ ก็เปน็ การทำท่ีผดิ ทิศทาง ถา้ นักวิจยั ไม่มีโจทย์หรอื คำถามการ วจิ ยั ทชี่ ดั เจน ทงั้ น้ีเน่อื งจากการทำวจิ ัยนัน้ จะเร่มิ จากความสงสัย การมปี ญั หาใครร่ ้คู ำตอบเกีย่ วกับตวั แปรหรอื ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งตัวแปร ดงั นน้ั หากไมส่ งสยั หรือไม่มโี จทยเ์ สยี แลว้ กไ็ ม่รู้วา่ จะทำการวิจัยไปเพื่ออะไร โจทย์วจิ ัยหรือปญั หาการวิจัย (Research problem) และคำถามการวิจัย (Research question) นี้บางคร้งั กใ็ ช้ ทดแทนกนั ไดใ้ นความหมายที่เหมอื นกัน แตถ่ ้าจะแยกความแตกตา่ งแล้ว โจทยว์ ิจัยหรอื ปญั หาการวจิ ัยกจ็ ะมีการ นำไปใช้ท่กี วา้ งกวา่ คำถามการวิจยั น่ันคือ เม่อื กำหนดโจทยว์ ิจัยหรอื ปญั หาการวิจัยได้แลว้ ก็นำปญั หาน้ันๆ มาแยกแยะ ต้งั เป็นคำถามยอ่ ยๆ ซ่ึงประเดน็ คำถามย่อยๆ นี้ ก็คอื คำถามการวจิ ัย (Research question) นั่นเอง 2. กรอบเชิงทฤษฎีและกรอบแนวคดิ (Theoretical and conceptual framework) ในการดำเนนิ งานวิจยั เรอื่ ง ใดๆ กต็ าม ปัญหาการวิจัยและแนวทางที่จะหาคำตอบใหก้ ับปญั หามไิ ด้เกิดมาบนความว่างเปล่า หากลว้ นแตต่ อ้ งมี พ้ืนฐานท่มี าที่จะชว่ ยอธิบายเชอื่ มโยงระหวา่ งปรากฏการณ์หรอื ตวั แปรต่างๆ ที่ผวู้ ิจยั สนใจศึกษาหาคำตอบ ซ่ึงพืน้ ฐาน ดงั กลา่ ว ไดแ้ ก่ ทฤษฎีและขอ้ ค้นพบบางอยา่ งจากงานวิจยั ที่เกีย่ วข้องกบั ปรากฏการณห์ รือตัวแปรทผ่ี วู้ ิจัยจะศึกษา ถ้า ทฤษฎีและขอ้ คน้ พบจากงานวจิ ัย (เดิม) น้ี มีการเขียนในลกั ษณะเปน็ รปู แบบหรือแบบจำลอง รูปแบบหรือแบบจำลองน้ีก็ คอื กรอบเชงิ ทฤษฎี (Theoretical framework) นั่นเอง สำหรบั กรอบแนวคิดการวิจัย (conceptual framework) นน้ั ก็คอื กรอบเชิงทฤษฎที ่ลี ดรูปลงมาเพ่ือใช้สำหรบั การ วจิ ยั ในเร่อื งน้นั ๆ กลา่ วคอื ในขณะท่ีกรองเชิงทฤษฎีไดแ้ สดงให้เห็นถงึ ปจั จัยหรือความสมั พนั ธข์ องตัวแปรทงั้ หมดท่ี นกั วิจยั ตอ้ งศึกษาทีม่ าจากทฤษฎีแนวคิดและผลงานวจิ ยั ตา่ งๆ ที่เกยี่ วขอ้ ง แตเ่ ม่อื ดำเนินการวจิ ยั ในเร่อื ง
ดงั กลา่ ว นักวจิ ยั ได้พจิ ารณาลดตัวแปรบางตัวลง หรอื ทำให้ตัวแปรบางตวั เปน็ ตวั แปรคงที่ จึงทำการปรบั กรอบเชิงทฤษฎี ใหมก่ จ็ ะไดเ้ ป็นกรอบแนวคดิ การวิจัย (conceptual framework) สำหรับการวิจัยในเรอ่ื งน้ันๆ 3.ขอบเขต (Scope) ขอ้ จำกดั (Limitation) และข้อตกลงเบือ้ งต้น (Basic assumption) จากกรณที ีน่ ักวจิ ัยทำ การลดรปู กรอบเชิงทฤษฎีเปน็ กรอบแนวคิดการวจิ ยั ดงั ในหัวขอ้ ทผ่ี ่านมาก็เป็นการแสดงใหเ้ ห็นถึงขอบเขต (Scope) ของ การวจิ ัย นัน่ คอื ถ้าผลการวิจยั เปน็ เชน่ ไรแลว้ จะมขี อบเขตในการสรุปอา้ งอิงไปสู่เฉพาะนักเรยี นในกลมุ่ นเ้ี ท่าน้นั หากมี ปจั จัยหรอื ตวั แปรทีไ่ มไ่ ด้ศึกษา (ทัง้ ๆ ทีม่ ีความสมั พันธก์ บั ปจั จัยหรือตวั แปรทีศ่ กึ ษา) ตอ้ งระบเุ ปน็ ข้อจำกัด (Limitation) ของการวจิ ยั ครงั้ น้ีดว้ ย นอกจากนนั้ แลว้ ถ้านักวจิ ยั ระบุวา่ ปจั จยั หรอื ตัวแปรที่ไมไ่ ดน้ ำเขา้ มาศึกษาในครั้งนม้ี ีผลอยา่ งส่มุ หรอื ผลคงที่กบั กลมุ่ ตวั อยา่ งท่ใี ชใ้ นการศึกษาครัง้ นี้ การระบเุ ชน่ นก้ี เ็ รยี กวา่ ข้อตกลงเบ้ืองต้น (Basic assumption) 4. กรอบการวจิ ัย (Research flow chart) กรอบการวิจยั หรืออาจจะเรยี กวา่ กรอบวธิ ีดำเนนิ การ วจิ ัย หมายถงึ แผนภมู ทิ ีเ่ ขียนขน้ึ ในลกั ษณะเปน็ ผังไหล (flow chart) แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ขนั้ ตอนกิจกรรมและผลท่ีจะได้รับ จากการดำเนนิ การวิจยั ในแต่ละขน้ั ตอน เพ่ือส่ือให้ผู้อา่ นงานวจิ ัยเกิดความคิดรวบยอด (Concept) เขา้ ใจ ภาพรวม ท้ังหมดของการดำเนนิ งานวจิ ัยในเรื่องน้นั ๆ การวเิ คราะหข์ ้อมลู 1.สถติ ิทใี่ ช้ในการวิเคราะหข์ ้อมูล สถิตทิ ่ีใชก้ นั อยู่ในทางวจิ ยั แบ่งออกไดเ้ ปน็ 2 ประเภทใหญ่ ๆคอื 1. สถิตเิ ชงิ บรรยายหรือสถติ ิเชงิ พรรณนา (Descriptive Statistics) เป็นสถิตทิ ่บี รรยายคณุ ลกั ษณะของสิ่งที่ ตอ้ งการศึกษา จากกลมุ่ ใดกลุม่ หนงึ่ โดยเฉพาะ ซ่ึงอาจจะเปน็ กลุ่มเลก็ หรอื กลมุ่ ใหญก่ ไ็ ด้ ผลที่ไดจ้ ากการศกึ ษาไม่สามารถ นำไปอ้างอิงถึงกล่มุ ประชากร(Population) ได้ สถิตทิ ่ีใช้ในการบรรยายคุณลักษณะของข้อมูล ได้แก่ ความถ่ี (Frequency) ร้อยละ (Percentage) คา่ เฉลี่ย (Mean) มธั ยฐาน(Median) พิสัย(Range)ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน (Standard deviation) 2. สถิติเชงิ อ้างอิงหรอื สถติ ิอนมุ าน (Interential Statistics) เป็นสถติ ิท่ีศึกษาขอ้ มูลจากกลุ่มตัวอยา่ ง (Sample) แลว้ นำผลสรปุ ที่ไดจ้ ากกลุ่มตัวอยา่ ง สรุปอา้ งองิ ไปยงั ลักษณะประชากรหรือค่าสถิติ(Statistics) ท่ไี ดจ้ ากกลมุ่ ตัวอย่างสรุปไปยงั คา่ พารามเิ ตอร์ (Parameters) ของประชากร การไดม้ าซ่งึ กลุม่ ตวั อยา่ งมคี วามสำคญั ยิ่งท่ีใชเ้ ปน็ ตัวแทน ของประชากร โดยสถิติทอี่ า้ งองิ จะเก่ียวกบั การประมาณคา่ (Estimation) และการทดสอบสมมตุ ิฐาน (Hypothesis Testing) ในการวิเคราะห์ข้อมูลครูควรเลอื กใช้สถติ ิที่เหมาะสมกับลกั ษณะของขอ้ มลู และตรงตามวตั ถปุ ระสงคท์ างการวจิ ยั ท่ตี ั้งไว้ สถิตทิ น่ี ิยมนำไปใช้ในการวจิ ัยเพอ่ื พฒั นาการเรยี น ไดแ้ ก่ 1. สถติ ิใช้ในการอธิบายคณุ ลกั ษณะหรอื รายละเอียดของกลุ่มทศี่ กึ ษา ไดแ้ ก่ 1) รอ้ ยละ 2) การวัดแนวโนม้ เข้าสู่สว่ นกลาง 3) การวดั การกระจาย
2.สถติ ทิ ่ีใช้ในการทดสอบสมมตุ ิฐานเก่ียวกบั ความแตกต่างระหว่างค่าเฉล่ยี สถิติทน่ี ิยมนำไปใช้ในการวิจยั เพอ่ื พัฒนาการเรียนการสอน สถิตทิ ีน่ ยิ มนำไปใช้ในการวิจยั ในชัน้ เรยี น สถิติท่ใี ชใ้ นการอธบิ ายคุณลักษณะ หรือ สถติ ทิ ่ีใชใ้ นการทดสอบสมมตุ ิฐานเกีย่ วกับความ รายละเอยี ดของกลุ่มทศ่ี ึกษา แตกตา่ งระหวา่ งค่าเฉลีย่ ของกลมุ่ รอ้ ยละ การวัดแนวโนม้ เข้าสู่สว่ นกลาง : t-test ค่าเฉลย่ี มัธยฐาน และฐานนิยม การวดั การกระจาย : พสิ ัย สว่ นเบี่ยงเบน - กลุ่มเดียว มาตรฐาน ความแปรปรวน - 2 กลุ่มที่มีความสัมพันธ์ - 2 กลุ่มทอ่ี สิ ระจากกนั - มากกวา่ 2 กลมุ่ 2.สถิติทใี่ ช้ในการอธิบายคณุ ลักษณะหรือรายละเอยี ดของกลุม่ ทศี่ ึกษา 1. ร้อยละ (Percentage)เป็นคา่ สถติ ิทีน่ ยิ มใช้กันมาก โดยเปน็ การเปรียบเทยี บความถ่ี หรอื จำนวนที่ตอ้ งการ กับความถห่ี รือจำนวนทัง้ หมดทีเ่ ทยี บเปน็ 100 จะหาคา่ รอ้ ยละจากสตู รต่อไปน้ี p = f 100 N เมอื่ P แทน คา่ ร้อยละ f แทน ความถ่ที ่ตี อ้ งการแปลงให้เป็นค่ารอ้ ยละ N แทน จำนวนความถท่ี ้งั หมด ค่าร้อยละจะแสดงความหมายของคา่ และสามารถนำคา่ ทไ่ี ดไ้ ปเปรยี บเทียบได้ 2. การวดั แนวโนม้ เข้าสู่สว่ นกลาง(Measures of Central Tendency) เป็นสถติ ิ ทใี่ ช้เปน็ ตัวแทนของขอ้ มลู โดยท่ีนยิ มใช้มี 3 ประเภท ไดแ้ ก่ ค่าเฉล่ยี มธั ยฐาน ฐานนยิ ม 1) คา่ เฉลีย่ (Mean) หรอื เรยี กวา่ ค่ากลางเลขคณิต คา่ เฉลยี่ ค่ามัชฌิมเลขคณิตเป็นตน้ X = x n เม่ือ X แทน ค่าเฉลยี่ X แทน ผลรวมของคะแนนทง้ั หมดของกลุ่ม n แทน จำนวนของคะแนนในกลุ่ม
ตัวอยา่ งการหาค่าเฉลยี่ จากแบบทดสอบ จงหาค่าเฉลีย่ ของคะแนนสอบวชิ าสุขศึกษา ของนกั เรียนจำนวน 5 คน ซ่งึ คะแนนสอบมดี ังนี้ X= 15+12+16+8+10 = 5 = 61 5 12.2 คา่ เฉลย่ี คะแนนวชิ าสขุ ศึกษาของนกั เรยี นกลุ่มนเี้ ทา่ กับ 12.2 คะแนน 2) มัธยฐาน (Median) คือ คะแนนที่อย่ตู รงกลางที่แบง่ คะแนนออกเป็นสองกลุ่มเทา่ ๆ กันทำโดยนำ คะแนนทีไ่ ด้มาเรียงตามลำดับจากมากไปนอ้ ยหรอื จากน้อยไปหามาก มักเขียนแทนด้วย Mdn ตวั อย่าง กรณที ี่จำนวนคะแนนเป็นเลขคี่ 15 12 11 9 6 5 3 คา่ คะแนนกลางหรอื มธั ยฐานเทา่ กับ 9 ตวั อยา่ ง กรณีท่ีจำนวนคะแนนเปน็ เลขคู่ 18 15 11 9 7 4 3 3 คะแนนคู่ทีอ่ ยตู่ รงกลางคือ 9 กบั 7 ดังนี้ = 9+7 2 =8 ดงั น้นั มธั ยฐานเทา่ กับ 8 3) ฐานนยิ ม (Mode) คือค่าทซ่ี ้ำกันมากท่สี ุดหรือทม่ี ีความถมี่ ากทส่ี ุด ตัวอย่าง 10 11 11 11 9 4 3 3 ฐานนิยมคอื 11 15 12 11 9 6 5 3 ขอ้ มูลน้ีไม่มฐี านนยิ มเพราะข้อมลู ทุกค่า มีค่าเดยี ว
Search