Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิเคราะห์ปัญหา

วิเคราะห์ปัญหา

Published by naruedee2513, 2019-07-31 01:22:58

Description: วิเคราะห์ปัญหา

Search

Read the Text Version

O1   หมายถึง  การวดั ตัวแปรตามกอ นการทดลอง  X  หมายถึง  การใชนวตั กรรม  O2   หมายถึง  การวัดตวั แปรตามหลงั การทดลอง  O1  และ O2  เปน การวัดดว ยเครอ่ื งมือวดั เดยี วกัน มีมาตรวดั   เดียวกัน  การวเิ คราะหเ ปน การเปรียบเทยี บผลระหวาง O2  กบั O1   การเปรยี บเทียบผลการทดลอง  การเปรียบเทยี บผลการทดลอง สามารถทําได 2 วธิ  ี 1.  นําผลจากการวัดตัวแปรตามกอนและหลังการใช  นวัตกรรมมาวเิ คราะหหาคาเฉลี่ย และคาเบยี่ งเบนมาตรฐาน แลวนํามา  เปรียบเทียบกัน ถาคาเฉล่ียหลังการใชนวัตกรรมสูงกวากอนการใช  นวัตกรรม  ยอ มแสดงวานวตั กรรมน้นั ใชไ ดผ ลดีจริง  2.  กรณีที่มีการต้ังความคาดหวังเก่ียวกับผลการทดลอง  หรือเรียกวา สมมติฐาน ตองมีการทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว โดยการ  เปรียบเทยี บคาเฉล่ยี ของคะแนนดว ยสถิติทีเ่ รยี กวา t-test ซึ่งมสี ูตรดงั น ้ี t  =  ∑ D  df  = N - 1  N∑  D2  – (∑  D) 2  t  หมายถงึ   คาNt  – 1  ครูกับการวิจยั เ4พ6่ือ พฒั นาการเรียนการสอน 

∑ D  หมายถึง  การนําเอาผลตางของคะแนนคร้ังหลัง  กับคะแนนครง้ั แรกของนกั เรยี นแตล ะคนมา  บวกกัน  N  หมายถึง  จํานวนนักเรยี นในกลมุ ท่ที ดลองใช  นวัตกรรม  ∑ D2   หมายถึง  การนาํ เอาผลตา งของคะแนนครั้งหลงั   กับครั้งแรกของนักเรยี นแตละคนยกกาํ ลงั สอง  แลวนํามาบวกกัน  (∑ D) 2 หมายถึง การนําเอาผลตา งของคะแนนครงั้ หลัง  กบั ครง้ั แรกของนักเรียนแตล ะคนมาบวกกัน  แลวจงึ ยกกําลงั สอง  การตงั้ สมมตฐิ านการทดลอง  ในการทดลองทีม่ กี ารวัดตัวแปรตาม 2 คร้ัง คือ กอนใชและ  หลังใชนวตั กรรม ส่งิ ท่ผี ูทดลองคาดหวังคือ ผลการวัดครั้งหลังควรจะ  ดีกวาผลการวัดคร้งั แรก  เชน  การใชชดุ แบบฝก พฒั นาความเขา ใจในการอาน  ครกู บั การวจิ ัยเ4พ7อ่ื พฒั นาการเรียนการสอน

ตัวแปรตามคือ  ความเขาใจในการอานของนกั เรยี น  ตวั แปรตนคอื   การใชแ บบฝก ความเขา ใจในการอา น  สมมติฐานในการทดลองคอื   ความเขา ใจในการอานของนักเรยี นหลังใชแ บบฝกสูง กวากอนใชแบบฝกฯ  ดั ง นั้ น     ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห ผ ล ก า ร ท ด ล อ ง ก็ ต อ ง พิ สู จ น ว า  สมมติฐานนี้เปนจริงหรือไม หรือกลาวไดวา  การทดลองเปน  การทดสอบสมมติฐาน  2)  การทดลองแบบทสี่ อง  การทดลองแบบนีเ้ ปนการทดลองกับกลุมคนสองกลุม กลุม  หนึ่งใชนวัตกรรม อีกกลุมหน่ึงใชวิธีการปกติท่ีเคยใช เม่ือส้ินสุด  การใชนวัตกรรมและวิธีการปกติแลว ก็ทําการวัดตัวแปรท้ัง 2 กลุม  ดว ยเคร่ืองมอื วัดอยางเดียวกนั  ซง่ึ เปน การวัดตัวแปรตามเพียงครั้งเดียว  หลังการทดลอง แตเปนการวัดจาก 2 กลุม ดังน้ันจึงนําผลการวัด  มาเปรียบเทียบกัน ครกู ับการวจิ ยั เพ48่อื พัฒนาการเรยี นการสอน 

ถากลุมท่ีใชนวัตกรรมไดผลดีกวา แสดงวา นวัตกรรมน้ัน  ทําใหเ กดิ คณุ ลักษณะที่ตองการดกี วาวิธที ใี่ ชอยเู ดมิ   อนึ่ง  ในการทดลองแบบน้ีตองใหทั้ง 2 กลุม คือกลุมท่ีใช  นวัตกรรม (กลุมทดลอง) และกลุมท่ีใชวิธีการปกติ (กลุมควบคุม)  มีความเทาเทียมกันในคุณลักษณะตาง ๆ ตั้งแตกอนการทดลอง  ซึง่ สามารถทาํ ไดโดยใชวิธีการสมุ  มขี ัน้ ตอนงาย ๆ ดังน ี้ ขน้ั ท่ี  1  สุมคนกลุมหนึ่ง (เรียกวากลุมตัวอยาง) จากคน  ท้ังหมด (เรยี กวา ประชากร) เชน  ตองการใชนวัตกรรมกับนักเรียน ม.1  ซ่ึงในโรงเรียนมีนักเรียนช้ัน ม.1 จํานวน 100 คน สุมนักเรียนมา  60 คน  ขน้ั ที่  2  สุมนกั เรียน 60 คน แยกเปน 2 กลมุ  ๆ ละ 30 คน  ข้นั ท่ี  3  สมุ กลมุ  เปน กลุมทดลอง และกลมุ ควบคุม  การสุมทุกข้ันตอนใชวิธีการจบั ฉลาก และในการสุมไมใช  สุมหอง  แตเปนการสุมตัวนักเรียน ดังน้ัน ถาจะทําการทดลองดวย  รูปแบบนีก้ ค็ วรจะจดั หอ งเรยี นใหมด ว ยการสมุ ตัง้ แตตน ปการศกึ ษา  แผนภูมิของการทดลอง  (R) E  C  OE    (R) C  OC    ครกู ับการวจิ ัยเพ49ื่อ พัฒนาการเรยี นการสอน 

(R)  หมายถงึ   การสุม (Random)  E  หมายถงึ   กลุม ทดลอง (Experimental Group)  C  หมายถึง  กลมุ ควบคุม (Control Group)  C  หมายถงึ   นวัตกรรมทีใ่ ช  OE   หมายถึง  การวดั ตัวแปรของกลมุ ทดลองภายหลัง  การทดลอง  OC   หมายถงึ   การวดั ตัวแปรตามของกลุม ควบคุม  ภายหลงั การทดลอง  การวิเคราะหขอมูลใชการเปรียบเทียบผลระหวาง OE   กับ  OC    ซึ่งไดม าจากการวัดดว ยเคร่อื งมอื ชุดเดียวกนั   การตั้งสมมตฐิ านในการทดลอง  เชน   กลุม ทดลองเรียนโดยใชแ บบฝก ความเขาใจในการอาน  สว นกลุมควบคมุ ไมไ ดใช  ดงั น้ัน  สมมติฐานในการทดลองคอื ความเขาใจในการอานของนักเรยี นท่เี รียนโดยใช แบบฝก ความเขา ใจในการอา นสูงกวา นกั เรยี นท่ีเรยี น โดยไมไ ดใชแ บบฝก ฯ  ครูกับการวิจัยเพ50อ่ื พัฒนาการเรยี นการสอน 

การวิเคราะหผลการทดลองใชการเปรียบเทียบคาเฉล่ียของ  คะแนนดว ย  t-test  ดังนี้  t  =  X1  – X2   N1   + N2   N1  S 12   + N2  S2 2    N1 N  2   N1  + N2  – 2  df   =   N1  + N2  – 2  เม่อื   C 1  คือคะแนนเฉล่ียของกลุมทดลอง  =  ∑N  X 1  1  C 2  คอื คะแนนเฉลีย่ ของกลมุ ควบคมุ   =  ∑N   2X   2  คือจํานวนนกั เรยี นกลมุ ทดลอง  N1   N2   คือจาํ นวนนกั เรียนกลุม ควบคมุ   S1 2    (อาจเทาหรอื ไมเทากับกลมุ ทดลองก็ได)  S2 2    คอื ความแปรปรวนของกลมุ ทดลอง  คือความแปรปรวนของกลุม ควบคุม  ครูกับการวจิ ยั เ5พ1ือ่ พฒั นาการเรยี นการสอน 

S1 2    และ  S 2 2  หาไดจากสตู รตอไปน ี้ S 1 2  =  N1  ∑  X1  2 – (∑  X1 )  2   N1 (  N1  – 1)  S 2 2  =  N2  ∑  X2  2 – (∑  X2 )   2  N2 (  N2  – 1)  เมื่อ  ∑ X  คอื ผลรวมของคะแนนทงั้ หมดในกลุมนัน้   ∑ X2   คือผลรวมกําลังสองของคะแนนแตละตัว  ในกลมุ นั้น  (∑ X)2  คอื ผลรวมของคะแนนในกลุมนนั้ ทั้งหมด  ยกกาํ ลงั สอง  คะแนนของคนในกลมุ น้ัน  หมายถึง คะแนนของคนในกลุม  ทดลอง หรือคะแนนของคนในกลมุ ควบคมุ   ครกู ับการวิจยั เ5พ2่อื พฒั นาการเรยี นการสอน 

อน่ึง ในการทดลองแบบท่ีสองน้ี ถาตองการที่จะขจัด  ความไมเทาเทียมบางประการออกไป อาจจะเพิ่มการวัดตัวแปรตาม  ก อ น ก า ร ท ด ล อ ง   โ ด ย ทํ า ก า ร วั ด ทั้ ง ส อ ง ก ลุ ม   ด ว ย เ ค รื่ อ ง มื อ วั ด  ชุดเดียวกัน และเปนชุดเดียวกับการวัดหลังการทดลอง แผนภูมิของ  การทดลอง มดี ังน ้ี (R)E  O1 E  X  O2 E  (R)C  O1 C  O2 C  (R)  หมายถงึ   การสุม  E  หมายถงึ   กลมุ ทดลอง  C  หมายถงึ   กลุมควบคมุ   O1 E  หมายถึง  การวัดตัวแปรตามของกลมุ ทดลองกอนใช  นวตั กรรม  X  หมายถงึ   นวัตกรรมทีใ่ ช  O2 E  หมายถงึ   การวัดตัวแปรตามของกลมุ ทดลอง  หลงั การใชน วัตกรรม  ครูกบั การวจิ ยั เพ53ือ่ พัฒนาการเรยี นการสอน 

O1 C  หมายถึง  การวดั ตวั แปรตามของกลมุ ควบคุม  กอ นใชว ธิ ปี กติ  O2 C  หมายถึง  การวัดตวั แปรตามของกลมุ ควบคมุ หลังใช  วธิ ปี กติ  การวเิ คราะหข อ มูล  เปนการเปรียบเทียบผลระหวาง  (O2 E -  O1 E)    กบั   (O 2C - O1 C )  โดยใช  t-test  ท่ีใชคะแนนเพ่ิมข้ึนของนักเรียนแตละคน  นั่นคือ ตองเอาคะแนนคร้ังหลังต้ัง ลบดวยคะแนนคร้ังแรกของ  นักเรยี นแตล ะคนทง้ั สองกลมุ   แลวจงึ เอาผลตางทไ่ี ดไปวเิ คราะห  5.3 เครื่องมือเก็บรวบรวมขอมูล  เคร่ืองมือเก็บรวบรวมขอมูล  เปนส่ิงสําคัญท่ีจะเปนตัวช้ีวัด  ความสําเร็จของการวิจัย ซึ่งจะตองมีการหาคุณภาพดวยวิธีการตาง ๆ  แตสําหรับการพัฒนางานในสภาวะการเรียนการสอนปกติ (การวิจัย  ในช้ันเรียน) อาจไมเนนในเรื่องคุณภาพของเครื่องมือท่ีเครงครัด  มากนัก แตสําหรับการวิจัยเพ่ือพัฒนาการเรียนการสอนท่ีจะนําไปสู  การเสนอเปน ผลงานทางวชิ าการ  การหาคุณภาพของเคร่ืองมือเปนสิ่ง  ที่มคี วามสาํ คญั ทั้งนี้เพราะเครื่องมือเก็บรวบรวมขอมูลท่ีไมมีคุณภาพ  ดีพอ ขาดความเชือ่ ม่นั  ผลการวัดที่ไดก ็จะเช่อื ถอื ไมได  ครกู ับการวจิ ัยเ5พ4่ือ พัฒนาการเรยี นการสอน 

อนึ่ง  เคร่ืองมือท่ีใชเก็บรวบรวมขอมูลหรือเก็บผลการทดลอง  มีหลายประเภท ข้ึนอยูกับพฤติกรรมท่ีตองการวัดหรือลักษณะของ  ปญหาดงั น ้ี พฤติกรรมทีต่ อ งการ  วธิ กี ารวดั   เครอ่ื งมอื   วัด/ลักษณะปญ หา  ความรู ความเขา ใจ  การทดสอบ  แบบทดสอบ  การสังเกต  แบบสงั เกต  การประเมินผลงาน  แบบประเมนิ ผลงาน  ทกั ษะ ความสามารถ  การสังเกต/  แบบประเมนิ   การบันทึกพฤตกิ รรม  ทักษะและพฤตกิ รรม  การประเมินผลงาน  แบบประเมนิ ผลงาน  การสอบถาม  แบบสอบถาม  การสัมภาษณ  แบบสมั ภาษณ  คุณธรรม จรยิ ธรรม  การบันทกึ พฤตกิ รรม  แบบบรรยายความรูสกึ   เจตคต ิ คานยิ ม  แบบสาํ รวจ  ความสนใจ  แบบประเมนิ พฤติกรรม  ครูกบั การวจิ ัยเ5พ5ื่อ พฒั นาการเรียนการสอน 

พฤติกรรมท่ีตองการ  วธิ ีการวดั   เคร่อื งมอื   วัด/ลักษณะปญ หา  แบบสังเกต  การสงั เกต  แบบสอบถาม  การสอบถาม  แบบสมั ภาษณ  การสัมภาษณ  5.3 การสรางเคร่อื งมอื เก็บรวบรวมขอมูล  การสรางเคร่ืองมือในการเก็บรวบรวมขอมูลทุกชนิด จะม ี หลักการสรางคลายคลึงกัน หรือเหมือนกันจะแตกตางกันบาง  ตรงที่รายละเอียด โดยมขี น้ั ตอนดังน ้ี 1)  ศึกษาวธิ ีการสรา งเครื่องมือท่จี ะวดั   2)  กําหนดวัตถุประสงค (พฤติกรรม) ท่ีตองการวัดและ  นิยามพฤติกรรมใหช ดั เจน  3)  ลงมอื สรา งเคร่อื งมือ  4)  หาประสทิ ธิภาพ/ตรวจสอบคณุ ภาพของเครือ่ งมอื   5)  ประเมินคุณภาพของเครื่องมือ  ครูกับการวจิ ัยเ5พ6ือ่ พฒั นาการเรยี นการสอน 

การหาคุณภาพของเคร่ืองมอื   เครื่องมือที่ใชในการรวบรวมขอมูลตองมีคุณภาพดีพอ  มีความเช่ือมั่นเพ่ือผลการวัดจะเช่ือถือได ดังนั้น เคร่ืองมือท่ีดีจะตอง  มีความตรง (Validity)  ความเที่ยง (Reliability)  ความเปนปรนัย  (Objectivity)  แตถาเปนแบบทดสอบก็จะตองคํานึงถึงความยาก-งาย  และคา อํานาจจาํ แนกดว ย  สาํ หรบั ความตรงและความเท่ียง มวี ิธีการหาดงั น ้ี ความตรง (Validity)  หมายถึง เคร่ืองมือสามารถวัดไดตรง  และครบถว นในสง่ิ ทตี่ องการวดั  กลาวคือ วัตถุประสงคตองการทราบ  เ รื่ อ ง อ ะ ไ ร   เ ค รื่ อ ง มื อ น้ั น ต อ ง เ ก็ บ ผ ล ไ ด ต ร ง กั บ เ ร่ื อ ง นั้ น จ ริ ง   ๆ  การพิจารณาความตรงของเครื่องมือ อาจใหผูทรงคุณวุฒิหรือ  ผูเ ชีย่ วชาญเปน คนตรวจสอบให  ความเท่ียง  (Reliability)  หมายถึง เคร่ืองมือนั้นมีความ  คงเสน คงวา กลาวคอื ถา ใชเคร่อื งมือน้ันวดั คุณลักษณะของคน ๆ หน่ึง  หรอื เรื่องใดเรื่องหนึ่งซํ้ากันหลาย ๆ ครั้ง ผลการวัดควรจะเทากันหรือ  เปนเชนเดมิ  ซึง่ วิธีการหาความเที่ยงโดยทวั่  ๆ ไปมี 2 วิธีคอื   ครกู บั การวจิ ัยเ5พ7่ือ พฒั นาการเรยี นการสอน 

1)  ใชแบบทดสอบ หรือแบบสอบถามคร้ังเดียวและหาคา  ความเที่ยงจากคาเฉล่ีย คาความแปรปรวน ตามวิธีการของคูเดอร  ริชารด สัน (Kuder Richardson) หรือตามแบบสมั ประสทิ ธิแ์ อลฟา  2)  ใชแบบทดสอบ หรือแบบสอบถามสองคร้ังกับคนกลุม  เดิม แลวนําคะแนน 2 ชดุ มาหาคาสหสัมพนั ธ  โดยใชสูตรของเพียรสัน  (Pearson Product Moment Correlation)  สําหรับสูตรที่ใชในการหาคาความเท่ียงทั้ง 2 วิธี ศึกษา  ไดจากตาํ ราสถิตทิ ัว่ ไป  ครกู ับการวจิ ยั เพ58ื่อ พัฒนาการเรียนการสอน 

6. การเขียนรายงาน  รายงานท่ีดีควรจะสะทอนใหเห็นถึงแนวคิดในการพัฒนา  นวัตกรรม เรม่ิ ต้ังแตการวิเคราะหปญหา แนวคิดทางทฤษฎีท่ีนํามาใช  ในการสรางนวตั กรรม จนถึงการไดทดลองใชแ ลววามีคุณภาพ และท ี่ สําคัญคือการเขียนแสดงใหเห็นถึงประโยชนท่ีเกิดข้ึนกับนักเรียน  ดังน้นั  ในการเขยี นรายงานตองพยายามเรียบเรียงสาระใหตอบคําถาม  ท่อี ยูในใจของผูอ า นรายงานไดค รบถวน  ดงั น ี้ 1.  มคี วามจาํ เปน อยา งไรจงึ ตอ งคิดคน พฒั นานวตั กรรมน ี้ 2.  ถานํ านวั ตกรรม น้ีมา ใชแลวจะบั งเกิ ดผลดี ห รือ ม ี คุณประโยชนตอนกั เรียนอยา งไร  3.  นวัตกรรมน้ีมีวิธีการสรางหรือพัฒนามาอยางไร อางอิง  แนวคิด ทฤษฎี หรือหลักการของใคร  4.  เพราะเหตุใดจึงเช่ือวานวัตกรรมน้ีจะใชไดผล สามารถ  คนควาอางองิ หลักฐาน ผลการวิจัย หรือทฤษฎีตาง ๆ มาสนับสนุนได  เพยี งพอหรอื ไม  5.  รูปราง หนาตา สวนประกอบและวิธีใชนวัตกรรมเปน  อยางไร  ครกู บั การวจิ ยั เ5พ9อ่ื พฒั นาการเรยี นการสอน

6.  ไดมีการทดลองใชนวัตกรรมนี้เม่ือใด กับใคร  กี่คน นาน  เทาไร ใชอยา งไร  7.  ผลการใชเปนอยางไร มีขอมูลสนับสนุนหรือไม เชน  ผลการเรียนรู ความรู ความเขาใจ ทักษะ เจตคติ ความพอใจของ  นกั เรยี น หรือผูทีเ่ กี่ยวขอ ง  จากขอคําถามทั้ง 7 ขอ ถาจะตอบใหชัดเจน รายงานควรจะม ี องคประกอบดงั ตอไปน ี้ 1.  ช่อื รายงาน  การเขียนรายงานควรตอบคาํ ถามดงั นี ้ Äจะพัฒนาอะไร/ตวั แปรทศ่ี กึ ษา/ปญหาคืออะไร  (ตวั แปรตาม)  Äจะใชแ นวทางใดแกปญ หา ใชส่อื /นวัตกรรมอะไร  (ตวั แปรตน )  Äจะพัฒนาผเู รียนกลุมใด (ประชากร)  Äใชคําเชื่อมใหมีความสละสลวย เชน  คําวา  “ของ”  “สําหรับ” จะอยูหนาประชากร คําวา “ดวย” “โดยใช” จะอยูหนาสื่อ/  นวัตกรรม  ครกู ับการวิจยั เ6พ0อ่ื พัฒนาการเรยี นการสอน 

คํ า ขึ้ น ต น ที่ นิ ย ม ใ ช   ไ ด แ ก   ก า ร พั ฒ น า  ก า ร ส ร า ง  การพฒั นาและผลการใช การสรางและผลการใช  รายงานผล รายงาน  การพัฒนาและผลการใช  เปนตน   ตัวอยา ง  ปญ หา  นกั เรียนอา นออกเสยี งคาํ ควบกลํา้ ไมได  นวตั กรรม  แบบฝก การอา น  กลมุ ทพ่ี ัฒนา นกั เรียนช้ันประถมศึกษาปที่ 4  ชอื่ รายงาน  รายงานการพัฒนาและผลการใชแบบฝกการอา น  คาํ ควบกล้ํา ร ล ว สําหรบั นักเรียน  ชนั้ ประถมศึกษาปท ี่ 4  ชอื่ รายงาน  การพัฒนาแบบฝก การอา นคาํ ควบกลาํ้  ร ล ว  สาํ หรบั นกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปท่ี 4  ครูกับการวิจัยเ6พ1ือ่ พัฒนาการเรียนการสอน 

สวนเน้อื หาอาจจะแบงเปน 5 บท ดงั น้ี  บทท่ี 1  บทนาํ   บทน้ีเปนการนําเขาสูเนื้อหาของรายงาน ประกอบดวย  หัวขอดังตอไปน้ี  1.1ความเปนมาและความสําคัญของปญ หา  การเขียนความเปนมาและความสําคัญของปญหาเปน  การเขียนเพ่ือแสดงแนวคิด ความจําเปนที่ตองพัฒนานวัตกรรม เขียน  ในลักษณะของความเรยี ง โดยกลาวถงึ   Äความสาํ คัญของสาระการเรียนรทู ีส่ อน  (หรอื มีปญ หา)  Äลักษณะที่ปรากฏของปญ หา  Äสาเหตขุ องปญหา  Äแนวทางทจ่ี ะนํามาใชในการแกปญหา (นวัตกรรม)  หลังจากระบุแนวทางในการแกปญหาท่ีเปนไปไดตาง ๆ  แลว  ก็เสนอวาเลือกทางเลือกใดในการแกปญหาท่ีดีท่ีสุด หรือ  เหมาะสมท่ีสุด ซ่ึงอาจใชวิธีการหรือแนวทางหลายอยางประกอบกัน  เปน “แนวทางแกปญหา” ทดี่ ที ี่สดุ ก็ได  ครกู ับการวจิ ยั เ6พ2่ือ พฒั นาการเรียนการสอน 

การเขียนในหวั ขอนใ้ี หใ ชขอมลู จากการวเิ คราะหและสาํ รวจปญ หา  1.2วตั ถปุ ระสงค  การเขียนควรกลาวถึงผลท่ีตองการไดรับหลังจากใช  น วั ต ก ร ร ม นั้ น แ ล ว   เ ช น   ก ล า ว ถึ ง นั ก เ รี ย น ว า จ ะ เ พ่ิ ม พู น ค ว า ม รู  ความเขาใจ ความสามารถ ทักษะ เจตคติ คานิยม และลักษณะนิสัย  ในแงใ ดบา ง  การเขียนวัตถุประสงค ควรข้ึนตนดวยคําวา “เพื่อ” แลว  ตามดวยถอยคําหรือขอความแสดงถึงกริยาท่ีจะทํา เชน ศึกษา  เปรยี บเทียบ สราง จัดทํา พฒั นา ฯลฯ ชอ่ื รายงาน  การพัฒนาแบบฝกการอานคาํ ควบกล้าํ  ร ล ว  สาํ หรบั นกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปท ี่ 4  วตั ถุประสงค  1.  เพื่อจดั ทาํ แบบฝกการอานคาํ ควบกล้าํ   ร  ล  ว  2.  เพ่ือศึกษาความสามารถในการอา นคําควบกล้าํ  ร  ล  ว  ของนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปท ี่ 4  ฯลฯ  ครูกับการวจิ ัยเพ63อื่ พัฒนาการเรียนการสอน 

1.3 สมมติฐานการวิจัย  สมมติฐาน  หมายถึง ขอความที่เปนความคาดหวังของ  ผวู ิจยั กอ นการพัฒนาวา เมื่อดําเนินการแกไขหรือพัฒนาผูเรียนไปแลว  ผลท่ีไดเปนอยางไร มีทิศทางอยางไร กาวหนาหรือพัฒนา หรือวา  แตกตางกัน  สมมติฐานของการวจิ ัย  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 4 ทไ่ี ดรับการพฒั นา  ทกั ษะการอา นคาํ ควบกล้าํ  ร  ล  ว  โดยใชแบบฝก  จะมี  ความสามารถในการอานคาํ ควบกลาํ้ ดขี ึน้   จากสมมติฐานการวิจัยท่ีตง้ั ข้ึน ช้ีใหเ ห็นวา การทดลอง  ใชน วัตกรรมใชก ับนกั เรยี นกลุม เดียว  อ นึ่ ง     ถ า ห า ก ไ ม ไ ด มี ก า ร ต้ั ง ส ม ม ติ ฐ า น ก า ร วิ จั ย  การวิเคราะหข อมูลกไ็ มตอ งทาํ การทดสอบ ครกู ับการวจิ ัยเพ64่ือ พัฒนาการเรียนการสอน 

1.4ขอบเขตของการศกึ ษา  การเขียนขอบเขตของการศึกษา หรือขอบเขตของการ  วิจัยควรระบุขอบเขตของเรื่องท่ีทํา หรือระบุเก่ียวกับนวัตกรรมที ่ พฒั นาข้ึนมาวาใชใ นการจดั การเรยี นการสอนเมื่อใด ขอบเขตของการศกึ ษา  สาระท่จี ะศึกษา  คือการอานคําควบกล้ํา  ร  ล  ว  ประชากร คอื นกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปท ี่ 4 โรงเรียนสดใส  ปการศึกษา 2550 จาํ นวน 80 คน  กลมุ ตัวอยาง  คือนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปท่ี 4/1 ที่กําลงั   ศึกษาอยูในปก ารศึกษา 2550 จาํ นวน 40 คน  ตวั แปรตน  คอื การใชแ บบฝก การอา นคําควบกลาํ้   ตวั แปรตาม  คอื ความสามารถในการอา นคาํ ควบกล้ํา  ระยะเวลา  ใชเ วลาในการฝก  1  ภาคเรียน  ครกู บั การวิจัยเ6พ5่ือ พัฒนาการเรียนการสอน 

1.5คาํ นยิ ามศพั ทเฉพาะ  การกําหนดคํานิยามศัพทเฉพาะ เขียนข้ึนเพ่ือใหผูอาน  ไดเขาใจตรงกับที่ผูเขียนตองการส่ือความหมาย และไมควรเขียนยาว  มากนกั   คาํ นิยามศัพทเฉพาะ  แบบฝก  หมายถงึ   กิจกรรมท่ีจัดขึน้ เพอ่ื ฝกทกั ษะการอา น  คาํ ควบกลํา้ ทมี่ ีตวั อักษร  ร  ล  ว 1.6ผลทค่ี าดวาจะไดรับ  การเขียนอาจกลาวถึง ผลท่ีคาดวาจะไดรับหลังจากใช  นวัตกรรมไปแลว ท้ังทางตรง ทางออม ระยะสั้นและระยะยาว โดย  จะตองสอดคลอ งกับวัตถปุ ระสงค ผลทคี่ าดวา จะไดร บั   นักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปท ี่ 4 สามารถอานออกเสียง  คาํ ควบกลา้ํ  ร  ล  ว  ไดถ ูกตอง  ชัดเจน  และสามารถ  นาํ ไปใชใ นชวี ิตประจําวนั ได  ครกู บั การวจิ ยั เพ66่อื พฒั นาการเรยี นการสอน 

บทท่ ี 2  การพฒั นานวัตกรรม  การต้ังชื่อบทนี ้ อาจต้ังชอื่ ใหต รงกบั นวตั กรรมก็ได เชน การ  พัฒนาแบบฝก การอา นคําควบกลํ้า  การนําเสนอในบทนี้  ควรกลาวถงึ   Äแนวคิดทฤษฎีท่ีใชในการสรางนวัตกรรม เพ่ือชี้นําให  เห็นวานวัตกรรมทสี่ รางมีความสําคัญ มีเหตุผลและมีความเปน ไปได  สูง และกรณีท่ีมีผูเคยทําไวแลวใหนําเสนอดวยวา ผลการใชเปน  อยา งไร  Äขั้นตอนการสรางนวัตกรรม (ต้ังแตเ ร่ิมดําเนินการจนได  นวตั กรรม  การตรวจสอบคณุ ภาพของนวตั กรรม  Äนวตั กรรมที่ไดแ ละคุณภาพของนวตั กรรม  Äแนวทางการนาํ นวตั กรรมไปใช  ครกู ับการวิจยั เ6พ7่ือ พฒั นาการเรยี นการสอน 

บทท่ ี 3  การทดลองใชน วตั กรรม  กา ร ต้ั ง ชื่ อ บ ท นี้ อ า จ ใ ช ชื่ อ น วั ต ก ร ร ม ท่ี พั ฒ น า ก็ ไ ด   เ ช น  การทดลองใชแบบฝกอานคาํ ควบกลํา้   ร  ล  ว  การนําเสนอในบทนี้  เปนการแสดงใหเห็นถึงประโยชน  ของนวัตกรรมท่ีสามารถนําไปใชไดในสถานการณจริง วาสามารถ  ใชไ ดเพียงใด หัวขอ ของการนําเสนอมีดงั น้ี  3.1รปู แบบการทดลอง  รูปแบบข องการท ดลอ ง จะมีค วามสัมพั นธกั บ  วตั ถปุ ระสงคแ ละสมมติฐานการวิจัย  สมมตฐิ านการวจิ ัย  นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปที่ 4 ทไ่ี ดรบั การพัฒนา  ทักษะการอา นคาํ ควบกลํา้  ร  ล  ว โดยใชแบบฝก  จะมี  ความสามารถในการอา นคาํ ควบกล้าํ ดีขนึ้   รูปแบบการทดลอง  One Group Pretest-Posttest Design  O1   X  O2   ครูกับการวจิ ยั เ6พ8่อื พฒั นาการเรยี นการสอน 

3.2วธิ กี ารทดลอง  การนําเสนอหัวขอน้ี เปนการนําเสนอขอมูลท่ีเกี่ยวกับ  กระบวนการทดลองท้ังหมด ไดแก  Äประชากร ขนาดของกลมุ ตวั อยา ง  Äการสุมตวั อยา ง  Äการสรางและหาคุณภาพของเครื่องมือที่ใชในการ  เก็บรวบรวมขอมลู   Äการใชนวัตกรรม (ในการจดั การเรียนร)ู   Äการเกบ็ รวบรวมขอ มูล  Äสถติ ิท่ใี ชใ นการวเิ คราะหขอ มลู   ครกู บั การวิจยั เพ69อื่ พฒั นาการเรยี นการสอน 

บทที่ 4  ผลการทดลองใชน วัตกรรม  การเสนอผลการทดลอง เปนหลักฐานที่พิสูจนความสําเร็จ  ของนวัตกรรม บางครั้งการเสนอผลอาจเปนเพียงความคิดเห็น หรือ  ความรูสึกของผูที่เกี่ยวของท้ังโดยตรง หรือโดยออม โดยผาน  แบบสอบถาม ในการนําเสนอผลการทดลองอาจเสนอในรูปของการ  บรรยาย ตาราง  แผนภูมิ หรือกราฟประกอบการบรรยาย และสาระที ่ นําเสนอจะตองตอบวัตถุประสงคของการวิจัยที่กําหนดในบทที่ 1  ทกุ ขอ   ครกู บั การวจิ ัยเ7พ0อื่ พฒั นาการเรียนการสอน 

วตั ถปุ ระสงคข อ 1  เพื่อจดั ทําแบบฝก การอา นคําควบกลา้ํ  ร  ล  ว  การนําเสนอ  Ÿ  แบบฝก การอานคาํ ควบกล้ํา ประกอบดวย  แบบฝก 9 แบบฝก  ดังน ี้ 1)  แบบฝก คําควบกลาํ้ ทีม่ ี ร  จํานวน 3 แบบฝก  2)  แบบฝกคําควบกล้าํ ทม่ี  ี  ล  จาํ นวน 3 แบบฝก  3)  แบบฝก คําควบกล้าํ ท่มี  ี ว  จํานวน 3 แบบฝก  Ÿ  องคประกอบของแบบฝกแตล ะแบบฝกฯ  Ÿ  แนวทางในการนาํ แบบฝก การอานคําควบกลํ้า  ไปใช  ครูกบั การวจิ ัยเ7พ1ื่อ พฒั นาการเรยี นการสอน 

วตั ถุประสงคข อท่ี 2  เพื่อศึกษาความสามารถในการอานคําควบกลา้ํ  ร ล ว  ของนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปท ่ี 4  การนําเสนอ  1.  นาํ เสนอใหเหน็ วา กอนใชแ บบฝก อานคาํ ควบกล้ํา  นกั เรียนมคี วามสามารถในการอา นคําควบกลา้ํ เปนอยางไร  มีคะแนนเฉลย่ี  และคา เบย่ี งเบนมาตรฐานเทาไร  คาํ ควบกลาํ้ ใดบา งท่ีนกั เรียนอานไมได  2.  เมอ่ื ใชแบบฝกการอา นคําควบกลํา้ แลว นักเรียน  มคี วามสามารถเปนอยา งไร มคี ะแนนเฉลี่ยและคาเบ่ยี งเบน  มาตรฐานเทา ไร  3.  จากการทดสอบความสามารถในการอานคาํ   ควบกล้ําของนักเรียนดวยคา t-test ผลเปนอยางไร  ฯลฯ  ครูกับการวจิ ยั เ7พ2อ่ื พัฒนาการเรียนการสอน 

บทท่ี  5  สรปุ ผล  อภิปรายผล และขอเสนอแนะ  การเขียนในบทนี้ จะเปนการสรุปผลจากบทท ่ี 1  – 4  มาเขยี นยอ  ๆ ใหเ ห็นภาพรวมทัง้ หมด  โดยจะกลาวถงึ   5.1 สรุปผล  เปนการสรุปผลในเร่ือง การพัฒนานวัตกรรม ลักษณะ  ของนวตั กรรมท่ีพฒั นา การทดลองใชแ ละผลการทดลอง  5.2การอภปิ รายผล  เปนการอธิบายถึงเหตุผลที่มีตอผลการใชนวัตกรรมวาม ี ความสอดคลอ งกับแนวคิด ทฤษฎ ี หลักการของใคร อยา งไร  กรอบในการอภปิ ราย  มดี งั น ี้ 1.  แนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการสรางนวัตกรรมที่มี  คณุ ภาพ  2.  การสังเกตผลขณะทดลองวาผูเรียนใหความสนใจ/  ตง้ั ใจ  ครกู ับการวิจยั เพ73ื่อ พฒั นาการเรียนการสอน 

3.  แนวคิดเกี่ยวกับนวัตกรรมท่ีมีคน/หนวยงานตาง ๆ  ไดกลา วไว  (ตามที่กาํ หนดไวใ นบทท่ี 2)  4.  แนวคิดเกี่ยวกบั งานวจิ ยั ทีเ่ ก่ยี วของ (ในบทท่ี 2)  5.  การบรรลวุ ตั ถุประสงค  6.  ขอจํากัดท่ีอาจมี ที่ทําใหการทดลองใชนวัตกรรมไม  บรรลุผลเทาทคี่ วร  5.3 ขอเสนอแนะ  เปนการเสนอแนะเก่ียวกับการสรางนวัตกรรม การนํา  นวัตกรรมไปใชใหเกิดผลในการเรียนการสอน และการวิจัยพัฒนา  ในขั้นตอ ไป  ครกู ับการวจิ ยั เพ74อ่ื พัฒนาการเรยี นการสอน 

บทสรุป  การวิจัยในระดับการเรียนการสอนเปนการวิจัยเพื่อแกปญหา  ของนักเรยี น ทีม่ ปี ระโยชนอ ยางแทจ รงิ  นอกจากนั้นยังสามารถใชเปน  ผลงานในการพฒั นาวิชาชพี ครูไดดว ย และการจะหาปญหาในการวิจัย  หรือเรื่องท่ีจะวิจัยไมไดอยูที่ไหนเลย แตจะอยูท่ีโรงเรียน หรืออยูใน  ชั้นเรียนที่เรารับผิดชอบ และวิธีการท่ีจะมองปญหาที่โรงเรียนตอง  มองโรงเรียนใหเปนระบบ และเอาวิจัยเขามาหาคําตอบ ถาทําอยางน ้ี ได ผลงานวิจัยก็จะเจาะลึกไปท่ีปญหาที่แทจริงท่ีอยูในโรงเรียน หรือ  ในช้ันเรียน  ซ่ึงจะเปนงานวิจัยท่ีมีคุณคา และใชไดประโยชนอยาง  แทจรงิ   อนึ่ง  สําหรับงานวิจัยท่ีนําเสนอในเอกสารนี้ เปนการวิจัยและ  พัฒนา แตประเด็นสําคัญอยูที่การพัฒนาโดยใชการวิจัย การใชการ  วิจัยคือการเอาระเบียบวิธีวิจัย และเอาวิธีการเชิงระบบมาใชทํางาน  มีขั้นมีตอนของกระบวนการทําวิจัย การวิจัยของครูเพื่อพัฒนาการ  เรียนการสอน อาจจะมีขอจํากัดอยูบางที่เราไมรูวิธีการวิจัยอยาง  กวางขวาง แตเราก็ไดเปรียบตรงท่ี รูจักเร่ืองที่จะวิจัย รูจักจุดของ  การวิจัย และสถานที่ที่จะวิจัย ดังน้ัน ในการทําวิจัยของครู ควรนึกถึง  ครูกบั การวิจยั เ7พ5่ือ พฒั นาการเรียนการสอน

ปญหาในโรงเรียน หรือปญหาในชั้นเรียน อยาไปนึกถึงรายงาน  การวิจัยประเภทวิทยานิพนธในมหาวิทยาลัย ซ่ึงงานเหลานั้นจะม ี จุดประสงคและกระบวนการอีกแบบหนึ่ง งานวิจัยของครูท่ีจะ  นําไปใชเปนผลงานทางวิชาการ ส่ิงสําคัญท่ีจะตองแสดงใหเห็นคือ  “คุณภาพ” และ “ประโยชน” ดังนั้น รายงานที่นําเสนอก็ควรจะตอง  เรียบเรียบใหตอบคําถามท่ีอยูในใจของผูอานรายงานทั้ง 7 ขอ และม ี เน้อื หา 5 บท ตามท่ไี ดนําเสนอ  KKKKKK  ครกู ับการวจิ ยั เ7พ6่ือ พฒั นาการเรียนการสอน 

เอกสารอา งองิ   โกวทิ   ประวาลพฤกษ.   ผลงานเลื่อนระดับ.  กรุงเทพมหานคร :  สํานกั พมิ พศูนยส งเสรมิ วชิ าการ.  มปป.  คณะกรรมการการประถมศึกษาแหง ชาติ,  สาํ นกั งาน.  การวจิ ยั   ในชั้นเรยี นเพอื่ พัฒนาการเรียนรู.   กรงุ เทพมหานคร :  โรงพมิ พก ารศาสนา,  2544.  วิชาการ,  กรม.  การจดั การเรียนรโู ดยใชก ระบวนการวจิ ัย.  กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พครุ สุ ภา ลาดพราว 2544.  .  วจิ ัยเพ่ือพัฒนาการเรียนการสอน.  กรุงเทพมหานคร :  โรงพิมพก ารศาสนา,  2542.  .  ครกู บั การวจิ ยั เพอ่ื พัฒนาการเรยี นการสอน.  กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพค รุ สุ ภา ลาดพราว,  2539.  ครูกบั การวจิ ัยเ7พ7่อื พฒั นาการเรียนการสอน

ครกู ับการวจิ ยั เพ่อื พฒั นาการเรียนการสอน

ครกู ับการวจิ ยั เพ่อื พฒั นาการเรียนการสอน


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook