Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เอกสารประกอบการเรียน ทักษะการสื่อสารภาษา 1_66

เอกสารประกอบการเรียน ทักษะการสื่อสารภาษา 1_66

Published by nookcu22, 2023-08-08 03:12:50

Description: เอกสารประกอบการเรียน ทักษะการสื่อสารภาษา 1_66

Search

Read the Text Version

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาทกั ษะการสอ่ื สารภาษาไทย

เอกสารประกอบการเรยี น รายวิชาทกั ษะการส่อื สารภาษาไทย ผู้เรยี บเรียง : รองศาสตราจารย์ ดร.ชนะศกึ นิชานนท์ ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ศภุ ศิริ บญุ ประเวศ ผ้ชู ่วยศาสตราจารย์ ดร.ศศพิ ร ต่ายคา ผู้ช่วยศาสตราจารยส์ ุทติ า จุลกนิษฐ์ ผชู้ ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ชนนิ ทร์ ฐติ เิ พชรกลุ ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.ศศิทร นพประไพ

(1) คำนำ เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาทักษะการส่ือสารภาษาไทย รหัสวิชา 1500127 ได้เรียบ เรียงขึ้นอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมเนื้อหาสาระรายวิชา ในหมวดวิชาศึกษาทั่วไป ของมหาวิทยาลัย สวนดุสิต เพ่ือใช้เป็นเอกสารประกอบการเรียนให้กับนักศึกษาที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ ในเนื้อหาสามารถประยุกต์ใช้ทักษะทางภาษาในการสื่อสารและการเรียนรู้ ท้ังภาษาไทยและ ภาษาองั กฤษ รวมถงึ สามารถบริหารจัดการตนเองใหเ้ ท่าทนั ต่อการเปลย่ี นแปลงของโลกได้ เอกสารประกอบการเรียนเล่มนี้ ไดแ้ บ่งเนื้อหาการเรยี นไว้ 6 บท ได้แก่ ความหลากหลาย ของการสื่อสาร การเลือกใช้ถ้อยคา เขียนอย่างไรให้เข้าใจตรงกัน ฟังดูรู้ความ อ่าน ดู รู้ส่ือสารสัมฤทธิ์ผล และพดู อย่างไร : พดู ได้ พูดเป็น คณะผู้จัดทาหวังเป็นอย่างย่ิงว่า เอกสารประกอบการเรียนเล่มน้ีคงอานวยประโยชน์ ต่อการเรียนตามสมควร หากท่านท่ีนาไปใช้มีข้อเสนอแนะ คณะผู้จัดทายินดีรับฟังข้อคิดเห็นต่าง ๆ และขอขอบคณุ มา ณ โอกาสนี้ คณะผจู้ ดั ทา 31 มีนาคม 2566

(2)

(3) หนำ้ สำรบัญ (1) (3) คำนำ (5) สำรบญั (7) สำรบัญภำพ สำรบญั ตำรำง 1 1 บทท่ี 1 ควำมหลำกหลำยของกำรสือ่ สำร 2 การส่ือสารคืออะไร 6 มิติขององคป์ ระกอบการส่ือสารท่ีสาคัญ 7 คาถามทบทวน 9 9 เอกสำรอ้ำงอิง 10 บทท่ี 2 กำรเลือกใช้ถ้อยคำ 11 11 การสรรคา 12 คาคมน่าใช้ 14 ศลิ ปะการใช้คา 15 คาศัพทใ์ นส่ือดจิ ิทัล 17 คาใหม่ 17 คาถามทบทวน 19 เอกสำรอำ้ งอิง 20 บทท่ี 3 เขียนอย่ำงไร ใหเ้ ขำ้ ใจตรงกนั 20 พนื้ ฐานการเขียน 21 การเขยี นประโยค 22 การเขยี นย่อหนา้ 23 การเขยี นสรปุ ความ 25 การเขียนวลเี ดด็ 25 คาถามทบทวน 31 เอกสำรอำ้ งอิง 34 บทท่ี 4 ฟงั ดูรคู้ วำม 35 พืน้ ฐานการฟัง 36 ฟงั และดจู ากสื่อสังคมออนไลน์ สรุป คาถามทบทวน เอกสำรอ้ำงอิง

(4) หนำ้ บทท่ี 5 อำ่ น ดู รู้สื่อสำรสมั ฤทธผ์ิ ล 37 ความหมายและความสาคัญของการอา่ น 37 ประเภทของการอ่าน 37 การอา่ นอยา่ งลึกซ้ึง 40 การอ่านสะท้อนคิด 42 การอ่านบนส่ือสังคมออนไลน์ 42 คาถามทบทวน 43 44 เอกสำรอ้ำงอิง 45 บทที่ 6 พูดอย่ำงไร : พูดได้ พูดเปน็ 45 47 พูดได้ 50 พดู เป็น 51 คาถามทบทวน 53 เอกสำรอำ้ งอิง บรรณำนุกรม

(5) หน้ำ 2 สำรบญั ภำพ 13 ภำพที่ 29 1.1 กระบวนการส่ือสาร 2.1 ภาพแสดงการสบื ค้นคาทับศัพท์จากระบบฐานข้อมูลคาทบั ศพั ท์ ของสานักงานราชบัณฑติ ยสภา 4.1 การฟังและการดู

(6)

(7) หนำ้ สำรบญั ตำรำง 32 48 ตำรำงที่ 4.1 แนวคิดการคิดอย่างมวี ิจารณญาณ 6.1 การขยายความตามลาดับเรื่อง

(8)

1 บทท่ี 1 ความหลากหลายของการสอ่ื สาร ปจั จุบนั เราเขา้ สู่ยุคสังคมชาญฉลาด (Super Smart Society) ท่ีผู้คนใชช้ ีวิตแบบอัจฉริยะ บนโลกแห่งความเป็นจริงควบคู่กับโลกเสมือน (Cyber Space) บนสื่อสังคมออนไลน์โดยอาศัย เทคโนโลยีสารสนเทศ ทาให้เราสามารถส่ือสารกับผู้คนได้ท่ัวโลกที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึง รวมท้ังการ สื่อสารกับปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) หุน่ ยนต์ และการสง่ั การอุปกรณ์อานวยความ สะดวกตา่ ง ๆ ท่รี องรบั สญั ญาณอนิ เทอรเ์ นต็ เพอื่ พัฒนาคุณภาพชวี ิตสูช่ ีวติ ท่ีชาญฉลาด (Smart Life) ดังนั้น เราทุกคนจึงต้องพัฒนาทักษะการส่ือสารของตนเองสู่ความเป็นคนชาญฉลาด (Smart People) ทีร่ ้เู ท่าทันคน ส่ือ สังคม และเทคโนโลยี เพือ่ ให้สามารถเอาตัวรอดไดใ้ นโลกปัจจุบัน และอนาคต ด้วยการเรยี นรู้พนื้ ฐานการส่ือสาร เกิดความเข้าใจกระบวนการส่ือสารท่ีเป็นระบบ เข้าใจ ลักษณะของผู้สื่อสาร (ผู้ส่งสารและผู้รับสาร) ท่ีมีความหลากหลาย รู้จักเลือกใช้ช่องทางการสื่อสาร ท่ีหลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เหมาะสมกับการดาเนินชีวิตในยุคดิจิทัลและ ความเปล่ยี นแปลงในอนาคต การสอ่ื สารคืออะไร การสื่อสารเป็นทักษะท่ีจาเป็นและสาคัญต่อการดารงชีวิตของมนุษย์ในทุกระดับ ตั้งแต่ ระดับบุคคล ครอบครัว สังคม ประเทศ และระดับโลก มีความสาคัญในทุกด้าน ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การปกครอง การศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และด้านต่าง ๆ ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงควร ศกึ ษาทาความเข้าใจความหมายของการสอื่ สาร การสื่อสาร คือ กระบวนการทผ่ี สู้ ่งสารถ่ายทอดความรู้ ความคดิ ความรสู้ กึ ประสบการณ์ ต่าง ๆ ในรปู แบบของสารผ่านช่องทางการส่อื สารหรอื ส่อื ยงั ผู้รับสาร กระบวนการสื่อสารจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร เรียกว่า การส่ือสารทางเดียว (One-way Communication) แต่หากผู้รับสารมีปฏิกิริยาตอบกลับ (Feedback) มายังผู้ส่งสาร ทั้งท่ีผู้รับสาร ต้งั ใจและไม่ต้งั ใจก็ได้ เรียกว่า การสอื่ สารสองทาง (Two-way Communications) ดงั ภาพที่ 1.1

2 การสือ่ สารทางเดยี ว (One-way Communication) ผูส้ ่งสาร สาร ชอ่ งทางการสือ่ สาร ผรู้ บั สาร (Sender) (Message) (Channel) (Receiver) (ผู้พูด/ผเู้ ขยี น) (ข้อความ คาพดู (ผฟู้ ัง/ผู้ชม/ สญั ลักษณ์ ภาพ) (สอ่ื ส่งิ พมิ พ์ สอื่ อเิ ล็กทรอนิกส์ ส่ืออนิ เทอร์เนต็ ฯลฯ) ผู้อ่าน) ปฏิกิริยาตอบกลับ (Feedback) การสือ่ สารสองทาง (Two-way Communications) ภาพท่ี 1.1 กระบวนการส่ือสาร ท่ีมา: Chandler and Munday (2020, p. 261) มติ ขิ ององคป์ ระกอบการสือ่ สารทีส่ าคัญ กระบวนการส่ือสารดังกล่าวข้างต้นมีองค์ประกอบการส่ือสารที่สาคัญบางตัวท่ีมีมิติหรือ มมุ มองทค่ี วรค่าแก่การศึกษา เน่ืองจากมีอิทธิพลหรือผลกระทบต่อความสาเรจ็ หรือความล้มเหลวของ การสอื่ สาร ไดแ้ ก่ มติ ขิ องผูส้ ือ่ สาร มิติของช่องทางการสอ่ื สาร 1. มิติของผู้สื่อสาร ทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสารที่อยู่ในกระบวนการสื่อสารมีลักษณะ ที่แตกต่างหลากหลาย ซ่ึงผู้เรียนควรศึกษาและทาความเข้าใจลักษณะดังกล่าว เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ วิเคราะห์ผู้สื่อสาร กาหนดเนื้อหา ระดับภาษา สร้างสรรค์สารที่เหมาะสมโดนใจผู้ร่วมสื่อสารหรือ กลมุ่ เป้าหมาย และเลอื กใชช้ อ่ งทางการสื่อสารเหมาะสมกบั ผสู้ ่ือสาร ทาให้การสอื่ สารมโี อกาสประสบ ความสาเร็จมากข้ึน การศึกษามติ ขิ องผู้สือ่ สารจงึ ควรศกึ ษาลักษณะของผสู้ อ่ื สาร ดังน้ี 1.1 ลักษณะทางกายภาพของผู้สื่อสาร ได้แก่ เพศ อายุ วัย รูปร่างหน้าตา ผิวพรรณ ความบกพร่องทางร่างกาย ลักษณะรูปทรงของร่างกาย เชื้อชาติ กลุ่มเลือด บุคลิกภาพ การแต่งกาย พฤติกรรม การแสดงออก อากัปกิริยา เป็นต้น ลักษณะทางกายภาพเหล่าน้ีเป็นลกั ษณะที่ทาใหค้ นแต่ ละคนมีพฤติกรรมการส่ือสารที่แตกต่างกัน จึงควรเลือกข้อความหรือคาพูดหรือเน้ือหาสารและ ช่องทางการส่ือสารที่เหมาะสมกับลักษณะทางกายภาพของกลุ่มเป้าหมายท่ีแตกต่างกัน ตัวอย่าง การสอนเด็กเล็กเรื่องความซ่ือสัตย์ด้วยนิทานหรือการ์ตูนหรือเกมคอมพิวเตอร์ การชักชวนผู้ป่วย สูงอายุท่ีเป็นโรคเบาหวานให้ควบคุมการรับประทานคาร์โบไฮเดรตผ่านละครโทรทัศน์จะเข้าถึง กลุ่มเป้าหมายไดม้ ากกว่าส่อื สงั คมออนไลน์ 1.2 ลกั ษณะทางจิตวิทยาของผสู้ ื่อสาร ได้แก่ ความคิด ความรู้สึก ความรู้ ประสบการณ์ การเรียนรู้ ทัศนคติ ค่านิยม ความเช่ือ อุปนิสัย การอบรมเล้ียงดู ลาดับการเกิด การคบเพื่อน การปรับตัว การควบคุมอารมณ์ แรงจูงใจ ความต้องการพ้ืนฐานของมนุษย์ เป็นต้น ลักษณะทาง จิตวิทยาเหล่านี้ส่งผลให้คนแต่ละคนมีพฤติกรรมการส่ือสารแตกต่างกัน หากผู้เรียนต้องการวิเคราะห์ ลักษณะทางจติ วทิ ยาของผสู้ ือ่ สาร ผเู้ รียนควรศึกษาแนวคดิ ทฤษฏจี ิตวิทยาการสือ่ สารต่าง ๆ ซ่งึ ในทีน่ ี้ ขอยกตัวอย่างแนวคดิ ทฤษฏบี างตวั มาเปน็ ตัวอย่างในการศึกษา ดงั น้ี

3 เม่ือผู้ส่งสารและผู้รับสารสื่อสารกัน ท้ังสองจาเป็นต้องมีขอบข่ายของประสบการณ์ (Field of experience) ร่วมกันจึงจะเข้าใจสารน้ันตรงกัน ตามแนวคิดของชแรมม์ (Schramm) ที่เสนอไว้ ขอบข่ายของประสบการณ์เกิดข้ึนจากการเรียนรู้และประสบการณ์ท่ีส่ังสมมา (Wrench, Punyanunt-Carter & Thweatt, 2022) ทุกครั้งท่ีผู้รับสารรับสาร (ดู อ่าน ฟัง) สมองจะเทียบเคียง ส่ิงที่รับรู้กับประสบการณ์เดิมหรือข้อมูลในสมอง ตัวอย่าง เราชวนเพื่อนไปรับประทานมะตะบะ แต่เพ่ือนปฏเิ สธเพราะไมร่ จู้ ัก แสดงวา่ ขอบขา่ ยของประสบการณ์ของเพ่ือนไม่ตรงกบั เรา ดงั นัน้ เราจึง ต้องบอกเพื่อนเพิ่มเติมโดยคาดเดาประสบการณ์ของเพื่อนว่า น่าจะรู้จัก โรตี จึงบอกว่า มะตะบะเป็น โรตีใส่ไส้ไก่ มันและหัวหอม เพื่อนจึงเข้าใจ ดังนั้น ทุกครั้งท่ีสื่อสาร ผู้ส่งสารควรพิจารณาขอบเขตของ ประสบการณ์ของผรู้ ับสารด้วย บคุ คลแตล่ ะคนถกู เลี้ยงดมู าในสภาพแวดลอ้ มท่ีแตกต่างกนั จงึ ทาใหแ้ ต่ละคนมีทศั นคติ ค่านิยม ความเชื่อ บุคลิกภาพ สภาพทางจิตวิทยาที่แตกต่างกัน ซ่ึงสิ่งเหล่าน้ีทาให้บุคคลแต่ละคน เรียนรู้ต่างกัน เป็นไปตามทฤษฏีความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Differences Theory) (Dombi, 2021) เม่ือแต่ละคนเรียนรู้ต่างกัน ดังนั้น ผู้ส่งสารจึงควรตระหนักทุกคร้ังท่ีส่ือสารว่า ผู้รับสารแต่ละคนเรียนรู้หรือรับรู้สารต่างกัน ตัวอย่าง คลิปวิดีโอที่มีความรุนแรงจะส่งผลต่อเด็กท่ีถูก เล้ยี งดมู าในครอบครวั ท่มี กี ารใชค้ วามรุนแรงมากกวา่ เด็กทถ่ี ูกเลย้ี งจากครอบครวั ทไี่ ม่ใชค้ วามรนุ แรง ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ตามแนวคิดของมาสโล (Maslow) เป็นส่ิงท่ีต้องใช้ ในการวิเคราะห์ผู้รับสาร แนวคิดน้ีระบุว่า ความต้องการของมนุษย์เริ่มจาก (1) ระดับความต้องการ ด้านสรีรวิทยา ได้แก่ อากาศ อาหาร น้า การสืบพันธุ์ สภาวะสมดุล การหลับนอน และการขับถ่าย เมื่อมนุษย์ได้รับการตอบสนองทางสรีรวิทยาแล้วจะต้องการไล่ระดับขึ้นไปเร่ือย ๆ (2) ระดับความ ตอ้ งการดา้ นความปลอดภัย ได้แก่ ความปลอดภัยทางกาย สุขภาพ ครอบครวั ทรัพยากร การจา้ งงาน ศีลธรรม (3) ระดับความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ ได้แก่ มิตรภาพ ความใกล้ชิดทางเพศ และครอบครัว (4) ระดับความต้องการความภาคภูมิใจในตัวเอง ได้แก่ การนับถือตนเอง ความมั่นใจ ความสาเร็จ การได้รับการยอมรับ ทั้งน้ีการตระหนักรู้จะนาไปสู่ (5) ความคิดสร้างสรรค์ คุณธรรม ความเป็นธรรมชาติ การแก้ปัญหา การไม่มีอคติและการยอมรับข้อเท็จจริง (Wrench, Punyanunt- Carter & Thweatt, 2022) ดังน้ัน เมื่อผู้ส่งสารจะสื่อสารกลับกลุ่มเป้าหมายควรวิเคราะห์ความ ต้องการพื้นฐานของกลุ่มเป้าหมายว่าอยู่ระดับใด ตัวอย่าง การโฆษณาขายประกันชีวิตให้กับผู้ท่ีมี รายได้นอ้ ยแบบอดม้อื กนิ มอ้ื ก็คงไมป่ ระสบความสาเรจ็ เพราะขัดกับความต้องการพ้นื ฐานของเขา เมื่อบุคคลเกิดความไม่สบายใจหรือเครียดจากการได้รับข้อมูลหรือสารท่ีขัดแย้งกับ ความคิด ความเช่ือ ค่านิยมของตนเอง บุคคลผู้นั้นจะพยายามลดความไม่สบายใจด้วยการหลีกเล่ียง จากสถานการณ์นั้นหรือปฏิเสธข้อมูลดังกล่าว ตามทฤษฏีความขัดแย้งทางความคิด (Theory of Cognitive Dissonance) (Demus, 2022) ดังนั้น ทุกครั้งท่ีสื่อสารจึงไม่ควรนาเสนอสารที่ขัดแย้งกับ ความคิด ความเชื่อและค่านิยมของกลุ่มเป้าหมาย ตัวอย่าง ผู้สนับสนุนพรรคการเมือง ก มักจะไม่รับ ฟังนโยบายของพรรคการเมือง ข ทเี่ ป็นคู่แข่งขันกัน หรือหากรับฟงั ก็จะมขี ้อโต้แยง้ อยู่ในใจ 1.3 ลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้ส่ือสาร ได้แก่ สถานภาพ อาชีพ บทบาท หน้าท่ี ตาแหน่งทางสังคม ระดับรายได้ ระดับการศึกษา สาขาการศึกษา ที่อยู่อาศัย ศาสนา วัฒนธรรม สภาพสิ่งแวดล้อม เป็นต้น สิ่งเหล่าน้ที าให้คนแต่ละคนมีพฤติกรรมการสื่อสารที่แตกต่างกัน

4 ตัวอย่าง ทนายความเขียนข้อความด้วยภาษาทางการอย่างระมัดระวงั ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ต่างจาก แม่ค้าท่ีใชภ้ าษาปากในการเขยี นข้อความบนสื่อสงั คมออนไลน์ 2. มิติของช่องทางการส่ือสาร หรือสื่อ (Media) ทาหน้าท่ีเป็นตัวกลางนาสาร ซ่ึงใน ปัจจุบันมีช่องทางการส่ือสารหลากหลายรูปแบบ ซึ่งผู้เรียนควรศึกษาลักษณะ ข้อดีและข้อจากัดของ สื่อแต่ละรูปแบบ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเลือกใช้ช่องทางการส่ือสารเหมาะสมกับวัตถุประสงค์การ สือ่ สาร ผู้สื่อสาร สาร ปฏิกิรยิ าตอบกลบั งบประมาณ ระยะเวลา และบรบิ ทสภาพแวดล้อม ทาใหส้ าร นั้นมีโอกาสเข้าถึงผู้รับสารมากขึ้น การศึกษามิติของช่องทางการส่ือสารจึงควรศึกษาประเภทและ รูปแบบของชอ่ งทางการสื่อสารหรอื สอ่ื ทส่ี าคญั ดังน้ี 2.1 สื่อสิ่งพิมพ์ เป็นส่ือท่ีเกิดข้ึนเป็นอันดับแรก ๆ ของมนุษย์ ดังที่ปรากฏเป็น หลักฐานทางประวัตศิ าสตร์ ตง้ั แตภ่ าพเขียนผนังถา้ ศลิ าจารึก ใบลาน กระดาษ เป็นต้น ลักษณะของสื่อสิ่งพิมพ์เปน็ สื่อที่มีการเรียบเรียงเนื้อหา มีหลายรูปแบบทั้งท่ีเขียน หรือพิมพ์ลงวัสดุ (เช่น กระดาษ ผ้า ไวนิล แผ่นไม้ หิน ใบไม้ เป็นต้น) ได้แก่ บันทึก จดหมาย หนังสือ ราชการ รายงาน เอกสาร หนังสือ ตารา วารสาร นิตยสาร จุลสาร หนังสือพิมพ์ ใบปลิว ใบประกาศ แผ่นพับ โปสเตอร์ แผนที่ ภาพ เป็นต้น และแบบส่ิงพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) วารสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-journal) นิยายออนไลน์ เป็นต้น ทั้งน้ี สามารถจดั อยูใ่ นประเภทของส่ืออิเล็กทรอนิกส์หรือส่ือออนไลน์ก็ได้ แตใ่ นทนี่ ขี้ อจัดอยใู่ นประเภทของ สอ่ื ส่งิ พมิ พ์ ข้อดีของส่ือสิ่งพิมพ์ เป็นสื่อท่ีนาตัวอักษรและภาพส่งไปยังผู้รับสาร สามารถให้ ข้อมูลหรือรายละเอียดได้ดีกว่าส่ืออื่น ส่วนใหญ่มีการศึกษาค้นคว้าข้อมูลและแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ สื่อส่ิงพิมพ์ที่ผ่านกระบวนการตีพิมพ์ถือเป็นเอกสารหลักฐานที่ได้รับการยอมรับ สามารถใช้อ้างอิงได้ และเก็บไว้ได้นานจนบางครั้งกลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์มีค่าใช้จ่าย ในการผลิตน้อย ลดระยะเวลาการผลิตได้มากกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ท่ีตีพิมพ์ และผู้รับสารสามารถเข้าถึงได้ ง่ายกว่าโดยผา่ นอินเทอรเ์ น็ต ข้อจากัดของส่ือส่ิงพิมพ์ เป็นส่ือที่ผู้ส่งสารต้องมีทักษะการเขียน การเรียบเรียง เนื้อหา ผู้รับสารต้องมีทักษะการอ่าน มีความดึงดูดใจน้อยกว่าสื่ออ่ืนเพราะมีแต่ตัวอักษรและภาพ สื่อส่ิงพิมพ์ที่ต้องผ่านกระบวนการตีพิมพ์จะใช้เวลาผลิตนานเน่ืองจากการผลิตหลายข้ันตอน ใช้กระดาษในการพมิ พ์ จงึ มขี อ้ จากัดในการเขา้ ถงึ เป็นส่อื ที่มคี วามทันสมยั ของสารนอ้ ยกว่าส่ืออ่ืน 2.2 สอื่ อเิ ล็กทรอนกิ ส์ เปน็ สอื่ ที่เกิดข้ึนหลังสอื่ สิ่งพิมพ์ เกดิ ข้ึนชว่ งปฏิวตั ิอุตสาหกรรม ลักษณะของส่ืออิเล็กทรอนิกส์ เปน็ ส่อื ท่ีใช้อุปกรณอ์ ิเล็กทรอนิกสท์ ่ีใชไ้ ฟฟ้า ได้แก่ โทรศัพท์ วิทยุสื่อสาร วิทยุกระจายเสียง ภาพยนตร์ โทรทัศน์ เป็นต้น บางคร้ังจัดประเภทของ วิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ว่าเป็น ส่ือออกอากาศ (On-air Media) เป็นส่ือที่ค่าพื้นท่ีส่ือมีราคาสูง กว่าส่ือสิ่งพิมพ์และส่ือออนไลน์ เป็นส่ือท่ีไม่มีความคงทนเนื่องจากดูแล้วจบไป ยกเว้นมีการบันทึกไว้ อย่างไรก็ตาม เม่ือพิจารณาลักษณะของส่ืออิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวข้างต้น อาจจัดประเภทของส่ือ อินเทอร์เน็ตหรือสื่อออนไลน์ไว้ในประเภทสื่ออิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ แต่ในที่นี้ขอแยกกล่าวโดยเฉพาะใน หัวขอ้ ถัดไป

5 ข้อดีของส่ืออิเล็กทรอนิกส์ แต่ละส่ือมีลักษณะต่างกัน อย่างโทรศัพท์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุส่ือสารเป็นสื่อนาเสียงจึงดึงดูดใจได้ดีกว่าส่ือสิ่งพิมพ์ ส่วนภาพยนตร์และ โทรทัศน์เป็นสื่อนาเสียง แสง ภาพเคลื่อนไหว และตัวอักษรส่งไปยังผู้รับสารจึงดึงดูดใจ และอธิบาย รายละเอียดต่าง ๆ มีการลาดับเหตุการณ์ ข้ันตอนได้ดีกว่าสื่อวิทยุกระจายเสียงและส่ือส่ิงพิมพ์ ผู้รับ สารเกิดความเข้าใจ จดจาได้ดีกว่าและให้ความเชื่อถือมากกว่า เนื่องจากมีภาพเคล่ือนไหวและเสียง สว่ นภาพยนตรป์ ระวตั ิศาสตร์ไดร้ ับการยอมรับวา่ เป็นหลกั ฐานอา้ งอิงทางประวตั ศิ าสตร์ ขอ้ จากดั ของสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ประเภทนาเสียงเป็นส่ือทีผ่ ูส้ ่งสารต้องมีทักษะการพูด การใช้เสียงและการเล่าเรื่องที่ดี ผู้รับสารต้องมีทักษะการฟังและจินตนาการ ข่าวสารมีความทันต่อ เหตกุ ารณ์ สว่ นสอ่ื อิเลก็ ทรอนกิ ส์ประเภทนาเสียงและภาพเคลื่อนไหว อย่างภาพยนตรแ์ ละโทรทัศน์เป็น สื่อท่ีผู้ส่งสารต้องมีทักษะการส่งสารท่ี ดี มีความสามารถในกระบวนการผลิตท่ีซับซ้อน มีค่าใช้จ่ายสูง ใช้เวลาผลิตตามคุณภาพของผลงานส่ือ ข่าวสารมีความทันสมัยน้อยกว่าวิทยุกระจายเสียง ผรู้ บั สารอาศยั ทักษะการฟังและดู 2.3 สือ่ อนิ เทอร์เนต็ ลักษณะของส่ืออินเทอร์เน็ต เป็นสื่อท่ีเกิดข้ึนต่อจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นสื่อท่ี นาตัวอักษร เสียง แสง ภาพ ภาพเคลื่อนไหว การเช่ือมโยง (Link) มายังผู้รับสาร โดยผ่านระบบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่หลายเครือข่ายท่ัวโลก ส่ืออินเทอร์เน็ตบางครั้งเรียกว่า ส่ือออนไลน์ (On-line Media) ซึง่ มสี ือ่ หลากหลายรปู แบบ ไดแ้ ก่ อีเมล เวบ็ ไซต์ ส่ือสังคมออนไลน์ เปน็ ตน้ ข้อดีของส่ืออินเทอร์เน็ต เป็นช่องทางที่ผู้ใช้สามารถทากิจกรรมต่าง ๆ บน เครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้มากมาย ทั้งการติดต่อส่ือสารท่ีสะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย ผู้สื่อสาร สามารถโต้ตอบกันได้ทั้งแบบหน่วงเวลา (Delay) และแบบทันทีทันใด (Realtime) เป็นส่ือผสม (Multimedia) ท่ีดึงดูดใจ สามารถให้ข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ ได้ สามารถเชื่อมต่อไปยังข้อมูลอื่นได้ อย่างไม่มีขีดจากัดในเวลาอันรวดเร็ว จึงเป็นแหล่งค้นคว้าข้อมูลผ่านบริการเวิร์ดไวด์เว็บ (World Wide Web) ผู้ใช้งานสื่ออินเทอร์เน็ตสามารถรับข้อมูล รับชม รับฟังสิ่งต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ตได้ อย่างสะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย สามารถดึงข้อมูล (Download) บางสื่ออนุญาตให้ผู้ใช้งาน สามารถสร้างบัญชีของตนเอง นาเข้า (Upload) ข้อความ ภาพ คลิปวิดีทัศน์ (VDO Clip) และคลิป เสียงบนเว็บไซต์หรือโปรแกรมได้ สามารถสร้างสรรค์เนื้อหาได้อย่างอิสระตามที่ช่องทางนั้นกาหนด เป็นเวทีแสดงความคิดเห็น เป็นช่องทางการตลาดท่ีผู้ใช้สามารถสั่งซ้ือหรือจาหน่ายสินค้าหรือบริการ ต่าง ๆ ไดเ้ กือบตลอดเวลา ขอ้ จากัดของส่ืออนิ เทอร์เน็ต เป็นสอื่ ทผ่ี ูใ้ ช้ต้องชาระค่าบริการอนิ เทอร์เนต็ ตอ้ งมี ทักษะด้านอินเทอร์เน็ต เป็นสื่อที่เปิดกว้างขาดการควบคุม มีข้อมูลในระบบจานวนมหาศาลท้ังท่ี เช่ือถือได้และไม่ได้ รวมท้ังข้อมูลเชิงลบที่ส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของผู้ใช้งาน ดังน้ัน ผู้ใช้ต้องมีวิจารญาณไตร่ตรองข้อมูล ปัญหาการละเมิดลิขสิทธ์ิ การหลอกลวง อาชญากรรม การกลน่ั แกลง้ ทางไซเบอร์ การเสพตดิ สือ่ ออนไลน์ การศึกษาประเภท รูปแบบ ลักษณะ ข้อดีและข้อจากัดของช่องทางการสื่อสาร หรอื ส่ือตา่ ง ๆ ดงั ทกี่ ล่าวขา้ งต้นจะชว่ ยให้ผู้เรียนสามารถเลือกใชช้ ่องทางการสื่อสารได้อย่างเหมาะสม โดยคานึงถึงจานวนผู้รับสารกลุ่มเป้าหมาย พฤติกรรมการใช้ส่ือของกลุ่มเป้าหมาย การเข้าถึงส่ือ

6 ระยะเวลาการใช้ส่ือ ความน่าเชื่อถือของส่ือ โอกาสและปริมาณการตอบกลับหรือการมีส่วนร่วมของ กลุ่มเป้าหมาย ความรวดเร็วในการส่ือสารไปยงั กลมุ่ เปา้ หมาย ความคงทนของสารบนสอ่ื คาถามทบทวน 1. จงอธิบายกระบวนการสื่อสาร พร้อมยกตัวอย่าง 2. จงยกตัวอย่างลักษณะทางกายภาพของผู้ส่ือสารที่ทาให้คนแต่ละคนมีพฤติกรรม การสอื่ สารท่ีแตกตา่ งกนั 3. จงยกตัวอย่างลักษณะทางจิตวิทยาของผู้ส่ือสารที่ทาให้คนแต่ละคนมีพฤติกรรม การสอื่ สารทีแ่ ตกต่างกัน 4. จงบอกเหตุผลหรอื ประโยชนก์ ารศึกษามิตขิ องช่องทางการสอื่ สาร 5. จงบอกขอ้ ดแี ละข้อจากัดของสื่ออนิ เทอรเ์ น็ตมาอยา่ งละ 3 ข้อ

7 เอกสารอ้างอิง Chandler, D., & Munday, R. (2020). A Dictionary of Media and Communication. Oxford University Press. Demus, A. (2022). War of the Worlds: How Cognitive Dissonance and Repression Shape Russian Perceptions of the Conflict in Ukraine. https://www.rand.org/blog/2022/ 06/war-of-the-worlds-how-cognitive-dissonance-and-repression.html Dombi, J. (2021). Intercultural Communicative Competence and Individual Differences: A Model for Advanced EFL Learners. Cambridge Scholars Publishing. Wrench, J. S., Punyanunt-Carter, N. M. & Thweatt, K. S. (2022). Models of Interpersonal Communication – A Mindful Approach to Relationships. LibreTexts.

8

9 บทท่ี 2 การเลือกใชถ้ อ้ ยคา ภาษามีบทบาทหลักคือใช้เพื่อสื่อความหมายระหว่างผู้ที่ใช้ภาษาเดียวกัน หากพิจารณา จากการเรียนรู้ภาษาไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ภาษาแม่ (Native) ของทารก หรือการเรียนรู้ภาษาที่สอง สาม ขนึ้ ไป ผ้เู รยี นจะมุง่ เนน้ ไปทกี่ ารจดจาคาศพั ท์ให้ไดม้ ากทีส่ ดุ ทง้ั นี้เพราะ “คา” เป็นหนว่ ยแรกของ ภาษาที่บรรจุความหมาย เมื่อเรียนรู้และจดจาคาศัพท์ได้ ก็จะเร่ิมพัฒนาไปสู่การสร้างประโยคเพื่อให้ สื่อสารได้ตรงตามที่ต้องการ ดังนั้น “คา” จึงมีบทบาทที่สาคัญมากในภาษาทุกภาษา มิใช่เพียงแค่สื่อ ความหมาย แตย่ งั ส่อื ทศั นคติ บุคลิกภาพของผู้พูด รวมถงึ มารยาททางสังคมทพ่ี งึ ปฏิบตั อิ ีกด้วย การสรรคา ภาษาไทยเป็นภาษาท่ีมีความรมุ่ รวย ดังจะเห็นได้จากปริมาณของคาศัพท์จานวนมากที่ให้ ผู้ใช้ภาษาได้เลือกใช้ให้ตรงกับความต้องการมากที่สุด ย่ิงผู้ใช้ภาษามีคลังคาศัพท์จานวนมากเท่าไรก็ ย่อมเป็นข้อได้เปรียบในการเลือกใชค้ าศัพท์ได้เหมาะสมกับจุดมุ่งหมาย สถานการณ์ และบุคคลทลี่ ว้ น เป็นปัจจัยสาคัญในการส่ือสารมากเท่าน้ัน ข้อได้เปรียบนี้จะนามาซ่ึงความสาเร็จในการส่ือสาร และ สื่อถึงบุคลิกภาพของผสู้ ง่ สารท้ังในด้านมารยาท ความรู้ ความทันสมัย รสนิยม และสุนทรียภาพ ดงั นัน้ ผู้ส่งสารจึงควรตระหนักในการเลือกสรรคาใช้ให้เหมาะสม ลักษณะสาคัญประการหนึ่งของทุกภาษา คือทุกภาษามีความประหยัด ไม่มีคาศัพท์ใดท่ีมีความหมายเหมือนกันแบบที่ใช้แทนกันได้ในทุกปรบิ ท ความแตกตา่ งเล็กน้อยของคาทม่ี ีความหมายคล้ายคลงึ กันจงึ เป็น “ความประณตี ” ของผสู้ ่งสารในการ เลือกใช้คาให้เหมาะสมนัน่ เอง ดงั ตัวอยา่ งต่อไปนี้ “ปอกเปลือกมะปราง คว้านเม็ดเสียก่อน แล้วนามาทามะปรางร้ิว ให้เปน็ ลวดลายงดงาม สว่ นมะมว่ งกใ็ ช้มดี ปลายแหลมจักเป็นแฉกให้สวยงาม เรยี งสลับกันไปบนใบตองที่เจยี นเตรยี มวางรองไว้บนจาน” จากถ้อยความข้างตน้ คาที่แสดงความหมาย “ตดั ” เหล่านล้ี ้วนแสดงความหมายท่มี ีความ แตกต่างกันในรายละเอียด การใช้คาโดยคานึงถึงความแตกต่างปลีกย่อยเหล่าน้ีจึงเป็นสิ่งที่สะท้อน ให้เห็นถึงภูมิปัญญา และความประณีตของผู้พูดนอกเหนือไปจากความหมายประจาคาที่ต้องการส่ือ ออกมา ดังนั้น ผู้ใช้ภาษาจึงควรท่ีจะเพ่ิมพูนคลังคาศัพท์ของตนเองให้มากข้ึน และเข้าใจความหมาย ของคาศัพท์ให้กระจ่าง จากน้ันจึงใช้วิจารณญานของตนเองในการเลือกสรรคาใช้ให้เหมาะสม สิ่งเหลา่ น้ีเป็นความร้ทู ผ่ี ู้เรยี นสามารถสั่งสมและเรยี นรู้เองได้ตลอดเวลาเพอื่ พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ประเด็นสาคัญประการหน่ึงในการเลือกสรรคาใช้ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าไม่มีคาพ้อง ความหมายท่สี ามารถใช้แทนที่กนั ได้อย่างสมบูรณ์ ดังนน้ั คาท่เี ราเลือกใชจ้ ึงลว้ นแตส่ ่ือความหมายที่มี ความแตกต่างกันทั้งส้ิน การเลือกใช้คาที่ดูเหมือนจะมีความหมายเหมือนกัน แต่หากพิจารณาอย่าง ถ้วนถี่แล้ว จะเห็นได้ว่าส่ือถึงมโนภาพ ความคิด อารมณ์ และความรู้สึกท่ีแตกต่างกันได้ เช่น หากเรา

10 ประกอบธุรกิจร้านอาหารแล้วเราต้องการท่ีจะตั้งช่ือร้านอาหารโดยกาหนดให้มีคาว่า “ลีลาวดี” ปรากฏในชือ่ ท่ีตั้งข้นึ ดงั นี้ ลีลาวดโี ภชนาคาร สวนอาหารลลี าวดี ภัตตาคารลลี าวดี เรอื นลีลาวดี บ้านลลี าวดี ลีลาวดอี าศรม ศาลาอาหารลีลาวดี ลลี าวดบี ิสโตร ลีลาวดคี าเฟ่ จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่าคาท่ีมาประกอบเข้าด้วยกันกับคาว่า “ลีลาวดี” ล้วนแต่ ส่ือความหมายให้ผู้ฟังนึกถึงมโนภาพท่ีแตกต่างกัน เช่น ภัตตาคารลีลาวดีก็ชวนให้คิดถึงอาหารจีน ลีลาวดี โภชนาคารก็ชวนให้คิดถึงโรงอาหาร เรือนลีลาวดีก็ชวนให้คิดถึงอาหารไทยตารับชาววัง หรือ ลีลาวดีบิสโตร ก็ชวนให้คิดถึงอาหารแบบฟิวช่ัน เป็นต้น ดังน้ัน หากเราไม่เคยรู้จักร้านเหล่านี้เลย แตเ่ ราต้องการทาน “ขา้ วแชช่ าววัง” เช่ือว่าหลายคนกน็ ่าจะส่มุ ตรงกนั วา่ “เรือนลีลาวดี” หรือ “ศาลา ลีลาวดี” น่าจะมีรายการอาหารน้ีอยู่ ส่วนลีลาวดีอาศรมก็อาจชวนให้นึกถึงการนวดผ่อนคลายไปดว้ ย เป็นต้น ตัวอย่างเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึง “พลังแห่งคา” ท่ีชวนให้ผู้ฟังคล้อยไปในทิศทางต่าง ๆ แม้จะไม่เคยมีประสบการณ์ร่วมกับสิ่งนั้น ๆ มาก่อน ดังนั้น การเลือกคาใช้จึงเป็นทักษะที่สาคัญ ในการช่วยใหเ้ ราสอ่ื ความหมายได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ คาคมน่าใช้ การเลือกใช้คาที่เหมาะสมนอกจากจะเลือกใช้จากความหมายที่ตรงกับความคิดของเรา มากที่สุด อีกประการหนึ่งท่ีเราควรคานึงถึงคือ ความสละสลวยของการเลือกใช้ถ้อยคาเพ่ือให้การใช้ ภาษาของเราเกิดประโยชน์ทางอ้อมในการรักษามิตรภาพทด่ี ีไว้ หรือเสรมิ สรา้ งสมั พันธภาพทดี่ รี ะหว่าง กัน และยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงบุคลิกภาพท่ีดีของผู้พูดหรือผู้เขียนอีกด้วย วิธีการหน่ึงของการใช้ ภาษาอย่างมีสุนทรียภาพคือศิลปะของการนาคาคม หรือคากล่าวอันเป็นที่ยอมรับตามแนวนิยมของ สังคมมาใช้ประกอบการพูดหรือเขียนอีกด้วย ถ้อยคาเหล่านี้อาจมาจากคาสอนในศาสนา สานวนของ ชนชาติต่าง ๆ คากล่าวของบุคคลสาคัญ คากล่าวของตัวละครในภาพยนตร์ ถ้อยคาจากวรรณคดีช้ิน เอกของชาติ ถ้อยคาจากวรรณกรรมชิ้นเอกของโลก หรือเน้ือร้องบางตอนจากบทเพลงยอดนิยม ดงั ตวั อยา่ ง - “อตตฺ า หิ อตฺตโน นาโถ ตนเปน็ ทพ่ี ่ึงแห่งตน” (หลกั ธรรมในพระพทุ ธศาสนา) - “รากของการศกึ ษาอาจขม แตผ่ ลของมันน้ันหวาน” (Aristotle) - “จินตนาการสาคัญกว่าความรู้ เพราะความรู้นั้นมีจากัด แต่จินตนาการมีอยู่ทุก พ้ืนท่บี นโลก” (Albert Einstein) - “ไหมเส้นเดยี ว ไมเ่ ป็นด้าย ต้นไม้ต้นเดยี ว ไม่เป็นป่า” (เล่าป่ี จาก “สามกก๊ ”) - “มนุษย์มิได้เกิดมาเพ่ือพ่ายแพ้ มนุษย์อาจถูกทาลายลงได้ แต่มิใช่ผู้พ่ายแพ้” (Ernest Hemingway จากนวนยิ ายเรื่อง The Old Man and The Sea) - “ถา้ คณุ บินไม่ได้ จงวงิ่ ถา้ คณุ วิง่ ไมไ่ ด้ จงเดนิ ถ้าคุณเดินไมไ่ ด้ จงคลาน ไม่วา่ คณุ จะ ทาอะไรก็ตาม คณุ ต้องก้าวตอ่ ไปขา้ งหนา้ ใหไ้ ด้” (Martin Luther King, Jr.)

11 ถ้อยคาเหล่าน้ีล้วนเป็นที่คุ้นหูอย่างแพร่หลาย เราอาจนามาใช้ประกอบในการพูดเพื่อ เพ่ิมอรรถรส แสดงให้เห็นถึงสุนทรียภาพในการส่ือสาร และยังสะท้อนให้เห็นภูมิความรู้ท่ีผู้พูดมีอีก ด้วย ปัจจุบันมีการประดิษฐ์คาคมหรือข้อความสั้น ๆ เพ่ือนามาใช้ในการส่ือสารทางออนไลน์อย่าง กว้างขวาง ข้อความท่ีกินใจเหล่าน้ีเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ในรูปแบบของแคปชัน (Caption) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์และรสนิยมของผู้ส่งสารได้เป็นอย่างดี จึงเป็นสิ่งที่ควร ระมัดระวังโดยคานึงถึง “ความสุภาพ” และ “ค่านิยม” ของสังคมไทยก่อนที่จะระบุลงไปเสมอ ทั้งนี้ เพ่อื ประโยชน์ของผูส้ ่งสารน่ันเอง ศิลปะการใช้คา การเปลี่ยนแปลงของภาษาเป็นส่ิงธรรมดาท่ีเกิดข้ึนได้เสมอตราบเท่าท่ียังคงมีการใช้ ภาษาอยู่ ภาษาที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็คือภาษาที่ไม่มีผู้ใช้แล้ว การเปล่ียนแปลงท่ีเกิดขึ้นกับหน่วย ทางภาษามีทัง้ ที่เกดิ ในระบบเสียง คา และไวยากรณ์ อย่างไรก็ดี การเปล่ียนแปลงท่ีเกิดขึ้นง่ายท่ีสุดคือ การเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดขึ้นในระบบคา เช่น การเพิ่มคาศัพท์ในภาษา เกิดการเปลี่ยนแปลงความหมาย ของคา หรือการเปล่ียนแปลงรูปคา เป็นต้น การเปล่ียนแปลงที่เกิดข้ึนนี้หากเป็นไปเพื่อให้ผู้ใช้ภาษา มีคาศัพท์เพ่ิมมากข้ึน อาทิ การสร้างศัพท์ใหม่เพ่ือใช้สื่อความหมายถึง “นวัตกรรม” ท่ีเพ่ิงค้นพบ ก็นับว่าเปน็ การเปลยี่ นแปลงเชิงบวก แต่หากการเปล่ียนแปลงที่เกิดขนึ้ อาจส่งผลกระทบต่อภาษา เชน่ การต้ังใจที่จะสะกดคาผิดในภาษาแชท เดิมนักภาษาอาจมองว่าส่งผลให้ “ภาษาวิบัติ” แต่ในปัจจุบัน นักภาษาหลายท่านก็มองว่าเป็นเพียงรูปแบบหน่ึงของการใช้ภาษา หากเป็นปัญหาก็แก้ไข มิได้ส่งผล ถึงขนั้ ทาใหภ้ าษาสญู สลายหรือวิบัติไปแตอ่ ยา่ งใด คาศัพท์ในส่ือดจิ ทิ ลั ปัจจุบันส่ือออนไลน์เป็นช่องทางการสื่อสารท่ีได้รับความนิยมสูงมาก ด้วยคุณสมบัติของ ความรวดเร็ว ความประหยดั และความหลากหลายของสื่อออนไลนท์ าให้ผ้ใู ชภ้ าษาเลอื กใช้การส่ือสาร ผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างเหมาะสมกับจุดมุ่งหมายของตนเอง เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ จดหมาย อิเล็กทรอนิกส์ แอปพลิเคชันไลน์ ทาให้เกิดการใช้ภาษาให้เหมาะกับช่องทางออนไลน์ เช่น การสะกด คาท่ีต่างออกไปเพื่อส่ือความรู้สึกเพิ่มเข้าไปในความหมายประจาคา ตัวอย่างเช่น รออออออออ มากกกกกก จุงเบย อะเคร การใช้ภาษาในลักษณะน้ีมีให้พบเห็นทั่วไป เราอาจเรียกว่า ภาษาแชท (Chat) ซ่ึงหากมองว่าส่ือความหมายได้ชัดเจนตรงตามท่ีผู้ส่งสารต้องการหรือไม่ ผู้รับสารกาหนดรู้ ความหมายได้หรือไม่ จะเห็นได้ว่าการใช้ภาษารูปแบบนี้ก็สื่อสารได้ตรงท้ังความหมายและสามารถ เพิ่มความรสู้ กึ เข้าไปอกี ด้วย แต่ทว่าการเลือกใช้คาศัพท์ก็เป็นการแสดงความเคารพ หรือการให้เกียรติ กนั ระหวา่ งคสู่ นทนา ดังน้นั การใช้ภาษารูปแบบนีจ้ ึงมีข้อควรระวงั ว่ากาลังสอื่ สารอยู่กับใคร หรอื กาลงั สอ่ื สารเรื่องอะไร หัวใจสาคญั จึงอยูท่ ่กี ารเลอื กใช้ “คาศัพท”์ ใหเ้ หมาะสมกับบริบทนัน่ เอง ดงั ตัวอยา่ ง “อะเครคะ่ เด๋วนู๋บอกเพื่อนให้คะ่ จารย์”

12 ข้อความข้างต้น ส่ือความหมายได้ แต่หากใช้ในสถานการณ์ท่ีนักศึกษาส่งข้อความถึง อาจารย์ผ่านแอปพลิเคช่ันไลน์ การสะกดคาดังกล่าวน่าจะเชื่อได้ว่าไม่ได้เกิดจากการท่ีนักศึกษาสะกด คาผิด แต่เปน็ การต้ังใจสะกดผิดเพื่อใหก้ ารส่ือสารมีความเปน็ กันเองมากข้นึ กรณีเชน่ นี้เกดิ ขึน้ ได้เสมอ แต่หากพิจารณาจากปริบททางวัฒนธรรมแล้ว สังคมไทยยังคงให้ความสาคัญกับ “ความอาวุโส” ท่ีเก่ียวพันกับอายุ ตาแหน่ง หน้าท่ี ดังนั้น สถานภาพของบุคคลจึงเป็นปริบทที่ผู้ส่งสารควรนามา ใคร่ครวญก่อนการส่งสาร รูปแบบการใช้ภาษาข้างต้นจึงไม่เหมาะสมเมื่อส่ือสารกับอาจารย์หรือ ผู้ท่ีมีสถานภาพสูงกว่า แม้ว่าจะสื่อสารกับเพ่ือนในวัยเดียวกัน หากความสัมพันธ์ยังไม่สนิทมากพอ การเลือกใชค้ าท่สี ะกดถกู ตอ้ งกเ็ ป็นวธิ หี นง่ึ ของการแสดง “ความสุภาพ” ผา่ นทางภาษาได้เป็นอยา่ งดี คาใหม่ มีคากล่าวว่า “โลกแคบลงทุกวัน” ซึ่งไม่ได้หมายความถึงลักษณะทางกายภาพของโลกวา่ มีขนาดเล็กลง หากแต่หมายถึงการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาคมในโลกมีความสะดวกยิ่งขึ้นตาม การพัฒนาของเทคโนโลยี ผลลัพธ์ประการหน่ึงท่ีเกิดข้ึนคือ การเพ่ิมจานวนของคาศัพท์ในภาษาอย่าง รวดเร็ว คาต่าง ๆ ที่เพิ่มข้ึนน้ี เราอาจใช้เกณฑ์ตัดสินว่าเปน็ “คาใหม่” จากการที่คาเหล่านย้ี ังไม่ได้รบั การบัญญัติในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แต่อย่างไรก็ตาม เม่ือเราเป็นสมาชิกในสังคม เราก็ ย่อมต้องพยายามท่ีจะกาหนดรู้ความหมายของคาศัพท์ใหม่เหล่านี้ เพื่อประโยชน์ของตัวเราเองในการ เรยี นรูส้ ่ิงใหม่ ๆ ท่เี กิดขึน้ ได้อย่างกระจ่าง หรือแมก้ ระท่ังประโยชน์ในทางอ้อมทแ่ี สดงถึงความทันสมัย การกา้ วทันความกา้ วหน้าของสงั คมโลก ดงั น้นั เม่ือเราพบคาศพั ท์ใหม่ เราจึงไมค่ วรละเลยทจ่ี ะกาหนด รู้ความหมายของคาน้ัน ไม่ว่าจะใช้วิธีการคาดเดาความหมายจากปริบท (Context) ท่ีแวดล้อม หรือ การค้นหาความหมายจากแหล่งการเรียนรู้ท่ีเชื่อถือได้ ปัจจุบันสานักงานราชบัณฑิตยสภาได้จัดทา โปรแกรมประยุกต์หรือแอปพลิเคชัน พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 และ “อ่าน อย่างไร เขียนอย่างไร” ซ่ึงสามารถใช้งานบนโทรศัพท์เคล่ือนที่แบบสมาร์ตโฟนเพ่ือให้ประชาชน สามารถเข้าถึงการค้นหาคาศัพท์ได้สะดวกขึ้น นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการหลายท่านที่เฝ้าสังเกตและ อธิบายความหมายของคาศัพท์ใหม่ท่ีเกิดข้นึ คาศัพทเ์ หล่าน้ใี นระยะแรกทเี่ รมิ่ รับเข้ามาอาจใช้แบบทับ ศัพทไ์ ปกอ่ น เชน่ บิตคอยน์ (Bitcoin) ไซเบอร์ บลู ลี (Cyber Bully) หากต่อมาเริ่มใช้อยา่ งแพร่หลาย ก็อาจมีการบัญญัติศัพท์เกิดข้ึน เช่น เอไอ (AI คาย่อจาก Artificial Intelligence) ปัจจุบันใช้คาว่า “ปญั ญาประดษิ ฐ์” ช่องทางทีเ่ ราสามารถคน้ หาคาทบั ศัพทเ์ หล่านีไ้ ดช้ ่องทางหนง่ึ คือ ระบบฐานขอ้ มูล คาทบั ศัพท์ของสานักงานราชบัณฑติ ยสภา ดังภาพที่ 2.1

13 ภาพที่ 2.1 ภาพแสดงการสบื คน้ คาทับศัพทจ์ ากระบบฐานข้อมลู คาทับศัพท์ ของสานักงานราชบัณฑิตยสภา ท่ีมา: สานกั งานราชบณั ฑิตยสภา (2566) นอกจากนี้ ศิลปะของการใช้คายังมีอีกหลายประการท่ีเราควรหม่ันเรียนรู้ ฝึกฝน เพื่อให้ เราสามารถใช้ประโยชน์จากภาษาไดอ้ ย่างเตม็ ประสทิ ธภิ าพ ไดแ้ ก่ 1. การใช้คาในกลุ่มท่ีร่ืนหูหรือตามโรงเรียนก็ฝึกฝนให้เด็ก ๆ ใช้ให้เป็นนิสัย เช่น กรุณา เสียใจ ทา่ น คณุ (ชื่อ) ขอโทษ 2. การเล่ยี งคาทม่ี ีความหมายเชิงลบ เช่น สมบรู ณ์ (แทนอ้วน) ผสู้ งู วยั (แทนคนชรา) 3. งดใช้คาหยาบ คาผวน คาด่า โดยเฉพาะในสื่อออนไลน์เพื่อหลีกเล่ียงร่องรอยทาง ดิจทิ ัล (Digital Footprint) ท่อี าจย้อนกลบั มาทาร้ายเราไดใ้ นภายหลัง จากที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดเก่ียวกับการใช้คา หัวใจสาคัญคือการเลือกใช้คาท่ีผู้ส่ือสาร เข้าใจความหมายได้ตรงกัน และการเลือกใช้คาให้เหมาะกับกาลเทศะ โดยตระหนักไว้เสมอว่า การเลือกใช้คาเป็นหน่งึ ในวิธีการแสดงความเคารพซึ่งกันและกันระหวา่ งผ้ใู ช้ภาษา นอกจากน้ี ยังเป็น กระจกท่ีสะท้อนใหเ้ ห็นถึงภมู ปิ ัญญา มารยาท ความรเู้ ท่าทันโลก และรสนิยมของผพู้ ูดหรอื ผู้เขยี นผ่าน “พลังแห่งคา” อีกดว้ ย

14 คาถามทบทวน 1. “ความประณีตในการใชค้ า” หมายถงึ สงิ่ ใด จงยกตวั อย่างประกอบ 2. คากล่าวท่ีมีความหมายเป็นท่ียอมรับของสังคม หรือคาคมต่าง ๆ มีประโยชน์อย่างไร ในการส่ือสาร 3. การสะกดคาผดิ โดยต้งั ใจ เชน่ รอออออ อาราย มา่ ยอาววว ใช้เพอ่ื จุดประสงค์ใด 4. สิ่งสาคัญที่สดุ ทีผ่ ู้ใช้ภาษาควรคานงึ ถึงในการเลอื กใช้คาศัพท์คืออะไร 5. “คาใหม่” ท่ีเกิดขึ้นเกิดจากอะไรได้บ้าง และผู้ใช้ภาษาควรใช้ “คาใหม่” เหล่านี้ โดยมีขอ้ ควรระวังอยา่ งไร

15 เอกสารอ้างอิง ชนกพร อังศุวิริยะ. (2559). ภาษากบั สังคม. กรุงเทพฯ: โอเดยี นสโตร์. สานักงานราชบัณฑิตยสภา. (2566, 19 มีนาคม). ระบบฐานข้อมูลคาทับศัพท์ของสานักงาน ราชบัณฑิตยสภา. https://transliteration.orst.go.th/search Hemingway, E. (1994). The Old Man and the Sea. London: Arrow Books. The Standard Wealth. (2021). 9 วลีเด็ดของ ‘มาร์ตนิ ลเู ทอร์ คงิ จูเนียร์’ ขดั เกลาชวี ติ ปลกุ ภาวะ ผู้นาในตวั . https://thestandard.co/martin-luther-king-jr-leader-talk/

16

17 บทท่ี 3 เขียนอยา่ งไร ใหเ้ ข้าใจตรงกัน การเขียนเป็นกระบวนการส่งสารที่จะทาให้ผู้อ่านเข้าใจผ่านตัวอักษร ความยากของ การเขียนคือ ผู้เขียนมักจะเขียนไม่หมด หรือเขียนไม่ตรงกับสิ่งท่ีต้องการสื่อ ทาให้ผู้อ่านไม่เข้าใจหรือ เข้าใจผิดจุดประสงค์ ดังนั้น การเขียนเพ่ือสร้างความใจให้ตรงกันทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสารจึงเป็นส่ิงท่ี สาคัญท่ผี ู้เรียนจะตอ้ งเรียนรู้ เพอื่ นาไปส่กู ารเขยี นในระดบั ทสี่ ูงขึน้ ตอ่ ไป พืน้ ฐานการเขียน ผู้ท่ีมีพ้ืนฐานการเขียนท่ีดี ไม่ใช่เพียงแค่รู้ว่าวิธีเขียนท่ีถูกต้องเป็นอย่างไร แต่ต้องสามารถ ที่จะเขียนออกมาได้อย่างถูกต้องด้วย ดังน้ัน การเขียนจึงเป็นการเรียนรู้ทั้งเน้ือหา และการฝึกฝน เพือ่ ใหก้ ารส่ือสารด้วยการเขียนประสบความสาเร็จย่ิงขน้ึ 1. การเขียนคอื อะไร การเขียนคือ การถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก ประสบการณ์ต่าง ๆ ของผู้เขียน สู่ผู้อ่าน ผ่านตัวอักษร ซึ่งในปัจจุบันการเขียนได้เปลี่ยนรูปแบบจากการเขียนด้วยปากกาหรือดินสอ เขียนบนกระดาษ เป็นการเขียนบนเคร่ืองมือส่ือสาร หรือการพิมพ์ตัวอักษรผ่านส่ือสังคมออนไลน์ ต่าง ๆ แต่จุดมุ่งหมายของการเขียนก็ยังไม่ต่างกัน ดังนั้น ผู้เขียนจะต้องเข้าใจในความหมายข้างต้น กอ่ น จึงจะสามารถเรยี นรเู้ น้อื หาต่อไปได้ 2. กระบวนการเขียน ศศิธร ธัญลักษณานันท์ (2542 อ้างถึงใน วัชรพล วิบูลยศริน และศุภศิริ บุญประเวศ, 2558) เสนอกระบวนการของการเขยี นประกอบดงั นี้ 2.1 การเลือกเร่ือง ผู้เขียนจะต้องเลือกเร่ืองที่ตนเองสนใจและเห็นว่ามีประโยชน์ต่อ ผู้อ่าน และควรเป็นเร่ืองท่ีตนมีประสบการณ์หรือมีความรู้เป็นอย่างดีเพ่ือจะได้สามารถนาเสนอ เรื่องราวได้อย่างชัดเจนสมบูรณ์ และถูกต้อง หากผู้เขียนไม่ไดม้ ีประสบการณห์ รอื ความรู้เก่ียวกับเรื่อง ท่ีจะเขียนโดยตรง แต่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลเพ่ือใช้ในการเขียนได้อย่างสมบูรณ์ ก็สามารถเลือก เรือ่ งทสี่ นใจดงั กล่าวได้ 2.2 การวางโครงเรื่อง เม่ือเลือกเร่ืองที่จะเขียนได้แล้วข้ันตอนต่อไปคือการวางโครง เร่ือง ซึ่งหมายถึง การกาหนดขอบเขตและข้ันตอนของความคิดเพ่ือเป็นแนวทางสาหรับการเขียน เร่ืองราวได้อยา่ งมเี อกภาพและตอ่ เนื่องตามข้นั ตอนดงั นี้ 2.2.1 การรวบรวมความรู้ ความคิด คือ การรวบรวมความรู้ ความคิดเก่ียวกับ เรื่องที่จะเขียนให้มากที่สุด ความรู้ ความคิดดังกล่าวอาจได้มาจากการค้นคว้าข้อมูลเอกสาร จากการ สังเกต สอบถาม หรือสัมภาษณ์การเลือกสรรความรู้ ความคิด คือ การนาความรู้ ความคิดท่ีรวบรวมได้ มาเลือกสรรเฉพาะหวั ขอ้ ท่ีเก่ยี วขอ้ งกับเร่อื งทีจ่ ะเขยี น หวั ขอ้ ใด ๆ ไม่เก่ียวขอ้ งตดั ทิง้ ไป

18 2.2.2 การจัดลาดับความรู้ ความคิด คือ การนาหัวข้อท่ีเลือกสรรมาเรียงลาดับ ตามความเหมาะสมโดยอาจจะเรียงลาดบั ตามเวลา ตามเหตุและผล หรอื ตามความสาคัญของเรอื่ ง 2.2.3 การขยายความรู้ ความคิด คอื การขยายความรู้ความคิดในส่วนของหัวข้อ ใหญ่ใหล้ ะเอียดข้นึ ดว้ ยการกาหนดเปน็ หัวขอ้ รองและหวั ข้อย่อย 2.2.4 การวางโครงเร่ืองอาจทาในรูปหัวข้อ คือ เป็นคาหรือวลี หรืออาจทาในรูป ของประโยคได้ แต่ทั้งนี้ควรใช้แบบใดแบบหนึ่งอย่างสม่าเสมอ และควรเลือกใช้ให้เหมาะกับข้ันตอน เฉพาะข้ันตอนการรวบรวมความรู้ความคิดควรต้ังประเด็นเป็นประโยคคาถาม ส่วนขั้นตอนอ่ืนใช้เป็น คาหรือวลกี ไ็ ด้ 3. การลงมอื เขยี น เม่ือวางโครงเร่อื งเรยี บร้อยแลว้ ขนั้ ต่อไปคอื การลงมือเขียน ซ่ึงจะต้อง เปน็ ไปตามโครงเร่ืองท่ีวางไว้ 3.1 การเขยี นคานาหรือส่วนที่จะทาให้ผอู้ ่านเกดิ ความสนใจในงาน เปน็ จดุ เร่มิ ตน้ ทีจ่ ะ โยงความสัมพนั ธ์ไปสเู่ น้ือหา วธิ กี ารเขยี นคานามหี ลายวิธี สว่ นจะเลอื กวิธใี ดนั้นควรพจิ ารณาให้เข้ากับ เรื่องท่ีจะเขียนเป็นสาคัญ ตัวอย่างเช่น การเขียนคานาด้วยการยกคาประพันธ์คาคมหรือสานวน การกาหนดความหมาย การยกข้อความซ่ึงตัดตอนมากล่าว การเลา่ เรื่อง คาถามหรือปญั หาที่นา่ สนใจ เพอ่ื ให้ผอู้ ่านอยากทราบคาตอบ สง่ิ ท่ีจะกลา่ วในเน้ือเรื่อง หรอื การใชค้ วามตรงกันข้าม 3.2 การเขียนเนื้อเร่ืองหรือส่วนที่ผู้เขียนเสนอสาระสาคัญของเรื่อง ซึ่งต้องแสดง ความรู้ ความคิด หลักฐานและข้อเท็จจริงต่าง ๆ อย่างกว้างขวางและสมบูรณ์ ตรงตามหัวข้อเร่ือง ที่จะเขียน การเขียนเรียงความจะตรงประเด็นต้องอาศัยการวางระวางโครงเร่ืองที่ดี และการเขียนจะ ชัดเจนแจ่มแจ้งต้องอาศัยการใช้ภาษาท่ีเหมาะสม ผะอบ โปษะกฤษณะ (2526 อ้างถึงใน วัชรพล วบิ ลู ยศรนิ และศภุ ศิริ บญุ ประเวศ, 2558) ได้กล่าวถงึ ลกั ษณะของภาษาทดี่ ีไวด้ งั น้ี 3.2.1 มีความชัดเจน คือ อ่านแล้วเข้าใจทันทีไม่มีข้อเคลือบภูมิสงสัย การใช้ ภาษาง่าย รัดกุม ถูกตอ้ งตามความหมาย 3.2.2 มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน ผู้อ่านอ่านแล้วจับจุดหมายได้ทันที ไม่พร่า เลอะเลอื นหรือมพี ลความมากเกนิ ไป 3.2.3 มคี วามสมั พันธ์ดี ดาเนินความเป็นไปตามลาดบั ตอ่ เนอื่ งกนั ไม่วกวน ผ้อู ่าน ตดิ ตามได้งา่ ย 3.2.4 มีความกว้างขวาง ผู้อ่านอ่านแล้วได้เพิ่มพูนในด้านความรู้ หรือความบันเทิง หรือทั้งความร้คู วามบนั เทิง 3.2.5 มีความประณีต การใช้คาตลอดจนการเข้าประโยคใช้ความประณีตเลือก มาอย่างถูกต้องและเหมาะสม 3.2.6 มคี วามไพเราะงดงาม ภาษาท่ใี ชท้ าใหผ้ ู้อ่านอา่ นแล้วรสู้ ึกจับใจ การเขียนส่วนของเนื้อเรื่องต้องแบ่งสัดส่วนออกเป็นย่อหน้าต่าง ๆ หลายย่อหน้า จะยอ่ หนา้ เมอื่ ใดนั้นขน้ึ อยู่กบั การดาเนนิ เร่ือง และข้นึ อยู่กบั ว่าไดเ้ ปลี่ยนหวั ข้อที่จะพดู ถึงหรือยัง

19 3.3 การเขียนคาลงท้ายหรือส่วนที่จะทาให้ผู้อ่านเกิดความประทับใจ สมใจคาลงท้าย ที่ดีจะต้องสัมพันธ์และสอดคล้องกับคานาและเนื้อหา วิธีการเขียนคาลงท้ายมีหลายวิธี อาทิ การย่อ สาระสาคัญของเนื้อเร่ืองเพ่ือย้าความ การฝากข้อคิดเห็น คาประพันธ์ คาคม หรือสานวน (อย่าใช้ซ้า กับคานา) หรอื คาตอบเมื่อต้ังปัญหาหรือคาถามในคานา ข้อควรคานึงในการเขียน ควรเขียนด้วยลายมือที่อ่านง่าย สะอาด และที่สาคัญ ควรเขียนตัวสะกดการันต์ให้ถูกต้อง นอกเหนือจากการเขียนตามข้อมูลที่เก็บของรวบรวมแลว้ ผู้เขียน ควรเขยี นแสดงความคดิ เหน็ ท่เี ป็นกลางและสร้างสรรค์ด้วย และการเขยี นไม่ควรใช้ภาษาระดับสนทนา ไม่ควรเขียนในลักษณะบทสนทนา หรือตอบคาถามเป็นข้อข้อและไม่ควรใส่คาลงท้าย เช่น จ้ะ ค่ะ ครับ หลังขอ้ ความ 4. การใชภ้ าษาในการเขียน การเขียนแตกต่างจากการพูด ดังนั้น ภาษาเขียนจึงแตกต่างกับภาษาพูดตามไปด้วย ตามท่ีผู้เรียนได้เรียนรู้ในเนื้อหาในบทก่อนหนา้ น้ี แม้ว่าภาษาเขียนและภาษาพูดจะแตกต่างกัน แต่ทั้ง สองทักษะน้ันต่างก็ต้องการนาเสนอความรู้ความคิดเช่นเดียวกัน โดยการใช้ภาษาในการเขียนนั้นมี หลักสาคัญ 4 ประการ ดังน้ี (วัลยา ช้างขวัญยนื , 2551) 4.1 การใชค้ าเปน็ เบือ้ งต้นของการเขียน ในภาษาเขียนท่ดี ีผู้เขียนต้องร้จู ักใชค้ าให้ตรง ความหมาย ใช้คาสุภาพ ไม่ใชค้ าทบั ศพั ท์ตา่ งประเทศโดยไม่จาเป็น 4.2 การสร้างประโยค ต้องระวังให้ถูกไวยากรณ์ ควรพิถีพิถันเร่ืองความถูกต้องและ ชัดเจน ให้กะทัดรัดสละสลวย และรู้จักเน้นส่วนสาคัญของประโยคให้มีน้าหนัก การเสนอความรู้และ ความคดิ จะมปี ระโยคคานาเปน็ ประโยคแรก เพอื่ เรา้ ความสนใจใหผ้ ้อู า่ นอยากรเู้ รื่องราวต่อไป 4.3 ย่อหน้า เป็นเครื่องหมายแสดงว่าผู้เขียนกาลังเร่ิมเสนอความคิดใหม่ แต่ละย่อ หน้าควรมีความคิดสาคัญเพียงความคิดเดียว ย่อหน้าทาหน้าที่เรียงลาดับเน้ือเร่ือง หรือเรียงความคิด สาคัญของผู้เขียนให้เห็นได้ชัดเจน ไม่สับสน ย่อหน้ามอี งคป์ ระกอบ 2 สว่ น คือ ประโยคใจความสาคัญ ซง่ึ อาจอยทู่ ่สี ่วนตน้ สว่ นกลาง หรอื ส่วนท้ายของยอ่ หน้าก็ได้ ส่วนท่ีเหลอื เปน็ ประโยคขยายความ 4.4 การเขียนเรียบเรียงเร่ืองใด ๆ น้ัน ผู้เขียนต้องเลือกเขียนเรื่องท่ีมีความรู้เพียงพอ ควรวางขอบเขตเรื่องที่จะเขียนให้เหมาะสมกับเน้ือหา และความยาวของเรื่อง ต้องวางโครงเรื่องให้ เป็นหวั ข้อที่สมั พันธ์กนั ตามเหตุตามผล การเขยี นประโยค การเขียนประโยคคือ การนาเอาคาหลาย ๆ คามาเรียงต่อกันเป็นกลุ่มคา มีลักษณะเป็น วลีและประโยคอย่างถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ทั้งในด้านรูปแบบและความหมาย โดยท่ัวไปประโยค ประกอบดว้ ยคาต้งั แต่ 2 คาขึน้ ไป ที่มีท้ังภาคประธานและภาคแสดง (STOU, 2548) การเขียนประโยคควรคานึงถึงส่วนประกอบของประโยค ไดแ้ ก่ คา และวลี ประเภทของประโยค ได้แก่ 1) ประโยคบอกเล่าอาจเป็นประโยคแสดงข้อเท็จจริง ประโยคแสดงความคิดเห็น หรือประโยคขอร้อง 2) ประโยคคาถาม เป็นประโยคท่ีแสดงความสงสัย

20 และต้องการคาตอบ 3) ประโยคคาส่ัง เป็นประโยคท่ีแสดงให้เห็นว่าผู้พูดมีอานาจเหนือกว่า และ ต้องการให้ผ้ฟู งั ปฏิบัตติ าม และ 4) ประโยคอทุ าน เป็นประโยคทเี่ กิดจากการตกใจ เสยี ใจ หน้าท่ีของประโยคในย่อหน้า ได้แก่ การทาหน้าที่เป็นประโยคใจความสาคัญ ประโยค ขยายหลกั ประโยคขยายรอง ประโยคเชื่อม ประโยคคานา ประโยคสรปุ การเขียนยอ่ หนา้ การเขียนย่อหน้าคือ การนาเอาประโยคหลาย ๆ ประโยคมาเรียงต่อกันเป็นย่อหน้า การเขยี นยอ่ หน้าควรคานงึ ถึงประเดน็ ต่อไปน้ี (STOU, 2548) 1. ส่วนประกอบของย่อหน้า ซึ่งต้องมีความสมบูรณ์ในเน้ือหาสาระ ความสอดคล้อง ต่อเน่อื งของเนื้อเรือ่ ง ความถูกตอ้ งตามหลกั วชิ าการ หลักตรรกะ และความมีเหตผุ ล 2. ประเภทของย่อหนา้ 2.1 การแบ่งประเภทของย่อหน้าตามลักษณะการเขียน เช่น การให้ข้อสรุปก่อน นาไปสูร่ ายละเอียด (Deduction) การให้รายละเอียดก่อนนาไปสู่ขอ้ สรปุ (Induction) 2.2 การแบ่งประเภทของย่อหน้าตามจุดประสงค์ในการเขียน มีหลากหลาย เช่น การเขียนเพ่ือใหข้ ้อมูล การเขียนเพ่อื โน้มนา้ วใจ การเขยี นเพอื่ โต้แยง้ 3. หนา้ ท่ีของยอ่ หน้าประโยคในความเรียง มีทง้ั การเป็นส่วนนาเรอื่ ง เนอ้ื เร่ือง และสรปุ การเขียนสรปุ ความ การเขียนสรุปความ คือ การนาประเด็นสาคัญของเร่ืองท่ีอ่านหรือฟัง มาเขียนเรียบเรียง ใหม่ให้ส้ันกระชับ เข้าใจง่าย เนื้อหาครอบคลุมสาระสาคัญของเรื่อง และตรงกับจุดมุ่งหมายของเรื่อง โดยใชส้ านวนภาษาของตนเอง วิธีการเขียนสรุปความ โดยการนาเน้ือหามาตอบคาถามดังนี้ ใคร ทาอะไร ท่ีไหน เม่ือไร อย่างไร ผลเป็นอย่างไร จากนัน้ นามาเขยี นเรยี บเรียงใหมด่ ว้ ยสานวนภาษาของตนเอง ดงั ตัวอย่าง “แหล่งสาคัญของ PM2.5 ในบรรยากาศ คือ การเผาไหม้เชื้อเพลิง ธรรมชาติท่ีไม่สมบูรณ์ และฝุ่นจากการก่อสร้าง ซึ่งจะมีการผลิตขึ้นใหม่ในทุกวัน แต่มันจะสะสมได้ง่ายถ้ามีการผลิตมากข้ึนและฟุ้งกระจายออกไปได้น้อยลง ตัวอยา่ งคือ “เชยี งใหม่” ในชว่ งต้นปขี องทกุ ปที ่ีมกี ารเผาพ้นื ทีเ่ กษตรกรรมกันมาก และตัวเมืองมีภูเขาล้อมรอบจึงเป็นแอ่งกระทะที่ขังเจ้าตัวน้อยได้ง่าย แต่ใน “กรุงเทพฯ” ของเรา มีการผลิตอนุภาคนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน โดยเฉพาะจาก ยานพาหนะในทอ้ งถนน แตใ่ นช่วงปลายปีถงึ ตน้ ปีจะเกดิ สภาวะ “การตกตะกอน” เม่ืออุณหภูมิอากาศเปล่ียนแปลงเร็วร่วมกับความชื้นสูงและลมอับ อีกทั้งการมีตึก สงู จานวนมากทาใหต้ ัวเมอื งเหมือนเปน็ แอ่งกระทะกลาย ๆ เจ้าตวั น้อยจงึ วนเวยี น อยู่มากในช่วงกลางคืน แล้วค่อย ๆ จางหายไปเม่ือพระอาทิตย์ทางานส่องสว่าง เตม็ ท”่ี (นิธิพฒั น์ เจียรกุล, 2563)

21 ใคร ฝุน่ PM2.5 ทาอะไร เกิดจากการเผาเชอื้ เพลงิ และการกอ่ สร้าง ท่ีไหน เชยี งใหม่และกรุงเทพฯ มีลักษณะเปน็ แอง่ กระทะ เมื่อไร ในชว่ งปลายปถี งึ ตน้ ปี อยา่ งไร อากาศเปลีย่ น ความช้ืนสูง ลมอับ ผลเป็นอยา่ งไร เกิดการสะสมของฝุ่นเป็นสภาวะตกตะกอนในช่วงกลางคืนและ จางไปตอนกลางวัน สรุปความได้ ดงั นี้ ฝุ่น PM2.5 เกิดจากการเผาเช้อื เพลิงและการก่อสร้าง โดยในช่วงปลายปีถึงต้นปีที่อากาศ เปลี่ยน ความชื้นสูง ลมอับ เชียงใหม่และกรุงเทพฯ มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ PM2.5 จะสะสมเกิด สภาวะตกตะกอนในชว่ งกลางคืนและจางไปตอนกลางวนั การเขียนวลีเดด็ การเขียนวลีเด็ดหรือแคปช่ัน (Caption) หรือข้อความพาดหัวหรือคาบรรยายภาพ คือ การเขียนกลุ่มคาที่เรียงต่อกันเป็นระเบียบแต่ยังไม่เป็นประโยคสมบูรณ์ และมีความหมายท่ีรู้และ เขา้ ใจกันได้ (สานักงานราชบัณฑิตยสถาน, 2566) ปัจจุบันเราจะพบเห็นแคปชั่นอยู่ในส่ืออินเทอร์เน็ตต่าง ๆ ได้แก่ เว็บไซต์ สื่อสังคม ออนไลน์ โฆษณา เปน็ ต้น อยู่เสมอ เปน็ ส่วนสาคญั ทีผ่ รู้ ับสารเห็นเป็นอันดับแรก ผูใ้ ช้สือ่ สงั คมออนไลน์ โดยเฉพาะอินสตราแกรม (Instagram) นิยมโพสต์ (Post) รูปและแคปชั่น แสดงอารมณ์ความรู้สึก ความสนุกสนานให้กับผู้ติดตาม สามารถเรียกความสนใจ สร้างยอดช่ืนชอบ (Like) ได้เป็นอย่างดี ในขณะท่ีผู้ประกอบการก็ใช้แคปช่ันในการดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายท่ีอยู่ในโลก ออนไลนใ์ ห้สนใจแบรนด์ (Brand) สินค้าหรือบรกิ าร วธิ ีการเขยี นวลีเด็ดบนสอื่ สงั คมออนไลน์ 1. ต้องรู้จักและเข้าใจลักษณะจิตวิทยาของกลุ่มเป้าหมาย พฤติกรรมการใช้ส่ือสังคม ออนไลน์ ส่ิงท่กี ลุม่ เป้าหมายสนใจ ชนื่ ชอบ ต้องการ ความคิด ความร้สู ึก ทศั นคติ ค่านิยม การใชช้ ีวิต เปน็ ต้น 2. ร่างแคปชั่น โดยใช้คาสาคัญ (Keyword) ที่โดนใจกลุ่มเป้าหมาย ใช้ข้อความสั้น ๆ กระชับ เข้าใจง่าย ดึงดูดความสนใจ สร้างบรรยากาศท่ีดี อารมณ์ขัน สนุกสนาน บอกถึงเรื่อง ที่ นาเสนอ กระตุ้นให้ผู้รับสารอยากอ่านหรือดูเน้ือหาเพิ่ม อาจใช้ข้อความท่ีชวนให้สงสัยหรือติดตาม หากเป็นแคปช่ันประกอบคาบรรยาย ข้อความควรจะเสริมให้ผู้รับสารเข้าใจภาพมากย่ิงข้ึน โดยไม่ บอกซ้ากับสงิ่ ทีภ่ าพบอกไว้ แคปช่ันท่ใี ช้คาคล้องจองกันจะช่วยดึงดดู ได้ดี 3. ตรวจสอบแคปช่ัน โดยการให้ผู้อ่ืนอ่านและสอบถามความคิดเห็นเพื่อนาข้อมูลมา ปรับปรงุ

22 ตัวอย่าง ไม่ได้ชอบอ่อย แต่อร่อยนะตวั เอง เหน่ือยไหม ทีม่ าว่งิ อยใู่ นใจฉัน น่ารกั ลดครง่ึ ราคา ถ้าไลน์มาแม่คา้ สง่ ฟรี ลูกค้าถามแต่ไมซ่ ื้อ นี่หรอื ชีวติ แม่คา้ รกั ลกู ค้าหมดใจ ใครโอนไวรักรัว ๆ ทอ๊ ฟฟเี่ คก้ หวานหอม เหมือนแกม้ น้องในดงอ้อย คาถามทบทวน 1. การเขียนแตกต่างกบั การพดู อยา่ งไร 2. ถ้านักศึกษาต้องเขียนเกี่ยวกับการทางานในโลกอนาคต ควรมีเน้ือหาประมาณ กย่ี ่อหนา้ ไดแ้ ก่อะไรบ้าง 3. จงบอกวิธกี ารเขียนสรุปความ 4. จงเขียนสรุปความเน้ือหาต่อไปนี้ “ละเมอแชท (Sleep Texting) มีสาเหตุมาจากการติดมือถือมาก เกินไป ผู้ท่ีมีอาการเข้าข่ายเป็นโรคน้ีจะไม่ปล่อยโทรศัพท์ไว้ห่างจากตัว จะมีอาการอยู่ในสภาวะก่ึงหลับก่ึงต่ืน และถูกกระตุ้นการตอบสนองของ สมองด้วยการลุกขึ้นมาตอบกลับข้อความทันทีหลังจากได้ยินเสียงแจ้ง เตือน หรือเม่ือมีการส่ันเตือน ซ่ึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทาให้นอนหลับ ไม่สนิท สะดุ้งตื่น พักผ่อนไม่เพียงพอ รวมถึงระบบการทางานต่าง ๆ ของ ร่ายกาย รู้สึกเหน่ือยง่าย ไม่มีแรงในการทากิจกรรมต่าง ๆ เกิดความเครียด สะสม และเสยี่ งต่อการเป็นโรคอว้ นอีกด้วย” (โรงพยาบาลศิครินทร์, 2566) 5. จงเขยี นวลเี ด็ด (Caption) บนสื่อสงั คมออนไลนม์ า 1 วลี

23 เอกสารอ้างองิ นิธพิ ัฒน์ เจียรกุล. (2563). ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับ PM2.5. https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=1360 วชั รพล วิบูลยศริน. (2559). ภาษาไทยและวฒั นธรรม. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยสวนดสุ ิต. วัลยา ช้างขวัญยืน. (2551). ลักษณะภาษาเขียนท่ีดี. ใน: เอกสารการสอนชุดวิชา การอ่านภาษาไทย หน่วยที่ 1-8. นนทบรุ ี: มหาวิทยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช. โรงพยาบาลศิครนิ ทร์. (2566). Social Addiction ผลกระทบชีวติ ติดโซเชยี ล. https://www.sikarin.com/health/social-addiction-ผลกระทบชวี ติ ติดโซเชี สานักงานราชบณั ฑิตยสถาน. (2566). พจนานกุ รม ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2554. https://dictionary.orst.go.th/ STOU. (2548). ลักษณะทว่ั ไปของการเขยี น. https://www.stou.ac.th/schools/sla/ englishwriting/cd-om/Module1/Index1.htm

24

25 บทท่ี 4 ฟังดรู ้คู วาม ธรรมชาติของมนุษย์ คือการอยากรู้อยากเห็นและการเร่ิมแสวงหาความรู้ แสวงหาความ ข้อมูลส่ิงใหม่ ๆ จากประสบการณ์และการดู การสังเกต การฟัง ผ่านทักษะทางการส่ือสารที่อยู่ใน ประเภทของการรับสาร และยังเป็นทักษะการใช้ภาษาท่ีใช้มากที่สุดในชีวิตประจาวัน คือ ทักษะการ ฟัง หลายคนจงึ เขา้ ใจว่าทกั ษะการฟังนัน้ ไม่จาเป็นต้องมีการฝึกฝนเพราะทุกคนมีความสามารถในการ ฟังแลว้ แตท่ ักษะการฟังกเ็ หมือนกบั ทักษะอ่นื ๆ ที่ต้องได้รับการฝึกฝนพัฒนาอยู่เสมอจงึ จะใช้ได้อย่าง มีประสิทธิภาพสูงสุด จึงจะไม่เป็นเพียงแค่การได้ยินเสียงเท่านั้น ซึ่งสิ่งท่ีกล่าวมาต้องใช้ความเข้าใจ เป็นเครอื่ งมอื ในการฟังท่สี าคัญสุดในการสนองตอบธรรมชาตขิ องมนุษย์ พื้นฐานการฟัง การฟังเป็นทักษะท่ีสาคัญท่ีช่วยให้ข้อมูลเข้าใจสารถูกสื่อออกมา และให้สามารถ ตอบสนองได้ตรงกับเนื้อหาที่ได้ฟังไป พ้ืนฐานการฟังมีดังน้ี 1) ฟังอย่างมีสติ ควรมีความตั้งใจในการ ฟังและไม่ควรทากิจกรรมอื่นพร้อมกัน 2) เตรียมตัวก่อนฟัง ควรตั้งใจในการฟังโดยเตรียมตัวเอาไว้ ก่อน รบั รู้และจัดการกบั ส่งิ ทอี่ าจจะรบกวนการฟัง เช่น เสียงรบกวนจากภายนอก ทัศนคติและความรู้ ประสบการณ์เดิม 3) การฟังประกอบด้วยส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น การเลือกฟัง การตั้งคาถาม การสรุปสิ่งที่ได้ยิน 4) การใช้ความคดิ เชงิ วิเคราะห์ เม่ือได้ยินข้อมูล ควรใช้การคิดเชิงวิเคราะห์ในการ วเิ คราะห์ แยกแยะ และเข้าใจเนอื้ หาทีฟ่ งั 1. ความหมายของการฟัง สนิท สัตโยภาส (2545) กล่าวว่า การฟัง หมายถึง การท่ีเราได้ยินเสียงของถ้อยคา พร้อมทั้ง ติดตามเรื่องราวที่ได้ยินจนเกิดความเข้าใจและสามารถจับใจความสาคัญแล้วนาไป ไตร่ตรองได้ อุษา บิ้กก้ิน (2561) หมายถึง การที่มนุษย์รับรู้เร่ืองราวข่าวสารต่าง ๆ จากแหล่งของ เสียงหรือภาพ หรือเหตุการณ์ ซึ่งเป็นการฟังจากผู้พูดโดยตรงหรือฟังและผ่านอุปกรณ์หรือส่ิงต่าง ๆ แลว้ เกดิ การรบั รแู้ ล้วนาไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ โดยศึกษาจนเกดิ ความถกู ต้อง วอ่ งไวได้ประสิทธิภาพ การฟงั หมายถึง กระบวนการรับรแู้ ละตคี วามเสียงท่เี กิดขึ้นโดยใช้ประสาทสัมผสั ทางหู เพ่ือให้เข้าใจความหมายของเสียง และสามารถตอบสนองต่อเสียงได้ตรงวัตถุประสงค์ที่ผู้ส่งเสียง ต้องการ การฟังยังสามารถช่วยพัฒนาการเรียนรู้และเข้าใจเนื้อหาได้อย่างต่อเน่ือง ซ่ึงการฟังไม่ได้ หมายความเพียงแค่การได้ยินเสียงเท่าน้ัน แต่ยังต้องการการตีความและการประมวลผลเพ่ือให้เข้าใจ เนื้อหาอย่างถูกต้องและเปน็ ระบบ 1.1 จดุ มงุ่ หมายของการฟงั และดู การฟังและดูเป็นทักษะทางภาษาที่สาคัญในการสื่อสารในชีวิตประจาวัน โดยอาจได้รับสารจากบุคคลหรือสื่อดิจิทัลทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ส่ือเหล่านี้อาจรับสารด้วยวิธีฟัง

26 หรือดูโดยอาจอยู่ในลักษณะการโต้ตอบได้หรือลักษณะการสื่อสารทางเดียว ซึ่งจุดมุ่งหมายการฟังและดู มีดงั นี้ 1) เพ่ือสร้างความเข้าใจและการเรียนรู้ การฟังและดูอย่างตั้งใจจะช่วยให้เข้าใจ และรับรู้ขอ้ มูลไดด้ ี ส่งผลให้การเรยี นรูไ้ ด้ผลมากข้ึน 2) เพื่อการติดต่อส่ือสาร ฟังและดูอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เข้าใจความคิดและ ความต้องการของผู้พูดหรือผู้สื่อสารได้ดีย่ิงข้ึน ซ่ึงเป็นสิ่งสาคัญในการส่ือสารในชีวิตประจาวันและ การทางาน 3) เพ่ือลดความขัดแย้งในการสื่อสาร การรับฟังและดูอย่างจริงจังและเข้าใจ ความคิดของผู้อ่ืนอย่างถูกต้อง จะช่วยตีความและลดความขัดแยง้ ในการสื่อสาร ช่วยปรับความเขา้ ใจ และการส่ือความหมายทไ่ี มถ่ กู ต้องได้ 4) เพอ่ื ความเพลิดเพลนิ ฟังและดูช่วยใหผ้ ่อนคลาย ลดความตงึ เครยี ด และสร้าง ความเพลิดเพลนิ 5) เพื่อการเปลี่ยนแปลงและนาไปปรับใช้ การฟังอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้ เราเข้าใจสถานการณ์และปัญหาทต่ี ้องการแก้ไขได้ดีย่ิงขึ้น การฟังอย่างต้ังใจจะช่วยพัฒนาบุคลกิ ภาพ สามารถปรับเปลี่ยนและพัฒนาตนเองได้ดีขึน้ ด้วย 1.2 ระดบั ของการฟงั การฟังสามารถจาแนกได้หลายระดับ โดยระดับของการฟังที่มักใช้ใน ชวี ิตประจาวนั สรุปได้เปน็ 3 ระดับ ดงั ตอ่ ไปนี้ 1) ระดับการได้ยิน ซึ่งเป็นกระบวนการแรกสุดในการรับรู้เสียง โดยใช้อวัยวะ ทางการไดย้ ิน เชน่ หูและสว่ นประกอบภายในของหู เมือ่ รบั ร้เู สยี งแลว้ จะถกู สง่ ไปยังสมอง ซงึ่ สมองจะ รบั รู้เสียงโดยไม่มกี ารตอบสนอง 2) ระดับการฟังตามปกติ เป็นระดับท่ีสูงขึ้นจากระดับการได้ยิน โดยผู้ฟังต้องใช้ ความสามารถทางสมองในการเชื่อมโยงเสียงท่ีได้ยินกับประสบการณ์และความรู้ของตนเองเพ่ือให้ เขา้ ใจความหมายและตคี วามเสียงนั้นใหถ้ ูกต้อง และตอบสนองสารท่ไี ด้ยนิ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม 3) ระดับการฟังอย่างมีวิจารณญาณ เป็นระดับการฟังท่ีสูงขึ้นอีกขั้นหน่ึง ซึ่งต้อง ใช้ความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ การประเมินค่า การวินิจฉัยและการนาไปใช้ในชีวิตจริงได้ การ ฟังในระดับน้ีต้องมีการฝึกฝนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ถ้าสามารถพัฒนาทักษะการฟังใหเ้ กิดข้ึนไดจ้ ะ ทาใหผ้ ู้ฟังได้รบั ประโยชนส์ งู สุดจากสารทีไ่ ด้ฟงั 1.3 ลักษณะการฟังแบบต่าง ๆ การฟงั สามารถแบง่ ได้หลากหลายลกั ษณะ สรปุ ได้ดังน้ี 1) การฟังอย่างเข้าใจ เป็นระดับพื้นฐานของการฟังท่ีสามารถใช้ได้ในทุก สถานการณ์ เช่น การฟังเพ่ือทาความเข้าใจเร่ืองราวเข้าใจ หรือความคิดของแต่ละบุคคลให้เข้าใจ ความหมายของข้อความและสามารถประยุกต์ใช้สิ่งที่ได้ยิน การฟังประเภทนี้ควรได้รับการฝึกฝนโดย ใช้ความคิดที่เป็นกลางและยอมรับเพื่อพิจารณาความรู้ความคิดหรือมุมมองของผู้พูด การจดบันทึก อาจจาเป็นในการจับจุดสาคญั

27 2) การฟังอย่างมีจุดมุ่งหมาย เป็นการฟังท่ีผู้ฟังต้ังวัตถุประสงค์ใดวัตถุประสงค์ หน่ึงไว้ล่วงหน้า เช่น ต้องการฟังเพื่อความรู้ เพ่ือความบันเทิง เพื่อการตัดสินใจ เป็นต้น การฟังอย่าง ไม่ได้ต้ังจุดมุ่งหมายจัดว่าเป็นการฟังแบบผ่าน ๆ ผู้ฟังจะไม่ได้ประโยชน์จากสิ่งท่ีได้ฟัง การฟังอย่างมี จุดมุ่งหมายจึงเปน็ พ้นื ฐานสาคญั ของการฟงั อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ 3) การฟังอย่างมีวิจารณญาณ จัดเป็นการฟังเชิงวิเคราะห์เป็นเทคนิคการฟัง ระดับสงู ที่กาหนดใหผ้ ู้ฟังต้องใช้ทักษะการคิดอยา่ งมวี จิ ารณญาณเพื่อวเิ คราะห์ข้อมูลที่ได้ยนิ ผฟู้ งั ต้อง ระบุวัตถุประสงค์ของผู้พูดและแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริง กับความคิดเห็นโดยใช้เหตุผลเพ่ือให้ได้ คาตอบทีเ่ หมาะสม การฟังอย่างมีวจิ ารณญาณจะทาให้ผู้ฟงั ไดร้ บั ประโยชน์และได้ขอ้ มูลท่ีเป็นจริงโดย ใช้กระบวนการคิดใครค่ รวญดว้ ยเหตุผล จนนาไปส่กู ารตอบสนองที่ถกู ต้องเหมาะสม 4) การฟังอย่างประเมนิ คุณคา่ เป็นเทคนิคการฟงั ระดบั สูงตอ่ มาจากการฟังอย่าง มีวิจารณญาณ เป็นการฟังท่ีผู้ฟังต้องประเมินหรือตัดสินคุณค่าของสารที่ฟังว่าดีหรือไม่ มีประโยชน์ หรอื ไม่ เหมาะแกก่ ารนาไปปฏิบตั หิ รือไม่ ผู้ฟงั ควรฟงั อย่างตง้ั ใจ และสามารถวิพากษว์ ิจารณส์ ง่ิ ที่ฟังได้ อย่างมีเหตุผลน่าเชื่อถือ การฟังอย่างประเมินคุณค่าทาให้ผู้ฟังตระหนักได้ว่าข้อมูลน้ัน มีความ น่าเชื่อถอื มากนอ้ ยเพียงใด 2. ทักษะการฟังอย่างเข้าใจ การฟังท่ีดีน้ันผู้ฟังจะต้องรู้จักวิธีการฟังและการเลือกสารที่จะฟัง การฟังอย่างเข้าใจ เป็นสิ่งสาคัญในการพัฒนาทักษะการส่ือสาร ผู้ฟังจะต้องมีความรู้และเทคนิคการฟังที่เหมาะสม เพื่อใหก้ ารฟงั นัน้ มปี ระสทิ ธภิ าพและสรา้ งสรรคผ์ ลดีต่อการเข้าใจและการส่อื สาร โดยมีหลักการดงั นี้ 1) ผู้ฟังต้องศึกษาทาความเข้าใจความรู้พื้นฐานทางภาษา ความหมายของคา สานวน ข้อความและประโยคทีบ่ รรยายหรืออธบิ าย รวมถึงหลักของการจับใจความสาคญั เพือ่ ท่ีจะเข้าใจสาระ ตามทีผ่ ู้พดู ต้องการสือ่ สาร ซึง่ จะช่วยลดความขดั แย้งหรือเขา้ ใจผดิ ได้ 2) ผู้ฟังควรรักษาความเป็นกลางในการฟัง โดยไม่ควรเชื่อม่ันในเพียงหน่ึงแหล่งข่าว หรือแหล่งข้อมูล แต่ควรหาข้อมูลจากแหล่งที่มีความเช่ือถือได้หลากหลายและดีท่ีสุดเท่าท่ีจะทาได้ เพ่อื หลีกเลีย่ งการเช่ือข่าวลือหรือขอ้ มูลที่ไมถ่ ูกต้อง 3) ผู้ฟังต้องรู้จักเลือกส่ือให้เหมาะสมและสร้างสรรค์ ควรฝึกฝนทักษะการฟังเพิ่ม ประสิทธิภาพในการฟัง โดยสามารถฝึกฝนได้โดยการฟังเน้ือหาจากสื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือ เพลง วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออินเทอร์เน็ต หรือการพูดคุยกับผู้อื่น เพ่ือเรียนรู้วิธีการใช้ภาษาและการส่ือสารในทางท่ี ถกู ต้อง 4) ผู้ฟังต้องฟังอย่างมีวิจารณญาณ ควรฟังเนื้อหาให้ครบถ้วน พิจารณาใคร่ครวญ แยกแยะส่วนที่เป็นเหตุเป็นผล ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็นของผู้พูดว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด และเหมาะสมกบั การนาไปปฏบิ ตั หิ รือไม่ 5) ผู้ฟังควรศึกษาหาความรู้ด้านสังคมและวัฒนธรรมเพื่อประกอบการทาความเข้าใจ เน้อื หาสาระของสารนนั้ ๆ 2.1 การฟัง 4 ระดบั (4 Levels of Listening) เพื่อเขา้ ใจการฟังอย่างลึกซึง้ การฟัง 4 ระดับ คือ โมเดลสาหรับอธิบายสภาวะของการฟังเชิงคุณภาพ เพ่ือให้ เราสามารถพัฒนาทกั ษะการฟงั ของตนเองต่อไปได้ (เออรบ์ ินเนอร์, 2562)

28 การฟงั ระดบั ท่ี 1 Downloading เป็นการฟังในระดับท่ีเราได้ยินเสียงความคิดของตัวเองเป็นหลัก นั้นเป็นการรับรู้ เสียงที่เกิดขึ้นในทางใดทางหน่ึง ซึ่งมีการตัดสินใจและคัดกรองข้อมูลเพื่อนามาใช้ในการตอบรับหรือ ปฏิเสธข้อมูลต่าง ๆ โดยการฟังระดับน้ีจะส่งผลให้เกิดการตอบรับหรือปฏิเสธข้อมูลต่าง ๆ ข้ึนอยู่กับ ความเช่ือและทัศนคติของผู้ฟัง หากมีส่วนใดของเสียงที่ตรงกับชุดความเช่ือเดิมของเรา จะทาให้เรา ยืนยันและเห็นด้วยกับข้อมูลนั้น แต่หากมีส่วนใดท่ีไม่เข้ากับชุดความเชื่อของเรา จะเกิดการปฏิเสธ หรือต่อต้านขึ้น ซ่ึงการฟังระดับนี้มีลักษณะแบบ I-in-me หรือเป็นตัวฉันเองท่ีเป็นศูนย์กลางของการ ตดั สินใจและการรับร้เู สียงท่ีเราไดย้ นิ การฟงั ระดับท่ี 2 Factual Listening เป็นการฟังที่เน้นไปท่ีการจับความหมายที่ถูกต้องของข้อความหรือเสียงที่ได้ยิน โดยไม่มีการตัดสินหรือคัดกรองข้อมูลตามความเช่ือหรือทัศนคติของตนเอง การฟังในระดับน้ีจะให้ ความสาคัญกับการรับฟังและทาความเข้าใจสาระสาคัญที่ผู้พูดต้องการสื่อสารออกมา โดยไม่มีการ สนใจหรือสว่ นใดทไ่ี ม่เกี่ยวขอ้ งกบั เน้ือหาหลกั ของข้อความ การฟงั ระดับนมี้ ลี ักษณะการเอาเน้อื หาของ ส่งิ ที่ฟงั เปน็ ศูนย์กลาง หรือเรยี กไดว้ ่า I-in-it ซ่ึงช่วยใหผ้ ูฟ้ ังสามารถทาความเข้าใจข้อความหรือเสียงที่ ไดย้ นิ ไดอ้ ยา่ งถูกต้องและเขา้ ใจสาระสาคัญได้ดีขน้ึ การฟงั ระดับที่ 3 Emphatic Listening เป็นการฟังท่ีต้องใช้ความสามารถในการอ่านสัญชาตญาณของผู้พูดเพ่ือจะเข้าใจ ถึงอารมณ์และความรู้สึกของพวกเขา โดยไม่เสียใจเมื่อเจอเร่ืองที่ขัดแยง้ กับเรา และจะพยายามหาวธิ ี ในการช่วยเหลือให้กับผพู้ ูดได้ถ้าเป็นไปได้ การฟังแบบน้ีจะทาให้ผูพ้ ูดร้สู ึกวา่ พวกเขาได้รับการยอมรับ และเข้าใจอย่างเต็มท่ี และเราก็จะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้พูดได้อีกด้วย ลักษณะการฟัง แบบนีม้ ี I-in-you ซ่งึ แสดงถึงการเช่ือมโยงความสัมพนั ธ์และความเข้าใจกันอยา่ งมากขึน้ และการเปิด ใจอย่างแทจ้ รงิ เพราะเปน็ การเปิดใจ (Open heart) การฟังระดบั ท่ี 4 Generative Listening เป็นการฟังท่ีมุ่งเน้นการรับรู้สิ่งท่ีเกิดขึ้นในปัจจุบันและรับมือกับส่ิงเหล่าน้ันด้วย การเปิดโอกาสให้เกดิ สง่ิ ใหม่ ๆ และสรา้ งความเข้าใจใหม่ ๆ ซงึ่ สามารถชว่ ยใหเ้ กิดความคิดสร้างสรรค์ และความเปลยี่ นแปลงได้ในสง่ิ ต่าง ๆ เชน่ การสนทนา การวางแผน หรอื การแก้ไขปัญหาท่ีเกิดขน้ึ ใน การฟังแบบนี้ จะต้องเปิดใจและตั้งใจเพ่ือรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และไม่ยึดติดกับประสบการณ์ หรือความคิดท่ีเคยมีในอดีต หรือกังวลเก่ียวกับอนาคต การฟังแบบน้ีจะช่วยในการสร้างความคิด สร้างสรรค์และวิเคราะห์ส่ิงต่าง ๆ ใหม่ ๆ โดยไม่จากัดโดยที่จะต้องสนใจเฉพาะเน้ือหาท่ีเป็นอยู่ใน ปัจจุบัน แต่สามารถมองด้วยมุมมองท่ีกว้างข้ึนเพื่อเห็นภาพรวมของเร่ืองท่ีเกิดข้ึนได้อย่างชัดเจน การ ฟังในระดับนี้จึงเรียกว่าเป็น Generative listening เพราะสามารถทาให้การสนทนามีความคิดท่ีสด ใหมเ่ กิดขึ้นได้ เราเรียกลกั ษณะการฟงั แบบนีว้ ่า (I-in-Now) 2.2 ปญั หาและอุปสรรคในการฟัง ในการฟังอาจเกิดปัญหาและอุปสรรคได้จากหลายสาเหตุ ส่งผลให้การส่ือสาร ไม่สัมฤทธ์ิผล เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง และอาจทาให้ผู้ฟังไม่สามารถ วิเคราะหส์ ง่ิ ที่ฟังได้ อุปสรรคและปัญหาท่ีทาใหก้ ารฟังไม่สมั ฤทธิผ์ ลสรปุ ดงั นี้

29 1) อุปสรรคและปัญหาจากผู้ฟัง สาเหตุจากผู้ฟังส่วนใหญ่เกิดมาการขาดความ พร้อมของผู้ฟัง ผู้ฟังอาจไม่สนใจเน้ือหาที่ถูกนาเสนอ การแปลความผิดเนื่องจากภาษา ผู้ฟังอาจพูด ข้ามเสียงบางสว่ น ทาใหไ้ มส่ ามารถเขา้ ใจเนอ้ื หาได้อยา่ งถูกต้อง 2) อุปสรรคและปัญหาจากผู้พูด ผู้พูดควรมีทักษะการพูดท่ีดีด้วยเช่นกัน บางคร้ังผู้พูดอาจพูดได้เร็วเกินไปท่ีจะติดตามได้ ซึ่งอาจทาให้ผู้ฟังไม่เข้าใจสารที่ถูกพูดออกมา การนาเสนอสาร หรือบคุ ลกิ ภาพอาจจะทาให้ผู้ฟังเขา้ ใจประเด็นผดิ ไมเ่ ชื่อถือ และไมส่ นใจฟังกเ็ ป็นได้ 3) อุปสรรคและปัญหาจากสาร สาเหตุจากสารส่วนใหญ่มักเกิดจากการท่ีผู้ฟัง ไมเ่ ข้าใจสาร โดยเกิดไดจ้ ากหลายสาเหตุ เชน่ ความซับซ้อนของเนื้อหา ภาษาท่ีซับซ้อนหรอื ใช้คาศัพท์ ทผี่ ูฟ้ ังไม่เข้าใจ เป็นต้น 4) อุปสรรคและปัญหาจากส่ือ สื่อ คือ ช่องทางการนาเสนอสารของผู้ส่งสารไป ยังผู้รับสาร หากสื่อเกิดขัดข้องหรือด้อยคุณภาพ จะทาให้ผู้ฟังหรือผู้รับสารไม่เข้าใจสาร ส่งผลให้การ สอื่ สารขาดประสทิ ธภิ าพ รวมถึงอุปกรณ์ในการเขา้ ถงึ สอื่ ก็มผี ลในการรับข้อมลู สื่อด้วย 5) สาเหตุจากสภาพแวดล้อม สภาพแวดล้อมเป็นส่วนที่ช่วยสร้างบรรยากาศ ในการฟัง แต่หากสภาพแวดล้อมไม่เอ้ืออานวยอาจเป็นอุปสรรคต่อการฟังได้ เช่น เสียงรบกวน สภาพแวดล้อมท่ีทาใหผ้ ู้ฟังรสู้ ึกไมส่ บาย เป็นต้น 2.3 การฟงั จับประเด็น การฟังและการดู เป็นทักษะท่ีควบคู่ สัมพันธ์กัน โดยทักษะการฟังและดูไป พร้อมกันจะทาให้รับสารได้ดีกว่าการฟัง หรือดูเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง การฟังและการดูเป็นทักษะท่ี สาคัญในการจับประเด็น โดยการฟังเป็นการรับรู้เสียงและคาพูดของผพู้ ูด ในขณะท่ีการดูเป็นการรบั รู้ ภาพและการกระทาของผู้พดู การฟงั และการดทู ั้งสองสามารถชว่ ยให้เราเข้าใจและจับประเดน็ ได้ดีข้ึน โดยการฟังและการดูที่มีประสิทธิภาพจะต้องใช้ทักษะในการฟังและการดูอย่างถูกต้อง ดังนั้นเรา จะต้องฝึกฝนทักษะดังกลา่ วเพื่อใหส้ ามารถจบั ประเด็นได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ การจับประเด็นเป็นการ รับรู้และรวบรวมข้อมูลท่ีสาคัญ โดยการจับประเด็นจะต้องใช้การฟังและการดูอย่างถูกต้อง โดยการ ฟังและการดูที่มีประสิทธิภาพจะต้องใช้ทักษะในการฟังและการดูอย่างถูกต้อง และต้องใช้จิตวิทยา การส่อื สารเพ่อื เข้าใจภาพรวมของเนื้อหา การจบั ประเดน็ ทีด่ จี ะชว่ ยใหเ้ รามคี วามเข้าใจเกี่ยวกับเน้ือหา โดยรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด ท้ังน้ีการจับประเด็นยังต้องใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเพ่ือแยกแยะ ขอ้ มูลทีส่ าคัญและไมส่ าคญั เพ่อื ช่วยใหเ้ รามีความเขา้ ใจเนอ้ื หาอย่างถกู ต้อง ตาดู ดอู ยา่ งต้งั ใจและมสี ติ หูฟัง ฟังอย่างต้งั ใจและมสี ติ ภาพที่ 4.1 การฟังและการดู

30 3. การจับประเด็นสาคญั จากเรื่องทีฟ่ ังและดู การจับประเด็นสาคัญจากเร่ืองท่ีฟังและดูเป็นการจับใจความสาคัญหรือข้อคิด หรือ ความคิดหลักของเรื่องท่ีฟังและดูโดยใจความสาคัญน้ัน ๆ เป็นสิ่งที่ครอบคลุมเร่ืองราวทั้งหมดที่ได้ฟงั และดู ใจความที่สาคัญที่สุด หรือเรียกว่าเป็นหัวใจหลักของเร่ืองนั้นท้ังหมด เช่น การฟังและดูครูเล่า นิทาน ในนิทานจะมีใจความสาคัญหรือแนวความคิดหลักของเร่ืองซ่ึงอาจเป็นข้อความหรือประโยค ท่ีครอบคลุมเนื้อหาท้ังหมดของเรื่องหรืออาจเป็นข้อคิดของเรื่อง การฟังและดูข่าวเหตุการณ์ ในชีวติ ประจาวันซง่ึ ทาให้เราได้รูแ้ ละเปน็ ประสบการณ์นนั้ ๆ ในเร่อื ง ท่ีไดฟ้ งั และดู โดยเนอ้ื หามักจะมี ความคดิ หลกั หรือทีเ่ รยี กวา่ “ประเดน็ หลัก” ซึง่ จะทาใหเ้ ขา้ ใจภาพรวมไดโ้ ดยง่าย หลักการจบั ประเดน็ สาคัญจากเรื่องทฟ่ี งั และดู 1) ต้ังจุดประสงค์ในการฟังและดูให้ชัดเจน เน้นไปท่ีเนื้อหาหลัก ๆ ที่สื่อสารได้ถึงและ นามาพดู ถึงในท่สี ดุ ของเนอ้ื หา โดยควรเลือกเนอ้ื หาทม่ี คี วามสาคัญสงู สุดและสามารถสรปุ ไดง้ า่ ย 2) ฟังและดูเร่ืองราวเก็บประเด็นที่สาคัญ ๆ ของเร่ือง และดูต้องพิจารณาถึงประเด็น หลาย ๆ ด้าน เชน่ ประเด็นทางสงั คม ประเดน็ ทางเศรษฐกิจ หรอื ประเดน็ ทางการเมือง เพอื่ ทาให้เกิด การวิเคราะหแ์ ละเข้าใจเนอื้ หาได้โดยลกึ ซึ้ง 3) เมื่อฟังและดูจบให้ต้ังคาถามตนเองว่าเร่ืองท่ีอ่านมี “ใคร ทาอะไร ท่ีไหน เม่ือไร อย่างไร” ต้องพิจารณาถึงแหล่งข้อมูลท่ีเป็นที่มาของเนื้อหา โดยต้องเลือกใช้แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ และมีความนา่ เชอื่ ถอื สูงสดุ 4) นาสิ่งที่สรุปได้มาเรียบเรียงใจความสาคัญใหม่ด้วยสานวนของตนเอง เพื่อให้เกิด ความสละสลวย ตามความคิดและความเขา้ ใจของตนเอง การวเิ คราะหจ์ ับประเด็นข้อมูล ด้วย 5W1H (Analytical thinking with 5W1H) การวิเคราะห์จับประเด็นข้อมูลด้วยวิธี 5W1H เป็นเคร่ืองมือท่ีช่วยให้เราสามารถจับ ประเด็นหรือปัญหาในเรื่องท่ีเราฟังหรือดูได้อย่างชัดเจน โดยการใช้คาถาม 5W1H ที่แต่ละคาถามมี ความหมายดงั น้ี Who (ใคร) - เป็นการต้ังคาถามเกย่ี วกับผู้ทเี่ ก่ียวข้องกับปัญหาหรือเหตุการณ์ วา่ เปน็ ใคร What (อะไร) - เป็นการตั้งคาถามเกี่ยวกับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับปัญหาหรือ เหตุการณ์ วา่ เปน็ อะไร Where (ทไ่ี หน) - เป็นการตั้งคาถามเก่ียวกับสถานท่ีที่เก่ียวข้องกับปัญหาหรือ เหตกุ ารณ์ ว่าเกิดขึ้นท่ไี หน When (เมื่อไหร)่ - เป็นการตั้งคาถามเกี่ยวกับเวลาที่เกี่ยวข้องกับปัญหาหรือ เหตกุ ารณ์ ว่าเกดิ ขน้ึ เม่ือไหร่ Why (ทาไม) - เป็นการต้ังคาถามเกี่ยวกับสาเหตุหรือเหตุผลท่ีทาให้เกิดปัญหา หรอื เหตกุ ารณน์ ัน้ ๆ How (วธิ )ี - เป็นการต้ังคาถามเก่ียวกับวิธีการเกิดขึ้นของปัญหาหรือ เหตกุ ารณ์นน้ั ๆ

31 ด้วยการตั้งคาถาม 5W1H ในการจับประเด็น จะช่วยให้เราวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่าง ถูกต้อง และเข้าใจปัญหาหรือเหตุการณ์ในแง่มุมต่าง ๆ จะช่วยให้เรามีข้อมูลมากข้ึนในการวิเคราะห์ แยะแยก จับสาระเร่ืองราวต่าง ๆ อยา่ งเป็นระบบ ฟังและดูจากสือ่ สังคมออนไลน์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลน้ันทาให้เกิดการสื่อสารข้อมูลข่าวสารจากช่องทาง ส่ือสารทซ่ี บั ซ้อนและหลากหลาย (Multiplatform) มากข้นึ ทาให้เกิดช่องทางการเข้าถึงและใช้ข้อมูล ข่าวสารได้ง่าย โดยผู้รับสารสามารถเลือกให้สอดคล้องกับการดาเนินชีวิตของแต่ละคน นอกจากน้ี ระบบเทคโนโลยีการสื่อสารยังพัฒนาอุปกรณ์การส่ือสารที่มีขนาดและคุณสมบัติแตกต่างกันอีกด้วย เชน่ สมาร์ทโฟน แทบ็ เลต็ แอปพลเิ คชนั และสื่อสังคมออนไลน์ ไดแ้ ก่ เฟซบุก๊ ทวิตเตอร์ ยูทูป เปน็ ตน้ การรบั ขอ้ มูลขา่ วสารจากสื่อออนไลนใ์ นชวี ิตประจาวันของคนในปัจจบุ ันสะท้อนให้เห็นถึง ความตอ้ งการเช่อื มโยงขอ้ มูลและรบั รขู้ อ้ มูลอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งตอ้ งการแสดงความสนใจในเรอ่ื งราว ที่สนใจหรือส่งต่อเนื้อหาท่ีได้ดูหรือฟังมาโดยขาดการตรวสอบเนื้อหาหรือตีความผิดจากจุดประสงค์ ของส่ือน้ัน ๆ บางครั้งเน้ือหาในสื่อนั้นมีทั้งเปิดเผยและซ่อนเร้น ผู้รับสารจึงควรมีทักษะฟังและดูเพื่อ ตีความจากส่ือสังคมออนไลน์ ที่เรียกว่า การรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและส่ือดิจิทัล เพ่ือการรับรู้ ทาความเขา้ ใจ สามารถตคี วามและประเมินเน้อื หาของสอ่ื ก่อนที่จะนาไปใชต้ อ่ ไป 1. การรเู้ ท่าทนั สื่อสารสนเทศและสือ่ ดิจทิ ัล สมาคมเพื่อการศึกษาการรู้เท่าทันส่ือระดับชาติ (National Association for Media Literacy Education, 2015) กล่าวถึง การรู้เท่าทันสื่อหมายถึงความสามารถในการเข้าถึง การวิเคราะห์ การประเมนิ ค่า การสรา้ งสรรค์และการกระทาต่อรูปแบบของการตดิ ต่อส่ือสารทกุ รปู แบบ พรทิพย์ เย็นจะบก (2554) กล่าวถึงการรู้เท่าทันส่ือ คือการอ่านส่ือออกเพ่ือพัฒนา ทักษะการเข้าถึง การวิเคราะห์สื่อ การตีความเนื้อหาของส่ือ การประเมินค่าและเข้าใจผลกระทบของส่ือ และสามารถสร้างสรรค์ในแบบฉบับของตนเองได้ ฉะนั้นการรู้เท่าทันสื่อ คือ การที่ผู้รับสารมีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร คิด วิเคราะห์ และตคี วามเนอ้ื หาของสาร ประเมนิ ค่าของสารและสามารถผลิตสือ่ ท่ีมีความหลากหลาย ในรปู แบบต่าง ๆ 2. การดแู ละการคดิ อยา่ งมีวิจารณญาณ การดูและการคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นการนาแนวคิดของการรู้เท่าทันส่ือมาใช้โดย ให้ความสาคัญกับผู้ผลิตสาร ผู้รับสารและเน้ือหาของสารจึงนับเป็นส่วนสาคัญในการเข้าถึง การวิเคราะห์ การประเมินและการสร้างสื่อบุคคล โดยต้องคานึงถึงการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดย กาหนดคาถามสาคัญ 5 ขอ้ ดงั นี้

32 ตารางท่ี 4.1 แนวคิดการคิดอยา่ งมีวิจารณญาณ ลาดบั คาสาคญั (keyword) 5 แนวคดิ หลัก 5 คาถามหลัก (Five Core Concepts) (Five Key Questions) 1 ความเปน็ เจา้ ของ เนอ้ื หาส่ือทุกประเภทเกดิ จาก ใครเป็นผสู้ รา้ งส่อื ข่าวสารนี้ ผลงาน (Authorship) การประกอบสรา้ งข้ึน 2 รปู แบบ (Format) เน้ือหาของส่อื มีการประกอบ อะไรคือวธิ ที ีใ่ ช้เพ่ือดงึ ดูดใจ สร้างโดยใช้ภาษาทเ่ี ปน็ ไป ของผรู้ บั สาร ตามหลักเกณฑ์ทางภาษา 3 ผ้รู ับสาร (Audience) ผู้รับสารท่แี ตกตา่ งกนั มี ผรู้ บั สารทแี่ ตกต่างกนั มีความ ประสบการณ์กบั เนื้อหาสือ่ เข้าใจข่าวสารเน้ือหาสอื่ เดียวกันแตกต่างกนั เดียวกันแตกตา่ งกันอย่างไร 4 เนอื้ หา (Content) สอ่ื มคี า่ นยิ มและทัศนคติ อะไรคือรูปแบบการดาเนนิ แอบแฝงอยู่ ชีวิต ค่านิยม ทัศนคติทมี่ ีการ นาเสนอหรอื ไม่ไดน้ าเสนอ 5 จุดมุง่ หมาย (Purpose) สอ่ื สว่ นใหญส่ รา้ งขึ้นเพื่อ ทาไมจงึ มกี ารเผยแพร่ แสวงหาคา่ นิยมหรอื อานาจ ขา่ วสารนี้ แนวคิดเกี่ยวกับการดูและการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้แนวคิดเดียวกับการรู้เท่าทันส่ือ โดยมีรายละเอยี ด (Center for Media Literacy, 2011) ดงั น้ี 1. ความเป็นเจ้าของผลงาน (Authorship) โดยการประกอบสร้างความเข้าใจว่าเน้ือหา ของส่ืออาจมีการนาเสนอที่ไม่เป็นกลาง ซึ่งมีการนาเสนอผ่านสื่อต่าง ๆ ท้ังส่ือพ้ืนฐาน เช่น หนังสือ โปสเตอร์ แผน่ พับ ใบปลิว รวมไปถึงสอ่ื ดจิ ิทลั โดยผเู้ ขียนเนื้อหาอาจจะเปน็ คน้พียงคนเดียวหรือหลาย คนกไ็ ด้ ซึง่ อาจมีเนื้อบางส่วนที่ไดร้ บั เลือกในการนาเสนอ 2. รูปแบบ (Format) รูปแบบของเนื้อหาส่ือมีองค์ประกอบที่ใช้ร่วมกัน คือ คา ข้อความ เสียงประกอบ สี การเคล่ือนไหว ซ่ึงรูปแบบการสื่อสารอยู่ท่ีภาษาเชิงสร้างสรรค์ เป็นการส่ือสารจาก สิ่งทไี่ ด้ยนิ และเหน็ เช่น ภาษาทา่ ทาง การใช้สัญลักษณ์ มุมกลอ้ ง การใชเ้ ทคนคิ พิเศษทางคอมพวิ เตอร์ 3. ผู้รับสาร (Audience) การปฏิสัมพันธ์ของผู้รับสารกับส่ือที่ใช้ในชีวิตประจาวัน การตีความเนื้อหาของสื่อท่ีหลากหลาย บุคคลแต่ละคนรับสารจากสื่อที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับ ประสบการณ์ของแต่ละบุคคล เช่น อายุ เพศ การศึกษา การอบรมเลี้ยงดู ฯลฯ การให้ความสาคัญ ในการตคี วามเนื้อหาส่ือเพอ่ื ประเมนิ ข่าวสารจนนาไปส่กู ารยอมรับหรอื การปฏิเสธ 4. เนื้อหา (Content) เนอื้ หาของสอื่ ทีผ่ ่านการประกอบสรา้ งเป็นตัวเลือกสะท้อนค่านิยม ทศั นคติ และมุมมองของบุคคล ผา่ นแบบแสดงให้เหน็ แบบชัดเจน หรอื แบบแอบแฝง ผรู้ บั ควรมีทกั ษะ การตั้งคาถาม และกาหนดค่านิยมที่ซ่อนเร้นในการนาเสนอผ่านส่ือท่ีเป็นข่าวสาร ความบันเทิง และ ทางส่อื ออนไลน์ ซง่ึ จะชว่ ยใหผ้ รู้ บั สารสามารถตดั สนิ ใจยอมรับหรือปฏิเสธขา่ วสารน้ัน ๆ ได้

33 5. จุดมุ่งหมาย (Purpose) เป็นการพิจารณาที่เหตุจงใจ และจุดมุ่งหมายของเนื้อหารสื่อ เน่ืองจากข่าวสารหรือเนื้อหาบางอย่างอาจได้รับอิทธิพลมาจากผู้ควบคุมส่ือและมีผลต่อการสร้าง อุดมการณ์ ผู้รับสารจึงควรพิจารณาให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์เชิงเนื้อหาว่ามีลักษณะใด เป็นการแจ้ง เพอื่ ทราบ การโน้มนา้ วหรอื สรา้ งความบันเทิง สื่อโดยมากมักมีการมุ่งเน้นผลทางธุรกิจและอดุ มการณ์ ควบคูก่ ันไป (เทดิ ศกั ดิ์ ไม้เท้าทอง, 2557) 3. แนวคดิ การรู้เทา่ ทนั สอื่ ดิจิทัล การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลเป็นความตระหนัก ทัศนคติและความสามารถของแต่ละบุคคล ในการใช้เคร่ืองมือดิจิทัลและเป็นการแจกแจง การเข้าถึง การจัดการ การบูรณาการ การประเมินผล การวิเคราะห์ การสังเคราะห์แหล่งข้อมูลทางดิจิทัล การประกอบสร้างความรู้ใหม่ สร้างสร้างสรรค์ การแสดงออกทางส่ือ และสื่อสารกับบุคคลอื่นในบริบทของสถานการณ์ท่ีเฉพาะเจาะจง โดยสามารถ แบ่งเป็นดงั นี้ 1) สอ่ื ดิจิทลั เปน็ เครือขา่ ย การสอ่ื สารดิจทิ ัลจะเป็นการสือ่ สารอย่างน้อยสองทางเสมอ เพราะมีการเชื่อมโยงเครือข่ายจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึง่ การเชื่อมโยงเครือข่ายดิจทิ ัลทาใหเ้ กิดชุมชน ท้งั เปน็ ทางการและไมเ่ ป็นทางการ 2) สื่อดิจิทัลเป็นส่ือท่ีคงอยู่ ค้นหาได้ และแลกเปล่ียนได้ ทุกส่ิงที่ถ่ายทอดผ่านสื่อ ดิจิทัลจะถูกเก็บไว้ในที่ใดที่หน่ึงและสามารถสืบค้นได้ ข้อมูลสามารถคัดลอกได้ แชร์และแพร่กระจาย อยา่ งรวดเรว็ 3) สื่อดิจิทัลมีผู้รับสารที่ไม่รู้และไม่คาดหวัง เน่ืองจากส่ือดิจิทัลเช่ือมโยงกันเป็น เครือข่าย ดังนั้น ส่ิงท่ีเราแชร์ทางออนไลน์อาจมีคนรับสารท่ีไม่รจู้ ัก และไม่สามารถควบคุมพฤติกรรม การรับสารได้ 4) ประสบการณด์ ิจทิ ลั เกดิ ขี้นจรงิ แตไ่ ม่ได้รู้สึกจริงเสมอไป การเชื่อมโยงเครอื ขา่ ยของ ส่ือดิจิทัลทาให้เราไม่ใช่ผู้รับสารแต่เพียงอย่างเดียวแต่จะมีความรู้สึกมีส่วนร่วมในเหตุการณ์เหล่านั้น โดยอาจไม่ได้รับรู้ความรู้สึกของผู้รับสารผ่านทางสีหน้า น้าเสียง ทาให้ผู้ส่งสารไม่ตระหนักถึงผลของ การสื่อสารนน้ั เทา่ ที่ควร ชุมชนออนไลน์ที่เรามีส่วนร่วมอยูจ่ ะส่งผลต่อบุคลิกภาพและบรรทดั ฐานของ ชุมชนจริง ๆ ที่เราอาศัยอยู่ ภาพลักษณ์ที่เราสรา้ งผา่ นสื่อสงั คมออนไลน์มผี ลต่อเราเพราะสังคมจะเช่ือ วา่ เรามีตัวตนเปน็ แบบนน้ั จรงิ ๆ 4. ทักษะการรู้เทา่ ทนั สื่อ Center for Media Literacy (2008) ได้กล่าวถึงทักษะท่ีจาเป็นในชีวิตประจาวัน ในการเข้าฟงั และดูส่อื โดยผา่ นทางทกั ษะการรู้เทา่ ทันสื่อโดยประกอบดว้ ย 1) ทักษะการเข้าถึง (Access Skill) เป็นทักษะท่ีช่วนให้บุคคลรวบรวมข้อมูล ทีเ่ หมาะสมและมปี ระโยชน์รวมท้ังทาความเข้าใจต่อความหมายของเนื้อหาจากสารทน่ี าเสนอได้อย่าง มีประสิทธิภาพ 2) ทักษะการวิเคราะห์ (Analyze Skill) เป็นทักษะที่ช่วยตรวจสอบการออกแบบ รูปแบบของเนื้อหาสาร โครงสร้างของเนื้อหาสาร และลาดับเหตุการณ์ของเน้ือหาสารรวมถึงใช้ แนวคิดตา่ ง ๆ ท้ังด้านเศรษฐกิจ สงั คมและการเมอื งในการทาความเข้าใจบริบทของเน้อื หาสาร

34 3) ทักษะการประเมินสื่อ (Evaluate Skill) เป็นทักษะท่ีช่วยให้บุคคลสามารถ เชื่อมโยงเน้ือหาสารไปยังประสบการณ์ส่วนบุคคลและตัดสินใจเก่ียวกับความถูกต้อง คุณภาพและ ความเกี่ยวขอ้ งของเนือ้ หา 4) ทักษะการสร้างสรรค์ (Create Skill) เป็นทักษะช่วยให้บุคคลสามารถเขียน คว ามคิดของตนเ องโ ดย ใช้ข้ อ คว าม เสี ยง แล ะภ าพ ได้ อย่ าง มี ปร ะสิ ทธิภ า พส า หรับวัต ถุปร ะ ส ง ค์ ทีแ่ ตกต่างกนั รวมทง้ั สามารถใช้เทคโนโลยีการสอื่ สารเพือ่ สรา้ งสรรคเ์ นื้อหาของตนเองได้ 5) ทักษะการมีส่วนร่วม (Participate Skill) เป็นทักษะท่ีช่วยให้บุคคลสามารถเข้าไป มีสว่ นรว่ มหรือปฏิสมั พันธซ์ ่ึงส่งผลอยา่ งมากในการทางานรว่ มกนั สรปุ การฟังและดูเป็นทักษะทางภาษาท่ีสาคัญในการสื่อสารในชีวิตประจาวัน โดยอาจได้รับ สารจากบคุ คลหรอื ส่อื ดจิ ิทลั ทง้ั ออนไลนแ์ ละออฟไลน์ การฟงั สามารถจาแนกไดห้ ลายระดับ โดยระดบั ของการฟังที่มักใช้ในชีวิตประจาวันสรุปได้เป็น 3 ระดับ คือ 1) ระดับการได้ยิน: การได้ยินเ ป็น กระบวนการข้ันแรกของการฟัง ซ่ึงเป็นการรับรู้โดยใช้อวัยวะในการรับรู้หรือการได้ฟัง 2) ระดับการ ฟังตามปกติ: เป็นระดับการได้ยินที่สูงขึ้นต่อจากการได้ยิน ผู้ฟังต้องใช้สมรรถภาพทางสมองเช่ือมโยง เสียงท่ีได้ยินกับประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับความหมายของเสียง 3) ระดับการฟังอย่างมี วิจารณญาณ: เป็นระดบั การฟังทสี่ ูงขึ้นอีกต้องอาศัยสมรรถภาพทางด้านการคิดวิเคราะห์ การประเมิน ค่า การวินิจฉัย และการนาไปใช้ในชีวิตจริงได้การจับประเด็นสาคัญจากเรื่องที่ฟังและดู เป็นการจับ ใจความสาคัญหรือข้อคิด หรือ ความคิดหลักของเร่ืองท่ีฟังและดูโดยใจความสาคัญน้ัน ๆ เป็นส่ิงท่ี ครอบคลุมเรื่องราวทั้งหมดที่ได้ฟังและดู หลักการจับประเด็นสาคัญจากเร่ืองที่ฟังและดู 1) ตั้งจุดมุ่งหมายในการฟังและดูให้ชัดเจน 2) ฟังและดูเร่ืองราวอย่างคร่าว ๆ พอเข้าใจ และเก็บ ประเด็นที่สาคัญ ๆ ของเร่ือง 3) เม่ือฟังและดูจบให้ต้ังคาถามตนเองว่าเรื่องท่ีอ่านมี “ใคร ทาอะไร ท่ีไหน เมื่อไร อย่างไร” 4) นาสิ่งที่สรุปได้มาเรียบเรียงใจความสาคัญใหม่ด้วยสานวนของตนเอง เพอื่ ใหเ้ กิดความสละสลวย ตามความคดิ และความเขา้ ใจของตนเอง ก า ร ฟั ง แ ล ะ ดู จ า ก สื่ อ สั ง ค ม อ อ น ไ ล น์ เ ป็ น ก า ร รั บ ข้ อ มู ล ข่ า ว ส า ร จ า ก สื่ อ อ อ น ไ ล น์ ใ น ชีวิตประจาวันของคนในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเช่ือมโยงข้อมูลและรับรู้ข้อมูลอยู่ ตลอดเวลา รวมทั้งต้องการแสดงความสนใจในเรื่องราวท่ีสนใจหรือส่งต่อเนื้อหาท่ีได้ดูหรือฟังมาโดย ขาดการตรวสอบเนื้อหาหรือตีความผิดจากจุดประสงค์ของส่ือน้ัน ๆ บางครั้งเนื้อหาในส่ือนั้นมีท้ัง เปิดเผยและซ่อนเร้น ผู้รับสารจึงควรมีทักษะฟังและดูเพ่ือตีความจากส่ือสังคมออนไลน์ ท่ีเรียกว่า การรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและส่ือดิจิทัล เพื่อการรับรู้ ทาความเข้าใจ สามารถตีความและประเมิน เน้ือหาของสือ่ กอ่ นที่จะนาไปใช้ต่อไป

35 คาถามทบทวน 1. จงบอกจุดมงุ่ หมายของการฟงั และดู พร้อมทั้งยกตัวอยา่ งประกอบ 2. ระดับของการฟงั แบ่งเปน็ ก่ีระดบั อธบิ ายพรอ้ มยกตัวอย่าง 3. จงอธบิ ายการวิเคราะหจ์ บั ประเด็นข้อมูลด้วย 5W1H Analytical thinking with 5W1H 4. จงอธิบายแนวคิดการดแู ละการคดิ อย่างมีวิจารณญาณบนสอื่ ออนไลน์ 5. ทกั ษะการรเู้ ท่าทันสื่อประกอบด้วยทักษะใดบ้าง ยกตวั อยา่ งประกอบ

36 เอกสารอา้ งองิ เทิดศักดิ์ ไม้เท้าทอง. (2557). การรู้เท่าทันส่ือ: ทักษะสาหรับการเรียนรู้ในศตวรรษท่ี 21 (Media Literacy: Skill for 21 Century Learning). วารสารสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัย ศรนี ครินทรวโิ รฒ. พรทิพย์ เย็นกระบก. (2554). การรู้เท่าทันสื่อบนสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของ ประเทศไทย: กรณีศึกษาเฉพาะสื่อกระแสหลักและส่ือใหม่ในช่วงเวลา มี.ค.-พ.ค. 2553. กรงุ เทพฯ: สถาบันวจิ ัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สนทิ สตั โยภาส. (2545). ภาษาไทยเพื่อการสอื่ สารและการสบื ค้น. กรงุ เทพฯ: บริษทั 21 เซน็ จรู ีจ่ ากัด. อุษา บ้ิกก้ิน. (2561). ประเมินการรู้เท่าทันส่ือและสารสนเทศเพ่ือส่งเสริมสมรรถนะของพลเมือง ดจิ ิทัลในยคุ ไทยแลนด์ 4.0. กรงุ เทพฯ: สานักงานคณะกรรมการวจิ ยั แหง่ ชาติ. เออร์บินเนอร์. (2562, 21 ตลุ าคม). การฟังอย่างลกึ ซึง้ (Deep Listening). https://www.urbinner. com/post/deep listening เออร์บินเนอร์. (2562, 10 พฤศจิกายน)). การฟัง 4 ระดับ (4 Levels of Listening) เพื่อเข้าใจการ ฟงั อย่างลึกซ้งึ . https://www.urbinner.com/post/4-levels-of-listening National Association for Media Literacy Education. (2008). Digital Citizenship: The Internet, Society, and Participations. Cambridge: Thar MIT Press. National Association for Media Literacy Education. (2015). Media Literacy Defined. (2023, 19 March). https://namle.net/publications/medis-literacy-definitions.

37 บทท่ี 5 อ่าน ดู รสู้ ือ่ สารสมั ฤทธ์ิผล การอ่านเป็นทกั ษะของผรู้ บั สารในการใช้สมองและดวงตาเพอื่ แปลความ ตคี วาม ถอดรหสั รับรู้ความหมายของข้อความ ถ้อยคา หรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ ท่ีเขียนไว้ในหนังสือ เอกสาร หรือบนส่ือ สังคมออนไลน์ การอ่านสามารถช่วยเพ่ิมพูนความรู้ และเป็นเครื่องมือสาคัญในการเรียนรู้และการ พัฒนาตนเอง นอกจากน้ีการอ่านสามารถทาได้หลายวิธี เช่น อ่านออกเสียง เพื่อช่วยให้เข้าใจได้ดีข้ึน อ่านในใจ เพื่อเร่งความเร็วในการอ่าน หรืออ่านแยกส่วน เพื่อหาใจความหลักและความสาคัญของ ข้อความที่ปรากฏในหนังสอื การอ่านจึงเป็นทักษะท่ีสาคัญสาหรบั การเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ดังน้ัน เราจงึ ควรฝกึ ฝนการอ่านอย่างสมา่ เสมอเพื่อเพ่ิมพูนความรู้และพัฒนาทักษะการอ่านใหด้ ยี ่งิ ข้นึ ความหมายและความสาคญั ของการอา่ น การอ่าน คือ การรบั รคู้ วามหมายของถ้อยคาท่ีปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรในสิ่งพิมพ์หรือ หนังสือ หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ บนส่ือสังคมออนไลน์เพื่อรับรู้ว่าผู้เขียนคิดอะไร ต้องการอะไร และอยาก บอกอะไรกับผู้อา่ น โดยเรม่ิ ต้นจากการทาความเข้าใจคาแตล่ ะคา เข้าใจวลีแต่ละวลี เข้าใจประโยคแต่ ละประโยค ซง่ึ ปรากฏอยู่ในยอ่ หนา้ เข้าใจแตล่ ะยอ่ หน้า ทรี่ วมเป็นเรอ่ื งราวเดียวกัน การอ่านนับเป็นสิ่งที่มีความสาคัญต่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง โดยการอ่านสามารถ ช่วยเพ่ิมพูนความรู้และความเข้าใจโลกท่ีแตกต่างกันของแต่ละบุคคล นอกจากนี้ การอ่านยังเป็น ทักษะสาคญั ที่ต้องใช้ในการทางานและการดาเนนิ ชวี ิตประจาวนั เชน่ การอ่านเอกสารทางการ เพอ่ื ให้ เข้าใจกฎหมาย หรือการอา่ นหนงั สือและบทความเพ่ือพฒั นาทักษะและความร้ขู องตนเอง เปน็ ต้น ประเภทของการอ่าน การอ่านสามารถแบง่ ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ การอา่ นในใจและการอ่านออกเสียง 1. การอ่านในใจ การอา่ นในใจ (Reading in Mind) เป็นการอา่ นทจี่ ินตนาการอยใู่ นใจของผู้อ่านในการ แปลความหมายของตัวอักษรออกมาเปน็ ความคิด ความเข้าใจ และนาความคิดความเข้าใจที่ได้น้ันไป ใช้ให้เป็นประโยชน์ การอ่านในใจจึงมักเกี่ยวข้องกับการนึกภาพ การสร้างสรรค์และการวิเคราะห์ เนื้อหาของผู้อ่านเอง โดยผู้อ่านจะใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์เพ่ือสร้างภาพท่ีใกล้เคียงกับ ความจริงของเน้อื หาน้นั ๆ ซงึ่ เราสามารถแบง่ ประเภทของการอา่ นออกได้ดังต่อไปน้ี 2.1 การอ่านจับใจความ การอ่านจับใจความนับเป็นพื้นฐานของการอ่านในใจท่ีมุ่งคุณค่าทางสติปัญญา เราสามารถแบ่งการอา่ นชนดิ นี้ออกเปน็ 2 ประเภทคอื

38 2.2.1 การอ่านจับใจความส่วนรวม ที่เป็นการอ่านเพื่อทาความเข้าใจเนื้อหา ส่วนรวม อันเปน็ ประโยชน์ตอ่ ผูท้ ่ีตอ้ งการอ่านอยา่ งรวดเรว็ 2.1.2 การอ่านจับใจความสาคัญ ใจความสาคัญ คือ ใจความหลักของเร่ือง จดั เป็นการอ่านทม่ี ีความละเอียดมากข้ึน เพื่อจบั ใจความสาคัญของงานเขียนในแตล่ ะยอ่ หนา้ 2.2 การอ่านตีความ คือ การอ่านท่ีผู้อ่านจะต้องใช้สติปัญญาในการตีความหมายของ คาและข้อความท้ังหมด โดยพิจารณาถึงความหมายโดยนัย หรอื ความหมายแฝงท่ผี ู้เขยี นต้องการจะส่ือ ความหมาย ท้ังน้ีผู้อ่านจะสามารถตีความหมายของคาสานวนได้ถูกต้องหรือไม่นั้นจาเป็นต้องอาศัย เน้ือความแวดล้อมของข้อความนั้น ๆ บางครั้งต้องอาศัยความรู้หรือประสบการณ์ปัจจุบันเป็น เคร่อื งช่วยตดั สนิ 2.3 การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ การอ่านชนิดนี้เป็นการอ่านท่ีค่อนข้างยาก เพราะ ต้องใช้การหาเหตผุ ลมาใช้ในการวิจารณ์ 2.4 การอ่านวิเคราะห์ การอ่านชนิดนี้เป็นการอ่านเพ่ือพิจารณาอยา่ งถี่ถ้วน เป็นการ แยกแยะทาความเขา้ ใจองคป์ ระกอบหรือโครงสร้างของหนงั สือแต่ละประเภท 2.5 การอ่านเพื่อประเมินคุณค่า หมายถึง การอ่านท่ีผู้อ่านใช้อารมณ์ ความรู้สึกในการ ประเมินคุณค่างานเขียน ซ่ึงการประเมินคุณค่าท่ีดีนั้นต้องปราศจากการใช้อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว หากแต่ต้องประเมินตามลักษณะของหนังสือด้วย เช่น ถ้าเป็นตารา เอกสารทางวิชาการต้องประเมินใน เรื่องความรู้ การใช้ภาษา ฯลฯ ถ้าเป็นหนังสือสารคดีหรือบทความ ควรประเมินด้านความคิดเห็นของ ผ้เู ขียน หรอื หนงั สอื พมิ พต์ ้องประเมนิ จากความนา่ เช่อื ถือของข่าว และอคติของผู้เขยี น เปน็ ตน้ การอา่ นทั้ง 5 ประเภทที่กล่าวมาขา้ งต้นเป็นการอ่านในใจท่ีมีหลักในการฝึกฝนการอ่าน ดงั นี้ 1) กาหนดเวลาในการอ่านหนงั สอื 2) ฝึกการเคลอื่ นไหวของสายตา 3) การจบั ตา คอื การทีส่ ายตาจบั อยู่ท่ีข้อความเปน็ จุด ๆ ผทู้ ี่อ่านชานาญใน 1 บรรทัด จะจบั ตาน้อยคร้งั และใชเ้ วลานอ้ ย 4) ช่วงสายตา หมายถึง ระยะห่างจากจุดที่จับตาจุดหน่ึงไปยังอีกจุดหน่ึง คนที่อ่าน หนงั สอื ไม่ชานาญช่วงของสายตาจะแคบ และจับตาแทบจะทุกตวั อกั ษร 5) การย้อนกลับ เป็นการกวาดสายตาย้อนกลับข้อความที่อ่านผ่านไปแล้ว คนที่อ่าน หนังสือไม่ชานาญจะมีการย้อนสายตากลับไปอ่านข้อความเดิมเรื่อย ๆ ทาให้เสียเวลาในการอ่าน นัก อ่านที่ดีตอ้ งกวาดตาย้อนกลับในแตล่ ะบรรทดั ให้น้อยคร้ังทส่ี ุด หรือแทบไมม่ ีเลย 6) การเปล่ียนบรรทัด ผู้ที่อ่านหนังสือได้อย่างชานาญเมื่อเปล่ียนบรรทัด ย่อมเป็นไป อย่างรวดเร็วและแม่นยาโดยไม่ต้องอาศัยการใช้น้ิวชี้ไปด้วยในขณะอ่าน หรือการใช้ไม้บรรทัดวางค่ัน ในขณะอ่านเพ่อื กนั หลงบรรทัด 7) ทดสอบความเข้าใจเม่ืออ่านจบ โดยอาจทาการทดสอบเป็นระยะ ๆ ในขณะท่ีอ่าน หรือทดสอบเมือ่ อา่ นหลังจบเร่อื งกไ็ ด้ 8) ศึกษาเร่ืองความหมายของคาศัพท์อยู่เสมอ ก็จะช่วยให้ผู้อ่านมีความรเู้ รอื่ งคาศัพท์ กวา้ งขวาง สามารถทาความเข้าใจเรอ่ื งที่อา่ นไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งและรวดเร็วย่ิงขนึ้

39 9) หลีกเลี่ยงนิสัยการอ่านท่ีไม่ดี อาทิ การทาปากขมุบขมิบขณะอ่าน การใช้มือชี้ตาม ตวั อักษรที่อ่าน หรอื การยอ้ นกลับไปอ่านซา้ ๆ ในจุดเดมิ ๆ 10) ฝึกฝนการอ่านอย่างสม่าเสมอ จะชว่ ยใหก้ ารอ่านเป็นไปอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง แมน่ ยา ยง่ิ ข้ึน 2. การอ่านออกเสียง การอ่านออกเสียง (Reading Aloud) เป็นการอ่านท่ีผู้อ่านต้องออกเสียงเนื้อหาท่ีอ่าน ออกมา เพื่อใหผ้ ู้ฟงั เขา้ ใจเนอ้ื หาและความหมาย การอ่านออกเสยี งมกั ถูกใชใ้ นการสอนอ่านเพอื่ ให้เด็ก เรยี นรู้การออกเสียงคา การจัดเตรยี มการแสดง หรอื การอา่ นข่าวและข้อมูลตา่ ง ๆ ในสอื่ มวลชน การอ่านออกเสียงสามารถช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเน้ือหาได้มากข้ึนเนื่องจากการอ่านออก เสียงช่วยให้มีการย่อยความสาคัญของคาและประโยค นอกจากน้ีการอ่านออกเสียงยังช่วยให้ผู้อ่าน สามารถพดู ออกมาไดช้ ดั เจนและม่ันใจกว่าการอ่านในใจ เราสามารถแบง่ การอา่ นออกเสยี งออกเป็น 2 ลักษณะคอื 1) การอ่านออกเสียงปกติ เป็นการอ่านออกเสียงปกติทั่วไป ที่อ่านได้ทั้งบทร้อยแก้ว และร้อยกรอง เช่น อ่านข่าว อ่านประกาศ อ่านตบี ท อา่ นสารคดี หรอื อ่านบทภาพยนตร์ ฯลฯ 2) การอ่านทานองเสนาะ เป็นการอ่านออกเสียงบทร้อยกรองอย่างมีท่วงทานอง ให้ไพเราะน่าฟัง โดยมีจุดมุ่งหมายให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกซาบซึ้ง มีอารมณ์ร่วม เกิดจินตนาการคล้อย ตามบทบทรอ้ ยกรองนนั้ ดว้ ย การอ่าน มีความสาคัญทั้งด้านการศึกษา การงานและชีวิตส่วนตัว ผู้อ่านท่ีดีควร กาหนดวัตถุประสงค์ในการอ่านให้ชัดเจน มีความเข้าใจกระบวนการอ่าน เพราะการอ่านไม่ใช่เพียง การทาความเขา้ ใจความหมายของคา อา่ นคาและออกเสียงได้ถูกต้องเท่านนั้ แตก่ ารอ่านสามารถทาให้ ผู้อ่านประสบความสาเร็จในชีวิตท้ังการเรียน การทางาน และสามารถนาสิ่งท่ีได้รับจากการอ่านไปใช้ ในชวี ิตประจาวนั เพอื่ พฒั นาตนเองตอ่ ไป การอา่ นอย่างลึกซงึ้ การอา่ นอยา่ งลึกซ้ึงเปน็ กระบวนการที่ผู้อ่านใช้เพื่อความเข้าใจและไดร้ ับประสบการณ์ที่ดี จากการอ่านหนังสือ หรือข้อความท่ีเราสนใจ เพ่ือเรียนรู้และพัฒนาตนเองโดยที่ผู้อ่านจะต้องมีการ จัดสรรเวลาและสมาธิในการอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ ขั้นตอนแรกของการอ่านอย่างลึกซ้ึงคือการ เลือกหนังสือหรือเน้ือหาท่ีสนใจและต้องการเรียนรู้ เมื่อผู้อ่านได้เลือกเน้ือหาแล้ว ก็ควรอ่านโดยใช้ เทคนิคตา่ ง ๆ เช่น การสรุปเนือ้ หาหลงั จากอ่าน การใชต้ ัวชี้วัดเพ่ือเพิ่มความเข้าใจ ซ่งึ จะช่วยให้ผู้อ่าน เขา้ ใจเนอ้ื หาไดอ้ ยา่ งลึกซึ้งมากข้นึ นอกจากน้ี การอ่านอย่างลึกซ้ึงยังเก่ียวข้องกับการทบทวนเน้ือหา โดยผู้อ่านควรทบทวน เนือ้ หาทอ่ี ่านไปเพอื่ ความเขา้ ใจทีด่ ีขึ้น และสามารถนาความรู้ที่ได้ไปใช้ในชวี ิตประจาวนั ได้ด้วย ดังน้ัน การอ่านอย่างลึกซ้ึง จึงหมายถึง การอ่านท่ีให้ความสาคัญกับเนื้อหาที่อ่าน โดยใช้ เทคนิคต่าง ๆ เพ่ือทาความเข้าใจและศึกษาเนื้อหาอย่างละเอียด ซ่ึงการอ่านอย่างลึกซ้ึงสามารถช่วย เพ่ิมพนู ความรู้ และเข้าใจเน้อื หาอย่างถ่องแทม้ ากข้ึน

40 ความสาคัญของการอา่ นอย่างลึกซ้งึ ที่มีต่อชีวิตประจาวัน 1. เพิ่มพูนความรู้ การเข้าใจเนื้อหาอย่างถ่องแท้จะช่วยเพิ่มพูนความรู้และเข้าใจเก่ียวกับ เรอ่ื งราวหรือเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ ทีส่ าคญั ในชีวิต 2. พัฒนาทักษะการอ่าน การใช้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อเข้าใจเน้ือหาอย่างละเอียด จะช่วย ปรบั ปรงุ ทกั ษะการอ่านและเพ่ิมความเรว็ ในการอา่ นมากขึ้น 3. ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้จากหนังสือหรือเน้ือหาต่าง ๆ จะช่วยเปิด โอกาสใหม่ ๆ และเสรมิ สร้างพนื้ ฐานความรทู้ ่เี กยี่ วข้องในอนาคต 4. พัฒนาการตัดสินใจ การอ่านเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ จะช่วย เพ่มิ ความเขา้ ใจและมุ่งหนา้ ไปยังเปา้ หมายท่ีต้องการได้ 5. พัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ การอ่านอย่างลึกซึ้งช่วยพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของ ผู้อ่านในการเพ่ิมทักษะการส่ือสาร มีความสามารถในการคิดและแก้ปัญหา เพื่อการนาไปประยุกต์ใช้ ในการดาเนนิ ชีวติ ได้ เทคนคิ การอา่ นอยา่ งลกึ ซึ้ง 1. การทาความเข้าใจเนื้อหา การอ่านอย่างลึกซึ้งต้องเร่ิมจากการทาความเข้าใจเน้ือหา ที่อ่าน โดยการอ่านแต่ละประโยคให้เข้าใจความหมายและความสัมพันธ์กับประโยคอ่ืน ๆ ในเน้ือหา การใช้คาพูดหรือสานวนภาษาท่ีไม่เข้าใจให้ค้นหาความหมายด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังสามารถใช้ เทคนคิ การสรุปเน้ือหาเพอื่ ช่วยใหเ้ ขา้ ใจงา่ ยขน้ึ ได้ 2. การเรียนรู้คาศัพท์ การอ่านอย่างลึกซึ้งต้องใช้คาศัพท์ที่มีความหมายเหมือนกันและ มีความเหมาะสมกับเน้ือหา การศึกษาคาศัพท์ใหม่ ๆ และการฝึกใช้คาศัพท์เหล่านั้นจะช่วยเพ่ิมพูน ความรู้และความเขา้ ใจในเน้ือหามากยง่ิ ขึน้ 3. การจัดเรียงข้อมูล การจัดเรียงข้อมูลให้อยู่ในลาดับ โดยเริ่มต้นจากง่ายไปสู่ยากจะทา ให้ผ้อู า่ นทาความเขา้ ใจในเน้อื หามากขึน้ วธิ กี ารอา่ นอย่างลกึ ซึ้ง การอา่ นอยา่ งลึกซ้งึ เป็นการอ่านท่ีมุ่งเนน้ การเข้าใจและตีความเน้ือหาอย่างละเอยี ด ดังน้ัน วธิ กี ารอา่ นอย่างลึกซ้งึ สามารถทาได้โดยการปฏิบตั ติ ามขัน้ ตอนดงั นี้ 1. เลือกเนื้อหาที่เหมาะสม: เลือกเนื้อหาที่สนใจและเหมาะสมกับความต้องการของเรา เช่น หนังสือ เว็บไซต์ บล็อก หรอื บทความต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงาน งานวิชาการ หรืองานอดิเรกที่ชื่นชอบ 2. สร้างโดเนทและโดยสารตวั เอง: เมอ่ื เราเลือกเน้ือหาทเี่ หมาะสมแล้ว จงึ ควรสรา้ งโดเนท และโดยสารตวั เองให้เขา้ กับเนือ้ หาทจ่ี ะอ่าน เพอื่ ใหเ้ กิดความตั้งใจและมงุ่ มัน่ ในการอ่าน 3. อ่านอย่างตอ่ เน่อื ง: ควรอา่ นอย่างตอ่ เน่อื งโดยไม่มีการข้ามหรือข้ามสว่ นใด ๆ เนือ่ งจาก สว่ นท่ีขา้ มไปอาจจะมีความสาคัญสงู กวา่ ส่วนที่เราอา่ นอยู่ในขณะนั้น 4. ใช้เทคนิคการอ่าน: ควรใช้เทคนิคการอ่านเพ่ือเข้าใจเน้ือหาอย่างละเอียด เช่น การสรปุ หรอื สร้างสรรคแ์ ผนผงั ในการอ่าน เพอ่ื ชว่ ยให้เกดิ ความเข้าใจอยา่ งละเอยี ดและรวดเรว็ 5. ต้งั คาถามและตอบคาถามเอง: ควรตัง้ คาถามเพอ่ื เสนอ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook