Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักสูตรสาระฟิสิกส์

หลักสูตรสาระฟิสิกส์

Published by Tanapat Issarangkul Na Ayutthaya, 2021-09-23 03:29:10

Description: หลักสูตรสาระฟิสิกส์

Search

Read the Text Version

สาระ มาตรฐาน ผลการเรียนร้รู ายปี ม. 6 ม. 4 ม. 5 สาระเคมี 1. เขา้ ใจโครงสรา้ ง 16. วิเคราะห์ และเปรียบเทียบ 15. สืบคน้ ขอ้ มูล และ นาเสนอตวั อยา่ ง อะตอม การ ความยาวพันธะและพลังงาน ผลกระทบ จากการ ใช้และการกาจัด จดั เรียงธาตุใน พันธะในสารโคเวเลนต์ รวมทงั้ ผลติ ภณั ฑ์พอลิเมอร์ และแนวทางแก้ไข ตารางธาตุ คานวณพลงั งานทีเ่ กย่ี วขอ้ ง สมบัติของธาตุ กับปฏกิ ริ ยิ าของ สาร พันธะเคมีและ โคเวเลนต์จากพลงั งานพนั ธะ สมบัตขิ องสาร 17. คาดคะเนรูปรา่ งโมเลกลุ แกส๊ และสมบัติ โคเวเลนต์ โดยใช้ ทฤษฎกี าร ของแกส๊ ผลกั ระหวา่ งค่อู ิเล็กตรอนในวง ประเภทและ เวเลนซ์และระบสุ ภาพขวั้ ของ สมบัตขิ อง โมเลกลุ โคเวเลนต์ สารประกอบ 18. ระบชุ นดิ ของแรงยดึ เหนย่ี ว อนิ ทรียแ์ ละพอ ระหวา่ งโมเลกุลโคเวเลนต์ ลเิ มอร์ รวมทัง้ และเปรียบเทียบจดุ การนาความรู้ไป หลอมเหลว จดุ เดอื ด และการ ใชป้ ระโยชน์ ละลายนา้ ของสารโคเวเลนต์ 19. สบื คน้ ขอ้ มลู และอธิบาย สมบัติของสารโคเวเลนต์ โครงร่างตาขา่ ยชนิดตา่ ง ๆ 20. อธบิ ายการเกดิ พันธะโลหะ และสมบัตขิ องโลหะ 21. เปรยี บเทยี บสมบัตบิ าง ประการของสารประกอบ ไอออนิก สารโคเวเลนตแ์ ละ โลหะ สบื คน้ ขอ้ มูล และ นาเสนอตัวอยา่ งการใช้ ประโยชน์ของสารประกอบ ไอออนิก สารโคเวเลนต์ และ โลหะได้อย่างเหมาะสม

สาระ มาตรฐาน ผลการเรยี นรูร้ ายปี ม. 6 สาระเคมี ม. 4 ม. 5 2. เขา้ ใจการเขียน 1. แปลความหมายสัญลักษณ์ 1. ทดลอง และเขยี นกราฟ และการดุล ในสมการเคมี เขยี นและ การเพมิ่ ข้ึนหรอื ลดลงของ สมการเคมี ดลุ สมการเคมขี องปฏกิ ริ ิยา สารท่ที าการวัดในปฏิกิรยิ า ปรมิ าณสัมพนั ธ์ เคมีบางชนดิ 2. คานวณอตั ราการ ในปฏกิ ริ ยิ าเคมี 2. คานวณปริมาณของสารใน เกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี และเขยี น อัตราการ ปฏิกิรยิ าเคมที เ่ี กย่ี วข้อง กราฟเพิ่มข้ึนของสารท่ี เกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี กับมวลสาร ไม่ได้วดั สมดลุ ใน 3. คานวณปรมิ าณของสารใน 3. เขียนแผนภาพและอธิบาย ปฏิกิรยิ าเคมี ปฏิกริ ยิ าเคมี ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง ทศิ ทางการชนกนั ของ สมบตั ิและ กบั ความเขม้ ขน้ ของ อนุภาคและพลงั งานที่ ปฏิกริ ิยาของ สารละลาย สง่ ผลต่ออัตราการ กรด–เบส 4. คานวณปริมาณของสารใน เกิดปฏิกริ ยิ าเคมี ปฏิกิรยิ ารีดอกซ์ ปฏกิ ิริยาเคมี ที่เกย่ี วข้อง 4. ทดลอง และอธบิ ายผลของ และเซลล์ กับปริมาตรแก๊ส ความเข้มข้น พน้ื ท่ผี ิวของ เคมไี ฟฟ้า 5. คานวณปริมาณของสารใน สารตั้งตน้ อุณหภมู ิและ รวมทง้ั การนา ปฏกิ ริ ยิ าเคมี หลาย ตวั เรง่ ปฏิกิริยาท่ีมีต่ออตั รา ความรไู้ ปใช้ ขั้นตอน การเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี ประโยชน์ 6. ระบสุ ารกาหนดปริมาณ 5. เปรยี บเทยี บอัตราการ และคานวณปรมิ าณสาร เกดิ ปฏกิ ิรยิ าเมือ่ มีการ ตา่ ง ๆ ในปฏกิ ริ ยิ าเคมี เปลยี่ นแปลงความเข้มข้น 7. คานวณผลได้รอ้ ยละของ พน้ื ท่ผี ิวของสารตง้ั ต้น ผลติ ภัณฑ์ในปฏกิ ริ ยิ าเคมี อณุ หภูมิ และตวั เรง่ ปฏกิ ิรยิ า 6. ยกตัวอยา่ ง และอธิบาย ปจั จัยทมี่ ผี ลต่ออตั ราการ เกิดปฏกิ ิริยาเคมใี น ชวี ติ ประจาวนั หรือ อตุ สาหกรรม 7. ทดสอบและอธิบาย ความหมายของปฏิกิรยิ า ผันกลับไดแ้ ละภาวะสมดุล

สาระ มาตรฐาน ผลการเรียนร้รู ายปี สาระเคมี 2. เขา้ ใจการเขยี น ม. 4 ม. 5 ม. 6 และการดุล สมการเคมี 8. อธิบายการเปลี่ยนแปลงความเข้มขน้ ของสาร ปรมิ าณสัมพันธ์ อัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าไปข้างหน้าและอตั รา ในปฏิกริ ิยาเคมี การเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าย้อนกลบั เมื่อเรม่ิ ปฏกิ ิรยิ า อัตราการ จนกระทั่งระบบอยใู่ นภาวะสมดลุ เกิดปฏิกิริยาเคมี สมดุลใน 9. คานวณคา่ คงทสี่ มดลุ ของปฏกิ ริ ิยา ปฏิกิริยาเคมี 10. คานวณความเขม้ ข้นของสารทภี่ าวะสมดลุ สมบัตแิ ละ 11. คานวณคา่ คงทส่ี มดุลหรอื ความเข้มข้นของ ปฏกิ ิริยาของ กรด–เบส ปฏกิ ิรยิ าหลายขนั้ ตอน ปฏกิ ริ ิยารีดอกซ์ 12. ระบุปจั จัยท่ีมผี ลต่อภาวะสมดลุ และค่าคงที่ และเซลล์ เคมไี ฟฟา้ สมดลุ ของระบบ รวมทง้ั คาดคะเน การ รวมทงั้ การนา เปลีย่ นแปลงทเ่ี กดิ ขึ้นเม่ือภาวะสมดุลของ ความรไู้ ปใช้ ระบบถูกรบกวน โดยใช้หลกั ของเลอชาเตอลิเอ ประโยชน์ 13. ยกตวั อย่าง และอธิบายสมดลุ เคมขี องกระบวนการทเี่ กิดขน้ึ ในส่งิ มีชีวิต ปรากฏการณ์ในธรรมชาตแิ ละกระบวนการใน อุตสาหกรรม 14. ระบแุ ละอธิบายวา่ สารเป็นกรดหรือเบส โดยใช้ ทฤษฎกี รด–เบสของอารเ์ รเนียส เบรินสเตด– ลาวรี และลิวอสิ 15. ระบุคกู่ รด-เบสของสารตามทฤษฎีกรด-เบส ของเบรนิ สเตด-ลาวรี 16. คานวณและเปรยี บเทยี บความสามารถในการ แตกตวั หรอื ความแรงของกรดและเบส 17. คานวณค่า pH ความเขม้ ข้นของไฮโดรเนียม ไอออนหรอื ไฮดรอกไซด์ไอออนของ สารละลายกรดและเบส 18. เขยี นสมการเคมีแสดปฏิกิริยาสะเทนิ และระบุ ความเปน็ กรด-เบสของสารละลาย หลงั การ สะเทนิ 19. เขยี นปฏิกิรยิ าไฮโดรลิซสิ ของเกลอื และระบุ ความเป็นกรด-เบสของสารละลายเกลือ

สาระ มาตรฐาน ผลการเรยี นรู้รายปี สาระเคมี 2. เข้าใจการเขยี น ม. 4 ม. 5 ม. 6 และการดุล สมการเคมี 20. ทดลองและอธิบายหลกั การการไทเทรต และ ปริมาณสมั พันธ์ เลือกใชอ้ นิ ดิเคเตอร์ทเ่ี หมาะสมสาหรบั การ ในปฏิกริ ยิ าเคมี ไทเทรตกรด-เบส อตั ราการ เกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี 21. คานวณปริมาณสารหรอื ความเข้มขน้ ของ สมดุลใน สารละลายกรดหรอื เบสจากการไทเทรต ปฏกิ ิรยิ าเคมี สมบตั ิและ 22. อธบิ ายสมบัติ องค์ประกอบ และประโยชน์ของ ปฏกิ ริ ิยาของ สารละลายบฟั เฟอร์ กรด–เบส ปฏิกิรยิ ารีดอกซ์ 23. สบื คน้ ขอ้ มูล และนาเสนอตัวอย่างการใช้ และเซลล์ ประโยชน์ และการแก้ปัญหาโดยใช้ความรู้ เคมีไฟฟา้ เกยี่ วกบั กรด–เบส รวมทงั้ การนา ความรูไ้ ปใช้ 24. คานวณเลขออกซิเดชนั และระบุปฏิกริ ิยาท่ี ประโยชน์ เปน็ ปฏิกริ ยิ ารดี อกซ์ 25. วเิ คราะห์การเปล่ียนแปลงเลขออกซิเดชัน และ ระบตุ วั รดี ิวซ์และตัวออกซิไดส์ รวมท้งั เขยี น ครง่ึ ปฏิกิรยิ าออกซเิ ดชนั และคร่งึ ปฏิกิริยา รดี ักชนั ของปฏกิ ิรยิ ารดี อกซ์ 26. ทดลอง และเปรยี บเทยี บความสามารถในการ เป็นตัวรีดวิ ซ์หรือตวั ออกซไิ ดส์และเขยี นแสดง ปฏกิ ริ ิยารดี อกซ์ 27. ดลุ สมการรดี อกซด์ ว้ ยการใชเ้ ลขออกซเิ ดชนั และวธิ ีคร่ึงปฏกิ ริ ยิ า 28. ระบอุ งคป์ ระกอบของเซลล์เคมไี ฟฟ้า และ เขียนสมการเคมีของปฏกิ ริ ยิ าที่แอโนดและ แคโทด ปฏกิ ิรยิ ารวมและแผนภาพเซลล์ 29. คานวณค่าศกั ย์ไฟฟา้ มาตรฐานของเซลลแ์ ละ ระบปุ ระเภทของเซลลเ์ คมีไฟฟา้ ขัว้ ไฟฟ้าและ ปฏิกริ ิยาเคมีทเ่ี กดิ ขน้ึ 30. อธิบายหลกั การทางาน และเขยี นสมการแสดง ปฏกิ ริ ิยาของเซลลป์ ฐมภมู ิและเซลล์ทตุ ยิ ภูมิ

สาระ มาตรฐาน ผลการเรียนรู้รายปี สาระเคมี 2. เขา้ ใจการเขยี น ม. 4 ม. 5 ม. 6 และการดลุ สมการเคมี 31. ทดลองชบุ โลหะและแยกสารเคมดี ้วยกระแส ปรมิ าณสมั พนั ธ์ ไฟฟ้าและอธบิ ายหลักการทางเคมีไฟฟา้ ท่ีใช้ใน ในปฏกิ ริ ิยาเคมี การชุบโลหะ การแยกสารเคมีดว้ ยกระแส อัตราการ ไฟฟา้ การทาโลหะให้บริสุทธ์แิ ละการป้องกนั เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี การกัดกรอ่ นของโลหะ สมดุลใน ปฏิกริ ยิ าเคมี 32. สืบคน้ ข้อมูลและนาเสนอตวั อย่างความกา้ วหน้า สมบตั แิ ละ ทางเทคโนโลยีท่เี ก่ียวข้องกบั เซลลเ์ คมไี ฟฟา้ ใน ปฏิกิริยาของ ชวี ติ ประจาวัน กรด–เบส ปฏิกิริยารีดอกซ์ และเซลล์ เคมไี ฟฟ้า รวมทัง้ การนา ความร้ไู ปใช้ ประโยชน์

สาระ มาตรฐาน ผลการเรียนรู้รายปี สาระเคมี ม. 4 ม. 5 ม. 6 3. เขา้ ใจหลกั การ 1. บอก และอธบิ ายข้อปฏิบัติ 1. กาหนดปัญหา และนาเสนอ แนวทางการแก้ปัญหา โดย ทาปฏิบตั กิ าร เบ้ืองต้น และปฏิบัติตน ที่ ใชค้ วามรทู้ างเคมจี าก สถานการณท์ ี่เกิดขึน้ ใน เคมี การวัด แสดงถงึ ความตระหนกั ใน ชีวิตประจาวันการ ประกอบอาชีพ หรอื ปรมิ าณสาร การทาปฏิบัตกิ ารเคมี อุตสาหกรรม หนว่ ยวัดและการ เพ่อื ให้มีความปลอดภัยท้งั 2. แสดงหลกั ฐานถงึ การ บูรณาการความร้ทู างเคมี เปล่ยี นหนว่ ย ต่อตนเอง ผู้อนื่ และ ร่วมกบั สาขาวิชาอ่นื รวมทัง้ ทกั ษะกระบวนการ การคานวณ สงิ่ แวดลอ้ ม และเสนอแนว ทางวทิ ยาศาสตรห์ รือ กระบวนการออกแบบ เชิง ปริมาณของสาร ทางแก้ไขเม่อื เกดิ อบุ ัตเิ หตุ วิศวกรรม โดยเน้นการคิด วิเคราะห์ การ แก้ปัญหา ความเขม้ ข้นของ 2. เลือกและใช้อปุ กรณห์ รือ และความคดิ สร้างสรรค์ เพื่อแก้ ปัญหาใน สารละลาย เครือ่ งมือในการทา สถานการณห์ รือประเดน็ ท่ี สนใจ รวมทั้งการ ปฏิบัตกิ ารและวัดปรมิ าณ 3. นาเสนอผลงานหรือชิน้ งาน บรู ณาการ ตา่ งๆ ไดอ้ ย่าง เหมาะสม ที่ไดจ้ ากการแก้ปญั หา ใน สถานการณห์ รอื ประเดน็ ที่ ความรู้และ 3. นาเสนอแผนการทดลอง สนใจโดยใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ ทักษะในการ ทดลองและเขยี นรายงาน 4. แสดงหลักฐานการเข้ารว่ ม อธบิ าย การทดลอง การสัมมนา การเข้าร่วม ประชุมวชิ าการหรือการ ปรากฏการณใ์ น 4. ระบหุ นว่ ยวัดปริมาณตา่ ง แสดงผลงานสิ่งประดษิ ฐ์ใน งานนทิ รรศการ ชวี ติ ประจาวัน ๆ ของสาร และ เปลีย่ น และการ หนว่ ยวดั ให้เปน็ หนว่ ยใน แก้ปัญหาทาง ระบบเอสไอ ด้วยการใช้ เคมี แฟกเตอรเ์ ปลี่ยนหนว่ ย 5. บอกความหมายของมวล อะตอมของธาตุ และ คานวณมวลอะตอมเฉล่ีย ของธาตุ มวลโมเลกุล และ มวลสูตร 6. อธิบาย และคานวณ ปรมิ าณใดปรมิ าณหน่ึงจาก ความสมั พันธ์ของโมล จานวนอนภุ าค มวล และ ปริมาตรของแกส๊ ที่ STP

สาระ มาตรฐาน ผลการเรียนรรู้ ายปี ม. 6 สาระเคมี ม. 4 ม. 5 3. เข้าใจหลกั การ 7. คานวณอตั ราสว่ นโดยมวลของ ทาปฏบิ ตั กิ าร ธาตุองค์ประกอบของ เคมี การวดั สารประกอบตามกฎสดั ส่วนคงท่ี ปริมาณสาร 8. คานวณสูตรอยา่ งง่ายและสตู ร หน่วยวดั และการ โมเลกุลของสาร เปลีย่ นหน่วย 9. คานวณความเขม้ ข้นของ การคานวณ สารละลายในหน่วยตา่ ง ๆ ปรมิ าณของสาร 10. อธบิ ายวิธกี ารและเตรยี ม ความเข้มข้นของ สารละลายให้มี ความเขม้ ขน้ ใน สารละลาย หน่วยโมลาริตี และปรมิ าตร รวมทง้ั การ สารละลายตามที่กาหนด บรู ณาการ 11. เปรยี บเทยี บจดุ เดือดและจดุ ความรูแ้ ละ เยือกแขง็ ของสารละลายกับสาร ทักษะในการ บรสิ ทุ ธ์ิ รวมทั้งคานวณ จดุ เดอื ด อธิบาย และจุดเยือกแข็งของสารละลาย ปรากฏการณ์ใน ชวี ิตประจาวัน และการ แกป้ ัญหาทาง เคมี

สาระ มาตรฐาน ผลการเรียนรู้รายปี ม. 5 ม. 6 ม. 4 สาระฟสิ ิกส์ 1. เขา้ ใจธรรมชาติ 1. สบื ค้น และอธบิ ายการค้นหาความรูท้ าง ทางฟสิ ิกส์ ฟสิ ิกส์ ประวัติความเปน็ มา รวมท้ัง ปรมิ าณและ พัฒนาการของ หลกั การและแนวคดิ ทาง กระบวนการวัด ฟิสิกสท์ ม่ี ีผลตอ่ การแสวงหาความรู้ใหม่ การเคล่อื นท่แี นว และการพัฒนาเทคโนโลยี ตรง แรงและกฎ การเคลอ่ื นท่ีของ 2. วัดและรายงานผลการวัดปริมาณทาง นิวตนั กฎความ ฟิสิกส์ ได้ถูกต้องเหมาะสม โดยนาความ โนม้ ถว่ งสากล คลาดเคลอ่ื น ในการวัดมาพจิ ารณาใน แรงเสยี ดทาน การนาเสนอผล รวมทงั้ แสดงผลการ สมดุล กลของ ทดลองในรูปของกราฟ วิเคราะห์ และ วตั ถุ งานและกฎ แปลความหมายจากกราฟเสน้ ตรง การอนรุ ักษ์ พลังงานกล 3. ทดลอง และอธิบายความสัมพันธร์ ะหว่าง โมเมนตมั และกฎ ตาแหน่ง การกระจัด ความเรว็ และ การอนรุ ักษ์ ความเรง่ ของการเคลอ่ื นท่ขี องวัตถใุ น โมเมนตัม การ แนวตรงทม่ี ีความเร่งคงตัวจากกราฟและ เคลือ่ นท่ีแนวโคง้ สมการ รวมทงั้ ทดลองหาคา่ ความเร่ง รวมท้ังนาความรู้ โนม้ ถว่ งของโลก และคานวณปรมิ าณ ไปใชป้ ระโยชน์ ตา่ งๆ ที่เก่ียวขอ้ ง 4. ทดลองและอธิบายการหาแรงลัพธข์ อง แรงสองแรงท่ที ามมุ ต่อกัน 5. เขยี นแผนภาพของแรงที่กระทาต่อวตั ถุ อสิ ระ ทดลองและอธิบายกฎการ เคล่อื นท่ีของนวิ ตนั และการใช้กฎการ เคล่อื นทข่ี องนวิ ตันกบั สภาพการเคล่ือนท่ี ของวตั ถุ รวมทงั้ คานวณปริมาณตา่ ง ๆ ทีเ่ กี่ยวข้อง 6. อธบิ ายกฎความโน้มถว่ งสากลและผล ของ สนามโนม้ ถ่วงท่ที าให้วตั ถมุ ีน้าหนกั รวมท้งั คานวณปรมิ าณต่างๆ ทีเ่ กี่ยวข้อง

สาระ มาตรฐาน ผลการเรยี นรรู้ ายปี ม. 5 ม. 6 ม. 4 สาระฟิสกิ ส์ 1. เขา้ ใจธรรมชาติ 7. วเิ คราะห์ อธบิ ายและคานวณแรงเสยี ด ทางฟสิ ิกส์ ทาน ระหว่างผวิ สมั ผสั ของวตั ถุคู่หนึ่งๆ ปรมิ าณและ ในกรณที ี่วัตถุ หยดุ นิ่งและวัตถเุ คลื่อนท่ี กระบวนการวัด รวมทั้งทดลองหาสมั ประสทิ ธิค์ วามเสียด การเคลอ่ื นทแ่ี นว ทานระหว่างผิวสมั ผสั ของวตั ถคุ ู่หนึง่ ๆ ตรง แรงและกฎ และนาความรเู้ รอื่ งแรงเสยี ดทานไปใช้ใน การเคลอื่ นท่ีของ ชีวิตประจาวัน นวิ ตัน กฎความ โน้มถ่วงสากล 8. อธบิ ายสมดุลกลของวัตถุ โมเมนต์ และ แรงเสียดทาน ผลรวมของโมเมนต์ทม่ี ตี ่อการหมนุ แรงคู่ สมดุล กลของ ควบและผลของแรงคู่ควบที่มตี ่อสมดลุ วตั ถุ งานและกฎ ของวตั ถุ เขียนแผนภาพของแรงที่กระทา การอนรุ กั ษ์ ต่อวตั ถุอิสระเมือ่ วัตถุอยู่ในสมดุลกล พลงั งานกล และคานวณปริมาณต่าง ๆ ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง โมเมนตมั และกฎ รวมทง้ั ทดลองและอธิบายสมดุลของแรง การอนุรกั ษ์ สามแรง โมเมนตมั การ เคล่ือนทแี่ นวโคง้ 9. สงั เกตและอธิบายสภาพการเคลอื่ นท่ีของ รวมท้ังนาความรู้ วตั ถุ เมื่อแรงทีก่ ระทาต่อวัตถผุ า่ น ไปใชป้ ระโยชน์ ศูนยก์ ลางมวลของวตั ถุ และผลของศนู ย์ ถว่ งที่มตี ่อเสถยี รภาพของวตั ถุ 10. วเิ คราะห์ และคานวณงานของแรงคง ตวั จากสมการและพื้นท่ใี ตก้ ราฟ ความสัมพนั ธ์ระหว่างแรงกับตาแหน่ง รวมทั้งอธิบายและคานวณกาลงั เฉล่ยี 11. อธบิ ายและคานวณพลงั งานจลน์ พลังงานศักย์ พลงั งานกล ทดลองหา ความสมั พันธ์ระหว่างงานกับพลังงาน จลน์ ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งงานกบั พลังงานศักยโ์ นม้ ถว่ งความสมั พนั ธ์ ระหว่างขนาดของแรงที่ใช้ดึงสปริงกบั ระยะท่ีสปรงิ ยืดออกและความสมั พนั ธ์ ระหวา่ งงานกบั พลังงานศักยย์ ืดหยนุ่ รวมท้ังอธบิ ายความสมั พันธร์ ะหวา่ ง งานของแรงลพั ธแ์ ละพลงั งานจลน์ และคานวณงานทเี่ กิดข้ึนจากแรงลัพธ์

สาระ มาตรฐาน ผลการเรียนรู้รายปี ม. 5 ม. 6 ม. 4 สาระฟสิ กิ ส์ 1. เขา้ ใจธรรมชาติ 12. อธิบายกฎการอนุรักษพ์ ลังงานกล ทางฟสิ กิ ส์ รวมทัง้ วิเคราะห์ และคานวณปรมิ าณ ปรมิ าณและ ตา่ ง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับการเคล่อื นที่ของ กระบวนการวัด วัตถใุ นสถานการณต์ ่าง ๆ โดยใช้กฎการ การเคล่อื นที่แนว อนรุ ักษ์พลงั งานกล ตรง แรงและกฎ การเคลื่อนที่ของ 13. อธบิ ายการทางาน ประสิทธิภาพและ นวิ ตนั กฎความ การได้ เปรียบเชิงกลของเครอ่ื งกลอย่าง โน้มถ่วงสากล งา่ ยบางชนดิ โดยใช้ความรู้เร่ืองงาน แรงเสยี ดทาน และสมดลุ กล รวมทง้ั คานวณ สมดุล กลของ ประสิทธภิ าพและการไดเ้ ปรียบเชิงกล วัตถุ งานและกฎ การอนุรกั ษ์ 14. อธิบาย และคานวณโมเมนตมั ของวัตถุ พลงั งานกล และการดลจากสมการและพื้นที่ใต้ โมเมนตัมและกฎ กราฟ ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งแรงลพั ธ์กบั การอนุรักษ์ เวลา รวมท้ังอธบิ ายความสมั พันธ์ โมเมนตัม การ ระหวา่ งแรงดลกับโมเมนตมั เคลือ่ นที่แนวโค้ง รวมทัง้ นาความรู้ 15. ทดลอง อธิบาย และคานวณปริมาณ ไปใชป้ ระโยชน์ ต่างๆ ทเี่ กยี่ วกบั การชนของวัตถใุ นหนงึ่ มิติ ทงั้ แบบ ยืดหยนุ่ ไม่ยืดหยนุ่ และ การดดี ตัวแยกจากกัน ในหนง่ึ มิตซิ งึ่ เป็นไปตามกฎการอนุรักษ์ โมเมนตัม 16. อธบิ าย วเิ คราะห์ และคานวณปริมาณ ต่างๆ ทเี่ กีย่ วข้องกับการเคลอื่ นทแ่ี บบ โพรเจกไทล์และทดลองการเคล่อื นท่ี แบบโพรเจกไทล์ 17. ทดลอง และอธิบายความสมั พนั ธ์ ระหวา่ งแรงสู่ศนู ย์กลาง รศั มีของการ เคลอ่ื นท่ีซึ่งมีอัตราเรว็ เชงิ เสน้ อัตราเรว็ เชงิ มมุ และมวลของวตั ถุ ในการ เคล่ือนทีแ่ บบวงกลมในระนาบ ระดับ รวมทงั้ คานวณปริมาณตา่ ง ๆ ท่ี เกย่ี วข้องและประยุกตใ์ ชค้ วามรกู้ าร เคลือ่ นทแี่ บบวงกลม ในการอธิบายการ โคจรของดาวเทียม

สาระ มาตรฐาน ผลการเรยี นร้รู ายปี ม. 6 ม. 4 ม. 5 สาระฟสิ กิ ส์ 2. เขา้ ใจการ 1. ทดลอง และอธิบายการเคลอ่ื นทแ่ี บบฮาร์มอ เคลือ่ นที่แบบฮาร์ นิกอย่างง่ายของวัตถุตดิ ปลายสปรงิ และ มอนกิ อย่างงา่ ย ลูกตุ้มอยา่ งงา่ ย รวมทั้งคานวณปริมาณตา่ ง ๆ ธรรมชาติของ ทเี่ กย่ี วขอ้ ง คลน่ื เสยี งและ การไดย้ นิ 2. อธบิ ายความถี่ธรรมชาติของวัตถแุ ละการเกิด ปรากฏการณท์ ่ี การสั่นพ้อง เกี่ยวข้องกบั เสียง แสงและการเหน็ 3. อธิบายปรากฏการณ์คลื่น ชนิดของคลืน่ ปรากฏการณ์ ที่ สว่ นประกอบของคลน่ื การแผ่ของหน้าคลืน่ เกยี่ วขอ้ งกบั แสง ดว้ ยหลกั การของฮอยเกนส์ และการรวมกัน รวมทั้งนาความรู้ ของคลนื่ ตามหลกั การซ้อนทับ พรอ้ มทง้ั ไปใช้ประโยชน์ คานวณ อตั ราเรว็ ความถแ่ี ละความยาวคลนื่ 4. สงั เกต และอธบิ ายการสะท้อน การ หักเห การแทรกสอด และการเล้ียวเบนของคลื่น ผวิ นา้ รวมทง้ั คานวณปรมิ าณต่างๆท่ี เก่ยี วข้อง 5. อธบิ ายการเกดิ เสยี ง การเคลือ่ นท่ีของเสยี ง ความสัมพันธ์ระหว่างคลนื่ การกระจดั ของ อนภุ าคกับคลืน่ ความดัน ความสัมพันธ์ ระหว่าง อัตราเรว็ ของเสียงในอากาศทีข่ นึ้ กับ อณุ หภูมิในหน่วยองศาเซลเซียส สมบัติของ คล่ืนเสยี ง ไดแ้ ก่ การสะทอ้ น การหักเห การ แทรกสอด การเลีย้ วเบน รวมทงั้ คานวณ ปรมิ าณต่าง ๆ ท่เี กยี่ วข้อง 6. อธิบายความเข้มเสยี ง ระดบั เสยี ง องคป์ ระกอบของการได้ยิน คณุ ภาพเสียง และมลพษิ ทางเสียง รวมท้ังคานวณปรมิ าณ ตา่ งๆ ที่เกยี่ วข้อง 7. ทดลอง และอธบิ ายการเกิดการส่นั พ้องของ อากาศในท่อปลายเปดิ หนึ่งด้าน รวมทัง้ สังเกต และอธบิ ายการเกิดบีต คล่ืนนิ่ง ปรากฏการณ์ ดอปเพลอร์ คลื่นกระแทก ของเสยี ง คานวณ ปรมิ าณต่าง ๆ ท่ี เกี่ยวข้องและนาความรู้ เร่อื งเสยี งไปใชใ้ น ชวี ิตประจาวนั

สาระ มาตรฐาน ผลการเรียนรู้รายปี ม. 6 ม. 4 ม. 5 สาระฟิสกิ ส์ 2. เขา้ ใจการ 8. ทดลอง และอธบิ ายการแทรกสอดของแสง เคลอื่ นทแี่ บบฮาร์ ผ่านสลิตคแู่ ละเกรตตงิ การเลีย้ วเบน และ มอนกิ อย่างงา่ ย การแทรกสอดของแสงผ่านสลติ เด่ยี ว ธรรมชาตขิ อง รวมทัง้ คานวณปรมิ าณตา่ งๆ ที่เก่ียวข้อง คลนื่ เสียงและ การไดย้ ิน 9. ทดลองและอธิบายการสะทอ้ นของแสงทผี่ วิ ปรากฏการณท์ ี่ วตั ถตุ ามกฎการสะท้อน เขียนรงั สีของแสง เกีย่ วขอ้ งกบั เสยี ง และคานวณตาแหน่งและขนาดภาพของวัตถุ แสงและการเหน็ เมอ่ื แสงตกกระทบกระจกเงาราบและกระจก ปรากฏการณ์ ท่ี เงาทรงกลม รวมทัง้ อธบิ ายการนาความรู้ เกี่ยวข้องกบั แสง เรื่องการสะท้อนของแสงจากกระจกเงาราบ รวมท้งั นาความรู้ และกระจกเงา ทรงกลมไปใชป้ ระโยชนใ์ น ไปใช้ประโยชน์ ชวี ติ ประจาวัน 10. ทดลอง และอธิบายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง ดรรชนีหักเห มุมตกกระทบ และมุมหักเห รวมทัง้ อธิบายความสัมพันธร์ ะหวา่ งความลกึ จรงิ และความลกึ ปรากฏ มมุ วกิ ฤตและการ สะท้อนกลับหมดของแสง และคานวณ ปริมาณต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้อง 11. ทดลอง และเขยี นรังสีของแสงเพ่อื แสดง ภาพที่เกิดจากเลนส์บางหาตาแหน่ง ขนาด ชนิดของภาพ และความสัมพันธร์ ะหวา่ ง ระยะวัตถุ ระยะภาพและความยาวโฟกัส รวมท้งั คานวณปริมาณต่าง ๆ ทีเ่ ก่ยี วข้อง และอธบิ ายการนา ความรู้เรอ่ื งการหกั เห ของแสงผา่ นเลนสบ์ างไปใชป้ ระโยชนใ์ น ชวี ิตประจาวนั 12. อธบิ ายปรากฏการณธ์ รรมชาติทีเ่ ก่ียวกบั แสง 13. สังเกตและอธบิ ายการมองเห็นแสงสี สขี องวตั ถุ การผสมสารสี และการผสม แสงสี รวมทัง้ อธบิ ายสาเหตขุ องการบอดสี

สาระ มาตรฐาน ผลการเรยี นรูร้ ายปี ม. 6 ม. 4 ม. 5 สาระฟิสกิ ส์ 3. เขา้ ใจแรงไฟฟา้ 1. ทดลอง และอธบิ ายการทา 1. สงั เกต และอธบิ ายเส้น และกฎของ คูลอมบ์ วัตถทุ ่เี ปน็ กลางทาง ไฟฟา้ สนามแมเ่ หลก็ อธิบาย สนามไฟฟ้า ศักยไ์ ฟฟ้า ความ ให้มีประจไุ ฟฟา้ โดยการขดั และคานวณฟลกั ซ์ จไุ ฟฟ้า กระแสไฟฟ้าและ สกี นั และการ เหน่ยี วนา แม่เหล็กในบรเิ วณท่ี กฎของโอหม์ วงจรไฟฟ้า ไฟฟา้ สถติ กาหนด รวมท้งั สังเกต กระแสตรง พลังงานไฟฟ้า 2. อธบิ าย และคานวณ และอธบิ าย และกาลงั ไฟฟ้า การเปล่ยี น แรงไฟฟ้าตามกฎของ สนามแม่เหล็กทเี่ กิดจาก พลังงานทดแทน เป็นพลังงาน คูลอมบ์ กระแสไฟฟ้าในลวด ไฟฟ้า สนามแม่เหลก็ 3. อธิบาย และคานวณ ตวั นาเส้นตรงและ แรงแมเ่ หลก็ ท่ี กระทากับประจุ สนามไฟฟ้าและแรงไฟฟา้ โซเลนอยด์ ไฟฟา้ และ กระแสไฟฟ้า ที่กระทากับอนภุ าคทม่ี ี 2. อธิบาย และคานวณแรง การเหนย่ี วนา แมเ่ หล็กไฟฟ้า ประจุไฟฟ้าที่อยใู่ นสนาม แมเ่ หล็กท่ีกระทาตอ่ และกฎของ ฟาราเดย์ ไฟฟ้า ไฟฟา้ รวมทัง้ หา อนภุ าคทม่ี ีประจุไฟฟ้า กระแสสลับ คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟ้า สนามไฟฟ้าลัพธ์เนอ่ื งจาก เคลื่อนทใ่ี น และการสื่อสาร รวมทง้ั นาความรู้ ระบบ จุดประจโุ ดยรวมกนั สนามแมเ่ หลก็ แรง ไปใช้ประโยชน์ แบบเวกเตอร์ แมเ่ หลก็ ทก่ี ระทาต่อเส้น 4. อธบิ าย และคานวณ ลวดท่มี กี ระแสไฟฟ้า พลังงานศักย์ไฟฟ้า ผ่านและวางใน ศักย์ไฟฟ้า และความต่าง สนามแม่เหลก็ รศั มี ศกั ย์ระหว่างสองตาแหน่ง ความโค้งของการ 5. อธบิ ายส่วนประกอบของ เคลือ่ นที่เมื่อประจุ ตวั เกบ็ ประจุ ความสมั พนั ธ์ เคลอ่ื นทีต่ ั้งฉากกบั ระหว่างประจุไฟฟ้า ความ สนามแมเ่ หล็ก รวมทงั้ ตา่ งศักย์ และความจุของ อธิบายแรงระหวา่ งเส้น ตัวเก็บประจุ และอธิบาย ลวด ตวั นาคู่ขนานที่มี พลงั งานสะสมในตวั เกบ็ กระแสไฟฟ้าผา่ น ประจุ และความจสุ มมูล 3. อธบิ ายหลกั การทางาน รวมทั้งคานวณปรมิ าณ ของแกลแวนอมเิ ตอร์ ตา่ งๆ ท่ีเกี่ยวข้อง และมอเตอร์ไฟฟ้า 6. นาความรู้เรื่องไฟฟา้ สถิตไป กระแสตรง รวมทง้ั อธิบายหลกั การทางานของ คานวณ ปรมิ าณต่างๆ เครอื่ งใชไ้ ฟฟา้ บางชนิด ทีเ่ ก่ียวข้อง และปรากฏการณ์ใน ชวี ิตประจาวัน

สาระ มาตรฐาน ผลการเรียนรู้รายปี สาระฟิสกิ ส์ 3. เข้าใจแรงไฟฟ้า ม. 4 ม. 5 ม. 6 และกฎของ คูลอมบ์ 7. อธิบายการเคลื่อนที่ของ 4. สงั เกต และอธิบายการ สนามไฟฟ้า ศกั ยไ์ ฟฟา้ ความ อเิ ล็กตรอนอสิ ระและ เกดิ อีเอ็มเอฟเหนี่ยวนา จุไฟฟา้ กระแสไฟฟ้าและ กระแสไฟฟา้ ในลวดตัวนา กฎการเหนีย่ วนาของ กฎของโอหม์ วงจรไฟฟ้า ความสัมพันธ์ระหว่าง ฟาราเดย์ และคานวณ กระแสตรง พลังงานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าในลวดตวั นา ปริมาณต่าง ๆ ที่ และกาลงั ไฟฟ้า การเปลี่ยน กบั ความเรว็ ลอยเลอ่ื น เก่ียวข้อง รวมทัง้ นา พลงั งานทดแทน เปน็ พลังงาน ของอิเล็กตรอนอสิ ระ ความรู้ เร่ืองอเี อม็ เอฟ ไฟฟา้ สนามแมเ่ หลก็ ความหนาแน่นของ เหน่ยี วนาไปอธบิ าย แรงแมเ่ หล็ก ที่ กระทากบั ประจุ อเิ ล็กตรอนในลวดตัวนา การทางาน ไฟฟา้ และ กระแสไฟฟา้ และพน้ื ทหี่ น้าตัด ของ 5. อธบิ าย และคานวณ การเหน่ยี วนา แมเ่ หล็กไฟฟา้ ลวดตัวนา และคานวณ ความต่างศักย์อาร์เอม็ เอส และกฎของ ฟาราเดย์ ไฟฟ้า ปรมิ าณตา่ งๆ ทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง และกระแสไฟฟ้า กระแสสลบั คลื่น แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า 8. ทดลอง และอธบิ ายกฎ อาร์เอ็มเอส และการสือ่ สาร รวมทัง้ นาความรู้ ของโอห์ม อธบิ าย 6. อธิบายหลกั การทางาน ไปใช้ประโยชน์ ความสมั พันธร์ ะหวา่ ง และประโยชนข์ องเครือ่ ง ความตา้ นทานกบั ความ กาเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ ยาวพนื้ ท่ีหนา้ ตัดและ 3 เฟส การแปลงอเี อ็มเอฟ สภาพต้านทานของตวั นา ของหม้อแปลง และ โลหะ ที่อุณหภูมคิ งตวั คานวณปริมาณตา่ งๆ ท่ี และคานวณปริมาณต่างๆ เกี่ยวข้อง ทเี่ กย่ี วข้อง รวมทัง้ อธิบาย 7. อธบิ ายการเกิดและ และคานวณ ความ ลักษณะเฉพาะของ คล่ืน ตา้ นทานสมมลู เมื่อนาตัว แมเ่ หล็กไฟฟา้ แสงไม่ ต้านทาน มาตอ่ กันแบบ โพลาไรส์ แสงโพลาไรส์ อนกุ รมและแบบขนาน เชิงเสน้ และแผน่ โพลา 9. ทดลอง อธิบาย และ รอยด์ รวมทั้งอธบิ ายการ คานวณอเี อ็มเอฟของ นาคล่ืนแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า แหลง่ กาเนิดไฟฟา้ ในชว่ งความถต่ี ่าง ๆ ไป กระแสตรง รวมทงั้ ประยุกตใ์ ช้และหลกั การ อธิบาย และคานวณ ทางานของอปุ กรณ์ที่ พลงั งานไฟฟา้ และ เก่ียวข้อง กาลงั ไฟฟา้

สาระ มาตรฐาน ม. 4 ผลการเรยี นรู้รายปี ม. 6 สาระฟิสกิ ส์ ม. 5 3. เข้าใจแรงไฟฟ้า 10. ทดลอง และคานวณ 8. สืบคน้ และอธบิ ายการ และกฎของ คูลอมบ์ อเี อม็ เอฟสมมลู จากการ สื่อสารโดยอาศยั คล่นื สนามไฟฟ้า ศกั ย์ไฟฟ้า ความ ตอ่ แบตเตอรี่แบบอนุกรม แมเ่ หล็กไฟฟ้าในการ จุไฟฟา้ กระแสไฟฟา้ และ และแบบขนาน รวมทัง้ สง่ ผ่านสารสนเทศ และ กฎของโอห์ม วงจรไฟฟา้ คานวณปริมาณต่าง ๆ ที่ เปรยี บเทยี บการส่อื สาร กระแสตรง พลงั งานไฟฟ้า เกี่ยวข้อง ในวงจรไฟฟ้า ดว้ ยสัญญาณ และกาลังไฟฟ้า การเปลีย่ น กระแสตรงซึ่ง แอนะลอ็ กกบั สญั ญาณ พลงั งานทดแทน เป็นพลังงาน ประกอบดว้ ยแบตเตอรี่ ดจิ ิทัล ไฟฟา้ สนามแม่เหล็ก และตวั ตา้ นทาน แรงแมเ่ หล็ก ท่ี กระทากับประจุ 11. อธิบายการเปล่ยี น ไฟฟา้ และ กระแสไฟฟา้ พลังงานทดแทนเปน็ การเหนีย่ วนา แมเ่ หล็กไฟฟ้า พลังงานไฟฟา้ รวมทั้ง และกฎของ ฟาราเดย์ ไฟฟา้ สืบคน้ และอภิปราย กระแสสลับ คลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ เก่ยี วกบั เทคโนโลยี ที่ และการสอ่ื สาร รวมทงั้ นาความรู้ นามาแกป้ ญั หาหรอื ไปใชป้ ระโยชน์ ตอบสนองความ ตอ้ งการทางด้าน พลังงานไฟฟา้ โดยเนน้ ด้านประสิทธภิ าพและ ความคมุ้ คา่ ด้าน คา่ ใชจ้ า่ ย

สาระ มาตรฐาน ม. 4 ผลการเรียนรรู้ ายปี สาระฟิสกิ ส์ 4. เข้าใจ ม. 5 ม. 6 ความสัมพันธ์ของ ความรอ้ นกบั การ 1. อธิบาย และคานวณความร้อนท่ีทาให้ เปลีย่ นอณุ หภูมิและ สสารเปล่ยี นอุณหภูมิ ความรอ้ นท่ีทาให้ สถานะของสสาร สสารเปล่ียนสถานะและความรอ้ นทเี่ กดิ สภาพยดื หยนุ่ ของ จากการถา่ ยโอนตามกฎการอนุรกั ษ์ วัสดุและมอดุลสั ของ พลงั งาน ยังความดันในของ ไหล แรงพยงุ และ 2. อธบิ ายสภาพยดื หย่นุ และลักษณะการยืด หลักของอารค์ ิมดี ิส และหดตัวของวสั ดทุ ่เี ป็นแท่ง เมือ่ ถูก ความตึงผวิ และแรง กระทาด้วยแรงค่าต่าง ๆ รวมทัง้ ทดลอง หนืดของของเหลว อธิบายและคานวณความเค้นตามยาว ของไหลอุดมคติ ความเครยี ดตามยาวและมอดูลัสของยัง และสมการแบร์นลู ลี และนาความรเู้ รื่องสภาพยดื หยุ่นไปใชใ้ น กฎของแกส๊ ทฤษฎี ชวี ติ ประจาวนั จลน์ของแก๊สอุดม คติและพลงั งานใน 3. อธิบาย และคานวณความดันเกจ ความดนั ระบบ ทฤษฎี สมั บรู ณ์ และความดันบรรยากาศ รวมทัง้ อะตอมของโบร์ อธบิ ายหลกั การทางานของแมนอมเิ ตอร์ ปรากฏการณ์ บารอมเิ ตอรแ์ ละเคร่ืองอดั ไฮดรอลิก โฟโตอเิ ลก็ ทริก ทวภิ าวะของ 4. ทดลอง อธิบาย และคานวณขนาดแรงพยงุ คลนื่ และอนุภาค จากของไหล กัมมนั ตภาพรงั สี แรงนวิ เคลียร์ 5. ทดลอง อธิบายและคานวณความตงึ ผวิ ปฏกิ ิริยานิวเคลยี ร์ ของของเหลว รวมทงั้ สังเกตและอธบิ าย พลังงานนวิ เคลียร์ แรงหนดื ของของเหลว ฟสิ กิ ส์อนุภาค รวมท้งั นาความรู้ 6. อธิบายสมบัติของของไหลอุดมคติ สมการ ไปใช้ประโยชน์ ความต่อเนื่องและสมการแบร์นูลลี รวมทั้ง คานวณปริมาณตา่ งๆ ทเ่ี กี่ยวข้อง และนา ความรู้ เกย่ี วกบั สมการความต่อเน่ืองและ สมการแบร์นูลลี ไปอธิบายหลักการทางาน ของอุปกรณ์ต่างๆ 7. อธิบายกฎของแก๊สอดุ มคติและคานวณ ปริมาณต่างๆ ที่เก่ียวข้อง 8. อธบิ ายแบบจาลองของแก๊สอดุ มคติ ทฤษฎี จลนข์ องแกส๊ และอัตราเรว็ อารเ์ อม็ เอส ของโมเลกลุ ของแก๊ส รวมทง้ั คานวณ ปรมิ าณตา่ งๆ ที่เกี่ยวข้อง

สาระ มาตรฐาน ม. 4 ผลการเรียนรู้รายปี สาระฟิสกิ ส์ 4. เขา้ ใจ ม. 5 ม. 6 ความสัมพันธ์ของ ความร้อนกบั การ 9. อธิบายและคานวณงานที่ทาโดยแก๊สใน เปล่ียนอณุ หภูมิและ ภาชนะปิดโดยความดันคงตัว และอธิบาย สถานะของสสาร ความสัมพันธ์ ระหว่างความรอ้ น พลงั งาน สภาพยดื หยุน่ ของ ภายในระบบและงาน รวมทงั้ คานวณ วสั ดุและมอดลุ สั ของ ปริมาณตา่ งๆ ที่เก่ียวขอ้ งและนาความรู้ ยงั ความดนั ในของ เร่ืองพลังงานภายในระบบ ไปอธบิ าย ไหล แรงพยุง และ หลกั การทางานของเครอ่ื งใชใ้ น หลกั ของอาร์คิมีดสิ ชวี ิตประจาวนั ความตึงผวิ และแรง หนดื ของของเหลว 10. อธิบายสมมติฐานของพลังค์ ทฤษฎี ของไหลอุดมคติ อะตอมของโบร์ และการเกดิ เส้น และสมการแบรน์ ูลลี สเปกตรัม กฎของแก๊ส ทฤษฎี จลนข์ องแก๊สอุดม 11. อธบิ ายปรากฏการณ์โฟโตอิเลก็ ทริกและ คตแิ ละพลังงานใน คานวณพลงั งานโฟตอน พลังงานจลน์ ระบบ ทฤษฎี ของโฟโตอเิ ล็กตรอนและฟงั กช์ ันงานของ อะตอมของโบร์ โลหะ ปรากฏการณ์ โฟโตอเิ ลก็ ทริก 12. อธิบายทวิภาวะของคล่ืนและอนภุ าค ทวิภาวะของ รวมทั้ง อธิบายและคานวณความยาวคลื่น คล่ืนและอนุภาค เดอบรอยล์ กมั มนั ตภาพรงั สี แรงนิวเคลียร์ 13. อธบิ ายกมั มนั ตภาพรังสีและความ ปฏิกริ ิยานวิ เคลยี ร์ แตกต่างของรงั สแี อลฟา บตี าและแกมมา พลงั งานนิวเคลยี ร์ ฟสิ กิ ส์อนุภาค 14. อธบิ ายและคานวณกัมมนั ตภาพของ รวมทั้งนาความรู้ นวิ เคลียสกัมมนั ตรังสี รวมทั้งทดลอง ไปใช้ประโยชน์ อธบิ ายและคานวณจานวนนิวเคลยี ส กมั มนั ตภาพรงั สีทเ่ี หลอื จากการสลาย และครงึ่ ชีวิต 15. อธบิ ายแรงนวิ เคลียร์ เสถยี รภาพของ นิวเคลยี สและพลงั งานยึดเหน่ียว รวมท้งั คานวณปรมิ าณต่างๆ ทเี่ ก่ียวข้อง

สาระ มาตรฐาน ผลการเรียนร้รู ายปี ม. 6 ม. 4 ม. 5 สาระโลก ดาราศาสตร์ 1. เข้าใจ 1. อธบิ ายการแบง่ ชั้นและ 16. อธิบายปฏิกริ ยิ า และอวกาศ กระบวนการ สมบตั ิของโครงสรา้ งพรอ้ ม นิวเคลียร์ ฟชิ ชัน เปลยี่ นแปลง ยกตัวอย่างข้อมลู ท่ีสนบั สนนุ และฟวิ ชัน รวมทงั้ ภายในโลก คานวณพลังงาน ธรณพี บิ ัตภิ ัย 2. อธบิ ายหลกั ฐานทาง นวิ เคลียร์ และผลต่อ ธรณวี ิทยาท่สี นบั สนนุ การ ส่ิงมชี วี ิต และ เคลอ่ื นท่ีของแผ่นธรณี 17. อธบิ ายประโยชนข์ อง สง่ิ แวดลอ้ ม พลงั งานนวิ เคลียร์ รวมทัง้ 3. ระบุสาเหตแุ ละอธิบายแนว และรังสี รวมท้งั การศกึ ษา รอยตอ่ ของแผ่นธรณี ท่ี อนั ตรายและการ ลาดับช้นั หนิ สัมพันธก์ ับการเคลื่อนที่ของ ปอ้ งกันรงั สี ในด้าน ทรพั ยากรธรณี แผ่นธรณี พรอ้ มยกตวั อย่าง ตา่ งๆ แผนที่ การ หลักฐานทางธรณีวิทยาที่พบ นาไปใช้ 18. อธบิ ายการ ประโยชน์ 4. วเิ คราะห์หลกั ฐานทาง ค้นคว้าวจิ ัยด้านฟิสิกส์ ธรณีวิทยาทีพ่ บในปจั จุบัน อนภุ าค แบบจาลอง และอธบิ ายลาดบั เหตกุ ารณ์ มาตรฐาน และการใช้ ทางธรณีวิทยา ในอดีต ประโยชน์ จากการ คน้ ควา้ วิจยั ด้านฟสิ กิ ส์ 5. อธิบายสาเหตุ กระบวนการ อนุภาค ในดา้ นตา่ ง ๆ เกิดภูเขาไฟระเบิดและปัจจัย ทที่ าให้ความรนุ แรงของการ ปะทุ และรูปรา่ งของภเู ขา ไฟแตกต่างกัน รวมทัง้ สืบค้นข้อมูลพนื้ ทเ่ี สี่ยงภัย ออกแบบและนาเสนอ แนว ทางการเฝ้าระวังและการ ปฏบิ ตั ติ น ใหป้ ลอดภัย 6. อธิบายสาเหตุ กระบวนการ เกดิ ขนาดและความรุนแรง และผลจากแผน่ ดินไหว รวมทัง้ สบื ค้นขอ้ มลู พืน้ ที่ เส่ยี งภัย ออกแบบและ นาเสนอ แนวทางการเฝา้ ระวงั และการปฏบิ ตั ติ นให้ ปลอดภยั

สาระ มาตรฐาน ผลการเรยี นรรู้ ายปี ม. 5 ม. 6 ม. 4 สาระโลก ดาราศาสตร์ 1. เขา้ ใจ 7. อธบิ ายสาเหตุ กระบวนการเกิด และผลจากสนึ ามิ และอวกาศ กระบวนการ รวมท้งั สืบค้นขอ้ มูลพนื้ ทีเ่ สี่ยงภัย ออกแบบและ เปลย่ี นแปลง นาเสนอแนวทางการเฝา้ ระวงั และการปฏิบตั ิ ตน ภายในโลก ให้ปลอดภัย ธรณพี ิบัติภัย และผลตอ่ 8. ตรวจสอบและระบุชนดิ แร่ รวมท้งั วิเคราะห์ สิ่งมชี วี ิต และ สมบตั ิและนาเสนอการใชป้ ระโยชน์จาก สงิ่ แวดล้อม ทรพั ยากรแร่ทเ่ี หมาะสม รวมทัง้ การศึกษา 9. ตรวจสอบ จาแนกประเภท และระบชุ ่อื หิน ลาดบั ช้นั หิน รวมท้ังวเิ คราะหส์ มบตั ิและนาเสนอการใช้ ทรัพยากรธรณี ประโยชน์ของทรัพยากรหินทเี่ หมาะสม แผนท่ี การ นาไปใช้ 10. อธิบายกระบวนการเกิดและการสารวจ แหล่ง ประโยชน์ ปโิ ตรเลียมและถา่ นหิน โดยใช้ขอ้ มลู ทาง ธรณวี ิทยา 11. อธบิ ายสมบัตขิ องผลติ ภัณฑ์ทไี่ ดจ้ ากปิโตรเลียม และถ่านหนิ พรอ้ มนาเสนอการใชป้ ระโยชน์ อย่างเหมาะสม 12. อ่านและแปลความหมายจากแผนทภี่ ูมปิ ระเทศ และแผนท่ีธรณวี ทิ ยาของพ้นื ทท่ี ี่กาหนดพร้อม ท้ังอธบิ ายและยกตวั อยา่ ง การนาไปใช้ประโยชน์

สาระ มาตรฐาน ผลการเรยี นรู้รายปี ม. 6 ม. 4 ม. 5 สาระโลก 2. เขา้ ใจสมดุล 1. อธบิ ายปจั จัยสาคัญที่มีผลตอ่ การรบั และ ดาราศาสตร์ พลงั งานของ คายพลังงานจากดวงอาทิตยแ์ ตกต่างกัน และอวกาศ โลก การ และผลท่มี ีต่ออณุ หภูมอิ ากาศในแตล่ ะบริเวณ หมุนเวียนของ ของโลก อากาศบนโลก การหมนุ เวียน 2. อธบิ ายกระบวนการทท่ี าใหเ้ กิดสมดลุ พลงั งาน ของน้าใน ของโลก มหาสมุทร การ เกดิ เมฆ การ 3. อธบิ ายผลของแรงเน่ืองจากความแตกตา่ งของ เปลี่ยนแปลง ความกดอากาศ แรงคอรอิ อลสิ แรงสู่ ภูมอิ ากาศโลก ศนู ย์กลางและแรงเสียดทานท่ีมีต่อการ และผลตอ่ หมุนเวยี นของอากาศ สิ่งมีชีวติ และ สงิ่ แวดล้อม 4. อธบิ ายการหมุนเวยี นของอากาศตามเขต รวมทั้งการ ละตจิ ดู และผลท่มี ตี ่อภูมิอากาศ พยากรณ์ อากาศ 5. อธบิ ายปจั จยั ที่ทาใหเ้ กิดการแบ่งชนั้ นา้ ใน มหาสมุทร 6. อธิบายปจั จัยทีท่ าใหเ้ กิดการหมุนเวยี นของน้า ในมหาสมทุ รและรปู แบบการหมุนเวยี นของนา้ ในมหาสมทุ ร 7. อธบิ ายผลของการหมนุ เวยี นของน้าใน มหาสมทุ รท่มี ตี ่อลักษณะลมฟ้าอากาศ สิ่งมีชีวิตและ สิง่ แวดล้อม 8. อธิบายความสมั พนั ธ์ระหว่างเสถียรภาพ อากาศ และการเกดิ เมฆ 9. อธิบายการเกิดแนวปะทะอากาศแบบตา่ งๆ และลกั ษณะลมฟา้ อากาศทเ่ี กย่ี วข้อง 10. อธบิ ายปัจจัยตา่ งๆท่ีมผี ลต่อการเปลีย่ นแปลง ภูมอิ ากาศของโลก พร้อมยกตัวอยา่ งขอ้ มลู สนบั สนนุ 11. วิเคราะห์ และอภิปรายเหตกุ ารณ์ท่ีเปน็ ผล จาก การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก และ นาเสนอ แนวปฏิบัติของมนษุ ย์ท่ีมีส่วนช่วยใน การชะลอ การเปลยี่ นแปลงภูมอิ ากาศโลก

สาระ มาตรฐาน ผลการเรยี นรูร้ ายปี ม. 6 สาระโลก 2. เข้าใจสมดลุ ม. 4 ม. 5 ดารา พลงั งานของ ศาสตร์ โลก การ 12. แปลความหมายสญั ลกั ษณล์ มฟา้ อากาศบน และอวกาศ หมุนเวียนของ แผนทอ่ี ากาศ อากาศบนโลก 13. วเิ คราะห์ และคาดการณ์ลกั ษณะลมฟ้า การหมุนเวียน อากาศเบอ้ื งตน้ จากแผนที่อากาศและข้อมูล ของน้าใน สารสนเทศอน่ื ๆ เพื่อวางแผนในการ มหาสมทุ ร การ ประกอบอาชพี และการดาเนินชวี ิตให้ เกดิ เมฆ การ สอดคล้องกบั สภาพลมฟา้ อากาศ เปลยี่ นแปลง ภมู ิอากาศโลก และผลต่อ ส่งิ มชี วี ิต และ สิ่งแวดล้อม รวมท้งั การ พยากรณ์ อากาศ

สาระ มาตรฐาน ม. 4 ผลการเรียนรูร้ ายปี สาระโลก 3. เขา้ ใจ ม. 5 ม. 6 ดารา องค์ประกอบ ศาสตร์ ลกั ษณะ 1. อธบิ ายการกาเนิดและการเปล่ียนแปลง และอวกาศ กระบวนการเกดิ พลังงาน สสาร ขนาดอุณหภมู ขิ องเอกภพ หลงั เกิดบิกแบงในช่วงเวลาตา่ ง ๆ ตาม และวิวัฒนาการ วิวฒั นาการของเอกภพ ของเอกภพ กาแลก็ ซี ดาว 2. อธิบายหลักฐานทีส่ นบั สนนุ ทฤษฎบี ิกแบง ฤกษ์ และระบบ จากความสมั พันธ์ระหว่างความเร็วกับ สุริยะ ระยะทางของกาแลก็ ซี รวมทงั้ ข้อมูลการ ความสมั พันธ์ของ คน้ พบไมโครเวฟ พน้ื หลงั จากอวกาศ ดาราศาสตรก์ บั มนษุ ย์ จากการ 3. อธบิ ายโครงสร้างและองค์ประกอบของ ศึกษาตาแหน่ง กาแลก็ ซที างชา้ งเผือกและระบตุ าแหน่งของ ดาวบน ทรงกลม ระบบสรุ ิยะ พร้อมอธิบายเชื่อมโยงกับ การ ฟ้าและ สงั เกตเหน็ ทางชา้ งเผือกของคนบนโลก ปฏสิ มั พนั ธ์ ภายในระบบ 4. อธิบายกระบวนการเกดิ ดาวฤกษ์ โดยแสดง สรุ ิยะ รวมทั้งการ การเปลีย่ นแปลงความดัน อณุ หภูมิ ขนาด ประยุกต์ใช้ จากดาวฤกษ์กอ่ นเกิดจนเป็นดาวฤกษ์ เทคโนโลยอี วกาศ ในการดารงชีวติ 5. อธิบายกระบวนการสรา้ งพลงั งานของดาว ฤกษแ์ ละผลท่เี กดิ ขนึ้ โดยวิเคราะหป์ ฏกิ ริ ยิ า ลูกโซโ่ ปรตอน และวฏั จกั รคาร์บอน ไนโตรเจน ออกซิเจน 6. ระบุปจั จัยท่สี ่งผลต่อความส่องสวา่ งของ ดาวฤกษ์และอธบิ ายความสมั พนั ธ์ระหว่าง ความส่องสวา่ ง กับโชตมิ าตรของดาวฤกษ์ 7. อธบิ ายความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสี อุณหภูมิผิว และสเปกตรมั ของดาวฤกษ์ 8. อธิบายวธิ ีการหาระยะทางของดาวฤกษ์ ด้วย หลกั การแพรัลแลกซ์ พร้อมคานวณ หา ระยะทางของดาวฤกษ์ 9. อธบิ ายลาดับวิวัฒนาการท่ีสัมพนั ธก์ บั มวล ตัง้ ต้น และวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงสมบัติ บางประการของดาวฤกษ์ในลาดับ วิวฒั นาการ จากแผนภาพ เฮิร์ซปรุงรสั เซลล์

สาระ มาตรฐาน ม. 4 ผลการเรียนรรู้ ายปี สาระโลก 3. เข้าใจ ม. 5 ม. 6 ดาราศาสตร์ องค์ประกอบ และอวกาศ ลักษณะ 10. อธบิ ายกระบวนการเกิดระบบสุรยิ ะ การแบ่ง เขตบรวิ ารของดวงอาทติ ย์และลกั ษณะของ กระบวนการเกิด ดาวเคราะหท์ เี่ อ้ือต่อการดารงชีวิต และววิ ฒั นาการ ของเอกภพ 11. อธบิ ายการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ กาแลก็ ซี ดาว ดว้ ยกฎเคพเลอร์ และกฎความโน้มถ่วงของนิว ฤกษ์ และระบบ ตนั พรอ้ มคานวณคาบการโคจรของดาวเคราะห์ สรุ ิยะ ความสมั พันธ์ 12. อธิบายโครงสรา้ งของดวงอาทิตย์ การเกิดลม ของดาราศาสตร์ สุริยะ พายุสรุ ิยะ และวเิ คราะห์ นาเสนอ กับมนษุ ย์ จาก ปรากฏการณห์ รอื เหตุการณท์ ีเ่ ก่ยี วข้องกับผล การศกึ ษา ของลมสุริยะ และพายสุ รุ ิยะทมี่ ีต่อโลก รวมทงั้ ตาแหนง่ ดาวบน ประเทศไทย ทรงกลมฟา้ และ ปฏสิ ัมพนั ธ์ 13. สร้างแบบจาลองทรงกลมฟ้า สังเกตและเชื่อมโยง ภายในระบบ จดุ และเสน้ สาคญั ของแบบจาลองทรงกลมฟ้า สรุ ิยะ รวมทัง้ กับทอ้ งฟา้ จรงิ และอธบิ ายการระบุพิกัดของ การประยกุ ตใ์ ช้ ดาวในระบบขอบฟ้า และระบบศนู ย์สูตร เทคโนโลยี อวกาศในการ 14. สงั เกตท้องฟ้าและอธิบายเสน้ ทางการขึ้นการ ดารงชีวิต ตกของดวงอาทติ ย์และดาวฤกษ์ 15. อธิบายเวลาสุรยิ คตปิ รากฏ โดยรวบรวมขอ้ มลู และเปรยี บเทยี บเวลาขณะทดี่ วงอาทติ ย์ผ่าน เมริเดียนของ ผ้สู งั เกตในแต่ละวนั 16. อธิบายเวลาสุรยิ คติปานกลาง และการ เปรยี บเทยี บเวลาของแตล่ ะเขตเวลาบนโลก 17. อธบิ ายมมุ ห่างที่สัมพันธ์กับตาแหน่งในวงโคจร และอธิบายเชือ่ มโยงกบั ตาแหนง่ ปรากฏของ ดาวเคราะหท์ ีส่ งั เกตไดจ้ ากโลก 18. สบื คน้ ข้อมลู อธบิ ายการสารวจอวกาศ โดย ใชก้ ล้องโทรทรรศน์ในชว่ งความยาวคลื่นต่างๆ ดาวเทยี ม ยานอวกาศ สถานอี วกาศ และนาเสนอ แนวคดิ การนาความรทู้ างด้านเทคโนโลยอี วกาศ มาประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ิตประจาวันหรือในอนาคต 19. สบื คน้ ขอ้ มลู ออกแบบ และนาเสนอกจิ กรรม การสงั เกตดาวบนทอ้ งฟา้ ดว้ ยตาเปล่าและ/ หรอื กลอ้ งโทรทรรศน์

ผลการเรยี นรู้และสาระการเรยี นร้เู พิ่มเตมิ สาระฟสิ ิกส์ 1. เข้าใจความสมั พันธข์ องความรอ้ นกับการเปลย่ี นอุณหภูมิและสถานะของสสาร สภาพยดื หยนุ่ ของวสั ดุและ มอดุลัสของยังความดันในของไหลแรงพยุงและหลักของอาร์คิมีดีสความตึงผิวและแรงหนืดของของเหลว ของไหลอุดมคติและสมการแบรน์ ูลลี กฎของแก๊ส ทฤษฎจี ลนข์ องแกส๊ อุดมคติและพลังงานในระบบทฤษฎี อะตอมของโบร์ ปรากฏการณโ์ ฟโตอเิ ล็กทริก ทวภิ าวะของคลื่นและอนุภาคกัมมนั ตภาพรังสีแรงนวิ เคลียร์ ปฏิกริ ิยานิวเคลียร์ พลังงานนวิ เคลยี ร์ฟิสิกส์ อนุภาครวมทงั้ นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ภาคเรยี นที่ 1 ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้เพ่ิมเติม 1. สบื คน้ และอธิบาย • ฟิสกิ สเ์ ปน็ วทิ ยาศาสตร์แขนงหนง่ึ ที่ศึกษาเกย่ี วกบั สสารพลังงานอันตรกริ ิยา การค้นหาความรู้ ระหวา่ งสสารกับพลังงาน และแรงพ้นื ฐานในธรรมชาติ ทางฟิสิกส์ ประวตั ิ ความเปน็ มารวมท้ัง • การค้นคว้าหาความรู้ทางฟสิ ิกสไ์ ดม้ าจากการสงั เกต การทดลองและเก็บ พัฒนาการของ รวบรวมข้อมูลมาวิเคราะหห์ รือจากการสรา้ งแบบจาลองทางความคดิ เพื่อสรุป หลกั การและ เปน็ ทฤษฎีหลกั การหรือกฎ ความรู้เหล่านี้สามารถนาไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ แนวคดิ ทางฟิสกิ สท์ ่ี ธรรมชาตหิ รอื ทานายสง่ ที่อาจจะเกดิ ข้ึนในอนาคต มผี ลต่อการแสวงหา ความรใู้ หม่และการ • ประวตั คิ วามเป็นมาและพัฒนาการของหลักการและแนวคิดทางฟสิ ิกสเ์ ป็นพน้ พฒั นาเทคโนโลยี ฐานในการแสวงหาความรู้ใหม่เพ่ิมเตมิ รวมถงึ การพฒั นาและความก้าวหนา้ ทาง เทคโนโลยีก็มีส่วนในการค้นหาความรใู้ หมท่ างวิทยาศาสตร์ด้วย 2. วดั และรายงานผล การวัดปริมาณทาง • ความรู้ทางฟิสกิ ส์ส่วนหนงึ่ ได้จากการทดลองซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการวัด ฟสิ ิกสไ์ ด้ถูกต้อง ปริมาณทางฟสิ ิกส์ซ่ึงประกอบด้วยตัวเลขและหน่วยวัด เหมาะสมโดยนา ความคลาดเคลื่อน • ปรมิ าณทางฟิสิกส์สามารถวดั ไดด้ ว้ ยเครือ่ งมือตา่ งๆโดยตรงหรอื ทางออ้ มหนว่ ย ในการวัดมา ทใ่ี ช้ในการวัดปริมาณทางวิทยาศาสตรค์ ือระบบหน่วยระหว่างชาติเรียกย่อวา่ พจิ ารณาในการ ระบบเอสไอ นาเสนอผลรวมทง้ั แสดงผลการทดลอง • ปริมาณทางฟสิ กิ ส์ที่มีคา่ น้อยกว่าหรอื มากกว่า ๑ มากๆนิยมเขยี นในรปู ของ ในรูปของกราฟ สัญกรณว์ ทิ ยาศาสตร์หรือเขียนโดยใชค้ านาหน้าหนว่ ยของระบบเอสไอ วเิ คราะห์และแปล การเขียนโดยใช้สญั กรณ์วทิ ยาศาสตร์เป็นการเขยี นเพ่ือแสดงจานวนเลข ความหมายจาก นยั สาคญั ท่ีถูกต้อง กราฟเสน้ ตรง • การทดลองทางฟิสิกส์เกย่ี วกบั การวัดปริมาณต่างๆ การบันทกึ ปรมิ าณที่ไดจ้ าก การวัดด้วยจานวนเลขนยั สาคัญทีเ่ หมาะสมและค่าความคลาดเคล่ือนการ วเิ คราะหแ์ ละการแปลความหมายจากกราฟ เช่นการหาความชันจากกราฟ เส้นตรงจดุ ตัดแกนพื้นทใี่ ตก้ ราฟ เป็นตน้ • การวดั ปรมิ าณต่าง ๆจะมีความคลาดเคล่ือนเสมอขึ้นอยู่กบั เครอื่ งมือวธิ ีการวัด และประสบการณ์ของผู้วัดซงึ่ คา่ ความคลาดเคลอ่ื นสามารถแสดงในการ รายงานผลทั้งในรูปแบบตัวเลขและกราฟ

ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรเู้ พม่ิ เตมิ 3. วดั และรายงานผล • การวัดควรเลอื กใช้เคร่ืองมอื วัดใหเ้ หมาะสมกับสง่ ที่ต้องการวดั เช่นการวดั การวัดปริมาณทาง ความยาวของวตั ถุทตี่ ้องการความละเอียดสูงอาจใชเ้ วอรเ์ นียรแ์ คลลเิ ปริ ์สหรอื ฟิสิกสไ์ ด้ถูกต้อง ไมโครมเิ ตอร์ เหมาะสมโดยนา ความคลาดเคล่ือน • ฟิสกิ ส์อาศยั คณติ ศาสตร์เป็นเครอ่ื งมือในการศึกษาคน้ ควา้ และการส่ือสาร ในการวัดมา พจิ ารณาในการ • ปริมาณทเี่ กีย่ วกบั การเคล่ือนท่ี ได้แก่ ตาแหน่ง การกระจดั ความเร็ว นาเสนอผลรวมทัง้ และความเร่งโดยความเรว็ และความเรง่ มที ั้งค่าเฉล่ียและคา่ ขณะหนึ่งซ่งึ คดิ ใน แสดงผลการทดลอง ช่วงเวลาส้นั ๆ สาหรับปริมาณตา่ งๆ ท่เี ก่ยี วข้องกับการเคล่ือนทแี่ นวตรงด้วย ในรปู ของกราฟ ความเร่งคงตัวมีความสมั พันธต์ ามสมการ วเิ คราะห์และแปล ความหมายจาก • การอธบิ ายการเคล่ือนทข่ี องวัตถุสามารถเขียนอยู่ในรูปกราฟตาแหน่งกับ กราฟเสน้ ตรง เวลากราฟความเรว็ กับเวลาหรือกราฟความเร่งกับเวลา ความชันของ เสน้ กราฟตาแหน่งกับเวลาเป็นความเร็ว ความชนั ของเสน้ กราฟความเร็วกับ 4. ทดลองและอธบิ าย เวลาเปน็ ความเร่งและพ้ืนทใ่ี ต้เส้นกราฟความเรว็ กบั เวลาเป็นการกระจัดใน ความสัมพนั ธ์ กรณีทผี่ ู้สังเกตมีความเร็วความเร็วของวตั ถุท่ีสงั เกตไดเ้ ป็นความเรว็ ทเ่ี ทียบ ระหวา่ งตาแหน่ง กบั ผสู้ งั เกต การกระจัด ความเร็วและ • การตกอยา่ งเสรเี ป็นตัวอย่างหนึง่ ของการเคลื่อนท่ใี นหนึ่งมติ ิทมี่ คี วามเร่ง ความเรง่ ของการ เทา่ กบั ความ เร่งโนม้ ถ่วงของโลก เคลื่อนท่ีของวัตถุใน แนวตรงทีม่ ี ความเร่งคงตวั จาก กราฟและสมการ รวมทง้ั ทดลองหาคา่ ความเรง่ โนม้ ถว่ ง ของโลกและ คานวณปรมิ าณ ต่างๆทเี่ กี่ยวขอ้ ง

ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรูเ้ พมิ่ เตมิ 5. อธบิ ายแรงและผล • แรงเป็นปรมิ าณเวกเตอร์จึงมีทั้งขนาดและทิศทาง กรณีที่มีแรงหลายๆแรง ของแรงลัพธ์ท่มี ีต่อ กระทาต่อวัตถุ สามารถหาแรงลัพธท์ ก่ี ระทาต่อวัตถโุ ดยใช้วิธีเขยี น การเคลอื่ นทขี่ อง เวกเตอรข์ องแรงแบบหางต่อหัววิธีสร้างรปู สเี่ หลยี่ มด้านขนานของแรงและ วตั ถุ รวมทั้งทดลอง วิธคี านวณ หาแรงลัพธ์ของแรง สองแรงที่ทามมุ ต่อ • สมบตั ิของวัตถุท่ีตา้ นการเปลี่ยนสภาพการเคลื่อนท่ีเรียกวา่ ความเฉ่ือย มวล กัน เปน็ ปริมาณท่บี อกใหท้ ราบวา่ วตั ถใุ ดมีความเฉ่อื ยมากหรือน้อย 6. เขียนแผนภาพของ • การหาแรงลัพธ์ท่ีกระทาต่อวัตถสุ ามารถเขียนเปน็ แผนภาพของแรงที่กระทา แรงท่กี ระทาต่อวตั ถุ ต่อวตั ถุอิสระได้ อสิ ระ ทดลองและ อธบิ ายกฎการ • กรณที ี่ไมม่ ีแรงภายนอกมากระทา วตั ถจุ ะไม่เปล่ียนสภาพการเคล่อื นที่ซึง่ เคล่อื นท่ีของนวิ ตนั เป็นไปตามกฎการเคล่อื นท่ีขอ้ ทีห่ น่งึ ของนวิ ตนั และการใช้กฎการ เคล่ือนท่ีของนิวตนั • กรณที ีม่ ีแรงภายนอกมากระทาโดยแรงลัพธท์ ีก่ ระทาต่อวัตถุไมเ่ ปน็ ศูนย์วัตถุ กับสภาพการ จะมคี วามเร่งโดยความเรง่ มีทิศทางเดยี วกับแรงลพั ธ์ความสัมพนั ธร์ ะหว่าง เคลื่อนที่ของวัตถุ แรงลัพธ์ มวลและความเร่งเขียนแทนไดด้ ้วยสมการ รวมท้งั คานวณ ปรมิ าณต่างๆ ที่ ตามกฎการเคล่ือนท่ีข้อท่ีสองของนิวตนั เก่ยี วขอ้ ง • เมอ่ื วัตถสุ องก้อนออกแรงกระทาต่อกันแรงระหว่างวัตถุท้ังสองจะมีขนาด 7. อธิบายกฎความ เทา่ กนั แต่มีทศิ ทางตรงข้ามและกระทาต่อวตั ถคุ นละก้อนเรียกว่าแรงคู่กิริยา โนม้ ถว่ งสากลและ ปฏิกริ ยิ า ซ่ึงเป็นไปตามกฎการเคลื่อนท่ีข้อที่สามของนวิ ตนั และเกิดข้ึนได้ทัง้ ผลของสนามโน้ม กรณีทวี่ ตั ถุท้ังสองสมั ผสั กันหรือไม่สัมผสั กันก็ได้ ถ่วงที่ทาให้วัตถุมี • แรงดงึ ดดู ระหว่างมวลเป็นแรงทมี่ วลสองก้อนดึงดูดซ่ึงกนั และกันด้วยแรง นา้ หนักรวมทั้ง ขนาดเทา่ กันแตท่ ิศทางตรงขา้ มและเป็นไปตามกฎความโนม้ ถว่ งสากล คานวณปรมิ าณ เขยี นแทนไดด้ ว้ ยสมการ ตา่ งๆ ท่ีเก่ียวขอ้ ง รอบโลกมสี นามโน้มถว่ งทาให้เกิดแรงโน้มถ่วงซึ่งเปน็ แรงดึงดดู ของโลก ทกี่ ระทาต่อวตั ถุทาใหว้ ตั ถมุ ีน้าหนัก

ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้เพ่มิ เติม 8. วิเคราะห์และ • แรงทเ่ี กิดขน้ึ ทผ่ี ิวสัมผสั ระหวา่ งวัตถุสองก้อนในทิศทางตรงข้ามกบั ทิศ อธิบายแรงเสยี ด ทางการเคลื่อนที่หรือแนวโนม้ ท่จี ะเคล่ือนท่ขี องวตั ถุ เรียกวา่ แรงเสียดทาน ทานระหวา่ ง แรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสคหู่ นึ่งๆ ข้ึนกับสัมประสิทธคิ์ วามเสยี ดทาน ผวิ สัมผสั ของวัตถุคู่ และแรงปฏิกริ ยิ าต้ังฉากระหว่างผวิ สมั ผสั คูน่ นั้ ๆ หนึ่งๆในกรณีทวี่ ัตถุ หยดุ น่ิงและวตั ถุ • ขณะออกแรงพยายามแตว่ ัตถุยังคงอยู่นิ่ง แรงเสียดทานมขี นาดเท่ากบั แรง เคลอื่ นทีร่ วมทั้ง พยายามทก่ี ระทาต่อวัตถนุ ัน้ และแรงเสยี ดทานมีค่ามากทส่ี ุดเมื่อวตั ถุเริ่ม ทดลองหา เคล่อื นทีเ่ รยี กแรงเสยี ดทานน้ีว่าแรงเสยี ดทานสถิต แรงเสียดทานท่ีกระทา สัมประสิทธิ์ความ ตอ่ วตั ถขุ ณะกาลังเคลื่อนท่ีเรยี กวา่ แรงเสยี ดทานจลน์ โดยแรงเสยี ดทานท่ี เสียดทานระหว่าง เกิดระหว่างผิวสมั ผสั ของวัตถุคู่หนึง่ ๆคานวณไดจ้ ากสมการ ผิวสมั ผัสของวตั ถคุ ู่ หน่ึงๆและนา • การเพ่ิมหรือลดแรงเสียดทานมผี ลตอ่ การเคลื่อนท่ีของวัตถุ ซึ่งสามารถ ความรเู้ รอ่ื งแรง นาไปใช้ในชวี ิตประจาวัน เสียดทานไปใช้ใน ชวี ิตประจาวัน

สาระฟสิ กิ ส์ 1. เขา้ ใจความสมั พันธ์ของความร้อนกับการเปล่ยี นอุณหภูมิและสถานะของสสาร สภาพยดื หยนุ่ ของวสั ดแุ ละ มอดลุ ัสของยังความดันในของไหลแรงพยุงและหลักของอาร์คมิ ดี สี ความตึงผิวและแรงหนืดของของเหลว ของไหลอุดมคติและสมการแบรน์ ลู ลี กฎของแกส๊ ทฤษฎจี ลน์ของแกส๊ อุดมคติและพลังงานในระบบทฤษฎี อะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ทวิภาวะของคล่ืนและอนภุ าคกัมมันตภาพรงั สีแรงนิวเคลยี ร์ ปฏกิ ิริยานิวเคลยี ร์ พลงั งานนิวเคลียร์ฟสิ ิกส์ อนภุ าครวมท้ังนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ภาคเรียนท่ี 2 ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้เพม่ิ เติม 1. อธบิ ายสมดลุ กล • สมดุลกลเปน็ สภาพทวี่ ตั ถุรักษาสภาพการเคล่ือนท่ีให้คงเดมิ คอื หยดุ น่ิง ของวตั ถุ โมเมนต์ หรือเคล่ือนทดี่ ้วยความเรว็ คงตัวหรอื หมุนด้วยความเรว็ เชิงมมุ คงตัว และผลรวมของ โมเมนตท์ ี่มตี ่อการ • วัตถจุ ะสมดลต่อการเล่ือนท่ีคือหยดุ นิ่งหรือเคล่ือนที่ดว้ ยความเร็วคงตวั หมุนแรงคคู่ วบและ เมอ่ื แรงลัพธ์ทก่ี ระทาต่อวัตถเุ ป็นศนู ย์เขียนแทนไดด้ ้วยสมการ ผลของแรงคู่ควบท่ี มีตอ่ สมดุลของวตั ถุ • วัตถุจะสมดุลต่อการหมนุ คอื ไมห่ มุนหรือหมุนดว้ ยความเร็วเชิงมมุ คงตวั เขยี นแผนภาพของ เมอื่ ผลรวมโมเมนตท์ ี่กระทาต่อวัตถเุ ปน็ ศนู ย์เขียนแทนไดด้ ้วยสมการ แรงทก่ี ระทาต่อวัตถุ อิสระเม่ือวตั ถุอยู่ใน โดยโมเมนต์คานวณไดจ้ ากสมการ สมดลุ กลและ คานวณปรมิ าณ • เมอื่ มีแรงคู่ควบกระทาต่อวตั ถุแรงลพั ธ์จะเท่ากบั ศูนย์ ทาให้วัตถุสมดลุ ตา่ งๆ ท่ีเก่ียวข้อง ตอ่ การเล่ือนที่ แต่ไมส่ มดลุ ต่อการหมนุ รวมทงั้ ทดลองและ อธบิ ายสมดุลของ • การเขียนแผนภาพของแรงท่ีกระทาต่อวัตถุอิสระสามารถนามาใช้ใน แรงสามแรง การพจิ ารณาแรงลัพธ์และผลรวมของโมเมนต์ทก่ี ระทาต่อวัตถเุ ม่ือวตั ถุ อยู่ในสมดลุ กล 2. สังเกตและอธบิ าย สภาพการเคลื่อนท่ี • เมอ่ื ออกแรงกระทาต่อวตั ถุที่วางบนพนื้ ที่ไม่มแี รงเสยี ดทานในแนวระดบั ของวัตถุ เมอื่ แรงท่ี ถา้ แนวแรงนั้นกระทาผ่านศนู ยก์ ลางมวลของวตั ถุ วตั ถจุ ะเคลื่อนทีแ่ บบ กระทาตอ่ วตั ถุผ่าน เล่อื นท่ีโดยไม่หมุน ศนู ย์กลางมวล ของวตั ถุและผล • วัตถทุ ่ีอยู่ในสนามโนม้ ถว่ งสมา่ เสมอศนู ย์กลางมวลและศูนย์ถว่ งอย่ทู ่ี ของศูนยถ์ ่วงที่มตี อ่ ตาแหน่งเดยี วกนั ศูนยถ์ ่วงของวตั ถมุ ผี ลต่อเสถยี รภาพของวตั ถุ เสถียรภาพของวัตถุ

ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้เพ่ิมเติม 3. วเิ คราะห์ และ • งานของแรงที่กระทาต่อวัตถหุ าไดจ้ ากผลคูณของขนาดของแรงและ คานวณงานของแรง ขนาดของการกระจัดกบั โคไซนข์ องมุมระหว่างแรงกับการกระจดั ตาม คงตวั จากสมการ สมการ และพืน้ ทใ่ี ต้กราฟ ความสัมพนั ธ์ หรือหางานไดจ้ ากพน้ ท่ีใต้กราฟระหว่างแรงในแนวการเคล่ือนท่ีกับ ระหวา่ งแรง ตาแหนง่ โดยแรงท่ีกระทาอาจเปน็ แรงคงตวั หรอื ไม่คงตัวก็ได้ กบั ตาแหนง่ รวมทงั้ • งานที่ทาไดใ้ นหนึง่ หน่วยเวลาเรยี กวา่ กาลังเฉลี่ยดังสมการ อธิบายและ คานวณกาลงั เฉล่ยี • พลังงานเปน็ ความสามารถในการทางาน • พลงั งานจลนเ์ ป็นพลังงานของวตั ถทุ ก่ี าลังเคล่ือนท่ีคานวณไดจ้ ากสมการ 4. อธบิ ายและคานวณ พลงั งานจลน์ • พลงั งานศักยเ์ ป็นพลังงานที่เก่ียวขอ้ งกับตาแหนง่ หรือรปู รา่ งของวตั ถุ พลงั งานศักย์ แบ่งออกเปน็ พลังงานศกั ย์โนม้ ถว่ งคานวณไดจ้ ากสมการ พลังงานกล ทดลองหา และพลังงานศักย์ยดื หย่นุ คานวณได้จากสมการ ความสมั พันธ์ ระหว่างงานกับ • พลงั งานกลเปน็ ผลรวมของพลงั งานจลนแ์ ละพลังงานศักย์ตามสมการ พลังงานจลน์ ความสัมพนั ธ์ • แรงท่ที าใหเ้ กิดงานโดยงานของแรงนั้นไม่ขึ้นกับเส้นทางการเคลอ่ื นที่ ระหวา่ งงานกบั เช่นแรงโน้มถ่วงและแรงสปรงิ เรียกว่าแรงอนุรักษ์ พลงั งานศักยโ์ นม้ ถ่วงความสัมพนั ธ์ • งานและพลังงานมีความสัมพันธ์กันโดยงานของแรงลัพธ์เท่ากบั พลังงาน ระหว่างขนาดของ จลนข์ องวัตถทุ ่ีเปล่ียนไปตามทฤษฎีบทงานพลงั งานจลน์เขียนแทนได้ แรงทใ่ี ชด้ งึ สปรงิ กับ ด้วยสมการ ระยะทสี่ ปรงิ ยืด ออกและ ความสัมพันธ์ ระหวา่ งงานกบั พลังงานศักย์ ยดื หยุ่นรวมทงั้ อธบิ าย ความสมั พนั ธ์ ระหว่างงานของแรง ลัพธแ์ ละพลังงาน จลน์และคานวณ งานท่ีเกิดข้ึนจาก แรงลัพธ์

ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้เพ่ิมเตมิ • ถ้างานทเ่ี กิดข้นกับวัตถเุ ปน็ งานเน่ืองจากแรงอนุรักษ์เท่านั้น พลงั งานกล 5. อธบิ ายกฎการ อนุรกั ษ์พลงั งานกล ของวตั ถุจะคงตัว ซึ่งเปน็ ไปตามกฎการอนุรกั ษ์พลังงานกลโดยท่ี รวมทงั้ วเิ คราะห์ พลงั งานศักยอ์ าจเปลีย่ นเป็นพลงั งานจลน์เขียนแทนได้ด้วยสมการ และคานวณปริมาณ EK+EP = ค่าคงตัว ต่างๆทีเ่ กีย่ วขอ้ งกบั • กฎการอนรุ ักษ์พลงั งานกลใชว้ ิเคราะห์การเคลื่อนที่ต่างๆเชน่ การ การเคลอ่ื นทข่ี อง เคล่ือนที่ของวตั ถทุ ่ีตดิ สปริงการเคลือ่ นทภ่ี ายใต้สนามโน้มถ่วงของโลก วัตถใุ นสถานการณ์ ตา่ งๆโดยใช้กฎการ • การทางานของเครื่องกลอยา่ งงา่ ยได้แก่ คาน รอก พืน้ เอยี ง ล่ิม สกรู อนุรกั ษ์พลังงานกล และลอ้ กับเพลา ใช้หลักของงานและสมดุลกลประกอบการพจิ ารณา ประสทิ ธิภาพและการไดเ้ ปรยี บเชงิ กลของเคร่ืองกลอย่างง่าย 6. อธิบายการทางาน ประสิทธิภาพคานวณได้จากสมการ ประสทิ ธิภาพและ การไดเ้ ปรียบเชงิ กล การไดเ้ ปรียบเชงิ กลคานวณได้จากสมการ ของเคร่ืองกลอย่าง ง่ายบางชนโดยใช้ • วตั ถุท่ีเคลื่อนทจ่ี ะมโี มเมนตัมซ่ึงเปน็ ปริมาณเวกเตอร์มคี า่ เท่ากับผลคูณ ความรู้เร่อื งงานและ ระหว่างมวลและความเรว็ ของวัตถุ ดงั สมการ สมดุลกลรวมท้งั คานวณ • เมอื่ มีแรงลัพธ์กระทาต่อวัตถุจะทาให้โมเมนตัมของวตั ถุเปลี่ยนไปโดย ประสทิ ธภิ าพและ แรงลัพธ์เท่ากับอัตราการเปล่ียนโมเมนตมั ของวตั ถุ การได้เปรียบเชิงกล • แรงลัพธ์ที่กระทาต่อวัตถุในเวลาสั้นๆเรยี กว่า แรงดล โดยผลคณู ของ 7. อธบิ ายและคานวณ แรงดลกบั เวลาเรียกวา่ การดล ตามสมการ โมเมนตมั ของวตั ถุ และการดลจาก ซงึ่ การดลอาจหาไดจ้ ากพ้นื ทใ่ี ตก้ ราฟระหวา่ งแรงดลกับเวลา สมการและพ้นื ท่ีใต้ กราฟความสัมพันธ์ ระหว่างแรงลพั ธก์ ับ เวลารวมทั้งอธิบาย ความสมั พันธ์ ระหวา่ งแรงดลกับ โมเมนตัม

ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นร้เู พิม่ เตมิ 8. ทดลองอธบิ ายและ • ในการชนกนั ของวตั ถุและการดีดตวั ออกจากกนของวตั ถุในหน่ึงมติ ิ คานวณปริมาณ เมอ่ื ไม่มีแรงภายนอกมากระทา โมเมนตัมของระบบมคี ่าคงตวั ซึ่งเป็นไป ตา่ งๆ ทเ่ี กี่ยวกับ ตามกฎการอนรุ กั ษโ์ มเมนตัมเขยี นแทนได้ด้วยสมการ Pi=Pf โดย Pi การชนของวตั ถุใน เป็นโมเมนตัมของระบบก่อนชนและ Pf เปน็ โมเมนตัมของระบบหลงั ชน หน่ึงมติ ิท้งั แบบ ยืดหยุ่น ไมย่ ืดหยุ่น • ในการชนกนั ของวตั ถุ พลังงานจลน์ของระบบอาจคงตัวหรือไม่คงตัวก็ และการดีดตวั แยก ไดก้ ารชนท่ีพลังงานจลน์ของระบบคงตัวเป็นการชนแบบยดื หยุ่น จากกันในหน่ึงมติ ิซ่ึง ส่วนการชนที่พลังงานจลนข์ องระบบไม่คงตวั เป็นการชนแบบไม่ยดื หยนุ่ เปน็ ไปตามกฎการ อนุรักษ์โมเมนตัม • การเคลื่อนท่ีแนวโค้งพาราโบลาภายใต้สนามโนม้ ถว่ งโดยไม่คิดแรงต้าน ของอากาศเป็นการเคล่ือนที่แบบโพรเจกไทล์ วัตถุมีการเปลี่ยนตาแหนง่ 9. อธิบายวเิ คราะห์ ในแนวดิ่งและแนวระดับพร้อมกันและเปน็ อิสระตอ่ กัน สาหรบั การ และคานวณปริมาณ เคล่ือนท่ีในแนวดิ่งเป็นการเคล่ือนที่ทม่ี ีแรงโนม้ ถ่วงกระทาจึงมคี วามเร็ว ต่างๆ ท่เี กีย่ วข้อง ไมค่ งตวั ปริมาณตา่ งๆมคี วามสัมพนั ธต์ ามสมการ กบั การเคล่อื นท่ี แบบโพรเจกไทล์ และทดลองการ เคล่อื นทแ่ี บบ โพรเจกไทล์ สว่ นการเคลื่อนท่ีในแนวระดับไม่มแี รงกระทาจงึ มีความเร็วคงตวั ตาแหน่งความเร็วและเวลามีความสัมพันธ์ตามสมการ

ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้เพมิ่ เตมิ 10. ทดลองและอธบิ าย • วัตถทุ ี่เคลื่อนทเี่ ป็นวงกลมหรือสว่ นของวงกลมเรยี กว่า วัตถุนั้นมีการ ความสมั พันธ์ เคล่ือนท่ีแบบวงกลม ซึ่งมแี รงลพั ธท์ ่ีกระทากับวตั ถุในทิศเข้าสู่ศูนยก์ ลาง ระหวา่ งแรงสู่ เรยี กวา่ แรงสู่ศูนย์กลางทาให้เกดิ ความเรง่ สู่ศนู ย์กลางท่ีมขี นาดสมั พนั ธ์ ศนู ยก์ ลางรัศมขี อง กับรศั มีของการเคล่ือนที่และอัตราเรว็ เชงิ เส้นของวัตถุซ่ึงแรงสู่ การเคลื่อนที่ ศูนย์กลางคานวณได้จากสมการ อัตราเร็ว เชิงเส้น อตั ราเร็วเชิงมมุ • นอกจากนกี้ ารเคลื่อนท่ีแบบวงกลมยังสามารถอธบิ ายไดด้ ว้ ยอตั ราเรว็ และมวลของวัตถใุ น เชิงมมุ ซ่ึงมีความสมั พนั ธ์กบั อัตราเรว็ เชิงเส้นตามสมการ การเคลื่อนทแี่ บบ วงกลมในระนาบ และแรงสศู่ ูนย์กลางมีความสัมพนั ธก์ ับอตั ราเร็วเชิงมุมตามสมการ ระดบั รวมทง้ั คานวณปริมาณ • ดาวเทยี มทโ่ี คจรในแนววงกลมรอบโลกมแี รงดึงดดู ที่โลกกระทาต่อ ตา่ งๆทเ่ี กยี่ วขอ้ ง ดาวเทยี มเป็นแรงสู่ศนู ย์กลาง ดาวเทยี มท่ีมวี งโคจรค้างฟ้าในระนาบของ และประยุกตใ์ ช้ เส้นศูนย์สตู รมีคาบการโคจรเทา่ กบั คาบการหมนุ รอบตัวเองของโลก ความรู้การเคล่ือนที่ หรือมีอัตราเรว็ เชิงมุมเทา่ กบั อัตราเรว็ เชิงมุมของตาแหน่งบนพนื้ โลก แบบวงกลมในการ ดาวเทยี มจึงอยู่ตรงกบั ตาแหน่งทีก่ าหนดไวบ้ นพ้นื โลกตลอดเวลา อธบิ ายการโคจร ของดาวเทยี ม

ผลการเรียนรแู้ ละสาระการเรียนรู้เพมิ่ เติม สาระฟสิ กิ ส์ 2. เข้าใจการเคลื่อนท่ีแบบฮาร์มอนิกส์อย่างง่าย ธรรมชาติของคลื่นเสียงและการได้ยินปรากฏการณ์ที่ เก่ียวข้องกบั เสียงแสง และการเห็นปรากฏการณ์ทเี่ ก่ยี วข้องกับแสงรวมทั้งนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรียนท่ี 1 ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรเู้ พิ่มเตมิ 1. ทดลองและอธบิ าย • การเคลื่อนทแี่ บบฮารม์ อนิกอย่างง่ายเปน็ การเคลอ่ื นท่ขี องวัตถุท่ีกลบั ไป การเคล่ือนที่แบบฮาร์ กลบั มาซ้ารอยเดิมผ่านตาแหน่งสมดลโดยมคี าบและแอมพลจิ ดู คงตัว มอนกิ อยา่ งง่ายของ และมีการกระจัดจากตาแหน่งสมดลุ ทเี่ วลาใดๆ เป็นฟังกช์ ันแบบไซน์ วัตถุติดปลายสปริง โดยปริมาณต่างๆ ท่ีเก่ียวข้องมีความสมั พนั ธ์ตามสมการ และลูกตุ้มอย่างง่าย รวมท้งั คานวณ ปริมาณต่างๆท่ี เกีย่ วข้อง • การส่นั ของวตั ถตุ ิดปลายสปริง และการแกว่งของลกู ตุ้มอย่างงา่ ยเป็น การเคลอ่ื นทแ่ี บบฮารม์ อนกิ อย่างงา่ ยท่มี ีขนาดของความเรง่ แปรผันตรง กับขนาดของการกระจัดจากตาแหนง่ สมดลุ แต่มที ิศทางตรงข้าม โดยมี คาบการสัน่ ของวตั ถุท่ตี ดิ อยู่ท่ีปลายสปริง และคาบการแกว่งของลูกตมุ้ ตามสมการ 2. อธบิ ายความถ่ี • เมอื่ ดึงวตั ถุทีต่ ดิ ปลายสปริงออกจากตาแหนง่ สมดุลแลว้ ปลอ่ ยใหส้ ่นั วัตถุ ธรรมชาติของวัตถุ จะส่นั ดว้ ยความถ่ีเฉพาะตัวการดึงลูกตุ้มออกจากแนวด่งิ แล้วปลอ่ ยให้ และการเกิดการสน่ั แกว่งลกู ตม้ จะแกว่งด้วยความถเ่ี ฉพาะตวั เชน่ กันความถีท่ ่ีมคี ่าเฉพาะตัว พ้อง น้เี รียกวา่ ความถ่ีธรรมชาติเมื่อกระตุ้นใหว้ ัตถสุ ัน่ ด้วยความถี่ทมี่ คี ่า เทา่ กบั ความถธ่ี รรมชาติของวัตถุจะทาใหว้ ัตถสุ ั่นดว้ ยแอมพลิจูดเพ่ิมขน้ึ เรียกว่า การส่ันพ้อง

ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนร้เู พิ่มเตมิ 3. อธิบายปรากฏการณ์ • คล่นื เป็นปรากฏการณก์ ารถ่ายโอนพลงั งานจากทห่ี นงึ่ ไปอีกทหี่ นึ่ง คลน่ื ชนิดของคลื่น • คลื่นทถี่ า่ ยโอนพลงั งานโดยต้องอาศยั ตวั กลางเรียกวา่ คล่ืนกล ส่วนคลนื่ ส่วนประกอบของ คล่นื การแผข่ องหน้า แมเ่ หล็กไฟฟา้ ถา่ ยโอนพลังงานโดยไมต่ ้องอาศยั ตัวกลางนอกจากนี้ยงั คลื่นด้วยหลักการของ จาแนกชนดิ ของคล่นื ออกเปน็ สองชนิดได้แก่ คลื่นตามขวางและคลนื่ ฮอยเกนส์ และการ ตามยาว รวมกันของคลืน่ ตาม • คลืน่ ทเ่ี กดิ จากแหลง่ กาเนิดคลื่นท่สี ่งคลนื่ อย่างตอ่ เนื่องและมีรปู แบบท่ี หลักการซ้อนทบั ซา้ กนั บรรยายได้ดว้ ยการกระจดั สนั คลืน่ ท้องคล่ืน เฟส ความยาวคลน่ื พร้อมท้ังคานวณ ความถี่ คาบ แอมพลิจดู และอตั ราเร็ว โดยอตั ราเรว็ ความถ่ีและ อตั ราเรว็ ความถ่ีและ ความยาวคล่ืน มีความสมั พนั ธ์ตามสมการ ความยาวคลน่ื • การแผข่ องหน้าคลื่นเปน็ ไปตามหลักของฮอยเกนส์และถ้ามีคลืน่ ตัง้ แต่ 4. สงั เกตและอธบิ าย สองขบวนมาพบกนั จะรวมกันตามหลกั การซอ้ นทับ การสะท้อน การหักเห การแทรก • คลื่นมีสมบัติการสะท้อน การหักเห การแทรกสอด และการเลยี้ วเบน สอดและการ • คลื่นเกดิ การสะท้อนเม่ือคลน่ื เคล่ือนท่ีไปถึงส่งกีดขวางหรือรอยต่อ เลย้ี วเบนของคล่นื ผวิ นา้ รวมท้ังคานวณ ระหว่างตวั กลางทตี่ ่างกนั แลว้ เปลี่ยนทิศทางเคล่อื นทีก่ ลบั มาในตัวกลาง ปรมิ าณต่างๆท่ี เดมิ โดยเปน็ ไปตามกฎการสะท้อน เขียนแทน ได้ดว้ ยสมการ เก่ยี วขอ้ ง มมุ สะท้อน=มุมตกกระทบ • คลื่นเกดิ การหักเหเมื่อคลืน่ เคลอื่ นทผ่ี า่ นรอยต่อระหว่างตัวกลางท่ี ต่างกนั แล้วอตั ราเรว็ คลื่นเปลย่ี นไปซ่ึงเป็นไปตามกฎการหกั เห เขียน แทนได้ด้วยสมการ • คลื่นเกิดการแทรกสอดเม่ือคล่ืนสองคลื่นเคล่ือนทมี่ าพบกันแลว้ รวมกัน ตามหลักการซ้อนทบั โดยกรณที ี่ S1 และ S2 เปน็ แหล่งกาเนดิ คลน่ื ทม่ี ี ความถีเ่ ท่ากันและเฟสตรงกนั ปรมิ าณต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมีความสัมพนั ธ์ ตามสมการ • คลืน่ น่งิ เกดิ จากคลืน่ อาพนั ธส์ องขบวนแทรกสอดกันแล้วเกิดตาแหนง่ ที่ มกี ารแทรกสอดแบบเสรมิ ตลอดเวลาเรยี กวา่ ปฏบิ พั และตาแหน่งทมี่ ี การแทรกสอดแบบหกั ลา้ งตลอดเวลาเรียกว่า บพั • คล่ืนเกิดการเลย้ี วเบนเม่ือคลื่นเคลื่อนท่ีพบสงิ กีดขวางแลว้ มีคลน่ื แผจ่ าก ขอบสิ่งกดี ขวางไป ด้านหลังได้

ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นร้เู พม่ิ เติม 5. ทดลองและอธบิ าย • เม่ือแสงผา่ นชอ่ งเล็กยาวเด่ยี ว (สลติ เดย่ี ว) และช่องเลก็ ยาวคู่ (สลติ คู)่ สมบัติการแทรกสอด จะเกดิ การเลี้ยวเบนและการแทรกสอดทาให้เกิดแถบมดื และแถบสวา่ ง ของแสงผ่านสลติ คู่ บนฉากโดยปรมิ าณตา่ งๆ ท่ีเก่ียวขอ้ งมีความสัมพันธต์ ามสมการ และเกรตติงสมบัติ แถบมืดสาหรบั สลิตเด่ียว การเลยี้ วเบนและการ แทรกสอดของแสง แถบสว่าง สาหรับสลติ คู่ ผา่ นสลิตเดีย่ วรวมทงั้ คานวณปริมาณตา่ งๆ แถบมดื สาหรับสลติ คู่ ที่เกย่ี วข้อง • เกรตเปน็ อปุ กรณ์ท่ีประกอบด้วยชอ่ งเลก็ ยาวที่มจี านวนชอ่ งต่อหนึ่ง หน่วยความยาวเปน็ จานวนมาก และระยะห่างระหว่างชอ่ งมีคา่ นอ้ ยโดย แต่ละช่องห่างเทา่ ๆ กนั ใชส้ าหรบั หาความยาวคล่ืนของแสงและศึกษา สมบตั กิ ารเลี้ยวเบนและการแทรกสอดของแสง โดยปริมาณตา่ งๆ ทเ่ี กย่ี วข้องมคี วามสัมพนั ธ์ตามสมการ 6. ทดลองและอธบิ าย • เมือ่ แสงตกกระทบผิววัตถจุ ะเกิดการสะท้อนซงึ่ เป็นไปตามกฎการ การสะท้อนของแสงที่ สะทอ้ น ผวิ วัตถตุ ามกฎการ สะท้อนเขียนรงั สขี อง • วัตถทุ ่อี ยู่หน้ากระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม จะเกิดภาพท่ี แสงและคานวณ สามารถหาตาแหน่งขนาดและชนิดของภาพที่เกดิ ข้นึ ได้จากการเขยี น ตาแหน่งและขนาด ภาพของรงั สแี สงหรอื การคานวณจากสมการกรณีกระจกเงาราบ ภาพของวัตถุเมื่อแสง ตกกระทบกระจกเงา กรณี กระจกเงาทรงกลม ราบและกระจกเงา ทรงกลมรวมทั้ง อธิบายการนาความรู้ เรอ่ื งการสะท้อนของ แสงจากกระจกเงา ราบและกระจกเงา ทรงกลมไปใช้ ประโยชนใ์ น ชวี ติ ประจาวัน

ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นร้เู พ่มิ เตมิ 7. ทดลองและอธบิ าย • แสงเคลือ่ นท่ผี า่ นผวิ รอยตอ่ ของตัวกลางสองตัวกลางจะเกิดการหักเห ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง โดยอตั ราสว่ นระหวา่ งไซน์ของมมุ ตกกระทบกับไซน์ของมมุ หกั เหของ ดรรชนีหกั เหมมุ ตก ตัวกลางคูห่ น่งึ มีค่าคงตัวเรียกความสัมพนั ธน์ ว้ี ่า กฎของสเนลลเ์ ขียน กระทบและมุมหักเห แทนได้ด้วยสมการ รวมท้งั อธิบาย ความสัมพนั ธ์ระหว่าง • การหักเหของแสงทาใหม้ องเห็นภาพของวตั ถุท่ีอยูใ่ นตัวกลางตา่ งชนิด ความลึกจรงิ และ กนั มตี าแหน่งเปลีย่ นไปจากเดิมซ่งึ คานวณปริมาณต่างๆ ทเ่ี ก่ียวขอ้ งได้ ความลึกปรากฏมุม จากสมการ วิกฤตและการสะท้อน กลบั หมด ของแสง • มมุ ตกกระทบทีท่ าใหม้ มุ หักเหมคี า่ ๙๐ องศาเรียกว่ามุมวกิ ฤตซงึ่ เกิดขึ้น และคานวณปริมาณ ในกรณที ี่แสงเดนิ ทางจากตวั กลางที่มีดรรชนหี กั เหมากไปตัวกลางทีม่ ี ตา่ งๆทเ่ี ก่ียวขอ้ ง ดรรชนีหักเหน้อยคานวณได้จากสมการ 8. ทดลองและเขยี นรังสี • การสะท้อนกลับหมดเกดิ ข้ึนเมื่อมุมตกกระทบมากกว่ามุมวกิ ฤต ของแสงเพ่ือแสดง • เม่ือวางวัตถหุ น้าเลนส์บางจะเกิดภาพของวัตถุ โดยตาแหนง่ ขนาดและ ภาพทีเ่ กิดจากเลนส์ บางหาตาแหน่ง ชนดิ ของภาพทีเ่ กิดข้นึ หาได้จากการเขยี นภาพของรังสีแสงหรือคานวณ ขนาด ชนิด ของภาพ ได้จากสมการ และความสมั พันธ์ ระหว่างระยะวัตถุ • ความร้เู ร่อื งเลนสน์ าไปประยุกตใ์ ชใ้ นด้านตา่ งๆเชน่ แวน่ ขยายกลอ้ ง ระยะภาพและความ จลุ ทรรศน์ เปน็ ตน้ ยาวโฟกสั รวมท้งั คานวณปริมาณต่างๆ ทเ่ี กี่ยวข้องและ อธบิ ายการนาความรู้ เรอื่ งการหักเหของ แสงผา่ นเลนส์บางไป ใชป้ ระโยชนใ์ น ชีวิตประจาวนั

ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรเู้ พมิ่ เติม 9. อธิบายปรากฏการณ์ • กฎการสะท้อนและการหักเหของแสงใช้อธิบายปรากฏการณ์ทีเ่ ก่ยี วกับ ธรรมชาติทีเ่ กี่ยวกับ แสงเช่น ร้งุ การทรงกลด และมริ าจ แสงเชน่ รุง้ การทรง กลด มิราจ และการ • เม่ือแสงตกกระทบอนุภาคหรือโมเลกลุ ของอากาศ แสงจะเกิดการ เหน็ ท้องฟ้าเป็นสี กระเจงิ ใช้อธิบายการเหน็ ท้องฟ้าเปน็ สตี า่ งๆ ในช่วงเวลาต่างกัน ต่างๆ ในชว่ งเวลา ตา่ งกนั • การมองเห็นสีจะข้นกับแสงสีทตี่ กกระทบกบั วัตถแุ ละสารสบี นวัตถุ โดยสารสีจะดูดกลนื บางแสงสีและสะท้อนบางแสงสี 10. สงั เกตและอธบิ าย การมองเห็นแสงสี สี • การผสมสารสที าใหไ้ ด้สารสีท่ีมสี เี ปลีย่ นไปจากเดิม ถ้านาแสงสีปฐมภูมิ ของวตั ถุ การผสมสาร ในสัดสว่ นทีเ่ หมาะสมมาผสมกันจะได้แสงขาวแผน่ กรองแสงสียอมให้ สแี ละการผสมแสงสี บางแสงสผี ่านไปได้และดดู กลืนบางแสงสี รวมทง้ั อธิบายสาเหตุ ของการบอดสี • การผสมแสงสแี ละการผสมสารสสี ามารถนาไปใช้ประโยชนใ์ นดา้ นต่างๆ เชน่ ดา้ นศลิ ปะ ดา้ นการแสดง • ความผดิ ปกตใิ นการมองเหน็ สีหรือการบอดสี เกดิ จากความบกพร่อง ของเซลล์รูปกรวย ซึง่ เป็นเซลลร์ ับแสงชนิดหน่งึ บนจอตา

ผลการเรยี นรแู้ ละสาระการเรียนร้เู พิ่มเตมิ สาระฟสิ กิ ส์ 3. เข้าใจการเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกส์อย่างง่าย ธรรมชาติของคล่ืนเสียงและการได้ยินปรากฏการณ์ที่ เกยี่ วข้องกับเสียงแสง และการเห็นปรากฏการณท์ ่ีเกย่ี วข้องกบั แสงรวมทง้ั นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรยี นที่ 2 ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้เพ่ิมเติม 1. อธิบายการเกิดเสยี ง • เสียงเปน็ คล่นื กลและคลนื่ ตามยาว เกดิ จากการถา่ ยโอนพลังงานจาก การเคลอื่ นท่ขี องเสียง การสน่ั ของแหล่งกาเนิดเสยี งผ่านอนุภาคตัวกลางทาให้อนุภาคของ ความสัมพันธร์ ะหวา่ ง ตวั กลางส่นั อัตราเรว็ เสยี งในอากาศขน้ึ กับอณุ หภูมขิ องอากาศคานวณได้ คลืน่ การกระจดั ของ จากสมการ อนุภาคกบั คลนื่ ความ ดัน ความสมั พนั ธ์ • เสียงมสี มบัติการสะท้อน การหักเห การแทรกสอดและการเลยี้ วเบน ระหว่างอัตราเรว็ ของ เสียงในอากาศที่ • กาลังเสยี งเป็นอัตราการถา่ ยโอนพลงั งานเสยี งจากแหล่งกาเนดิ เสียง ขน้ึ กบั อณุ หภมู ิใน กาลังเสยี งตอ่ หน่ึงหน่วยพน้ื ที่ของหน้าคลน่ื ทรงกลมเรยี กวา่ ความเขม้ หนว่ ยองศาเซลเซยี ส เสียงคานวณได้จากสมการ สมบัติของคลนื่ เสยี ง ได้แก่ การสะท้อน • ระดับเสียงเปน็ ปริมาณทบ่ี อกความดังของเสยี ง โดยหาได้จากลอการิทึม การหักเห การแทรก ของอตั ราสว่ นระหวา่ งความเขม้ เสียงกบั ความเข้มเสยี งอ้างอิงทมี่ นุษย์ สอด การเล้ียวเบน เริ่มได้ยินตามสมการ รวมทง้ั คานวณ ปรมิ าณต่างๆ ท่ี เก่ยี วข้อง 2. อธบิ ายความเข้มเสียง ระดับเสียง องคป์ ระกอบของการ ไดย้ ินคณุ ภาพเสียง และมลพิษทางเสยี ง รวมท้ังคานวณ ปรมิ าณต่างๆ ท่ี เกย่ี วขอ้ ง • ระดับสงู ตา่ ของเสยี งข้ึนกบั ความถข่ี องเสียง เสียงท่ีไดย้ ินมีลักษณะ เฉพาะตวั แตกต่างกันเนื่องจากมคี ุณภาพเสยี งแตกต่างกัน • เสยี งทีม่ รี ะดับเสียงสงู มากหรอื เสยี งบางประเภททมี่ ีผลต่อสภาพจติ ใจ ของผู้ฟงั จดั เปน็ มลพษิ ทางเสียง

ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรูเ้ พ่มิ เตมิ 3. ทดลองและอธิบาย • ถา้ อากาศในทอ่ ถกู กระตนุ้ ด้วยคล่นื เสียงที่มีความถเี่ ทา่ กบั ความถี่ การเกิดการส่ันพ้อง ธรรมชาตขิ องอากาศ ในท่อน้ัน จะเกดิ การสน่ั พ้องของเสยี งโดยความถี่ ของอากาศในทอ่ ในการเกดิ การสั่นพ้องของทอ่ ปลายเปิดหนึง่ ดา้ นคานวณได้จากสมการ ปลายเปดิ หนง่ึ ด้าน รวมทงั้ สังเกตและ • ถา้ เสียงจากแหล่งกาเนิดเสียงสองแหลง่ ท่ีมีความถี่ตา่ งกันไม่มากมาพบ อธิบายการเกิดบตี กันจะเกดิ บตี ทาให้ไดย้ ินเสียงดงั คอ่ ยเป็นจังหวะ คล่ืนนง่ิ ปรากฏการณด์ อป • คลนื่ เสียงสองขบวนที่มคี วามถี่เท่ากนั มาแทรกสอดกันจะทาใหเ้ กิดคลน่ื เพลอร์คลน่ื กระแทก น่งิ ของเสยี งคานวณ ปรมิ าณตา่ งๆ ท่ี • เมื่อแหลง่ กาเนิดเสียงเคลอ่ื นท่ีโดยผู้ฟงั อยูน่ ่ิง ผฟู้ ังเคลื่อนท่ีโดย เกี่ยวข้องและนา แหล่งกาเนิดเสียงอย่นู ่งิ หรือท้ังแหล่งกาเนดิ และผู้ฟังเคล่อื นท่ีเข้าหรือ ความรู้เรือ่ งเสยี งไปใช้ ออกจากกันผ้ฟู งั จะไดย้ ินเสียงท่ีมคี วามถี่เปลี่ยนไปเรยี กว่า ในชีวิตประจาวนั ปรากฏการณด์ อปเพลอร์ • ถา้ แหล่งกาเนิดเสียงเคลื่อนท่ีด้วยอัตราเรว็ มากกวา่ อัตราเร็วเสยี งใน ตัวกลางเดยี วกนั จะเกดิ คล่ืนกระแทกทาให้เสียงตามแนวหนา้ คลนื่ กระแทกมีพลงั งานสูงมากมีผลทาให้ผูส้ งั เกตในบรเิ วณใกลเ้ คยี งได้ยิน เสียงดังมาก • ความรู้เรอ่ื งเสียงนาไปประยกุ ต์ใช้ในดา้ นต่างๆ เช่น การปรับเทยี บเสยี ง เครอ่ื งดนตรีอธิบายหลักการทางานของเครื่องดนตรีการเปล่งเสยี งของ มนษุ ย์ การประมง การแพทย์ ธรณีวิทยา อตุ สาหกรรม เป็นต้น

3. เขา้ ใจสนามไฟฟ้าและแรงไฟฟา้ พลงั งานศักย์ไฟฟา้ สว่ นประกอบของตวั เก็บประจุ ความสมั พนั ธ์ ระหว่างประจุไฟฟ้า ความต่างศกั ย์ และความจุของตวั เก็บประจกุ ฎของโอหม์ คานวณพลังงานไฟฟ้า และกาลังไฟฟ้าการเปล่ยี นพลังงานทดแทนเป็นพลงั งานไฟฟ้า สนามแมเ่ หลก็ หลักการทางานของแกล แวนอมิเตอร์และมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงไฟฟ้ากระแสสลบั และคลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้ารวมท้ังนาความรไู้ ป ใชป้ ระโยชน์ ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรูเ้ พม่ิ เตมิ 4. ทดลองและอธิบาย • การนาวัตถทุ เ่ี ปน็ กลางทางไฟฟา้ มาขดั สีกันจะทาใหว้ ัตถุไม่เป็นกลางทาง การทาวตั ถุที่เป็น ไฟฟ้าเนื่องจากอเิ ล็กตรอนถูกถา่ ยโอนจากวัตถุหน่งึ ไปอกี วตั ถหุ น่งึ โดย กลางทางไฟฟา้ ให้มี การถา่ ยโอนประจุเปน็ ไปตามกฎการอนรุ ักษ์ประจุไฟฟ้า ประจไุ ฟฟา้ โดยการ ขดั สีกนั และการ • เม่อื นาวตั ถุทมี่ ีประจุไฟฟ้าไปใกล้ตวั นาไฟฟา้ จะทาให้เกดิ ประจุชนิดตรง เหน่ยี วนาไฟฟา้ สถิต ขา้ มบนตัวนาทางด้านท่ใี กลว้ ตั ถุและประจุชนดิ เดียวกนั ดา้ นท่ไี กลวตั ถุ เรียกวิธกี ารนีว้ ่า การเหนี่ยวนาไฟฟา้ สถิตซง่ึ สามารถใช้วิธีการนใี้ นการ 5. อธิบายและคานวณ ทาใหว้ ตั ถุมปี ระจไุ ด้ แรงไฟฟ้าตามกฎของ คูลอมบ์ • จุดประจุไฟฟา้ มีแรงกระทาซงึ่ กันและกนั โดยมที ิศอยใู่ นแนวเส้นตรง ระหว่างจดุ ประจทุ ้ังสอง และมขี นาดของแรงระหวา่ งจดุ ประจุแปรผัน ตรงกับผลคณู ของขนาดของประจทุ ั้งสองและแปรผกู ผันกับกาลงั สอง ของระยะหา่ งระหวา่ งจดุ ประจซุ ึง่ เป็นไปตามกฎของคูลอมบ์ เขยี นแทน ได้ด้วยสมการ 6. อธบิ ายและคานวณ • รอบอนุภาคที่มีประจไุ ฟฟ้า q1 มสี นามไฟฟา้ ขนาด E=kq1/r2 ทาให้เกิด สนามไฟฟ้าและแรง แรงไฟฟ้ากระทาต่ออนภุ าคที่มปี ระจุไฟฟ้า ไฟฟ้าที่กระทากบั อนุภาคท่มี ีประจุ • สนามไฟฟ้าที่ตาแหนง่ ใดๆ มีความสัมพนั ธก์ ับแรงไฟฟ้าท่ีกระทาต่อ ไฟฟา้ ท่ีอยูใ่ น ประจุไฟฟ้าตามสมการ E=F12/q2 สนามไฟฟ้ารวมทั้งหา สนามไฟฟ้าลัพธ์ • สนามไฟฟ้าลัพธ์เน่อื งจากจดุ ประจุหลายจุดประจเุ ท่ากับผลรวมแบบ เนอ่ื งจากระบบจุด เวกเตอร์ของสนามไฟฟ้าเนื่องจากจดุ ประจแุ ตล่ ะจดุ ประจุ ประจโุ ดยรวมกนั แบบ เวกเตอร์ • ตวั นาทรงกลมท่ีมปี ระจุไฟฟา้ มีสนามไฟฟา้ ภายในตวั นาเปน็ ศูนย์และ สนามไฟฟา้ บนตัวนามีทศิ ทางต้งั ฉากกับผิวตวั นาน้ัน โดยสนามไฟฟา้ เน่ืองจากประจุบนตัวนาทรงกลมท่ตี าแหน่งห่างจากผวิ ออกไปหาได้ เช่นเดียวกบั สนามไฟฟา้ เนื่องจากจดุ ประจุที่มีจานวนประจเุ ท่ากันแต่อยู่ ทศี่ ูนยก์ ลางของทรงกลม • สนามไฟฟ้าของแผ่นโลหะคู่ขนานเป็นสนามไฟฟ้าสมา่ เสมอ

ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรูเ้ พ่มิ เติม 7. อธิบายและคานวณ • ประจุทีอ่ ยู่ในสนามไฟฟา้ มีพลังงานศกั ย์ไฟฟ้าคานวณได้จากสมการ พลังงานศักยไ์ ฟฟ้า ศกั ย์ไฟฟ้า และความ • พลังงานศักยไ์ ฟฟา้ ที่ตาแหน่งใดๆ ตอ่ หนง่ึ หน่วยประจุเรียกวา่ ศักย์ไฟฟา้ ตา่ งศักยร์ ะหว่างสอง ทต่ี าแหนง่ นน้ั โดยศักย์ไฟฟ้าที่ตาแหนง่ ซึง่ อยู่ห่างจากจุดประจแุ ปรผัน ตาแหนง่ ใดๆ ตรงกับขนาดของประจุและแปรผกผันกับระยะทางจากจดุ ประจถุ ึง ตาแหน่งนนั้ เขียนแทนได้ด้วยสมการ • ศักย์ไฟฟ้ารวมเน่อื งจากจดุ ประจุหลายจดุ ประจุคือผลรวมของ ศักย์ไฟฟา้ เน่ืองจากจดุ ประจแุ ตล่ ะจดุ ประจุ เขยี นแทนไดด้ ว้ ยสมการ • ความต่างศักย์ระหวา่ งสองตาแหน่งใดๆ ในบริเวณท่ีมีสนามไฟฟา้ คือ งานในการเคลื่อนประจบุ วกหนึง่ หนว่ ยจากตาแหนง่ หนึ่งไปอีกตาแหนง่ หนงึ่ เขยี นแทนไดด้ ว้ ยสมการ • ความตา่ งศักยร์ ะหวา่ งสองตาแหนง่ ใดๆ ในสนามไฟฟา้ สม่าเสมอข้ึนกับ ขนาดของสนามไฟฟ้าและระยะทางระหวา่ งสองตาแหน่งน้ันใน แนวขนานกบั สนามไฟฟา้ ตามสมการ 8. อธิบายส่วนประกอบ • ตวั เก็บประจปุ ระกอบด้วยตวั นาไฟฟ้าสองชนิ้ ทคี่ ั่นด้วยฉนวน โดย ของตวั เก็บประจุ ปรมิ าณประจุท่เี กบ็ ได้ขนึ้ อยู่กับความต่างศักยค์ ร่อมตัวเกบ็ ประจุและ ความสมั พันธ์ระหว่าง ความจุของตวั เก็บประจตุ ามสมการ ประจไุ ฟฟา้ ความตา่ ง ศักย์และความจขุ อง • ตวั เกบ็ ประจุจะมพี ลงั งานสะสมซงึ่ มีค่าข้นึ กับความต่างศกั ย์และปริมาณ ตวั เกบ็ ประจแุ ละ ประจตุ ามสมการ อธบิ ายพลังงานสะสม ในตัวเก็บประจุและ • เมอื่ นาตวั เก็บประจมุ าต่อแบบอนกุ รมความจุสมมลู มีคา่ ลดลง ตาม ความจุสมมลู รวมทงั้ สมการ คานวณปริมาณต่างๆ ทเ่ี กี่ยวข้อง • เมอื่ นาตัวเก็บประจุมาตอ่ แบบขนานความจุสมมลู มีคา่ เพิ่มขึ้น ตาม สมการ

ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้เพมิ่ เตมิ 9. นาความรเู้ รื่องไฟฟา้ • ความรเู้ รอื่ งไฟฟ้าสถิตสามารถนาไปอธบิ ายการทางานของ สถติ ไปอธิบาย เคร่อื งใช้ไฟฟา้ บางชนิดเช่น เคร่ืองกาจดั ฝนุ่ ในอากาศเครื่องพ่นสีเคร่ือง หลักการทางานขอ ถ่ายลายนวิ้ มือ และเครื่องถา่ ยเอกสาร เครอื่ งใช้ไฟฟา้ บาง ชนิดและ • ความรเู้ รอ่ื งไฟฟ้าสถิตยงั สามารถนาไปอธิบายปรากฏการณใ์ น ปรากฏการณ์ใน ชวี ติ ประจาวันได้ เช่นฟา้ ผา่ ประกายไฟจากการเสียดสีกนั ของวัตถุซง่ึ ชีวิตประจาวนั ช่วยใหส้ ามารถป้องกันอันตรายทอี่ าจเกดิ ขึ้น 10. อธบิ ายการเคล่ือนที่ • เม่อื ต่อลวดตวั นากับแหล่งกาเนิดไฟฟา้ อิเล็กตรอนอสิ ระที่อยูใ่ นลวด ของอเิ ล็กตรอนอสิ ระ ตัวนาจะเคล่ือนท่ีในทิศตรงข้ามกับสนามไฟฟ้า ทาใหเ้ กิดกระแสไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้าใน ซง่ึ ทิศของกระแสไฟฟ้ามที ิศทางเดยี วกบั สนามไฟฟ้าหรือมที ิศทางจาก ลวดตัวนความ จุดที่มศี ักย์ไฟฟ้าสูงไปยงั จดุ ที่มีศักย์ไฟฟ้าตา่ กวา่ สมั พันธ์ระหว่าง กระแสไฟฟ้าในลวด • กระแสไฟฟ้าในตวั นาไฟฟา้ มีความสัมพันธ์กับความเร็วลอยเลือ่ นของ ตวั นากบั ความเร็ว อิเล็กตรอนอิสระความหนาแนน่ ของอิเลก็ ตรอนอสิ ระในตวั นาและ ลอยเล่อนของ พืน้ ทีห่ นา้ ตัดของตัวนาตามสมการ อเิ ลก็ ตรอนอิสระ ความหนาแนน่ ของ อิเลก็ ตรอนในลวด ตวั นาแลพ้ืนทหี่ นา้ ตดั ของลวดตัวนาและ คานวณปรมิ าณตา่ งๆ ท่ีเก่ยี วข้อง

ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้เพ่มิ เติม 11. ทดลองและอธิบาย • เม่ืออณุ หภูมิคงตวั กระแสไฟฟ้าในตัวนาโลหะความต่างศักยท์ ีป่ ลายทงั้ กฎของโอหม์ สองและความตา้ นทานของตัวนานน้ั มคี วามสัมพนั ธ์กันตามกฎของ ความสัมพนั ธร์ ะหว่าง โอห์มเขยี นแทนไดด้ ้วยสมการ ความต้านทานกับ ความยาพ้ืนที่หน้าตดั • ความต้านทานของวตั ถุเมื่ออุณหภูมคิ งตวั ขนึ้ อยู่กบั ชนดิ และรปู รา่ งของ และสภาพต้านทาน วตั ถตุ ามสมการ ของตวั นาโลหะท่ี อณุ หภมู ิคงตัวและ • ค่าความตา้ นทานของตวั ต้านทานอ่านไดจ้ ากแถบสีบนตวั ต้านทาน คานวณปรมิ าณตา่ งๆ • เมื่อนาตวั ตา้ นทานมาต่อแบบอนกุ รม ความตา้ นทานสมมลู มคี า่ เพิม่ ขนึ้ ทเ่ี กย่ี วข้องรวมทง้ั อธบิ ายและคานวณ ตามสมการ ความตา้ นทานสมมูล เมอื่ นาตวั ตา้ นทานมา • เมอ่ื นาตวั ต้านทานมาต่อแบบขนานความตา้ นทานสมมลู มีค่าลดลงตาม ต่อกันแบบอนุกรม สมการ และแบบขนาน • แหลง่ กาเนดิ ไฟฟา้ กระแสตรงเชน่ แบตเตอรี่ เปน็ อปุ กรณ์ทใี่ ห้พลงั งาน 12. ทดลองอธิบายและ ไฟฟา้ แกว่ งจรพลงั งานไฟฟา้ ที่ประจุไฟฟ้าไดร้ ับต่อหน่งึ หน่วยประจุ คานวณอีเอม็ เอฟของ ไฟฟา้ เมื่อเคลื่อนท่ผี ่านแหล่งกาเนดิ ไฟฟา้ เรียกว่า อีเอม็ เอฟ แหลง่ กาเนดิ ไฟฟาก คานวณได้จากสมการ ระแสตรงรวมทง้ั อธิบายและคานวณ • พลังงานไฟฟา้ ท่ีถกู ใช้ไปในเคร่ืองใชไ้ ฟฟ้าในหนง่ึ หน่วยเวลา เรยี กว่า พลังงานไฟฟ้าและ กาลังไฟฟ้าซ่ึงมีค่าข้นกับความตา่ งศกั ย์และกระแสไฟฟา้ คานวณได้จาก กาลังไฟฟา้ สมการ 13. ทดลองและคานวณ • เมื่อนาแบตเตอรี่มาต่อแบบอนกุ รมอเี อม็ เอฟสมมูลและความตา้ นทาน อเี อ็มเอฟสมมูลจาก ภายในสมมูลมคี ่าเพ่มิ ขึ้น ตามสมการ การต่อแบตเตอรี่แบบ อนุกรมและแบบ • เมื่อนาแบตเตอร่ีที่เหมือนกันมาต่อแบบขนานอเี อ็มเอฟสมมลู มีคา่ คง ขนานรวมทงั้ คานวณ เดิมและความตา้ นทานภายในสมมูลมคี ่าลดลงตามสมการ ปรมิ าณต่างๆ ที่ เกย่ี วข้องใน • กระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้ากระแสตรงที่ประกอบดว้ ยแบตเตอร่ีและตัว วงจรไฟฟ้ากระแสตรง ตา้ นทาน คานวณได้ตามสมการ ซึ่งประกอบดว้ ย แบตเตอรี่และตัว ตา้ นทาน

ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรเู้ พิม่ เติม 14. อธบิ ายการเปลย่ี น • การนาพลงั งานทดแทนมาใช้เปน็ การแกป้ ัญหาหรือตอบสนองความ พลังงานทดแทนเป็น ตอ้ งการด้านพลงั งานเช่น การเปลีย่ นพลังงานนิวเคลียรเ์ ปน็ พลังงาน พลังงานไฟฟา้ รวมทั้ง ไฟฟ้าในโรงไฟฟา้ นิวเคลยี ร์ และการเปลยี่ นพลังงานแสงอาทติ ยเ์ ปน็ สบื ค้นและอภปิ ราย พลงั งานไฟฟ้าโดยเซลล์สุริยะ เก่ยี วกบั เทคโนโลยี อน่ื ๆท่นี ามาแก้ปญั หา • เทคโนโลยีต่างๆ ท่ีนามาแกป้ ัญหาหรือตอบสนองความตอ้ งการทางด้าน หรือตอบสนองความ พลังงาน เปน็ การนาความรทู้ ักษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มา ต้องการทางด้าน สร้างอปุ กรณห์ รือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทีช่ ว่ ยใหก้ ารใช้พลังงานมี พลังงานไฟฟ้า ประสทิ ธิภาพยง่ิ ขึน้ และลดปัญหาสงิ่ แวดล้อม

ผลการเรยี นรู้และสาระการเรียนร้เู พมิ่ เติม สาระฟสิ กิ ส์ 4. เข้าใจสนามไฟฟ้าและแรงไฟฟ้า พลังงานศกั ย์ไฟฟ้า สว่ นประกอบของตัวเก็บประจุ ความสมั พันธ์ ระหว่างประจุไฟฟา้ ความต่างศกั ย์ และความจขุ องตวั เกบ็ ประจุกฎของโอห์ม คานวณพลังงานไฟฟา้ และกาลงั ไฟฟา้ การเปลย่ี นพลังงานทดแทนเป็นพลังงานไฟฟา้ สนามแมเ่ หล็กหลักการทางานของแกล แวนอมิเตอร์และมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงไฟฟ้ากระแสสลับและคลืน่ แม่เหล็กไฟฟา้ รวมทั้งนาความรไู้ ป ใช้ประโยชน์ ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรยี นท่ี 1 ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรูเ้ พ่ิมเติม 1. สังเกตและอธิบายเส้น • เส้นสนามแมเ่ หลก็ เปน็ เส้นสมมตทิ ่ีใชแ้ สดงบริเวณท่ีมีสนามแมเ่ หล็ก สนามแม่เหล็ก โดยบรเิ วณท่มี ีเสน้ สนามแม่เหล็กหนาแนน่ มากแสดงวา่ เป็นบริเวณที่ อธิบายและคานวณ สนามแม่เหลก็ มีความเขม้ มาก ฟลกั ซ์แมเ่ หลก็ ใน บรเิ วณทก่ี าหนด • ฟลกั ซแ์ ม่เหล็ก คือจานวนเส้นสนามแมเ่ หลก็ ทผ่ี ่านพนื้ ที่ท่ีพิจารณาและ รวมทง้ั สงั เกตและ อตั ราส่วนระหว่างฟลักซแ์ ม่เหล็กตอ่ พ้ืนที่ตั้งฉากกับสนามแมเ่ หล็กคือ อธิบายสนามแม่เหล็ก ขนาดของสนามแม่เหล็กเขียนแทนไดด้ ว้ ยสมการ ทเ่ี กดิ จากระแสไฟฟา้ ในลวดตัวนาเส้นตรง • เมอื่ มีกระแสไฟฟ้าผา่ นลวดตวั นาเสน้ ตรงหรือโซเลนอยดจ์ ะเกิด และโซเลนอยด์ สนามแม่เหล็กขนึ้ 2. สงั เกตและอธบิ ายเส้น • อนภุ าคทีม่ ีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่เข้าไปในสนามแม่เหลก็ จะเกิดแรง สนามแมเ่ หลก็ กระทาต่ออนุภาคนั้น คานวณได้จากสมการ อธิบายและคานวณฟ ลกั ซ์แม่เหลก็ ใน • กรณีทีป่ ระจไุ ฟฟ้าเคลอื่ นท่ตี งั้ ฉากเขา้ ไปในสนามแม่เหล็กจะทาให้ประจุ บริเวณทก่ี าหนด เคลอื่ นทีเ่ ปลย่ี นไปโดยรศั มีความโคง้ ของการเคลื่อนทคี่ านวณได้จาก รวมทัง้ สังเกตและอธิ สมการ บาสนามแม่เหลก็ ที่ เกดิ จากกระแสไฟฟ้า • ลวดตวั นาทีม่ ีกระแสไฟฟ้าผ่านและอยู่ในสนามแม่เหลก็ จะเกดิ แรง ในลวดตัวนาเส้นตรง กระทาต่อลวดตวั นานั้น โดยทิศทางของแรงหาได้จากกฎมือขวา และ และโซเลนอยด์ คานวณขนาดของแรงได้จากสมการ • เมอื่ วางเสน้ ลวดสองเส้นขนานกนั และมีกระแสไฟฟา้ ผ่านทงั้ สองเส้น จะเกดิ แรงกระทาระหว่างลวดตวั นาท้งั สอง

ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้เพม่ิ เตมิ 3. อธิบายหลกั การ • เม่ือมีกระแสไฟฟา้ ผา่ นขดลวดตวั นาทอ่ี ยู่ในสนามแมเ่ หลก็ จะมีโมเมนต์ ทางานของแกล- ของแรงคูค่ วบกระทาตอ่ ขดลวดทาใหข้ ดลวดหมุนซึ่งนาไปใช้อธบิ ายการ แวนอมเิ ตอร์และ ทางานของแกลแวนอมิเตอร์และมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงโดยโมเมนต์ มอเตอร์ไฟฟ้า ของแรงคู่ควบคานวณได้จากสมการ กระแสตรงรวมท้ัง คานวณปริมาณ • เมื่อมีฟลกั ซ์แมเ่ หลก็ เปลยี่ นแปลงตัดขดลวดตวั นาจะเกดิ อเี อม็ เอฟ ต่างๆทีเ่ กี่ยวข้อง เหนย่ี วนาในขดลวดตัวนาน้นั อธิบายได้โดยใชก้ ฎการเหน่ียวนาของ ฟาราเดยเ์ ขียนแทนได้ด้วยสมการ 4. สงั เกตและอธบิ าย การเกิดอีเอ็มเอฟ • ทิศทางของกระแสไฟฟ้าเหนยี่ วนาหาได้โดยใชก้ ฎของเลนซ์ เหนีย่ วนา • ความรู้เกย่ี วกบั อเี อม็ เอฟเหน่ียวนาไปใช้อธิบายการทางานของเครื่อง กฎการเหนย่ี วนา ของฟาราเดยแ์ ละ กาเนดิ ไฟฟา้ และการทางานของเครื่องใชไ้ ฟฟา้ ต่างๆเชน่ แบลลสั ต์แบบ คานวณปริมาณตา่ งๆ ขดลวดของหลอดฟลูออเรสเซนต์การเกิดอีเอ็มเอฟกลบั ในมอเตอร์ไฟฟ้า ที่เกีย่ วข้องรวมทงั้ นา มอเตอรไ์ ฟฟ้าเหนี่ยวนาและกีตารไ์ ฟฟา้ ความรเู้ รื่องอเี อ็มเอฟ เหน่ยี วนาไปอธบิ าย • ไฟฟ้ากระแสสลบั ท่ีสง่ ไปตามบา้ นเรือนมีความต่างศกั ยแ์ ละกระแสไฟฟ้า การทางานของ เปลยี่ นแปลงไปตามเวลาในรปู ของฟังกช์ ันแบบไซ เครอื่ งใช้ไฟฟา้ • การวดั ความตา่ งศกั ย์และกระแสไฟฟ้าสลบั ใช้คา่ ยงั ผลหรอื คา่ มิเตอร์ 5. อธิบายและคานวณ ซึ่งเปน็ ค่าเฉลย่ี แบบรากทส่ี องของกาลังสองเฉลย่ี คานวณได้จากสมการ ความตา่ งศักย์ อารเ์ อ็ม เอสและ กระแสไฟฟา้ อาร์เอ็มเอส 6. อธิบายหลักการ • เคร่ืองกาเนดิ ไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส มขี ดลวดตัวนา 3 ชุดแต่ละชดุ ทางานและประโยชน์ วางทามุม 120 องศาซง่ึ กนั และกนั ไฟฟ้ากระแสสลับจากขดลวดแตล่ ะ ของเครื่องกาเนิด ชุดจะมเี ฟสต่างกัน 120 องศา ซง่ึ ช่วยให้มีประสิทธิภาพในการผลติ และ ไฟฟา้ กระแสสลบั 3 การสง่ พลังงานไฟฟ้า เฟส การแปลงอเี อ็ม เอฟของหม้อแปลและ • ไฟฟ้ากระแสสลับท่สี ่งไปตามบา้ นเรือนเปน็ ไฟฟ้ากระแสสลับทต่ี ้องเพ่ิม คานวณปรมิ าณตา่ งๆ อีเอ็มเอฟจาก โรงไฟฟา้ แลว้ ลดอีเอ็มเอฟให้มีคา่ ที่ต้องการโดยใชห้ มอ้ ที่เก่ยี วข้อง แปลงซ่ึงประกอบด้วยขดลวดปฐมภูมและขดลวดทตุ ยิ ภมู ิ • ไฟฟ้ากระแสสลบั ทผี่ า่ นขดลวดปฐมภมู ขิ องหมอ้ แปลงจะทาให้เกดิ อีเอม็ เอฟเหน่ยี วนาในขดลวดทุติยภูมิของหม้อแปลงโดยอเี อ็มเอฟในขดลวด

ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้เพม่ิ เติม 6. อธบิ ายหลกั การ ทุตยิ ภมู ิขนึ้ กบั อีเอ็มเอฟในขดลวดปฐมภูมแิ ละจานวนรอบของขดลวด ทางานและประโยชน์ ท้งั สองตามสมการ ของเคร่อื งกาเนิด ไฟฟ้ากระแสสลับ 3 • การเหน่ียวนาตอ่ เน่ืองระหว่างสนามแม่เหลก็ และสนามไฟฟ้าทาให้เกดิ เฟส การแปลงอีเอ็ม คลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้าแผ่ออกจากแหลง่ กาเนดิ เอฟของหม้อแปลและ คานวณปริมาณต่างๆ • คลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้าประกอบด้วยสนามแมเ่ หลก็ และสนามไฟฟ้าที่ ท่เี กย่ี วข้อง เปลย่ี นแปลงตลอดเวลาโดยสนามท้ังสองมีทิศตงั้ ฉากกนั และต้ังฉากกับ ทิศทางการเคล่ือนที่ของคลื่น 7. อธบิ ายการเกดิ และ ลักษณะเฉพาะของ • แสงเปน็ คล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟ้าชนิดหนง่ึ โดยแสงในชวี ิตประจาวนั เป็นแสง คล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟา้ ไมโ่ พลาไรส์เม่อื แสงน้นั ผา่ นแผ่นโพลารอยด์ สนามไฟฟ้าจะมที ศิ ทางอยู่ แสงไมโ่ พลาไรส์ แสง ในระนาบเดียวเรียกว่า แสงโพลาไรส์เชงิ เส้น สมบัติของแสงลักษณะน้ี โพลาไรส์เชิงเสน้ และ เรยี กว่าโพลาไรเซชัน แผ่นโพลารอยด์ รวมทัง้ อธิบายการนา • คล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟ้ามีความถี่ต่างๆ มากมายโดยความถน่ี ้ีมีค่าต่อเน่ืองกนั คลื่นแม่เหล็กไฟฟา้ เป็นชว่ งกวา้ งเรยี กวา่ สเปกตรัมคล่นื แม่เหลก็ ไฟฟ้า ในชว่ งความถี่ต่างๆ ไปประยุกต์ใช้และ • ตวั อย่างอุปกรณ์ท่ีทางานโดยอาศยั คลนื่ แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า เชน่ เครื่องฉาย หลักการทางานของ รังสีเอกซ์ เครื่องควบคมุ ระยะไกล เครื่องระบุตาแหนง่ บนพ้ืนโลก อุปกรณ์ทเี่ ก่ียวข้อง เครื่องถ่ายภาพเอกซเ์ รย์คอมพวิ เตอร์ และเคร่ืองถา่ ยภาพการสั่นพอ้ ง แม่เหล็ก 8. สืบค้นและอธิบายการ ส่อสารโดยอาศยั คลน่ื • การสือ่ สารเพ่ือส่งผ่านสารสนเทศจากที่หน่งึ ไปอกี ท่ีหน่ึง ทาไดโ้ ดยอาศยั แมเ่ หล็กไฟฟา้ ในการ คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ สารสนเทศจะถูกแปลงให้อยู่ในรูปสัญญาณสาหรับ ส่งผา่ นสารสนเทศ ส่งไปยังปลายทางซงึ่ จะมกี ารแปลงสัญญาณกลบั มาเปน็ สารสนเทศท่ี และเปรียบเทยี บการ เหมอื นเดิม สื่อสารดว้ ยสญั ญาณ แอนะล็อกกบั • สญั ญาณสารสนเทศมสี องชนิดคือแอนะล็อกและดิจิทลั โดยการสง่ ผ่าน สญั ญาณดจิ ทิ ลั สารสนเทศ ดว้ ยสัญญาณดิจทิ ัลมคี วามผิดพลาดน้อยกวา่ สญั ญาณ แอนะล็อก

4. เขา้ ใจสมบัตทิ างกายภาพของสสาร พลงั งานความร้อนที่ทาใหส้ สารเปลยี่ นอณุ หภมู แิ ละเปล่ียนสถานะ สภาพยืดหย่นุ ของวัสดุ ความดันเกจ ความดนั สัมบูรณ์และความดนั บรรยากาศ แรงพยุงจากของไหล ความตงึ ผวิ และแรงหนืดของของเหลว สมบตั ขิ องของไหลอุดมคติ กฎของแกส๊ อุดมคติ แบบจาลอง อะตอมของรัทเทอรฟ์ อรด์ ทฤษฎอี ะตอมของโบร์ ปรากฏการณโ์ ฟโตอเิ ล็กทรกิ กัมมนั ตภาพรังสี แรงนิวเคลียร์ปฏิกิริยานวิ เคลียร์ ฟิชชัน และฟิวชนั การค้นควา้ วจิ ัยด้านฟสิ ิกสอ์ นุภาค รวมทัง้ นา ความรู้ไปใช้ประโยชน์ ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรเู้ พ่มิ เติม 9. อธิบายและคานวณ • เมื่อสสารได้รบั หรือคายความร้อน สสารอาจมีอณุ หภูมิเปล่ียนไปและ ความรอ้ นท่ีทาให้ สสารอาจเปลีย่ นสถานะโดยไม่เปล่ยี นอุณหภมู ิซึ่งปรมิ าณความรอ้ นที่ทา สสารเปล่ียนอณุ หภมู ิ ให้สสารเปล่ยี นอุณหภูมคิ านวณไดจ้ ากสมการสว่ นปริมาณของพลงั งาน ความรอ้ นท่ีทาให้ ความรอ้ นท่ีทาใหส้ สารเปลี่ยนสถานะคานวณไดจ้ ากสมการรอนทที่ าให สสารเปล่ียนสถานะ สสารเปลยี่ นอณุ หภมู คิ านวณไดจากสมการ Q = mc∆T ส่วนปรมิ าณ และความร้อนทเี่ กดิ ของพลังงานสว่ นปริมาณของพลังงานความร้อนที่ทาใหส้ สารเปลี่ยน จากการถ่ายโอนตาม สถานะคานวณได้จากสมการ ความรอนที่ทาใหสสารเปลี่ยนสถานะ กฎการอนุรักษ์ คานวณได้จากสมการ Q = mL พลังงาน • วตั ถุทมี่ อี ุณหภมู สิ ูงกว่าจะถา่ ยโอนความรอ้ นไปสู่วตั ถุท่ีมอี ุณหภูมิตา่ กว่า 10. อธิบายสภาพยืดหยุน่ เปน็ ไปตามกฎการอนรุ กั ษ์พลังงาน โดยปริมาณความร้อนท่วี ตั ถุหนึง่ ให้ และลักษณะการยดื จะเท่ากับปรมิ าณความร้อนที่วตั ถุหนึง่ รบั เขยี นแทนได้ดว้ ยสมการ และหดตัวของวัสดุที่ Qลด=Qเพ่ิม เปน็ แทง่ เมื่อถูก กระทาด้วยแรงค่า • เม่ือวัตถุมอี ุณหภมู ิเท่ากันจะไม่มกี ารถ่ายโอนความรอ้ นเรียกวา่ วตั ถอุ ยู่ ตา่ งๆ รวมทั้ง ทดลอง ในสมดลุ ความร้อน อธิบายและคานวณ ความเค้นตามยาว • สมบัตทิ ่วี ัสดเุ ปล่ยี นรปู และกลับสูร่ ปู เดิมเมอ่ื หยุดออกแรงกระทาเรยี กวา่ ความเครียดตามยาว สภาพยืดหยนุ่ ถ้ายังออกแรงตอ่ ไป วัสดจุ ะขาดหรอื เสยี รปู อย่างถาวร และมอดลุ ัสของยัง และนาความรเู้ รื่อง • ในกรณีท่วี ัตถมุ กี ารเปล่ยี นแปลงความยาว ถา้ ออกแรงกระทาต่อเสน้ สภาพยดื หยุ่นไปใช้ใน ลวดไมเ่ กนิ ขีดจากดั การแปรผันตรงความยาวท่เี พิม่ ขึน้ ของเส้นลวดแปร ชวี ติ ประจาวัน ผนั ตรงกบั ขนาดของแรงดึงทาใหค้ วามเครยี ดตามยาวที่เกิดข้ึนแปรผัน ตรงกบั ความเค้นตามยาวโดยความเคน้ ตามยาวคานวณได้จากสมการ สว่ นความเครยี ดตามยาวคานวณไดจ้ ากสมการ • อตั ราส่วนความเคน้ ตามยาวต่อความเครียดตามยาวเรยี กว่ามอดลุ สั ของ ยังซงึ่ มีค่าข้ึนกบั ชนิดของวสั ดุคานวณไดจ้ ากสมการ

ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรเู้ พมิ่ เตมิ 111.1. อธิบายสภาพยดื หยุ่น • ถ้าวัสดมุ ีมอดุลสั ของยังสงู แสดงว่าวสั ดนุ ั้นเปลยี่ นแปลงความยาวได้นอ้ ย และลักษณะการยดื ถา้ ออกแรงเพ่ิมขึ้นเกนิ ขีดจากัดสภาพยดื หย่นุ วสั ดไุ มส่ ามารถกลบั คืนสู่ และหดตัวของวสั ดทุ ี่ สภาพเดมิ ไดส้ มบัตนิ น้ี าไปใชพ้ จิ ารณาในการเลือกวัสดุทีเ่ หมาะสมกับ เปน็ แท่งเมื่อถูก การใช้งาน กระทาด้วยแรงคา่ ต่างๆ รวมทั้ง ทดลอง อธบิ ายและคานวณ ความเค้นตามยาว ความเครยี ดตามยาว และมอดุลสั ของยัง และนาความรู้เร่ือง สภาพยืดหยุ่นไปใช้ใน ชวี ิตประจาวัน 12. อธิบายและคานวณ • ภาชนะทมี่ ขี องเหลวบรรจุอยู่จะมแี รงเน่ืองจากของเหลวกระทาต่อ ความดนั เกจ ความ พ้ืนผิวภาชนะโดยขนาดของแรงที่ของเหลวกระทาตั้งฉากต่อพ้นื ทีห่ นึ่ง ดนั สมบรู ณ์ และ หนว่ ยเปน็ ความดนั ในของเหลว ความดนั บรรยากาศ รวมทั้งอธบิ าย • ความดนั ทเ่ี ครื่องมือวัดได้ เรียกว่าความดนั เกจคานวณไดจ้ ากสมการ หลกั การทางานของ แมนอมิเตอร์ สว่ นผลรวมของความดนั บรรยากาศและความดันเกจเรยี กว่าความดนั บารอมิเตอร์และ สัมบรู ณค์ านวณไดจ้ ากสมการ เครอ่ื งอัดไฮดรอลกิ • ค่าของความดันอ่านไดจ้ ากเคร่ืองวัดความดันเช่น แมนอมิเตอร 13. ทดลองอธบิ ายและ บารอมิเตอร์ คานวณขนาดแรงพยุง จากของไหล • เม่ือเพิม่ ความดนั ณ ตาแหน่งใดๆในของเหลวท่ีอยนู่ ิง่ ในภาชนะปิด ความดนั ที่เพ่ิมข้ึนจะสง่ ผา่ นไปทุกๆจดุ ในของเหลวนนั้ เรียกวา่ กฎพาส คัลกฎนน้ี าไปใช้อธบิ ายการทางานของเคร่ืองอดั ไฮดรอลิก • วตั ถทุ ี่อยใู่ นของไหลทงั้ หมดหรือเพียงบางสว่ น จะถูกแรงพยุงจากของ ไหลกระทา โดยขนาดแรงพยุงเท่ากบั ขนาดนา้ หนักของของไหลทถ่ี ูก วัตถุแทนทตี่ ามหลกั ของอารค์ ิมีดีสซึ่งใช้อธบิ ายการลอยการจมของวัตถุ ตา่ งๆในของไหลขนาดแรงพยุงจากของไหลคานวณไดจ้ ากสมการ

ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรเู้ พ่ิมเตมิ 14. ทดลอง อธิบายและ • ความตงึ ผิวเปน็ สมบัติของของเหลวทยี่ ดึ ผวิ ของเหลวไว้ดว้ ยแรงดึงผวิ คานวณความตึงผวิ ปรากฏการณ์ทีเ่ ปน็ ผลจากความตึงผวิ เช่น การเดินบนผิวนา้ ของแมลง ของของเหลวรวมทงั้ บางชนดิ การซึมตามรูเลก็ หรือการโคง้ ของผิวของเหลว โดยความตงึ ผิว สังเกตและอธบิ าย ของของเหลวคานวณไดจ้ ากสมการ แรงหนืดของ ของเหลว • ความหนดื เปน็ สมบัติของของไหล วตั ถทุ เี่ คลือ่ นที่ในของไหลจะมีแรง เนอื่ งจากความหนืดต้านการเคลือ่ นท่ีของวตั ถุเรยี กว่าแรงหนืด 15. อธบิ ายสมบัตขิ องของ ไหลอุดมคติ สมการ • ของไหลอุดมคติเป็นของไหลที่มกี ารไหลอย่างสมา่ เสมอไมม่ ีความหนดื ความต่อเนื่อง และ บบี อดั ไม่ได้และไหลโดยไม่หมุนมอี ัตราการไหลตามสมการความ สมการแบร์นลู ลี ต่อเนอ่ื ง Av ค่าคงตวั รวมทง้ั คานวณ ปรมิ าณตา่ งๆที่ • ตาแหน่งสองตาแหนง่ บนสายกระแสเดยี วกนั ของของไหลอุดมคติที่ไหล เกยี่ วขอ้ ง และนา อยา่ งสมา่ เสมอจะมีผลรวมของความดนั สมั บูรณ์ พลงั งานจลน์ต่อหนึง่ ความร้เู กี่ยวกับ หนว่ ยปริมาตร และพลงั งานศักยต์ ่อหนึ่งหนว่ ยปรมิ าตรเปน็ ค่าคงตวั สมการความต่อเนื่อง ตามสมการแบร์นูลลี และสมการแบรน์ ลู ลี ไปอธิบายหลกั การ • แกส๊ อุดมคติเป็นแกส๊ ทโ่ี มเลกุลมขี นาดเลก็ มาก ไม่มแี รงยึดเหนีย่ ว ทางานของอุปกรณ์ ระหวา่ งโมเลกุล มกี ารเคลื่อนทีแ่ บบสมุ่ และมีการชนแบบยืดหยุน ต่างๆ • ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งความดัน ปริมาตรและอณุ หภูมิของแก๊สอดุ มคติ 16. อธบิ ายกฎของแก๊ส เป็นไปตามกฎของแกส๊ อุดมคตเิ ขยี นแทนได้ดว้ ยสมการ อุดมคติและคานวณ ปริมาณต่างๆที่ เก่ยี วขอ้ ง 17. อธิบายแบบจาลอง • จากแบบจาลองของแกส๊ อุดมคติ กฎการเคลื่อนที่ของนิวตนั และจาก ของแกส๊ อดุ มคติ กฎของแกส๊ อุดมคตทิ าให้สามารถศึกษาสมบตั ิทางกายภาพบางประการ ทฤษฎจี ลน์ของแกส๊ ของแกส๊ ได้ไดแ้ ก่ความดัน พลังงานจลน์เฉลย่ี และอัตราเรว็ อาร์เอ็มเอส และอัตราเร็วอารเ์ อม็ ของโมเลกุลของแก๊สได้ เอสของโมเลกุลของ แก๊สรวมทั้งคานวณ • จากทฤษฎจี ลนข์ องแกส๊ ความดันและพลงั งานจลน์เฉล่ียของโมเลกลุ ปริมาณตา่ งๆ ที่ ของแก๊สมีความสมั พันธ์ตามสมการ เกย่ี วข้อง สว่ นอัตราเรว็ อารเ์ อ็มเอสของโมเลกุลของแกส๊ คานวณได้จากสมการ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook