Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือธรรมทายาท

คู่มือธรรมทายาท

Published by artitaya916, 2021-01-13 04:57:10

Description: หนังสิอ "คู่มือธรรมทายาท" เล่มนี้ก็เป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยให้ธรรมทายาทผู้เข้ารับการอบรมทุกท่าน สามารถเดินทางไปสู่จุดหมาย หรือถึงฟากฝังแห่งความสำเร็จ คือ การบรรลุวัตถุประสงค์ของการมาอบรมในครั้งนี้ได้อย่างถูกต้องรวดเร็วและมีประสิทธิภาพได้ฉันนั้น

Keywords: คู่มือธรรมทายาท

Search

Read the Text Version

๓. ใช้สรรพนามแทนตนเองว่า\"พระ\"หรือ\"หลวงพี่\"ตามความเหมาะสม ถ้าเป็นญาติ£งู้ใหญ่หรือพ่อ แม่ ให้แทนตัวเองว่า \"พระ\" เรืยกอีกฝ่ายว่า โยมพ่อ โยมแม่ โยมลุง ฯลฯ s ๔. ถ้าเป็นเพี่อนไม่ต้องเรียก โยม ให้เรียกชื่อเลย ๕. ไม่พูด \"ครับผม\" กับโยม ๖. ลงท้ายด้วยคำพูดว่า \"นะ\" หรือใช้การทอดเสียงตอนจบการพูด ไม่ใช้คำว่า \"จ๊ะ\" ๗. ไม่ต้องยกมือไหวโยม ๘. ถ้าพูดกับโยมที่ไม่คุ้นเคยกัน ให้ใช้แทนตัวเองว่า \"อาตมา\" ๙. การถ่ายภาพ ไม่ยืนชิดโยมผู้หญิงเกินไป และไม่อุ้มเด็กถ่ายภาพ เพี่อป้องกันข้อครหา ๑๐. ถ้าพระนั่งเก้าอี้ ให้โยมนั่งคุกเข่าหรือนั่งพับเพียบ ร.๑๑. การนั่ง ถ้านั่งเก้าอี้ ไม่นั่งกางขา ไม่นั่งกึ่งนอน ไม่นั่งเถ้าอี้สองขา ไม่นั่งไขว่ห้าง เพราะดูไม่งาม และไม่เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธา ๑๒. ถ้านั่งบนเสือ ไม่เหยียดเท้าไปหาโยม และไม่นอนเล่น เพราะไม่ เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธา ๑๓. ห่มดอง ทุกครั้งที่พบโยม ๑๔. โกนหนวด เครา ตัดเล็บ ล้างหน้า บ้วนปาก ให้สะอาด พร้อมที่ จะพบโยม เพี่อยังจิตของโยมให้เลื่อมใส ๔๗ www.kalyanamitra.org

การบิณฑบาต บิณฑบาต แปลว่า การตกแห่งก้อนข้าว พระวินัยห้ามพระภิกษุ หุงหาอาหารฉันเอง และต้องบิณฑบาต เพราะทรงปรารถนาให้พระภิกษุมีเวลา ว่างพอที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องไปดิ้นรนหาเลียงชีพให้ เหนื่อยอ่อน หน้าดำครํ่าเครียดจนไม่มีเวลาที่จะภิกษาธรรมะ และทรงกำหนด ให้พระภิกษุ ถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องเลี้ยงชีพด้วยการบิณฑบาต ภิกษุ แปลว่า \"ผู้ฃอ\" ต่างกับขอทาน คือ ขอแบบสมณะ ขอด้วย อาการอันสงบ ให้ก็รับด้วยอาการสงบ ไม่ให้ก็ไปอย่างสงบ แม้การฉัน ก็ฉันแบบสงบ พระสัมมาส้มพุทธเจ้า ทรงให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และได้บัญญัติ พระวินัย ว่าด้วยการบิณฑบาตไว้ว่า % \"ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักบิณฑบาตโดยเคารพ\" \"ภิกษุพึงทำความภิกษาว่า เมื่อรับบิณฑบาตเราจักแลดูแต่ในบาตร\" \"ภิกษุพึงทำความภิกษาว่า เราจักรับแกงพอสมควรแก่ข้าวสุก\" \"ภิกษพึงทำความภิกษาว่า เราจักรับบิณฑบาตแต่พอสมควรเสมอขอบ ปากบาตร\" www.kalyanamitra.org ๔๘

การรับบิณฑบาต มี ๒ แบบ คือ แบบที่ใส่สลกบาตร ใช้ตอนบิณฑบาต รอบวัดและสถานที่ข้างนอกบางแห่ง มีฃั้นตอนดังนี้ ๑. ก่อนออกบิณฑบาต ใส่สลกบาตรให้เรียบร้อย ไม่ต้องใส่ฐานบาตร กะความยาวสายบาตรให้พอดีระดับสะดือ หรือตํ่ากว่าเล็กน้อย และผูกเชือกให้ แน่น เพื่อกันการหลุดระหว่างบิณฑบาต ๒. คล้องบาตรที่ไหล่ซ้าย บาตรอยู่เยื้องทางด้านขวาของลำตัวขณะ คล้องบาตรให้แนบบาตรกับลำตัว เพื่อป้องกันฝาบาตรหล่น ๓. เวลาเดืน มือซ้ายปล่อยสบาย มือขวาจับฝาบาตร โดยนำมือวาง บนฝาบาตร ใช้นิ้วหัวแม่มือกดฝาบาตร นิ้วทั้ง ๔ ที่เหลือแตะที่ตัวบาตร ๔. เมื่อถึงเวลารับบาตร ให้หันตัวไปทางโยม ห่างพอประมาณ ใช้มือ ขวาเปิดฝาบาตร ให้ฝาบาตรเปิดเสมอขอบปากบาตร ส่วนมือซ้ายประคองบาตร ๕. การเปิดฝาบาตร ให้จับฝาบาตรด้านขวา เปิดด้านขวา นำ ฝาบาตรมา แนบกับตัวบาตรด้านขวามือ ไม่ควรเปิดด้านหน้าเหมือนอ้าปาก ๖. เมื่อโยมใส่บาตรเสร็จ ให้ปิดฝาบาตรเบาๆมิฉะนั้นเสียงจะดัง เป็นการฝึกสติไปด้วยในตัว หมายเหตุ การถือบาตร เมื่อไม่ได้คล้องบาตรอยู่ ให้พับเก็บสายบาตรให้เรียบร้อย ไม่ให้หลุดออกมาพร้อมถือบาตรด้วยมือขวา แนบฝาบาตรเข้าชืดลำตัวบริเวณหน้า อกด้านขวา แบบที่ใส่สลกบาตร แบบไม่ใส่สลกบาตร ๔๙ www.kalyanamitra.org

แบบไม่ใส่สลกบาตร ใช้ตอนงานบุญใหญ่ เช่น งานวันมาฆบูชา หรือ สถานที่ช้างนอก บางแห่ง ที่ต้องการความรวดเร็วในการถ่ายบาตร ๑. ก่อนบิณฑบาต ให้อุ้มบาตรด้วยมือฃวา หันปากบาตรแนบลำตัว บริเวณอกขวา ๒. พอเดินลงบิณฑบาต ให้อุ้มด้วยมือสองช้าง จะยังไม่รับบาตร จนกว่า พิธีกรจะกล่าวนิมนต์ ถ้าไม่มีพิธีกรให้ดูที่ผู้นำเป็นหลัก ๓. เมื่อบาตรเต็มให้เดินเฉียงไปช้างหน้า ๓-๕ เมตร ยื่นให้อุบาสกทั้งบาตรเลย เมื่ออุบาสกถ่ายของจากบาตรลงตะกร้าแล้ว ให้รับบาตรคืน เดินเฉียงกลับเช้าแถว ๔. บิณฑบาตเสร็จแล้ว ให้อุ้มบาตรแนบลำตัวตามเดิม การเก็บรักษาบาตร ๑. เมื่อใช้บาตรแล้วต้องล้างทำความสะอาด เช็ดให้แห้งสนิททุกครั้ง ๒. ไม่ล้างมือในบาตร ไม่เอาขยะใส่ในบาตรเพราะบาตรไม่ใช่ถังขยะ เป็นการใช้ของผิดประเภท ผิดวัตถุประสงค์ ๓. ห้ามไม่ให้เอาบาตรไปผึ่งแดด ทั้ง ๆ ที่มืนํ้าชุ่มอยู่ เช็ดให้หมาด แล้วเอาไปผึ่งแดดได้ แต่ห้ามไม่ให้ผึ่งแดดจนร้อน ๔.ไม่วางบาตรโดยไม่มีชาตั้งบาตร เว้นกรณีไม่มีฃาตั้งบาตร ให้ควํ่าบาตร ลงกับพื้น และไม่วางบาตรไว้บนที่สูง หมื่นเหม่ต่อการตกได้ง่าย เช่น บนที่สูง บนม้านั่งเล็ก ๆ บนไม้กระดานเรียบ ๕. ไม่เดินหิ้วบาตร ให้อุ้มบาตรด้วยความระมัดระวังอย่าให้ฝาบาตร หล่น ๖.ไม่วางบาตรไว้บนชองแข็ง ที่จะทำให้บาตรบุบสลาย ๗. เมื่ออุ้มบาตรอยู่ในมีอ ห้ามไม่ให้เปิดปิดประตูหน้าต่าง www.kalyanamitra.org ๔๐

การรับไทยธรรม ๑. กำ หนดคำให้พรสั้น ๆ เช่น ขอให้บุญรักษา ซอให้มีแต่ความสุข ความเจริญ ฯลฯ ๒. เตรียมตัวให้พร้อมโดยตรวจดูเครื่องนุ่งห่ม ความสะอาดของร่างกาย เช่น โกนหนวดตัดเล็บ เพื่อรักษาศรัทธาญาติโยม ๓. เดินแถวคู่โดยพร้อมเพรียงกันไปที่สเตพรับไทยธรรม ๔. ฃึ้นสเตทด้วยความเป็นระเบียบ ๕. กราบพระประธานพร้อมเพรียงกัน (ให้ฟังพิธีกรเป็นหลัก) ๖. นั่งพับเพียบแล้วหันไปทางญาติโยม พร้อมนำใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย เตรียมรับไทยธรรมจากโยม ๗. รับไทยธรรมด้วยอาการสำรวม ไม่จ้องหน้าโยม ไม่ชะโงกหน้าไปรับ ๘. การรับประเคน ถ้าเป็นชายให้รับด้วยมือ ถ้าเป็นหญิงให้ใช้ผ้ารับ ประเคน รับด้วยอาการสำรวม การจับผ้ารับประเคน ให้ใช้นิ้วหัวแม่มืออยู่ด้าน บนนิ้วอื่น ๆ เรียงชิดติดกันอยู่ด้านล่าง ๙. เมื่อรับไทยธรรมแล้ว ให้นำไทยธรรมมาไว้ข้างตัว เพื่อเจ้าหน้าที่ จะได้นำไปเก็บด้านหลังต่อไป ๑๐. เสร็จแล้วกราบพระประธานพร้อมกัน ตั้งแถวเดินกลับ การปฏิบัติตัวเมื่ออยู่นอกวัด ๑. ห่มผ้าให้เรียบร้อยตลอดการเดินทาง ห้ามถอดจีวรออกขณะ เดินทาง ๒. ไม่เอาผ้าคลุมศรีษะ ๓. ถ้าจะหลับ ให้ดึงม่านปิดให้เรียบร้อย ๔. ไม่เอิกเกรีกเฮฮาคึกคะนอง ๕. ขณะรถจอดปัมนํ้ามัน ห้ามซื้อของเอง เช่น ปานะต่างๆ ยกเว้น ทางส่วนกลางจัดซื้อให้ ^6) www.kalyanamitra.org

พระวินัย ปาราชิก ๔(อาบัติหนัก) ปาราชิก แปลว่า อาบัติยังบุคคลให้พ่าย ภิกษุผู้ต้องอาบัตินี้ จะต้องขาดจากความเป็นภิกษุทันที เปรียบเหมือนบุรุษทีรษะขาด มือยู่ ๔ สิกขาบท คือ ๑. ภิกษุเสพเมถุน ต้องปาราชิก ๒. ภิกษุถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ด้วยอาการแห่งขโมย ได้ราคา ๕ มาสก ต้องปาราชิก ๓. ภิกษุแกล้งฆ่ามนุษย์ให้ตาย หรือแสวงหาอาวุธให้ผู้อื่นฆ่า หรือ พรรณาคณแห่งความตาย หรือชักชวนให้ผ้อื่นไปตายสำเร็จ ต้องปาราชิก ๔,. 1ภิกษ!ุอวด'อุตนรี้ืมน,ุสธโร!รม,Lคือ ธรrรมอIัrน,ยงหขอ่งมแนุ.ษย่ ทเม่1,มฯ ในตน ต้องปาราชิก www.kalyanamitra.org ๔๒

สืงฆาทิเสส ๑ท สังฆาทิเสส เป็นอาบัติที่ภิกษุผู้ต้องแล้ว ต้องอยู่กรรมจึงจะพ้น มีอยู่ ๑๓ สิกขาบท คือ ๑. ภิกษุแกล้งทำให้นํ้าอสุจิเคลื่อน ต้องสังฆาทิเสส ๒. ภิกษุมีความกำหนัด จับต้องกายหญิง ต้องสังฆาทิเสส ๓. ภิกษุมีความกำหนัดอยู่ พูดเกี้ยวหญิง ต้องสังฆาทิเสส ๔. ภิกษุมีความกำหนัดอยู่ พูดล่อให้หญิงบำเรอตนด้วยกามต้อง สังฆาทิเสส ๕. ภิกษุจักลื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน ต้องสังฆาทิเสส ๖.ภิกษุสร้างกุฎีทิต้องก่อและโบกด้วยปูนหรือดิน ซึ่งไม่มีใครเป็นเจ้าของ จำ เพาะเป็นที่อยู่ของตน ต้องทำให้ได้ประมาณ และต้องให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน ถ้าไม่ให้สงฆ์แสดงที่ให้ก็ดี ทำ เกินประมาณก็ดี ต้องสังฆาทิเสส ๗. ถ้าที่อยู่ที่จะสร้างขึ้นนั้นมีทายกเป็นเจ้าของ ทำ ให้เกินประมาณนั้น ได้ แต่ต้องให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน ถ้าไม่ให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน ต้องสังฆาทิเสส ๘. ภิกษุโกรธเคือง แกล้งโจษภิกษุอืนด้วยอาบัติปาราชิกไม่มีมูล ต้อง สังฆาทิเสส ๙.ภิกษุโกรธเคือง แกล้งหาเสสโจษภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิกไม่มีมูล ต้องสังฆาทิเสส ๑๐. ภิกษุพากเพียรเพือจะทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ภิกษุอื่น ห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละฃ้อที่ประพฤตินั้นเสีย ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส ๑๑ ภิกษุประพฤติตามภิกษุผู้ทำสายสงฆ์นั้น ภิกษุอื่นห้ามไม'ฟัง สงฆ์ สวดกรรมเพื่อให้สะข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส ๑๒. ภิกษุว่ายากสอนยาก ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรม เพื่อจะ ให้ละข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส ๑๓. ภิกษุประทุษร้ายตระกูล ประจบคฤหัสถ์ สงฆ์ไล่เสียจากวัด กสับ ว่าติเตียนสงฆ์ ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรม เพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่สะ ต้องสังฆาทิเสส ๔ฅ www.kalyanamitra.org

อนยต ๒ ๑. ภิกษุนั่งในที่ลับตากับหญิงสองต่อสอง ถ้ามีคนที่ควรเชื่อได้ มาพูดขึ้นด้วยธรรม ๓ อย่าง คือ ปาราชิกหรือสังฆาทิเสสหรือปาจิตตีย์ อย่างใด อย่างหนึ่งภิกษุรับอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้นหรือเขาว่าจำเพาะธรรมอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้น ๒. ภิกษุนั่งในที่ลับหูกับหญิงสองต่อสอง ถ้ามีคนที่ควรเชื่อได้ มาพูดขึ้นด้วยธรรม ๒ อย่าง คือ สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ภิกษุรับอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้นหรือเขาว่าจำเพาะธรรมอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้น นิสสัคคิยปาจิตตีย์ 61๐ แปงเป็น ๓ วรรค ๆ ละ ๑๐ สิกขาบท จีรวรรคที่ ๑ ๑. ภิกษุทรงอติเรกจีวรได้เพียง ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง ถ้าล่วง ๑๐ วันไป ต้องนิสสัคคืยปาจิตตีย์ ๒. ภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้คืนหนึ่ง ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ได้สมมติ ๓. ถ้าผ้าเกิดขึ้นแก่ภิกษุๆ ประสงค์จะทำจีวรแต่ยังไม่พอ ถ้ามีที่หวังว่าจะได้มาอีก พึงเก็บผ้านั้นไว้ได้เพียงเดือนหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเก็บไว้ให้เกินเดือนหนึ่งไป แม้ถึงยังมีที่หวังว่าจะได้อยู่ ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๔. ภิกษุใช้นางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ ให้ชักก็ดี ให้ย้อมก็ดี ให้ทุบก็ดื ซึ่งจีวรเก่า ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๕. ภิกษุรับจีวรแต่มือนางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ เว้นไว้แต่แลกเปลี่ยนกัน ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๖. ภิกษุขอจีวรต่อคฤหัสถ์ผู้ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา ได้มา ต้องนิสสัคคืยปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่มีสมัยที่จะขอจีวรได้ คือเวลาภิกษุมีจีวร อันโจรลักไปหรือมีจีวรอันฉิบหายเสีย ๗.ในสมัยเช่นนั้น จะขอเขาได้ก็เพียงผ็านุ่งผ้าห่มเท่านั้น ถ้าขอ ให้เกินกว่านั้นได้มา ต้องนิสสัคคืยปาจิตตีย์ www.kalyanamitra.org

๘i.. ถ้าคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่ปวารณาเขาจะถวาย จีวรแก่ภิกษุ ชื่อนี้ ภิกษุนี้นทราบดวามแล้วเข้า ไปพูดให้เขาถวาย จีวรอย่างนี้นอย่างนี้ที่มีราคา แพงกว่าดีกว่าที่เขากำหนดไว้เดิมได้มา ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๙. ถ้าคฤหัสถ์ผู้จะถวายจีวรแก่ภิกษุมีหลายคน แต่เขาไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่ปวารณา ภิกษุไปพูดให้เซารวมทุนเข้าเป็นอันเดียวกัน ให้เอจีวรที่ แพงกว่าดีกว่าที่เขากำหนดไว้เดิมได้มา ต้องนิสสัคคิยปาจีตตีย์ ๑๐.ถ้าใครๆ นำ ทรัพย์มาเพื่อค่าจีวรแล้วถามภิกษุว่า ใครเป็นไวยาวัจกร ซองเธอ ถ้าภิกษุต้องการจีวร ก็ พึงแสดงคนวัดหรืออุบาสกว่า ผู้นี้เป็นไวยาวัจกรชองภิกษุทั้งหลาย ครั้นเขามอบหมายไวยาวัจกรนั้นแล้ว สั่งภิกษุว'า ถ้าต้องการจีวร ให้เข้าไปหาไวยาวัจกร ภิกษุนั้นพึง เข้าไปหาเขา แล้วทวงว่า เราต้องการจีวรดังนี้!ด้ ๓ ครั้ง ถ้าไม่ได้จีวร ไปยืนแต่พอเขาเห็นได้ ๖ ครั้ง ถ้าไม่ได้ ขืนทวงเกิน ๓ ครั้ง ยืนเกิน ๖ ครั้ง ได้มา ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ ถ้าไปทวงและยืนครบกำหนดแล้วไม่ได้จีวร จำ เป็นต้องไปบอกเจ้าของเดิมว่า ของนั้นไม่สำเร็จประโยชน์แก่ตน ให้เขาเรืยกเอาของเขาคืนมาเสีย โกสิยวรรคที่ ๒ ภิกษุต้องนิสสัคคืยปาจิตตีย์ เมื่อ ๑. หล่อล้นถัตด้วยขนเจียมเจือด้วยไหม ๒. หล่อล้ตถัตด้วยขนเจียมดำล้วน ๓. จะหล่อล้นถัตใหม่ พึงใช้ขนเจียมดำ ๒ ส่วน ขนเจียมขาวส่วนหนึ่ง ขนเจียมแดงส่วนหนึ่ง ถ้าใช้ขนเจียมดำให้เกิน ๒ ส่วนขึ้นไป ต้องนิสล้คคืยปาจิตตีย์ ๔. หล่อล้นถ้ตใหม่แล้ว พึงใช้ให้ได้ ๖ ปี ถ้ายังไม่ถึง ๖ ปีหล่อใหม่ ต้องนิสล้คคิยปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ได้สมมติ ๕. จะหล่อล้นกัต พึงตัดเอาล้นถัตเกำคืบหนึ่งโดยรอบมา ปนลงในล้นถัตที่หล่อใหม่ เพื่อจะทำให้เสียสี ถ้าไม่ทำดังนี้ ต้องนิสล้คคืยปาจิตตีย์ ๖. เดินทางไกส ถ้ามีใครถวายขนเจียมหรือให้สาง ต้องการก็รับได้ ถ้าไม่มีใครนำมา นำ มาได้เพียง ๓ โยชน์ ถ้าให้เกิน ๓ โยชน์ไปต้อง นิสล้คคืยปาจิตตีย์ (&C& www.kalyanamitra.org

๗. ใช้นางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติให้ซัก ให้ย้อมหรือให้สาง ซึ่งขนเจียม ๘. รับเองหรือใช้ให้ผู้อื่นรับซึ่งทองและเงิน หรือยินดีทอง และเงินที่เขาเก็บไว้เพื่อตน ๙. ทำ การชื้อขายด้วยรูปิยะ คือของที่เขาใช้เป็นทองและเงิน ๑๐. แลกเปลี่ยนสิ่งของกับคฤหัสถ์ ป้ตตวรรคที่ ฅ ภิกษุต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เมื่อ ๑. บาตรนอกจากบาตรอธิษฐาน เรืยกอติเรกบาตร อติเรกบาตรนั้น /ไกษุเกบไว้ไตเทเยง ๑0 วนเปนอยางยง กาใหสวง ๑0 วันไป ๒. มีบาตรร้าวยังไม่ถึง ๑0 นิ้ว ขอบาตรใหม่แต่คฤหัสถ์ ที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณาได้มา ๓. ภิกษุรับประเคน๓สัชทั้ง ๕ ข้อ คือ เนยใส เนยข้น นิ้ามัน นํ้าผึ้ง นิ้าอ้อย แล้วเก็บไว้ฉันได้เพียง ๗ วันเป็นอย่างยิ่ง ถ้าให้ล่วง ๗ วันไป ๔. เมื่อฤดูร้อนยังเหลืออยู่อีก ๑ เดือน คือตั้งแต่แรม ๑ คํ่า เดือน ๗ จึงแสวงหาผ้าอาบนิ้าฝนได้ เมื่อฤดูร้อนเหลืออยู่อีกกึ่งเดือน คือตั้งแต่ชื้น ๑ คํ่า เดือน ๘ จึงทำนุ่งได้ ถ้าแสวงหาหรือทำนุ่งให้ลํ้ากว่า กำ หนดนั้นเข้ามา ๕. ให้จีวรภิกษุแก่ภิกษุอื่นแล้ว โกรธชิงเอาคืนมาเองหรือใช้ให้ ผู้อื่นชิงเอามา ๖. ภิกษุขอด้ายแต่คฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่ปวารณา เอามาให้ช่างหูก ทอเป็นจีวร ๗. ถ้าคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณาสั่งให้ช่างหูกทอจีวร เพื่อจะ ถวายแก่ภิกษุ ถ้าภิกษุไปกำหนดให้เขาทำให้ดีชื้นด้วยจะให้รางวัลแก่เขา ๘. ถ้าอีก ๑0 วันจะถึงวันปวารณา คือ ตั้งแต่ชื้น ๖ คํ่า เดือน ๑๑ ถ้าทายกรีบจะถวายผ้าจำนำพรรษา ก็รับเก็บไว้ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เกินกาลจีวรไป (กาลจีวรนั้น ดังนิ้ ถ้าจำพรรษาแล้วไม่ได้กรานกฐิน นับแต่วันปวารณาไป เดือนหนึ่ง คือตั้งแต่แรม ๑ คํ่า เดือน ๑๑ ถึงกลางเดือน ๑๒ ถ้าได้ กรานกฐิน นับต่อไปอีก ๔ เดือน ถึงกลางเดือน ๔ ) www.kalyanamitra.org ๔๖

๙. ภิกษุจำพรรษาในเสนาสนะป่าซึ่งเป็นที่เปลี่ยว ออกพรรษาแล้ว อยากจะเก็บไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งไว้ในบ้าน เมื่อมีเหตุก็เก็บรักษาไว้ได้เพียง ๖ คืนเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเก็บไว้ให้เกิน ๖ คืนไป ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ได้สมมติ ๑๐. ภิกษุรู้อยู่ และน้อมลาภที่เขาจะถวายสงฆ์มาเพื่อตน ปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบท มุสาวาทวรรคที่ ๑ มี ๑๐ สิกขาบท ๑. พูดปด ต้องปาจิตตีย์ ๒. ด่าภิกษุ ต้องปาจิตตีย์ ๓. ส่อเสียดภิกษุ ต้องปาจิตตีย์ ๔. ภิกษุสอนธรรมแก่อนุปสัมบัน ถ้าว่าพร้อมกัน ต้องปาจิตตีย์ ๕. ภิกษุนอนในที่มุงที่บังอันเดียวกันกับอนุปสัมบัน เกิน ๓ คืน ขึ้นไป ต้องปาจิตตีย์ ๖. ภิกษุนอนในที่มุงที่บังอันเดียวกันกับผู้หญิง แม้ในคืนแรก ต้องปาจิตตีย์ ๗. ภิกษุแสดงธรรมแก่ผู้หญิง เกินกว่า ๖ คำ ขึ้นไป ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่มีบุรุษผู้รู้เดียงสา (รู้ผิด รู้ชอบ) อยู่ด้วย ๘. ภิกษุบอกอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริง แก'อนุปสัมบัน ต้องปาจิตตีย์ ๙. ภิกษุบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่นแก่อนุปสัมบัน ต้องปาจิตตีย์ ๑๐. ภิกษุขุดเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นขุดก็ดี ซึ่งแผ่นดิน ต้องปาจิตตีย์ ภูตคามวรรคที่๒มี®อสิกขาบท ๑. ภิกษุพรากของเขียวซึ่งเกิดอยู่กับที่ ให้หลุดจากที่ ต้องปาจิตตีย์ ๒. ภิกษุประพฤติอนาจาร สงฆ์เรียกตัวมาถาม แกล้งพูดกลบเกลื่อนก็ดี นิ่งเสียไม่พูดก็ดี ถ้าสงฆ์สวดประกาศข้อความนั้นจบ ต้องปาจิตตีย์ ๓. ภิกษุติเตียนภิกษุอื่นที่สงฆ์สมมติ ให้เป็นผู้ทำการสงฆ์ ถ้าเธอทำ โดยชอบ ติเตียนเปล่าๆ ต้องปาจิตตีย์ ๔๗ www.kalyanamitra.org

๔. ภิกษุเอาเตียง ตั่ง ฟูก เก้าอี้ ของสงฆ!ปตั้งในที่แจ้งแล้ว เมื่อหลีก ไปจากที่นั้น ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ใช้ให้ผู้อื่นเก็บก็ดี ไม่มอบหมายแก่ผู้อื่นก็ดี ต้อง ปาจิตตีย์ ๕. ภิกษุเอาที่นอนของสงฆ์ปูนอนในกุฎีสงฆ์แล้ว เมื่อหลีกไป จากที่นั้น ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ใช้ให้ผู้อื่นเก็บก็ดี ไม่มอบหมายแก่ผู้อื่นก็ดี ต้องปาจิตตีย์ ๖. ภิกษุรู้อยู่ว่า กุฎีนี้มีผู้อยู่ก่อน แกล้งไปนอนเบียด ด้วยหวัง จะให้ผู้อยู่ก่อนคับแคบใจเข้าก็จะหลีกไปเอง ต้องปาจิตตีย์ ๗. ภิกษุโกรธเคืองภิกษุอื่น ฉุดคร่าไล่ออกจากกุฎีสงฆ์ ต้องปาจิตตีย์ ๘.ภิกษุนั่งทับก็ดี นอนทับก็ดี บนเตียงก็ดี บนตั่งก็ดี อันมีเท้าไม่ได้ตรึง ให้แน่น ซึ่งเซาวางไว้บนร่างร้านที่เขาเก็บของในกุฎี ต้องปาจิตตีย์ ๙. ภิกษุจะเอาดินหรือปูนโบกหลังคากุฎี พึงโบกได้แต่เพียง ๓ ชั้น ถ้าโบกเกินกว่านั้น ต้องปาจิตตีย์ ๑๐. ภิกษุรู้อยู่ว่า นํ้ามีตัวสัตว์ เอารดหญ้าหรือดิน ต้องปาจิตตีย์ โอวาทวรรคที่ ฅมี®๐ สิกขาบท ๑. ภิกษุที่สงฆ์ไม่ได้สมมติ สั่งสอนนางภิกษุณี ต้องปาจิตตีย์. ๒. แม้ภิกษุที่สงฆ์สมมติแล้ว ตั้งแต่อาทิตย์ตกแล้วไป สอนนางภิกษุณี ต้องปาจิตตีย์. ๓. ภิกษุเข้าไปสอนนางภิกษุณีถึงในที่อยู่ ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้ แต่นางภิกษุณีเจ็บ. ๔. ภิกษุติเตียนภิกษุอื่นว่า สอนนางภิกษุณีเพราะเห็นแก่ลาภต้อง ปาจิตตีย์. ๕. ภิกษุให้จีวรแก่นางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่แลกเปลี่ยนกัน. ๖. ภิกษุเย็บจีวรของนางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติก็ดิ ใช้ให้ผู้อื่นเย็บก็ดี ต้องปาจิตตีย์. ๗. ภิกษุชวนนางภิกษุณีเดินทางด้วยกัน แม้สินระยะบ้านหนึ่งต้อง ปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ทางเปลี่ยว. www.kalyanamitra.org rmnntm ๕๘

๘. ภิกษุชวนนางภิกษุณีลงเรือลำเดียวกัน ฃึ้นนํ้าก็ดี ล่องนํ้าก็ดี ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ข้ามฟาก. ๙.ภิกษุรู้อยู่ฉันของเคี้ยวของฉัน ที่นางภิกษุณีบังคับให้คฤหัสถ์เขาถวาย ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่คฤหัสถ์เขาเริ่มไว้ก่อน. ๑๐. ภิกษุนั่งก็ดี นอนก็ดี ในที่ลับสองต่อสอง กับนางภิกษุณี ต้องปาจิตตีย์. โภชนวรรคที่ ๔ มี ๑๐ สิกขาบท ๑. อาหารในโรงทานที่ทั่วไปไม่นิยมบุคคล ภิกษุไม่เจ็บไข้ ฉันได้ แต่เฉพาะวันเดียวแล้ว ต้องหยุดเสียในระหว่าง ต่อไปจึงฉันได้อีก ถ้าฉันติดๆกัน ตั้งแต่สองวันขึ้นไป ต้องปาจิตตีย์. ๒. ถ้าทายกเขามานิมนต์ ออกชื่อโภชนะทั้ง ๕ อย่าง คือ ข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าไปรับของนั้นมาหรือฉันของนั้น พร้อมกันตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่สมัย คือ เป็นไข้อย่าง ๑ หน้าจีวรกาลอย่าง ๑ เวลาทำจีวรอย่าง ๑ เดินทางไกลอย่าง ๑ ไปทางเรืออย่าง ๑ อยู่มากด้วยกันบิณฑบาตไม่พอฉันอย่าง ๑ โภชนะเป็นของสมณะอย่าง ๑ ๓.ภิกษุรับนิมนต์แห่งหนึ่ง ด้วยโภชนะทั้ง ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้ว ไม่ไปฉันในที่นิมนต์นั้น ไปฉันเสียที่อื่น ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ยกส่วนที่รับ นิมนต์ไว้ก่อนนั้นให้แก่ภิกษุอื่นเสีย หรือหน้าจีวรกาลและเวลาทำจีวร ๔. ภิกษุเข้าไปบิณฑบาตในบ้าน ทายกเขาเอาขนมมาถวายเป็นอันมาก จะรับได้เป็นอย่างมากเพียง ๓ บาตรเท่านั้น ถ้ารับให้เกินกว่านั้น ต้องปาจิตตีย์ ของที่รับมามากเช่นนั้น ต้องแบ่งให้ภิกษุอื่น ๕.ภิกษุฉันค้างอยู่ มีผู้เอาโภชนะทั้ง ๕อย่างใดอย่างหนึ่งเข้า มาประเคน ห้ามเสียแล้ว ลุกจากที่นั่งนั้นแล้ว ฉันของเคี้ยวของฉันซึ่งไม่เป็นเดนภิกษุไข้ หรือ ไม่ได้ทำวินัยกรรม ต้องปาจิตตีย์ ๖. ภิกษุรู้อยู่ว่า ภิกษุอื่นห้ามข้าวแล้ว [ ตามสิกขาบทหลัง ] คิดจะยกโทษเธอ แกล้งเอาของเคี้ยวของฉันที่ไม่เป็นเดนภิกษุไข้ ไปล่อ ให้เธอฉันถ้าเธอฉันแล้ว ต้องปาจิตตีย์ ๔๙ www.kalyanamitra.org

๗. ภิกษุฉันของเคี้ยวของฉันที่เป็นอาหารในเวลาวิกาล คือ ตั้งแต่ เที่ยงแล้วไปจนถึงวันใหม่ ต้องปาจิตตีย์ ๘. ภิกษุฉันของเคี้ยวของฉันที่เป็นอาหารซึ่งรับประเคนไว้ค้างคืน ต้องปาจิตตีย์ ๙. ภิกษุขอโภชนะอันประณีต คือ ข้าวสุก ระคนด้วยเนยใส เนยข้น นํ้ามัน นํ้าส์ง นํ้าอ้อย ปลา เนื้อ นมสด นมส้ม ต่อคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาตี ไม่ใช่ ปวารณาเอามาฉัน ต้องปาจิตตีย์ ๑๐. ภิกษุกลืนกินอาหารที่ไม่มีผู้ให้ คือ ยังไม่ได้รับประเคน ให้ ล่วงทวารปากเข้าไป ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่นํ้าและไม้สีฟัน อเจลกวรรคที่๔มี®๐สิกขาบท ๑. ภิกษุให้ของเคี้ยวของฉันแก่นักบวชนอกศาสนาด้วยมือตน ต้อง ปาจิตตีย์ ๒. ภิกษุชวนภิกษุอื่นไปเที่ยวบิณฑบาตด้วยกัน หวังจะประพฤติ อนาจาร ไล่เธอกลับมาเสีย ต้องปาจิตตีย์ ๓. ภิกษุสำเร็จการนั่งแทรกแซง ในสกุลที่กำลังบริโภคอาหารอยู่ ต้องปาจิตตีย์ ๔. ภิกษุนั่งอยู่ห้องกับผู้หญิง ไม่มืผู้ชายอยู่เป็นเพื่อน ต้องปาจิตตีย์ ๕. ภิกษุนั่งในที่แจ้งกับผู้หญิงสองต่อสอง ต้องปาจิตตีย์ ๖. ภิกษุรับนิมนต์ด้วยโภชนะทั้ง๕ แล้วจะไปในที่อื่นจากที่นิมนต์นั้น ในเวลาก่อน ฉันก็ดี ฉันกลับมาแล้วก็ดี ต้องลาภิกษุที่มือยู่ในวัดก่อน จึงจะไปได้ ถ้าไม่ลาก่อนเที่ยวไป ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่สมัย คือจีวรกาลและเวลาทำจีวร. ๗. ถ้าเขาปวารณาด้วยปัจจัยสีเพียง ๓ เดือน พึงขอเขาได้เพียง กำ หนดนั้นเท่านั้น ถ้าขอให้เกินกว่ากำหนดนั้นไป ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ เขาปวารณาอีก หรือปวารณาเป็นนิตย์. ๘. ภิกษุไปดูกระบวนทัพที่เขายกไปเพื่อจะรบกัน ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่มืเหต www.kalyanamitra.org ๖๐

๙. ถ้าเหตุที่ต้องไปมีอยู่ พึงไปอยู่ได้ในกองทัพเพียง ๓ วัน ถ้าอยู่ให้ เกินกว่ากำหนดนั้น ต้องปาจิตตีย์ ๑๐. ในเวลาที่อยู่ในกองทัพตามกำหนดนั้น ถ้าไปดูเขารบกันก็ดี หรือ ดูเขาตรวจพลก็ดี ดูเขาจัดกระบวนทัพก็ดี ดูหมู่เสนาที่จัดเป็นกระบวน แล้วก็ดี ต้องปาจิตตีย์ สุราปานวรรคที ๖ มี ๑๐ สิกขาบท ๑. ภิกษุดื่มนํ้าเมา ต้องปาจิตตีย์ ๒. ภิกษุจี้ภิกษุ ต้องปาจิตตีย์ ๓. ภิกษุว่ายนํ้าเล่น ต้องปาจิตตีย์ ๔. ภิกษุแสดงความไม่เอื้อเฟือในวินัย ต้องปาจิตตีย์ ๕. ภิกษุหลอนภิกษุให้กลัวผี ต้องปาจิตตีย์ ๖.ภิกษุไม่เป็นไข้ ติดไฟให้เป็นเปลวเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นติดก็ดีเพื่อจะผิง ต้องปาจิตตีย์ ติดเพื่อเหตุอื่น ไม่เป็นอาบัติ ๗. ภิกษุอยู่ในมัชฌิมประเทศ คือ จังหวัดกลางแห่งประเทศอินเดีย ๑๕ วันจึงอาบนํ้าได้หนหนึ่ง ถ้าไม่ถึง ๑๕ วันอาบนํ้า ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ มีเหตุจำเป็น ในปัจจันตประเทศๆ เช่นประเทศเราอาบนํ้าได้เป็นนิตย์ไม่เป็นอาบัติ ๘. ภิกษุได้จีวรใหม่มา ต้องพินทุด้วยสี ๓ อย่าง คือ เขียวคราม โคลน ดำ คลํ้า อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน จึงนุ่งห่มได้ ถ้าไม่ทำพินทุก่อนแล้วนุ่งห่ม ต้องปาจิตตีย์ ๙. ภิกษุวิกัปจีวรแก่ภิกษุหรือสามเณรแล้ว ผู้รับยังไม่ได้ถอน นุ่งห่มจีวรนั้น ต้องปาจิตตีย์. ๑๐. ภิกษุช่อนบริขาร คือ บาตร จีวร ผ้าปูนั่ง กล่องเข็มประคดเอว สิงใดสิงหนึ่ง ของภิกษุอื่น ด้วยคิดว่าจะล้อเล่น ต้องปาจีตตีย์ ๖๑ www.kalyanamitra.org

สัปปาณวรรคที่ ๗ มี ๑๐ สิกขาบท ๑. ภิกษุแกล้งฆ่าสัตว์ดิรัจฉาน ต้องปาจิตตีย์ ๒. ภิกษุรู้อยู่ว่า นํ้ามีตัวสัตว์ บริโภคนํ้านั้น ต้องปาจิตตีย์ ๓.ภิกษุรู้อยู่ว่า อธิกรณ์นี้สงฆ์ทำแล้วโดยชอบ เลิกถอนเสีย กลับทำใหม่ ต้องปาจิตตีย์ ๔. ภิกษุเอยู่ แกล้งปกปิดอาบัตีชั่วหยาบของภิกษุอื่น ต้องปาจิตตีย์ ๕. ภิกษุรู้อยู่เป็นอุปัชฌายะอุปสมบทกุลบุตรผู้มีอายุหย่อนกว่า ๒๐ ปี ต้องปาจิตตีย์ ๖.ภิกษุรู้อยู่ ชวนพ่อค้าผู้ช่อ'นภาษีเดินทางด้วยกัน แม้ลิใแระยะบ้านหนึ่ง ต้องปาจิตตีย์ ๗.ภิกษุชวนผู้หญิงเดินทางด้วยกัน แม้สินระยะบ้านหนึ่ง ต้อง ปาจิตตีย์ ๘. ภิกษุกล่าวคัดค้านธรรมเทศนาขอพระ'พุทธเจ้า ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดประกาศข้อความนั้นจบ ต้องปาจิตตีย์ ๙. ภิกษุคบภิกษุเช่นนั้น คือ ร่วมกินก็ดี ร่วมอุโบสถสังฆกรรมก็ดิ ร่วมนอนก็ดี ต้องปาจิตตีย์ ๑๐. ภิกษุเกลี้ยกล่อมสามเณรที่ภิกษุอื่นให้ฉิบหายแล้ว เพราะโทษ ที่กล่าวคัดค้านธรรมเทคนาซองพระพุทธเจ้า ให้เป็นผู้อุปัฏฐากก็ดิ ร่วมกินก็ดี ร่วมนอนก็ดี ต้องปาจิตตีย์ สหธรรมิกวรรคที่ ๘ มี ๑๒ สิกขาบท ๑. ภิกษุประพฤติอนาจาร ภิกษุอื่นตักเตือน พูดผัดเพียนว่ายังไม่ได้ ถามทำนผู้รู้ก่อน ข้าพเจ้าจักไม่คืกษาในสิกขาบทนี ต้องปาจิตตีย์ ธรรมดาภิกษุ ผู้คืกษายังไม่รู้สิ่งใด ควรจะรู้สิ่งนั้น ควรไต่ถามไล่เสียงทำนผู้รู้ ๒. ภิกษุอื่นทํองปาติโมกข์อยู่ ภิกษุแกล้งพูดให้เธอคลาย อุตสาหะต้องปาจิตตีย์. ๓. ภิกษุต้องอาบัติแล้วแกล้งพูดว่า ข้าพเจ้าพึ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า ข้อนี้มาในพระปาติโมกข์ ถ้าภิกษุอื่นรู้อยู่ว่า เธอเคยรู้มาก่อนแล้วแต่ แกล้งพูดกันเขาว่า 'พึงสวดประกาศความข้อ'นัน เมือสงฆ์สวดประกาศแล้ว แกล้งทำไม่รู้อีก ต้องปาจิตตีย์. www.kalyanamitra.org ๖๒

๔. ภิกษุโกรธ ให้ประหาร(ทุบตี ซกต่อย)ภิกษุอื่น ต้องปาจิตตีย์ ๕. ภิกษุโกรธ เงื้อมือดุจให้ประหาร(ทำท่าจะทุบตี ชกต่อย)แก่ภิกษุอื่น ต้องปาจิตตีย์ ๖. ภิกษุโจทก์ฟ้องภิกษุอื่น ด้วยอาบัติสังฆาทิเสสไม่มืมูล ต้องปาจิตตีย์ ๗. ภิกษุแกล้งก่อความรำคาญให้เกิดแก่ภิกษุอื่น ต้องปาจิตตีย์ ๘. เมื่อภิกษุวิวาทกันอยู่ ภิกษุไปแอบฟังความ เพื่อจะได้รู้ว่า เขาว่า อะไรตนหรือพวกของตน ต้องปาจิตตีย์ ๙. ภิกษุให้ฉันทะ คือความยอมให้ทำสังฆกรรมที่เป็นธรรม แล้ว ภายหลังกลับติเตียนสงฆ์ผู้ทำกรรมนั้น ต้องปาจิตตีย์ ๑๐. เมื่อสงฆ์กำลังประชุมกันตัดสินข้อความข้อหนึ่ง ภิกษุใดอยู่ในที่ ประชุมนั้น จะหลีกไปในขณะที่ตัดสินข้อนั้นยังไม่เสร็จ ไม'ให้ฉันทะก่อนลุกไปเลีย ต้องปาจิตตีย์ ๑๑. ภิกษุพร้อมกับสงฆ์ให้จีวรเป็นบำเหน็จ แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งแล้ว ภายหลังกลับตีเตียนภิกษุอื่นว่า ให้เพราะเห็นแก่หน้ากัน ต้องปาจีตตีย์ ๑๒. ภิกษุรู้อยู่น้อมลาภที่ทายก เขาตั้งใจจะถวายสงฆ์ มาเพื่อบุคคส ต้องปาจีตตีย์ รตนวรรคที่ ๙ มี ๑๐ สิกขาบท ๑. ภิกษุไม่ได้รับอนุญาตก่อน เข้าไปในห้องที่พระเจ้าแผ่นดิน เสด็จอยู่กับพระมเหสี ต้องปาจิตตีย์ ๒. ภิกษุเห็นเครื่องบริโภคของคฤหัสถ์ตกอยู่ ถือเอาเป็นของเก็บได้ เองก็ดิ ให้ผู้อื่นถือเอาก็ดี ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ของนั้นตกอยู่ในวัด หรือใน ที่อาสัย ต้องเก็บไว้ให้แก่เจ้าของ ถ้าไม่เก็บต้องทุกกฎ ๓. ภิกษุไม่บอกลาภิกษุอื่นที่มือยู่ในวัดก่อน เข้าไปบ้านในเวลาวิกาล ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่การด่วน ๔. ภิกษุทำกล่องเข็ม ด้วยกระดูกก็ดี ด้วยงาก็ดี ด้วยเขาก็ดิ ต้องปาจิตตีย์ ต้องต่อยกล่องนั้นเลียก่อน จึงแสดงอาบัติตก ๕. ภิกษุทำเตียงหรือตั่ง พึงทำให้มีเท้าเพียง ๘ นิ้วพระสุคต เว้นไว้แต่ ๖ฅ www.kalyanamitra.org

แม่แคร่ ถ้าทำให้เกินกำหนดนี้ ต้องปาจิตตีย์ ต้องตัดให้ได้ประมาณเสียก่อน จึงแสดงอาบัติตก ๖. ภิกษุทำเตียงหรือตั่งหุ้มนุ่น ต้องปาจิตตีย์ ต้องรื้อเสียก่อน จึงแสดง อาบัติตก ๗. ภิกษุทำผ้าปูนั่ง พึงทำให้ได้ประมาณ ประมาณนั้นยาว ๒ คืบพระสุคต กว้างคืบครึ่ง ชายคืบหนึ่ง ถ้าทำให้เกินกำหนดนี้ ต้องปาจิตตีย์ ต้องตัดให้ได้ประมาณเสียก่อน จึงแสดงอาบัติตก ๘. ภิกษุทำผ้าปิดแผล พึงทำให้ได้ประมาณ ประมาณนั้นยาว ๔ คืบพระสุคต กว้าง ๒ คืบ ถ้าทำให้เกินกำหนดนี้ ต้องปาจิตตีย์ ต้องตัดให้ได้ ประมาณเสียก่อน จึงแสดงอาบัติตก ๙. ภิกษุทำผ้าอาบนํ้าฝน พึงทำให้ได้ประมาณ ประมาณนั้นยาว ๖ คืบพระสุคต กว้าง ๒ คืบครึ่ง ถ้าทำให้เกินกำหนดนี ต้องปาจิตตีย์ ต้องตัดให้ได้ ประมาณเสียก่อน จึงแสดงอาบัติตก ๑๐. ภิกษุทำจีวรให้เท่าจีวรพระสุคตก็ดี เกินกว่านั้นก็ดี ต้องปาจีตตีย์ ประมาณจีวรพระสุคตนัน ยาว ๙ คืบพระสุคต กว้าง ๖ คืบต้องตัดให้ได้ประมาณ เสียก่อน จึงแสดงอาบัติตก ปาฏิเทสนียะ ๔ ๑. ภิกษุรับของเคี้ยวของฉันแต่มือนางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ ด้วยมือซองตนมาบริโภค ต้องปาฏิเทสนียะ ๒. ภิกษุฉันอยู่ในที่นิมนต์ ถ้ามืนางภิกษุณีมาสั่งทายกให้เอา สิงนั้นสั่งนี้ถวาย เธอพึงไล่นางภิกษุณีนันให้ถอยไปเสีย ถ้าไม่ไล่ ต้องปาฏิเทสนิยะ. ๓. ภิกษุไม่เป็นไข้ เขาไม่ได้นิมนต์ รับของเคี้ยวของฉันในตระกูล ที่สงฆ์สมมติว่าเป็นเสขะมาบริโภค ต้องปาฏิเทสนิยะ ๙. ภิกษุอยู่ในเสนาสนะป่าเป็นที่เปลี่ยว ไม่เป็นไข้ รับของเคี้ยวของฉัน ที่ทายกไม่ได้แจ้งความให้ทราบก่อน ด้วยมือของตนมาบริโภคต้องปาฏิเทสนิยะ www.kalyanamitra.org ๖๔

เสขิยวัตร ๗๔ สิกขาบท หมวดสารูป มี ๒๖ ภิกษุพึงทำความสืกษา ๑. เราจักนุ่งผ้าให้เรียบร้อย ๒. เราจักห่มผ้าให้เรียบร้อย ๓. เราจักปกปิดกายด้วยดี เดีนไปในละแวกบ้าน ๔. เราจักปกปิดกายด้วยดี นั่งในละแวกบ้าน ๕. เราจักสำรวมกายด้วยดี เดีนไปในละแวกบ้าน ๖. เราจักสำรวมกายด้วยดี นั่งในละแวกบ้าน ๗. เราจักทอดจักษุ เดีนไปในละแวกบ้าน ๘. เราจักทอดจักษุ นั่งในละแวกบ้าน ๙. เราจักไม่เดินเวิกผ้าขึ้น ไปในละแวกบ้าน ๑๐. เราจักไม่นั่งเวิกผ้าขึ้น ไปในละแวกนั้น ๑๑. เราจักไม่เดินหัวเราะ ไปในละแวกบ้าน ๑๒. เราจักไม่นั่งหัวเราะ ในละแวกบ้าน ๑๓. เราจักไม่พูดเสียงดัง ไปในละแวกบ้าน ๑Ci. เราจักไม่พูดเสียงดัง นั่งในละแวกบ้าน ๑๕. เราจักไม่เดินโคลงกาย ไปในละแวกบ้าน ๑๖. เราจักไม่นั่งโคลงกาย ในละแวกบ้าน ๑๗. เราจักไม่เดินไกวแขน ไปในละแวกบ้าน ๑(^. เราจักไม่นั่งไกวแขน ในละแวกบ้าน ๑๙. เราจักไม่เดินสั่นศีรษะ ไปในละแวกบ้าน ๒๐. เราจักไม่นั่งสั่นศีรษะ ในละแวกบ้าน ๒๑. เราจักไม่เอามือคํ้ากาย ไปในละแวกบ้าน ๒๒. เราจักไม่เอามือคํ้ากาย ในละแวกบ้าน ๒๓. เราจักไม่คลุมศีรษะไป ในละแวกบ้าน ๒๔. เราจักไม่นั่งคลุมศีรษะ ในละแวกบ้าน ๖๔ www.kalyanamitra.org

๒๕. เราจักไม่เดินกระหย่งเท้า ไปในละแวกบ้าน ๒๖. เราจักไม่นั่งรัดเข่า ในละแวกบ้าน หมวดโภชนปฏิสังยุตที่ ๒ มี ถ๐ ภิกษุพึงทำความสืกษาว่า ๑. เราจักรับบิณฑบาตโดยเคารพ ๒. เราจักแลดูในบาตร รับบิณฑบาต ๓. เราจักรับแกงพอสมควรแก่บิณฑบาต ๔. เราจักรับบิณฑบาตเพียงเสมอขอบปากบาตร ๕. เราจักฉันบิณฑบาตโดยเคารพ ๖. เราจักแลดูในบาตรฉันบิณฑบาต ๗. เราจักไม่ฉันบิณฑบาตขุดให้แหว่ง น. เราจักฉันแกงพอสมควรแก่บิณฑบาต ๙. เราจักไม่ฉันบิณฑบาตขยุ้มแต่ยอดสงไป ๑๐. เราจักไม่กลบแกงหรือกับด้วยข้าวสุก เพราะอาด้ยอยากจะได้มาก ๑๑. ถ้าเราไม่เจ็บไข้จัก ไม่ขอแกงหรือข้าวสุก เพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน ๑๒. เราจักไม่ดูบาตรของผู้อื่นด้วยคิดจะยกโทษ ๑๓. เราจักไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่นัก ๑Ci. เราจักทำคำข้าวให้กลมกล่อม ๖๖ www.kalyanamitra.org

๑๕. เมื่อคำข้าวยังไม่ถึงปากเราจักไม่อ้าปากไว้ท่า ๑๖. เมื่อฉันอยู่เราจักไม่เอานิ้วมือสอดเข้าปาก ๑๗. เมื่อข้าวอยู่ในปากเราจักไม่พูด เราจักไม่โยนคำข้าวเข้าปาก ๑๙. เราจักไม่กัดคำข้าว ๒๐. เราจักไม่ฉันทำกระพุ้งแก้มให้ตุ่ย ๒๑. เราจักไม่ฉันพลางสะบัดมือพลาง ๒๒. เราจักไม่ฉันโปรยเมล็ดข้าวให้ตกลงในบาตร หรือในที่นั้นๆ ๒๓. เราจักไม่ฉันแลบลิ้น ๒๔. เราจักไม่ฉันดังจับๆ ๒๕. เราจักไม่ฉันดังชู้ดๆ ๒๖. เราจักไม่ฉันเลียมือ ๒๗. เราจักไม่ฉันขอดบาตร ๒๘. เราจักไม่ฉันเลียรืมสืปาก ๒๙. เราจักไม่เอามือเปีอนจับภาชนะนํ้า ๓๐. เราจักไม่เอานํ้าล้างบาตร มืเมล็ดข้าวเทในบ้าน หมวดธัมมเทสนาปฏิสังยุตที่ ฅมี ๑๖ ภิกษุพึงทำความถึกษาว่า ๑. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ มีร่มในมือ ๒. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ มีไม้พลองในมือ ๓. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ มีศัสตราในมือ ๔. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้มื อาวุธในมือ ๕. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ สวมเขียงเท้า (IrjsL/t) ๖. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ สวมรองเท้า ๗. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ไปในยาน ๘. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ อยู่บนที่นอน ๙. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ นั่งรัดเข่า ๖๗ www.kalyanamitra.org

๑๐. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ พันศีรษะ ๑๑. เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ คลุมศีรษะ ๑๒.เรานั่งอยู่บนแผ่นดินจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ นั่งบนอาสนะ ๑๓. เรานั่งบนอาสนะตํ่าจักไม่แสดงธรรมแก่คน ไม่เป็นไข้นั่งบน อาสนะสูง ๑๔. เรายืนอยู่จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ผู้นั่งอยู่ ๑๕. เราเดินไปข้างหลัง จักไม่แสดงธรรมแก่คน ไม่เป็นไข้ ผู้เดินไปข้างหน้า ๑๖. เราเดินไปนอกทางจักไม่แสดงธรรม แก่คนไม่เป็นไข้ผู้ไปในทาง หมวดปกิณกะที่ ๔ มี ฅ ภิกษุพึงทำความศีกษาว่า ๑. เราไม่เป็นไข้จักไม่ยืนถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ ๒. เราไม่เป็นไข้เราจักไม่ถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ บ้วนเขฬะ ลงใน ซองเขียว ๓. เราจักไม่เป็นไข้เราจักไม่ถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ บ้วนเขฬะลงในนํ้า www.kalyanamitra.org

อธิกรณ์ มี ๔ ๑. ความเถียงกันว่า สิงนั้นเป็นธรรมเป็นวินัย สิ่งนี้นี้ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย เรียกว่าวิวาทาธิกรณ์ ๒, ความโจทกันด้วยอาบัตินั้นๆ เรียกอนุวาทาธิกรณ์ ๓. อาบัติทั้งปวง เรียกว่า อาปัตตาธิกรณ์ ๔. กิจที่สงฆ์จะพึงทำ เรียกว่ากิจจาธิกรณ์ อธิกรณสมถะมี ๗ ธรรมเครื่องระงับอธิกรณ์ทั้ง ๔ นั้นเรียกอธิกรณสมถะมี ๗ อย่างคือ ๑. ความระงับอธิกรณ์ทั้ง ๔ นั้น ในที่พร้อมหน้าสงฆ์ ในที่พร้อม หน้าบุคคล ในที่พร้อมหน้าวัตถุ ในที่พร้อมหน้าธรรมเรียก สัมมุขาวินัย ๒.'ความที่สงฆ์สวดประกาศให้สมมุติแก่พระอรหันต์ว่า เป็นผู้มีสติเต็มที่ เพื่อจะไม่ให้ใครโจทด้วยอาบัติเรียกสติวินัย ๓. ความที่สงฆ์สวดประกาศให้สมมุติแก่ ภิกษุผู้หายเป็นบ้าแล้ว เพื่อจะไม่ให้ใศรโจทย์ ด้วยอาบัติที่เธอทำในเวลาเป็นบ้าเรียกอมูฬหวินัย ๔. ความปรับอาบัติตามปฏิญญาของจำเลย ผู้รับเป็นสัตย์ เรียกปฏิญญาตกรณะ ๕. ความตัดสินเอาตามคำของคนมากเป็นประมาณเรียกเยภุยยสิกา ๖. ความลงโทษแก่ผู้ผิดเรียกตัสสปา?เยสิกา ๗. ความให้ประนีประนอมกันทั้งสองผิาย ไม่ต้องชำระความเดิม เรียกติณวัตถารกวินัย ๖๙ www.kalyanamitra.org

วิธีการfเกสมาธิเบื้องต้น สมาธิ คือ ความสงบ สบาย และความรูสืกเป็นสุขอย่างยิ่งที่มนุษย์ สามารถสร้างขึ้น ได้ด้วยตนเอง เป็นสิงที่พระพุทธศาสนากำหนดเอาไว้เป็น ข้อควรปฏิบัติ เพื่อการดำรงชีวิตทุกวัน อย่างเป็นสุข ไม่ประมาท เต็มไปด้วยสติ สัมปชัญญะ และปัญญา อันเป็นเรื่องไม่เหลือวิสัย ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ง่ายๆ ดังวิธีปฏิบัติที่ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี (สด จนุทสโร) หลวงปู วัดปากนํ้า ภาษีเจริญ ได้เมตตาสังสอนไว้ดังนี ๑. กราบบูชาพระรัตนตรัย เป็นการเตรียมตัว เตรียมใจให้นุ่มนวลไว้ เป็นเบื้องต้น แล้วสมาทานสืล ๕ หรือ คืล ๘ เพื่อยำความมันคงในคุณธรรม ของตนเอง ๒. คุกเข่าหรือนั่งพับเพียบสบายๆ ระลึกถึงความดี ที่ได้กระทำแล้ว ในวันนี้ ในอดีต และที่ตั้งใจจะทำต่อไปในอนาคต จนราวกับว่าร่างกายทั้งหมด ประกอบขึ้นด้วยธาตุแห่งคุณงามความดีล้วนๆ ท. นั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้ของมือ ข้างขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย นั่งให้อยู่ในท่าที่พอดี ไม่ฝืนร่างกายมากจนเกินไป ไม่ถึงกับเกร็ง แต่อย่าให้หสังโค้งงอ หสับตาพอสบายคล้ายกับกำลังพักผ่อน ไม่บีบกล้ามเนิ้อตาหรือขมวดคิ้ว แล้วตั้งใจมั่น วางอารมณ์สบาย สร้างความรู้สืก ให้พร้อมทั้งกายและใจว่ากำลังจะเข้าไปส่ภาวะแห่งความสงบสบายอย่างยิง ๕. นีกกำหนดนีมิต เป็น \"ดวงแก้วกลมใส\" ขนาดเท่าแก้วตาดำ ใสบรีสุทธี้ ปราศจากรอยตำหนิใดๆ ขาวใส เย็นตาเย็นใจ ดังประกายของดวงดาว ดวงแก้วกลมใสนิ้เรียกว่า บริกรรมนีมิต นึกสบายๆ นึกเหมือนดวงแก้ว นั้นมานิ่งสนิทอยู่ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นึกไปภาวนาไปอย่างนุ่มนวล เป็นพุทธานุสติว่า \"สัมมา อะระหัง\" หรือค่อยๆ น้อมนึกดวงแก้วกลมใสให้ค่อยๆ เคลื่อนเข้าส่ศูนย์กลางกาย ตามแนวฐาน โดยเรื่มต้นตังแต่ฐาน ที่ ๑ เป็นต้นไป น้อมนึกอย่างสบายๆ ใจเย็นๆ ไปพร้อมๆ กับคำภาวนา www.kalyanamitra.org ทรมรทร*ท ๗๐

ภาพแสดงที่ดั้งจิตทั้ง ๗ ฐาน ฐานทื่ ((รั>) ปากใ)องจมก / \" ^ ชาย'))างขวา ฐานทั๋ (๒)1พลาตา I ^ญิ'' ^นที่ (m) จอมประสาท ฐานที่ (๔) ใ]องเพดาน ฐานที่ (๕) ปากใ!องลำคอ ' ฐานที่ (๗) สูนย์กลางทายที่พั้5จิตถาวร ฐานที่ (๒) สูนย์กลางกายระดับสะดีอ }๒ นี้วมือ อนึ่ง เมื่อนิมิตดวงแก้วกลมใสปรากฏแล้ว ณ กลางกาย ให้วาง อารมณ์ สบายๆ กับนิมิตนั้น จนเหมือนกับว่าดวงนิมิตเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์ หากดวง นิมิตนั้นอันตรธานหายไป ก็ไม่ต้องนึกเสียดาย ให้วางอารมณ์สบาย แล้วนึกนิมิต นั้นขนมาใหม่แทนดวงเก่า หรือเมื่อนิมิตนั้นไปปรากฏที่อื่น ที่มิใช่ศูนย์กลางกาย ให้ค่อยๆ น้อมนิมิตเข้ามาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่มิการบังคับ และเมื่อนิมิตมา หยุดสนิท ณ ศูนย์กลางกาย ให้วางสติลงไปยัง จุดศูนย์กลางของดวงนิมิต ด้วย ความรูสีกคล้ายมิดวงดาวดวงเล็กๆ อีกดวงหนึ่ง ซ้อนอยู่ตรงกลางดวงนิมิตดวง เดิม แล้วสนใจเอาใจใส่แต่ดวงเล็กๆ ตรงกลาง นั้นไปเรื่อยๆ ใจจะปรับจนหยุด ได้ถูกส่วน เกิดการตกศูนย์และเกิดดวงสว่าง ขึ้นมาแทนที่ ดวงนี้เรืยกว่า \"๑วง ธรรม หรือ \"ตวงปฐมมรรค\" อันเป็นประตู เบื้องต้นที่จะเปิดไปส่หนทางแห่ง มรรคผลนิพพาน การระลึกนึกถึงนิมิต ๗๑ www.kalyanamitra.org

ภาพแสดงที่ตั้งจิตทั้ง ๗ฐาน ฐานที่ (๑) ปาก'!เองจมูก( \\ I ซา(เ'บ้างขวา ฐานที่ (๒)ฒลาดา{ ฐานที่ (๓) จอมประสาท ® ?1 ^นที่ (๔) ปากรเองเพดาน ฐานที่ (๔) ปาก'!!องลำคอ ฐานที่ (๗)^นย์กลางกายที่สังจิฅถาวร ^pHjH^ ฐานที่ (๒) ^นย์กลางกายระดับสะดือ }๒ นิ้วมือ mV-m'I สามารถทำได้ในทุกแห่ง ทุกที่ ทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน หรือ ขณะทำภารกิจใดๆ 'ข้อแนะนำ คือ ต้องทำให้สมํ่าเสมอเป็นประจำ ทำ เรื่อยๆ ทำ อย่างสบายๆ ไม่เร่ง ไม่บังคับ ทำ ได้แค่ไหน ให้พอใจแค่นัน ซึงจะเป็นการป้องกัน มิให้เกิดความอยากจนเกินไป จนถึงกับทำให้ใจต้องสูญเสียความเป็นกลาง และเมื่อการฝึกสมาธิบังเกิดผลจนได้\"ดวงปฐมมรรค\" ที่ใสเกินใส สวยเกินสวย ติดสนิทมั่นคงอยู่ที่ศูนย์กลางกายแล้ว ให้หมันตรึกระลึกนึกถึงอยู่เสมอ อย่างนี้แล้ว ผลแห่งสมาธิจะทำให้ชีวิตดำรงอยู่บนเล้นทางแห่งความสุข ความสำเร็จและความไม่ประมาทได้ตลอดไป ทังยังจะทำให้สมาธิ ละเอียดลุ่มลึกไปตามลำดับอีกด้วย ๗๒ www.kalyanamitra.org

ขอควรระวัง ๑. อย่าใช้กำลัง คือไม่ใช้กำลังใดๆ ทั้งสิน เช่น ไม่บีบกล้ามเนื้อตา เพื่อจะให้เห็นนิมิตเร็วๆ ไม่เกร็งแขน ไม่เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง ไม่เกร็งตัว ฯลฯ เพราะการใช้กำลังตรงส่วนไหนของร่างกายก็ตามจะทำให้จิตเคลื่อนจาก ศูนย์กลางกายไปส่จุดนั้น ๒. อย่าอยากเห็น คือทำใจให้เป็นกลาง ประคองสติมิให้เผลอ จากบริกรรมภาวนาและบริกรรมนิมิต ส่วนจะเห็นนิมิตเมื่อใดนั้น อย่ากังวล ถ้าถึงเวลาแล้วย่อมเห็นเอง การบังเกิดซองดวงนิมิตนั้น อุปมาเสมือน การขนและตกของดวงอาทิตย์ เราไม่อาจจะเร่งเวลาได้ ท. อย่ากังวลถึงการกำหนดลมหายใจเช้าออก เพราะการฝึก สมาธิเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายภายใน อาตัยการนึกถึง \"อาโลกกสิณ\" คือกสิณความสว่างเป็นบาทเบื้องต้น เมื่อฝึกสมาธิจนเข้าถึงดวงปฐมมรรคแล้ว ฝึกสมาธิต่อไป ผ่านกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายรูปพรหม กายอรูปพรหม จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกาย แล้วจึงเจริญวิปัสสนาในภายหลัง ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องกำหนดลมหายใจเข้าออกแต่ประการใด ๙. เมือเลิกจากนั่งสมาธิแล้ว ให้ตังใจไว้ที่ศูนย์กลางกายที่เดียว ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด ก็ตาม เช่น ยืนก็ดี เดินก็ดี นอนก็ดี หรือนั่งก็ดี อย่าย้ายฐานที่ตั้งจิตไปไว้ที่อื่นเป็นอันขาดให้ตั้งใจ บริกรรมภาวนาพร้อมกับ นึกถึงบริกรรมนิมิตเป็นดวงแก้วใสควบคู่กันตลอดไป ๕. นิมืตต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะตัองน้อมไปตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายทั้งหมด ถ้านิมิตเกิดขึ้นแล้วหายไปก็ไม่ต้องตามหา ให้ภาวนาประคองใจต่อไปตามปกติ ในที่สุดเมื่อจิตสงบ นิมิตย่อมปรากฏขึ้นใหม่อีก การฝึกสมาธิเบื้องต้นเท่าที่กล่าวมาทั้งหมดนื้ ย่อมเป็นปัจจัย ให้เกิดความสุขได้พอสมควร เมื่อชักซ้อมปฏิบัติอยู่เสมอๆ ไม่ทอดทิ้ง จนได้ดวงปฐมมรรคแล้ว ก็ให้หมั่นประคองรักษาดวงปฐมมรรคนั้นไว้ตลอดชีวิต ดำ รงตนอยู่ในศีลธรรมอันดี ย่อมเป็นหลักประกันได้ว่า ได้ที่พึ่งของชีวิต ๗ฅ www.kalyanamitra.org

ที่ถูกต้องดีงาม ที่จะส่งผลให้เป็นผู้มีความสุข ความเจริญ ทั้งในภพชาตินี้ และภพชาติหน้า เด็กเคารพผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เมตตาเด็ก ทุกคนมีความรักใคร่ สามัคคีเป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวกัน หากสามารถแนะนำต่อๆกันไป ขยายไปยังเหส่า มนุษยชาติอย่างไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา และเผ่าพันธุ สันติสุขอันไพบูลย์ ที่ทุกคนใฝ่ฝืน ก็ย่อมบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ประโยซน์ฃองการปึกสมาธิ ๑. ผลต่อตนเอง ๑.®. ด้านสุขภาพจิต - ส่งเส่ริมให้คุณภาพของใจดีขึ้น คือ ทำ ให้จิตใจฝ่องใส สะอาด บริสุทธิ้ สงบ เยือกเย็น ปลอดโปร่ง โล่ง เบา สบาย มีความจำ และสติปัญญาดีชื้น - ส่งเสริมสมรรถภาพทางใจทำให้คิดอะไรได้รวดเร็ว ถูกต้อง และเลือกคิดแต่ในสิงที่ดีเทำนั้น ๑.๒. ด้านพัฒนาบุคลิกภาพ - ทำ ให้เป็นผู้มีบุคลิกภาพดี กระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า มีความองอาจสง่าผ่าเผย มีผิวพรรณผ่องใส - มีความมั่นคงทางอารมณ์ หนักแน่น เยือกเย็น แสะเชื่อมั่นในตนเอง - มีมนุษยสัมพันธ์ดี วางตัวได้เหมาะสมกับกาลเทศะ เป็นผู้มีเสน่ห์ เพราะไม่มักโกรธ มีความเมตตากรุณาต่อบุคคลทั่วไป ๑.ท. ด้านชีวิตประจำวัน - ช่วยให้คลายเครียดเป็นเครื่องเสริมประสิทธิภาพ ในการทำงาน และการคิกษาเส่าเรียน - ช่วยเสริมให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง เพราะร่างกายกับ จิตใจย่อมมีอิทธิพลต่อกัน ถ้าจิตใจเข้มแข็ง ย่อมเป็นภูมิต้านทานโรคไปในตัว www.kalyanamitra.org ๗๔

๑.๔. ด้านสืลธรรมจรรยา - ทำ ให้เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ เชื่อกฎแห่งกรรม สามารถ คุ้มครองตนให้พ้นจากความชั่วทั้งหลายได้ และเนื่องจากจิตใจดี จึงทำให้ ความประพฤติทางกายและวาจาดีตามไปด้วย - ทำ ให้เป็นผู้มีความมักน้อย สันโดษ รักลงบ และ มีขันติเป็นเลิศ - ทำ ให้เป็นผู้มีความเอื้อเพ้อเผื่อแผ่ เห็นประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าประโยชน์ส่วนตัว - เป็นผู้มีสัมมาคารวะ และมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ๒. ผลต่อครอบครัว ๒.๑. ทำ ให้ครอบครัวมีความสงบสุข เพราะลมาชิก ในครอบครัวเห็นประโยชน์ของการประพฤติธรรม ทุกคนตั้งมั่นอยู่ในศีล ปกครองกันด้วยธรรม เด็กเคารพผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เมตตาเด็ก ทุกคนมีความรัก ใคร่ลามัคคีเป็นนํ้าหนื่งใจเดียวกัน ๒.๒. ทำ ให้ครอบครัวมีความเจริญก้าวหน้า เพราะลมาชิก ต่างก็ทำหน้าที่ของตนโดยไม่บกพร่อง เป็นผู้มีใจคอหนักแน่น เมื่อมีปัญหา ครอบครัว หรือมีอุปสรรคอันใด ย่อมร่วมใจกันแก้ไขปัญหานั้น ให้ลุล่วงไปได้ รา. ผลต่อสังคมและประเทศชาติ ฅ.๑. ทำ ให้สังคมสงบสุข ปราศจากปัญหาอาชญากรรม และปัญหาสังคมอื่น ๆ เพราะปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นในสังคม ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการฆ่า การข่มขืน โจรผู้ร้าย การทุจรืตคอรัปชั่น ล้วนเกิดขึ้น มาจากคนที่ขาดคุณธรรม เป็นผู้ที่มีจิตใจอ่อนแอ หวั่นไหวต่ออำนาจ สิงยั่วยวนหรือกิเลสได้ง่าย ผู้ที่ฝึกลมาธิย่อมมีจิตใจเข้มแข็ง มีคุณธรรมในใจสูง ถ้าแต่ละคนในสังคมต่างฝึกฝนอบรมใจ ของตนให้หนักแน่น มั่นคง ปัญหาเหล่านั้ก็จะไม่เกิดขึ้น ส่งผลให้สังคมลงบสุขได้ ท.๒. ทำ ให้เกิดความมีระเบียบวินัย และเกิดความประหยัด ผู้ที่ฝึกใจให้ดีงามด้วยการทำสมาธิอยู่เสมอ ย่อมเป็นผู้รักความมีระเบียบวินัย รักความสะอาด มีดวามเคารพกฎหมายของบ้านเมีอง ทำ ให้บ้านเมือง ๗๕ www.kalyanamitra.org

ของเราสะอาดน่าอยู่ ไม่มีคนมักง่ายทิ้งขยะลงบนพื้นถนน จะข้ามถนน ก็เฉพาะตรงทางข้าม เป็นต้น เป็นเหตุให้ประเทศชาติไม่ต้องสินเปลืองงบประมาณ เวลาและกำลังเจ้าหน้าที่ที่จะไปไข้สำหรับแก้ปัญหาที่เกิดเน จากความ ไม่มีระเบียบ วินัยของประชาชน ฅ.ฅ. ทำ ให้สังคมเจริญก้าวหน้า เมื่อสมาชิกในสังคม มีสุขภาพจิตดี รักความเจริญก้าวหน้า มีประสิทธิภาพ ในการทำงานสูง ย่อมส่งผลให้สังคมเจริญก้าวหน้าตามไปด้วย และเมื่อมีกิจกรรมของส่วนรวม สมาชิกในสังคมก็ย่อมพร้อมที่จะลละความสุขส่วนตน ให้ความร่วมมีอ กับส่วนรวมอย่างเต็มที่ แม้มีผู้ไม่ประสงค์ดีต่อสังคม จะมายุแหย่ ให้เกิดความแตกแยกก็จะไม่เป็นผลสำเร็จเพราะสมาชิกในสังคม เป็นผู้มีจิตใจ หนักแน่น มีเหตุผล และเป็นผู้รักสงบ ๔. ผลต่อศาสนา ๔.®. ทำ ให้เข้าใจพระพุทธศาสนาไค้อย่างถูกต้อง และรู้เงถึงคุณค่าของพระพุทธคาสนา รวมทิ้งรู้เห็นด้วย ตัวเองว่า การฝึกสมาธิไม่ใช่เรื่องเหลวไหลหากแต่เป็น วิธี เดียวที่จะทำให้ พ้นทุกข์เข้าส่นิพพานได้ ๔.๒. ทำ ให้เกิดศรัทธาตั้งมั่นในพระรัตนตรัย พร้อมที่ จะเป็นทนายแก้ต่างให้กับพระพุทธคาสนา อันจะเป็นกำสังสำคัญ ในการเผยแผ่ การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องให้แพร่หลาย ไปอย่างกว้างขวาง ๔.61. เป็นการสืบอายุพระพุทธศาสนาให้เจริญ รุ่งเรืองตลอดไป เพราะตราบใดที่พุทธคาสนิกชน ยังตั้งใจปฏิบัติธรรม เจริญภาวนาอยู่ พระพุทธคาสนาก็จะเจริญรุ่งเรืองอยู่ตราบนั้น ๔.๔. จะเป็นกำสังส่งเสริมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เพราะเมื่อเข้าใจซาบซึ้งถึงประโยชน์ของการปฏิบัติธรรมด้วยตนเองแล้ว ย่อมจะชักชวนผู้อื่นให้ทำทาน รักษาคัล เจริญภาวนา ตามไปด้วย และเมื่อใด ที่ทุกคน ในสังคมตั้งใจปฏิบัติธรรม ทำ ทาน รักษาคัล และเจริญภาวนา เมื่อนั้นย่อมเป็นที่หวังได้ว่า สันติสุฃที่แท้จริง ก็จะบังเกิดขึ้นอย่างแน่นอน www.kalyanamitra.org ๗๖

แผนที่เส้นทางมาวัดพระธรรมกาย iLinue^-v IOUU \\ Uewwrfirtfl \\ igirafh* uAnumin a ihirwi \"!r i I \"'ชุะร I ill F \\ •— I aBUifiW ขออนุโมทนากับความตั้งใจ ในการฝึกฝนอบรมตนเอง และการสั่งสมบารมีของ ธรรมทายาททุก ๆ ท่าน คณะจัดทำคู่มือธรรมทายาท'๔๘ ศูนย์ฝึกอบรมพระธรรมทายาท สำ 'นักเผยแผ่ วัดพระธรรมกาย http://www.dmcly.org ๗๗ www.kalyanamitra.org

www.kalyanamitra.org


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook