Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือธรรมทายาท

คู่มือธรรมทายาท

Published by artitaya916, 2021-01-13 04:57:10

Description: หนังสิอ "คู่มือธรรมทายาท" เล่มนี้ก็เป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยให้ธรรมทายาทผู้เข้ารับการอบรมทุกท่าน สามารถเดินทางไปสู่จุดหมาย หรือถึงฟากฝังแห่งความสำเร็จ คือ การบรรลุวัตถุประสงค์ของการมาอบรมในครั้งนี้ได้อย่างถูกต้องรวดเร็วและมีประสิทธิภาพได้ฉันนั้น

Keywords: คู่มือธรรมทายาท

Search

Read the Text Version

www.kalyanamitra.org

www.kalyanamitra.org

คำ นำ แผนที่หรือเข็มทิศ เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้เราสามารถเดินทางไปส่จุดหมาย ปลายทางได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพได้ฉันใด หนังสิอ \"คู่มือธรรมทายาท\" เล่มนี้ ก็เป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยให้ ธรรมทายาท ผู้เข้ารับการอบรมทุกท่าน สามารถเดินทางไปสู่จุดหมาย หรือถึงฟากฝีงแห่งความ สำ เร็จคือการบรรลุวัตถุประสงค์ของการมาอบรมในครั้งนี้!ด้อย่างถูกต้องรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพได้ฉันนั้น เมื่อธรรมทายาทเดินทางกลับจากการผึเกภาคสนาม ก่อนที่จะเข้ารับการ ฝึกอบรมต่อไป ธรรมทายาททุกท่านจะได้รับการปฐมนิเทศ ให้ทราบถึงข้อควร ปฏิบัติในระหว่างการอบรม และสิงสำคัญอื่น ๆ ที่ควรทราบ เพื่อให้การอบรม ดำ เนินไปด้วยความเรียบร้อย สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ดังที่ตั้งใจ ดังนั้น คณะกรรมการจัดการอบรมธรรมทายาท จึงได้รวบรวมข้อมูล ต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อธรรมทายาท จัดพิมพ์เป็นเล่มขึ้น เพื่อมอบให้แก่ ธรรมทายาทใข้ประกอบการปฐมนิเทศ และใช้เป็นคู่มีอปฏิบัติไปตลอดการอบรม คณะกรรมการจัดการอบรมธรรมทายาทหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ธรรมทายาท ทุกคนที่ได้หนังสือเล่มนี้จะมีความรู้ความเข้าใจถึงความเป็าแมาของโครงการ เนี้อหา การอบรม ■กฎระเบียบ ข้อปฏิบัติในชีวิตประจำวันของธรรมทายาท ทั้งใน ช่วงก่อนบวชและหลังบวช ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยช'แได้ ทั้งในขณะที่ยังอบรมอยู่ และภายหลังที่จบการอบรมแล้ว อันจะส่งผลให้สามารถ ฝึกฝนอบรมตนเองให้เป็น\"ธรรมทายาท\" ผู้เป็นทายาททางธรรมของ อุงค์สมเด็จพระสัมมาลัมพุทธเจ้าอย่างแท้จริง คณะผู้จัดทำ ๑ มนาคม ๒๕๔๘ www.kalyanamitra.org

สารบัญ หน้า เรื่อง ๑ โอวาทพระราชภาวนาวิสุทธิ้ ๒ โอวาทพระภาวนาวิริยคุณ ๓ ๕ ความเป็นมาของโครงการอบรมธรรมทายาท ' ธรรมทายาทคือใคร ? ๖ วัตถุประสงค์การอบรมธรรมทายาท ๗ ข้อปฏิบัติระหว่างการอบรม ๙ วัฒนธรรมชาวพุทธ ๑® หมวดปัดกวาดเช็ดถู ๑๒ หมวดการชักตาก ๑๓ ๑๕ หมวดการทำความสะอาดภาชนะ ๑๗ หมวดการทำความสะอาดห้องนํ้า บวชอย่างไรจึงจะได้บุญมาก ๒๐ อานิสงส์ของการบวช ๒๔ บทflกคุณธรรมเบื้องต้น ๒๘ ๒®' หมวดอิริยาบถ ๓๒ หมวดอาหาร ๓๔ หมวดห้องนํ้า ๔๓ หมวดห้องปฏิบัติธรรม หมวดที่พักอาด้ย ๔๖ ๕๒ หมวดผ้าไตรจีวร ๗๐ หมวดการ'นุ่งห่ม ๗๗ หมวดปกิณกะ พระวินัย วิธีฝึกสมาธิเบื้องต้น แผนที่เสันทางมาวัดพระธรรมกาย www.kalyanamitra.org

โอวาทพระราชภาวนาวิสุทธ (หลวงพ่อธัมมชโย) กิจของมนุษย์ การที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์โลกนี้ทุกคน มีกิจอยู่ ๒ อย่าง คือ คืกษา วิชาในทางโลก สอนแค่เพียงว่าเราจะทำมาหากินอย่างไร จึงมีปัจจัยสี่ เป็นเครื่องอาศัยหล่อเลี้ยงร่างกายของเราให้เป็นอยู่ในทางโลก ได้อย่างรื่นรมย์ ผาสุก สะดวกสบาย ศึกษาวิชชาในทางธรรม มีเป้าหมายเพื่อยกระดับจิตใจของเราให้สูงขึ้น จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกายภายในตัว เราจะได้ทราบว่าควรดำเนินชีวิตในโลก นี้อย่างไร จึงจะเต็มเปียมไปด้วยความสุขอย่างแท้จริง และพบหนทางหลุดพ้น จากทุกฃ๎ในที่สุด การเกิดมาของมนุษย์มีกิจที่ต้องกระทำอยู่ ๒ อย่างนี้เท่านั้น แต่ว่าที่จริงแล้ว งานที่เป็นเป้าหมายสำศัญของการเกิดมาในโลกนี้ ก็คือ การฝึกฝนอบรมจิตใจของเราให้บริสุทธึ๋ ให้ผ่องใส ให้เข้าถึงธรรมกาย เมื่อเราเข้าถึงธรรมกายแล้ว เราจะมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มีชีวิต ที่มีแต่ความสุข มีความสุขกายสบายใจ และเต็มเปียมไปด้วยสติปัญญาอย่างที่ เราไม่เคยเป็นมาก่อน เราจะเข้าถึงตัวตนที่แท้จริงที่อยู่ภายใน คือ กายธรรม ๑ www.kalyanamitra.org

โอวาทพระภาวนาวิริยคุณ (หลวงพ่อทัตตชีโว) วุฒิธรรม หลักการที่พระสัมม่าสัมพุทธเจ้าตรัสรับรองไว้ชัดเจนว่า ผู้ใดตั้งใจ ประพฤติปฏิบัติตรงตามนี้แล้ว จะสามารถฟันฝ่ากระแสโลกไปได้ตลอดรอดฝีง และยังสามารถสร้างบุญบารมีได้เต็มที่ มีแต่ความเจริญก้าวหน้าเพียงอย่างเดียว ไม่พบความเสื่อมเลย ก็คือหมวดธรรมที่ชื่อว่า วุฒิธรรม ซึ่งมีหลักในการประพฤติ ปฏิบัติ อยู่ ๔ ประการคือ ๑. คบลัตบุรุษ( คนดี ) ๒. ฟังคำลอนของลัตบุรุษ ๓. ตรองคำลอนของสัตบุรุษ ๔. ปฏิบัติตามคำลอนของสัตบุรุษให้เต็มที่ พระสัมมาลัมพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดเจนว่า \"ภิกษุ เราเป็นเพียงผู้ชี้ทางให้ แต่เธอต้องเดินเอง\" เพราะฉะนั้น เริ่มแรก ต้องมีครูเพื่อชี้ทางถูกให้ หลังจาก รู้จักทางที่ถูกแล้ว ก็ต้องพื่งตัวเองต่อไป คือ ต้องเดินทางนั่นเอง ใครจะเดินแทนไม่ได้ พูดง่าย ๆ คือเริ่มต้นต้อง \"หาครูตี\" ให้ได้ก่อน ถ้าหาครูดิไม่ได้ ชาตินี้ก็เอาดิไม่ได้ ขั้นต่อมา แม้หาครูดิได้แล้ว ก็ยังไม่พอยังต้องตั้งใจ \"ฟ้งคำครู\" และไม่ใช่แต่ฟังแบบผ่านหูซ้ายทะลุหูขวา ต้องผ่านใจด้วย คือจะต้องนำคำลอน นั้นๆ ของครูไปคิด ไปพีจารณาต่อไปอีก เรียกว่า \"ตรองคำครู\" ฟังมาแล้วก็ต้อง นำ ไปตรองแล้วตรองอีก ให้เข้าใจความหมายลึกชึ้งที่อยู่ในคำสอนนั้น ๆ จน สามารถนำไปปฏิบัติอย่างเหมาะลมได้ แล้วก็ลงมือปฏิบัติ เรียกว่า \"ทำตามครู\" การทำตามครู ก็ยังต้องปฏิบัติแล้วปฏิบัติอีก จนกว่าจะถูกต้องเชื่ยวชาญ www.kalyanamitra.org rrarrwi ๒

ความเป็นมาป๋ออ โครป๋การอบรมธรรมทายาท การอบรมธรรมทายาทรุ่นแรกของวัดพระธรรมกายได้เริ่มขึ้น ใร๓าคฤดู ร้อนของปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ในสมัยแรกๆนั้นยังไม่มีการบวช มีแต่การมาถือศีล ๘ รักษาธุดงดวัตร ปักกลดบนท้องทุ่งนากลางแจ้ง ปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องประมาณ ๑๕ วัน โดยไม่มีสิงอำนวยความสะดวกใดๆ . ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๒๒ การอบรมธรรมทายาทรุ่นที่ ๗ เป็นรุ่นแรก ที่ มีการบวชโดยขยายระยะเวลาการอบรมเป็น ๒ เดือน คื อ เดือนแรกเป็นการเตรียมตัวก่อนบวช ซึ่งก็เป็นธรรมเนียมของชายไทย มาแต่โบราณแล้วว่า บิดามารดาจะพากุลบุตร มาฝากตัวไว้ที่วัด แล้วฝึกหัดถือศีล ๘ ท่องบทสวดมนต์ ทำ วัตรเช้า-เย็น ท่องคำขานนาคและจะต้องท่องบทให้พร ให้ได้แล้วจึงจะบวช ก็ได้ยึดถือ แนวปฏิบัตินี้มาโดยตลอด ฉะนั้นใครจะบวชต้องมาถือศีล ๘ อยู่ที่วัดก่อน และที่สำคัญที่สุด จะต้องฝึกสมาธิอย่างจรีงจังและต่อเนื่อง จะได้เตรียมทั้งภายนอกและภายใน การเตรียมเรื่องภายนอก คือ เตรียมกายและวาจา โดยมาฝึกถือศีล งดข้าวเย็น งดร้องรำทำเพลง มาฝึกนั่ง นอน ยืน แสะเดืน ในอิริยาบทของนักบวชกันก่อน ดังนั้นพระภิกษุ สามเณรธรรมทายาท แม้บวชวันแรกก็สวดมนต์ให้พรได้เลย ส่วนการเตรียมภายใน คือ การฝึกสมาธิ ให้ใจฝองใส ช่วงที่สอง หลังจากบวชแล้วก็จะฝึกฝนตนเองตามพระธรรมวินัยอีก หนึ่งเดือน เพื่ออานิสงส์นี้จะได้กับตนเองพ่อแม่และผู้สนับสนุนการบวชของทุกคน ฅ www.kalyanamitra.org

. s :■ส์, หลังจากที่ได้เริ่มมีการบวชมาไม่นาน จำ นวนผู้เข้ารับการอบรม ก็เพิ่มมาก ขึ้น จากจำนวนเป็นร้อย เป็นจำนวนพัน ปัญหาที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น คือ เมื่อผู้รับ การอบรมมีจำนวนมากๆเข้า การเรียกรวมกลุ่ม ทำ กิจกรรมสงฆ์ แต่ละครั้ง กว่า จะให้เป็นระเบียบเรียบร้อยได้ต้องใช้เวลามาก แรกๆก็มองปัญหา ไม่ออกเพราะ คนน้อย แต่พอเป็นร้อยเป็นพัน ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะฉะนั้น เลยต้องส่งให้ ทหารเขาช่วยสืกระเบียบวินัย ใช้เวลาประมาณ ๓-๔ วัน ธรรมทายาทก็มีระเบียบ วินัยดีขึ้น การมารวมตัวกันทำกิจกรรมสงฆ์ เช่น การบีณฑบาต การตื่นมาสวด มนต์ก็เร็วขึ้น ต่อมาในปี พ.ศ. ๒(1๒๙ การอบรมธรรมทายาทรุ่นที่ ๑๔ นับเป็นรุ่นแรก ที่มีการเดินธุดงค์ จนถึงรุ่นที่ ๒๒ เป็นรุ่นสุดท้ายที่มีการเดินธุดงค์ โดยรุ่นถัดมาได้ปรับเป็นการไปปฏิบัติธรรมแทน เพิ่อที่จะให้ธรรมทายาท ได้ใช้พื้นที่ลัปปายะ คือ มีดวามเหมาะสมทั้ง ๔ ด้าน คือ สถานที่เป็นที่สบาย อาหารเป็นที่สบาย บุคคลเป็นที่สบาย และธรรมะเป็นที่สบาย ทำ ให้ธรรมทายาท มีผลการปฏิบัติธรรมที่ดีขึ้น โครงการอบรมธรรมทายาทและอุปสมบทหมู่ เป็นโครงการปลูกฝัง คุณธรรมให้แก่เยาวชนของชาติตามพุทธวิธี ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพียงวิธีเดียวใน การนำมาใช้พัฒนาเยาวชนของชาติอย่างได้ผล ด้วยการปักกลดอยู่ธุดงค์ ฟังธรรม รักษาคืล ๘ อย่างเคร่งครัด (แต่ไม่เคร่งเครียด) และฝึกสมาธิอย่างจรีงจังติดต่อ กันเป็นเวลา ๑ เดือน เพิ่อเตรียมกาย และใจให้พร้อมที่จะบวช www.kalyanamitra.org

พ^, ss?พฺทยๆทBอใทร ? โดยคำแปลแล้ว \"ธรรมทายาท\" คีอ ผู้รับมรดกธรรมจาก พระสัมมา สัมพุทธเจ้า โดยความหมาย \"ธรรมทายาท\" คือ \"ผู้ตั้งใจสืกหัดอบรมตนตามคำ สั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด มีความประพฤติดีงาม ชนทั้ง หลายสามารถถือเป็นตัวอย่างได้ ยอมสละความสุขส่วนตนทางโลก โดยไม่หวังเอาลาภ ยศ ลรรเลริญ และประโยชน์สุขส่วนตัวเป็นสั่งตอบแทน แต่มุ่งที่จะประกอบบุญกุศล สร้างลมบารมี ตามอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าลมัย เมื่อยังทรงบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์อยู่\" การที่จะบำเพ็ญตนดังนื้ได้ จำ เป็นต้องหมั่นคืกษาสืกฝนอบรมตนให้ มีความรู้ ความลามารถทั้งทางโลกและทางธรรม และลร้างนิสัยความเป็นผู้นำ ให้ เกิดขึ้นแก'ตนเองอีกด้วย \"ธรรมทายาท\" ที่แท้จริงจึงจำเป็นต้องฝึกหัดอบรมตนเอง ให้มีคุณลมบัติ ดังต่อไบํนี้ ^ ต้องตั้งใจคืกษาหาความรู้ โดยไม่เห็นแก'ความเหนื่อยยาก ให้ เป็นบัณฑิต เป็นพหูสูต ทั้งทางโลกและทางธรรม ^ ต้องมีหิริ โอตตัปปะ ตั้งใจละชั่ว ประพฤติชอบ ประกอบ ความเพียร เพื่อให้กาย และใจใสละอาดอยู่เป็นนิตย์ ต้องฝึกตนให้เป็นผู้มีขันติ เข้มแข็ง อดทน อดกลั้นต่ออำนาจ ฝ่ายตั้าฃองกิเลส ^ ต้องฝึกตนให้เป็นคนรักลงบ รังเกิยจการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การรังแกเบียดเบียนชึ่งกันและกัน ต้องสำรวมระวังความประพฤติให้ดีงาม รักคืลยิ่งกว่าชีวิต ฝึกอบรม กิริยามารยาทให้เรียบร้อยอยู่เสมอ ต้องฝึกตนให้เป็นคนรู้จักประมาณตน ไม่เห็นแก่กิน ไม่ ฟุมเฟือย หรูหรา ^ ตั้งใจฝึกสมาธิให้แก่กล้ายิ่งขึ้น โดยไม่ทอดธุระ (ร. www.kalyanamitra.org

วัตถุประสงค์การอบรมธรรมทายาท ๑. เพื่อเป็นการอบรมการฝึกสมาธิอย่างถูกต้อง ณ สถานที่อันร่มรื่น เหมาะสมกับการฝึกสมาธิ ภายใต้การดูแลของคณะพระอาจารย์พระพื่เลี้ยง ๒. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมไต้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ในการฝึกอบรม ตนเองให้เป็นผู้ที่มีความอดทน มีความตั้งใจมั่นคง และมีความเพียร ไม่ย่อท้อ ต่ออุปสรรคต่าง ๆ ๓. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรม ไต้เรียนรู้พระพุทธศาสนาภาคปฏิบัติด้วย ตนเอง เป็นการขจัดข้อสงสัย ข้อโต้แย้งนานาประการ เกี่ยวกับการฝึกสมาธิ และ หลักธรรมในพระพุทธศาสนา ๔. เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรม สามารถนำหลักธรรม คำ ลังสอนของพระ สัมมาส้มพุทธเจ้ามาประยุกต้ใช้ให้เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตประจำวัน อันเป็น ประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม ๕. เพื่อสร้างธรรมทายาทผู้เป็นทายาททางธรรมแห่งองค์สมเด็จ พระสัมมาส้มพุทธเจ้า เป็นผู้มีสัมมาทิฐิ ไม่งมงาย ไม่ยึดมั่นในสิงผิด เป็นผู้มีสติ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เป็นผู้มีคุณธรรมเพียบพร้อมครบครัน ทั้งปัญญา ทางโลกและทางธรรม www.kalyanamitra.org

ข้อปฏิบัติระหว่างการอบรม ๑9.. สมาทานรักษาสีล ๘ อย่างเคร่งครัด เพื่อทำใจให้สงบไม่ฟ้งซ่าน เฒ. ๒ะ.. อยู่ในเสนาสนะที่กำหนดให้ ๓. งดการสูบบุหรี่ หรือยาเสพติดอื่น ๆ อย่างเด็ดขาด ๔. ไม่พกพาหรือครอบครองสิงที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการอบรม เช่น อาวุธ ยาเสพติด วิทยุเทป หนังสือเริงรมย์ เครี่องประดับมีค่า อุปกรณ์สือสาร เป็นต้น ๕. อยู่ในเขตการอบรมที่กำหนดให้หากจำเป็นต้องออกนอกเขต การอบรมต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จากคณะผู้ดำเนินการอบรม ก่อนทุกครั้ง ๖. ในช่วงปฏิบัติธรรมก่อนบวช ควรหลีกเลี่ยงการนัดหมายให้ผู้อื่น มาพบหรือโทรศัพท็ไปสนทนา เพื่อหลีกเลี่ยงจากความไม่สงบใจ ซึ่งเป็นอุปสรรค ต่อความมุ่งมั่นในการฝึกฝนอบรมตนได้ หมายเหตุ ในช่วงหลังบวชแล้ว ช่วงบ่ายวันอาทิตย์ เป็นเวลาสำหรับ ญาติโยมได้พบปะสนทนากับพระภิกษุสามเณรธรรมทายาท เพราะในช่วงเวลาอื่น อาจไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควร ๗. จงอดทน อดกลั้น ต่ออุปสรรคทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นความลำบาก ทางกาย หรือความไม่ชอบใจใดๆ ก็ตาม เพราะสิงเหล่านี้ล้วนแต่เป็นบทฝึก อันดีเยี่ยมที่ฝึกฝนให้คุณธรรม และความสามารถของเราเพื่มพูนยี่งขึ้นไป ๘. ให้ความเคารพเชื่อฟัง ต่อคณะผู้ดำเนินการอบรม ไม่ฝ่าฝึนกฎระเบียบของการอบรม ๙. การลา ให้ลาได้ในกรณีพิเศษ เช่น เกณฑ์ทหาร พ่อแม่ป่วยหนัก หรือเลียชีวิต เป็นต้น ถ้าลาในกรณีทั่วไป จะต้องถูกตัดคะแนน ๓ คะแนนใน วันแรก และตัดอีกวันละ ๑ คะแนนในวันต่อ ๆ มา ถ้าถูกตัดถึง ๑๐ คะแนน จะหมดสิทธี้บวช ส่วนหลังบวชแล้วไม่อนุญาตให้ลาในกรณีทั่วไป ๗ www.kalyanamitra.org

'ฯ^^^!m' www.kalyanamitra.org tK รุ.

วัฒนธรรมชาวพุทธ วัฒนธรรมชาวพุทธ คือ ระเบียบแบบแผนในการปฏิบัติกิจวัตร ประจำ วัน เพื่อปลูกฝืงคุณธรรมของชาวพุทธ <3 หมวดป้ด...กวาด...เช็ด5.1..... ถ_ qj หลักการทำความสะอาด ๑. เลือกใช้อุปกรณ์กวาดและถูให้เหมาะสมกับงาน และพื้นผิวที่จะทำ ๒. ทำ ความสะอาดจากด้านบนลงล่าง ๓. ทำ ความสะอาดจากพื้นที่ยากไปล่พื้นที่ง่าย เช่น เริ่มจากซอกมุมก่อน ๔. กวาดหรือถู ไปในทิศทางเดียวกัน การเตรียม เตรืยมร่างกาย โดยแต่งกายให้รัดกุม สะดวก และเหมาะสม ต่อการปฏิบัติงาน เตรืยมอุปกรณ์ โดยเตรืยมอุปกรณ์ต่อไปนี้ให้พร้อม ๑. ไมโ้กวโาดหยากไiย่ M ๒. ไIม้^กวtาIดดอกหญ้า ๓. ไม้ถูพืน และผ้าถูพืน ๔. ผ้าเช็ดโต๊ะ ๔. ที่ตักผง ๕. กะละมัง ๖. ถังนํ้า ๗. ผงซักฟอก, การใช้ไม้ขนไก่ วางไม้ขนไก่ให้ได้ฉากกับพื้นผิว แล้วกดลากไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าปัดไปมา ฝ่นจะกลับมาสกปรกบนวัสดุอีก ฉะนั้นจึงต้องทำความสะอาด ไปในทิศทางเดียวกัน การกวาด ๑. ควรกวาดหยากไย่หรือฝ่นผงจากด้านบนของห้องหรืออาคารที่ จะทำ ความสะอาด ก่อน เช่น เพดาน หลังตู้ เป็นต้น ๒. ดูทิศทางลมควรกวาดไปในทิศทางเดียวกับทิศทางที่ลมพัดไป ๙ www.kalyanamitra.org

๓. จับไม้กวาดบริเวณปลายด้ามให้กระชับมือ โดยใช้ นิ้วชี้ บังคับทิศทาง ๔. ขณะกวาด หลังตรงออกแรงกดพอประมาณ กวาดไปข้างหน้า โดยกวาดตามซอกมุมก่อน กวาดจากด้านใน ออกด้านนอก ไม่ตวัดปลายไม้กวาดสูงจากพื้นเกิน ๑ ฝ่ามือ เพื่อไม่ให้ฝ่นละออง ฟ้งกระจาย การถู ๑. จับไม้ถูพื้นให้ถูกต้อง และเหมาะสม เพี่อป้องกันไม่ให้ใม้กระแทกตัว หากเกิดการสะดุดขึ้น (ดังรูป) ๒.ถูบริเวณที่ยากก่อน เช่น ซอก มุม และถูไปในทิศทางเดียวกัน ๓.ขณะถูควรออกแรงกดพอประมาณ แล้วดันไม้ถูไปข้างหน้า การใช้ผ้าเช็ดโต๊ะเก้าอี้ ๑.นำผ้าชุบนํ้า(บีบ)หมาดๆ และพับให้พอดี กับฝ่ามือ ๒.ถูตามพื้นผิวโต๊ะด้วยนํ้าหนักสมํ่าเสมอ^ ไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่นละอองที่เรา เช็ดแล้ว กลับมาเปรอะเปีอนอีก อานิสงส์การ ป้ด...กวาด...เช็ด...ถู ๑.เกิดอุปนิสัยรักความสะอาด จนส่งผลให้รักการรักษา กาย วาจา ใจ ให้สะอาด บริสุทธิ้ ตามไปด้วย ๒.ทำให้ผิวพรรณ และจิตใจผ่องใส เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธา ๓.ทำให้เป็นคนละเอียด รอบคอบ ประณีต ช่างสังเกต รู้จักวางแผนงาน ๔.ทำ ให้เป็นทีรักของมนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย www.kalyanamitra.org BTawnrm ๑๐

หมวดการซัก...ตาก ๙ การซักผ้าและหัวใจสำคัญการซัก ๑. ให้นำผ้าลงชักด้วยนํ้าเปล่าก่อน เพื่อให้เหงื่อและ ฝ่นพองตัว และทำให้ใยผ้าขยายตัว ทำ ให้ซักผ้าได้เร็วและ AM สะอาดยงขน ๒. จากนั้นนำผ้าลงแซ่ในผงชักฟอก หรือนำยาชัก ผ้าที่ผสมนํ้าในอัตราส่วนที่เหมาะสม ประมาณ ๕-๓๐ นาที จากนั้นให้เริ่มชักบริเวณที่สกปรกมากก่อน แล้วจึงค่อยซัก บริเวณอื่นจนทั่ว ๓. ในขั้นตอนการซักนํ้า ให้ล้างให้สะอาด ๒ ครัง โดยไม่บิดผ้า เพราะจะทำให้ใยผ้าและตะเข็บเสียรูปทรง แต่ให้บีบผ้าพอหมาด ๆ แล้วจึงนำผ้าไปตาก หมายเหตุ ไม่ควรแซ่ผ้าค้างคืน เพราะจะทำให้ผ้าเบื่เอยเร็ว การตากผ้า ๑. ผ้าสบงจีวรที่ซักแล้ว ให้ตากโดยเอาตะเข็บออกด้านนอก เพื่อป้องกัน สีซีดจางจากแสงแดด ๒.สะบัดผ้าให้เรียบและควรดึงชายผ้าให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันผ้ายับย่น ๓. ดึงชายผ้าให้เหลื่อมกัน ชายสั้นอยู่เหนือลม เพื่อให้ผ้าแห้งเร็ว ๔. ใช!ม้หนืบผ้าให้แน่น เพื่อไม่ให้ปลิวตก ๕. เมื่อผ้าแห้งให้ริบเก็บ เพื่อป้องกันสีผ้าซีดจาง หมายเหตุ ในการตากผ้าทุกครัง ให้ตากในทีทีกำหนดให้ เพือสะดวก ต่อการจัดเก็บและหาง่าย แถมยังเป็นระเบียบเรียบร้อยอีกด้วย 6)(ร) www.kalyanamitra.org

หมวดการทำความสะอาดภาชน หัวใจสำคัญของการทำความสะอาดภาชนะ ๑. ทำ ความสะอาดจากด้านในออกด้านนอก ๒. กดและถูไปในทิศทางเดียวกัน อุปกรณ์ที'ใช้ ๑. กระดาษฑิชชูหรือกระดาษหนังสือพิมพ์เก่า ๒. ฟองนํ้าเซลลูโลส ๓. นํ้ายาล้างจาน ๔. กะละมังหรืออ่างล้างจาน ๕. ผ้าแห้งสำหรับเช็ดจาน ขั้นตอนการล้างภาชนะ ๑. เช็ดภาชนะด้วยกระดาษเพื่อขจัดเศษอาหาร และคราบมัน ๒. ล้างนํ้าธรรมดา กดแสะถูด้วยฟองนํ้า ๓. ล้างด้วยนำยาล้างจานกดและถูด้วยฟองนํ้าจากข้างในออกข้างนอก ๔. ล้างนํ้าธรรมดาอีก ๒ ครั้งด้วยฟองนํ้า ๕. เช็ดด้วยผ้าสะอาด แล้วผึ่งลม ๖. ทำ ความสะอาดอ่างล้างภาชนะ แล้วควรไว้ อานิสงส์การล้างภาชนะ ๑. ทำ ให้จิตใจใสสะอาด ๒. เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาของผู้พบเห็น ๓. เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ๔. ผิวพรรณวรรณะผ่องใส วิมานสว่างไสว ๕. ทำ ให้เป็นคนละเอียด รอบคอบ และรักความสะอาด ๖. เข้าถึงธรรมะได้โดยง่าย www.kalyanamitra.org ๑๒

หมวดการทำความสะอาดห้องนำ หัวใจสำคัญของการทำความสะอาดห้องนำ ๑. ทำ ความสะอาดจากบนลงล่างและด้านในออกด้านนอก ๒. ทำ ความสะอาดในบริเวณที่ยากก่อน เช่น ตามซอกมุมก่อน ๓. เช็ดถูไปในทิศทางเดียวกัน ๔. ใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมกับวัสดุและเนื้องาน อุปกรณ์ที่ใช้ ๑. แปรงเตารีด ๒. ถุงมือยาง ๓. ผ้าเช็ดฝาผนัง ๔. ฟองนำเซลลูโลส ๕. แปรงสีฟัน ๖. นํ้ายาล้างห้องนํ้า ๗. ไม้กวาดทางมะพร้าว ๘. ถังและขันนื้า วิธีการขัดห้องนํ้า ๑. ปัดกวาดฝุนและหยากไย่บนเพดานห้องนํ้าด้วยไม้กวาด ๒. เช็ดฝาผนังทุกด้าน ๓. ล้างขันนํ้าและถังด้วยผ้าชุบนํ้ายาทั้งด้านใน และด้านนอกเพื่อขจัด คราบสกปรก ๔. ราดนํ้ายาลงบนพื้นให้ทั่วแล้วขัดพื้นด้วยแปรงเตารีด อย่าใช้แปรง ลวดเพราะจะทำให้เป็นรอย ๑ฅ www.kalyanamitra.org

๕. ขัดโถส้วมด้วยฟองนํ้าเซลลูโลสชุบนํ้ายา (อย่าลืมใส่ลุงมือป้องกันเชื้อโรค) ๖. ทำ ความสะอาดร่องระบายนํ้า ด้วย แปรงเตารีด หรีอไม้กวาดทางมะพร้าว เพื่อขจัดคราบ ตะไคร่นํ้าที่มักเกิดชื้น และกำจัดสิงอุดตันเพื่อไห้นํ้าระบาย ได้ดี มาทำความสะอาดอุปกรณ์กันเถอะ ๑. ทำ ความสะอาดแปรงเตารีด โดยใช้แปรงสีฟันขัดขนแปรง(ดังรูป๑) ๒. ทำ ความสะอาดลุงมือยางทั้งด้านในและด้านนอก แล้วนำไปผึ่งลม ไม่ควรตากแดดจะทำให้ลุงมือยางชำรุดได้ง่าย (ดังรูป ๒) ๓. ทำ ความสะอาดฟองนํ้าเซลลูโลสโดยหยอดนํ้ายา และขยี้จาก ขอบนอกเช้าสู่ตรงกลาง และอย่าลืมล้างมือและเท้าให้สะอาดทุกครั้ง หลังเสร็จ งานเพื่อป้องกันเชื้อโรค (ดังรูป ถ) อานิสงส์ของการล้างห้องนํ้า ๑. ทำ ให้จิตใจผ่องใส ๒. ลดทิฐิมานะ ๓. ทำ ให้ผิวพรรณวรรณะผ่องใส ๔. ทำ ให้เป็นคนละเอียด รอบคอบ ช่างสังเกต ๕. วิมานสว่างไสว ๖. เป็นที่รักของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ๗. เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาของผู้พบเห็น ๘. ทำ ให้เข้าถึงธรรมะได้โดยง่าย ๙. ทำ ให้เป็นคนรักความสะอาด www.kalyanamitra.org ๑๔

บวชอย่างไรจึงจะได้บุญมาก เพื่อให้ธรรมทายาททุกท่านได้บุญมาก แต่ละท่านจึงสมควรประพฤติปฏิบัติ ตนอย่างเคร่งครัด เหมาะสม ๓ ประการ ดังต่อไปนี้ ๑. สำ รวมกาย วาจา และใจอยู่เสมอ ยิ่งธรรมทายาทท่านใด มีดวามสำรวมระวังมากและต่อเนื่อง ก็ยิ่งได้บุญมาก กล่าวคือ สำ รวมกาย ตลอดระยะเวลาอบรม ควรปฏิบัติดังนี้ นุ่งห่มให้เรียบร้อย สำ รวมกิริยามารยาท ไม่คะนองมือ คะนองเท้า ช่วยกันรักษาความสะอาด ทั้งของตนเอง และของวัด รวมทั้ง ทิ้งขยะในที่ที่กำหนดให้ ไม่สูบบุหรี่ และยาเสพติดให้โทษ ไม่กํอการวิวาท ต่อยตีกัน ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ทั้งสิ้น สำ รวมวาจา ควรปฏิบัติ ดังนี้ ไม่พูดจาบจ้วงล่วงเกินพระรัตนตรัย ไม่คะนองปาก อันอาจเป็นเหตุให้เกิดการกระทบกระทั่ง ไม่วิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นในทางเสียหาย ไม่พูดเสียงดังเกินไป อันอาจก่อให้เกิดความรำคาญแกํผู้อื่น พูดแต่ถ้อยคำอันเป็นวาจาสุภาษิต อันได้แก่ พูดแต่เรื่องจริงไม่ กล่าวเท็จ พูดแต่สิงที่มีประโยชน์ พูดให้ถูกกาละเทศะ พูดคำสุภาพน่าฟัง พูดด้วย จิตฌตตา ๑๔ www.kalyanamitra.org

สำ รวมใจ ด้วยการหมั่นตรึกระลึก ด้งนี้ ^ ตรึกระลึกถึงคุณของศีล ว่าเป็นเครื่องชำระกาย และวาจาของ เราให้สะอาดบริสุทธึ๋ และช่วยให้การประพฤติพรหมจรรย์ของเราบริสุทธี้บริบูรณ์ ยิ่งขึ้น ^ ตรึกระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยอันไม่มีอะไรยิงกว่า ด้วยการ น้อมนำใจมาตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายตลอดเวลา ๒. ให้ความร่วมมือพระพี่เลียงด้วยความเต็มใจ โปรดระลึกเสมอว่า พระพี่เลี้ยงEงู้ให้ความสะดวกทุกๆ ท่านล้วนเป็นนักสร้างบารมี ทีตังใจปฏิบัติ งานอย่างเต็มกำลัง เพี่อให้ธรรมทายาทได้บุญมาก จึงขอให้ทุกท่านให้ความรัก ความเคารพ ช่วยถนอมทั้งกายและใจของพระพีเลียง ด้วยการให้ความร่วมมีอ ตามที่ท่านแนะนำอย่างเต็มใจ ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินงานทุกขันตอนประหยัด เวลา และกํอให้เกิดความเป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวกัน ๓. ตั้งใจสืกษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ตามที่ พระอาจารย์และพระพี่เลี้ยงจะอบรมให้เป็นลำตับ ๆ สืบต่อไป (ร)^ www.kalyanamitra.org

ผู้บวช ถ้าตั้งใจประพฤติปฏิบัติ อย่างเคร่งครัดแล้ว ย่อมได้อานิสงส์ ดังนี้ ๑. เป็นผู้รู้จักบริหารเวลา คือ รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ภาษา ศาสนาเรียกว่า \"กาลัญฌุตา\" ความเป็นผู้รู้จักกาล ซึ่งเป็นคุณธรรมข้อหนึ่งให้ เป็นสัปบุรุษ ขณะที่เป็นนิสิตนักคืกษา ภาระรับผิดชอบยังไม่มาก ความกังวล ทางบ้านเรือนไม่มี หากรีบบวชก่อนย่อมบรรลุธรรมได้ง่าย ๒. แม้ช่วงเวลาจะะสน แต่ถ้าลงม1ือปฏ,ิบัIติอย่างจรีงจัง กa็จะไMด้ลมรส ความสุขจากความสงบตั้งแต่ เยาว์ เพราะตอนเป็นนิสิตนักคืกษากิเลสยังไม่แก่จัด เป็นเหมือนไม้อ่อนพอจะดัดได้ง่าย ครั้นบวชแล้วได้^รสแห่งความสุขภายใน ก็จะ ร้ว่าบาปบุญนี้นมืจรีง เมื่อได้พบความสุขภายในที่ดีกว่า ประณีตกว่า ก็จะไม่ ติดในอามืสสุข อันเป็นความสุขทางโลก ๑๗ www.kalyanamitra.org

๓. มีโอกาสได้สืกษาหลักธรรมไว้กำกับความรู้ จะได้ใช้ความรู!ปใน ทางที่ถูกที่ควร ดังพุทธพจน์บทหนึ่งว่า ความรู้ทางด้านวิชาการที่ชาวโลกเรียน หากเกิดแก่คนพาลไม่มีด้ลธรรม ย่อมมีแต่จะนำความฉิบหายมาให้เขา เพราะ; เขาจะนำความรู!ปใช้ในทางที่ผิดเนึ่องจากไม่มีคุณธรรม ๔. ได้แกวินัย และเข้าใจวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ ถ้าบวชแล้ว ตั้งใจฝึกฝนอบรมตนเองอย่างจริงจัง ต่อไปจะเป็นคนรักวินัย คนไทยเรา มีพระเป็นตัวอย่างทางวินัยให้ดู เช้าฃึ้นก็เดินออกบิณฑบาต สวด มนต์หรือฟังเทศน์ท่านก็นั่งเป็นแถว เพราะฉะนั้นคนที่เคยบวชแล้ว นิสัยความ มีวินัยก็จะติดตัวออกไปด้วย ๕. ได้ฝึกสมาธิ ทำ จิตให้สงบ ซึ่งเป็นผลดีต่อการสืกษาต่อไป ๖. เกิดความปลื้มปีติยินดีที่ได้ท่าความดีแล้วตั้งแต่ยังเยาว์ ความปีติ นั้เองที่จะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงใจอยู่เสมอ ถึงคราวจะตายก็ไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง ท่าความดีอย่างนั้นๆ นึกแล้วก็ชื่นใจ แต่ถ้าแก่แล้ว เหลียวหลังไปดู หาดีไม่ได้ ก็จะได้ความห่อเหี่ยวใจเป็นเครื่องตอบแทน ตอนใกล้ตาย ก็จะตายแบบ ใจห่อเหี่ยว ตรงกันข้าม ถ้าเคยบวช เคยทำความดิมาก่อน แม้จะตายก็ตายดี ตายอย่างคนที่ใช้ชีวิตคุ้มค่ามาแล้ว ๗. ทำ ให้รู้จักเป้าหมายของชีวิตที่แท้จริงของชีวิตว่า \"เกิตมาทำไม\" เพราะฝึกแล้วรู้ว่า การทำให้กิเลสหมดไปได้ เกิดความสุขภายในขึ้นมาตามลำดับ จะได้ปรับปรุงแก่ไขตนเองได้อย่างถูกต้อง ๘. ทำ ให้มีความอดทน ไม่หวั่นไหวในอุปสรรคใด ๆ ๙. ทำ ให้รู้จักตนเอง นั่นคือ รู้ว่าตัวเองมีความรู้ ความสามารถ และคุณธรรมแค'ไหนเพียงใด เมื่อก่อนเราก็ว่าเราเก่ง แต่พอมาบวช ได้ฝึกตน www.kalyanamitra.org (ริ)

รู้เลยว่า จริง ๆ แล้วความสามารถมีแค่ไหน แต่เราได้พัฒนาปรับปรุง ตัวเองขึ้น มาได้อีกระดับหนึ่ง อย่างภาษิตจีนที่ว่า ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว จะทำให้เราประมาณฝึมีอ หรือความสามารถของตัวเองดี กลาย เป็นผู้รู้จักประมาณตน ซึ่งการที่จะรู้จักตัวเองนั้นเป็นเรื่องยาก แต่การรู้จักคนอื่น นั้นง่าย คนนั้นเป็นอย่างนัน คนนีเป็นอย่างนี วิจารณ์ได้สารพัด แต่ตัวเองเป็น อย่างไร ดูทีไรก็ดีทุกที หลังจากบวชแล้วเริยนวินัยและกิจวัตร จึงรู้ว่าแต่ก่อน นึกว่าเราเองเก่งไม่เบา ที่ไหนได้ ยังต้องฝึกฝนอบรมตนอีกมาก ๑๐. ทำ ให้เป็นคนมีเหตุผล ร.๑๑. ได้ชือว่า ชำ ระโทษ ทางกาย วาจา ใจ ให้สินไป เพราะ สีล ชำ ระโทษทางกายและวาจา สมาธิ ชำ ระโทษทางใจ ป้ญญา ชำ ระโทษทางล้นดานให้เป็นคนมีสัมมาทิฐิ ๑๒. ได้ชื่อว่าปฏิบัติบูชา ซึ่งเป็นการบูชาอันสูงสุด ๑๓. ทำ ให้มีโอกาสเอาชนะกิเลสได้ระยะหนึ่ง จึงมีเชื้อสายแห่งความ เป็นผู้ชนะ คนเราเมื่อมีเชื้อสายแห่งความชนะแล้ว ต่อไปเห็นอะไรก็ไม่ท้อ เพียร จนสำเร็จได้ การปฏิบัติตามที่พระสัมมาล้มพุทธเจ้าทรงสอนไว้อย่างเคร่งครัด จนสามารถเอาชนะกิเลสได้ในการบวชระยะล้น ๆ นั้น ย่อมเกิดกำล้งใจว่า เรา ก็มีฝืมือ ฉะนั้น การดำเนินตามรอยเบื้องยุคลบาทแห่งองค์พระล้มมาล้มพุทธเจ้า และพระอรหันต์สาวกทั้งหลายนั้น แม้จะยากยิ่ง แต่ก็มืใช่สิงที่เหลือวิสัย ใจสู้ขึ้นมาเมื่อใด หนทางข้างหน้าก็ไปได้ไม่ยาก ๑๔. ทำ ให้แสวงหาความสุขได้มากที่สุดเท่าที่มนุษย์จะพึงมีพึงได้ ๑๕. ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีกำไรชีวิตแล้ว เพราะได้กระทำกรรมที่บริสุทธิ้ ทั้ง กาย วาจา และใจ ๑๖. ได้ชื่อว่าเป็นผู้เริ่มถากถางทางไปพระนิพพาน ส่วนจะได้เทำไร นั้น ไม่ต้องห่วง เพราะได้เริ่มต้นหนึ่งแล้ว สอง สาม สิ ห้า... จะตามมาเอง แต่ถ้ายังไม่ได้เริ่มก็ยังอยู่ที่ศูนย์ เสิยเวลาเปล่าไปอีกชาติหนึ่ง ๑๙ www.kalyanamitra.org

บทรกคุณธรรมเบื้องต้น หมวดอิริยาบถ ผู้ที่สำ รวมมือ สำ รวมเท้า สำ รวมวาจา สำ รวมตน ยินดีในอารมณ์ภาย ใน มีจิตมั่นอยู่ผู้เดียว สันโดษ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่า เป็นภิกษุ เราต้องสร้างความเคารพให้เกิดขึ้นก่อน คือ การปรับปรุงตนเองให้มี คุณธรรม น่าไหว้ น่าเคารพ ความประพฤติภายนอก ทั้งการนุ่งห่ม คำ พูด กิริยาท่าทาง เพราะญาติโยมเขาไม่อาจล่วงรู้ภาวะจิตฃองเรา แต่เขาอาสัยดูจาก ความประพฤติภายนอกเหล่านั้ มาเป็นเครื่องตัดสินคุณธรรมภายในของเรา เพราะ ฉะนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงมีความจำเป็นต้องฝึกอิริยาบถ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การลุกขึ้นยืน เดิน นั่งหริอนอน ของพระภิกษุนั้น ถ้าเราจะปฏิบัติ เหมือนฆราวาสแล้วก็จะดูไม่งาม เนื่องจากเครื่องนุ่งห่มชองพระภิกษุไม่เหมือน ฆราวาส การลุกขึ้นยืน มีทั้งหมด ๔ จังหวะ เริ่มจากท่านั่งพับเพียบ จังหวะที่ ๑ นั่งคุกเข่า จังหวะที่ ๒ ตั้งเข่าขวาขึ้น จังหวะที่ ๓ ยืนขึ้น เท้าซ้ายอยู่ด้านหลัง จังหวะที่ ๔ ดึงเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา หมายเหตุ การลุกขึ้นยืนจะต้องมั่นคง ไม่เซไปข้างหน้า หรือข้างหลัง เป็นการฝึกสติและจะทำให้ดูสง่างาม น่าเลื่อมใส การนั่งพับเพียบ www.kalyanamitra.org TjsnnsT* ๒๐

มีทั้งหมด ๔ จังหวะ เริ่มจากท่าเตรียม คือ ยืนตรง จังหวะที่ ๑ ถอยเท้าซ้ายไปด้านหลัง จังหวะที ๒ ย่อเข่าซ้ายตั้งเข่าขวา จังหวะที่ ๓ นั่งคุกเข่า จังหวะที่ ๔ นั่งพับเพียบช้ายหรีอขวา หมายเหต ควรเอามือลูบสบงด้านหลังให้เรียบร้อยก่อนนั่ง แล้วเก็บ ชายสบงด้านหน้า ให้ปิดขาทั้งหมด การกลับเท้าในท่านั่งพับเพียบ มีทั้งหมด ๔ ขั้นตอน จังหวะที่ ๑ - ใช้มือขวาแบฝ่ามือลงบนพื้นเฉียงไปทางซ้ายเล็กน้อย จังหวะที่ ๒ น้อมตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยพร้อมยกก้นขึ้น จังหวะที่ ๓ กลับเท้าด้านหลัง จังหวะที่ ๔ นั่งพับเพียบลงไปและเก็บปลายเท้าให้เรียบร้อย หมายเหตุ ไม'ควรกลับเท้าด้านหน้า เพราะจะดูไม่งาม และสบงจะเปิดได้ง่าย การนั่งเขียนหนังสือ www.kalyanamitra.org

นั่งตัวตรง พับเพียบหรือขัดสมาธิ วางสมุดลงบนหน้าตัก ก้มพีรษะ เล็กน้อย ไม่งอตัว หรือก้มลงไปมาก เพื่อป้องกันการปวดหลัง ซึ่งอาจจะเกิดขึ้น ได้ เมื่อต้องนั่งเป็นระยะเวลานาน ๆ การพนมมือ มืออยู่ระหว่างลิ้นปีตั้งชันขึ้น ๔๕ องศา นิ้วชิดติดกัน มือไม่แบนเกินไป ไม่ตูมเกินไป นิ้วไม่กาง มือไม่ตก นั่งตัวตรง หลังไม่งอ ทั้งกรณีที่นั่งและยืน การกราบ การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ ซึ่งประกอบด้วยเข่าทั้งสอง ศอกทั้ง สองและหน้าผาก รวมเป็นองค์ ๕ มืขั้นตอนการปฏิบัติทั้งหมด ๔ จังหวะ โดยเริ่มจากท่าเตรืยม คือ ท่านั่งคุกเข่าเทพบุตร เข่ายันพื้นห่างกันพอสมควร ปลายเท้าตั้งชิดกัน จังหวะที่ ๑ ยกมือขึ้นประนมระหว่างลิ้น!) นิ้วชิดติดกัน มือไม่ตก จังหวะที่ ๒ ยกมือประนมขึ้น นิ้วหัวแม่มือจรดระหว่างคิ้วนิ้วเจรด ตีนผม กัมคืรษะเล็กน้อย จังหวะที่ ๓ โน้มคืรษะลงกับพื้น จังหวะที่ ๔ กราบลงไปกับพื้น ศอกต่อเข่า หน้าผากติดพื้น ฝ่ามือห่าง กันประมาณ ๑ คืบพอให้ศรืษะวางกับพื้นได้ เสร็จแล้วยกมือขึ้นพนมระหว่างลิ้นปีอีกครั้ง และท่าต่อไปจนครบ ๓ ครั้ง www.kalyanamitra.org ๒๒

เมื่อกราบ ๓ ครั้งแล้ว ให้จบโดยการยกมือที่พนมขึ้นที่หน้าผาก เหมือนจังหวะที่ ๒ แล้วลดมือลงพนมระหว่างลิ้นบี่เ เป็นขั้นตอนสุดท้าย หมายเหตุ ขณะกราบพระพุทธรูปควรน้อมใจระลึกถึงคุณของสิ่งที่เรา กำ ลังกราบ หรือบุคคลที่เรากำลังกราบว่ามีพระคุณต่อเราและผู้อื่นอย่างไร และควรกำหนดใจว่าจะตั้งใจทำความดีเยี่ยงท่านให้ได้ ดังนี้จึงจะเป็นการกราบ ที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบที่สุด แล้วจะเกิดประโยชน์ต่อตัวผู้กราบได้มากที่สุด การเดินแถว เมื่อเดินเข้าห้องปฏิบัติธรรมหรือเดินกายในวัด มีฃ้อปฏิบัติดังนี้ ๑. ไม่ใช้ผ้าโพกศรืษะ หรือหนังสือบังแดดขณะเดิน ๒. ไม่พูดคุยกันจนเอิกเกริกเฮฮา ๓. เดินให้ตรงคอคนหน้า ๔. เดินยกเท้า ไม่เดินลากเท้าจนเกิดเสืยงดังและฝ่นฟ้ง ๕. ควรตรึกธรรมะขณะเดิน หมวดอาหาร ๒ฅ www.kalyanamitra.org

การรับประทานอาหาร/การฉัน ทางโลก เขาได้ข้าวปลาอาหารแล้ว กินเพื่อความอร่อยก็มี กินเพื่อความ บันเทิงก็มี กินเพื่อความสวย ความหล่อ ทั้งเพื่อไปบำรุงเรี่ยวแรง ให้กามกำเริบ ก็มี กินเพื่อเล่น กินเพื่อตบแต่ง กินเพื่อความฟ้งซ่าน ฯลฯ เพราะฉะนั้นพอ บวชแล้ว ฉันเพียงสองมื้อ ก่อนจะฉันก็พิจารณาอย่างแยบคาย เป็นต้นว่า เราฉันเข้าไปแล้วก็เพื่อเอาเรี่ยวแรงมาทำความดี ดีกษาค้นคว้าพระธรรมวินัย และขณะฉันเราก็ต้องรู้จักประมาณอีกด้วย เป็นต้นว่า เวลาฉัน อีก ๔-๕ คำ จะอิ่มแล้วหยุด เพราะเมื่อเรารู้สืกว่า ๔-๕ คำ จะอิ่ม ความจริงอิ่มแล้ว อาหารก็ จะพอเลี้ยงร่างกาย ไม่ง่วงเหงา ซึมเซา ความรู้สืกทางเพศไม่กำเริบ แต่ว่าถ้ากิน จนกระทั่งอิ่ม อิ่มแล้วแถมไปอีก ๔-๕ คำ ส่วนเกินนั้ทำให้โงกเงกง่วง ฟังเทศน์ ก็ไม่รู้เรื่อง คำ ว่า \"ฉัน\" ซึ่งใช้สำหรับพระภิกษุ สามเณร ความจริงก็คือ การกิน อย่างพิจารณานั่นเอง กินด้วยความรู้ต้ว แสวงหาก็แสวงหามาโดยชอบ ถึงคราว จะกินก็กินด้วย \"สติ\" รู้วัตถุประสงค์ด้วย เพราะฉะนั้น เราเป็นพระภิกษุสามเณร การฉันก็ขอให้ฉันอย่างสำรวม ฉันอย่างระมัดระวัง ไม่อย่างนั้นจะผิดพลาดไป จากพระวินัย ผิดพลาดไปจากวัตถุประสงค์ที่พระสัมมาล้มพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ การเตรียมตัวก่อนรับอาหาร เนื่องจากการอบรม มีผู้เข้าร่วมการอบรมมาก ฉะนัน จึงจำเป็นต้องมี ระเบียบวินัยในการรับอาหาร เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และประหยัดเวลา อันมีค่าของการอบรมซึ่งมีข้อปฏิบัติดังต่อไปนี้ อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมมา คือ ซองช้อน กระบอกนํ้า หนังสือสวดมนต์ สมุดบันทึก หนังสือคํมีอ ปากกา แสะกระดาษทิชชู วิธีการรับอาหาร กลุ่มใดพร้อม ให้เดินไปรับอาหารก่อน โดยเดินแถวเรียงเดี่ยวจากที่นั่ง ออกทางแนวกลาง ไม่ควรเดินออกทางด้านข้าง เพราะเป็นทางเดินขากลับของ ผู้ที่ได้รับอาหารมาแล้ว จะทำให้ติดขัดล่าช้า ไม่สะดวก เมื่อถึงจุดรับอาหาร www.kalyanamitra.org mM9n*Ts ๒๔

ให้ แปรแถวตามจำนวนแถวที่จัดไว้ และควรรับอาหารให้พอดีอิ่ม เมื่อเดีนกลับเข้าที่นั่ง ให้จัดวางภาชนะใส่อาหาร และอุปกรณ์ให้ เรียบร้อย (ดูภาพประกอบ) และปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ การวางอาหาร องคทระ ©□๐ ดานซาข ©□๐ ดานฃวา 0 □ จานขาว กระชอกนา กนังลัอสวดมนต์ ก่อนรับประทานอาหาร/ฉัน ๑. นั่งหลับตารอความพร้อมเพรียงกันของหมู่คณะ ๒. พระอาจารย์นำสวดมนต์และพิจารณาอาหาร เพื่อฝึกสติและใช้ ปัญญาพิจารณาก่อนรับประทานอาหาร/ฉัน ๓. นั่งรอให้พระอาจารย์ลงมือฉันก่อน จึงค่อยเริ่มทาน/ฉันอาหาร เป็นการให้ความเคารพท่าน ขณะรับประทานอาหาร/ฉัน ๑. นั่งตัวตรง ไม่ก้มลงไปหาจานข้าว เพราะเป็นกิริยาที่ดูแล้วไม่งาม ๒. ตักอาหารให้พอดีคำ ไม่กัดคำข้าว ถ้าอาหารชิ้นใหญ่หรีอยาว ให้ตัดพอดีคำ อย่าใช้ปากกัดฉีกชิ้นอาหาร ๓. ไม่อ้าปากรออาหาร ๔. ไม่เคี้ยวเสียงดัง ขณะเคี้ยวไม่อ้าปาก ๕. ไม่พูดคุยขณะมือาหารอยู่ในปาก ๖. ไม่เอานี้วล้วงเข้าไปในปาก ๒๕ www.kalyanamitra.org

๗.ไม่ขูดจานข้าวหรือบาตรเสียงดัง โดยขณะเกลี่ยอาหาร ให้นอนช้อน ขนานกับจานอาหารหรือบาตร หรืออาจใช้ส้อมจิ้มชิ้นอาหารเพื่อป้องกันLสียงดัง ๘. ไม่ฉันหกเรี่ยราด ๙. เกสียอาหารในจานให้เรียบร้อย ให้อยู่บริเวณตรงกลางและกลม อยู่เสมอ เป็นการสืกให้ใจคุ้นเคยกับที่ศูนย์กลางกาย หลังรับประทานอาหาร/ฉัน ๑. เมือฉันเสร็จแล้ว ให้ใช้กระดาษฑิชชูทำความสะอาดจานหรือบาตร ช้อนแสะส้อมให้สะอาดเรียบร้อย เพื่อขจัดคราบไขมัน และสิงสกปรกออกไป ๒. เก็บเศษอาหารห่อใส่กระดาษทิชชูให้เรียบร้อย เพื่อดูไม่น่ารังเกียจ ๓. ถ้าฉันเสร็จก่อนให้นังหลับตา ทำ สมาธิรอเพื่อน เพื่อความ พร้อมเพรียงของหมู่คณะ การฉันอาหารเป็นวง \"\"'วิบัติดังนี้ ๑. กลุ่มบุญอาหารจัดเตรียมอาหารก่อนเวลา ๓๐ นาที นอกนั้นตั้งแถว รอด้านนอก เมื่อจัดอาหารพร้อมจึงเดินเรียงแถวเข้ามา ๒. การนั่งฉันเป็นวงให้นั่งคละกลุ่มกัน เพื่อสร้างความคุ้นเคยกัน ๓. ให้กันเตฉันก่อน และให้อาวุโสบรีการกันเต ประโยชน์ที่จะได้รับจากการฉันเป็นวง คือ ฝึกความใจเย็น ทำ ให้เป็น คนสุขุม สง่างาม มีสติ เป็นที่ตั้งแห่งครัทธาได้ฝึกการเช้าลังคมและความเสืาE.ยสละ การดื่มนํ้า www.kalyanamitra.org ๒๖

นํ้าเป็นส่วนประกอบสำคัญ ที่จะช่วยรักษาความสมดุลของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนันจึงควรดืมนำอย่าง ถูกวิธีและเพียงพอ เพื่อป้องกันการขาดนำของร่างกาย จุดประสงค์ของการดื่มนํ้ามีดังนี้ ๑. เพื่อรักษาความสมดุลของร่างกาย ๒. เพื่อป้องโรคที่อาจเกิดขึ้น อันเนืองมาจากภาวะการขาดนำ ๓. เพื่อให้ร่างกายสดชื่น พร้อมทีจะทำกิจวัตรและกิจกรรม วิธีการปฏิบัติ ๑. ดื่มนํ้ามากพอ อย่างน้อยวันละ ๑.๕-๓ ลิตร ๒. หลังอาหารดื่มนํ้าทันที ๑ แก้ว เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร และดื่ม อีก ๒-๓ แก้ว เมื่อเวลาผ่านไป ๑๐-๒๐ นาที เพื่อช่วยระบบดูดซึมอาหารของ ร่างกาย ๓. ควรดื่มนํ้าในเวลาที่เหมาะสม คือ ดื่มนํ้าทันทีเมื่อตื่นนอน ไม่ควรดื่มนํ้าก่อนเข้าห้องปฏิบัติธรรม ควรดื่มนํ้าให้มาก ๆ ในระหว่างที่มีการพักนาน ๆ เมื่อรู้สืกว่าร่างกายขาดนํ้า เช่น ปัสสาวะมีสีเหลือง หรือ คอแห้ง ควรดื่มนํ้าทันที หมายเหตุ ไม่ควรยืนดื่มนํ้า ไม่ควรอมขอบแก้วนํ้า ไม่กระดกแก้วนํ้า สูงเกินควร และไม่ดืมนำเสียงดัง หากเดินทางไกล ก่อนออกเดินทาง ๑ ชัวโมง ไม่ควรดื่มนํ้า ครั้นถึงที่หมายจึงค่อยดืม เพราะจะช่วยไม่ให้ปวดปัสสาวะขณะเดิน ทางได้ www.kalyanamitra.org

หมวดห้องนำ การใช้ห้องนํ้า ๑. ควรถอดรองเท้าก่อนเข้าห้องนํ้า เพื่อป้องกันเศษฑิน ดินทราย เลอะ เทอะห้องนํ้า และจะทำให้ผิวเซรามิคของคอห่านชำรุดเสียหายเร็วกว่าปกติ ๒. เคาะประตูทุกครั้งก่อนเข้าห้องนํ้า ๓. เปิดนํ้าเพื่อกลบเสียง และราดนํ้าบ่อยๆ เพื่อกันกลิ่นรบกวนผู้อื่น ๔. ควรนั่งถ่ายทุกครั้ง ไม่ควรยืนถ่ายปัสสาวะ เพื่อฝึกความเป็นสมณะ ๕. ควํ่าขันทุกครั้งเมื่อใช้ห้องนํ้าเสร็จ เพื่อป้องกันคราบตะกอน หรือตะไคร่นํ้าจับที่ขันนํ้า ๖. ปิดก็อกนํ้าแค่พอสนิทเท่านั่น ไม่ควรปิดแน่นเกินไป เพราะจะทำให้ ก็อกนํ้าเสียได้ JL LKJ การอาบนํ้ๆ/สรงนํ้า ๑. ให้นังอาบน่าโดยใช้ผ้าสรงนํ้าและไม่ยืนอาบนํ้า เพราะจะทำให้ คราบ เหงื่อไคลกระเด็นลงตุ่มนํ้า หรือกระเด็นไปหาผู้อื่นได้ ๒.ไม่ใช้สายยางอาบนำ และไม่ฉีดนำจากสายยางเล่นขณะอาบนํ้า เพื่อ ประหยัดนํ้า า.๓. ไม่แช่ผ้าในถังขณะอาบนํ้า เพราะถังจะไม่พอใช้ L.๔. เติมนํ้าให้เต็มหลังอาบนั่าเสร็จแล้ว เพื่อป้องถันยุงวางไข่และทำให้ มินำ ใช้อยู่ตลอดเวลา ไม่ขาดแคลนในกรณีที่นํ้าไม่ไหล ๕. วางขันนํ้าที่ชั้นวางของให้เรืยบร้อย ๖. ตากผ้าให้เรืยบร้อยในจุดที่จัดไว้ และเอาด้านชื่อออกให้ลังเกต ได้ง่าย เพื่อป้องกันการลับเปลี่ยนถัน ๗. นุ่งห่มให้เรียบร้อยก่อนออกมาจากห้องนํ้า www.kalyanamitra.org ๒ร

หมวดห้องปฏิบัติธรรม ร/ 8/ I A 0/A กา บตธรรม มีข้อปฏิบัติดังนี้ ๑. จัดเตรียมอาสนะ นํ้าดื่ม และนาฟิกาสำหรับพระอาจารย์ ให้พร้อมก่อนเสมอ ๒. ทำ ภาระกิจส่วนตัวให้เรียบร้อย และวางรองเท้าในที่ที่จัดไว้ให้เรียบ ร้อยก่อนเข้าห้อง ๓. ล้างเท้าหรีอเช็ดเท้าให้สะอาดก่อนเข้าห้องปฏิบัติธรรม ๔. เปิดปิดประตูเบา ๆ ควรระวังอย่าให้มีเสียงดังขณะเดินในห้อง และ ไม่เหยียบอาสนะที่ปูไว้ จากนั้นให้นั่งรอในที่ของตนให้พร้อมก่อนเริมปฏิบัติธรรม ๕ นาที และวางของส่วนตัวให้เป็นระเบียบ ๕. ไม่ควรลุกเข้าออกห้องปฏิบัติธรรมบ่อย ๆ ๖.ไม่ควรทำกิจอย่างอื่นหรีออ่านหนังสีอฃณะปฏิบัติธรรม เพื่อแสดงความ เคารพในธรรม ๗. เมื่อเลิกจากการปฏิบัติธรรมทุกครั้ง ให้เก็บอาสนะวางไว้ในที่ที่จัด ''เรียบร้อย และนำของส่วนตัวออกจากห้องให้หมด ๒๙ www.kalyanamitra.org

การฟ้งธรรม เพื่อให้สามารถรองรับความรู้จากพระอาจารย์ได้เต็มที่ และเพือเป็นการ แสดงความเคารพต่อการฟังธรรมและต่อพระอาจารย์ ควรปฏิบัติดังนี้ ๑. เตรียมสมุดบันทึกธรรมะ และปากกาให้พร้อมทุกครัง ๒. เข้าถึงห้องก่อนเวลา และรักษาใจให้พร้อมที่จะรับความรู้ ๓. ถ้ามีคำถาม ควรเตรียมคำถามและให้อ่านง่าย ไม่ถามแทรกขณะที่ พระอาจารย์แสดงธรรม ควรถามเมื่อพระอาจารย์เปิดโอกาสให้ถาม ๔. นั่งพับเพียบขณะฟังธรรม ไม่เหยียดขา ไม่เท้าแขน ๕.ไม่ควรหลับตาในขณะฟังธรรม เพื่อป้องกันการเผลอสติหลับ ถ้าต้อง การทำสมาธิ ควรจะใช้วิธีลืมตาฟังพร้อมกับตรึกธรรมะไปด้วย ๖. ไม่ทำเสียงดังรบกวน เช่น เล่นปากกา หักนี้วมือ เพื่อไม่เป็นการ รบกวนผู้อื่นที่กำลังฟังธรรมอยู่ ๗. ไม่คุยกันขณะฟังธรรม เพื่อให้ความเคารพในการฟังธรรม ๘. พยายามจดบันทึกในส่วนที่สำคัญทุกครั้ง เพราะจำดีกว่าจด ถ้าจำ ไม่หมดจดดีกว่าจำ การสวดมนต์ ทำ วัตร ในสมัยพุทธกาล พระภิกษุได้เข้าเฝืาพระลัมมาลัมพุทธเจ้าทั้งเข้าและเย็น เพื่อรับฟังโอวาท ครั้นพระองค์เสด็จดับขันธปรีนิพพานแล้ว ก็ต้องพยายาม ให้โอวาทตนเอง โดยการทำวัตรสวดมนต์ วัตร แปลว่า สิงที่ควรทำ ทำ วัตร หมายถึง การสวดบทสรรเสรีญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระลังฆคุณ ถ้าจะสวดให้ได้ผล ต้องทำความรู้สึกเหมือนกับ เราได้เข้าเฝืาเฉพาะ พระพักตร์พระสัมมาส้มพุทธเจ้า ขณะที่สวดสรรเสริญพระคุณของพระองค์ ใจก็ชุ่มชื่น เป็นบุญเป็นกุศล ความคิด คำ พูด และการกระทำของเรา จะไม่ รั่วไหลไปในทางที่ชั่ว มีแต่คิดดี พูดดี และทำดีตลอดไป www.kalyanamitra.org ฅ๐

การทำวัตร นึกถึงคุณความดีต่างๆ ของพระรัตนตรัยเป็นประจำ ทำ ให้ ใจของเราน้อมไปถึงคุณความดี แล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธา เมื่อความเลื่อมใส ศรัทธาเกิด ยํ้าแล้วยํ้าอีก ในที่สุดใจของเราจะมั่นในศวามดี ตั้งใจทำความดีตสอดไป การสวดมนต์ คือ การนำคำสอนของพระสัมมาส้มพุทธเจ้ามาสวดกัน ซึ่งล้วนถอดมาจากพระไตรปิฎก อันเป็นพระธรรมเทศนาของพระองค์ทั้งสิน อานิสงส์ของการสวดมนต์ทำวัตร ๑. ทำ ให้จิตใจผ่องใส ตั้งมั่นเป็นสมาธิและชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลาที่สวด ๒. ทำ ให้เกิดความพร้อมเพรียงกันของหมู่คณะ ๓. เป็นการรักษาประเพณี ทำ ให้เกิดขวัญและกำลังใจ ๔. เป็นการรักษา พระธรรมคำสังลอนให้มั่นคงสืบไป ๕. ทำ ให้เกิดความเชื่อมั่นในตนเอง วิธีการสวดมนต์ ควรลวดมนต์ให้เต็มเสียง และถูกอักขระวิธี โดยให้เสียงเสมอกันและ พร้อมกัน ควรหลับตาสวดมนต์ พร้อมทั้งตรึกธรรมะไปด้วย ใจจะเป็นสมาธิได้ ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น แต่ถ้าง่วงนอนก็ให้ลืมตาสวดมนต์พร้อมทั้งตรึกธรมะไปด้วย ไม่ควรสวดเร็วหรือช้าเกินไป ควรสังเกตพระอาจารย์ผู้นำลวดเป็นหลัก ฅ๑ www.kalyanamitra.org

หมวดที่พักอาสัย การใช้และการดูแลรักษากลด ของความมักน้อยสันโดษ การฝึกสติและการผกความมีระเบียบวินัย ของตัวธรรม ทายาทเอง 0- TTT I I ' * -rm ■r-'r การเช้าพักในกลด มีข้อปฏิบัติดังนี้ ๑. ไม่ส่งเสียงดังรบกวนกลดข้างเคียง ๒. ไม่เปิดไฟฉายหลัง ๔ ทุ่ม ๓. ควรจัดสมณบริขารให้อยู่ในรูปแบบเดียวกัน เพื่อความเป็นระเบียบ เรียบร้อยสวยงาม และง่ายต่อการหยิบใช้ ๔. หันคีรษะตรงข้ามกับทิศทางลมโกรก เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย การดูแลรักษากลด มีข้อปฏิบัติในการดูแลรักษากลด ดังนี้ ๑. เก็บมุ้งให้เป็นระเบียบทุกครังที่ตื่นนอน เพือฝึกความรับผิดชอบ ๒. พับเสื่อ ผ้าพลาสติกให้เรียบร้อย ๓. ไม่ควรขุดร่องนํ้ารอบกลด เพื่อป้องกันนี้าขังจะทำให้เลอะเทอะได้ ๔. ใช้สอยเครื่องนอนอย่างระมัดระวัง เพื่อเป็นการรักษาสมบัติของ พระศาสนา www.kalyanamitra.org ถ๒

๕. เก็บของเข้าถุงใสทุกครัง เพือป้องกันฝ่นละอองจับและป้องกัน การเปียกฝน ๖. จัดของใช้ให้ดูเป็นระเบียบ ทำ ให้หาของได้ง่าย ของหายก็ทราบ ๗.ไม่ปล่อยให้บริเวณรอบกลดสกปรก เพราะจะทำให้ใจคุ้นอยู่แต่ความ สกปรก ๘. ส่งเสริมความมักน้อย สันโดษ มีเฉพาะอัฏฐบริขารเท่าที่จำเป็นเท่านั้น การจัดวางสิงของเครื่องใช้ การจัดวางสิงของเครื่องใช้ ใช้หสักที่ว่า หาก็ง่าย หายก็รู้ ดูสบายตา พาสบายใจ ๑. จีวรควรพับให้เรียบร้อยก่อนวางทุกครัง และไม่ให้วางที่พื้นดิน ๒. ไม่เอาสิงของใด ๆ วางทับบนหนังสือสวดมนต์ ๓.วางของในแนวฉาก ถ้าเป็นของประ๓ทเดียวกัน เช่น หนังสือ สมุด ให้เอาเล่มเล็กวางข้างบน แยกหนังสือสวดมนต์ไว้ต่างหาก หรือวางทับไว้ช้างบน อีกที กรณีมีฃนาดพอ ๆ กัน ฅฅ www.kalyanamitra.org

)— IS30 ะ^ ร่?3 หมวดผ้าไตรจีวร ■ธ!ะว£)<ร1' ผ้าไตรจีวร ผ้าไตรจีวร ซึ่งประกอบด้วย สบง จีวร และสังฆาฏิ เป็นเครื่องแบบ เฉพาะของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระสัมมา สัมพุทธเจ้าทรงมอบให้พระอานนท์เป็นผู้ออกแบบผ้าไตรจีวรที่พระภิกษุต้องใช้■นุ่ง ห่ม เ'พื่อแสดงความเป็นหมู'คณะชัดเจน ผ้าไตรจีวร จึงจัดเป็นเครื่องแบบของพระภิกษุ สามเณร ที่อายุยืนยาว มากกว่า ๒,๕๐๐ ปี บุคคลธรรมดาทั่วไปไม่มีสิทธี้ใช้ หากพระภิกษุ สามเณรรูป ใดลาสิกขาแล้ว จะต้องเปลี่ยนกสับไปสวมใส่เสื้อกางเกงตามเดิม เช่น ฆราวา สทั่วไป มิฉะ'นั้นจะถือว่ากระทำผิด มีโทษต้องถูกจองจำหรือถูกปรับตาม กฎหมาย g อีก'นัยห'นึ่ง ผ้าไตรจีวร เปรืยบเสมือนธงชัยของพระอรหันต์ เพราะการ บวชเป็นสามเณรหรือพระภิกษุ แม้เ'พียง'ชั่วคราว ก็นับว่าเป็นการสืบทอดพระพุทธ ศาสนา เพราะเป็นเหตุให้ได้ฝึกหัดขัดเกลาตนเองตามอรืยวินัย เป็นการ เดินทาง เข้าส่เล้นทางแห่งการสลัดออกจากกองทุกข์ ทำ ให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน อันเป็น เป้าหมายสูงสุดได้ ผ้าไตรจีวรที่ห่มคลุมกายของพระภิกษุ จึงเป็นประหนึ่งธงชัย ของพระอรหันต์ที่โบกสะบัด เป็นการประกาศว่า บัดนี้สัญญาณแห่งชัยชนะ ได้เริ่มแล้ว นอกจากผ้าไตรจีวร ซึ่งเป็นผ้าผืนหลักแล้ว พระภิกษุยังอาจจะมีผ้าอื่นๆ อีกสำหรับใช้ประกอบในการนุ่งห่ม หรือใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น อังสะ ผ้ารัดอก รัดประคด ผ้ารับประเคน ผ้ารองนั่ง ผ้าเช็ดหน้า ผ้าอาบนํ้าฝน และผ้าบริขารโจละ (ผ้าเล็กผ้าน้อย) อื่นๆอีก เช่น ย่าม สลกบาตร เป็นต้น www.kalyanamitra.org ฅ๔

การเขียนซื่อ การเขียนชื่อให้เขียนด้วยตัวอักษรขนาดความสูง ๑/๒ นิ้ว สำ หรับ พระภิกษุให้เขียน \"พ. (ชื่อ) (ฉายา) กลุ่ม (เลขกลุ่ม)\" และวงเล็บข้างล่างว่า ครองหรืออาศัย ส่วนสามเณรให้เขียน \"ส.ณ. (ชื่อ) (นามสกุล) กลุ่ม (เลข กลุ่ม)\" โดยให้เขียนเป็นเลขไทยเท่านั้น สบง ให้เขียนที่ชายด้านใน พ.สมชาติ ฝ็ชาโต กลุ่ม ๑ (อาศัย) จีวรและสังฆาฏิ ให้เขียนที่มุมขวาของตะเข็บด้านใน สังเกตที่ฃันของจีวรด้าน บนจะมีขันเล็ก ๆ ๓ ขัน ดังหมายเลข ๑,๒,๓ (ดูภาพประกอบ) ให้เขียนชื่อ ฉายา กลุ่ม ลงบนมุมด้านขวาของขันที่ ๓ (ดูภาพประกอบ) ถ้าเป็นจีวรให้ระบุ ด้วยว่า เป็นผ้าครองหรือผ้าอาศัย ถ้าเป็นสังฆาฏิ ก็ให้เขียนว่า สังฆาฏิ วิธีสังเกตจีวร ด้านใน จะเห็นตะเข็บยาว ด้านนอก จะเห็นขอบจีวร ด้านบน จะสังเกตว่ามีสามขัน เป็นต้น (สังเกตจากภาพประกอบ) (?>) (เอ) (๓) I www.kalyanamitra.org nanriem ฅ๔

อังสะ ให้เขียนที่กระเป๋าด้านใน /' rl k1 l?:tiJy• ผ้าอื่น ๆ เช่น ผ้าสรงนํ้า ผ้าเช็ดบาตร ผ้าขนหนู ให้เขียนตัวโต ๆ โดย เขียนชื่อ ฉายา กลุ่ม และห้ามเขียนภาพใด ๆ ลงไปในผ้าทุกชิน รวมทังอักษร ภาษาอังกฤษ หรือภาษาอื่น ๆ ด้วย สลกบาตร ห้ามเขียนชื่อ และห้ามทำสัญลักษณ์ใดๆ ทังสิน บาตร กระบอกนํ้า และอุปกรณ์ของใช้อื่น ๆ ให้ใช้กระะดาษกาวตด และเขียนซื่อ/กลุ่มให้ชัดเจน TFP rrrn :า1~|ท้ www.kalyanamitra.org 6า๖

วินัยผ้า เมื่อเข้าส่พิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว พระธรรมวินัยที่เกี่ยวข้องกับผ้า ต่าง ๆ เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องทราบ และปฏิบัติตามให้ถูกต้อง ดังนี้ การพินทุผ้า การพินทุผ้า คือ การทำให้เสียสีในเนี้อผ้า ให้เป็นสัญลักษถเในการ จดจำผ้าของตนเองได้ ผ้าใหม่ทุกผืนจะต้องพินทุก่อนนำไปใช้สอย หากไม่พินทุ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ การพินทุผ้า เรื่มด้วยการตั้งนะโมฯ ๓ จบ แล้วใช้ปากกาทำเครื่องหมาย ที่มุมผ้า เป็นจุดขนาดประมาณเมล็ดถั่วเขียว ๓ จุด แต่ละจุดห่างกันให้เป็นรูป สามเหลี่ยมพร้อมกับกล่าวคำทำพินทุว่า เราทำเครื่องหมายด้วยจุดนี้ เป็นภาษาบาลี คำ พินทุกัปปะ พึงตั้งนะโม ๓ จบก่อน และเปล่งวาจาหรือผูกใจขณะที่ทำอยู่ว่า อิมัง พินทุกัปปัง กะโรมิ ทุติยัมปิ อิมัง พินทุกัปปัง กะโรมิ ตะติยัมปิ อิมัง พินทุกัปปัง กะโรมิ. ขอบจวร การอธิษฐานผ้า อธิษฐานในทางพระวินัย คือ การตั้งเอาไว้หรือตั้งใจกำหนดเอาไว้ เช่น การได้ผ้ามาผืนหนึ่ง เราก็จะต้องอธิษฐานตั้งใจว่าจะใช้เป็นผ้าอะไร เช่น เป็นลังฆาฏิ เป็นสบง หรือจีวร เป็นต้น โดยสามารถอธิษฐานได้อย่างละผืนเท่านั้น ยกเว้น ผ้าบริขารโจละ และผ้าเช็ดหน้า สามารถอธิษรานได้มากกว่า ๑ ผืน 6า๗ www.kalyanamitra.org

การอธิษฐานผ้า ทำ ไดโดย ตั้งนะโมฯ ๓ จบ แล้วกล่าวคำอธิษฐานผ้า พร้อมกับใช้มือลูบผ้าวนขวา ๓ ครั้ง เช่น การอธิษฐานผ้าสังฆาฏิ ว่าดังนี้ อิมัง สังฆาฏิง อธิฏฐามิ ทุติยัมปิ อิมัง สังฆาฏิง อธิฏฐามื ตะติยัมปิ อิมัง สังฆาฏิง อธิฏฐามิ. เมื่อจะอธิษฐานบริขารอื่น ๆ ให้เปลี่ยนคำว่า สังฆาฏิง ไปตามชนิด ของบริขาร อุตตะราสังคัง ผ้าอุตราสงค์ (จีวร) อันตะระวาสะกัง ผ้าอันตรวาสก (สบง) นิสีทะนัง อาสนะ ป้ตตัง บาตร ปะริกขาระโจสัง ผ้าบริขาร ผ้าเล็กผ้าน้อย มุขะปุญฉะนะใจลัง ผ้าเช็ดหน้า วัสสิกะสาฏิกัง ผ้าอาบนี้าฝน สำ หรับผ้าบริขารโจละ และผ้าเช็ดหน้า ถ้าอธิษฐานตั้งแต่สองผืนขึ้นไป ให้เปลี่ยน อิมัง เป็น เมานิ และ อัง ท้ายศัพย์ เป็น อานิ เช่น เมานิ ปะริกขาระใจลานิ อธิฏฐามิ ทุติยัมปิ เมานิ ปะริกขาระใจลานิ อธิฎฐามิ ตะติยัมปิ เมานิ ปะริกขาระใจลานิ อธิฏฐามิ การถอนอธิษฐาน ผ้าอธิษฐานเหล่านี้ถ้าจะเปลี่ยนใหม่ ให้ถอน อธิษฐาน โดยเปลี่ยนคำว่า สังฆาฏิง ไปตามชนิดของบริขารนั้นๆ) ด้วยคำว่า อิมัง สังฆาฏิง ปัจจุทธะรามิ ทุติยัมปิ อิมัง สังฆาฏิง ปัจจุทธะรามิ ตะติยัมปิ อิมัง สังฆาฏิง ปัจจุทธะรามิ www.kalyanamitra.org ฅ๘

การวิกัป!เผ้า เนื่องจากจีวรครองและสบงครองมีได้เพียงชุดเดียว ในการใช้ผ้าของเรา จำ เป็นจะต้องมีชุดเปลี่ยน หากจะเพิ่มจำนวนสบงและจีวร (เรียกว่า ผ้าอาด้ย) ตามพระธรรมวินัยบัญญัติให้ต้องวิกัปป๋ คือ ทำ ให้เป็น 2 เจ้าของ เป็นของ กองกลาง เพื่อที่ว่าจะได้ติดในทรัพย์สินที่เป็นผ้าจีวร ก่อนที่จะนำผ้าที่วิกัปป๋มา ใช้ได้ ภิกษุที่เจ้าของร่วมจะต้องถอนวิกัปป๋ก่อน คำ วิกัปป๋ผ้าสำหรับผ้าผืนเดียว ว่าดังนี้ อิมัง จีวะรัง ตุยห้ง วิกัปเปมี ทุติยัมปิ อิมัง จีวะรัง ตุยห้ง วิกัปเปมี ตะติยัมปิ. อิมัง จีวะรัง ตุยหัง วิกัปเปมิ ถ้าผ้าสองผืนขึ้นไป ให้เปลี่ยนคำดังนี้ เมานิ จีวะรานิ ตุยหัง วิกัปเปมี คำ ถอนวิกัปป๋ สำ หรับผ้าผืนเดียว และผู้ถอนเป็นภัณเต ว่าดังนี้ อิมัง จีระรัง มัยหัง รันตะกัง ปริภุญชะ รา ริรัชเชหิ รา ยะถาป็จจะยัง รา กะโรหิ ทุติยัมปิ อิมัง จีวะรัง มัยทัง สินตะกัง ปริภุญชะ วา วิสัชเชหิ วา ยะถาปัจจะยัง วา กะโรหิ ตะติยัมปิ อิมัง จีวะรัง มัยทัง สินตะกัง ปริภุญชะ วา วิสิชเชหิ วา ยะถาปัจจะยัง วา กะโรหิ ถ้าผู้ถอนเป็นอาวุโส ว่าดังนี้ อิมัง จีวะรัง มัยหัง สันตะกัง ปริภุญซะถะ วา วิสัซเซถะ วา ยะถาป้จจะยัง วา กะโรถะ ทุติยัมปิ อิมัง จีวะรัง มัยทัง สันตะกัง ปริภุญชะถะ วา วิสัชเซถะ วา ยะถาปัจจะยัง วา กะโรถะ ตะติยัมปิ อิมัง จีวะรัง มัยทัง สินตะกัง ปริภุญชะถะ วา วิสิชเซถะ วา ยะถาปัจจะยัง วา กะโรถะ ถ๙ www.kalyanamitra.org

ถ้าถอนวิกัปป้ผ้าสองผืนขึ้นไป เปลี่ยนคำดังนี อิมัง จีวะรัง เป็น อิมานิ จีวะรานิ สันตะกัง เป็น สันตะกานิ การรักษาผ้าครอง เมื่อเราอธิษฐานผ้าไตรจีวร คือ สังฆาฏิ อุตตราสงค์ และอันตรวาสก จำ นวน 3 ผืน ซึ่งเรียกว่าผ้าครอง พระภิกษุจะต้องรักษาให้อยู่ในหัตถบาทก่อน ที่จะเริ่มเช้าวันใหม่ เรียกว่า \"รักษาผ้าครอง\" ถ้าหากขาดครองคือ ผ้าผืนใดผืน หนึ่งใน 3 ผืนนี้ไม่ได้อยู่ในหัตถบาทก่อนเวลาเช้าตอนรับอรุณ เป็นอาบัติ นิสสัคคียปาจิตตีย์ เพราะถือว่าเป็นการไม่รักษาสมบัติของตน เมือจะปสงอาบัติ จะต้องสละผ้าของตนให้แก่ภิกษุรูปอืนก่อนใดยการกล่าวคำ'■สียส^^ผ้'' แล้วจง ปลงอาบัติได้ และก็เป็นประเพณีอันดีงามทีพระภิกษุทีได้รับผ้าไปจะคืนให้แก่เจ้า ของเดีม เมื่อได้รับผ้าคืนมาแล้วก็จะต้องอธิษฐานใหม่ คำ เสียสละผ้าครอง คำ เสียสละผ้าครองสำหรับผ้า ๑ ผืน ให้แก่ภิกษุทีเป็นกันเต ว่าดังนี อิทัง เม กันเต จีวะรัง รัตติวิปปะๅตถัง อัญญัตระ ภิกขุ สัมมะติยา นิสสัคคืยัง อิมาหัง อายัสมะโต นิสสัชชามื ฯ ทุติยัมปี อิทัง เม กันเต จีวะรัง รัตติวิปปะวุตถัง อัญญัตระ ภิกขุ ส้มมะติยา นิลสัคคืยัง อิมาหัง อายัสมะโต นิสสัชชามื ฯ ตะติยัมปี อิทัง เม กันเต จีวะรัง รัตติวิปปะวุตถัง อัญญัตระ ภิกขุ ส้มมะติยา นิสสัคคืยัง รมาหัง อายัสมะโต นิสส้ชชามิ ฯ ถ้าเสียสละผ้าครองให้แก่ภิกษุผู้เป็นอาวุโส ให้เปลียนคำว่า ภันเต เป็น อาวุโส ถ้าเสียสละผ้า ๒ ผืน ให้เปลี่ยนคำว่า จีวะรัง เป็น ทวิจีวะรัง ถ้าเสียสละผ้า ๓ ผืน ให้เปลี่ยนคำว่า จีวะรัง เป็น ติจีวะรัง คำ ให้ผ้าคืน ว่าดังนี้ อิมัง จีวะรัง อายัสสมะโต ทัมมิ ฯ www.kalyanamitra.org ๔๐

ประเภท ตารางแจงรายละเอียด หมายเหตุ อธิษฐาน วิทัป{เ พินทุ ๑. สังฆาฏิ ๒. จีวรครอง ๓. สบงครอง ๔. บาตร /• ร/ ร/ ๕. จีวรอาศัย (ช่ว.งเข้าพรรษา) (ช่วงออกพรรษา) ร/ ๖. สบงอาศัย ร/ ๗. ผ้าอาบ'นาฝน/ ผ้าสรง\"นํ้า ๘. ผ้าเช็ดหน้า ๙. สลกบาตร ร/ ร/ - ผ้าเช็ดบาตร ๑๐.ย่าม - สายรัดประคด ๑๑.ผ้าบรืขารอื่น - ผ้ารัดอก - ผ้ารับประเคน - ผ้าเช็ดตัว ข้อสังเกต ๑. ผ้าทีเป็นของสงฆ์ เช่น มุ้ง บาตร และสลกบาตร เราจะไม่ทำการ เขียนชื่อ และพินทุ เพื่อเป็นการยังประโยช'น์ให้สามารถใช้ในรุ่นต่อไปได้อีก ๒. ผ้าอาบ■นํ้าฝน หรือผ้าสรง■นํ้า คือ ช'นิดเดียวกัน แต่ถ้าได้มาในช่วง เช้าพรรษา เรียกว่าผ้าอาบ'นาฝน ใ\"พ้ทำการอฐิษฐานผ้า แต่ถ้าได้มาในช่วงอื่น นอกฤดูเข้าพรรษาใ'ห้ทำการวิกัปป๋เพื่อนำมาใช้ 21 ๔๑ www.kalyanamitra.org

การปลงอาบัติ การที่เมื่อพระภิกษุละเมิดพระวินัยหรือศีล แล้วสำนึกได้ จึงรีบมาเปิด เผยให้เพื่อนภิกษุด้วยกันรับรู้ แล้วตั้งใจว่า ต่อไปจะพยายามสำรวมระวัง ไม่ ทำ ผิดอีก เรียกว่า \"การปลงอาบัติ\" พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระวินัย ห้ามพระภิกษุปกปิดความผิดของตน ทำ ผิดแล้วต้องรีบเปิดเผย เพีอไม่ให้เป็นคนลวงโลก ถ้าทำผิดหนักจริงๆ ก็ต้อง ยอมตัดใจลาสิกขา เพราะแสดงว่า สติสัมปชัญญะหย่อนเกินกว่าที่จะทำความดีได้ ในเพศสมณะ ถ้าผิดหนักแต่ยังไม่ถึงขนาดต้องลาสิกขา ก็ต้องยอมประจานตน ต่อหน้าคณะสงฆ์เพื่อขอรับโทษ แม้ถึงถูกกักบริเวณก็ต้องยอม วิธีการปลงอาบัติ ๑. นั่งบนอาสนะเดียวกัน คุกเข่าหันหน้าเข้าหากันห่างกันประมาณ ๑ ศอก ๓. อาวุโสถ้มศีรษะโน้มตัวลงประนมมืออยู่ระหว่างอก ส่วนบันเตประนมมือรับ ๔. อาวุโสกส่าวคำปลงอาบัติต่อจากนั่นบันเตกส่าวคำปลงอาบัติ เช่นกัน หมายเหตุ การปลงอาบัติทุกครั้งให้อยู่ในที่มืแสงสว่างมองเห็นหน้ากัน ได้ชัดเจน และต้องนุ่งห่มให้เรียบร้อย อานิสงส์ของการปลงอาบัติ ๑. ทำ ให้ได้สำนึกความผิดเร็วขึ้น ๒. ทำ ให้แถ้ไขตัวเองได้ทันท่วงที ๓. ทำ ให้ไม'เป็นคนลวงโลก ไม'มีมารยา จิตใจพร้อมที่จะเปิดรับ ความดีอยู่ตลอดเวลา www.kalyanamitra.org ๔๒

หมวดการนุ่งห่ม การพิจารณาก่อนห่มจีวร จีวรที่ยังมิได้ห่มนั้นดูสะอาด แต่เมือมาห่อหุ้มคลุมร่างกายอันปฏิกูลนีแล้ว จีวรนั้นก็จะแปรสภาพเป็นซองปฏิกูลไปด้วย เพราะถูกต้องเหงื่อไคลที่ไหลออกมา จากร่างกายเรา พิจารณาอย่างนีเพือปัองกันมิให้จีตไจเกิดตัณหาเวลาไซ้สอยจีวว นั่นเอง วัตถุประสงค์ของการนุ่งห่ม เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดฃึน พระองค์ได้ทรงแสดงการดำเนินชวต อันประเสริฐไห้ชาวโลกดูว่า เสือผ้าเครืองนุ่งห่ม ไม่ได้ต้องการอะไรมาก ผ้าสาม ผืนก็พอแล้ว คือ สบง จีวร และสังฆาฏิ โดยมีวัตถุประสงค์เพึอป้องกัน ความ ร้อน ความหนาว ลม แดด ฝน กันเสือด เหลือบ ลิน ยุง แมลง มาไต่ตอม รวมทังกันอาย และการทีไซ้ผ้าสืเดียวกันเป็นพืน ก็เกิดความงามแบบสงบเยน มีดวามสง่าอยู่ไนตัว การนุ่งสบง การนุ่งสบง นุ่งยาวไต้เข่าลงมาครึ่งหน้าแข้ง ไห้ขอบสบงเสมอกันเป็น ปริมณฑล คือ ด้านหน้าและด้านหลังยาวเท่ากัน ไม่ย้วยหน้าย้วยหลัง ไนการ พับชายสบง ไห้พับวนขวา ๒-๓ รอบก่อน ความกว้างประมาณ ๕-๗ นิวมีอ แล้วจึงสลับฟันปลา รัดประคดเอว บริเวณสะดือ www.kalyanamitra.org

การห่มจีวร มีอยู่ ถ แบบใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ การห่มดอง ห่มปิดบ่าซ้ายเปิดบ่าขวา ด้วยวิธีจับผ้าพับลงมาพอดี ชักชายข้างหนึ่ง โอบหลังสอดรักแร้ขวา โอบหน้าอกเนไบ่ทาบบนบ่าซ้าย เอาชายที่จีบไว้พาดลง บนบ่าซ้าย ให้ห้อยลงทั้งสองข้าง คาดผ้ารัดอก ตลอดการอบรม ธรรมทายาทจะใช้การห่มแบบนี้ เพื่อความคล่องตัว ในการทำกิจวัตรกิจกรรมต่าง ๆ โดยมีมาตรฐานการนุ่งห่ม คือ ห่มด้านหน้า ให้ชายจีวรเสมอขอบสบง ชายจีวรด้านซ้ายคลุมศอก ด้านหลังยกเหนือของสบง ขึ้นมา ๑ ฝ่ามีอ โดยให้จับคู่พับผ้าและครองผ้า เพื่อฝ่กความมีนํ้าใจ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การทาบสังฆาฏิ พาดทับให้ชายด้านหลังเทำกับแนวจีวร แนบสนิทแนวจีวร www.kalyanamitra.org ๔๔

ผ้ารัดอก รัดตามดังรูป โดยรัดบริเวณอกราวลินปี ขวาทับซ้าย การห่มบวบ เป็นการห่มเฉวียงปา ปีดปาซ้ายเปิดปาขวา โดยม้วนผ้าจีวรหมุนขวา แล้วตวัดขึ้นรับกับแขนซ้าย การห่มมังกร ม้วนลูกบวบทางขวา ชักลูกบวบขึ้นหนีบไว้ที่รักแร้ซ้าย เอาริมจีวรปก ปาซ้าย ให้ชายลูกบวบปกแขนซ้าย เอามือขวาลอดทางด้านล่างแห่งจีวร พระภิกษุที่นุ่งห่มเรียบร้อย ก็จะไม่เป็นที่รังเกียจของใคร แต่ถ้านุ่งห่ม ไม่เรียบร้อย ภาษาพระเรียกว่า \"นุ่งชัว ห่มชัว\" ทำ ให้ไม่น่าเข้าใกล้ ขวางหู ขวางตา และเป็นอันตรายต่อเพศตรงข้าม (£(& www.kalyanamitra.org

หมวดปกิณกะ การใช้สรรพนามในหมู่พระภิกษุและสามเณร การใช้สรรพนามในหมู่พระภิกษุและสามเณร เป็นเรื่องที่ธรรมทายาท ควรทำความศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการสืกให้มีสัมมาคารวะ และความอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งเป็นที่มาแห่งปัญญา เพราะผู้สูงอายุกว่า จะเกิดความเอ็นดู แล้วถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ และคุณธรรมความดีงาม มาสู่ตัวเรา ๑. ความเคารพซึ่งกันและกัน ก่อนบวช เคารพกันตามอายุ ใครอายุ มากกว่าให้เรียก \"พี่\" พี่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่น้องๆ และน้องๆ ก็ควรเชื่อ ฟังคำแนะนำของพี่ ๒. เคารพกันตามอาวุโส หลังบวช พระเคารพกันตามวันเวลาที่บวช บวชก่อนเป็นกันเต บวชทีหลังเป็นอาวุโล สามเณรเคารพกันตามอายุ ๓. การใช้สรรพนาม พระภิกษุผู้บวชก่อนเรียกผู้บวชทีหลังว่า \"ท่าน\" ส่วน ผู้บวชทีหลังเรียกผู้ที่บวชก่อนว่า \"หลวงพี่\" ขณะพูดควรประนมมีอและลงท้ายด้วย \"ครับ\" พระภิกษุเรียกลามเณรว่า สามเณร ^ สามเณรที่มีอายุมากกว่า เรียกผู้ที่อายุน้อยกว่าว่า \"ท่าน\" ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า เรียกผู้ที่มีอายุมากกว่าว่า \"พี่เณร\" ลามเณรเรียกพระ ภิกษุว่า \"หลวงพี่\" ขณะพูดต้องประนมมือ และลงท้ายด้วยคำว่า \"ครับ\" ^ ในกรณีที่พระคุยกับพระ ให้ใช้แทนตัวว่า \"ผม\" และ ให้เรียกอีกฝ่ายหนื่งว่า \"ท่าน ในกรณีที่บวชใกล้ๆ กัน การปฏิสันถารญาติโยม ๑. ช่วงก่อนบวช ไม่อนุญาติให้พบโยม เพี่อให้มีโอกาลปฏิบัติธรรม ได้เต็มที่ เมื่อบวชแล้วจะได้พบในช่วงบ่ายวันอาทีตย์ ๒. การพบโยมให้พระนั่งบนเก้าอี้ โยมนั่งที่เสือ เป็นการเคารพใน พระรัตนตรัย และการแสดงธรรมตามพระธรรมวินัย www.kalyanamitra.org ๔๖


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook