Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิจัยในชั้นเรียน 1-2561

วิจัยในชั้นเรียน 1-2561

Published by Thitiyaporn Keebsantia, 2020-09-29 08:26:37

Description: วิจัยในชั้นเรียน 1-2561

Search

Read the Text Version

รายงานวิจยั ในชัน้ เรียน การใช้ Google Apps ในการจดั การเรียนการสอน วิชา โครงงานคอมพวิ เตอร์ เพอ่ื ส่งเสริมการทางานรว่ มกัน สาหรบั นกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนประโคนชยั พิทยาคม อาเภอประโคนชัย จังหวดั บุรีรมั ย์ นางสาวฐติ ิยาภรณ์ กีบสนั เทยี ะ ตาแหน่ง ครู โรงเรยี นประโคนชยั พิทยาคม สานกั งานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต 32 สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน กระทรวงศึกษาธิการ



ชื่อเร่อื ง การใช้ Google Apps ในการจัดการเรยี นการสอน วิชา โครงงานคอมพวิ เตอร์ เพ่อื สง่ เสริมการทางานร่วมกนั สาหรบั นักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 6/3 ชื่อผวู้ ิจยั โรงเรียนประโคนชัยพทิ ยาคม อาเภอประโคนชัย จังหวัดบรุ รี มั ย์ สถานศกึ ษา นางสาวฐิติยาภรณ์ กบี สันเทยี ะ ปีการศกึ ษา โรงเรียนประโคนชัยพทิ ยาคม 2561 บทคดั ยอ่ การวิจยั ครงั้ นม้ี ีวัตถปุ ระสงค์เพ่อื 1) เพือ่ ใช้ Google Apps ในการจดั การเรียนการสอน วิชา โครงงานคอมพิวเตอร์ สาหรับนักเรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6/3 2) เพอื่ เปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ิทางการ เรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 ที่เรียนโดยใช้ Google Apps ในการ จัดการเรียนการสอน วิชา โครงงานคอมพิวเตอร์ 3) เพื่อส่งเสริมทักษะการทางานร่วมกัน และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 ที่มีต่อการใช้ Google Apps ในการ จัดการเรยี นการสอน วิชา โครงงานคอมพวิ เตอร์ กลุม่ ตัวอยา่ ง ไดแ้ ก่ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6/3 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม อาเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ จานวน 39 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) Google Apps 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา โครงงาน คอมพวิ เตอร์ เปน็ แบบปรนยั ชนดิ เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 20 ข้อ 3) แบบประเมินการทางาน รว่ มกัน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนด้วย Google Apps สถิติใน การวเิ คราะหข์ อ้ มูล คอื ค่าเฉลยี่ รอ้ ยละ และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า ด้านผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วย Google Apps วิชา โครงงานคอมพิวเตอร์ เพ่ือส่งเสริมการทางานร่วมกัน สาหรับนักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาปีท่ี 6/3 จานวน 39 คน ผลท่ีได้จากการทาแบบทดสอบก่อนเรียน ซ่ึงมีคะแนนเต็ม 20 คะแนน นกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6/3 จานวน 39 คน สามารถทาคะแนนเฉลี่ยได้ 12.51 คิด เป็นร้อยละ 62.56 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.68 และผลท่ีได้จากการทาแบบทดสอบหลัง เรียนซึง่ มีคะแนนเตม็ 20 คะแนนเทา่ กนั นักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6/3 สามารถทาคะแนนเฉลี่ย ได้ 16.90 คิดเป็นร้อยละ 84.49 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.52 ผลปรากฏว่าคะแนนหลัง เรียนสงู กวา่ กอ่ นเรียน ดา้ นการทางานรว่ มกันของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 6/3 มีผลการประเมิน การทางานร่วมกัน ของนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 6/3 ทจ่ี ัดการเรยี นการสอนโดยใช้ Google Apps มีค่าเฉลย่ี เทา่ กบั 4.25 และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน เท่ากบั 0.62 เมอื่ นามาเปรียบเทียบเกณฑ์ท่ีได้ กาหนดไว้พบว่าอยู่ในเกณฑ์มาก ส่วนด้านผลการประเมินความพึงพอใจ พบว่า นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีท่ี 6/3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วย Google Apps วิชา โครงงานคอมพิวเตอร์ (1)

เพ่ือส่งเสริมการทางานร่วมกัน เท่ากับ 4.28 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.59 เมื่อนามา เปรยี บเทียบเกณฑท์ ่ีไดก้ าหนดไวพ้ บวา่ อย่ใู นเกณฑ์มาก (2)

กติ ตกิ รรมประกาศ รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เร่ือง การใช้ Google Apps ในการจัดการเรียนการสอน วิชา โครงงานคอมพิวเตอร์ เพื่อส่งเสริมการทางานร่วมกัน สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม อาเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เล่มน้ี สาเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความ กรุณาเป็นอย่างดีย่ิงจาก ดร.ชานาญ บุญวงศ์ ผู้อานวยการโรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม ท่ีได้ให้ คาแนะนาและใหค้ าปรกึ ษา ผู้วจิ ัยรูส้ กึ ซาบซ้ึงและขอขอบพระคณุ เป็นอยา่ งสงู ขอขอบคณุ คณะครู กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรียนประโคนชัย พทิ ยาคมทุกทา่ น ท่ใี ห้การสนบั สนนุ ให้กาลงั ใจในการจดั ทารายงานวจิ ัยในชนั้ เรียนเล่มนี้ คณุ ค่าและประโยชน์ของรายงานวิจัยในชั้นเรียนเล่มนี้ ขอมอบเป็น เครื่องบูชาพระคุณบิดา มารดา และครูอาจารยท์ ุกทา่ นทีไ่ ด้อบรมสง่ั สอน ประสทิ ธป์ิ ระสาทความรู้แก่ผู้วิจยั ฐติ ิยาภรณ์ กบี สนั เทียะ 12 พฤศจิกายน 2561 (3)

สารบญั หน้า (1) บทคดั ย่อ (2) กิตตกิ รรมประกาศ (3) สารบัญ (5) สารบัญตาราง 1 บทท่ี 1 บทนา 1 3 ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา 3 วตั ถุประสงคข์ องการวิจัย 3 สมมุติฐานของการวิจยั 3 ประโยชนท์ คี่ าดว่าจะได้รบั 4 ขอบเขตของการวจิ ยั 5 นิยามศัพทเ์ ฉพาะ 5 บทท่ี 2 เอกสารเกี่ยวขอ้ ง หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 กลุม่ สาระ 7 การเรยี นรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี 17 Google Apps 20 การทางานรว่ มกัน 24 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น 26 งานวจิ ัยท่ีเกี่ยวข้อง 26 บทที่ 3 วธิ ีดาเนินการวิจัย 26 ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง 26 เครือ่ งมือท่ีใชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมูล 27 การสร้างเครอ่ื งมือ 28 การดาเนนิ การศึกษา 29 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 29 การวเิ คราะหข์ อ้ มลู 31 สถิติท่ใี ชใ้ นการวิเคราะหข์ ้อมูล 36 บทท่ี 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 36 บทท่ี 5 สรปุ ผลการวิจัยและขอ้ เสนอแนะ 37 สรปุ ผลการวิจัย ขอ้ เสนอแนะ (4)

สารบญั (ตอ่ ) หน้า 38 บรรณานุกรม 39 ภาคผนวก 40 44 Google Apps 49 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น 51 แบบประเมินการทางานรว่ มกนั แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรยี น (5)

สารบญั ตาราง หนา้ 28 ตารางที่ 31 1 แสดงระยะเวลาในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล 2 แสดงผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน วิชา โครงงานคอมพิวเตอร์ 33 ของนกั เรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 6/3 3 แสดงผลประเมินการทางานรว่ มกัน วิชา โครงงานคอมพวิ เตอร์ 34 ของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6/3 4 สรปุ ผลการประเมินความพึงพอใจตอ่ การเรียนดว้ ย Google Apps วิชา โครงงานคอมพวิ เตอร์ โดยนกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 6/3 (6)

บทที่ 1 บทนำ ควำมเปน็ มำและควำมสำคัญของปัญหำ การให้การศึกษาสาหรับศตวรรษท่ี 21 จะมีความยืดหยุ่น สร้างสรรค์ ท้าทาย และซับซ้อน เป็นการศึกษาที่จะทาให้โลกเกิดการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็วเต็มไปด้วยสิ่งท้าทาย ลักษณะของ หลกั สูตรในศตวรรษที่ 21 จะเป็นหลักสูตรท่ีเน้นคุณลักษณะเชิงวิพากษ์ (critical attributes) เชิงสห วิทยาการ (interdisciplinary) ยึดโครงงานเป็นฐาน (project-based) และขับเคล่ือนด้วยการวิจัย (research-driven) เช่ือมโยงท้องถ่ินชุมชนเข้ากับภาค ประเทศ และโลก ในบางโอกาสนักเรียน สามารถรว่ มมอื (collaboration) กับโครงงานต่างๆ ไดท้ ว่ั โลก เปน็ หลักสตู รที่เน้นทักษะการคิดข้ันสูง พหุปัญญา เทคโนโลยีและมัลติมีเดีย ความรู้พ้ืนฐานเชิงพหุศตวรรษท่ี 21 และการประเมินผลตาม สภาพจรงิ ทักษะที่คาดหวังสาหรับศตวรรษท่ี 21 ที่เรียนร้ผู ่านหลักสูตรที่เป็นสหวิทยาการ บูรณาการ ยึดโครงงานเปน็ ฐานและอื่นๆ ดงั กล่าวจะเน้นเร่อื ง 1) ทักษะการเรยี นรู้และนวัตกรรม 2) ทักษะชีวิต และอาชีพ 3) ทักษะสารสนเทศ ส่อื และเทคโนโลยี ท่ีคาดหวังว่าจะเกิดข้ึนได้จากความร่วมมือ ในการ ทางานเปน็ ทมี การคิดเชิงวิพากษ์ ในปัญหาทซี่ ับซ้อน การนาเสนอดว้ ยวาจาและด้วยการเขียน การใช้ เทคโนโลยี ความเป็นพลเมืองดี การฝึกปฏิบัติอาชีพ การวิจัย และการปฏิบัติสิ่งต่างๆ ท่ีกล่าวมา ข้างตน้ (สานกั แผนและประกนั คณุ ภาพการศึกษา. ม.ป.ป. : 1) หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นหลักสูตรท่ีมุ่งพัฒนาผู้เรียน ทุกคน ซึง่ เปน็ กาลังของชาติ ให้เป็นมนุษย์ท่ีมีความสมดุลทางด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสานึก เปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมขุ มคี วามรูแ้ ละทกั ษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จาเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และ การศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญบนพื้นฐานความเช่ือว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และ พัฒนาตนเองได้ตามศักยภาพ จึงกาหนดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ พลศกึ ษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาตา่ งประเทศ (กระทรวงศึกษาธกิ าร. 2551 : 4-6) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมี ความรู้ ความเข้าใจ มที ักษะพ้ืนฐานที่จาเป็นต่อการดารงชีวิต และรู้เท่าทันการเปล่ียนแปลงสามารถ นาความรู้เกี่ยวกับการดารงชีวิต การอาชีพ และเทคโนโลยี มาใช้ประโยชน์ในการทางานอย่างมี ความคิดสร้างสรรค์ และแข่งขันในสังคมไทยและสากล เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพรักการ ทางาน และมีเจตคติท่ีดีต่อการทางาน สามารถดารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างพอเพียงและมีความสุข กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี มุ่งพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวมเพ่ือให้มีความรู้ ความสามารถ มีทักษะในการทางาน เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพและการศึกษาต่อได้อย่างมี

2 ประสิทธิภาพ โดยมีสาระสาคัญ ดังน้ี การดารงชีวิตและครอบครัว การออกแบบและเทคโนโลยี เทคโนโลยีและการสอื่ สาร และการอาชีพ (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. 2551 : 183) จากสภาพปญั หาการจัดการเรียนการสอนรายวิชา โครงงานคอมพิวเตอร์ ซ่ึงเป็นรายวิชาที่ นักเรียนต้องทางานร่วมกันเป็นกลุ่ม โดยเลือกศึกษาปัญหาท่ีกลุ่มตนเองสนใจ ต้องวางแผนการ ดาเนินงาน ศกึ ษา พัฒนาโปรแกรม ในการทางานร่วมกันเป็นกลุ่มมักเกิดปัญหาในการทางานร่วมกัน เชน่ มีสมาชกิ ในกลุม่ บางคนไม่ชว่ ยเพื่อนทางาน ไม่มเี วลาและสถานที่พบปะในการทางานกลุ่มร่วมกัน จงึ สง่ ผลให้โครงงานเสร็จไมท่ ันเวลาท่ีครกู าหนด รปู แบบการพิมพห์ รอื การจดั รูปเลม่ ไม่ถกู ตอ้ ง Google Apps คือ แอปพลิเคชันท่ีถูกพัฒนาขน้ึ มาโดย Google เพอ่ื ใหบ้ รกิ ารทางดา้ นการ บรหิ ารจดั การภายในองค์กร ซ่งึ ไดม้ กี ารรวมแอปพลิเคชนั ต่างๆ ทถี่ อื ว่ามีความจาเป็นตอ่ องคก์ รใน ปัจจบุ นั อนั ได้แก่ Gmail เปน็ การให้บรกิ ารอเี มล์ของ Google ถกู พฒั นาขน้ึ มาเม่อื ปี ค.ศ. 2006 โดย ในช่วงแรกของการเปดิ ให้บริการจะใหบ้ ริการเฉพาะบางกลมุ่ เท่าน้นั ยังไมม่ ีการเปดิ ใหบ้ ริการฟรี เหมือนกับในปจั จุบัน และใหพ้ ื้นที่การใช้งานท่ีเยอะมาก ซึ่งถอื ได้ว่าเยอะท่ีสุดในตอนนัน้ คอื 2 GB โดย Gmail รองรบั การใชง้ านทงั้ POP3 และ IMP สามารถทางานได้ทง้ั บนเว็บไซต์ http://gmail.com และ บนเครื่อง PC โดยใช้โปรแกรม Mail Client เช่น Outlook,Tunderbird เปน็ ต้น Google Calendar เป็นโปรแกรม Calendar ออนไลนท์ างานบนเวบ็ ไซต์โดยผ้ใู ช้งานสามารถสร้างตารางงาน หรอื ตาราง นัดหมายงานของตวั เองได้ Google Docs นน้ั เป็นทไี่ ดร้ บั ความนิยมกันอยา่ งแพรห่ ลายในปัจจบุ นั Google Docs เปน็ การนาโปรแกรมประเภท Word Processing และ Spreadsheet ไปไว้บน เวบ็ ไซต์ ผู้ใชง้ านสามารถสรา้ งเอกสาร Word หรือ Excel เหมือนกับโปรแกรม Word และ Excel ของ Microsoft ได้ นอกจากนัน้ ยังสามารถ Export ให้เปน็ ไฟล์ PDF ได้อกี ดว้ ย โดยไฟลเ์ อกสารต่างๆ ทีเ่ ราสร้างขน้ึ จะถกู เกบ็ ไวท้ ีเ่ ว็บไซต์ของ Google Google Talk เป็นโปรแกรมสาหรับใชส้ นทนากัน ผ่านระบบเครือข่ายอเิ ทอรเ์ นต็ เหมอื นกับโปรแกรม Yahoo , MSN Google Site เปน็ บริการสร้าง หน้าเวบ็ ไซตอ์ อนไลน์ ผ้ใู ช้งานสามารถสร้างเวบ็ ไซต์ของตัวเองข้นึ มาใช้งานได้ ซ่งึ จะมี Template ตา่ งๆใหเ้ ราได้เลอื ก การใช้งานก็เหมอื นกับการสร้างเว็บบล็อกทวั่ ๆไป ข้อดีของการใช้บรกิ าร Google Apps น้ันนา่ จะอยู่ทคี่ วามสามารถในการทางานร่วมกับโปรแกรมต่างๆได้อยา่ งลงตัว เชน่ การใช้งาน Gmail ร่วมกับ Google Docs หรือ Google Calendar นอกจากนน้ั ผ้ใู ช้งานผ้ใู ชง้ านยังสามารถใช้ เครื่องมอื ต่างๆไดอ้ ยา่ งเต็มทีแ่ ละยังมีฟังก์ชนั API (Application Programming Interface) ใหเ้ รา สร้างโปรแกรมเพอ่ื ใช้ตดิ ตอ่ กับ Google Apps ไดอ้ กี ด้วย (เพ่มิ พล โอนธรรม. ออนไลน์. ม.ป.ป.) จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ทาให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะใช้ Google Apps ในการจัดการ เรียนการสอน วิชา โครงงานคอมพิวเตอร์ เพื่อส่งเสริมการทางานร่วมกัน สาหรับนักเรียนชั้น มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6/3 ใหม้ ีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อให้นักเรียนมีทักษะในการทางานร่วมกัน และมีผลสมั ฤทธิ์ในการจดั การเรียนการสอนมีประสิทธภิ าพท่สี งู ขนึ้

3 วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย 1. เพื่อใช้ Google Apps ในการจัดการเรียนการสอน วชิ า โครงงานคอมพิวเตอร์ เพอื่ สง่ เสริมการทางานรว่ มกัน สาหรบั นกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6/3 2. เพ่อื เปรียบเทียบผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นกอ่ นและหลังเรียนของนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษา ปที ี่ 6/3 ทเี่ รียนโดยใช้ Google Apps ในการจดั การเรยี นการสอน วิชา โครงงานคอมพิวเตอร์ 3. เพอื่ ส่งเสรมิ ทกั ษะการทางานรว่ มกัน 4. เพอ่ื ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6/3 ทม่ี ีต่อการใช้ Google Apps ในการจัดการเรยี นการสอน วชิ า โครงงานคอมพิวเตอร์ สาหรบั นักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 6/3 สมมุติฐำนของกำรวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 หลังเรียนโดยใช้ Google Apps ในการจัดการเรยี นการสอน วิชา โครงงานคอมพิวเตอร์ สงู กว่าก่อนเรยี น 2. นกั เรยี นมีทกั ษะในการทางานร่วมกัน 3. นกั เรยี นมคี วามพึงพอใจตอ่ การเรยี นโดยใช้ Google Apps ระดบั มาก ประโยชน์ทค่ี ำดว่ำจะได้รับ ไดพ้ ฒั นาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน วิชา โครงงานคอมพวิ เตอร์ โดยใช้ Google Apps ใน การจดั การเรยี นการสอน เพอ่ื ใหน้ ักเรียนมผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและ นักเรียนทกุ คนมีทกั ษะในการทางานรว่ มกนั ขอบเขตของกำรวิจัย 1. ประชำกรและกลมุ่ ตัวอย่ำง 1.1 ประชากร ได้แก่ นักเรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 ทีก่ าลังศกึ ษาอยใู่ นภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนประโคนชัยพทิ ยาคม อาเภอประโคนชยั จังหวัดบุรรี มั ย์ จานวน 480 คน 1.2 กล่มุ ตวั อย่าง ไดแ้ ก่ นกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6/3 ทกี่ าลงั ศึกษาอยู่ในภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2561 โรงเรยี นประโคนชัยพิทยาคม อาเภอประโคนชัย จงั หวดั บรุ รี ัมย์ จานวน 39 คน โดยการส่มุ ตัวอย่างแบบกลุม่ (Cluster Sampling) 2. ตวั แปรทศี่ ึกษำในกำรวิจัย 2.1 ตัวแปรต้น ไดแ้ ก่ Google Apps 2.2 ตวั แปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน วิชา โครงงานคอมพวิ เตอร์ และทกั ษะ การทางานรว่ มกัน

4 3. เนอื้ หำทใ่ี ชใ้ นกำรทดลอง การวิจัยคร้งั นี้ใช้เน้ือหาตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุม่ สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ระยะเวลำทใี่ ชใ้ นกำรวจิ ยั ระยะเวลาท่ใี ชใ้ นการวิจัย คือ ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2561 โดยดาเนินการและ เกบ็ รวบรวมข้อมลู ระหว่างวนั ท่ี 25 พฤษภาคม 2561 - 31 สงิ หาคม 2561 จานวน 30 ชว่ั โมง นิยำมศัพทเ์ ฉพำะ 1. Google Apps หมายถงึ การจดั การเรียนการสอนที่ใชเ้ ครอื่ งมอื ตา่ งๆ จาก google ท่ี สนับสนนุ การเรยี นการสอนของ เชน่ การใชง้ าน Google Docs สาหรบั ทางานร่วมกัน , Google form สาหรบั ทาแบบทดสอบ , Google site สาหรับสร้างเว็บไซต์ และ Google Classroom สาหรบั สรา้ งช้ันเรยี น 2. ผลสัมฤทธท์ิ ำงกำรเรียน หมายถึง คะแนนทน่ี ักเรียนได้จากการทาแบบทดสอบ วดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นที่ผู้วิจยั สร้างขึน้ วิชา โครงงานคอมพวิ เตอร์ ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 6 3. กำรทำงำนร่วมกัน หมายถงึ การร่วมกันทางานของสมาชิกทม่ี ากกวา่ 1 คน โดยที่ สมาชิกทุกคนนั้นจะตอ้ งมเี ปา้ หมายเดยี วกนั จะทา อะไรแลว้ ทกุ คนตอ้ งยอมรบั รว่ มกนั มกี ารวาง แผนการทางานร่วมกัน การทางานเปน็ ทีม 4. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ ำงกำรเรยี น หมายถึง เครื่องมือท่ีใช้ในการวดั ความสามารถ ของนกั เรยี น วิชา โครงงานคอมพิวเตอร์ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 เปน็ แบบปรนยั ชนิดเลอื กตอบ 4 ตวั เลือก จานวน 20 ข้อ

5 บทท่ี 2 เอกสำรท่ีเก่ียวข้อง การศึกษาวิจัยครัง้ น้ีเป็นการใช้ Google Apps ในการจัดการเรยี นการสอน วิชา โครงงาน คอมพิวเตอร์ เพ่อื ส่งเสรมิ การทางานร่วมกนั สาหรบั นกั เรียนช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 6/3 โรงเรยี น ประโคนชัยพทิ ยาคม ผ้วู ิจยั ไดศ้ กึ ษาคน้ คว้าเอกสารและงานวจิ ัยท่เี กย่ี วข้อง ดงั ต่อไปนี้ 1. หลักสตู รกล่มุ สาระการเรยี นรู้การงานอาชพี และเทคโนโลยี 2. Google Apps 3. การทางานรว่ มกนั 4. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น 5. งานวิจัยทเ่ี กย่ี วข้อง หลกั สตู รกลุม่ สำระกำรเรยี นรู้กำรงำนอำชีพและเทคโนโลยี กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเป็นกลุ่มสาระที่ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียน มีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะพ้ืนฐานท่ีจาเป็นต่อการดารงชีวิต และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง สามารถนาความรู้เก่ยี วกับการดารงชีวิต การอาชีพ และเทคโนโลยี มาใช้ประโยชน์ในการทางาน อย่างมีความคิดสร้างสรรค์ และแข่งขันในสังคมไทยและสากล เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ รักการทางาน และมีเจตคติท่ีดีต่อการทางาน สามารถดารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างพอเพียง และมีความสุข กลุ่มสาระการเรียนรกู้ ารงานอาชพี และเทคโนโลยี มุ่งพฒั นาผู้เรยี นแบบองค์รวม เพ่ือให้มี ความรคู้ วามสามารถ มีทกั ษะในการทางาน เห็นแนวทางในการประกอบอาชีพและการศกึ ษาต่อ ได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ โดยมสี าระสาคัญ ดังนี้ 1. กำรดำรงชวี ิตและครอบครัว เปน็ สาระเกยี่ วกบั การทางานในชีวติ ประจาวนั ชว่ ยเหลอื ตนเอง ครอบครวั และสงั คมได้ในสภาพเศรษฐกจิ ท่ีพอเพียง ไม่ทาลายส่ิงแวดล้อม เน้น การปฏิบัติจริงจนเกดิ ความมัน่ ใจและภมู ิใจในผลสาเร็จของงาน เพื่อให้คน้ พบความสามารถ ความถนัด และความสนใจของตนเอง 2. กำรออกแบบและเทคโนโลยี เป็นสาระการเรียนร้ทู ีเ่ ก่ยี วกับการพฒั นาความสามารถ ของมนษุ ยอ์ ย่างสร้างสรรค์ โดยนาความรมู้ าใชก้ ับกระบวนการเทคโนโลยี สร้างสิ่งของ เคร่อื งใช้ วธิ ีการ หรอื เพ่มิ ประสิทธิภาพในการดารงชีวติ 3. เทคโนโลยสี ำรสนเทศและกำรสื่อสำร เปน็ สาระเกี่ยวกับกระบวนการเทคโนโลยี สารสนเทศ การตดิ ต่อสือ่ สาร การค้นหาขอ้ มูล การใช้ข้อมูลและสารสนเทศ การแก้ปญั หาหรือ การสรา้ งงาน คุณค่าและผลกระทบของเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สาร

6 4. กำรอำชีพ เป็นสาระท่ีเก่ียวข้องกบั ทักษะทจ่ี าเปน็ ตอ่ อาชพี เห็นความสาคัญของ คุณธรรม จรยิ ธรรม และเจตคตทิ ีด่ ีต่ออาชพี ใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสม เหน็ คุณคา่ ของอาชพี สจุ ริต และเห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ สำระและมำตรฐำนกำรเรียนรู้ สำระท่ี 1 กำรดำรงชวี ติ และครอบครัว มาตรฐาน ง1.1 เข้าใจการทางาน มีความคดิ สร้างสรรค์ มีทกั ษะกระบวนการ ทางาน ทักษะ การจดั การ ทกั ษะกระบวนการแกป้ ญั หา ทักษะการทางานร่วมกนั และทกั ษะการ แสวงหาความรู้ มคี ุณธรรม และลกั ษณะนสิ ัยในการทางาน มีจิตสานกึ ในการใชพ้ ลังงาน ทรพั ยากร และสิ่งแวดล้อมเพ่ือการดารงชวี ิตและครอบครวั สำระที่ 2 กำรออกแบบและเทคโนโลยี มาตรฐาน ง2.1 เข้าใจเทคโนโลยีและกระบวนการเทคโนโลยี ออกแบบและ สร้างสง่ิ ของเครื่องใช้ หรอื วิธกี าร ตามกระบวนการเทคโนโลยอี ย่างมีความคิดสร้างสรรค์ เลอื กใช้ เทคโนโลยใี นทางสรา้ งสรรคต์ ่อชีวิต สังคม ส่งิ แวดล้อม และมสี ว่ นรว่ มในการจดั การเทคโนโลยีท่ี ยั่งยืน สำระท่ี 3 เทคโนโลยสี ำรสนเทศและกำรส่ือสำร มาตรฐาน ง3.1 เขา้ ใจ เห็นคุณค่า และใชก้ ระบวนการเทคโนโลยี สารสนเทศในการสืบค้นขอ้ มูล การเรยี นรู้ การสอื่ สาร การแก้ปญั หา การทางาน และอาชพี อย่างมี ประสิทธิภาพ ประสทิ ธผิ ล และมคี ุณธรรม สำระที่ 4 กำรอำชพี มาตรฐาน ง4.1 เขา้ ใจ มีทกั ษะที่จาเป็น มีประสบการณ์ เห็นแนวทางในงาน อาชีพ ใชเ้ ทคโนโลยีเพอื่ พัฒนาอาชพี มีคณุ ธรรม และมีเจตคติที่ดีตอ่ อาชพี คณุ ภำพผู้เรยี น จบช้ันมัธยมศกึ ษำปที ี่ 6 1. เขา้ ใจวธิ ีการทางานเพอื่ การดารงชวี ติ สร้างผลงานอยา่ งมคี วามคิดสร้างสรรค์ มีทักษะ การทางานร่วมกนั ทักษะการจดั การ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา และทักษะการแสวงหาความรู้ ทางานอยา่ งมีคณุ ธรรม และมีจติ สานกึ ในการใชพ้ ลงั งานและทรพั ยากรอย่างคุม้ คา่ และย่ังยืน 2. เข้าใจความสัมพนั ธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตร์อ่นื ๆ วิเคราะห์ระบบเทคโนโลยี มีความคิดสรา้ งสรรค์ในการแกป้ ญั หาหรอื สนองความต้องการ สร้างและพัฒนา สิ่งของเครอ่ื งใชห้ รือ วธิ กี าร ตามกระบวนการเทคโนโลยอี ยา่ งปลอดภยั โดยใช้ซอฟทแ์ วรช์ ่วยในการออกแบบหรือนาเสนอ ผลงาน วเิ คราะห์และเลือกใช้เทคโนโลยีทเ่ี หมาะสมกบั ชีวิตประจาวันอยา่ งสร้างสรรคต์ ่อชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อม และมีการจดั การเทคโนโลยดี ้วยวธิ ีการของเทคโนโลยสี ะอาด

7 3. เข้าใจองค์ประกอบของระบบสารสนเทศ องค์ประกอบและหลกั การทางานของ คอมพวิ เตอร์ ระบบส่ือสารข้อมูลสาหรบั เครอื ข่ายคอมพิวเตอร์ คุณลักษณะของคอมพิวเตอร์และ อปุ กรณต์ ่อพ่วง และมีทกั ษะการใช้คอมพิวเตอร์แกป้ ญั หา เขียนโปรแกรมภาษา พฒั นาโครงงาน คอมพวิ เตอร์ ใช้ฮารด์ แวรแ์ ละซอฟต์แวร์ ติดตอ่ ส่ือสารและคน้ หาข้อมลู ผ่านอนิ เทอร์เน็ตใช้ คอมพิวเตอรใ์ นการประมวลผลขอ้ มูลให้เป็นสารสนเทศเพื่อการตัดสนิ ใจ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ นาเสนองาน และใช้คอมพวิ เตอรส์ ร้างชนิ้ งานหรือโครงงาน 4. เขา้ ใจแนวทางสอู่ าชีพ การเลือก และใชเ้ ทคโนโลยอี ย่างเหมาะสมกับอาชพี มี ประสบการณใ์ นอาชพี ที่ถนัดและสนใจ และมคี ุณลักษณะที่ดตี ่ออาชีพ สรปุ ได้วา่ หลักสตู รกลุ่มสาระการเรยี นรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ประกอบด้วย 4 สาระ ได้แก่ การดารงชีวิตและครอบครัว การออกแบบและเทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสาร และการอาชีพ ในการจัดการเรียนรู้ควรมีการวิเคราะห์หลักสูตร เพ่ือให้การจัดการเรียนรู้ สอดคลอ้ งกับมาตรฐานและตัวช้วี ัดท่ีกาหนดไว้ และมีคณุ ภาพตามที่กาหนดไว้ในคณุ ภาพผเู้ รียน Google Apps 1. ควำมหมำยของ Google Apps Google Apps หมายถึง บริการอเี มล์ไมไ่ ดใ้ หส้ าหรบั บุคคลทวั่ ไป แตม่ ไี วใ้ ห้สาหรับ ผทู้ ม่ี ี โดเมนเปน็ ของตัวเอง ซงึ่ เป็นอีกหนงึ่ บริการจาก Google ท่มี งุ่ เน้นใหบ้ ริการทางดา้ นระบบอีเมล์และ ระบบ Hostingโดยนาเอาเทคโนโลยี Could Computing เข้ามาใช้งาน เข้าไปกบั โดเมนของ คณุ Google Apps เปน็ การใช้ application อย่าง Google mail, Google Calendar, Google Talk, Google Docs และ Google Sitesผ่านช่ือโดเมนของคณุ เอง โดยผ่านทาง Web Base แคม่ ี การใช้งานอนิ เตอร์เนต็ ก็สามารถใชง้ าน Google Apps ไดเ้ ตม็ รูปแบบ 2. ประโยชน์โดยรวมของ Google Apps 1) การประหยดั คา่ ใช้จ่ายท่ไี ด้รบั การพสิ ูจน์แลว้ 2) แอปพลิเคชนั การสง่ ข้อความและการทางานร่วมกันทีท่ างานแบบเวบ็ ของ Google ไม่จาเป็นต้องใชฮ้ าร์ดแวร์หรอื ซอฟต์แวร์ และตอ้ งการการดแู ลระบบนอ้ ยท่ีสดุ สร้างเวลาเพ่ิมขนึ้ อย่าง มากมาย และประหยดั ค่าใช้จ่ายสาหรับธรุ กิจ 3) พนื้ ทีเ่ กบ็ ขอ้ มูลมากกวา่ ค่าเฉลีย่ ของอุตสาหกรรม 50 เทา่ พนกั งานแตล่ ะรายจะมี พ้นื ที่เก็บขอ้ มูลอีเมลขนาด 25 กกิ ะไบต์ ดังนนั้ จึงสามารถเก็บขอ้ มูลสาคัญและค้นหาได้ทันทดี ว้ ยการ คน้ หาของ Google ทีม่ ีอยู่ภายในระบบ 4) การเข้าถงึ อีเมล ปฏิทิน และ IM บนโทรศพั ท์มือถอื 5) ดว้ ยการใช้ตวั เลอื กมากมายสาหรบั การเข้าถงึ ขอ้ มลู ขณะเดินทาง พนกั งานสามารถ ทางานได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพด้วย Google Apps แม้วา่ จะไมอ่ ยูท่ โ่ี ต๊ะของตนก็ตาม

8 6) รับประกนั ความน่าเช่อื ถอื ของความพร้อมในการทางาน 99.9% รับประกันว่า Google Apps จะมีความพรอ้ มในการทางานอยา่ งน้อย 99.9% ดังนน้ั พนักงานของคุณจะสามารถ เพ่มิ ประสิทธภิ าพในการทางานไดม้ ากขึน้ และคณุ จะกังวลใจน้อยลงเก่ียวกับการหยุดทางานของ ระบบ 7) ความปลอดภยั ของข้อมูลและเป็นไปตามข้อกาหนด เม่ือคุณวางใจที่จะมอบขอ้ มูล ของบรษิ ทั แก่ Google คุณสามารถมนั่ ใจไดว้ า่ ข้อมลู สาคญั ของคณุ จะปลอดภัย 8) การควบคุมการดูแลระบบและข้อมลู แบบสมบูรณ์ 9) ผ้ดู ูแลระบบสามารถปรบั แต่ง Google Apps ในเชงิ ลกึ เพือ่ ให้สอดคลอ้ งกับ ขอ้ กาหนดด้านเทคนิค ตราสนิ ค้า และธุรกจิ ของตนได้ 10) การสนับสนุนลกู ค้าทกุ วนั ตลอด 24 ชว่ั โมงที่เปน็ ประโยชน์ 11) Google Apps มคี วามน่าเชื่อถือในระดับสงู และทางานไดอ้ ยา่ งง่ายดาย แต่การ สนับสนุนมีใหส้ าหรบั ผ้ดู แู ลระบบ หากคุณตอ้ งการใช้งาน 3. กำรใช้งำน Google Apps 3.1 กำรเขำ้ ใชง้ ำน Google Docs 1) กำรเขำ้ ถงึ Google Docs - เข้าถึงไดจ้ าก http://docs.google.com หรอื เมอ่ื login อยูใ่ นระบบแล้ว ทเี่ มนู Google Apps เลอื ก \"Docs\" - จะปรากฏหน้าจอ google docs ดงั น้ี

9 2) กำรสร้ำงเอกสำร เราสามารถสรา้ งเอกสารโดยเลอื กจากแม่แบบท่ีมีอย่กู ไ็ ด้ (โดยเลอื กแม่แบบที่ ใกล้เคียงกับท่ีเราต้องการ แลว้ เอามาแก้ไขเน้อื หาใหเ้ ปน็ แบบท่ีเราต้องการ) หรอื สร้างจากเอกสาร เปล่าๆ (blank) ข้ึนมาใหม่กไ็ ด้ ซ่ึง Google Docs จะมรี ปู รา่ งหน้าตาและการใชง้ านคลา้ ยๆ microsoft word

10 โปรแกรมจะทาการบนั ทกึ เอกสารใหเ้ องโดยอัตโนมตั ิเมื่อมกี ารพมิ พ์ หรอื แก้ไข เอกสาร และเมื่อปิดโปรแกรมไฟล์เอกสารจะไปอยู่ใน Google Drive โดยอตั โนมัติ 3) กำรสร้ำง sheets (Google Sheets) - เลอื กเมนู และเลือก \"Sheets\"

11 - จะปรากฏโปรแกรมการสร้าง sheet ดังนี้ เราสามารถสร้างเอกสารโดยเลอื กจากแม่แบบทีม่ ีอยู่ก็ได้ (โดยเลอื กแม่แบบที่ ใกลเ้ คียงกบั ที่เราต้องการ แล้วเอามาแก้ไขก็ได้) หรอื สร้างจากเอกสารเปลา่ ๆ (blank) ขึ้นมาใหม่ก็ ได้ ซง่ึ Google Sheets จะมีรูปร่างหน้าตาและการใช้งานคลา้ ยๆ โปรแกรม microsoft Excel สามารถแทรกแผนภมู ิ / ใส่สตู รการคานวณได้

12 - ทดลองใชส้ ูตรคานวณ เหมอื นกบั MS Excel จะเป็นการใชส้ ูตร =AVERAGE(number1,[number2],….) เพ่ือหาค่าเฉล่ีย

13 4) กำรสร้ำง slides (Google Slides) - เลอื กเมนู และเลือก \"Slides\" - จะปรากฏโปรแกรมการสรา้ ง slides ดังน้ี เราสามารถสรา้ งเอกสารโดยเลอื กจากแม่แบบท่มี ีอยู่กไ็ ด้ (โดยเลอื กแม่แบบที่ใกลเ้ คยี งกับท่ี เราตอ้ งการ แลว้ เอามาแกไ้ ขก็ได)้ หรอื สร้างจากเอกสารเปล่าๆ (blank) ขน้ึ มาใหมก่ ไ็ ด้ ซึง่ Google Slide จะมีรูปร่างหน้าตาและการใช้งานคล้ายๆ โปรแกรม microsoft Powerpoint

14 - กำรเพมิ่ ลูกเลน่ Animations เลอื กเมนู insert -> Animations. /ทหี่ น้าตา่ งAnimation เลือกรปู แบบ Animation ที่ตอ้ งการ /กด play เพื่อดู Animation 5) กำรทำงำนร่วมกันแบบออนไลน์ การทางานรว่ มกันแบบออนไลน์ การสรา้ งเอกสารหรือทารายงานบน Google Docs นั้นไมไ่ ดแ้ ตกต่างจากการใชง้ าน MS Office มากนัก ความสามารถในหลายๆ ด้านยงั ไม่อาจ เทียบกนั ได้ แตท่ ่ี Google Docs พิเศษกว่ากค็ ือเราสามารถ เขา้ ไปแก้ไขเอกสารของเราจากท่ีใดกไ็ ด้ ผ่านอนิ เทอร์เน็ต และยังสามารถแกไ้ ขเอกสารรว่ มกับผอู้ ่ืนไดพ้ ร้อมกันอีกดว้ ย ซง่ึ ช่วยประหยัดเวลา และคา่ ใชจ้ ่าย สมาชกิ ในกลุ่มไม่จาเป็นตอ้ งเดินทางมานั่งทางานร่วมกนั เราสามารถชว่ ยกนั คดิ ช่วยกัน ทารายงานไดจ้ ากทกุ สถานที่เพียงแค่นัดเวลากันลว่ งหน้า หรือหากจาเป็นจริงๆ เวลาไม่ตรงกนั คนๆ

15 นั้น ก็สามารถเขา้ มาดคู วามคืบหนา้ และแก้ไขในภายหลังไดเ้ ชน่ กัน ซ่ึงคนอน่ื ๆ ในกลมุ่ สามารถ ตรวจสอบยอ้ นหลังไดว้ ่าใครเป็นผู้เข้ามาแกไ้ ขเพมิ่ เติม พรอ้ มท้งั ตรวจสอบเวลาการแกไ้ ขไดด้ ว้ ย รวมถึงเนือ้ หาส่วนใดบา้ งทีถ่ ูกแก้ไขไป - การแชรแ์ ละการกาหนดสิทธิ์การใช้เอกสารรว่ มกนั การสรา้ งเอกสารแต่ละประเภทจะมีปมุ่ การ share อยู่ / กดเมื่อตอ้ งการแชร์ เอกสาร หรอื สามารถแชรเ์ อกสารจาก \"Google drive\" กไ็ ด้ - จะปรากฏหนา้ ตา่ งแชร์ /ใหท้ ่านกรอกบคุ คลที่ต้องการแชรเ์ อกสารดว้ ย / กาหนด สทิ ธ์ิ / และเขยี นอธบิ ายรายละเอียด และกด send - เมอื่ เพ่อื นร่วมงานเข้ามาแกไ้ ขเอกสารร่วมกนั กบั เรา เราจะสามารถเห็นการทางาน ของเพอ่ื นรว่ มงานแบบเรียลไทม์

16 - กำรติดตำมกำรใช้งำน และแกไ้ ขเอกสำรร่วมกัน หากเราตอ้ งการดูประวัติการแก้ไขเอกสาร สามารถทาไดโ้ ดยไปทเี่ มนู “File” แลว้ คลิกเลอื ก “See revision history” - ระบบจะทาการแสดงประวัตกิ ารทางาน และสามารถ restore กลบั มาเวอรช์ นั ที่ เราต้องการได้อกี ดว้ ย

17 6. กำรดำวนโ์ หลดไฟล์ หลงั จากท่ีเราได้ทาการสรา้ งเอกสารบน Google Docs แลว้ หากต้องการนาไฟล์ นัน้ ออกมา สามารถทาได้โดย คลกิ เมนู “File” เลือก “Download as” แล้วเลอื กชนดิ ของไฟลท์ ี่เรา ตอ้ งการ กำรทำงำนร่วมกนั 1. ควำมหมำยของกำรทำงำนรว่ มกัน การรว่ มกันทางานของสมาชกิ ทีม่ ากกว่า 1 คน โดยทส่ี มาชกิ ทุกคนนนั้ จะต้องมีเปา้ หมาย เดียวกนั จะทาอะไรแลว้ ทกุ คนตอ้ งยอมรบั ร่วมกนั มีการวางแผนการทางานร่วมกัน การทางานร่วมกนั มีความสาคัญในทุกองค์กร การทางานร่วมกัน เปน็ สง่ิ จาเปน็ สาหรบั การเพม่ิ ประสิทธิภาพและ

18 ประสิทธิผลของการบรหิ ารงาน การทางานรว่ มกนั มบี ทบาทสาคัญทีจ่ ะนาไปสคู่ วามสาเรจ็ ของงานที่ ต้องอาศยั ความร่วมมอื ของกลมุ่ สมาชกิ เปน็ อย่างดี 2. ทกั ษะกำรทำงำนร่วมกนั ขน้ั ตอนการทางานมีหลักการดังน้ี 2.1 รู้จักบทบาทหน้าท่ภี ายในกลุ่ม ในการทางานรว่ มกบั คนอืน่ นน้ั ควรรู้จกั หนา้ ท่ี และความรบั ผิดชอบของตนเอง 2.2 มที กั ษะในการพดู แสดงความคดิ เห็นและอภิปรายในกลุ่ม เมือ่ ทางานร่วมกบั คน อื่นควรฝกึ ฝนที่จะเปน็ ผ้ฟู ังที่ดี ยอมรับความคิดเห็นของคนอ่นื 2.3 มีคณุ ธรรมในการทางานร่วมกนั เพือ่ ความสุขในการทางานรว่ มกบั ผู้อืน่ และ หลกี เล่ียงไม่ใหเ้ กดิ ความขดั แยง้ 2.4 สรปุ ผลโดยการจัดทารายงาน การทางานกลุ่มใดๆก็ตามควรมีการสรปุ ผลออกมา อยา่ เปน็ รปู ธรรม อาจอยใู่ นรปู แบบของการจดั ทารายงาน 2.5 นาเสนองาน เมือ่ มรี ายงานออกมาอย่างชัดเจน เป็นเอกสารแลว้ ควรมที ักษะในการ นาเสนองานการปฏิบัติงานของกลมุ่ ในรปู แบบตา่ งๆ 3. องคป์ ระกอบทส่ี ำคัญในกำรทำงำนเปน็ ทมี การทางานเปน็ ทีมของกลมุ่ ใดกลุ่มหนึ่งจะมปี ระสทิ ธภิ าพน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความ เหมาะสมและความสมบูรณ์ของปจั จัยต่างๆ เชน่ ความเขา้ ใจในจุดม่งุ หมายของการทางาน บทบาท ของผ้รู ่วมกลมุ่ ในการทางาน การสอ่ื ความหมาย การประสานงาน และการจัดสรรผลประโยชน์รว่ มกนั เป็นตน้ ปจั จัยเหล่าน้ถี ือได้ว่าเป็นองค์ประกอบทส่ี ง่ ผลตอ่ การทางานร่วมกนั ซึง่ หลกั ในการทางาน เปน็ ทีมท่ีดีไดต้ อ้ งมอี งคป์ ระกอบ ดงั นี้ (สทุ ธิชยั ปัญญโรจน์. ออนไลน.์ 2555) 3.1 เป้าหมาย กล่าวคือ การทางานเปน็ ทมี ผู้ทางานจะตอ้ งมเี ปา้ หมายส่วนตวั และ เปา้ หมายของทมี สอดคลอ้ งกัน เชน่ การขายประกนั ชวี ิตบรษิ ทั ทุกแหง่ ยอ่ มมีเปา้ หมายรายปี รายไตร มาส รายเดอื น นกั บรหิ าร ตวั แทนหรือทมี งานก็เช่นกัน ย่อมจะต้องมเี ปา้ หมาย รายปี รายไตรมาส รายเดอื น ให้สอดคล้องกบั ของบรษิ ัทจงึ จะทาใหก้ ารทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.2 บทบาท ของผนู้ าทีมและผูต้ าม ถา้ หากองคก์ รใดมีผู้นาทีมท่ีเก่ง และมีผูต้ ามทีเ่ กง่ องค์กรนนั้ ก็จะเจรญิ กา้ วไปข้างหนา้ ซึ่งหลกั ในการทางานร่วมกันเปน็ ทีมย่อมตอ้ งมีความขดั แยง้ กัน เปน็ ธรรมดา ผู้นาทีมจะตอ้ งเป็นนักบรหิ ารความขัดแยง้ ในการทางานของทีมอาจจะต้องใชข้ บวนการ ทางานโดยหาความรว่ มมอื กับทมี งานมากข้นึ เช่น การจดั กิจกรรมระดมสมอง มีการจัดการประชมุ เป็นประจา , มีการทากจิ กรรมร่วมกนั ของทีมงานเชน่ การจดั การอบรม สมั มนา งานเล้ียงสงั สรรค์ประจาปี เพือ่ ให้ทีมงานเกิดความผูกพันกนั ในทมี 3.3 กระบวนการทางาน เป็นสิง่ ท่สี าคัญในการทางาน หากว่ามีกระบวนการทางานที่ดี เปน็ ระบบ เปน็ ระเบียบ ก็จะช่วยประหยดั เวลา ประหยัดค่าใช้จ่ายๆ ขององคก์ รไดม้ าก เชน่ สมยั กอ่ นคนรบั จา้ งแบกนา้ ขายตามหมบู่ ้านซงึ่ เหน่ือยมาก กวา่ จะได้คา่ แรงงาน แต่ พอมีคนจัดระบบ

19 น้าประปาข้นึ ทาให้เกดิ ความสะดวกสบาย ทาให้ใช้แรงนอ้ ยลง ดังนนั้ การแสวงหากระบวนการ ทางานจะทาใหป้ ระหยัดส่ิงต่างๆ และทาใหก้ ารทางานง่ายขน้ึ สาหรบั ในยุคปัจจบุ นั เรามีเทคโนโลยีท่ี ทนั สมัยเขา้ มาชว่ ยจึงทาใหก้ ระบวนการทางานมีความทันสมัย รวดเร็ว ย่ิงข้นึ 3.4 ความสมั พนั ธร์ ะหว่างบคุ คล เป็นสงิ่ ทต่ี อ้ งคานึงถงึ ในการทางานเป็นทีม ความสัมพันธใ์ นทีมงานจะตอ้ งมกี ารติดตอ่ ส่อื สารกนั ต้องมกี ารเช่อื มโยงกันในทีม เรื่องของมนษุ ย์ สมั พันธจ์ งึ มคี วามสาคญั ในการทางานรว่ มกัน เพราะการทางานเป็นทีม เราตอ้ งทางานกบั คน ไมใ่ ช่ ทางานกับเครอื่ งจกั ร 3.5 การเสรมิ สร้างกาลังใจ ก็เปน็ สิง่ หนง่ึ ทีค่ วรต้องมี เพราะคนเรามกั ทางานหรอื ไม่ ทางาน โดยส่วนใหญแ่ ล้ว มักจะต้องมแี รงกระตนุ้ ไมว่ า่ จะเป็นเงนิ ทอง ชอื่ เสียง เกียรติยศ ศกั ด์ิศรี ฯลฯ คนที่ดูแลองค์กรไม่ว่าจะเป็นงานบุคคล ก็ควรจะมีการเสริมสรา้ งกาลังใจ โดย อาจมีรางวลั มอบ ใหเ้ มื่อทีมงานหรือหน่วยงานใดทางานได้ถึงเป้าหมาย อาจจะตอ้ งจดั การแข่งขัน หากวา่ องค์กรนั้นเป็น บริษทั ท่ีมกี ารแขง่ ขันในการขายสูง อาจจะต้องแบ่งคนเปน็ ทีมๆ แลว้ จัดการแขง่ ขนั การขายข้ึน กจ็ ะ ช่วยให้เกดิ การกระต้นุ การทางานไดอ้ ีกวธิ ีหน่ึง จากองค์ประกอบทกี่ ล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า องค์ประกอบที่มีผลตอ่ การทางานรว่ มกนั เปน็ ทีมนั้น สมาชกิ จะต้องมีการวางเปา้ หมายความสาเร็จร่วมกัน มีการแบ่งบทบาทหน้าท่กี ันอย่าง ชดั เจน มีกระบวนการทางานอย่างเปน็ ระบบ การปฏสิ ัมพันธ์กันในทีมระหว่างการทางานจะทาให้มี ความเข้าใจกนั มากข้นึ และการให้กาลังใจซ่งึ กันและกันจะเป็นแรงกระตนุ้ เสริมสร้างกาลังใจ ซึง่ องค์ประกอบเหล่านี้จะชว่ ยให้การทางานรว่ มกันประสบผลสาเร็จตามเป้าหมายท่ีวางไว้ 4. กำรวดั กำรทำงำนเปน็ ทีมและเครื่องมอื ท่ใี ช้วัด ศจี อนนั ต์นพคุณ (2542) อา้ งถึงใน สาลินี เกล้ียงเกลา (2555 : 65) กลา่ วถงึ วธิ ีการวัด การทางานเป็นทีมวา่ ใชว้ ิธกี ารสารวจ ซงึ่ มอี ยู่ 4 วธิ ี ดงั น้ี 4.1 การสังเกตการณ์ โดยสงั เกตการณ์เปลยี่ นแปลงพฤติกรรมของผูป้ ฏิบตั งิ านจากการ แสดงออก การฟัง การพดู สงั เกตจากการกระทา แลว้ นาขอ้ มูลท่ไี ด้จากการสังเกตมาวิเคราะห์ 4.2 การสัมภาษณ์ เปน็ วิธีการวัดการทางานเปน็ ทีมโดยวธิ กี ารสมั ภาษณ์ ซ่งึ ต้อง เผชิญหนา้ กนั เป็นสว่ นตวั หรอื สนทนากันโดยตรง แลกเปลีย่ นข่าวสารและแสดงความคดิ เห็นต่างๆ ดว้ ยวาจา 4.3 การออกแบบสอบถาม เป็นวิธีที่นิยมกนั มากโดยใหผ้ ู้ปฏิบตั ิงานแสดงความคิดเห็น และแสดงความรู้สกึ ลงในแบบสอบถาม การสรา้ งคาถามตอ้ งพจิ ารณาอย่างดี ต้องใช้ส่ือทต่ี ง้ั คาถาม ใหค้ รอบคลมุ วตั ถุประสงค์ได้ทง้ั หมดและลกั ษณะของคาถามต้องใหไ้ ดข้ ้อมูลที่เก่ียวข้องกบั การทางาน ที่สมบรู ณ์ครบถว้ น

20 4.4 การเก็บบันทกึ คือ การเกบ็ ประวัติเก่ยี วกบั การปฏิบตั งิ านแตล่ ะคน จากท่ีกลา่ วมาข้างต้นเกีย่ วกับการวดั และการประเมนิ ทักษะการทางานเปน็ ทีม สามารถสรปุ ได้ว่า การพัฒนาความสามารถในการทางานเปน็ ทีมรว่ มกันของผู้เรยี น มคี วามเกี่ยวข้อง กับการวัดผลประเมนิ ผลใน 3 ดา้ น ได้แก่ 1) ความร้คู วามเขา้ ใจของผู้เรียนเกย่ี วกับมโนทศั น์และสาระ ของกลมุ่ สมั พนั ธ์หรอื กระบวนการทางานเปน็ ทมี 2) เจตคตขิ องผู้เรยี นเก่ยี วกบั กระบวนการทางาน เป็นทมี 3) ทักษะหรอื ความชานาญในการกระทาหรือการดาเนินการด้านกระบวนการทางานเปน็ ทมี โดยทกั ษะทง้ั 3 ดา้ นนี้ คอ่ นขา้ งจะเป็นขอ้ มลู ในเชิงปริมาณ การวัดและประเมนิ อาจทาในเชิง คณุ ลักษณะได้ เช่น ผู้สอนใชก้ ารสังเกตการณ์รว่ มงานของผเู้ รยี นในสถานการณต์ ่างๆ และจดบันทกึ พฤติกรรมของผู้เรยี นท่ีแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความเข้าใจ เจตคติ และทักษะด้านการทางานร่วมกันกับผูอ้ ่นื ซึง่ ใช้เปน็ หลกั ฐานการเรียนร้ตู ามสภาพจริงของผ้เู รยี นได้ นอกจากนั้นผ้สู อนอาจใชว้ ิธสี อบสมั ภาษณ์ ผเู้ รยี น เพอ่ื น และผู้ท่ีเกี่ยวขอ้ ง เพื่อสอบถามถึงพฤติกรรมหรอื การกระทาต่างๆ ซึ่งผ้เู รียนอาจ แสดงออกหรอื อาจให้ผ้เู รียนประเมินตนเองกไ็ ด้ ขอ้ มลู เหล่านผ้ี ู้สอนสามารถนามาใช้ในการประเมิน ความสามารถในการทางานเปน็ ทีมของผ้เู รียนไดเ้ ปน็ อยา่ งดี ผลสัมฤทธท์ิ ำงกำรเรยี น 1. ควำมหมำยของผลสัมฤทธท์ิ ำงกำรเรยี น นักวิชาการ ผู้เช่ียวชาญดา้ นการศกึ ษา ได้ใหน้ ิยามหรอื ความหมายของผลสัมฤทธิ์ ทางการเรยี น ดังนี้ ลว้ น สายยศ และองั คณา สายยศ (2543 : 18) ไดก้ ล่าววา่ การวดั ผลสัมฤทธ์ิ เป็น การมองการวดั ความสามารถทางการเรยี นหลงั จากได้เรยี นเนอ้ื หาของวชิ าใดวิชาหนึ่งแล้วผ้เู รียนมี ความสามารถเรียนร้มู ากนอ้ ยเพียงใด น่ันคือการวดั ผลสมั ฤทธ์ิ ยึดเนอื้ หาวชิ าเปน็ หลัก สุวิทย์ มูลคา และอรทัย มูลคา (2546 : 34) ไดก้ ลา่ วว่า ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน หมายถงึ ความสามารถในการเรียนวิชาใดวิชาหนึ่ง ซึ่งวัดได้จากความสามารถในการทาแบบทดสอบ วัดผลสมั ฤทธ์ใิ นวชิ านนั้ ๆ ในดา้ นตา่ ง ๆ เช่น ความรู้ความจา ความเข้าใจ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การนาไปใช้ การประเมินค่า ด้านทักษะกระบวนการและเจตคติของผู้เรียนว่าบรรลุจุดมุ่งหมายของ หลกั สูตรมากน้อยเพยี งใด พรอ้ มกับเป็นขอ้ ยอ้ นกลับให้กบั ผ้สู อนได้วเิ คราะหเ์ พอื่ ปรบั ปรุงการเรียนการ สอนใหม้ ีประสิทธิภาพย่ิงขึ้น สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2555 : 10) ได้กล่าวว่า การวัด ผลสมั ฤทธ์เิ ป็นการประเมินผลทมี่ ุ่งเนน้ ตามสภาพจริง ดว้ ยการวัดและประเมินการปฏิบัติงานในสภาพ ทเี่ กิดขึน้ จริงหรือทีใ่ กล้เคยี งกบั สภาพจรงิ รวมทั้งการประเมินเก่ียวกับสมรรถภาพของผู้เรียนเพ่ิมเติม จากความร้ทู ่ไี ด้จากการทอ่ งจา โดยใชว้ ธิ ีการทีห่ ลากหลาย จากการที่ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง ได้เผชิญ

21 กับปัญหาหรอื สถานการณ์ที่เปน็ จรงิ หรอื สถานการณ์จาลอง ได้แก้ปัญหา สืบค้น และนาความรู้ไปใช้ รวมทัง้ แสดงออกทางการคิด ตามสาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ และผลการเรียนรทู้ คี่ าดหวัง สรปุ ไดว้ า่ ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น หมายถึง ความสามารถ ความรู้ ทักษะทางการเรียนที่ ผู้เรยี นได้รับจากการพฒั นาในด้านตา่ ง ๆ จากกระบวนการเรยี นการสอน ซงึ่ สง่ ผลให้เกดิ การเปล่ียนแปลง พฤติกรรมในการเรียนรู้ ซง่ึ สามารถวัดได้ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนท่ัวไป 2. ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ ำงกำรเรยี น สมบรู ณ์ ตนั ยะ (2545 : 40-41) ไดก้ ล่าววา่ การทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นของ ผ้เู รยี นสามารถทาได้ 2 ลกั ษณะ คือ 1. การทดสอบแบบอิงกลุม่ หรอื วดั ผลแบบอิงกลุ่ม เป็นการทดสอบหรอื การวัดทเี่ กิดจาก แนวความเชื่อในเรอื่ งความแตกต่างระหวา่ งบุคคลท่ีวา่ ความสามารถของบคุ คลใด ๆ ในเรื่องนนั้ มีไม่ เท่ากัน บางคนมีความสามารถเดน่ บางคนมีความสามารถด้อย และส่วนใหญ่มีความสามารถปานกลาง ถ้านามาเขียนจะมลี กั ษณะเป็นกราฟคล้าย ๆ โคง้ รปู ระฆงั หรือท่ีเรียกว่าโค้งปกติ นั่นคอื คนท่มี ี ความสามารถสูงจะได้คะแนนสูง คนท่ีมีความสามารถด้อยกวา่ จะได้คะแนนลดหล่ันลงมาจนถึงระดับต่า 2. การทดสอบแบบอิงเกณฑ์ หรอื การวัดผลแบบองิ เกณฑ์ เปน็ การทดสอบหรือการวดั ท่ียึดความเชือ่ ในเรอื่ งการเรยี นรู้ กลา่ วคือ ยึดหลกั วา่ ในการสอนน้ันจะตอ้ งมงุ่ สง่ เสรมิ ให้ผเู้ รียนท้ังหมด ประสบความสาเรจ็ ในการเรยี น แม้ว่าผู้เรยี นจะมีความแตกต่างกันกต็ าม แตท่ กุ คนควรได้รับการส่งเสริม ใหพ้ ัฒนาไปถงึ ขดี ความสามารถสงู สุดของตน โดยอาจใช้เวลาทแี่ ตกต่างกนั ในแต่ละบุคคล เกณฑ์ หมายถึง กล่มุ พฤตกิ รรมท่ีไดก้ าหนดไวใ้ นแต่ละวิชาตามจุดประสงคข์ องการสอนแต่ละบทหรือ แต่ละหนว่ ยการเรยี นวชิ านัน้ ๆ จุดมุง่ หมายของการทดสอบแบบนีจ้ ึงเป็นการตรวจสอบดวู ่า ใครที่เรยี น ได้ถึงเกณฑ์ และใครเรยี นไมถ่ งึ เกณฑ์ควรไดร้ บั การปรบั ปรุงต่อไป สมนกึ ภัททิยธนี (2551 : 73) ได้แบง่ ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทาง การเรยี นออกเปน็ 2 ชนิด คอื 1. แบบทดสอบท่ีครูสร้างขึน้ (teacher made test) หมายถึง แบบทดสอบทม่ี ุ่งวัด ผลสัมฤทธขิ์ องผเู้ รยี นเฉพาะกลมุ่ ที่ครูสอน จะไมน่ าไปใช้กับนกั เรียนกลุ่มอื่น เปน็ แบบทดสอบทีใ่ ช้กัน ทั่ว ๆ ไปในโรงเรียน 2. แบบทดสอบมาตรฐาน (standardized test) หมายถึง แบบทดสอบท่มี ุง่ วัดผลสมั ฤทธิ์ เช่นเดียวกบั แบบทดสอบที่ครูสรา้ งขึน้ แต่มีจุดมุ่งหมายเพอ่ื เปรียบเทียบคุณภาพตา่ ง ๆ ของนักเรียนท่ี ตา่ งกลมุ่ กนั เชน่ เปรียบเทียบคุณภาพของนกั เรียนในโรงเรียนแหง่ หนึ่งกบั นักเรียนกลมุ่ อน่ื ๆ ท่ัวประเทศ (แบบทดสอบมาตรฐานระดบั ชาต)ิ หรอื กับนักเรยี นกล่มุ อ่ืน ๆ ท่ัวจังหวัด (แบบทดสอบมาตรฐาน ระดับจังหวัด) เป็นตน้

22 บญุ ชม ศรสี ะอาด (2554 : 53) ได้แบง่ ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธเ์ิ ป็น 2 ประเภท คอื 1. แบบทดสอบอิงเกณฑ์ (criterion referenced test) หมายถึง แบบทดสอบท่ีสร้างข้นึ ตามจุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม มคี ะแนนจุดตดั หรือคะแนนเกณฑ์ สาหรบั ใชต้ ัดสนิ วา่ ผสู้ อบมคี วามรู้ ตามเกณฑท์ กี่ าหนดไวห้ รอื ไม่ การวัดตรงตามจดุ ประสงคเ์ ปน็ หวั ใจสาคญั ของขอ้ สอบในแบบทดสอบ ประเภทนี้ 2. แบบทดสอบอิงกลุม่ (norm referenced test) หมายถงึ แบบทดสอบท่มี งุ่ สร้างเพื่อ วดั ให้ครอบคลุมหลกั สตู ร จงึ สรา้ งตามตารางวิเคราะหห์ ลกั สูตร ความสามารถในการจาแนกผสู้ อบ ตามความเก่งอ่อนได้ดี เปน็ หวั ใจสาคญั ของข้อสอบในแบบทดสอบประเภทน้ี การรายงานผลการสอบ อาศัยคะแนนมาตรฐาน ซง่ึ เป็นคะแนนที่สามารถใหค้ วามหมายแสดงถึงสถานภาพ ความสามารถของ บคุ คลนั้น เมื่อเปรยี บเทียบกบั บคุ คลอ่นื ๆ ท่ใี ช้เป็นกลุ่มเปรียบเทียบ สรปุ ไดว้ า่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบ่งตามวตั ถุประสงค์ในการสรา้ ง แบง่ ได้ 2 ประเภท คอื แบบทดสอบแบบอิงเกณฑ์ (criterion referenced test) และแบบทดสอบองิ กลุ่ม (norm referenced test) แบ่งตามขอบเขตของการใช้งาน แบ่งได้ 2 ประเภท คอื แบบทดสอบที่ครูสร้างข้ึน (teacher made test) และแบบทดสอบมาตรฐาน (standardized test) 3. กำรสร้ำงแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ พรทพิ ย์ ไชยโส (2545 : 66-70) ได้กล่าวถึงขน้ั ตอนการสร้างแบบสอบ หรอื แบบทดสอบ ดังน้ี 3.1 ขั้นตอนแรกในการสรา้ งแบบทดสอบ คอื การกาหนดวัตถุประสงคข์ องการวดั ให้ ชดั เจนว่าจะวดั อะไร วัดกบั ใครและวดั ไปทาไม ท้ังนี้กเ็ พื่อผสู้ ร้างแบบทดสอบจะสามารถสร้าง แบบทดสอบไดต้ รงตามวัตถปุ ระสงค์ ถ้าส่งิ ทต่ี ้องการวัดคือ maximum performance ของผตู้ อบท่ี ไดต้ อ้ งการใหผ้ ตู้ อบไดแ้ สดงความสามารถสูงสดุ ท่ีเขามี ลักษณะคาตอบมีจะเกณฑ์ตัดสนิ ว่าเป็นคาตอบ ถูกหรือผดิ อยา่ งเด่นชัด แบบทดสอบประเภทนีจ้ ะเป็นประเภทท่ีเรยี กว่าแบบทดสอบความสามารถ (ability test) ซึง่ ความสามารถทต่ี ้องการวัดน้นั อาจจะเป็นผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน ความถนัดทาง การเรยี น ความถนัดเฉพาะด้านหรือความพร้อมทางการเรียน 3.2 ข้นั ตอนท่สี องเป็นขนั้ ตอนสาคญั ท่ีผู้สร้างแบบสอบตอ้ งแปลงสิ่งท่ีตอ้ งการวัดให้อยู่ใน รปู ของนยิ ามปฏบิ ัติการ (operational definition) คอื นยิ ามส่งิ ท่ตี อ้ งการวัดให้มีลกั ษณะเป็นพฤติกรรม ท่สี ามารถสังเกตได้ วดั ได้ ในกรณีของการสร้างแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ ผู้สร้างข้อสอบคอื ครูมคี วาม จาเป็นตอ้ งออกขอ้ สอบให้ครอบคลมุ เนอ้ื เรือ่ งทค่ี รูใช้สอนในหลักสูตรวชิ า และสอดคล้องกับเนอ้ื เรอื่ งท่ี กาหนดไว้ในหลักสตู รการเรยี นการสอนนั้น ในขณะเดียวกนั ครูตอ้ งกาหนดความสาคัญของเน้อื เร่อื ง โดยพิจารณาจากเวลาทใ่ี ชส้ อนวา่ เรอ่ื งใดควรมนี า้ หนกั มากน้อยอย่างไรในการทามาออกขอ้ สอบ

23 โดยท่ัวไปการออกข้อสอบครคู วรทาตารางผังขอ้ สอบ (Test Blueprint หรอื Table of Specification) 3.3 การเขยี นขอ้ สอบ ในขั้นตอนของการกาหนดวัตถุประสงคใ์ นการสอบ การใหน้ ิยาม ปฏบิ ตั ิการเกีย่ วกับส่งิ ทว่ี ดั และการกาหนดขอบเขตของคณุ ลักษณะที่ตอ้ งการวดั ทผ่ี ่านมาแลว้ จะช่วย ใหผ้ ้สู ร้างขอ้ สอบเหน็ แนวทางในการกาหนดรูปแบบของขอ้ สอบที่จะนามาใช้ไดอ้ ย่างเหมาะสม 3.4 ขอ้ สอบทเ่ี ขียนข้ึนแลว้ ต้องตรวจสอบถงึ ความเหมาะสมในความสอดคลอ้ ง (consistency) ระหว่างคาถามที่สร้างข้นึ กบั วัตถปุ ระสงคท์ ี่ต้องการวดั ตลอดจนความเหมาะสม (adequacy) ของการใช้ภาษาและถอ้ ยคา สานวนที่ใช้และความเหมาะสมกบั กลุ่มท่ีจะใช้วดั การตรวจสอบเชิงเหตุผล (logical review) เพอื่ ตรวจสอบคุณลักษณะดังกลา่ วของข้อสอบ ซ่งึ อาจจะ ตอ้ งใชผ้ เู้ ชี่ยวชาญทางดา้ นเนื้อหาในการตรวจสอบหรือแม้กระท่งั การนาไปทดลองกบั กลุม่ จานวนนอ้ ย ๆ เพ่ือดูความเหมาะสมของถอ้ ยคา เปน็ สง่ิ ทผ่ี ู้สร้างพึงดาเนินการตรวจสอบและแก้ไขให้เหมาะสมใน ขั้นแรกกอ่ นทจ่ี ะนาไปทดลองใช้ในขน้ั ตอ่ ไป 3.5 ทดลองใชข้ ้อสอบและการวิเคราะห์ ข้ันตอนนเ้ี พ่อื ทดลองใชเ้ ครือ่ งมือทส่ี ร้างทั้งฉบับ กบั กลมุ่ ตวั อย่างท่ีมลี กั ษณะเหมือนกับกลุ่มเป้าหมายทจ่ี ะนาแบบทดสอบไปใช้จริง ทังน้ีเพ่อื ใชเ้ กณฑ์ เชงิ ประจักษ์ (empirical criteria) ในการตรวจสอบความเหมาะสมของข้อสอบที่สรา้ ง ไดแ้ ก่ ความยาก อานาจจาแนก และความเหมาะสมของตัวลวงหรือตวั เลอื กต่าง ๆ ขอ้ สอบท่ีมีความยากและอานาจ จาแนกเหมาะสม ตัวลวงมีคณุ ภาพจงึ จะเหมาะท่ีจะนาไปใชเ้ ป็นเคร่อื งมือในการวดั ตอ่ ไป การทดลอง ใช้แบบสอบท่ีสร้างขน้ึ ยังช่วยให้ผู้สรา้ งแบบทดสอบสามารถกาหนดเวลาในการตอบแบบทดสอบได้ เหมาะสม ตลอดจนการกาหนดคาชแี้ จงในการตอบใหผ้ ู้ตอบได้แสดงพฤติกรรมในการตอบตรงกับที่ แบบสอบตอ้ งการ 3.6 การเกบ็ รวบรวมขอ้ สอบเข้าชดุ ของแบบทดสอบ ในขนั้ ตอนนข้ี อ้ สอบทมี่ ีความยาก และอานาจจาแนกเหมาะสมก็จะได้รับการคดั เลือกเข้าชดุ ของแบบทดสอบ ในขณะเดียวกันการตัด ข้อสอบบางข้อทีไ่ ม่เหมาะสมออกไปควรได้รับการตรวจสอบดว้ ยวา่ ไมท่ าใหค้ วามเปน็ ตัวแทนของ พฤติกรรมท่ตี ้องการวดั ในของเขตที่มุ่งศึกษาไม่ขาดหายไป จึงเป็นการสมควรทีผ่ ูส้ ร้างขอ้ สอบจะสร้าง ขอ้ สอบกอ่ นการทดลองให้มากพอในแตล่ ะองคป์ ระกอบท่มี งุ่ วดั เพราะเมือ่ พบความไมเ่ หมาะสมกับ ข้อสอบที่จะตอ้ งถูกตัดออกไปจะไมท่ าให้พฤตกิ รรมที่ต้องการวัดสว่ นนนั้ ขาดหายไป ข้อสอบบางข้อท่ี ควรไดร้ ับการปรับปรงุ ให้มีคุณภาพดีขน้ึ หลังจากการวเิ คราะหแ์ ล้วกค็ วรได้รับการปรับปรงุ ก่อนที่จะ นาเข้าในแบบทดสอบ 3.7 หลงั จากการรวบรวมข้อสอบเขา้ ชุดของแบบทดสอบแลว้ การกาหนดความเป็น มาตรฐาน (standardization) ของแบบทดสอบท่ีสร้างขึ้นเปน็ กระบวนการทส่ี าคัญในขั้นตอนหน่งึ ของการสร้างแบบสอบมาตรฐาน ข้นั ตอนนคี้ ือการเขียนคู่มือการสอบเพอื่ ให้การจัดดาเนนิ การสอบ เป็นไปในรูปแบบเดียวกนั อย่างเป็นทางการ การกาหนดคาสง่ั คาชีแ้ จงในการตอบข้อสอบ การกาหนด

24 เวลาในการสอบ นอกจากน้ีการกาหนดเกณฑใ์ นการใหค้ ะแนนจะทาใหเ้ กิดความเป็นปรนยั ในการให้ คะแนน สรปุ ไดว้ ่า การสรา้ งแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์คิ วรมีความเป็นมาตรฐานปฏิบัติตามขั้นตอน โดยเริ่มจากการกาหนดวตั ถปุ ระสงค์ กาหนดนยิ ามปฏบิ ตั กิ าร เพ่ือให้แบบทดสอบมีความสอดคลอ้ ง เหมาะสม และทดลองใชข้ ้อสอบ วเิ คราะหข์ ้อสอบ เม่อื แบบทดสอบมีคุณภาพตามเกณฑ์ จงึ จดั เข้าชุด และเขยี นคู่มือการใช้ งำนวิจัยทเี่ กี่ยวข้อง รายงานการวิจัยทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การศกึ ษาในครง้ั น้ี ผูว้ จิ ัยไดท้ าการศกึ ษาคน้ คว้าโดยรวบรวม งานวิจัยในด้านต่างๆ เช่น งานวจิ ัยทีเ่ กี่ยวข้องกบั การใช้ google Apps ในการจัดการเรียนการสอน ดัง รายละเอียด ตอ่ ไปน้ี อานนท์ วงศ์วศิ ิษฏร์ ังสี (2552) ได้ทาการวจิ ยั เก่ียวกับชุดฝกึ อบรมออนไลน์การใช้ โปรแกรม Google Applications: กรณศี กึ ษาเครือขา่ ยการนเิ ทศการมธั ยมศึกษา โดยมวี ตั ถุประสงค์ เพ่ือ 1) หาประสิทธภิ าพของชุดฝึกอบรมออนไลน์การใช้โปรแกรม Google Applications:กรณศี กึ ษา เครือข่ายการนเิ ทศการมธั ยมศึกษา และ 2) เปรยี บเทยี บผลสัมฤทธท์ิ างการอบรมของผเู้ ขา้ รับการ อบรมก่อนและหลงั การอบรมชดุ ฝกึ อบรมออนไลน์การใช้โปรแกรม Google Applications: กรณศี ึกษาเครือข่ายการนิเทศการมัธยมศกึ ษา กลุ่มตัวอยา่ งท่ใี ช้ในการวจิ ัย คือ ศึกษานเิ ทศกป์ ระจา เครอื ข่ายการนเิ ทศการมธั ยมศึกษา 19 เครอื ขา่ ย แหง่ ละ 2 คน รวม 38 คน ได้มาโดยวิธกี ารเลอื ก แบบเจาะจง (Purposive Sampling) ผลการวจิ ัยพบวา่ ชุดฝกึ อบรมบทเรียนคอมพิวเตอร์ผา่ น อินเทอรเ์ นต็ มีประสิทธภิ าพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ท่ีตั้งไว้ในสมมุตฐิ าน และผู้เขา้ รบั การอบรมมี ผลสมั ฤทธ์ิหลังการอบรมสงู กวา่ กอ่ นเข้ารบั การอบรมอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดับ .05 Jacqueline L. Cahill (2011) ไดท้ าการวจิ ยั เกีย่ วกบั การทางานร่วมกนั โดยใช้ Google Apps Education ในระดบั อดุ มศกึ ษา การศึกษาโดยการวิจยั เชงิ คณุ ภาพ ใช้การสมั ภาษณ์ข้อมูลจาก อาจารย์มหาวิทยาลัยและนกั ศึกษา เพอ่ื ตรวจสอบว่า Google Apps มปี ระโยชน์ในการจดั การเรยี น การสอนและการทางานร่วมกันในระดับอุดมศกึ ษาหรอื ไม่ โดยการสมั ภาษณอ์ าจารยผ์ สู้ อนท่ีใช้ Google Apps ในการจดั การเรียนรรู้ ว่ มกนั ในชั้นเรยี นและกลมุ่ นกั ศกึ ษา จากการวิจัยพบว่า อาจารย์ มหาวทิ ยาลัยและนักศกึ ษามองเห็นประโยชน์ในการใช้ Google Apps Education ในการจดั การ เรยี นการสอน เนอ่ื งจากชว่ ยลดเวลาในการจดั การเรียนการสอนลงและส่งเสริมทักษะการทางาน ร่วมกนั ของผู้เรยี นและทกั ษะการเรยี นรผู้ า่ น Google Apps Kenneth Agcaoili (2012) ได้ทาการวิจัยเก่ียวกับ การทางานร่วมกันใน Google Apps จากการศกึ ษาครง้ั น้กี ลุ่มการศึกษาของฮาวาย(HIDOE) พยายามท่ีจะศึกษาว่า Google Apps สามารถ ทางานร่วมกนั ได้หรือไมแ่ ละอะไรเปน็ อุปสรรคข์ องการการดาเนินงานของ Google Apps ใน HIDOE

25 ผลการศึกษาพบว่า Google Apps สามารถทาให้โครงสร้างและการทางานร่วมกันและการจัดการ เรียนการสอนของการศึกษาใน HIDOE เพ่ิมขน้ึ

26 บทที่ 3 วธิ ีดำเนินกำรวจิ ยั การดาเนนิ การวิจัยคร้ังน้ีใช้วิธวี ิจยั เชงิ ทดลอง โดยการใช้ Google Apps ในการจัดการเรียน การสอน วิชา โครงงานคอมพวิ เตอร์ เพือ่ สง่ เสรมิ การทางานร่วมกัน สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา ปีท่ี 6/3 โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม ซึ่งมีรายละเอียดเก่ียวกับวิธีดาเนินการวิจัยที่จะนาเสนอ ตามลาดับตอ่ ไปน้ี ประชำกรและกล่มุ ตัวอย่ำง 1. ประชากร ไดแ้ ก่ นกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 6 ทก่ี าลังศกึ ษาอยใู่ นภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2561 โรงเรยี นประโคนชัยพิทยาคม อาเภอประโคนชัย จังหวัดบรุ ีรมั ย์ จานวน 480 คน 2. กลุม่ ตวั อย่าง ไดแ้ ก่ นกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 6/3 ท่ีกาลังศกึ ษาอยู่ในภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนประโคนชยั พิทยาคม อาเภอประโคนชยั จงั หวัดบรุ รี ัมย์ จานวน 39 คน โดยการสุ่มตวั อย่างแบบกล่มุ (Cluster Sampling) เครอื่ งมือท่ใี ชใ้ นกำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เคร่ืองมอื ท่ีใชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู คร้ังน้ี ประกอบดว้ ย 1. โปรแกรม Google Apps 2. แบบประเมนิ การทางานรว่ มกัน 3. แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน วิชา โครงงานคอมพวิ เตอร์ เปน็ แบบปรนยั ชนิด เลอื กตอบ 4 ตวั เลือก จานวน 20 ขอ้ กำรสรำ้ งเคร่อื งมือ การใช้ Google Apps ในการจดั การเรยี นการสอน วชิ า โครงงานคอมพิวเตอร์ เพื่อส่งเสรมิ การทางานรว่ มกนั สาหรับนกั เรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 6/3 โรงเรยี นประโคนชัยพิทยาคม ตาม หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 มรี ายละเอยี ดดงั นี้ 1. ศกึ ษาหลักสตู รแกนกลางและหลกั สูตรสถานศึกษา รายวิชา โครงงานคอมพิวเตอร์ ระดับชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 6 เพอ่ื ทาความเข้าใจเก่ียวกบั มาตรฐานและตัวชี้วดั เนอื้ หาวธิ ีการสอน และการวัดผลประเมนิ ผล 2. ศึกษาเนือ้ หา รายวิชา โครงงานคอมพิวเตอร์ ระดับชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 6 3. กาหนดจุดประสงค์การเรยี นรู้

27 4. สร้างสอื่ การเรียนร้ดู ้วย Google Apps ตามเน้ือหาวิชาและกิจกรรมการเรียนรู้ที่ กาหนด โดยอาศยั หลกั การองค์ประกอบและเคร่ืองมอื สนบั สนนุ ต่าง ๆ ของเครอื ขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต 5. นาส่อื การเรียนรู้ดว้ ย Google Apps ไปทดลองใช้กบั นกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 6/3 กำรสร้ำงแบบประเมินกำรทำงำนรว่ มกนั ศึกษาวธิ ีการสรา้ งแบบประเมนิ การทางานร่วมกัน กำรสร้ำงแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรยี น ศึกษาวิธกี ารสร้างแบบทดสอบและสร้างแบบทดสอบตามจุดประสงค์การเรียนรู้ เป็นแบบ ปรนยั ชนิดเลือกตอบ 4 ตวั เลอื ก จานวน 20 ขอ้ กำรสรำ้ งแบบสอบถำมควำมพงึ พอใจ 1. ศึกษาวธิ กี ารสร้างแบบสอบถามความพงึ พอใจ โดยใช้ทฤษฎีของ Likert แลว้ จงึ ออกแบบ ประเมนิ ความพึงพอใจสาหรับกล่มุ ตวั อยา่ ง ซง่ึ ไดก้ าหนดระดับความพึงพอใจไว้ 5 ระดับ ดงั นี้ ระดบั 5 หมายถึง มากทสี่ ุด ระดับ 4 หมายถงึ มาก ระดบั 3 หมายถงึ ปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง น้อย ระดบั 1 หมายถึง นอ้ ยทส่ี ุด นาคะแนนรวมที่ไดม้ าหาคา่ เฉลยี่ โดยใช้เกณฑต์ ัดสินเฉลย่ี ดงั น้ี 4.50 - 5.00 หมายความวา่ มีความพึงพอใจอยูใ่ นระดบั มากที่สุด 3.50 - 4.49 หมายความวา่ มคี วามพึงพอใจอยใู่ นระดบั มาก 2.50 - 3.49 หมายความวา่ มคี วามพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง 1.50 - 2.49 หมายความวา่ มคี วามพงึ พอใจอย่ใู นระดบั น้อย 1.00 - 1.49 หมายความวา่ มีความพึงพอใจอยใู่ นระดบั นอ้ ยที่สุด 2. สร้างแบบประเมินความพึงพอใจ กำรดำเนนิ กำรศึกษำ 1. ทดสอบกอ่ นเรียน (Pretest) ผู้วจิ ัยให้นักเรยี นเข้าสู่หอ้ งเรยี นทส่ี ร้างดว้ ย google sites และทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น ดว้ ย Google Forms เพอ่ื วดั ความรพู้ นื้ ฐานของผู้เรียน 2. นักเรียนเข้าไปศึกษาเนื้อหาที่ผวู้ จิ ัยเตรียมไว้ แล้วทางานร่วมกันผ่าน google doc พรอ้ ม ท้ังส่งงานในห้องเรยี นทส่ี รา้ งด้วย google classroom

28 3. ทดสอบหลังเรียน (Posttest) หลังจากที่ผเู้ รียนได้ศึกษาและทางานรว่ มกนั ผ่าน google doc ในหอ้ งเรยี นทสี่ ร้างดว้ ย google classroom แล้ว ใหผ้ ู้เรยี นทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลัง เรยี น 4. ประเมินความพงึ พอใจ หลังจากเรยี นและทาแบบทดสอบหลังเรยี นแลว้ ให้ผเู้ รยี นทา แบบประเมนิ ความพงึ พอใจตอ่ การเรียนรู้ผา่ น google site กำรเก็บรวบรวมข้อมูล ระยะเวลาท่ีใชใ้ นการวิจยั คือ ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2561 โดยดาเนินการและ เก็บรวบรวมขอ้ มูล ระหว่างวันท่ี 25 พฤษภาคม 2561 - 31 สงิ หาคม 2561 จานวน 30 ชัว่ โมง มีรายละเอียด ดงั น้ี ตำรำงที่ 1 แสดงระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล วนั เดอื น ปี กิจกรรม หมำยเหตุ บนั ทกึ คะแนน 25 พ.ค. 2561 - นกั เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน วชิ า โครงงาน คอมพิวเตอร์ เปน็ แบบปรนัยชนดิ เลอื กตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 20 ข้อ - นกั เรียนเขา้ ไปศกึ ษาเนอ้ื หาและทางานร่วมกนั ในเว็บไซต์ google site ผา่ น google doc 1 มิ.ย. 2561 - นกั เรียนเข้าไปศึกษาเนื้อหาและทางานรว่ มกันในเวบ็ ไซต์ google site ผา่ น google doc 8 มิ.ย. 2561 - นกั เรยี นเขา้ ไปศึกษาเนอ้ื หาและทางานร่วมกนั ในเวบ็ ไซต์ google site ผ่าน google doc 15 มิ.ย. 2561 - นักเรียนเขา้ ไปศึกษาเน้อื หาและทางานร่วมกนั ในเว็บไซต์ google site ผ่าน google doc 22 ม.ิ ย. 2561 - นักเรยี นเข้าไปศึกษาเนอ้ื หาและทางานร่วมกนั ในเวบ็ ไซต์ google site ผ่าน google doc 29 มิ.ย. 2561 - นกั เรยี นเขา้ ไปศึกษาเน้ือหาและทางานร่วมกนั ในเวบ็ ไซต์ google site ผ่าน google doc 6 ก.ค. 2561 - นักเรียนเขา้ ไปศกึ ษาเนอ้ื หาและทางานรว่ มกันในเวบ็ ไซต์ google site ผา่ น google doc 13 ก.ค. 2561 - นักเรียนเขา้ ไปศึกษาเน้อื หาและทางานรว่ มกันในเว็บไซต์ google site ผา่ น google doc

29 วัน เดือน ปี กจิ กรรม หมำยเหตุ 20 ก.ค. 2561 - นกั เรยี นเข้าไปศกึ ษาเน้อื หาและทางานร่วมกันในเว็บไซต์ บันทกึ คะแนน 27 ก.ค. 2561 3 ส.ค. 2561 google site ผา่ น google doc 10 ส.ค. 2561 - นกั เรียนเข้าไปศกึ ษาเน้ือหาและทางานร่วมกนั ในเว็บไซต์ 17 ก.ค. 2561 24 ก.ค. 2561 google site ผา่ น google doc 31 ส.ค. 2561 - นกั เรยี นเข้าไปศกึ ษาเน้ือหาและทางานรว่ มกันในเว็บไซต์ google site ผ่าน google doc - นกั เรยี นเข้าไปศกึ ษาเนื้อหาและทางานร่วมกันในเวบ็ ไซต์ google site ผ่าน google doc - นกั เรียนเข้าไปศึกษาเนื้อหาและทางานรว่ มกันในเวบ็ ไซต์ google site ผ่าน google doc - นกั เรยี นเข้าไปศึกษาเนือ้ หาและทางานรว่ มกนั ในเวบ็ ไซต์ google site ผ่าน google doc - นักเรียนทาแบบทดสอบหลงั เรียน วิชา โครงงาน คอมพิวเตอร์ เปน็ แบบปรนัยชนิดเลอื กตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 20 ขอ้ - ทาแบบประเมินความพงึ พอใจต่อการเรียนดว้ ย google classroom กำรวิเครำะห์ข้อมลู การวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูล โดยการวิเคราะห์คะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและคะแนนวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียน รายวิชา โครงงานคอมพิวเตอร์ โดยใช้ ค่าเฉล่ีย รอ้ ยละ และสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน และผลการประเมินการทางานร่วมกัน โดยใช้ค่าเฉล่ีย รอ้ ยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถติ ิท่ีใชใ้ นกำรวิเครำะหข์ อ้ มูล 1. ละ (Percentage) โดยใช้สูตรดังน้ี (สมนกึ ภทั ทยิ ธนี. 2555 : 260) P = F100 N เม่อื P แทน ร้อยละ F แทน ความถ่หี รือคะแนนทีต่ อ้ งการแปลงให้เป็นรอ้ ยละ N แทน จานวนความถ่ที ้งั หมดหรอื คะแนนเต็ม

30 2. คา่ เฉลย่ี (Mean) ของคะแนน โดยใชส้ ตู รดังน้ี (สมนึก ภทั ทยิ ธน.ี 2555 : 237) X = X N เม่ือ X แทน ค่าเฉล่ีย X แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมด N แทน จานวนคนทง้ั หมด 3. สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ใชส้ ูตรดังนี้ (สมนึก ภัททิยธน.ี 2555 : 249) S.D. = N X2 ( X)2 N(N 1) เมือ่ S.D แทน สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนของแต่ละคน N แทน จานวนคนทง้ั หมด  แทน ผลรวม

31 บทที่ 4 ผลกำรวเิ ครำะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยดาเนินการวิจัย การใช้ Google Apps ในการจัดการเรียนการสอน วิชา โครงงานคอมพิวเตอร์ เพื่อส่งเสริมการทางานร่วมกัน สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรยี นประโคนชัยพทิ ยาคม ได้ดาเนนิ การทดลองและเก็บรวบรวมขอ้ มลู เพื่อนาผลที่ได้มาวิเคราะห์ ขอ้ มูล โดยมรี ายละเอยี ดดงั น้ี ผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรยี นด้วยบทเรยี นออนไลน์ จากการให้นักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6/3 ทดลองใช้ Google Apps ในการจัดการเรยี นการ สอน วชิ า โครงงานคอมพวิ เตอร์ เพ่อื ส่งเสริมการทางานรว่ มกัน มีผลการเปรียบเทยี บผลตา่ งท่ไี ด้จาก การทาแบบทดสอบหลังเรยี นกับผลทไี่ ด้จากการทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน ดังน้ี ตำรำงท่ี 2 แสดงผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนด้วย Google Apps ของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 6/3 ท่ี ช่ือ – สกลุ คะแนนแบบทดสอบ ผลตำ่ งระหวำ่ ง กอ่ น หลงั คะแนน 1 นางสาว ชนสิ ร สวุ รรณเขตร์ 15 17 2 นางสาว ศริ ิวิมล กญั ญาสาย 12 18 2 3 นาย จักริน ฮัทโทริ 13 17 6 4 นาย สรนนั ท์ เพ็งเพชร 10 17 4 5 นางสาว กวินธิดา เสาเกลียว 12 18 7 6 นางสาว ฐติ าภรณ์ กระฐินหอม 15 16 6 7 นางสาว ณฐั ณิชา เวียงเงิน 14 17 1 8 นางสาว ธญั ยธรณ์ ยะระสทิ ธิ์ 13 18 3 9 นางสาว ธญั วรัตน์ เสรฐิ วาสนา 11 13 5 10 นางสาว วราภรณ์ ปรังประโคน 12 16 2 11 นางสาว ศริ ิวลั ย์ ปะบญุ เรอื ง 11 18 4 12 นางสาว อพัชชุตา สดมสขุ 10 18 7 13 นาย กิตติศักดิ์ กลั ยา 15 17 8 14 นาย ธนภูมิ จุดโต 13 14 2 1

32 ท่ี ช่อื – สกุล คะแนนแบบทดสอบ ผลต่ำงระหวำ่ ง 15 นาย ปุญญพัฒน์ ชมุ นมุ ดวง กอ่ น หลงั คะแนน 16 นางสาว จินตหรา ใจกลา้ 17 นางสาว พรพิมล พวงดาว 12 15 3 18 นางสาว พิมพ์มาดา ปยุ ะติ 19 นาย พงษพ์ ัฒน์ บรู ณชยั สทิ ธิ์ 14 18 4 20 นางสาว กนกพร ชาญประโคน 21 นางสาว คนั ธมาทน์ ประประโคน 10 18 8 22 นางสาว จุฬารตั น์ โมรา 23 นางสาว บษุ กร สงั ข์ศรีแกว้ 12 17 5 24 นางสาว มัลลิกา ขยนั ชมุ นุม 25 นางสาว วิไลวรรณ ศิรสิ าวงศ์ 11 17 6 26 นาย ณภัทร ขุนงามขา 27 นางสาว ณฎั ฐธดิ า น้อยศรี 10 16 6 28 นาย ณฐั วฒุ ิ บรู ณเ์ จริญ 29 นาย ทศั นพ์ ล มีคม 13 15 2 30 นาย ธนชยั ละประโคน 31 นาย ภเู มธ เพราะประโคน 14 19 5 32 นาย วุฒิศกั ดิ์ แฟน้ ประโคน 33 นาย ศศิศ วริ ตั น์จนิ ดา 11 19 8 34 นาวสาว ณฐั ภสั สร ยังประโคน 35 นางสาว ปัณฑิตา วงศ์กัณหา 12 18 6 36 นางสาว วริศรา ไชยวงษา 37 นางสาว ศิริชาดา วริ ัตนจ์ นิ ดา 12 18 6 38 นางสาว หยาดทิพย์ ละประโคน 39 นางสาว อลสิ สา เจน รัว้ ประโคน 15 20 5 รวม 15 18 3 ค่ำเฉล่ีย ร้อยละ 16 18 2 ส่วนเบ่ยี งเบนมำตรฐำน 11 15 4 12 17 5 11 17 6 10 16 6 13 15 2 14 14 0 12 18 6 11 17 6 13 18 5 14 17 3 14 15 1 488 659 12.51 16.90 62.56 84.49 1.68 1.52

33 จากตารางที่ 2 ผลการศึกษาพบวา่ ผลทไ่ี ดจ้ ากการทาแบบทดสอบก่อนเรยี น ซง่ึ มีคะแนนเต็ม 20 คะแนน นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 จานวน 39 คน สามารถทาคะแนนเฉล่ียได้ 12.51 คิดเปน็ รอ้ ยละ 62.56 สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐานเท่ากบั 1.68 และผลท่ไี ดจ้ ากการทาแบบทดสอบหลัง เรียนซง่ึ มีคะแนนเต็ม 20 คะแนนเทา่ กัน นักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6/3 สามารถทาคะแนนเฉลี่ย ได้ 16.90 คิดเป็นร้อยละ 84.49 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.52 ผลปรากฏว่าคะแนนหลัง เรยี นสูงกว่ากอ่ นเรียน ผลกำรประเมนิ กำรทำงำนรว่ มกัน จากการให้นกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 6/3 จานวน 39 คน ท่ีกาลังศึกษาอยู่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม ทดลองใช้ Google Apps ในการจัดการเรียนการ สอน วิชา โครงงานคอมพิวเตอร์ เพื่อส่งเสริมการทางานร่วมกัน สามารถสรุปผลการประเมินการ ทางานร่วมกันได้ ดังน้ี ตำรำงที่ 3 แสดงผลการประเมินการทางานร่วมกัน ของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 6/3 ท่จี ัดการ เรยี นการสอนโดยใช้ Google Apps หัวข้อกำรประเมนิ X S.D. สรุป มาก 1. สมาชิกในกลมุ่ มีสว่ นรว่ มในการกาหนดเป้าหมายในการ 4.26 0.64 ทางานร่วมกัน 2. มกี ารแบง่ หนา้ ท่กี ารทางานเหมาะสมและตรง 4.00 0.61 มาก ความสามารถของสมาชิก 3. สมาชกิ ในกลุ่มมกี ารทางานรว่ มกันอยา่ งเปน็ ขัน้ ตอน 4.49 0.51 มาก 4. สมาชิกในกลุ่มมคี วามรับผิดชอบในหน้าทท่ี ไ่ี ดร้ ับ 4.46 0.51 มาก มอบหมาย 5. สมาชกิ ในกลุม่ ไดใ้ ช้ทกั ษะความสามารถในการทางานได้ 4.26 0.72 มาก อย่างเตม็ ที่ 6. สมาชิกทกุ คนในกลมุ่ สามารถปฏิบัตงิ านไดส้ าเร็จตาม 4.33 0.70 มาก เปา้ หมาย 7. สมาชิกในกลุ่มมีการแลกเปลยี่ นเรียนรู้ร่วมกัน 4.44 0.60 มาก 8. สมาชกิ ในกลมุ่ มีการปฏิสัมพันธอ์ ย่างเปน็ กนั เอง 4.05 0.69 มาก 9. สมาชกิ ในกลมุ่ ยอมรบั ฟังความคดิ เห็นซ่ึงกันและกัน 4.33 0.58 มาก 10. สมาชิกในกลุ่มยอมรับความผิดพลาดของเพ่อื รว่ มทีม 3.92 0.70 มาก เฉลีย่ 4.25 0.62 มำก

34 จากตารางท่ี 3 ผลการศึกษาพบว่า ผลการประเมินการทางานร่วมกัน ของนักเรียน ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6/3 ท่ีจัดการเรยี นการสอนโดยใช้ Google Apps มีค่าเฉลย่ี เทา่ กับ 4.25 และ ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน เทา่ กับ 0.62 เมื่อนามาเปรียบเทียบเกณฑ์ท่ีได้กาหนดไว้พบว่าอยู่ในเกณฑ์ มาก ผลกำรประเมินควำมพึงพอใจ จากการทดลองโดยให้นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6/3 จานวน 39 คน กาลังศึกษาในภาค เรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม ทาแบบประเมินความพึงพอใจท่ีมีต่อ การจัดการเรียนการสอนด้วย Google Apps วิชา โครงงานคอมพิวเตอร์ เพ่ือส่งเสริมการทางาน รว่ มกนั สามารถสรปุ ผลการประเมนิ ไดด้ งั นี้ ตำรำงท่ี 4 สรปุ ผลการประเมนิ ความพงึ พอใจต่อการจดั การเรยี นการสอนดว้ ย Google Apps วิชา โครงงานคอมพวิ เตอร์ เพื่อสง่ เสรมิ การทางานร่วมกนั โดยนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษา ปีท่ี 6/3 รำยกำรที่ประเมนิ X S.D. สรปุ 1. ช่วยให้บรรลเุ ป้าหมายของการเรียน 4.18 0.51 มาก 2. ช่วยส่งเสรมิ ทักษะการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง 4.23 0.74 มาก 3. ตัวอยา่ งทีใ่ ชอ้ ธบิ ายสอดคล้องกบั บทเรยี น 4.13 0.61 มาก 4. ชว่ ยใหม้ ีความกระตือรอื รน้ ในการเรยี นมากขนึ้ 4.26 0.55 มาก 5. กิจกรรมการเรยี นช่วยให้เขา้ ใจบทเรียน 4.28 0.60 มาก 6. ช่วยใหม้ ีส่วนร่วมและการแสดงความคดิ เหน็ 4.18 0.60 มาก 7. ชว่ ยใหป้ ระหยดั เวลาในการเรยี น 4.23 0.67 มาก 8. แบบทดสอบมีความยากง่ายเหมาะสมและตรงกับเน้อื หา 4.21 0.61 มาก ท่ีเรยี น 9. การจดั การเรยี นการสอนด้วย Google Apps สามารถ 4.46 0.51 มาก เรยี นรู้ได้ทกุ ที่ ทกุ เวลา 10. การจดั การเรียนการสอนด้วย Google Apps ส่งเสรมิ 4.69 0.47 มากทสี่ ดุ การทางานร่วมกนั เฉลยี่ 4.28 0.59 มำก จากตารางที่ 4 ผลการประเมินความพึงพอใจ พบว่า รายการคาถามประเด็นที่ 10 การ จัดการเรยี นการสอนด้วย Google Apps สง่ เสรมิ การทางานร่วมกัน มีคะแนนเฉล่ียมากท่ีสุด เท่ากับ

35 4.69 สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานเทา่ กับ 0.47 รองลงมาคือรายการคาถามประเดน็ ท่ี 9 การจัดการเรียน การสอนด้วย Google Apps สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.46 ส่วน เบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.51 และรายการคาถามท่ีมีคะแนนความพึงพอใจต่าสุด คือ รายการ คาถามประเด็นที่ 3 ตัวอย่างท่ีใช้อธิบายสอดคล้องกับบทเรียน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.13 ส่วน เบยี่ งเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.61 และมีค่าเฉลีย่ รวมทุกรายการ เท่ากับ 4.28 สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน เท่ากบั 0.59 เม่ือนามาเปรียบเทยี บเกณฑ์ทีไ่ ดก้ าหนดไวพ้ บว่าอยู่ในเกณฑม์ าก

บทท่ี 5 สรปุ ผลกำรวิจยั และข้อเสนอแนะ ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นการจัดการเรียนการสอนด้วย Google Apps วิชา โครงงาน คอมพิวเตอร์ เพ่ือส่งเสริมการทางานร่วมกัน สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 โรงเรียน ประโคนชัยพิทยาคม อาเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือใช้ Google Apps ในการจัดการเรียนการสอน วิชา โครงงานคอมพิวเตอร์ เพ่ือส่งเสริมการทางานร่วมกัน สาหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6/3 เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6/3 ที่เรียนโดยใช้ Google Apps ในการจัดการเรียนการสอน วิชา โครงงานคอมพิวเตอร์ เพื่อส่งเสริมทักษะการทางานร่วมกัน และเพ่ือศึกษาความพึงพอใจของ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6/3 ท่ีมีต่อการใช้ Google Apps ในการจัดการเรียนการสอน วิชา โครงงานคอมพิวเตอร์ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6/3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนช้ัน มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 โรงเรยี นประโคนชัยพทิ ยาคม อาเภอประโคนชัย จงั หวดั บุรีรัมย์ จานวน 39 คน สรปุ ผลกำรวิจยั จากการศกึ ษาการจดั การเรยี นการสอนด้วย Google Apps วชิ า โครงงานคอมพิวเตอร์ เพื่อ ส่งเสริมการทางานร่วมกัน ได้ผลดังนี้ ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วย Google Apps วิชา โครงงานคอมพิวเตอร์ เพื่อส่งเสริมการทางานร่วมกัน สาหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีท่ี 6/3 จานวน 39 คน ผลท่ีได้จากการทาแบบทดสอบก่อนเรียน ซ่ึงมีคะแนนเต็ม 20 คะแนน นกั เรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 6/3 จานวน 39 คน สามารถทาคะแนนเฉลี่ยได้ 12.51 คิด เป็นร้อยละ 62.56 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.68 และผลท่ีได้จากการทาแบบทดสอบหลัง เรยี นซ่งึ มีคะแนนเตม็ 20 คะแนนเท่ากัน นกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 6/3 สามารถทาคะแนนเฉล่ีย ได้ 16.90 คิดเป็นร้อยละ 84.49 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.52 ผลปรากฏว่าคะแนนหลัง เรียนสูงกวา่ ก่อนเรยี น ด้านการทางานร่วมกันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/3 มีผลการประเมินการทางาน ร่วมกัน ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6/3 ท่ีจดั การเรียนการสอนโดยใช้ Google Apps มีค่าเฉล่ีย เทา่ กับ 4.25 และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน เทา่ กับ 0.62 เม่ือนามาเปรียบเทียบเกณฑ์ท่ีได้กาหนดไว้ พบว่าอยู่ในเกณฑ์มาก

37 ส่วนในด้านผลการประเมินความพึงพอใจ พบว่า รายการคาถามประเด็นที่ 10 การจัดการ เรยี นการสอนดว้ ย Google Apps ส่งเสรมิ การทางานร่วมกัน มีคะแนนเฉลี่ยมากท่ีสุด เท่ากับ 4.69 ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.47 รองลงมาคือรายการคาถามประเด็นที่ 9 การจัดการเรียนการ สอนดว้ ย Google Apps สามารถเรียนรู้ไดท้ ุกที่ ทกุ เวลา มคี ะแนนเฉล่ียเท่ากับ 4.46 ส่วนเบ่ียงเบน มาตรฐานเท่ากับ 0.51 และรายการคาถามที่มีคะแนนความพึงพอใจต่าสุด คือ รายการคาถาม ประเด็นท่ี 3 ตัวอย่างที่ใช้อธิบายสอดคล้องกับบทเรียน มีคะแนนเฉล่ียเท่ากับ 4.13 ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานเทา่ กับ 0.61 และมีค่าเฉล่ียรวมทุกรายการ เท่ากับ 4.28 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.59 เมือ่ นามาเปรยี บเทยี บเกณฑ์ท่ไี ด้กาหนดไวพ้ บวา่ อยู่ในเกณฑ์มาก ดงั นั้น จะเหน็ ไดว้ ่าการจดั การเรยี นการสอนดว้ ย Google Apps วิชา โครงงานคอมพิวเตอร์ เพ่ือส่งเสรมิ การทางานรว่ มกัน สาหรบั นักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 6/3 ทาให้ผู้เรียนมีการศึกษาค้นคว้า ดว้ ยตนเอง มีการปฏิสมั พนั ธร์ ะหว่างกนั ภายในกลุม่ มที ักษะในการทางานร่วมกัน และมีทักษะในการ ใช้เทคโนโลยี จึงสง่ ผลใหผ้ ลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนของผู้เรยี นสงู ขน้ึ ขอ้ เสนอแนะ 1. ควรมกี ารใช้ Google Apps ในรายวิชาอน่ื ๆ ด้วย 2. ควรมกี ารนารูปแบบการเรยี นการสอนอนื่ ๆ มาร่วมกบั การใช้ Google Apps

38 บรรณำนกุ รม กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2551). หลกั สูตรแกนกลำงกำรศกึ ษำขั้นพื้นฐำน พุทธศกั รำช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพช์ มุ นุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. บุญชม ศรีสะอาด. (2554). กำรวจิ ยั เบอ้ื งต้น. (พมิ พ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ : สุรวี ทิ ยาสาสน์ . พรทพิ ย์ ไชยโส. (2545). เอกสำรคำสอนวิชำ 153521 หลักกำรวัดและกำรประเมนิ ผลกำรศึกษำ ขนั้ สูง. กรงุ เทพฯ: ภาควชิ าการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพ่ิมพล โอนธรรม. (ม.ป.ป.) Google Apps คอื อะไร มปี ระโยชนแ์ ละการใชง้ านอย่างไร. [ออนไลน]์ . แหลง่ ที่มา : https://fishingtoyou.wordpress.com/assignment /assignment3. [ 20 กรกฎาคม 2561]. รสรนิ พิมลบรรยงก์. (2551). ระบบกำรสอนและกำรฝึกอบรม : กำรออกแบบ กำรพฒั นำและ กำรนำไปใช.้ นครราชสมี า : โปรแกรมวิชาเทคโนโลยแี ละสอ่ื สารการศกึ ษา คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครราชสมี า. ลว้ น สายยศและองั คณา สายยศ. (2543). เทคนคิ กำรวจิ ยั ทำงกำรศกึ ษำ. พมิ พค์ รั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: สวุ ีริยาสาส์น. วจิ ารณ์ พานิช. (2555). วถิ ีสรำ้ งกำรเรียนรเู้ พื่อศษิ ย์ ในศตวรรษที่ 21. พิมพค์ รงั้ ที่ 1. กรงุ เทพฯ : มลู นิธสิ ดศรี-สฤษวงศ์. สถาบันส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2555 ก). กำรวดั ผลประเมนิ ผลคณิตศำสตร.์ กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชัน. สวลี มูลวณิชย.์ (2555). ผลกำรพฒั นำบทเรียนบนเวบ็ เร่อื ง กำรออกแบบระบบ เครอื ข่ำยและเครอื ขำ่ ยอนิ เทอรเ์ น็ตด้วยกำรเรียนแบบผสมผสำนของนักศึกษำ ระดับช้ันประกำศนยี บัตรวิชำชพี ชน้ั สงู . วทิ ยานิพนธ์ศึกษา ศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวชิ าเทคโนโลยกี ารศึกษา บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม. สานักแผนและประกนั คณุ ภาพการศึกษา. (ม.ป.ป.). กำรให้กำรศกึ ษำสำหรบั ศตวรรษที่ 21. [ออนไลน]์ . แหล่งท่ีมา : www.ptu.ac.th/quality/data/levyp1.pdf [ 20 กรกฎาคม 2561]. สมนึก ภัททยิ ธน.ี (2551). กำรวดั ผลกำรศึกษำ. พมิ พค์ รง้ั ท่ี 5. กาฬสนิ ธ์ุ : ประสานการพมิ พ์. สมบูรณ์ ตันยะ. (2545). กำรประเมนิ ทำงกำรศึกษำ. กรงุ เทพฯ : สวุ รี ยิ าสาลน์ . สวุ ทิ ย์ มลู คา และอรทยั มูลคา. (2546). 19 วธิ ีจัดกำรเรยี นรู้ : เพ่ือพัฒนำควำมรู้และทักษะ. กรุงเทพฯ : ภาพพิมพ์ Doherty,B. (1998, September-October). “The interment : Destined to become a passive surfing teachnology.” Educational Technology. 38(5) : 221-247. Parson, P. (1997). An investigation into instruction available on the www. [Online]. Availabe : http://www.osie.on.ca/~rparson/out1d.html [2016, September 20].

39 ภำคผนวก

บทเรียนออนไลนท์ ่สี รำ้ งด้วย google sites

41 แบบทดสอบก่อนเรยี น

42 นักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษำปีท่ี 6/3 นำเสนอโครงงำนคอมพิวเตอร์


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook