รายงานวิจัยในชนั้ เรยี น การพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา การออกแบบและเทคโนโลยี โดยใชบ้ ทเรียนออนไลน์ สาหรบั นกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 2/4 โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม อาเภอประโคนชัย จังหวดั บรุ รี ัมย์ นางฐติ ยิ าภรณ์ ทวี ภาคเรียนที่ 1 ตาแหนง่ ครู ปกี ารศึกษา 2562 โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม สานักงานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา เขต 32 สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พื้นฐาน กระทรวงศกึ ษาธิการ
ชอื่ เรอ่ื ง การพัฒนาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน วิชา การออกแบบและเทคโนโลยี โดยใช้ บทเรยี นออนไลน์ สาหรับนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 2/4 ชอ่ื ผวู้ จิ ยั โรงเรียนประโคนชยั พทิ ยาคม อาเภอประโคนชัย จงั หวดั บรุ รี ัมย์ สถานศกึ ษา นางฐติ ยิ าภรณ์ ทวี ปีการศกึ ษา โรงเรยี นประโคนชัยพทิ ยาคม 2562 บทคดั ย่อ การวิจัยคร้ังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนออนไลน์ วิชา การ ออกแบบและเทคโนโลยี สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 2) เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2/4 ท่ีเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ วชิ า การออกแบบและเทคโนโลยี 3) เพ่อื ส่งเสริมทักษะการทางานร่วมกัน และ 4) เพ่ือศึกษาความ พึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 ที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ วิชา การออกแบบและ เทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม อาเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ จานวน 40 คน โดยการสุ่ม ตัวอยา่ งแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) บทเรียนออนไลน์ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน วิชา การออกแบบและเทคโนโลยี เป็นแบบปรนัย ชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลอื ก จานวน 20 ขอ้ 3) แบบประเมินการทางานรว่ มกัน และ 4) แบบสอบถามความ พึงพอใจของผู้เรียนท่ีมีต่อการเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉล่ีย ร้อยละ และสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน ผลการวจิ ัย พบวา่ ดา้ นผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นกอ่ นเรียนและหลงั เรียนด้วยบทเรียน ออนไลน์ วิชา การออกแบบและเทคโนโลยี สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 จานวน 40 คน ผลท่ีได้จากการทาแบบทดสอบก่อนเรียน ซึ่งมีคะแนนเต็ม 20 คะแนน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2/4 จานวน 40 คน สามารถทาคะแนนเฉล่ียได้ 12.30 คิดเป็นร้อยละ 63.08 ส่วนเบ่ียงเบน มาตรฐานเท่ากับ 1.62 และผลท่ีได้จากการทาแบบทดสอบหลังเรียนซ่ึงมีคะแนนเต็ม 20 คะแนน เท่ากัน นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2/4 สามารถทาคะแนนเฉลี่ยได้ 16.03 คิดเป็นร้อยละ 82.18 สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 1.95 ผลปรากฏวา่ คะแนนหลังเรียนสงู กว่ากอ่ นเรยี น ด้านการทางาน ร่วมกันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2/4 มีผลการประเมินการทางานร่วมกัน ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2/4 ที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ มีค่าเฉล่ีย เท่ากับ 4.17 และส่วนเบ่ียงเบน มาตรฐาน เท่ากบั 0.62 เมอื่ นามาเปรยี บเทยี บเกณฑ์ทีไ่ ดก้ าหนดไว้พบว่าอยู่ในเกณฑ์มาก ส่วนด้าน ผลการประเมินความพึงพอใจ พบว่า นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 มีความพึงพอใจต่อบทเรียน ออนไลน์ วิชา การออกแบบและเทคโนโลยี เทา่ กับ 4.33 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.73 เม่ือ นามาเปรียบเทียบเกณฑ์ที่ได้กาหนดไวพ้ บวา่ อยู่ในเกณฑม์ าก (1)
กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยในชั้นเรียน เรอ่ื ง การพฒั นาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น วชิ า การออกแบบและ เทคโนโลยี โดยใช้บทเรียนออนไลน์ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2/4 โรงเรียนประโคนชัย พทิ ยาคม อาเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เล่มน้ี สาเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาเป็นอย่างดีย่ิงจาก ดร.ชานาญ บุญวงศ์ ผู้อานวยการโรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม ท่ีได้ให้คาแนะนาและให้คาปรึกษา ผวู้ ิจยั รู้สกึ ซาบซ้งึ และขอขอบพระคุณเป็นอยา่ งสูง ขอขอบคณุ คณะครู กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โรงเรียนประโคนชัย พทิ ยาคมทกุ ท่าน ที่ให้การสนบั สนนุ ให้กาลงั ใจในการจดั ทารายงานวจิ ยั ในช้นั เรียนเล่มนี้ คณุ คา่ และประโยชน์ของรายงานวิจัยในชั้นเรียนเล่มน้ี ขอมอบเป็น เคร่ืองบูชาพระคุณบิดา มารดา และครูอาจารยท์ กุ ท่านทไ่ี ดอ้ บรมส่ังสอน ประสทิ ธปิ์ ระสาทความรู้แกผ่ ู้วิจัย ฐิตยิ าภรณ์ ทวี 29 ตลุ าคม 2562 (2)
สารบัญ หน้า (1) บทคดั ยอ่ (2) กติ ตกิ รรมประกาศ (3) สารบญั (5) สารบัญตาราง 1 บทที่ 1 บทนา 1 2 ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หา 3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 3 สมมตุ ิฐานของการวจิ ัย 3 ประโยชน์ท่คี าดว่าจะไดร้ บั 3 ขอบเขตของการวจิ ัย 5 นิยามศัพทเ์ ฉพาะ 5 บทที่ 2 เอกสารเกย่ี วขอ้ ง หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐานพุทธศกั ราช 2551 9 กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) 21 บทเรียนออนไลน์ 24 การทางานร่วมกัน 27 ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน 30 งานวจิ ยั ท่ีเกย่ี วข้อง 30 บทที่ 3 วธิ ีดาเนนิ การวิจยั 30 ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง 30 เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมลู 31 การสรา้ งเครื่องมือ 32 การดาเนนิ การศกึ ษา 33 การเก็บรวบรวมขอ้ มูล 33 การวิเคราะห์ข้อมลู 35 สถิติที่ใชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มูล 40 บทท่ี 4 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล 40 บทที่ 5 สรปุ ผลการวิจยั และขอ้ เสนอแนะ 41 สรปุ ผลการวิจยั ข้อเสนอแนะ (3)
สารบัญ (ตอ่ ) หน้า 42 บรรณานกุ รม 43 ภาคผนวก 44 48 บทเรียนออนไลน์ 51 แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น 53 แบบประเมินการทางานร่วมกัน แบบสอบถามความพงึ พอใจของผเู้ รียน (4)
สารบญั ตาราง หน้า 32 ตารางท่ี 35 1 แสดงระยะเวลาในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู 2 แสดงผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น วชิ า การออกแบบและเทคโนโลยี 37 ของนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 2/4 3 แสดงผลประเมนิ การทางานร่วมกัน วชิ า การออกแบบและเทคโนโลยี 38 ของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 2/4 4 สรุปผลการประเมินความพงึ พอใจตอ่ การเรียนด้วยบทเรยี นออนไลน์ วิชา การออกแบบและเทคโนโลยี โดยนกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 2/4 (5)
บทที่ 1 บทนำ ควำมเป็นมำและควำมสำคัญของปญั หำ การให้การศึกษาสาหรับศตวรรษที่ 21 จะมีความยืดหยุ่น สร้างสรรค์ ท้าทาย และซับซ้อน เป็นการศึกษาที่จะทาให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเต็มไปด้วยส่ิงท้าทาย ลักษณะของ หลักสูตรในศตวรรษท่ี 21 จะเป็นหลักสูตรท่ีเน้นคุณลักษณะเชิงวิพากษ์ (critical attributes) เชิงสห วิทยาการ (interdisciplinary) ยึดโครงงานเป็นฐาน (project-based) และขับเคล่ือนด้วยการวิจัย (research-driven) เชื่อมโยงท้องถิ่นชุมชนเข้ากับภาค ประเทศ และโลก ในบางโอกาสนักเรียน สามารถรว่ มมอื (collaboration) กับโครงงานต่างๆ ไดท้ ัว่ โลก เปน็ หลกั สตู รท่ีเน้นทักษะการคิดข้ันสูง พหุปัญญา เทคโนโลยีและมัลติมีเดีย ความรู้พื้นฐานเชิงพหุศตวรรษที่ 21 และการประเมินผลตาม สภาพจรงิ ทักษะท่คี าดหวังสาหรับศตวรรษท่ี 21 ท่ีเรียนรู้ผา่ นหลักสูตรท่ีเป็นสหวิทยาการ บูรณาการ ยดึ โครงงานเป็นฐานและอน่ื ๆ ดังกล่าวจะเน้นเรอื่ ง 1) ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม 2) ทักษะชีวิต และอาชีพ 3) ทักษะสารสนเทศ ส่ือ และเทคโนโลยี ทีค่ าดหวงั ว่าจะเกดิ ข้ึนได้จากความร่วมมือ ในการ ทางานเป็นทมี การคดิ เชิงวพิ ากษ์ ในปญั หาทซี่ ับซ้อน การนาเสนอด้วยวาจาและด้วยการเขียน การใช้ เทคโนโลยี ความเป็นพลเมืองดี การฝึกปฏิบัติอาชีพ การวิจัย และการปฏิบัติส่ิงต่างๆ ท่ีกล่าวมา ขา้ งตน้ (สานกั แผนและประกันคุณภาพการศกึ ษา. ม.ป.ป. : 1) สถาบนั ส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดทา ตัวช้ีวัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ในการนี้ได้กาหนดให้รายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) อยู่ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ซึ่งมีเป้าหมายมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ เทคโนโลยีเพอ่ื ดารงชวี ิตในสังคมท่มี กี ารเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะเพ่ือแก้ปัญหา หรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม บูรณาการกับ ศาสตร์อื่นโดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์อย่างเหมาะสม เลือกใช้เทคโนโลยีโดยคานึงถึง ผลกระทบต่อชวี ิต สังคมและสง่ิ แวดลอ้ ม (สถาบันส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2560 : 4) การจัดการเรียนการสอนรายวิชา การออกแบบและเทคโนโลยี เป็นรายวิชาใหม่ที่สถาบัน ส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีกาหนดให้เป็นรายวิชาพ้ืนฐานท่ีนักเรียนทุกคนต้องเรียน เพ่ือใหผ้ เู้ รยี นมีความรู้ความเขา้ ใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีเพ่ือดารงชีวิตในสังคมท่ีมีการเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเรว็ ใช้ความร้แู ละทักษะเพื่อแกป้ ญั หาหรอื พัฒนางานอย่างมคี วามคดิ สร้างสรรค์ด้วยกระบวนการ
2 ออกแบบเชิงวิศวกรรม บูรณาการกับศาสตร์อ่ืนโดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์อย่าง เหมาะสม เลอื กใช้เทคโนโลยีโดยคานงึ ถงึ ผลกระทบต่อชีวติ สังคมและสิง่ แวดลอ้ ม ในการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนปัจจุบนั มีปัญหามากมายหลายด้าน เช่น ปัญหาการส่ง งานไมต่ รงตามเวลาทก่ี าหนด หรือไม่ส่งงานของนักเรียนอยู่บ่อยคร้ัง ซ่ึงทาให้ครูไม่สามารถวัดทักษะ และความกา้ วหนา้ ของนกั เรยี นได้ อีกทง้ั ปญั หาในเรื่องเวลาเรียนไม่เพียงพอ เน่ืองจากโรงเรียนมีการ จัดกิจกรรมหลายๆ กิจกรรมท่ีนักเรียนต้องเข้าร่วม ทาให้เวลาเรียนในห้องเรียนไม่เพียงพอต่อการ จัดการเรียนการสอน บทเรียนออนไลน์ คือบทเรียนท่ีจัดทาข้ึนเป็นส่ือการสอน ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ประกอบไปด้วยโครงสร้างหลักสูตร คาอธิบายรายวิชา หน่วยการเรียนรู้ การวางแผนการจัดการ เรียนรู้ เนอ้ื หา แบบทดสอบ แบบฝกึ ทกั ษะเพอื่ ใหน้ ักเรียนและผทู้ สี่ นใจศกึ ษา สามารถศึกษาค้นคว้า ความรู้ ได้ด้วยตนเอง โดยออกแบบไว้ ให้โต้ตอบกับผู้เรียนได้ (อรอนงค์ เวชจันทร์. ออนไลน์. ม.ป.ป.) บทบาทของผู้สอนในบทเรียนออนไลน์จะเปลี่ยนไปเป็นผู้ให้คาแนะนา (Guide) เป็นผู้ฝึก (Coach) เป็นผู้อานวยความสะดวก (Facilitator) และเป็นพี่เลี้ยง (Mentor) ต่อกระบวนการเรียนรู้ ของผู้เรียน ในขณะท่บี ทบาทของผเู้ รียนจะเปล่ียนแปลงจากการเป็นผู้รับมาเป็นผสู้ ารวจสารสนเทศ ผคู้ ิด ผูล้ งมอื ปฏิบัติ ในลักษณะเรียนรู้ร่วมกนั กับผเู้ รยี นคนอน่ื อย่างมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน (งานพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศกึ ษา. ออนไลน์. ม.ป.ป) จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ทาให้ผู้วิจัยมีความสนใจท่ีจะใช้บทเรียนออนไลน์ วิชา การ ออกแบบและเทคโนโลยี สาหรับนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 2/4 เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ด้วย ตนเอง เรยี นร้ไู ดท้ กุ ทท่ี กุ เวลา และเนน้ ให้ผู้เรียนมที ักษะในการทางานร่วมกันและมีผลสัมฤทธ์ิในการ จดั การเรียนการสอนมีประสทิ ธิภาพทส่ี ูงขนึ้ วตั ถปุ ระสงค์ของกำรวิจัย 1. เพื่อพัฒนาบทเรียนออนไลน์ วชิ า การออกแบบและเทคโนโลยี สาหรับนักเรียนช้ัน มัธยมศึกษาปีท่ี 2/4 2. เพอื่ เปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนกอ่ นและหลังเรียนของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษา ปีที่ 2/4 ท่เี รียนด้วยบทเรียนออนไลน์ วิชา การออกแบบและเทคโนโลยี 3. เพ่ือสง่ เสริมทักษะการทางานร่วมกัน 4. เพอื่ ศึกษาความพึงพอใจของนกั เรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2/4 ที่มตี อ่ บทเรยี นออนไลน์ วิชา การออกแบบและเทคโนโลยี
3 สมมตุ ิฐำนของกำรวจิ ัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2/4 หลังเรียนด้วยบทเรียน ออนไลน์ วชิ า การออกแบบและเทคโนโลยี สูงกว่ากอ่ นเรียน 2. นกั เรียนมที ักษะในการทางานรว่ มกัน 3. นกั เรยี นมีความพึงพอใจตอ่ การเรยี นด้วยบทเรียนออนไลน์ ระดับมาก ประโยชน์ท่ีคำดว่ำจะได้รับ ได้พฒั นาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน วิชา การออกแบบและเทคโนโลยี ดว้ ยบทเรียนออนไลน์ เพอื่ ใหน้ ักเรียนมีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น หลงั เรยี นสูงกวา่ ก่อนเรียนและนักเรยี นทกุ คนมีทกั ษะในการ ทางานรว่ มกนั ขอบเขตของกำรวจิ ัย 1. ประชำกรและกล่มุ ตัวอยำ่ ง 1.1 ประชากร ได้แก่ นักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 2 ท่กี าลงั ศกึ ษาอยใู่ นภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรยี นประโคนชยั พิทยาคม อาเภอประโคนชัย จงั หวัดบุรรี ัมย์ จานวน 492 คน 1.2 กลุม่ ตวั อยา่ ง ไดแ้ ก่ นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 ที่กาลังศึกษาอยูใ่ นภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2562 โรงเรียนประโคนชยั พทิ ยาคม อาเภอประโคนชยั จงั หวดั บุรรี มั ย์ จานวน 40 คน โดยการสุ่มตวั อยา่ งแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) 2. ตวั แปรท่ีศกึ ษำในกำรวิจยั 2.1 ตวั แปรต้น ได้แก่ บทเรียนออนไลน์ 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน วชิ า การออกแบบและเทคโนโลยี และ ทักษะการทางานรว่ มกัน 3. เนือ้ หำทใ่ี ช้ในกำรทดลอง การวจิ ัยคร้ังนใี้ ชเ้ น้อื หาตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระยะเวลำที่ใช้ในกำรวจิ ัย ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย คอื ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2562 โดยดาเนนิ การและ เก็บรวบรวมขอ้ มลู ระหวา่ งวนั ท่ี 23 พฤษภาคม 2562 - 5 กันยายน 2562 จานวน 20 ชั่วโมง นยิ ำมศพั ท์เฉพำะ 1. บทเรยี นออนไลน์ หมายถงึ การเรียนการสอนผ่านคอมพิวเตอรบ์ นเครอื ข่ายอินเทอรเ์ นต็ เรอ่ื ง การสอื่ สารข้อมูลและเครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์ ประกอบด้วยเน้อื หา/แหลง่ เรียนรู้ ใบงาน และ แบบทดสอบก่อนเรยี น-หลงั เรยี น
4 2. ผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรยี น หมายถึง คะแนนที่นักเรยี นได้จากการทาแบบทดสอบ วดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนท่ีผู้วจิ ัยสร้างขน้ึ วิชา การออกแบบและเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 3. กำรทำงำนรว่ มกนั หมายถงึ การรว่ มกันทางานของสมาชกิ ที่มากกว่า 1 คน โดยที่ สมาชิกทุกคนน้นั จะต้องมเี ปา้ หมายเดยี วกนั จะทา อะไรแลว้ ทกุ คนต้องยอมรบั ร่วมกนั มกี ารวาง แผนการทางานรว่ มกนั การทางานเป็นทมี 4. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ ำงกำรเรียน หมายถงึ เครอ่ื งมือทใี่ ชใ้ นการวัดความสามารถ ของนกั เรียน วชิ า การออกแบบและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 2 เป็นแบบปรนัย ชนดิ เลือกตอบ 4 ตวั เลอื ก จานวน 20 ข้อ
5 บทที่ 2 เอกสำรที่เกย่ี วข้อง การศึกษาวจิ ัยครงั้ นี้เปน็ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา การออกแบบและเทคโนโลยี โดยใชบ้ ทเรยี นออนไลน์ สาหรับนักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2/4 โรงเรียนประโคนชยั พทิ ยาคม ผ้วู จิ ัยได้ศกึ ษาค้นควา้ เอกสารและงานวจิ ัยท่ีเกีย่ วขอ้ ง ดังต่อไปน้ี 1. หลกั สูตรกลุม่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ 2. บทเรียนออนไลน์ 3. การทางานร่วมกัน 4. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน 5. งานวิจยั ทเี่ กี่ยวข้อง หลกั สตู รกลมุ่ สำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์ วิทยาศาสตรม์ บี ทบาทสาคญั ยง่ิ ในสงั คมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้อง กบั ทุกคน ท้ังในชีวิตประจาวันและการงานอาชีพต่าง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยี เครื่องมือเคร่ืองใช้และ ผลผลิตต่าง ๆ ท่ีมนุษย์ได้ใช้เพ่ืออานวยความสะดวกในชีวิตและการทางาน เหล่าน้ีล้วนเป็นผลของ ความรวู้ ิทยาศาสตร์ ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อ่ืน ๆ วิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์ได้ พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผลคิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะสาคัญในการ ค้นคว้าหาความรู้ ใช้ความรู้และทักษะเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานด้วยกระบวนการออกแบบเชิง วิศวกรรม มคี วามสามารถในการแก้ปญั หาอย่างเป็นระบบ รวมท้ังสามารถคน้ หาข้อมูลหรอื สารสนเทศ ประเมินสารสนเทศ ประยุกต์ใช้ทักษะการคิดเชิงคานวณและความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ สื่อ ดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพ่ือแก้ปัญหาในชีวิตจริงอย่างสร้างสรรค์ สามารถ ตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลท่ีหลากหลายและมีประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรม ของโลกสมัยใหม่ ซ่ึงเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (knowledge-based society) ดังนั้นทุกคนจึง จาเปน็ ตอ้ งไดร้ บั การพฒั นาให้ร้วู ิทยาศาสตร์ เพอื่ ที่จะมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติและเทคโนโลยี ทีม่ นุษย์สรา้ งสรรคข์ นึ้ สามารถนาความรู้ไปใชอ้ ยา่ งมเี หตผุ ล สร้างสรรค์ และมีคุณธรรม กล่มุ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ท่ีเน้นการเชื่อมโยง ความรู้กับกระบวนการ มีทักษะสาคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการ สืบเสาะหาความรู้และแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีการทา กจิ กรรมด้วยการลงมอื ปฏิบัติจริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดับช้ัน โดยกาหนดสาระสาคัญ 4 สาระ
6 1. สำระกำรเรยี นรู้ 1.1 วทิ ยำศำสตร์ชีวภำพ เรียนรเู้ ก่ยี วกับ ชวี ิตในส่ิงแวดล้อม องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต การดารงชวี ติ ของมนุษยแ์ ละสตั ว์ การดารงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพและ วิวฒั นาการของส่ิงมีชีวิต 1.2 วทิ ยำศำสตร์กำยภำพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ธรรมชาติของสาร การเปล่ียนแปลงของสาร การเคลื่อนที่พลงั งาน และคลนื่ 1.3 วทิ ยำศำสตร์โลก และอวกำศ เรยี นรู้เก่ยี วกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ์ ภายในระบบสุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปล่ียนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการ เปล่ยี นแปลงลมฟา้ อากาศ และผลตอ่ สง่ิ มีชวี ติ และสิง่ แวดล้อม 1.4 เทคโนโลยี 1) กำรออกแบบและเทคโนโลยี เรยี นร้เู กย่ี วกบั เทคโนโลยีเพือ่ การดารงชวี ิตในสังคม ทม่ี ีการเปลย่ี นแปลงอย่างรวดเรว็ ใชค้ วามร้แู ละทกั ษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์ อืน่ ๆ เพ่ือแก้ปญั หาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรคด์ ว้ ยกระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรม เลอื กใชเ้ ทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคานงึ ถึงผลกระทบต่อชวี ิต สงั คม และส่งิ แวดลอ้ ม 2) วิทยำกำรคำนวณ เรยี นรเู้ ก่ยี วกับการคิดเชงิ คานวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา เป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการส่ือสารในการแกป้ ัญหาทพ่ี บในชวี ิตจริงไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ 2. มำตรฐำนกำรเรียนรู้ 2.1 สำระท่ี 1 วิทยำศำสตรช์ ีวภำพ มำตรฐำน ว 1.1 เขา้ ใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสมั พันธร์ ะหวา่ ง ส่งิ ไม่มีชีวิตกบั ส่งิ มชี วี ติ และความสมั พันธ์ระหวา่ งสงิ่ มชี ีวิตกบั สิง่ มีชวี ติ ต่าง ๆ ในระบบนเิ วศ การ ถา่ ยทอดพลังงาน การเปลยี่ นแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปญั หาและ ผลกระทบทม่ี ตี ่อทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อม แนวทางในการอนรุ กั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละ การแก้ไขปญั หาสิง่ แวดล้อม รวมทง้ั นาความร้ไู ปใช้ประโยชน์ มำตรฐำน ว 1.2 เขา้ ใจสมบัติของส่ิงมชี ีวติ หน่วยพ้ืนฐานของสง่ิ มชี ีวิต การลาเลียง สารเข้าและออกจากเซลล์ ความสัมพันธข์ องโครงสร้าง และหน้าท่ขี องระบบตา่ งๆ ของสตั ว์และมนษุ ย์ ทท่ี างานสมั พันธ์กนั ความสมั พันธข์ องโครงสร้างและหนา้ ทีข่ องอวยั วะตา่ งๆ ของพชื ท่ที างานสมั พันธ์ กนั รวมทั้งนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ มำตรฐำน ว 1.3 เขา้ ใจกระบวนการและความสาคัญของการถา่ ยทอดลกั ษณะทาง พนั ธกุ รรมสารพนั ธกุ รรม การเปลยี่ นแปลงทางพนั ธกุ รรมทม่ี ผี ลต่อส่งิ มีชวี ิต ความหลากหลายทาง ชวี ภาพและววิ ัฒนาการของสงิ่ มชี ีวติ รวมท้ังนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
7 2.2 สำระท่ี 2 วิทยำศำสตรก์ ำยภำพ มำตรฐำน ว 2.1 เขา้ ใจสมบัติของสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสมั พันธ์ ระหวา่ งสมบัติของสสารกบั โครงสรา้ งและแรงยึดเหนย่ี วระหวา่ งอนภุ าค หลักและธรรมชาติของการ เปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏิกิริยาเคมี มำตรฐำน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาตขิ องแรงในชีวติ ประจาวัน ผลของแรงที่กระทาตอ่ วัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนท่ีแบบต่าง ๆ ของวตั ถุ รวมทงั้ นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ มำตรฐำน ว 2.3 เขา้ ใจความหมายของพลงั งาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอน พลงั งาน ปฏสิ มั พันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคล่นื ปรากฏการณท์ เี่ กีย่ วข้องกับเสยี ง แสง และคลื่นแมเ่ หล็กไฟฟ้า รวมทัง้ นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ 2.3 สำระที่ 3 วทิ ยำศำสตร์โลก และอวกำศ มำตรฐำน ว 3.1 เขา้ ใจองคป์ ระกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกิด และวิวฒั นาการ ของเอกภพ กาแลก็ ซีดาวฤกษ์ และระบบสรุ ยิ ะ รวมทงั้ ปฏิสมั พันธ์ภายในระบบสุริยะท่สี ่งผลต่อ สงิ่ มชี วี ิตและการประยกุ ต์ใชเ้ ทคโนโลยีอวกาศ มำตรฐำน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพนั ธ์ของระบบโลก กระบวนการ เปล่ยี นแปลงภายในโลก และบนผิวโลก ธรณพี บิ ัติภัย กระบวนการเปลยี่ นแปลงลมฟา้ อากาศและ ภูมอิ ากาศโลก รวมทงั้ ผลต่อสิ่งมชี วี ติ และสง่ิ แวดล้อม 2.4 สำระท่ี 4 เทคโนโลยี มำตรฐำน ว 4.1 เขา้ ใจแนวคดิ หลกั ของเทคโนโลยเี พ่ือการดารงชีวิตในสงั คมท่มี กี าร เปล่ียนแปลงอย่างรวดเรว็ ใช้ความร้แู ละทกั ษะทางด้านวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ และศาสตรอ์ ืน่ ๆ เพอ่ื แก้ปัญหาหรอื พฒั นางานอย่างมีความคดิ สรา้ งสรรคด์ ้วยกระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรม เลือกใช้เทคโนโลยอี ย่างเหมาะสมโดยคานงึ ถึงผลกระทบต่อชีวติ สังคม และส่ิงแวดล้อม มำตรฐำน ว 4.2 เขา้ ใจและใชแ้ นวคิดเชิงคานวณในการแกป้ ัญหาที่พบในชวี ติ จริง อย่างเปน็ ข้นั ตอนและเปน็ ระบบ ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สารในการเรยี นรู้ การทางาน และการแก้ปัญหาไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม คณุ ภำพผเู้ รียน จบชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 1) เขา้ ใจลกั ษณะและองค์ประกอบที่สาคญั ของเซลล์สงิ่ มชี วี ิต ความสัมพันธ์ของการทางาน ของระบบต่าง ๆ ในรา่ งกายมนุษย์ การดารงชีวติ ของพชื การถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม การ เปลีย่ นแปลงของยนี หรอื โครโมโซมและตัวอย่างโรคทีเ่ กิดจากการเปลยี่ นแปลงทางพันธกุ รรม ประโยชน์และผลกระทบของสิ่งมีชีวิตดดั แปรพนั ธุกรรมความหลากหลายทางชีวภาพ ปฏิสัมพันธ์ของ องค์ประกอบของระบบนิเวศ และการถ่ายทอดพลังงานในส่ิงมีชีวิต 2) เข้าใจองค์ประกอบและสมบตั ิของธาตุ สารละลาย สารบรสิ ุทธิ์ สารผสม หลักการแยกสาร
8 การเปลี่ยนแปลงของสารในรูปแบบของการเปล่ยี นสถานะ การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏิกิริยา เคมีและสมบตั ิทางกายภาพและการใชป้ ระโยชนข์ องวสั ดปุ ระเภทพอลเิ มอร์ เซรามกิ และวัสดุผสม 3) เขา้ ใจการเคลือ่ นท่ี แรงลพั ธแ์ ละผลของแรงลัพธ์กระทาต่อวตั ถุ โมเมนต์ของแรง แรงท่ี ปรากฏในชวี ติ ประจาวัน สนามของแรง ความสัมพันธข์ องงาน พลงั งานจลน์ พลังงานศักยโ์ นม้ ถ่วง กฎ การอนุรักษพ์ ลังงานการถา่ ยโอนพลงั งาน สมดุลความรอ้ น ความสมั พันธ์ของปรมิ าณทางไฟฟ้า การ ต่อวงจรไฟฟ้าในบ้านพลงั งานไฟฟ้า และหลักการเบอ้ื งตน้ ของวงจรอิเลก็ ทรอนิกส์ 4) เขา้ ใจสมบัติของคลื่น และลักษณะของคล่ืนแบบต่าง ๆ แสง การสะท้อน การหักเหของ แสงและทัศนอุปกรณ์ 5) เขา้ ใจการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทติ ย์ การเกดิ ฤดู การเคล่ือนท่ีปรากฏของดวง อาทิตย์การเกดิ ข้างข้ึนขา้ งแรม การขนึ้ และตกของดวงจนั ทร์ การเกิดนา้ ขนึ้ น้าลง ประโยชนข์ อง เทคโนโลยอี วกาศและความก้าวหน้าของโครงการสารวจอวกาศ 6) เข้าใจลักษณะของชั้นบรรยากาศ องคป์ ระกอบและปัจจยั ทมี่ ตี อ่ ลมฟา้ อากาศ การเกดิ และ ผลกระทบของพายุฟ้าคะนอง พายุหมุนเขตรอ้ น การพยากรณอ์ ากาศ สถานการณก์ ารเปล่ยี นแปลง ภมู ิอากาศโลกกระบวนการเกดิ เชื้อเพลงิ ซากดึกดาบรรพ์และการใชป้ ระโยชน์ พลังงานทดแทนและ การใชป้ ระโยชน์ ลกั ษณะโครงสรา้ งภายในโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวทิ ยาบนผิวโลก ลกั ษณะชัน้ หน้าตดั ดิน กระบวนการเกดิ ดิน แหลง่ น้าผวิ ดิน แหล่งนา้ ใต้ดนิ กระบวนการเกดิ และ ผลกระทบของภัยธรรมชาตแิ ละธรณพี บิ ัติภัย 7) เขา้ ใจแนวคิดหลกั ของเทคโนโลยี ไดแ้ ก่ ระบบทางเทคโนโลยี การเปลย่ี นแปลงของ เทคโนโลยีความสมั พนั ธ์ระหว่างเทคโนโลยกี ับศาสตรอ์ น่ื โดยเฉพาะวทิ ยาศาสตร์ หรอื คณิตศาสตร์ วเิ คราะห์ เปรียบเทียบและตดั สินใจเพอื่ เลือกใชเ้ ทคโนโลยี โดยคานงึ ถึงผลกระทบตอ่ ชวี ติ สังคม และ สง่ิ แวดล้อม ประยุกตใ์ ช้ความรู้ทักษะ และทรพั ยากรเพอื่ ออกแบบและสร้างผลงานสาหรบั การ แกป้ ญั หาในชวี ิตประจาวนั หรอื การประกอบอาชพี โดยใชก้ ระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรม รวมทั้ง เลือกใชว้ ัสดุ อุปกรณ์ และเคร่อื งมอื ได้อย่างถูกตอ้ ง เหมาะสมปลอดภยั รวมทง้ั คานึงถึงทรัพยส์ นิ ทาง ปัญญา 8) นาขอ้ มูลปฐมภมู เิ ข้าสรู่ ะบบคอมพวิ เตอร์ วเิ คราะห์ ประเมิน นาเสนอขอ้ มลู และ สารสนเทศได้ตามวตั ถุประสงค์ ใช้ทักษะการคิดเชิงคานวณในการแกป้ ญั หาที่พบในชวี ติ จรงิ และเขียน โปรแกรมอยา่ งง่ายเพ่ือช่วยในการแก้ปัญหา ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างรู้เท่าทัน และรบั ผดิ ชอบต่อสังคม 9) ตั้งคาถามหรือกาหนดปญั หาที่เช่อื มโยงกบั พยานหลกั ฐานหรอื หลักการทางวทิ ยาศาสตร์ ท่มี ีการกาหนดและควบคุมตวั แปร คดิ คาดคะเนคาตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานที่สามารถ นาไปสกู่ ารสารวจ ตรวจสอบ ออกแบบและลงมือสารวจตรวจสอบโดยใช้วสั ดแุ ละเครอ่ื งมือ
9 ที่เหมาะสม เลอื กใชเ้ คร่ืองมือและเทคโนโลยีสารสนเทศทเ่ี หมาะสมในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ทัง้ ในเชงิ ปริมาณและคุณภาพท่ไี ด้ผลเที่ยงตรงและปลอดภัย 10) วเิ คราะหแ์ ละประเมนิ ความสอดคลอ้ งของข้อมูลทีไ่ ด้จากการสารวจตรวจสอบจาก พยานหลักฐานโดยใช้ความร้แู ละหลักการทางวิทยาศาสตรใ์ นการแปลความหมายและลงข้อสรุปและ ส่ือสารความคิด ความรู้ จากผลการสารวจตรวจสอบหลากหลายรูปแบบ หรือใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพ่ือให้ผูอ้ น่ื เข้าใจได้อย่างเหมาะสม 11) แสดงถงึ ความสนใจ มงุ่ ม่ัน รบั ผดิ ชอบ รอบคอบ และซ่ือสัตย์ ในสงิ่ ทจี่ ะเรียนรู้ มี ความคิดสร้างสรรค์เกยี่ วกบั เร่ืองท่ีจะศึกษาตามความสนใจของตนเอง โดยใช้เคร่อื งมอื และวธิ ีการที่ให้ ไดผ้ ลถูกต้อง เชอื่ ถอื ได้ ศึกษาค้นคว้าเพ่ิมเติมจากแหล่งความรู้ตา่ ง ๆ แสดงความคิดเหน็ ของตนเอง รับฟงั ความคิดเห็นผอู้ น่ื และยอมรับการเปลี่ยนแปลงความรทู้ ี่คน้ พบเมอ่ื มขี อ้ มูลและประจกั ษ์พยาน ใหมเ่ พม่ิ ขนึ้ หรอื แยง้ จากเดมิ ตระหนักในคณุ ค่าของความรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยที ่ีใช้ใน ชวี ติ ประจาวนั ใช้ความรแู้ ละกระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีในการดารงชวี ิต และการ ประกอบอาชพี แสดงความชื่นชม ยกย่องและเคารพสิทธใิ นผลงานของผู้คิดคน้ เข้าใจผลกระทบทง้ั ด้านบวกและด้านลบของการพัฒนาทางวทิ ยาศาสตร์ตอ่ ส่งิ แวดลอ้ มและตอ่ บรบิ ทอื่นๆ และศกึ ษาหา ความรเู้ พิ่มเตมิ ทาโครงงานหรอื สร้างชิ้นงานตามความสนใจ 12) แสดงถึงความซาบซ้ึง หว่ งใย มีพฤติกรรมเกยี่ วกับการดแู ลรกั ษาความสมดลุ ของระบบ นิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ สรุปได้ว่า หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย 4 สาระ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ วิทยาศาสตร์กายภาพ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ และเทคโนโลยี ในการ จัดการเรยี นรูค้ วรมีการวิเคราะห์หลกั สตู ร เพอื่ ใหก้ ารจดั การเรยี นรู้สอดคล้องกับมาตรฐานและตัวชี้วัด ทีก่ าหนดไว้ และมีคณุ ภาพตามทกี่ าหนดไวใ้ นคณุ ภาพผเู้ รียน บทเรยี นออนไลน์ 1. ควำมหมำยของบทเรียนออนไลน์ ถนอมพร เลาหจรสั แสง (2541 : 55-56) ให้ความหมายของบทเรยี นออนไลนว์ า่ เป็น การผสมผสานกนั ระหวา่ งเทคโนโลยปี ัจจุบันกับกระบวนการออกแบบการเรียนการสอนเพื่อเพิ่ม ประสทิ ธภิ าพทางการเรยี นรูแ้ ละแกป้ ัญหาในเรอื่ งขอ้ จากัดด้านสถานทีแ่ ละเวลา โดยการสอนบนเว็บ จะประยุกตใ์ ช้คุณสมบตั แิ ละทรพั ยากรของเวิลด์ ไวด์ เว็บ ในการจัดสภาพแวดลอ้ มที่สง่ เสรมิ และ สนับสนุนการเรยี นการสอน ซ่งึ การเรียนการสอนผา่ นเว็บนี้ อาจเปน็ บางส่วนหรอื ทง้ั หมดของ กระบวนการเรยี นการสอนกไ็ ด้
10 ใจทิพย์ ณ สงขลา (2542 : 18-28) ได้ให้ความหมายของบทเรียนออนไลน์วา่ เปน็ การ ผนวกคณุ สมบัติไฮเปอร์มีเดีย เข้ากับคุณสมบัตขิ องเครอื ข่ายเวิลด์ ไวด์ เวบ็ เพื่อสร้างส่งิ แวดลอ้ มแห่ง การเรียน ในมติ ทิ ไี่ ม่มขี อบเขตจากดั ดว้ ยระยะทางและเวลาท่ีต่างกนั ของผเู้ รียน กดิ านันท์ มลิทอง (2543 : 334) ไดใ้ ห้ความหมายของบทเรียนออนไลนว์ ่าเปน็ การ นาเสนอบทเรยี นในลักษณะสื่อหลายมติ ิ ของวชิ าทัง้ หมดตามหลักสตู รหรือใช้เพียงการนาเสนอข้อมลู บางอย่างเพอ่ื ประกอบการสอนกไ็ ด้ รวมท้งั ใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะต่างๆ ของการส่อื สารใน ระบบอินเทอร์เน็ต เชน่ การเขียนโตต้ อบกันทางไปรษณียอ์ เิ ล็กทรอนิกส์ และการพูดคุยสดด้วย ขอ้ ความและเสียง มาใช้ประกอบด้วยเพอื่ ให้เกดิ ประสทิ ธิภาพสงู สุด รสริน พิมลบรรยงก์ (2551 : 364) ไดใ้ ห้ความหมายของบทเรียนออนไลน์ว่าเป็นการนา คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนทีก่ าหนดเนอ้ื หาเฉพาะในหน่วยการเรียนการสอนตามหลักสูตรมาผนวกกบั เคร่อื งมอื ตา่ งๆ ในเครือขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ต เพ่ือชว่ ยในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เวบ็ บราวเซอร์ เปน็ ตัวจัดการ กระบวนในการจัดการเรียนการสอนจะประกอบดว้ ยวธิ ีสอน (Method) สอื่ ในการใช้ เพื่อเป็นตวั กลาง (Mean) และวัสดอุ ุปกรณป์ ระกอบการสอน (Materials) สรปุ ได้ว่า บทเรยี นออนไลนน์ น้ั เป็นการนาเสนอเนื้อหาบทเรียนในลักษณะสื่อหลายมิติ ผ่านทางบริการเวิลด์ ไวด์ เวบ็ บนเครือข่ายอนิ เทอร์เน็ต ซ่ึงเป็นส่ือกลางในการถ่ายทอดความรู้ เปน้ ขอ้ มูลข่าวสารระหว่างกนั และเป็นการติดตอ่ ส่ือสารท่ีไมม่ ขี อบเขตข้อจากัดด้วยระยะทางและเวลาท่ี ต่างกนั โดยผู้เรยี นและผู้สอนมปี ฏิสัมพันธก์ นั ผ่านระบบเครือข่ายคอมพวิ เตอร์ 2. ลักษณะของบทเรยี นออนไลน์ Doherty (1998 : 61-63) กล่าวว่า การเรียนการสอนของบทเรียนออนไลน์ มีอยู่ 3 ลกั ษณะ ดังนี้ 2.1 การนาเสนอ (Presentation) ในลักษณะของเว็บไซต์ท่ปี ระกอบไปดว้ ยขอ้ ความ ภาพกราฟกิ โดยวิธกี ารนาเสนอ คอื 2.1.1 การนาเสนอแบบสอ่ื เด่ียว เชน่ ข้อความ หรือรูปภาพ 2.1.2 การนาเสนอแบบสื่อคู่ เช่น ขอ้ ความกับรูปภาพ 2.1.3 การนาเสนอแบบมัลตมิ เี ดียประกอบดว้ ย ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคล่อื นไหว และเสียง 2.2 การส่อื สาร (Communication) การสื่อสารเป็นสง่ิ จาเป็นต่อชีวิตประจาวัน ซ่งึ เปน็ ลกั ษณะสาคญั ของอนิ เทอร์เน็ต โดยมีการสอื่ สารบนอนิ เทอรเ์ น็ตหลายแบบ เชน่ 2.2.1 การส่ือสารทางเดียว เชน่ การศึกษาข้อมูลจากบทเรียนออนไลน์ 2.2.2 การสื่อสารสองทาง เชน่ การสง่ ไปรษณยี ์อเิ ล็กทรอนกิ ส์โต้ตอบกนั
11 2.2.3 การสื่อสารแบบที่หน่ึงไปหลายท่ี เปน็ การสง่ ขอ้ ความจากแหลง่ เดียว แพรก่ ระจายไปหลายแหลง่ เช่น การอภปิ รายจากคนเดียวให้คนอน่ื ๆ ได้รบั ฟงั ด้วยหรอื การประชมุ ผ่านคอมพวิ เตอร์ 2.2.4 การส่อื สารหลายแหล่งไปสหู่ ลายแหง่ เชน่ การใช้กระบวนการกลุ่มในการ สอื่ สารของบทเรียนออนไลน์ โดยมผี ใู้ ชห้ ลายคนและผู้รบั หลายคนเชน่ กัน 2.3 การทาใหเ้ กดิ ความสมั พันธ์ (Dynamic interaction) เป็นคณุ ลักษณะที่สาคญั ของ อนิ เทอร์เน็ตมี 3 ลักษณะ คือ 2.3.1 การสืบค้นข้อมูล 2.3.2 การหาวธิ กี ารเข้าสู่บทเรียนออนไลน์ 2.3.3 การตอบสนองของมนษุ ยต์ ่อการใช้เครอื ข่าย 3. ประเภทของกำรจดั กำรเรียนกำรสอนบทเรยี นออนไลน์ เนือ่ งจากอินเทอร์เนต็ เป็นแหล่งทรพั ยากรทีม่ ีคุณสมบตั หิ ลากหลายต่อการนาไป ประยุกต์ใชใ้ นการศึกษา ดงั นัน้ การเรียนการสอนแบบบทเรียนออนไลน์จงึ สามารถทาได้ในหลาย ลกั ษณะ ซ่ึงมีนักการศึกษาหลายทา่ น ได้ให้ข้อเสนอแนะเกย่ี วกับประเภทของการเรยี นการสอน บทเรยี นออนไลน์ ดังต่อไปน้ี Parson (1997 : 15-16) ไดแ้ บง่ ประเภทของการเรียนการสอนบทเรียนออนไลน์ ออกเปน็ 3 ลักษณะ คอื 3.1 เวบ็ รายวิชา (Stand-alone courses) เวบ็ รายวิชาเปน็ เวบ็ ทม่ี ีการบรรจุ เนือ้ หา (Content) หรือเอกสารในรายวิชา เพอ่ื การสอนเพียงอยา่ งเดียว เปน็ เว็บรายวชิ าทมี่ ี เครือ่ งมอื และแหลง่ ท่เี ข้าไปถึงและเข้าหาได้ โดยผ่านระบบอนิ เทอร์เน็ต ลักษณะของการเรยี นการ สอนบทเรียนออนไลนน์ ี้มลี ักษณะเปน็ แบบวทิ ยาเขต มีนกั ศกึ ษาจานวนมากทเ่ี ขา้ มาใช้งานจริง แต่ จะมีลักษณะการสอ่ื สารส่งขอ้ มลู ระยะไกลและมักจะเปน็ การสอ่ื สารทางเดยี ว 3.2 เวบ็ ทรัพยากรการศึกษา (Web pedagogical resources) เปน็ เวบ็ ทม่ี ี รายละเอียดทางการศกึ ษา เครอ่ื งมือ วตั ถุดิบและรวมรายวิชาต่างๆ ที่มีอยใู่ นสถาบันการศึกษาไว้ ด้วยกันและยงั รวมถงึ ข้อมลู เก่ียวกบั สถาบนั การศึกษาไวบ้ รกิ ารทั้งหมด แหลง่ สนบั สนุนกจิ กรรมตา่ งๆ ทางการศึกษา ทง้ั ด้านวชิ าการและไม่วิชาการ โดยการใชส้ ่อื ทีห่ ลากหลายรวมถงึ การส่อื สารระหวา่ ง บคุ คลดว้ ย 4. รูปแบบของกำรจัดกำรเรยี นกำรสอนบทเรยี นออนไลน์ บทเรยี นออนไลน์ถือวา่ มสี ถานะเป็นส่อื การเรียนร้แู บบหนึง่ โดยใชอ้ ุปกรณอ์ เิ ล็คทรอนกิ ส์ ในการจดั การเรยี นรู้ทมี่ ปี ระสทิ ธิภาพสูงมากซง่ึ ครผู ้สู อนควรจะได้นามาใช้ และจะตอ้ งใช้ใหเ้ ป็น โดย นามาใช้ในรูปแบบต่างๆ ไดด้ ังน้ี 4.1 สื่อการเรียนรู้บทเรียนออนไลน์จาแนกตามระบบการเชื่อมโยงข้อมูล ได้ 2 ชนดิ คือ
12 4.1.1 ชนดิ Stand Alone หมายถึง บทเรียนออนไลน์ แบบปิด ( Offline ) ท่ี สามารถแสดงผล ไดบ้ นเครื่องคอมพิวเตอรบ์ คุ คลเคร่อื งใด ๆ โดยทไี่ มไ่ ดเ้ ชือ่ มโยงกบั เครอ่ื งอ่ืน ๆ และเครื่องอืน่ ๆ ไมส่ ามารถเรียกดขู ้อมูลเนือ้ หาได้ 4.1.2 ชนดิ Online หมายถึง บทเรยี นออนไลน์ แบบเปิดทส่ี ามารถแสดงผลได้ โดยเครื่องคอมพวิ เตอรอ์ ืน่ ๆ ท่ีมรี ะบบใกล้เคียงกันโดยมกี ารเชื่อมโยงเป็นเครือขา่ ยรว่ มกนั ซึ่งอาจ เป็นระบบเครอื ข่ายภายใน (LAN) หรอื ระบบอินเตอร์เนต็ กไ็ ด้ 4.2 สือ่ การเรยี นรู้บทเรียนออนไลน์ จาแนกตามลักษณะวธิ ีการส่ือสาร ได้ 2 ชนิด คอื 4.2.1 ชนดิ ส่ือสารทางเดียว (One-way Communication) คือการสอ่ื สารใน ลกั ษณะท่ผี ู้ให้สารไมเ่ ปดิ โอกาสให้ผู้รับการสือ่ สารได้เป็นฝ่ายให้สารและไมส่ นใจตอ่ ปฏกิ ริ ยิ าตอบกลับ ของอกี ฝ่ายหนึ่ง สื่อชนดิ น้ี ได้แก่ สือ่ ชนิด E – Books ภาพนิ่ง ภาพเคลอ่ื นไหว ทีเ่ นน้ การใหข้ ้อมลู ถงึ แม้จะใหผ้ ูเ้ รยี นมีโอกาสสร้างปฏิสมั พนั ธก์ บั สอ่ื แตก่ ็เปน็ ไปเพื่อการเลอื กศกึ ษาเน้อื หา ไมไ่ ด้เปน็ การ โตต้ อบกลับ 4.2.2 ชนดิ สื่อสารสองทาง (Two-way Communication) คือ การสื่อสารทมี่ ที ้ัง ใหแ้ ละรบั ข่าวสารระหว่างกนั โดยท่ีแตล่ ะฝา่ ยเปน็ ท้งั ผู้สง่ สารและผรู้ บั สาร มีการโต้ตอบให้ข้อมลู ยอ้ นกลบั ไปมา สอื่ ชนิดนี้ ได้แก่ บทเรียน CAI ชนดิ ทมี่ ปี ฏิสมั พันธ์ หรือระบบจดั การบทเรยี น ( LMS ) 4.3. สอื่ การเรยี นรู้ E-Learning จาแนกตามระดบั การใชง้ าน ได้ 3 ชนิด คือ 4.3.1 ส่อื เสรมิ ( Supplementary ) เปน็ สอื่ ทีใ่ ช้ประกอบในการเรียนการสอน ปกติ ผู้เรียนเรยี นแบบปกติ เปน็ เพยี งสือ่ ประกอบบทเรียนบา้ งเพอื่ ให้ผู้เรยี นศกึ ษาเพิ่มเตมิ ท่ีผ้เู รยี น อาจจะใช้หรอื ไมใ่ ชก้ ็ได้ หรือเปน็ การที่ครคู ัดลอกเน้อื หาจากแบบเรยี นไปบรรจไุ วใ้ นอนิ เตอรเ์ น็ต แลว้ แนะนาให้ผเู้ รียนไปเปดิ ดู 4.3.2 สอ่ื เพ่ิมเตมิ ( Complementary ) เปน็ สื่อท่ีใช้ในการเรียนการสอนปกติ ผเู้ รยี นเรียนแบบปกติ แตม่ กี ารกาหนดเน้อื หาให้ศึกษา หรือสืบค้นจากส่อื อิเลคทรอนิคส์ หรือ Website เปน็ บางเนอื้ หา และมีการกาหนดกจิ กรรมใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ ข้าไปศกึ ษาเนือ้ หา โดยถือเป็นส่วน หน่ึงของการจดั การเรยี นรู้ที่จะตอ้ งมกี ารวดั และประเมนิ การเรียนรปู้ ระกอบไปดว้ ย ปจั จบุ ันในการ จัดการเรยี นการสอนของครูมักจะเป็นแบบน้เี พ่ิมมากขึน้ 4.3.3 สือ่ หลกั (Comprehensive Replacement) เปน็ ส่อื ใช้ทดแทนการเรยี น การสอนหรือการบรรยายในช้ันเรยี น โดยที่เน้อื หาทัง้ หมดมีความสมบรู ณ์แบบในตัวเองครบ กระบวนการเรยี นรู้ หรือเปน็ เน้อื หา Online ท่มี กี ารออกแบบใหใ้ กล้เคยี งกบั ครูผ้สู อนมากท่ีสดุ เพอื่ ใช้ ทดแทนการสอนของครูโดยตรง สือ่ ชนิดนไ้ี ด้แก่ บทเรียนสาเร็จรปู หรือ ส่อื คอมพวิ เตอร์ช่วยสอนที่มี การออกแบบไว้อยา่ งเหมาะสม ครบวงจร หรือใช้ระบบจัดการบทเรียน (LMS)
13 5. องคป์ ระกอบกำรจดั กำรเรยี นกำรสอนบทเรียนออนไลน์ องคป์ ระกอบของบทเรียนออนไลน์ การให้บริการการเรียนแบบออนไลน์ หรือ E - Learning มีองคป์ ระกอบที่สาคญั 4 ส่วน โดยแต่ละส่วนจะตอ้ งได้รบั การออกแบบมาเปน็ อย่างดี เพราะเมื่อนามาประกอบเขา้ ดว้ ยกันแลว้ ระบบทั้งหมดจะตอ้ งทางานประสานกันไดอ้ ยา่ งลงตัว 5.1 เนือ้ หาของบทเรยี น สาหรับการเรียนการศึกษาแล้ว ไมว่ า่ จะเรยี นอย่างไรก็ตามเน้ือหาถอื ว่าเปน็ สง่ิ ที่ สาคญั ที่สดุ เชน่ กนั อย่างไรก็ตามเน่ืองจากบทเรียนออนไลนน์ ั้นถอื ว่าเปน็ การเรียนรแู้ บบใหมส่ าหรับ วงการการศกึ ษาในประเทศไทย ดังน้ันเนื้อหาของการเรยี นแบบน้ที ่พี ัฒนาเสร็จเรียบรอ้ ยแล้ว จงึ มอี ยู่ นอ้ ยมากทาให้ไม่เพยี งพอกับความต้องการในการฝกึ อบรม เพมิ่ พนู ความรู้ พฒั นาศกั ยภาพทง้ั ของ บคุ คลโดยส่วนตวั และของหน่วยงานตา่ งๆ ใหม้ ีการพฒั นาเนื้อบทเรียนออนไลน์ (Course Ware) ให้มากขึ้น 5.2 ระบบบริหารจัดการการเรยี นรู้ เน่อื งจากการเรียนออนไลนน์ ้นั เปน็ การเรียนท่ีสนบั สนนุ ใหผ้ เู้ รยี น ได้ศกึ ษาเรียนรู้ ไดด้ ้วยตัวเอง ระบบบรหิ ารการเรียนทท่ี าหน้าท่เี ป็นศูนยก์ ลาง กาหนดลาดับของเน้ือหา ในบทเรียน นาสง่ บทเรียนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอรไ์ ปยังผ้เู รยี น ประเมินผลความสาเร็จของบทเรียน ควบคุม และสนับสนุนการให้บรกิ ารทั้งหมดแก่ผู้เรยี น จงึ ถอื ว่าเป็นองค์ประกอบของบทเรยี นออนไลน์ทสี่ าคญั มาก เราเรียกระบบนี้วา่ ระบบบริหารจัดการการเรียนรู้ ( LMS : E-learning Management System ) ถ้าจะกล่าวโดยรวม LMS จะทาหน้าที่ตั้งแตผ่ เู้ รยี นเร่ิมเข้ามาเรยี น โดยจัดเตรียมหลักสูตร บทเรียนทงั้ หมดเอาไวพ้ รอ้ มท่ีจะใหผ้ ู้เรียนไดเ้ ข้ามาเรยี น เมือ่ ผเู้ รยี นไดเ้ ริ่มตน้ บทเรยี นแล้ว ระบบจะ เร่มิ ทางานโดยสง่ บทเรยี นตามคาขอของผู้เรียนผ่านเครอื ข่ายคอมพิวเตอร์ (อินเทอรเ์ น็ต, อนิ ทราเนต็ หรือเครอื ข่ายคอมพวิ เตอรอ์ นื่ ๆ ) ไปแสดงท่ี Web Browser ของผู้เรียน จากน้นั ระบบก็จะตดิ ตาม และบันทึกความกา้ วหน้า รวมท้งั สรา้ งรายงานกจิ กรรมและผลการเรียนของผเู้ รยี นในทกุ หนว่ ยการ เรยี นอย่างละเอยี ด จนกระทัง่ จบหลกั สตู ร 5.3 การติดตอ่ ส่อื สาร การเรียนทางไกลโดยทว่ั ไปแล้วมกั จะเป็นการเรยี นดว้ ยตัวเอง โดยไมต่ ้องเขา้ ช้นั เรยี นปกติ ซึ่งผูเ้ รียนจะเรยี นจากสื่อการเรยี นการสอนประเภทสง่ิ พิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ และส่ืออ่นื การเรียนบทเรียนออนไลน์ กเ็ ช่นกนั ถือว่าเป็นการเรยี นทางไกลแบบหนงึ่ แตส่ ิ่งสาคญั ทท่ี าให้ บทเรยี นออนไลน์มีความโดดเดน่ และแตกต่างไปจากการเรยี นทางไกลทั่วๆ ไปก็ คือ การนารปู แบบการติดต่อสอื่ สารแบบ 2 ทาง มาใช้ประกอบในการเรยี นเพอ่ื เพิม่ ความสนใจความ ตืน่ ตัวของผู้เรียนที่มี ตอ่ บทเรยี นใหม้ ากยิ่งขึ้น เชน่ ในระหวา่ งเรยี นถา้ มคี าถามซ่งึ เป็นการทดสอบ ย่อยในบทเรียนเมอื่ คาถามปรากฏขึ้นมา ผู้เรียนก็จะต้องเลอื กคาตอบและสง่ คาตอบกลับมายงั ระบบ ในทันที เหตกุ ารณด์ ังกลา่ วจะทาให้ผู้เรียนรักษาระดบั ความสนใจในการเรียนไดเ้ ป็นระยะเวลามากข้นึ
14 นอกจากนวี้ ตั ถปุ ระสงค์สาคัญอกี ประการของการตดิ ตอ่ แบบ 2 ทาง ก็คือ ใชเ้ ปน็ เครื่องมอื ท่ีจะชว่ ยให้ ผู้เรยี นได้ติดตอ่ สอบถาม ปรกึ ษาหารอื และแลกเปลย่ี นความคิดเหน็ ระหว่างตวั ผ้เู รยี นกับครู อาจารย์ ผสู้ อน และระหวา่ งผู้เรยี นกบั เพ่ือนรว่ มช้ันเรียนคนอ่นื ๆ โดยเครอ่ื งมือท่ีใช้ในการตดิ ต่อสื่อสารอาจ แบ่งไดเ้ ป็น 2 ประเภท ดังน้ี 5.3.1 ประเภท Real - Time ไดแ้ ก่ Chat ( Message, Voice) White Board/Text Slide, Real-Time Annotations, Interactive Poll, Conferencing และอ่ืน ๆ 5.3.2 ประเภท Non Real - Time ได้แก่ Web - Board, E - Mail 5.4 การสอบและการวัดผลการเรียน โดยทว่ั ไปแล้วการเรียนไม่ว่าจะเป็นการเรยี นในระดบั ใด หรอื เรียนวธิ ีใด ก็ยอ่ มต้อง มีการสอบ การวดั ผลการเรยี นเปน็ ส่วนหน่งึ อยูเ่ สมอ การสอบและการวัดผลการเรยี นจงึ เป็น ส่วนประกอบสาคัญที่จะทาใหก้ ารเรียนบทเรยี นออนไลน์เป็นการเรยี นทส่ี มบรู ณ์ กล่าวคอื ในบางวิชา จาเปน็ ตอ้ งวัดระดับความรกู้ อ่ นเขา้ สมัครเขา้ เรียน เพอ่ื ให้ผเู้ รยี นได้เลอื กเรียนในบทเรยี น หลักสูตรท่ี เหมาะสมกับเขามากที่สดุ ซงึ่ จะทาให้การเรยี นทจ่ี ะเกดิ ขึ้นเปน็ การเรียนทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพสูงสุด เมอ่ื เข้าสู่บทเรยี นในแตล่ ะหลักสตู รก็จะมีการสอบยอ่ ยท้ายบท และการสอบใหญ่ก่อนท่ีจะจบหลักสตู ร 6. กำรออกแบบและกำรจดั กำรเรียนกำรสอนบทเรยี นออนไลน์ การจัดการสอนในรปู แบบบทเรียนออนไลน์ เป็นการจดั การเรียนการสอนผ่านระบบ เครอื ขา่ ยแบบออนไลน์ ซงึ่ มขี นั้ ตอนการดาเนินการดงั ต่อไปนี้ 6.1 การออกแบบและจัดทาบทเรยี นออนไลน์ ถอื เปน็ ข้ันตอนท่สี าคญั ที่สุด เรียกไดว้ ่า เปน็ “หวั ใจ” ของการเรียนการสอนเลยทเี ดียว เพราะบทเรยี นที่มคี ณุ ภาพสงู จะสามารถพฒั นาผู้เรยี น ใหเ้ กิดการเรยี นรู้ไดด้ เี ทา่ ๆ กับหรอื มากกว่าการเรียนการสอนในชนั้ เรยี น ขั้นตอนนม้ี วี ิธกี ารดาเนินการ ดงั น้ี 6.1.1 การออกแบบบทเรียน (Courseware) เริม่ จากการศกึ ษาวเิ คราะห์หลกั สูตร ทีใ่ ชอ้ ยู่ในปัจจบุ ัน ศกึ ษาสภาพความพร้อมของผ้เู รยี น เวลาที่ใช้ในการเรียน โอกาสในการเรียนของ ผู้เรยี น จากนน้ั วเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้ทค่ี าดหวงั คัดเลือกเนอื้ หา กาหนดเน้อื หาออกเป็นหนว่ ยการ เรยี น กาหนดจดุ ประสงคก์ ารเรียนรแู้ ต่ละหนว่ ย ออกแบบกิจกรรมการเรียนรแู้ ตล่ ะหน่วย ส่อื การ เรยี นรู้ และแหล่งเรียนรู้ท่สี าคัญและจาเป็น กาหนดวธิ ีการวัดและประเมนิ กิจกรรมของแต่ละหน่วย การเรยี น 6.1.2 การจดั ทาบทเรยี น โดยการกาหนดกิจกรรมการเรียนร้ใู นแต่ละหน่วยให้ สอดคลอ้ งกับจุดประสงค์การเรยี นรู้ และเน้ือหาท่ีกาหนดไว้ จัดทาสอ่ื การสอนในรปู แบบต่างๆ ที่ เหมาะสมตอ่ การเรยี นร้แู ละนา่ สนใจ จดั สร้างเคร่ืองมอื ในการวัดและประเมนิ ผลกจิ กรรมหรือผลงานท่ี กาหนดในบทเรียน กาหนดเกณฑก์ ารวัดและประเมนิ ผลใหช้ ัดเจน เหมาะสม สอดคลอ้ งกบั เนื้อหาและ กจิ กรรม การใชข้ ้อความ รูปภาพ หรือสัญลกั ษณใ์ ดๆ ในบทเรยี น ต้องคานึงถงึ ความถกู ต้อง สมบรู ณ์
15 ละเอยี ดชัดเจนในตัวเอง เนือ่ งจากบทเรียนออนไลน์ถือเป็นการจัดการเรียนการสอนทางไกลที่ผเู้ รยี น และผู้สอนอาจไมม่ โี อกาสพบปะกัน ดงั นั้น การจัดทาบทเรียนจงึ ต้องคานึงถงึ คุณภาพให้มาก 6.1.3 การบรรจุบทเรียนลงในระบบ หลงั จากทจ่ี ัดทาบทเรยี นเสรจ็ เรียบร้อย ครบถว้ นแลว้ นาบทเรยี นบรรจลุ งในระบบ หรือครผู สู้ อนอาจจัดทาบทเรียนลงในตัวระบบเลยก็ได้ ซง่ึ ทางระบบส่งเสริมการเรยี นรไู้ ดจ้ ดั เตรยี มไวใ้ ห้พรอ้ มแล้ว หากมรี ปู แบบขอ้ มลู ทางอิเลคทรอนคิ ส์แบบ อืน่ ประกอบในบทเรียนด้วย ก็จะต้องมีการ Upload file ดังกลา่ วเข้าไปด้วย ซงึ่ จะทาให้ตัวบทเรยี นมี ความน่าสนใจมากขนึ้ และหลงั จากที่ได้บรรจบุ ทเรียนเข้าในระบบแลว้ ควรมีการทดสอบการใช้งาน ของบทเรยี น โดยการทดลองเข้าดเู นื้อหาหลายๆ คร้งั เพ่อื ใหเ้ กิดความมั่นใจมากขน้ึ วา่ บทเรยี นมีความ สมบูรณ์พรอ้ มแลว้ 6.2 การจัดการเรยี นรู้ เป็นข้นั ตอนของการนาบทเรียนไปใชใ้ นการจัดการเรียนการสอน ดงั น้ี 6.2.1 การนาเสนอบทเรยี น เปน็ การนาเสนอขอ้ มลู เบือ้ งต้นเกี่ยวกบั บทเรียน หรือ เรยี กวา่ เปน็ สว่ นแนะนาบทเรยี น โดยนาเสนอข้อมลู เกย่ี วกับ คาอธบิ ายรายวชิ า ผลการเรยี นรู้ท่ี คาดหวงั รายวิชา จุดประสงค์ของแต่ละหนว่ ยการเรียนรู้ วิธีการเรียน เงือ่ นไขการเรยี น การนดั หมาย การสง่ งาน ชว่ งเวลาทีม่ ีการทดสอบ เกณฑ์การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้ ฯลฯ เพ่ือใหผ้ ู้เรยี นได้ ร้จู ักและเขา้ ใจถึงวิธีการใช้บทเรียน ทาให้การเขา้ ใช้บทเรยี นมปี ระสทิ ธิภาพในการพฒั นาการเรยี นรู้ ของผูเ้ รียนมากขึน้ จากน้ันก็แนะนาให้ผูเ้ รยี นสมัครเขา้ เรยี น 6.2.2 การรบั สมัครและอนมุ ตั ิสทิ ธ์ิผเู้ รยี น หลังจากท่ีผ้เู รยี นสมัครเขา้ เรียน และ เลอื กรายวิชาท่ีต้องการเรยี นแลว้ ครผู ู้สอนจะทาการอนุมตั สิ ิทธใ์ิ นการเรียนของผู้เรียนที่อยใู่ นเง่อื นไข ตามท่คี รูผู้สอนกาหนด นอกจากนคี้ รูผู้สอนยงั สามารถตดั สิทธิ์การเข้าเรียนของผเู้ รียนออกจากรายวิชา ได้ในกรณที ีผ่ เู้ รยี นไม่ปฏิบตั ิตามเง่ือนไขท่กี าหนด 6.2.3 การตดิ ต่อสอื่ สาร ติดตามการเรยี น ในระหว่างเรยี นครผู ูส้ อนอาจนดั หมาย เวลาพบปะ เพื่อให้ผูเ้ รยี นไดป้ รกึ ษาปัญหา พบปะ พูดคุย แสดงความคิดเหน็ ตอ่ การเรยี น หรือ ครผู ้สู อนอาจใช้โอกาสนี้ชี้แจงบทเรยี น แนะนา ติดตาม ทาการสอน พจิ ารณางาน แกไ้ ขงาน รวมถงึ ตรวจผลงานของผ้เู รียนได้ ในการเรยี นการสอนบทเรยี นออนไลน์ ครูผสู้ อนควรกาหนดเงอ่ื นไขให้ ผเู้ รยี นไดพ้ บปะกับผ้สู อนในช่องทางติดต่ออยา่ งใดอยา่ งหนึ่ง อยา่ งนอ้ ยสองสปั ดาหต์ ่อคร้งั เพอ่ื เป็น การตดิ ตามงาน และกระตุน้ ไม่ใหผ้ ู้เรยี นละเลยการทากิจกรรมที่กาหนด ทง้ั นขี้ ึน้ อยกู่ ับลกั ษณะการ เรียนแตล่ ะรายวชิ า 6.3 การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้ เป็นส่วนสาคัญอีกสว่ นหนึง่ ของกระบวนการ จดั การเรยี นรู้ ซง่ึ หลังจากท่ผี ู้เรยี นศึกษาแล้วจะตอ้ งมกี ารประเมินการเรียนรู้ของผู้เรยี นเพอ่ื นาผลมา พจิ ารณาวา่ ผู้เรยี นเกิดการเรยี นรู้หรือไม่ มากน้อยอยา่ งไร การวดั ผลการเรยี นรสู้ ามารถกระทาได้ ดังน้ี
16 6.3.1 การจดั ทาแบบทดสอบ โดยการทาแบบทดสอบออนไลน์ ท่ีครูผสู้ อนจดั ทา ไวใ้ นระบบ ซึ่งมวี ิธกี ารให้ครูผสู้ อนสามารถจัดทาไดใ้ นหลายๆ รปู แบบ ขน้ึ อยกู่ บั ลกั ษณะของเนื้อหา ความรทู้ ี่ต้องการวัด การทดสอบอาจทาซ้าได้หลายๆ ครง้ั หรือให้ทาเพียงครัง้ เดียวกไ็ ด้ และเมอ่ื ทา แบบทดสอบเสร็จส้นิ ทางระบบจะทาการประเมนิ ผลการสอบให้ผเู้ รยี นทราบทนั ที หรอื อาจปรับ ระบบให้ผูเ้ รียนทราบในภายหลงั ก็ได้ 6.3.2 การประเมินผลการเรยี นรู้ เปน็ การประเมนิ การเรียนรขู้ องผเู้ รยี นในด้าน ต่างๆ เชน่ ดา้ นความรู้ ความคิด ด้านทกั ษะ ดา้ นเจตคติ โดยพิจารณาจากขอ้ มูลทร่ี วบรวมไว้ ทั้งจาก ผลงานทผ่ี ้เู รียนจดั ทาและส่งใหป้ ระเมินตามที่ผู้สอนกาหนด การทาแบบฝกึ หดั แบบทดสอบ รวมถึง การพิจารณาการเข้าเรยี น การส่งงาน ความรบั ผดิ ชอบ การมปี ฏิสัมพนั ธ์กบั ผู้สอนหรือกับผ้เู รียนคน อื่นๆ หรือคุณลักษณะอ่นื ๆ ตามทีไ่ ดก้ าหนดไว้ในบทเรยี น ครผู ู้สอนจะต้องรวบรวมขอ้ มูลตา่ งๆ เหล่านี้ เพอื่ ทาการประเมนิ การเรยี นรู้เป็นรายบุคคล 6.3.3 การอนุมตั ิผลการเรียน หลักจากประเมนิ ผลการเรียนรู้ของผเู้ รยี นเรียบรอ้ ย แลว้ ก็แจ้งผลการประเมินการเรียนรใู้ ห้ผเู้ รียนทราบตามระดับ หรอื เกณฑ์คุณภาพท่กี าหนด ผู้เรียนท่ี ไมผ่ ่านการประเมนิ อาจมกี ารซ่อมเสริมในบางเนื้อหา ผลการเรียนสามารถแจง้ ไปยงั ผู้เรียนทราบได้ โดยตรงเป็นลายลกั ษณอ์ ักษรทางไปรษณีย์ เพ่อื เป็นหลักฐานใหผ้ ู้เรียนเกบ็ รวบรวมไวใ้ ชใ้ นการประเมนิ อยา่ งอนื่ ๆ ต่อไป การอนุมัติผลการเรยี น จะกระทาในกรณที ม่ี ีการจัดการเรียนการสอนตลอดทง้ั รายวิชา สาหรับรายวิชาท่ีมกี ารเรยี นการสอนออนไลนเ์ ป็นบางบทเรยี น หรอื บางเน้อื หา กอ็ าจ รวบรวมผลการเรยี นรู้ที่ได้รวมกับผลการเรยี นการสอนปกติกไ็ ด้ ท้งั นข้ี น้ึ อยูก่ ับนโยบายและเงื่อนไข การจัดการเรียนรู้บทเรียนออนไลน์ ของสถานศกึ ษาแตล่ ะแหง่ 7. ประโยชน์ของกำรเรยี นกำรสอนบทเรยี นออนไลน์ บทเรียนออนไลน์ ถอื ไดว้ า่ เปน็ การปรับกระบวนทศั น์ใหม่ทางการศึกษาเพราะบทเรยี น ออนไลน์สามารถนาไปใชเ้ พอ่ื พัฒนาการเรยี นการสอนใหม้ ปี ระสิทธิภาพและประสิทธิผลย่ิงข้ึน ประโยชนข์ องบทเรียนออนไลน์มอี ยดู่ ว้ ยกนั หลายประการ ดังรายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี 7.1 บทเรียนออนไลน์ชว่ ยให้การจดั การเรยี นการสอนมีประสิทธิภาพมากยง่ิ ข้ึน งานวิจัยหลายชนิ้ สนับสนุนเนอื้ หาการเรยี นซ่ึงถกู ถา่ ยทอดผ่านทางมลั ติมเี ดียน้ันสามารถทาให้ผูเ้ รียน เกดิ การเรียนรู้ได้ดีกว่าการเรียนจากสือ่ ขอ้ ความแตเ่ พียงอย่างเดียว ดังนั้น หากจะเปรยี บบทเรยี น ออนไลน์กับการสอนท่ีเนน้ การบรรยายในลกั ษณะ Chalk and Talk ซ่ึงผู้สอนในปัจจบุ ันยงั คงใช้กัน อยนู่ ้ัน บทเรยี นออนไลน์ท่ีได้รบั การออกแบบและผลิตมาอย่างมรี ะบบจะชว่ ยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพมากกวา่ นอกจากในด้านของประสิทธิภาพการเรียน อันเกดิ จากสอื่ แลว้ ใน ด้านของระบบบทเรยี นออนไลน์ยงั มกี ารจัดหาเครื่องมือ (Course Management Tool ) ซ่ึงทาให้ ผู้สอนสามารถตรวจสอบความก้าวหน้าของพฤตกิ รรมการเรียนของผูเ้ รยี นไดอ้ ย่างละเอียดและ ตลอดเวลา
17 7.2 บทเรียนออนไลน์จะมีการใชเ้ ทคโนโลยี Hypermedia ซ่งึ เปน็ การเชื่อมโยงของ ข้อมูลไมว่ า่ จะเปน็ ในรูปของขอ้ ความ ภาพนิง่ เสยี ง กราฟิก วิดีโอ ภาพเคลอ่ื นไหว ทเี่ กย่ี วเนอ่ื งกันเข้า ไว้ดว้ ยกนั ในลกั ษณะ Non – Linear เพ่ือความสะดวกในการเข้าถึงขอ้ มลู ของผูใ้ ช้ ประโยชนข์ องการ ประยุกต์ใช้ Hypermedia ไวว้ า่ Hypermedia สามารถใช้เป็นวิธกี ารนาเสนอความรู้สาหรบั สอ่ื การ เรยี นการสอนที่มปี ระสทิ ธิภาพได้ ท้ังน้ีเน่ืองจากการที่ Hypermedia น้ี สามารถนาเสนอเนอ้ื หาใน ลักษณะของกรอบความคดิ แบบใยแมงมมุ (Web Framework) ซงึ่ เปน็ กรอบความคดิ ทีเ่ ชอ่ื ว่าจะมี ลกั ษณะทคี่ ลา้ ยคลึงกนั กับวิธที ีม่ นุษยจ์ ดั ระบบความคิดภายในจิตใจ ดงั น้นั ผ้เู รยี นท่ีเรยี นจากบทเรียน ออนไลน์จะสามารถควบคุมการเรยี นของตนไดแ้ ละยอ่ มจะได้รบั ความรแู้ ละมกี ารจดจาได้ดีขึ้น 7.3 บทเรยี นออนไลน์ทาให้ผู้เรยี นสามารถเรียนรไู้ ดต้ ามจงั หวะของตน (Self - paced Learning) ผเู้ รียนสามารถทจ่ี ะควบคุมการเรียนของตนในดา้ นของลาดับการเรยี น (Sequence) ตามพน้ื ฐานความรู้ ความถนัดและความสนใจของตน ผู้เรียนสามารถเลอื กเรยี นเฉพาะเนอื้ หาสว่ นที่ ตอ้ งการทบทวนโดย ไมต่ ้องเรยี นในสว่ นที่เขา้ ใจแล้ว ซงึ่ ในลกั ษณะนี้ ถอื เป็นการให้อสิ ระแก่ผเู้ รียน ในการควบคมุ การเรียนของตน (Learner Control) 7.4 บทเรยี นออนไลน์เอื้อให้เกิดการโตต้ อบ (Interaction) ทหี่ ลากหลาย ไมว่ ่าจะเป็น การโตต้ อบกับเน้ือหา การโต้ตอบกับครูผู้สอนและกับเพอ่ื น คอรส์ แวร์ท่ีได้รับการออกแบบมาอย่างดี นน้ั จะเอือ้ ให้เกิดปฏิสมั พนั ธ์ระหว่างผู้เรียนกบั เนอื้ หาไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ ตวั อยา่ ง เช่น การ ออกแบบเนื้อหาในลักษณะเกม หรอื การจาลอง เปน็ ต้น นอกจากนี้ บทเรียนออนไลน์ยังเออื้ ให้ ผู้เรยี นเกดิ การโต้ตอบกับครผู สู้ อนและกบั เพื่อนได้ อย่างท่ีเราทราบกนั ดีว่า การเรียนการสอนท่ีดที ี่สุด กค็ อื การเรยี นการสอนที่เปดิ โอกาสให้ผเู้ รยี นได้มกี ารโตต้ อบกบั ผู้สอนหรอื กับผู้เรยี นอ่ืน ๆ ไดม้ ากท่ีสุด เพราะการเรยี นในลกั ษณะนีผ้ ู้สอนจะสามารถตอบสนองความตอ้ งการ ปัญหา และคาถามต่างๆ ของ ผูเ้ รียนไดท้ ันที บทเรียนออนไลน์ให้โอกาสผเู้ รยี นในการโตต้ อบกับครูผู้สอนและ/หรอื การไดร้ ับผล ปอ้ นกลบั ท้ังในลกั ษณะเวลาเดยี วกัน ( Synchronous ) เช่น การสนทนา (Chat) หรือ การ ออกอากาศสด (Live Broadcast) และในลกั ษณะต่างเวลากนั (Asynchronous) เชน่ การท้ิง ข้อความไวบ้ นเวบ็ บอร์ด (Web Board) 7.5 บทเรยี นออนไลน์สง่ เสริมใหเ้ กดิ การเรยี นรู้ทักษะใหม่ๆ รวมทงั้ เนื้อหาท่ีมีความ ทันสมัย และตอบสนองตอ่ เรอื่ งราวตา่ งๆ ในปจั จุบันไดอ้ ยา่ งทันท่วงที เพราะการทเ่ี นื้อหาการเรียน อยู่ในรูปของขอ้ ความอเิ ลก็ ทรอนิกส์ ( E–Text ) ซ่งึ ได้แก่ ขอ้ ความซึง่ ไดร้ ับการจดั เกบ็ ประมวลผล นาเสนอ และเผยแพรท่ างคอมพิวเตอร์จงึ ทาให้มีข้อไดเ้ ปรียบส่ืออน่ื ๆ หลายประการ โดยเฉพาะ อย่างยง่ิ ในด้านของความสามารถในการปรบั ปรงุ เนือ้ หาสารสนเทศให้ทันสมยั ได้ตลอดเวลา การเขา้ ถงึ ข้อมูลทีต่ อ้ งการดว้ ยความสะดวกและรวดเรว็ และความคงทนของข้อมูล 7.6 ข้อความซึ่งได้รบั การจดั เก็บ ประมวลผล นาเสนอ และเผยแพรท่ างคอมพิวเตอรจ์ งึ ทาให้มขี ้อได้เปรยี บสือ่ อน่ื ๆ หลายประการ โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ ในด้านของความสามารถในการ
18 ปรบั ปรงุ เนอ้ื หาสารสนเทศให้ทันสมัยไดต้ ลอดเวลา การเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการ ดว้ ยความสะดวกและ รวดเรว็ และความคงทนของขอ้ มูล 7.7 บทเรียนออนไลน์ถือเป็นรปู แบบการเรียนทีส่ ามารถจดั การเรียนการสอนให้แก่ ผเู้ รยี นในวงกวา้ งขนึ้ เพราะผู้เรยี นใชก้ ารเรียนในลกั ษณะบทเรียนออนไลน์ จะไม่มขี อ้ จากดั ในดา้ นการ ทจี่ ะตอ้ งเดนิ ทางมาศึกษาในเวลาใดเวลาหน่งึ และสถานที่ใดสถานที่หนง่ึ ดังน้นั บทเรียนออนไลน์ยงั สามารถนาไปใช้เพ่ือสนบั สนนุ การเรยี นในลกั ษณะตลอดชีวติ (Life Long Learning) ไดด้ ้วย และยงิ่ ไปกวา่ นัน้ เราสามารถนาบทเรยี นออนไลน์ไปใช้เพอ่ื เปิดโอกาสสาหรับผู้เรียนท่ขี าดโอกาสในการศึกษา ในระดับอดุ มศึกษาได้เปน็ อย่างดี ซ่ึงจากงานวิจัยในประเทศไทย พบวา่ ยงั มีผูเ้ รียนท่ขี าดโอกาสใน การศกึ ษา ขน้ั อุดมศึกษาอนั เนือ่ งมาจากข้อจากัดของสถาบนั การศึกษาที่จากัดจานวนในการรบั ผูเ้ รยี น อยูอ่ ีกเปน็ จานวนมาก และมแี นวโน้มทีจ่ ะเพมิ่ มากข้ึนเรอ่ื ยๆ ในอีกทศวรรษขา้ งหนา้ ซ่ึงการจดั การ เรียนการสอนสาหรับผู้เรยี นจานวนทมี่ ากขึ้น โดยมคี ่าใช้จ่ายเทา่ เดมิ ก็เทา่ กบั เป็นการลดต้นทุนใน การจดั การศกึ ษานน้ั ๆ ถนอมพร เลาหจรสั แสง (2544) ไดก้ ล่าวถงึ การสอนบนเว็บมีขอ้ ดอี ยหู่ ลายประการ กลา่ วคือ 1. การสอนบนเว็บเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่อยูห่ า่ งไกล หรอื ไมม่ ีเวลาในการมาเขา้ ชั้น เรียนได้เรียนในเวลาและสถานที่ ๆ ต้องการ ซ่ึงอาจเปน็ ทบ่ี ้าน ทที่ างาน หรือสถานศกึ ษาใกลเ้ คียงที่ ผู้เรียนสามารถเขา้ ไปใช้บรกิ ารทางอนิ เทอร์เนต็ ได้ การทีผ่ ู้เรียนไม่จาเปน็ ต้องเดินทางมายงั สถานศกึ ษา ท่ีกาหนดไว้จึงสามารถชว่ ยแกป้ ญั หาในดา้ นของขอ้ จากัดเกย่ี วกบั เวลา และสถานที่ศึกษาของผเู้ รยี น เป็นอย่างดี 2. การสอนบนเว็บยงั เปน็ การส่งเสรมิ ใหเ้ กิดความเทา่ เทยี มกนั ทางการศึกษา ผ้เู รียนทศ่ี กึ ษา อยูใ่ นสถาบนั การศึกษาในภมู ภิ าคหรอื ในประเทศหนึ่ง สามารถท่ีจะศึกษา ถกเถยี ง อภิปราย กับ อาจารย์ ครูผู้สอน ซงึ่ สอนอยูท่ ส่ี ถาบันการศึกษาในนครหลวงหรอื ในต่างประเทศกต็ าม การสอนบน เว็บน้ี ยังช่วยสง่ เสริมแนวคิดในเรอ่ื งของการเรยี นรู้ตลอดชวี ติ เนือ่ งจากเวบ็ เป็นแหล่งความรทู้ ี่เปิด กว้างให้ผูท้ ี่ตอ้ งการศกึ ษาในเรอ่ื งใดเรือ่ งหนง่ึ สามารถเขา้ มาค้นคว้าหาความรไู้ ดอ้ ยา่ งตอ่ เนอื่ งและ ตลอดเวลาการสอนบนเวบ็ สามารถตอบสนองต่อผู้เรียน ทม่ี ีความใฝ่รู้ รวมทัง้ มที ักษะในการ ตรวจสอบการเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง ( Meta - Cognitive Skills ) ไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ 3. การสอนบนเวบ็ ชว่ ยทลายกาแพงของห้องเรียนและเปลย่ี นจากห้องเรียน 4 เหล่ยี ม ไปสู่ โลกกว้างแห่งการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ผูเ้ รยี นสามารถเขา้ ถึงแหล่งข้อมลู ต่าง ๆ ได้อย่าง สะดวกและมปี ระสิทธิภาพสนับสนนุ สิ่งแวดลอ้ มทางการเรียนท่เี ชือ่ มโยงสิ่งท่เี รียนกับปญั หาท่ีพบใน ความเปน็ จริง โดยเนน้ ใหเ้ กิดการเรยี นรตู้ ามบริบทในโลกแหง่ ความเป็นจรงิ (Contextualization) และการเรียนรู้จากปัญหา ( Problem – Based Learning) ตามแนวคิดแบบ Constructivism
19 4. การสอนบนเวบ็ เป็นวิธีการเรียนการสอนท่มี ีศักยภาพ เนื่องจากทเี่ ว็บไดก้ ลายเป็นแหล่ง ค้นควา้ ขอ้ มลู ทางวิชาการรูปแบบใหม่ครอบคลุมสารสนเทศท่วั โลก โดยไม่จากดั ภาษา การสอนบน เว็บช่วยแกป้ ัญหาของข้อจากดั ของแหลง่ ค้นควา้ แบบเดมิ จากห้องสมุดอันไดแ้ ก่ ปญั หาทรัพยากร การศึกษาท่มี อี ยู่จากัดและเวลาทใ่ี ช้ในการค้นหาข้อมูล เน่ืองจากเวบ็ มขี ้อมูลทห่ี ลากหลายและเปน็ จานวนมาก รวมทัง้ การทเ่ี ว็บใช้การเชอื่ มโยงในลกั ษณะของ Hypermedia (สื่อหลายมิติ) ซง่ึ ทาให้ การค้นหาทาไดส้ ะดวกและง่ายดายกว่าการคน้ หาขอ้ มลู แบบเดิม 5. การสอนบนเวบ็ จะชว่ ยสนบั สนุนการเรยี นรทู้ ีก่ ระตือรือร้น ทัง้ น้ีเนอื่ งจากคณุ ลกั ษณะของ เวบ็ ท่เี ออ้ื อานวยให้เกดิ การศกึ ษา ในลักษณะทผ่ี ู้เรียนถกู กระตนุ้ ใหแ้ สดงความคดิ เห็นได้อยูต่ ลอดเวลา โดยไมจ่ าเป็นตอ้ งเปิดเผยตวั ตนท่แี ทจ้ ริง ตวั อย่างเชน่ การใหผ้ ู้เรียนรว่ มมือกันในการทากจิ กรรมตา่ ง ๆ บนเครือขา่ ยการให้ผู้เรยี นได้มโี อกาสแสดงความคดิ เหน็ และแสดงไว้บนเว็บบอรด์ หรือการให้ผ้เู รียน มโี อกาสเขา้ มาพบปะกบั ผ้เู รยี นคนอ่ืน ๆ อาจารย์ หรือผเู้ ช่ียวชาญในเวลาเดียวกันท่ีหอ้ งสนทนา เป็น ตน้ 6. การสอนบนเวบ็ เอ้ือใหเ้ กิดการปฏสิ ัมพันธ์ ซ่ึงการเปดิ ปฏิสมั พนั ธ์นี้อาจทาได้ 2 รูปแบบ คือ ปฏิสมั พันธก์ บั ผู้เรียนด้วยกันและ/หรือผูส้ อน ปฏสิ มั พันธก์ บั บทเรียนในเนื้อหาหรอื สอื่ การสอนบน เว็บ ซึ่งลักษณะแรกน้จี ะอยู่ในรปู ของการเข้าไปพดู คุยพบปะ แลกเปลยี่ น ความคิดเหน็ กนั สว่ นใน ลกั ษณะหลงั นั้นจะอยใู่ นรปู แบบของการเรยี นการสอน แบบฝกึ หัดหรอื แบบทดสอบท่ีผู้สอนไดจ้ ดั หาไว้ ใหแ้ ก่ผ้เู รียน 7. การสอนบนเวบ็ ยงั เปน็ การเปิดโอกาสสาหรับผู้เรียนในการเข้าถงึ ผเู้ ชยี่ วชาญสาขาตา่ ง ๆ ทัง้ ในและนอกสถาบนั จากในประเทศและตา่ งประเทศท่วั โลก โดยผูเ้ รียนสามารถติดตอ่ สอบถาม ปัญหาและขอขอ้ มูลตา่ ง ๆ ที่ต้องการศึกษาจากผ้เู ชยี่ วชาญจรงิ โดยตรงซ่งึ ไม่สามารถทาได้ในการ เรยี นการสอนแบบดงั้ เดิม นอกจากน้ี ยงั ประหยดั ทง้ั เวลาและค่าใช้จ่ายเม่อื เปรียบเทียบกบั การ ติดต่อสื่อสารในลกั ษณะเดมิ ๆ 8. การสอนบนเวบ็ เปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรียน ได้มโี อกาสแสดงผลงานของตน สสู่ ายตาผอู้ น่ื อย่างงา่ ยดาย ท้งั น้ี ไมไ่ ดจ้ ากดั เฉพาะเพ่อื น ๆ ในชั้นเรยี นหากแตเ่ ป็นบคุ คลทั่วไปทวั่ โลกได้ ดังน้นั จึง ถอื เป็นการสรา้ งแรงจูงใจภายนอกในการเรียนอยา่ งหนึง่ สาหรับผเู้ รียน ผเู้ รยี นจะพยายามผลิตผลงาน ที่ดเี พอ่ื ไม่ใหเ้ สยี ช่อื เสยี งตนเองนอกจากน้ผี ้เู รียนยงั มีโอกาสได้เห็นผลงานของผ้อู ่นื เพ่อื นามาพัฒนางาน ของตนเองให้ดยี ิ่งขึ้น 9. การสอนบนเวบ็ เปดิ โอกาสใหผ้ ู้สอนสามารถปรับปรุงเน้ือหาหลักสูตร ให้ทนั สมัยได้อยา่ ง สะดวกสบายเนือ่ งจากข้อมูลบนเว็บมลี กั ษณะเปน็ พลวัตร ( Dynamic ) ดงั น้นั ผ้สู อนสามารถอพั เดต เนอ้ื หาหลักสูตรท่ีทันสมยั แก่ผู้เรียนได้ตลอดเวลา นอกจากน้ีการให้ผู้เรยี นได้สอ่ื สารและแสดงความ คดิ เหน็ ท่เี กย่ี วข้องกับเน้อื หา ทาให้เน้อื หาการเรียนมีความยดื หยุ่นมากกว่าการเรียนการสอนแบบเดิม และเปล่ยี นแปลงไปตามความต้องการของผ้เู รยี นเปน็ สาคัญ การสอนบนเว็บสามารถนาเสนอเนอื้ หา
20 ในรูปของมัลติมีเดยี ไดแ้ ก่ ข้อความ ภาพน่ิง เสยี ง ภาพเคลื่อนไหว วดี ที ัศน์ ภาพ 3 มิติ โดยผู้สอนและ ผู้เรียนสามารถเลือกรปู แบบของการนาเสนอเพื่อใหเ้ กดิ ประสิทธภิ าพสูงสุดทางการเรยี น ปรัชญนนั ท์ นลิ สขุ ( 2543 ) ได้กลา่ วถึงคุณลกั ษณะสาคญั ของเว็บซง่ึ เอือ้ ประโยชน์ตอ่ การจัดการเรียนการสอน มีอยู่ 8 ประการ ไดแ้ ก่ 1. การที่เวบ็ เปิดโอกาสใหเ้ กิดการปฏิสมั พันธ์ ( Interactive ) ระหว่างผู้เรยี นกบั ผู้สอนและ ผูเ้ รียนกบั ผู้เรียนหรอื ผเู้ รยี นกบั เนื้อหาบทเรยี น 2. การที่เวบ็ สามารถนาเสนอเน้อื หาในรูปแบบของสือ่ ประสม ( Multimedia ) 3. การท่ีเว็บเปน็ ระบบเปดิ ( Open System ) ซ่งึ อนญุ าตใหผ้ ใู้ ช้มีอิสระในการเขา้ ถงึ ข้อมลู ไดท้ ่วั โลก 4. การทเ่ี วบ็ อุดมไปด้วยทรพั ยากร เพอ่ื การสืบค้นออนไลน์ (Online Search/Resource ) 5. ความไม่มขี อ้ จากดั ทางสถานท่ีและเวลาของการสอนบนเวบ็ ( Device, Distance and Time Independent ) ผ้เู รียนทีม่ ีคอมพิวเตอรใ์ นระบบใดก็ได้ ซ่ึงตอ่ เขา้ กบั อินเทอรเ์ น็ตจะสามารถ เข้าเรยี นจากที่ใดกไ็ ดใ้ นเวลาใดก็ได้ 6. การทเี่ วบ็ อนุญาตให้ผู้เรียนเป็นผคู้ วบคุม (Learner Controlled) ผเู้ รยี นสามารถเรยี นตาม ความพรอ้ ม ความถนดั และความสนใจของตน 8. การทเี่ ว็บมีความสมบูรณ์ในตนเอง (Self- contained) ทาใหเ้ ราสามารถจัดกระบวนการ เรียนการสอนทัง้ หมดผ่านเว็บได้ การทเี่ ว็บอนุญาตให้มกี ารติดตอ่ ส่ือสารท้ังแบบเวลาเดยี ว (Synchronous Communication) เช่น Chat และตา่ งเวลากัน (Asynchronous Communication) เชน่ Web Board เปน็ ต้น สรุปได้วา่ การเรยี นการสอนบทเรียนออนไลน์มปี ระโยชน์มากมายหลายประการ ทั้งนขี้ ึน้ อยู่ กบั จุดประสงค์ของการนาไปใชใ้ นการจัดการเรยี นการสอน ซ่งึ พอสรปุ ไดด้ ังน้ี 1. ความรวดเรว็ และผลกระทบทมี่ ีต่อการพฒั นาตามเป้าหมายและวัตถปุ ระสงค์ของการ เรียนรู้ เพราะบทเรียนออนไลนใ์ หบ้ รกิ ารผ่านส่ือที่ใชเ้ ทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เป็นหลกั จงึ มขี อ้ ไดเ้ ปรยี บท่ีสามารถนาผู้เรียนเขา้ สู่บทเรยี นไดอ้ ยา่ งรวดเร็วโดยผเู้ รยี น ไมต่ อ้ งเสยี เวลาในการรอเพือ่ เขา้ สู่บทเรยี นน้ันๆ เลยนอกจากนน้ั ผู้เรยี นสามารถเลอื กที่จะเขา้ เรยี นในบทเรียนใดก่อนหรอื หลงั ได้ดว้ ย ตัวเองโดยทไี่ มต่ ้องเรยี นตามลาดับของบทเรยี นในรายวิชาน้ัน ซึง่ นับเปน็ จุดเดน่ ของการเรยี นแบบ บทเรยี นออนไลน์ 2. ความทันสมยั อยู่เสมอของหลักสตู รการอบรม การทผ่ี ู้เรียนสามารถเลือกบทเรยี นและ จดั ลาดับของการเรียนด้วยตนเอง ในบริการแบบบทเรยี นออนไลนท์ าให้สามารถ สนองตอบ พฤติกรรมการเรยี นร้ขู องแต่ละบุคคลได้เปน็ อยา่ งดี เพราะผู้เรยี นบางคนมีพฤติกรรมท่ีจะเลือกเรยี น ในหัวข้อหรือ บทเรียนที่ตนคิดวา่ มีประโยชนห์ รอื สามารถตอบปญั หาท่ีตนสงสัย ในขณะนน้ั ก่อนแล้ว จึงเรียนบทเรยี นอืน่ ๆ ภายหลงั นอกจากนัน้ การที่ผเู้ รยี นสามารถเลือกสถานที่ เวลา และ
21 ชว่ งเวลาท่ีผู้เรียนรู้สกึ วา่ สะดวกสบาย หรอื เหมาะสมต่อการเรยี นร้ขู องตนมากทสี่ ดุ การเรยี นยอ่ ม เกิดจากความเต็มใจและมคี วามกระตอื รือรน้ ที่จะเรยี นร้ทู าใหเ้ กดิ สัมฤทธิผลของการเรียนรู้และการที่ ผ้พู ัฒนาระบบบทเรยี นออนไลน์ มีการปรับปรุงขอ้ มูลในบทเรียนของตนใหท้ ันสมัยอยู่เสมอจะสง่ ผล ใหผ้ ู้เรียนได้รบั ความรทู้ ่เี หมาะสมกบั สถานการณป์ ัจจุบัน 3. เปน็ การศึกษาท่เี สียตน้ ทุนตา่ ทงั้ นเี้ พราะผเู้ รยี นสามารถเรียนจากแหลง่ ท่มี ีการเชื่อมโยง เครอื ข่ายที่ใกลก้ ับท่ีพักอาศยั หรือ แหล่งทผ่ี ้เู รยี นสะดวกที่สดุ และส่วนใหญ่ผู้เรยี นเสียค่าสมคั รครั้ง เดียว แต่สามารถเรยี นบทเรียนนัน้ ๆ ได้หลายคร้งั ไมม่ ีการจากดั จานวนคร้ังทเ่ี รยี น การสอบเพื่อวัดผล ก็สามารถทาได้ จากสถานที่เดยี วกบั ท่ีเรยี น ดงั น้ัน เม่อื มองในแง่ของการเปรียบเทียบตน้ ทนุ แห่งค่า เสียโอกาส (Opportunity cost) แลว้ บทเรยี นออนไลนม์ ตี ้นทุนตอ่ หน่วยสาหรับผเู้ รียนต่ากวา่ การ เรยี นโดยปกติเพราะไมม่ ีคา่ เดนิ ทาง ค่าทพี่ กั (ในกรณที ผี่ เู้ รยี นอยูไ่ กลสถานศกึ ษา) และสามารถเรยี น ในขณะทกี่ าลงั ทางานอยใู่ นท่ีทางานดว้ ยในช่วงทมี่ ีเวลาว่าง หรือนายจ้างอนุญาต โดยไมต่ อ้ งทง้ิ งาน เพอื่ เดนิ ทางไปเรยี นในสว่ นของผพู้ ฒั นาบทเรียนเองกเ็ สยี ตน้ ทุนตา่ เพราะเสยี ตน้ ทุนในการพฒั นาครงั้ เดียวกส็ ามารถนาไปใชง้ านได้หลายต่อหลายคร้ัง โดยจะเสยี ค่าใช้จ่ายเพ่ิมเป็นครัง้ คราว เฉพาะเพ่อื การบารงุ รกั ษาข้อมูล อุปกรณท์ ่ีให้บรกิ ารและค่าใช้จา่ ยในการปรับปรุงข้อมูลเท่านน้ั ซ่งึ จะต่ากว่าท่ี จะต้องพัฒนาบทเรยี นใหมท่ กุ ครงั้ ท่ีจะใหบ้ รกิ ารอย่างเหน็ ไดช้ ดั ดังนัน้ ผู้ให้บรกิ ารสามารถคดิ ค่าบริการ ในการเรียนในราคาไมแ่ พงนักเพือ่ แขง่ ขนั กบั ผปู้ ระกอบการรายอ่นื กำรทำงำนรว่ มกัน 1. ควำมหมำยของกำรทำงำนรว่ มกนั การร่วมกันทางานของสมาชิกทมี่ ากกวา่ 1 คน โดยทส่ี มาชกิ ทุกคนนัน้ จะต้องมเี ปา้ หมาย เดยี วกนั จะทาอะไรแล้วทกุ คนตอ้ งยอมรับร่วมกนั มกี ารวางแผนการทางานร่วมกัน การทางานรว่ มกนั มีความสาคญั ในทุกองค์กร การทางานรว่ มกัน เป็นสิ่งจาเป็นสาหรับการเพ่มิ ประสิทธิภาพและ ประสทิ ธิผลของการบรหิ ารงาน การทางานร่วมกัน มีบทบาทสาคัญทจ่ี ะนาไปสู่ความสาเร็จของงานท่ี ตอ้ งอาศัยความร่วมมอื ของกล่มุ สมาชิกเป็นอยา่ งดี 2. ทักษะกำรทำงำนรว่ มกัน ข้นั ตอนการทางานมีหลกั การดงั นี้ 2.1 รู้จกั บทบาทหน้าท่ีภายในกลุ่ม ในการทางานร่วมกับคนอ่นื นน้ั ควรร้จู กั หน้าที่ และความรบั ผดิ ชอบของตนเอง 2.2 มีทกั ษะในการพูดแสดงความคิดเห็นและอภิปรายในกลมุ่ เม่อื ทางานรว่ มกับคน อ่นื ควรฝึกฝนทีจ่ ะเป็นผฟู้ งั ท่ดี ี ยอมรบั ความคดิ เห็นของคนอนื่ 2.3 มีคุณธรรมในการทางานรว่ มกนั เพื่อความสุขในการทางานรว่ มกบั ผู้อน่ื และ หลกี เลยี่ งไมใ่ หเ้ กิดความขัดแย้ง
22 2.4 สรุปผลโดยการจัดทารายงาน การทางานกลุม่ ใดๆก็ตามควรมกี ารสรุปผลออกมา อยา่ เปน็ รปู ธรรม อาจอยู่ในรปู แบบของการจดั ทารายงาน 2.5 นาเสนองาน เมื่อมีรายงานออกมาอยา่ งชัดเจน เป็นเอกสารแลว้ ควรมีทกั ษะในการ นาเสนองานการปฏิบตั ิงานของกลมุ่ ในรูปแบบตา่ งๆ 3. องคป์ ระกอบทีส่ ำคญั ในกำรทำงำนเป็นทีม การทางานเป็นทีมของกลุ่มใดกลมุ่ หนึง่ จะมีประสิทธิภาพนอ้ ยเพียงใด ข้ึนอยู่กับความ เหมาะสมและความสมบรู ณ์ของปัจจยั ต่างๆ เชน่ ความเขา้ ใจในจุดมงุ่ หมายของการทางาน บทบาท ของผู้ร่วมกลุ่มในการทางาน การส่อื ความหมาย การประสานงาน และการจัดสรรผลประโยชน์รว่ มกนั เปน็ ต้น ปัจจัยเหล่านถี้ อื ไดว้ ่าเป็นองคป์ ระกอบที่สง่ ผลต่อการทางานร่วมกนั ซึ่งหลักในการทางาน เปน็ ทมี ท่ีดไี ดต้ ้องมอี งค์ประกอบ ดงั นี้ (สุทธิชัย ปัญญโรจน์. ออนไลน์. 2555) 3.1 เปา้ หมาย กล่าวคอื การทางานเป็นทีมผู้ทางานจะต้องมเี ปา้ หมายส่วนตวั และ เปา้ หมายของทีมสอดคล้องกัน เช่น การขายประกนั ชวี ติ บรษิ ทั ทกุ แห่งย่อมมีเปา้ หมายรายปี รายไตร มาส รายเดอื น นกั บรหิ าร ตวั แทนหรอื ทีมงานก็เช่นกนั ย่อมจะต้องมเี ปา้ หมาย รายปี รายไตรมาส รายเดือน ให้สอดคล้องกับของบริษทั จงึ จะทาให้การทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.2 บทบาท ของผูน้ าทมี และผตู้ าม ถ้าหากองค์กรใดมีผ้นู าทีมท่ีเกง่ และมผี ู้ตามท่เี ก่ง องค์กรนน้ั กจ็ ะเจรญิ ก้าวไปข้างหนา้ ซ่งึ หลกั ในการทางานรว่ มกันเปน็ ทีมย่อมตอ้ งมคี วามขดั แยง้ กนั เป็นธรรมดา ผ้นู าทมี จะต้องเป็นนักบรหิ ารความขัดแยง้ ในการทางานของทีมอาจจะตอ้ งใช้ขบวนการ ทางานโดยหาความรว่ มมือกบั ทมี งานมากขน้ึ เชน่ การจัดกจิ กรรมระดมสมอง มกี ารจดั การประชุมเป็นประจา , มกี ารทากิจกรรมร่วมกันของทมี งานเชน่ การจดั การอบรม สัมมนา งานเลี้ยงสงั สรรค์ประจาปี เพ่ือให้ทีมงานเกิดความผูกพนั กันในทมี 3.3 กระบวนการทางาน เป็นสง่ิ ท่สี าคญั ในการทางาน หากว่ามกี ระบวนการทางานที่ดี เป็นระบบ เป็นระเบยี บ กจ็ ะช่วยประหยดั เวลา ประหยัดค่าใช้จา่ ยๆ ขององคก์ รได้มาก เช่น สมัยก่อนคนรบั จ้างแบกน้าขายตามหมู่บ้านซึ่งเหนือ่ ยมาก กวา่ จะได้ค่าแรงงาน แต่ พอมีคนจัดระบบ น้าประปาขน้ึ ทาให้เกิดความสะดวกสบาย ทาให้ใชแ้ รงนอ้ ยลง ดังน้ัน การแสวงหากระบวนการ ทางานจะทาให้ประหยัดสง่ิ ตา่ งๆ และทาให้การทางานง่ายข้นึ สาหรบั ในยุคปัจจุบัน เรามีเทคโนโลยีท่ี ทนั สมยั เข้ามาชว่ ยจึงทาใหก้ ระบวนการทางานมคี วามทันสมัย รวดเรว็ ยง่ิ ขึน้ 3.4 ความสัมพนั ธร์ ะหว่างบคุ คล เป็นสิ่งท่ีต้องคานงึ ถงึ ในการทางานเป็นทมี ความสัมพันธ์ในทีมงานจะตอ้ งมกี ารตดิ ตอ่ ส่ือสารกัน ตอ้ งมีการเช่ือมโยงกนั ในทีม เรือ่ งของมนุษย์ สมั พันธ์จึงมีความสาคญั ในการทางานรว่ มกัน เพราะการทางานเป็นทมี เราตอ้ งทางานกับคน ไมใ่ ช่ ทางานกบั เครื่องจักร 3.5 การเสรมิ สรา้ งกาลงั ใจ ก็เปน็ สงิ่ หนึง่ ทีค่ วรต้องมี เพราะคนเรามกั ทางานหรอื ไม่ ทางาน โดยสว่ นใหญแ่ ล้ว มักจะต้องมีแรงกระตนุ้ ไม่วา่ จะเปน็ เงนิ ทอง ชือ่ เสยี ง เกยี รติยศ ศักดิ์ศรี
23 ฯลฯ คนที่ดูแลองคก์ รไมว่ า่ จะเป็นงานบุคคล ก็ควรจะมกี ารเสรมิ สรา้ งกาลังใจ โดย อาจมีรางวลั มอบ ให้เมอ่ื ทีมงานหรือหน่วยงานใดทางานได้ถงึ เป้าหมาย อาจจะตอ้ งจัดการแขง่ ขนั หากว่าองค์กรน้ันเป็น บริษทั ทม่ี ีการแข่งขนั ในการขายสูง อาจจะตอ้ งแบ่งคนเปน็ ทมี ๆ แลว้ จัดการแข่งขันการขายข้ึน ก็จะ ชว่ ยให้เกิดการกระตุน้ การทางานไดอ้ ีกวธิ ีหน่งึ จากองค์ประกอบทก่ี ล่าวมาข้างต้น สรุปไดว้ ่า องคป์ ระกอบท่ีมีผลตอ่ การทางานร่วมกนั เป็นทีมนัน้ สมาชิกจะตอ้ งมีการวางเปา้ หมายความสาเร็จร่วมกนั มีการแบง่ บทบาทหน้าทก่ี นั อย่าง ชดั เจน มีกระบวนการทางานอย่างเปน็ ระบบ การปฏิสัมพันธก์ นั ในทีมระหว่างการทางานจะทาใหม้ ี ความเข้าใจกนั มากข้ึนและการให้กาลังใจซึ่งกนั และกันจะเปน็ แรงกระตนุ้ เสรมิ สร้างกาลงั ใจ ซ่งึ องค์ประกอบเหล่าน้ีจะชว่ ยใหก้ ารทางานร่วมกนั ประสบผลสาเร็จตามเป้าหมายท่ีวางไว้ 4. กำรวดั กำรทำงำนเปน็ ทมี และเครื่องมือทใ่ี ชว้ ัด ศจี อนันต์นพคณุ (2542) อา้ งถึงใน สาลนิ ี เกลี้ยงเกลา (2555 : 65) กลา่ วถึงวิธีการวัด การทางานเป็นทมี วา่ ใช้วธิ ีการสารวจ ซงึ่ มีอยู่ 4 วธิ ี ดังนี้ 4.1 การสงั เกตการณ์ โดยสังเกตการณเ์ ปลย่ี นแปลงพฤติกรรมของผู้ปฏิบตั งิ านจากการ แสดงออก การฟงั การพดู สังเกตจากการกระทา แลว้ นาขอ้ มูลที่ได้จากการสงั เกตมาวิเคราะห์ 4.2 การสัมภาษณ์ เปน็ วธิ ีการวัดการทางานเปน็ ทีมโดยวธิ กี ารสัมภาษณ์ ซึง่ ต้อง เผชิญหน้ากนั เปน็ ส่วนตวั หรือสนทนากันโดยตรง แลกเปล่ียนข่าวสารและแสดงความคิดเห็นต่างๆ ดว้ ยวาจา 4.3 การออกแบบสอบถาม เป็นวิธที ี่นยิ มกันมากโดยใหผ้ ู้ปฏิบัติงานแสดงความคิดเห็น และแสดงความร้สู ึกลงในแบบสอบถาม การสร้างคาถามตอ้ งพิจารณาอยา่ งดี ต้องใช้ส่ือทีต่ ัง้ คาถาม ใหค้ รอบคลุมวตั ถุประสงคไ์ ดท้ ั้งหมดและลกั ษณะของคาถามตอ้ งใหไ้ ดข้ อ้ มูลทเี่ กีย่ วขอ้ งกบั การทางาน ท่ีสมบูรณ์ครบถ้วน 4.4 การเกบ็ บันทึก คือ การเก็บประวตั เิ กีย่ วกบั การปฏบิ ตั งิ านแต่ละคน จากที่กล่าวมาขา้ งตน้ เกย่ี วกับการวดั และการประเมินทกั ษะการทางานเปน็ ทมี สามารถสรุปได้วา่ การพฒั นาความสามารถในการทางานเป็นทีมรว่ มกนั ของผเู้ รยี น มคี วามเกี่ยวขอ้ ง กับการวดั ผลประเมนิ ผลใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ความร้คู วามเข้าใจของผู้เรยี นเก่ยี วกับมโนทศั นแ์ ละสาระ ของกลุม่ สัมพันธ์หรอื กระบวนการทางานเป็นทีม 2) เจตคติของผ้เู รียนเก่ียวกับกระบวนการทางาน เปน็ ทีม 3) ทักษะหรอื ความชานาญในการกระทาหรือการดาเนินการด้านกระบวนการทางานเปน็ ทมี โดยทักษะท้ัง 3 ด้านน้ี คอ่ นข้างจะเป็นขอ้ มลู ในเชิงปริมาณ การวัดและประเมนิ อาจทาในเชงิ คุณลักษณะได้ เช่น ผู้สอนใชก้ ารสงั เกตการณร์ ่วมงานของผ้เู รียนในสถานการณ์ตา่ งๆ และจดบันทกึ พฤตกิ รรมของผู้เรยี นที่แสดงให้เห็นถึงความเขา้ ใจ เจตคติ และทกั ษะดา้ นการทางานร่วมกันกับผูอ้ ่นื ซึ่งใช้เปน็ หลักฐานการเรยี นรู้ตามสภาพจริงของผ้เู รยี นได้ นอกจากน้นั ผสู้ อนอาจใช้วิธสี อบสัมภาษณ์ ผ้เู รียน เพือ่ น และผู้ท่ีเกี่ยวขอ้ ง เพื่อสอบถามถึงพฤติกรรมหรือการกระทาตา่ งๆ ซ่ึงผู้เรียนอาจ
24 แสดงออกหรอื อาจให้ผเู้ รยี นประเมนิ ตนเองกไ็ ด้ ขอ้ มูลเหล่านผ้ี ู้สอนสามารถนามาใชใ้ นการประเมิน ความสามารถในการทางานเป็นทีมของผเู้ รียนได้เปน็ อย่างดี ผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรยี น 1. ควำมหมำยของผลสมั ฤทธิ์ทำงกำรเรียน นักวิชาการ ผู้เชยี่ วชาญดา้ นการศกึ ษา ได้ให้นิยามหรอื ความหมายของผลสมั ฤทธ์ิ ทางการเรยี น ดังนี้ ลว้ น สายยศ และองั คณา สายยศ (2543 : 18) ได้กล่าววา่ การวดั ผลสมั ฤทธ์ิ เปน็ การมองการวัดความสามารถทางการเรยี นหลังจากไดเ้ รียนเนือ้ หาของวิชาใดวิชาหน่ึงแล้วผู้เรยี นมี ความสามารถเรยี นรูม้ ากนอ้ ยเพียงใด นนั่ คือการวดั ผลสมั ฤทธิ์ ยึดเนื้อหาวิชาเปน็ หลกั สุวทิ ย์ มูลคา และอรทัย มูลคา (2546 : 34) ไดก้ ลา่ ววา่ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน หมายถึง ความสามารถในการเรียนวิชาใดวิชาหนึ่ง ซ่ึงวัดได้จากความสามารถในการทาแบบทดสอบ วดั ผลสัมฤทธใ์ิ นวชิ านนั้ ๆ ในด้านต่าง ๆ เช่น ความรู้ความจา ความเข้าใจ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การนาไปใช้ การประเมินค่า ด้านทักษะกระบวนการและเจตคติของผู้เรียนว่าบรรลุจุดมุ่งหมายของ หลกั สตู รมากน้อยเพียงใด พร้อมกับเปน็ ขอ้ ยอ้ นกลบั ใหก้ ับผสู้ อนไดว้ เิ คราะห์เพอื่ ปรับปรุงการเรียนการ สอนใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพยิง่ ข้ึน สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2555 : 10) ได้กล่าวว่า การวัด ผลสมั ฤทธิเ์ ป็นการประเมนิ ผลทมี่ ุง่ เน้นตามสภาพจรงิ ด้วยการวดั และประเมินการปฏิบัติงานในสภาพ ท่เี กดิ ขึน้ จรงิ หรอื ท่ีใกลเ้ คียงกับสภาพจรงิ รวมท้ังการประเมินเก่ียวกับสมรรถภาพของผู้เรียนเพิ่มเติม จากความรทู้ ีไ่ ดจ้ ากการท่องจา โดยใชว้ ธิ ีการท่ีหลากหลาย จากการที่ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง ได้เผชิญ กับปัญหาหรอื สถานการณ์ที่เปน็ จรงิ หรือสถานการณ์จาลอง ได้แก้ปัญหา สืบค้น และนาความรู้ไปใช้ รวมท้งั แสดงออกทางการคดิ ตามสาระการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ และผลการเรียนรู้ทคี่ าดหวัง สรปุ ได้วา่ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น หมายถงึ ความสามารถ ความรู้ ทักษะทางการเรยี นท่ี ผ้เู รยี นไดร้ บั จากการพัฒนาในดา้ นตา่ ง ๆ จากกระบวนการเรียนการสอน ซง่ึ สง่ ผลใหเ้ กิดการเปล่ยี นแปลง พฤติกรรมในการเรียนรู้ ซงึ่ สามารถวัดไดด้ ้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นทวั่ ไป 2. ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ ำงกำรเรยี น สมบูรณ์ ตนั ยะ (2545 : 40-41) ได้กล่าววา่ การทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นของ ผเู้ รียนสามารถทาได้ 2 ลักษณะ คือ 1. การทดสอบแบบองิ กล่มุ หรือวัดผลแบบอิงกลมุ่ เป็นการทดสอบหรอื การวดั ที่เกิดจาก แนวความเชอ่ื ในเรอื่ งความแตกต่างระหวา่ งบคุ คลท่ีว่า ความสามารถของบุคคลใด ๆ ในเรอื่ งน้ันมีไม่ เท่ากัน บางคนมีความสามารถเดน่ บางคนมีความสามารถด้อย และส่วนใหญม่ ีความสามารถปานกลาง
25 ถ้านามาเขียนจะมีลกั ษณะเปน็ กราฟคล้าย ๆ โค้งรปู ระฆงั หรือท่ีเรยี กวา่ โค้งปกติ น่นั คือคนทมี่ ี ความสามารถสงู จะได้คะแนนสงู คนท่ีมีความสามารถด้อยกว่าจะได้คะแนนลดหลัน่ ลงมาจนถึงระดับต่า 2. การทดสอบแบบองิ เกณฑ์ หรอื การวดั ผลแบบอิงเกณฑ์ เป็นการทดสอบหรือการวดั ทย่ี ึดความเชอื่ ในเรอื่ งการเรียนรู้ กลา่ วคือ ยดึ หลกั วา่ ในการสอนนัน้ จะต้องมงุ่ ส่งเสรมิ ให้ผเู้ รียนทง้ั หมด ประสบความสาเรจ็ ในการเรยี น แม้ว่าผู้เรยี นจะมีความแตกต่างกันกต็ าม แต่ทุกคนควรไดร้ ับการสง่ เสริม ใหพ้ ฒั นาไปถงึ ขีดความสามารถสงู สดุ ของตน โดยอาจใช้เวลาทแี่ ตกตา่ งกันในแต่ละบุคคล เกณฑ์ หมายถึง กลุ่มพฤติกรรมทไ่ี ด้กาหนดไวใ้ นแต่ละวิชาตามจดุ ประสงค์ของการสอนแต่ละบทหรือ แต่ละหนว่ ยการเรยี นวิชาน้นั ๆ จุดมุ่งหมายของการทดสอบแบบนีจ้ งึ เป็นการตรวจสอบดวู ่า ใครที่เรียน ได้ถงึ เกณฑ์ และใครเรียนไม่ถึงเกณฑ์ควรไดร้ บั การปรับปรงุ ต่อไป สมนึก ภทั ทิยธนี (2551 : 73) ได้แบง่ ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทาง การเรยี นออกเป็น 2 ชนิด คือ 1. แบบทดสอบที่ครสู ร้างขนึ้ (teacher made test) หมายถงึ แบบทดสอบที่มุง่ วดั ผลสมั ฤทธขิ์ องผู้เรียนเฉพาะกลมุ่ ที่ครูสอน จะไมน่ าไปใช้กบั นักเรยี นกล่มุ อื่น เปน็ แบบทดสอบทใ่ี ช้กัน ทว่ั ๆ ไปในโรงเรยี น 2. แบบทดสอบมาตรฐาน (standardized test) หมายถึง แบบทดสอบท่มี งุ่ วัดผลสมั ฤทธิ์ เช่นเดียวกบั แบบทดสอบท่ีครูสร้างขึ้น แตม่ จี ุดมงุ่ หมายเพือ่ เปรียบเทียบคุณภาพตา่ ง ๆ ของนักเรียนที่ ต่างกล่มุ กัน เช่น เปรยี บเทยี บคณุ ภาพของนักเรียนในโรงเรียนแหง่ หนึง่ กบั นักเรียนกลมุ่ อนื่ ๆ ท่วั ประเทศ (แบบทดสอบมาตรฐานระดบั ชาต)ิ หรอื กับนักเรยี นกลมุ่ อ่ืน ๆ ทว่ั จงั หวัด (แบบทดสอบมาตรฐาน ระดบั จงั หวดั ) เป็นต้น บญุ ชม ศรสี ะอาด (2554 : 53) ได้แบ่งประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์เิ ป็น 2 ประเภท คอื 1. แบบทดสอบอิงเกณฑ์ (criterion referenced test) หมายถึง แบบทดสอบที่สรา้ งขึ้น ตามจุดประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม มคี ะแนนจดุ ตัดหรือคะแนนเกณฑ์ สาหรบั ใช้ตัดสินวา่ ผู้สอบมคี วามรู้ ตามเกณฑ์ทก่ี าหนดไวห้ รือไม่ การวดั ตรงตามจดุ ประสงค์เป็นหวั ใจสาคญั ของขอ้ สอบในแบบทดสอบ ประเภทน้ี 2. แบบทดสอบอิงกลุ่ม (norm referenced test) หมายถึง แบบทดสอบทีม่ ่งุ สรา้ งเพ่ือ วดั ให้ครอบคลมุ หลักสตู ร จงึ สรา้ งตามตารางวิเคราะห์หลกั สตู ร ความสามารถในการจาแนกผสู้ อบ ตามความเก่งออ่ นไดด้ ี เป็นหวั ใจสาคญั ของข้อสอบในแบบทดสอบประเภทนี้ การรายงานผลการสอบ อาศยั คะแนนมาตรฐาน ซง่ึ เป็นคะแนนที่สามารถให้ความหมายแสดงถงึ สถานภาพ ความสามารถของ บคุ คลนน้ั เมอ่ื เปรยี บเทียบกบั บุคคลอนื่ ๆ ที่ใชเ้ ป็นกลมุ่ เปรียบเทยี บ สรุปไดว้ า่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ แบ่งตามวัตถุประสงค์ในการสรา้ ง แบ่งได้ 2 ประเภท คอื แบบทดสอบแบบองิ เกณฑ์ (criterion referenced test) และแบบทดสอบองิ กลมุ่ (norm
26 referenced test) แบง่ ตามขอบเขตของการใช้งาน แบ่งได้ 2 ประเภท คอื แบบทดสอบท่ีครสู รา้ งขึ้น (teacher made test) และแบบทดสอบมาตรฐาน (standardized test) 3. กำรสร้ำงแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ พรทพิ ย์ ไชยโส (2545 : 66-70) ได้กล่าวถึงขน้ั ตอนการสร้างแบบสอบ หรอื แบบทดสอบ ดงั นี้ 3.1 ขัน้ ตอนแรกในการสร้างแบบทดสอบ คือการกาหนดวตั ถุประสงคข์ องการวดั ให้ ชดั เจนวา่ จะวดั อะไร วดั กับใครและวัดไปทาไม ท้งั นี้ก็เพอื่ ผู้สร้างแบบทดสอบจะสามารถสร้าง แบบทดสอบได้ตรงตามวตั ถปุ ระสงค์ ถ้าส่ิงทต่ี อ้ งการวดั คอื maximum performance ของผู้ตอบท่ี ไดต้ อ้ งการให้ผตู้ อบได้แสดงความสามารถสงู สุดที่เขามี ลักษณะคาตอบมีจะเกณฑต์ ดั สินว่าเป็นคาตอบ ถกู หรือผดิ อย่างเด่นชัด แบบทดสอบประเภทนจ้ี ะเปน็ ประเภทท่เี รียกว่าแบบทดสอบความสามารถ (ability test) ซงึ่ ความสามารถทตี่ อ้ งการวัดนนั้ อาจจะเปน็ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น ความถนัดทาง การเรยี น ความถนัดเฉพาะดา้ นหรือความพร้อมทางการเรียน 3.2 ขั้นตอนทสี่ องเปน็ ข้นั ตอนสาคญั ที่ผสู้ ร้างแบบสอบตอ้ งแปลงส่งิ ท่ีต้องการวัดให้อย่ใู น รูปของนิยามปฏิบตั ิการ (operational definition) คอื นิยามส่ิงทต่ี อ้ งการวัดใหม้ ีลกั ษณะเป็นพฤตกิ รรม ทส่ี ามารถสงั เกตได้ วัดได้ ในกรณขี องการสร้างแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ ผู้สร้างข้อสอบคือครูมคี วาม จาเปน็ ตอ้ งออกข้อสอบให้ครอบคลมุ เนื้อเร่อื งทค่ี รูใชส้ อนในหลักสูตรวิชา และสอดคล้องกับเนือ้ เร่ืองท่ี กาหนดไว้ในหลักสตู รการเรยี นการสอนนั้น ในขณะเดยี วกันครตู อ้ งกาหนดความสาคัญของเน้ือเรื่อง โดยพจิ ารณาจากเวลาทใ่ี ชส้ อนวา่ เรอ่ื งใดควรมนี า้ หนกั มากนอ้ ยอยา่ งไรในการทามาออกข้อสอบ โดยทว่ั ไปการออกข้อสอบครคู วรทาตารางผังข้อสอบ (Test Blueprint หรือ Table of Specification) 3.3 การเขยี นข้อสอบ ในข้นั ตอนของการกาหนดวัตถปุ ระสงค์ในการสอบ การใหน้ ยิ าม ปฏบิ ตั กิ ารเกยี่ วกับสิง่ ท่ีวัดและการกาหนดขอบเขตของคณุ ลักษณะทีต่ ้องการวัดที่ผ่านมาแลว้ จะชว่ ย ใหผ้ ้สู ร้างขอ้ สอบเหน็ แนวทางในการกาหนดรูปแบบของขอ้ สอบที่จะนามาใชไ้ ด้อยา่ งเหมาะสม 3.4 ข้อสอบทีเ่ ขียนขนึ้ แลว้ ต้องตรวจสอบถึงความเหมาะสมในความสอดคล้อง (consistency) ระหวา่ งคาถามที่สรา้ งข้นึ กับวัตถุประสงค์ท่ตี อ้ งการวดั ตลอดจนความเหมาะสม (adequacy) ของการใช้ภาษาและถอ้ ยคา สานวนที่ใช้และความเหมาะสมกับกลมุ่ ที่จะใชว้ ดั การตรวจสอบเชิงเหตผุ ล (logical review) เพอื่ ตรวจสอบคณุ ลกั ษณะดงั กลา่ วของข้อสอบ ซงึ่ อาจจะ ตอ้ งใช้ผูเ้ ชยี่ วชาญทางดา้ นเนือ้ หาในการตรวจสอบหรอื แมก้ ระทง่ั การนาไปทดลองกบั กล่มุ จานวนน้อย ๆ เพ่อื ดคู วามเหมาะสมของถ้อยคา เปน็ สงิ่ ท่ีผู้สร้างพงึ ดาเนินการตรวจสอบและแกไ้ ขใหเ้ หมาะสมใน ขัน้ แรกก่อนทจี่ ะนาไปทดลองใช้ในขนั้ ต่อไป 3.5 ทดลองใช้ข้อสอบและการวเิ คราะห์ ขั้นตอนนเ้ี พ่ือทดลองใชเ้ ครื่องมอื ทสี่ ร้างทงั้ ฉบบั
27 กับกล่มุ ตวั อย่างทม่ี ีลักษณะเหมอื นกับกลุ่มเป้าหมายทจ่ี ะนาแบบทดสอบไปใช้จรงิ ทังน้ีเพอ่ื ใชเ้ กณฑ์ เชงิ ประจกั ษ์ (empirical criteria) ในการตรวจสอบความเหมาะสมของขอ้ สอบที่สรา้ ง ไดแ้ ก่ ความยาก อานาจจาแนก และความเหมาะสมของตวั ลวงหรอื ตัวเลือกตา่ ง ๆ ขอ้ สอบท่มี ีความยากและอานาจ จาแนกเหมาะสม ตัวลวงมคี ณุ ภาพจงึ จะเหมาะที่จะนาไปใชเ้ ปน็ เครื่องมือในการวัดต่อไป การทดลอง ใช้แบบสอบท่ีสรา้ งขนึ้ ยังชว่ ยใหผ้ ู้สร้างแบบทดสอบสามารถกาหนดเวลาในการตอบแบบทดสอบได้ เหมาะสม ตลอดจนการกาหนดคาชแี้ จงในการตอบใหผ้ ู้ตอบไดแ้ สดงพฤตกิ รรมในการตอบตรงกับที่ แบบสอบตอ้ งการ 3.6 การเกบ็ รวบรวมขอ้ สอบเข้าชุดของแบบทดสอบ ในขั้นตอนน้ขี อ้ สอบทม่ี คี วามยาก และอานาจจาแนกเหมาะสมก็จะได้รบั การคัดเลอื กเขา้ ชุดของแบบทดสอบ ในขณะเดยี วกันการตดั ขอ้ สอบบางขอ้ ทีไ่ ม่เหมาะสมออกไปควรไดร้ บั การตรวจสอบด้วยวา่ ไม่ทาให้ความเปน็ ตวั แทนของ พฤติกรรมทตี่ ้องการวดั ในของเขตท่มี ุ่งศกึ ษาไมข่ าดหายไป จึงเป็นการสมควรทผี่ ูส้ ร้างข้อสอบจะสรา้ ง ขอ้ สอบก่อนการทดลองใหม้ ากพอในแตล่ ะองค์ประกอบทีม่ งุ่ วดั เพราะเมือ่ พบความไม่เหมาะสมกับ ขอ้ สอบท่ีจะตอ้ งถูกตัดออกไปจะไมท่ าใหพ้ ฤติกรรมทตี่ ้องการวัดสว่ นนน้ั ขาดหายไป ข้อสอบบางข้อที่ ควรได้รับการปรับปรุงใหม้ คี ุณภาพดขี น้ึ หลงั จากการวเิ คราะหแ์ ล้วก็ควรได้รับการปรับปรงุ กอ่ นทีจ่ ะ นาเขา้ ในแบบทดสอบ 3.7 หลังจากการรวบรวมข้อสอบเขา้ ชุดของแบบทดสอบแล้ว การกาหนดความเปน็ มาตรฐาน (standardization) ของแบบทดสอบท่ีสรา้ งข้นึ เป็นกระบวนการที่สาคัญในขนั้ ตอนหนึ่ง ของการสรา้ งแบบสอบมาตรฐาน ขน้ั ตอนนค้ี ือการเขียนค่มู ือการสอบเพอื่ ใหก้ ารจดั ดาเนนิ การสอบ เป็นไปในรูปแบบเดียวกนั อยา่ งเป็นทางการ การกาหนดคาสง่ั คาช้ีแจงในการตอบข้อสอบ การกาหนด เวลาในการสอบ นอกจากนก้ี ารกาหนดเกณฑ์ในการใหค้ ะแนนจะทาให้เกดิ ความเปน็ ปรนัยในการให้ คะแนน สรปุ ไดว้ ่า การสรา้ งแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ควรมีความเป็นมาตรฐานปฏิบัติตามขั้นตอน โดยเรม่ิ จากการกาหนดวตั ถุประสงค์ กาหนดนิยามปฏิบัตกิ าร เพ่อื ให้แบบทดสอบมีความสอดคลอ้ ง เหมาะสม และทดลองใชข้ ้อสอบ วเิ คราะห์ข้อสอบ เมื่อแบบทดสอบมีคุณภาพตามเกณฑ์ จึงจัดเข้าชุด และเขยี นคู่มือการใช้ งำนวิจยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง รายงานการวิจัยท่เี กย่ี วข้องกบั การศกึ ษาในครั้งนี้ ผวู้ จิ ัยได้ทาการศกึ ษาค้นคว้าโดยรวบรวม งานวจิ ัยในด้านต่างๆ เช่น งานวิจยั ท่เี ก่ียวข้องกับการใช้บทเรยี นออนไลน์ ในการจัดการเรียนการสอน ดังรายละเอียด ตอ่ ไปนี้ กติ ติพงศ์ ณ นคร (2553) ได้ทาการวจิ ยั เก่ียวกบั การสรา้ งบทเรียนออนไลน์ผ่านระบบ การจดั การเรยี นรบู้ นเครือขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต โดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน(PBL) เรื่องระบบเครอื ขา่ ยคอมพิวเตอร์
28 โดยมวี ตั ถปุ ระสงค์ 1) เพื่อสรา้ งบทเรียนออนไลน์ผา่ นระบบการจดั การเรียนรู้เครือข่ายอินเทอรเ์ นต็ โดยใชป้ ัญหาเปน็ ฐาน (PBL) เรอื่ งระบบเครอื ข่ายคอมพวิ เตอร์ 2) เพอื่ หาคณุ ภาพของ บทเรยี น ออนไลน์ 3) เพอื่ ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนกั เรยี นทเ่ี รียนดว้ ยบทเรียนออนไลน์ และ 4) เพื่อ ศึกษาความพงึ พอใจของนักเรียนทีมีตอ่ บทเรียนออนไลน์ กล่มุ ตวั อย่างที่ใช้ในการวิจยั คือ นกั เรยี น ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรยี นไทยรัฐวิทยา 22 (ใต้ร่มเย็น) ภาคเรยี นที่ 2/2553 จานวน 30 คน ผลการวิจัยพบว่า บทเรยี นออนไลน์ท่ีสร้างขน้ึ มคี ุณภาพดา้ นเนอ้ื หาของบทเรยี นออนไลนอ์ ยูใ่ นระดบั มาก(X = 4.00, S.D. = 0.17) ผลการประเมินคุณภาพด้านสื่อและนาเสนอของบทเรียนอยใู่ นระดับ มากท่สี ดุ (X = 4.65, S.D. = 0.38) ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนของนักเรียนพบวา่ ค่าเฉลย่ี ของคะแนน กอ่ นเรยี น (X = 6.80, S.D. = 1.82) และค่าเฉลีย่ ของคะแนนหลงั เรียน (X = 14.83, S.D. = 0.38) มคี วามแตกต่างกันอย่างมี ระดบั นัยสาคญั ทางสถิติที่ .05 (t = 24.575) และผ้เู รยี นมีความพงึ พอใจ ตอ่ บทเรยี นออนไลน์อย่ใู นระ ดบั มากที่สุด (X = 4.58, S.D. = 0.43) สรปุ ได้วา่ บทเรยี นออนไลน์ที่ สร้างขน้ึ มคี ุณภาพอยู่ในระดับ ท่ีสดุ ชว่ ยให้ผเู้ รยี นมผี ลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นสูงขึน้ และมคี วามพงึ พอใจ ในการใช้บทเรยี นคอมพิวเตอร์ ที่สรา้ งขึน้ อยู่ในระดบั มากที่สุด แสดงว่าบทเรยี นออนไลนผ์ ่านระบบ การจดั การเรยี นรู้บนเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ นต็ โดยใช้ปญั หาเปน็ ฐาน (PBL) เรือ่ งระบบเครอื ขา่ ย คอมพิวเตอร์สามารถนาไปประกอบการเรยี นการสอนได้ วสิ ุทธพิ งษ์ ยอดเสาดี (2555) ได้ทาการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาบทเรียนออนไลน์ กลุม่ สาระการเรียนรูก้ ารงานอาชพี และเทคโนโลยีเรอื่ งเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ สาหรบั นกั เรียนช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 1 โดยมีวตั ถปุ ระสงค์เพือ่ 1) เพื่อสรา้ งและหาประสิทธิภาพของบทเรียน ออนไลน์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรอ่ื ง เทคโนโลยสี ารสนเทศและคอมพวิ เตอร์ สาหรบั นักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 ตามเกณฑ์ 75/75 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น ของนักเรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 กลุม่ สาระการเรยี นรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี เร่อื ง เทคโนโลยี สารสนเทศและคอมพิวเตอร์ สาหรับนกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 1 หลังเรยี นโดยใช้บทเรียนออนไลน์ กับเกณฑ์ท่กี าหนดไว้ และ 3) เพอ่ื ศึกษาความคดิ เหน็ ของนกั เรยี นท่ีมีต่อการเรยี น การสอนแบบ ออนไลน์ กลุ่มสาระการเรยี นรู้ การงานอาชพี และเทคโนโลยี เร่อื งเทคโนโลยีสารสนเทศและ คอมพวิ เตอร์ สาหรับนักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 กลมุ่ ตวั อยา่ งท่ีใช้ในการวจิ ยั คือ นกั เรียนชนั้ มัธยม ศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นพลูหลวงวทิ ยา สงั กัดสานักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษาตากเขต 1 จานวน 30 คน ผลการวิจยั พบว่า 1. บทเรยี นออนไลน์ กลุ่มสาระการเรยี นรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรอื่ ง เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ สาหรับนักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 มีประสิทธิภาพ 77.22/86.78 สงู กว่าเกณฑ์ 75/75 2. นกั เรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 มีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน เรอ่ื ง เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพวิ เตอรห์ ลังเรียนโดยใช้บทเรยี นออนไลน์ กลมุ่ สาระการเรียนร้กู ารงาน อาชพี และเทคโนโลยี เรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพวิ เตอร์ สาหรบั นกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่1 สูงกวา่ เกณฑร์ อ้ ยละ 75 อยา่ งมีระดบั นัยสาคัญทางสถติ ิที่ ระดับ .01 3. นกั เรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1
29 มคี วามคดิ เห็นตอ่ การเรยี นด้วยบทเรียนออนไลน์ กลุม่ สาระการเรยี นรูก้ ารงานอาชพี และเทคโนโลยี เรอื่ งเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ สาหรับนกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 1 อยู่ในระดบั มาก
30 บทที่ 3 วิธดี ำเนินกำรวจิ ยั การดาเนนิ การวิจยั ครัง้ นี้ใช้วิธวี จิ ัยเชิงทดลอง โดยพัฒนาผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน วิชา การออกแบบและเทคโนโลยี โดยใช้บทเรียนออนไลน์ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีดาเนินการวิจัยท่ีจะนาเสนอตามลาดับ ตอ่ ไปนี้ ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง 1. ประชากร ได้แก่ นกั เรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 ทีก่ าลังศึกษาอยูใ่ นภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2562 โรงเรยี นประโคนชยั พิทยาคม อาเภอประโคนชยั จังหวัดบรุ ีรัมย์ จานวน 492 คน 2. กล่มุ ตัวอยา่ ง ได้แก่ นกั เรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 2/4 ทีก่ าลังศึกษาอยูใ่ นภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนประโคนชยั พทิ ยาคม อาเภอประโคนชัย จังหวัดบุรรี มั ย์ จานวน 40 คน โดยการส่มุ ตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) เครื่องมอื ท่ใี ช้ในกำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เคร่อื งมอื ทีใ่ ชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมูลคร้งั น้ี ประกอบดว้ ย 1. บทเรียนออนไลน์ 2. แบบประเมินการทางานรว่ มกัน 3. แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน วชิ า การออกแบบและเทคโนโลยี เป็นแบบ ปรนัยชนดิ เลือกตอบ 4 ตวั เลือก จานวน 20 ขอ้ กำรสร้ำงเครอื่ งมอื การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา การออกแบบและเทคโนโลยี โดยใช้บทเรียน ออนไลน์ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2561) มรี ายละเอยี ดดงั น้ี 1. กำรสรำ้ งบทเรียนออนไลน์ 1) ศึกษาหลกั สูตรแกนกลางและหลกั สูตรสถานศึกษา รายวชิ า การออกแบบและ เทคโนโลยี ระดบั ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 2 เพ่ือทาความเขา้ ใจเก่ยี วกบั มาตรฐานและตวั ชว้ี ัด เน้ือหา วิธกี ารสอน และการวดั ผลประเมนิ ผล 2) ศกึ ษาเน้ือหา รายวิชา การออกแบบและเทคโนโลยี ระดับชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 2 3) กาหนดจุดประสงค์การเรยี นรู้
31 4) สร้างบทเรียนออนไลน์ ตามเนอ้ื หาวิชาและกจิ กรรมการเรยี นรู้ท่ีกาหนด โดยอาศัย หลกั การองค์ประกอบและเครือ่ งมือสนับสนุนต่าง ๆ ของเครือขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต 5) นาบทเรยี นออนไลน์ ไปทดลองใช้กบั นักเรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2/4 2. กำรสรำ้ งแบบประเมินกำรทำงำนรว่ มกนั ศกึ ษาวธิ กี ารสรา้ งแบบประเมนิ การทางานร่วมกัน 3. กำรสรำ้ งแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ ำงกำรเรียน ศกึ ษาวิธกี ารสรา้ งแบบทดสอบและสร้างแบบทดสอบตามจดุ ประสงค์การเรียนรู้ เป็น แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 20 ขอ้ 4. กำรสรำ้ งแบบสอบถำมควำมพึงพอใจ 1) ศกึ ษาวธิ ีการสรา้ งแบบสอบถามความพึงพอใจ โดยใช้ทฤษฎขี อง Likert แลว้ จึง ออกแบบประเมินความพึงพอใจสาหรับกล่มุ ตวั อยา่ ง ซง่ึ ไดก้ าหนดระดับความพงึ พอใจไว้ 5 ระดับ ดังน้ี ระดับ 5 หมายถึง มากท่ีสดุ ระดับ 4 หมายถึง มาก ระดบั 3 หมายถึง ปานกลาง ระดบั 2 หมายถึง นอ้ ย ระดบั 1 หมายถึง น้อยทส่ี ดุ นาคะแนนรวมทไ่ี ด้มาหาคา่ เฉล่ยี โดยใช้เกณฑต์ ัดสนิ เฉลี่ย ดังน้ี 4.50 - 5.00 หมายความว่า มีความพงึ พอใจอยใู่ นระดบั มากท่ีสุด 3.50 - 4.49 หมายความว่า มคี วามพงึ พอใจอยใู่ นระดบั มาก 2.50 - 3.49 หมายความวา่ มคี วามพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง 1.50 - 2.49 หมายความว่า มคี วามพึงพอใจอยใู่ นระดบั นอ้ ย 1.00 - 1.49 หมายความว่า มีความพงึ พอใจอยูใ่ นระดบั นอ้ ยท่ีสุด 2) สรา้ งแบบประเมินความพงึ พอใจ กำรดำเนนิ กำรศกึ ษำ 1. ทดสอบกอ่ นเรียน (Pretest) ผูว้ จิ ัยใหน้ กั เรยี นเขา้ สู่บทเรียนออนไลน์ท่สี รา้ งด้วย google sites และทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น ดว้ ย Google Forms เพอ่ื วัดความรพู้ นื้ ฐานของผเู้ รียน 2. นักเรียนเข้าไปศึกษาเนือ้ หาที่ผวู้ ิจัยเตรยี มไว้ แล้วทางานรว่ มกันผา่ น google doc พร้อม ท้งั ส่งงานในหอ้ งเรยี นท่สี รา้ งดว้ ย google classroom
32 3. ทดสอบหลงั เรยี น (Posttest) หลังจากท่ีผ้เู รียนได้ศกึ ษาและทางานร่วมกนั ผ่าน google doc ในหอ้ งเรยี นท่สี รา้ งด้วย google classroom แล้ว ให้ผู้เรียนทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธหิ์ ลงั เรียน ดว้ ย Google Forms เพื่อวดั ความรู้ของผเู้ รียนหลังจากเรยี นด้วยบทเรยี นออนไลน์ 4. ประเมนิ ความพึงพอใจ หลังจากเรยี นและทาแบบทดสอบหลังเรยี นแลว้ ให้ผู้เรยี นทา แบบประเมินความพงึ พอใจต่อการเรียนรผู้ า่ น Google Forms กำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ระยะเวลาท่ีใช้ในการวิจยั คอื ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2562 โดยดาเนนิ การและ เกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ระหวา่ งวนั ท่ี 25 พฤษภาคม 2562 - 31 สิงหาคม 2562 จานวน 15 ช่ัวโมง มีรายละเอียด ดังนี้ ตำรำงที่ 1 แสดงระยะเวลาในการเก็บรวบรวมขอ้ มูล วัน เดือน ปี กจิ กรรม หมำยเหตุ บันทึกคะแนน 23 พ.ค. 2562 - นักเรียนทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น วชิ า การออกแบบและ เทคโนโลยี เปน็ แบบปรนัยชนิดเลอื กตอบ 4 ตัวเลอื ก จานวน 20 ข้อ - นักเรยี นเข้าไปศกึ ษาเนือ้ หาและทางานร่วมกนั ในบทเรียน ออนไลน์ ผา่ น google doc 30 พ.ค. 2562 - นกั เรยี นเขา้ ไปศกึ ษาเนอ้ื หาและทางานรว่ มกันในบทเรยี น ออนไลน์ ผ่าน google doc 6 ม.ิ ย. 2562 - นกั เรียนเข้าไปศึกษาเนอ้ื หาและทางานรว่ มกนั ในบทเรียน ออนไลน์ ผา่ น google doc 13 ม.ิ ย. 2562 - นักเรียนเข้าไปศึกษาเนือ้ หาและทางานร่วมกันในบทเรยี น ออนไลน์ ผ่าน google doc 20 ม.ิ ย. 2562 - นักเรยี นเข้าไปศึกษาเน้ือหาและทางานรว่ มกนั ในบทเรยี น ออนไลน์ ผ่าน google doc 27 มิ.ย. 2562 - นกั เรยี นเขา้ ไปศกึ ษาเนอ้ื หาและทางานร่วมกันในเว็บไซต์ google site ผ่าน google doc 4 ก.ค. 2562 - นกั เรยี นเขา้ ไปศกึ ษาเนอ้ื หาและทางานรว่ มกันในบทเรยี น ออนไลน์ ผา่ น google doc 11 ก.ค. 2562 - นกั เรียนเข้าไปศกึ ษาเนือ้ หาและทางานร่วมกันในบทเรยี น ออนไลน์ ผ่าน google doc
33 วัน เดือน ปี กจิ กรรม หมำยเหตุ 18 ก.ค. 2562 - นกั เรียนเข้าไปศึกษาเนื้อหาและทางานรว่ มกันในบทเรียน บนั ทึกคะแนน 25 ก.ค. 2562 1 ส.ค. 2562 ออนไลน์ ผา่ น google doc 8 ส.ค. 2562 - นักเรียนเขา้ ไปศกึ ษาเนื้อหาและทางานรว่ มกนั ในบทเรยี น 15 ส.ค. 2562 22 ส.ค. 2562 ออนไลน์ ผา่ น google doc 29 ส.ค. 2562 - นักเรยี นเข้าไปศกึ ษาเนอ้ื หาและทางานรว่ มกันในบทเรียน ออนไลน์ ผ่าน google doc - นักเรยี นเขา้ ไปศกึ ษาเนื้อหาและทางานร่วมกันในบทเรยี น ออนไลน์ ผา่ น google doc - นกั เรยี นเข้าไปศึกษาเน้ือหาและทางานร่วมกนั ในบทเรยี น ออนไลน์ ผา่ น google doc - นกั เรียนเขา้ ไปศึกษาเนือ้ หาและทางานรว่ มกันในบทเรียน ออนไลน์ ผ่าน google doc - นกั เรยี นทาแบบทดสอบหลงั เรียน วิชา การออกแบบและ เทคโนโลยี เป็นแบบปรนัยชนดิ เลือกตอบ 4 ตวั เลือก จานวน 20 ข้อ - ทาแบบประเมนิ ความพึงพอใจต่อการเรยี นด้วย Google Forms กำรวิเครำะห์ขอ้ มูล การวิจัยคร้ังนี้ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูล โดยการวิเคราะห์คะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กอ่ นเรยี นและคะแนนวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียน รายวิชา การออกแบบและเทคโนโลยี โดย ใช้ค่าเฉล่ีย ร้อยละ และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และผลการประเมินการทางานร่วมกัน โดยใช้ ค่าเฉลยี่ รอ้ ยละ และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน สถิติท่ใี ชใ้ นกำรวิเครำะหข์ อ้ มลู 1. ละ (Percentage) โดยใช้สูตรดังน้ี (สมนึก ภทั ทิยธน.ี 2555 : 260) P = F 100 N เมอ่ื P แทน รอ้ ยละ F แทน ความถ่ีหรอื คะแนนที่ตอ้ งการแปลงใหเ้ ปน็ รอ้ ยละ N แทน จานวนความถท่ี งั้ หมดหรือคะแนนเต็ม
34 2. ค่าเฉล่ยี (Mean) ของคะแนน โดยใชส้ ตู รดงั น้ี (สมนกึ ภทั ทยิ ธนี. 2555 : 237) X = X N เมื่อ X แทน ค่าเฉลย่ี X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จานวนคนท้งั หมด 3. สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ใช้สูตรดังน้ี (สมนึก ภทั ทยิ ธนี. 2555 : 249) S.D. = N X2 ( X)2 N(N 1) เมื่อ S.D แทน ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนของแต่ละคน N แทน จานวนคนท้ังหมด แทน ผลรวม
35 บทท่ี 4 ผลกำรวิเครำะห์ข้อมลู ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยดาเนินการวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา การ ออกแบบและเทคโนโลยี โดยใชบ้ ทเรียนออนไลน์ สาหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2/4 โรงเรียน ประโคนชัยพิทยาคม ไดด้ าเนนิ การทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อนาผลท่ีได้มาวิเคราะห์ข้อมูล โดยมรี ายละเอยี ดดังนี้ ผลสัมฤทธ์ทิ ำงกำรเรยี นดว้ ยบทเรียนออนไลน์ จากการใหน้ ักเรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2/4 ทดลองเรยี นดว้ ยบทเรียนออนไลน์ วิชา การ ออกแบบและเทคโนโลยี มีผลการเปรียบเทยี บผลตา่ งทไ่ี ดจ้ ากการทาแบบทดสอบหลงั เรียนกับผลที่ ได้จากการทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น ดังนี้ ตำรำงที่ 2 แสดงผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนด้วยบทเรยี นออนไลน์ ของนักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2/4 ท่ี ช่อื – สกลุ คะแนนแบบทดสอบ ผลต่ำงระหวำ่ ง กอ่ น หลงั คะแนน 1 เดก็ ชาย กฤษฎา ถวั่ ประโคน 12 14 2 เดก็ ชาย จฑุ าธปิ ทองดว้ ง 12 14 2 3 เดก็ ชาย ณชพล ธนโชติโภคินกลุ 13 16 2 4 เด็กชาย ตระการ พานศรี 10 15 3 5 เด็กชาย ธนวรรธน์ ภาสดา 12 16 5 6 เดก็ ชาย นรวีร์ สมพรอ้ ม 15 17 4 7 เดก็ ชาย พรหมพิริยะ มิตรเจรญิ 14 15 2 8 เดก็ ชาย พีรภทั ร สินสายรมั ย์ 13 17 1 9 เดก็ ชาย ภูตะวนั หินสันเทยี ะ 11 16 4 10 เดก็ ชาย เมธา ดจุ จานทุ ศั น์ 12 17 5 11 เดก็ ชาย สรยุทธ จารสั 11 19 5 12 เด็กชาย เสฐพงษ์ ม่วงประโคน 10 18 8 13 เดก็ ชาย อภริ กั ษ์ ต้องเดช 15 18 8 14 เดก็ ชาย ออมสิน เศวตศลป์ 10 12 3 2
36 ท่ี ชื่อ – สกลุ คะแนนแบบทดสอบ ผลต่ำงระหวำ่ ง 15 เดก็ ชาย อิทธิพร หนหู มนั้ ก่อน หลงั คะแนน 16 เดก็ หญงิ กชพร วเิ ศษนคร 17 เดก็ หญงิ กาญจนาภรณ์ เสาโร 12 17 5 18 เด็กหญิง กุลนนั ท์ กันรมั ย์ 19 เดก็ หญงิ ณิชา พตุ ลา 14 14 0 20 เดก็ หญิง ทตั พิชา มาตรสันต์ 21 เดก็ หญิง ธนญั ญา โสกศรี 10 18 8 22 เดก็ หญิง ธนิกา หาญประโคน 23 เดก็ หญิง ธีวรา สร้อยทอง 12 13 1 24 เดก็ หญงิ นุซวรา นวลคนืง 25 เดก็ หญงิ ปารชิ าติ ศรสี ุข 11 19 8 26 เดก็ หญงิ ปยิ ธดิ า แซ่โง้ว 27 เด็กหญิง ปยิ ากร นอนคะนึง 10 13 3 28 เด็กหญิง พรกมล สิงหป์ ระโคน 29 เด็กหญงิ พรรณนภิ า กลา้ หาญ 13 16 3 30 เด็กหญิง พิมพ์ชนก อดุ อา้ ย 31 เดก็ หญิง เพชรดา ภูมิพัฒน์ 14 16 2 32 เด็กหญงิ ภัทรวดี ฆารวาส 33 เด็กหญิง เมฆาศิณี ถนดั ค้า 11 15 4 34 เด็กหญิง รตั นาวดี สายดวง 35 เดก็ หญิง วันวิสา อาทวงั 12 16 4 36 เดก็ หญงิ วมิ ลรตั น์ บุญมาก 37 เดก็ หญิง สชุ ญา กงประโคน 12 16 4 38 เด็กหญิง สุธิดา เจือจันทร์ 39 เด็กหญิง อาทิตยา อานประโคน 15 18 3 40 เด็กชาย ณัฐวุฒิ พลพุทธา 15 17 2 รวม คำ่ เฉลย่ี 14 15 1 ร้อยละ สว่ นเบย่ี งเบนมำตรฐำน 11 16 5 12 15 3 11 13 2 10 14 4 13 16 3 14 18 4 12 17 5 11 20 9 13 20 7 14 16 2 15 16 1 11 13 2 492 641 12.30 16.03 63.08 82.18 1.62 1.95
37 จากตารางที่ 2 ผลการศกึ ษาพบวา่ ผลทีไ่ ด้จากการทาแบบทดสอบกอ่ นเรียน ซ่ึงมีคะแนนเต็ม 20 คะแนน นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 จานวน 40 คน สามารถทาคะแนนเฉลี่ยได้ 12.30 คิดเปน็ ร้อยละ 63.08 สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานเท่ากบั 1.62 และผลท่ีได้จากการทาแบบทดสอบหลัง เรียนซึง่ มคี ะแนนเต็ม 20 คะแนนเท่ากนั นกั เรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2/4 สามารถทาคะแนนเฉล่ีย ได้ 16.03 คิดเป็นร้อยละ 82.18 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.95 ผลปรากฏว่าคะแนนหลัง เรียนสูงกว่ากอ่ นเรยี น ผลกำรประเมินกำรทำงำนร่วมกัน จากการให้นักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2/4 จานวน 40 คน ที่กาลังศึกษาอยู่ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรยี นประโคนชยั พทิ ยาคม ทดลองเรยี นดว้ ยบทเรยี นออนไลน์ วิชา การออกแบบและเทคโนโลยี สามารถสรุปผลการประเมนิ การทางานรว่ มกนั ได้ ดงั นี้ ตำรำงท่ี 3 แสดงผลการประเมนิ การทางานรว่ มกัน ของนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 2/4 ทีจ่ ัดการ เรียนการสอนดว้ ยบทเรยี นออนไลน์ หวั ข้อกำรประเมนิ X S.D. สรปุ 1. สมาชิกในกลุ่มมีส่วนรว่ มในการกาหนดเปา้ หมายในการ 0.70 มาก ทางานร่วมกนั 3.98 2. มีการแบ่งหน้าทก่ี ารทางานเหมาะสมและตรง 0.56 มาก ความสามารถของสมาชกิ 3.88 3. สมาชกิ ในกลมุ่ มกี ารทางานรว่ มกันอย่างเปน็ ขน้ั ตอน 0.62 มาก 4. สมาชกิ ในกลุม่ มีความรับผิดชอบในหน้าท่ีที่ไดร้ ับ 4.08 0.51 มาก มอบหมาย 4.48 5. สมาชกิ ในกลมุ่ ไดใ้ ช้ทักษะความสามารถในการทางานได้ 0.72 มาก อยา่ งเต็มที่ 4.28 6. สมาชิกทุกคนในกล่มุ สามารถปฏบิ ัตงิ านได้สาเร็จตาม 0.64 มาก เป้าหมาย 4.45 7. สมาชกิ ในกลมุ่ มกี ารแลกเปลีย่ นเรยี นรรู้ ว่ มกัน 0.59 มาก 8. สมาชกิ ในกลมุ่ มีการปฏสิ มั พนั ธอ์ ยา่ งเปน็ กนั เอง 4.38 0.69 มาก 9. สมาชิกในกลมุ่ ยอมรบั ฟังความคิดเหน็ ซงึ่ กนั และกนั 4.05 0.52 มาก 10. สมาชิกในกลุ่มยอมรับความผิดพลาดของเพือ่ รว่ มทีม 4.20 0.71 มาก 3.90 0.62 มำก เฉล่ยี 4.17
38 จากตารางท่ี 3 ผลการศึกษาพบวา่ ผลการประเมินการทางานร่วมกัน ของนักเรียน ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 2/4 ทีจ่ ัดการเรยี นการสอนด้วยบทเรียนออนไลน์ มคี ่าเฉลี่ย เทา่ กับ 4.17 และ ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน เท่ากบั 0.62 เมื่อนามาเปรียบเทียบเกณฑ์ท่ีได้กาหนดไว้พบว่าอยู่ในเกณฑ์ มาก ผลกำรประเมินควำมพงึ พอใจ จากการทดลองโดยให้นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2/4 จานวน 40 คน กาลังศึกษาในภาค เรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม ทาแบบประเมินความพึงพอใจท่ีมีต่อ การเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ วิชา การออกแบบและเทคโนโลยี สามารถสรุปผลการประเมินได้ ดงั น้ี ตำรำงท่ี 4 สรุปผลการประเมนิ ความพงึ พอใจต่อการเรียนด้วยบทเรยี นออนไลน์ วชิ า การออกแบบ และเทคโนโลยี โดยนักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 2/4 รำยกำรท่ีประเมิน X S.D. สรุป 1. ด้ำนเน้อื หำและกำรดำเนนิ เรื่อง 1.1 ปริมาณของเนอ้ื หาเหมาะสมกบั วยั ของผู้เรียน 4.28 0.72 มาก 1.2 ความชัดเจนในการอธิบายเนอ้ื หา 4.00 0.51 มาก 1.3 ความน่าสนใจในการดาเนนิ เร่ือง 3.93 0.73 มาก 2. ดำ้ นรปู ภำพ และภำษำ 2.1 ขนาดของภาพท่ีใช้ประกอบบทเรยี น 4.53 0.51 มากทสี่ ดุ 2.2 รปู ภาพที่ใชป้ ระกอบบทเรียน 4.50 0.51 มากทส่ี ุด 2.3 ภาพเคล่อื นไหวที่ใช้ประกอบบทเรียน 4.25 0.78 2.4 ภาพกราฟิกที่ใชป้ ระกอบบทเรยี น 4.20 0.72 มาก 2.5 ความเข้าใจเกีย่ วกบั ภาษาที่ใช้ในบทเรยี น 4.18 0.55 มาก 3. ดำ้ นตัวอักษร และสี มาก 3.1 รูปแบบของตัวอกั ษรท่ใี ช้ 4.55 0.50 3.2 ขนาดของตัวอกั ษร และพ้ืนหลงั ของบทเรยี น 4.50 0.51 มากทส่ี ุด 4. ดำ้ นแบบทดสอบ มากทส่ี ดุ 4.1 แบบทดสอบมีความสอดคล้องกบั บทเรยี น 4.03 0.66 4.2 ความเหมาะสมของจานวนแบบทดสอบ 4.45 0.50 มาก 4.3 ความเหมาะสมของคาถามตอ่ เนื้อหา 4.23 0.42 มาก 4.4 ความรวดเรว็ ในการรายงานผลคะแนน 4.58 0.50 มาก มากทสี่ ุด
39 รำยกำรทป่ี ระเมนิ X S.D. สรุป 5. ดำ้ นกำรจัดกำรบทเรยี น มากทส่ี ุด 5.1 การใช้งานของบทเรยี น งา่ ย และสะดวก 4.58 0.50 มากทส่ี ุด มากที่สุด 5.2 บทเรียนมคี วามนา่ สนใจ 4.60 0.50 มาก 5.3 หลงั จากศึกษาจบบทเรียนแล้วผู้เรียนมีความรเู้ พ่มิ ขนึ้ 4.53 0.51 มำก 5.4 นาความรู้ทไี่ ด้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน 4.00 0.64 เฉลยี่ 4.33 0.57 จากตารางท่ี 4 ผลการประเมินความพึงพอใจ พบว่า ข้อคาถามที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ บทเรียนมีความน่าสนใจ มีคะแนนเฉล่ีย เท่ากับ 4.60 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.50 รองลงมาคือข้อคาถาม การใช้งานของบทเรียน ง่าย และสะดวก มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.58 ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.50 และข้อคาถาม ความรวดเร็วในการรายงานผลคะแนน มีคะแนน เฉลี่ยเท่ากับ 4.58 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.50 ส่วนข้อคาถามที่มีคะแนนความพึงพอใจ ต่าสุด คือ ความน่าสนใจในการดาเนินเร่ือง มีคะแนนเฉล่ียเท่ากับ 3.93 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากบั 0.73 และมีคา่ เฉลี่ยรวมทกุ รายการ เทา่ กบั 4.33 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.57 เม่ือ นามาเปรียบเทียบเกณฑท์ ไี่ ดก้ าหนดไว้พบวา่ อยูใ่ นเกณฑม์ าก
บทท่ี 5 สรปุ ผลกำรวิจัย และข้อเสนอแนะ ในการวจิ ัยคร้ังนี้ เป็นการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา การออกแบบและเทคโนโลยี โดยใช้บทเรียนออนไลน์ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม อาเภอประโคนชัย จงั หวดั บรุ ีรมั ย์ โดยมวี ัตถุประสงค์เพ่อื พฒั นาบทเรยี นออนไลน์ วิชา การออกแบบ และเทคโนโลยี สาหรับนกั เรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2/4 เพ่ือเปรียบเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อน และหลังเรียนของนกั เรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2/4 ทเ่ี รียนดว้ ยบทเรียนออนไลน์ วิชา การออกแบบ และเทคโนโลยี เพ่ือส่งเสริมทักษะการทางานร่วมกัน และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 ที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ วิชา การออกแบบและเทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่าง ไดแ้ ก่ นักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2/4 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2562 โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม อาเภอประโคนชัย จงั หวดั บรุ ีรมั ย์ จานวน 40 คน สรุปผลกำรวิจัย จากการศกึ ษาการพฒั นาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน วิชา การออกแบบและเทคโนโลยี โดยใช้ บทเรียนออนไลน์ สาหรบั นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 โรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม ได้ผลดังน้ี ด้านผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ วิชา การออกแบบและ เทคโนโลยี สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 จานวน 40 คน ผลท่ีได้จากการทาแบบทดสอบ ก่อนเรยี น ซ่งึ มคี ะแนนเตม็ 20 คะแนน นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2/4 จานวน 40 คน สามารถ ทาคะแนนเฉลยี่ ได้ 12.30 คดิ เปน็ ร้อยละ 63.08 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากบั 1.62 และผลท่ีได้ จากการทาแบบทดสอบหลังเรียนซึ่งมีคะแนนเต็ม 20 คะแนนเท่ากัน นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 สามารถทาคะแนนเฉล่ยี ได้ 16.03 คดิ เป็นร้อยละ 82.18 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.95 ผลปรากฏว่าคะแนนหลงั เรียนสงู กว่าก่อนเรียน ด้านการทางานร่วมกันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2/4 มีผลการประเมินการทางาน ร่วมกัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 ที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ มีค่าเฉล่ีย เท่ากับ 4.17 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.62 เม่ือนามาเปรียบเทียบเกณฑ์ที่ได้กาหนดไว้พบว่าอยู่ใน เกณฑม์ าก สว่ นในด้านผลการประเมินความพึงพอใจ พบว่า ข้อคาถามท่ีมีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ บทเรียนมี ความน่าสนใจ มีคะแนนเฉล่ีย เท่ากับ 4.60 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.50 รองลงมาคือข้อ คาถาม การใช้งานของบทเรียน ง่าย และสะดวก มีคะแนนเฉล่ียเท่ากับ 4.58 ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ 0.50 และข้อคาถาม ความรวดเร็วในการรายงานผลคะแนน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ
41 4.58 สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 0.50 สว่ นข้อคาถามท่ีมีคะแนนความพึงพอใจต่าสุด คือ ความ นา่ สนใจในการดาเนินเร่อื ง มีคะแนนเฉลย่ี เท่ากบั 3.93 ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.73 และมี ค่าเฉล่ียรวมทุกรายการ เท่ากับ 4.33 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.57 เม่ือนามาเปรียบเทียบ เกณฑ์ท่ไี ด้กาหนดไวพ้ บวา่ อยูใ่ นเกณฑ์มาก ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ วิชา การออกแบบและเทคโนโลยี สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/4 ทาให้ผู้เรียนมีการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง มีการปฏิสัมพันธ์ ระหว่างกนั ภายในกลุ่ม มที ักษะในการทางานร่วมกัน และมที ักษะในการใช้เทคโนโลยี จึงส่งผลให้ผล สัมฤทธท์ิ างการเรยี นของผเู้ รียนสงู ข้ึน ขอ้ เสนอแนะ 1. ควรมีการใช้บทเรยี นออนไลน์ ในรายวิชาอืน่ ๆ ด้วย 2. ควรมีการนารูปแบบการเรยี นการสอนอนื่ ๆ มารว่ มกบั บทเรียนออนไลน์
42 บรรณำนุกรม กติ ตพิ งศ์ ณ นคร. (2553). กำรสร้ำงบทเรยี นออนไลน์ผำ่ นระบบกำรจัดกำรเรยี นรูบ้ นเครอื ข่ำย อินเทอร์เน็ต โดยใช้ปญั หำเปน็ ฐำน(PBL) เรอื่ งระบบเครอื ขำ่ ยคอมพิวเตอร์. วทิ ยานิพนธค์ รุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาบณั ฑิต สาขาวชิ าครศุ าสตรเ์ ทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบรุ ี. บุญชม ศรีสะอาด. (2554). กำรวิจัยเบื้องต้น. (พิมพค์ รั้งท่ี 9). กรงุ เทพฯ : สุรีวทิ ยาสาสน์ . พรทพิ ย์ ไชยโส. (2545). เอกสำรคำสอนวชิ ำ 153521 หลักกำรวัดและกำรประเมนิ ผลกำรศึกษำ ข้นั สงู . กรงุ เทพฯ: ภาควชิ าการศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ รสรนิ พมิ ลบรรยงก.์ (2551). ระบบกำรสอนและกำรฝึกอบรม : กำรออกแบบ กำรพัฒนำและ กำรนำไปใช.้ นครราชสมี า : โปรแกรมวชิ าเทคโนโลยแี ละสือ่ สารการศกึ ษา คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏนครราชสมี า. โรงเรียนประโคนชยั พทิ ยาคม. (2561). หลักสูตรสถำนศกึ ษำโรงเรยี นประโคนชัยพิทยำคม พทุ ธศักรำช 2561. ล้วน สายยศและองั คณา สายยศ. (2543). เทคนิคกำรวจิ ัยทำงกำรศกึ ษำ. พิมพค์ ร้งั ที่ 3. กรุงเทพฯ: สวุ ีริยาสาส์น. วจิ ารณ์ พานชิ . (2555). วิถีสรำ้ งกำรเรียนร้เู พื่อศษิ ย์ ในศตวรรษท่ี 21. พมิ พ์ครั้งท่ี 1. กรงุ เทพฯ : มูลนิธสิ ดศรี-สฤษวงศ.์ สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2555 ก). กำรวดั ผลประเมินผลคณิตศำสตร์. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชนั . สถาบนั สง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี. (2560). คมู่ อื กำรใชห้ ลกั สูตรรำยวิชำพ้นื ฐำน วทิ ยำศำสตร์. สถาบนั สง่ เสรมิ การสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. สานักแผนและประกนั คณุ ภาพการศกึ ษา. (ม.ป.ป.). กำรให้กำรศกึ ษำสำหรับศตวรรษท่ี 21. [ออนไลน]์ . แหล่งที่มา : www.ptu.ac.th/quality/data/levyp1.pdf [ 20 กรกฎาคม 2562]. สมนึก ภทั ทิยธน.ี (2551). กำรวดั ผลกำรศกึ ษำ. พิมพค์ รัง้ ที่ 5. กาฬสินธ์ุ : ประสานการพมิ พ์. สมบรู ณ์ ตนั ยะ. (2545). กำรประเมินทำงกำรศึกษำ. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาล์น. สุวทิ ย์ มูลคา และอรทัย มูลคา. (2546). 19 วธิ ีจัดกำรเรยี นรู้ : เพื่อพัฒนำควำมรแู้ ละทักษะ. กรงุ เทพฯ : ภาพพิมพ์
ภำคผนวก
Search