50 ใบความร้ทู ่ี 2 การดแู ลตนเองเรือ่ งการกนิ ยา ยารกั ษาโรคจิตมีประโยชน์ คือสามารถรักษาอาการทางจติ ต่างๆ ได้ เชน่ อาการหวาดระแวง กา้ วรา้ ว วนุ่ วาย ประสาทหลอน หแู วว่ พูดและหัวเราะคนเดยี ว ท�ำใหผ้ ู้ป่วยนอนหลบั ได้ รวมทง้ั ปอ้ งกนั การกลับมาเป็นใหมไ่ ด้ ยารกั ษาโรคจติ ไม่ได้ออกฤทธเ์ิ หมือนยาแกป้ วด อาจต้องใชเ้ วลาเป็นสปั ดาห์ หรืออาจถึงเดอื นกว่ายาจะออก ฤทธิ์ มที ้งั ชนิดยาเม็ดรับประทานและชนิดยาฉดี ซึ่งออกฤทธิ์นาน สามารถคมุ อาการได้เป็นเดือนแล้วแต่แพทย์จะเปน็ ผสู้ ่งั ใชย้ าน้ัน ยารกั ษาอาการโรคจติ อาจท�ำใหเ้ กดิ อาการขา้ งเคียง ซง่ึ มกั เรียกว่า แพย้ า เช่น นำ้� ลายยดื ลนิ้ แขง็ มอื สน่ั ซึง่ อาการเหลา่ นส้ี ามารถแก้ไขได้ดว้ ยยาแก้แพ้ และแพทย์มกั จะให้ผูป้ ว่ ยไปด้วยทกุ คร้งั และเม่ือผปู้ ่วยอาการดขี ึ้น แพทย์มกั จะค่อยๆ ลดขนาดของยาลง ส่วนใหญแ่ พทยจ์ ะเป็นผพู้ จิ ารณาเองว่าจะต้องใชย้ าตลอดไปหรอื ไม่ ขณะใช้ยา ไมค่ วรด่มื เบยี ร์ สุรา ยาดอง ชาและกาแฟ อาการขา้ งเคยี ง การแกไ้ ข - การเคลื่อนไหวช้า มือสัน่ กลา้ มเนื้อเกรง็ ตาเหลอื ก มกั - ให้ยาแกแ้ พ้ เช่น Artane เกดิ หลงั ไดร้ ับยา 5-7 วัน - ปากแห้ง คอแห้ง - แนะน�ำใหด้ ื่มน�้ำ จบิ น�้ำบอ่ ยๆ อมลูกกวาด - ตาพรา่ - ไมเ่ ปน็ อนั ตราย อาการจะลดลงเมอ่ื ใชย้ าไป 1-2 สัปดาห์ - ความดันโลหิตตก - แนะน�ำให้ลกุ ยนื นั่งอยา่ งช้าๆ เม่ือเปล่ียนทา่ - ผิวหนงั ไหม้เม่ือถกู แดด - ควรสวมเสอื้ แขนยาว กางรม่ หรือทาครมี กนั แดด - อาการอืน่ ๆ เช่น น�้ำลายไหล ง่วงนอน ในผู้หญงิ มนี ้ำ� นม - อาการเหลา่ นอี้ าจเกดิ ไดแ้ ต่ไม่เปน็ อันตราย ไหล หรอื ประจ�ำเดอื นผิดปกติ - งว่ งซึม แขนขาไม่มีแรง - ไม่ควรใหท้ �ำงานในท่สี ูง ใชเ้ คร่อื งจกั ร หรอื ขับขร่ี ถยนต์
51 ใบความรทู้ ่ี 3 การเตรยี มตวั พบแพทย์ เวลาจะไปพบแพทย์ ควรเตรียมตัวอยา่ งไร การไปพบแพทย์แตล่ ะคร้งั ถือเปน็ เรอ่ื งใหญ่และส�ำคญั กบั ทุกคน โดยเฉพาะผู้ปว่ ยที่อยู่ในชนบท หา่ งไกล สถานพยาบาล ซึ่งมักจะต้องจดั หารถเพอื่ เดนิ ทาง ชักชวนไหวว้ านเครอื ญาตมิ าเป็นเพื่อน ต้องเตรยี มอาหารการกิน ระหว่างการเดินทางและการรกั ษา จนพรอ้ มสรรพแล้วจงึ ออกเดนิ ทางเขา้ มาพบแพทย์ หรือแมแ้ ต่คนในเมืองกต็ าม เวลาไปพบแพทย์กจ็ ะต้องเตรียมตวั วางแผน และลางาน ซ่ึงลว้ นเกิดความสูญเสียทง้ั เร่ืองเวลาของการประกอบ อาชพี คา่ ใช้จา่ ยในการเดินทาง และค่ารักษาพยาบาล เนอื่ งจากมผี ูป้ ว่ ยเป็นจ�ำนวนมาก ชว่ งเวลาทผ่ี ู้ป่วยจะไดพ้ บ แพทย์จงึ เปน็ ช่วงระยะเวลาเพียงสัน้ ๆ ซึง่ รวมถึงการเข้ารบั การตรวจ การวนิ ิจฉัย และให้การรกั ษาของแพทย์ จงึ ประมาณไดว้ า่ ผู้ปว่ ยแต่ละคนจะมีเวลาพบแพทย์เพียง 5 ถึง 10 นาที เท่านั้น ดังนั้น ชว่ งเวลาดงั กล่าวจึงเปรยี บเสมอื นเป็น “นาทที องของผู้ป่วย” ท่ีจะตอ้ งมกี ารใช้เวลาอยา่ งคุ้มคา่ ใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพดที ่สี ุด เพอื่ ใหไ้ ดร้ บั การรกั ษาทด่ี ี ถกู โรค ถกู ยา หายป่วย หายไข้ ปลอดภยั และประหยัดการเตรียมตัวไปพบแพทยเ์ ตรียมตัว และปฏบิ ตั อิ ยา่ งไร เพอ่ื ให้ได้รบั การรกั ษาอยา่ งดที ส่ี ุด ซึ่งเปน็ สว่ นหนงึ่ ของงานเภสชั กรรมชมุ ชน หรือเภสัชกรท่รี า้ นยา เมือ่ ซกั ถาม พดู คุยกับผู้ป่วยแล้ว มีความเหน็ วา่ ควรไปพบแพทย์ เภสัชกรจะใหค้ �ำแนะน�ำการไปพบแพทยอ์ ยา่ งมี ประสทิ ธภิ าพให้กบั ผ้ปู ว่ ยดว้ ย การเตรียมตัวไปพบแพทยข์ อแบ่งเป็น 3 ข้นั ตอนใหญ่ๆ ดังน้ี 1. การเตรยี มตวั ก่อนไปพบแพทย์ 2. ขณะไปพบแพทย์ 3. การปฏบิ ตั ติ นเองหลงั ไปพบแพทย์ การเตรียมตวั ก่อนไปพบแพทย์ ข้ันตอนแรกนีเ้ ปน็ จุดเริม่ ต้นที่ส�ำคัญ เร่ิมจากการสงั เกตส่ิงผิดปกตขิ องตวั เรา ซงึ่ เรอ่ื งน้ีไมม่ ใี ครรู้ตัวเราเท่า ตัวเราเอง ควรจดบนั ทกึ ส่งิ ผิดปกติ และควรเลอื กไปพบแพทย์ตัง้ แต่เน่ินๆ และถา้ มีโอกาสก็ควรจ�ำรายละเอยี ดให้ แมน่ ย�ำ และถ้ามรี ายละเอยี ดเป็นจ�ำนวนมาก กอ็ าจจะจดบันทึกวันเวลา ระยะเวลาทมี่ อี าการเจ็บปว่ ย ความรุนแรง การลกุ ลาม ต�ำแหนง่ ทเ่ี ปน็ อวัยวะที่รสู้ ึก เป็นต้น เพราะจะไดด้ �ำเนนิ การ ดงั น้ี 1. สังเกตสง่ิ ผิดปกตทิ ่เี กดิ ขึน้ เมอ่ื เร่ิมมีสิ่งผิดปกติเกิดขึน้ กบั ร่างกายของเรา ควรสงั เกต เฝ้าระวัง และติดตามอยา่ งสนใจ จดจอ่ และตอ่ เน่ือง ว่าส่งิ ผิดปกติน้มี อี าการและระดบั ความรนุ แรงอยา่ งไร เคยเปน็ อย่างนมี้ าหรือยงั รวมถึงระยะเวลา ทีม่ อี าการ เจ็บปว่ ย ความรนุ แรง การลกุ ลาม ต�ำแหนง่ ทเี่ ปน็ อวยั วะทร่ี ู้สึก และอน่ื ๆ ถ้ามโี อกาสก็ควรจ�ำรายละเอยี ดตา่ งๆ ให้แม่นย�ำ แต่ถ้ามรี ายละเอยี ดเป็นจ�ำนวนมาก กอ็ าจจะจดบันทกึ ข้อมลู ให้ครบถ้วน เมอื่ ไปพบแพทยจ์ ะได้ใหข้ ้อมูลได้ ถกู ต้อง แมน่ ย�ำ และครบถว้ น ซงึ่ จะส่งผลดีกับตัวเราเอง 2. ไมม่ ีใครร้จู กั สุขภาพรา่ งกายของคุณไดด้ ีเทา่ กบั ตัวคณุ เอง ไมว่ ่าส่ิงผิดปกตจิ ะเป็นด้านจติ ใจ รา่ งกาย หรอื ความนกึ คดิ ของคณุ คนที่จะร้ดู ีทส่ี ุด กค็ อื ตวั ของคณุ เอง คนท่ีเปน็ เจ้าของร่างกายอันน้ี ไม่ว่าจะเกดิ สงิ่ ดี สง่ิ รา้ ย โรคภยั ไขเ้ จบ็ อะไรข้ึน ดังนั้น คณุ จงึ ควรสงั เกตสง่ิ เหลา่ น้ใี ห้ครบถ้วน ว่าเปน็ อยา่ งไร เปน็ ท่ีไหน เป็นมากนานเพยี งใด
52 3. จดบันทึกขอ้ มูลสุขภาพ รายละเอยี ดของสิ่งผิดปกตเิ หล่านจี้ ะมีคุณคา่ มากขึน้ และชว่ ยให้ไดข้ ้อมลู ความเจบ็ ปว่ ยทีค่ รบถว้ น จงึ ควร จดบันทกึ ความเจบ็ ป่วยวา่ มีอาการอย่างไรบา้ ง เป็นท่ไี หนบ้าง เปน็ มานานแคไ่ หน หรือบางคนอาจจัดท�ำไวเ้ ป็นสมุด บันทึกสุขภาพกย็ ่ิงดี และจะมคี ณุ ค่ามากเมื่อไปพบแพทย์ 4. รูแ้ ต่เน่นิ ๆ ยงั เป็นนอ้ ยรักษาได้ง่าย การสังเกต และไมน่ งิ่ นอนใจในสิ่งผิดปกตติ ่างๆ เหล่านเ้ี ปน็ สง่ิ ท่ดี ี เพราะถา้ ร้ตู วั แตเ่ นนิ่ ๆ ในขณะที่ยังมี อาการน้อย และความรุนแรงของโรคไมม่ าก โดยทัว่ ไปจะท�ำการรักษาใหห้ ายไดโ้ ดยงา่ ย ไมย่ ุ่งยาก ไมเ่ สยี เวลา และไม่สนิ้ เปลอื งค่าใชจ้ า่ ย ในทางตรงกันขา้ มถ้าปล่อยให้เป็นมากๆ แลว้ จงึ ไปพบแพทย์ ขณะทมี่ ีอาการมาก และโรคลกุ ลาม การรักษากจ็ ะยงุ่ ยาก วนุ่ วาย เสยี เวลา และคา่ ใช้จ่ายเป็นจ�ำนวนมาก เพอื่ น�ำเงนิ มาใช้รักษา จนเกดิ ค�ำว่า “ล้มละลายจากการรักษาพยาบาล” 5. เตรยี มขอ้ ค�ำถามทอ่ี ยากรู้ อาจซักซอ้ มเตรียมค�ำถามท่ีเกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยที่ต้องการทราบค�ำตอบจากแพทย์ เชน่ โรคท่เี ปน็ ระดบั ความรนุ แรงของโรค เปา้ หมายของการรักษา ยาและการใชย้ า เปน็ ตน้ ขณะไปพบแพทย์ ข้นั ตอนแรกเหมือนการวางแผนเพื่อรวบรวมข้อมลู สิ่งผิดปกติและเตรียมตัวไปพบแพทย์ และเม่อื ถงึ ข้นั ตอนท ี่ 2 ท่ีผู้ปว่ ยจะไปพบแพทยจ์ ริงๆ กค็ วรจะไปแตเ่ ชา้ หรอื ตรงเวลานดั ของแพทย์ ถ้าจะให้ดีควรหา เพอ่ื นไปดว้ ย ให้ข้อมูลทีส่ �ำคญั ใหค้ รบถ้วน ตัง้ ใจฟงั การวินจิ ฉัย ความเห็น และค�ำแนะน�ำของแพทย์ และรู้จักเปา้ หมายการรกั ษาอยา่ งชัดเจน ดงั นี้ 1. ไปแต่เชา้ หรือตรงเวลานัดของแพทย์ เวลาจะไปพบแพทย์ควรไปแต่เชา้ ๆ หรือกรณที ่ีแพทยไ์ ด้นดั ใหไ้ ปพบ ก็ควรไปให้ตรงเวลาหรือไปก่อนสกั ระยะ หนึ่งกจ็ ะดี ควรพกขอ้ มลู บันทึกปัญหาสขุ ภาพท่ีเกดิ ขึน้ ไปด้วย เพอ่ื จะได้ชว่ ยจ�ำ ปอ้ นข้อมลู ใหก้ บั แพทย์อย่างครบถ้วน สมบูรณ์ 2. หาเพอื่ นไปด้วย จะได้ช่วยเหลอื กัน ถา้ เปน็ ไปได้ควรหาคสู่ มรส ญาติสนทิ หรือมติ รสหายไปเป็นเพื่อนเวลาไปพบแพทยด์ ว้ ย เพ่ือจะไดช้ ่วยกนั เลา่ อาการเจบ็ ปว่ ยท่ีเกิดขึน้ และรับฟงั ชว่ ยกนั จ�ำค�ำแนะน�ำและวธิ ีการปฏิบตั ดิ ูแลตัวเองในการรักษาของแพทย ์ มรี ายงานทางการแพทย์ว่า กว่าครึ่งหนงึ่ ของผู้ป่วยจะลืมค�ำแนะน�ำของแพทย์ เมื่อเดนิ ออกจากห้องตรวจ ท�ำใหผ้ ูป้ ว่ ย กลบั ไปดแู ลรกั ษาและปฏบิ ัตติ วั ตามค�ำแนะน�ำของแพทยไ์ ดไ้ ม่ครบถว้ น สง่ ผลให้ได้รับผล การรกั ษาอยา่ งไมเ่ ตม็ ท่ี จงึ ควรชวน”เพ่ือนสุขภาพ” ไปพบแพทย์ด้วย 3. ตัง้ ใจฟงั แพทย์ ถ้าสงสัยควรถามได้เลย ขณะท่อี ยู่ในห้องตรวจ ต่อหนา้ แพทย์ เป็นช่วงนาทที องทแี่ ทจ้ ริง จงึ ควรมีสมาธิ ตั้งใจฟงั ใหด้ ี ท้งั เรื่องการ วินจิ ฉัยวา่ เป็นโรคอะไร มรี ะดับความรนุ แรงเพียงใด จะมวี ธิ ีการดูแล ปฏิบัตติ นเอง การรักษาและใช้ยาอยา่ งไร ถ้ามี รายละเอียดมาก ก็อาจจดบนั ทึกไว้ หากมีขอ้ สงสยั ไม่ต้องเกรงใจแพทย์ ขอความกรณุ าแพทย์ใหค้ วามกระจา่ งไดเ้ ลย โดยเฉพาะค�ำถามท่ีอยากจะรู้ เช่น การปฏิบัตติ นเอง เป้าหมายของการรักษา รวมถงึ เร่ืองเงินๆ ทองๆ ค่าใช้จ่าย ค่ารักษา คา่ ยา ทจ่ี ะต้องจ่ายเอง ถา้ เตรยี มตวั มาไมเ่ พยี งพอ หรอื เปน็ จ�ำนวนเงินมากเกินไป กป็ รกึ ษาทา่ นได้เลย ไมต่ อ้ งเกรงใจ
53 4. รู้จกั เป้าหมายการรักษาอยา่ งชัดเจน อกี ส่ิงหนึ่งท่ีส�ำคัญมากส�ำหรบั ผปู้ ว่ ย คอื เป้าหมายของการรักษาโรค ซ่ึงแตกต่างกันไปแลว้ แตช่ นิดของโร คน้นั ๆ เชน่ โรคความดนั โลหิตสูง จะมีเป้าหมายของความดนั โลหิตตัวบน (ขณะท่หี วั ใจบีบตัว) เทา่ กบั 130 มิลลิเมตร ปรอท และเปา้ หมายของความดันโลหิตตวั ลา่ ง (ขณะทห่ี วั ใจคลายตัว) เทา่ กบั 80 มิลลเิ มตรปรอท ขณะที่โรคเบาหวานทม่ี ีเปา้ หมายของระดบั น�ำ้ ตาลในเลือดในตอนเช้าหลงั อดอาหารมามีคา่ เทา่ กับ 126 มิลลิกรัมตอ่ เดซลิ ติ ร เป้าหมายเหลา่ นคี้ ือ จดุ หรือชว่ งท่สี �ำคัญของผูป้ ว่ ย เพราะถ้าบรรลเุ ป้าหมาย จะมีความปลอดภัย สามารถควบคมุ อันตรายของโรคให้อยูใ่ นชว่ งท่ีปลอดภัย เป็นสงิ่ ทีพ่ งึ ประสงค์ และเป็นท่ีปรารถนาท้ังของแพทย์ที่ ใหก้ ารรักษาและของผปู้ ่วยทป่ี ระสบปัญหาสุขภาพนนั้ ๆ อกี มมุ หนง่ึ ถา้ ผู้ป่วยปฏบิ ตั ติ นเองจนสามารถบรรลเุ ปา้ หมายน้ันได้ ก็แสดงถงึ ความสามารถในการดแู ลรักษา ที่ดขี องผู้ป่วยจนบรรลเุ ปา้ หมาย ซงึ่ เปน็ เร่อื งทน่ี ่าภาคภมู ใิ จ นอกจากน้เี ป้าหมายการรกั ษา ยงั ช่วยใหผ้ ู้ป่วย ได้รบั รู้ ตระหนกั และยอมรบั ความเจบ็ ปว่ ยของตนเอง ซึ่งจะส่งผลเปน็ ความร่วมมือในการรกั ษา และมีส่วนส�ำคัญตอ่ การ รกั ษาควบคุมโรค การปฏิบตั ิตนเองหลังไปพบแพทย์ ภายหลังจากที่พบแพทยผ์ ู้ปว่ ยควรร่วมมือปฏบิ ตั ติ ามค�ำสั่งของแพทย์ ท้ังในเร่อื งการดแู ลตนเอง การใชย้ า และควรสังเกตสิ่งผิดปกตติ ่างๆ ท้งั ทีเ่ กิดข้นึ กอ่ นไปพบแพทย์วา่ โรคทีท่ เุ ลาเบาบาง หรอื หายดีเพยี งใด ท้งั ยงั ควร สังเกตส่งิ ผดิ ปกตใิ หม่ (ถา้ มี) เช่น การแพย้ า ผลข้างเคียงของยา เปน็ ตน้ และติดตามผลการรักษา ไปพบแพทย์ตามนัด ควรพกพาขอ้ มูลสขุ ภาพท่ีส�ำคัญ ตดิ ตวั อยูเ่ สมอ เชน่ โรคประจ�ำตวั ยาทใี่ ช้อยูป่ ระจ�ำ การแพ้ยา เมือ่ ไปพบแพทย์ จะไดใ้ ห้ขอ้ มูลไดท้ นั ที 6 ทักษะท่ี 6 การดูแลบคุ ลกิ ภาพ สาระส�ำคัญ บุคลกิ ภาพ คอื สง่ิ ทีท่ �ำใหแ้ ตล่ ะบคุ คลมีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตวั บคุ ลกิ ภาพจะมีลกั ษณะแตกตา่ งกนั ออกไปตามพนั ธุกรรม สิง่ แวดล้อม และความพยายามทจี่ ะปรบั ปรงุ บคุ ลิกภาพของแตล่ ะคน ผูท้ ม่ี ีบุคลกิ ภาพท่ดี ี ย่อมไดเ้ ปรยี บ เปน็ ท่ตี อ้ งตาตอ้ งใจแก่ผพู้ บเห็น ตลอดจนมักจะประสบผลส�ำเรจ็ ในการสมัครเข้าท�ำงาน และการ ประกอบอาชีพ บคุ ลกิ ภาพเปน็ เรอ่ื งของภาพรวมที่ตวั เราแสดงออกไป ท้ังทีร่ ู้ตัว และไมร่ ู้ตวั โดยมีบุคคลอน่ื มอง อยหู่ รือรู้สึกกับสงิ่ ทเ่ี ราแสดงออกจึงตอ้ งมีการระมัดระวัง และตกแต่งเสรมิ เติมให้บุคลิกภาพของเรายิง่ น่ามอง และเป็นทีป่ ระทับใจของคนรอบตัว ดงั น้นั การทบี่ ุคคลจะไดร้ ับการยอมรบั นบั ถอื การสนับสนนุ ความไว้วางใจและความประทบั ใจจากผอู้ ื่น ควรแสดงบคุ ลิกภาพทด่ี แี ละเหมาะสมใหผ้ ู้อื่นเห็น ซงึ่ ประกอบไปด้วยรอยยิ้มที่อบอนุ่ อารมณ์คงที่ ค�ำพูดที่จริงใจ การยืน การเดนิ การนง่ั การวางทา่ ทใี หด้ เู ปน็ ธรรมชาติ เพราะบุคลกิ มอี ิทธิพลตอ่ ความร้สู ึกของผู้ท่พี บเหน็ เป็น อย่างยง่ิ
54 วัตถุประสงคก์ ารเรียนรู้ 1. เพอื่ ใหผ้ ู้ปว่ ยมบี คุ ลกิ ภาพภายนอกทเ่ี หมาะสมกบั กาลเทศะ 2. เพ่อื ใหผ้ ู้ป่วยสามารถแสดงออกทางบุคลกิ ภาพไดอ้ ยา่ งเหมาะสมตามบทบาททางสังคม ขั้นตอนการจดั กิจกรรม ทักษะการดูแลบคุ ลกิ ภาพ (60-90 นาท)ี ขน้ั ตอน วิธกี ารในการด�ำ เนินกจิ กรรม ส่อื /อปุ กรณ์ 1. สรา้ งสัมพันธภาพ ทกั ทาย พดู คุยเร่อื งทัว่ ๆ ไป (small talk) 5-10 นาที - ใบความร้เู รื่อง การสรา้ งบุคลิกภาพที่ดี 2. ผนู้ �ำ กลุ่ม และผปู้ ว่ ยแนะนำ�ตวั โดยใช้ทา่ ทางเพ่ือกระตุ้นให้ผปู้ ่วยเกิด ความพร้อมใน การร่วมกจิ กรรมกลุม่ เชน่ ใชท้ า่ ทางบอกความรูส้ กึ ฯลฯ 3. บรรยายเร่อื งบคุ ลกิ ภาพภายใน บคุ ลิกภาพภายนอก ประโยชน์ของ บคุ ลิกภาพที่ดี และองคป์ ระกอบของการสรา้ งบุคลิกภาพที่ดี 4. ฝึกปฏิบตั ิ (workshop) โดยขออาสาสมคั รจากผปู้ ่วยท่ีเขา้ ร่วมกจิ กรรม - ส่ือการสอนเปน็ แผ่นภาพ จำ�นวน 2 คน เปน็ ผชู้ าย จำ�นวน 1 คน ผหู้ ญงิ จ�ำ นวน 1 คน เพ่อื สาธติ ทรงผมแบบต่างๆ เร่อื งการแต่งหนา้ ทำ�ผมทเี่ หมาะสมตามกาลเทศะ และโอกาสตา่ งๆ - เครอ่ื งสำ�อาง เช่น แป้ง ลิปสตกิ บรัชออน ดินสอเขียนค้วิ ฯลฯ 5. ฝึกปฏบิ ตั ิ (workshop) เร่อื งการแต่งกาย ผนู้ ำ�กล่มุ แบ่งผูป้ ว่ ยออก - ตวั อย่างผลติ ภณั ฑร์ ะงับ เป็น 3 กลุม่ ใหม้ ีจำ�นวนเท่ากนั ใหแ้ ตล่ ะกลุ่มออกมาจับสลากเพ่อื เลือก กลิ่นกาย กล่นิ ปาก และ สถานการณ์ ดังตอ่ ไปนี้ ท�ำ ความสะอาดร่างกาย - การแต่งกายเพื่อไปสมั ภาษณง์ าน - เส้ือผา้ ชาย หญิงใน - การแต่งกายเพอ่ื ไปงานเลยี้ งสังสรรค์ สถานการณ์ต่างๆและอุปกรณ์ - การแตง่ กายไปซ้ือของทีต่ ลาด/หา้ งสรรพสนิ คา้ อืน่ ๆ เช่น เขม็ ขดั แวน่ ตา - การแตง่ กายไปวดั ฯลฯ รองเท้า ฯลฯ 6. ให้ผู้ป่วยแต่ละกลุ่มออกมาเลือกเสื้อผ้าท่ีเหมาะสมกับสถานการณ์ท่ีกลุ่ม ของตนเองจบั ฉลากได้ และเลอื กเพอ่ื น 1 คนในกลมุ่ เป็นตวั แทนทส่ี วม ใส่เส้ือผา้ ทกี่ ลุม่ เลือก 7. ผู้ดำ�เนินกิจกรรมให้ตัวแทนกลุ่มออกมานำ�เสนอและผู้ดำ�เนินกิจกรรม พิจารณา ประเมนิ ถึงความเหมาะสมของการแต่งกายในสถานการณ์ นน้ั ๆ ตามกาลเทศะทเ่ี หมาะสม 8. ผู้ดำ�เนินกิจกรรมสรุปถึงแนวทางการสร้างบุคลิกภาพที่ดีและเหมาะสม และใหผ้ ปู้ ว่ ยบอกถึงสิ่งท่ีไดเ้ รยี นรจู้ ากกจิ กรรม
55 ใบความรู้ การสรา้ งบคุ ลิกภาพที่ดี บุคลกิ ภาพเป็นลักษณะจ�ำเพาะของแตล่ ะบุคคลท่แี สดงออก เป็นพฤติกรรมของบุคคลนนั้ ตอ่ สิ่งแวดล้อม ที่ตนก�ำลงั เผชญิ อยู่ บุคลิกภาพมคี วามส�ำคัญ มผี ลอยา่ งยงิ่ ต่อความส�ำเรจ็ หรือความล้มเหลวของบุคคล ทงั้ ส่วน ตน ครอบครัว การงาน การเข้าสงั คม มีอทิ ธพิ ลตอ่ ความรูส้ กึ และอารมณ์ของผู้พบเห็น ซง่ึ ส่งผลต่อการยอมรบั นับถอื การให้ความร่วมมอื การสนบั สนนุ ความไวว้ างใจจากผู้อ่ืน บุคลิกภาพสามารถปรับเปล่ยี น แก้ไข ปรับปรงุ และพัฒนาได ้ โดยขจัดบุคลิกภาพทไ่ี มพ่ ึงประสงค์ อนั เป็นความส�ำเร็จสูงสดุ ในชวี ิตของบคุ คลได้ ความส�ำคัญของบุคลกิ ภาพ บุคลิกภาพเปน็ ส่วนส�ำคญั ของมมนุษยใ์ นการท่ีจะชว่ ยส่งเสริมหรือขดั ขวางความส�ำเร็จในด้านตา่ ง ๆ ไม่วา่ จะเปน็ ดา้ นการเรียน การท�ำงาน การเข้าสงั คม ดังนั้นบคุ ลกิ ภาพ จึงปัจจัยท่สี �ำคัญปจั จัยหนง่ึ ทส่ี ่งผลและเก่ียวขอ้ งกบั การประสบความ ส�ำเร็จ โดยบุคลิกภาพของ “คนเก่ง” ตอ้ งประกอบด้วย 3 ประการ ไดแ้ ก่ 1. เก่งตน หมายถงึ เป็นผู้ท่ีชอบศกึ ษาหาความรู้อยตู่ ลอดเวลาเพ่อื ให้ทันโลก ทนั คน โดยเริ่มจาก พัฒนาตนเองกอ่ น ประกอบดว้ ย - ทางกาย: รูปรา่ ง พฒั นาให้ดีขน้ึ โดยใชก้ ารแต่งกายช่วยลดหรือเสริมจดุ เดน่ จุดดอ้ ย หน้าตา สดชน่ื แจม่ ใสสะอาด เข้มแขง็ แต่ไม่กระด้าง ออ่ นโยนแต่ไม่อ่อนแอ - ทางวาจา: การพูดดีมีองคป์ ระกอบ 4 ประการ คือ พูดแต่ดี มปี ระโยชน์ ผ้ฟู งั ชอบ และ ทกุ คนปลอดภัย คิดกอ่ นพูด - ทางใจ: มีความมนั่ ใจในตนเอง กระตือรือรน้ มีความอดทน มคี วามพยายาม มีเหตผุ ล การมสี มรรถภาพในการจ�ำ และมีความคิดสรา้ งสรรค์ 2. เกง่ คน หมายถงึ มคี วามสามารถในการปรับตวั เขา้ กบั ผอู้ น่ื มมี นษุ ย์สมั พันธ์ทดี่ ี 3. เก่งงาน หมายถึง ผู้ทรี่ ักงาน ขยนั ท�ำงาน และรวู้ ิธที �ำงาน บุคลิกภาพของ “ผู้น�ำในอนาคต” ทต่ี อ้ งการประสบความส�ำเร็จวา่ ตอ้ งมีคุณลกั ษณะทส่ี �ำคญั ประกอบด้วย 1. ยนื หยดั คอื การที่ไม่ยอมเสียจดุ ยนื เสยี ความม่นั ใจของตนเอง มีเหตผุ ลและการใช้วิจารณญาณ ของตนเอง 2. ยดื หย่นุ คือ การร้จู กั ผ่อนปรนตามสถานการณเ์ พอ่ื ให้การปฏิบตั ิการบรรลตุ ามเปา้ หมาย 3. ยนิ ยอม คือ การรจู้ กั อ่อนนอ้ มถอ่ มตน ประนีประนอม 4. ยิม้ แย้ม คอื สามารถยม้ิ รบั สถนการณไ์ ดท้ ุกรปู แบบ แสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม 5. ยกยอ่ ง คอื การรู้จักยกย่องผู้อ่นื ด้วยความจรงิ ใจ บุคลกิ ภาพของบคุ คล ประกอบด้วยสิ่งตา่ ง ๆ ดงั น้ี 1) ดา้ นกายภาพ หมายถึงรปู รา่ งหนา้ ตา ทรวดทรง ท่าทาง การแตง่ กาย การเดิน เปน็ ตน้ บคุ ลกิ ภาพดา้ น กายภาพนเ้ี ปน็ สงิ่ ที่ผ้อู ่ืนมองเห็นได้
56 2) ดา้ นวาจา หมายถึง การใช้ถ้อยค�ำ นำ�้ เสียง ซ่ึงผูอ้ ่ืนจะรบั รู้ได้โดยการฟงั ลกั ษณะต่างๆ สะท้อน บุคลิกภาพดา้ นนี ้ เช่น การพูดไมเ่ ขา้ หคู น การพดู จากระโชกโฮกฮาก การพูดจาน่าฟงั เป็นตน้ บคุ ลกิ ภาพ ทางวาจาทีด่ ียอ่ มหมายถึง การพดู จาด้วยนำ้� เสยี งนุม่ นวล นา่ ฟงั เปน็ มติ ร และไดส้ าระ 3) ด้านสติปัญญา หมายถึง ความสามารถทางการคดิ ดา้ นปัญหาไหวพริบ ความสามารถท่ีจะมปี ฏิสมั พันธ์ กับผ้อู ื่นไดอ้ ยา่ งเหมาะสม คดิ เป็น รู้จกั คิด คดิ แกป้ ญั หาเฉพาะหนา้ ไดด้ ี แสดงออกหรือสนองตอบผูอ้ ืน่ ได้อย่าง “ทันกัน” และ “ทนั กาล” 4) ด้านอารมณ์ หมายถึง การมีอารมณ์ด ี คงเสน้ คงวา ไม่วู่วามเอาแตอ่ ารมณ์ ฉุนเฉยี ว โกรธงา่ ย หรือบางคนมีอารมณ์รา่ เริงมากกวา่ อารมณอ์ น่ื หรอื บางคน เครยี ด เศร้า ขุ่นมัว หม่นหมองอยู่เสมอ 5) ด้านความสนใจและเจตคติ แต่ละคนย่อมแตกตา่ งกนั ไป บางคนไมส่ นใจการเมอื ง ซง่ึ บางคนมี ความสนใจหลากหลายไม่สนใจเพียงเรือ่ งใดเรอื่ งหน่งึ แต่เพยี งอยา่ งเดยี ว 6) ดา้ นการปรบั ปรุง มีผลตอ่ ลักษณะของบุคลกิ ภาพ ถา้ ใชแ้ บบท่ดี ีมพี ฤติกรรม ทีเ่ หมาะสม สงั คม ยอมรบั จะอยู่ในสงั คมได้อย่างมีความสุข ตรงกนั ข้าม ถา้ ปรบั ตัวไมด่ ีวางตัวในสงั คมไม่เหมาะสม ยอ่ มมผี ล เสยี ต่อบุคลิกดา้ นอื่นๆ ไปด้วย การด�ำเนนิ ชีวติ หรือการประกอบอาชพี ตา่ งๆ ในปัจจุบันท้งั หน่วยงานราชการ เอกชน ธรุ กิจ บคุ คลไดใ้ หค้ วามส�ำคัญเรอ่ื งบคุ ลิกภาพมากทเี ดยี ว ดังจะเหน็ ไดจ้ ากการรับสมคั รบคุ คลเขา้ ท�ำงานในต�ำแหน่งตา่ งๆ มกั ก�ำหนดคุณสมบัตขิ องบุคลกิ ภาพไว้เปน็ ประการส�ำคญั จากการวิจัยวศิ วกรกลุ่มหนึง่ ในสหรฐั อเมริกา พบว่า วิศวกร สมองดี ความรดู้ ี และบคุ ลิกภาพทด่ี ี สามารถหาเงินและปฏิบตั ิหน้าทีไ่ ดด้ กี วา่ ถงึ 6 เท่า ของวศิ วกรท่มี ีสมองดี ความรู้ดี แตห่ ย่อนบุคลิกภาพ บุคลกิ ภาพจึงสง่ ผลต่อ “ความส�ำเร็จ” และ “ความล้มเหลว” ของตนเอง และองคก์ ร เพราะบุคคลท่มี ีความ สามารถ และต�ำแหน่งสูงย่อมตอ้ งท�ำงานรว่ มกบั คนอนื่ ๆ ได้ สามารถโน้มนา้ วจติ ใจใหผ้ ู้ท่ีตดิ ต่อดว้ ยรู้สกึ พอใจ เกิดความนิยมชมชอบ รู้สกึ ประทับใจ ยินดรี ่วมมอื ด้วยความเตม็ ใจ ก็จะท�ำใหก้ ารท�ำงานรว่ มกันประสบความส�ำเรจ็ ได้ รับการสนับสนุนอย่างเตม็ ที่ เกดิ ประโยชน์ร่วมกันตอ่ ตนเอง เพื่อนร่วมงาน และองคก์ ร งานแต่ละประเภทให้ความส�ำคญั เกี่ยวกบั บคุ ลกิ ภาพท่แี ตกตา่ งกนั ออกไป เช่น งานบรกิ าร งานขายสนิ คา้ ส่วนใหญ่จะต้องมีบุคลิกภาพดี สะอาด พูดจาสุภาพ ก็จะท�ำให้มีโอกาสขายสินคา้ ได้สงู ขึ้น งานประเภทใช้ก�ำลงั กาย บุคลกิ ภาพของผู้ประกอบอาชีพนี้ กจ็ ะตอ้ งมีลักษณะความแข็งแรงทางรา่ งกายสูง งานประเภทคา้ ขายสนิ ค้าอาหาร ต่างๆ บคุ ลิกภาพของคนประกอบอาชีพนีก้ ค็ วรมีบคุ ลกิ ภาพที่เหมาะสม คือ แต่งตวั สะอาด รัดกุม เรียบร้อย ก็จะท�ำให้ มโี อกาสขายสนิ คา้ หรอื อาหาร ไดด้ ีกว่าคนท่แี ตง่ ตวั สกปรก เส้อื ผา้ เกา่ ๆ ไม่เรยี บรอ้ ย เปน็ ต้น ดังนั้นบคุ ลิกภาพท่ีดีทไ่ี ดร้ บั การปรบั ปรุงแล้วเปรียบเหมอื นขุมทรพั ยข์ ุมพลังอนั ยง่ิ ใหญ่ ทงั้ ในดา้ นสว่ นตัว และการประกอบอาชพี ความส�ำคญั ของบุคลิกภาพ การมีบุคลิกภาพที่ดีจะท�ำให้บุคคลมีลักษณะส�ำคัญท่ีเป็นประโยชน์ต่อการด�ำเนินชีวิตในแง่มุมต่างๆ เชน่ การมีความสามารถในการรบั รู้และเขา้ ใจในสภาพความเป็นจริงได้อยา่ งถูกต้อง การแสดงอารมณจ์ ะอยใู่ น ลักษณะ และขอบเขตที่เหมาะสม มคี วามสามารถในการสรา้ งความสัมพันธก์ บั ผอู้ นื่ และสังคมไดด้ ี มคี วามรกั และความผูกพันตอ่ ผ้อู ่นื มีความสามารถในการพัฒนาตนเอง การพฒั นาทางการแสดงออกของตนตอ่ ผอู้ ื่นไดด้ ี
57 บุคลิกภาพจงึ เปน็ สง่ิ ส�ำคัญในการสร้างความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งบุคคล ท้ังในดา้ นของการด�ำเนนิ ชีวติ การยอมรบั ความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล การปฏิบตั หิ น้าท่ีการงาน การเขา้ สังคม ซึ่งส่งิ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มผี ลต่อ ความเจริญกา้ วหนา้ ของบุคคล การมบี คุ ลิกภาพท่ีดีท�ำให้บคุ คลได้รับประโยชน์ ดังน้ี 1. ความมนั่ ใจ (Confident) ผทู้ ่มี บี ุคลกิ ภาพทีด่ ี จะท�ำให้รสู้ ึกมั่นใจในการแสดงออกมากข้ึน กลา้ แสดงความ คิดเหน็ แสดงความรสู้ ึก และกล้าท่ีจะท�ำกิจกรรมต่าง ๆ ซ่งึ มกั จะเปน็ การแสดงออกทดี่ ีท�ำใหผ้ ้พู บเหน็ ใหค้ วามสนใจ ซงึ่ น�ำไปสูค่ วามเชื่อม่ันในตนเองของบคุ คลผนู้ นั้ เช่น กรกนกมบี คุ ลิกภาพทีด่ ี เม่อื ได้รบั คัดเลอื กใหเ้ ป็นตัวแทนกลุม่ ใน การน�ำเสนอผลงาน กส็ ามารถน�ำเสนอผลงานได้ดี เพราะมคี วามมัน่ ใจ และกลา้ แสดงออก 2. ความส�ำเรจ็ (Success) บุคคลท่ีมีบคุ ลิกภาพที่ดี สามารถสร้างความเชอ่ื ถอื ศรัทธา ประกอบกบั ความเชอ่ื มัน่ ในตนเอง จงึ สามารถท�ำงานไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพ สามารถสร้างความศรทั ธาใหผ้ ้รู ่วมงานให้ความรว่ มมอื ท�ำใหไ้ ด้รบั ความสะดวกพรอ้ มเพรียง และปฏิบัตงิ านใหส้ �ำเร็จดว้ ยดี 3. ความเปน็ ตัวของตวั เอง (Self-confident) ผ้ทู ่มี บี ุคลกิ ภาพดี จะมีลักษณะเฉพาะตัว และเป็นตัวของตวั เองสามารถแสดงออกได้อย่างเตม็ ศักยภาพ ทง้ั ดา้ นการแสดงออก การแสดงความคิดเหน็ เม่อื เข้ารว่ มกิจกรรมต่าง ๆ 4. การยอมรบั ความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล (Individual differences) ผทู้ ีม่ บี ุคลกิ ภาพท่ดี ี จะมองเหน็ และ ยอมรับในความแตกต่างของบุคคลวา่ คนแตล่ ะคนมีความแตกตา่ งกันทง้ั ดา้ นรปู รา่ งและสติปญั ญา จึงท�ำให้ผพู้ บเหน็ ยอมรบั และแยกความแตกต่างของบุคคลได้ ชว่ ยให้สามารถรู้จัก และเขา้ ใจบุคคลแต่ละคนไดด้ ขี น้ึ 5. การปรบั ตัว (Adaptation) ผู้ท่ีมีบุคลิกภาพท่ดี ี จะมองเห็น และยอมรบั ในความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคลจงึ สามารถปรบั ตัวใหเ้ ขา้ กับบุคคลและสถานการณไ์ ดด้ ีขึ้น สามารถสร้างสัมพนั ธภาพกบั บคุ คลที่แวดล้อมและเก่ยี วขอ้ งได้ 6. การยอมรับของกลมุ่ (Acceptance) บคุ คลท่ีมบี ุคลกิ ภาพดีย่อมเป็นท่ตี อ้ งตาต้องใจ นิยมชมชอบศรทั ธา เช่ือม่ัน และไดร้ บั การยอมรับจากกลุม่ เปน็ อยา่ งดี ท�ำให้รูส้ ึกพอใจ ยินดี และมีความมน่ั คงทางด้านจิตใจ เสริมสร้างให้ ไดร้ ับความส�ำเร็จทง้ั สว่ นตนและองค์กร 7. การคาดหมายพฤตกิ รรม (The expected behavior) บุคคลที่มบี ุคลกิ ภาพดที ี่ต่างกันท�ำใหส้ ามารถท�ำนา ยพฤติกรรมของบคุ คลน้ันได้ เช่น บุคคลท่ยี มิ้ แย้มแจ่มใสมักเป็นคนท่ีมมี นุษย์สมั พนั ธด์ ี บคุ คลท่มี คี วามกระตอื รือรน้ มักเป็นผใู้ ฝร่ ู้ ใฝ่เรียน เป็นต้น ประเภทของบุคลิกภาพ 1. บุคลิกภาพภายนอก เป็นส่ิงที่มองเห็นได้อย่างชดั เจนและสามารถปรับปรุงได้ ไดแ้ ก่ 1.1 รูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ รปู ร่าง ได้แก่ อ้วน ผอม เตย้ี สูง หนา้ ตานัน้ รวมไปถงึ การแสดงออกทางสีหนา้ ด้วย เชน่ ใบหน้ายิ้มแยม้ แจ่มใส ใบหน้าบดู บงึ้ ส่วนผิวพรรณ ไดแ้ ก่ ผิวขาว ผิวด�ำแดง เป็นตน้ 1.2 การพูดจาและน�้ำเสยี ง การแสดงออกทางวาจา เช่น พูดจาสภุ าพ นมุ่ นวล หยาบคาย พูดชดั ถ้อยชัดค�ำ พดู ไม่ชดั บางคนเสยี งเบา หรือบางคนเสยี งดงั เป็นตน้ 1.3 การแตง่ กาย บางคนแต่งกายเรียบร้อย ประณีต ทนั สมยั เหมาะสมกบั โอกาส กาลเทศะ บางคนมัก แตง่ กายด้วยสีสนั ฉูดฉาด เป็นตน้ 1.4 กริ ิยาท่าทาง การแสดงออกทางอากัปกริ ิยา ท่าทาง การยนื เดนิ น่งั การพูด การมอง การท�ำงาน เป็นตน้
58 2. บุคลกิ ภาพภายใน เป็นพฤติกรรมที่สามารถมองเห็นได้เปน็ เรอื่ งท่ีตอ้ งสังเกต เชน่ ความจรงิ ใจ ความซื่อสัตย์ ความกระตอื รอื รน้ ความรอบรู้ ซึ่งเปน็ ส่ิงทสี่ ังเกตและมองเห็นได้ยากมาก ซ่งึ บางคนอาจแสดงวา่ เปน็ คนทม่ี จี ติ ใจดี แต่แท้ทจ่ี รงิ แลว้ อาจเป็นคนใจร้ายก็เป็นได้ทงั้ บุคลิกภาพภายนอกและภายใน ครอบคลุมถึงลกั ษณะต่าง ๆ ดงั นี้ 2.1 อุปนิสยั (Character) หมายถงึ การแสดงพฤตกิ รรมหรอื การกระท�ำของบคุ คลทที่ �ำอยเู่ ปน็ ประจ�ำ สม�่ำเสมอ จนเกิดเปน็ นิสยั เช่น ความซือ่ สตั ย์ ความยตุ ิธรรม ความเมตตากรณุ า เป็นตน้ 2.2 อธั ยาศัย (Temperate) หมายถงึ กิรยิ าท่แี สดงออกพร้อมอารมณ์ เชน่ ความสขุ มุ เยอื กเยน็ ความอจิ ฉารษิ ยา ความโกรธ เป็นต้น 2.3 ความสามารถ (Ability) หมายถงึ สงิ่ ทมี่ ีอย่เู ฉพาะในตวั บคุ คลและพรอ้ มท่จี ะแสดงออกได้ เมื่อตอ้ งการหรอื โอกาส เชน่ ระดบั เชาวนป์ ัญญา การคดิ ค�ำนวณเกง่ การร้องเพลงไพเราะ การแกป้ ญั หาเฉพาะหนา้ การกล้าตดั สนิ ใจ เป็นต้น 2.4 ความสนใจ (Interest) หมายถึง ความรสู้ กึ ท่แี สดงถึงแนวโน้มท่ีจะเขา้ หาสิ่งเรา้ น้นั ๆ ของแตล่ ะ บคุ คล เช่น การไปชมรายการฟตุ บอล แสดงถึงความสนใจในกีฬาฟุตบอล การไปชมคอนเสริ ์ต แสดงถงึ ความสนใจ ดา้ นดนตรี เปน็ ต้น 2.5 สุขภาพร่างกายหรอื โครงสรา้ งทางร่างกาย (Physical construction) หมายถึง ลกั ษณะ ภายนอกของบคุ คลท่ีมองเห็นได้ง่าย เช่น สงู เตยี้ ผอม อว้ น เป็นต้น ลักษณะของบคุ ลกิ ภาพท่ีดี ลักษณะของบุคคลทมี่ ีบคุ ลกิ ภาพทดี่ นี น้ั เป็นท่ปี รารถนาของสังคม เปน็ ที่ยอมรบั ของบุคคลในสังคม ซ่ึงลักษณะ ของบุคลิกภาพท่ีดี มีองคป์ ระกอบต่าง ๆ ดังน้ี 1. ท่าทางสงา่ งามมลี ักษณะทา่ ทางที่ดี มลี ักษณะทางรา่ งกายสงา่ กระฉบั กระเฉง คลอ่ งแคล่วว่องไว 2. มสี ขุ ภาพที่ดรี า่ งกายสมบรู ณแ์ ข็งแรง 3. ปรับตัวเขา้ กบั ส่ิงแวดล้อมและสงั คมไดด้ ีในทุกกาลเทศะ เปน็ บคุ คลทมี่ คี วามสามารถสร้างความสมั พนั ธ์ อันดีกับบคุ คลทั่วไป และเปน็ บุคคลท่ปี รบั ตัวเขา้ กับบุคคลอ่ืนได้ดี 4. เป็นคนที่มเี หตุมีผลละเอียดอ่อน สุขุมรอบคอบ 5. เป็นคนมคี วามอดทน มกี �ำลังใจกลา้ เผชญิ กับอปุ สรรคและภาวะคบั ขัน สามารถทจ่ี ะเผชญิ กบั เหตกุ ารณ์ ต่าง ๆ โดยไมห่ วนั่ ไหว 6. เปน็ ตวั ของตัวเองกลา้ ตัดสนิ ใจ กลา้ คดิ ไม่คอยแต่จะพึ่งพาผอู้ ื่น รจู้ กั ชว่ ยเหลือตวั เองเม่อื เกดิ สถานการณ์ คบั ขนั กลา้ พดู ความจริงกล้ายอมรับความจรงิ ยม้ิ ได้เม่ือมีภยั มา กลา้ เผชิญความจรงิ และเข้าใจถึงธรรมชาตขิ องมนษุ ย์ 7. มีความเช่อื มัน่ ในตนเอง ไมเ่ ป็นคนขอ้ี ายเป็นคนท่ีมคี วามสามารถตดั สนิ ใจไดอ้ ยา่ งฉบั พลันไม่มีจติ ใจเรรวน สิ่งเหล่าน้ีจะท�ำให้มลี ักษณะของความเป็นผู้น�ำเปน็ ทเี่ ชือ่ ถอื และไว้วางใจของผอู้ ืน่ 8. ไม่มองโลกในแงร่ า้ ยเปน็ บุคคลทม่ี องโลกในแงด่ อี ยเู่ สมอ ไมเ่ ห็นแกต่ วั เอาเปรยี บผ้อู นื่ รู้จักชว่ ยเหลอื ผู้อนื่ 9. มคี วามเห็นอกเห็นใจผ้อู น่ื เอาใจเขามาใสใ่ จเรามคี วามกระตอื รือรน้ ใฝ่หาความรูแ้ ละรักความกา้ วหน้า 10. มีความสภุ าพเรยี บร้อยกริ ิยามารยาทดี วาจาท่าทางทแ่ี สดงออกมีวาทศลิ ป์ในการพูด พดู จาไพเราะไม่ หยาบคาย ใหเ้ กยี รตผิ อู้ ื่นถือวา่ เป็นเสนห่ ์แกผ่ ูพ้ บเหน็
59 11. มคี วามสงบเสง่ียมรู้จกั อดกล้นั รูจ้ ักควบคุมอารมณไ์ มต่ ่นื เตน้ ไม่หว่นั ไหวต่อเหตุการณ์ต่างๆ งา่ ยเกนิ ไป มสี ติที่ดีและรู้จักบงั คบั จิตใจตนเอง 12. มคี วามรา่ เรงิ สดช่ืนแจ่มใสอย่เู สมอเป็นคนท่มี ีอารมณด์ จี ิตใจดี ปรบั ตัวให้เข้ากบั บุคคล ทุกระดบั ใคร ๆ กพ็ อใจอยากพบเห็น และคบหาสมาคมด้วย สรุปสาระส�ำคญั บคุ ลิกภาพ หมายถงึ แบบแผนพฤติกรรมของบคุ คลซ่ึงเปน็ ลักษณะเอกลักษณ์ที่แสดงออก ทง้ั ด้านความคิด ความรู้สกึ ความสนใจ สติปัญญา รวมทง้ั ทางดา้ นสรีระ บคุ ลกิ ภาพภายนอกและภายใน ท�ำให้ สามารถแยกแยะความแตกตา่ งระหว่างบุคคลได้ บุคลิกภาพของบคุ คลเป็นผลมาจากพันธกุ รรม (Heredity) และส่งิ แวดล้อม เพื่อเปน็ การสรา้ งเสนห่ ์ และช่วยเสริมความเจริญกา้ วหน้าทางดา้ นอาชพี บคุ คลจะตอ้ งมี การปรบั ปรงุ และ พัฒนาบุคลิกภาพทัง้ บุคลิกภาพภายนอก ไดแ้ ก่ รูปร่าง หนา้ ตา ผิวพรรณ การพูดจา การแตง่ กาย และกริ ิยาท่าทาง รวมถงึ บุคลิกภาพภายใน ได้แก่ ความจรงิ ใจ ความซ่ือสตั ย์ ความกระตอื รอื รน้ และความรอบรู้ 7 การจัดการเทงนิ กั แษละะกทาี่รด7ูแลของมีคา่ สาระส�ำคญั การฝึกทักษะการใช้เงิน การออม และร้จู กั ดแู ลรกั ษาของมคี า่ ของตนนั้น เพอ่ื ใหเ้ กิดความเคยชนิ และสร้าง ระเบยี บวินยั ในการใช้เงนิ ใหแ้ กผ่ ู้ร่วมกจิ กรรมจนติดเป็นนิสัยท่พี งึ ประสงค์ นอกจากนก้ี ารใชต้ ามจ�ำเป็นจะให้ผูเ้ ขา้ ร่วม กิจกรรมรู้จักคุณคา่ ของเงิน มีการใชเ้ งินอย่างเปน็ ระบบ เม่ือรจู้ กั ทจี่ ะใชจ้ ่ายเงินอย่างมรี ะบบแล้วนนั้ จะท�ำให้มีเงนิ ออมทีจ่ ะสามารถน�ำไปใชเ้ ม่ือยามฉกุ เฉนิ และเพอ่ื เป็นรางวลั ให้กบั ตนเอง พร้อมทั้งเหน็ คณุ คา่ ของสง่ิ ตา่ งๆอยเู่ สมอ วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ เพื่อใหผ้ ้ปู ว่ ยเกิดความรคู้ วามเขา้ ใจในการใช้จา่ ยเงนิ การร้จู กั ออมเงิน และการดูแลรกั ษาของมีค่าของตน อยา่ งเหมาะสม ข้นั ตอนกิจกรรม การจัดการการเงนิ และการดูแลของมคี ่า (60-90 นาท)ี ข้ันตอน วิธีการในการดำ�เนินกิจกรรม ส่ือ /อุปกรณ์ 1. สรา้ งสัมพันธภาพ ทกั ทาย พดู คยุ เร่ืองท่ัวๆไป (small talk) 5-10 นาที 2. ผ้นู �ำ กลุม่ แนะน�ำ ตวั และใหผ้ ู้ปว่ ยแนะน�ำ ตวั 3. ผนู้ ำ�กลุ่มบรรยายเรอ่ื งการจัดการเงนิ และการดูแลของมคี ่า ใบความรูเ้ รอื่ ง ปลูกฝังการ ใช้จ่ายเงินและออมเงิน และการดแู ลรกั ษาของมีคา่ 4. โดยใหผ้ ู้ปว่ ยแบ่งกลุม่ กลุ่มละ 2-4 คน แสดงบทบาทสมมตุ ิ (role play) 5. ผู้ดำ�เนินการกิจกรรมกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนแสดงออกตาม จดั ทำ�บัญชรี ายรับ-รายจ่าย สถานการณจ์ ำ�ลองดงั น้ี
60 ขนั้ ตอน วิธกี ารในการด�ำ เนินกจิ กรรม สื่อ /อปุ กรณ์ - ซอื้ อาหารทีร่ ้านอาหาร - ช�ำ ระเงนิ ค่าโดยสารขนสง่ สาธารณะ - ซื้อสง่ิ ของจ�ำ เปน็ ในชวี ติ ประจ�ำ วัน - ซือ้ สนิ ค้าในรา้ นสะดวกซอื้ - การใช้เงินผา่ นระบบออนไลน์ - วธิ กี ารดแู ลทรพั ย์สินมีคา่ เชน่ โทรศพั ทม์ ือถอื เงนิ กระเปา๋ เงิน สรอ้ ยคอ แหวน ฯลฯ โดยการใหผ้ ้ปู ่วยร่วมแสดงบทบาทสมมุติ และเปดิ โอกาสให้ซักถาม หรอื ใช้การขอความคดิ เหน็ ของผ้ปู ่วยแต่ละคน 6. ใหผ้ ้ปู ่วยสรุปประเดน็ สำ�คัญความรู้ที่ได้รบั ใบความรู้ ปลูกฝงั การใชจ้ ่ายเงนิ และออมเงนิ และการดูแลรกั ษาของมคี า่ ส�ำ หรบั ผู้ป่วยบกพร่องทางสติปัญญา การเรยี นรแู้ ละออทิสตกิ สรา้ งวินยั ต้องฝึกวินัยการออมโดยน�ำ เงินค่าขนมทเี่ หลือมาหยอดกระปกุ ออมสนิ ทุกวนั ควรเข้มงวดกับเร่อื งนจี้ น ท�ำ ใหต้ นเองรู้สึกวา่ การออมเปน็ ส่ิงท่ีส�ำ คญั ท่ีสุดในชวี ิต ซึ่งสง่ิ เหลา่ น้จี ะติดตวั ไปจนท�ำ ใหเ้ ขาร้วู า่ ชวี ิตน้ขี าดการ ออมเงินไม่ได้ สร้างนิสยั หดั ให้ตนเองร้จู ักวิธบี รหิ ารเงนิ จากการจดั สรรค่าอาหาร ปรบั จากรายวนั เปน็ รายสัปดาห์ เป็นรายเดือน และต้องสร้างนิสัยการจดบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อจะได้รู้ว่าตนเองมีพฤติกรรมการใช้เงินอย่างไรว่าจ่ายไปกับ อะไรบา้ ง จดบญั ชีโดยการตัง้ กฎไวว้ ่าถ้าต้องการขอค่าขนมเพม่ิ ต้องแจกแจงรายละเอยี ดรายจ่าย ถ้าเงินหมดไป กับสงิ่ ไมม่ ีประโยชนก์ จ็ ะไม่ใหเ้ งนิ ค่าขนมเพิม่ และจะได้ใช้โอกาสนีส้ อนผปู้ ว่ ยว่าถา้ ใช้เงินไมเ่ ปน็ กจ็ ะท�ำ ใหเ้ งิน หมดไมม่ ีเงินใช้ เม่อื เปน็ ผู้ใหญเ่ ร่ิมท�ำ งานจะไดร้ ู้วิธีจดั สรรเงนิ เดือนให้พอใชท้ งั้ เดือน สร้างความรัก อะไรที่ไดม้ างา่ ยๆ เราก็จะหลงลืมและทอดท้งิ มันไปงา่ ยๆ แต่ถ้าอะไรทีบ่ กุ ปา่ ฝ่าดงไปตามหาได้มาอยา่ ง ยากล�ำ บาก เราจะรูส้ ึกรักหวงแหนมนั มากเป็นพิเศษและดูแลของสิง่ นั้นเป็นอย่างดี พอ่ แม่หลายครอบครวั อาจ จะปวดหัวกบั ของเล่นท่ลี กู เบ่อื ไมอ่ ยากเล่น ซ้อื มาเลน่ 1-2 ครงั้ ก็ทง้ิ ท�ำ ใหส้ ้ินเปลืองเงินทองถ้าต้องการให้ลูกรู้จัก คุณค่าของเล่นมากกว่าน้ีก็ควรฝืนใจไม่ยอมซื้อให้ทันทีแล้วชักจูงให้ลูกออมเงินซ้ือของเล่นจากเงินค่าขนมของ ตวั เองเพอื่ จะได้ร้วู า่ กวา่ จะไดข้ องเล่นแต่ละช้ินน้ันมนั ยาก ล�ำ บากมากแคไ่ หน เมอื่ เก็บเงนิ ครบจนซ้อื ของเล่นมา ครอบครองได้สำ�เรจ็ ก็จะดูแลดมี ากกวา่ ของเล่นชน้ิ อ่นื
61 ส�ำหรับผู้ปว่ ยจติ เวชผ้ใู หญ่ ในผ้ปู ว่ ยจติ เวชผ้ใู หญก่ ารจัดท�ำบัญชรี ายรับรายจา่ ย เป็นสงิ่ ท่ีมีความส�ำคัญ เนื่องจากเปน็ การช่วยใหผ้ ู้ปว่ ย สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายของตนเอง รวมถงึ มีการวางแผนค่าใชจ้ า่ ยในอนาคตได้อยา่ งเหมาะสม ซึง่ มขี ้ันตอนการท�ำ บญั ชรี ายรบั รายจ่าย ดังน้ี 1. การจดบนั ทกึ เปน็ การบนั ทึกรายการค่าใชจ้ ่ายทเ่ี กดิ ข้นึ ในแตล่ ะวนั ว่ามกี ารรับ-จา่ ย เป็นเงินเท่าไร 2. การจัดหมวดหมู่ เปน็ การน�ำข้อมูลไปจัดรวมกันเป็นหมวด เช่น หมวดรายได้ หมวดค่าใช้จา่ ย เพ่ือความ สะดวกในการคน้ หา 3. การสรุปผล การน�ำขอ้ มูลที่บนั ทึกไว้ มาสรปุ ยอดรวมว่าในเดอื นหน่ึงๆ มรี ายได้และคา่ ใชจ้ า่ ยทง้ั ส้นิ เท่าไร 4. การวเิ คราะหต์ ีความ การน�ำผลสรปุ วา่ วิเคราะหค์ วามสามารถในการหารายไดท้ เี่ พม่ิ ขึน้ การประหยดั ค่าใช้ จา่ ยที่ฟมุ่ เฟอื ย ถา้ มเี งินเหลือควรออมไว้ใชย้ ามจ�ำเปน็ เทา่ ไร ตวั อย่างการกรอกแบบฟอร์มรายรบั รายจ่ายส่วนบุคคล วนั ที่ รายการ รายรบั รายจา่ ย คงเหลือ หมายเหตุ 1/1/2563 เงินเดือน 9,000 9,000 ให้พอ่ แม่ 2,000 7,000 ค่าของใชส้ ว่ นตวั 1,500 5,500 ค่าน้ำ� คา่ ไฟ 500 5,000 คา่ อาหาร 3,000 2,000 แบ่งเกบ็ (เงนิ ออม) 1,000 1,000 ส่วนทเ่ี หลือยกยอดไปเดือนถดั ไป หมายเหตุ การบนั ทึกค่าใชจ้ ่าย สามารถบันทึกเป็นรายวนั ได้ ทั้งนี้ข้ึนอย่กู บั ความเหมาะสมของแต่ละบคุ คล ประโยชน์ของการจัดท�ำบญั ชีรายรบั รายจ่าย 1. การจดบันทกึ บัญชรี ายรับรายจา่ ย ชว่ ยเตือนความจ�ำ 2. ท�ำให้ทราบถงึ สถานะทางการเงินของตนเอง 3. ท�ำใหส้ ามารถวางแผนคา่ ใชจ้ า่ ยและบรหิ ารจัดการทางการเงินอย่างเป็นระบบ 4. ชว่ ยในการแกไ้ ขปญั หาหนส้ี นิ และฝึกเร่อื งการออมเงิน การปอ้ งกนั การถูกล่อลวงและหวังผลประโยชน์จากผู้ปว่ ย 1. ฝกึ ผปู้ ว่ ยให้มีทักษะในการปฏิเสธและสือ่ สารได้อยา่ งเหมาะสม 2. ปรึกษาผปู้ กครอง หรอื ผู้ฝกึ สอนงาน (Job Coach) กรณีทีม่ ีผู้ปว่ ยมาขอความชว่ ยเหลอื ด้าน การเงินและสงิ่ ของมคี ่า 3. ให้ผูป้ กครองหรอื ผู้ฝกึ สอนงาน (Job Coach) สามารถตรวจสอบบัญชีรายรบั รายจา่ ยผ้ปู ่วยจิตเวช อยา่ งสม�่ำเสมอ
62 8 ทกั ษะที่ 8 การพิทักษ์สิทธิ สาระส�ำคัญ การพิทกั ษส์ ทิ ธิเปน็ การด�ำเนินการให้ผู้ป่วย และครอบครวั ได้ตระหนัก รจู้ กั สทิ ธิประโยชนข์ องตนเอง ตลอด จนปกป้องคุ้มครองสทิ ธอิ ันพึงมีพงึ ได้ เพื่อให้ผปู้ ว่ ยสามารถด�ำเนินชวี ติ อยู่ในครอบครัว และสงั คมไดอ้ ย่างสมศกั ดศ์ิ รี ซ่ึงผปู้ ่วยท่ีเข้ารว่ มโครงการจา้ งงาน และครอบครวั สามารถรบั รู้ เข้าใจและมีแนวทางเข้าถึงสิทธิต่างๆ ท่ตี นเองพึงได้ รับตามกฎหมายทเ่ี กีย่ วข้องกับการจ้างงานผพู้ ิการ และด�ำเนนิ การตามสทิ ธินนั้ ได้ วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ 1. เพื่อให้ผปู้ ว่ ยสามารถรับรู้ และเข้าใจสิทธิของตนเอง 2. เพอ่ื ให้ผูป้ ว่ ยสามารถเข้าถึงสิทธิและพทิ กั ษ์สทิ ธขิ องตนเอง 3. เพอ่ื ให้ผู้ป่วยสามารถสื่อสารความรู้ ความเขา้ ใจ เรอื่ งสิทธขิ องตนเอง ให้กบั ครอบครวั หรอื ผ้ดู แู ลได้ ขัน้ ตอนกจิ กรรม ทกั ษะการพทิ ักษ์สิทธิ (60-90 นาท)ี ขัน้ ตอน วธิ ีการในการดำ�เนินกจิ กรรม ส่ือ /อุปกรณ์ 1. ทกั ทายสรา้ งสัมพนั ธภาพกบั ผปู้ ่วยท่เี ขา้ ร่วมกจิ กรรม 2. ผูน้ ำ�กลุ่มและผู้ป่วยแนะนำ�ตวั โดยอาจแนะน�ำ โดยใช้ทา่ ทางเพือ่ กระตนุ้ ใหผ้ ู้ปว่ ยเกดิ ความพรอ้ มในการรว่ มกจิ กรรมกลุ่ม 3. เกร่นิ โดยถามถึงสิทธิของผู้ป่วยแตล่ ะคนวา่ ใช้สิทธิใดในการรกั ษา และ - ใบความรทู้ ่ี 1 เร่ือง ซักถามเพม่ิ เติมว่า “ผูป้ ่วยแต่ละท่านทราบหรือไมว่ ่าแต่ละคนมสี ทิ ธิ กฎหมายการจ้างงานผู้พิการ อยา่ งไรบ้าง” (ตาม พรบ.การจา้ งงานคนพิการ) ตามมาตรา 33 และ 35 4. บรรยายเรื่องสทิ ธิตา่ งๆ ที่พึงได้รับตามกำ�หมายที่เกยี่ วข้องกบั คนพิการ - ใบความรทู้ ่ี 2 เรอ่ื งข้ันตอน ไดแ้ ก่ การจา้ งงานผพู้ กิ ารตามมาตรา 33 35 และแนวทางในการด�ำ เนิน ในการดำ�เนินการขอมีบัตร การเพอื่ ขอมีบตั รประจ�ำ ตวั คนพิการ บตั รประจ�ำ ตวั ประชาชน และบตั รทอง ท74 ประจำ�ตัวคนพกิ าร และบตั ร ทอง ท74 - เอกสารแผ่นพบั ความรู้ เร่ืองการจ้างงานผู้พิการตาม มาตรา 33 35 และสทิ ธิ ประโยชน์ - เอกสารแผน่ พบั ความร้เู ร่ือง แนวทางในการดำ�เนินการเพื่อ ขอมีบัตรประจำ�ตัวคนพิการ บัตรประจำ�ตวั ประชาชน และ บัตรทอง ท74 5. ผ้นู �ำ กลุ่มแบ่งผูป้ ่วยออกเป็น 2 กล่มุ โดยอาจใช้การนบั เลข หรอื ใช้ เกมส์ในการแบง่ กล่มุ ให้มีจำ�นวนเท่ากัน
ข้ันตอน วธิ กี ารในการดำ�เนินกิจกรรม 63 สือ่ /อปุ กรณ์ 6. กำ�หนดให้ผู้ป่วยแต่ละกลุ่มออกมานำ�เสนอโดยสรุปความรู้ในเรื่องสิทธิ ตา่ งๆ ดงั นี้ กลุม่ ท่ี 1 นำ�เสนอเรอ่ื งการจา้ งงานงานผูพ้ กิ ารตามมาตรา 33 , 35 กลมุ่ ท่ี 2 แนวทางในการด�ำ เนนิ การเพอ่ื ขอมีบตั รประจ�ำ ตวั คนพกิ าร บัตรประจ�ำ ตัวประชาชน และบัตรทอง ท74 7. ผนู้ ำ�กลุ่มสรุปอกี ครั้ง โดยเนน้ ถงึ ประโยชน์ ขอ้ ดี ข้อเสียต่างๆ ของการ ใช้สทิ ธิใหเ้ หน็ ชดั เจน และฝากใหผ้ ูป้ ่วยสอื่ สารข้อมลู ท่ีได้เรียนรู้ไปยงั ผู้ ดูแล พรอ้ มทง้ั แจกเอกสารแผน่ พับความรเู้ รอื่ งสทิ ธิใหก้ ับผูป้ กครอง ใบความรูท้ ี่ 1 กฎหมายการจา้ งงานผพู้ ิการตามมาตรา 33 และ 35 การปฏิบัตติ ามกฎหมายเรือ่ งการจา้ งงานคนพกิ าร พระราชบัญญัตสิ ง่ เสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพกิ าร พ.ศ. 2550 และทีแ่ กไ้ ขเพิม่ เติม(ฉบบั 2) พ.ศ. 2556 มเี จตนารมณ์เพ่อื ส่งเสรมิ และพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ คนพิการ ซึ่งมบี ทบัญญตั ิเพอ่ื ก�ำหนดมาตรการส�ำคญั เกี่ยวกับ การส่งเสริมอาชีพและคมุ้ ครองให้คนพกิ ารมงี านท�ำ เพื่อให้คนพกิ าร ได้มโี อกาสใช้ความสามารถ มรี ายได้ พึง่ พาตนเองได้ และลดภาระของครอบครัว โดยก�ำหนดวธิ ีการใหน้ ายจา้ งหรอื เจ้าของสถานประกอบการเลือกปฏบิ ตั ไิ ด้ 3 วธิ ี คอื 1. การรบั คนพกิ ารเข้าท�ำงาน ตามมาตรา 33 2. การสง่ เงนิ เข้ากองทุนสง่ เสรมิ และพัฒนาคุณภาพชีวติ คนพกิ าร ตามมาตรา 34 3. การจดั ให้สัมปทาน ตามมาตรา 35 รวมทง้ั มบี ทบัญญัตดิ �ำเนินการอ่นื ในกรณีฝา่ ฝนื นน้ั ยกตัวอย่างแนวทางการขอความร่วมมือสถานประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายในการจ้างงานคนพิการ ประจ�ำปี 2560 ดงั นี้ จ�ำนวนคนพกิ ารท่ตี ้องจ้าง ประจ�ำปี 2560 ใหน้ ายจ้างหรอื เจา้ ของสถานประกอบการ นับจ�ำนวนลูกจา้ งทมี่ ใิ ช่ คนพกิ ารทปี่ ฏิบัติงานอยู่จริง ณ วันท่ี 1 ตุลาคม 2558 ในส�ำนกั งานใหญแ่ ละทุกสาขารวมกัน เพ่อื ค�ำนวณจ�ำนวนคน พิการท่ีต้องรับเข้าท�ำงานในอัตราส่วนลูกจ้างท่ีมิใช่คนพิการทุกหน่ึงร้อยคนต่อคนพิการหน่ึงคนเศษของหน่ึงร้อยคนถ้า เกินหา้ สบิ คนต้องรับคนพิการเพ่ิมอกี หน่งึ คน วิธีการปฏบิ ตั ิ จ้างงานคนพิการเปน็ ลูกจา้ งตามมาตรา 33 โดยใหส้ ง่ ส�ำเนาสมดุ หรือบตั รประจ�ำตัวคนพกิ าร ส�ำเนาสัญญา จา้ งซึ่งมีระยะเวลาการจา้ ง ไมน่ อ้ ยกว่า 1 ปี ส�ำเนา สปส.1-10 สว่ นที่ 1 ทีร่ ะบุยอดรวมจ�ำนวนลูกจ้างประจ�ำเดอื นตลุ าคม 2558 และ สปส.1-10 ส่วนที่ 2 ที่ระบชุ ื่อคนพิการของเดือนทรี่ ายงานมาพรอ้ มแบบรายงานการปฏิบัตติ ามกฎหมายในการจา้ งงาน คนพิการ รายละเอียดปรากฎตามส่งิ ทส่ี ง่ มาด้วย
64 1. กรณีมีลกู จา้ งคนพกิ ารจ�ำนวนมากกว่า 3 คนขนึ้ ไปขอความร่วมมือให้แนบรายชื่อ พร้อมรายละเอียดอ่นื เป็นไฟล์อเิ ล็คทรอนิกส์ในรปู ไฟล์เอก็ เซลบันทึกลงแผน่ ซีดีมาด้วย 2. ส่งเงินเขา้ กองทนุ ส่งเสริมและพัฒนาคณุ ภาพชีวติ คนพกิ ารตามมาตรา 34 โดยให้ส่งเงนิ เข้ากองทนุ ใน อัตรา 109,500 บาท (300 x 365 วนั ) ตอ่ คนพิการทีไ่ ม่ไดจ้ ้าง 1 คน โดยสง่ เปน็ เงินสด เชค็ ขดี คร่อม หรือธนาณตั ิส่ัง จ่าย “กองทุนสง่ เสรมิ และพฒั นาคุณภาพชวี ิตคนพกิ าร” และให้สง่ ถงึ ส�ำนกั งานสง่ เสริมและพัฒนาคุณภาพชวี ติ คน พิการแหง่ ชาติ ภายในวนั ท�ำการ กอ่ นวันท่ี 31 มกราคม 2559 หากสง่ เงนิ เข้ากองทุนลา่ ช้า จะต้องเสียดอกเบีย้ ใน อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแตว่ ันที่ 1 กุมภาพนั ธ์ 2559 เป็นตน้ ไป ตามมาตรา 34วรรคสอง โดยไมม่ ขี อ้ ยกเวน้ 3. จัดให้สัมปทานหรือจดั สถานท่ีจ�ำหน่ายสินคา้ หรือบรกิ าร จดั จา้ งเหมาชว่ งงาน หรือจ้างเหมาบรกิ ารโดย กรณพี เิ ศษ ฝกึ งาน หรือจดั ให้มอี ุปกรณห์ รอื สงิ่ อ�ำนวยความสะดวก ล่ามภาษามอื หรือให้การช่วยเหลืออ่ืนใดแก่คน พกิ ารหรือผดู้ แู ลคนพิการตามมาตรา 35 โดยมีหนังสือราชการแสดงการอนุมตั ิการด�ำเนนิ การตามมาตรา 35 ทส่ี �ำนกั งานจดั หางานจงั หวดั ออกให้หลงั จากได้ด�ำเนนิ การเรยี บรอ้ ยแล้วใหน้ �ำสัญญาสมั ปทาน ส�ำเนาบตั รประจ�ำตัว คนพิการ และส�ำเนาบตั รประจ�ำตัวผู้ดแู ลคนพิการคูส่ ัญญาแนบมาพร้อมแบบรายงานการปฏบิ ัติตามกฎหมายในการ จา้ งงานคนพิการ รายละเอยี ดปรากฏตามสงิ่ ท่สี ่งมาด้วย 1 กรณีมลี กู จ้างจ�ำนวนมากกวา่ 3 คนขึ้นไป ขอความร่วมมอื ใหแ้ นบรายช่ือพร้อมรายละเอียดอืน่ เป็นไฟล์อเิ ลค็ ทรอนกิ สใ์ นรปู ไฟล์ เอก็ เซลบันทึกลงแผ่นซดี มี าด้วย (ควรย่ืนแบบ ขอใชส้ ทิ ธิดังกลา่ วตอ่ ส�ำนกั งานจัดหางานจงั หวัด ลว่ งหนา้ กอ่ น เพ่อื ให้เจา้ หนา้ ที่ลงไปตรวจสอบพน้ื ทก่ี ารจัดให้ สมั ปทาน) การรายงานผลการปฏบิ ตั ิ ใหน้ ายจา้ งหรอื เจา้ ของสถานประกอบการท่มี สี �ำนักงานใหญต่ ั้งอยู่ทีจ่ ังหวดั รายงานผลการปฏิบัติตามขอ้ 2 โดยใชแ้ บบรายงานการจา้ งงานคนพิการประจ�ำปี 2559 (แบบ จพ 1-1) ท่ลี งนามโดยผมู้ อี �ำนาจลงนามผูกพนั นิติบคุ คล หรอื ผรู้ บั มอบอ�ำนาจพรอ้ มตราประทับ และรายช่ือลูกจ้างคนพิการ (แบบ จพ 1-2) กรณีมีการจ้างานคนพิการแบบ ค�ำนวณจ�ำนวนเงินที่ส่งเขา้ กองทุน (แบบ จพ 1-3) กรณีส่งเงนิ เข้ากองทุนฯ และจ�ำนวนลูกจ้างในแต่ละสาขา (แบบ จพ 1-4) เฉพาะกรณมี หี ลายสาขา โดยใหร้ ายงานต่อพฒั นาสังคมและความมนั่ คงของมนุษยจ์ งั หวัด และน�ำส่งรายงาน ณ ส�ำนักงานพัฒนาสังคมและความม่นั คงของมนษุ ย์จงั หวดั ตามที่อยขู่ า้ งตน้ ในวันและเวลา ราชการ ภายในวันที่ 31 มกราคม 2559 ทั้งนี้ ขอความรว่ มมือรวบรวมเอกสารต่างๆ ใหพ้ รอ้ มกอ่ นน�ำมารายงาน
65 ใบความร้ทู ่ี 2 ขนั้ ตอนในการด�ำเนินการขอมบี ัตรประจ�ำตวั คนพกิ าร และบัตรทอง ท 74 พระราชบญั ญัติส่งเสรมิ และพฒั นาคณุ ภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพม่ิ เติม (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2556 ก�ำหนดให้คนพกิ ารมสี ทิ ธไิ ดร้ ับส่งิ อ�ำนวยความสะดวกอนั เปน็ สาธารณะ ตลอดจนสวสั ดิการและความช่วยเหลือ อ่นื จากรฐั เพ่ือการฟน้ื ฟูสมรรถภาพ และพัฒนาตนเองไดเ้ ตม็ ศกั ยภาพ ให้มขี ีดความสามารถทพี่ รอ้ มในการปรบั ตวั อยู่ ในสงั คมอย่างมีคุณค่า และมีความสุข 1. คณุ สมบัตขิ องคนพิการท่ยี น่ื ค�ำขอ 1.1 มีสญั ชาติไทย 1.2 บคุ คลท่ยี งั ไม่ไดแ้ จ้งเกดิ หรอื บคุ คลทไี่ มป่ รากฏแนช่ ดั วา่ สัญชาติไทยต้องด�ำเนนิ การตามขั้นตอน ตามพระราชบัญญตั กิ ารทะเบยี นราษฎร์ พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพ่ิมเตมิ (ฉบบั ท่ี 2) 2. สถานที่ให้บริการออกบตั รประจ�ำตัวคนพกิ าร 2.1 กรุงเทพมหานคร (1) ศนู ย์บริการคนพกิ ารกรงุ เทพมหานคร ณ กรมสง่ เสรมิ และพัฒนาคณุ ภาพชีวติ คนพกิ าร (2) โรงพยาบาลสิรินธร (3) โรงพยาบาลผสู้ งู อายบุ างขุนเทยี น (4) สถาบันราชานุกลู (5) โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี (6) โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วดั ไรข่ งิ ) (7) โรงพยาบาลพระราม 2 2.2 ศนู ย์บริการคนพิการจังหวัด 3. สถานทย่ี น่ื ค�ำขอมบี ตั รประจ�ำตวั คนพกิ าร 3.1 กรุงเทพมหานคร (1) ฝ่ายสังคมสงเคราะหง์ านเวชศาสตรฟ์ ื้นฟู โรงพยาบาลศริ ริ าช (2) ฝา่ ยสงั คมสงเคราะห์ สถาบนั สุขภาพเดก็ แห่งชาติ มหาราชินี (3) โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 3.2 ตา่ งจังหวัด (1) โรงพยาบาลประจ�ำจงั หวดั /อ�ำเภอ ท่มี ศี ูนยบ์ รกิ ารแบบเบ็ดเสรจ็ ในโรงพยาบาล (2) องคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่ิน (3) หรือหน่วยงานของรฐั อน่ื ตามท่ีผู้ว่าราชการจงั หวัดประกาศก�ำหนด 4. เอกสารหลักฐานประกอบการยนื่ ค�ำขอมีบตั รประจ�ำตวั คนพกิ าร 4.1 เอกสารหลกั ฐานของคนพกิ าร (1) สําเนาเอกสารประจําตวั อยา่ งใดอย่างหนงึ่ จ�ำนวน 1 ฉบบั ดงั น้ี (ก) สําเนาบัตรประจาํ ตวั ประชาชน (ข) สําเนาบตั รประจําตวั ข้าราชการ
66 (ค) สําเนาสตู ิบัตรสําหรบั บุคคลอายตุ �่ำกวา่ สบิ หา้ ปี (ง) หนงั สือรบั รองการเกิดตามแบบท่กี รมการปกครองกาํ หนด (2) ส�ำเนาทะเบียนบา้ นของคนพิการ จ�ำนวน 1 ฉบับ กรณีทคี่ นพกิ ารมที ะเบยี นบา้ น แตไ่ ม่มบี ตั รประชาชน ตอ้ งด�ำเนนิ การตามขน้ั ตอนตามพระราชบญั ญตั กิ ารทะเบยี นราษฎร์ พ.ศ.2534 และทแี่ กไ้ ขเพม่ิ เตมิ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ.2551 (3) รูปถ่ายคนพิการ ขนาด 1 น้ิว ถ่ายมาแลว้ ไมเ่ กนิ 6 เดือน จ�ำนวน 2 รูป ในกรณที ค่ี น พกิ ารไมไ่ ด้มายนื่ ค�ำขอด้วยตนเอง (4) เอกสารรบั รองความพกิ าร ซึง่ รับรองโดยผู้ประกอบวชิ าชพี เวชกรรมของสถานพยาบาล ของรฐั หรือสถานพยาบาลเอกชนทีอ่ ธิบดปี ระกาศกําหนด (5) สภาพความพกิ ารเปน็ ท่ีเหน็ ได้โดยประจกั ษ์ ใหเ้ จ้าหน้าทีผ่ ู้รับค�ำขอถา่ ยสภาพความพกิ ารไว้เปน็ หลักฐาน 4.2 เอกสารหลักฐานของผูด้ แู ลคนพิการ เปน็ ผู้ซ่ีงมีช่ืออย่ใู นทะเบียนบา้ นเดยี วกันกับคนพิการ หรอื เปน็ ผ้ดู ูแล คนพกิ ารซีง่ คนพิการอาศยั อยู่ดว้ ยตามความเป็นจรงิ ) (1) ส�ำเนาบตั รประชาชนของผดู้ แู ลคนพิการ จ�ำนวน 1 ฉบับ (2) ส�ำเนาทะเบยี นบ้านของผดู้ ูแลคนพกิ าร จ�ำนวน 1 ฉบับ กรณีคนพิการมไิ ดม้ าแจง้ หรอื ไม่สามารถแจง้ ได้ (1) หนงั สือรบั รองการเป็นผูด้ ูแลคนพกิ าร จ�ำนวน 1 ฉบบั ผูร้ บั รอง : กํานนั ผู้ใหญบ่ า้ น ข้าราชการ พนักงานราชการ พนกั งานรัฐวิสาหกิจ สมาชิกสภาท้องถิ่น ประธานชุมชน ลูกจ้างประจาํ (หนว่ ยงานราชการ, รัฐวสิ าหกิจ) โดยผูร้ บั รองต้องอาศัยอยหู่ รอื ปฏบิ ัติหนา้ ท่ีในพืน้ ท่ี เดียวกบั ท่คี นพกิ ารอาศยั อยูใ่ นปจั จุบนั (2) ส�ำเนาบตั รประจ�ำตวั ของผรู้ ับรอง พร้อมรบั รองสําเนา จ�ำนวน 1 ฉบบั * ขา้ ราชการบ�ำนาญ ไม่สามารถรับรองหนังสอื นไี้ ด้ * การรบั รองจะสมบรู ณ์ เมือ่ พยานลงนามครบถว้ น * การรบั รองอันเปน็ เท็จมีความผดิ ตามกฎหมายท้ังทางแพง่ และทางอาญา 4.3 บคุ คลอืน่ ย่ืนค�ำขอมีบัตรฯ แทนคนพิการ (1) ส�ำเนาบตั รประชาชนของบุคคลท่ดี �ำเนินการแทน (2) หนังสือมอบอ�ำนาจ เป็นหลกั ฐานว่าไดร้ ับมอบจากคนพิการ (พยานตอ้ งลงนามครบถ้วน) กรณีคนพิการเปน็ ผ้เู ยาว์ คนเสมือนไร้ความสามารถ หรอื คนไรค้ วามสามารถ หรือมคี วามพกิ ารมากไมส่ ามารถด�ำเนนิ การเองได้ ผ้ปู กครอง ผู้พิทกั ษ์ ผูอ้ นุบาล หรอื ผดู้ แู ล ด�ำเนนิ การแทนได้ 5. เอกสารหลกั ฐานประกอบการยนื่ ค�ำขอมบี ัตรประจ�ำตวั คนพกิ ารใหม่ เน่อื งจากบัตรเดิมหมดอายุ ช�ำรดุ สูญหาย มกี ารเปลยี่ นแปลงในสาระส�ำคญั เกี่ยวกบั คนพิการ อายุครบหกสิบปีบริบรู ณ์ 5.1 เอกสารหลกั ฐานของคนพกิ าร (1) บตั รประจ�ำตวั คนพกิ ารใบเดิม (2) สาํ เนาเอกสารประจาํ ตวั อย่างใดอย่างหนงึ่ จ�ำนวน 1 ฉบบั ดังน้ี (ก) สาํ เนาบัตรประจาํ ตัวประชาชน (ข) สาํ เนาบตั รประจําตัวขา้ ราชการ (ค) สําเนาสตู ิบตั รสําหรบั บุคคลอายุตำ่� กว่าสบิ ห้าปี
67 (ง) หนงั สือรบั รองการเกดิ ตามแบบทีก่ รมการปกครองกาํ หนด (3) ส�ำเนาทะเบยี นบ้านของคนพกิ าร จ�ำนวน 1 ฉบบั กรณที ่คี นพกิ ารมที ะเบียนบา้ น แตไ่ มม่ บี ัตรประชาชน ต้องด�ำเนินการตามข้นั ตอนตามพระราชบญั ญัตกิ าร ทะเบยี นราษฎร์ พ.ศ.2534 และทีแ่ ก้ไขเพิม่ เติม (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ.2551 (4) ส�ำเนาหนงั สอื ส�ำคญั แสดงการเปลีย่ นชื่อตวั หรือช่อื สกุล (5) รูปถา่ ยคนพกิ าร ขนาด 1 น้วิ ถา่ ยมาแลว้ ไม่เกนิ 6 เดอื น จ�ำนวน 2 รูป ในกรณีท่คี นพิการไม่ได้มายน่ื ค�ำขอด้วยตนเอง (6) กรณมี คี วามพิการเพิม่ หรอื เปลี่ยนไปจากเดมิ - เอกสารรบั รองความพิการ ซึ่งรับรองโดยผปู้ ระกอบวชิ าชีพเวชกรรมของสถานพยาบาลของรฐั หรือสถานพยาบาลเอกชนท่ีอธิบดปี ระกาศกําหนด - สภาพความพิการเป็นท่เี หน็ ได้โดยประจักษ์ ให้เจา้ หนา้ ทีผ่ ้รู ับค�ำขอถา่ ยสภาพความพกิ ารไว้เปน็ หลักฐาน 5.2 เอกสารหลักฐานของผู้ดูแลคนพิการ (ผซู้ งึ่ มีชอื่ อย่ใู นทะเบียนบา้ นเดยี วกันกบั คนพิการ หรือเป็นผ้ดู แู ล คนพกิ าร ซี่งคนพิการอาศยั อย่ดู ้วยตามความเป็นจรงิ ) (1) ส�ำเนาบัตรประชาชนของผู้ดูแลคนพกิ าร จ�ำนวน 1 ฉบบั (2) ส�ำเนาทะเบียนบา้ นของผูด้ ูแลคนพิการ จ�ำนวน 1 ฉบับ กรณคี นพกิ ารมไิ ดม้ าแจ้งหรอื ไมส่ ามารถแจ้งได้ (1) หนงั สอื รับรองการเป็นผู้ดแู ลคนพกิ าร จ�ำนวน 1 ฉบบั - ผ้รู บั รอง : กาํ นนั ผ้ใู หญบ่ า้ น ข้าราชการ พนกั งานราชการ พนกั งานรฐั วสิ าหกิจ สมาชิกสภา ทอ้ งถิ่น ประธานชมุ ชน ลกู จา้ งประจํา (หนว่ ยงานราชการ, รฐั วิสาหกิจ) โดยผู้รบั รองต้องอาศัยอยูห่ รือปฏิบตั ิหน้าทใ่ี น พน้ื ท่ีเดียวกับทคี่ นพิการอาศยั อย่ใู นปัจจุบัน (2) ส�ำเนาบตั รประจ�ำตวั ของผ้รู ับรอง พร้อมรบั รองสาํ เนา จ�ำนวน 1 ฉบับ * ข้าราชการบ�ำนาญ ไม่สามารถรับรองหนังสือน้ีได้ * การรับรองจะสมบูรณ์ เมอื่ พยานลงนามครบถ้วน * การรับรองอนั เปน็ เท็จมีความผิดตามกฎหมายทง้ั ทางแพง่ และทางอาญา 5.3 บุคคลอ่นื ยื่นค�ำขอมีบตั รฯ แทนคนพิการ (1) ส�ำเนาบัตรประชาชนของบคุ คลทีด่ �ำเนนิ การแทน (2) หนงั สอื มอบอ�ำนาจ เปน็ หลักฐานว่าไดร้ ับมอบจากคนพกิ าร (พยานต้องลงนามครบถ้วน*) กรณคี นพิการเปน็ ผู้เยาว์ คนเสมือนไร้ความสามารถ หรอื คนไรค้ วามสามารถ หรือมีความพิการถงึ ขน้ั ไม่ สามารถด�ำเนนิ การเองได้ ผ้ปู กครอง ผู้พิทกั ษ์ ผูอ้ นุบาล หรือผูด้ แู ล ด�ำเนินการแทนได้ กรณีคนพิการท่ีมีบัตรประจ�ำตัวคนพกิ ารถงึ แก่ความตาย หรือได้รับการแกไ้ ข ฟ้นื ฟู จนไม่มสี ภาพความพกิ าร หรอื มคี วามประสงคย์ กเลิกการมบี ัตร ประจ�ำตวั คนพิการ ให้ผ้มู บี ัตรประจ�ำตัวคนพิการหรอื บคุ คลที่ด�ำเนินการแทน แจง้ ตอ่ นายทะเบียนเพ่ือจ�ำหน่ายออกจากทะเบียนบัตรประจ�ำตวั คนพิการต่อไป 6.1 เอกสารหลักฐานประกอบการยนื่ ค�ำขอ กรณีคนพกิ ารทีม่ ีบตั รประจ�ำตวั คนพิการถึงแกค่ วามตาย (1) บัตรประจ�ำตัวคนพกิ าร (ถ้ามี)
68 (2) ส�ำเนาบัตรประจ�ำตัวประชาชนของคนพิการ (3) ส�ำเนาทะเบยี นบา้ นของคนพิการ (4) ส�ำเนาใบมรณะบตั ร 6.2 เอกสารหลกั ฐานประกอบการยื่นค�ำขอ กรณไี ด้รับการแก้ไขฟ้ืนฟจู นไม่มสี ภาพความพิการ หรอื มี ความประสงคย์ กเลิกการมีบัตรประจ�ำตัวคนพิการ (1) บตั รประจ�ำตัวคนพิการ (2) ส�ำเนาบัตรประจ�ำตัวประชาชนของคนพกิ าร (3) ส�ำเนาทะเบยี นบา้ นของคนพิการ (4) เอกสารรบั รองความพกิ าร ซงึ่ รบั รองโดยผู้ประกอบวชิ าชีพเวชกรรมของสถานพยาบาลของรฐั หรอื สถานพยาบาลเอกชนทอี่ ธิบดปี ระกาศกําหนด (5) ยนื่ ค�ำขอแทน ใชส้ �ำเนาบัตรประจ�ำตวั ประชาชนหรือส�ำเนาทะเบียนบา้ นของผูด้ �ำเนนิ การแทน และหนงั สือมอบอ�ำนาจ (พยานต้องลงนามครบถว้ น*) กรณคี นพิการเป็นผูเ้ ยาว์ คนเสมอื นไร้ความสามารถ หรือคนไรค้ วามสามารถ หรอื มคี วามพกิ ารถึงขน้ั ไม่ สามารถด�ำเนินการเองได้ ผปู้ กครอง ผ้พู ทิ ักษ์ ผู้อนุบาล หรือผูด้ ูแล ด�ำเนินการแทนได้ สทิ ธิการอทุ ธรณ์ 1. กรณคี นพกิ ารไม่ได้รับอนมุ ตั ใิ หม้ ีบตั รประจ�ำตัวคนพกิ าร อาจย่ืนอทุ ธรณเ์ ป็นหนังสือตอ่ นายทะเบยี น แหง่ นนั้ ภายในสิบห้าวนั นบั แตว่ ันท่ไี ด้รบั ค�ำส่ังดังกล่าว 2. ใหน้ ายทะเบยี นพิจารณาค�ำอุทธรณ์ใหแ้ ล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันทไ่ี ด้รบั ค�ำอทุ ธรณแ์ ล้ว ให้ แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์พร้อมเหตุผลเป็นหนังสือต่อผู้อุทธรณ์ทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันท่ีพิจารณาอุทธรณ์ เสร็จ ค�ำวินิจฉยั ของนายทะเบยี นให้เป็นที่สุด หากคนพกิ ารมีปัญหา หรอื มขี ้อสงสัยในการด�ำเนนิ การขอมีบตั รประจ�ำตวั คนพกิ าร สามารถตดิ ต่อสอบถาม ได้ที่ - กรุงเทพมหานคร ศนู ย์บรกิ ารคนพกิ ารกรงุ เทพมหานคร โทร. 02-3543388 ตอ่ 701-705 ในวนั และ เวลาราชการ - ตา่ งจังหวดั ศนู ยบ์ รกิ ารคนพกิ ารจังหวัด ** บัตรประจ�ำตัวคนพิการมอี ายุ 8 ปี นบั ตง้ั แตว่ นั ออกบัตร ** สทิ ธิประโยชนแ์ ละความคุ้มครองคนพิการ คนพิการทม่ี ีบตั รประจ�ำตวั คนพกิ ารแลว้ สามารถยน่ื ค�ำขอใชส้ ทิ ธิเข้าถงึ และใชป้ ระโยชน์ได้จากสง่ิ อ�ำนวยความสะดวกอันเปน็ สาธารณะ ตลอดจนสวสั ดกิ ารและความชว่ ยเหลืออ่ืนจากรฐั ตามมาตรา 20 แห่งพระราช บัญญัตสิ ง่ เสริมและพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ คนพิการ พ.ศ. 2550 หรือตามที่กฎหมายอ่นื ก�ำหนด ได้แกก่ ารคุ้มครองสิทธิ คนพกิ ารดา้ นบรกิ ารฟื้นฟสู มรรถภาพโดยกระบวนทางการแพทย์ ในเรอ่ื งการบรกิ ารฟื้นฟูสมรรถภาพโดยกระบวนการ ทางการแพทย์ และมาใช้จ่ายในการรกั ษาพยาบาล ค่าอปุ กรณเ์ ครือ่ งช่วยความพกิ าร และสอ่ื ส่งเสริมพฒั นาการเพือ่ ปรับสภาพทางรา่ งกาย จติ ใจ อารมณ์ สังคม พฤติกรรม สตปิ ัญญา การเรียนรู้ หรอื เสริมสร้างสมรรถภาพให้ดีขนึ้
69 การคมุ้ ครองสทิ ธคิ นพิการทางการศกึ ษา ในเร่ืองการศกึ ษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแหง่ ชาติ หรือ แผนการศกึ ษาแหง่ ชาตติ ามความเหมาะสมในสถานศกึ ษาเฉพาะ หรือในสถานศึกษาทว่ั ไป หรือการศกึ ษาทางเลือก หรือการศึกษานอกระบบ โดยใหห้ นว่ ยงานทร่ี ับผดิ ชอบเก่ยี วกบั ส่งิ อ�ำนวยความสะดวกส่ือ บรกิ าร และความชว่ ยเหลือ อน่ื ใดทางการศึกษา ส�ำหรบั คนพิการให้การสนบั สนนุ ตามความจ�ำเปน็ และเหมาะสมอย่างท่วั ถงึ การคุ้มครองสิทธิคนพิการด้านการประกอบอาชีพและการมีงานท�ำ ในเรื่องการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ การใหบ้ รกิ ารทม่ี ีมาตรฐาน การคมุ้ ครองแรงงาน มาตรการเพ่อื การมงี านท�ำ ตลอดจนไดร้ บั การสง่ เสริมประกอบอาชีพ อิสระ และบริการส่อื สง่ิ อ�ำนวยความสะดวกเทคโนโลยี หรอื ความชว่ ยเหลืออนื่ ใด เพอ่ื การท�ำงานและประกอบอาชพี ของคนพกิ าร การคุ้มครองสิทธิคนพิการทางสังคมและสวัสดิการสังคม เพ่ือให้การคุ้มครองสิทธิคนพิการทางสังคมและ สวสั ดิการสงั คมเป็นไปอยา่ งท่ัวถึง เชน่ การใหบ้ ริการล่ามภาษามอื การชว่ ยเหลือทางกฎหมาย การจดั ใหม้ ีผชู้ ว่ ยคน พิการ การปรบั สภาพแวดล้อมทีอ่ ยู่อาศัยให้แก่คนพิการ การชว่ ยเหลอื คนพกิ ารที่ไม่มีผดู้ แู ล การส่งเสริมสนบั สนุนผู้ ดูแลคนพกิ าร และการจดั สวสั ดกิ ารเบ้ีย ความพกิ าร การจัดให้มสี งิ่ อ�ำนวยความสะดวกที่คนพกิ ารเขา้ ถึงได้ เพื่อคมุ้ ครองสิทธิคนพกิ ารมใี หส้ ภาพแวดล้อมเป็น อุปสรรคตอ่ การเข้ามามสี ่วนร่วมทางสงั คมส�ำหรับคนพกิ าร การขจดั การเลอื กปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนพิการ ไดก้ �ำหนดห้ามหน่วยราชการ องคก์ รเอกชนหรอื บุคคล กระท�ำการทีม่ ีการเลอื กปฏบิ ตั ิ โดยไม่เปน็ ธรรมตอ่ คนพิการในเรื่องท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั การก�ำหนดนโยบาย กฎ ระเบียบ มาตรการ โครงการ หรือวิธปี ฏบิ ตั ิของหนว่ ยงานของรบั องคก์ รเอกชน หรือบุคคลใดในลักษณะทีเ่ ปน็ การเลอื กปฏบิ ัติ โดยไม่เป็นธรรมตอ่ คนพกิ าร และใหห้ มายความรวมถึงการกระท�ำหรืองดเวน้ การกระท�ำใดที่กระทบต่อคนพิการแมจ้ ะ ไม่มีจุดมงุ่ หมายเปน็ การเลอื กปฏิบัติตอ่ คนพกิ ารโดยตรง แต่ผลของการกระท�ำนนั้ ท�ำใหค้ นพกิ ารตอ้ งเสียสทิ ธิ ประโยชนท์ ่คี วรจะไดร้ ับ เพราะเหตุผลแหง่ ความพกิ ารด้วย ทั้งน้ี กฎหมายก�ำหนดให้คนพกิ ารทีไ่ ด้รับหรือจะไดร้ บั ความเสยี หายจากการกระท�ำในลกั ษณะทเ่ี ปน็ การเลือกปฏิบตั ไิ ม่เป็นธรรมตอ่ คนพิการสิทธริ อ้ งขอต่อคณะกรรมการส่ง เสรมิ และพฒั นาคุณภาพชวี ิตคนพกิ ารแห่งชาติใหม้ คี �ำส่ังเพิกถอนการกระท�ำหรือหา้ มมใิ ห้กระท�ำการน้ันได้ เอกสารประกอบ - ระเบียบคณะกรรมการสง่ เสรมิ และพัฒนาคณุ ภาพชีวติ คนพกิ ารแห่งชาติ ว่าดว้ ยหลักเกณฑ์ วธิ ีการ และ เง่ือนไขการย่นื คําขอมบี ัตรฯ พ.ศ. 2556 ขั้นตอนในการด�ำเนนิ การท�ำบัตรทอง ท74 คนพกิ ารทางจิตใจหรอื พฤตกิ รรมมีสิทธิตามพระราชบัญญัตดิ ังนี้ 1. สทิ ธิประโยชน์หลักจากสทิ ธิหลักประกันสขุ ภาพถว้ นหน้า 2. สิทธิประโยชนส์ �ำหรบั คนพิการ สิทธปิ ระโยชนต์ ามโครงการสร้างหลักประกนั สขุ ภาพถ้วนหนา้ ตามพระราชบัญญตั หิ ลกั ประกนั สขุ ภาพแห่ง ชาติพ.ศ.2545 มาตรา 5 ก�ำหนดให้บคุ คลท่มี ีสทิ ธิได้รับบรกิ ารสาธารณสุขท่มี ีมาตรฐานและ มปี ระสทิ ธิภาพตามที่ ก�ำหนดในพระราชบัญญตั ซิ ่งึ บุคคลในท่นี ห้ี มายถึง บคุ คลที่มีสัญชาตไิ ทย มเี ลขประจ�ำตัวประชาชน 13 หลกั
70 สิทธปิ ระโยชนไ์ ด้แก่ บรกิ ารข้ันพ้นื ฐานทางการแพทย์หมายรวมถึงบรกิ ารสง่ เสรมิ สุขภาพ การควบคุมโรค การปอ้ งกนั โรค การตรวจ การวินิจฉยั และการรักษาพยาบาล โดยสามารถรบั บรกิ ารไดท้ ส่ี ถานอี นามยั ศนู ย์บรกิ าร สาธารณสุข โรงพยาบาลของรัฐทกุ แห่ง และโรงพยาบาลเอกชนที่ขนึ้ ทะเบียนเป็นหน่วยบรกิ ารในระบบหลกั ประกนั สขุ ภาพฯ สิทธิหลกั ประกันสุขภาพถ้วนหนา้ ส�ำหรบั คนพกิ าร คือ สิทธิคนพกิ ารทีร่ ะบุสิทธิย่อย ท74 คนพิการทสี่ ามารถ ได้รบั สทิ ธหิ ลักประกัน สขุ ภาพถ้วนหนา้ ส�ำหรับคนพกิ าร ไดแ้ ก่ 1. คนพกิ ารท่ยี งั ไม่ได้รบั ความคมุ้ ครองใดๆจากกองทุนประกันสขุ ภาพอ่นื ทีร่ ัฐจดั ให้ 2. คนพกิ ารที่ไดร้ บั การลงทะเบียน ท74 ในระบบหลกั ประกนั สขุ ภาพแห่งชาติ หรือไดร้ บั การจดทะเบียน ตามพระราชบญั ญัตสิ ่งเสรมิ และพัฒนาคณุ ภาพชีวติ คนพกิ ารแห่งชาติพ.ศ. 2550 ท้ังน้คี นพิการทีไ่ ม่ไดร้ บั การลงทะเบียนเป็น ท74 จะตอ้ งได้รับการตรวจวินจิ ฉัยและออกใบรับรองความพิการ ที่ระบปุ ระเภทความพิการจากแพทย์หรือแสดงบตั รคนพิการตาม พ.ร.บ. สง่ เสริมฯ เพ่อื ประกอบการลงทะเบียนใน ระบบหลกั ประกนั สขุ ภาพแหง่ ชาติ ส�ำหรบั คนพกิ ารท่มี ีสทิ ธไิ ดร้ ับบริการในระบบหลกั ประกนั สุขภาพฯ เฉพาะส�ำหรับคนพิการ จะตอ้ งลงทะเบยี น สิทธใิ นระบบหลกั ประกนั สขุ ภาพฯ โดยระบุสิทธิประเภทผู้พกิ าร ท74 ในระบบฐานขอ้ มูลของ ส�ำนกั งานหลักประกนั สุขภาพแหง่ ชาตเิ ป็นทเี่ รียบรอ้ ย ข้อดีสามารถเข้ารับบริการสาธารณสุขกรณีท่ีจ�ำเป็นจากหน่วยบริการของรัฐที่ขึ้นทะเบียนในระบบหลัก ประกนั สขุ ภาพถว้ นหนา้ ไดท้ ุกแหง่ โดยไม่ต้องมีใบสง่ ตอ่ ทั้งน้กี รณกี ารเข้ารับบรกิ ารขา้ มจงั หวดั หนว่ ยบรกิ าร สามารถ เรียกเก็บบริการสาธารณสุขได้จากกองทุนค่าใช้จ่ายสูงของส�ำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสิทธิการได้รับ บรกิ ารฟ้ืนฟสู มรรถภาพ ทั้งในและนอกหนว่ ยบรกิ าร ไดแ้ ก่ กายภาพบ�ำบดั กจิ กรรมบ�ำบดั การประเมิน และแก้ไขการ พดู จิตบ�ำบดั พฤตกิ รรมบ�ำบดั การฟนื้ ฟกู ารได้ยิน การฟน้ื ฟู การเห็น การไดร้ บั อุปกรณ์เครื่องช่วยตามประเภทความ พิการ การพฒั นา ศักยภาพในรูปแบบอืน่ ๆ เช่น การเขา้ รบั การฝึกอบรมเพือ่ ฟ้นื ฟสู มรรถภาพ การมองเห็น การสอื่ สาร การปรับพฤตกิ รรม รวมทงั้ การอบรมญาตหิ รือ ผูด้ ูแลในการดแู ลคนพกิ าร เปน็ ตน้ คนพกิ ารที่ไม่มีสิทธิได้รบั สทิ ธหิ ลักประกันสุขภาพฯ ส�ำหรบั คนพกิ ารได้แก่ ผู้ท่ีได้รบั สิทธิการรกั ษาพยาบาล ตามกฎหมายหรอื ระเบียบอ่ืน ทร่ี ัฐก�ำหนดอยกู่ ่อนแล้ว เชน่ ขา้ ราชการและลกู จ้างประจ�ำของรัฐ พนกั งาน ของรัฐและ รฐั วสิ าหกจิ รวมทั้งบดิ ามารดา คูส่ มรส และบุตรท่ถี กู ตอ้ งตาม กฎหมาย บคุ คลผมู้ สี ทิ ธติ ามพระราชบัญญัติประกนั สังคม
71 9 กา(รCอoยmู่ร่วmทมuกกัnบั iษtบyะคุ Lคทiลv่ีiอn9่ืนgในSkสiงัllค)ม สาระสำ�คญั มนษุ ยเ์ ป็นสตั ว์สังคมท่อี ยรู่ ่วมกันเป็นกลุ่ม มนุษย์กับสงั คมจึงแยกกนั ไมไ่ ด้ มนษุ ยต์ ้องพง่ึ พาอาศัย และ มคี วามสมั พนั ธต์ อ่ กัน จึงจ�ำ เป็นต้องมกี ารจดั ระเบียบ และกำ�หนดกฎกตกิ าทางสังคมร่วมกัน เพอ่ื ใหเ้ กิดความ สงบเรียบร้อยในสังคม รวมถงึ การสรา้ งมารยาททางสังคม เพอื่ เป็นกรอบหรือแบบแผนท่ีควรประพฤตปิ ฏิบัติ หรอื ละเวน้ ทจี่ ะปฏิบัตกิ บั ผู้อ่ืน วัตถุประสงค์การเรยี นรู้ เพ่อื ใหผ้ ปู้ ่วยเรยี นรู้ และเข้าใจมารยาท กฎระเบียบ และทกั ษะทางสังคมในการอยู่รว่ มกับผู้อ่นื สามารถ นำ�ทกั ษะ มารยาท และกฎระเบียบทางสังคมไปปรับใช้ในการดำ�เนินชีวติ ประจ�ำ วันได้ ขน้ั ตอนกิจกรรมท่ี 9.1 การฝกึ ทักษะมารยาททางสังคม และการพดู การวางตวั ในสถานการณต์ า่ งๆ (60-90 นาที) ขนั้ ตอน วิธกี ารในการดำ�เนนิ กิจกรรม สื่อ/อปุ กรณ์ 1. สร้างสัมพนั ธภาพ ทกั ทาย พดู คุยเรอ่ื งทว่ั ๆ ไป (small talk) 5-10 นาที บรรยาย เรอื่ งมารยาททจ่ี �ำ เปน็ ในชวี ิตประจ�ำ วนั การปฏบิ ัติตัวในที่ - ใบความรู้ เร่อื งมารยาททาง 2. สาธารณะ และกฎระเบียบในสังคมทคี่ วรทราบ สงั คม และการปฏบิ ัตติ ัวในท่ี สาธารณะ 3. ฝึกปฏิบัติ (workshop) โดยขออาสาสมัครจากผู้ป่วยทเี่ ขา้ รว่ มกิจกรรม - ส่ือวดิ ที ัศน์เรือ่ งของการ จำ�นวน 2 คน เพื่อสาธิตเรือ่ งของการทกั ทาย การรับประทานอาหาร ทกั ทาย การรับประทานอาหาร ในท่ีสาธารณะ ในท่ีสาธารณะ - อุปกรณ์ในการฝกึ รบั ประทานอาหาร เชน่ จาน ชาม แกว้ น้�ำ ช้อน ฯลฯ ฝึกปฏิบตั ิ (workshop) โดยแบง่ ผู้ปว่ ยออกเป็น 4 กลุ่ม เพ่อื ฝึกการพดู - ฉลากเลือกสถานการณ์ต่างๆ และการวางตัวในสถานการณต์ า่ งๆ และให้แต่ละกลุ่มจับฉลากเลอื ก สถานการณ์ ต่อไปน้ี 4. - การพดู แสดงความคิดเห็นท่ีขดั แย้ง - การฝึกทักษะการปฏเิ สธ - การฝกึ การชมเชย การให้กำ�ลงั ใจ - การพดู เพื่อขอบคุณ ขอโทษ/การพดู แสดงความรู้สึก
72 ขนั้ ตอน วธิ ีการในการด�ำ เนินกจิ กรรม สอ่ื /อปุ กรณ์ 5. ให้ผปู้ ว่ ยแตล่ ะกล่มุ แสดงบทบาทสมมติตามหวั ขอ้ ทจี่ ับฉลากได้ (role play) ใหเ้ วลาในการประชุมระดมความคดิ เหน็ 10 นาที กอ่ นเรม่ิ แสดง 6. ผู้น�ำ กล่มุ กระตุ้นให้เกิดการแลกเปลย่ี นความคิดเห็นระหว่างผปู้ ่วยกลุ่ม ต่างๆ 7. ผู้นำ�กลมุ่ สรุปถึงมารยาททางสังคม และการพูด การวางตวั ทเี่ หมาะ สมในสถานการณ์ต่างๆ ตามกาลเทศะ 8. ใหผ้ ู้ป่วยบอกถึงส่งิ ที่ได้เรียนรจู้ ากกจิ กรรม ขัน้ ตอนกจิ กรรมที่ 9.2 การปฏบิ ตั ติ วั ในท่สี าธารณะ (60-90 นาที) ข้ันตอน วิธกี ารในการดำ�เนนิ กิจกรรม สอื่ /อปุ กรณ์ 1. สรา้ งสัมพันธภาพ ทักทาย และเกรนิ่ นำ�ถงึ สถานท่ีในการฝึก วตั ถุประสงค์ในการฝึก และตกลงกฎกตกิ าเบอื้ งตน้ 2. บรรยาย เรือ่ งแนวทางในการปฏบิ ตั ติ วั ในท่สี าธารณะตามแผนการฝกึ ใน วันนัน้ ๆ 3. ฝกึ ปฏิบตั ิ (workshop) โดยแบ่งกลุม่ ผปู้ ว่ ยท่เี ข้าร่วมกจิ กรรม กลุ่มละ - อปุ กรณ์ในการฝึก เช่น 2 - 4 คน เพอ่ื ฝึกปฏบิ ตั ิในสถานการณจ์ ริง ในสถานการณ์ ดังต่อไปน้ี หมวก รม่ รองเท้าที่เหมาะสม - การเดนิ ทางโดยรถเมล์ /รถแทก็ ซ่ี /รถไฟฟ้า/รถไฟ/เรือ การขา้ ม บัตรประจ�ำ ตัวประชาชน บัตร สะพานลอย ข้ามทางมา้ ลาย ฯลฯ ประจำ�ตวั คนพิการ ฯลฯ - การใชท้ รัพย์สนิ สาธารณะและสถานทีร่ าชการ เชน่ การใชห้ ้องนำ้�ในที่ สาธารณะ การใช้ลฟิ ต์ การใชบ้ ันไดเลอื่ น การเขา้ วัด พิพธิ ภัณฑ์ หอ้ ง สมดุ ฯลฯ - การรับประทานอาหารในทส่ี าธารณะ เช่น ศนู ย์อาหารหา้ งสรรพสินค้า ร้านอาหารประเภทบริการตัวเอง ฯลฯ หรอื ผ้นู �ำ กลุม่ อาจก�ำ หนดสถานการณอ์ น่ื ๆ ตามความเหมาะสม โดยประเมนิ ตามความพร่องของผู้ปว่ ยในด้านตา่ งๆ 4. ผนู้ �ำ กลมุ่ กระตนุ้ ใหเ้ กิดการแลกเปล่ียนความคดิ เห็นในเร่อื งปัญหา อปุ สรรคในระหวา่ งดำ�เนินการกลมุ่ 5. ผูน้ ำ�กล่มุ สรปุ ถึงแนวทางในการปฏิบัติตวั ในทีส่ าธารณะตามแผนการฝกึ ที่เหมาะสม 6. ใหผ้ ู้ปว่ ยบอกถึงส่ิงท่ีได้เรียนรจู้ ากกิจกรรม และมอบหมายใหผ้ ู้ปว่ ยกลับ ไปฝกึ ปฏบิ ัตจิ รงิ ในชีวิตประจำ�วนั และกลบั มาเล่าให้กลมุ่ ฟงั ในการฝกึ คร้งั ถดั ไป
73 ใบความรู้ มารยาททางสังคม และการปฏบิ ตั ติ ัวในทส่ี าธารณะ คำ�ว่ามารยาท หมายถงึ การแสดงออกทางกาย วาจาและใจ ถา้ ไปในทางทสี่ ภุ าพเรียบร้อย ก็ถอื วา่ มี มารยาทดี การมีมารยาทดเี ปรียบเสมือนมีอาภรณป์ ระดับกายท่งี ดงาม เปน็ ที่ชน่ื ชมและยอมรบั ของบุคคล รอบ ข้าง ผู้ทม่ี มี ารยาทดีมักประสบความสำ�เรจ็ ในชีวติ และหน้าท่กี ารงาน เนื่องจากได้รับการยอมรับและเชอ่ื ถอื ทาง สังคม การมีมารยาทดีจงึ เปรียบเสมือนในเบกิ ทางไปสคู่ วามส�ำ เรจ็ บุคคลท่วั ไปจงึ ควรเรยี นรู้ความมมี ารยาท เพื่อ ให้สามารถดำ�รงชวี ิตในสังคมได้อย่างมคี วามสุข มารยาทย่อมเปน็ สว่ นหนึง่ ของการดำ�เนินชีวิตในสงั คม เป็นวัฒนธรรมที่แสดงออกถงึ ลักษณะนิสัย ภายในของบุคคล และเป็นคา่ นยิ ม การแสดงออกดว้ ยความออ่ นน้อม ดีงาม สามารถสรา้ งความยนิ ดแี ละความ ประทบั ใจให้ประจกั ษ์แกผ่ พู้ บเห็น หรอื ผตู้ ิดตอ่ สมาคมดว้ ยการเป็นผ้มู กี ิรยิ ามารยาทดงี ามและรูจ้ กั วางตวั ให้ เหมาะสมกับสังคม ยอ่ มเป็นผทู้ ีม่ เี สนห่ ์ เปน็ ทรี่ ักและชื่นชอบของผอู้ น่ื ท้ังยงั ดูมีคณุ ค่าในตัวเองดว้ ย จงึ สรปุ ไดว้ ่า กิรยิ ามารยาทมคี วามส�ำ คญั ดงั น้ี 1. สามารถครองใจคนได้ กิรยิ าสภุ าพ พดู จาถูกกาลเทศะยอ่ มเป็นทีน่ ิยมรักใคร่ของบคุ คลทั่วไป 2. ทำ�ใหม้ รี ะเบยี บแบบแผน ปฏิบัติตามกฎเกณฑแ์ ละอยรู่ ว่ มกันในสงั คมได้ดี 3. ผูท้ ีม่ กี ิรยิ ามารยาทดสี ามารถถา่ ยทอด อบรมสูบ่ ุตรหลานเป็นการถา่ ยทอดวฒั นธรรมอกี รปู แบบหน่ึง 4. ทำ�ให้ส่งเสริมพัฒนาบคุ ลิกภาพให้งดงามนา่ เล่อื มใสได้ 5. เป็นตัวบง่ ช้ีให้ทราบพืน้ ฐานของชาตติ ระกลู การอบรม การศึกษาและอาชีพ ดงั นั้น บคุ คลควรแสดงกริ ยิ ามารยาทท่ีดงี ามออกมาเพอ่ื คณุ คา่ ของตัวเอง และควรศกึ ษาหาความรู้เพ่ิม เตมิ ในเรอ่ื งหลักของมารยาทตา่ ง ๆ ใหท้ ันกับการพฒั นาของสังคมโลก มารยาทพ้ืนฐานทางสงั คม มารยาทในการทักทาย การทักทายกันระหวา่ งบุคคลท่เี ปน็ เพอื่ นรว่ มงาน เปน็ บุคคลบ้านใกล้เรือน เคียงหรอื บคุ คลทว่ั ไป นับเป็นสิง่ หน่ึงในการสรา้ งมนษุ ย์สัมพันธ์ เพราะคนเป็นสตั วส์ งั คม มีการอยรู่ วมกันเปน็ ก ลมุ่ ดังน้ัน การสรา้ งมนุษย์สัมพนั ธ์ จงึ เป็นลกั ษณะธรรมชาตทิ ท่ี กุ คนจะตอ้ งมี ไม่วา่ จะเปน็ การอยู่ในครอบครัว การทำ�งาน ทกุ คนจะตอ้ งอาศัยพ่งึ พาซงึ่ กนั และกนั จงึ ต้องเรียนรู้ถึงการปฏบิ ัติตนว่าอะไรควรทำ�หรือไม่ควรทำ� มารยาทในการทกั ทายน้นั มีหลัก ง่าย ๆ แตต่ ้องพงึ ระวังดังตอ่ ไปน้ี - เรมิ่ ทต่ี นเองโดยการเขา้ ไปทกั ทายผู้อืน่ กอ่ นดว้ ยใบหนา้ ท่ยี ้ิมแย้ม - ท�ำ ความเคารพตามแบบของบุคคลที่เราเข้าไปทักทายเชน่ คนไทยใชก้ ารไหว้ คนญ่ปี ุน่ ใช้การโค้งค�ำ นับ เปน็ ต้น - รู้จักกาลเทศะ หากทักทายกับผู้คนในสถานท่ี ท่มี คี วามเงียบให้ใช้วธิ ีการไหว้ ก้มศรี ษะ หรอื ใชว้ ธิ กี ารท่ี เงยี บ ถ้าพบผู้อาวุโสโบกมอื ให้ ใหก้ ม้ ศรี ษะรบั การทกั ทาย หา้ มโบกมอื ตอบ - ใชค้ �ำ พดู ท่สี ุภาพรน่ื หูในการทักทาย ควรทกั ทายด้วยการใหเ้ กยี รติ ค�ำ พดู มหี างเสยี งรจู้ ักพดู จาอ่อนนอ้ ม ถอ่ มตนกับผู้อาวโุ ส ถ้าเป็นเพื่อนหรอื คนรุน่ เดยี วกันก็ต้องใหเ้ กยี รติ ไมพ่ ูดคำ�หยาบคาย มารยาทตอ่ คนในครอบครัว ครอบครัวของคนไทยให้เกียรตแิ ละให้ความเคารพตอ่ ผู้ใหญ่ ถา้ ครอบครัว นน้ั เปน็ ครอบครวั ใหญก่ ็จะประกอบดว้ ย พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และลกู หลานซง่ึ อาจจะอยู่รวมกัน มารยาทและ การใหเ้ กียรติซง่ึ กันและกันจงึ มีความจ�ำ เปน็ อย่างยง่ิ ในท่นี ี้จะกลา่ วถงึ พอ่ แม่ ซงึ่ เป็นบุคคลทคี่ อยอบรมเลี้ยงดลู กู ๆ
74 มาตง้ั แต่เดก็ จนโตเปน็ ผู้ใหญ่ ซึ่งทุกคนควรจะใหค้ วามเคารพนบั ถอื แสดงความกตญั ญู ลกู ๆ ควรที่จะได้ปฏบิ ตั ิ ตนตอ่ พอ่ แม่ในสิง่ ตอ่ ไปนี้ - จดจำ�วนั เกดิ หรอื วันส�ำ คัญของคนในครอบครวั ให้ได้ - กล่าวคำ�ทักทายและบอกลา พ่อแม่ เมื่อต่ืนนอน และก่อนเขา้ นอน - หากต้องเดินทางออกไปนอกบ้าน ควรบอกกลา่ วใหพ้ อ่ แมไ่ ด้รบั ทราบ - หาเวลาในการรบั ประทานอาหาร และพูดคุยเป็นประจำ�สมำ่�เสมอ มารยาทต่อเพอื่ น เพือ่ นท่คี บหาและอยู่ดว้ ยกันกบั เรา ไม่ว่าจะเปน็ เพื่อนทที่ ำ�งาน เพอื่ นท่เี ป็นนกั เรยี น นกั ศกึ ษาของเรา ยิ่งสนทิ สนมกันมากเทา่ ไหรย่ ิ่งตอ้ งรกั ษามารยาทใหม้ าก เพราะการทคี่ นเราจะสนทิ สนม รกั ใคร่ กันต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมความรูส้ กึ ดๆี เพือ่ เป็นการรักษาไว้ซ่งึ ความสัมพันธท์ ่ีดีต่อกัน จงึ ควรรจู้ กั ทจี่ ะ รักษาและถนอมน�ำ้ ใจกันไว้ โดยต้องค�ำ นึงถึงสิง่ ตอ่ ไปนี้ - ปฏบิ ัติตอ่ เพ่อื นทุกคนอยา่ งเท่าเทยี ม ไม่แสดงอาการรังเกยี จ หรอื ท่าทมี นึ ตงึ กับเพื่อน คนใดคนหน่ึง ไม่ว่าจะรกั ใครช่ อบพอหรือไม่ - พยายามศกึ ษาและเขา้ ใจลกั ษณะนสิ ยั ของเพอื่ นแตล่ ะคน โดยยดึ หลกั ความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล - รักษาความลับของเพ่ือน ไมเ่ ปิดเผยปมดอ้ ยของเพ่อื น หรือพดู ให้ไดร้ ับความอบั อาย 4.4 ใช้คำ�พูดทสี่ ภุ าพ ไม่ใช้ค�ำ หยาบกับเพอื่ น ถึงแมจ้ ะเปน็ เพื่อนสนิทสนมก็ไมค่ วรท�ำ มารยาทในหอ้ งสมุด หอ้ งสมุดเปน็ สถานทท่ี ี่ใช้ในการอา่ นหนังสอื แต่มีหอ้ งสมุดบางแหง่ มีกจิ กรรมหลาย อย่างทจี่ ัดขน้ึ เช่น ใช้เป็นทจี่ ัดอบรม ฉายภาพยนตร์ และหอ้ งสมดุ อาจแบ่งพืน้ ทเ่ี ปน็ สว่ นตา่ ง ๆ เชน่ หอ้ งยมื หนงั สือพ้นื ที่ในการอ่านหนงั สือ พ้ืนทส่ี �ำ หรับการใชอ้ นิ เตอรเ์ นต็ เพื่อคน้ หาขอ้ มูล อยา่ งไรก็ตาม ไมว่ ่าจะใช้พ้ืนที่ ในสว่ นใดของหอ้ งสมุดเพ่ือท�ำ กิจกรรม แต่โดยกิจกรรมหลกั แล้ว หอ้ งสมดุ ยังคงใชเ้ ป็นสถานท่ีในการอา่ นหนงั สอื จึงตอ้ งการความสงบเรยี บรอ้ ย หา้ มสง่ เสยี งดัง แม้กระทงั่ เสียงฝีเทา้ จากการเดินก็ควรระมัดระวงั ไม่ให้เกิดเสยี ง ดงั จนเปน็ ทร่ี บกวนผู้อืน่ มารยาททค่ี วรปฏบิ ัตใิ นการใช้ห้องสมุด มดี ังต่อไปน้ี - ไมส่ ่งเสยี งดังจนเป็นทรี่ บกวนภายในอาคาร - รักษาวัสดอุ ุปกรณ์ เอกสาร นิตยสาร และหนงั สือทุกชนดิ ให้อยู่ในสภาพท่ีสมบูรณ์ - ดแู ล รกั ษาหนังสือที่ยมื ให้อยู่ในสภาพเดิม และมีความรับผดิ ชอบในการน�ำ มาคนื ตามกำ�หนด - การนง่ั หรอื เลือ่ นโตะ๊ เกา้ อ้ี ควรจะกระท�ำ อย่างระมดั ระวังไม่ใหเ้ กิดเสยี งดัง - ไมน่ �ำ อาหารเข้ามารับประทานในบริเวณห้องสมุด มารยาทบนรถเมลแ์ ละรถไฟฟ้า ประเทศไทยเป็นประเทศหน่งึ ทีม่ จี �ำ นวนประชากรใช้รถเมลแ์ ละรถไฟฟ้า เป็นยานพาหนะในการเดินทางไปทำ�งาน โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ คนในเมืองหลวง เน่ืองจากการใช้บริการรถเมลแ์ ละ รถไฟฟ้าในช่วงเวลาของการไปท�ำ งานและเลิกงาน เป็นเวลาทีม่ ีจำ�นวนคนหนาแนน่ หากทุกคนไมป่ ฏบิ ัติตามกฎ กตกิ าหรอื ตามหลักมารยาทสากลแล้ว กจ็ ะเกดิ การทะเลาะววิ าท วุ่นวาย อาจเกดิ อบุ ตั เิ หตุ และทำ�ให้เกิดการ ลา่ ช้า ดงั นนั้ ในการเดนิ ทางโดยรถเมลห์ รอื รถไฟฟ้าควรมมี ารยาทในการโดยสาร ดงั ตอ่ ไปนี้ - เข้าแถวซือ้ ตั๋วรถไฟฟา้ ให้เปน็ ระเบยี บเรียบรอ้ ย - เม่ือข้ึนบนรถเมล์หรือรถไฟฟา้ หากมที น่ี ่ังกค็ วรนัง่ ให้เรยี บรอ้ ย ถ้าไมม่ ีก็ใหจ้ ับเสาหรอื ราวโดยไม่ควร ยืนพงิ เสาให้เกะกะผูอ้ นื่ ไม่ยืนขวางประตทู างเขา้ -ออก - ไม่ควรน�ำ อาหารขนึ้ มารับประทานอาหารบนรถเมล์หรือรถไฟฟ้า เพราะอาจมกี ลนิ่ ท่รี บกวนผู้อ่นื และ อาจจะหกเลอะเทอะได้
75 - ไมย่ น่ื แขนหรือศรี ษะออกนอกรถเมล์ เพราะอาจเกิดอนั ตรายได้ - ไม่เดนิ ไปมาระหวา่ งตู้โดยสารรถไฟฟา้ เพราะนอกจากรบกวนผอู้ ื่นแล้ว กอ็ าจจะเป็นอนั ตรายได้ - ไม่วิง่ เล่นบริเวณสถานรี ถไฟฟ้า หากพลาดตกลงไปในรางซึ่งมีกระแสไฟฟ้า อาจเกิดอันตรายถงึ ชีวิตได้ มารยาทการใช้บนั ไดเลื่อน ปจั จบุ นั นบี้ ันไดเลื่อนเป็นเครื่องมอื ท่ีใช้ในการชว่ ยเดนิ ใหก้ ับคนมากข้นึ ในทุก สถานที่ ตามอาคารตา่ ง ๆ ไม่ว่าจะเปน็ หา้ งสรรพสนิ ค้า สนามบิน ตึกอาคารสูง ๆ ท่ัวไป เพื่อเป็นการช่วยผ่อน แรง ในการเดินขึ้นที่สงู ช่วยลดความเหนื่อยลา้ และทำ�ใหก้ ารเดนิ ทางในอาคารรวดเรว็ ข้นึ การใช้บันไดเล่อื นหรือ ทางเล่อื นจึงควรมีมารยาทดงั ต่อไปน้ี - ใช้บนั ไดเล่อื นดว้ ยความระมัดระวงั ด้วยการก้าวให้ถูกจังหวะการเลื่อนของบนั ได - เม่อื กา้ วขึน้ ไปยืนควรยืนชิดดา้ นขวาของราวบันได - เวน้ พ้นื ท่ดี า้ นซ้ายไว้ให้ส�ำ หรบั ผู้ท่ีต้องการความรบี เรง่ ไดเ้ ดินไปทางดา้ นซ้าย - ไมค่ วรวางของเกะกะบนราวบนั ได - ควรสวมรองเท้าในการใช้บันไดเล่อื นทุกครัง้ มารยาทในการใช้ลิฟต ์ ควรปฏิบตั ดิ ังน้ี - กดปมุ่ ลฟิ ต์ เมอ่ื ลฟิ ต์เปิดไมค่ วรแย่งกนั เข้า และเม่ือลฟิ ตจ์ ะปดิ แตม่ คี นตามมาทีหลัง ควรกดรอจนกว่า คนอ่นื ทม่ี าทหี ลงั จะได้เขา้ ลฟิ ต์ - ควรให้โอกาสเดก็ สตรี และคนชรา เข้า-ออกลิฟตก์ อ่ น - เมอ่ื เขา้ ไปในลิฟต์ ควรเดนิ ชิดใน ไม่ขวางทางเขา้ ออกเพื่อใหผ้ ้อู ่ืนสามารถเข้า-ออกได้สะดวกและเพื่อ ความรวดเรว็ - ไม่ส่งเสียงดงั หรอื สร้างความร�ำ คาญอ่ืนๆ ในลิฟต์ - หากลิฟต์เตม็ ควรรอไวค้ ราวตอ่ ไป มารยาทการใช้หอ้ งนำ้�สาธารณะ ประเทศไทยในปัจจุบนั มีหอ้ งน�้ำ ท่ที นั สมัยเพิ่มมากขึ้น ตามห้างสรรพ สนิ ค้า มหาวิทยาลยั โรงเรยี น ป๊มั น�้ำ มัน ภัตตาคาร โรงพยาบาล ห้องนำ้�ได้รบั การดูแลตกแต่งใหส้ ะอาดและ สวยงาม มกี ลน่ิ หอมของน้ำ�หอม ซึ่งทางสถานท่นี ้ัน ๆ ไดพ้ ยายามจดั ทำ�ให้เกดิ ความประทบั ใจ และบ่งบอกถงึ ความดแู ลและเอาใจใส่ในเร่ืองของความสะอาดของเจา้ ของสถานท่ีนั้น ดังน้นั ผู้ท่ีใชห้ อ้ งน้ำ�สาธารณะควรมี มารยาทในการใชด้ ังตอ่ ไปน้ี - ควรใช้เวลาในการท�ำ ธรุ ะส่วนตัวใหพ้ อเหมาะ เพราะอาจมคี นอน่ื ทีร่ ออยู่ - ก่อนออกจากห้องน้ำ�ควรสำ�รวจความเรยี บรอ้ ยของโถส้วม - กระดาษชำ�ระควรใชแ้ ตพ่ อดี ใช้ดว้ ยความประหยดั - ไมข่ ดี เขยี นฝาผนังห้องน้�ำ - หากมกี ารใชผ้ ้าอนามยั ควรห่อให้มดิ ชดิ ก่อนท่จี ะท้ิงในถงั ขยะ มารยาทในการชมมหรสพ ควรปฏิบัตดิ ังน้ี - ควรไปถงึ สถานที่ชมมหรสพก่อนเวลาแสดงเลก็ นอ้ ย - ควรมกี ารจองซ้อื บัตรหรอื ต๋วั ลว่ งหนา้ ถ้าเปิดให้ซ้ือหรอื สง่ั จองได้ลว่ งหน้า แตถ่ า้ ต้องซือ้ บตั รหรอื ตัว๋ ท่ีหน้าสถานท่ีชมมหรสพ ต้องเขา้ แถวซ้อื ตามลำ�ดับกอ่ น-หลัง โดยสุภาพบรุ ษุ ตอ้ งเปน็ ฝา่ ยจัดการในการซอ้ื บตั ร หรือตั๋วและเลอื กทนี่ ัง่ - ปฏิบตั ิตามกฎระเบยี บของสถานที่ชมมหรสพกำ�หนด
76 - เมอื่ เข้าไปน่งั ในทนี่ ัง่ ชมมหรสพ ใหน้ ่งั ตามเลขท่ีนัง่ ทีร่ ะบุในบัตรหรอื ตว๋ั ของตน - สุภาพบุรุษต้องเป็นผูน้ ำ�สภุ าพสตรีเข้าไป เมอ่ื ถงึ ทีน่ ัง่ แล้วสภุ าพบรุ ษุ ตอ้ งใหส้ ุภาพสตรนี ั่งก่อนแลว้ ตน จงึ นง่ั แต่ถ้าในสถานที่ชมมหรสพนนั้ มีเจา้ หน้าท่คี อยต้อนรบั นำ�ไปสง่ ยงั ที่นั่งต้องใหส้ ภุ าพสตรเี ดนิ ตามเจา้ หน้าที่ สว่ นสุภาพบุรุษเดนิ ตามหลังและใหส้ ุภาพสตรนี ง่ั ก่อนเช่นกนั - เม่ือเดินผา่ นท่านผชู้ มอื่น ตอ้ งกลา่ วคำ�วา่ “ขอโทษ” กอ่ นเดินผา่ นเสมอ และถา้ มีคนหลีกทางให้ต้อง กล่าวคำ�ว่า “ขอบคุณ” หรือ “ขอบใจ” ทเี่ ขาหลกี ทางให้เสมอ - ควรปฏิบตั ิภารกิจตา่ ง ๆ ให้เรยี บรอ้ ยก่อนเขา้ ชมมหรสพ เพื่อไม่ใหต้ อ้ งเดินเขา้ -ออกขณะชมมหรสพ เพราะจะรบกวนผ้อู ืน่ - ควรปิดโทรศพั ทม์ ือถอื เมื่อเขา้ ชมมหรสพเพราะจะสง่ เสียงรบกวนผู้อนื่ - ไมค่ วรน�ำ อาหารหรอื ของขบเคี้ยวเขา้ ไปรับประทานขณะชมมหรสพ - ไมค่ วรคยุ กันขณะชมมหรสพ หรอื ถ้ามีความจ�ำ เปน็ ไมค่ วรสง่ เสียงดังจนรบกวนผู้อื่น - ควรนง่ั ชมมหรสพด้วยอาการส�ำ รวม และไมค่ วรนง่ั หลบั ในขณะชมมหรสพ - เมอ่ื เกดิ ความพึงพอใจในการแสดงมหรสพ ควรปรบมอื อย่าส่งเสยี งประหลาดออกมาเม่อื เกิดความไม่พอใจหรือเบ่ือหนา่ ย ควรให้เกียรตผิ ูแ้ สดงเสมอ - ไมค่ วรใสน่ ้ำ�หอมหรอื โคโลญจนท์ ม่ี ีกล่นิ รนุ แรง เพราะจะทำ�ใหก้ ล่ินฉนุ รบกวนผูอ้ ืน่ - ไม่ควรพาเด็กเล็กเกินไปเข้าไปในโรงมหรสพ เพราะเด็กจะส่งเสียงรบกวนผอู้ ่ืน หรอื สร้างความร�ำ คาญ แกผ่ อู้ ื่น และอากาศในโรงมหรสพยังไมเ่ หมาะกับเดก็ เลก็ อีกด้วย - ยนื แสดงความเคารพ เมอ่ื มกี ารบรรเลงเพลงสรรเสรญิ พระบารมเี สมอ - ปฏบิ ตั ิตามกฎระเบียบของสถานทช่ี มมหรสพก�ำ หนดไว้ มารยาทในงานประเพณีและพธิ กี รรม ขนบธรรมเนียมประเพณขี องไทยเปน็ ส่งิ ที่ชาวไทยยดึ ถือปฏบิ ตั ิ กันมานาน ชาวไทยต้องเกยี่ วข้องกับพธิ กี รรมทางศาสนาต้ังแต่เกดิ จนถึงวาระสุดทา้ ยของชวี ติ เชน่ งานอปุ สมบท งานแต่งงาน งานศพ เป็นต้น การเขา้ รว่ มพิธกี รรมตา่ ง ๆ ควรปฏบิ ตั ิดังน้ี มารยาทในการไปงานมงคลสมรส การไปร่วมงานมงคลสมรสไปเพือ่ แสดงความยนิ ดีและอวยพรแก่คู่ บ่าวสาว ควรปฏบิ ัติมารยาทดังน้ี - การแตง่ กาย ควรแตง่ กายด้วยเสือ้ ผา้ สสี ดใส เหมาะสมกับสถานท่ีจัดงาน หรือในปจั จบุ ันคบู่ า่ วสาว นิยมก�ำ หนดลกั ษณะงาน แลว้ แจ้งแขกท่ีมารว่ มงานเก่ยี วกบั ในเร่ืองการแตง่ กาย เช่น แตง่ กายแบบลูกทุ่งยอ้ น ยคุ แตง่ กายด้วยสีฟา้ เปน็ ตน้ - ควรหาของขวัญให้คู่บา่ วสาว เชน่ เชค็ ของขวัญ ของใชห้ อ่ สวยงาม เป็นตน้ ของ ทุกชนิ้ ควรมนี ามบตั ร หรือติดบัตรแสดงความยนิ ดบี อกช่ือผู้ใหด้ ้วย เพอ่ื สะดวกต่อคบู่ า่ วสาวในการบนั ทึก โดยทว่ั ไปสง่ิ ทนี่ ิยมมอบให้ แกค่ ่บู ่าวสาวคอื เงินใสซ่ อง เพ่ือใหค้ ่บู ่าวสาวน�ำ ไปใช้ประโยชนต์ ามที่ตอ้ งการ - เมอ่ื ไปถึงงาน ควรทักทายเจ้าภาพหรือคู่สมรสกอ่ น น�ำ ของขวญั มอบใหค้ บู่ ่าวสาวหรอื นำ�ไปมอบทีโ่ ต๊ะ รบั ของขวญั - นั่งตามท่เี จ้าภาพจัดให้ - สามีภรรยาท่ีไปงานมงคลสมรสด้วยกันควรเข้าไปรดนำ�้ สงั ข์อวยพรค่บู า่ วสาวพรอ้ มกัน - รบั ของชำ�ร่วยเพยี งช้นิ เดียว หากจะนำ�ไปฝากผู้ทฝี่ ากของขวัญมาให้คสู่ มรส ควรแจ้งเจา้ ภาพ - หากไดร้ ับเชิญใหข้ ้ึนไปกล่าวสนุ ทรพจน์ ควรเร่มิ จากการกลา่ วขอบคุณเจ้าภาพที่ใหเ้ กียรติ และจบดว้ ย
77 การเชิญชวนใหแ้ ขกทมี่ ารว่ มงานดมื่ อวยพรแก่คู่บา่ วสาว - เม่ือถึงเวลากลบั ควรบอกลาเจ้าภาพ หากมีแขกจ�ำ นวนมาก อาจบอกเจ้าภาพลว่ งหนา้ ไวก้ อ่ นว่าตอน กลบั อาจไม่ได้ลา ตอ้ งขออภยั ด้วย มารยาทในการไปงานศพ การไปร่วมงานศพ แบง่ ออกได้ดงั นี้ - การไปรดน�ำ้ ศพ ส่วนใหญม่ ักรดน้�ำ ศพญาตสิ นิท และนิยมรดน้ำ�ศพผทู้ ่ีสงู กวา่ ไม่นยิ มรดน�ำ้ ศพผทู้ ่ีอายุ นอ้ ยกว่า ก่อนรดน�ำ้ ศพควรแสดงคารวะศพดว้ ยการไหว้ หรอื โคง้ ค�ำ นบั แลว้ แต่ความเหมาะสม ขณะทำ�ความ เคารพใหภ้ าวนาขออโหสกิ รรมในใจ แลว้ คอ่ ย ๆ รนิ นำ้�อบทท่ี างเจ้าภาพจดั เตรยี มลงบนมือขวาของศพ พร้อมกบั กลา่ วในใจวา่ “ขอจงไปสู่สคุ ตเิ ถดิ ” การไปรบั ฟังสวดพระอภธิ รรม ควรปฏบิ ตั ิดงั นี้ (1) แต่งกายไว้ทกุ ข์ (2) เม่อื เขา้ ถงึ งานควรเขา้ ไปหาเจา้ ภาพ แสดงความเสียใจ มอบพวงหรดี หรือซองเงินท�ำ บุญตามที่จดั เตรียมมา (3) เข้ากราบพระพุทธรปู 3 ครงั้ แบบเบญจางค์ประดษิ ฐ์ แลว้ จดุ ธูป 1 ดอกปกั ลงในกระถางธปู นัง่ พับ เพยี บกราบศพแบบไมแ่ บมอื (4) หาท่ีนั่งเหมาะสม สว่ นมากด้านหนา้ มกั เปน็ โซฟารับแขกซึ่งจดั ไว้ใหป้ ระธานนัง่ แขกธรรมดาจะน่งั ดา้ นหลงั (5) นงั่ ประนมมือฟงั พระสวดดว้ ยความสงบ (6) ไปร่วมงานในฐานะเปน็ เจา้ ภาพงานสวด ตอ้ งจุดธูปเทียนบูชาพระ ให้จุดเทยี นด้านซา้ ยมอื กอ่ น อาราธนาศีล เมื่อจบการสวดต้องเป็นผูถ้ วายเครื่องปัจจยั ไทยทาน ทอดผา้ บงั สกุ ุลกอ่ นและกรวดน้ำ�อทุ ิศส่วนกุศล ใหผ้ ตู้ าย (7) ควรอยูฟ่ งั สวดให้ครบ 4 จบ หากบา้ นไกลอาจกลับกอ่ น แต่จะตอ้ งลาเจ้าภาพด้วย การไปร่วมงานฌาปนกิจหรืองานพระราชทานเพลงิ ควรปฏบิ ตั ิดังนี้ (1) แตง่ กายดว้ ยชุดไวท้ ุกข์ ถ้าเปน็ งานพระราชทานเพลิง สตรีควรสวมกระโปรง ถงุ นอ่ ง บรุ ุษใส่ชุด พระราชทาน หรือสวมเสอ้ื เช้ติ สีขาว ผูกเน็คไทดำ� (2) เมื่อไปถึงงานควรแสดงความเคารพเจา้ ภาพกอ่ น แล้วหาท่ีนัง่ ที่เหมาะสม (3) หากมีการเปา่ แตรงอนเพอ่ื เป็นเกียรตแิ กผ่ ู้วายชนม์ ทุนคนยืนตรง แสดงความเคารพให้ เกียรตแิ ก่ผู้วายชนม์ (4) ควรเรยี งแถว ทยอยกนั ขนึ้ จุดเพลิงศพ (5) แสดงความเคารพด้วยการคำ�นบั หรอื ไหว้ กอ่ นวางดอกไมจ้ นั ทน์ การฝึกกริ ิยามารยาทในการรบั ประทานอาหาร มารยาทพน้ื ฐานในการร่วมกับประทานอาหารมมี ากมายหลายอยา่ ง เริม่ ต้งั แต่การเตรียมตวั เองเพือ่ ไป ร่วมงาน จนกระทัง่ ถงึ การรบั ประทานอาหาร และเสร็จส้นิ งานนั้น ๆ ซึ่งมรี ายละเอียดข้นั ตอนตอ่ ไปนี้ 1. กอ่ นจะไปรว่ มงานควรเตรยี มเสื้อผ้าเครอ่ื งแตง่ กายใหเ้ หมาะสมกบั งานนั้น ๆ เช่น งานราตรสี โมสร งานเลี้ยงอาหารค�ำ่ งานเล้ยี งค็อกเทล งานเลยี้ งอาหารแบบโต๊ะจนี งานเลย้ี งอาหารแบบบฟุ เฟ่ต์ เปน็ ตน้ 2. เม่อื เดนิ ทางไปถงึ งานเลย้ี ง การนงั่ เกา้ อรี้ ับประทานอาหารระยะหา่ งระหว่างโต๊ะกบั ลำ�ตวั เป็นเรอ่ื ง ที่สำ�คัญเพราะถ้าห่างเกินไปเมื่อเวลาทานอาหารก็ต้องโน้มตัวมาข้างหน้าทำ�ให้ดูเหมือนต้องย่ืนลำ�คอออกมารับ
78 อาหาร มองดแู ล้วไม่สวยงาม แต่ถ้าน่ังชิดโตะ๊ มากเกินไปก็จะท�ำ ใหเ้ วลาใชช้ ้อนและส้อมตกั อาหารขอ้ ศอกกาง ออก ทา่ น่งั ทถี่ ูกตอ้ งจงึ ควรให้ลำ�ตัวหา่ งจากโตะ๊ ประมาณหนง่ึ ก�ำ ปั้นคร่ึง 3. อยา่ นั่งไขว่หา้ งหรือถอดรองเท้าไว้ใต้โตะ๊ บางครงั้ เราคิดว่าการน่งั จะนง่ั อยา่ งไรก็ได้ เพราะมี ผ้า ปโู ต๊ะช่วยปดิ บงั ขา แต่ในความเปน็ จรงิ แล้วอาจจะกอ่ ใหเ้ กดิ ความร�ำ คาญแกผ่ ู้อื่น การน่งั กระดกิ เท้าหรือสั่นขา อยตู่ ลอดเวลาก็เปน็ ส่ิงท่ีนา่ ร�ำ คาญและนา่ รังเกยี จอยา่ งย่ิงแสดงถงึ การขาดการอบรม จะเหน็ ได้ว่าคนทีม่ ีการ แสดงออกถึงกริ ยิ าท่าทางท่ีดกี ็จะมองใหเ้ หน็ ถึงการได้รบั การอบรมมาจากครอบครัวท่ดี ี ดงั ค�ำ พูดที่ว่า “สำ�เนียง สอ่ ภาษากิริยาส่อสกลุ ” กริ ิยาที่ไมด่ ีตา่ ง ๆ ไมม่ ีใครกลา้ ทจ่ี ะบอกใหเ้ ราไดท้ ราบ จึงควรจะตอ้ งระมัดระวงั ตัวเองใน การแสดงออกถึงกริ ิยาท่าทางตา่ ง ๆ 4. ไมค่ วรเอาขอ้ ศอกวางไว้บนโตะ๊ นง่ั รับประทานอาหาร การวางข้อศอกไวบ้ นโต๊ะแล้วเอามอื ประคอง ศีรษะรับประทานอาหาร มองดูเหมือนคนปว่ ย ไมม่ ีสงา่ ราศี หรือมองดูเหมอื นขีเ้ กียจ นอกจากเสยี บุคลกิ ภาพของ ตนเองแลว้ ยงั ท�ำ ใหเ้ ปน็ ท่นี า่ รำ�คาญ เกะกะผ้อู ืน่ อีกดว้ ย จงึ ตอ้ งระมัดระวงั 5. ไมพ่ ูดจาซบุ ซิบ การพูดจาซุบซบิ กบั คนทีน่ ่ังข้าง ๆ อาจจะท�ำ ใหค้ นอ่นื ทีน่ ัง่ รว่ มในโต๊ะเกิดความไม่ สบายใจวา่ เกิดอะไรข้ึนกับตัวเรา หรือถกู นนิ ทาวา่ ร้ายบางคร้ังถา้ เจ้าภาพผจู้ ดั งานเห็นก็จะเกดิ ความไม่สบายใจ เช่น อาจจะคิดวา่ ถูกนินทาว่าอาหารไมอ่ ร่อย การจัดงานไม่ดีหรือมีบางสิง่ บางอย่างบกพร่อง จึงไม่ควรทจี่ ะแสดง กิริยาทา่ ทางดังกล่าว 6. ไม่ใช้ไม้จมิ้ ฟนั แคะฟันบนโตะ๊ อาหาร ถา้ มีความจ�ำ เป็นจรงิ ๆ ก็ให้ใช้มอื อีกด้านหน่ึงบงั เอาไวแ้ ต่ ถ้าเศษอาหารติดฟันจนเอาไม่ออกจำ�เป็นต้องแคะโดยการออกแรงก็ควรขออนุญาตและเดินไปเข้าห้องน้ำ�เพ่ือ จดั การกับเศษอาหารนัน้ 7. ใหค้ วามสนใจกบั พิธีกร หรือผู้ด�ำ เนินรายการ ในการร่วมงานเลี้ยงสงั สรรคท์ ่ีมพี ิธกี รในงานบาง ช่วงบางตอน ขณะทีพ่ ิธกี รก�ำ ลังพดู ควรสนใจฟงั ควรหยดุ รับประทานอาหารและหยุดการพูดคุย เพื่อฟงั พธิ กี ร พดู เปน็ การใหเ้ กยี รตแิ ละแสดงความสนใจผูพ้ ดู อย่าละเลยในเร่อื งเหลา่ นเ้ี พราะเป็นการแสดงใหเ้ หน็ ความมี มารยาท มารยาทพ้ืนฐานในการรบั ประทานอาหารเป็นสง่ิ ทีท่ ุกคนทำ�ไดแ้ ต่ส่วนใหญม่ ักจะละเลย และท�ำ ตามใจตัว เองจนกลายเป็นการเสียมารยาทเสียบคุ ลิกภาพ มารยาทพื้นฐานในการรับประทานอาหารนหี้ ากบุคคลได้ศึกษา และนำ�ไปปฏิบัตจิ ะเปน็ เพยี งเร่อื งงา่ ย ๆ ท่ัวไป และหากนำ�ไปปฏิบตั จิ ะเปน็ สิง่ ท่ชี ว่ ยเสริมสร้างให้ตัวเองดดู มู ี คณุ ค่าย่ิงขน้ึ มารยาทการรับประทานอาหารแบบบฟุ เฟ่ การเลีย้ งอาหารแบบบฟุ เฟ่ เปน็ ที่นยิ มจดั เล้ยี ง เพราะทุกคนต้องช่วยเหลือตวั เอง จงึ ไมต่ อ้ งมภี าระใน เร่อื งการใชพ้ นกั งานเสริ ฟ์ นอกจากนน้ั ยังประหยัดอุปกรณ์และภาชนะในการรบั ประทานอาหารไดม้ าก การเลี้ยง อาหารแบบบฟุ เฟ่ นยิ มใช้ในการประชุมสมั มนาการอบรม เนื่องจากมจี ำ�นวนปรมิ าณของคนมาก ทกุ คนจงึ ต้องมี มารยาทในการเขา้ แถวการตกั อาหารเพ่ือรับประทานอาหารซ่ึงหลักการงา่ ยๆ ที่จะตอ้ งปฏิบัตมิ รี ายละเอยี ดดงั ต่อ ไปน้ี 1. ควรลกุ ไปตกั อาหารเองโดยยนื ตอ่ แถวและอย่าใหเ้ ป็นภาระของผู้อื่น ไมห่ ยิบอาหาร ช้อนสอ้ ม หรอื ตักอาหารแจกผอู้ นื่ แตล่ ะคนตอ้ งชว่ ยเหลอื ตัวเอง 2. ไมพ่ ูดคยุ ขณะทีต่ กั อาหาร รบั ตกั อาหารเพอ่ื ให้ผอู้ ื่นได้ตักอาหารบา้ งอย่าตกั อาหารให้ล้นจาน 3. ตกั อาหารเปน็ อย่าง ๆ อยา่ วางสุมทบั กัน ถ้าของเปน็ ชิ้นควรหยบิ เพียงหนง่ึ ชนิ้ จะหยิบเกนิ กว่าหนึง่ ก็
79 ตอ่ เมอ่ื ผอู้ น่ื ไดค้ รบแล้ว 4. อาหารทต่ี ักมาตอ้ งรบั ประทานใหห้ มด ถ้าไมพ่ อสามารถลุกเติมได้ 5. เมอ่ื รับประทานเสร็จต้องเข่ยี เศษอาหารในจาน และรวบช้อนสอ้ มใหเ้ รียบร้อย 6. กระดาษเชด็ มือไม่ควรใส่ในจานอาหารเพราะจะทำ�ให้ปลวิ เกบ็ ลำ�บาก ควรใชจ้ านวางทับไว้ 7. ถา้ มีการก�ำ หนดให้เอาจานอาหารวางไวท้ ่ีใด เม่อื รับประทานเสร็จแล้วควรปฏบิ ัตติ าม 8. อาหารหวาน ควรตักเม่อื รับประทานอาหารคาวเสรจ็ แลว้ 9. ไม่เบยี ดหรือแซงผู้อน่ื ไมย่ น่ื มอื ไปตกั อาหารข้ามมอื หรือแขนควรคอยจังหวะใหผ้ อู้ ่นื ตกั เสรจ็ เสยี ก่อน แมว้ ่าจะเป็นอาหารทีช่ อบกต็ าม สรปุ สาระสำ�คญั การไดศ้ ึกษาหาความรู้ถึงหลักมารยาทถือเปน็ สิง่ ท่สี �ำ คญั อย่างยง่ิ ไม่ว่าจะเปน็ ชนชาติใด บรรพบรุ ุษได้ พยายามส่ังสอน วางหลักเกณฑ์ส่ิงทีด่ ีงามเพ่อื ให้ลกู หลานในรุน่ ตอ่ ๆ ไปได้ยดึ ถือปฏบิ ตั ิ นับเป็นความงดงามของ สงั คมทีค่ วรจะได้อยคู่ กู่ บั ทุกชนชาติ เพราะการมีมารยาทที่ดีเป็นสง่ิ ทช่ี ว่ ยใหส้ ังคมดี สงั คมน่าอยู่ชว่ ยเป็นส่ิงท่ียดึ เหน่ียว และขดั เกลาให้คนเป็นคนดี มคี ณุ คา่ ในตัวเอง คณุ คา่ ของสงั คมไม่ว่าจะเปน็ กิรยิ ามารยาทที่ดดี ้านใด ยอ่ ม ทำ�ใหผ้ ู้ที่ต้องการพัฒนาตนเองให้มองดูดีในสายตาของคนอน่ื และตวั ผู้ปฏิบตั เิ องก็เกิดความภาคภูมใิ จ มารยาทเป็นสว่ นหนึง่ ของการดำ�เนนิ ชีวติ ในสังคม เปน็ วฒั นธรรมทีแ่ สดงออกถงึ ลักษณะนิสยั ภายใน บคุ คล และเป็นค่านยิ มในทางสุภาพออ่ นโยนออ่ นนอ้ ม ดงี าม สามารถสร้างความยนิ ดีและความประทับใจให้แก่ ผู้พบเหน็ ผู้ทต่ี ดิ ต่อสมาคมด้วย ผูท้ ี่มีกิรยิ ามารยาทดงี ามและรู้จกั การวางตวั ท่ีเหมาะสมในสงั คม ย่อมเป็นผ้ทู ี่มี เสน่ห์ เป็นที่นา่ สนใจของผ้อู น่ื อกี ทงั้ ยงั ดมู ีคณุ ค่าในตวั เอง ดังนั้นบคุ คลจงึ ควรแสดงออกอยา่ งดงี าม ไมว่ ่าจะเปน็ กิริยา อาการ และถ้อยคำ�วาจา เพือ่ ท�ำ ให้เป็นผมู้ คี ณุ คา่ และเป็นทชี่ ่ืนชมของทกุ คนในสงั คม
80 10 และพกฤารตสกิ รรา้รทงมจกัทิตี่เษสหำ�ะมนาทกึะ่ีทส1ีด่ม0ตีต่ออ่ สกังารคทม�ำ งาน สาระสำ�คัญ การสร้างจิตส�ำ นึกที่ดตี อ่ สังคมเปน็ เรือ่ งของนามธรรม ซงึ่ เกี่ยวข้องกบั ทัศนคติ ระบบการคิด มุมมอง ต่อตนเอง และตอ่ ผู้อื่น ซึ่งมคี วามสำ�คัญมาก เพราะการมจี ิตสำ�นึกท่ดี ยี อ่ มสง่ ผลใหส้ ามารถคิด และทำ�ในสิง่ ทีด่ ี ในส่งิ ทสี่ ร้างสรรคอ์ ันจะเปน็ ประโยชน์ ต่อผู้ป่วยเอง และตอ่ ผอู้ ่ืนในสงั คมสว่ นรวม ซึ่งการที่จะสรา้ งจติ สำ�นกึ ที่ดี นั้น ยอ่ มตอ้ งมีพ้นื ฐานมาจากการมองโลกในแงด่ ี ในการคดิ บวก การพึงพอใจในชวี ิต พึงพอใจในการทำ�งาน และ บทบาทหน้าท่ีในชวี ิตของตนเอง รวมถึงการมีความสขุ ในชีวิตซ่งึ ผปู้ ว่ ยจะต้องรจู้ กั การเสียสละ สามารถเข้าใจ ถงึ การเปน็ ผู้ให้ และผู้รบั ท่ีดีและพรอ้ มทจี่ ะแบ่งปัน ตอบแทนกลับคนื สงั คม ซึง่ การที่จะสรา้ งจิตสำ�นึกดังกลา่ ว นั้น จะตอ้ งมกี ารก�ำ หนดเปา้ หมายให้กบั ตนเอง ท้งั ระยะส้นั และระยะยาว กำ�หนดเปา้ หมายในการท�ำ งาน และ เป้าหมายในการด�ำ เนนิ ชวี ิต เพื่อเปน็ แนวทางในการปฏิบตั ติ นและมีการเสรมิ สร้างแรงจูงใจใหก้ ับตนเองเพื่อให้ สามารถบรรลุเป้าหมายนนั้ และเมอื่ สามารถบรรลุเปา้ หมายนน้ั ได้ ย่อมทำ�ให้ผปู้ ว่ ยเกิดความภาคภูมใิ จในตนเอง เกิดความสุข และพร้อมท่จี ะแบง่ ปนั ให้ผูอ้ ื่นในสังคมตอ่ ไป วัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้ 1. เพอ่ื ใหผ้ ปู้ ่วยมจี ิตส�ำ นึกท่ดี ตี อ่ สังคมเหน็ ถงึ ประโยชน์ส่วนรวม และร้จู ักการเป็นผู้ใหแ้ ละผรู้ บั ท่ีดี 2. เพอ่ื ใหผ้ ปู้ ว่ ยเกดิ ความพงึ พอใจในชีวติ และการทำ�งาน สามารถมองโลกในแง่ดีและมีความสุข 3. เพอ่ื ให้ผูป้ ว่ ยสามารถตั้งเป้าหมายในการทำ�งาน และในการด�ำ เนนิ ชวี ติ มีแรงจูงใจในการท�ำ งาน ข้นั ตอนกจิ กรรมที่ 10.1 การเห็นแก่ประโยชน์สว่ นรวมและการเป็นผู้ให้ – ผ้รู บั ที่ดี (60-90 นาท)ี ข้นั ตอน วิธีการในการดำ�เนินกิจกรรม สื่อ/อปุ กรณ์ 1. ทักทายสร้างสัมพันธภาพกบั ผปู้ ่วยทเ่ี ข้ารว่ มกิจกรรม 2. ผู้นำ�กล่มุ และผปู้ ว่ ยแนะนำ�ตวั โดยอาจแนะนำ�โดยใชท้ า่ ทางเพื่อกระตุ้น ให้ผปู้ ่วยเกิดความพร้อมในการรว่ มกจิ กรรมกลุม่ 3. ผ้นู ำ�กลุ่มเกรน่ิ เข้าสู่ประเด็นเรือ่ งของการสรา้ งจิตสำ�นกึ ทางสงั คม และ ชัดถามผปู้ ่วยวา่ “ผปู้ ว่ ยแตล่ ะคนเคยทำ�ส่ิงใดทเ่ี ป็นประโยชน์ต่อส่วน รวมบา้ ง” และ “ร้สู กึ อยา่ งไร” 4. ผูน้ �ำ กลมุ่ บรรยายเร่อื งการเปน็ ผู้ให้-ผู้รบั ทด่ี ี และการเห็นแกป่ ระโยชน์ - ใบความรู้ท่ี 1 การเห็นแก่ ส่วนรวม ประโยชนส์ ว่ นรวม - ใบความรทู้ ี่ 2 การเป็นผู้ให้ ผู้รบั ทีด่ ี
81 ขัน้ ตอน วธิ ีการในการด�ำ เนินกจิ กรรม สื่อ/อุปกรณ์ 5. ภายหลงั การบรรยายจบให้ผปู้ ่วยแต่ละคนคดิ ทบทวนว่าอยากท�ำ ประโยชน์อย่างไรใหก้ ับสังคม คนละ 1 อยา่ งและผลดั กนั นำ�เสนอจน ครบทกุ คน 6. แจกสมุดบนั ทึกความดีใหก้ บั ผู้ปว่ ยทกุ คนกับไปท�ำ เปน็ การบ้านโดยใหผ้ ู้ สมดุ บันทึกความดี ปว่ ยบันทกึ ความดที ่ีตนเองทำ�เพือ่ สังคมส่วนรวม โดยให้ผปู้ ว่ ยบันทกึ ว่า “ท�ำ เมือ่ ไร ท�ำ กจิ กรรมใด และผลเปน็ อย่างไร” เป็นเวลา 1 สัปดาห์และ ให้กลบั มาน�ำ เสนอในการทำ�กลมุ่ ครงั้ ถดั ไป 7. ผนู้ ำ�กลมุ่ สรุปเรื่องการทำ�ประโยชน์เพอ่ื ส่วนรวม และพดู เช่ือมโยงถงึ การเปน็ ผู้ใหแ้ ละผู้รับทีด่ โี ดยยกตวั อยา่ งให้เหน็ เปน็ รูปธรรมและถาม ความรู้สึกผู้ป่วยว่าเมื่อตนเองเป็นผู้ให้และผรู้ บั รู้สกึ อย่างไร 8. ผ้นู ำ�กลมุ่ นำ�กลอ่ งซงึ่ มรี ายชื่อของผ้ปู ่วยทกุ คนออกมาเพอ่ื ใหผ้ ูป้ ว่ ยจบั กลอ่ งใสส่ ลากรายช่ือผูป้ ่วย ฉลากหา buddy ของตนเอง (buddy มีหนา้ ท่ีในการดูแลคู่ buddy ทุกคน ด้วยวธิ ีการต่างๆเช่น ด้วยคำ�พูด ด้วยการใหข้ นมฯลฯ) โดยให้ buddy ดูแลคู่ buddy เปน็ เวลา 1-2 สัปดาห์ และนัดหมายใหผ้ ูป้ ว่ ยมาเล่าถงึ ความรู้สกึ ของการเป็นผู้ให้-ผ้รู บั เมอ่ื ครบกำ�หนดเวลา ในการเข้ากลุ่ม คร้งั ถัดไปพรอ้ มเฉลย buddy 9. ผนู้ �ำ กลมุ่ สรปุ ความคดิ เห็นของผปู้ ว่ ยและฝากการบ้านใหน้ ำ�กลบั ไป ปฏบิ ตั กิ ับผ้อู ่ืนและให้เลา่ ถงึ ส่งิ ท่ีไดเ้ รียนรูจ้ ากกิจกรรมนี้ 10. ปดิ กลุ่ม ข้ันตอนกิจกรรมท่ี 10.2 การพึงพอใจในการทำ�งานในชีวติ การมองโลกในแง่ดีและมีความสขุ (60-90 นาที) ขั้นตอน วิธกี ารในการด�ำ เนินกจิ กรรม สอื่ /อปุ กรณ์ 1. ทักทายสร้างสมั พันธภาพกับผู้ปว่ ยท่เี ข้าร่วมกิจกรรมแนะน�ำ ตัวและบอก วัตถุประสงค์กตกิ าในการเขา้ กลุ่ม 2. ผู้นำ�กล่มุ บรรยายเร่ืองความพงึ พอใจในการทำ�งาน และการมองโลกใน - ใบความรู้ที่ 3 ความพงึ แงด่ ี พอใจในการทำ�งานในชีวิต - ใบความรทู้ ี่ 4 การมองโลก ในแง่ดีและมคี วามสขุ 3. ใหผ้ ้ปู ว่ ยไดล้ องทบทวนชีวิตตนเอง วา่ เคยเจอเร่อื งราวใดในชวี ิตมา บา้ ง และให้มองหาข้อดีในชวี ติ ตนเอง และผลัดกนั นำ�เสนอ โดยข้ึนตน้ ประโยคด้วยคำ�วา่ “อย่างน้อย”
82 ข้นั ตอน วธิ ีการในการดำ�เนนิ กิจกรรม สอื่ /อุปกรณ์ 4. ผนู้ ำ�กลมุ่ ยกตวั อยา่ งสถานการณ์ “ผู้ป่วยเดินผา่ นบา้ นเพอื่ นบา้ นละมี ก้อนหนิ ตกใสศ่ รี ษะผ้ปู ่วย” และสอบความความรู้สกึ ของผปู้ ่วย พรอ้ ม ท้ังสอบถามวา่ ผปู้ ่วยคดิ ว่าเกดิ จากสาเหตุใดได้บ้าง 5. กระตนุ้ ให้ผปู้ ่วยไดแ้ ลกเปลีย่ นความคิดเห็น และผู้นำ�กลมุ่ สรปุ เชื่อม โยงกับเรื่องของการมองโลกในแงด่ ี โดยให้ผปู้ ว่ ยลองคิดเปรียบเทียบ ว่าในสถานการณก์ ้อนหินตกใส่ศรี ษะ วา่ หากเราคดิ ลบ เราอาจคดิ ว่าผู้ อนื่ แกล้ง เรากจ็ ะรสู้ ึกโกรธแต่ในทางกลบั กนั หากเราคดิ บวก คิดวา่ เปน็ อบุ ตั เิ หตุทผ่ี ้กู ระทำ�ไม่ไดต้ ง้ั ใจเราก็จะไมร่ ูส้ กึ โกรธ เป็นต้น 6. ผนู้ �ำ กลุม่ สรปุ ความคิดรวบยอดในเร่ืองของความพงึ พอใจในชีวติ เช่อื ม โยงกบั ความพึงพอใจในการท�ำ งานและการมองโลกในแง่ดี 7. ให้ผู้ป่วยไดบ้ อกถึงส่งิ ท่ีได้เรยี นรจู้ ากกจิ กรรมและ self-talk ถึงข้อดี ตนเอง คนละ 1 ข้อ 8. ผู้นำ�กลมุ่ ใหก้ �ำ ลังใจผ้ปู ่วย และปดิ กลุ่ม ขัน้ ตอนกจิ กรรมที่ 10.3 การตั้งเป้าหมายและสร้างแรงจูงใจในการท�ำ งาน (60-90 นาท)ี ขัน้ ตอน วธิ ีการในการด�ำ เนินกจิ กรรม สอ่ื /อปุ กรณ์ 1. ทักทายสร้างสมั พนั ธภาพกบั ผ้ปู ่วยทเ่ี ขา้ ร่วมกิจกรรมแนะนำ�ตวั และบอก วัตถุประสงค์กติกาในการเขา้ กลุ่ม 2. ผู้น�ำ กลมุ่ บรรยายเรอื่ งการตั้งเปา้ หมายและสร้างแรงจงู ใจในการทำ�งาน ใบความรู้ท่ี 5 การตัง้ เปา้ หมายและแรงจงู ใจในการ ท�ำ งาน 3. ให้ผ้ปู ่วยแตล่ ะคนวาดภาพ เป้าหมายระยะสั้นและระยะยาวของตนเอง - กระดาษ อยา่ งละ 1 ภาพ และผลดั กันนำ�เสนอ - ดนิ สอ - สชี ุดต่างๆ 4. ผู้น�ำ กลมุ่ กระตนุ้ ให้ผูป้ ่วยไดม้ กี ารแลกเปลย่ี นความคดิ เห็นระหวา่ งกัน และสอบความถึงแรงจงู ใจ และกำ�ลงั ใจที่จะทำ�ให้ ฝา่ ฟันอปุ สรรคไปถึง เป้าหมายนัน้ 5. ใหผ้ ู้ปว่ ยแต่ละคนบอกถงึ แรงจูงใจของตนเองจนครบทุกคน 6. ผนู้ ำ�กลมุ่ ใหก้ �ำ ลงั ใจและพดู เสรมิ แรงจงู ใจใหผ้ ปู้ ว่ ยมกี �ำ ลงั ใจในการบรรลุ เปา้ หมายบนพน้ื ฐานของคามเปน็ จริง
83 ขนั้ ตอน วิธกี ารในการดำ�เนินกิจกรรม ส่อื /อปุ กรณ์ 7. ใหผ้ ูป้ ว่ ยสรปุ ถึงส่งิ ที่ได้เรยี นรู้จากกจิ กรรม 8. ผทู้ �ำ กลมุ่ ปิดกลมุ่ ใบความร้ทู ่ี 1 การเห็นแกป่ ระโยชน์ส่วนรวม การเห็นประโยชนส์ ว่ นรวม มสี าระสำ�คัญ 5 ประการ ดงั นี้ 1. ความซ่ือสตั ย์สจุ รติ คอื การยึดมั่นในความสัตยจ์ รงิ และในสิ่งทถ่ี กู ตอ้ งดีงาม มีความซ่อื ตรง และ มีเจตนาทบี่ รสิ ุทธิ์ ปฏิบัตติ ่อตนเองและผู้อนื่ โดยชอบ ไม่คดโกง เชน่ พูดความจรงิ ไม่ลกั ขโมย ท�ำ ตวั เปน็ ที่นา่ เช่อื ถือ ทำ�ตามสัญญา ตรงไปตรงมา กลา้ เปดิ เผยความจริง รู้จักแยกแยะประโยชนส์ ว่ นตวั ส่วนรวม 2. การมจี ิตสาธารณะ คือ การมจี ิตส�ำ นึกเพื่อสว่ นรวม มีความตระหนกั รแู้ ละค�ำ นึงถงึ สงั คมสว่ น รวม มคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ ในการกระทำ�ใดๆ เพ่ือไม่ใหเ้ กิดผลกระทบเสียหายตอ่ ส่วนรวม และพรอ้ มที่จะเสยี สละ ประโยชน์สว่ นตนเพื่อรกั ษาผลประโยชน์ของสว่ นรวม เชน่ รว่ มดแู ลสังคม รับผิดชอบสว่ นรวม เสยี สละเพ่ือส่วน รวม เอือ้ เฟื้อ เมตตา มีนำ�้ ใจ ไม่เห็นแก่ตัว 3. ความเป็นธรรมทางสงั คม คือ การปฏิบตั ติ ่อผอู้ ื่นอย่างเสมอภาค และเท่าเทยี มกัน และอย่างมี เหตผุ ล โดยไมเ่ ลือกปฏิบตั ติ ่อเพศ เชือ้ ชาติ ชนช้ัน สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น นึกถึงใจเขาใจเรา ไม่ เอารดั เอาเปรยี บผู้อ่นื รับฟงั ผอู้ ่นื เคารพให้เกียรตผิ ู้อื่น กตัญญูอยา่ งมีเหตผุ ล คำ�นึงถึงความยตุ ธิ รรมโดยตลอด 4. กระทำ�อย่างรับผิดชอบ คอื การมีจิตส�ำ นกึ ในบทบาทและหน้าท่ีของตวั เองและปฏบิ ัติหน้าที่ดีท่ีสุด เคารพกฎเกณฑก์ ติกา พร้อมใหต้ ลอดสอบการกระทำ�ได้เสมอ หากมีการกระทำ�ผิดกพ็ ร้อมที่จะยอมรับแก้ไขในส่ิง ทผี่ ดิ เช่น ทำ�หน้าที่ของตวั เองใหด้ ีทีส่ ดุ มีระเบียบวนิ ัย เคารพกตกิ า รับผิดชอบในสิ่งทีท่ ำ� กล้ายอมรบั ผดิ และรบั การลงโทษ รจู้ ักสำ�นึกผิดและขอโทษแก้ไขในสง่ิ ทผี่ ิด กลา้ ท�ำ ในสิ่งทีถ่ กู ต้อง 5. เปน็ อยู่อย่างพอเพียง คือ การด�ำ เนนิ ชีวติ โดยยึดหลกั ความพอประมาณ ซอื่ ตรง ไม่ละโมบโลภ มาก รู้จกั ยบั ยงั้ ช่งั ใจ และต้องไมเ่ อาเปรยี บหรอื เบียดเบียนทงั้ ตวั เองและผอู้ ื่น เชน่ รูจ้ กั ความเพียงพอ ความ พอดี มคี วามอดทนอดกล้นั ร้จู กั บงั คับตัวเอง ไม่กลัวความยากล�ำ บาก ไม่ท�ำ อะไรแบบสุดขั้วมสี ติเหตุและผล
84 ใบความรู้ที่ 2 การเป็นผู้ให้ – ผู้รับทด่ี ี ชวี ิตของคนเราทกุ คนอยไู่ ด้ด้วยการรบั มากกว่าการให้ ตง้ั แตเ่ ราเกดิ มาเราได้รับการเล้ียงดจู ากพ่อแม่ ได้รบั การศึกษาจากคุณครู ได้รับอาหาร อากาศจากธรรมชาติ ได้รับการยอมรบั ใหอ้ ยรู่ ่วมกบั คนอน่ื ในสงั คมได้รบั โอกาสในการท�ำ งาน ฯลฯ สรปุ ว่าคนเราอย่ไู ด้ด้วยการรับมากกว่าการให้ ทำ�ไมจงึ เปน็ เช่นน้นั กเ็ พราะว่าการใหม้ ี พลงั มากกวา่ การรับ เชน่ เราให้ความช่วยเหลือคนหนึ่งคน จนทำ�ใหค้ นๆ นน้ั สามารถเปลี่ยนชีวติ ได้สามารถท�ำ ให้ คนๆ นัน้ ลืมตาอา้ ปากได้ กเ็ ท่ากบั ว่าเราไดช้ ว่ ยเหลือครอบครัวของเขา คนรอบข้างของเขาในตัว คนส่วนใหญม่ กั จะคดิ วา่ การรับคอื สง่ิ ท่ีดกี ว่าการให้ อาจจะใช่ถ้ามองในแง่ของเวลาระยะสนั้ อาจ จะใช่ถา้ มองในแง่ของวัตถสุ ง่ิ ของ แต่ถ้าเรามองให้ครอบคลุมในทกุ ด้านจะเหน็ ว่าการให้เป็นสง่ิ ทผ่ี ู้ให้ไดป้ ระโยชน์ มากกว่าการรับ เพราะการใหน้ ้นั ผู้ให้ได้รบั ผลตอบแทนทันที คอื “ความสขุ ใจ” จากการใหแ้ ละการใหม้ ีความสขุ แทท้ ่อี ยกู่ บั เรานาน แตก่ ารรบั ผูร้ บั ดีใจเพยี งชั่วครชู่ วั่ ยาม เม่อื ของท่ีไดร้ บั มาหมดไปความสุขก็หมดตาม อยากให้ทกุ คนคดิ ว่า “การให้” คือใบเบิกทางในการรบั ถ้าตลอดชวี ติ นเ้ี ราไมเ่ คยใหอ้ ะไรใครเลย เราเป็นเพียงผ้รู ับ เราก็คงได้รับส่งิ ตา่ งๆในชวี ติ ไมแ่ ตกตา่ งจากคนทวั่ ไป แต่ถา้ เราเปน็ ผู้ให้ รับรองได้วา่ ไม่ช้าก็ นาน ผลของการให้ของเราจะท�ำ หนา้ ท่เี ปน็ ใบเบิกทางน�ำ พาชีวิตเราไปสู่การยอมรบั อยา่ งแนน่ อน แต่ไม่อยากให้ ทกุ คนคิดวา่ ทกุ ครั้งท่ีให้คนอนื่ เราจะตอ้ งไดร้ ับผลตอบแทนแลว้ ผลตอบแทนจะกลับมาเอง การใหท้ ่ดี ีทส่ี ดุ คือ “การใหแ้ บบไมห่ วงั ผลตอบแทน” นน้ั เอง คนทป่ี ระสบความสำ�เร็จอยู่ในปัจจบุ ันหลายคนอาจจะเกดิ ผลของการให้โดยไมร่ ูต้ ัว เพราะการให้ เรารู้ว่าเราใหอ้ ะไรกบั ใคร เมอื่ ไร เท่าไร แต่การรบั น้นั เปน็ เรือ่ งยากท่ีจะประเมินค่าได้ ถา้ จะถามว่าวนั น้เี ราใหอ้ ะไร ใครบา้ ง ก็คงจะพอตอบได้ แตถ่ า้ จะถามวา่ วันนเ้ี ราได้รบั อะไรเขา้ มาในชวี ติ บา้ ง เพราะถ้าชวี ิตอยูไ่ ดด้ ว้ ยการรบั (อากาศ นำ้� อาหาร เครอื่ งนงุ่ ห่ม ทีอ่ ยูอ่ าศัย ความอบอุ่น การยอมรับ ฯลฯ) ตลอดเวลา สรปุ ถ้าใครตอ้ งการรบั สิง่ ดีๆ เขา้ มาในชวี ติ ควรจะเร่ิมตน้ จากการให้ ยิ่งให้มาก ยิง่ มีโอกาสรบั กลบั คนื มามากและขอให้จ�ำ ไว้วา่ ถ้าเราให้เพราะอยากรับ เราก็จะได้เท่ากบั หรอื น้อยกว่าท่ีเราหวังไว้ แต่ถา้ เราให้ แบบไม่หวงั ผลตอบแทน เรามีโอกาสไดก้ ลับคนื มามากกวา่ อยา่ งแน่นอน
85 ใบความรูท้ ี่ 3 การพงึ พอใจในการทำ�งานในชวี ติ ความพึงพอใจในการปฏบิ ัตงิ าน เป็นความรสู้ กึ ในทางทีด่ ีของ บุคคลทีม่ ีต่อปจั จัยต่างๆ ทมี่ ีส่วน เกีย่ วข้องกับงานท่ที ำ�อยู่ ความรสู้ กึ ชอบ หรือพอใจเป็นความรสู้ กึ ทเ่ี กิดขึน้ จากการที่ไดร้ บั การตอบสนอง ตาม ระดบั ความต้องการ กลา่ วคอื เป็นความร้สู กึ เป็นสุขในการกระท�ำ อย่างใดอยา่ งหน่งึ ภายใตส้ ภาพบรรยากาศการ ทำ�งานท่ีถูกใจโดยมีสิ่งตอบแทนทางวัตถุและจิตใจโดยมีภาวะแวดล้อมเป็นตัวจูงใจหลังจากได้ผ่านกระบวนการ ประเมนิ ค่า จะแสดงออกมาในระดับที่แตกตา่ งกนั เชน่ พงึ พอใจมากทส่ี ดุ มาก ปานกลาง นอ้ ย และนอ้ ยท่ีสดุ จะเห็นได้ว่าความพึงพอใจในการปฏิบัติงานเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากเพราะมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความ ตอ้ งการหรือแรงจูงใจของแตล่ ะบุคคลดงั นนั้ จงึ เปน็ สง่ิ ทีม่ ีความส�ำ คญั ทงั้ ตอ่ ผู้ปฏิบตั งิ านซ่ึงประกอบด้วย - ความพงึ พอใจในการจา่ ยคา่ ตอบแทน - ความพงึ พอใจในโอกาสความก้าวหน้าความพงึ พอใจในผูบ้ งั คบั บัญชา - ความพงึ พอใจในเพ่อื นร่วมงาน - ความพงึ พอใจในสภาพการทำ�งาน - ความพึงพอใจในตวั งาน อารมณ์ในการทำ�งาน (Work moods) คอื คนมคี วามรูส้ กึ อยา่ งไรในเวลาปกติที่เขามกี จิ กรรมใน งานของเขา พนกั งานจะมคี วามรูส้ ึกตนื่ เต้น และกระตือรอื รน้ ในการท�ำ งาน พนักงานคนอ่ืนอาจมคี วามรูส้ ึกกงั วล ใจและหงดุ หงิด และพนกั งาน คนอืน่ อาจมีความร้สู กึ งว่ งนอนและขเ้ี กียจ มากไปกว่านั้น คือ ค่านิยมและทศั นคติ จะเปลีย่ นแปลงไปเรอ่ื ยๆ อารมณ์ในการท�ำ งานสามารถท่เี ปลยี่ นจากชว่ั โมงต่อชวั่ โมง วนั ต่อวัน และบางครั้งก็ นาทีต่อนาที ความคิดเก่ยี วกับอารมณ์ของคุณนนั้ มคี วามหลากหลายตง้ั แต่คณุ ท�ำ งานคร้งั แรกจนถึงวนั น้ี หรือเกยี่ ว เน่ืองถึงอารมณข์ องคณุ ทม่ี ีความแตกตา่ งจากเมอื่ วานน้ี เมอ่ื คณุ มีความคดิ บางอยา่ งท่ีแตกต่างจากธรรมชาติของ อารมณ์ในการทำ�งาน ถึงแม้วา่ คนมสี ามารถ มีประสบการณ์ทแ่ี ตกต่างกนั มากมายในอารมณ์ในการท�ำ งาน อารมณ์ สามารถจัดประเภทได้ท้ังทางบวกและทางลบ เมอ่ื พนกั งานมีอารมณ์ในทางบวก (Positive moods) เขาจะรู้สกึ ต่นื เต้น กระตอื รอื รน้ คลอ่ งแคล่วแขง็ แรง มีชีวติ ชีวา ฮึกเหมิ หรืออมิ่ อกอิ่มใจ เมื่อพนกั งานมอี ารมณ์ในทางลบ (Negative moods) เขาจะรู้สกึ เศร้า เกรงกลัว เต็มไปด้วยการดูถูก มีการตอ่ ตา้ น เครยี ดหรือหงดุ หงิด บางคร้ัง ความรูส้ ึกของพนกั งานไมเ่ ป็นทางบวกหรือเปน็ ลบ เขาอาจมปี ระสบการณท์ นี่ อ้ ยกวา่ ความรสู้ กึ เช่น เป็นคนครึ่ง หลับครึง่ ตืน่ เชอ่ื งช้า และขเ้ี กียจ เปน็ คนเงยี บสงบ และ ผอ่ นคลายอารมณ์ ขอบเขตนัน้ ขน้ึ อยู่กบั ประสบการของ พนกั งานวา่ จะเปน็ บวกหรอื เป็นลบ และอารมณ์ในการทำ�งานเปน็ ตวั กำ�หนดทัง้ บคุ ลิกภาพของเขาและ สถานการณ์
86 ใบความรู้ที่ 4 การมองโลกในแงด่ ีและมคี วามสขุ การด�ำ เนินชีวติ ของมนุษยเ์ ราน้นั ได้ใช้ความคดิ มาชว่ ยในการตดั สนิ ใจเร่อื งราวตา่ งๆ ที่อยรู่ อบตัวเราได้ อย่างเหมาะสม ซ่ึงในบางคร้ังการมองโลกโดยใชค้ วามคดิ น้ี อาจจะมมี มุ มองได้หลายดา้ น เชน่ ทางด้านบวกและ ทางด้านลบ การมองโลกในลักษณะเชน่ น้ี สามารถถา่ ยทอดความรู้สกึ นกึ คิดออกมาทางจิตใจเป็นต้นว่า ถา้ มอง โลกในแงด่ ีก็จะสง่ ผลต่อความรูส้ กึ นกึ คิดในดา้ นดโี ดยทำ�ให้การแสดงออกของคนๆ นัน้ มคี วามสขุ ต่อการด�ำ เนนิ ชวี ติ ได้ แต่ในการกลับกนั ถา้ มองโลกในแงร่ ้ายก็จะส่งผลมายงั ความรูส้ ึกนกึ คดิ ทำ�ใหจ้ ิตใจเกดิ ความวติ กกังวล ขาดความสุขและอาจจะท�ำ ใหม้ องคนรอบข้างอยา่ งไม่เปน็ มิตรได้ ฉะนัน้ การมองโลกในแงด่ ีเพ่ือใหเ้ กิดประโยชน์ ตอ่ การดำ�เนินชีวิต การมองโลกในแง่ดี หมายถึงมองสงิ่ ตา่ งๆ หรอื มองปัญหาตา่ งๆ ทเ่ี ขา้ มาในทางทดี่ ี ในทางบวกไม่ใช่ใน ทางลบ มีผลตอ่ สขุ ภาพจติ ของเราด้วย มองสง่ิ รอบข้าง รอบตวั เรา และมองดคู นรอบข้าง รวมทัง้ มองตัวเราเอง ด้วยเราเองด้วยการมองโลกในแง่ดีส่งผลต่อจติ ใจตวั เราเองในแง่ของความสุขใจ และยังส่งผลใหม้ มี มุ มองตอ่ สภาพแวดล้อมทอ่ี ยู่รอบข้างในแง่ดีดว้ ย แต่ในบางคร้งั เคยมบี างท่านบอกว่าเขารสู้ ึกไมเ่ ข้าใจตวั เอง เช่น เวลาที่ คิดจะท�ำ อะไรสกั อย่าง เขามีความกลวั วา่ จะท�ำ สง่ิ น้ันไมด่ ี คอื มคี วามกลวั ไปเอง ตรงน้ที �ำ ไมเราถึงตอ้ งมองตวั เรา เองในแงท่ ี่ไม่ดีดว้ ย เพราะว่าคนเรานัน้ ถูกประสบการณ์ในอดีตท่ีผ่านมาสอนเรา เราเคยมองอะไร เคยมองแต่ สิ่งน้นั ตลอด ถา้ เราฝึกมุมมองใหมเ่ ราจะสามารถเปลีย่ นได้ ความจรงิ ธรรมชาติในตัวเรามี 2 ดา้ นเสมอเหมือนกบั เหรียญทม่ี ี 2 ดา้ น คือ ดา้ นหัว กบั ด้านก้อย ในอดตี ท่ีผา่ นมาถกู ฝงั ให้มองแตด่ า้ นหัว กจ็ ะมองอะไรด้านหวั หมด ไม่มองอกี มุมของดา้ นกอ้ ย ทำ�ให้เรามองในดา้ นเดียว ดูถกู ตนเองไม่สบายใจกบั ตนเอง วธิ มี องโลกในแงด่ ี ฝึก ขอบคุณสงิ่ ดีๆ ในชวี ิต เมื่อตน่ื ขน้ึ มาในตอนเชา้ จงเร่มิ ต้นวันใหมข่ องคุณด้วยการคดิ ถงึ สิง่ ดๆี อย่างน้อย 5 สง่ิ ทค่ี ณุ ร้สู ึกขอบคุณ และทำ�เชน่ น้อี ีกคร้ังในเวลากลางคืนก่อนนอน โดยคดิ ถึงอกี 5 สิ่งที่ คุณรสู้ ึกช่ืนชมและขอบคณุ ซ่ึงอาจเป็นความสำ�เร็จเล็กๆนอ้ ยๆ ท่คี ณุ ท�ำ ได้ในแตล่ ะวันก็ได้ แล้วคุณจะพบวา่ เรอื่ ง ดๆี มมี ากกว่าเร่ืองแย่ๆ ตั้งมากมาย และเมอ่ื ไรก็ตาม ทคี่ ุณรู้สึกทอ้ แท้ ใหค้ ว้ากระดาษหรอื ไดอารีข่ ้นึ มาแลว้ เขยี น สิง่ ดีๆเหลา่ นี้ลงไป ความรู้สึกดๆี จะถูกซึมซบั ผา่ นเข้าสจู่ ิตใจและท�ำ ให้คุณมรี อยยมิ้ และก�ำ ลงั ใจขนึ้ มาอกี ครงั้ หนง่ึ ด้วยการจดจ�ำ ส่งิ ดีๆ และความส�ำ เร็จทั้งหลายในชีวิต จะช่วยใหเ้ ปลีย่ นความคิดจากเชิงลบเป็นเชิงบวกไดด้ ยี ่งิ ข้ึน
87 ใบความรทู้ ี่ 5 การตั้งเป้าหมายและสรา้ งแรงจงู ใจในการทำ�งาน การตง้ั เป้าหมายของตัวเอง การทำ�งานท่ปี ราศจากจดุ หมายกเ็ ปรียบเสมอื นทำ�งานไปวัน ๆ โดยท่ีไม่รวู้ ่าทำ�งานไปเพือ่ อะไร สง่ ผลให้ คุณภาพของการท�ำ งานตำ�่ แตห่ ากมกี ารตง้ั จุดหมายเร่อื งการท�ำ งานเอาไว้ จะท�ำ ให้คณุ มหี ลักในการด�ำ เนินการ ตอ่ ไปอยา่ งมจี ุดหมายท่เี ขม้ ข้นขึ้น เชน่ การตัง้ จดุ หมายของการท�ำ งานในองค์กรหน่งึ ในระยะเวลา 5 ปี วา่ เราจะ สามารถท�ำ อะไรเพ่ือให้องคก์ รน้ีไดบ้ า้ ง ภายใน 2 ปี เราจะสามารถกา้ วเปน็ ผู้ช�ำ นาญในงานท่ที �ำ อยู่ และภายใน 5 ปี จะได้เล่ือนต�ำ แหนง่ ไปอยู่ในระดบั ท่สี ูงขึ้น หากมกี ารตง้ั เป้าหมายเอาไวเ้ ชน่ น้ีในการทำ�งานของเราก็จะไม่ น่าเบื่อหนา่ ยอีกต่อไป อีกทั้งยงั เป็นการเพิ่มแรงกระต้นุ ใหม้ ีความใส่ใจในการท�ำ งานมากขึน้ เพือ่ ไดบ้ รรลุตามเปา้ หมายท่ตี นเองไดต้ ้งั เอาไว้ วางแผนสูค่ วามส�ำ เร็จ หลังจากทีม่ เี ป้าหมายแล้ว สงิ่ ต่อมาคอื การวางแผนสู่ความสำ�เร็จวา่ เป้าหมายทเ่ี ราจะไปใหถ้ งึ น้ันมีวิธี การใดบ้าง ตัวอยา่ งเชน่ หากคุณประกอบอาชพี เป็นเปน็ นักขาย ดังน้ันยอดขายคือสงิ่ ทสี่ ะท้อนความสำ�เรจ็ ของคุณ ยอดขายที่สงู สะทอ้ นความต้งั ใจการทำ�งานสงู คณุ จึงต้องการวางแผนและตง้ั เป้าหมายในแต่ละสปั ดาห์ แตล่ ะ เดือนและแต่ละปวี ่าคุณจะต้องทำ�ยอดขายได้มากขนาดไหนเพอื่ ให้เกดิ การพัฒนาและกา้ วส่คู วามส�ำ เรจ็ ให้ได้ การพฒั นาตนเอง เปน็ อีกก้าวหนงึ่ ของการสร้างแรงจูงใจ เพราะหากคุณมกี ารพฒั นาตัวเองอยเู่ สมอ ท้ังการอบรมเพมิ่ เตมิ การอ่านหนงั สือเพิ่มเติมหรอื การพูดคยุ เพอ่ื ขอความรู้จากผู้มีประสบการณ์ ผลท่ีไดก้ จ็ ะเกดิ ขึน้ กบั ตวั คุณ คุณสามารถ สร้างงานที่ดีมีคุณภาพให้กับองค์กรและความรู้เหล่านั้นทำ�ให้ตัวคุณเองนั้นจะเป็นผู้ที่มีความรู้ ในงานท่ีทำ�มากขึ้น เพ่ิมความนา่ เช่ือถือและเป็นการสรา้ งศกั ยภาพให้กับตัวเองได้เปน็ อย่างดี การคดิ บวกเปน็ การสร้างแรงผลกั ดัน ทดี่ ีในการทำ�งาน เพราะเมอ่ื งานมปี ญั หาหรือหากคุณกำ�ลงั มปี ัญหากบั งานที่ทำ� หากคุณเปน็ คนคดิ บวกเรื่องเหล่า นีจ้ ะกลายเปน็ เรื่องเล็ก และปญั หาเหล่าน้นั ยงั เปน็ เรือ่ งท่ีชว่ ยให้คุณไดพ้ ัฒนาตวั เองไปในทางทด่ี ไี ด้อกี ตัวอย่าง เชน่ กรณีที่งานทค่ี ณุ ส่งงานใหล้ ูกคา้ แลว้ เกิดปญั หาขนึ้ มา หากคุณมคี วามคิดแงล่ บ คุณจะเกิดความเครียด เมอ่ื มีความเครียด กจ็ ะไมส่ ามารถแก้ไขงานช้ินน้นั ให้ดขี ึน้ มาได้ แต่หากคุณเปลย่ี นไปคดิ อกี มุมหน่งึ จะเขา้ ใจวา่ การท่ีงานมีปญั หา น้ันเกิดจากความผิดพลาดในสว่ นใดสว่ นหนงึ่ ในกระบวนการท�ำ งาน ซงึ่ มันจะทำ�ให้คณุ มองเหน็ ปญั หาและน�ำ มา แก้ไข ปรับปรงุ เพือ่ ใหม้ ีการพฒั นาและแก้ไข แบ่งขอบเขตระหว่างเรือ่ งงานกับเรือ่ งสำ�คัญอน่ื ๆ ในการทำ�งานนนั้ ส่วนหนง่ึ ที่ท�ำ ให้เกดิ ความท้อแท้หรือส้ินหวังนัน่ คอื การท่ีไมร่ จู้ ักการแยกแยะ การแบง่ เวลา ท�ำ ให้ ต้องรบั ภาระ แบกรบั งานหลาย ๆ อยา่ งเอาไว้เพียงคนเดียว ซง่ึ การทำ�งานดงั กล่าวจะท�ำ ใหค้ ุณรสู้ ึกไมด่ แี ละท�ำ ให้ ไม่มีเวลาในการทำ�งานอื่น ๆ ดงั น้ันควรแยกแยะแบ่งงานออกเปน็ สัดสว่ นให้ดี เพ่อื ไมต่ อ้ งเจอกับปัญหางานล้น ท�ำ งานไม่ทันส่งตามกำ�หนด
88 รูจ้ กั รบั มอื กบั ความผิดหวงั เรอื่ งนส้ี ามารถเกิดขึ้นไดก้ บั ทกุ คนไม่วา่ คุณจะอยู่ในตำ�แหนง่ ไหนก็ตาม หากคุณมกี ารตั้งรับท่ดี ี ไม่คาด หวงั กับสิง่ ตา่ ง ๆ มากเกินไป จะชว่ ยให้คณุ ไม่รู้สกึ เครยี ดและเกดิ ความท้อ เชน่ เมื่อคณุ ทมุ่ เทไปกับงานช้นิ หนงึ่ อยา่ งสุดความสามารถ แต่ผลตอบรับท่ีไดน้ น้ั ไมด่ ี คุณก็ต้องยอมรบั ในจุดนนั้ เพราะอาจจะเกิดจากความผิดพลาด ท่ีตวั คณุ เองไมเ่ คยทราบมากอ่ นหรืออาจจะมีคนท่สี ามารถทำ�งานช้ินนีอ้ อกมาไดด้ ีกว่า ดังนัน้ จงเปล่ยี นความผดิ หวงั นน้ั เป็นพลังในการกา้ วเดินตอ่ ไป สร้างความเป็นมอื อาชพี ให้กบั ตัวเอง เป็นการแสดงความสามารถให้ทั้งนายจ้างและลูกค้าได้เห็นถึงความสามารถในการทำ�งานของคุณว่า มปี ระสทิ ธิภาพขนาดไหน ซง่ึ การเป็นมอื อาชีพน้ันสามารถสร้างอาชีพได้หลายทาง ทงั้ จากประสบการณ์ การใช้ ความรูเ้ พ่อื พัฒนางาน การมมี มุ มองทกี่ วา้ งไกล การควบคุมสติอารมณ์ในการทำ�งาน การสอ่ื สารกับผ้รู ่วมงาน ด้วยความจริงใจและสุภาพออ่ นโยน การวางตวั ให้มคี วามน่าเชือ่ ถือ ไมเ่ อาเรอื่ งส่วนตัวไปปะปนกบั เรอื่ งงาน ซง่ึ เมือ่ คุณมคี วามเปน็ มอื อาชพี ก็จะเกิดความนา่ เชอื่ ถือ ทำ�ใหค้ ณุ สามารถทำ�งานนั้นไดร้ าบร่ืนและไมร่ สู้ กึ สะดดุ กบั งาน การให้รางวลั กับตวั เอง เปน็ รางวลั ชวี ิตทคี่ ณุ สามารถท�ำ ใหก้ บั ตวั คุณเองได้ คือ เมื่อคณุ ทำ�งานไดด้ กี ็ย่อมตอ้ งมีการใหร้ างวลั กับ ตัวเองบา้ งเพอ่ื เปน็ แรงขบั เคล่ือนให้ท�ำ งานต่อไปได้ เชน่ การไปพักผ่อนสกั สองวัน การรบั ประทานอาหารดี ๆ สัก มื้อ เปน็ ตน้ เพราะหากเราท�ำ แต่งานพยี งอย่างเดยี วโดยไม่รู้จักให้รางวลั ตวั ตนเองเลย จะกอ่ ใหเ้ กิดความเครียด จากการงานได้มาก เนื่องจากสมองไม่ไดถ้ กู คลายเครียดกับช่วงเวลาทีม่ ีความสขุ เลย การพกั ผ่อนและการท่อง เทยี่ วสามารถช่วยผ่อนคลายความเครียดจากการท�ำ งานหนัก ช่วยเติมพลังชวี ิตให้กา้ วตอ่ ไปของการท�ำ งานมี ประสิทธิภาพมากยิง่ ข้ึน การสรา้ งแรงจูงใจใหก้ ับตวั เองนั้นสามารถท�ำ ได้งา่ ยเมอ่ื เริม่ รูส้ ึกทอ้ กับการทำ�งาน เพยี งแค่นกึ ถงึ หลกั การสรา้ ง แรงจงู ใจเหล่านี้ และค่อย ๆ ทำ�ตามทลี ะก้าว กจ็ ะเป็นแรงขับเคล่อื นความสามารถของคณุ ท่มี ีออกมาสูต้ ่อและ กา้ วขา้ มอปุ สรรคไปได้ หากคณุ ยงั มจี ดุ หมายท่ีชัดเจน ความสำ�เรจ็ ก็อยไู่ มไ่ กล คุณสามารถทำ�มันเพื่อให้มีอนาคต ที่ดไี ด้ หมายเหตุ สำ�หรับการฝึกทักษะทางสังคมรายบุคคลสามารถประยุกต์หรือปรับเปล่ียนจากโปรแกรมการฝึกทักษะ ทางสังคมทงั้ 10 ทักษะ ไดต้ ามความเหมาะสม ทง้ั นี้ขน้ึ อย่กู ับความพรอ่ งของผปู้ ว่ ยรายน้ันๆ
89 การปฏิบัตงิ านบในทสถทานี่ ป4ระกอบการจรงิ วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ เพอ่ื ให้ผู้ปว่ ยน�ำ ความรู้ และทักษะจากการฟ้นื ฟูสมรรถภาพทางสังคม และอาชีพไปประยกุ ต์ใช้ในการปฏิบัตงิ านจรงิ สาระส�ำ คัญ จากการทผ่ี ูป้ ว่ ยผ่านโปรแกรมการฟ้ืนฟสู มรรถภาพทางสงั คมและอาชพี ข้ันตอนต่อไปคอื การเข้าสู่ ระบบการจา้ งงานในสถานประกอบการ ซึ่งก่อนนำ�ผปู้ ่วยเข้าทำ�งานนักสงั คมสงเคราะห์จำ�เป็นต้องปฏิบัติตามข้ัน ตอนตามแผนกจิ กรรมดงั ต่อไปนี้ เพ่อื เปน็ ประโยชน์ ต่อการน�ำ ผู้ป่วยเขา้ รบั การจา้ งงาน ท่เี ปน็ ระบบและสามารถ ติดตามประเมินผลการปฏิบตั ิงานของผปู้ ่วยได้ การปฏิบัตงิ านในสถานประกอบการจริง ตารางแสดงขนั้ ตอนการปฏบิ ตั งิ านในสถานประกอบการจรงิ ขนั้ ตอน วตั ถปุ ระสงค์ แนวทางการปฏบิ ัติ วัสดุอปุ กรณ์ 1.การประสานงานนัด เพื่อกำ�หนดวันและเวลาก่อน 1.ประสานงานทางโทรศัพท์ หมายเพื่อรายงานตัว การปฏบิ ตั ิงาน กับเจ้าหน้าท่ีผู้เกี่ยวข้องด้าน ในสถานประกอบการ การจ้างงานผู้ป่วยของสถาน ประกอบการ เพ่อื กำ�หนด วัน เวลาและสถานที่ ในการ รายงานตัว 2.จดั ท�ำ หนงั สือราชการถงึ สถานประกอบการ เพ่อื แจง้ นดั เปน็ ลายลักษณ์อกั ษร 3.ขออนมุ ัตจิ ากผ้อู ำ�นวยการ เพ่ือไปราชการและขอใช้ยาน พาหนะ 4.ประสานงานทางโทรศพั ท์ ให้กับผ้ปู ่วย ผู้ปกครอง / ผู้ดูแล เพอื่ แจง้ นดั หมาย เรอื่ ง การรายงานตวั ใหแ้ ก่ ผปู้ ่วย ผปู้ กครอง /ผดู้ แู ล โดยเดินทางไปพร้อมกับนัก สังคมสงเคราะห์
90 ขนั้ ตอน วัตถปุ ระสงค์ แนวทางการปฏิบตั ิ วสั ดุอปุ กรณ์ 5.บันทึกการดำ�เนินงานในแฟ้ม เวชระเบียนผู้ป่วยและรายงาน แพทย์เจา้ ของไขท้ ราบ เพ่อื พิจารณา และ/หรือ 2. การรายงานตัวและ เพ่ือปฐมนิเทศการปฏิบัติงาน 1.นกั สังคมสงเคราะห์ ผู้ปว่ ย / ผู้ ปฐมนิเทศในสถาน จริงในสถานประกอบการ ปกครอง / ผูด้ ูแล พบผู้เก่ียวข้อง ประกอบการ ระหว่าง โรงพยาบาล /สถาน ของสถานประกอบการ ประกอบ ประกอบการ /ผู้ปว่ ย ด้วย ผ้บู ริหารสถานประกอบการ เจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล /ผปู้ กครอง ผดู้ ูแล และ/หรือบุคลากรในหน่วยงาน ทร่ี บั ผปู้ ว่ ยเข้าไปทำ�งาน เพ่ือ ปฐมนเิ ทศการทำ�งาน สร้าง ความเข้าใจในการปฏบิ ตั ิงานจรงิ 2.นกั สงั คมสงเคราะหเ์ ปน็ ผนู้ �ำ การประชมุ ในประเดน็ ดงั ตอ่ ไปน้ี 2.1 ขอ้ มลู เกย่ี วกบั อาการและ การรกั ษาของผปู้ ว่ ย เรอ่ื งโรคทาง จติ เวช ขอ้ ดี ขอ้ จ�ำ กดั ขอ้ สงั เกต 2.2 การระบุตัวบุคคลและ แนวปฏิบัติในการดแู ลผ้ปู ่วยทท่ี ำ�งาน - คดั เลอื กครูผู้ฝึก (Job coach) ของสถานประกอบการ ล�ำ ดับที่ 1 และ 2 (ตามแนวปฏบิ ตั กิ าร คดั เลือก Job Coach และแนว ปฏบิ ัต การคดั เลือก Buddy ) - คดั เลอื กเพือ่ นรว่ มงาน (buddy) ในสถานประกอบการของผปู้ ่วย 2.3 ช้ีแจงและตกลง เร่อื งระเบยี บ กติกาในการปฏิบัติงาน การบริหาร จัดการค่าใชจ้ า่ ย
ขนั้ ตอน วตั ถุประสงค์ แนวทางการปฏิบัติ 91 2.4ช่องทางการติดต่อส่ือสาร ระหวา่ ง วัสดอุ ุปกรณ์ นักสังคมสงเคราะห์กับสถาน ประกอบกการ เชน่ เบอร์ โทรศพั ท์ (ส�ำ นักงาน /สว่ น บุคคล) Line (ส่วนตวั / กลมุ่ ท่ีเก่ยี วข้อง) 2.5 การพิทกั ษส์ ิทธิ การจา้ งงานผปู้ ่วย โดยขอความ ร่วมมือสถานประกอบการช้ีแจง รายละเอยี ดที่ผปู้ ่วยพงึ ได้รบั 3. บนั ทึกขอ้ มูลและจดั เก็บ เอกสารจำ�นวน 4 ชดุ ไว้ทน่ี กั สงั คมสงเคราะห์ สถานประกอบ การ ผ้ปู ว่ ย และผูป้ กครอง หรือ ผดู้ แู ล โดยมรี ายละเอียดในแบบ บนั ทกึ ดังน้ี 3.1 วนั และเวลาปฏิบัติงาน 3.2 รายได้ 3.3 สทิ ธปิ ระกันสังคม กรณี ผูป้ ระกนั ตน คนพกิ าร 3.4 สทิ ธกิ ารลาต่างๆ 3.5สวัสดกิ ารอื่นของสถาน ประกอบการ 3.6 สัญญาการจ้างงาน 3.7 การพบแพทยต์ ามนดั 4.บนั ทึกการดำ�เนนิ งานใน แ ฟ้ ม เ ว ช ร ะ เ บี ย น ผู้ ป่ ว ย แ ล ะ รายงานแพทยเ์ จ้าของไขท้ ราบ
92 แนวปฏิบตั ิการคดั เลือกผูฝ้ ึกสอนงาน (Job Coach) การฝกึ สอนงานจัดไดว้ ่าเปน็ กระบวนการหนง่ึ ในการทำ�งานทีม่ ีความจ�ำ เปน็ ในผู้ปว่ ยจติ เวชมคี วาม ซบั ซ้อนในการรบั รู้ และเข้าใจ ผูท้ ี่สอนงานจำ�เป็นต้องมีความพรอ้ มในการสอนงาน เพือ่ เสรมิ สรา้ ง และ พัฒนาผปู้ ว่ ยจิตเวช ใหม้ ีความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) และคณุ ลกั ษณะเฉพาะตวั (Personal Attri- butes) ในการท�ำ งานนน้ั ๆ ใหเ้ หมาะสมในการทำ�งานสถานประกอบการน้นั ๆ ให้ประสบผลส�ำ เรจ็ ตามเป้าหมายท่ี ก�ำ หนด จ�ำ เปน็ ต้องมีการก�ำ หนดความตอ้ งการหรอื คาดหวังให้เกดิ ขึ้น โดยจะตอ้ งตกลงและยอมรบั ร่วมกนั ( Collaborative ) ระหว่างสถานประกอบการ และผปู้ ่วยจิตเวช ทั้งน้ี การสอนงานนัน้ ผฝู้ กึ สอนงาน (Job coach) นอกจากจะมุง่ เนน้ ไปพัฒนาผลการปฏบิ ัตงิ านของผ้ปู ่วยจติ เวชทีม่ คี ณุ ลกั ษณะเฉพาะน้ัน ยงั มุ่งเนน้ ไปท่ีการ พฒั นาศกั ยภาพ (Potential) ทบี่ กพรอ่ งในบางดา้ น เพอื่ ให้ผู้ปว่ ยจิตเวชมีพัฒนาการของความรู้ ทกั ษะ และความ สามารถเฉพาะตวั และมศี ักยภาพในการทำ�งานเหมาะสมกับงานที่ได้รบั มอบหมาย การฝกึ สอนงาน (Job Coaching) คือ กระบวนการในการน�ำ ผปู้ ่วยจิตเวชเข้าสู่การจา้ งงานหรือการ ฝึกสอนการท�ำ งานแกผ่ ้ปู ่วยจิตเวช เพือ่ ให้สามารถท�ำ งานได้ในสถานการณก์ ารปฏิบตั ิงาน และสภาพแวดลอ้ ม การทำ�งานจรงิ ซงึ่ จะทำ�ใหผ้ ปู้ ่วยจิตเวชเรียนรู้ได้ดี และผฝู้ กึ สอนงาน (Job Coach) จะช่วยแกป้ ญั หาท่ีเกดิ ข้นึ ได้จากสถานการณ์จรงิ ทเี่ กดิ ข้นึ ผฝู้ กึ สอนงาน (Job coach) เปน็ ผู้ชว่ ยเหลือใหค้ ำ�แนะน�ำ และการแก้ไขปัญหาทเ่ี กิดข้นึ ผู้ถกู ฝึกสอนมี ลกั ษณะนสิ ยั ทีด่ ีในการทำ�งานได้อย่างถกู ตอ้ ง เป็นผสู้ นบั สนุน ผลกั ดนั กระต้นุ ให้ผู้ปว่ ยจิตเวชมีความพรอ้ มในการ ท�ำ งานในสถานประกอบการจริง ตอ้ งเป็นผู้ท�ำ ความเข้าใจกับนายจ้างในการวเิ คราะหข์ ั้นตอน รวมท้ังวางแผนฝกึ รายบุคคลและเปน็ ผฝู้ ึกใหผ้ ปู้ ่วยจิตเวชสามารถปฏิบัตงิ านน้ันๆได้ ผู้ป่วยจิตเวชท่ีทำ�งานในสถานประกอบการหรือเตรียมที่จะทำ�งานในสถานประกอบการน้ันมีความ ต้องการการสนับสนนุ ทางสงั คมเป็นอย่างมาก ผูฝ้ ึกสอนงาน (Job Coach) ควรมบี ทบาทท่ีจะต้องมีคุณลักษณะ ดงั น้ี 1. ใหก้ ารเสรมิ แรงทางบวกและทางลบ 2. ใหก้ ารสนบั สนุนทางสังคม 3. ให้ทางสนับสนุนทางจติ ใจ 4. ฝกึ โดยใชง้ าน/กิจกรรม (On The Job Training) แนวทางการปฏิบัตขิ องผ้ฝู กึ สอนงาน (Job coach) ในการดูแลฝกึ สอน ผู้ฝกึ สอนงานต้องท�ำ งานร่วมกับผปู้ ่วยจติ เวช สถานประกอบการ และนกั สังคมสงเคราะห์ เพ่ือ เป็นการให้ความชว่ ยเหลือ และเปน็ ทีป่ รกึ ษาซึง่ กันและกนั อนั จะก่อให้เกิดการปฏบิ ัตงิ านในสถานประกอบการ ของผู้ปว่ ยจติ เวชใหเ้ กดิ ปญั หาใหน้ อ้ ยที่สุด โดยมแี นวทางการการปฏบิ ตั ิ ดังต่อไปนี้ 1. การศึกษาคณุ ลกั ษณะเฉพาะตวั ของผ้ปู ่วยจติ เวชในระดับความบกพรอ่ งดา้ นต่างๆ ข้อจำ�กดั ของผู้ ปว่ ย เพือ่ ประโยชนก์ ารการฝกึ สอนงาน 2. ผู้ปกครอง ญาติ และผู้ดูแลผ้ปู ว่ ยจติ เวช ผฝู้ ึกสอนงานจะต้องท�ำ ใหเ้ กิดการมีสว่ นรว่ มในการ ดูแลให้มากท่ีสุดเนื่องจากเป้าหมายส่วนหนึ่งคือการเตรียมความพร้อมผู้ป่วยจิตเวชก่อนกลับไปอยู่ใน ครอบครวั และสังคมไดอ้ ย่างปกติ
93 3. การสรา้ งการมีสว่ นรว่ มของนายจา้ งและเพอื่ นร่วมงานในสถานประกอบการโดยให้มีส่วนร่วม ในกระบวนการตา่ งๆ ดงั นี้ - การวเิ คราะห์งานแต่ละข้นั ตอน - การสรา้ งความเขา้ ใจแกเ่ พอื่ นร่วมงาน - การหาตวั แบบในกรท�ำ งานแก่ผู้ปว่ ยจติ เวช แนวทางการปฏบิ ัตขิ องผู้ฝกึ สอนงานควรเริม่ ต้งั แตก่ ่อนการฝึกผู้ฝึกสอนงาน (Job Coach) ตอ้ งคัด กจิ กรรมทจ่ี ะฝึกก่อนวา่ มีกิจกรรมใดทเี่ หมาะสมและคดิ ว่าผู้ป่วยจติ เวชจะทำ�ได้ ซง่ึ ผูฝ้ ึกสอนงานต้องประเมิน เบื้องต้นกอ่ นวา่ ผู้ปว่ ยจิตเวชแตล่ ะรายมีความสมมารถอยรู่ ะดบั ไหน ท�ำ อะไรบา้ ง มขี อ้ จ�ำ กดั อนื่ ใดหรือไม่ เชน่ มี โรคประจำ�ตัว ตอ้ งทานยาประจ�ำ หรอื ไม่ มกี ารเคลอ่ื นไหวสว่ นใดบกพร่องหรือไม่ สามารถสื่อสารความหมายได้ดี เพยี งใด จากน้นั เมอ่ื คดั เลือกกิจกรรมได้แลว้ ก็ต้องมาวเิ คราะห์ แยกแยะข้นั ตอนกิจกรรมวา่ มขี ้ันตอนหลกั ๆกขี่ ั้น ตอน ต้องใช้ทกั ษะใดบ้าง แลว้ ขัน้ ตอนสามารถแยกยอ่ ยใหล้ ะเอียดชัดเจนและงา่ ยส�ำ หรบั ผู้ปว่ ยจิตเวชได้หรอื ไม่ เมือ่ วเิ คราะห์งาน/กจิ กรรม ไดแ้ ล้วว่ามกี ีข่ นั้ ตอน ต่อจากน้ันจึงวางแผนการฝกึ ในแต่ละข้ันตอน ระยะเวลาในการฝึกควรจะนานเทา่ ไร เช่น ในขัน้ ตอนที่ 1 สามารถทำ�เสร็จไดภ้ ายใน 1 วัน โดยชว่ งเชา้ เป็นทฤษฎี ชว่ งบ่ายให้ฝกึ ปฏิบัติ และทำ�การสอนซ้ำ�เชน่ นอี้ ีก 4 วนั เพ่ือใหท้ ักษะนค้ี งทน รวมเปน็ การฝึกขน้ั ที่ 1 ใชเ้ วลา 5 วนั จึงจะไปฝกึ ขนั้ ที่ 2 และจะประเมนิ กอ่ น-หลงั ฝึกเสมอทกุ ข้นั ตอนจนครบ จึงจะสรปุ ไดว้ า่ ผปู้ ว่ ยจิตเวชแต่ละ รายสามารถทำ�กจิ กรรมนอ้ี ยูร่ ะดับใด โดยเกณฑ์การประเมนิ จะมีคะแนนอยู่ 5 ระดับคอื 0 - ทำ�ไมไ่ ด้/ไมย่ อมท�ำ 1 – ท�ำ ได้+ช้แี นะ+จบั มอื ทำ� 2 – ทำ�ได้+ชแ้ี นะ 3 – ท�ำ ได้เองแต่ไม่เรยี บร้อย 4 - ท�ำ ไดเ้ องและเรียบรอ้ ย *หมายเหตุ การฝกึ จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กบั ความสามารถของผปู้ ว่ ยจิตเวชแต่ละราย บทบาทหน้าท่ขี องผ้ฝู ึกสอนงาน เพอื่ ให้เกิดการเปล่ยี นแปลงของการปฏิบตั ิงานของผปู้ ่วยจิตเวชให้ เป็นไปในทางทีด่ ขี ึ้น เหมาะสมการลักษณะงานในสถานประกอบการ - สนับสนุนทักษะทางสงั คมในการปฏิบตั งิ านในสถานประกอบการ - คน้ หาสถานประกอบการ และแหล่งงานทเี่ หมาะสมความทักษะความสามารถของผปู้ ว่ ยจติ เวช - สนับสนนุ เครอื ข่ายท่เี กี่ยวขอ้ ง (เพือ่ นร่วมงาน สถานท)ี่ - จบั คูง่ านให้เหมาะสมกบั ผู้ปว่ ย - ติดตามผลตามระยะเวลาท่กี ำ�หนดไว้ - สนับสนนุ หนา้ งานเพ่ือเปน็ ท่ีปรกึ ษาตลอดระยะเวลาการปฏบิ ัตงิ าน - ประสานเครอื ข่ายเพ่ือการสนบั สนุนการปฏิบัติงาน และการแก้ไขปญั หาระหวา่ งการปฏิบัตงิ าน
94 แนวทางการปฏิบตั ขิ องผู้ฝกึ สอนงาน (Job Coach) ในกระบวนการฝกึ สอนงาน มีดงั ตอ่ ไปนี้ 1. สัมภาษณแ์ ละคัดเลอื กผปู้ ว่ ยเขา้ สกู่ ารฝึกสอนงานในแต่ละหน่วยงานท่ีผ้ปู ว่ ยจะเข้าปฏบิ ตั ิงาน 2. ประเมนิ ความสามารถในการท�ำ งานของผปู้ ว่ ยจิตเวช 3. ในกรณีท่ผี ้ปู ่วยมีญาติ ผปู้ กครอง และผู้ดูแล จำ�เปน็ ตอ้ งมกี ารตกลงบริการกบั ญาติ ผู้ปกครอง และผู้ดูแลในการยินยอมให้ผู้ป่วยจิตเวชและการปฏบิ ัตติ ามกฎระเบียบการท�ำ งาน 4. จัดประชมุ ญาติ ผู้ปกครอง และผูด้ ูแล ผ้ปู ่วย รว่ มกับผฝู้ กึ สอนงาน (Job Coach) เพ่ือสรา้ งความ เข้าใจและความรว่ มมือซงึ่ กนั และกัน 5. ประสานทรัพยากร และเครือขา่ ยทางสังคม ใหค้ วามรู้ความเข้าใจ เพ่ือโน้มน้าวให้เข้าใจและยอมรบั ผปู้ ่วยเข้าทำ�งาน 6. วเิ คราะหแ์ ละประเมนิ สถานประกอบการ 7. คดั เลอื ก ผ้ปู ว่ ยให้มีความสามารถเหมาะกับงานนั้น ใหก้ ารปรกึ ษาแนะน�ำ สนับสนนุ ใหก้ ำ�ลงั ใจแกผ่ ู้ ปว่ ย ในการปรบั เปลีย่ นเขา้ สกู่ ารจ้างงานในตลาดแรงงานประเมินความสามรถของผ้ปู ่วยกรณไี มผ่ า่ นประเมิน สามารถแนะนำ� ใหก้ ารปรกึ ษาแกญ่ าติ ผู้ปกครองและผดู้ แู ลได้ 8. พาผปู้ ว่ ยทค่ี ัดเลอื กส่งเขา้ ท�ำ งาน พร้อมญาติ ผปู้ กครองและผูด้ ูแล ในการศกึ ษาสถานทท่ี �ำ งาน เส้น ทางคมนาคมการเดินทาง ความสมัครใจในการท�ำ งาน และทดลองท�ำ งานกับนายจ้างระยะหน่ึง 9. ชว่ ยดูแล และเจรจาต่อรองเรอ่ื งรายไดแ้ ละสวัสดิการ หรอื รกั ษาสทิ ธขิ องผปู้ ว่ ย 10. ตดิ ตามผลการทำ�งานทกุ สัปดาห์ในระยะแรก ให้การสนบั สนนุ ชว่ ยเหลือด้านการทำ�งานของผปู้ ว่ ยใน สถานประกอบการ ทั้งทางโทรศพั ท์ การเยีย่ มบา้ น เยยี่ มสถานประกอบการ และตดิ ตาม 3-6 เดือน 11. ตดิ ตามให้การปรกึ ษาแนะนำ�แก่ผูป้ ่วย ญาติ ผู้ปกครอง ผู้ดแู ล และนายจา้ ง เมื่อมีปัญหาและ สามารถตดิ ตอ่ กบั ผู้ฝกึ สอนงานไดเ้ สมอ 12. เผยแพรค่ วามร้เู กยี่ วกับการรับคนพกิ ารเขา้ ท�ำ งาน แก่หนว่ ยงานทีเ่ กีย่ วข้องและสอ่ื ต่างๆ ทงั้ ทาง วทิ ยุ โทรทัศน์ และหนังสอื พิมพ์ แนวทางการปฏบิ ัตขิ องผูฝ้ ึกสอน (Job Coach) ในแตล่ ะขน้ั ตอนฝึก ข้นั ก่อนการฝกึ ปฏิบตั ิ 1. คัดเลือกกจิ กรรมฝึกทเ่ี หมาะสมและผู้ป่วยสามารถท�ำ ได้ 2. ประเมินความสามารถ ข้อจำ�กดั ของผู้ปว่ ย 3. วางแผนรว่ มกับครอบครวั เกี่ยวกับการฝกึ ทักษะอยา่ งตอ่ เน่อื ง ขน้ั การฝึกปฏิบตั ิ 1. วิเคราะห์งาน 2. การเตรียมความพรอ้ มทกุ ด้านของผูป้ ่วย ไดแ้ ก่ - พฤตกิ รรมส่วนตวั ของผู้ป่วย - ทศั นคตติ ่องานอาชพี ตา่ งๆ - ความรบั ผิดชอบ - ความอดทนและไมเ่ ลอื กงาน
95 - ลกั ษณะทีด่ ีในการทำ�งาน - ทักษะทางสงั คมและการปรบั ตัวในการอยูร่ ว่ มกับคนอ่นื - ทักษะทางสงั คมและการปรบั ตวั ในการอยู่ร่วมกบั คนอน่ื - ทักษะพน้ื ฐานทจี่ ำ�เปน็ ในการท�ำ งาน - คุณธรรม จรยิ ธรรมในการท�ำ งาน 3. ฝกึ ทกั ษะใหค้ งทน - คัดเลือกกิจกรรม - สอนเป็นระบบ - สอนย�ำ้ ๆซำ้�บ่อยๆ - ฝกึ ทลี ะขั้นตอน ขน้ั เตรียมสกู่ ารปฏบิ ัตงิ านในสถานประกอบการจรงิ 1. ฝกึ สอนการท�ำ งานสร้างประสบการณ์ตรงเกี่ยวกบั งาน 2. หางานที่เหมาะสมใหก้ บั ผู้ปว่ ย 3. ใหค้ วามชว่ ยเหลอื ผปู้ ว่ ยทป่ี ระสบปัญหาในการท�ำ งาน หรอื ถูกเลิกจา้ งงาน 4. ใหค้ ำ�ปรกึ ษาแนะน�ำ นายจา้ งและเพื่อนร่วมงานของผู้ป่วย เพ่ือใหเ้ กิดความเขา้ ใจกนั 5. ตดิ ตามดูแลผลการท�ำ งาน สร้างกำ�ลังใจ 6. ให้ความชว่ ยเหลือผูป้ ่วยทป่ี ระสบปัญหาในการท�ำ งานหรอื ถูกเลิกจ้างงาน 7. ใหค้ ำ�ปรกึ ษาแนะน�ำ นายจ้างและเพือ่ นร่วมงานของผู้ปว่ ย เพอื่ ใหเ้ กดิ ความเข้าใจกนั 8. ตดิ ตามดูแลผลการทำ�งาน เพอ่ื เป็นกำ�ลังใจและใหก้ ารทำ�งานยงั่ ยืนตลอดไป แนวทางการปฏิบตั ิของผฝู้ ึกสอนงานในสถานประกอบ 1. เปน็ ผเู้ สรมิ แรงทางบวก เพือ่ ใหผ้ ปู้ ว่ ยมีความมั่นใจในตนเองและการท�ำ งานพฒั นาศกั ยภาพใน การพง่ึ พงิ ตนเองในทีท่ ำ�งาน 2. พฒั นาทักษะทางสงั คมท่ีเหมาะสม รวมท้ังคุณธรรม จริยธรรม มารยาทในการทำ�งาน การปฏิสมั พนั ธ์ กบั คนอนื่ และกฎทางสังคมในทท่ี �ำ งาน 3. สร้างเครือข่ายสนบั สนนุ ผปู้ ่วยจติ เวชในที่ทำ�งาน 4. เป็นท่ปี รึกษาแก่แผนก/สาขาอ่ืนๆ 5. ให้ขอ้ มูลแกส่ ถานประกอบการในการจ้างงานผู้พิการหรือการจัดการท่เี ออ้ื ต่อผูป้ ว่ ย แนวทางการปฏบิ ตั ขิ องผู้ฝึกสอนงานในการใหก้ ารปรึกษา 1. มคี วามเมตตากรณุ า 2. มีความเข้าใจ เหน็ ใจ แต่ไมป่ กป้องจนเกินไป 3. ช่างสังเกต รบั ฟัง เขา้ ใจ 4. พิจารตามข้อมลู ท่มี อี ยูจ่ รงิ
96 - ทกั ษะเบื้องตน้ ของการให้ค�ำ ปรกึ ษา 1. การใช้คำ�ถามปลายเปดิ 2. การทวนความ 3. การสะทอ้ นความรู้สึก 4. การฟัง การเงยี บ 5. การเสริมแรง (ทางบวก/ลบ) *หมายเหตุ ทีม่ า : คู่มอื การดูแลและฝกึ ทกั ษะพ้ืนฐานการทำ�งานแกผ่ บู้ กพร่องทางสตปิ ัญญาเพอ่ื เตรียม ความพร้อมสู่การทำ�งาน สถานบันราชานุกลู กรมสขุ ภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข 2560 แนวปฏบิ ัตกิ ารคดั เลอื ก Buddy โปรแกรมพ่เี ล้ียง เปน็ อีกเครอื่ งมอื หน่งึ ของพัฒนาบคุ ลากรในองค์กรที่ได้รบั ความสนใจจากผู้ บริหารและมีการน�ำ มาใช้ปฏบิ ตั ิแล้วในหลายๆองคก์ าร ซึ่งโปรแกรมดงั กลา่ วน้เี นน้ การพัฒนาแบบมีสว่ นรว่ ม (Developmental Partnership) จากบุคคลที่ต้องทำ�หน้าแลกเปลย่ี นความรู้ ประสบการณ์ ข้อมูลต่างๆ และมุม มองส่วนบคุ คลเพอ่ื ส่งเสรมิ สนับสนนุ และผลกั ดนั ใหอ้ กี ฝ่ายมีความพร้อมในการทำ�งาน พรอ้ มทีจ่ ะเจรญิ เตบิ โต และมีความก้าวหน้าในสายอาชีพโปรแกรมการเป็นพ่ีเลี้ยงจึงเป็นรูปแบบของการมองจากคนภายนอกต่อการ ด�ำ เนนิ ชวี ติ ปกติ และประสบการณ์ในการท�ำ งานของอีกฝา่ ย โปรแกรมพี่เล้ยี งจงึ เปน็ รูปแบบการพฒั นาที่เน้นใหเ้ กิดการสรา้ งโอกาสในการมีสว่ นรว่ ม แก้ไข ปัญหาและการกำ�หนดเปา้ หมายเพ่อื ให้งานบรรลุสำ�เรจ็ ตามท่ีผู้บังคับบัญชาต้องการ ซงึ John C.Crosby ได้ กล่าวไวว้ า่ “โปรแกรมการเป็นพี่เลยี้ งหมายถึงโปรแกรมท่ตี ้องใช้ความคดิ ในการวิเคราะห์ ใชห้ ูในการฟงั และ การน�ำ เสนอทิศทางทถี่ ูกตอ้ งใหก้ บั อกี ฝ่าย” ดังนั้นรูปแบบของการเปน็ พ่เี ล้ยี งจึงเปน็ กระบวนของการแลกเปลีย่ น ประสบการณข์ องผูท้ ่มี คี วามรแู้ ละประสบการณ์หรือทเ่ี รยี กว่า Mentor ใหก้ บั ผทู้ ่ีมีประสบการณ์ในการท�ำ งานใน องค์การนั้นไมม่ ากนกั หรอื ที่เรยี กว่า Mentee นอกจากน้ี Nigel MacLnnan ได้ให้ค�ำ นยิ ามของ Montor และ Mentoring ไว้ว่า Mentor คือผู้ทพ่ี ร้อมชว่ ยใหผ้ ปู้ ฎิบตั ไิ ด้เกดิ การเรยี นรแู้ ละ Mentoring หมายถงึ กระบวนการให้ ความช่วยเหลือแกบ่ ุคคลที่ได้รบั การมอบหมายให้พฒั นาผา่ นเครื่องมอื นี้ ลกั ษณะพเิ ศษของโปรแกรมพเ่ี ล้ียง ผู้เปน็ พ่ีเล้ยี งน้นั สามารถเป็นบุคคลอ่ืนไม่จำ�เป็นที่พี่เลย้ี งจะต้อง เป็นผ้บู งั คบั บัญชาหรือหัวหนา้ โดยตรง ซึ่งความหมายของการเป็นพเ่ี ลย้ี งน้ันมีความหมายรวมถึง การเป็นผู้ สนบั สนุน (Advocate) เปน็ ผู้ใหก้ ำ�ลังใจและให้ความช่วยเหลอื การเป็นผู้สอนงาน (Coach) คอื เป็นผู้ท�ำ หน้าที่ใน บทบาทผ้สู อนงานและการใหค้ ำ�ปรึกษา (Consultant) โดยท�ำ หน้าให้คำ�แนะนำ� ดูแลทง้ั การทำ�งาน การวางแผน เปา้ หมายในอาชีพให้กับพนกั งาน เพอ่ื ให้พนักงานมคี วามสามารถท่ีสูงข้นึ และการใช้ชวี ิตสว่ นตวั ในรปู แบบ ทัง้ ทางการและไม่เป็นทางการ โดยบางองค์กรเรียกโปรแกรมเปน็ พเี่ ลยี้ งน้ีวา่ Mentoring Program หรอื บาง องคก์ ารเรยี กวา่ Buddy System เปน็ ตน้
97 ข้ันตอนโปรแกรมพีเ่ ล้ยี ง การท�ำ Mentoring Program มขี ั้นตอนและหลักปฏบิ ัตใิ นรายละเอียดดงั ตอ่ ไปน้ี 1.ขน้ั ตอนก�ำ หนดตวั พ่เี ล้ียง การใช้เคร่ืองมือ Mentoring Program นัน้ การคัดสรรบคุ ลากรท่ี จะเป็นพีเ่ ลี้ยงทีเ่ หมาะสมมคี วามสำ�คญั มาก ลักษณะพีเ่ ลี้ยงทเ่ี หมาะสมควรมีลกั ษณะ ดงั นี้ • 1. มคี วามพร้อมยินดที ีจ่ ะเปน็ พเ่ี ลี้ยง 2. มีความคดิ เชงิ บวก 3. อายตุ วั และอายงุ านที่เหมาะสม 4. เปน็ ผู้รับฟังท่ีดี 5. มีการส่อื สารท่ดี ี 6. รกั ษาความลับได้ 7. มมี นุ ษยสัมพันธท์ ด่ี ี ชอบพบปะผู้คน 8. บรหิ ารเวลาได้เปน็ อย่างดี 9. มีอารมณ์ม่ังคง 10. มคี วามอดทนและความรับผดิ ชอบ 11. มีจรยิ ธรรมที่ดีในการท�ำ งาน 12. มที ัศนคตทิ ่ดี ีกับองคก์ ร 13. มีความเชี่ยวชาญในสายอาชีพด้านใดดา้ นหน่ึง 14. เป็นแบบอย่างที่ดีในการทำ�งาน 15. มีทักษะการบังคับบัญชาทด่ี ี 16. มีความใฝเ่ รยี นรู้ ต้องการการพัฒนาอยเู่ สมอ 2. ขั้นตอนสำ�รวจข้อมูลพนกั งาน ผ้เู ปน็ พีเ่ ล้ียงที่ได้รบั การคัดเลือกจะต้องส�ำ รวจข้อมลู ทเี่ ก่ยี วขอ้ งกบั พนักงานท่ีเป็น Mentee กอ่ น จากทะเบยี นประวตั หิ รอื ใบสมัครงานของพนักงาน เพื่อทำ�ความเข้าใจถึงตัว พนกั งานในเรื่องตา่ งๆ ดังนี้ พนักงานใหม่ พนกั งานทกี่ �ำ ลงั จะปรบั ตำ�แหนง่ - ประวตั กิ ารท�ำ งาน - ประวตั ิการฝกึ อบรมและการพัฒนาอนื่ ๆ - ประวตั ิการศึกษา - ประวตั กิ ารเลอื่ นระดบั /ตำ�แหน่งงาน - ประวตั คิ รอบครัว - ผลการทำ�งานท่ีผ่านมาในองค์การ - งานอดิเรก - จุดแข็งและจุดออ่ นของพนักงาน 3. ข้นั ตอนการท�ำ ความเข้าใจ ผู้เปน็ พีเ่ ลีย้ งจะตอ้ งทำ�ความเขา้ ใจกับพนกั งานก่อนถงึ วตั ถุประสงค์ของ การเปน็ พี่เลย้ี ง ระยะเวลาในการเป็นพเี่ ลีย้ งเป้าหมายหรือผลทีค่ าดหวงั บทบาทหน้าที่ของพีเ่ ลย้ี ง ชว่ งระยะเวลา ในการติดตาม และให้ขอ้ มูลปอ้ นกลับระหวา่ งผู้เปน็ พ่เี ลยี้ งจะต้องเปิดโอกาสให้พนกั งานสอบถามข้อสงสยั เกี่ยว โปรแกรมพเี่ ลี้ยง ทัง้ นผ้ี เู้ ปน็ พเี่ ลยี้ งจะต้องยนิ ดแี ละรบั ฟังค�ำ ถามหรอื ประเด็นตา่ งๆจากพนกั งาน รวมถึงกรช้แี จง เพ่อื ให้พนกั งานเขา้ ใจถึงลักษณะของโปรแกรมเปน็ พเี่ ลี้ยงทีถ่ ูกตอ้ ง
98 4. ขั้นตอนปฏิบัติ เนื่องจากว่าโปรแกรมพเ่ี ลย้ี งเป็นรูปแบบใหม่ของการพฒั นาทที่ งั้ Mentor และ Men- tee อาจจะไม่คุ้นเคยกับขัน้ ตอนหรอื กระบวนการของการเปน็ พี่เลีย้ ง เพื่อให้โปรแกรมดงั กล่าวนีเ้ ปน็ ไปด้วยดี เกดิ สมั พันธภาพท่ีดรี ะหวา่ งผู้เป็นพีเ่ ลี้ยงจะต้องปฏิบตั ิตามหลกั การ 5 ข้อที่จำ�เป็นในการผลักดันให้โปรแกรมดัง กลา่ วนีป้ ระสบความส�ำ เรจ็ ได้แก่ Trust ผูเ้ ปน็ พเ่ี ล้ยี งจะต้องสรา้ งบรรยากาศของความไวเ้ น้ือเช่อื ใจ การเปดิ ใจกนั ระหวา่ งพ่เี ลีย้ งและ พนักงาน Self Esteem ผู้เป็นพี่เลี้ยงจะต้องพยายามทำ�ให้พนักงานเกิดความภาคภูมิใจหรือความรู้จักคุณค่าใน ตนเอง เป็นการยอมรับความสามารถของตนเอง Partnership Building ผู้เปน็ พ่ีเลี้ยงจะต้องสรา้ งความรู้สกึ ความผูกพนั รว่ มกนั ในเป้าหมายและ ความส�ำ เรจ็ ท่ีเกิดขน้ึ จากการทำ�งาน Time ผู้เป็นพี่เล้ียงจะต้องกำ�หนดระยะเวลาในการพูดคุยและตกลงร่วมกันถึงเป้าหมายท่ีต้องการให้ ประสบสำ�เรจ็ เป็นระยะ Respect ผู้เป็นพ่ีเลี้ยงจะต้องเคารพและยอมรับความคิดเห็นและการแสดงออกของพนักงานด้วย ความเตม็ ใจและจรงิ ใจ 5. ขนั้ ตอนการติดตามและประเมนิ โปรแกรมพ่เี ล้ียงจะสน้ิ สุดตามกำ�หนดเวลาทีต่ กลงกนั ไวร้ ะหวา่ ง พ่เี ล้ยี งกับพนกั งาน ข้นั ตอนนผี้ ู้เปน็ พี่เลยี้ งจะต้องประเมินผลการท�ำ งาน การรับรู้ และทัศนคตขิ องพนกั งานว่า ปรบั เปลยี่ นไปและสามารถปรับตอ่ การทำ�งานไดห้ รอื ไม่ รวมถึงการเปดิ โอกาสให้พนกั งานพูดคุยและสอบถาม ประเดน็ ทส่ี งสยั นอกจากนผี้ ู้เปน็ พ่ีเลีย้ งจะตอ้ งทำ�ใหพ้ นักงานเกดิ ความมน่ั ใจวา่ ภายหลังจากเสรจ็ สนิ้ โปรแกรมนี้ แลว้ พนกั งานยงั สามารถพดู คยุ หรอื ขอค�ำ ปรกึ ษาได้จากพีเ่ ลย้ี งได้ เพือ่ ท�ำ ให้พนักงานเกิดความรู้สึกไมโ่ ดดเดย่ี ว หรือเกิดความวิตกกงั วลใจในการทำ�งานหรือการใช้ชีวิตอยู่ในองค์กร สรปุ วา่ การทำ� Mentoring จะประสบความส�ำ เรจ็ ไดน้ นั้ ขึ้นอยู่กบั องค์กรจะตอ้ งมรี ะบบการ คัดเลอื ก ทดสอบคณุ สมบัติ ระบบการประเมนิ ผลการปฏบิ ัตหิ น้าหนา้ พี่เล้ียง เพ่ือคน้ หา และพฒั นาพเี่ ล้ยี งให้เปน็ บคุ ลกรทีม่ ีความสามารถรวมถึงการจดั ระบบการฝึกอบรมพฒั นาความสามรถของการเปน็ พเี่ ลย้ี งทีด่ ี ทำ�ให้พีเ่ ลีย้ ง รู้บทบาทหนา้ ที่ ร้วู ธิ ีการและขนั้ ตอนการเป็นพี่เลยี้ งท่มี ีประสทิ ธภิ าพ ท่ีมา : อาภรณ์ ภวู่ ิทยพนั ธุ์ อเี มล : [email protected]
99 บทท่ี 5 การตดิ ตามประเมินผล และดูแลต่อเน่ือง สาระส�ำ คัญ การติดตามประเมินผลเป็นการสร้างความมั่นใจให้กบั ผูป้ ่วย และสถานประกอบการ รวมไปถึงเครอื ข่าย ในชุมชน โดยการติดตามและลดความชว่ ยเหลือแบบค่อยเปน็ คอ่ ยไปและลดลงอย่างเปน็ ระบบตามระดับการพ่ึง พิงตนเองของผปู้ ว่ ยและตามความพร้อมของสถานประกอบการ/เครือขา่ ยในชมุ ชน วตั ถปุ ระสงค์ - เพ่ือตดิ ตามปัญหาอุปสรรคในการทำ�งาน การอยู่กบั เพื่อนรว่ มงาน และแนวทางในการแก้ไขท่เี กิดจาก การท�ำ งานปญั หาร่วมกัน - เพอื่ ใหผ้ ปู้ ว่ ยสามารถพง่ึ ตนเองไดแ้ ละใชช้ วี ติ ไดต้ ามปกตใิ นสถานประกอบการ และท�ำ งานไดอ้ ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง - เพือ่ ใหก้ ำ�ลงั ใจและสร้างความม่ันใจใหผ้ ู้ป่วยและสถานประกอบการ แผนภาพแสดงขน้ั ตอนการติดตามประเมนิ ผล และดูแลต่อเน่ือง ข้นั ตอน วตั ถปุ ระสงค์ วิธีการ/กิจกรรม วัสด/ุ อปุ กรณ์ - ติดตามสัปดาหท์ 1่ี -4 1. ติดตามปัญหาอปุ สรรค 1. โทรศพั ท์ 1.โทรศพั ท์ เยี่ยมสถานประกอบการ ในการท�ำ งาน 2.เย่ียมสถานประกอบการ 2.ยานพาหนะ สัปดาห์ละ 1 ครงั้ 2. หาแนวทางการแก้ไข /เครือขา่ ยในชุมชน 3.แบบบันทกึ การติดตาม ปัญหารว่ มกนั 4.ประเด็นการตดิ ตาม 5.แบบประเมนิ คณุ ภาพชวี ติ (Pre) ตดิ ตามตอ่ เน่อื ง เดือนละ 1 1. ตดิ ตามปญั หาอุปสรรค 1. โทรศพั ท์ 1.โทรศัพท์ ครั้ง รวม 11 ครงั้ ( 1 ปี ) ในการทำ�งาน 2. เยีย่ มสถานประกอบการ/ 2.ยานพาหนะ 2. หาแนวทางการแก้ไข เครอื ขา่ ยในชุมชน 3.แบบบันทึกการตดิ ตาม ปัญหาร่วมกัน 4.ประเด็นการตดิ ตาม ติดตามต่อเนื่องระยะ 3 1. ตดิ ตามปัญหาอุปสรรค 1. โทรศัพท์ 1.โทรศพั ท์ เดอื น 6 เดือน 9 เดอื น 12 ในการท�ำ งาน 2. เย่ยี มสถานประกอบการ/ 2.ยานพาหนะ เดอื น รวม 4 คร้ัง( 1ปี ) 2. หาแนวทางการแก้ไข เครือข่ายในชมุ ชน 3.แบบบันทึกการติดตาม ปัญหารว่ มกัน 4.ประเด็นการตดิ ตาม
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125