3-26
สว่ นท่ี 4 สรปุ ผลการดำเนนิ โครงการ โครงการได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ภายใต้กรอบระยะเวลาและเงื่อนไข บริบทสถานการณ์ทั้งใน ด้านโครงสร้างการทำงานภายในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างคณะนติ ิศาสตร์ของสามสถาบันในภูมภิ าค ตลอดจนภาคีเครือข่ายทางวิชาการสถาบันในภูมิภาค โดยโครงการได้จัดกิจกรรมและมีผลลัพธ์การดำเนินกิจกรรม 2 ส่วน คือ 1) การเชื่อมโยงและพัฒนา ขยายเครือข่าย “นิติศาสตร์เพื่อสังคม” 2) การพัฒนาความร่วมมือกับหน่วยงาน/องค์กรภายนอกอื่นๆ ดา้ นงานวจิ ัยและบริการวิชาการ 1. ผลการดำเนนิ กจิ กรรมภายใต้โครงการฯ 1) การเชื่อมโยงพัฒนาเครือข่าย “นิติศาสตร์เพื่อสังคม” และการพัฒนางานวิจัยและ บรกิ ารวิชาการของเครอื ขา่ ยฯ การสรา้ งความร่วมมอื ดา้ นวิจัยและบริการวิชาการระหวา่ งคณะนิติศาสตร์ในระดบั ภูมภิ าค ทาง โครงการฯ ได้มีการจัดประชุมและหารือแนวทางการสร้างเครือข่ายนิติศาสตร์ในระดับภูมิภาค ซึ่ง หลงั จากการประชมุ หารอื และหาแนวทางการทำงานรว่ มกัน ทำให้เกดิ “เครอื ข่ายนติ ิศาสตร์เพ่ือสังคม” มีเครือข่ายสถานบันการศึกษาในการสร้างความร่วมมือด้านวิจัย บริการวิชาการ และด้านอื่นๆ จำนวน 14 มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม, สำนักวิชา นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, คณะ นติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์, คณะนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยอบุ ลราชธานี, คณะอิสลามศกึ ษา และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี, คณะศิลป ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยกาฬสนิ ธ์ุ และ คณะนิติรัฐศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏร้อยเอด็ 2) การพัฒนาความร่วมมือกับหน่วยงาน/องค์กรภายนอกอื่นๆ ด้านงานวิจัยและบริการ วชิ าการ ในการพัฒนาความร่วมมือกบั หน่วยงาน/องค์กรภายนอกอ่ืนๆ ด้านงานวิจยั และบรกิ ารวิชาการ ได้มกี ารการจดั ประชุมและเวทวี ิชาการร่วมกบั หน่วยงานต่างๆ เพ่อื ทำให้ได้ทราบถงึ ประเด็นสถานการณ์ ปัญหา และข้อเสนอแนะในประเด็นความเหลื่อมล้ำด้านต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนการประสานงาน ในการรับการสนบั สนนุ การพัฒนาการทำงานด้านวิจัยและบริการวชิ าการกับหนว่ ยงานตา่ งๆ ไดแ้ ก่ 1) การประสานงานสรา้ งความรว่ มมอื กบั ศนู ย์มานุษยวิทยาสิรนิ ธร (องค์การมหาชน) เพอ่ื หารือ การจัดเวทีวิชาการประเด็นการลดความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม รวมถึงการ พฒั นาขอ้ ตกลงดา้ นวิจัยและบรกิ ารวิชาการร่วมกันระหว่างเครอื ขา่ ยฯ กับศูนย์มานุษยวทิ ยาสริ ินธร 4-1
2) การประสานงานความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ในการ พัฒนาโจทย์วิจัยและบริการวิชาการ ทำให้มีพัฒนาโครงการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุ ขภาพ แหง่ ชาติ คือ “โครงการพฒั นาระบบยตุ ิธรรมชุมชนเพ่ือสังคมสุขภาวะ” และมีมหาวทิ ยาลัยในเครือข่าย ร่วมดำเนินการวิจัยจำนวน 5 มหาวิทยาลัย คือ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, คณะ นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลยั อบุ ลราชธาน,ี สำนกั วชิ านิติศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั เชยี งราย 3) การสร้างความร่วมมือกับสำนักงานกิจการยุติธรรม (สกธ.) และคณะกรรมการพัฒนาการ บริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.) เพื่อหารือการทำงานร่วมกันในด้านวิจัยและบริการวิชาการใน ประเด็นเรื่องความเป็นธรรมและการลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งทำให้ทางสำนักงานกิจการยุติธรรม ได้สนับสนุนงบประมาณการวิจัยในปี 2564 ให้กับมหาวิทยาลัยในเครือข่ายฯ จำนวน 3 โครงการ คือ 1.การศึกษาสถานการณ์และประเมินผลสำเร็จของมาตรการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของประเทศไทยใน ปจั จุบัน (คณะนิตศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยทกั ษิณ) 2.การเพ่มิ ประสทิ ธภิ าพและประสิทธผิ ลในมาตรการการ พักการลงโทษ การลดวันต้องโทษ และการอภัยโทษ : แนวทางการมีส่วนร่วมของตำรวจ อัยการ ศาล (สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย) และ 3.การศึกษาแนวทางการมีส่วนร่วมของ องคก์ รชมุ ชนและเอกชนในการดแู ลผู้กระทำความผิด (คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั พะเยา) 4) การจัดเวทีวิชาการร่วมกันระหว่างเครือข่ายและสำนักงานกิจการยุติธรรม (สกธ.) เป็นการ ประชุมทางวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรม ครั้งที่ 18 “การอำนวยความยุติธรรมในยุควิถีใหม่สู่ ประชาชน” ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ โปรแกรม Zoom Meeting ในประเด็นกระบวนการ ยตุ ิธรรมยุคใหม่กบั การสร้างความเปน็ ธรรมในการจดั การทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม 2. ผลลพั ธ์และผลกระทบท่เี กิดขึน้ จากการดำเนนิ โครงการ 1. เครือข่ายนิติศาสตร์เพื่อสังคมมีระบบการแลกเปลี่ยนการเรียนการสอน ซึ่งทางคณะ นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้มีการ แลกเปลี่ยนการเรียนการสอนในกระบวนวิชาต่างๆ โดยคณาจารย์ผู้สอนได้เข้าสอนผ่านระบบออนไลน์ กับนักศึกษาของทั้งสองมหาวิทยาลัย ซึ่งจะเป็นแนวทางการแลกเปลี่ยนการเรียนการสอนระหว่าง มหาวิทยาลัยในเครอื ขา่ ยนติ ศิ าสตร์ฯ ในอนาคตตอ่ ไป 2. งานวิจัยที่มหาวิทยาลัยในเครอื ข่ายได้ทำร่วมกับหน่วยงานต่างๆ โดยการร่วมกันผลักดันขอ สนับสนุนจากแหล่งทุนต่างๆ ได้แก่ การพัฒนาโครงการพัฒนาระบบยุติธรรมชุมชนเพื่อสังคมสุขภาวะ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) และสำนักงานกิจการยุติธรรม (สกธ.) ได้ สนับสนุนทุนในด้านวิจัยและบริการวิชาการในประเด็นเรื่องความเป็นธรรมและการลดความเหลื่อมล้ำ ให้กบั มหาวทิ ยาลัยในเครอื ขา่ ยนิตศิ าสตร์ฯ จำนวน 3 โครงการ 4-2
3. การพัฒนาความร่วมมือศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ในการพัฒนาข้อตกลง ด้านวิจัยและบริการวิชาการร่วมกันระหว่างเครือข่ายนิติศาสตร์ฯ กับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ใน ประเด็นการพัฒนาโจทย์วิจัย/กิจกรรมร่วมกัน และการพัฒนาองค์ความรู้ในสาขานิติศาสตร์ มานุษยวทิ ยา ประเด็นกฎหมายในดา้ นต่างๆ และเครอื ขา่ ยนติ ิศาสตร์ได้รว่ มหารือผลกั ดนั การจัดต้ังศูนย์ ชาติพันธุ์ มหาวิทยาลัยทักษิณขึ้น เพื่อศึกษาและพัฒนาการเข้าถึงสิทธิของกลุ่มชาติพันธ์ุต่างๆ ในพ้ืนที่ ภาคใต้ 4. ความร่วมมือระหว่างเครือข่ายนิติศาสตร์ฯ กับสถาบันพระปกเกล้า ในการประเด็นการ พัฒนาโจทย์/เวทีวิชาการที่เกี่ยวข้องกับประเด็น 1) การบริหารจัดการท้องถิ่น / สิทธิชุมชน 2) การ ประเมินรัฐธรรมนูญประเด็นเรื่องของสิทธิชุมชน และ 3) เรื่องธรรมนูญชุมชน และการสร้างความ เข้มแขง็ ใหก้ ับชุมชน 5. เวทีวิชาการร่วมกันระหว่างเครือข่ายและสำนักงานกิจการยุติธรรม (สกธ.) เป็นการประชุม ทางวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรม ครั้งที่ 18 “การอำนวยความยุติธรรมในยุควิถีใหม่สู่ ประชาชน” ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ ในประเด็นกระบวนการยุติธรรมยุคใหม่กับการสร้างความ เป็นธรรมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในเวทีวิชาการได้มีการแบ่งปัน แลกเปลี่ยนแนวคิด ประสบการณ์ มุมมอง ของการจัดการทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจน ปัญหาความขัดแย้งทีน่ ำไปสู่ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ในช่วงตลอดหลายปีท่ี ผ่านมา และข้อเสนอต่อกระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมในการ จัดการทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ตลอดจนการถ่ายทอดประสบการณ์ที่ประสบผลสำเร็จและ ล้มเหลว เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนการต่างๆ ในการปฏิบัติงาน การเตรียมการ ออกแบบ รวมถึงการสร้างคุณค่าใหม่ในการสร้างความเป็นธรรมเพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดลอ้ ม อันเป็นสิ่งท้าทายของหน่วยงานทัง้ หลายทีเ่ กี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ สิง่ แวดล้อมว่าจะจดั การให้เกดิ ความเปน็ ธรรมไดอ้ ยา่ งไร 6. เครือข่ายนิติศาสตร์ฯได้ร่วมผลักดันและมีตัวแทนมหาวิทยาลยั เข้าไปเป็นคณะอนุกรรมการ การสภานิติศึกษาแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการการสภานิติ ศึกษาแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2564 มีคณบดีคณะนิติศาสตร์ในเครือข่ายนิติศาสตร์ฯ จำนวน 7 มหาวิทยาลัยเป็นอนุกรรมการ ได้แก่ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, คณบดีคณะ นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา, คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั อุบลราชธานี, คณบดีคณะนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์, คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี โดย คณะอนุกรรมการการสภานิติศึกษาแห่งชาติจะทำหน้าที่ในการกำหนดนโยบายในการพัฒนาบุคลากร ด้านกฎหมาย เพื่อพัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอนให้มีสัดส่วนภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติที่ สามารถพัฒนาบัณฑิตด้านนิติศาสตร์ให้สามารถปฏิบัติงานและช่วยแก้ไขปัญหาในชุมชนและสังคมได้ จริง และหลักเกณฑ์มาตรฐานของผู้เข้ารับการศึกษานิติศาสตร์ในระดับอุดมศึกษาที่เป็นมาตรฐาน ตอบสนองนโยบายการปฏิรูปประเทศ และเสนอแนะหลักสูตรการศึกษานิติศาสตร์ระดับปริญญาตรีที่ เป็นมาตรฐานเพื่อนำไปใช้ในการกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนของแต่ละสถาบันการศึกษาเพ่ือ รองรับการผลิตบัณฑติ ทางนติ ิศาสตร์ทีม่ ีความรอบรู้และมคี ุณธรรมจริยธรรมเพื่อเป็นนักกฎหมายท่ีดี มี องค์ความรู้ทั้งทางด้านทฤษฎีและมีความเข้าใจในสภาพสังคม และสามารถนำกฎหมายไปปรับใช้ให้ 4-3
เกิดผลทางปฏิบัติได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม ตลอดจนการเสนอแนะแนวทางส่งเสริม และสนับสนุน การสร้างทกั ษะใหม่ทจ่ี ำเปน็ ในการทำงานให้สอดคล้องกบั ความตอ้ งการ และพฒั นาเพือ่ ยกระดับทักษะ เดิมให้ดีขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย เพื่อสร้างความรู้ท่ี ทันสมัย และสามารถนำมาประยกุ ตแ์ ละบังคบั ใชใ้ นการปฏบิ ัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธภิ าพ 3. ข้อมูลความรู้ความเชี่ยวชาญของคณาจารย์ในเครือข่ายนิติศาสตร์เพื่อสังคม ซึ่งได้มีการ รวบรวมข้อมูลความเชี่ยวชาญจากคณาจารย์และบุคลากรในสายนิติศาสตร์และศาสตร์อื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นฐานขอ้ มูลในการพัฒนาบุคลากรท่ีมีความรู้ความเชีย่ วชาญเฉพาะรว่ มกัน และเป็นข้อมูลในการ พฒั นาโจทย์วิจัย ขอ้ เสนอตา่ งๆ ต่อหน่วยงานที่สนับสนนุ ทนุ วจิ ยั หรอื หน่วยงานภาครัฐต่างๆ 3. แนวทางการพัฒนาเครือข่ายนิติศาสตรเ์ พือ่ สงั คมในอนาคต ทิศทางความร่วมมือของเครือข่ายนิติศาสตร์ที่ได้กำหนดขึ้นภายใต้เจตนารมณ์ด้านการวิจัยและ การบริการทางวิชาการแก่ชุมชนในพื้นที่โดยเน้นมิติด้านชุมชนท้องถิ่นและมิติด้านความเหลื่อมล้ำที่ไม่ เป็นธรรมแก่สังคมด้านความยุติธรรม เศรษฐกิจและสังคม ฯลฯ เพื่อสร้างความรู้ทางวิชาการท่ี ตอบสนองต่อชุมชนท้องถิ่นให้บรรลุวัตถุประสงค์ ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์หลักของการจัดตั้งและการ พฒั นาเครอื ขา่ ยนติ ิศาสตร์ ระยะเวลาที่ผ่านมาองค์ความรู้ทางนิติศาสตร์ในสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่มีคณะนิติศาสตร์ส่วน ใหญ่มุ่งเน้นวิชาการที่ตอบสนองต่อยุติธรรมกระแสหลักในการมุ่งผลิตบัณฑิตเข้าสู่การเป็นนักกฎหมาย ในวิชาชีพทางกระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก เช่น ผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ แต่เมื่อพิจารณาถึง ปัญหาด้านกฎหมายของประเทศไทยกลับเป็นปัญหาด้านความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำในรูปแบบ ตา่ งๆ ทง้ั ทางกฎหมาย เศรษฐกจิ แตส่ ถาบันการศึกษาด้านนติ ิศาสตร์กลบั ไมส่ ามารถฝา่ ฟันความไม่เป็น ธรรมและความเหลอื่ มล้ำท่เี กดิ ข้นึ เพ่ือท่ีจะแกไ้ ขปญั หาดังกล่าว ดังนั้น การขับเคลื่อนของเครือข่ายคณะนิติศาสตร์ต่อไปในอนาคต จะเป็นการดำเนินการ ร่วมกันของเครือข่ายนิติศาสตร์เพื่อมุ่งเน้นถึงการศึกษาและพัฒนากฎหมายที่ตอบสนองต่อปัญหาของ สังคมทเ่ี ปน็ หมุดหมายสำคัญรว่ มกันทง้ั สว่ นของการเรียนการสอน การวจิ ัยและการบรกิ ารวิชาการ แนวทางการขับเคลื่อนของเครือข่ายนติ ิศาสตรเ์ พ่ือสังคมต่อไป เครือข่ายคณะนติ ิศาสตร์จะได้มี การพัฒนาโจทย์วิจัยและการดำเนินการบริการวิชาการร่วมกันของเครือข่ายนิติศาสตร์ ในประเด็นด้าน ต่างๆ ที่หยิบยกขึ้นระหว่างสมาชิกของเครอื ข่ายนติ ิศาสตร์ เพื่อให้เกิดการสร้างความรู้และการให้ความ ช่วยเหลือด้านกฎหมายเกี่ยวกับการลดความเหลื่อมล้ำและตอบสนองต่อความต้อ งการของสังคมและ ประเทศที่เป็นประเด็นร่วมกันทั้งในภูมิภาคและระดับประเทศ ให้มากยิ่งขึ้น เช่น ประเด็นด้านการ จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประเด็นเรื่องชาติพันธุ์ ประเด็นความเหลื่อมล้ำในโลก สมัยใหม่ ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชน ประเด็นด้านเทคโนโลยีและประเด็นเรื่องสุขภาวะทางสังคม เพ่ือ ตอบสนองตอ่ ปญั หาสังคมทมี่ ีพลวตั ของปัญหาทเี่ ปล่ียนแปลงไป อยา่ งตอ่ เนอื่ งและให้ทันท่วงที 4-4
ความร่วมมือเพื่อพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นระหว่างเครือข่ายนิติศาสตร์เพื่อสร้างความรู้ทาง กฎหมายให้กับประชาชนและหน่วยงานของรัฐ เช่น กฎหมายปกครอง กฎหมายภาษี กฎหมายแรงงาน กฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมไปถึงการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบสนองต่อความต้องการ โดยเฉพาะปัญหาทางของสังคม รวมถึงการพัฒนาหลกั สตู รรว่ มกนั ทเ่ี นน้ การพัฒนาทกั ษะและการเรียนรู้ นอกห้องเรยี นให้กบั นกั ศึกษา การผลักดันคณาจารย์ของคณะนิติศาสตร์ที่เป็นเครือข่ายนิติศาสตร์เข้ามามีส่วนร่วมทำวิจัยและ บริการวิชาการร่วมกนั เพื่อสร้างองค์ความรู้ของคณาจารย์ให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะมีสว่ นช่วยในการพัฒนา ภาพรวมของสถาบันนิติศาสตร์ของประเทศไทย ในส่วนของการเรียนการสอนจะมีการพัฒนาความ ร่วมมือของอาจารย์และนักศึกษาในประเด็นต่างๆ ในพื้นที่แต่ละพื้นที่เพื่อให้เกิดการแลกเปล่ียนเรียนรู้ ถึงปัญหาแต่ละพ้ืนท่ี การรวมช้ันเรียนระหวา่ งนักศกึ ษาตา่ งสถาบนั การสร้างแบรนด์ (Brand) ให้เครือข่ายนิติศาสตร์ให้มีความชัดเจนว่าจะมุ่งเน้นที่เกี่ยวกับการ รับผิดชอบต่อปัญหาของสังคม เช่น สิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติ ชาติพันธุ์ เพื่อเกิดอัตลักษณ์ (Identity) และความชัดเจนในการดำเนินการของเครือข่ายนิติศาสตร์ และการเผยแพร่ผลงานทาง วชิ าการของเครือข่ายคณะนิติศาสตร์ฯ ตอ่ สงั คม เพือ่ สร้างเป็นประเดน็ (Problem Base) ร่วมกัน ทั้งท่ี เป็นประเด็นเชิงปัญหา (Issues Based) และประเด็นเชิงพื้นท่ี (Area Based) และการสร้างเครือข่าย ชุมชนเพิ่มเตมิ ไปจากเครือข่ายท่ีมอี ยู่เดิม รวมถึงการประสานงานขอรับการสนับสนุนทุนงบประมาณการวิจัยจากหน่วยหนุนทุนวิจัย Program Management Unit (PMU) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการบริหารงบประมาณวิจัยของกองทุน วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และภาคีเครือข่ายอื่นๆ เช่น สำนักงานกิจการยุติธรรม (สกธ.) กระทรวงยุติธรรม, สถาบันพระปกเกล้า, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และ ศูนย์ มานุษยวิทยาสิรนิ ธร 4. ปัญหาอปุ สรรคในการดำเนนิ โครงการ การดำเนินกิจกรรมโครงการ แม้จะสามารถทีจ่ ะทำใหผ้ ู้บริหารสูงสุดของแต่ละมหาวิทยาลยั ให้ ความเห็นชอบและสนับสนุนการดำเนินการในรูปของเครือข่ายวิชาการ แต่เนื่องจากภาระความ รับผดิ ชอบเดมิ ของคณะนิติศาสตรแ์ ตล่ ะคณะท่ีแตกต่างกนั จึงทำใหก้ ารร่วมมือกนั ในการพฒั นากิจกรรม เพื่อไปสนับสนุนหรือการรับเอาปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยเข้าไปมี บทบาทให้การชว่ ยเหลือทางวชิ าการยังไม่สามารถท่ีจะดำเนินการใหเ้ ปน็ ไปตามแผนได้อยา่ งเต็มที่ จงึ ทำ ใหต้ ้องปรับเปลีย่ นแผนการจดั กจิ กรรมทจ่ี ะจดั เวทีวชิ าการเพอื่ ขับเคล่อื นนโยบายสาธารณะออกไป ในการขยายเครือข่ายความร่วมมือ เนื่องจากการสร้างความร่วมมือระหว่างคณะทำในรูปแบบ ของมติร่วมกันของคณะนิติศาสตร์จากทั้งสามมหาวิทยาลัย ดังนั้น ในการที่จะขยายความร่วมมือไปยัง คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยอื่นๆ จึงต้องค่อยๆ พัฒนาด้วยการใช้ความร่วมมือที่ไม่เป็นทางการของ คณาจารย์เพอื่ สร้างความรว่ มมอื จงึ ทำใหย้ งั ไมส่ ามารถทจี่ ะขยายเครอื ข่ายความร่วมมือได้อย่างรวดเรว็ 4-5
ในการดำเนนิ กจิ กรรมของโครงการในช่วงระยะเวลาปี 2563 เปน็ ช่วงที่ประเทศไทยและทั่วโลก ประสบปัญหากับวิกฤติการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ส่งผลให้การ ดำเนินงานในกิจกรรมต่างๆ เช่น การประชุมพัฒนาเครือข่ายนิติศาสตร์เพื่อสังคม ต้องชะงักและเลื่อน กิจกรรมออกไปอย่างไม่มีกำหนด และต้องมีการปรับเปลี่ยนกิจกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โควิด19 ทำให้การทำงานและการดำเนินโครงการไม่เป็นไปตามแผนการที่วางไว้ และมีการขยับการจัด กิจกรรมออกไปจากแผนระยะเวลาเดิมท่วี างไว้ 6-8 เดือน 5. แนวทางการแกไ้ ขปญั หาอปุ สรรคในการดำเนนิ กิจกรรม ด้วยข้อจำกัดของการพัฒนาความร่วมมือในเชิงสถาบันที่เริ่มต้นจากความร่วมมืออย่างไม่เป็น ทางการและจะค่อยๆ ยกระดับความร่วมมืออย่างเป็นทางการ ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาและต้อง ดำเนินการผ่านกิจกรรมที่ต้องดำเนินการร่วมกันอย่างมีส่วนร่วมในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนความร่วมมือ ดังน้ัน ทางโครงการจึงได้มีการปรับเปลี่ยนแนวทางและการดำเนินกิจกรรมบางกิจกรรมเพื่อให้ สอดคลอ้ งกบั สถานการณ์และภาคีเครือข่ายความร่วมมือมหาวิทยาลัยทีเ่ พ่ิมมากข้นึ โดยทางโครงการได้ จัดให้มีเวทีหารือและสร้างความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายวิชาการที่ไม่จำกัดเฉพาะสาขานิติศ าสตร์ แต่ขยายความร่วมมือในสาขาด้านต่างๆ ซึ่งเป็นการบูรณาการหลายๆ ศาสตร์เพื่อการแก้ปัญหาความ เหลอื่ มล้ำ แนวทางการแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการดำเนินกิจกรรมในระหว่างการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทางโครงการได้ปรับเปลี่ยนการจัดกิจกรรมการจัดประชุมเป็นการ ประชุมออนไลน์ โดยการประชุมผ่านโปรแกรม Zoom เพื่อให้การดำเนินโครงการสามารถดำเนินไปได้ อย่างต่อเนอ่ื ง 4-6
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก บันทึกการประชุมบทบาทของเครอื ขา่ ย นิตศิ าสตร์กบั การรบั ใชส้ ังคม ภายใตส้ ถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 วนั ที่ 23 เมษายน 2563 ผา่ นระบบ Zoom รายชื่อผเู้ ขา้ ร่วมประชุม คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 1. อ.กชพร มสุ กิ บญุ เลศิ ผู้ชว่ ยคณบดฝี ่ายบริหารงานบุคคล คณะนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่ 1. ผศ.ดร. พรชยั วสิ ุทธิศักดิ์ คณบดี 2. ผศ.สุธาสนิ ี สุภา หัวหนา้ ศูนย์บริการวชิ าการทางกฎหมาย 3. อ.ไพสิฐ พาณชิ ย์กุล หัวหน้าศูนย์ศึกษาความเป็นธรรม 4. อ.บุญชู ณ ป้อมเพ็ชร หวั หน้าศูนย์พัฒนาและฝึกอบรม 5. นางสาววราลกั ษณ์ นาคเสน หวั หนา้ งานบรหิ ารงานวิจัยฯ (ผูป้ ระสานงานการประชมุ ) 6. นายเขมชาติ ตนบญุ นักวิจยั คณะนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยทักษณิ 1. รศ. ดร.กรกฎ ทองขะโชค คณบดี 2. ผศ.ศุภวีร์ เกลี้ยงจันทร์ รองคณบดฝี ่ายวิชาการ คณะนติ ิศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 1. อ.ดร.ฉัตรพร หาระบุตร รองคณบดี คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา 1. อ.พลอยขวัญ เหลา่ อมต รองคณบดีฝ่ายนวตั กรรมการสอนและพัฒนาคุณภาพนสิ ติ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 1. อ. ดร.ตณิ ณ์ ชัยสายัณห์ รองคณบดีฝา่ ยพัฒนานสิ ติ และวเิ ทศสมั พนั ธ์ 2. ว่าท่รี .ต.ธรี วฒุ ิ การนิ ทร์ นักวิชาการศึกษา สำนักวชิ านิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมฟ่ ้าหลวง 1. ผศ. ดร.รงุ่ ศรสี มวงษ์ คณบดี สำนกั วชิ ากฎหมาย มหาวิทยาลยั ราชภฏั เชยี งราย 1. ผศ.ทศพร มลู รตั น์ คณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 1. อ.สุทธชิ ยั งามชื่นสุวรรณ คณบดี 2. ผศ.ผจญ คงเมือง รองคณบดฝี ่ายบรกิ ารวชิ าการ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 1. อ.ขรรคเพชร ชายทวปี คณบดี เร่มิ ประชุมเวลา 13.30 น. ภาคผนวก ก - 1
ผศ.พรชัย วิสุทธิศักดิ์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มช. กล่าวเปิดการประชุมหารือแบบไม่เป็น ทางการ และขอผู้เข้าร่วมประชุมได้แลกเปลี่ยนหารือและแชร์ประสบการณ์กันใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1) การพัฒนาความร่วมมือภายใต้เครือข่ายนิติศาสตร์เพื่อสังคม 2) หารือเนื้อหาและรูปแบบของกิจกรรม และ 3) แนวทางความรว่ มมอื ทางวชิ าการ การจัดการเรยี นการสอนและหลักสตู รสำหรับอนาคต ที่ประชมุ ได้แลกเปลย่ี นหารอื และแชร์ประสบการณ์ รายละเอยี ดดังน้ี ประเดน็ ที่ 1 การพฒั นาความรว่ มมอื ภายใตเ้ ครือขา่ ยนิติศาสตร์เพ่ือสงั คม ช่วงท่ี 1 อาจารย์ไพสิฐ พาณชิ ยก์ ุล กล่าววา่ ไดท้ ราบข้อมลู จาก ผศ.ดร.พรชัย วิสุทธิศักด์ิ เกี่ยว การประชุมเครือข่ายนิติศาสตร์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรม (คุณสุวิทย์ เมษินทรีย์) ซึ่งมีหลายคณะ/สำนกั นิติศาสตร์ในภูมิภาคมีความสนใจที่จะร่วมมือ ทำงานบรกิ ารวิชาการในแนวของ “นติ ศิ าสตร์เพื่อสงั คม” จงึ อยากใหร้ ายละเอียดเบ้ืองต้นดงั นี้ จากการที่ได้เข้าไปทำงานร่วมกับ สกสว. และได้ทำงานเกี่ยวกับชุมชนค่อนข้างมาก โดย เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับยุติธรรมชุมชน และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่เป็นประเด็นทางสังคม ซ่ึง สกสว. เห็นว่าการมหาวิทยาลัยในภูมิภาคมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยสามารถสนับสนุนการทำงานของ เครือข่ายวิจัย นักพัฒนา รวมถึงภารกิจของคณะ/สำนักที่ดำเนินการอยู่นั้น หากนำมาร่วมกัน แลกเปลี่ยนกันก็อาจจะสามารถขับเคลื่อนความเป็นธรรมในทางสังคมได้ ทั้งนี้ก็ได้นำประเด็นดังกล่าว หารือกับ ศ.ดร.ปิยะวัติ บุญ-หลง ท่านก็มองว่าการร่วมมือกันของมหาวิทยาลัยจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ของวงการกฎหมายไทย เนื่องจากในปัจจุบันการเรียนการสอนกฎหมายเป็นรูปแบบดังเดิม (Traditional) มาเป็นเวลานาน และผลิตบัณฑิตย์เข้าไปสู่การเป็นนักกฎหมาย และในบางครั้งการ ดำเนินงานก็ได้สร้างความขัดแย้ง ซึ่งในขณะนี้กลไกที่ได้ดำเนินการไปเบื้องตน้ มาเป็นเวลาประมาณ 10 ปีกว่า คือความร่วมมือระหว่างคณะนิติศาสตร์ 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงอยากขยายความร่วมมือไปยังคณะ/สำนัก นิติศาสตร์ในภูมิภาค และมีความคาดหวังว่าความร่วมมือที่จะพัฒนานี้จะนำไปสู่ การเรียนรู้ซึ่งกันและ กันเกี่ยวกับปัญหาทางสงั คมที่เกิดขึ้นในภูมิภาค ซึ่งจะทำให้เกิดประเด็นที่จะขับเคลื่อนเชิงนโยบายและ กฎหมายรว่ มกนั นอกจากการประชุมเครือข่าย มอ. มช. มข. ที่ได้จัดขึ้นเป็นประจำนั้น ทางคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็ได้จัดเวที ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือด้านวิชาการและ บริการวิชาการ เพื่อพัฒนาระบบความร่วมมือในเชิงการบูรณาการความสามารถทางวิชาการ และ พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 ณ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง โดยมีโดยมีผู้แทนจาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยขอนแก่น เข้าร่วม ซึ่งผลการประชุมมีความเห็นร่วมกันว่าประเด็นที่สามารถร่วมกัน ขับเคล่ือนได้ทชี่ ัดเจนคอื “ความเหลอื่ มลำ้ ท่เี กิดขึน้ จากการจัดการทรัพยากร” จากสถานการณ์และข้อมูลข้างต้น จึงได้หารือกับ ผศ.ดร.พรชัย วิสุทธิศักดิ์ ว่าหากจะจัดให้มี การชกั ชวนคณะ/สำนกั นิตศิ าสตร์ จากมหาวิทยาลัยอืน่ ๆ มาเข้าร่วมเป็นเครือขา่ ยและนำไปสู่การพัฒนา ประเดน็ รว่ มกนั ซึ่งอาจจะสามารถดำเนินกิจกรรมดังน้ี ภาคผนวก ก - 2
1) สร้างเวทีวิชาการร่วมกันที่มี Impact ทางสังคมและตอบโจทย์ความไม่เป็นธรรมในด้าน ต่างๆ 2) พัฒนาโจทย์วิจัยร่วมกัน ทำให้มหาวิทยาลัยในภูมิภาคเป็นผู้รับการสนับสนุนทุน/ งบประมาณจาก สกสว.ภายใต้เครอื ขา่ ย 3) การปรบั ปรงุ หลกั สตู รและวิธีการเรียนการสอน ซึ่งอาจจะสามารถมีวิชาหรือพัฒนาหัวข้อ วทิ ยานพิ นธ์ร่วมกันได้ ซึง่ อาจจะสรา้ งระบบการสอนออนไลนเ์ พื่อรองรบั ภาระกิจดังกล่าว จึงไดเ้ กดิ การประชุมในวันนี้ ชว่ งที่ 2 แลกเปลี่ยนประเดน็ ปญั หาของคณะ/สำนัก นติ ิศาสตรภ์ ายใตส้ ถานการณ์ Covid-19 ปญั หาทค่ี ณะ/สำนกั นิตศิ าสตรไ์ ดเ้ ผชิญอยเู่ ปน็ เวลานานและประกอบกับผลพวงจากการระบาด ของโรค COVID-19 และมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งให้สถาบันการศึกษา ต้องตอ้ งหาแนวทางในการแก้ไขปญั หา โดยสรปุ ได้ ดงั นี้ ลำดบั ปญั หา แนวทางการแก้ไขและขอ้ เสนอแนะ 1 ปญั หาดา้ นการเรียนการสอนและการสอบ มหาวทิ ยาลยั แมฟ่ ้าหลวง - การจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนการสอน - การเรียนการสอนออนไลน์เหมาะสำหรับ ควรให้เวลาผู้เรียนและผู้สอนได้ปรับตัว อย่างไร บางรายวิชาเท่านั้น แต่บางรายวิชา ก็ตามควรแก้ไขปัญหาด้านอื่นๆ ด้วยความ จำเป็นต้องมีการจัดการเรียนการสอน รวดเร็ว มากกว่าการเรยี นออนไลน์ - นกั ศึกษาขดั ขอ้ งด้านการเงิน - ขณะนี้ คณะฯ กำลังสำรวจว่านักศึกษาได้รับ ผลกระทบจากโควดิ อย่างไรบา้ ง เพ่ือจะนำมาหา มหาวทิ ยาลยั อบุ ลราชธานี แนวทางการแกป้ ัญหาต่อไป - การเรียนการสอนภาคฤดูร้อนแบบ ออนไลน์ นักศึกษาที่จะลงภาคฤดูร้อนได้ - จดั ทำคลปิ ใหก้ ำลังใจนกั ศึกษา เพือ่ เปน็ การสร้าง ต้องเป็นกรณีที่จะจบการศึกษาเท่านั้น ซ่ึง ขวัญและกำลังใจนกั ศึกษา คาดว่าจะจบ 100 คน แตล่ งทะเบียนจรงิ ๆ หลกั 10 เท่านั้น - เรมิ่ ปรับตัวโดยการใช้ Microsoft Team - นิติศาสตรใ์ นปัจจบุ นั ยังไมต่ อบโจทย์สังคม - วิชาที่จะเปิดเรียนในภาคเรียนต่อไปนี้ ไม่ ต้องทำอะไรบ้างที่จะตอบโจทย์สังคม มากกว่าการผลติ บุคลากรสายวิชาชีพ สามารถเปิดใหค้ รบกระบวนวชิ าตามหลักสูตรได้ - ปัญหาด้านการเรียนวิชาว่าความและการ ซึ่งการมีหลักสูตรออนไลน์ นักศึกษาของ ฝึกงานของนักศกึ ษา มหาวิทยาลยั เครือข่าย อาจจะร่วมเข้าเรียนรว่ ม ในบางรายวิชา อาจจะช่วยกันได้ มหาวิทยาลัยพะเยา - ขณะนี้การรับรองวิชาชีพของแพทยสภา ได้ - มีการเรียนการสอนออนไลน์โดยใช้ กำหนดให้คณะแพทยศาสตร์ ในมหาวิทยาลัย Microsoft team เพราะทางมหาวิทยาลัย ต่างๆ รับรองวิชาชีพเองได้ จึงเห็นว่าสาขา มีความร่วมมือ แต่มีปัญหาในรูปแบบของ นิติศาสตร์ซึ่งมีสภาวิชาชีพรับรองจะทำอย่างนน้ั การวัดผลประมวลผล การจัดสอบการ ไดห้ รอื ไม่ - อาจจะต้องสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการเรียน การสอนและการสอบ การประเมินผลในรูปแบบ ใหม่ ภาคผนวก ก - 3
ลำดบั ปัญหา แนวทางการแกไ้ ขและข้อเสนอแนะ ออกข้อสอบ อ.ยังติดรูปแบบการสอบ แบบเดมิ - มหาวิทยาลัยสนับสนุนงบประมาณให้นักศึกษา 3 เดือน 400 บาท เพื่อใช้ในการเชื่อมต่อ - การสอบออนไลน์มีปัญหามากเนื่องจาก อินเตอร์เนต ซึ่งรัฐบาลควรเข้ามาดูแลเพราะ นักศึกษาแต่ละคนต้องเผชิญปัญหาในการ ปัจจุบันอินเตอร์คือสาธารณปโภคพื้นฐานของ ทำการสอบ เช่น เนตหลุด เนตช้า ส่งไม่ นักศกึ ษา ทนั เป็นต้น - มี Microsoft Team และ Zoom ซ่ึงอาจารย์ มหาวิทยาลัยทกั ษณิ สามารถเลอื กใชไ้ ด้ - ความเหลื่อมล้ำของนักศึกษาการเข้าถึง สาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น อินเตอร์เน็ต - ในเทอมถัดไปมหาวิทยาลัยชัดเจนที่จะใช้ สำหรบั นักศึกษา Microsoft Team เ พ ื ่ อ ล ด ก า ร ส ั บ ส น ของ - นักศึกษาบางคนมีปัญหาด้านเทคโนโลยี นักศึกษา และมีนโยบายให้สอนสดและบันทึก อินเตอร์เน็ต อาจมีปัญหาในการเรียนการ วีดโิ อ สอนออนไลน์ - การสอบออนไลน์ ได้ทำการส่งข้อสอบและให้ มหาวทิ ยาลัยราชภัฎเชยี งราย นักศึกษาส่งคำตอบในกลุ่มที่จัดตั้งขึ้น และให้ - มหาวิทยาลัยยังไม่มีความชัดเจนใน เจ้าหนา้ ที่ปริน้ ให้อ.ประจำวชิ า รปู แบบการเรยี นการสอนออนไลน์ - รูปแบบ ระบบการเรียนการสอนออนไลน์ และการสอบออนไลน์ ซ่ึงระบบรองรับการ ออกแบบข้อสอบเป็นแบบปรนัย ไม่มีการ รองรับการทำข้อสอบแบบอัตนัย จะมี โปรแกรมหรือระบบอะไรที่สอดคล้องกับ การออกแบบขอ้ สอบทางกฎหมาย - การเรียนการสอนเทอม 1/2563 วิชาใดท่ี ต้องมีการปฏิบัติให้เลื่อนรายวิชานั้นไป ก่อน แล้วนำรายวิชาที่สามารถใช้สอน ออนไลน์มาจดั การเรียนการสอนในเทอมนี้ กอ่ น มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่ มหาวิทยาลยั นเรศวร - การเรียนการสอนแบบออนไลน์ และการ ใช้การสอบโดยใช้ google classroom แต่พบปัญหาในเรื่องของการออกแบบ ขอ้ สอบและการปรบั การวดั ผล รวมถึงการ ที่นกั ศกึ ษาอยู่รวมกนั เวลาสอบ มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น ภาคผนวก ก - 4
ลำดับ ปัญหา แนวทางการแก้ไขและขอ้ เสนอแนะ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม - การลดค่าเทอม 50% สำหรับภาคฤดูร้อน แต่ใน มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ เทอม 1 จะลดค่าเทอม 10% ส่วนค่าที่พักทาง - ปญั หาความเหล่ือมล้ำ ดา้ นเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั สนบั สนุนทั้งหมด - พบว่ามีปัญหาการรวบตัวในการสอบ เช่น - การเรียนการสอนในรูปแบบห้องเรียนเป็นหลัก มารว่ มกลุ่มกนั ทบ่ี า้ นใครสักคน แต่ให้การเรียนการสอนออนไลน์เสริมในช่วง สถานการณ์เท่านั้น รายวิชาใดที่สามารถมีการ 2 ปัญหาด้านวจิ ัยและบรกิ ารวิชาการ เรียนการสอนออนไลน์ได้ให้ใช้ระบบออนไลน์ มหาวิทยาลยั อบุ ลราชธานี ก่อน และบางรายวิชาใดที่ไม่สามารถใช้การ เรียนการสอนออนไลน์ได้จะต้องเลื่อนหรือปรับ มหาวทิ ยาลยั พะเยา การเรียนการสอนในเทอมต่อไป - ไม่สามารถจัดโครงการ/กิจกรรมบริการ วิชาการ เช่น การอบรม สัมมนา หรือการ - ระบบสอนออนไลน์ใช้ zoom และ Microsoft ลงพน้ื ทไ่ี ด้ Team มหาวิทยาลัยนเรศวร - การสอบ มหาวิทยาลัยมีระบบ e Testing มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ นักศกึ ษา open book ได้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - การมีศูนย์กฎหมาย รับเรื่องร้องเรียน ความ 3 ปญั หาดา้ นการเงินของนักศึกษา เดือดร้อนของประชาชนและนักศึกษา ที่ได้รับ มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ ผลกระทบจาก COVID-19 มหาวทิ ยาลัยนเรศวร - มกี ารเผยแพรค่ วามรู้ทางกฎหมาย มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ - มีการออกแบบการเผยแพร่ความรู้ให้กับชุมชน ในสถานการณ์ COVID-19 - การใหบ้ ริการวิชาการ อาจจะใหค้ ำปรึกษา ออนไลน์ - มีศูนย์กฎหมายช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจาก โควิด-19 ซง่ึ อยู่ในช่วงเรม่ิ ต้น - มศี ูนย์ใหค้ ำปรึกษาทางกฎหมายบรกิ ารตามปกติ เพื่อรองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ แต่ก็ยัง ไม่ได้ดำเนินการในลกั ษณะเชิงรุก - การจดั สรรทนุ อุดหนุนสำหรับนกั ศึกษาทีป่ ระสบ ปัญหาจากวิกฤตโควิด ประมาณ 3,000-5,000 บาท ให้นักศึกษายื่นเรื่องขอทนุ เพ่ือให้ทางคณะ พิจารณา - ลดค่าเทอม 10% รวมถึงตั้งกองทุนเพื่อ ชว่ ยเหลอื นกั ศกึ ษา - ลดคา่ เทอม 10% - ผอ่ นผนั การชำระค่าเทอม - กองทนุ ใหก้ โู้ ดยไมค่ ดิ ดอกเบย้ี ภาคผนวก ก - 5
ประเด็นท่ี 2 หารอื เนือ้ หาและรปู แบบของกิจกรรม 1) การเรียนการสอน - หลกั สูตรทีเ่ กย่ี วโยงกับสภาวชิ าชพี - การฝึกทักษะการเป็นนักกฎหมายให้กับเด็กนักศึกษา ไม่ใช่แต่การเรียนการสอน ในห้องเรียน การเรียนการสอนออนไลน์เปน็ เพียงส่วนเสริม แต่จะต้องมีการเรียน การสอนที่เปน็ การฝกึ ทักษะ ท่ีไม่ใชค้ วามรูท้ างกฎหมายอยา่ งเดียว - การปรับปรงุ หลักสูตร และการสรา้ งมาตรฐานหลักสตู ร ซงึ่ ในประเด็นของเนติฯ ก็ ยังอยากให้มีทุกวิชาของเนติในหลักสูตรนิติศาสตร์ แต่ไม่จำเป็นต้องระบุเป็นวิชา หลัก และยอมรับหลักสูตรตามที่ สกอ. กำหนด (ซึ่งยังไม่มีเอกสารยืนยัน) โดยใช้ เกณฑ์การวัดและประเมินผลอ้างอิงจากจุฬา ธรรมศาสตร์ รามคำแหง สุโขทัย ดังนั้น จึงเห็นว่ามหาวิทยาลัยควรขับเคล่ือนเรื่องเกณฑ์การวัดและประเมินผล กันเอง จึงอยากขอความร่วมมือ ผศ.ดร.พรชัย วิสุทธิศักดิ์ในฐานะ กรรมการ กพยช. ชว่ ยผลักดันการปรบั ปรุงหลักสูตรในท่ีประชุมดังกลา่ ว - รูปแบบการเรียนกฎหมายออนไลน์อาจมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในอนาคต คณะ/ สำนักนิติศาสตร์อาจต้องร่วมกันปรับตัวและหาแนวทางการสอนที่ดีที่สุดสำหรับ การเรยี นการสอนในสาขานิตศิ าสตร์ - การใช้ทรัยากรร่วมกันเช่น กระบวนวิชา และ อบรมระยะสั้น แบบออนไลน์ เพื่อให้นักศึกษาในแต่ละมหาวิทยาลัยสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์จากการเรียนรู้ ดงั กลา่ วไดอ้ ย่างไม่มขี อบเขต 2) การวจิ ยั และบริการวิชาการ - ทป่ี ระชมุ เห็นพอ้ งในการสร้างเครอื ขา่ ยวจิ ัยในมหาวิทยาลัยภูมิภาค - ประเดน็ ทเี่ กิดขึ้นในภูมิภาคมีความแตกตา่ งจากส่วนกลาง ซง่ึ ต้องเอาบริบทของ ชมุ ชนเข้ามาเป็นโจทยง์ านวิจยั และประเดน็ วิจัยแนวโน้มการใหท้ ุนวิจัยของแหล่ง ทุนมีการปรับเปลี่ยนเป็นงบประมาณแบบบูรณาการ ส่งผลให้ขอทุนอาจจะต้องมี การร่วมกันเปน็ เครอื ข่ายในการขอรับทนุ - การทำงานวิจัยตามกรอบการให้ทุนของอว. / สกสว. อาจจะต้องมีประเด็นบูรณา การทำงานวิจัยรว่ มกัน - บริการวิชาการ และวิจัย ในแง่กฎหมาย น่าจะคุยเรื่องประเด็นร่วมกันอะไรบ้าง ไหมเชน่ พรก. ฉุกเฉนิ แรงงาน การตกงาน พรก. โรคติดต่อทไ่ี ม่ Function ระบบ สาธารณสุขของไทย (Telemedicine และ Telehealth มีอุปสรรคในแง่กฎหมาย อะไรบ้าง เช่น หลักประกันสุขภาพ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ) การขายยา ออนไลน์ license ยังไม่มี ก็เหน็ ด้วยวา่ การวจิ ัยกฎหมายที่เก่ียวข้องด้านการแพทย์ กน็ ่าสนใจ - ในดา้ นบรกิ ารวชิ าการ ทาง วช และ สกสว มโี หนดทเ่ี ก่ยี ข้องกับพนื้ ที่อยู่แลว้ ซึ่งแต่ ละโหนดมีประเด็นติดขัด และมีประเด็นทางกฎหมายติดขัดและต้องการความ ช่วยเหลอื ซง่ึ สามารถทำไดเ้ ลย โดยไมต่ ้องลงพืน้ ทมี่ าก ภาคผนวก ก - 6
ประเด็นที่ 3 แนวทางความร่วมมือทางวิชาการ การจัดการเรียนการสอนและหลักสูตร สำหรบั อนาคต 1) จัดตัง้ ไลน์กลุ่ม “เครอื ข่ายนติ ศิ าสตร์เพอื่ สงั คม” 2) จดั ทำความร่วมมือทางวิชาการ (Mou) 3) จัดเวทีหารือการประชุมร่วมกันในการบูรณาการทำงานวิจัย / การเรียนการสอน ร่วมกัน หลงั จากหมดช่วงวิกฤตโิ ควิด 4) จัดเวทีนำภาควิชาการและภาคนักเคลือ่ นไหวในพื้นที่มาพบเจอกัน ซึ่งอาจจะได้โจทย์ วจิ ัยและมีเครอื ขา่ ยคนทำงานในระดบั พน้ื ท่ี สรา้ งเครือขา่ ยระดบั ประเทศ 5) พิจารณาการเรียนการสอนออนไลน์คอร์ส ในอนาคตที่จะร่วมกันการเรียนการสอน และการรว่ มกนั เตรยี มประเดน็ สำรวจเนื้อหาประเดน็ การเรยี นการสอนใหมๆ่ ภาคผนวก ก - 7
ภาคผนวก ข การประชุมบทบาทของเครอื ข่าย นิติศาสตร์กับการรบั ใช้สังคม ภายใตส้ ถานการณก์ ารแพร่ระบาดของโรค COVID-19 วนั ที่ 2 มถิ ุนายน 2563 ผ่านระบบ Zoom รายชอื่ ผ้เู ขา้ ร่วมประชุม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่ 1. ผศ.ดร. พรชัย วิสทุ ธศิ ักดิ์ คณบดี 2. อ.ไพสิฐ พาณชิ ยก์ ุล หวั หน้าศูนย์ศึกษาความเป็นธรรม 3. อ.บุญชู ณ ปอ้ มเพช็ ร หวั หนา้ ศนู ย์พฒั นาและฝึกอบรม 4. นางสาววราลักษณ์ นาคเสน หัวหนา้ งานบรหิ ารงานวจิ ัยฯ (ผปู้ ระสานงานการประชุม) 5. นายเขมชาติ ตนบญุ นักวิจัย คณะนติ ิศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ 1. ผศ.ศุภวีร์ เกล้ียงจันทร์ รองคณบดีฝา่ ยวิชาการ สำนกั วิชานิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟา้ หลวง 1. ผศ. ดร.รงุ่ ศรสี มวงษ์ คณบดี สำนกั วชิ ากฎหมาย มหาวิทยาลยั ราชภฏั เชยี งราย 1. ผศ.ทศพร มลู รตั น์ คณบดี คณะนติ ศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ 1. อาจารย์อรัชมน เร่มิ ประชุมเวลา 13.35 น. ผศ.พรชยั วิสทุ ธศิ กั ด์ิ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มช. กลา่ วเปิดการประชมุ หารือ ประเด็นการพูดคยุ การเรียนการสอนในสถานการณโ์ ควดิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มช. การเรียนการสอนออนไลน์ พบปัญหาบางประการ เช่น การส่งข้อสอบไม่ทัน ข้อขัดข้อง เกี่ยวกับสัญญาอินเตอร์เน็ต อุปกรณ์ แต่มีแนวทางแก้ไข เช่น การสอบออนไลน์ให้เปิดกล้องในขณะทำ ขอ้ สอบ การตรวจสอบระยะเวลาในการสง่ คำตอบขอ้ สอบ การเรียนการสอนของมช. ในเทอม1-2563 มีการเรียนการสอนออนไลนใ์ นระยะแรก และหาก สถานการณ์ดีขนึ้ จะมกี ารเรียนการสอนตามปกติ แต่ต้องมกี ารจัดหอ้ งเรียนท่มี รี ะยะห่าง ภาคผนวก ข - 1
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อาจารย์อรัชมน มีการเรียนการสอนออนไลน์ 100% มีการแบ่งสถานการณ์ 3 ระดับ เขียว เหลือง แดง เพื่อ เตรยี มความพรอ้ มรับสถานการณ์ สอื่ ทใี่ ช้ในการเรียนการสอน ใชเ้ ฟสบคุ๊ ไลฟ์ โปรแกรม MS 365 การสอบออนไลน์ มีการจัดรูปแบบเหมือนการสอบในห้องเรียน เช่น นักศึกษาต้องรายงานตัว ก่อนสอบ 15 นาที และ มีการทำข้อสอบในรูปแบบเดียวกันที่ทำข้อสอบไปแล้วไม่สามารถกลับมาแก้ไข ได้ และมีกำหนดระยะเวลาทำข้อสอบแต่ละข้อ การสอบวิชาหลักจะใช้การสอบใน E testing แต่การ สอบวิชาเลือกให้อาจารย์เลือกวิธีการที่เหมาะสม การส่งข้อสอบทางคณะให้เวลาเพิ่ม 30 นาทีเพื่อให้ นกั ศกึ ษามีระยะเวลาส่งงาน การทุจริตการสอบ คณาจารย์นำข้อสอบของเด็กเข้าตรวจสอบการคัดลอกใน Turn it in โดย นำข้อสอบของเด็กทุกคนเข้าไปในระบบเพื่อให้เห็นว่านักศึกษาคัดลอกกันหรือไม่ (แนะนำให้ใช้การ ตรวจสอบกรณีมขี อ้ สงสัยเท่านั้น) มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผศ. ดร.รุ่ง ศรีสมวงษ์ นโยบายของมฟล. การเรียนการสอนจะผสมกันระหว่างการเรียนออนไลน์และการเรียนการ สอนในหอ้ งเรียน โดยมีการจดั การเรยี นการสอนทง้ั มอบหมายงานและเรยี นในชน้ั เรยี น ออนไลน์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเชียงราย ผศ.ทศพร มูลรตั น์ การเรยี นการสอนและสอบผา่ นการใช้โปรแกรม Google Classroom มหาวทิ ยาลัยทักษิณ แนวโน้มการเรียนการสอนโดยการใช้การสอนออนไลน์ ในวิทยาเขตสงขลา แต่วิทยาเขตพัทลงุ มแี นวโน้มทจ่ี ะจัดการเรียนการสอนในหอ้ งเรยี นตามปกติ ซงึ่ สามารถบริหารจดั หอ้ งเรียนจดั ระยะหา่ งได้ การทำความตกลงความรว่ มมือระหว่างสถาบัน (MOU) การอธิบายวตั ถปุ ระสงค์ของการจัดทำ MOU โดยอ.พรชยั อ.ไพสิฐ โครงการสมานฉันท์ ในการทำสือ่ เพือ่ เผยแพรใ่ ห้กบั เยาวชน 1.การพัฒนาความร่วมมือการทำ MOU เป็นการสร้างความร่วมมือของสถาบันในภูมิภาคและ การพัฒนาขยายความรว่ มมือในประเด็นอ่ืนๆ ภาคผนวก ข - 2
การหารือประเด็นความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม โดยใช้ความร่วมมือร่วมกัน ของคณะนิติศาสตร์ในภูมิภาค เพื่อนำสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในแต่ละพื้นที่ขยับไปสู้การขับเคลื่อน แกไ้ ขปญั หาในระดับชาติ 2. การยกระดับสถานการณ์ปัญหา เพื่อจะนำมา การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปรับการเรียน การสอนได้อยา่ งไร? การเกิดเครือข่ายนิติศาสตร์ภายใต้การแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรม ความเหลื้อมล้ำ โดยนำ ประเดน็ ความเป็นธรรมในแตล่ ะพ้นื ทม่ี าขยบั แก้ไขปัญหา ตอบโจทยแ์ ก้ปญั หาในพ้นื ท่ี แนวทางการทำ MOU จะปรับการทำความรว่ มมือโดยเน้นความพรอ้ มของแตล่ ะสถาบัน การสานพลังก่อนจะมีลงนามความร่วมมือ MOU ในแต่ละสถาบันอาจจะเตรยี มความพรอ้ มใน ด้านบุคลากรเพื่อประสานความร่วมมือระหว่างสถาบัน ประเด็นการทำงานวิจัยร่วมกัน ตลอดจน แนวทางการแกป้ ัญหาความเหลอื่ มล้ำ ความไม่เปน็ ธรรมในพน้ื ที่ ผลการประชุม การพิจารณารา่ ง MOU ใน Google drive ของแต่ละมหาวิทยาลัย เพอ่ื ความสมบูรณ์ของ ขอ้ ตกลงความรว่ มมือ การประสานงานแตล่ ะสถาบันเกี่ยวกับผู้รับผิดชอบ ผมู้ อี ำนาจลงนามใน MOU เพ่ือจดั ทำและ นัดหมายการลงนามใน MOU ภาคผนวก ข - 3
ภาคผน เอกสารประกอบการประชุม “เครือข่ายนติ ิศาสตร์เพ วันศุกรท์ ี่ 17 กรกฎาคม 2563 ณ โรงแรมอมารี ดอนเมอื สรุปแบบให้ข้อมูลผลงานทางวิชาการ หรือโครงการทเี่ ก่ียวข้องกบั มหาวทิ ยาลยั โครงการวิจัย คณะนติ ริ ฐั ศาสตร์ มรภ.ร้อยเอด็ คณะนติ ิศาสตร์ ม.ทักษณิ 1. วิจัยทรัพยากรชายฝ่ัง 2. วิจัยปา่ ต้นน้ำ 3. วจิ ัยปา่ ชายเลน ------------------------------- 1. การมีสว่ นรว่ มของประชาชนในการแก้ไขปญั หาการลักลอบ ล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด ต.บ้าน นา อ. ศรนี ครนิ ทร์ จ.พทั ลงุ (บทความวิจัย) 2. มาตรฐานทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมมลพิษท่ี เกดิ ข้ึนจากโรงงานอตุ สาหกรรม (บทความวจิ ยั ) 3. มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการฟ้องเรียกค่าสินไหม ทดแทนในคดีสิ่งแวดล้อม (บทความวิจยั ) ภาคผนว
นวก ค พือ่ สงั คม: การพฒั นางานวิจัยและบริการวชิ าการ” 3 เวลา 08.30 น. – 13.30 น. อง แอร์พอรต์ กรุงเทพฯ บความเหลื่อมล้ำในการจัดการทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อม โครงการบริการวชิ าการ อ่ืนๆ 1.โครงการนติ ริ ฐั ศาสตรบ์ ริการวิชาการแก่สงั คม (การ โครงการส่งเสริมความรกั ความสามัคคี ความ จัดการปา่ ชุมชนแบบมสี ว่ นรว่ ม) ประจำปงี บประมาณ เขา้ ใจ ในสิทธหิ น้าทข่ี องตนเองและผู้อน่ื พ.ศ. 2563 ภายใตพ้ น้ื ฐานของสังคมประชาธปิ ไตย อนั มี 2.โครงการถ่ายทอดความรดู้ า้ นความม่นั คงทางอาหารตาม พระมหากษตั ริยเ์ ปน็ ประมุข ศาสตร์พระราชา เพอื่ การพฒั นาทอ้ งถิ่น ด้วยนวัตกรรม ใช้ชุมชนเป็นรากฐาน คณะนติ ริ ฐั ศาสตร์ ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2563 3.โครงการอบรมกฎหมายปกครอง เรือ่ ง แนวทางการ ปฏบิ ัติราชการตามพระราชบญั ญตั ิการจดั ซื้อ จดั จ้าง และการบริหารงานพัสดภุ าครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2562 1.โครงการศนู ยย์ ตุ ิธรรมชมุ ชนถอดบทเรยี น 10 ปี คดี สะกอมถงึ อา่ วนอ้ ย 2.โครงการอบรมสมั มนาวิชาการเร่อื คดีเพอื่ ประโยชน์ สาธารณะและการฟ้องคดเี พอ่ื ปิดปาก วก ค - 1
มหาวทิ ยาลยั โครงการวจิ ัย คณะนติ ิศาสตร์ ม.อุบลราชธานี สิทธิในที่ดินของคนต่างชาติ เปรียบเทียบระหว่างคนลาวใน พื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ประเทศไทยและคนไทยนครปากเซ คณะนติ ิศาสตร์ ม.พะเยา แขวงจำปาสัก สาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว 1. กฎหมายจารีตประเพณีท้องถิ่นเกี่ยวข้องกับการปกป้อง คุ้มครองสัตว์ป่ามีผลทำให้กฎหมายสงวนและคุ้มครองสัตว์ ปา่ พ.ศ. 2535 2. การฟ้องคดีเชิงกลยุทธ์เพื่อขัดขวางการมีส่วนร่วมของ ประชาชนด้านสิง่ แวดล้อม (2561) 3. จริยธรรมทางสิ่งแวดล้อมกับพัฒนาในการคุ้มครองสิทธิใน สิ่งแวดล้อมที่ดีผ่านคำพิพากษาในดคีสิ่งแวดล้อมไทย (2561) 4. ทฤษฎที รัสต์มหาชนทางสงิ่ แวดลอ้ ม (2562) 5. ข้อเสนอทางกฎหมายเพื่อการใช้ประโยชน์ทรัพยากรน้ำใน กว้านพะเยาอยา่ งย่งั ยนื (2561) ทนุ สกว 6. สิทธิในน้ำกับอำนาจรัฐเหนือทรัพยากรน้ำ (2562) ------------------------ 1. ปัญหามลภาวะทางอากาศที่เกิดจากองค์กรธุรกิจในจังหวดั พะเยา:ศกึ ษากรณตี ามพระราช- 2. บญั ญตั ิสง่ เสรมิ และรักษาคุณภาพสงิ่ แวดลอ้ มแหง่ ชาติ พ.ศ. 2535 ที่แกไ้ ขเพิม่ เติมและ 3. กฎหมายอ่ืนที่เก่ียวข้อง 4. การบังคับใช้กฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ จากการเผาในที่โล่ง 5. มาตรการทางกฎหมายในการบริหารจัดการแหล่งน้ำ กรณีศึกษา \"ห้วยโซ้\" ตำบลแม่นาเรืออำเภอเมือง จังหวัด พะเยา ภาคผนว
โครงการบรกิ ารวชิ าการ อนื่ ๆ 1. โครงการคา่ ยเยาวชนพิทักษ์สิทธิ ตอ้ นรับคณะศึกษาดงู านจาก BABSEACLE 2. โครงการนติ ศิ าสตรส์ ญั จร เพื่อบอกกเลา่ ประสบการณก์ ารใหค้ ำปรกึ ษา การให้บริการใหค้ ำปรึกษาของศนู ย์เผยแพร่และชว่ ยเหลือ ในพืน้ ทต่ี ำบลหนองกินเพลและศึกษาดูงาน ประชาชนทางกฎหมาย (ศชปก.) หมู่บ้านขวั ไมแ้ ก่น 1. ดอกซ้อ ขนมแห่งภูมิปัญญาทางวฒั นธรรม ไทล้ือ ผ่านมมุ มองสตรีนยิ มเชิงนิเวศ (2561) โครงการ 1 คณะ 1 โมเดล วก ค - 2
มหาวิทยาลยั โครงการวิจยั คณะนติ ิศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ คณะนติ ิศาสตร์ ม.นเรศวร 1. โครงการย่อย “การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย” ภายใต้ คณะศลิ ปะศาสตร์ ม.กาฬสินธ์ิ โครงการแผน “การพัฒนาระบบการบริหารจัดการน้ำ อัฉริยะสำหรับภาคบริการในพื้นที่เขพพัฒนาพิเศษภาค ตะวันออก” 2. แนวทางทางกฎหมายในการส่งเสริมการผลิตกระแสไฟฟ้า จากระบบเซลล์แสงอาทิตยบ์ นหลังคา ระดับครัวเรอื น 3. ปัญหากฎหมายและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเพ่อื การพัฒนาอย่างยั่งยืน 4. งานวิจัยมหหาวิทยาลัยนเรศวรด้านวิศวกรรมการจัดการ ความเส่ียงเพื่อชุมชนปนเปือ่ นสารอันตรายในอาเซยี น 1. การศึกษาแนวทางและกลไกในการป้องกันและปราบปราม การค้ามนษุ ย์ตามแนวชายแดน 2. นวัตกรรมถ่ายทอดความรู้ด้านกฎหมายสู่ชุมชนเพื่อพัฒนา เปน็ ชุมชนต้นแบบ 3. กิติกาการมีส่วนร่วมต่อการบริหารจัดการทรัพยากรพื้นถ่ิน อยา่ งยย่ั ืน กรณีศกึ ษาป่าไผข่ องปา่ โคกหนองข้ีหมาจอก ภาคผนว
โครงการบรกิ ารวิชาการ อื่นๆ 1. โครงการนักศึกษากฎหมายใหบ้ ริการ 1. รายการวทิ ยุ “กฎหมายน่ารู้” 2. โครงการนเรศวรสญั จรเอ้ืออาทรชมุ ชน ความรูก้ ฎหมายแกช่ มุ ชน ณ บ้านเหมอื ง ตะก่วั ต.หนองธง อ.ป่าบอน จ.พทั ลุง 1. โครงการกฎหมายเคลือ่ นที่ชุมชน 2. โครงการนักศึกษากฎหมายให้บรกิ าร ความรู้กฎหมายแก่ชมุ ชน “เรียนรกู้ ฎหมาย พฒั นา ส่งิ แวดลอ้ มเพ่ือชุมชนยงั่ ยนื ” 3. โครงการ LAW LEARNING BY Law Long Beach 1. บทความ “หลักการพฒั นาอย่างยง่ั ยืนกับ กฎหมายว่าด้วยอทุ ยานแหง่ ชาต”ิ 2. บทความ “การประเมินผลกระทบ สิง่ แวดลอ้ มในโครงการผลติ ไฟฟ้าจาก พลังงานลมในประเทศไทยและประเทศส กอ๊ ตแลนด์ 3. บทความ “การเยียวยาความเสยี หายจาก การใช้สารเบนซีนในโรงงานอุตสาหกรรม เปรียบเทยี บกบั กฎหมายสหรฐั อเมริกา วก ค - 3
มหาวิทยาลัย โครงการวจิ ัย คณะนติ ศิ าสตร์ มช. 1. โครงการศกึ ษาความเหมาะสมการจัดตงั้ นิคมอตุ สาหกรรม ผลกระทบส่ิงแวดลอ้ ม และการปรับโครงสรา้ งการผลิต 2. โครงการศึกษาวิเคราะห์เพื่อพัฒนานโยบายป่าไม้ให้เป็น นโยบายสาธารณะ 3. โครงการศึกษาวิจัยเพื่อการปรับปรุงกฎหมายตาม ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความยากจนกรณีกลุ่ม กฎหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ (พ.ศ. 2549จึงถงึ ปัจจุบนั ) 4. โครงการศึกษาเพื่อจัดทำข้อเสนอในการปรับปรุงแก้ไข กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมคุณภาพ สิง่ แวดลอ้ มในเขตมาบตาพุดและจงั หวดั ระยอง 5. โครงการการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนา คณุ ภาพชวี ติ เกษตร 6. ก ฎ ห ม า ย แ ล ะ จ า ร ี ต ป ร ะ เ พ ณ ี ใ น ก า ร จ ั ด ก า ร ทรพั ยากรธรรมชาติ : ศึกษาเฉพาะกรณีกลุ่มปะกากะญอ พื้นที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เปรียบเทยี บกับการ จัดการทรัพยากรโดยชุมชน อำเภอเชียงดาว จังหวัด เชยี งใหม่ 7. โครงการการพัฒนาเครือข่ายวิชาการเพือ่ สนบั สนุนความ เปน็ ธรรมสำหรบั กลุม่ เกษตรกรในระบบพันธะสญั ญา 8. โครงการจัดทำรายงานผลการศึกษาวิเคราะห์ผลการ ดำเนินงานโครงการสร้างความเข้มแข็งกลไกเครือข่าย ยุติธรรมชุมชน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและ เครอื ขา่ ยยุตธิ รรมชุมชนจงั หวดั ตรัง 9. โครงการศึกษาเพื่อจัดทำหลักการประกอบร่างกฎหมาย เกษตรกรรมยงั่ ยนื 10. โครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เรื่อง แนวทางการออก ข้อบัญญัติเทศบัญญัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพือ่ สนบั สนนุ งานพัฒนาทอ่ี ยอู่ าศยั และทด่ี ินทำกนิ ภาคผนว
โครงการบรกิ ารวชิ าการ อื่นๆ 1. การประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับวิธีการบริหาร 1. โครงการผลิตรายการวิทยุตราชูคู่ ชาวบ้าน จัดการและการใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหา หมอกควันในพื้นทีจ่ ังหวดั ภาคเหนอื 2. เสวนาร่วมเครือข่ายนักกฎ หมาย 2. เสวนาวิชาการ กฎหมายว่าด้วยการอนุรักษ์ป่าใน สงิ่ แวดลอ้ ม ชุมชนเมือง 3. โครงการเผยแพรค่ วามรู้ทางกฎหมาย เหตุราํ คาญจาก 3. ASEAN Animal Law Conference กลนิ่ และควนั 4. ประชุมทางวิชาการเรื่อง ระบบการ 4. เสวนาวิชาการ หัวข้อ : “เดนิ -เมอื ง-ต้นไม้-กฎหมาย” 5. โครงการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ \"คุ้มครอง รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ และสง่ ต่อ มรดกเชียงใหม่\" สงิ่ แวดล้อมในประเทศลุ่มนำ้ โขง 6. ประชุมเพื่อนำเสนอการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับ ระบบการประมงไทย 7. โครงการบรกิ ารวชิ าการเพ่อื สนบั สนุนการเตรยี มความ พร้อมในการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นในการจัดการ ทรพั ยากรธรรมชาติ จังหวดั น่าน 8. โครงการสัมมนาหัวข้อ “The Mekong: Law, dams and development” 9. โครงการจัดนิทรรศการและเสวนาในหัวข้อ “เขื่อน และสันติภาพในพืน้ ท่ลี มุ่ แมน่ ้ำสาละวิน” 10. โครงการ “นิติ มช. สัญจร ณ จังหวัดสมุทรสาคร” ประจำปี 2561 11. โครงการสัมมนาผ่านเว็บไซต์ (Webinar) เรื่อง ภัย แลง้ 2563 12. โครงการให้คำปรกึ ษาทางกฎหมาย 13. โครงการอบรมกฎหมายแก่ประชาชนซึ่งอาจจะได้รับ ผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ณ อ.เฉลิม พระเกียรติ จ.นา่ น วก ค - 4
มหาวทิ ยาลัย โครงการวิจยั 11. การศึกษาพัฒนาการการรับรองและคุ้มครองสิทธิชุมชน ตามรัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ.ศ.2550 12. โครงการจัดทำแผนคุ้มครองผู้ใช้พลังงาน ภายใต้แผน ยุทธศาสตร์การกำกับกจิ การพลังงาน ฉบับที่ 2 (ปี 2556 – 2560) 13. โครงการศกึ ษาและพัฒนาระบบการสร้างความเป็นธรรม ของระบบเกษตรพันธสญั ญา 14. กลไกทางกฎหมายในการฟื้นฟูส่ิงแวดลอ้ ม และการชดใช้ เยียวยาใหแ้ ก่ผู้เสียหาย 15. การลดความเหล่ือมลำ้ ผา่ นกระบวนการยุตธิ รรม 1 – 2 16. มาตรการทางกฎหมายควบคุมมลภาวะทางแสง 17. โครงการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม \"สิทธิ ของชุมชนชาวกะเหร่ียง (ปกาเกอญอ) กับการดำเนนิ เขต วฒั นธรรมพิเศษไรห่ มุนเวยี นในพื้นที่ยุทธศาสตร์การแกไ้ ข ปัญหาข้อพิพาทกรณีที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยของ ชมุ ชนกะเหรี่ยงในพน้ื ที่ป่าภาคเหนอื \" 18. โครงการวิจัยเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับชุมชนในการ ประเมินผลกระทบด้านสุขภาพชุมชนที่มีความเสี่ยงจาก โครงการพัฒนาในพื้นที่ชายแดน:กรณีผลกระทบจาก โรงไฟฟา้ หงสา ในจังหวดั น่าน 19. สำรวจเกษตรกรและพัฒนาเครือข่ายพันธมิตร ในพื้นท่ี ภาคเหนือ โซน 1 ตามโครงการสำรวจเกษตรกรใน 36 พื้นท่ี 20. โครงการศึกษาบทเรียนการฟ้องคดีปกครองด้าน ส่ิงแวดลอ้ ม 21. โครงการพัฒนารูปแบบการสรา้ งเครือข่ายเฝ้าระวังไฟปา่ ลดหมอกควนั ภาคเหนือ 22. เหตุรำคาญจากแสงประดิษฐแ์ ละกฎหมาย ภาคผนว
โครงการบริการวชิ าการ อ่นื ๆ วก ค - 5
มหาวิทยาลยั โครงการวจิ ัย 23. สภาพปัญหาและลู่ทางสนับสนุนสิทธิในการรวมกลุ่มบน โลกไซเบอร์เพื่อแสดงออกในประเด็นฐาน ทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม 24. โครงการติดตามประเมินผลเพื่อทบทวนมาตรฐานของ สัญญาให้บริการไฟฟ้ารายย่อยและประชาสัมพันธ์ มาตรฐานของสัญญาใหบ้ รกิ ารไฟฟา้ รายใหญ่ 25. การทบทวนและพัฒนานวัตกรรมทางกฎหมายจาก บทเรียนและความรู้ที่ได้จากระบบการวิจัยและการ ให้บริการทางวิชาการแก่ชุมชนของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในมิติที่เกีย่ วกับสถานการณค์ วาม ไมเ่ ป็นธรรมและความเหลือ่ มลำ้ ภาคผนว
โครงการบริการวชิ าการ อ่นื ๆ วก ค - 6
ภาคผนวก ง ถอดเทปการประชุม “เครอื ขา่ ยนิติศาสตร์เพอื่ สังคม : Workshop ประเด็นปัญหาโครงสรา้ งทางกฎหมายเพือ่ ลดความเหล่ือมล้ำ” วันพฤหัสบดที ่ี 20 สงิ หาคม 2563 เวลา 09.00 น. – 16.00 น. ณ หอ้ ง เลอ เบล แอร ชัน้ 1 โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอรต์ กรงุ เทพฯ จัดโดย คณะนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่ ประเดน็ ที่ 1 การพัฒนาความร่วมมอื กบั หนว่ ยงานในระดบั นโยบายของกระทรวงยตุ ิธรรม อาจารยไ์ พสฐิ พาณชิ ย์กุล เราได้ประสานกับหน่วยงานท้ังหลาย ที่คิดว่าจะเป็นผูท้ ีช่ ่วยในการพฒั นากระบวนการนติ ิศาสตร์ ไม่ว่าจะ เป็นจากกระทรวงยุติธรรม จากสถาบันพระปกเกล้า สกสว. วช. จะเป็นงานที่จัดคล้ายๆกับการพูดคยุ กัน จากทาง คณะนิตศิ าสตร์หลายๆแห่ง มาพบเจอกัน เราสรา้ งพลงั สรา้ งการยกระดับของวงการนิติศาสตร์ เปน็ การยกระดับที่ ไม่ใช่เพื่อตนเอง แต่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งท่ีต้องการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรม เข้าใจว่า เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมือง ที่วงการนิติศาสตร์จะต้องเตรียมรับมืออยู่หลายด้าน จะต้องปรับตัวเพื่อรับมือ กับสถานการณ์ ทั้งเรื่องประเด็นความขัดแย้ง ความเหลื่อมล้ำ ที่เราต้องหารือพูดคุยกัน โดยทีมได้จัดการเอกสาร เป็นไลน์ไอเทม ที่เป็นเคา้ โครงเร่ืองของการหารือพูดคยุ กัน ส่วนในช่วงบ่ายเราจะคุยกับทาง สกสว. ซึ่งจะเป็นกลไก ที่ทำให้ทำงานในเชิงเครอื ข่าย ก็เป็นเรื่องที่อยากจะให้พูดกนั เพราะเราทำงานในนามของเครือข่ายคณะนิติศาสตร์ และอยากจะใหเ้ วทมี ีความเป็นกันเองและแลกเปล่ียนในลักษณะท่ีมองไปข้างหน้าร่วมกัน โดยจะยกระดับท่ีจะมอง ไปข้างหน้า เพราะผมมองไปข้างหน้าอีก 2-3 ปีว่า นศ. อาจจะลดน้อยลง สถาบันการศึกษาหลายที่อาจจะได้รับ ผลกระทบ และต้องมีการปรับตัว มหาวิทยาลัยหลายที่อาจจะต้องปิดตัวลง เนื่องจากอาจจะเกิดความไม่คุ้มค่า หรือไม่คุ้มทุนก็ตาม หรือขาดจำนวน นศ. ที่เข้ามา และในแวดวงของเราจะช่วยเหลือได้อย่างไรบ้าง ก่อนอื่นก็ขอ เรยี นเชญิ อ. พรชัย กล่าวตอ้ นรับ ผศ.ดร.พรชัย วิสุทธิศกั ด์ิ วันนี้ถือเป็นโอกาสที่ทางเครือข่ายได้มาพูดคุยกัน มช. จะเป็นผู้เร่ิม แต่ไม่ได้เป็นผู้นำ มช. จะเป็น ผู้ดำเนินการร่วมกัน เพราะเครือข่ายนิติศาสตร์เพื่อสังคมเราสร้างขึ้นเพื่อให้เกิดเครือข่ายจริงๆ และสามารถให้ ช่วยกันผลักดัน ทั้งการเมือง แรงงาน การสอนนิติศาสตร์ การปฏิรูปนิติศาสตร์ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การปฏิรูปเครือข่ายงานยุติธรรมเกี่ยวกับกฎหมาย นี่คือสิ่งที่พยายามจะคาดหวังกันไว้ เรื่องพวกนี้จะเกิดได้ด้วย ความรว่ มมือของเครือข่าย และแต่ละเครือข่ายก็ผลกั กันนำในแต่ละพนื้ ท่ี และนีเ่ ปน็ จุดมุ่งหมายแรกที่เคยคุยกันไว้ ต้องให้เครดิต อ. ขรรคเพชรเพราะท่านได้มาพูดคุยว่าเราต้องมีเครือข่ายอะไรมั้ย ที่ต้องผลักดันเกี่ยวกับงานของ คณะนิติศาสตร์หรือกระบวนการยุติธรรมเพื่อที่จะให้มันสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่ไม่ได้ รวมอยู่ที่ศูนย์กลางเพียงอย่างเดียว เลยเป็นจุดอันหนึ่งที่มาต่อยอดกับงานของ อ. ไพสิฐที่ได้งบประมาณเกี่ยวกับ งานวจิ ยั ความยตุ ธิ รรมแก้ปัญหาความเหลือมลำ้ โดยในส่วนนี้น่าจะเปน็ ส่วนทน่ี ำมาผสมผสานร่วมกนั และทำให้เกิด การเปลี่ยนแปลงได้ในระดับหนึ่ง ทำให้เกิดเป็นกลุ่มก้อนทางนิติศาสตร์เพื่อสังคม ก็เลยพยายามสร้างการ ดำเนินการและกระบวนการร่วมกัน ผมในนามของคณะนิติศาสตร์ มช. ก็ยินอย่างยิ่งที่ได้มาเจอกัน ครั้งหรือสอง ครัง้ พอเป็นรปู เป็นร่างแล้ว เมือ่ เราอยากจะไปศึกษาดูงานทีภ่ าคใต้ก็อาจจะไปที่ ม. สงขลาฯ หรือปัตตานี หรือเรา
อยากจะไปทางอสี าน ก็ไปท่ี ม. อบุ ล และเครอื ขา่ ยฝ่งั ไหนมีประเด็นหรือมีจดุ สนใจทอี่ ยากจะใหเ้ ครือข่ายอืน่ ไปช่วย ผมกค็ ดิ ว่านา่ จะเปน็ ประโยน์ที่เราเขา้ ไปร่วมกนั นอกจากน้ียงั มกี ารเคล่อื นไหวรว่ มกนั กบั หนว่ ยงานภายนอก ซง่ึ เป็น เรื่องท่ดี ที ี่ สกธ. และจากหลายๆส่วนมาร่วมกัน ซ่งึ การขับเคลื่อนก็จะค่อยๆขยับไป อาจจะไม่เห็นผลใน 1-2 ปี แต่ จะเห็นผลในอีก 3-4 ปี อนั นี้เปน็ ความมงุ่ หมายทที่ ำใหเ้ กดิ ภาพรว่ มกนั อาจารย์ไพสฐิ พาณิชย์กุล ในเครอื ข่ายน้เี ราจะทำหน้าทเี่ ปน็ คนขบั เคล่ือน จะสามารถกำหนดเป้าได้ เราจะทำอยา่ งไร ไปแนวทางไหน เราไม่ได้เคลื่อนไหวเพียงสถาบันการศึกษาเท่าน้ัน เรามีบทบาทหลายๆทา่ นของกระบวนการยุติธรรมด้วย สิ่งที่เรา ทำด้วยในระดับนโยบาย สิ่งที่เราจะไปขับเคลื่อนต่อ ถึงในระดับพื้นที่ ถ้าหากเราช่วยกันจากการยกระดับสงั คมให้ เป็นสังคมที่ใช้กฎกติกาเป็นเครื่องมือที่จะสร้างความเป็นปึกแผ่น ความเป็นสามัคคีต่าง ต่อไปก็เข้าไปส่วนที่เราจะ พูดคุยรายละเอียด ก็ขอแนะนำตัวเพื่อให้ทราบถึงที่มาที่ไป เพื่อให้เห็นถึงความเป็นเครือข่ายมากขึ้น (ผู้เข้าร่วม ประชมุ แนะนำตวั ..) ด้วยการท่ีเครือข่ายเกิดข้ึนจากความไมเ่ ป็นทางการ โดยการเอาความสนใจร่วมของแต่ละมหาวิทยาลัยมา เป็นตัวเช่ือม ทั้งเรื่องของการวิจัย งานวิชาการร่วมกัน เนื่องจากว่าการทำงานดังกล่าว เราพบข้อสังเกตหนึง่ ว่า ถ้า เป็นงานวิชาการ ก็จะเป็นวิชาการล้วนๆ ก็จะไม่ได้ไปดูในด้านของการปฏิบัติในแง่ของความเป็นจริงที่เกิดขึ้นใน สงั คม กจ็ ะเปน็ วิชการหอคอยงาชา้ งที่ไมต่ อบโจทย์ของพ้นื ท่ี ในขณะเดยี วกันในภาคปฏบิ ัติท่ีเราต้องแก้ปัญหา ซึ่งก็ ไม่ใช่แนวทางโดยตรงของมหาวิทยาลัย เพราะฉะน้ัน ความรว่ มทจ่ี ะเกิดข้ึนคือ ในดา้ นหนึ่งใช้งานวิจัย งานวิชาการ ในการทำให้เกิดความชัดเจนของปัญหามากขึ้น แล้วจะทำงานร่วมกับเครือข่ายที่มีหน้าที่โดยตรงในการแก้ปัญหา ต่างๆ โดยเริ่มจากการที่จะออกแบบว่าเราจะ set การสร้างพลังร่วมกันขององค์กรที่ทำหน้าที่ต่างกันดังกล่าว ให้ ร่วมกันทำงานได้อย่างไร เพราะฉะนั้นในเบือ้ งต้น ตามที่ได้ออกแบบไว้ ในส่วนของ ท่านชาญเชาวนแ์ ละท่านพงษ์ ธร ก็ไปดเี บตเรอ่ื งงบประมาณ เพราะเปน็ ความจำเป็นในการขบั เคล่ือนองคก์ ร สิ่งที่จะหารือคือ การออกแบบว่า คณะนิติศาสตร์ที่อยู่ในระดับภูมิภาค ซึ่งทำงานร่วมกับทางพื้นที่ ซึ่งก็ อาจจะมปี ระเด็นงานวิจยั ท่แี ก้ปญั หาในระดบั พ้ืนที่ หลายท่านก็ไปทำงานกับเครือข่ายชาวบา้ น ที่แก้ปัญหาโดยตรง ตอนน้ีผมกไ็ ด้มโี อกาสเขา้ รว่ มกบั ทาง กพยช. กไ็ ดเ้ อาเรอ่ื งนีเ้ รียนกับ อ. วษิ ณุ ซึ่งเปน็ รองนายกฯ เมือ่ ปีทแ่ี ล้ว ก็ได้มี โอกาสไปประชุมก็เล่าให้ท่านฟังว่ามีความร่วมมือของคณะนิติศาสตร์ มข. มอ. มช. ที่ได้เซ็น MOU ร่วมกันทั้ง 3 มหาวิทยาลัย หากมีความคืบหน้าอะไรก็จะไปเรียนให้ทราบว่าเครือข่ายนี้มีประโยชน์อย่างไรบ้าง กับทาง กพยช. ตอนนี้ทางท่านวิษณกุ ็เสนอประเด็นให้กบั ทาง กพยช. ว่าควรจะทำอะไรใหญ่ๆ ทไี่ ม่ไดม้ าแกป้ ญั หาเฉพาะท่ีเป็นข่าว ขน้ึ มา เร่อื งทีเ่ ป็นขา่ วบิลลี่ เรื่องของการดำเนินคดีต่างๆ แต่ท่านอยากเหน็ ในเชิงของประเด็นสำคัญๆ ใหญ่ หน่ึงใน นั้นก็อย่างเช่น ประเด็นการขยับพัฒนาวิชาการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความเหลื่อมล้ำความเป็นธรรมซึ่งนำไปสู่การ ปฏิรูปของกระบวนการยุติธรรม ซ่งึ ก็รับผิดชอบให้ไปจดั การมา โดยจะนำไปสู่การประชุมของ กพยช. หลังจากน้ันก็ จะดปู ระเดน็ วา่ ถา้ หากเกิดเครอื ข่ายที่เกิดข้ึนจากการประชุมเครือข่ายมหาวิทยาลัย ดา้ นหนงึ่ กค็ อื การจะผนึกกำลัง ขึ้นมาเพอื่ จะพัฒนาเร่ืองของงานวจิ ยั หรอื งานวิจยั ทจ่ี ะออกแบบกลไกของการแก้ปญั หาความขัดแย้ง ปญั หาในทาง กฎหมาย เนอื่ งจากมปี ญั หาอย่างนี้ เราจะมแี นวทางอย่างไรบา้ ง มโี ครงสร้างของเครอื ข่ายน้ีท่ีทำงานรว่ มกับ กพยช. กับจุดที่เราจะต้องมาขอความเห็นจากที่ประชุมครั้งนี้ว่า เราจะทำงานกับทาง กพยช. ช่องทางที่หนึ่งคือ เป็นไปได้
หรือไม่ที่จะเอาการเกิดขึ้นของเครือข่าย ไปแจ้งในที่ประชุม กพยช. เพื่อทำให้เห็นว่า เรามีเครือข่ายที่จะสามารถ ช่วยงานในหลายๆเรอ่ื ง ทีต่ รงกับนโยบายของ กพยช. ซง่ึ ขา้ งต้นก็จะโยงกบั เร่ืองพฒั นางานวจิ ัย กจ็ ะมีการเปล่ียนนโยบายจดั ส่งเสริมงานวจิ ยั ก็เป็นข้อจำกัดของ คณะทางด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ โดยมหาวิทยาลัยในระดับภูมิภาคกับโอกาสในการได้รับการจัดสรรทุน วิจัยจากกองทุนต่างๆ ที่จะให้มหาวิทยาลัย ในกรุงเทพได้มากกว่า ก็เลยมองในเชิงการออกแบบโครงสร้าง ก็จะ นำไปสู่ประเดน็ เรื่องของความเหลื่อมล้ำ ความยากจนของปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับกฎหมายในเชิงโครงสรา้ ง ในไป อยู่ในนโยบายของ กพยช. และ สกสว. ด้วย จะทำให้การจัดสรรงบประมาณมันลงมาในช่องทางเหล่านี้ได้ ซึ่งก็ หมายความว่าเครือข่ายเหล่านี้การผนึกกำลังอย่างแข่งขันเอาจริงเอาจัง มีโอกาสที่จะกลายเป็น PMU หนึ่งในการ จัดสรรงบประมาณเข้ามา จากเดิมการจัดสรรงบประมาณมันไปลงที่คณะหรือกลุ่ม ซึ่งมันไม่ตอบโจทย์ มันเป็น ปัญหาเชิงโครงสร้าง ก็เลยใช้โอกาสตรงนี้ผลักดันเรื่องเครือข่ายตรงนี้ ในการทำให้กลไกของการทำให้เกิดการ แก้ปัญหาในเชิงวิชาการ และทำให้บทบาทของวิชาการเข้าไปตอบโจทย์สำคัญๆ เรื่องปัญหาความขัดแย้ง ความ เหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมในสังคม นี้ก็คือกลไกที่ถูกออกแบบไว้ แต่กลไกนี้จะมีพลังเข้มแข็งขนาดไหน ก็อยู่ท่ี รว่ มดว้ ยช่วยกันออกแบบ เรื่องนเี้ ปน็ เรอ่ื งทสี่ ามารถโยงเขา้ สู่ประเด็นอ่นื ๆได้ นายชาญเชาว์ ไชยานกุ จิ (ที่ปรกึ ษาพิเศษ ปลดั กระทรวงยุติธรรม) ขอใหข้ ้อมูลว่า กพยช. สกธ. คืออะไร และเครือข่ายทเ่ี ข้าไปเช่ือม ย้อนไป 2545 สำนักงานกิจการยุติธรรม ถูกตั้งไว้ให้เป็นกรอบ แล้วมี พ.ร.บ. การพัฒนาบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ 2549 จังหวะนั้นเป็นการจังหวะของ การปฏิรูประบบราชการปี 2545 เรามองเห็นว่าระบบงานยุติธรรมเรามันแยกออกเป็นส่วนๆ (fragment) ถ้าถาม หานโยบายของประเทศน้ี ไมว่ า่ จะเปน็ เรื่องกฎหมาย นติ ศิ าสตร์ ระบบยุติธรรม ไมม่ ี เพราะต่างคนตา่ งอยู่ ศาลเป็น อำนาจนำ เพราะเป็นหนึ่งในสามของอำนาจอธิปไตย เพราะออกไปจากฝ่ายบริหารจึงต้องมีกระทรวงยุติธรรมแบบ ใหม่ขึ้นมา ตาม รธน. 2540 เพราะฉะนั้นการแยกเป็นส่วนๆจะทำอย่างไร จึงทำให้มีกรมหนึ่งและกฎหมายฉบับ หน่ึงทีเ่ ป็น กรอบของกฎหมายเพื่อให้เรื่องเกี่ยวกับระบบยุติธรรมของประเทศ จึงต้องตราเปน็ พระราชบัญญัติ แล้ว ให้กรมทตี่ ั้งขึ้นทำหน้าทเี่ ปน็ ฝ่ายเลขา แล้วคณะกรรมการพัฒนาหรือ กพยช. เปน็ สว่ นระดับชาติและดึงเอานายกฯ เข้ามาเป็นหัว แล้วเอาองค์ประกอบของระบบยุติธรรมทั้งประเทศมารวมอยู่ด้วยกัน สิ่งที่คาดหวังคือ แผนแม่บท เรื่องกระบวนการยุติธรรมแห่งชาติ และแผนไอที โดยหวังว่าความเป็นเอกภาพและความเป็นพลวัตรของนโยบาย ของชาตจิ ะเดนิ ต่อไปได้ และสามารถบรู ณาการกันไดต้ ามเหตุการณ์ที่เกดิ ข้ึน ทส่ี ำคัญคอื เราต้องการมีส่วนร่วมของ ประชาชน และในเนื้อหาของกรมคือ เราใส่สัญญะที่ชัดเจนออกมาว่าเราต้องการพัฒนากระบวนการยุติธรรมมุม ไหนบ้าง 1. เรามีสถาบันการศึกษา (Academy) ของคนในระบบยุติธรรม ซึ่งเราได้นำประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ด้วย 2. มี Research and Development ของระบบยุติธรรม ไม่ใช่ของกรมหรือกระทรวงยุติธรรม กฎหมายน้ี เป็นกฎหมายกลาง กระทรวงยุติธรรมเมื่อปี 2545 ทั้ง DSI ไม่ได้ถูกสร้างมาให้เป็นของกระทรวงยุติธรรม แต่ ต้องการให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง แล้วเป็นกฎหมายกลางท่ีบงั คับใช้ทกุ กรม ทั้ง 8 กรม เพราะฉะนั้น กพยช. มัน หมายถงึ วา่ ถ้าเครือข่ายเราจะเช่ือมกับระบบนโยบาย เราเชอื่ มโยงได้ รูปแบบใด นีค่ ือเจตนารมณ์ แตผ่ มได้สร้างให้ มอี นกุ รรมการ กพยช. ข้นึ มาได้ และพลวัตร ขน้ึ อยู่กบั สถานการณ์ หมายถงึ เกดิ ข้ึนได้ ลม้ ไปได้ อนุกรรมการนี้เป็น อีกกลไกหนึ่ง (mechanism) เพื่อเป็นฐานไว้ให้ทั้งในเชิงนโยบายและทางปฏิบัติ ซึ่งได้ทำงานและดำเนินการมา ตั้งแต่ปี 2545 เป็นกระบวนการเรอ่ื ยมา
พ.ต.ท.ดร. พงษธ์ ร ธัญญสิริ ผอู้ ำนวยการสำนกั งานกิจการยตุ ธิ รรม กลไกสำคัญของ กพยช. ทจี่ ะขับเคล่ือนได้ จะมอี นุกรรมการตา่ งๆ ประกอบด้วย 1. อนุกรรมการประสาน และพัฒนาระบบงานยุติธรรม จะรับผิดชอบในเชิงนโยบาย สิ่งสำคัญคือ จะรับผิดชอบการยกร่างแผนแม่บทใน แผนงานยุติธรรมแห่งชาติ 2. อนุกรรมการพัฒนากฎหมายและการบังคับใช้ จะรับผิดชอบเรื่องกฎหมายต่างๆ เรียกว่าทั้งกฎหมายใหม่และกฎหมายที่ล้าสมัย รวมถึงกฎหมายที่จะต้องมีการแก้ไขและยกร่างขึ้นมา และที่ เก่ียวขอ้ งทงั้ หมดกับกระบวนการยตุ ิธรรมนี้ 3. อนกุ รรมการพฒั นาและส่งเสริมงานวจิ ัยในกระบวนการยตุ ธิ รรม จะ รับผิดชอบโดย ผอ. ผึ้งที่เป็นฝ่ายเลขานุการ และ 4. อนุกรรมการพัฒนาบุคลากรและส่งเสริมคุณธรรแก่บุคลากร ในงานยุติธรรม จะมีสถาบันพัฒนาบคุ ลากรเปน็ ผรู้ ับผิดชอบ 5. อนุกรรมการพฒั นารระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศใน กระบวนการยุติธรรม แต่เดิมจะมีการยกร่างแผนแม่บทไอที 6. อนุกรรมการส่งเสริมพัฒนาและขับเคลื่อนงานการ ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท จะมีกรมคุ้มครองสิทธิฯ ที่เป็นเลขาฯ และนอกจากนี้ยังมีอนุกรรมการต่างที่ถูกจัดตั้งขึ้นมา เฉพาะกิจ ไม่ว่าจะเป็น อนุกรรมการเพื่อรองรับการจัดตั้งศาล และอนุกรรมการอื่นที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อจัดทำและ แกไ้ ขร่างกฎหมายตา่ ง ตามทส่ี ภาปฏิรปู ไดแ้ นะไว้ สิ่งหนึ่งนอกจาก กพยช.จะดูแลเรื่องนโยบายและกรประสานนโยบายในกระบวนการยุติธรรมแล้ว ยังมี กลไกหนงึ่ ในระดับภมู ิภาคคือ กพยจ. โดยแนวความคิดน้ี สบื เน่ืองมาจากทา่ นชาญเชาว์ สังเกตว่า กพยช. เป็นส่วน ของการส่งออกนโยบาย แต่ขา้ งล่างกลับไม่มีกระบวนการสะท้อนกลับขึน้ มา (Feedback) จงึ เกิดเป็นกลไกนี้ข้ึนมา โดยให้ผู้ว่าฯ เป็นประธาน รับนโยบายจากส่วนกลาง (กพยช.) ไปแล้ว และในระดับภูมิภาคมีการตอบสนองต่อ นโยบายดังกล่าวอยา่ งไร มีปัญหาหรอื เสยี งสะท้อนกลับมาอย่างไรบ้าง จึงเกิดกลไกนี้เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนของ กพยช. ได้มีพลัง (Dynamic) มากขึ้น ทีนี้กรอบที่ทางเครือข่ายนิติศาสตร์ร่วมมือกับทาง กพยช. โดยที่มีสำนักงาน กิจการยุติธรรมเป็นฝ่ายเลขาฯ โดยจะมีกรอบของงานวิจัย การพัฒนากฎหมาย การพัฒนาบุคลากร และเรื่องของ เทคโนโลยฯี และตัวช้วี ดั ของกระบวนการยุตธิ รรม ซึ่งส่ิงตา่ งๆเหล่านี้ จะมมี ติ ครม. ตา่ งๆ หรือผลงานทางวิชาการ ต่างๆมารองรบั อยแู่ ล้ว ในส่วนของผลงานที่ กพยช. ได้ขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม บางเรื่องอาจจะขับเคลื่อนยาก และต้องใช้เวลา ตวั อยา่ งเชน่ 1. การสรา้ งความรบั รู้ในดา้ นกฎหมายกบั ประชาชน เปน็ มติ ครม. และกำลังขบั เคลอื่ นอยู่ 2. เร่ืองของ กรอบแนวทางในการป้องกันอาชญากรรมให้มปี ระสิทธิภาพ อันน้ีท่านชาญเชาว์ เป็นที่ปรึกษาและผลักดันกรอบนี้ ออกมา ซึ่งขณะนี้ก็ขับเคลื่อนไปได้ในส่วนภูมิภาค 3. กรอบหนึ่งคือ การเตรียมบุคคลากรก่อนเข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรม มติ ครม. ในเรื่องนี้ได้พิจารณาเห็นว่า บุคลากรของม. ต่างๆ จะเป็นกลไกสำคัญในการเข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรม เพราะ นิสต นศ. ในคณะนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนใหญ่จะเข้าต้องเข้าสู่ กระบวนการยุตธิ รรม ไมว่ ่าจะเปน็ ตน้ นำ้ กลางน้ำ ปลายนำ้ ตรงนี้ มติ ครม. เหน็ ว่า ควรทจี่ ะติวบุคลากรก่อนเข้าสู่ กระบวนการ และให้มีความรู้เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม โดยขอความร่วมมือ ม. ให้มีการบรรจุเข้าไปให้มีเรียน การสอนในสาชาวิขา กระบวนการยุตธิ รรมกับหลักสิทธมิ นุษยชนเบ้ืองตน้ และวันนีไ้ ด้มีความคืบหน้าว่า ม. ใดบ้าง ที่ได้ดำเนินการไปในทิศทางใดบ้าง ต่อมาคือ แผนแม่บทการบริหารงานพัฒนาแห่งชาติ ปี 2562-2565 โดย ครม. เห็นชอบเมื่อ มีนาคม 2563 น้ี ประเด็นหลักสำคัญคือจะทำให้อย่างไรให้สังคมไทยเคารพกฎหมาย ซึ่งก็เป็น แนวทางที่ทำให้ได้ต่อยอดออกมาเป็นยุทธศาสตร์ต่างๆ โดยแผนแม่บทจะเป็นกลไกและกรอบของ กพยช. ที่ทาง เครอื ขา่ ยนติ ศิ าสตร์จะใช้กลไกเหลา่ นี้ เปน็ ตัวสนบั สนุนขบั เคลือ่ นนโยบายตา่ งๆเหลา่ น้ี
ผศ.ดร.พรชยั วสิ ุทธศิ ักด์ิ การเข้าร่วมกับทาง กพยช. ได้มี 2 ส่วนคือ 1. ตัวแทนจากทางวิชาการ จะมีสองส่วน หนึ่งคณะนิติศาสตร์ จากเอกชน กับ สองคณะนติ ิศาสตร์ท่ีมาจากภาครฐั และมช. กไ็ ด้รับคัดเลือกให้เปน็ ตวั แทนกบั ทาง กพยช. โดยทาง กพยช. จะมีข้อมูลจากอนุกรรมการต่างๆเข้ามา และร่วมเอามาร่วมพิจารณากัน และพยายามขับเคลื่อนในเชิง นโยบายจากข้อมูลที่ได้รับมาทั้งหมด โดยภาพรวม กพยช. จะมีหน่วยงานหลายๆหน่วยจากทางราชการ แต่ เน่อื งจากว่าหนว่ ยงานราชการอาจจะไม่ไดม้ ีความเข้าใจหรือเข้าถึงกระบวนการยุตธิ รรมมากนัก แล้วบางคร้ังมักจะ ไม่เสนอวิธีทางแก้ไข เพราะเกรงว่าหากเสนอทางออกแล้วจะไปกระทบกับหน่วยงานอื่นได้ ซึ่งก็เป็นประเด็นว่าจะ ทำอย่างไรที่จะดันเครือข่ายเหล่านี้ให้มีเสียงของภาควิชาการเข้าไปในที่ประชุมให้มากขึ้น ให้มีเสียงสะท้อนกับ หน่วยงานภาครัฐใน กพยช. มากขึ้น อย่างน้อย กพยช. ก็ดีในแง่ของการจัดสร้างโครงสร้างแล้ว อย่างน้อยก็อยาก ให้เกิดการรวมกันของนโยบายความเข้าใจ แต่ในการเคลื่อนมันมีข้อจำกัดและยากตรง ด้วยความที่เป็นหน่วยงาน รัฐ หน่วยงานราชการ ทำให้กลัวไปกระทบกันระหว่างหน่วยงานที่เป็นกรรมการร่วมกัน เสียงที่จะมีน้ำหนักมาก ท่สี ดุ งจะเปน็ คณาจารย์ และภาคเอกชนท่เี ขา้ ไปใหข้ ้อมูล ถ้าเกดิ เราเอาเครือข่ายท่ีเรามีไปต่อยอดกับตรงนี้ได้ คิดว่า เป็นแนวทางที่ดีมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงพยายามขับเคลื่อนว่าเรามีงานทางด้านนิติศาสตร์เยอะ รวมถึงนิติศาสตร์ที่มี ความเชื่อมโยงกบั ภาคสงั คมดว้ ย ดงั นน้ั ถา้ เครือขา่ ยไดไ้ ปร่วมมอื กส็ ามารถทำใหเ้ กิดประโยชนม์ ากยงิ่ ขนึ้ อาจารยไ์ พสิฐ พาณิชย์กุล ดังนั้นปัญหาที่เกิดจากความเดอื ดร้อนจากกฎหมาย หรือประเด็นทต่ี อ้ งเตรียมไว้เผือ่ อนาคตที่ต้องทำ การ มีเครือข่ายเข้าไปทำให้สามารถเป็นช่องต่อเติมทำให้ประเด็นทางสังคมต่างๆไหลเข้าไปสู่กระบวนการที่จะทำให้ บทบาทของกระบวนการยุติธรรมมีพลังไปตามพลวัตร รวมถึงกฎหมายอื่นที่ควรจะต้องเป็นเรื่องที่เตรียมการไว้ สำหรบั ปัญหาข้างหนา้ ตามเราตามปญั หาวิธีการแกไ้ ขตน้ ทกุ จะสงู แตถ่ ้าออกแบบใหก้ ฎหมายล้ำหน้าปัญหาไว้ก่อน ซึ่งจะต้องมีข้อมูล และฐานข้อมูล (Database) ในการวิเคราะห์ มีงานวิจัยต่างๆออกมาที่ต้องมีการแถลงนโยบาย และต้องเป็นเรื่องของอนาคต แต่ในขณะนี้นโยบายกลายเป็นเรื่องที่ตามหลังสถานการณ์ เพราะฉะนั้นมองภาพ กพยช. ที่ออกแบบมา เพื่อต้องการที่จะทำเป็นหน่วยสำคัญของกระบวนการยุติธรรม จะเกิดขึ้นได้หากพิจารณา โครงสรา้ งจะได้แค่ระยะต้น แตถ่ ้าจะมแี ผนซ่งึ แผนเยอะแยะมากไป แตก่ ็นำไปสู่การแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะ ปรบั โครงสร้างอย่างไร บทบาททางวชิ าการจะเขา้ มาชว่ ยในส่วนนไ้ี ด้ นายชาญเชาว์ ไชยานุกจิ (ท่ีปรึกษาพเิ ศษ ปลัดกระทรวงยตุ ิธรรม) เรามแี ผน แต่ใช้ต่อไมไ่ ด้มาก เพราะรัฐบาลยงั มองไม่เหน็ ประโยชน์ มุมหนงึ่ คอื เรื่องการจดั สรรงบประมาณ ถ้ามนั ไหลลงมาในภาครัฐ จะเห็นวา่ ถา้ เป็นเรื่องวาระการประชมุ แห่งชาติ (National Agenda) จะจัดอยู่ในกลุ่มงบ บรู ณาการ เช่น จังหวดั ชายแดนภาคใต้ แตเ่ มือ่ พดู ถงึ ระบบยุติธรรม ภาพรวมคือไม่มี เพราะฉะน้นั แผนน้ีจึงได้เป็น เพียงการเร่ขาย เราไปใน ครม. แต่ไม่เห็นพ้องหรือเห็นด้วย โดยโครงสร้างระบบยุติธรรมของเราคือ ทุกหน่วยงาน เป็นอิสระทั้งหมด ศาล อัยการ ไม่ได้ขึ้นตรงต่อฝ่ายบริหาร หรือ ครม. ตำรวจขึ้นตรงต่อนายกฯ ทางกระทรวง ยุติธรรมก็ว่าง ดังนั้นการบริหารงานยุติธรรม ซึ่งจะต้องสังเคราะห์เสียงของประชาชน แนวคิดทางด้านนิติศาสตร์ ระบบยุติธรรม เพื่อผลักดันให้เกิดนโยบาย แต่ไม่ใช่นโยบายที่มีแต่เฉพาะภาพรัฐ บทบาทของเครือข่ายนิติศาสตร์
มองเหน็ จุดนี้บา้ งหรือไม่ ที่พยายามสรา้ ง กพยช. ขึน้ มา เราตอ้ งการสรา้ งนโยบายสาธารณะทางด้านระบบยุติธรรม เรามีนโยบายหลายเรือ่ ง แตเ่ รอื่ งของกระบวนการยตุ ธิ รรมคอื อะไร การเตรียมคนเข้าสู่กระบวนการยุตธิ รรม มันมีวิธีการอย่างไร ถ้าเรามี R&D ไม่ใช่ กต. กอ. ที่ผูกขาด แล้ว ทางอาจารย์นิติศาสตร์ นักศึกษาไปอย่างไร มีหลักสูตรอย่างไรบ้าง เพื่อให้สะท้อนความยุติธรรม หรือสร้างระบบ ยตุ ธิ รรม ตรงน้ศี าสตรท์ างด้านนิติศาสตร์มันไล่ตามหลงั อยู่ เครอื ข่ายของนิติศาสตร์มันขาดชว่ ง ต้ังแต่ท่ีผมเข้าเรียน ปี 2520 มนั หยุดอยูต่ รงน้ัน แม้วา่ ตอ่ มาภายหลัง เรามีพิมพเ์ ขียวด้านการแก้ไขปรบั ปรงุ ได้สำเร็จ ผมแก้ ป. วิอาญา ได้ แต่กลับกลายเป็นว่าหลัง 2540 การพิจารณา รัฐธรรมนูญ กลายเป็นเสียงส่วนใหญ่เป็นอีกแบบหนึ่ง โดยผมไม่ รู้ตัว และระบบยุติธรรมก็เปลี่ยนทางไปอกี มุมหนึ่งโดยทีเ่ ราไมร่ ู้ตัวเชน่ กัน ต่อมาช่วง รัฐประหาร 2549 และ 2557 ทำให้มองเห็นภาพอีกอย่างหนึ่ง คำว่า หุ้นส่วน เป็นเรื่องสำคัญ เพราะมีบทบาท 3 ส่วน เป็นผู้บริหารภาครัฐ ทำงานภาคประชาสงั คม และสอนหนังสืออยู่ กท็ ำให้เห็น 3 มุมมองใหญ่ อาจารย์ขรรคเพชร ชายทวีป เห็นใน 3 ประเดน็ หนึง่ มมุ มองทม่ี ันเช่ือมโยงกับเร่ืองการปฏิรปู การเรียนการสอนนิติศาสตร์ และ กพยช. ที่ทำแผนออกมาให้ชดั ข้ึน แตม่ องว่าเรากำลังจะไปผดิ ทาง เราไปขยับกบั สกอ. เชน่ ในแผนไปแจ้งให้ สกอ. ทำเร่อื ง สภานติ ศิ กึ ษา ซงึ่ เทา่ ท่ี จฬุ า มร. ม.รามฯ ฯลฯ พยายามทำกันมาหลายสบิ ปีมันไม่ขยับไปที่ไหนเลย แม้ มคอ.1 ก็ไม่ ทำ เพราะฉะนั้น เมื่อพูดถึงการปฏิรปู การเรียนการสอนนิติศาสตร์ใน ม. คิดวา่ อนกุ รรมการนา่ จะทำได้มากกว่าการ ขับเคลื่อนผ่าน สกอ. เพราะเท่าที่ผ่านมา กพยช. มีหนังสือให้มีการตั้งจัด สภานิติศึกษา ทาง สกอ. ก็ไม่ได้มีการ ประชุมหรอื หารืออะไรให้สภานิติศึกษาเกิดขึ้น ตามนโยบาย จึงเสนอวา่ อาจจะไปหาช่องทางอ่ืน โดยเอาคนทำงาน จริงๆ (ซง่ึ ก็คอื คนท่ีนัง่ ประชมุ กนั อยู่ตรงนี้) วา่ เราจะไปเปลย่ี นแปลงการเรยี นการสอนวิชานติ ิศาสตรอ์ ยา่ งไร สอง คอื ไม่ยุง่ เก่ียวกันเนตฯิ เลย คอื ไมเ่ หน็ ว่าความชัดเจนว่าจะไปปฏิรปู การอบรมกฎหมายอยา่ งไร จะมา แต่เฉพาะ ม. ไม่ยุ่งกับสภาทนายความ ซึ่งเป็นองคาพยศที่สำคัญ ดังนั้นจึงผากเป็นประเด็นไว้ ส่วนประเด็นที่ เกย่ี วกับมติ ครม. ให้ม. เตรียมคนไปทำงานในกระทรวงยตุ ธิ รรม เหน็ ดว้ ย แตอ่ ยากเสนอให้เป็นรูปธรรม เช่น ชวน คนที่สอนวิชานิติปรัชญามาเจอกัน สอนวิ. อาญา หรือวิชาอื่นที่สำคัญ มาเจอกัน ดังนั้นเห็นว่า สิ่งที่ควรทำในการ เตรียมคนเขา้ ไปสู่กระบวนการยุตธิ รรม คอื การชวนคนสอนมาเจอกนั แลกเปล่ยี นประเด็นตา่ งๆร่วมกัน จะสามารถ พัฒนากระบวนการเรียนการสอนได้ สาม มีการสื่อสารระหว่างหน่วยงานที่ไม่ชัดเจน เช่น จะมีการรายงานจำนวนคดี จำนวนนักโทษ ตรงน้ี ไม่ได้มกี ารขบั เคล่ือนในเชงิ นโยบายท่พี ัฒนามากนัก อาจจะต้องมีการปรบั เนอ้ื หา ต่อมาแต่ละคณะฯ อาจจะต้องมีการเขียนเกณฑ์ ยุทธศาสตร์หรือนโยบาย แต่มองไม่เห็นช่องทางท่ี จะให้ เครือข่ายนิติศาสตร์ เข้ามาเชื่อมโยงได้ เช่น อาจจะมีการปรับหลักสูตร หรือปรับทิศทางของคณะวิสัยทัศน์ เรื่อง การสรา้ งความยตุ ิธรรมในชุมนุม อาจจะพูดเร่ืองความยุตธิ รรมในเชิงสมานฉันท์ หรือการทำตำบลต้นแบบด้วยการ ระงับข้อพิพาท มันสามารถเชื่อมกับกระทรวงยุตธิ รรมได้ แต่ว่าช่องมันยังไม่เกิดขึ้น เราไม่ได้ไปบริการวิชาการ ไป อบรมเนื้อหาให้ชาวบ้านอย่างเดียว แต่เราปรับเนื้อหาในหลักสูตรว่ามีกระบวนการนี้ให้เด็กได้เข้าใจด้วย เพราะฉะน้ันจะมพี น้ื ท่ี และเดก็ ท่จี ะเขา้ ไปเรียนรู้กับชุมชน กับชาวบา้ นอยา่ งแท้จรงิ
นายชาญเชาว์ ไชยานกุ จิ (ทป่ี รึกษาพิเศษ ปลัดกระทรวงยุติธรรม) เรื่องราวของเนติฯ เป็นก้าวแรกที่เดินเข้าไป และมีความคาดหวังว่าจะใช้ประบวนการนี้ที่จะเข้าหาเนติฯ ปรากฏว่า ไม่ได้ทำงานต่อเนื่อง ขาดชว่ งไป วิสัยทศั นข์ องกลมุ่ หรือเครือข่ายไม่ได้ไปต่อ และคนท่ีทำหน้าท่ีต่อก็ไม่รู้ วา่ กลมุ่ นหี้ รือโครงการน้ีสรา้ งขนึ้ มาเพื่ออะไร ซึง่ เป็นจดุ สำคัญ ดังนั้นหากดู นโยบายหรือแผนของ กพยช. จะเห็นคำ ว่า เคารพกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน และคำว่า ความปลอดภัย สงบสุข ก็อยู่ในนโยบายด้าน ความมั่นคง จะเห็นว่าทิศทางถกู กำหนดให้ไปทางนั้น เพราะฉะนั้นเราต้องการ input อย่างนิติที่ได้กล่าวก่อนหนา้ คือเรื่องของการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม (access to justice) อยู่ยุทธศาสตร์ที่ 3 ก็ขอแนะนำเครือข่ายเราว่า เข้าในยุทธศาสตร์นี้แล้ว ส่วนตัวผมเองได้ไปเขียนดักหน้าเอาไว้แล้วในยุทธศาสตร์ชาติที่ 6 ซึ่งผมได้เขียนเอง เพราะฉะนั้นเรื่องที่เราพูดวันนี้ก็อยู่ในยุทธศาสตร์ทั้งหมดแล้ว มีเรื่องของความเหลื่อมล้ำ รวมถึงวิธีการด้วย และ แผนแม่บทรองรับยุทธศาสตร์ชาติ ถึงปี 2565 เราต้องให้คณะนิติศาสตร์มองเห็นแนวทางตามยทุ ธศาสตรแ์ ละเดนิ ต่อ เน้นคำว่า ความเหลื่อล้ำ แต่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้เข้ามาเชื่อมกับกระทรวงยุติธรรม มันไม่เข้าใน ครม. แต่ถูกตามธรรมเนียมปฏิบัติ/หลักการ (formality) ของ สว. เท่านั้น เพราะ รธน. ได้กำหนดว่าให้หน้าที่ของ สว. คอื ตามยทุ ธศาสตรช์ าติ และการปฏริ ูป ดังนัน้ ทง้ั 20 กระทรวงกร็ ายงานไป แต่ไมม่ กี ารทำใหเ้ ห็นผล (implement) อาจารยไ์ พสิฐ พาณิชย์กลุ มี 3 ประเด็น หน่งึ เร่ืองของเครือข่ายและการปฏิรูปกฎหมายที่จะคยุ กับสภาวชิ าชีพ คิดว่า คล้ายๆกับคอ ขวดท่ที ำใหก้ ารปรับหลกั สตู ร มนั เกดิ ปญั หา เนอื่ งจากวา่ ตวั กรอบของสภาวชิ าชีพเป็นตัวล๊อกเอาไว้ ไม่มีใครกล้าคุย กับทางเนติฯ เพราะหากว่าทาง เนติฯไม่รับรองหลักสูตรการศึกษา ทำให้หลักสูตรนั้นเปิดสอนไม่ได้ ทำให้เป็น ปญั หา เพราะฉะน้ัน ในกฎหมายใหม่ ที่พดู ถึงเรอ่ื งของกระทรวงอุดมศึกษาเขยี นอยกู่ ฎหมายระบุวา่ ตอ้ งคุยกับสภา วิชาชีพ บทบาทสภาวิชาชีพจะเข้ามาแทรกแซงเรื่องของการจัดการเรียนการสอนไม่ได้ ซึ่งก็เขียนไว้ใน รธน. ด้วย เพราะฉะน้นั เรอื่ งนีจ้ ะมเี วทตี อ่ ในระดับเครือขา่ ยของสภาวชิ าชีพอาจจะต้องคดิ ต่อ สอง เรื่องวิสัยทัศน์ของคณะหรือม. กับการทำงานของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประเมินต้นแบบอะไร แบบน้ัน ประเด็นน้คี ิดวา่ จะนำไปสกู่ ารปรับหลักสูตร 2 แบบ คือ 1. จะเอาเคสจริง ของจริงทเ่ี จอในพ้นื ที่ ทแ่ี ตกตา่ ง กันในแต่ละภูมิภาคไปเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาหลักสูตรอย่างไร 2. จะมีหลักสูตรที่ไม่จำเป็นต้องเข้ามาลงเรียนใน วชิ า (หลักสูตรท่ีไม่มเี ครดิต) เช่น องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ หรอื จนท.ในระดับทป่ี ฏบิ ตั ิกับพนื้ ท่ีสามารถเขา้ มาใช้ ประโยชน์จากสถาบันวิชาการได้ เป็นแบบ non-degree โดยในแต่ละ ม. มีการพูดถึงหลักสูตรที่ไม่ได้รับเด็ก นศ. เขา้ ไปเรยี น แตว่ า่ พรอ้ มท่จี ะเข้าไปบริการทางวชิ าการให้กับบุคลากรในพ้ืนทต่ี ่างๆ ซ่ึงตรงนเ้ี ป็นการปรับโครงสร้าง โดยจะทำใหข้ ้อต่อท่ขี าดหายไป มันเกิดข้ึนได้ แต่จะเกิดข้ึนได้อย่างไร ต้องร่วมกันคิด สาม เรื่องของสภานิติศึกษา ตอนที่เริ่มก่อตั้งโดยกลุ่มของ 3 มหาวิทยาลัย จุฬา มธ. ม.รามฯ แต่ก็ไม่ได้มี การขยบั ตอ่ เนื่องจากว่า โครงการก็พน้ ไปตามตวั บุคคลท่ีออกไป คนทเ่ี ข้ามาต่อก็ไม่ไดเ้ คล่ือนต่อ คำถามคือ จำเป็น หรือไม่ที่ต้องฟื้นสภานิติฯ ขึ้นมา ที่จะทำงานในเชิงการขับเคลื่อนเรื่องของหลักสูตรนิติศาสตร์ในอนาคต ซึ่งหาก มองในระยะไกลก็มาออกแบบว่าจะเป็นอย่างไร การข้ามศาสตร์ของนิติศาสตร์และเทคโนโลยีฯ หรือวิทยาศาสตร์ และนิติศาสร์กับอื่นๆ อีกมากมาย ปัจจุบันหลายที่พยายามปรับ แต่ก็กลัวสภาวิชาชีพไม่รับรอง ดังนั้นจึงต้องการ กฎหมายแบบใหม่ ซึ่งจะต้องมองไกลไปถึงขั้น ภายใต้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ให้นำไปสู่การสร้าง Digital Society, Digital Economy ระบบกฎหมายภายใต้ Digital platform ตรงนต้ี อ้ งเป็นอย่างไร ถอื ส่งิ ที่เป็นกอ้ นใหญ่ โดยท่ีเรา
ไม่ได้ทำ/เตรียมอะไรไว้เลย เมื่อถึงสถานการณ์ท่ีต้องใช้ ก็จะกลับเข้าสู่ลูปเดิมคือ ความมั่นคงของชาติมาก่อน การ ผูกขาดทางเศรฐกิจจะมาก่อน ในขณะที่สังคมเคลื่อนไปข้างหน้าก่อนแล้ว เพราะฉะนั้นประเด็นนี้สามารถเข้าไป เช่ือมโยงกบั เร่อื งของเวทงี านวจิ ยั หรือเรื่องของการทำบทความ เพ่อื เป็นขอ้ เสนอแนะในเชิงนโยบายตา่ งๆได้ ดังนั้น ในเบื้องต้นจะขอคำแนะนำ และร่วมกันคิดว่าออกแบบอย่างไรใหม้ ีช่องเพื่อให้การทำงานของเครือข่ายนี้มบี ทบาท เขา้ ไป พ.ต.ต.ดร.ชวนัสถ์ เจนการ ทปี่ รึกษาสำนกั งานคณะกรรมการเสริมสรา้ งความสมานฉนั ท์แหง่ ชาติ อาจจะขอเล่าจากมมุ มองการทำงาน เดิมเคยอยู่ สนง. กจิ การยุตธิ รรม ขอมองจากมมุ มองที่เคยทำงาน จุด แรกคือเครอื ข่ายนติ ิศาสตร์ ยังไม่ไดอ้ ยากจะรบั การสนับสนุนหรือการช่วยเหลือจากฝ่ายหน่วยงานราชการหรือจาก สนง. กิจการยุติธรรมฝ่ายเดียว จริงๆแล้วเครือข่ายนิติศาสตร์มีทรัพยากรอยู่แล้ว ซึ่ง สน. กิจการยุติธรรม หรือ กระบวนการยุติธรรมสามารถเอาไปใช้ หรือส่งต่อไปในเชิงนโยบายได้หลายๆอย่าง คือในจุดแรกคือ เมื่อเห็น คณะอนกุ รรมการต่างๆของ กพยช. จะเห็นวา่ ตัวกระบวนการยุตธิ รรม ศาล คุมประพฤติ ราชทณั ฑ์ เปรียบเหมือน ยาพารา คือ รักษาโรคได้ทุกอย่าง แต่จริงๆแล้ว มองเห็นความเหลื่อมล้ำ หรืออาชญากรรมต่างๆ ใช้กลไกเหล่าน้ี อย่างเดียวไม่ได้ โดยประสบการณ์คือ งานที่เคยทำร่วมกัน คือ ปัญหาเรื่องชาวบ้านรุกล้ำที่ดินป่าไม้ อุทยาน แห่งชาติ ตอนทำงานเราจะคิดจากฝั่งของราชการ จะมีกรอบให้เราคิดว่า ชาวบ้านควรจะทำอะไร ภาครัฐควรจะ เข้าไปจัดการอะไร เม่ือลงพื้นที่เราจะเห็นมุมมองอีกมุมหนึ่ง หรือทางฝั่งวิชการ ก็จะไปดูเคสหรือกรณีอุทยาน แหง่ ชาตขิ องภาคเหนือ ตอนน้ไี มใ่ ช้วธิ ีการเอาเครื่องบินสำรวจแลว้ เพราะใชง้ บประมาณเยอะ แต่เปล่ียนไปใช้แผน ที่ดาวเทียมแทน ปักหมุดไว้ และทำความตกลงกับชุมชนเลยว่า ไม่ขยายพื้นที่เพิ่ม เป็นข้อตกลงประวตั ิการใช้ที่ดนิ ทำกิน ซึ่งก็จะเปน็ หลักฐานให้ทางอุทยานแห่งชาติด้วย ถ้ามองในภาพของการแก้ปัญหาเร่ืองความเหล่ือมลำ้ มนั จะ มีมิตเิ รอื่ งวา่ ทำไมตอ้ งมแี ผนทดี่ าวเทยี มข้นึ มา ถ้ามองฝ่งั ภาครัฐอยา่ งเดยี ว เป็นเร่ืองเอกสารสทิ ธิ เรื่องของการเถียง ว่าคนมาก่อนป่า หรือป่ามากอ่ นคน แบบนี้ถ้าเป็นบทบาทของกระทรวงยุตธิ รรม จะถามว่าพิสจู นไ์ ด้อย่างไร ซงึ่ คนท่ี มีแผนที่อย่างดีทีส่ ดุ คอื กรมแผนทีท่ หาร ซึ่งให้หากจะขอใช้เพ่ือเป็นพยานหลักฐาน เพื่อใช้พิสจู น์กไ็ ม่สามารถใหไ้ ด้ เพราะต้องมีค่าใช้จ่าย เช่น ค่าผู้เชี่ยวชาญ ที่จริงเมื่อมาพิจารณาดูแล้ว ก็พบปัญหาแค่ว่าติดแค่เรื่องของค่า ผู้เชี่ยวชาญ ทำไมหน่วยงานยุติธรรมชุมชน หรือจังหวัดไม่เอาไปให้ความช่วยเหลือเป็นพื้นที่ไป เพื่อพิสูจน์ว่าพื้นที่ ไหนคนมาก่อน หรือป่ามาก่อน ก็จะทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น เพราะเป็นการเข้าสู่กระบวนการแผนที่ทาง ดิจิทัล วิธีการแบบนี้ ไม่ได้ใช้การฟ้องคดีโดย ตำรวจ อัยการ ศาล เพราะแก้ปัญหาไม่ได้ แต่จะสามารถใช้เป็นการ เสนอไปกับทางกระทรวงยุติธรรมเพื่อมาช่วยเหลือความเหลื่อมล้ำในระบบพิสูจน์หลักฐาน ของบประมาณการ พิสูจน์ภาพถ่ายสี เพื่อยืนยันว่าป่ามาก่อนหรือคนมาก่อนป่า ถ้ากรณีป่ามาก่อนคน คนเป็นผู้บุกรุก ก็นำเข้าสู่ กระบวนการช่วยเหลอื ซึ่งพวกนีก้ ม็ ีงานวจิ ยั รองรบั มาเรยี บร้อยแลว้ ก็จะสามารถนำเรอื่ งนเ้ี ข้าสู่ กพยช. สามารถให้ เปน็ นโยบายเรอื่ งกระบวนการยุตธิ รรม ซึ่งงานวิจัยเมอื่ ไดค้ วามรู้มาแลว้ ก็สามารถนำไปสู่การปฏบิ ัติไดจ้ ริง และเป็น การพัฒนางานวิจัย อีกกรณหี นงึ่ คอื ประชาชนถูกไล่ร้ือท่ดี นิ จากกรณกี ารสร้างทางรถไฟรางคู่ และเรื่องของการพฒั นาคลองใน กรงุ เทพ ซ่ึงตรงนี้ทำรว่ มกับหน่วยงานของ พม. และสถาบันพฒั นาองคก์ รชุมชน (คอื เปน็ หน่วยงานท่ชี ว่ ยเหลือคนท่ี ถูกไล่ร้ือที่ดินในสลัม หน้าที่และความรับผิดชอบ คือ จะไปรวมกลุ่มคนในสลัม รวมกันเป็นสหกรณ์ และก็จะมีเงิน ของภาครัฐ เงินกู้ของภาครัฐ สนับสนุนชุมนุม และหาที่ดินมารองรับ) แต่ปัญหาคือ ทาง กพยช. หาที่ดิน ที่จะ
จัดสรรใหช้ าวบ้านไม่ได้ แม้วา่ เราจะเห็นว่ามที ี่ดินค้างขายของกรมบังคับคดีเม่ือ 10 ปี จำนวนหลายไร่ เหตุใดจึงไม่ เอามาจัดสรร เมื่อทำงานวิจัยจะพบว่าติดปัญหาเรื่องกฎหมายการขายทอดตลาดที่วางกรอบเอาไว้ว่า การขาย ทอดตลาดจะต้องอาศัยการประมูล เพอื่ เปน็ การการันตวี ่าจะได้หลักทรัพย์สงู สุด แต่ก็ไม่เสมอไป ดังนั้นเราจึงเสนอ ว่าสามรถเอาพื้นที่ดังกล่าวนั้นไปให้ กพยช. จัดสรรใหค้ นที่ถกู ไร่ลือ้ หรือกรณีมีที่ดินที่ถูกยึด ซึ่งก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ แต่มีคนมาบุกรุกที่ดิน ทำให้คนที่จะมาประมูลก็ไม่กล้า ก็ทำให้เกิดปัญหา จึงเสนอว่าและคุยกับกรมบังคับคดีว่า เอาที่ดินที่ค้างอยู่ เข้าสู่กระบวนการบริหารทรัพย์สิน และจะมีคนไปตกลงเจรจา พูดคุยกับคนที่บุกรุก และทำให้ สามารถพัฒนาท่ีดินนั้นได้ สามารถนำเอาทด่ี นิ นนั้ เขา้ ส่กู ระบวนการจัดสรรพ้ืนทตี่ ่างๆได้ กระบวนการแบบน้ีรอทาง กระทรวงยุติธรรมรับเรื่องของการแก้กฎหมาย หรือการขายทอดตลาด สร้างกลุ่มบริหารทรัพย์สินมาจัดการที่ดิน นั้น ซึ่งโครงการนี้ก็ทำเพื่อคนยากจน ก็ได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย แบบนี้เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันกับทุกฝ่าย รอ เพียงว่ามีช่องทางให้เครือข่ายนิติศาสตร์ (ทางฝั่งวิชาการ) เข้าร่วมหรือไม่ มีส่วนร่วมในการเขียน การร่างเนื้อหา กรอบ นโยบาย เพราะทางวชิ าการพรอ้ มเข้าร่วมอยู่แลว้ ซง่ึ ก็เปน็ วัตถุประสงค์ของการทำวจิ ยั ส่วนการขับเคลื่อนงานวิจัยไปสู่นโยบาย มีประเด็นน่าสนใจมากมายและมีมุมมองที่หลากหลายกว่าทาง หน่วยงานรัฐเป็นคนคดิ เอง เพราะอาจจะถูกจำกัดอยูท่ ี่โครงสร้างองค์กร การพัฒนา แต่งานวิจัยมันจะมีกรอบหรือ อิสระที่มากกว่า สามารถมองเหน็ มมุ มองได้หลากหลายกวา่ อาจารย์ไพสิฐ พาณิชยก์ ุล วิธีการที่กล่าวมาในข้างต้น อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเรื่องของ การสร้างนวัตกรรมทางปกครอง หรือ นวัตกรรมทางกฎหมายท่ีใช้แก้ปัญหา และมีหลายเรื่องที่นำมาต่อยอดได้ แต่ต้องทำให้ตัวกรอบคิดให้ชัดเจน อยา่ งเชน่ ภาคธรกุ จิ มกี ารฟนื้ ฟูกจิ การได้ตามกฎหมายล้มละลาย เกษตรกรทอ่ี ยู่ในการในการผลติ เราเหน็ หน้ี ทำไม ไม่มีแผนฟ้ืนฟูเกษตรกร หรือ SME ทต่ี ้องการ concept ในการเสนอความคิด กลายเป็นภาคธรุ กจิ จะมีโอกาสที่จะ ฟื้นกลับมาใหม่ได้ แต่เกษตรกร หรือ SME รายเล็ก จะไปอยู่ในวงจรของกฎหมายหนี้เดิม ตกอยู่ในภาวะที่ ล้มละลาย ไม่สามารถจะฟื้นขึ้นมาได้ ตัวกฎหมายประเภทนี้ต้องการปรับปรุง แก้ไข ออกแบบ ที่ไม่ใช่ลักษณะของ การแปลกฎหมายจากเมืองนอกเข้ามาแลว้ มาเสนอ แตก่ ารฟนื้ ฟกู จิ การมนั ไม่ไมส่ ามารถทำได้ เพราะโครงสร้างของ ธุรกิจด้วย ในขณะที่คนระดับรากหญ้ามันเป็นอีกแบบหนึ่ง การมี concept หรือของการรวมกลุ่ม สหกรณ์หรือ อะไร หรือสว่ นของ Micro Credit เข้าไป พวกน้จี ะเกดิ ไม่ไดเ้ ลยหากตวั บทบาทของสถาบนั วิชาการไม่พดู เรอ่ื งความ เหลื่อมล้ำ ความยุติธรรม เพราะไม่ได้ช่วยผลักดัน ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ ว่าจะสามารถให้มีความเชื่อมโยงกัน อย่างไร ทงั้ ทางนิตศิ าสตร์และ กพยช. หรือส่วนงานอื่น นางขตั ติยา รตั นดลิ ก ผ้อู ำนวยการสถาบันวิจัยและพฒั นากระบวนการยตุ ิธรรม กระทรวงยุติธรรม จากคำถามวา่ ทางเครือขา่ ยนิติศาสตร์ จะเขา้ ไปทำงานรว่ มกันได้อยา่ งไร สว่ นของการวิจัยและพัฒนาจะมี ประเด็นครอบคลุม 2 เรื่อง คือ 1. การส่งเสริมและสนับสนุนนำไปใช้กับงานวิจัย 2. เรื่อของการรับรู้ทางกฎหมาย จากทผ่ี า่ นกเ็ หน็ ภาพอยวู่ ่างานวิจัยไม่ถูกนำมาใช้ หรอื งานวิจยั ทเี่ อาไปชว่ ยทางปฏิบัตจิ รงิ แตป่ ัญหาคอื งานวิจัยท่ีไม่ สามารถเอาไปใช้ประโยชน์ไดจ้ ริง ดังนั้นในส่วนของ สกธ. เองก็มีการปรับเปลีย่ นวธิ ีการทำงานในปที ี่ผ่าน เพื่อดูวา่ เหตุผลอะไรที่ทำให้งานวิจัยที่ทำแล้วเสร็จ ไม่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ พบว่า ปัญหาหลักคือ การที่ไม่ได้ นำเอาผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholder) เข้ามามีส่วนร่วมด้วยในการกำหนดโจทย์ของงานศึกษาวิจัย ทำให้งานวิจัย
กลายเป็นเร่ืองของการต่างคนต่างทำ ของบ ทำเสร็จ ก็เอาวางไว้เฉยๆ สุดท้ายก็ไม่ได้เกิดการแก้ปัญหา เพราะการ แก้ปัญหาไม่สามารถทำได้เพียงหน่วยใดหน่วยหนึ่ง ดังนั้นตอนนี้เรามีกลไกในเรื่องของ กพยช. และอนุกรรมการ วิจัยฯ ซึ่งทาง สพท. เองก็ไม่ได้มองงานวิจัยเพียงกระทรวงยุติธรรม แต่มี DSI, กลุ่มคุ้มครองสิทธิฯ, กลุ่มคุม ประพฤต,ิ กลุ่มราชทณั ฑ์ มากมาย ท่ีเราดแู ลผ่านเครือขา่ ยนักวจิ ัยภายใต้กระทรวงยตุ ธิ รรม ยงั มีเครือข่ายนักวจิ ัยในกระบวนการยุติธรรม คือ องิ ตามส่วนของอนุกรรมการงานวจิ ัย ของ กพยช. อย่าง ทีผ่ ่านมา เม่ือคิดแผนวจิ ยั ในระดับชาติ เรอ่ื งของกระบวนการยุติธรรม แตเ่ มื่อจะกำหนดงบประมาณ เช่น ประมาณ 30-50 ล้านบาท ก็จะได้มาเพียง 5-10 ล้านบาท เพราะว่ารัฐก็ได้แบ่งงบให้กับหน่วยงานอื่นด้วยที่เข้ามา ทำให้เกิด ปญั หาเมือ่ ลงมอื ปฏิบัติจรงิ กเ็ ปน็ การแยกส่วนกันทำงานไปเสียหมด จึงมขี อ้ เสนอวา่ ทางฝ่ายเครอื ขา่ ยนติ ิศาสตร์ ท่ี มีทั้งฝ่ายวิชาการและมีองค์ความรู้เกี่ยวกับชุมชน สังคม ที่เราสามารถร่วมกันได้คือ 1. เป็นนักวิจัยให้กับกระทรวง และส่วนอืน่ ตามโจทยท์ เ่ี รามีอยู่แลว้ กรอบทีเ่ รากำหนดข้นึ และตามงบประมาณที่เราไดย้ ืน่ ขอและรองรับไว้ (เช่น ในปี 64 งบประมาณ 10 ล้านบาทจาก สกสว. เป็นงานวิจัยเกี่ยวกับ เรื่องของการหันเหคนออกจากกระบวนการ ยุติธรรม หมายความว่า เริ่มตั้งแต่ก่อนเข้าสู่กระบวนการ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท มีมาตรการระดับกลางแทนการ ควบคุมตัว ซึ่งทาง สกธ. ได้รับผิดชอบมา) ซึ่งนี่คือวิธกี ารรูปแบบใหมท่ ี่เราปรับเปลี่ยนไป 2. การกำหนดโจทย์ในปี 2565 ที่เราต้องยื่นเสนอของบประมาณ ซง่ึ เราต้องทำงานร่วมกัน ต้องคยุ กันว่าทาง ม. มีขอ้ เสนอหรือประเด็นของ ตนเองท่ตี อ้ งการ ทีต่ ้องกำหนดโจทย์ร่วมกนั เมื่อของบประมาณใครจะเป็นผู้รับผดิ ชอบ ต้องมีการหารอื กัน ท้ังฝ่าย บรหิ ารหรอื รัฐ และฝ่ายนักวิชาการ อาจารย์ เข้ามารว่ มกนั เพ่อื ใหก้ รอบมนั คมชัดและเกิดผลตามมามากยงิ่ ข้นึ ด้วย ต่อมาเรื่องของการส่งต่อ คือหน่วยงานเราอยู่ตรงกลาง เช่น กรณีว่าเราต้องให้ความรู้ประชาชน เด็ก เยาวชน ทาง มหาวิทยาลัย มีกลไกตั้งคลินิกที่ปรึกษาหรือหลักสูตร non-degree อย่างไร ก็จะเป็นการต่อยอด หรืองานวิจัยที่มีระยะเวลา 1 ปี มักจะจบที่ข้อเสนอแนะ อาจจะต้องมีการทำต่อเป็นช่วงที่ 2-3-4 ที่ ม. รับต่อได้ หรือไม่ นี่ก็เป็นลักษณะของการทำงานวิจัย และการต่อยอด ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ (การเก็บข้อมูลจริง การลงพื้นที่ ไมไ่ ด้เกบ็ แค่ตวั อยา่ งที่ใช้ในงานวิจัยเท่านั้น) เพราะจะทำให้ไดร้ บั ผลสะท้อนกลบั มาดว้ ยว่าเป็นอย่างไร ผลดี ผลเสีย และขอ้ แนะนำต่างๆ อาจารยไ์ พสิฐ พาณชิ ย์กุล จากที่ได้ฟังมาบทบาทของการเข้าไปในพื้นที่ เราไม่ได้มีอำนาจตามกฎหมาย แต่หากมีองค์กรที่มีอำนาจ ตามกฎหมายแล้วเป็นใบเบิกทางพร้อมกับเนื้อหาของงานวิชาการใส่เข้าไป ทำให้แก้ปัญหาได้ดียิ่งขึ้น เช่น ปัญหา เรื่องที่ดิน เพราะ จนท. ก็หนักใจ ข้างบนสั่งมาว่าต้องบังคับ ในขณะที่การบังคับไม่ใช่ทางออก ดังนั้นบทบาท วิชาการจะเข้าไปทำหนา้ ที่เปน็ คนกลางท่เี ข้าไปเคลียร์และนำไปสู่การคดิ ค้นเนื้อหาออกแบบในการแกป้ ัญหาได้ จึง เป็นลักษณะที่นำไปสู่เรื่องของการมองงานวิจัย ที่มักจะถูกมองว่าเป็นการทำรายงาน ที่ได้ข้อเสนอและข้อสรุป ดงั นน้ั ข้อเสนอและข้อสรปุ นี้ ควรถกู นำไปใช้ตอ่ กบั ปญั หาท่ีเกิดขึน้ ดังนั้นจะทำอย่างให้บทบาทของงานวิจัยไปสู่การปฏิบัติ ให้คนที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมด้วย ร่วมแก้ปัญหา ด้วย โดยมีกรอบหรือทิศทางไว้ เพื่อเป็นทางออกได้ ดังนั้นการปรับแนวทางวิจัยของกระบวนการยุติธรรมจะทำ อย่างไรต่อ นอกจากจัดทำแค่ข้อมูลต่างๆ แล้วปรับใช้ไม่ได้ มันเงื่อนไขอื่นหรืองานวิจัยอื่นที่ทำให้ปัญหาถูกแก้ไข หรือปรับใช้ได้ พบว่า การเปิดโอกาสให้ประเด็นในแผนนั้นไปลองทำ แล้วค่อยขยับต่อไป ซึ่งเป็นงานหนึ่งที่อยาก ขยับจากงานวิจัยนอกว่าเกณฑ์ที่ วช. กำหนด นอกจากต้องส่งรายงาน ทำตามเกณฑ์ ตามขั้นตอน ซึ่งเห็นว่าเป็น
กรอบที่เก่า อีกข้อเสนอหน่ึงคอื เรามักออกแบบงานวิจยั ท่ีผูกกับงบประมาณเปน็ ปี แต่ว่าสถานการณเ์ ปลี่ยนแปลง ไปเร็วมาก ดังนั้นเครือข่ายนิติศาสตร์ กพยช. จะทำเป้าหมายในอนาคตไว้อย่างไรบ้าง เราไม่มีแนวคิดนี้เลย เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นการนำเอางานวิจัยเฉพาะหน้าของหน่วยงานที่ตามหลังปัญหามาใช้ แต่ถ้าเรามีไว้ก่อนเม่ือ เกดิ ปัญหากส็ ามารถนำมาปรบั ใชไ้ ดเ้ ลย ไมใ่ ช่การของบเพอ่ื มาทำวจิ ัยหาทางแกป้ ัญหา และการจะแก้ปัญหาท่วี ่าน้ันต้องมาออกแบบเร่ืองของการปรับใช้นโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างไร หลังจาก นั้นค่อยถอดออกมาเป็นชุดความรู้ที่นำไปสู่การปรับระบบ ซึ่งงานวิจัยประเภทนี้เรียกว่า เป็น action research และงานวจิ ัยองคก์ ร นายชาญเชาว์ ไชยานกุ ิจ (ทป่ี รึกษาพเิ ศษ ปลดั กระทรวงยุตธิ รรม) ประเด็นสำคัญคือ งานวิจัย และงานวิจัยจะเป็นประโยชน์กับบ้านเมืองเราอย่างไร โดยการเคลื่อนใน ลักษณะของการเปน็ เครือขา่ ยแบบน้ี แตเ่ ราจะมกี ารจัดการอย่างไรกบั ส่งิ ทไี่ ปข้างหน้า เครอื ข่ายเราขาดอะไร และมี อะไรอยู่แล้วบ้าง มีความชัดเจนตรงไหน เราออกแบบตัวเครือข่ายเราไปในทิศทางไหน เราสามารถทำงานได้โดย การรวี ิวงานวิจัยเพอ่ื ให้เหน็ งานวจิ ยั เราทำไว้เยอะ บางเร่อื งไมต่ ้องทำ ใช้การตอ่ ยอด อย่างแรกคือ กพยช. กพยจ. ต้องเชิญเครือข่ายเข้าร่วมงาน ไม่รับเพียงหน่วยงงานของรัฐเท่านั้น แต่ ปัจจุบันมันถูกกรอบอยู่ที่ กระทรวง อว. และสกสว. ซึ่งการจัดสรรงบประมาณซึ่งงบน้อย มันต้องมีความชัดเจน และไปขา้ งหนา้ ตัวเองเครอื ข่ายเองต้องการให้ตวั เองอยู่ในทศิ ทางได้ ต้องบอกได้อย่างชัดเจน ทำหนา้ ท่อี ย่างไรบ้าง แล้วจึงเข้ามาเป็นส่วนร่วมทำงานกัน ซึ่งมีหลายหน่วยงานให้เชื่อมโยงทั้ง กพยช. สกสว. สสส. มีแหล่งทุนจำนวน มาก การกำหนดทิศทางของเครือข่ายนิติฯจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหน่วยงานอื่นก็มีหน้าที่ของตนเองอยู่ ถ้า จัดลำดับความสำคัญของเครือข่ายตนเองได้ก็สามารถทำงานร่วมกันได้ และเรื่องที่จะทำ สามารถเอางานวิจัยที่มี คนทำไว้ มาสร้างประเด็นปญั หาต่อยอดได้ เราสามารถไปต่อดว้ ยกันได้ ทง้ั รฐั วิชาการ และภาคประชาชน อาจารย์ไพสฐิ พาณิชย์กุล ตอนนี้ มหาวิทยาลัย ก็อาจจะไปผิดทางด้วยเช่นกัน ไปมุ่งเน้นเรื่องของการตีพิมพ์ ในฐานข้อมูล Scopus ซึ่งพบว่างานวิจัยบางชิ้นไม่มีคนเข้าไปอ่านเลย หรือคนเข้าไปอ่านน้อยมาก ดังนั้นมันจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนตัว ระบบงานวิจัย สิ่งหนึ่งที่อยากเสนอคือ งานวิจัยเชิงสถาบัน คือถอดความต้องการจากกลไกที่มีอยู่ ว่าต้องการ อะไรบา้ ง ทที่ ำให้แผนต่างๆบรรลเุ ป้าหมาย ดังนั้นจงึ เปน็ เร่ืองสำคญั เพราะว่าจดุ ตายของระบบราชการคือไม่มีการ ปรบั ตัวในการแก้ไขปญั หาได้อย่างทนั ท่วงที นายชาญเชาว์ ไชยานกุ จิ (ท่ปี รกึ ษาพเิ ศษ ปลดั กระทรวงยตุ ิธรรม) อย่างแรกคือ ขาดองค์ความรู้ สอง ไม่มีการบริหารจัดการงบประมาณ สาม ประชาชน ที่ถือเป็นผู้ใช้ท่ี สำคัญ เพราะฉะนน้ั สง่ิ ทท่ี ำก็ไม่ตอบโจทยผ์ ู้ใช้ จากการประเมินคืองบประมาณคือใช้เยอะ แตผ่ ลตอบรับไม่เพียงพอ ไม่ตอบโจทย์ โดยเฉพาะเรื่องระบบยุติธรรม ที่ต้องร่วมกันมืออย่างจริงจัง เป็น Partnership กันจริงๆ หลายเรื่อง เขยี นไวแ้ ล้ว คดิ ไว้แล้วเม่ือ 15 ปกี อ่ น แตไ่ มส่ ามารถปรับใช้ หรือประยกุ ต์ใชไ้ ด้ เพราะขาดองค์ความรู้ ดังนั้นจึงเป็น เรื่องสำคัญ งานวิจัยที่ผ่านมาไม่สามารถไปตอบโจทย์ได้ เช่น งานวิจัยส่วนใหญ่เป็นคำใหญ่ๆ เอาไปใช้จริงไม่ได้
เรื่องของนโยบายสามารถผลักดันไปได้ แตเ่ มอ่ื ตง้ั คำถามว่า จะนำไปใชอ้ ย่างไร ก็เกดิ ปญั หาขน้ึ วนั น้ีเราจะเน้นเร่ือง งานวจิ ัยทีเ่ ปน็ ประโยชน์แก่บ้านเมอื ง แลว้ ตอบโจทย์ของประชาชนได้จริง ส่วนเรอื่ งของงบประมาณ มกี ารเปล่ียนทิศทางแล้ว โดยงยประมาณจะไม่ลงท่ีกระทรวงที่เป็นกรุงเทพมาก นกั มันจะถกู ไหลไปสว่ นจังหวัด โดยแผนพฒั นาจังหวัด แล้วระบบยตุ ิธรรมหาไม่เจอ หมายความว่า ผู้ว่าฯ ไม่สนใจ ท่จี ะเอาเร่ืองแผนยตุ ธิ รรมไปใส่ เพราะคิดว่าเปน็ เร่ืองกรงุ เทพ เพราะฉะนั้นท่มี ักคิดว่าการเข้าถึงระบบยตุ ิธรรมของ ชาวบ้าน ไม่มีพื้นที่ ทำให้กระทรวงประสานงานไม่ไหว เพราะส่วนใหญ่คิดว่าเป็นเรื่องของกรุงเทพ เพราะเจอศาล อัยการ ตำรวจ ดังนั้นจึงน่าสงสารชาวบ้านมาก และงบส่วนหนึ่งถูกใช้ไปกับวาระการประชุม งบปี 2564 ออกมา โดยวาระการประชมุ และถูกกระจาบไปในเรือ่ งอืน่ ๆมากกว่า ดังนั้นผมจึงเสนอใหง้ บของกระบวนการยุติธรรมเปน็ เรอ่ื งสว่ นการบูรณาการเสียจะได้มีความชดั เจน แตส่ ำคัญวา่ เต็มใจจะใหเ้ ป็นงบบรู ณาการ ทำงานรว่ มกนั จรงิ หรือไม่ หรือต้องการแยกส่วนแบบนี้ เพราะนิติศาสตร์เอนไปทางด้านความมั่นคง และกระทรวงยุติธรรมแบกรับไมไ่ หว งบ ได้มาน้อยมาก ของจำนวนท้ังหมด นางขัตตยิ า รตั นดิลก ผอู้ ำนวยการสถาบันวิจยั และพฒั นากระบวนการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ความตั้งใจของ สกธ. ได้ให้ความเห็นว่า งบประมาณด้านการบูรณาการด้านงานวิจัยและกระบวนการ ยตุ ธิ รรม ถ้าเปน็ ไปได้ หากมองกลไกของ กพยช. ซึ่งมอี งค์ประกอบของหนว่ ยงานทัง้ หมดที่เกี่ยวข้อง ทางกระทรวง ศกึ ษา, กระทรวง พม. หรือทางมหาวิทยาลัย กระทรวงแรงงาน ทหาร อัยการ แตท่ ้ังหมดน้เี ราไมไ่ ดบ้ รู ณาการเรื่อง ของงบประมาณด้านการวิจัย ดังนั้นเมื่อเราจะทำอะไรสักอย่าง ถ้าเป็นมติของ กพยช. ฝ่ายที่ดูแลงบประมาณของ ประเทศจะต้องดูแล จัดสรรให้ เพื่อดำเนินการตามมตินั้น แต่ที่ผ่านมาไม่ได้มีข้อบังคับให้เป็นไปตามนั้น ดังนั้นจะ เป็นไปได้หรือไม่ว่า เครือข่าย, มหาวิทยาลัย, ส่วนอื่นๆ จะจัดตั้งเป็น PMU เป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงยุติธรรม เพราะปจั จบุ ันมันมีพ.ร.บ.ออกมาว่าถ้าเป็นงานวจิ ัย พัฒนา นวตั กรรมตา่ งๆ จะต้องไปขอฝ่าย สกสว. ซึง่ พอเราไปดู PMU มันไม่มีหัวที่เรียกว่า การวิจัยและพัฒนาเพื่อกระบวนการยุติธรรมเลย เพราะฉะนั้นเราต้องไปแทรกซึมใน ส่วนของสังคมสูงวัย หรือตามคำว่าเหลือมล้ำ ก็แอบไปอยู่ตรงนั้น เมื่อดูภาพรวมของงบประมาณก็ต้องกระจายงบ ไปสว่ นตา่ งๆ และปญั หาจะหมดไป หากมาวา่ มอี งค์กรที่เรียกว่า PMU ดว้ ยความทีง่ บประมาณมาเป็นส่วนรวม จึง ต้องมสี ่วนของกระบวนการยุตธิ รรม และสว่ นของ PMU เองจะคณะกรรมการ จงึ เปน็ องค์ประกอบของ กพยช. เอง แตว่ า่ มคี ณะอนยุ อ่ ย ท่ีจะทำหนา้ ท่ใี นเรอื่ งของงบประมาณ ประเด็นในการทำงานวจิ ยั การกระจายไปชว่ ยประเทศ อาจารย์ไพสิฐ พาณชิ ย์กุล โครงสร้างกระทรวง อว. ใหม่มีหน้าที่ออกแบบให้ สกสว. ทำหน้าที่ในเรื่องของงานวิจัย และ วช. เป็นคน จัดสรรงบในการทำงานวิจัย แต่ วช. จัดสรร ไม่ออก เพราะว่า ไม่กล้าปล่อยเงินออกไป เนื่องจากไม่มั่นใจหลายๆ เร่ือง ใน สกสว เองก็มองว่านอกจาก วช. แล้ว จะตัง้ PMU ใหม่ข้ึนมาเพอ่ื กระจายงบใหแ้ กป้ ญั หาได้หลายจุดๆ และคนที่จะมาทำงานในส่วนของ PMU จะต้องคำนึงว่า การนำเอางบประมาณของงานวิจัยไปใช้ต้อง เกดิ ผลอยา่ งจรงิ จัง ดงั นั้นเครอื ขา่ ยที่เขา้ มาจะต้องนำไปสู่งานทร่ี ่วมกันกับ กพยช. ถา้ หากเราได้นโยบายของ PMU หรือนโยบายของ กพยช. รับที่จะเป็น PMU แล้วเราจะไปคุยกับทาง กพยช. อย่างไร นี่เป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่ผม พยายามผลักดนั ใหเ้ กดิ โครงการน้ขี ึน้ มา ตอ้ งอาจใช้ชอ่ งกลไกทางการเมอื ง หรอื อาจจะใช้ประโยชนจ์ ากทาง กพยช. ได้หรือไม่ คงต้องไปหารอื กับทาง กระทรวง อว. เพ่ือออกแบบโครงสรา้ งน้ีข้นึ มา
พ.ต.ท.ดร. พงษธ์ ร ธญั ญสริ ิ ผอู้ ำนวยการสำนกั งานกิจการยุตธิ รรม คือในประเด็นท่านที่ปรึกษาบอกว่า งบบูรณาการ จริงๆแล้ว ส่วนงบนี้ ทางกระบวนการยุติธรรม โดยสน. กิจการยุติธรรมเคยเป็นเจ้าภาพ มันจะมีประเด็นตรงที่ว่า การผลักดันผ่าน กพยช. ในส่วนของงบประมาณจะได้ ประมาณ 1,200 ล้าน ปัญหาคือในการบูรณาการของการดำเนินงานของกระบวนการยุติธรรมมันเป็นท่อนๆ เนื่องจากว่า ขาใหญ่เยอะ เขาไม่ได้มองภาพรวม แต่จะมองเพียงประโยชน์ของเขาในส่วนของเขา และไม่ยอม เชือ่ มต่อกับหน่วยงานอนื่ สำนักงบประมาณฯ เลยมองวา่ ประเดน็ กระบวนการยตุ ธิ รรมมนั ไม่ได้เป็นการบูรณาการ อย่างแท้จริง มันเลยทำให้เกิดความลำบากใจ เพราะการดำเนินการมนั ไม่ตรงโจทย์ แลว้ คำถามว่าจะทำอย่างไร ผม มองว่าทาง กพยช. ก็ยังเป็นกลไกหนึ่งที่สามารถทำได้ โดยอาจจะไม่ต้องทำเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ เพราะหลายๆ โครงการ ก่อนมีงบบูรณาการ สกธ. ยังใช้ช่องทางในเรื่องของการบูรณาการเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ ขอ งบประมาณให้ ตำรวจ กับ อัยการได้ ดังนั้นกลไก กพยช. จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่จะสนับสนุนงานในการขับเคลื่อน กระบวนการเครือข่ายนติ ศิ าสตร์ได้ นายชาญเชาว์ ไชยานกุ ิจ (ทีป่ รกึ ษาพเิ ศษ ปลดั กระทรวงยุติธรรม) ต่อเนื่องจาก ผอ. ชาตรี คือเรื่องวาระการประชุมเรื่องงบประมาณ เราต้องโน้มน้าว กพยช. ให้ได้ก่อนว่า เป็นเรื่องของการจัดสำดับความสำคัญของชาติ และทำวาระการประชุมงบประมาณ ซึ่งอยู่ในคำใหญ่ๆของ ยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องการปฏิรูปประเทศด้านระบบกระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นเหล่ือม ลำ้ อาจารยไ์ พสฐิ พาณิชยก์ ุล เรื่องที่สำคัญ สืบเนื่องจากที่ท่านชาญเชาว์ คืออยากจะขอให้ท่านชาญเชาว์ ร่วมเป็นประธานในการ ออกแบบ และเปน็ โมเดลในบริหารจดั การเลย นายชาญเชาว์ ไชยานกุ ิจ (ทปี่ รึกษาพเิ ศษ ปลัดกระทรวงยตุ ธิ รรม) ผมยนิ ดที จี่ ะทำใหง้ านบริหาร(กระบวนการยตุ ิธรรม) และวชิ าการรวมกนั เป็นก้อนเดียว แล้วไปทำงานกัน ผศ.ดร.พรชัย วสิ ุทธิศกั ดิ์ เราอยู่ในยุคที่มีการปรับกระทรวงใหม่ และ จากชื่อของกระทรวง อว. คือ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และ นวัตกรรม ซึ่งผมสงสัยว่า “สังคมกับมนุษย์”อยู่ไหนจึงได้ถามกลับไปยัง อว. ซึ่งก็ได้รับ คำตอบว่าอยู่ในความของ “นวตั กรรม” ดงั นนั้ หากเราไมจ่ บั มอื กนั มงุ่ สู่การเปน็ PMU กจ็ ะไม่ใชน้ วตั กรรม ผศ.ผจญ คงเมือง ตอนน้ีวงการนิติศาสตร์ยงั มวี ิกฤต และเราต้องมาวเิ คราะหว์ า่ ปัญหามันเกิดจากอะไร จากทีพ่ ิจารณาเห็นว่า มกี ลุ่มท่มี องเหน็ และมองไมเ่ หน็ ส่วนมองเหน็ ปัญหากม็ ีหลายกลมุ่ กลุ่มที่มองเห็น ส่วนหนึ่งอาจจะชอบที่มีปัญหานั้นเกิดขึ้น เพราะจะได้ใช้ประโยชน์จากปัญหานั้นได้ ส่วน อีกกลุ่มคือเห็นปัญหา แต่เห็นปัญหาแบบไม่ปะติดปะต่อ ไม่ได้คิดถึงปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มันไม่ถูกจัดการ แก้ไข และ กลุ่มที่มองไม่เห็น อาจทำให้เกิดปัญหามากขึ้น ดังนั้นเมื่อแก้ปัญหาเราของคนสองกลุ่มนี้มาอยู่ด้วยกัน
ทำใหเ้ กิดการแก้คนละทาง และมีปจั จัยที่ส่งผล เช่น การขาดองคค์ วามรู้ ชาดงบประมาณ ขาดการประสานงาน จึง สง่ ผลใหก้ ลายเป็นปัญหา แลว้ จะแก้ปญั หาอย่างไร สิ่งที่จะเสนอคือ ปรับปรุงวงการนิติศาสตร์ก่อน มี 3 ระดับ ต้องเริ่มจาก คณะนิติศาสตร์ เพราะเราเป็น ผ้ผู ลิตบณั ฑิต นกั กฎหมายเขา้ ไปในสงั คม คำถามคือ ก่อนการผลติ นศ. มันกต็ อ้ งมีหลกั สูตร แตม่ ันก็ถูกจำกัดกรอบ ด้วย มติ ครม. ว่าต้องบรรจุเรื่องหน้าที่พลเมือง พลเมืองที่แสนดี สิทธิมนุษยชน ซึ่งคำถามเกิดว่า แล้วมันประสบ ความสำเร็จหรือไม่ และหลักสูตรมันสามารถสร้างบัณฑิตได้จริงหรือไม่ ติดกรอบเรื่องเนติฯ ศาล แล้วจะได้ คณุ สมบตั ิตามทตี่ อ้ งการหรือไม่ ขัน้ ทีส่ อง ท่ตี อ้ งพิจารณาคอื ตวั บทกฎหมาย ต้องยอมรับวา่ กฎหมายในปจั จุบนั มีความเหล่ือมลำ้ อยู่แล้วใน ตัวบทเอง หรือช่องว่างอะไรบางอย่าง ซึ่งโยงไปถึง ผู้ร่างกฎหมาย ผู้ใช้ตีความกฎหมาย ที่มีผลประโยชน์อะไรแอบ แฝง และก็สามารถโยงไปถึงเร่อื งของบณั ฑิตอกี วา่ จะกลายเป็นผ้ใู ชก้ ฎหมายต่อไป ข้ันท่สี าม องคก์ รผูใ้ ชใ้ ช้และตีความกฎหมาย และพิจารณาพพิ ากษาคดี เรมิ่ จาก ตำรวจ อยั การ ศาล กลุ่ม คนเหล่านีเ้ ป็นผบู้ งั คับใชก้ ฎหมาย แต่เม่อื ใช้กฎหมายจะมีอะไรแอบแฝงในการบังคับใช้หรือไม่ สุดท้ายกลับมาทีร่ ะดับคณะถา้ ผลิตบัณฑติ ออกมาดี ก็สามารถแก้ปญั หาที่เกิดขึ้นได้ ส่วนองค์กรที่สร้างอยู่ ในปจั จบุ นั เหน็ วา่ มนั เยอะมาก ตั้งแตห่ นว่ ยงานของรฐั จนถงึ องคก์ รอน่ื ๆ แตก่ ไ็ ม่ได้ช่วยแกป้ ัญหาหรือทำให้เกิดทาง ท่ีดีๆ ข้ึนเทา่ ท่ีควร อาจารย์ไพสิฐ พาณิชยก์ ุล ในกลุ่มแวดวงทางด้านสุขภาพ คือการร่วมกลุ่มกัน แต่ในทางนิติศาสตร์ยังไม่มี ดังนั้นตั้งแต่มีเราคุยมา เครือข่ายวิชาการ 14 สถาบัน เราเห็นจุดร่วมที่จะมีประเด็นทำต่อ โอกาสที่จะขยับต่อในเชิงโครงสร้าง กพยช. อันหนึ่งคือ เพื่อให้มีเชิงสัญลักษณ์แล้ว คือการทำ MOU เพื่อทำให้หลายหน่วยงานที่อยากเห็นความเป็นตัวตน เกดิ ข้ึนได้ ภายใต้ MOU อาจจะมีขอ้ เสนอที่เสนอมาจากการประชุม กด็ มี ากขึ้น เพราะสามารถเปน็ จดุ เช่ือมต่อท่ีจะ ยกระดบั ทำใหเ้ ปน็ PMU ข้ึนมา ดงั นนั้ MOU น้จี ะเปน็ สร้างความมน่ั ใจให้ สกสว. ได้ ดงั นน้ั โจทยท์ ี่จะชวนออกแบบ คือ ข้อตกลงที่จะอยู่ภายใต้การทำงาน PMU เราจะออกแบบอย่างไร อีกส่วนหนึ่งคือ กลุ่มที่พูดถึงงานวิจัย จากท่ี คุยกันว่างานวิจัยเป็นลักษณะที่เป็นการใช้วิธีวิจัยที่ทำไปสู่การทำให้เกิดผลขึ้นจริง เพราะฉะนั้น การทำ PMU จะต้องพูดถึงเร่ืองของวิธีการวิจัยที่ทำให้เกิดการทำงานจรงิ เน้นเรื่องของพื้นทีก่ ารศึกษาเพือ่ จะไปตอบโจทย์ เรื่อง ของการวิจัยเชิงสถาบัน จะเป็นจุดเน้นของระบบที่ทำให้งานวิจัยไปสู่การแก้ปัญหา ความรู้ที่ได้จากงานวิจัย ไปสู่ การปรับความรู้ โครงสร้างต่างๆ รวมถึงการทำให้งานวิจัยไปเปลี่ยนทัศนะผู้คนในสงั คมด้วย (ตอบโจทย์เรือ่ งวิกฤต ศรทั ธาในวิชาชีพ) ผศ.ทศพร มลู รตั น์ สว่ น กพยจ. ท่ีผา่ นมาจะหารอื ประเดน็ ปญั หาทเี่ กดิ ขนึ้ ในจงั หวัด ส่วนหนง่ึ ทส่ี ามารถเตมิ เต็มได้ คืองานวจิ ยั เพราะเป็นตัวสะท้อนถึงกระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่ในจังหวัด สะท้อนความเห็นของชาวบ้าน ม. จะรู้ดีว่าอะไรมี ปัญหามากที่สุด และมีปัญหาน้อยที่สุด ถ้าคณะ กพยช. มีงบประมาณที่สนับสนุนเกี่ยวกับงานวิจัย อาจมาจาก สกสว. อาจเป็นประโยชนม์ ากขึ้น ในการลงพนื้ ท่ีถา้ ไดง้ บประมาณจากสว่ นราชการ และราชการเปน็ คนลงพ้ืนที่เอง
ก็อาจจะดีกว่าทีเ่ ราไปลงเอง ถ้า กพยช. สนับสนุนเรื่องงบประมาณก็จะเป็นแหล่งทุนให้กับ ม. ที่มาขอทุนเกี่ยวกบั กระบวนการยุตธิ รรมไดอ้ ีกหน่ึงท่ี อยากให้เครอื ขา่ ยนเี้ ปน็ รปู ธรรมมากยง่ิ ข้ึน อาจารย์ไพสิฐ พาณชิ ยก์ ุล เร่อื งหลกั ของเราคอื เรือ่ งการทำงานรว่ มกนั ของ สกธ. และ กพยช. มปี ระเดน็ คือ 1. เครือข่ายนิติศาสตร์สนใจจะช่วยเหลือโครงการวิจัยอื่นๆ เช่น โครงการวิจัยระบบเศรษฐกิจฐานราก ท่ี เกี่ยวขอ้ งกบั กับพน้ื ท่ี 4 ภาค และแต่ละภาคต้องการความรู้ในดา้ นกฎหมายว่าระบบเศรษฐกิจฐานรากจะเกิดข้ึนได้ มีกฎหมายไปปิดกั้นไว้อย่างไร ถ้าเปิดล๊อกกฎหมายจะนำไปสู่การมีข้อเสนอในทางกฎหมายอย่างไรบ้าง หากว่ามี ทางเครือข่ายใดสนใจกอ็ าจจะเข้ารว่ มไป อาจจะมีการจัดเป็นเวทผี ้บู รหิ าร 4 ภาคเขา้ ไป 2. เรอ่ื งของงานวจิ ยั สกสว เดิม ท่มี โี หนด 60 กวา่ โดยแตล่ ะโหนดกจ็ ะต้องเอาบทบาทวิชาการเขา้ ไปหนุน ช่วยอยู่ เช่น ผู้สูงอายุ น้ำท่วม ป่าชุมชน ที่ดินในเขตป่า ประเด็นเหล่านี้มีโหนดที่ทำงานในพื้นที่ และอยากได้ สถาบันการศกึ ษาเข้าไปช่วยในแตล่ ะพ้นื ท่ี 3. เกี่ยวกับประเด็นด้านสุขภาพ เรื่องยุติธรรมชุมชน ทาง สสส. กำลังตรวจสอบเรื่องของชุดความรู้ของ ยุติธรรมชุมชน แล้วนำไปสู่การขยับต่อจะทำอย่างไรได้บ้าง และมีเคสที่เกี่ยวข้องอยู่ประมาณ 15 เคส และเชิญ เครือข่ายนิติศาสตร์เข้าร่วมได้ และมีการผลกั ดันพื้นที่ชายแดนภาคใต้เป็นโมเดล เรื่องความมั่นคง และการจัดการ ทรัพยากรอ่าวปัตตานี นอกจากนี้ยังมีเรื่องแพลตฟอร์มที่เข้ามาเกี่ยวกับ และหน่วยงาน ปปส. ที่ทำเรื่องธรรมนูญ กระท่อม ซึ่งเป็นพืชผิดกฎหมาย และต้องการงานวจิ ัยเพื่อมาปลดล๊อก และมีวิธีการทางสังคมอย่างไรให้ไม่นำไปสู่ การก่อปัญหา ตรงนี้ต้องอาศัยการยกระดับ การปฏิบัติการในพื้นที่ ขึ้นมาเป็น Concept ในวิธีการแบบไหน จึง ตอ้ งการเวทวี ชิ าการเพ่อื ยกระดับเร่ืองพวกน้ี นายชาญเชาว์ ไชยานกุ ิจ (ทีป่ รึกษาพเิ ศษ ปลดั กระทรวงยตุ ธิ รรม เรากำลังจะเอากฎหมายเอาไปร่วมกับการพัฒนา (Development theory) เพื่อเกิดแพลตฟอร์มขึ้นมา ใหม่ เรียกว่า การสร้างโซเชียลแพลตฟอร์มผ่านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา (Community Justice) ดังนั้น แพลตฟอร์มที่เรากำลังจะสร้างไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวงยุติธรรมแล้ว เราต้องการให้คำว่า ยุติธรรมชุมชนไม่ใช่ กระทรวงยตุ ิธรรม หลุดออกมา ตอนนี้เราเอา กพยช. มาเกี่ยวกับศูนย์ยุติธรรมทั่วประเทศ ให้ประชาชนสามารถเช่ือมตอ่ ได้ และเสียงของ ประชาชนสามารถเป็นนโยบายผ่าน กพยช ประชาชนก็จะมีเสียงในการพูดนโยบายสาธารณะเรื่อง Justice Spirit แตฉ่ ไหนหยดุ ไป จึงอยากชวนใหพ้ วกเราในเวทีทำงานต่อไป อาจารยไ์ พสฐิ พาณชิ ย์กุล ตามที่พูดเรอื่ งกรณียุตธิ รรมชมุ ชน ซงึ่ คลา้ ยกบั Community Platform ดว้ ยทางออกของการให้ชุมชนเข้า มามีสว่ นร่วมในการจดั การทรัพยากร ในการจัดการเรื่องความเป็นธรรม ทาง ปปส. เข้ามาเกยี่ วกบั เรอื่ งนี้ในเชิงของ การทำเรื่องธรรมนูญกระท่อม ซึ่งกระท่อมเป็นพืชผิดกฎหมายแต่ต้องการปลดล๊อค และต้องการงานวิจัยว่าจะมี วิธีการทางสังคมอยา่ งไรเพื่อให้การปลดล๊อคไม่ใหเ้ กดิ ปญั หา
นายชาญเชาว์ ไชยานุกจิ (ทีป่ รึกษาพิเศษ ปลัดกระทรวงยตุ ิธรรม) เราเร่ิมใชเ้ ครอ่ื งมือแบบบรู ณาการ ทไ่ี ม่ใชน่ ติ ศิ าสตร์เพยี งอย่างเดียว เราก็ใช้เคร่อื งมอื ของเขาที่อยใู่ น พรบ สุขภาพแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นสมัชชา ธรรมนูญสุขภาพ ที่อาจารย์ไพสิฐ เรียกว่า “Neo Customary Law” มัน พสิ ูจน์อะไรได้อีก สนุกกบั วิธีการน้ไี ปไดเ้ ร่ือยๆ อาจารยไ์ พสฐิ พาณชิ ย์กุล ตามทีก่ ล่าวมา ตอ้ งอาศัยการยกระดบั การปฏิบตั ิการในพนื้ ท่ีขน้ึ มาเปน็ Concept ในทางวิชาการแบบใหม่ ทีไ่ ม่ใช่กระแสหลกั และเปน็ เร่อื งทีต่ ้องการเวทีวชิ าการในการยกระดับ นายสนิ ธุ แก้วสนิ ธุ์ (สกสว.) (มไี ฟลเ์ อกสารประกอบ) ตอนนงี้ านวิจัยพยายามจะสรา้ งระบบ อาจจะเปน็ การรวมศูนย์ ซง่ึ ตอ้ งมองดๆี และมีการบรหิ ารจัดการท่ีดี ทำใหเ้ ป็นเอกภาพเพือ่ ตอบโจทย์ทชี่ ัดเจน ซง่ึ อาจจะมี (เครือขา่ ย) เปน็ PMU โดยความรว่ มมือกับ สกธ. แต่ที่ท่านชาญเชาว์ได้กล่าวว่าตอนนี้มีนโยบายใหม่มาชัดเจนว่าจะเอา Agenda และจะเอา Area เป็นตัว ตงั้ ชมุ ชนจะได้ประโยชนจ์ ากงานวจิ ยั จริงตอนน้ีประเด็นยุติธรรม เป็นประเด็นท้าทายทางสังคมอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะคดี “บอส” เป็นตัว สะท้อนและไม่ใช้คดีเดียวแต่ยงั มอี ีกหลายคดีท่ีไม่ได้ถูกเปิดเผยแบบน้ี แตห่ ลังจากโควดิ พยายามจะปรับมุมมองใหม่ ในทางยทุ ธศาสตร์/ประเดน็ ทคี่ วรจะทำ (การเสรมิ ความม่ันคงและพลงั ของมนุษยเพ่ือการพัฒนาที่สมดลุ ) แต่ยงั เปน็ รา่ งอยู่ซ่งึ ต้องเข้าไปคยุ กบั รฐั มนตรคี นใหม่อาจจะใช้ในปี 65 – 70 ซง่ึ งานทเี่ ราจะทำแบง่ ได้เป็น 3 ส่วน 1. กระทรวงยตุ ธิ รรมและกระทรวง อว. ++ 2. มหาวทิ ยาลัย สช สกสว 3. สังคม/ ชุมชน งานท่จี ะทำต่อไปต้องคำนึงถึง Demand size ประโยชน์และผลกระทบ บ้านไหนชุมชนไหน ประเดน็ อะไร แก้อะไร และตอ้ งจัดลำดบั ความสำคญั เรอื่ งเรง่ ดว่ นหรือไม่ ซงึ่ ประเด็นเร่อื งความยตุ ิธรรมมีเยอะมาก อีกประเดน็ ทีน่ า่ สนใจคือ การบริหารจัดการ ซง่ึ รวมถงึ การจดั การองค์กร หมายถึงองค์กรหลายๆ องค์กรที่ สร้างความยุติธรรมในพื้นที่ รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลที่สามารถเช่ือมต่อข้อมูลของกระทรวงยุติธรรมกับข้อมูล ดา้ นอื่นๆ ท่านชาญเชาว์ มุ่งเน้นให้เกิดงานวิจัยร่วมกันเป็นอันดับแรกก่อน เพื่อสร้างความรู้และเน้นปฏิบัติการใน ชุมชน เพ่อื สรา้ งนโยบาย และถดั ไปจงึ คอ่ ยๆ รว่ มกนั ดำเนนิ งานด้านการเรียนการสอน ซง่ึ สอดคล้องกบั ที่ กระทรวง อว. ตอ้ งการทจี่ ะให้มนี วตั กรรมดา้ นการเรยี นการสอน สำหรับการเสนอโครงการวิจัย อยากทำเป็น Flagship ที่มีผู้ดูแลหลัก ทำเป็น White paper ในประเด็น ใดประเด็นหนึ่ง หรือภาพรวมก็ได้ 3 ปี และของบประมาณมาดำเนินการ ซึ่งอาจจะทำให้กลายเป็น PMU ใน อนาคต โดยมวี ตั ถุประสงคเ์ พอ่ื ลดความเหลือ่ มล้ำและสร้างความยตุ ธิ รรมในสังคม
นายชาญเชาว์ ไชยานุกจิ (ที่ปรกึ ษาพเิ ศษ ปลดั กระทรวงยตุ ธิ รรม) ตัวแสดงหลักคือกระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่กระทรวงยุตธิ รรม และโครงสร้างของการบริหารคือคำว่า “การ บริหารจัดการภาครัฐแบบบูรณาการเชิงพื้นที่” เป็นแพ็คเกจของสำนักนายกฯ 5 ฉบับ ผ่านกระทรวงมหาดไทย ตรงนี้ที่กระทรวงยุติธรรมไม่เห็นเพราะข้ามกระทรวงไปเลย แล้วผ่านเข้าแผนพัฒนาจังหวัดอย่างเดียว และยาว เช่ือมไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ พ.ร.บ. งบประมาณฯ และอำนาจ อบจ. เท่านัน้ ของบประมาณต่อสภาฯ แต่นั่นหมายความว่า เป็นการรวบอบต. และเทศบาลรวมกัน อยู่ในแบบ one plan ดังนั้นตรงนี้เมื่อมีการบริหาร จดั การแบบนี้ Actor เปลยี่ น เพราะบทบาทของกระทรวงยุตธิ รรมมนั หายไป อาจารยไ์ พสฐิ พาณชิ ย์กลุ สรุปประเด็นสดุ ทา้ ย คอื ยุติธรรมชุมชนเป้าไมไ่ ดเ้ น้นเร่ืองของการจัดการความขัดแย้ง แต่เน้นเร่อื งของการ ป้องกัน ซึ่งจะป้องกันได้ เราต้องสร้างวัฒนธรรมของการเคารพกฎหมายรูปแบบใหม่ เรื่องความเป็นธรรม ซึ่ง บทบาทตรงนี้เรายังไปถึง จุดเน้นมันไปในเรื่องของกรไกล่เกลี่ยข้อพิพาท แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การป้องกัน และจะ ป้องกันไดต้ อ้ งปรับกฎหมายทไี่ ม่เปน็ ธรรม เปลยี่ นวัฒนธรรมใหม่ อาจารย์ไพสฐิ พาณชิ ย์กลุ ฝง่ั ของกระทรวง อว. ในสว่ นที่เป็นเร่ืองของงานวิจัย ก็มคี วามเป็นไปไดท้ ี่ทำให้เครือขา่ ยร่วมงานกับ กพยช. ท่ีเป็น PMU หน่ึงท่ใี นการท่จี ะพัฒนาเรอื่ งของงานวิจัย แต่ว่าจุดเน้นหนงึ่ ของงานวจิ ยั ไม่ได้เปน็ ลักษณะของ paper base แต่เป็นลักษณะของงานวิจัยเชิงหลักการส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเป็นงานวิจัยเชิงสถาบัน ซึ่งเป็นภาพที่ได้ คุยกันเมื่อเช้า และมีความต้องการทำงานร่วมกันของทางเครือข่ายของ สกสว. ที่ทำงานวิจัยเรื่องระบบเศรษฐกิจ ฐานราก หรือโหนดวิจัยของพื้นที่ต่างๆ ส่วนเรื่องของยุติธรรมชุมชนมีการถอดบทเรียน และจะทำอย่างไร กระบวนการไปตอบโจทย์ของพนื้ ท่ี และเรื่องของการกระจายอำนาจ ผศ.ทศพร มูลรัตน์ กระทรวงยุตธิ รรมสามารถตั้งศูนย์ไกลเ่ กลีย่ เองไดท้ ุกจังหวดั ปรากฏว่าในปัจจุบนั ได้มอบสทิ ธใิ ห้กับท้องถิ่น ซึ่งแม้ว่านายก อบต จะให้ความยินดี แต่คนปฏิบัติงานจริงๆ คือนิติกร ซึ่ง นิติกรต้องดูแลทั้งศูนย์ยุติธรรมชุมชน ศูนย์ดำรงธรรม ศูนย์กฎหมายของอัยการ ทำให้นิติกรมีภาระงานมาก ดังนั้น ยุติธรรมจังหวัดควรทำเอง เพราะมี อำนาจในมืออยูแ่ ล้ว นายชาญเชาว์ ไชยานกุ จิ (ที่ปรกึ ษาพเิ ศษ ปลัดกระทรวงยุตธิ รรม) เรื่องคือเมื่อ คสช. ขึ้นมา ถามว่าอยากได้กฎหมายอะไร ผมได้เสนอเป็นแพคเกจ ซึ่งเป็นเรื่องของ Community Base ทั้งหมด และหนึ่งในนั้นคือ พรบ.ไกล่เกลี่ย อ.วิษณุก็โอเค งั้นนำมาผสมรวมกับของตำรวจ เพราะทางตำรวจก็ยื่นเสนอมาด้วยเช่นกัน ศาลก็ไม่เอาเรื่องต่อรองคำรับสารภาพ เพราะฉะนั้นพอได้มาก็เอาไปใส่ ไว้ในกรมคุ้มครองสิทธิ ซึ่งก็บอกว่าไม่ทำ community อีก เหมือนศูนย์ยุติธรรมที่ตั้งขึ้นตามนโยบายทั่วประเทศ แต่ถามวา่ เอาไปไวท้ ไี่ หน กค็ ือ อบต ซ่ึงกต็ ้งั เพยี งในนามเท่าน้ัน ไมม่ คี วามหมายใด
ดร.ถวลิ วดี บรุ กี ลุ ผอู้ ำนวยการสำนักวจิ ัยและพัฒนา สถาบนั พระปกเกลา้ สถาบันพระปกเกล้ามีภารกิจการเปน็ สถาบนั วชิ าการ เปน็ สถาบันวจิ ยั และใหก้ ารศกึ ษาอบรมงานวิชาการ ทางสถาบันฯ ก็พึ่งพานักกฎหมายอยู่มากมาย ทั้งเรื่องของการวิเคราะห์ร่างกฎหมายที่อยู่ในสภาฯ เพื่อให้เป็น ข้อมูลด้านความรู้ให้กับสมาชิกสภาฯ ต่อกฎหมายที่กำลังพิจารณาอยู่ และร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญต่อกฎหมายท่ี กำลังพิจารณาอยู่ (ส่วนใหญ่อยู่ในวาระที่ 2 ของการประชุมพิจารณาร่างกฎหมาย) ในสถาบันวิชาการของ ต่างประเทศ ก็ทำหน้าที่ในลักษณะเดียวกัน ก็จะมีหน่วยงานที่ทำ แต่ของเราไม่ได้มีนักวิชาการที่เยอะขนาดนั้น ก็ ตอ้ งใช้เครอื ขา่ ยช่วยเหลือ ดังนัน้ ทางท่ดี ีตอ้ งมฐี านขอ้ มลู หากเครอื ข่ายจะทำฐานข้อมูลวา่ อ. ทา่ นใดเช่ียวชาญเร่ือง ใด พอมีกฎหมายมา ก็ตามติดต่อผู้เชี่ยวชาญได้ทันที เพื่อให้ทันกับ สส. สว. ที่จะต้องวิเคราะห์ร่างกฎหมาย นอกจากนี้มีภาระเรื่องการประเมินผลกระทบของกฎหมายที่จะออก เช่น กฎหมายผ่านไปแล้ว 5 ปี ก็จะมีการ ประเมิน นอกจากนี้ยังมีการทำงานวิจัยล่วงหน้าที่คาดการณ์สถานการณ์ในอนาคตว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างไร และควรจะมีกฎหมายอย่างไรออกมา มีประเด็นอะไรที่จะต้องพิจารณามากขึ้น ตย. เช่น Gender Equality และ ประเทศไทยยังไม่เข้มแข็งในเรื่องนี้ ทั้งที่ใน ตปท. พัฒนาก้าวหน้าไปมากแล้ว และมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว สุดท้ายกลับมากต็ ้องมาทำวิจัย และนำไปสู่การได้องค์ความรู้ และการพิจารณาว่าประเทศไทยควรเดินไปทางไหน ต่อไป ดังนั้นจึงเห็นว่า New Normal ของการศึกษาวิจัยทางนิติศาสตร์มันต้องการวิจัยทางด้านการบูรณาการกับ ศาสตรอ์ ่ืน และการวิจยั เชิงประจกั ษ์ และต้องมีความรู้ข้อมลู จากส่วนอื่นๆดว้ ย ตอนน้จี ึงเปน็ โอกาสท่ดี ี สำหรับการ เตรียมตัวในงานวิจัยที่จะเป็นประโยชน์ในการร่างรัฐธรรมนูญในอนาคต เพราะต้องมีการแก้ไข ดังนั้นต้องมีองค์ ความรู้ประกอบด้วย รวมถงึ เรอ่ื งอน่ื ๆดว้ ยเชน่ กัน และตอนนปี้ ระเดน็ ที่นา่ สนใจ ที่ประเทศไทยยงั ไม่มี เช่น กฎหมาย Cyber Security หรือ Social media TAX ซ่ึงยงั ไม่มคี นทำ แต่อาจจะมีการเร่ิมคดิ ซึ่ง ตปท. ไปไกลแลว้ เราควรจะมผี ู้เขยี วชาญท่ีมากเพียงพอ ก็อาจจะ เป็นกฎหมายใหม่ๆ รวมถึงอนุสัญญาหลายๆฉบับที่ประเทศไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบันด้วย และยังรวมถึงกฎหมายที่ ถูกนำมาใชแ้ ลว้ ไม่เขา้ กับบรบิ ทในขณะน้นั ด้วย อกี เรือ่ งหน่งึ ทส่ี ามารถร่วมมอื กันได้ คือ การทำองค์กรอสิ ระท่จี ะสามารถเป็นเซ็ทใหญข่ องงานวิจัยทางด้าน กฎหมาย เกี่ยวกับองค์กรอิสระทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นที่มา หรือการใช้อำนาจ หรือรูปแบบมากมาย รวมท้ัง กฎหมายท่ไี ม่เอ้อื กฎหมายลำดบั รองด้วย คดิ ว่าตรงนยี้ งั ไม่คอ่ ยมผี ู้เชยี่ วชาญ เชน่ ปปช. กกต. ผตู้ รวจการ ผูไ้ ต่สวน เป็นต้น ประเด็นเรื่องยุติธรรมชุมชน ที่บอกว่าอยากจะให้ใช้ในชุมชน ซึ่งตอนนี้ก็มีอยู่ แต่ว่ามันไม่มีการผลักดันให้ มากขึ้น โดยเป็นการบังคับโดยกฎหมายว่า คดีเล็กน้อยที่อยู่ในพื้นที่ ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ไม่ใช่ ฟ้องศาล แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ ค่อยไปดำเนินการทางศาลต่อไป ป้องกันคดีรกศาล วิธีการนี้ก็จะมีการอบรม และ ภาคประชาสงั คมท่ีมีความเช่ยี วชาญมาให้การอบรมบุคคลในพื้นที่ ขยบั ไปสกู่ ารนำเขา้ ไปสอนในโรงเรียนในพื้นท่ีว่า ถ้ามกี ารทะเลาะกันก็ต้องดำเนินกระบวนการตามลำดบั นี้ก่อน ซ่ึงไทยควรต้องเปน็ เช่นน้ัน ไมไ่ ดเ้ น้นการไกล่เกล่ียที่ เปน็ อยู่ เพราะว่า ความยุตธิ รรมบางอย่าง ศักดิศ์ รีความเปน็ มนุษย์ไม่ควรจะไกล่เกลย่ี ศาลให้ไลก่เกลย่ี ก่อนเลย ซ่ึง ไมน่ า่ จะเหมาะสม ควรจะเป็นเรื่องอ่ืน
และกฎหมายอะไรก็ตามที่น่าจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ ก็น่าจะทำกันต่อไป ก็คงต้องคิดเป็นขั้นตอน และไปศึกษาว่า ต่างประเทศ ทำกันอย่างไร น่าตาเป็นอย่างไร แลละผลการใช้กฎหมาย ข้อดี ข้อเสียงเป็นอย่างไร เปรียบเทียบ เพ่ือจะนำมาเปน็ แนวในการรา่ งกฎหมายในประเทศไทยต่อไป กฎหมายที่น่าสนใจคือ กฎหมายแรงงาน เรื่อง กฎหมายการคุ้มครองผู้รับงานมาทำที่บ้าน ซึ่งเข้ากับยุค สมัยนี้ กฎหมายไทยไม่ครอบคลุม ไม่มีกรอบที่ชัดเจน และไม่ควรรอให้กระทรวงแรงงานเป็นผู้ทำ ควรจะมีมุมมอง อน่ื รว่ มดว้ ย หรือ เรือ่ งของความเสมอภาค LGBT ก็เปน็ ประเดน็ ท่นี า่ สนใจ ดงั นนั้ เรานา่ จะรว่ มมือกันทำได้ อาจารย์ไพสิฐ พาณิชยก์ ุล กม็ ีหลายเรอื่ งท่เี ป็นปญั หาในเชงิ โครงสรา้ งระดับประเทศ และในขณะเดียวกันกเ็ ป็นปญั หาเฉพาะกรณีและ เป็นเรื่องใหม่ เช่น กฎหมายที่เกี่ยวกับดิจิทัล ที่ลงไปกระทบกับชาวบ้านต่างๆ และในแง่ของเครือข่ายนิติฯ ที่เข้า มาเป็นเรื่องของการออกแบบโดยเชื่อมโยงกับพื้นที่เป็นตัวตั้ง ดังนั้นเครือข่ายนิติฯ จึงเป็นการเริม่ ต้นจากเครือข่าย คณะนิติศาสตร์ในพื้นที่ โดยหลายท่านสนใจปัญหาเชิงโครงสร้าง และปญั หาในพ้ืนที่ก็สัมพันธ์ด้วยกับเคสของพ้ืนที่ ต่างๆ ดังนั้นสัดส่วนของประเด็นที่สนใจจะอยู่ที่เรื่องพื้นที่ และหวังว่าจะเอาเครือข่ายจากกลุ่มอื่นนอกจาก นิติศาสตร์มาร่วมด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องที่วิเคราะห์ว่านิติศาสตร์ในอนาคตตต้องทำงานร่วมกับศาสตร์อื่น หรือแม้กระทั่งการคิดนอกกรอบที่เป็นเรื่องที่ศาสตรอ์ ื่นยงั ไปไม่ถึง ดังนั้นถ้าหากเครือข่ายทำวิจัยหรือเก็บข้อมูลไว้ ก่อน ก็จะไดใ้ ชป้ ระโยชนแ์ น่ๆในอนาคต อีกส่วนหนึ่งคือ ทางสถาบันพระปกเกล้า มักจะมีเวทีวิชาการประจำปีอยู่ และธีมที่สนใจเกี่ยวกับการ กระจายอำนาจ ท้องถิ่น ระดับพื้นที่ตา่ งๆ จึงอยากถามว่า เวทีที่ดูแลอยู่เปน็ อย่างไร และเครือข่ายน้ีหากทำผลงาน วิชาการสักชิ้นหนึ่ง จะใช้เวลทีวิชาการนั้นนำไปสู่ช่องทางในการเสนอมุมมอง หรือข้อมูล ของเครือข่ายนิติฯกับ สถาบนั พระปกเกล้า ไมท่ ราบวา่ จะไดห้ รอื ไม่ ดร.ถวิลวดี บุรีกลุ ผอู้ ำนวยการสำนกั วิจัยและพัฒนา สถาบนั พระปกเกลา้ เวทปี ีน้จี ดั ชว่ ง พย. 63 เรือ่ งท่จี ะจดั คือ จนิ ตภาพใหม่การกระจายอำนาจ เพ่ือลดความเหลื่อมล้ำ บทเรียน จากโควิด 19 และมีประเด็นซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น แต่เป็นการกระจายบทบาทไปสู่ภาค ส่วนต่างๆ มันต้องมีกลุ่มที่ว่าด้วยโครงสร้างเชิงสถาบัน กระจายไปสู่ภาคประชาชน ก็มีหลายรูปแบบ มีการเสริม พลังให้ประชาชนโดยไม่ต้องพึ่งรัฐ และพึ่งให้น้อยที่สุด และอีกส่วนคือการเป็นหุ้นส่วน ร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ประมาณน้ี อกี เรอ่ื งหน่ึงคือการกระจาย-จัดสรรทรัพยากรท่ีเป็นธรรม เช่น จะทำอยา่ งไร กฎหมายควรเป็นอย่างไร ทั้งหมดนี้จะเชื่อมโยงทุกมมุ การกระจายที่ทำให้พื้นทีจ่ ัดสรรได้เองดีกว่าหรือไม่ หรือการจัดสรรงบประมาณจะทำ อยา่ งไร เพราะทีผ่ ่านมามีเพยี งแค่การกระจายอำนาจ อปท. อบต. เท่าน้ัน ส่วนการแกป้ ญั หาความเหล่อื มลำ้ ไม่ใชแ่ ค่เรือ่ งรายได้ เศรษฐกจิ มันมเี ร่อื งของโอกาส สิทธิ การเข้าถึง มิติ สังคมก็ต้องเอาเข้ามา และทำอย่างไรจะแก้ปัญหาตรงนี้ จะต้องมีการกระจายอำนาจในหลายมิติ เพื่อลดความ เหล่ือมล้ำในมิติตา่ งๆ
อ.พลอยขวัญ เหลา่ อมต ขอเสนอเพิ่มเติม การเร่งปลูกฝังเรื่องคุณธรรมจริยธรรมให้กับบัณฑิต หรือผู้เรียนนิติศาสตร์ในวันน้ี เพราะว่าเรามุ่งเน้นสอนความรู้ แต่ขาดในเรื่องของคุณธรรมจริยธรรม ถ้าเราสามารถพัฒนาเรื่องนี้ได้ จะส่งผลให้ ระบบกฎหมายหรือกระบวนการยุติธรรมมีเรื่องดีขึ้นได้ ถ้าให้คนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเข้าใจ Justice spirit ก็น่าจะก่อให้เกิดเรื่องดีในอนาคตได้ สิ่งสำคัญอีกเรื่องคือ การทำความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนในทุกระดับ เช่น เรือ่ งของการจดทะเบยี นสมรสกับชาวต่างชาติ นางขตั ตยิ า รตั นดิลก ผอู้ ำนวยการสถาบันวจิ ยั และพัฒนากระบวนการยตุ ิธรรม กระทรวงยุติธรรม ของแลกเปลี่ยนกับสถาบันพระปกเกล้า ที่กล่าวถึงเรื่องของสนับสนุนข้อมูลเพ่ือประกอบการร่างกฎหมาย หรือของ สว. สส. หรือกรณีการทำเครื่องมือประเมินกฎหมาย ทาง กพยช. และสนง กิจการยุติธรรมเอง ก็มีงาน ประเมินกฎหมายเช่นเดียวกัน ถ้าขั้นตอนก่อนเข้า กฤษฎีกาก็คือ RIA ซึ่งเราไม่ค่อยได้ทำเยอะ แต่ที่เรารับผิดชอบ โดยตรงคือ เรื่องของผลของกฎหมายเมื่อออกมาแล้วเป็นอย่างไร สามารถดำเนินการและเป็นไปตามเป้าหมายย ของการกำหนดกฎหมายตัง้ แต่แรกหรือไม่ ที่อยากจะแลกเปลีย่ นคือ นี่เป็นตัวอยา่ งท่ีเรายังไม่ค่อยไดบ้ ูรณาการกนั ถา้ นกึ ถงึ ภาพของกฎหมาย ถกู ประเมินก่อน และหลงั เปน็ คนละกัน และไม่เคยได้พูดคยุ ถึงการประเมินกฎหมายกัน เลย ก็ทำให้งานมันกระจายกัน โดยที่ไม่รู้ว่าใครทำอะไรบ้าง กฎหมายฉบับไหนถูกประเมินไปแล้ว ดังนั้นในตวั ของ เครื่องมือในการประเมินต้องพัฒนา เพราะใช้ไปไม่กี่ พ.ร.บ. เพราะฉะนั้นในปีนี้ เรากำลังจะทบทวนเครื่องมือที่ใช้ ประเมินกฎหมาย และอยากให้มันครอบคลุมในทุกกฎหมาย โดยอาจจะขอทุนวิจัยศึกษา และเสนอ รายงานผล กลับไปให้ทาง กพยช. และทำให้การประเมินกฎหมายทุกฉบับต้องใช้เครื่องมือนี้ ซึ่งจะรวมถึงสามารถใช้กับ กฎหมายทลี่ ้าหลังหลายๆฉบับ หรือท่อี อกมาแล้วไม่เกิดประโยชน์ สามารถนำออกไปได้บา้ ง แต่ท้ังนี้ สกธ. ก็ไม่สาม รถทำงานทง้ั หมดไดเ้ องต้องอาศัยความรว่ มมือจากเครือข่าย สถาบนั พระปกเกล้า เขา้ มาชว่ ยดูดว้ ย ในส่วนของการ เตรียมข้อมูลเพื่อประกอบการร่างกฎหมาย ก็ได้มีการเซ็น MOU ไว้แล้วว่า ก่อนร่างกฎหมายให้ สว. ต้องมีข้อมูล วิจัย หรือการศึกษาอะไรบ้างที่จะช่วยในการพิจารณากฎหมาย ซึ่งเราก็ได้รับหน้าที่มาแล้ว เราก็มาดูว่ามีงานวิจัย อะไรเกี่ยวข้องหรือไม่ ซึ่งต้องนี้ก็ตอบโจทย์คือการนำเอางานวิจัยที่ทำไว้มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด และ กลายเปน็ นโยบายใหก้ ฎหมายออกมาดตี ั้งแต่รา่ ง โดยไมต่ ้องมาทำการแกไ้ ขกฎหมายภายหลงั ดร.ถวิลวดี บรุ ีกุล ผ้อู ำนวยการสำนักวิจยั และพฒั นา สถาบันพระปกเกลา้ โดยหลักมีเรื่องของการถ่วงดุลอำนาจ คือต้องมีหลายความเห็นนะ เพราะว่ากฎหมายส่วนใหญ่ออกโดย ฝ่ายบริหารโดยที่เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ เพราะฉะนั้นถ้าหน้าที่ของ สส. สว. คือการตรวจสอบการใช้อำนาจ รัฐ เพราะฉะนั้นต้องมีการถ่วงดุลว่าข้อมูลที่ได้มาจากรัฐ หรือฝ่ายบริหารถูกต้องหรือไม่ ก็ไม่ต้องมีหลายกลุ่ม เอา ความเห็นของคนเพียงกลุ่มเดียว และร่างกฎหมายตามทิศทางที่ถูกเสนอมาเท่านั้น ซึ่งการกระทำอย่างนีก้ ็ไม่ไดถ้ ือ ว่า สส. สว. เป็นผู้แทนของประชาชน นั่นเองเลยต้องเป็นที่มาของการตรวจสอบถ่วงดุล ดังนั้นฝ่ายนิติบัญญัติจึง ต้องมีความเข้มแขง็ ของตนเองที่จะทำข้อมลู เสนอทิศทางของตนไปแลว้ และข้อมูลหลกั ของการประเมินเบือ้ งตน้ ก็ เป็นฝา่ ยบรหิ ารอยแู่ ล้ว เพราะเขาเปน็ คนทำกฎหมาย คนเสนอกฎหมาย ไมใ่ ชเ่ รือ่ งของการแย่งงานกัน แต่เป็นเร่ือง ของการตรวจสอบถ่วงดลุ มากกว่า
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116