Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รายงานวิจัย-การติดตามการปรับปรุงแนวเขตแผนที่พื้นที่ป่าไม้ - อ.ไพสิฐ

รายงานวิจัย-การติดตามการปรับปรุงแนวเขตแผนที่พื้นที่ป่าไม้ - อ.ไพสิฐ

Published by E-books, 2021-03-01 07:44:27

Description: รายงานวิจัย-การติดตามการปรับปรุงแนวเขตแผนที่พื้นที่ป่าไม้-ไพสิฐ

Search

Read the Text Version

โครงการวจิ ัยเพอื่ การตดิ ตามการปรบั ปรงุ แนวเขตแผนทพ่ี น้ื ทีป่ ่าไม้ กรณที ่ี5 อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ทับซ้อนกับป่า สงวนแหง่ ชาติ ใหใ้ ชข้ อบเขตทโ่ี ตกวา่ กรณีท่ี6 อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ทับซ้อนกับเขต ปฏิรูปที่ดนิ ในกรณีท่ีอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธป์ุ ่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ประกาศก่อนกรมป่าไม้ส่งมอบพ้ืนท่ีให้ส.ป.ก. ให้ใช้อุทยานแห่งชาติ เขต รักษาพันธ์ุสัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเป็นหลัก กรณีอุทยานแห่งชาติ เขต รักษาพนั ธสุ์ ัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตวป์ ่า ประกาศภายหลังการส่งมอบพื้นที่ให้ ส.ป.ก. ให้ใช้เขตปฏิรูปท่ีดิน โดยให้มีการตรวจสอบสภาพพื้นท่ีจริง ถ้ามี สภาพเป็นป่าอยู่ในหลักเกณฑ์กันออกจากเขตปฏิรูปที่ดิน ตามบันทึก ข้อตกลงระหว่างกรมป่าไม้และส.ป.ก.พื้นที่ดังกล่าวให้เป็นอุทยานแห่งชาติ เขตรกั ษาพันธ์สุ ตั ว์ป่า เขตห้ามลา่ สัตวป์ า่ กรณที ่ี7 อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ทับซ้อนนิคม สรา้ งตนเอง นคิ มสหกรณ์ หรือทรี่ าชพสั ดุ ให้ใช้หลกั เกณฑ์เดยี วกับกรณีที่ 3 และ 4 กรณที ี่8 สวนป่าของ อ.อ.ป. ทับซ้อนกับป่าไม้ถาวร ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยาน แห่งชาติ เขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ให้ใช้ขอบเขตป่าน้ันๆ เป็นหลกั ในการดาเนินการปรับปรุงแนวเขตดังกล่าวจะต้องดาเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายของ รฐั มนตรีว่าการกระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม ด้วย คือ 1. แนวเขตที่ดินของรฐั จะต้องมีเพียงแนวเดยี ว 2. การลงท่ีหมายแผนท่ีจะต้องเกิดขึ้นโดยข้อตกลงร่วมกันของผู้บริหารของหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง และจดั ทาเปน็ ขอ้ ตกลงรว่ มกนั เพ่อื ความชัดเจน 3. ในขณะที่ภาพถ่ายทางอากาศของกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังไม่ แล้วเสร็จโดยสมบูรณ์ ตามข้ันตอนของระเบียบสานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ ขอให้นาแผนท่ี ระวางมาตราส่วน1:4000 ที่ถ่ายภาพในปี พ.ศ.2537 สาหรับใช้ในการออกโฉนดท่ีดินของกรมท่ีดิน เป็นฐานในการดาเนินงานไปพลางก่อน เพ่ือทราบแนวเขตที่ดินท่ีมีการออกโฉนดท่ีดินไปก่อนแล้ว และหากมีกรณีจาเป็นต้องการทราบถึงสภาพข้อเท็จจริงของพื้นที่ป่า ก็ขอให้นาภาพถ่ายดาวเทียม google earth มาประกอบการพจิ ารณาด้วย 4. แนวเขตที่ดินท่ีได้มีการรับรองโดยผู้แทนหน่วยงานของรัฐ และถูกต้องตามระเบียบ กฎหมายทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง เป็นเหตใุ หม้ กี ารออกเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายท่ีดนิ ไปก่อน ให้ถือว่าเปน็ 2-5

โครงการวจิ ยั เพอื่ การตดิ ตามการปรบั ปรงุ แนวเขตแผนที่พน้ื ที่ปา่ ไม้ แนวเขตท่ีถูกตอ้ ง ให้คณะทางานยึดถือเปน็ แนวเขตในการปรับปรุงพ้ืนท่ีป่าไม้ในครั้งน้ีได้ เว้นแต่ จะมี การออกเอกสารสทิ ธิเข้าไปในพนื้ ทีป่ า่ ไม้เป็นแปลงเดยี่ ว ที่มีลักษณะโดยชัดเจนว่าเป็นการออกเอกสาร สิทธิโดยไม่อิงกลุ่มท่ีดินที่ออกให้ในคราวเดียวกัน ให้ปรับปรุงแนวเขตโดยให้ถือว่าท่ีดินแปลงนั้นออก ในเขตป่าไม้ ซ่ึงจะต้องรอการพิสูจน์ทราบถึงความชอบด้วยกฎหมายเป็นการเฉพาะรายต่อไปในภาย หนา้ 5. การปรับปรุงแนวเขตดังกล่าว นอกจากอาศัยเกณฑ์ตาม 4.แล้ว ขอให้คณะทางาน พยายามยึดถือแนวเขตธรรมชาติ เช่น แนวแม่น้า ถนน ที่ปรากฏลวดลายบนแผนที่ภาพถ่ายทาง อากาศสาหรบั พ้ืนทท่ี ว่ั ไปท่ไี ม่มีการออกเอกสารสทิ ธ์ิ 6. พ้ืนที่ใดที่มีการออกเอกสารสิทธิเป็น สปก.4-01 และได้แจกให้แก่ประชาชนใช้เป็น ที่ดินทากิน ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปท่ีดินไปก่อนแล้ว แต่ปรากฏต่อมาในการปรับปรุงแนวเขต ครั้งนี้ ว่า เป็นการดาเนินงานนอกเขตป่าเสื่อมโทรมที่กรมป่าไม้ส่งมอบพ้ืนที่ให้ ส.ป.ก.ดาเนินงาน ขอให้ปรับปรุงแนวเขตป่าไม้ให้ครอบคลุมพ้ืนท่ี ส.ป.ก.ดาเนินการดังกล่าวด้วย เว้นแต่เป็นพ้ืนที่ที่ไม่ สมควรนาไปปฏิรูปท่ีดิน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันท่ี 1 มีนาคม 2537 เพื่อการคุ้มครองสิทธิของ ประชาชนมใิ หต้ ้องได้รบั ผลกระทบ หรอื ถกู รอนสิทธิ 7. สาหรับท่ีดินในเขตปฏิรูปที่ดินที่มีการรังวัดเพ่ือเตรียมการออกหลักฐานเป็น สปก.4-01 และผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดแล้วให้ถือว่าเป็นที่ดินตามความหมาย ของ 6. แตถ่ ้าท่ดี นิ สปก.ยงั ไมม่ ีการดาเนินการถึงขั้นตอนที่กล่าวน้ี ขอให้หน่วยงาน ส.ป.ก.กันพ้นื ที่คืน ใหก้ รมปา่ ไม้ เพอ่ื ดาเนนิ การกฎหมายว่าดว้ ยปา่ ไมต้ ่อไป 8. ท่ีดินแปลงใดท่ีมีเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายท่ีดิน หรือ สปก.4-01 และยังมีข้อ พิพาทกับหน่วยงานของรัฐเก่ียวกับเร่ืองกรรมสิทธ์ิหรือสิทธิครอบครองที่เร่ืองอยู่ระหว่างการพจิ ารณา ของศาลใดๆ คณะทางานปรับปรุงแนวเขตไปตามหลักการปรกติ ไม่ต้องปรับแนวเขตอันเป็นการเอื้อ ประโยชน์ให้แก่คู่กรณีผู้ครอบครองรายน้ันๆ โดยให้ถือว่าการปรับปรุงเขตดังกล่าวไม่มีผลผูกพันกับ กรณีพิพาทเร่อื งสทิ ธใิ นท่ดี ินสาหรับทด่ี นิ แปลงน้นั เน่อื งจากยงั ไมม่ ีผลเป็นการยกเลิกเพิกถอนเขตท่ีดนิ ของรฐั ตามทมี่ ีกอ่ นปรับปรงุ แนวเขต 9. ป่าชายเลน ถ้ามีการออกเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายท่ีดินไปก่อน หากเป็นการ ดาเนินงานโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ครอบครองย่อมได้สิทธิ หากไม่ชอบรัฐย่อมมีอานาจเพิกถอน เน่ืองจากท่ีดินป่าชายเลนมีมติคณะรัฐมนตรีสนับสนุนหลายมติ มีความซับซ้อนและเป็นปัญหาข้อ กฎหมาย บางพ้ืนท่ีซ้อนทับป่าสงวนแห่งชาติ บางแปลงไม่มีแผนที่ประกอบ จึงขอให้กรมทรัพยากร ทางทะเลและชายฝ่ังเป็นผรู้ วบรวมข้อมูล ขอ้ เท็จจรงิ และขอ้ กฎหมายนาเสนอต่อคณะทางาน เพื่อสรุป หลักเกณฑแ์ ละกาหนดแนวทางดาเนินงานให้ถกู ตามกฎหมายตอ่ ไป 2-6

โครงการวิจัยเพื่อการตดิ ตามการปรบั ปรงุ แนวเขตแผนท่ีพน้ื ทปี่ า่ ไม้ 10. ขอให้กรมป่าไม้และ ส.ป.ก.สารวจข้อมูลการออกเอกสารสิทธิ เช่น หนังสือแสดงสิทธิทา กิน(ส.ท.ก.)และสปก.4-01 ท่ีหน่วยงานได้ดาเนินการไปก่อนหน้านี้ โดยให้จาแนกเป็นกลุ่มประเภท ท่ีดินที่ออกหลักฐานดังกล่าวให้แก่ราษฎร ว่า มีการจัดท่ีดินของรัฐด้วยการจัดสรรสิทธิในที่ดินทากิน เกินกว่า 10 ไร่ 20 ไร่ 30 ไร่ เป็นจานวนก่ีราย เพื่อใช้เป็นข้อมูลพิจารณาเชิงนโยบายในเร่ืองการ เจรจาต่อรอง การปรับลดพ้ืนท่ีการครอบครองสิทธิในท่ีดนิ หรือการบริหารจัดการให้การใช้ประโยชน์ ที่ดินเกิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการจัดที่ดินทากินให้ราษฎรท่ียากจนรายใหม่ หรือการจดั ให้มีการเช่าทาประโยชนโ์ ดยการจ่ายคา่ เชา่ เปน็ ผลิตผลทางการเกษตรต่อไป วิธีการปฎบิ ัติ แบ่งเป็น 2 ขนั้ ตอน คอื ข้นั ตอนที่1 1. หน่วยงานท่ีรับผิดชอบท่ีดินของรัฐ จัดทาแนวเขตที่รับผิดชอบตามกฎหมาย ซ่ึงมีหลาย มาตราส่วน ทาให้เป็นมาตราส่วน 1:50000 แล้วถ่ายทอดลงใน ระวางแผนที่ภูมิประเทศ มาตราส่วน 1:50000 จดั สง่ ใหก้ รมท่ีดนิ 2. กรมที่ดินตรวจสอบข้อมลู แผนที่ ตามทีห่ น่วยงานตา่ ง ๆ ทยอยสง่ ให้ 3. กรมท่ดี ินนาเข้าขอ้ มลู แผนทตี่ าม 2. สูร่ ะบบคอมพวิ เตอร์ โดยการ scan 4. ปรบั แก้ขอ้ มลู (rectify) ทไ่ี ดจ้ ากการscanให้ถกู ตอ้ งตามหลกั การแผนที่ 5. ทาการอา่ นค่าพิกัดแนวขอบเขตท่ีดนิ (digitize) ในแผนที่มาตราส่วน1:50000 ในความ รับผดิ ชอบของแตล่ ะหน่วยงาน 6. ตรวจสอบความถูกต้องจากการอ่านค่าพิกัดแนวขอบเขตที่ดิน (digitize) หากพบว่ามี ข้อผดิ พลาดก็จะทาการปรับแก้ พร้อมทั้งต่อรูปแผนท่ีให้ครบแต่ละชั้นของข้อมูลและบรรยายข้อมูลใน แผนทน่ี ัน้ (attribute data) 7. ส่งข้อมูลตาม 6. ให้แต่ละหน่วยงานตรวจสอบความถูกต้องของค่าพิกัดแนวเขตท่ีดิน (digitize) อีกครั้ง ข้ันตอนที่ 2 1. คณะทางานจะต้องจัดเตรียมข้อมูลในเชิงลึก ของพ้ืนท่ีหรือแนวเขตที่แต่ละหน่วยงาน รับผิดชอบ เช่น แนวเขต รูปแปลง การได้มา ปี พ.ศ.ที่ประกาศ หลักฐานเอกสารต่างๆ เพ่ือทาการ Reshapeบนแผนท่ี มาตราส่วน 1:50000 กอ่ น 2. นาแนวเขตReshapeที่ไดจ้ าก 1. ถ่ายทอดลงบนแผนท่ีมาตราส่วน 1:4000 แล้วพิจารณา ปรับแนวReshape ดังกล่าวอีกครั้ง เพ่ือให้สอดคล้องตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงแนวเขต 2-7

โครงการวิจยั เพอ่ื การติดตามการปรับปรงุ แนวเขตแผนท่พี นื้ ท่ีป่าไม้ (Reshape)ที่ดินของรัฐท่ีทับซ้อนกันที่คณะกรรมการฯกาหนด จานวน 8 กรณี และตามนโยบายของ รมต.กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ ม เมือ่ วันท่ี 24 มกราคม 2549 3. แนวเขตReshapeท่ีได้จาก 2. รายงานให้คณะกรรมการฯท่ีมีรองปลัดกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม(นายสมชัย เพียรสถาพร)เป็นประธานกรรมการ เพ่ือพิจารณา ประกอบด้วยระวางแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศมาตราส่วน 1:4000 และแผ่นทาบระวาง (overlay)มาตราสว่ นเดยี วกัน ซึ่งแสดงแนวReshape ของคณะทางาน 4. จากน้ันประธานคณะกรรมการฯส่งให้คณะกรรมการเพื่อปรับปรุงเขตพ้ืนที่ป่าไม้ (Reshape)ระดับจงั หวัด ตรวจสอบในพื้นทจ่ี รงิ (ground check) 5. คณะกรรมการฯระดบั จังหวดั เม่อื ตรวจสอบแล้ว ใหด้ าเนนิ การดังนี้ 5.1 หากมีการแก้ไขหรือเปล่ียนแปลงแนวReshapeของคณะทางาน ให้คณะ กรรมการฯระดับจังหวดั กาหนดแนวใหม่บนแผ่นทาบระวาง (overlay) ดว้ ยหมึกสีแดงขนาด 0.2 ม. ม. ในลกั ษณะแนวเสน้ ตรงตอ่ เน่อื งกัน พร้อมขอ้ มลู และเหตผุ ลประกอบในการกาหนดแนวใหม่ และให้ ผ้แู ทนหน่วยงานที่แก้ไขหรือเปลีย่ นแปลงแนวดังกล่าว ลงนามรับรองบนแผ่นทาบระวางดว้ ย 5.2 หากไม่มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง ของคณะทางาน ให้ฝ่ายเลขานุการของ คณะกรรมการฯระดับจังหวดั ลงนามรับรองด้วยข้อความว่า “ระวางน้ีได้ตรวจแล้ว ไม่มีการแก้ไขหรือ เปลีย่ นแปลง” 5.3 กรณีมีข้อสงสัยให้ผู้แทนของคณะกรรมการฯระดับจังหวัด สอบถามจาก หน่วยงานส่วนกลางท่ีสังกดั โดยตรง หรือติดตอ่ ศูนย์ขอ้ มลู แผนท่ี กรมทด่ี ิน 6. คณะกรรมการฯระดับจังหวัด ทาการสรุปผลการตรวจสอบและปรับปรุงแนวเขตฯ ส่งให้ ประธานคณะกรรมการฯ(นายสมชัย เพียรสถาพร) ภายใน 15 วัน นับแต่วันท่ีได้รับข้อมูลตาม 4. ข้อมูลที่ต้องส่งคืนประกอบด้วยระวางแผนท่ีภาพถ่ายทางอากาศมาตราส่วน 1:4000 พร้อมแผ่นทาบ ระวาง(overlay)และเอกสารทเี่ ก่ยี วข้อง 7. ประธานคณะกรรมการฯ ส่งผลการตรวจสอบของคณะกรรมการฯระดับจังหวัด ให้ คณะทางานที่รับผิดชอบท้องท่ีดาเนนิ การ พจิ ารณาดาเนินการโดยแยกเป็น 2 กรณี คอื กรณีท่ี 1 ไม่มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลง ให้คณะทางานทาการรวบรวมอา่ นค่าพิกัด ฉากทุก 200 เมตร หรือทกุ ๆจุดทเี่ ปล่ยี นทศิ ทาง รายงานประธานคณะกรรมการฯเพื่อทราบ กรณที ี่ 2 มีการแก้ไขหรือเปล่ียนแปลง ให้คณะทางานรวบรวมสรุปผลการแก้ไขหรือ เปล่ียนแปลงแนวReshapeพร้อมความเห็น รายงายประธานคณะกรรมการฯเพื่อพิจารณาหาข้อยุติ เมอ่ื ได้ขอ้ ยุติแลว้ ใหด้ าเนนิ การเชน่ เดียวกบั กรณีที่1 2-8

โครงการวิจัยเพ่อื การติดตามการปรบั ปรงุ แนวเขตแผนทพ่ี น้ื ทป่ี า่ ไม้ 8. ประธานคณะกรรมการฯส่งผลการดาเนินการตาม 7. ให้ศูนย์ข้อมูลแผนที่ กรมท่ีดิน ดาเนนิ การถ่ายทอดแนวReshape ลงในระวางแผนท่ภี ูมปิ ระเทศมาตราส่วน 1:50000 ของกรมแผนที่ ทหาร 9. ศนู ย์ขอ้ มลู แผนที่ กรมทด่ี นิ ส่งมอบผลการดาเนนิ งานตาม 8. ใหป้ ระธานคณะกรรมการฯ 10.ประธานคณะกรรมการฯสรุปผลการปรับปรุงเขตพ้ืนที่ป่าไม้ (Reshape) รายงาน ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม เพ่ือดาเนินการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับข้อกฎหมาย อันเน่ืองมาจากการปรับปรงุ แผนทีต่ อ่ ไป ผลการดาเนนิ การตามโครงการ หน่วยงานต่างๆท่ีเกี่ยวข้องได้ดาเนินตามแนวทางของโครงการ แต่เน่ืองจากมีการ เปลยี่ นแปลงทางการเมอื ง ประกอบกับโครงการ Reshape ดงั กล่าวเป็นนโยบายของรัฐบาลก่อนการ รัฐประหาร ดังน้ัน จึงทาให้การดาเนินโดยเฉพาะอย่างย่ิงในส่วนของข้าราชการประจาจึงไม่ใช้เรือง เรง่ ด่วนอีกต่อไป มีการเร่งรัดติดตามโครงการโดยนายกรัฐมนตรี ( พลเอก สุรยุทธ จุลานนท์ )มีการขยาย ระยะเวล่โครงการออกไปอีก หน่ึงปี หลังจากขยายเวลาโครงการออกไปแล้ว พบว่ามีการดาเนินการ เสร็จสิน้ ตามกาหนดเวลาทขี่ ยายออกไปถึงต้น ปี พ.ศ. 2552 มีจานวน 5 จังหวัดท่ีดาเนินการแล้วเสร็จ คือ จังหวัดนครพนม, ตราด, เลย, ชัยนาท, หนองบวั ลาภู มี 16 จังหวัดที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการระดับจังหวัด ประกอบด้วย จังหวดั กาแพงเพชร, ลพบุรี, กระบ่ี, ยโสธร, ประจวบคีรีขันธ์, ชยั ภูมิ, บรุ ีรัมย์, นครนายก, สระแก้ว, สงขลา, พังงา, สระบรุ ,ี แมฮ่ ่องสอน, จนั ทบุรี และสตลู ซึง่ นอกจากนายกรัฐมนตรีจะตดิ ตามการดาเนนิ การของโครงการแล้ว ยังมีคณะกรรมาธิการ ทดี่ ิน ทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ไดต้ ิดตาม ตรวจสอบความคืบหน้าของ โครงการ Reshape ด้วย 1 ซึ่งพบปัญหาว่าสาเหตุท่ีทาให้การดาเนินการล่าช้าเป็นเพราะ การ ดาเนินการในรับจังหวัดท่ียังไม่ไดด้ าเนินการในข้ันตอนการตรวจสอบในพื้นที่จริง ( ground check) เพราะต้องใช้เวลา บุคลากร งบประมาณ และยังมีปัญหาความขัดแย้งกับประชาชนในพื้นท่ี รวม ตลอดถงึ ความไม่ชดั เจนในการดาเนนิ การ จนในท่สี ุด รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมได้ยกเลกิ โครงการ 1 รายงานการประชุมคณะกรรมาธิการ ท่ดี ิน ทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ้ ม สภาผแู้ ทนราษฎร 9 ธนั วาคม 2552 2-9

โครงการวจิ ยั เพอ่ื การติดตามการปรบั ปรุงแนวเขตแผนทีพ่ นื้ ทีป่ ่าไม้ Reshape และไดเ้ สนอโครงการเรง่ ดว่ นเพ่ือแก้ไขปญั หาการบกุ รุกทาลายทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ ข้นึ มาดาเนนิ การแทน โดยมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการบกุ รุกที่ดินของรัฐ แตใ่ ชว้ ิธีการเดียวกับโครงการ Reshapeกล่าวคือมีการจัดทาแนวเขตป่าประเภทต่างๆ รวมถึงที่ดินของรัฐให้มีแนวเขตชัดเจน ด้วย การใช้ข้อมูลแผนท่ีภาพถ่ายก่อน และหลังการประกาศเขตพื้นที่ป่าไม้ ระหว่าง ปี พ.ศ. 2495-2540 เป็นข้อมูลพื้นฐานในการกาหนดแนวเขตท่ีดินของรัฐประเภทต่างๆ เช่น แนวเขตอุทยานแห่งชาติ แนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แนวเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ป่าชายเลน และแนวเขตป่าไม้ถาวรตามติ คณะรัฐมนตรี รวมทง้ั ทร่ี าชพสั ดุ นคิ มสหกรณ์ เขตปฏริ ูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่สาธารณประโยชน์ ส. ป.ก. ตลอดจนที่ดินเอกชน อาทิเช่น น.ส. 3 ก และ น.ส. 3 ด้วย โครงการดังกล่าว จะใช้งบในการ ดาเนนิ โครงการรวม 2,254 ล้านบาท จากกองทนุ ส่ิงแวดล้อม ตัง้ เปา้ แลว้ เสรจ็ ภายในระยะเวลา 2 ปี ดงั นน้ั ในระหวา่ งทม่ี ีการศกึ ษาของโครงการน้ี โครงการปรบั ปรงุ แนวเขตแผนที่พน้ื ทปี่ า่ ไม้ ( Reshape ) ไดถ้ ูกฝ่ายนโยบายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อมยกเลิกโครงการไป แต่ถึงแม้จะมีการยกเลิกโครงการไป แต่ปัญหาเร่ืองความไม่ชัดเจนและความไม่มีเอกภาพของระบบ แนวเขตแผนทข่ี องพนื้ ที่ปา่ ไม้ก็ยังคงมีอยู่บทเรียนต่างๆจากการดาเนินโครงการและตลอดจนความคิด เห็นของเจ้าหน้าที่ในระดับความคิดเห็นของชุมชน และความเห็นตา่ งๆในทางวิชาการที่เกิดขึ้นภายใต้ งานศกึ ษาวิจยั น่าจะเปน็ ประโยชนท์ จ่ี ะทาให้การแก้ปัญหาไมเ่ ดินซ้ารอยปญั หาเดมิ 2-10

โครงการวิจยั เพอ่ื การตดิ ตามการปรับปรงุ แนวเขตแผนที่พน้ื ทป่ี ุาไม้ บทที่ 3 พืน้ ทกี่ รณีศกึ ษา วัตถุประสงค์ของการศึกษาในเชิงพื้นที่นอกเหนือจากการศึกษาในเชิงกระบวนการในการ ดาเนนิ การของการปรับปรุงแนวเขตแผนท่ีพน้ื ที่ปาุ ไม้ ซึ่งเป็นกระบวนการทางเทคนิคและทางเอกสาร ในการจดั ทาแผนที่แนวเขตพ้นื ที่ปาุ ไม้ใหม เนื่องจากหลักการสาคัญของการจัดทาแผนที่สมัยใหม การ มคี วามหมายและความสาคญั จึงอยูที่ฐานข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์และกระบวนการทางสังคมวาจะ ยอมรับแผนทีท่ ีจ่ ดั ทาข้ึนมาบนกระบวนการทีไ่ ดม้ าซ่ึงระบบสารสนเทศภมู ิศาสตร์ทถ่ี ูกต้องหรือไม ดังนั้นการนาเสนอเกี่ยวกับพื้นที่ซ่ึงนามาเป็นกรณีศึกษากระบวนการในการจัดทาแผนท่ี ภายใตโ้ ครงการ Reshape นจ้ี ึงเปน็ การนาเสนอสาระสาคัญของพ้ืนทีใ่ นสองด้าน คือ 1. สภาพปัญหาทเ่ี กิดจากแนวเขตในพน้ื ทก่ี รณีศึกษา และ 2. กระบวนการในการดาเนินการตามข้นั ตอนตางๆของโครงการ Reshape ที่เกดิ ข้นึ ในแตละ พ้ืนที่ แตในขณะเดียวกัน เง่ือนไขในการเลือกพ้นื ท่ีกรณีศึกษาก็ตง้ั อยูบนข้อจากัดและอาจจะตกอยู ภายใต้เงื่อนไขท่ีไมสามารถท่ีจะควบคุมได้ ด้วยเหตุเชนนี้ ในการกาหนดพื้นที่กรณีศึกษาเมื่อดาเนิน โครงการวิจัยมาแล้วระยะหนึ่งจึงพบข้อจากัดบางประการที่สงผลตอการวิเคราะห์ ดังจะกลาวถึงใน ลาดบั ตอไป พนื้ ที่กรณีศึกษาตามท่ีได้กาหนดไว้ในการทาข้อเสนอ ได้แบงออกเป็น 4 พื้นที่ตามภาคตางๆ และพยายามที่จะให้เกิดการกระจายตามเง่ือนไขของการเป็นเขตพื้นท่ีตามกฎหมายประเภทตางๆ และตามสภาพความขัดแยง้ ที่เกดิ ข้ึนในรปู แบบตางๆด้วย โดย 1. สาหรับกรณีพื้นท่ีภาคเหนือซึ่งมีลักษณะพ้ืนท่ีเป็นภูเขาสูง พ้ืนท่ีกรณีศึกษาได้แก พ้ืนท่ี อทุ ยานแหงชาติออบหลวงซ่ึงมีการทับซ้อนกับเขตพ้ืนที่ปุาสงวนแหงชาติปุาจอมทอง กับเขตพ้ืนท่ีของ เขตสหกรณน์ คิ มแมแจม 2. สาหรับพื้นท่ีในภาคกลางซึ่งเป็นพื้นท่ีราบลุมน้าทวมถึงได้ใช้ พ้ืนที่ศึกษา บึงบอระเพ็ด จังหวดั นครสวรรคเ์ ป็นพน้ื ท่ีศึกษา โดยเปน็ กรณกี ารทับซ้อนของเขตหวงหา้ มของกรมประมง ซึ่งอยู ในการดูแลของหนวยพื้นท่ีอนุรักษ์ท่ี 12 กรมอุทยานแหงชาติ สัตว์ปุา และพันธุ์พืช และมีพ้ืนท่ี บางสวนเป็นทรี่ าชพสั ดุ กรมธนารกั ษ์ 3. พื้นที่ภาคตะวันออก ศึกษาในพ้ืนที่ปุาทาม ซ่ึงได้แกพื้นท่ี แมมูนตอนลาง เข่ือนราศีไศล อาเภอราษไี ศล จังหวัดศรสี ะเกษ ซงึ่ เปน็ ปญั หาการทบั ซอ้ นของเขตพน้ื ท่ีชลประทาน แนวเขต สปก. และพน้ื ทที่ ากินของชุมชนตางๆ 3-1

โครงการวจิ ัยเพื่อการตดิ ตามการปรับปรงุ แนวเขตแผนทพ่ี น้ื ท่ีปาุ ไม้ 4. พ้ืนท่ีกรณีศึกษาในภาคใต้ ซึ่งมีพ้ืนที่เป็นท้ังพื้นท่ีเทือกเขา ที่ราบ และพื้นท่ีปุาชายเลน ในการศึกษานี้เลือกพื้นท่ี เทือกเขาบรรทัดซ่ึงอยูใน เขตอทุ ยานแหงชาติเขาปูุ เขายา อ.นาโยง จ.ตรัง เปน็ พื้นที่กรณีศกึ ษา และเป็น การทบั ซ้อนของเขตอทุ ยานแหงชาติเขาปุู เขายา กบั แนวเขต สปก. สภาพพ้ืนท่ี สภาพปัญหา และกระบวนการในการดาเนนิ การในพื้นทก่ี รณีศึกษา 1. พ้ืนท่ี อุทยานแห่งชาติออบหลวงซ่ึงมีการทับซ้อนกับเขตพ้ืนท่ีป่าสงวนแห่งชาติป่า จอมทอง กบั เขตพ้นื ท่ขี อง เขตสหกรณ์นคิ มแม่แจม่ อทุ ยานแหงชาติที่อยูในพืน้ ที่จังหวัดเชียงใหมมีอยูท้ังหมด 13 อุทยาน อุทยานออบหลวงเป็น หน่งึ ใน 13 อุทยาน เร่ิมตน้ กอนการประกาศเปน็ อุทยานแหงชาติในปีพ.ศ. 2509 กรมปุาไม้ไดป้ ระกาศให้เป็นเขต “วนอุทยาน” อยูในความดูแลของสานักงานปุาไม้เขตเชียงใหม โดยพ้ืนท่ีดังกลาวเป็นพ้ืนที่ซ่ึง ประชาชนใช้เป็นที่พักผอน ชมธรรมชาติของโขดผา ลาน้าที่ไหลแรง และเน่ืองจากในพื้นท่ีบริเวณนี้ เป็นพื้นท่ีซ่ึงมีไม้สักเป็นจานวนมาก กรมปุาไม้ได้ประกาศให้พื้นท่ีปุาในบริเวณอาเภอฮอดและอาเภอ จอมทองเปน็ เขตปุาสงวนแหงชาติ โดยในปี พ.ศ. 2509 ไดป้ ระกาศให้ปุาแมแจม-แมตืน่ เป็นปุาสงวน แหงชาติ ตอมา พ้ืนท่ีปุาจอมทองเป็นปาุ สงวนแหงชาติ ในปีพ.ศ. 2510 และให้สัมปทานในการทาไม้ กับบริษัทบอร์เนียว บริษัทบอร์เนียวได้ใช้พื้นท่ีบริเวณวนอุทยานเป็นปางไม้และที่พักของพวกทาไม้ และตอมามกี ารประกาศพื้นที่ปุาสงวนเพม่ิ คอื ปาุ แมแจม ในปพี .ศ. 2517 ในปพี .ศ. 2531 กองอทุ ยาน ได้เสนอให้กรมปุาไม้ประกาศจัดต้ังให้พื้นที่วนอุทยานออบหลวงเป็นอุทยานแหงชาติ และได้รับการ ประกาศใหเ้ ป็นอุทยานแหงชาติ ลาดบั ที่ 68 ของประเทศ เม่อื วนั ที่ 4 ธนั วาคม 2534 ผลจากการประกาศเป็นเขตอุทยานออบหลวงในด้านกายภาพทาให้เขตพื้นท่ีอุทยาน ครอบคลมุ พน้ื ทลี่ ุมนา้ ยอยจานวนมาก ไดแ้ ก ลุมนา้ แมเตย๊ี ะ–แมแตะ ลมุ นา้ แมสอย–แมปฺอก-แมทิม ลุมน้าแมแปะ–แมจร-แมกด๊ิ นอ้ ย-หลวง ลมุ น้าแมบัวคา–แมนาเปิน ลุมน้าห้วยบง–แมลอน ลุมน้าแมลอง–แมทัง–แมจอ๊ ม ลุมน้าแมฮอด–แมเสดิ –ห้วยทราย และ ลมุ น้าแมปาุ ไผ ซึ่งท้ังหมดเป็นพ้ืนท่ีรับน้าของลุมน้าแมแจมและลุมน้าแมปิง ซ่ึงเป็นลุมน้าสาคัญของ ภาคเหนือและทาให้เป็นพ้ืนที่ที่อยูภายใต้เขตพื้นท่ีคุณภาพลุมน้าชั้น 1เอ และ 1บี ซึ่งเป็นพื้นที่ ต้องหา้ มตามมติคณะรฐั มนตรี วนั ที่ 28 พฤษภาคม 2528 3-2

โครงการวิจัยเพ่อื การตดิ ตามการปรับปรุงแนวเขตแผนท่ีพนื้ ท่ีปาุ ไม้ สถานการณ์ของการประกาศเป็นเขตพื้นที่อนุรักษ์ประเภทตางๆที่เกิ ดข้ึนในพ้ืนที่จังหวัด เชยี งใหม เป็นเขตพน้ื ที่ ปุาสงวนแหงชาติ อทุ ยานแหงชาติ และเขตรักษาพันธส์ุ ัตวป์ ุาแล้ว มี ดังน้ี ปุาสงวนแหงชาติ มอี ยู 25 แหงด้วยกนั มพี ื้นทป่ี ระมาณ 12.2 ล้านไร ไดแ้ ก ปุาลมุ นา้ ฝาง ปาุ แมหลกั หม่ืน ปุาแมสูน ปุาเชยี งดาว ปุาอินทขีล ปุาแมแตง ปุาแมขะจาน ปุาแมงดั ปุาขุนแมกวง ปาุ สันทราย ปาุ แมออน ปุาขุนแมทา ปุาสะเมงิ ปุาแมริม ปุาดอยสุเทพ ปุาจอมทอง ปาุ ทาธาร ปาุ แมหาด ปาุ แมแจม-แมตื่น ปุาแมแจม ปาุ ขนุ แมสาย ปุาแมขาน - แมวาง ปาุ อาก๋อย ปาุ แมตาล - แมยยุ ปาุ แมทาช้าง-แมขนนิ อทุ ยานแหงชาติ มอี ยู 13 อทุ ยาน ไดแ้ ก อทุ ยานแหงชาตแิ มโถ อทุ ยานแหงชาติขุนขาน อุทยานแหงชาตแิ มวาง อทุ ยานแหงชาตดิ อยฟูาหมปก อทุ ยานแหงชาติศรีลานนา อุทยานแหงชาติดอยเวยี งผา อุทยานแหงชาตหิ ว้ ยนา้ ดงั อุทยานแหงชาติดอยสุเทพ-ปยุ อุทยานแหงชาตอิ อบขาน อุทยานแหงชาติดอยอนิ ทนนท์ อทุ ยานแหงชาตอิ อบหลวง อุทยานแหงชาติผาแดง (เชียงดาว) อุทยานแหงชาติแมตะไคร้ เขตรักษาพนั ธส์ุ ตั ว์ปุา มอี ยู 3 เขต มีพน้ื ท่ีประมาณ 1.4 ลา้ นไร ไดแ้ ก เขตรักษาพันธุ์สัตวป์ ุาอมก๋อย เขตรกั ษาพนั ธ์สุ ตั ว์ปาุ เชยี งดาว และ เขตรักษาพนั ธ์ุสตั ว์ปาุ แมเลา - แมแสะ วนอุทยานแหงชาติ มีอยู 6 แหงคือ วนอุทยานแหงชาติบอน้ารอ้ นฝาง วนอทุ ยานแหงชาติออบหลวง วนอทุ ยานแหงชาติน้าตกแมสา วนอุทยานแหงชาติโปุงเดอื ด วนอทุ ยานแหงชาติมอนหินไหล วนอุทยานแหงชาติน้าตกตาดหมอกวังยาง เขตห้ามลาสัตวป์ ุา มอี ยู 1 แหงคอื เขตหา้ มลาสัตว์ปาุ ดอยสุเทพ 3-3

โครงการวจิ ัยเพ่ือการติดตามการปรบั ปรุงแนวเขตแผนท่ีพน้ื ทปี่ ุาไม้ การดาเนินการประกาศเป็นเขตพนื้ ท่อี นุรักษ์ในลกั ษณะตางๆได้ทาใหเ้ กดิ ข้อพิพาทเกดิ ขนึ้ เป็น ระยะๆ สาหรับในพ้ืนที่ของจังหวัดเชียงใหมเองมีการรวมตวั กันร้องเรียนเรียกร้องกันหลายคร้ัง ถึงข้ัน ท่ีเป็นประเด็นปัญหาท่ีคณะรัฐมนตรีต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาความ เดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานแหงชาติมีการตั้งคณะกรรมการข้ึนมาเจรจากับผู้ที่ได้รับ ผลกระทบ และคณะรัฐมนตรีได้มีมตเิ มื่อวันท่ี 29 เมษายน 2540เห็นชอบผลการเจรจากลุมปญั หาปุา ไมแ้ ละที่ดนิ กรณีปุาอนรุ ักษภ์ าคเหนือ (เขตอุทยานแหงชาติเขตรักษาพันธส์ุ ัตว์ปาุ และพื้นที่ลุมน้าช้ัน1) จานวน 19 แหง ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติของจังหวัด เชียงใหมและในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะในพ้ืนท่ีลุมน้าตางๆ เชนพื้นท่ีลุมน้าปิง ตอนบน ได้แก ลุม น้าแมแตง แมริม แมแจม แมตื่น ได้เกิดขึ้นมากมายและรุนแรงเป็นระยะๆต้ังแตต้นน้า กลางน้า และ ปลายน้า ลกั ษณะโดยท่ัวไปของความขดั แย้งทีเ่ กิดข้ึน สรุปได้ ดังนี้ 1. การไมยอมรับในสิทธิของชุมชนในการใช้และการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและ ส่ิงแวดลอ้ ม 2. ผลกระทบจากโครงการพฒั นาหรอื การลงทนุ ของภาครัฐ เอกชน หรือองค์กรตางๆ 3. ความแตกตางของทัศนะ องค์ความรู้ ความเข้าใจและวิธีการในการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติที่แตกตางกัน ใช้วิธีคิดคนละชุดกัน ไมยอมรับวิธีการจัดการที่อิงอยู ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และวถิ ีชีวติ ของชมุ ชน 4. ความขัดแย้งของเปูาหมายในการใช้ทรัพยากรของกิจกรรมในทางด้านเศรษฐกิจในระดับ พื้นที่ กอให้เกิดผลกระทบท้ังทางตรงและอ้อมตอกันและกัน หรือกอให้เกิดความขัดแย้งระหวางภาค การผลติ ในแตละภาค 5. การใชป้ ระโยชน์จากทรัพยากรดิน น้า และปาุ ไม้ทไ่ี มมรี ะบบการจัดการให้เกิดความสมดลุ ไมถูกต้องหรือสอดคล้องตามหลักวชิ าการ 6. การบุกรกุ พื้นที่ปาุ ต้นนา้ ลาธาร และพ้นื ท่ีทากนิ หรอื ทอี่ ยอู าศัยในเขตพื้นทป่ี ุา ในพื้นท่ีจังหวัดเชียงใหมท่ีผานความขัดแย้งจากการจัดการทรัพยากรที่ดิน ปุาไม้ แหลงน้า สงิ่ แวดลอ้ ม มาอยางตอเน่ืองทาให้มีการพัฒนารูปแบบในการจัดการในลักษณะตางๆมากมาย ในพื้นที่อุทยานออบหลวงซึ่งมีสภาพปัญหาคล้ายกับพนื้ ท่ีอื่นๆดังท่ีกลาวมาข้างต้น และด้วย ความเห็นชอบจากกรมอุทยานแหงชาติ สัตว์ปุาและพันธ์ุพืช และความริเริ่มของหัวหน้าอุทยาน ออบหลวง จึงได้นา โครงการการจัดการพ้ืนท่ีคุ้มครองอยางมีสวนรวม (JoMPA : Joint Management Protected Areas) ซึ่งเป็นโครงการท่ีมีลักษณะการดาเนินงานภายใตข้ ้อตกลงและ เง่ือนไขท่ีหลายฝุายรวมกันกาหนดขึ้น โดยอาศัยข้อมูลเกี่ยวกับระบบนิเวศของพ้ืนที่คุ้มครอง เพ่ือ 3-4

โครงการวิจัยเพ่อื การติดตามการปรับปรงุ แนวเขตแผนท่ีพนื้ ทีป่ ุาไม้ กาหนดหน้าที่ และความรบั ผดิ ชอบของสวนราชการ องคก์ รพฒั นาเอกชน องค์กรประชาคม และผู้ท่ีมี สวนได้สวนเสียทง้ั ในและนอกพื้นที่ อยางชัดเจน มีกรอบแนวทางการใช้ประโยชน์จากพน้ื ท่ีซ่ึงสามารถ ควบคุมให้พ้ืนที่คุ้มครองนั้นๆ มีระบบนิเวศและ การจัดการที่ย่ังยืน ทั้งน้ีเพ่ือให้สามารถบรรลุ เปูาหมายท้ังในด้านการอนุรักษ์ และตอบสนองความต้องการของชุมชนตลอดจนผู้มีสวนได้สวนเสีย อ่ืนๆ อยางเป็นธรรมและสมดุล มาใช้ในการแก้ปัญหาท่ีเกิดขึ้นในพ้ืนท่ีและเป็นเครื่องมือในการ จดั การพื้นทอ่ี ทุ ยาน ขอบเขตการทางานของโครงการฯในพนื้ ที่ประกอบดว้ ย 1. สงเสริมการทาแผนการจดั การอุทยานแหงชาติ และการสรา้ งข้อตกลงรวมกนั 2. พฒั นาศักยภาพเจา้ หนา้ ทีป่ ระสานงานชุมชน และชมุ ชนตางๆ 3. จัดทาแผนชุมชน และแผนการใชป้ ระโยชน์ท่ีดนิ ของชุมชน 4. จัดทาแผนที่พ้ืนที่วิกฤตไฟปุา วิเคราะห์สาเหตุ และให้ชุมชนรวมแก้ไขปัญหา พร้อมทั้ง ฟนื้ ฟสู ภาพปาุ 5. จัดทาคูมือทางเลือกการดารงชีพให้ชาวบ้าน การใช้ประโยชน์ปุาอยางย่ังยืน และการ ทองเที่ยวเชงิ อนุรกั ษ์ 6. สงเสริมการพฒั นาพน้ื ท่ตี น้ นา้ โดยชุมชน ลดปญั หามลพษิ ทางน้าในเขตต้นนา้ 7. จัดตั้งระบบการเก็บรวบรวมข้อมูล พัฒนาให้เกิดระบบติดตามและประเมินผลการทางาน อยางตอเน่อื ง 8. จัดการประชุมรวมกับฝุายตางๆเพื่อแลกเปล่ียนประสบการณ์เก่ียวกับการจัดการพื้นท่ี คมุ้ ครองอยางมสี วนรวม และการจัดการเชิงระบบนิเวศ มีการตั้งคณะทางานซึ่งประกอบด้วยภาคสวนตางๆท่ีเช่ือมโยงกันต้ังแตระดับกรม ระดับ จังหวัด ระดับพ้ืนท่ีอุทยานจนกระทั้งถึงระดับหมูบ้านในแตละลุมน้า สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และ เปาู หมายในการดาเนนิ งาน ( ดังปรากฏโครงสรา้ งและองค์ประกอบตามแผนภาพ ) 3-5

โครงการวิจยั เพ่ือการตดิ ตามการปรบั ปรุงแนวเขตแผนทีพ่ น้ื ทปี่ ุาไม้ โครงสร้างการบรหิ ารงาน โครงการจดั การพืน้ ทคี่ ้มุ ครองอยา่ งมสี ่วนร่วม พื้นที่อทุ ยานแหง่ ชาติ ออบหลวง จงั หวดั เชยี งใหมร่ ่วมกับองค์กรภาคี โครงสรา้ งการบรหิ ารงานโครงการจดั การพ้นื ทีค่ ้มุ ครองอยางมีสวนรวม พนื้ ที่อทุ ยานแหงชาติออบหลวง จังหวดั เชยี งใหม พนื้ ทีอ่ นื่ ๆ คณะกรรมการกากับโครงการฯ Sub-component Steering Committee (SSC) คณะกรรมการปรึกษา และตดิ ตามผล สานกั งานนวตั กรรมพน้ื ท่ีคุม้ ครอง คณะกรรมการอานวยการระดบั จังหวดั เชียงใหม สานกั งานโครงการจดั การพ้นื ทค่ี ุ้มครองอยางมีสวนรวม อทุ ยานแหงชาติออบหลวง จงั หวดั เชียงใหม คณะกรรมการจดั การทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ มออบหลวง (ตัวแทนจากทกุ ลมุ นา้ ) คณะกรรมการ คณะกรรมการจดั การทรัพยากรฯ คณะกรรมการจดั การ จัดการทรัพยากรฯลมุ นา้ ลุมนา้ แมสอย ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม 8 ลมุ นา้ คณะกรรมการฯ ลมุ นา้ แมเต๊ียะ-แมแตะ ระดับหมบู า้ น คณะกรรรมการฯ วงั นา้ หยาด คณะกรรมการจดั การ ระดับหมบู า้ น ทรัพยากรฯ คณะกรรมการฯ คณะกรรมการฯ ระดับหมบู ้าน ระดับหมบู า้ นแมแตะ ระดบั หมบู า้ น คณะกรรมการจัดการ ทรัพยากรฯ ระดับหมูบา้ น 22 หมบู ้าน 3-6

โครงการวจิ ัยเพือ่ การติดตามการปรับปรงุ แนวเขตแผนท่ีพน้ื ที่ปาุ ไม้ คณะกรรมการอานวยการระดบั จังหวัดเชียงใหม่ 1. ผ้วู าราชการจงั หวัดเชยี งใหม ประธานคณะกรรมการฯ 2. ผอู้ านวยการสน.บจอ.16 รองประธานคณะกรรมการฯ คนที่ 1 3. ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมจงั หวดั เชียงใหม รองประธานคณะกรรมการฯ คนท่ี 2 4. นายอาเภอในพ้นื ท่ี กรรมการ 5. หวั หน้าสวนราชการในพ้ืนที่ (เกษตร พัฒนาชมุ ชน กรรมการ (พฒั นาท่ีดนิ การศกึ ษาเขต ประชาสงเคราะห์ กรรมการ โครงการหลวง ปศสุ ตั ว์ ชลประทาน) กรรมการ 6. ผู้ทรงคณุ วฒุ ิ จานวน 4 ทาน(นักวิชาการ) กรรมการ 7. องค์กรเอกชน 8. ผู้แทนชมุ ชน (ตัวแทนคณะกรรมการทรพั ยากรฯ กรรมการและเลขานุการ ระดับลมุ น้า นายกอบต. กานัน) 9. อุทยานแหงชาติออบหลวง 3-7

โครงการวจิ ัยเพื่อการตดิ ตามการปรบั ปรงุ แนวเขตแผนทพ่ี น้ื ท่ีปาุ ไม้ คณะกรรมการปรึกษาและตดิ ตามผล ประกอบด้วยตัวแทน  ฝาุ ยปกครอง (3 อาเภอ ฮอด,จอมทอง,แมแจม)  สวนราชการตางๆที่เกยี่ วขอ้ ง  อทุ ยานแหงชาติออบหลวง  องคก์ รเอกชน  องคก์ รภาคชมุ ชน  นกั วชิ าการ4 คน (สงั คม,เศรษฐกจิ ,ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม)  สถาบนั การศกึ ษาและการวิจัย(SLUSE)  อืน่ ๆ 3-8

โครงการวจิ ัยเพอ่ื การตดิ ตามการปรบั ปรงุ แนวเขตแผนทีพ่ นื้ ทปี่ าุ ไม้ สานักงานโครงการจดั การพ้นื ทคี่ ุม้ ครองอยา่ งมสี ว่ นร่วม อทุ ยานแหง่ ชาติออบหลวง คณะผู้ปฏบิ ัตงิ านในพน้ื ท่ี อช.ออบหลวง ประกอบด้วย (ผูป้ ฏิบัติงานทกุ องค์กร อุทยาน แหงชาติองคก์ รเอกชนและภาคีอ่นื ๆ)  ผู้จัดการโครงการฯ ระดับพนื้ ท่ี อช.ออบหลวง  ฝุายขอ้ มลู ภมู ิสารสนเทศและประชาสัมพนั ธ์  แผนงานและการเงนิ (งบประมาณมารวมกันทางาน)  ฝุายฝึกอบรม ประชมุ สัมมนา  ฝุายคุม้ ครองและฟ้ืนฟูฯ  ฝุายกองทนุ พัฒนาชุมชน และองค์กรชมุ ชน  ฝาุ ยตดิ ตามประเมนิ ผล  อน่ื ๆ หมายเหต:ุ สานักงานอยทู ี่ อช.ออบหลวง 3-9

โครงการวิจัยเพ่ือการติดตามการปรบั ปรุงแนวเขตแผนที่พน้ื ท่ปี าุ ไม้ คณะกรรมการจัดการทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อมออบหลวง ประกอบด้วยตัวแทนทค่ี ัดเลอื กจากกรรมการจดั การทรัพยากรฯ ลมุ น้ายอย 10 ลุมน้า ลุมน้าละ 5 คน มาเปน็ กรรมการชุดน้ี ประธาน1 คน รองประธาน 3 คน  ฝาุ ยข้อมลู และภูมิสารสนเทศและประชาสัมพันธ์  ฝาุ ยแผนงานและการเงิน  ฝุายฝึกอบรม ประชมุ และสมั มนา (ชมุ ชนและเยาวชน)  ฝาุ ยคุ้มครองและฟื้นฟทู รัพยากรฯและสงิ่ แวดลอ้ ม  ฝาุ ยกองทนุ พัฒนาชุมชน และองค์กรหมบู า้ น  ฝุายตดิ ตามประเมินผล  อ่นื ๆ ผ้ปู ระสานงาน 1 คน (ผ้จู ดั การโครงการฯ) 3-10

โครงการวจิ ัยเพอ่ื การตดิ ตามการปรบั ปรุงแนวเขตแผนที่พน้ื ท่ีปุาไม้ คณะกรรมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลุ่มนา้ ย่อย 10 ลุ่มน้า อุทยานแห่งชาติออบหลวง ภาคชุมชน (ตัวแทนกานัน,ผู้ใหญ่บ้านและอบต.) ประธานคณะทางานฯ 1 คน รองประธานคณะทางานฯ 2 คน กรรมการคณะทางาน (ตัวแทนจากผู้ใหญบ้าน และอบต. หวั หนา้ เหมืองฝาย ตัวแทนกลุม ผู้นาท้องถนิ่ ตวั แทนกลมุ สตรแี ละเยาวชน)  ฝุายขอ้ มลู และภูมิสารสนเทศและประชาสมั พันธ์  ฝุายแผนงานและการเงนิ  ฝาุ ยฝกึ อบรม ประชุม สัมมนา (ชุมชน และเยาวชน)  ฝุายค้มุ ครองและฟ้นื ฟูฯทรัพยากรฯและสิ่งแวดลอ้ ม  ฝุายกองทุนพฒั นาชุมชน และองค์กรหมบู ้าน  ฝุายตดิ ตามประเมินผล  อน่ื ๆ  ฝุายตางๆ ยืดหยุนตามโครงสรา้ งแตละลุมนา้ ผู้ประสานงานระดบั ลมุ นา้ ยอย 1 คน (เจา้ หนา้ ทจ่ี ากสานักงานโครงการพื้นทีค่ ้มุ ครองอยาง มีสวนรวมอุทยานแหงชาติออบหลวง) 3-11

โครงการวจิ ยั เพอื่ การตดิ ตามการปรับปรุงแนวเขตแผนทพ่ี น้ื ทีป่ ุาไม้ คณะกรรมการจดั การทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ้ ม ระดับหมบู่ ้าน ในลมุ่ น้ายอ่ ย ประกอบดว้ ยตวั แทนในหมบู่ ้าน (7 คน-15 คน) หรือแลว้ แต่ความเหมาะสมของแตล่ ะหม่บู ้าน  ประธาน  รองประธาน  กรรมการ  งานข้อมูลและภูมสิ ารสนเทศและประชาสมั พันธ์  งานแผนงานและการเงิน  งานฝกึ อบรม ประชมุ สมั มนา (ชมุ ชนและเยาวชน)  งานค้มุ ครองและฟ้ืนฟทู รพั ยากรและส่ิงแวดลอ้ ม  งานกองทุนพัฒนาหมูบ้าน  งานตดิ ตามประเมินผล  อนื่ ๆ ผปู้ ระสานงานระดบั หม่บู า้ น 1 คน (เจา้ หนา้ ที่จากสานกั งานโครงการพ้ืนท่ีคุม้ ครองอยา่ งมีส่วนร่วม 3-12

โครงการวจิ ยั เพ่ือการติดตามการปรับปรุงแนวเขตแผนท่พี น้ื ทป่ี ุาไม้ จากการเข้าไปศึกษากระบวนการดาเนินการในพ้ืนท่ีอุทยานออบหลวง ภายใต้โครง Reshape ทาให้พบวา การดาเนินการโครงการ Reshape มีการจัดประชุมกับทีมงานของอุทยาน เพียงแคครงั้ เดียว แลว้ โครงการ Reshape กไ็ มมกี ารเคลือ่ นไหวใดๆตอในพืน้ ที่ แตภายใต้โครงการการจัดการแนวเขตท่ีดินอยางมีสวนรวมในพ้ืนท่ีคุ้มครอง กรณีอุทยาน แหงชาตอิ อบหลวง จังหวัดเชียงใหม ไดด้ าเนินการเก่ียวกับการจัดทาแนวเขตพ้ืนทป่ี าุ ที่มีการรุกล้าทับ ซ้อนกัน โดยต้ังอยูบนหลักการการจัดการแบบมีสวนรวม ใช้ข้อมูลท่ีเป็นข้อเท็จจริงที่รวมกันจัดทา ข้อมูลรวมกันตรวจสอบ ประกอบกับการวางแผนการพัฒนาและสร้างระบบในการจัดการพื้นที่และ ทรัพยากรรวมกนั จนนาไปสูการจัดต้ังระบบดังท่ีไดก้ ลาวถึงข้างตน้ ซึ่งสามารถที่จะสรุปเปน็ ขบวนการ ทางานไดด้ งั น้ี 1. มีความชดั เจนของโครงการและกิจกรรมท่ีจะดาเนินการวาเป็นไปเพื่อประโยชน์รวมกันให้ ความสาคญั กบั ทุกภาคสวนโดยรัฐเป็นผู้สนับสนนุ ทั้งในด้านบคุ คลกร เคร่ืองมืองบประมาณในบางสวน แตทเี่ ป็นหัวใจสาคัญคือความตั้งใจจริงของผู้นาในระดบั หนวยงานในพ้นื ที่ 2. ใหค้ วามสาคัญกับกระบวนการ ท่เี นน้ การมสี วนรวมขององค์กรภาคีและของชุมชน ในการ จัดการรวมกัน ต้ังแตการประเมินสถานการณ์ปัญหาการกาหนดยุทธศาสตร์ แผนงานและกิจกรรม ตลอดจนการปฏิบัตงิ านและประเมินผล 3. การมองปัญหาแบบเชื่อมโยงทุกมิติ เพื่อนาไปสูการแก้ไขปญั หาอยางเป็นบูรณาการ ไมได้ มองแตเฉพาะทรัพยากรเทาน้ัน แตมองมิติของชุมชน ประเพณี เพ่ือเชื่อมโยงและสร้างระบบการ จดั การรวมกนั 4. มีการใช้ฐานขอ้ มลู ขอ้ เทจ็ จริงผานการผสมผสานระหวางเทคโนโลยี เป็นเครื่องมือ ในการ จัดการทรัพยากร เป็นเคร่ืองมือในการวางแผนงานกิจกรรมติดตามประเมินผลตั้งแตระดับชุมชน ลุม น้า อบต. จนถึงระดับนโยบายโดยมีความชัดเจนวา ข้อมูล/ข้อเท็จจริงที่ยอมรับรวมกัน (Evidence- based) ซึ่งจะชวยลดความขัดแย้งอัน เน่ืองมาจากข้อมูลท่ีไมตรงกัน และจะเป็นกุญแจสาคัญท่ี นาไปสูการจัดการทีม่ ีประสิทธภิ าพและท่ีสาคญั เป็นการจัดการขอ้ ขดั แย้งท่มี ีประสทิ ธภิ าพสงู สดุ 5. มรี ะบบการเสริมสรา้ งความเข้มแข็งให้กับองค์กรชมุ ชนให้กบั เครือขายในและ อบต.ซ่ึงเป็น เงื่อนไขที่จะทาให้เกิดการจัดการแบบย่ังยืน โดยต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้รวมกัน อาศัยเวทีหลาย เวที อาศัยการผสมผสานเทคโนโลยกี บั ภมู ิปัญญาทีเ่ หมาะสม 6. โครงสร้างการบริหารงาน ที่ชัดเจนทางานกันตอเน่ืองตลอดเวลา มีความหลากหลายของ หนวยงานท่ีเกี่ยวข้อง และเปิดโอกาสให้ชุมชนและชาวบ้านผู้มีสวนได้สวนเสีย มีสวนรวมกับ คณะทางานทุกข้ันตอน เห็นได้จากที่คณะทางานมีต้ังแต คณะกรรมการอานวยการระดับจังหวัด เชียงใหม สานักงานโครงการจัดการพ้ืนท่ีคุ้มครองอยางมีสวนรวม อุทยานแหงชาติออบหลวง คณะกรรมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลุมน้ายอย 10 ลุมน้า ภาคชมุ ชน (ตัวแทน 3-13

โครงการวจิ ัยเพ่อื การติดตามการปรับปรงุ แนวเขตแผนที่พนื้ ทีป่ าุ ไม้ กานัน,ผู้ใหญบ้านและอบต.) คณะกรรมการจัดการทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม ระดับหมูบา้ น ในลุมน้ายอย ประกอบด้วยตัวแทนในหมูบ้าน (7 คน-15 คน) ท่ีสาคัญมีความตอเนื่องของกิจกรรม และการทางาน 7. ภายใต้การจัดการด้านงบประมาณของโครงการ Reshape มีการจัดสรรงบประมาณสวน หนึ่งให้กับพื้นท่ีในแตละจังหวัด แตการกระจายตัวยังไมเหมาะสมกับพ้ืนท่ีโดยเฉพาะ จังหวัดที่มีพืน้ ที่ อนุรักษ์จานวนมาก และมีหนวยงานท่ีรับผิดชอบท่ีหลากหลาย เชนจังหวัดเชียงใหมทาให้การทางาน หยุดชะงัก และลาช้า บางพ้ืนท่ีก็ไมไดท้ างานในโครงการ Reshape เลย ในพน้ื ที่อุทยานออบหลวง มี โครงการการจัดการแนวเขตที่ดินอยางมีสวนรวมในพื้นท่ีคุ้มครองออบหลวง และหนวยงานอื่นหลาย องค์กรเข้ามาชวยเหลือ ด้านงบประมาณไมวา หนวยงานเอกชน ปกครองสวนท้องถ่ิน งบจาก หนวยงานของมหาวิทยาลัย แม้กระท่ังงบประมาณอุทยานแหงชาติออบหลวงบางสวน จึงทาให้ได้ผล งานในสวนท่ีเปน็ แนวเขตท่ตี รงกบั ภาพความเป็นจริง 2. สาหรับพ้ืนที่ในภาคกลางซ่ึงเป็นพ้ืนท่ี ราบลุ่มน้าท่วมถึง ได้ใช้ พ้ืนท่ีศึกษา บึง บอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์เป็นพื้นที่ศึกษา โดยเป็นกรณีการทับซ้อนของเขตหวงห้ามของกรม ประมง ซ่ึงอยู่ในการดูแลของหน่วยพ้ืนท่ีอนุรักษ์ท่ี 12 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และมพี น้ื ทีบ่ างสว่ นเป็นที่ราชพสั ดุ กรมธนารักษ์ สภาพความขัดแย้งโดยภาพรวมของพื้นท่ีจังหวัดนครสวรรค์ในสวนที่เก่ียวกับพ้ืนท่ีของ หนวยงานภาครัฐนอกจากจะมีความขัดแย้งที่เก่ียวกับพืน้ ท่ีอนุรักษ์ตามกฎหมายอนุรักษ์แล้ว ยังเคย เป็นพ้ืนท่ีความขัดแย้งระหวางที่ดินของรัฐในด้านความมั่นคง( ราชการทหาร ) กับการต้ังถ่ินฐานของ ชุมชนซึง่ ในปัจจุบันปญั หาดงั กลาวกย็ ังไมเปน็ ท่ียตุ ิ กรณีพ้ืนท่ีบึงบอระเพ็ดก็เชนเดียวกันเน่ืองจากเป็นพื้นท่ีชุมน้าขนาดใหญของภาคเหนือ ตอนลาง ครอบคลุมบางสวนของ ตาบลแควใหญ อาเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ตาบลทับกฤช อาเภอชุมแสง ตาบลพนมเศษ อาเภอทาตะโก ตาบลพระนอน อาเภอเมือง ตาบลเกียงไกร อาเภอ เมือง มีลักษณะภูมิประเทศเป็นท่ีราบลุม ซึ่งพื้นทีสวนใหญชุมชนจะใช้ในการทาการเกษตร โดยใน พนื้ ท่รี าบลมุ จะทานาขา้ ว ทาไรแตงโม พื้นทด่ี อนทาไรอ้อย ทาไรข้าวโพด พื้นที่ชายน้าที่มีน้าทวมขังจะ ทานาบัว สวนในบริเวณพนื้ ที่น้าเก็บบัวขาย ทาการประมง ทาบอเล้ียงปลา และเมื่อกลายเป็นสถานท่ี ทองเที่ยวจึงทาให้เกิดการเข้ามาใช้ประโยชน์ในพ้ืนที่บริเวณบึงบอระเพ็ดในลักษณะท่ีเป็น ท่ีพัก รา้ นค้า ร้านอาหาร ปัจจุบันมีหมูบ้านท่ีอยูรอบๆบึงบอระเพ็ดจานวน 55 หมูบ้าน พ้ืนที่บึงบอระเพ็ดผานการ ประกาศเปน็ พน้ื ท่ีประเภทตางๆหลายประเภท เชน เปน็ ทรี่ าชพัสดุ 3-14

โครงการวิจยั เพอื่ การตดิ ตามการปรบั ปรุงแนวเขตแผนที่พน้ื ทป่ี ุาไม้ เปน็ เขตหวงห้ามเพ่อื สาธารณประโยชนข์ องแผนดิน เป็นเขตคมุ้ ครองทางการประมง เป็นเขตห้ามลาสัตวป์ าุ บงึ บอระเพด็ ปัจจุบันนอกจากเป็นพื้นที่ชุมน้าประเภทที่มีความสาคัญระดับโลกตามอนุสัญญาพื้นท่ีชุมน้า แล้วยังเป็นเขตรักษาพันธุ์ซึ่งแบงออกเป็น เขตหวงห้ามมิให้ผู้ใดทาประมงโดยเด็ดขาด และ เขตหวง หา้ มทอี่ นุญาตให้ทาการประมงโดยใชเ้ คร่อื งมือทีก่ าหนด มกี ารประกาศเปน็ เขต ในปัจจุบนั เน่ืองจากมีการลดระดับน้าลงมาทาให้เกิดพื้นท่ีบริเวณรอบบงึ และ ในฤดนู ้าหลาก ก็จะทาให้พ้นื ที่เกิดน้าทวมขัง การเปลี่ยนแปลงลักษณะพื้นท่ีดังกลาวทาให้เกิดการเข้ามาใช้ประโยชน์ ในลักษณะตางๆมากมายจนทาให้หนวยงานภาครัฐเข้าดาเนินการภายใต้โครงการพัฒนาบึงบอระเพ็ด จึงทาให้เกิดความขัดแยง้ กบั ระหวาง หนวยงานของรฐั และองค์การบรหิ ารสวนจงั หวัดนครสวรรคอ์ ยาง รุนแรง จนปัจจุบันเมื่อเกิดสถานการณ์น้าทวมครั้งใหญพื้นที่บึงบอระเพ็ดถูกกาหนดให้เป็นพื้นที่ เปูาหมายในการรองรับน้าจากภาคเหนือ จึงทาให้ถูกกาหนดเป็นพ้ืนที่แก้มลิงรัฐบาลได้ตั้ง คณะกรรมการเพือ่ ฟ้ืนฟูบึงบอระเพด็ โดยกาหนดนโยบายดแู ลบึงภายใตก้ ารมีสวนรวมของประชาชน และให้เกิดประโยชน์ตอระบบนิเวศน์ท่ีสมดุลที่สุด คณะกรรมการมีหน้าที่ดูแลในด้าน การประมง ธรรมชาติ การบริหารจัดการน้า การสร้างอาชีพรายไดใ้ ห้แกประชาชน การบูรณะฟื้นฟูบึงและการจัด ระเบียบการใชบ้ ึง สาหรับการดาเนินการของพื้นท่ีจังหวดั นครสวรรค์ภายใต้โครงการ Reshape จากการที่เข้า ไปตดิ ตามกับสวนราชการทเี่ กี่ยวขอ้ งอาจจะกลาวไดว้ า แทบจะไมไดม้ ีการดาเนินการตามแนวทางของ โครงการแตอยางใดท้ังน้ีอาจจะเป็นปัญหาเน่ืองจากเป็นพ้ืนที่ท่ีแตกตางไปจากการดาเนินการภายใต้ โครงการ Reshape ซง่ึ เน้นพ้นื ทป่ี าุ ไม้ 3. พื้นที่ภาคตะวันออก ศึกษาในพ้ืนที่ป่าทาม ซ่ึงได้แก่พื้นที่ แม่มูนตอนล่าง เขื่อนราศี ไศล อาเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ซ่ึงเป็นปัญหาการทับซ้อนของเขตพ้ืนที่ชลประทาน แนว เขต สปก. และพนื้ ทท่ี ากินของชมุ ชนต่างๆ พื้นท่ีกรณีศึกษาในภาคตะวันออกที่เลือกขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาด้วยเหตุผลท่ีวาเป็นพ้ืนที่ที่มี ความขัดแย้งระหวางรัฐกับชุมชน อันเน่ืองมาจากโครงการพัฒนาของรัฐ และการดาเนินการในการ พัฒนารฐั ไดอ้ า้ งเอาพ้ืนที่ทามาหากินดัง้ เดิมของประชาชนมาเปน็ พ้นื ท่ีสร้างเขื่อน ซ่ึงเป็นเขตท่ีดินของ รัฐ (ตามกฎหมาย) ซึ่งในสภาพตามธรรมชาติของพื้นท่ีในภาคตะวันออกบริเวณตอนกลางของลาน้า มูลซ่ึงมีสัณฐานเป็นที่ราบต่า มีความลาดเอียงน้อย เป็นที่เกิดของพ้ืนที่ราบน้าทวมซึ่งครอบคลุมพ้ืนที่ เป็นแสนไร ชาวบ้านเรียกลักษณะทางภูมศิ าสตรแ์ บบน้วี า “บุงทาม” 3-15

โครงการวิจยั เพือ่ การติดตามการปรบั ปรงุ แนวเขตแผนทีพ่ น้ื ท่ีปุาไม้ ในพ้ืนท่ีบริเวณน้ี สานักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม ได้ข้ึนทะเบียนพื้นที่บุงทามแมน้ามูลไว้ เป็นพ้ืนท่ีชุมน้าท่ีมีความสาคัญระดับชาติใน 2 บริเวณคือ ผืนหน่ึงบริเวณนับจากอาเภอ พุทไธสง, อาเภอสตึก จ.บุรีรัมย์ อาเภอชุมพลบุรี, อาเภอทาตูม, อาเภอรัตนบรุ ี จ.สุรินทร์ อาเภอราษีไศลจนถึง อาเภอเมือง จ.ศรีสะเกษ พื้นท่ี 604 ตร.กม. (377,500 ไร) อีกผืนหนงึ่ ทบ่ี รเิ วณแมนา้ ชไี หลลงแมนา้ มนู 97.4 ตร.กม. (60,937 ไร) และข้ึนทะเบียนเปน็ พืน้ ที่ชมุ น้าในลุมน้ามูลท่ีมีความสาคัญระดับท้องถ่ินไว้ หลายบริเวณ เฉพาะปุาทามบริเวณลุมน้ามูลตอนกลาง 2 พื้นท่ีข้างต้น มีเนื้อที่รวมกันถึง ๔๓๘,๔๓๗ ไร นับเปน็ พนื้ ท่ี 1 ใน 3 ของพ้นื ทช่ี ุมนา้ ในภาคอีสานซงึ่ มอี ยู 1,249,706 ไร การสร้างเขือ่ นราษีไศลในโครงการ โขง ชี มูล ตามข้อมูลของกรมชลประทานมีพนื้ ที่บงุ ทามที่ ไดร้ ับผลกระทบประมาณ ๑ แสนไร มีชมุ ชนท่ีได้รับผลกระทบประมาณ ๑๔๒ หมูบา้ น ใน ๒๑ ตาบล ๘ อาเภอ ๓ จังหวัด (สุรินทร์, ร้อยเอ็ด, ศรีสะเกษ) ซึ่งสูญเสียที่ดนิ ทากิน พื้นที่ปุาบุงปุาทามในการ ประกอบอาชีพเนือ่ งจากถกู น้าทวม สาหรับการดาเนินการของพืน้ ที่จังหวดั จังหวดั ศรีสะเกษ ภายใตโ้ ครงการ Reshape จากการ ที่เข้าไปติดตามกับสวนราชการท่ีเกี่ยวข้องอาจจะกลาวได้วา แทบจะไมได้มีการดาเนินการตาม แนวทางของโครงการแตอยางใดทานองเดียวกับกรณีศึกษาพ้ืนที่บึงบอระเพ็ด ท้ังน้ีอาจจะเป็นปัญหา เน่ืองจากความขัดแย้ง ระหวางหนวยงานของรัฐกับประชาชนในพื้นที่ที่มีมาเป็นเวลานาน อยาง ตอเน่ือง ดังนั้นปัญหาเร่ืองการซ้อนทับของเขตพื้นที่ชลประทานแนวเขต สปก. และพื้นที่ทากินของ ชุมชนตางๆจึงไมเป็นที่สนใจท้ังจากหนวยงานของรัฐที่เก่ียวข้องและจากประชาชนในพ้ืนที่ท้ังนี้ เนื่องจากความต้องการของประชาชนเป็นเรื่องของการจายคาชดเชยความเสียหาย ที่ยังไมได้รับเป็น หลัก 3-16

โครงการวิจยั เพือ่ การติดตามการปรับปรงุ แนวเขตแผนท่ีพนื้ ที่ปาุ ไม้ 4. พืน้ ท่กี รณศี กึ ษาในภาคใต้ ซึ่งมพี นื้ ที่เปน็ ทัง้ พ้ืนทีเ่ ทอื กเขา ท่ีราบ และพื้นท่ีป่าชายเลน ในการศึกษาน้ีเลือกพ้ืนที่ เทือกเขาบรรทัดซึ่งอยู่ใน เขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่ เขาย่า อ.นาโยง จ. ตรงั เปน็ พ้ืนท่ีกรณศี ึกษา และเป็น การทบั ซ้อนของเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่ เขาย่า กบั แนวเขต สปก. พ้ืนท่ีกรณีศึกษาภาคใต้ตั้งอยูบนระบบนิเวศน์วัฒนธรรมอีกรูปแบบหนึ่งที่วิธีชีวิตทามาหากิน อยกู บั พน้ื ที่ปาุ มีหลากหลายรปู แบบไมวาจะเป็นรูปแบบสวนสมรมการเก็บของปุา ฯลฯ กรณีปัญหาอุทยานแหงชาติเขาปูุ-เขายา เป็นปัญหาของพ้ืนท่ีที่ครอบคลุมอยูในท้องท่ีอาเภอ ทงุ สง อาเภอชะอวด จังหวดั นครศรธี รรมราช อาเภอรษั ฎา อาเภอห้วยยอด อาเภอเมือง อาเภอนาโยง จังหวัดตรัง และกิ่งอาเภอศรีนครินทร์ อาเภอศรีบรรพต อาเภอปุาพะยอม อาเภอกงหลา จังหวัด พัทลุง ตั้งอยูในบริเวณเทือกเขาบรรทัด สลับซับซ้อนปกคลุมด้วยปุาดงดิบช้ืนเขียวสะพรั่งทุกฤดูกาล จนไดร้ ับสมญานามวา “ปุาพรหมจรรย์” ในตอนกลางของพ้ืนที่เป็นท่ีราบ ซึ่งมีบ้านพกั แบบทาร์ซาน สร้างเรียงรายอยูตามริมห้วยธาร นับเป็นเอกลักษณ์ของอุทยานแหงชาติเขาปุู-เขายา รวมเน้ือท่ี ทั้งหมดประมาณ 433,750 ไร หรือ 694 ตารางกิโลเมตร นอกจากเป็นมีการประกาศเป็นเขตอุทยานแหงชาติแล้ว ในบริเวณเทือกเขาดังกลาวได้ถูก ประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ปุาเขาบรรทัด ต้ังอยูในเทือกเขาบรรทัดซ่ึงเป็นเทือกเขาท่ีวางตัวใน แนวเหนอื -ใต้ และแบงระหวางภาคใตฝ้ ั่งตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวนั ตก แบงเป็นจังหวดั พทั ลุง และ จังหวัดตรงั เปน็ ภูเขาสูงสลบั ซบั ซอ้ น ภูเขาบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ปุาเขาบรรทัด นอกจากจะเป็นท่ีอยูอาศัยของสัตว์ปุาจานวน มาก และยังเป็นแหลงต้นน้าทะเลสาบสงขลา ซึ่งอยูทางด้านทางทิศตะวันออกของเทือกเขานี้ ได้แก คลองนาทอม คลองหัวมร คลองทามะเด่ือ คลองปุาบอน คลองพรุพ้อ และคลองรัตภูมิ ซึ่งคลอง เหลาน้ีจะเป็นท่ีรวมของลาน้าเล็กอีกจานวนหลายสายที่ไหลลงสูทะเลสาบสงขลา ทางด้านตะวันตก น้ันก็เชนเดียวกันยังมี ลาน้าอีกหลายสาย ที่ต้นน้าเกิดจากภูเขาในเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ปุาเขาบรรทัด และไหลลงสทู ะเลอันดามนั ได้แก แมน้าตรงั แมน้าปะเหลียน คลองลิพงั และคลองละงู และในบริเวณ รอบๆพน้ื ที่เทอื กเขากเ็ ปน็ ที่ตั้งของชุมชนตางๆเปน็ จานวนมาก สภาพปัญหาความซ้าซ้อนของเขตพ้ืนที่ตามกฎหมายในกรณีอุทยานเขาปุูเขายา มีลักษณะ ดังน้ี การทบั ซ้อนของหนวยงานในพน้ื ทจี่ ังหวัดตรัง แบงออกได้ ดงั น้ี 1. การทบั ซ้อนระหวางหนวยงานราชการ 1.1 พนื้ ท่อี ทุ ยานแหงชาตเิ ขาป-ูุ เขายา มบี างสวนซ้อนทบั กบั สปก.4-01 1.2 พืน้ ท่ีปาุ ถาวรบางสวน เปน็ พนื้ ที่ นส.3 1.3 การทับซ้อนของเขตพืน้ ทปี่ ุาสงวนเดมิ ทม่ี ีปุาไมถ้ าวรกบั พืน้ ที่ สปก. 3-17

โครงการวิจัยเพือ่ การติดตามการปรับปรงุ แนวเขตแผนทีพ่ น้ื ที่ปุาไม้ 1.4 การทบั ซอ้ นของกรมธนารักษ์ กบั เขตรกั ษาพันธสุ์ ตั ว์ปาุ เขาบรรทดั 1.5 การทับซ้อนของพื้นท่ีปุาสงวนแหงชาติ กับที่ต้ังอุทยานแหงชาติหาดเจ้าไหม เนอ่ื งจากท่ีดนิ เป็นพ้นื ท่ปี ุาสงวนฯ ซง่ึ อุทยานไดป้ ระกาศทับซอ้ นภายหลัง 2. การทบั ซอ้ นระหวางพน้ื ทร่ี ฐั กับที่ดนิ ชมุ ชน และเอกชน 2.1 การออกเอกสารสิทธิใ์ นพ้นื ทป่ี ุาสงวนแหงชาติ ใหก้ ับเอกชน โดยสานักงานทดี่ ิน 2.2 พ้นื ที่อุทยานฯ และเขตรักษาพันธส์ ตั ว์ปุา ประกาศทบั ท่ที ากนิ ของชุมชน - อทุ ยานแหงชาติเขาปูุ-เขายา ประกาศทับซอ้ นพืน้ ที่ชุมชน พ.ศ. 2525 - เขตรักษาพันธ์ุสัตว์ปุาเทือกเขาบรรทัด ประกาศทับซ้อนพ้ืนที่ชุมชน ปี พ.ศ. 2518 - อทุ ยานแหงชาตหิ าดเจ้าไหม ประกาศทบั ซ้อนพนื้ ทช่ี ุมชน ปี พ.ศ.2524/ ปาุ สงวน 2.3 เขตห้ามลาสัตวป์ าุ และพนั ธ์พุ ืชหมูเกาะลบิ ง ประกาศทบั ที่ชมุ ชน 2.4 ปุาสงวนแหงชาติปุาชายเลน ทุงสงวนเลี้ยงสัตว์และกรมเจ้าทาประกาศทับที่ ชมุ ชนชายฝง่ั สาเหตขุ องความทับซ้อนแนวเขตพืน้ ท่ีกรณเี ขาปูเ่ ขายา่ การทบั ซ้อนของพืน้ อุทยานแหงชาตกิ บั ท่ีดินทากินของชมุ ชน กรณีการประกาศเขตรักษาพันธุ์ สัตว์ปุาเทือกเขาบรรทัดและเขตอุทยานเขาปูุ เขายา สืบเน่ืองจากในปี 2518 ได้มีการประกาศเขต รักษาพันธุ์สัตว์ปุาเทือกเขาบรรทัด รวมเนื้อท่ีท้ังหมด 433,750 ไร และในปี 2525 ก็ได้มีการประการ เขตอทุ ยานเขาปเุู ขายา ในเทือกเขาบรรทัดข้นึ อกี รวมเน้ือ 805,000 ไร ซ่ึง ภายหลังมีการประกาศเพิก ถอนพื้นท่ีบางสวนออกเป็นคร้ังแรกในปี 2520 ในท้องท่ี จ.สตูลให้กับนิคมพัฒนาตนเองภาคใต้ เพ่ือ จัดสรรที่ให้ประชาชนทากิน ทาให้ขณะน้ีคงเหลือพื้นท่ีประมาณ 792,000 ไร หลังจากมีการประกาศ เชนน้ี ทางราชการก็อพยพผู้คนที่อยูทากินในพ้ืนท่ีดงั กลาวออกมา โดยอาจจะลืมนึกถึงความเช่ือมโยง สัมพันธ์ระหวางคนกับปุาท่ีมีมาแตอดีต กรณีเกิดการทับซ้อนในพ้ืนท่ีทากิน ท่ีต้ังชุมชนดังกลาว จึง สงผลใหเ้ กิดความขดั แย้งระหวางหนวยงานรฐั กบั ชุมชนมาโดยตลอด ชาวบา้ นในชุมชนตางๆ ซ่ึงสวนใหญมีฐานะคอนข้างยากจน และอาศัยทากินอยูกับปุา จึงต้อง ลุกขน้ึ มาปกปูองอาชีพรวมถึงพ้ืนที่ทากินของตนเอง ที่สืบทอดทากินตอกันมาอยางปกตสิ ุข ตงั้ แตสมัย บรรพบุรุษอยางไรก็ตาม ในปี 2541-2543 รัฐได้เข้ามาดาเนินการแก้ไขปญั หาในเขตเทือกเขาบรรทัด ภายใต้ มติ ครม. 30 มิ.ย.41 แตการแก้ไขดังกลาวกลับเป็นการเพ่ิมปัญหา เพ่ิมความขัดแย้งระหวาง รัฐกับชุมชนมากย่ิงขึ้น เนื่องจากรัฐยึดมั่นปฏิบัติตามกฎหมายปุาไม้ ซึ่งเป็นกฎหมายเกาแกท่ีไม สอดคล้องกับความเปน็ จริง รวมทั้งแนวทางการปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาของรัฐ ก็ขาดการมีสวนรวม ในทกุ ระดบั จากชุมชน และไมยดึ ความเป็นจริงในการแกไ้ ขปัญหา 3-18

โครงการวิจยั เพอื่ การติดตามการปรบั ปรุงแนวเขตแผนทพี่ นื้ ทปี่ ุาไม้ ภายใต้กฎหมายที่เปิดชอง ทาให้เจ้าหน้าท่ีรัฐเข้ามาปฏิบัติการกับชาวบ้านเทือกเขาบรรทัด อาทิ การขมขูคุกคาม จับกุมคุมขัง การยึดท่ีสวน การละเมิดสิทธิ์ในกองทุนสงเคราะห์สวนยาง การ ทาลายอาสินพืชเกษตร และที่ร้ายแรงท่ีสุด คือการเผาท่ีอยูอาศัยของชาวบ้านโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ (เจ้าหนา้ ท่ีอุทยานฯ) ทั้งน้ีแนวทางดาเนินการแยกคนออกมาจากปุา ได้สงผลให้วิถีชีวิตของชาวเทือกเขาบรรทัด เปลี่ยนไป จากเดิมท่ีเคยเป็นเจ้าของสวนยาง สวนผลไม้ กลับต้องมาเป็นลูกจ้างกรีดยาง รับจ้างลับมีด กรีดยาง หรือ ค้าขายแทน กอเกิดปัญหาในด้านตางๆ ไมวาจะปัญหาหนี้สินจานวนมากที่พอกพูนขึ้น หลังจากถูกยึดเครื่องมือทามาหากินหลักไป หนี้สินอีกหลายล้านบาทที่กรมอุทยานฯฟูองร้อง ปัญหา ดา้ นสขุ ภาพ ปัญหาครอบครัว เป็นต้น แนวทางการแก้ปัญหาการทับซ้อนของพื้นอุทยานแห่งชาติกับท่ีดินทากินของชุมชนใน ระดับจังหวดั ท่ีไดด้ าเนินการมา จากการเคล่ือนไหวของกลุมเครือขายองค์กรชุมชน เพ่ือเรียกร้องสิทธิ์อันชอบธรรมในการใช้ ประโยชน์ในที่ดินทากิน ตอข้าราชการและหนวยงานที่เก่ียวข้องท้ังในระดับพืน้ ที่ละระดับประเทศ ใน สวนของจงั หวดั ตรังได้มกี ารจดั ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบพิสจู น์สิทธิ์ การครอบครองทีด่ ินของราษฎร ในพ้ืนที่อุทยานแหงชาติเขาปูุ-เขายา จังหวัดตรัง โดยยึดหลักตามมติคณะรัฐมนตรีเมือวันท่ี 30 มิถุนายน 2541 เรื่องการแก้ไขปัญหาท่ีดินในพ้ืนท่ีปุาไม้ สาหรับแนวทางการดาเนินการตรวจสอบ พิสูจน์สทิ ธก์ิ ารครอบครองท่ดี นิ ของราษฎรในพ้นื ทปี่ ุาอนรุ กั ษ์ มดี งั นี้ 1. แตงต้ังคณะกรรมการตรวจสอบพิสูจน์การครอบครองที่ดินของราษฎรในพ้ืนท่ีปุาอนุรักษ์ ให้มีผู้แทนหนวยงานท่ีเกี่ยวข้อง และองค์กรท้องถ่ินรวมดาเนินการ แตงต้ังโดยผู้วาราชการจังหวัด ท้องท่ี 2. ให้เลขานุการในคณะกรรมการฯ รวบรวมข้อมูล เอกสาร นาเสนอตอประธานกรรมการฯ เพ่ือนัดประชมุ กรรมการ 3. เมื่อคณะกรรมการฯ ดาเนินการพิสูจน์การครอบครองที่ดินของราษฎรเสร็จแล้วให้จัดทา ผลการตรวจสอบพิสูจน์การครอบครองที่ดินฯ แยกประเภทอยูกอน –หลัง วันประกาศสงวนหวงห้าม เป็นพ้ืนท่ปี าุ ไม้ตามกฎหมายครัง้ แรก 4. รายงานผลการตรวจสอบพิสูจน์การครอบครองที่ดินฯ ให้กรมอุทยานแหงชาติ สัตว์ปุา และพนั ธพ์ุ ชื พิจารณา 3-19

โครงการวิจัยเพอ่ื การติดตามการปรบั ปรงุ แนวเขตแผนทพี่ น้ื ท่ปี ุาไม้ โดยมีคาสั่งจังหวัดตรัง ท่ี 1108/2551 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2551 เรื่องแตงตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบพสิ ูจนก์ ารครอบครองที่ดนิ ของราษฎร ในพืน้ ท่ปี ุาอนุรกั ษจ์ งั หวดั ตรัง มีองค์ประกอบดงั น้ี 1. ผู้อานวยการสานกั บรหิ ารพืน้ ท่อี นรุ กั ษท์ ี่ 5 ประธานกรรมการ 2. ผู้อานวยการสานักงานทรัพยากรธรรมชาติและ กรรมการ ส่ิงแวดล้อมจังหวัดตรัง หรือผู้แทน ปฏิรูปท่ีดินจังหวัดตรัง นายอาเภอท้องท่ีหรือผู้แทนนายกองค์การ บริหารสวนตาบล ทอ้ งที่หรอื ผแู้ ทน กานนั ในตาบลทอ้ งที่ ผใู้ หญบ้านทอ้ งท่ี และ หัวหน้าอุทยานแหงชาติ/หัวหน้าเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ปุา / หวั หนา้ เขตหา้ มลาสตั วป์ ุาในพื้นทรี่ ับผิดชอบ 3. ผอ.สวนฟื้นฟู และพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ สานัก กรรมการและเลขาฯ บรหิ ารพืน้ ทีอ่ นุรักษท์ ่ี 5 4. หัวหน้าฝุายจัดการที่ดินและชุมชนในพื้นที่ปุา กรรมการและผู้ชวยเลขาฯ อนรุ ักษ์สานกั ฯ 5 อานาจหนา้ ท่ี 1. ตรวจสอบพสิ ูจนส์ ทิ ธกิ์ ารครอบครองทดี่ นิ ของราษฎรทาประโยชน์ตอเนื่องหรือไม 2. ใช้ภาพถายทางอากาศ(หรือภาพถายดาวเทียม) ซ่ึงถายภาพพ้ืนท่ีนั้นไว้เป็นคร้ังแรก หลัง วนั สงวน หวงห้าม เป็นพ้นื ทีป่ ุาไม้ ตามกฎหมายครั้งแรกเป็นหลักในการทางาน 3. รวบรวมหลักฐานแสดงการถือครองเข้าทาประโยชน์ในที่ดิน เชนทะเบียนบ้าน ภบท. พยานบคุ คล การปลกู พชื อาสนิ ฯ 4. เลขานุการรวบรวมขอ้ มลู เอกสารเสนอประธานฯ เพอ่ื นัดประชุมคณะกรรมการ 5. จัดทาผลการตรวจสอบพิสูจน์การครอบครองที่ดินฯแยกประเภทอยูกอน/หลัง วัน ประกาศเขตสงวน หวงห้าม เป็นพน้ื ทีป่ าุ ไม้คร้ังแรก 6. รายงานผลการตรวจสอบพิสูจนก์ ารครอบครองทีด่ ินฯใหก้ รมอุทยานแหงชาตพิ จิ ารณา 3-20

โครงการวจิ ัยเพ่อื การติดตามการปรบั ปรงุ แนวเขตแผนทพ่ี นื้ ทีป่ ุาไม้ ผลการตรวจสอบการถอื ครองที่ดินของราษฎรในอทุ ยานแหง่ ชาติเขาปู่-เขายา่ จังหวัดตรัง 1. การได้มาของข้อมูล ดาเนนิ การดงั น้ี 1. ข้อมูลการตรวจสอบรังวัดแปลงถือครองที่ดินของราษฎร ในพ้ืนท่ีอุทยานแหงชาติเขาปุู- เขายา จังหวัดตรัง ซึ่งดาเนินการเม่ือมี พ.ศ.2550-2551 ได้จานวน 3,717 ราย 5,081 แปลง เนื้อที่ 47,529-3-33 ไร และจดั ทาข้อมลู แปลทดี่ ินในรูป Shape file (ระบบพกิ ัด UTM) 2. ข้อมูลการกาหนดการสงวนหวงห้ามเป็นพ้ืนที่ปุาไม้ตามกฎหมายในบริเวณพื้นท่ีประกาศ เขตอทุ ยานแหงชาติเขาป-ูุ เขายา จงั หวัดตรัง คอื 2.1 พระราชกฤษฎีกา กาหนดเขตหวงห้ามท่ีดิน เพื่อใช้ในราชการกรมปุาไม้ พ.ศ. 2488 2.2 ปุาสงวนแหงชาติปุาเทือกเขาบรรทัด แปลงท่ี 1 ตอนที่ 3 ประกาศเมือ 10 ตุลาคม 2504 2.3 ปุาสงวนแหงชาติ ปาุ เขาพลู ประกาศเม่อื 31 ธันวาคม พ.ศ. 2508 2.4 ปุาสงวนแหงชาติปุาเทือกเขาบรรทัด แปลงท่ี 1 ตอนที่ 2 ประกาศเม่ือ 5 ธนั วาคม 2510 2.5 พระราชกฤษฎกี า กาหนดเขตอทุ ยานแหงชาติเขาปูุ-เขายา จังหวัดตรังประกาศ เม่อื 27 พฤษภาคม 2525 3. กรมอุทยานแหงชาติ สัตว์ปุา และพันธ์ุพืช ใช้ภาพถายทางอากาศ ปี พ.ศ.2510 แปล ตคี วามตรวจสอบรองรอย การทาประโยชน์บริเวณ แปลงที่ดินครอบครองของราษฎร ในพ้ืนท่ีอทุ ยาน แหงชาติเขาปุู-เขายา จังหวัดตรัง พร้อมการดาเนินการปรับแก้ ภาพถายทางอากาศท่ีมีผล การแปล ตีความการใช้ประโยชน์ ที่ดินเพื่อให้มีระบบพิกัด UTM สงมาให้สานักบริหารพ้ืนท่ีอนุรักษ์ท่ี 5 ดาเนินการ 4. สานักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 มีคาส่ังให้เจ้าหน้าท่ีออกไปตรวจสอบความถูกต้อง ของ แปลงที่ดินพร้อมรายละเอียดทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง เพอื่ ประกอบการพสิ จู น์การครอบครองทีด่ นิ แตละแปลง 2. วิธดี าเนินการพิสจู นก์ ารครอบครองทด่ี ิน 1. สานักบริหารพื้นท่ีอนุรักษ์ที่ 5 นารูปแปลงที่ดินของราษฎร ในรูป Shape file บน ภาพถายทางอากาศ โดยใชโ้ ปรแกรม Arc GIS แล้วประมวลผลและจัดทาผลการตรวจสอบพิสูจน์การ ครอบครองท่ดี นิ ฯ วามีการครอบครองทีด่ ินกอนหรอื หลงั การประกาศเป็นพ้นื ท่ีปาุ ไม้ตามกฎหมายคร้ัง แรก 3-21

โครงการวิจยั เพ่อื การติดตามการปรับปรุงแนวเขตแผนทพ่ี น้ื ทีป่ าุ ไม้ 1.1. หากแปลงที่ดินถือครอง ทับซ้อน กับพ้ืนท่ีบริเวณท่ีมีผลการแปลภาพเป็น A หมายถึงพ้ืนท่ีที่มีรองรอยการทาประโยชน์ ดังน้ันผลการพิสูจน์แสดงวา ครอบครองที่ดินกอนการประกาศเขตปุาไม้ตามกฎหมายครงั้ แรก 1.2. หากแปลงที่ดินถือครองทับซ้อนกับพื้นท่ีบริเวณที่มีผลการแปลภาพเป็นF หมายถึงพ้ืนที่มีสภาพปาุ ดังนั้นผลการพิสูจน์แสดงวา ครอบครองท่ีดินหลังการ ประกาศเขตปาุ ไม้ตามกฎหมายคร้ังแรก 1.3. หากแปลงที่ดินถือครองทับซ้อนกับพื้นท่ีบริเวณท่ีมีการแปลผลเป็น SH หมายถึงเงาเมฆปก คลุม ไมสามารถพิสูจน์การครอบครองที่ดินวาอยูมากอน- หลังได้ 3. ผลการตรวจสอบพสิ จู นส์ ิทธถ์ิ ือครองทด่ี ิน ฯ สานกั บรหิ ารพืน้ ทอ่ี นรุ กั ษ์ท่ี 5 ไดส้ รปุ ผลการตรวจสอบพิสูจนก์ ารครอบครองที่ดนิ ของราษฎร ในพื้นท่ีอุทยานแหงชาติเขาปุู-เขายา จังหวัดตรัง จานวน 5081 แปลง โดยแยกเป็นรายพ้ืนที่ ดัง รายละเอียดตามบัญชีสรุปผลการปฏิบัติงานตรวจสอบพิสูจน์สิทธิ์การครอบครองที่ดินฯในพื้นที่ อุทยานแหงชาตเิ ขาป-ุู เขายา จังหวัดตรัง 1. อาเภอรษั ฎา (7 หมูบ้าน) จานวน 592 ราย 783 แปลง เน้ือที่ 7009-0-74 ไร 2. อาเภอนาโยง (6 หมูบา้ น) จานวน 940 ราย 1,206 แปลง เนื้อที่ 10,665-0-94 ไร 3. อาเภอหว้ ยยอด( 15 หมูบ้าน) จานวน 1,064 ราย 1493 แปลง เนอ้ื ท่ี 14,717-3-34 ไร 4. อาเภอเมืองตรงั (9 หมูบ้าน) จานวน 1,121 ราย 1599 แปลง เนือ้ ท่ี 15,137-0-31 ไร สาหรับโครงการแนวทางการปรับปรุงพ้ืนที่ปุาไม้ (Reshape) ของจังหวัดตรัง ท่ีผานมาได้ ดาเนินการสาเร็จตามวัตถุประสงค์ และตามข้ันตอนและกระบวนการของสวนราชการ ภายใน ระยะเวลาที่กาหนดไว้ ตามคาส่ังของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ที่ 242/2550 ลง วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2550 มีการแตงต้ังคณะกรรมการเพื่อปรับปรุงเขตพื้นท่ีปุาไม้(Reshape) ระดับจังหวดั ซึ่งโดยข้อเท็จจริง คณะกรรมการเพื่อปรับปรุงเขตพ้ืนที่ปุาไม้ระดับจังหวัด จังหวัดตรัง ได้ แตงตั้งคณะทางานปรับปรุงเขตพ้ืนที่ปุาไม้ ระดับอาเภอ เพ่ือชวยปฏิบัติงานปรับปรุงเขตพื้นท่ีปุาไม้ ของจังหวัดตรัง ตามคาสั่งจังหวัดตรัง ที่ 1529/2549 ลงวันที่11 สิงหาคม พ.ศ. 2549 โดยสรุปคือในระดบั พ้ืนที่หรือชุมชน ไมมีเวทีช้ีแจง โครงการแนวทางการปรับปรุงพนื้ ที่ปาุ ไม้ (Reshape) และชุมชนไมได้เข้ามามีสวนรวมในการพิจารณาตรวจสอบข้อมูลรวมกับคณะกรรมการ ดังกลาว 3-22

โครงการวจิ ยั เพื่อการติดตามการปรับปรงุ แนวเขตแผนท่พี น้ื ทปี่ าุ ไม้ จะเหน็ ได้วากรณกี ารดาเนนิ โครงการแนวทางการปรบั ปรงุ พ้นื ท่ีปาุ ไม้ (Reshape) ของจังหวดั ตรัง ถือวาเป็นอีกกรณีหน่ึงที่ทาคอนข้างจะประสบผลสาเร็จในการจัดทา ถึงแม้หนวยงานของภาครัฐ ไมไดส้ รา้ งกระบวนการการมีสวนรวมกับภาคประชาชนที่ชดั เจน แตการทางานผานกระบวนการแก้ไข ปญั หาการทับซอ้ นของพน้ื อุทยานแหงชาตกิ ับท่ีดนิ ทากินของชุมชนในระดบั จังหวดั จากการเคลื่อนไหว ของกลุมเครือขายองค์กรชุมชน เพ่ือเรียกร้องสิทธ์ิอันชอบธรรมในการใช้ประโยชน์ในที่ดินทากินซ่ึง เป็นการดาเนินการเพอื่ แกไ้ ขปญั หาท่มี มี าแตเดิม การเข้ามาของโครงการ Reshape จงึ เป็นผลพลอยได้ที่สามารถใช้กลไกท่ีจังต้ังขึ้นโดยจังหวัด และมีผู้วาราชการจังหวัดเป็นผู้นาในการดาเนินการ ซึ่งสามารถดาเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ ตาม ข้ันตอนและกระบวนการของสวนราชการ ภายในระยะเวลาที่กาหนดไว้ มีการติดตาม ประเมินผล โครงการตลอดเวลา เห็นได้จากมีหนังสือส่ังการในการทางานโครงการReshape ไปถึงหนวยงานที่ เกี่ยวข้องทุกภาคสวนอยางตอเน่ือง และท่ีสาคัญคือบทบาทขององค์กรชุมชนที่มีการรวมกลุมกันเป็น เครือขายที่เข้มแข็ง มีการประสานงานกับสวนราชการข้างตน้ อยางตอเน่ือง ถึงแม้วาในระยะแรกของ โครงการReshape ชมุ ชนแทบจะไมมีสวนรวมเลยก็ตาม องค์กรชุมชนได้มีกระบวนการรวบรวมและ จัดทาข้อมูล ทางภูมิศาสตร์ ระบบนิเวศ และข้อมูลทางสังคม ในพ้ืนที่ที่มีความขัดแย้งระหวาง หนวยงานภาครัฐและชุมชน มกี ารจัดทาระบบฐานข้อมูลตางๆ เพอื่ สงข้อมูลใหก้ ับทางสวนราชการ อกี ทางหน่ึงทางชุมชนได้รวมกันผลักดัน โดยใช้แนวทางการเจรจา ทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ โดยได้นาเสนอข้อมูลการจัดการทรัพยากรอยางยั่งยืน ภายใต้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพ่ือชวยแก้ปัญหา ของพน้ื ท่อี ีกทาง 3-23

โครงการวจิ ัยเพ่อื การตดิ ตามการปรับปรุงแนวเขตแผนทีพ่ นื้ ท่ีป่าไม้ บทที่ 4 บทสังเคราะหผ์ ลการศึกษา จากการรวบรวมข้อมลู ทีเ่ กีย่ วขอ้ งกบั การดาเนินการของโครงการ Reshape ทง้ั จากเอกสาร โครงการ การจัดประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติในส่วนกลางการสัมภาษณ์ เจ้าหน้าท่ีปฏิบัติงานในระดับพ้ืนที่และข้อมูลจากพื้นที่ตัวอย่าง 4 พ้ืนท่ีกรณีศึกษาสามารถที่จะ สงั เคราะห์ผลจากการดาเนินการได้ดงั นี้ บทสงั เคราะหก์ ระบวนการดาเนินการในพนื้ ที่กรณศี กึ ษา 4 พ้นื ที่ เน่ืองจากการปรับปรุงแนวเขตแผนที่พ้ืนที่ป่า จะมีผลเป็นการปรับขอบเขตตามแผนท่ีตามที่ ได้ประกาศใช้เสียใหม่ให้ถูกต้อง ดังน้ัน สภาพของพื้นที่จริงๆตามแผนที่จึงเป็นหัวใจสาคัญท่ีจะต้องทา การสารวจเพ่ือจะทาให้ได้ข้อมูลต่างๆท่ีเป็นปัจจุบันเพื่อเป็นข้อมูลในส่วนที่จะนาเข้าไปอยู่ในแผนที่ เพื่อทาให้แผนที่ฉบับใดๆก็ตามมีความหมาย ดังนั้น แผนที่ท่ีจะมีผลมีความถูกต้องชัดเจน จึงต้องเป็น แผนที่ท่ีมีสารสนเทศภูมิศาสตร์ท่ีถูกต้อง ดังน้ัน ในกระบวนการสังเคราะห์จึงสนใจท่ีจะศึกษา กระบวนการดาเนินการของโครงการ Reshape ที่ได้ดาเนินการในพื้นที่ต่างๆโดยในท่ีน้ีจะศึกษา เฉพาะในบางพ้ืนที่ที่เป็นตัวแทนของสภาพพื้นที่ในลักษณะต่างๆตามการจัดประเภทของพ้ืนท่ีของรัฐ ตามกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง 1. สาหรับกรณีพ้ืนท่ีภาคเหนือซ่ึงมีลักษณะพื้นท่ีเป็นภูเขาสูง พ้ืนท่ีกรณีศึกษาได้แก่ พ้ืนท่ี อุทยานแห่งชาติออบหลวง ซ่งึ มีการทับซ้อนกับเขตพนื้ ทีป่ ่าสงวนแหง่ ชาตปิ า่ จอมทอง กับเขตพ้ืนที่ของ เขตสหกรณน์ คิ มแม่แจม่ ในการดาเนินการของพ้ืนท่ีภาคเหนือ ในระดับจังหวัดเชียงใหม่มีการจัดสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง การบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาแนวเขตที่ดินป่าไม้ ของส่วนราชการที่เก่ียวข้องกับโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจา้ หน้าทข่ี องกรมอุทยานฯรว่ มกับส่วนราชการทเี่ กี่ยวขอ้ ง การดาเนินการในระดับ พื้นท่ี หัวหน้าอุทยานได้ดาเนินการจัดตั้งตัวแทนจากชุมชนที่อยู่ในพื้นท่ีจากลุ่มน้าต่างๆ 15 ลุ่มน้ามา เป็นคณะทางานร่วมกับผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน กานัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่การดาเนินของ หัวหนา้ อทุ ยานออมหลวงท่ีมกี ารจดั ตั้งคณะกรรมการในรับพ้ืนท่ีซง่ึ มตี วั แทนจากหลายๆฝ่ายเพ่อื เข้ามา ดาเนินการในการแก้ไขปญั หาแนวเขตที่ดินป่าไม้ ไม่ไดเ้ กิดขึ้นเพราะโครงการ Reshape แตเ่ กิดจาก การดาเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องการซ้อนทับของแนวเขตท่ีดินป่าไม้ซ่ึงเป็นปัญหาท่ีเกิดข้ึนมาเป็น เวลานาน และสถานการณ์ในพื้นที่ก็ผ่านภาวะการณ์ตา่ งๆมาต้ังแต่การจับกุมดาเนินคดี การผ่อนปรน โดยมตคิ ณะรัฐมนตรี การผ่อนปรนที่เกิดจากความเห็นอกเห็นใจของเจ้าหน้าท่ีในระดับปฏิบตั ิในพืน้ ท่ี จนกระทงั้ การดาเนินการจดั ตั้งคณะทางานเพือ่ แก้ไขปรบั ปรงุ แนวเขตที่ดินปา่ ไม้ในระดับพ้ืนท่ีอทุ ยาน 4-1

โครงการวิจยั เพือ่ การติดตามการปรับปรุงแนวเขตแผนทีพ่ น้ื ทปี่ ่าไม้ ข้ึนการที่พืน้ ท่ีอทุ ยานออบหลวงสามารถที่จะสร้างความร่วมมือจากภาคส่วนตา่ งๆได้เน่ืองจากปัจจัยท่ี สาคญั สามปัจจัยไดแ้ ก่ ปจั จัยทห่ี น่ึง สถานการณ์ความขัดแยง้ ที่เกิดขึ้นมาเปน็ เวลานานจนทาให้แต่ละฝ่ายเห็นวา่ แนวทางการสร้างความร่วมมือหรือการร่วมกันแก้ปัญหาจะเป็นแนวทางท่ี เปน็ จรงิ ได้ในทางปฏบิ ตั ิ ปัจจัยทสี่ อง บทบาทของหัวหน้าอุทยานที่เปิดรับและสามารถประสานความร่วมมือจาก ภาคสว่ นตา่ งๆ ปจั จัยทส่ี าม การได้รับการสนับสนุนจากกรมอุทยาน สัตว์ป่าและพันธ์ุพืช ให้มีการ ดาเนินการในรูปของโครงการพิเศษ1 โดยมีองค์กรพัฒนาเอกชนให้การ สนบั สนนุ ดังนั้น เมื่อโครงการ Reshape ซึ่งกาหนดขั้นตอนของการตรวจสอบในพ้ืนท่ีจริง (ground check) ตามแผนท่ีซึ่ง ประธานคณะกรรมการปรับปรุงเขตพ้ืนที่ป่าไม้ (Reshape)ระดับกระทรวง ส่ง มาให้ดาเนินการ (เฉพาะในกรณีพนื้ ท่ีเขตอุทยานออบหลวง) จึงเป็นการดาเนินการตรวจสอบแนวเขต ที่ดินป่าไม้ที่อยู่ในรูปคณะกรรมการร่วมจากทุกภาคส่วน และในกระบวนการดาเนินการแม้จะมีแนว เขตท่ีเป็นแนวเขตจากการปรับปรุงแนวเขตพื้นที่ป่าไม้ตามแผนท่ีซึ่งคณะกรรมการปรับปรุงเขตพื้นที่ ป่าไม้ (Reshape)ระดับกระทรวงส่งมาให้ตรวจสอบก็ตาม ในการดาเนินการก็มิได้ยึดเอาแนวเขตตาม แผนที่ซึ่งเป็นแนวเขตที่มีการปรับปรุงแล้วเป็นหลักเพียงแต่นามาประกอบ แนวเขตท่ีเกิดขึ้นจากการ เข้าไปสาราจของคณะกรรมการร่วมจึงเป็นแนวเขตที่เกิดจากกระบวนการในการกาหนดร่วมกัน ระหว่างคณะกรรมการรว่ มกบั ประชาชนทอี่ ยใู่ นแนวเขตพ้ืนที่ปา่ ไม้ไดร้ ่วมกันตกลงกาหนด (ซ่ึงในบาง ตาแหน่งอาจจะไม่ตรงกับแนวที่เกิดจากการดาเนินโครงการ Reshape) และภายหลังจากท่ีมีการตล กงกาหนดแนวเขตพ้ืนท่ีป่าไม้ตามท่ีตกลงกันแล้ว ก็มีการจัดต้ังคณะกรรมการร่วมในการตรวจสอบ แนวเขตเป็นระยะๆเพื่อติดตามดูว่าท่ีดินแปลงใดท่ีรุกล้าแนวเขตไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ซึ่งจากการ ดาเนินการตามแนวทางทอ่ี ทุ ยานออบหลวงรว่ มกับประชาชนและหน่วยงานในพืน้ ที่ร่วมกันดาเนินการ ทาให้การบกุ รุกพืน้ ทล่ี ดลงเป็นจานวนมากและมีระบบการเฝ้าระวังตดิ ตามอย่างใกล้ชิดตอ่ เนอ่ื ง การดาเนินการในรูปแบบคณะกรรมการร่วมดังท่ีกล่าวมาข้างต้นในกรณีพื้นที่อุทยาน ออบหลวง ไม่ได้มีการดาเนินการตามแนวทางดังกล่าวในพื้นที่อทุ ยานอน่ื ๆ ทั้งนี้เน่ืองจากข้อจากัดของ ระยะเวลาในการดาเนินการ จานวนบุคลากร งบประมาณ ทัศนะคติของหัวหน้าส่วนราชการ และ 1 โครงการพิเศษที่มีการดาเนินการในเขตพ้ืนท่ีอุทยานออบหลวงได้แก่ โครงการจอมป่า JoMPA : โครงการจัดการพ้ืนท่ีคุ้มครองอยา่ งมีส่วนร่วม- (Joint Management of Protected Areas) ซึ่งเป็นโครงการความ ร่วมมือระหว่างกรมอทุ ยาน สตั ว์ป่าและพนั ธุ์พืช รว่ มกับมลู นิธสิ บื นาคะเสถยี ร 4-2

โครงการวิจัยเพ่ือการตดิ ตามการปรบั ปรุงแนวเขตแผนทพ่ี น้ื ท่ปี ่าไม้ กลไกความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆท่ีมิได้เตรียมการมาก่อนเหมือนกับกรณีอุทยานออบหลวงซึ่งมี กลไกกรรมการร่วมที่เข้าใจประเดน็ ปัญหาเกดิ ขนึ้ กอ่ นทีจ่ ะดาเนนิ การตามโครงการ Reshape 2. สาหรับพื้นที่ในภาคกลางซ่ึงเป็นพื้นท่ี ราบลุ่มน้าท่วมถึงได้ใช้ พ้ืนที่ศึกษา บึงบอระเพ็ด จังหวดั นครสวรรค์เป็นพ้นื ที่ศึกษา โดยเป็นกรณีการทับซ้อนของเขตหวงห้ามของกรมประมง ซ่ึงอยู่ใน การดูแลของหน่วยพ้นื ท่ีอนุรักษ์ท่ี 12 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และมีพื้นท่ีบางส่วน เปน็ ทีร่ าชพสั ดุ กรมธนารักษ์ สาหรับกรณีพ้ืนที่บึงบอระเพ็ด แม้จะมีปัญหาที่เก่ียวกับแนวเขตพื้นท่ีอนุรักษ์เนื่องจากมี ลักษณะของพื้นที่น้าท่วมในช่วงฤดูน้าหลากและน้าแห้งในฤดูแล้ง มีปัญหาเรื่องการตื่นเขินเนื่องจาก ดนิ ตะกอนทับถม ทาให้สภาพพ้ืนที่เปล่ียนแปลงไปมีการขยายตัวของประชาชนเข้ามาทาประโยชน์ใน เขตพื้นที่ หน่วยงานภาครัฐ รัฐบาล ก็มีโครงการพัฒนาต่างๆในการการพัฒนาพื้นท่ีบึงบอระเพ็ดมา เป็นระยะ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการดาเนินการของหน่วยงานของรัฐในส่วนที่เกี่ยวกับ ปัญหาเขตพ้ืนที่ก็มีการร้องเรียนกับผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ มีการตั้งคณะกรรมการข้ึนมาเพ่ือ แก้ปัญหาแตก่ ย็ งั ไมส่ ามารถดาเนินการใหบ้ รรลุผลได้ ในชว่ งท่มี ีการดาเนินการตามโครงการ Reshape ในกรณีปญั หาเขตพ้ืนที่บึงบอระเพ็ดตามท่ี คณะผู้วิจัยได้ติดตามกระบวนการในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติ ปรากฏว่าไม่มีการ สั่งการมอบหมายให้เจ้าหน้าท่ีในระดับพื้นที่ดาเนินการในการการตรวจสอบในพื้นที่จริง (ground check) ตามแผนท่ีซ่ึง ประธานคณะกรรมการปรับปรุงเขตพื้นท่ีป่าไม้ (Reshape)ระดับกระทรวง ส่ง มาใหด้ าเนินการแตอ่ ยา่ งใด 3. พ้ืนที่ภาคตะวันออก ศึกษาในพ้ืนท่ีป่าทาม ซ่ึงได้แก่พื้นท่ี แม่มูนตอนล่าง เข่ือนราศีไศล อาเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเปน็ ปัญหาการทับซ้อนของเขตพ้นื ที่ชลประทาน แนวเขต สปก. และพนื้ ท่ที ากนิ ของชมุ ชนต่างๆ โดยสภาพตามธรรมชาติของพ้นื ท่ีปา่ ทาม ที่เป็นธรรมชาติเฉพาะของพ้นื ที่ในภาคตะวันออกที่ อยู่ริมแม่น้าสายสาคัญๆซ่ึงเป็นระบบนิเวศน์เฉพาะ แตกต่างไปจากความรับรู้และความรู้ของส่วน ราชการท่ีมี ดังนั้น เม่ือมีการจัดทาโครงการภายใต้แนวคิดเรื่องการพัฒนาและละเลยการมีส่วนร่วม ของประชาชน จงึ ทาให้เกดิ ผลกระทบในทางสงั คมและส่งิ แวดลอ้ มตามมาเหลอื คณานบั สาหรับในกรณีพ้ืนท่ีกรณีศึกษากรณีดังกล่าวเนื่องจากเป็นพ้ืนที่มีปัญหาแนวเขตที่ตั้งอยู่บน ปัญหาความขัดแย้งอย่างรุนแรง อันเนื่องมาจากโครงการสร้างเขื่อน และปัญหาในทางการเมือง ปญั หาการใช้ความรุนแรง และการใช้มาตรการในทางกฎหมายในการดาเนินคดกี ับประชาชนท่ีอยู่ใน พื้นท่ี ซึ่งเป็นกรณีท่ีมีการเคลื่อนไหวเรียนร้องให้รัฐบาลเข้ามาดาเนินการแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง 4-3

โครงการวิจยั เพอื่ การตดิ ตามการปรบั ปรุงแนวเขตแผนทีพ่ นื้ ท่ีป่าไม้ ดังนั้น แม้จะเป็นพื้นท่ีมีมีปัญหาเรื่องแนวเขตพ้ืนที่ดินของรัฐ แต่ในระหว่างที่มีการดาเนินโครงการ Reshape เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติในพื้นท่ีก็มิได้รับมอบหมายให้ดาเนินการตรวจสอบในพื้นท่ีจริง (ground check) ตามแผนท่ีซึ่ง ประธานคณะกรรมการปรับปรุงเขตพื้นท่ีป่าไม้ (Reshape) ระดับ กระทรวง ส่งมาให้ดาเนินการตรวจสอบแตอ่ ยา่ งไร ซ่ึงทาให้เห็นได้ว่า ในพ้ืนที่ซ่ึงมีความขัดแย้งระหว่างกันรัฐกับประชาชนโดยเฉพาะอย่างย่ิง หากเป็นความขัดแย้งในเร่ืองท่ีสืบเน่ืองแนวเขตท่ีดินแล้ว การดาเนินการตามแนวทางของโครงการ Reshape ก็ไม่สามารถท่ีจะนาไปสู่การแก้ไขปญั หาได้ ประกอบกับเน่ืองจากพ้นื ท่ีซึ่งได้รับผลกระทบ จากการสร้างเข่ือนราศรีไศล ครอบคลุมพื้นที่ ประมาณ 100,000 ไร่ ในสามจังหวัด ดังน้ัน โครงสร้างของจังหวัดทแ่ี ยกเปน็ เขตพื้นท่ีการปกครองซ่งึ มอี านาจหน้าท่ีดูแลแก้ไขปญั หาจึงถูกแบ่งแยก ตามเขตพนื้ ที่ จงึ ทาให้เกิดปญั หาเร่ืองความเป็นเอกภาพของการปญั หาในระดับพื้นท่ี ด้วย 4. พ้ืนท่ีกรณีศึกษาในภาคใต้ ซ่ึงมีพื้นท่ีเป็นทั้งพ้ืนท่ีเทือกเขา ท่ีราบ และ พ้ืนท่ีป่าชายเลน ในการศึกษาน้ีเลือกพ้ืนท่ี เทือกเขาบรรทัดซ่ึงอยู่ใน เขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่ เขาย่า อ.นาโยง จ.ตรัง เปน็ พืน้ ทก่ี รณีศึกษา และเป็น การทบั ซอ้ นของเขตอุทยานแหง่ ชาติเขาปู่ เขาย่า กบั แนวเขต สปก. กรณีพื้นท่ีจังหวัดตรัง เน่ืองจากมีการดาเนินการทางกฎหมายกับประชาชนท่ีอยู่ในเขตพ้ืนที่ อทุ ยานแห่งชาติเขาปู่เขาย่า มีการฟอ้ งร้องดาเนินคดี ศาลไดม้ ีคาพิพากษาให้ออกจากพ้ืนที่ และมีการ เรียกค่าเสียหายจากการทาให้โลกร้อนกับประชาชนท่ีเข้าไปปลูกยางพาราในเขตพื้นท่ีอุทยาน ซ่ึง ประชนชนก็อ้างหลักฐานโต้แย้งเรื่องการอยู่มาก่อนที่จะมีการประกาศเขตอุทยาน และยังมี สถานการณ์การใช้ความรนุ แรงในพ้ืนที่ตามท่ีปรากฏเปน็ ข่าวในส่อื มวลชนบางส่ือ เน่ืองจากพื้นท่ีดังกล่าวเป็นพื้นที่ซึ่งเกิดความขัดแย้งกันมาเป็นเวลานาน ในขณะเดียวกัน ประชาชนผู้ท่ีได้รับความเดือดร้อนดังกล่าวได้ร่วมกลุ่มกันและเข้าร่วมในเวทีต่างๆเพื่อสะท้อนปัญหา ร่วมถึงการเข้าร่วมเคลื่อนไหวเรียกร้องท้ังในระดับพ้ืนท่ี ในระดับจังหวัด และในเวทีระดับชาติ เพื่อให้รัฐประกาศให้ท่ีพ้ืนที่พพิ าทเป็นพน้ื ท่ีนาร่องในการนาแนวคิดเร่ืองโฉนดชุมชนมาใชใ้ นการแก้ไข ปัญหา และสืบเนื่องจากปัญหาความขัดแย้งที่ปรากฏในส่ือสารมวลชนประกอบกับลักษณะการ ปฎิบัตงิ านของผู้ว่าราชการจังหวดั ( นายไมตรี อินทุสุ )ท่ีมีแนวทางการทางานเชงิ รุก จึงค่อนข้างที่จะ ทาให้การดาเนินการในการตอบสนองต่อปัญหาค่อนข้างที่จะได้ผลในแง่ของการจัดระบบเพ่ือแก้ไข ปัญหาในระดับจังหวดั และมีกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็น ดงั นั้น ในกรณีการดาเนินการตามโครงการ Reshape จึงมีการแตง่ ตงั้ คณะกรรมการและคณะทางาน เพ่ือมาดาเนินการเรื่องดังกล่าว แต่เน่ืองจากในกรณีปัญหาพ้ืนที่อุทยานเขาปู่เขาย่า มีการดาเนินคดี ในทางศาลจนศาลมีคาพพิ ากษาและคาสั่งแล้ว จึงทาให้เกิดประเดน็ ในแง่ของการปฏบิ ัตขิ องเจา้ หน้าที่ ของรัฐตามกฎหมายอทุ ยานวา่ จะต้องดาเนินการอย่างไรต่อไป 4-4

โครงการวจิ ยั เพือ่ การตดิ ตามการปรับปรุงแนวเขตแผนท่พี น้ื ที่ป่าไม้ จากการศึกษาและรวบรวมข้อมูลท่ีเกี่ยวข้องกับการดาเนินการภายใต้โครงการ reshape ของทง้ั สองพืน้ ท่ี (จงั หวดั ) พบว่ามีเพียงข้อมูลของสว่ นราชการที่เป็นการสั่งการให้ดาเนินการตามสาย บังคับบัญชาปรกติ เท่าน้ัน ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลท่ีได้รับจากผู้แทนของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธ์พุ ืชในการประชุมเพ่ือรับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโครงการ reshape 2 วา่ การดาเนินการใน แต่ละพ้ืนที่ขึ้นอยู่กับการดาเนินการของแต่ละจังหวัดที่จะกาหนดแนวทางและวิธีการดาเนินการเพื่อ ตรวจสอบข้อมลู แผนท่แี บบดจิ ิตอลของกรมที่ดินซ่ึงส่งจากส่วนกลางให้เป็นไปตามเกณฑ์ ที่เรียกกันใน โครงการ reshape ว่า 8 กรณี 10 นโยบาย และจากการศึกษาพบว่า ภายหลังจากดาเนินโครงการ reshape เกือบสิ้นระยะเวลา 2 ปีของโครงการ มีเพียง 5 จังหวดั เท่านั้นท่ีดาเนินการแล้วเสร็จและ สง่ กลบั มาให้คณะทางานในระดับกระทรวง (สาหรับในจังหวดั อืน่ ๆ การดาเนินการเท่าท่ีมีการรายงาน มีหลักฐานปรากฏในรายงานว่า มี 16 จังหวัดท่ีอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาของคณะกรรมการ ระดับจังหวัด ส่วนจังหวัดอื่นๆที่เหลือไม่มีปรากฏในรายงาน) และด้วยแนวปฏิบัติดังกล่าวของการ ดาเนินการของทางราชการทาให้ไม่สามารถท่ีจะจัดเก็บข้อมูลจากท้ังสองพ้ืนท่ี ( จังหวัดศรีสะเกษ และ จังหวัดนครสวรรค์ )เพอื่ มาเป็นขอ้ มลู พน้ื ฐานในฐานะกรณศี กึ ษาในงานวจิ ัยนีไ้ ด้ 3 จากการศกึ ษากระบวนการในการทางานในพ้ืนท่กี รณศี กึ ษาต่างๆทง้ั 4 พน้ื ท่ี (และจากข้อมูล ทไี่ ดร้ บั จากการสมั ภาษณ์การปฏิบตั งิ านของเจา้ หนา้ ทอี่ ุทยาน เจ้าหน้าท่ีตามกฎหมายที่มีหน้าที่ในการ ดูแลพ้ืนท่ีตามกฎหมายอื่นๆนอกพื้นท่ีกรณีศึกษา) และจากการจัดเวทีเพ่ือระดมความคิดเห็นเก่ียวกับ วิธีการดาเนินโครงการ Reshape ตามที่ได้ดาเนินการผ่านมา พบว่าเกิดความแตกต่างระหว่างการ 2 การประชุมเพ่ือรับฟงั ขอ้ เสนอแนะ“โครงการวิจยั เพ่อื การติดตามการปรบั ปรุงแนวเขตแผนทพ่ี ืน้ ท่ปี ่าไม้” วนั จันทร์ ท่ี 28 กุมภาพนั ธ์ 2554 ณ สานกั งานกลางนกั เรยี นครสิ เตียน กรุงเทพมหานคร 3 ซึ่งปัญหาที่เกิดจากการจัดเก็บข้อมูลจากกรณีของสองพื้นท่ีนี้เป็นกรณีท่ีหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องในระดับ จังหวัดยังไม่ได้ดาเนินอย่างใดๆ แต่สาหรับพื้นท่ีจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่จังหวัดตรัง เนื่องจากเป็นพื้นท่ีจังหวัดท่ีมี ปัญหาเก่ียวกับที่ดินทากินของประชาชนกับแนวเขตที่ดินของรัฐ และมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องจึงทาให้เกิดการ ดาเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยรูปแบบวิธีการต่างๆ จึงทาให้สามารถที่จะจัดเก็บข้อมูลพ้ืนฐานที่เกี่ยวข้องกับงาน ศกึ ษามาประกอบการวเิ คราะหไ์ ด้ ซึง่ หากกล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว มีข้อมูลที่เป็นทางการที่เกี่ยวข้องกับการดาเนินการภายใต้โครงการ reshape ซึ่งดาเนินการเต็มรูปแบบอย่างเช่นในกรณี จังหวัดเลย ดังที่มีการอ้างอิงถึงเพ่ือใช้เป็นต้นแบบของจังหวัดอื่นๆน้อย มาก ข้อมูลทก่ี ารวิจัยนี้สามารถที่จะรวบรวมได้จากสองพนื้ ท่(ี จงั หวดั ตรงั และจังหวัดเชียงใหม่ )เกิดจากการใช้วิธีการ จัดเก็บข้อมูลท่ีไม่ได้ใช้ช่องทางของทางราชการปรกติ แต่ใช้ช่องทางความสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการกับหน่วยงาน ย่อยในระดับพื้นที่และต้องการที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับการซ้อนทับกันระหว่างท่ีดินทากินของ ประชาชนและแนวเขตทีด่ นิ ของรฐั ประเภทต่างๆซึ่งเปน็ ปัญหาท่ีเผชญิ หน้าอยู่ 4-5

โครงการวจิ ัยเพื่อการตดิ ตามการปรับปรุงแนวเขตแผนทพ่ี น้ื ที่ป่าไม้ ปฏิบัติที่ดาเนินการในจังหวัดนาร่อง กรณีจังหวัดเลย กับจังหวัดอ่ืนๆที่มีการดาเนินการจริง ในสอง ลักษณะสาคญั คอื ลักษณะที่หน่ึง การนาโครงการไปดาเนินการในพื้นท่ีจังหวัดอ่ืนๆหน่วยงานที่เก่ียวข้องมิได้ ดาเนนิ การประชุมเพื่อสอบทานแนวเขต แต่ดาเนินการโดยทางเอกสารเปน็ ส่วนใหญ่ ลักษณะทส่ี อง ขาดการตรวจสอบร่วมกันของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่มีหน้าที่บริหาร จดั การที่ดินถงึ แนวเขตในระดับพื้นที่ และดว้ ยลกั ษณะเชน่ นี้ ซงึ่ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ Reshape ซ่ึงต้องการที่จะ แกป้ ัญหาเร่อื งการซอ้ นกบั กนั ของพ้ืนทีต่ ามแผนท่ีท่ีมีการประกาศบงั คบั ใช้เฉพาะในที่ดินของรัฐเท่านั้น จึงเท่ากับว่าเครื่องมือของโครงการและแนวทาง วิธีการท่ีโครงการนี้นามาใช้ยังไม่สามารถท่ีจะแก้ไข ปญั หาได้อยา่ งเสร็จสิ้นแตใ่ นทางตรงกันข้าม แนวทางและวธิ ีการท่ีขาดการมีส่วนร่วมทั้งจากหน่วยงาน ภาครัฐด้วยกันเองและจากประชาชนผู้มีส่วนได้เสียจึงอาจจะเป็นการส่งสัญญาณในทางนโยบาย เก่ยี วกบั การจดั การทด่ี นิ ภาครัฐที่ผิดพลาดคลาดเคลือ่ นไปจากเจตนาท่ีแท้จริงของโครงการ ในกรณีการดาเนินการท่ีอาจจะกล่าวได้ว่าประสบความสาเร็จ สามารถท่ีจะสรุปเงื่อนไขที่ เป็นสาระสาคญั หลกั ได้วา่ ในพ้ืนที่นัน้ ๆจะตอ้ ง 1. ไมม่ ีสถานการณค์ วามขดั แยง้ ในพื้นทใ่ี นระดับทีย่ ากจะมเี วทใี นการหารือ 2. มีหัวหน้าส่วนราชการ โดยเฉพาะอย่างย่ิง หัวหน้าหน่วยงานของเขตพ้ืนท่ีเช่น หัวหน้า อุทยาน หัวหน้าเขตรักษาพันธ์ุฯลฯ จะต้องมีทัศนะที่มุ่งในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากแนวเขตพื้นท่ีป่า ไม้ทีเ่ ปดิ กว้าง และ 3. ในพืน้ ท่ีทีม่ ีความชัดเจนในแนวเขตท่ีมีการปรับเปลี่ยน ซึ่งเกิดจากการตอ่ รองตกลงร่วมกัน ได้แล้วจะต้องมีการออกแบบร่วมกันในการจัดระบบในการท่ีจะร่วมติดตามเฝ้าระวังการไม่ทาตาม ขอ้ ตกลงสืบเนอ่ื งตอ่ ไปดว้ ย ดังนนั้ จะเห็นไดว้ า่ จากกระบวนการทางานในแต่ละพื้นท่ีเมื่อนามาเชื่อมโยงกับขั้นตอนในการ ดาเนินการตามโครงการ Reshape แล้ว จะเห็นได้ว่า แนวเขตท่ีจะปรับปรุงกันและทาให้เกิดการ ยอมรับกันในทุกๆฝ่ายน้ัน จะต้องเกิดจากการต่อรองตกลงกัน ในกรณีการดาเนินการจัดทาแผนที่ใน ระดับส่วนกลาง ก็ยังคงใช้ฐานข้อมูลแผนท่ีชุดเดิมที่มีการประกาศใช้บังคับอยู่ซ่ึงก็เป็นแผนท่ีท่ียังมี ความคลาดเคล่ือนของขอ้ มูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ ซึง่ อาจจะถูกโต้แย้งจากประชาชนในพืน้ ที่ซ่ึงใชข้ อง มูลคนละชุด ต้ังอยู่บนความคิดคนละแนว ดงั นั้น หากต้องการที่จะทาให้การปรับปรุงแนวเขตพื้นท่ีป่า ไม้ได้รับการยอมรับจึงมีความจาเป็นท่ีจะต้องมีเวทีในการปรับแนวคิดให้เห็นร่วมกันวา่ จะมีการจัดการ พื้นที่รว่ มกนั อย่างไรระหวา่ งรัฐกบั ชุมชนแล้วต่อจากนน้ั จงึ คอ่ ยนาไปสกู่ ารมเี วทตี อ่ รองและตกลงกนั แต่เน่ืองจากว่า การพัฒนาโครงการ Reshape มีวัตถุประสงค์หลักเป็นเพียงการปรับปรุง แนวเขตพ้ืนที่ท่ีอยู่ในอานาจหน้าที่และความดูแลของหน่วนงานต่างๆของภาครัฐเท่าน้ัน ดังน้ัน จึง 4-6

โครงการวิจยั เพอ่ื การติดตามการปรับปรุงแนวเขตแผนทพี่ น้ื ทปี่ า่ ไม้ ยังคงเป็นเพียงขั้นตอนการดาเนินการภายในระหว่างหน่วยงานของรัฐซ่ึงในท่ีสุดก็ยังไม่แน่ชัดว่าการ ปรบั ปรงุ แนวเขตพนื้ ท่ีป่าตามนโยบายของรฐั มนตรีจะมผี ลบังคับในการกฎหมายหรือไม่ ทั้งนี้เน่ืองจาก ในกระบวนการดาเนินการตามคู่มือที่มีการกาหนดแนวทางให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัตินั้นเมื่อมีการปรับปรุง แนวเขตแล้วยังต้องส่งต่อให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมดาเนินการแก้ไขปัญหา เกย่ี วกบั ขอ้ กฎหมายตา่ งๆทเ่ี กิดข้ึนเนอื่ งจากการปรับปรงุ แผนที่อกี ข้นั ตอนหน่งึ ดังนัน้ เท่ากับวา่ การดาเนินการของโครงการ Reshape อาจจะมปี ัญหาในเร่ืองของการได้รับ การยอมรับในสาม ระดับคือ ในระดับของพื้นท่ีแต่ละพื้นท่ี ในระดับของความชอบด้วยกฎหมายตาม หลักนิตริ ัฐ และในระดับสงั คม บทวเิ คราะหใ์ นเชงิ เทคนคิ ในการทาแผนท่ี จากแนวคิดเก่ียวกับระบบข้อมูลสาระสนเทศทางภูมิศาสตร์และแนวคิดการจัดทาแผนที่ซึ่ง เป็นหลักการสาคัญในการจัดทาและใช้แผนท่ีเป็นเคร่ืองมือในการบริหารจัดการพ้ืนที่ของรัฐจะเห็นได้ ว่าในปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เครื่องมือสมัยต่างๆที่เกี่ยวกับการจัดทา แผนที่และความสามารถในการเขา้ ถงึ ระบบฐานข้อมูลสารสนเทศภมู ิศาสตร์ที่สะดวก ง่ายและราคาถูก ลง ทาให้แนวคิดท่ีเกี่ยวกับการจัดแผนท่ีในลักษณะเดิมถูกตั้งคาถาม และยังส่งผลไปถึงแผนที่ต่างๆ ตามทไี่ ดด้ าเนนิ การในระบบการจดั ทาแผนท่แี บบเดิมว่ามีความถกู ต้องเพียงใด นอกจากนน้ั การจดั ทาโครงการ Reshape ซึ่งใหค้ วามสาคัญกับการจัดทาแนวเส้นของแผนที่ ท่ีมีการประกาศใช้แล้วตามกฎหมายเพื่อต้องการที่ยืนยัน หรือปรับปรุงแนวเส้นใหม่ ซ่ึงหากพิจารณา จากข้ันตอนในการปรับปรุงแนว ในกรณีที่แนวเส้นแผนท่ีแต่ละฉบบั แตกต่างกันก็ให้ถือแนวท่ีทาให้ได้ เขตพื้นที่อนุรักษ์มากกว่าเป็นเส้นหลักแทนซึ่งแม้การจัดทาแผนที่จะเป็นประเด็นในเชิงเทคนิค ค่อนข้างมากก็ตาม แต่แผนท่ีแสดงเขตพ้ืนที่ป่าหรือเขตอนุรักษ์ในแต่ละประเภทก็เป็นส่วนหน่ึงของ กฎหมายซึ่งต้องถือเอาพื้นที่ตามท่ีระบุไว้ในบทบัญญัติเป็นหลัก4 ด้วยเหตุดังน้ัน กระบวนการในการ ปรับปรุงก็เท่ากับเป็นการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายด้วย จึงต้องดาเนินการตามวิธีการในการแก้ไข ปรับปรุงกฎหมายด้วยจึงจะเกดิ ผลในทางกฎหมายท่ีจะมีผลเกิดการเปลี่ยนแปลงข้นึ ปัญหาของเทคนคิ ในการทาแผนท่ีท่ที าใหเ้ กิดปญั หาจากการศกึ ษาน้ีก็คือ ปญั หาและอุปสรรค ท่พี บในการดาเนินโครงการจดั ทาแผนที่ป่าไม้ โดยภาพถา่ ยดาวเทียม ปี พ.ศ. 2551 สรปุ ได้ดังนี้ 4 ความเหน็ คณะกรรมการร่างกฎหมาย ที่ 73 / 2523 เร่ือง หารือแนวทางปฏิบัติเก่ียวกับการออกพระ ราชกฤษฎกี าเพ่ิมเติมชือ่ ตาบลทต่ี กหล่นและการผนวกพืน้ ทเ่ี พม่ิ เตมิ เข้าในอทุ ยานแหง่ ชาติ 4-7

โครงการวิจัยเพอ่ื การติดตามการปรบั ปรุงแนวเขตแผนทพี่ นื้ ที่ปา่ ไม้ 1. การแปลข้อมูลภาพดาวเทียมที่ระดับมาตราส่วนใหญ่ เป็นข้อมูลท่ีมีรายละเอียดมากต้อง ทาดว้ ยความระมัดระวัง และต้องใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพสงู ทาให้ตอ้ งใช้เวลามากจึง ไม่ทนั กับระยะเวลาทกี่ าหนดไว้ในขนั้ ตอนการดาเนนิ การ 2. ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลภาพ ข้อมูลจากแผนที่เดิมไม่สมบูรณ์ ทาให้การลากขอบเขต ไม่สมบูรณ์เท่าท่ีควรจะเป็น อาทิเช่นการถือเอาเขตพ้ืนท่ีป่าไม้ถาวรที่มีการประกาศเขตโดยไม่มีการ สารวจ กจ็ ะทาใหป้ ญั หายงั คงมีอยู่ตอ่ ไป 3. การเปรียบเทียบข้อมูลพ้ืนท่ี กับช่วงเวลามีข้อควรระวัง เช่น ลักษณะข้อมูล มาตราส่วน วิธีการแปลข้อมลู การสารวจภาคสนาม ซ่งึ อาจทาใหเ้ กดิ ความคลาดเคลือ่ นได้ 4. แนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาไม่ตรงตามแนวเขต ท่ีเจ้าหน้าท่ีในพื้นที่ยึดถือ ปฏิบตั ิ 5. พื้นที่ตามพระราชกฤษฎกี าไมต่ รงกับสภาพพน้ื ทีใ่ นความเป็นจรงิ ดังน้ันวิธีการที่จะแก้ปัญหาในเชิงเทคนิคของการทาแผนท่ีก็คือ การปรับปรุงแนวเขตต้อง ทาควบคกู่ ับการพิสูจน์สทิ ธิ โดยใช้ภาพถา่ ยสดุ ท้ายกอ่ นการประกาศเขตป่า และจะต้องให้ชุมชน เข้ามามีส่วนในฐานะที่เป็นกรรมการพิสูจน์สิทธิพร้อมท้ังมีทางออกให้สาหรับผู้ท่ีไม่มีสิทธิหรือเข้า มาอย่ใู นเขตปา่ หลงั จากการประกาศเขตปา่ แลว้ บทสงั เคราะห์ ประเดน็ มติ นิ โยบาย หากพิจารณาประเด็นในเชิงเนื้อหาของโครงการ Reshape แล้วโครงการเป็นเพียงส่วนหน่ึง ของความต้องการท่ีจะแก้ไขปัญหาเร่ืองความไม่ชัดเจนของแนวเขตพ้ืนท่ีป่าประเภทต่างๆที่อยู่ใน อานาจของ กรม และ กระทรวงต่างๆ ปัญหาเร่ืองการซ้อนทับของแนวเขตพ้ืนท่ีประเภทต่างๆ อาจจะกล่าวโดยสรุปได้ในเบื้องต้นว่าปัญหาอันเป็นท่ีมาของโครงการ Reshape เกิดจากการขาด ระบบมาตรฐานกลางของการจัดทาแผนที่ระหว่างหน่วยงานที่มีอานาจทางกฎหมายในการบริหาร จัดการเหนือพ้ืนที่ป่าและท่ีดิน จึงจาเปน็ ทจี่ ะตอ้ งมนี โยบายดังกล่าว ดังน้ัน เม่ือไม่มีมาตรฐานกลางท่ีมีมาตรฐานท่ีดีพอในการจัดทาแผนท่ี ประกอบกับในอดีตที่ ผ่านมา ความคิดเกี่ยวกับข้อมูลและกระบวนการท้ังหลายท่ีเกี่ยวข้องกับแผนที่มักจะต้ังอยู่บนคติเรื่อง ช้ันความลับ ท้ังนี้เน่ืองจากกระบวนการจัดทาแผนที่เป็นเร่ืองท่ีดาเนินการโดยหน่วยงานของรัฐซึ่งใน ขณะน้ันถือว่าข้อมูลทางราชการเป็นความลับของทางราชการประกอบกับข้อมูลในรายละเอียดที่ เก่ียวข้องกับแผนที่โดยเฉพาะอย่างย่ิงในเร่ืองพิกัดของพื้นท่ีเป็นข้อมูลท่ีสามารถนาไปใช้ในทางด้าน ความมั่นคงทางการทหาร ดังน้ัน การเข้าถึง การมีไว้ในครอบครองจึงไม่เป็นท่ีแพร่หลายโดยเฉพาะ อยา่ งยง่ิ ประชาชนท่ีอยใู่ นเขตพน้ื ที่ 4-8

โครงการวจิ ัยเพอื่ การติดตามการปรับปรงุ แนวเขตแผนท่พี นื้ ทป่ี า่ ไม้ การท่ีหน่วยงานต่างๆมีกฎหมายให้อานาจแก่หน่วยงานเป็นการเฉพาะ และขาดระบบที่ทา ให้หน่วยงานต่างๆเหล่านั้นบูรณาการกระบวนการทางาน แบ่งปันเช่ือมโยงระบบฐานข้อมูลที่มี ประสิทธิภาพ ประกอบกับขาดนโยบาย และเจตจานงทางการเมืองอย่างต่อเน่ือง จึงทาให้ กระบวนการในการจัดทาแผนที่ซึ่งเป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการใช้อานาจทางกฎหมายท่ีนาไปสู่การ ก่อใหเ้ กิดสทิ ธ-ิ หน้าท่เี หนือพนื้ ทท่ี ่ีมีการจดั ทาแผนท่ีและมกี ารประกาศเป็นเขตพื้นท่ีประเภทตา่ งๆท่ีจะ ทาให้อานาจของกฎหมายตามพระราชบัญญัติต่างๆเข้าไปบังคับใช้ได้ดาเนินไปโดยขึ้นอยู่กับการ ปฏบิ ัตงิ านของเจ้าหน้าทแ่ี ตล่ ะคน ย่งิ ปรากฏขอ้ เท็จจริงว่าในทางปฏิบตั ิแล้วกระบวนการประกาศเขต พน้ื ท่ีประเภทต่างๆมิได้มีการสารวจเพื่อนาข้อมูลซึ่งเป็นข้อเท็จจริงในมิติตา่ งๆทั้งในทางดา้ นกายภาพ และทางด้านสังคมมาเป็นเงือ่ นไขเพือ่ กาหนดเขตพ้ืนท่ี ขาดระบบการติดตามตรวจสอบ ขาดระบบการ แก้ไขให้เป็นแผนท่ีที่สอดคล้องกับความเป็นจริงในพื้นท่ี ขาดความโปร่งใส ก็ยิ่งทาให้ความน่าเช่ือถือ ของแผนท่ีซึง่ เป็นเครือ่ งมือทีส่ าคญั ทง้ั ในทางกฎหมายและของระบบราชการถูกลดทอนลง ผลกระทบท่ีเกิดจากระบบการจัดทาแผนท่ีเช่นนี้ ทาให้มีนัยสาคัญต่อระบบการปฏิบัติหน้าที่ ของเจ้าหน้าท่ี กล่าวคือ แทนท่ีเจ้าหน้าท่ีจะยึดหลักการของกฎหมายกลับกลายเป็นว่าเจ้าหน้าที่ใน ระดับปฏิบัติกลับยึดถือระเบียบปฏิบัติเป็นสาคัญ ซ่ึงในแต่ละหน่วยงานก็มักจะมีระเบียบของตนเอง หน่วยงานอืน่ ๆไมส่ ามารถเข้าไปใชร้ ะเบยี บดังกล่าวได้ (หากว่าระเบียบนนั้ ถูกต้องและดีโดยตัวระเบยี บ เอง) และในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถท่ีจะทักท้วงโต้แย้งหากเห็นว่าระเบียบดังกล่าวไม่ถูกต้อง ฯลฯ ด้วยเหตุดังน้ัน แม้จะมีความพยายามท่ีจะผลักดันให้เกิดกระบวนการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่าง เป็นระบบและต่อเนื่อง และเป็นไปตามหลักนิติธรรม อาทิเช่น การกาหนดหลักการบางประการไว้ใน รัฐธรรมนูญ ท้ังในฉบบั ปี พ.ศ. 2540 และ พ.ศ. 2550 ก็ดี แต่การณ์กลับการเป็นว่าระเบียบภายใน หนว่ ยงานกลับมีสภาพบังคับท่ีมผี ลต่อเจา้ หนา้ ที่ในระดับปฏบิ ตั มิ ากกว่ากฎหมายสูงสุดของประเทศ ความซับซ้อนของปัญหาในส่วนของนโยบายเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างท่ีทาหน้าที่ผ ลิตและ ปฏบิ ัตติ ามนโยบายทไ่ี มม่ ีความเป็นสาธารณะจริงประกอบกับปัญหาภายในของส่วนราชการท้ังภายใน หน่วยงานเดียวกันและระหว่างหน่วยงาน รวมถึงปัญหาความพยายามท่ีจะหวงกันอานาจ และ งบประมาณ อัตรากาลัง ทาให้เกิดข้ออ้างที่จะไม่ดาเนินการ โดยมักจะอ้างว่ากฎหมายของหน่วยงาน กาหนดให้ต้องทาหากไม่ทาถือเป็นการละเว้นไมป่ ฏบิ ตั ิหนา้ ท่ี หรอื มักจะอ้างวา่ กฎหมายของหน่วยงาน อื่นไม่สามารถท่ีจะบังคับกับหน่วยงานของตนได้ หรือแม้ท้ังๆท่ีกฎหมายบัญญัติไว้ให้ต้องทาแต่ก็จะ อา้ งว่ายงั ไม่มีการออกระเบยี บออกมาไม่ทราบแนวปฏบิ ัติวา่ ตอ้ งปฏิบตั ิอย่างไร ฯลฯ ความซับซ้อนของ กระบวนการใชอ้ านาจเช่นนเ้ี ป็นปญั หาที่ซ้อนทับและซ่อนอยใู่ นโครงสร้างภายในของระบบราชการ ในการดาเนินการตามโครงการ reshape (เดิม) ในทางหลักการก่อนการดาเนินการก็มีความ พยายามที่จะทาให้เกิดกระบวนการเพื่อทาให้มีการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน และร่วมกัน ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่เก่ียวข้องในระดับพ้ืนที่ แต่เมื่อมีการนาไปสู่การปฏิบัติจริง 4-9

โครงการวจิ ยั เพ่ือการติดตามการปรบั ปรุงแนวเขตแผนท่ีพนื้ ทป่ี ่าไม้ ปรากฏว่าในทางปฏิบัติไม่ได้ดาเนินการตามขั้นตอนหรือเกิดความพยายามที่จะดาเนินการให้เป็นไป ตามหลักการของโครงการท้ังน้ีด้วยเหตุผลหลายๆประการดังปรากฏในส่วนที่ได้ศึกษากรณีศึกษาใน บ้างพ้ืนท่ี เป็นตน้ ขณะเดียวกันแม้ในระดับนโยบายจะมีความคืบหน้าท่ีจะสร้างเครื่องมือเพ่ือให้เกิดการปฏิบัติ ภายใต้นโยบายในการจัดทาระบบฐานข้อมูลแผนที่พ้ืนที่ในเขตป่าให้เป็นระบบเดียวกัน ด้วยการออก ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย มาตรฐานระวางแผนท่ีและแผนท่ีรูปแปลงท่ีดินในที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2550 กาหนดให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการท่ีดินของรัฐดาเนินการเพ่ือให้การ จัดทาแผนที่และการจัดทารูปแปลงที่ดิน (ที่จะมีการจัดทาขึ้นใหม่) ต้องเป็นไปตามที่ กมร. (คณะกรรมการกาหนดมาตรฐานระวางแผนท่ีและแผนที่รูปแปลงที่ดินในท่ีดินของรัฐ ) กาหนด และ ภายใต้ระเบียบดังกล่าวบรรดาแผนท่ีและแผนท่ีรูปแปลงท่ีดินของรัฐทั้งหลานที่จัดทาข้ึนก่อนระเบียบ นี้ใช้บังคับ ได้กาหนดให้เป็นหน้าท่ีของส่วนราชการที่จะต้องดาเนินการปรับให้เป็นไปตามมาตรฐาน และจดั ทาเปน็ ขอ้ มูลดจิ ติ อลส่งให้กรมท่ดี ินเพอื่ จดั ทาเป็นระบบฐานขอ้ มูลสารสนเทศ ซ่ึงในประเด็นน้ีในมิติทางกฎหมาย แม้จะมีการปรับให้เป็นมาตรฐานเดียวกันแต่ก็มิได้ หมายความว่าจะเกิดความถูกต้องตรงตามข้อเท็จจริงหรือสภาพทางกายภาพในพื้นท่ีจริงเสมอไป ทั้งนี้เพราะกระบวนการในการปรับแผนท่ีดงั กล่าวเป็นการปรับโดยใชว้ ิธกี ารท่ีเป็นในเชิงเทคนิคแผนท่ี ดิจิตอลเท่าน้ัน ดังนั้น หากแผนท่ีพื้นฐานท่ีทาคร้ังแรกภายใต้การประกาศเขตตามกฎหมายน้ันๆเกิด จากกระบวนการที่ไม่ชอบ( ไมไ่ ด้ทาตามท่กี ฎหมายกาหนด หรือไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง หรือหากมีการ โตแ้ ย้งแตย่ งั ไมม่ ีการแก้ไข )กย็ งั คงความไม่ชอบด้วยกฎหมาย ความไม่ถูกตอ้ งของแผนทีอ่ ีกต่อไป ดังนั้นการจะแก้ไขปัญหาในทางกฎหมายเก่ียวกับความไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือความไม่ ถูกต้องจึงต้องเพิ่มกระบวนการตรวจสอบจากพื้นที่จริงประกอบกระบวนการจัดทา และจาเป็นท่ี จะต้องมีกฎหมายในฐานะท่ีเท่ากันหรือสูงกว่า กฎหมายที่ประกาศกาหนดเขตพ้ืนที่เพ่ือรับรองให้ กระบวนการปรบั แกด้ ังกลา่ วมผี ลเปน็ การแกไ้ ขผลท่ีไมถ่ กู ตอ้ งของกฎหมายท่ีประกาศกาหนดเขตพื้นที่ ที่ไม่ถูกต้องนั้น ซ่ึงในปัจจุบันมีแนวคิดท่ีจะผลักดันร่างพระราชบัญญัติมาตรฐานการจัดทาแผนที่ใน ท่ดี ินของรฐั พ.ศ. .... โดยกระทรวงมหาดไทยเป็นผเู้ สนอ และคณะรฐั มนตรไี ดใ้ ห้ความเห็นชอบและให้ สานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปตรวจพิจารณาและรับความเห็นของส่วนราชการที่เก่ียวข้อง ประกอบการพิจารณาก่อน แล้วเสนอต่อสภาผ้แู ทนราษฎรตอ่ ไป ดงั น้ัน ตราบใดทรี่ า่ งพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ยังไม่มีผลใช้บังคับปัญหาดังท่ีกล่าวมาข้างต้นทั้งหมดก็ยังไม่สามารถท่ีจะแก้ไขได้ตลอดสุดสาย ของปัญหา ซึ่งเท่ากับว่า นโยบาย reshape แม้ในหลักการแม้จะเป็นความพยายามในการแก้ปัญหา แต่ก็เป็นส่วนหน่ึงของปัญหาเท่านั้น และกระบวนการเท่าท่ีเห็นหรือตรวจสอบจากการดาเนินการ ภายใตโ้ ครงการ reshape ท่ผี ่านมายงั มลี ักษณะทเี่ ปน็ กระบวนการเชงิ นโยบายภายในค่อนข้างปดิ จาก การมีส่วนร่วมทั้งจากส่วนราชการอ่ืนๆที่เกี่ยวข้องทั้งใกล้ชิดและใกล้เคียงรวมถึงจากสาธารณะที่ 4-10

โครงการวิจัยเพือ่ การติดตามการปรบั ปรงุ แนวเขตแผนที่พน้ื ทีป่ า่ ไม้ อาจจะอยู่ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง หรืออาจจะอยู่ในฐานะที่เป็นผู้ห่วงใยต่อผลกระทบท่ีจะ เกิดข้ึนตอ่ สงั คม (social cost) ซง่ึ อยากเขา้ มามสี ว่ นร่วมต้งั แตเ่ ริ่มแรก แตอ่ ย่างไรก็ตาม ในแง่นี้ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ในระดับหนึ่งว่า เน่ืองจากลักษณะการดาเนิน โครงการมีลักษณะที่เป็นโครงการซ่ึงในส่ิงที่ควรจะต้องเป็นคือการตอ้ งจัดต้ังเป็นโครงการดาเนินการท่ี มีลักษณะถาวร เป็นงานท่ีต้องทาประจาและมีความเร่งด่วนในระยะเริ่มต้น และต้องทาอย่างใกล้ชิด ตอ่ เน่ืองในระยะต่อไป แตเ่ นื่องจาก เปน็ โครงการที่เกิดขึ้นโดยจัดไว้เปน็ โครงการที่เกิดขึ้นจากนโยบาย ภายใตก้ ระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ มฯ ซ่งึ เป็นส่วนหน่ึงของชนิ้ ส่วนของปญั หาใหญ่คือ การบริหารจัดการที่ดินของชาติ ซ่ึงมีงานที่ครอบคลุมถึงประเด็นสาคัญๆ เช่น นโยบายและการ วางแผนเก่ียวกับระบบการบริหารจัดการการถือครองท่ีดินนโยบายและการวางแผนเพื่อการสงวน ท่ีดิน รวมตลอดถึงการพัฒนาความอุดมสมบูรณ์ของที่ดิน และนโยบายเพื่อการสงวน การอนุรักษ์ ที่ดินของรัฐ ซึ่งจะเห็นได้ว่าจริงๆแล้วเน้ืองานของโครงการ Reshape เป็นเพียงส่วนหน่ึงของงาน ทั้งหมดในนโยบายท่ีเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการท่ีดินของชาติ และจะต้องแทรกอยู่ในด้านงาน ตา่ งๆ ดังน้ัน เม่ือนาโครงการ Reshape มาศึกษาในงานวิจัยคร้ังน้ี ในแง่ของมิติเชิงนโยบายต่อ โครงการ (Reshape) ที่มีลักษณะเป็นงานท่ีเกิดข้ึนจากนโยบาย ซ่ึงมีจุดเด่นตรงที่ในระยะเร่ิมต้นจะ ได้รับการสนับสนุนและดาเนินการได้รวดเร็วในระยะแรก แต่ก็มีจุดบอดตรงน้ี มีความเสี่ยงท่ีจะเกิด การเปลี่ยนแปลงได้ง่ายหากนโยบายเปล่ียนหรือไม่มีความต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะนาไปสู่การสร้างความ เขา้ ใจทไี่ มต่ รงตามเจตจานงของนโยบายทีค่ ดิ มาตง้ั แตต่ น้ บทสงั เคราะหผ์ ลในทางกฎหมายท่อี าจจะเกดิ จากกระบวนการ Reshape เนื่องจาก โครงการ Reshape เป็นโครงการที่เกิดข้ึนโดยไดร้ ับการสนับสนุนจากฝ่ายนโยบาย ดังจะเห็นได้จากการมีมติคณะรัฐมนตรี การถูกกาหนดเป็นวาระและนโยบายเร่งด่วนของรัฐมนตรี ฯลฯ จึงเป็นการดาเนินการโดยใช้อานาจสั่งการของฝ่ายบริหารเพื่อทาให้ระบบสนับสนุน ซ่ึงได้แก่ ส่วนราชการต่างๆท่ีเก่ียวข้องคือ กระทรวง และ กรมต่างๆท่ีมีอานาจหน้าที่ตามกฎหมาย ใช้อานาจ ตามกฎหมายตามท่ีกฎหมายให้อานาจแก่หน่วยงานไว้ ซึ่งจากการศึกษากลุ่มของกฎหมายท่ีมีระบบ การประกาศกาหนดเขตพ้ืนที่เพื่อให้อานาจแก่หน่วยงานในการเข้าไปดาเนินการตามท่ีกฎหมาย กาหนด ซ่ึงมีลักษณะทานองเดียวกันกับกรณีกฎหมายที่เก่ียวข้องกับโครงการ Reshape จานวน ท้ังหมด 13 ฉบับ ซึ่งในแต่ละฉบับก็กาหนดรูปแบบของกฎหมายและวิธีการในการประกาศเขตใน ลกั ษณะตา่ งๆไว้ (ดงั ปรากฏรายละเอยี ดในภาคผนวกท่ี 1) และด้วยเหตุท่ีในแต่ละเขตมีกฎหมายกาหนดรูปแบบของกฎหมายและวิธีการไว้เป็นการ เฉพาะ ดังนั้น การจะเปล่ียนแปลงเส้นในแผนที่ท้ายประกาศซ่ึงได้ประกาศใช้แล้วจึงต้องดาเนินการ 4-11

โครงการวจิ ยั เพื่อการตดิ ตามการปรบั ปรงุ แนวเขตแผนท่ีพนื้ ทปี่ า่ ไม้ ตามวิธีการที่กฎหมายกาหนดจึงจะเกิดผลเป็นการแก้ไขเปล่ียนแปลงแผนท่ีท่ีเกิดผลในทางกฎหมาย ท้ังนี้เนื่องจากกลไกในทางปฏิบัติจริงภายใต้ระบบราชการ เก่ียวกับวิธีการแก้ไขแนวเขตแผนที่ท้าย พระราชกฤษฎีกา หรือ ท้ายกฎหมาย หรือ ท้ายประกาศ ตามที่กฎหมายในระดับพระราชบัญญัติแต่ ละฉบับกาหนดให้ต้องทา คือการต้องตรากฎหมายในลาดับเดียวกันกับพระราชกฤษฎีกา หรือ กฎกระทรวง หรอื ประกาศ แล้วแต่กรณใี นการแกไ้ ข ไม่ว่าจะเป็นกรณีเนื้อหารายละเอียดดังที่ปรากฏ ในเน้ือหาของพระราชกฤษฎีกา เช่น ช่อื ตาบล ชอื่ ปา่ ท่ีจะประกาศให้อยู่ในเขตอุทยาน ฯลฯจะไม่มีชื่อ ปรากฏอยู่ แต่ในแผนท่ีท้ายพระราชกฤษฎีกา ช่ือตาบล หรือ ชื่อป่า จะอยู่ในแนวเขตเส้นแผนท่ี ครอบคลมุ พ้ืนที่ตาบลทีอ่ ยใู่ นภาพถ่ายแผนท่ีก็ตาม ทั้งนี้ดังจะเห็นได้จากความเห็นของคณะกรรมการ กฤษฎีกาเร่ืองเสร็จท่ี 72/2523 และ เรื่องเสร็จที่ 65/2549 (โปรดดูรายละเอียดความเห็น คณะกรรมการกฤษฎีกา ในภาคผนวกที่ 2) ดังน้ัน จะเห็นได้ว่าจากกระบวนการที่มีการจัดทาโครงการ reshape ตามแนวทางที่ กาหนดให้เจ้าหน้าท่ีในระดับปฏิบัติดาเนินการเพ่ือทาการปรับแนวเขตแผนท่ีหากมีการซ้อนทับกัน ระหว่างแนวเขตแผนท่ปี ระเภทตา่ งๆ ซ่งึ มกี ารกาหนดเปน็ แนวทางปฏิบตั ิ ดงั ที่มีการเรียกกันว่า “ 8 กรณี 10 นโยบาย ” ซงึ่ เป็นการจับคแู่ ลว้ กาหนดเปน็ นโยบายว่าให้เลือกใชแ้ นวเขตของแผนที่อัน ใดเป็นหลัก ตามตารางเปรยี บเทียบ กรณที ่ี แนวเขตแผนทท่ี ม่ี ีการซ้อนทบั กนั แนวเขตของแผนทท่ี ่ีจะถอื เป็นแนวเส้นหลกั กรณีที่ 1 ป่าสงวนแห่งชาติ และป่าไม้ถาวรทับซ้อน ให้ใช้ขอบเขตที่โตกวา่ เป็นหลัก กรณที ่ี 2 กนั ป่าสงวนแห่งชาติ และเขตปฏิรูปที่ดินทับ ให้ยึดถือแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติตามแผนท่ี ซอ้ นกนั ทา้ ยกฎกระทรวง กรณีที่ 3 ป่าสงวนแห่งชาติ และนิคมสหกรณ์หรือ 1.ใหใ้ ช้แนวเขตนคิ มเป็นหลัก นิคมสร้างตนเองที่มีกฎหมายบังคับแล้ว 2.หากนิคมฯยังไม่มีกฎหมายบังคับใช้ ให้ยึด กรณีท่ี 4 ทับซอ้ นกนั แนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งน้ีให้มีการ กรณที ี่ 5 ตรวจสอบสภาพพ้ืนที่จริงด้วย ทร่ี าชพสั ดซุ ึ่งมีขอบเขตชัดเจนแล้วทับซ้อน ให้ใชข้ อบเขตท่รี าชพสั ดุเป็นหลกั กับปา่ สงวนแหง่ ชาติ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ใหใ้ ช้ขอบเขตทโี่ ตกว่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ทับซ้อนกับป่าสงวน แห่งชาติ 4-12

โครงการวจิ ัยเพ่ือการติดตามการปรบั ปรงุ แนวเขตแผนทพ่ี นื้ ท่ีปา่ ไม้ กรณีที่ 6 อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่า 1.ในกรณีที่อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธ์ุป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ทับซ้อนกับเขตปฏิรูป เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ประกาศก่อนกรมป่าไม้ส่ง กรณที ่ี 7 ทดี่ นิ มอบพ้ืนท่ีให้ส.ป.ก. ให้ใช้อุทยานแห่งชาติ เขต กรณีท่ี 8 รกั ษาพนั ธ์สุ ตั ว์ปา่ เขตห้ามลา่ สัตว์ป่าเปน็ หลกั 2.กรณีอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขต ห้ามล่าสัตว์ป่า ประกาศภายหลังการส่ง มอบพืน้ ท่ีให้ส.ป.ก. ให้ใช้เขตปฏริ ูปที่ดิน โดยให้ มีการตรวจสอบสภาพพ้ืนที่จริง ถ้ามีสภาพเป็น ป่าอยู่ในหลักเกณฑ์กันออกจากเขตปฏิรูปที่ดิน ตามบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมป่าไม้และ ส.ป.ก.พน้ื ทีด่ งั กลา่ วให้เป็นอทุ ยานแห่งชาติ เขต รกั ษาพันธุ์สัตวป์ า่ เขตหา้ มล่าสตั วป์ ่า อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ให้ใชห้ ลกั เกณฑเ์ ดียวกับกรณที ่ี 3 และ 4 เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ทับซ้อนนิคมสร้าง ตนเอง นิคมสหกรณ์ หรือท่ีราชพัสดุ สวนป่าของ อ.อ.ป. ทับซ้อนกับป่าไม้ถาวร ใหใ้ ช้ขอบเขตปา่ น้นั ๆเป็นหลกั ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ เขต รักษาพนั ธ์สุ ตั ว์ป่า เขตห้ามลา่ สตั ว์ปา่ ซ่ึงหากกระบวนการในการแก้ปัญหาแนวเขตท่ีทับซ้อนกันดาเนินการเลือกและปรับเปล่ียน เพ่ือแก้ปัญหาโดยเลือกเส้นแนวเขตแผนที่ตามท่ีกาหนดเป็น นโยบายเพ่ือแก้ปัญหาดังที่ปราก ฏ รายละเอยี ดในตาราง ผลในทางกฎหมายของการกระทาดังกล่าว หากพิจารณาจากเกณฑ์มาตรฐาน ของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วจะก่อให้เกิดเป็นปัญหาในทางกฎหมายตามมาในบางกรณี ทั้งนี้ เน่ืองจาก หากพิจารณาจากการเลือกว่าจะใช้เส้นแผนท่ีใดเป็นหลักในกรณีเกิดการทับซ้อนกัน หาก เป็นกรณีทแ่ี ผนที่ท่ีมีพื้นที่มากกวา่ ให้ใชพ้ ้ืนท่ีน้ันเป็นหลัก หรือหากพ้ืนที่นั้นจะส่งผลให้พ้ืนที่ป่าอนุรักษ์ ลดลงก็ให้พิจารณาว่าเส้นของเขตแผนท่ีที่จะทาให้พ้ืนที่ป่าอนุรักษ์ลดลงนั้นได้ดาเนินการมาก่อนหรือ หลัง หรือได้มีการดาเนินการครบตามท่ีกฎหมายกาหนดแล้วหรือยังเป็นหลัก ซ่ึงในกรณีเช่นนี้หาก เทยี บเคยี งกับแนวทางซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาไดว้ างเป็นหลักการในทางกฎหมายไว้ไม่สามารถที่จะ ทาไดเ้ น่อื งจากวัตถุประสงค์ของการประกาศเขตพื้นที่ตามกฎหมายแม่บทในแตล่ ะฉบบั มีวตั ถุประสงค์ ที่แตกต่างกันเป็นการเฉพาะ ดังน้ันจึงไม่สามารถเปล่ียนแปลงแนวเขตโดยท่ีไม่ไปดาเนินการตาม กฎหมายแม่บทฉบับน้ันๆได้ ดังปรากฏในความเห็นที่ประชุมใหญ่ของคณะกรรมการกฤษฎีกา( 4-13

โครงการวิจัยเพ่อื การตดิ ตามการปรับปรงุ แนวเขตแผนทพี่ นื้ ทีป่ ่าไม้ คณะกรรมการร่างกฎหมาย) เร่ืองเสร็จท่ี 294/2534 ( โปรดดูรายละเอียดความเห็นคณะกรรมการ กฤษฎกี า ในภาคผนวกที่ 4 ) ผลในทางกฎหมาย นอกเหนือจากกรณีของการเลือกกาหนดเส้นแนวเขตแผนท่ีดังท่ีกล่าวมา ข้างต้นแล้วหากยังมีการดาเนินการ (ตามแนวบรรทัดฐานทางกฎหมายของคณะกรรมการกฤษฎีกา) แม้จะสามารถดาเนินการให้เกิดการปรับเปลี่ยนเส้นแนวเขตตามแผนท่ีที่มีการซ้อนทับกันได้ โดยต้อง ดาเนินการตามข้ันตอนของระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยมาตรฐานระวางแผนที่และแผนที่รูป แปลงที่ดินในที่ดินของรฐั พ.ศ. 2550 เพื่อให้เกิดการดาเนินการจัดทาแผนท่ีให้อยู่ในมาตรส่วนเดียวกัน ในช้ันตน้ (โปรดดูรายละเอยี ด ระเบียบสานักนายกฯ ในภาคผนวก) แล้วหลักจากนั้น ต้องดาเนินการ ตามพระราชบัญญัติท่ีให้อานาจแก่ส่วนราชการในการประกาศเขตพื้นที่ในแต่ละฉบับซ่ึงกาหนด รูปแบบพิธแี ละวิธีการแก้ไขท่ีไม่เหมือนกันจึงจะเกิดผลเป็นการแก้ไขการซ้อนทับกันของเขตพื้นท่ีท่ีจะ เกิดผลในทางกฎหมายทสี่ มบูรณไ์ ด้ แต่ก็ยังมผี ลกระทบข้างเคียงในทางกฎหมาย ซ่ึงหากจะดาเนินการ ตอ่ ไป( ไม่ว่าจะภายใต้โครงการแบบเดิม หรือ ตามโครงการใหม่ที่กาลังดาเนินอยู่) ในฐานะหน่วยงาน ที่รับผิดชอบคงจะต้องเยียวยาผลในทางกฎหมายท่ีจะเกิดขน้ึ ตามมาดงั น้ี กรณีท่ีมีการปรับแนวเขตมีผลเป็นการลดพื้นท่ีอนุรักษ์ และในพ้ืนที่เหล่าน้ันมีการดาเนินคดี อาญากับผู้ที่เคยอยู่ในพ้ืนที่มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่การลงโทษทางอาญาส้ินสุดลงแล้วก็ตาม หรือ กาลังรับโทษอยู่ หรืออยู่ในระหว่างการดาเนินคดี และรวมถึงการฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง หรือมี คาขอให้มีการขับไล่ออกจากพ้ืนที่ หรือกรณีท่ีมีการเข้าไปตัดฟันต้นไม้ รื้อถอนบ้านเรือนสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์สินต่างๆ ฯลฯ ในกรณีเช่นน้ีจะต้องเยียวยาความเสียหายอย่างไร ผู้ที่เคยอยู่ในพ้ืนท่ีจะกลับมา สืบสทิ ธิในพืน้ ท่ตี อ่ ไดห้ รือไมอ่ ย่างไรฯลฯ ในทางตรงกนั ข้ามจะดาเนินการกบั ผู้ที่จะไดร้ บั ผลกระทบจากการที่ตกอยู่ภายใต้แนวเขตแผน ท่ีทม่ี ีการปรบั เปล่ียนใหม่ (ตามนโยบาย 8 กรณี 10 นโยบาย) อยา่ งไร เกณฑ์มาตรฐานที่ดีสาหรับการดาเนินโครงการภายใต้หลักการบริหารกิจการบ้านเมือง และสงั คมทด่ี ี หากพิจารณาโครงการ Reshape ในฐานะท่ีเป็นโครงการซ่ึงดาเนินการโดยองค์กรของรัฐ ใช้เงิน งบประมาณแผ่นดิน หรือเงินประเภทอื่นทีเ่ ปน็ ของรัฐ ดาเนินการโดยเจ้าหน้าท่ีตามกฎหมาย และเปน็ การใช้อานาจตามกฎหมายท่ีส่งผลกระทบต่อประชาชนและสังคมโดยส่วนรวม รวมถึงเป็นการ ดาเนินการร่วมกันหลายหน่วยงาน ซึ่งหากนาพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์การบริหารกิจการ บา้ นเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ. 2546 ตามมาตรา 6 แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้กาหนดมาตรฐาน ของการปฏิบัติราชการของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ว่า การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี คือ การบริหารราชการเพอื่ บรรลุเปา้ หมายดงั ตอ่ ไปนี้ 4-14

โครงการวิจยั เพือ่ การติดตามการปรับปรงุ แนวเขตแผนทพี่ นื้ ทีป่ า่ ไม้ - เกิดประโยชนส์ ุขของประชาชน - เกิดผลสัมฤทธต์ิ อ่ ภารกจิ ของรฐั - มปี ระสิทธิภาพและเกิดความคุม้ ค่าในเชงิ ภารกจิ ของรฐั - ไม่มีข้ันตอนการปฏิบตั งิ านเกินความจาเป็น - มกี ารปรบั ปรุงภารกิจของสว่ นราชการใหท้ ันต่อสถานการณ์ - ประชาชนได้รบั การอานวยความสะดวกและได้รบั การตอบสนองความต้องการ - มกี ารประเมนิ ผลการปฏิบัตริ าชการอย่างสม่าเสมอ ซ่ึงจะเห็นไดว้ ่าจากการตดิ ตามประเมินการดาเนินทั้งจากส่วนราชการท่ีเข้าไปร่วมดาเนินการ และจากประชาชนทอ่ี ยู่ในพน้ื ทที่ ่จี ะตอ้ งดาเนินการเพ่ือแกป้ ัญหาเร่ืองแนวเขตทีด่ นิ ของรฐั จะเห็นได้ว่ายังไม่ได้นาหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองท่ีดีมาใช้ ซ่ึงจะทาให้การบรรลุตาม วัตถุประสงค์ของโครงการ Reshape หรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์แบบเดียวกันแต่ใช้ชื่อโครงการ อย่างอน่ื ไม่บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะสร้างระบบฐานข้อมูลทางกายภาพของพื้นที่ที่อยู่ใน รูปของแผนท่ีตรงกับสภาพความเป็นจริง และได้รับการยอมรับท้ังจากประชาชนและจากหน่วยงาน ราชการดว้ ยกัน วิธกี ารท่ีควรจะเป็นควรจะเป็นอย่างไร จากปัญหา เป็นผลมาจากกระบวนการดาเนินการท่ีเกิดข้ึนจากนโยบายท่ีใช้วิธีการแบบปิด ท้ังนี้เน่ืองจากต้องการที่จะสร้างความชัดเจนให้เกิดข้ึนร่วมกันก่อนในระหว่างหน่วยงานภาครัฐ แต่ ด้วยเหตุท่ีข้อมูลที่มีอยู่ในระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันเองก็ยังคงไม่มีความชัดเจน ระบบในการ ดาเนนิ การของแตล่ ะหน่วยงานมวี ิธีการท่แี ตกตา่ งกันและไมไ่ ดไ้ ปในทิศทางเดยี วกันความพร้อมในด้าน ตา่ งๆไมเ่ ทา่ เทียมกนั อีกท้ังผู้ตัดสินใจในระดับนโยบายท่ีจะสนับสนุนให้เกิดการดาเนินการหรือเกิดการ แก้ไขปัญหาไมม่ คี วามต่อเนอ่ื ง เกดิ การเปลี่ยนแปลงในระดบั นโยบายอยเู่ ปน็ ระยะๆ เหตุท่ีเปน็ เชน่ น้ี เนอ่ื งจากโครงสรา้ งของระบบการทางานเพอื่ แก้ไขปญั หา เป็นโครงสร้างแบบ ราชการรวมศูนย์ ซึ่งแต่ละหน่วยงานต่างๆมีกฎหมายท่ีให้อานาจอย่างเป็นอิสระของแต่ละหน่วยงาน มีงบประมาณ มีนโยบาย และมีปัญหาภายในท่ีแตกต่างกัน และท่ีสาคัญในแง่ของความม่ันใจของ เจ้าหน้าท่ีผู้ปฏิบตั ิงานเน่ืองจากการดาเนินการท่ีเก่ียวข้องกับแนวเขตแผนที่มีมิตทิ ั้งในเร่ืองของส่วนได้ เสียในเชิงสิทธิในทางกฎหมายของประชาชน ปัญหาเร่ืองขอบเขตอานาจของกฎหมาย ขาดแนว ปฏิบัตทิ ่ชี ดั เจน ปญั หาเร่ืองความรับผิดในทางกฎหมาย และรวมตลอดถึงความบกพร่องในการทางาน ท่ีเกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่สามารถสร้างความม่ันใจให้แก่เจ้าหน้าท่ี ผู้ปฎิบัติท่ีจะกล้าตัดสินใจทุ่มเทในการทางานทั้งน้ีเนื่องจากในปัจจุบันมีเพียงระเบียบสานัก นายกรฐั มนตรวี ่าดว้ ย มาตรฐานระวางแผนที่และแผนท่ีรูปแปลงที่ดนิ ในท่ีดินของรฐั พ.ศ.2550 4-15

โครงการวจิ ยั เพ่ือการติดตามการปรบั ปรงุ แนวเขตแผนท่ีพนื้ ท่ปี า่ ไม้ ( โปรดดรู ายละเอียดในภาคผนวกท่ี 5 ) และพระราชบัญญัติเฉพาะของหน่วยงานเท่านั้นที่ให้อานาจ ในการดาเนินการ การสั่งการเชิงนโยบาย และระเบียบยังไม่เป็นผลให้เกิดการเปล่ียนแปลงในทาง กฎหมายไดอ้ ย่างสมบรู ณ์ ในขณะที่ ภายใตก้ ารดาเนินการของชดุ โครงการน้ี มีพนื้ ท่ีซึ่งเกิดความร่วมมือกันระหวา่ งฝ่าย ต่างๆ ดังท่ีปรากฏในส่วนที่เข้าไปศึกษากรณีการดาเนินการแบบมีส่วนร่วมของภาครัฐและภาค ประชาชน ชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ในกรณีพ้ืนท่ีการดาเนินการใน กรณีจังหวัดตรัง (เป็นตัวอย่างความร่วมมือของส่วนราชการท่ีเก่ียวข้องซึ่งอยู่ในพ้ืนท่ี) และกรณีของ พ้ืนท่ีอุทยานออบหลวง (ซึ่งเป็นตัวอย่างความร่วมมือร่วมกัน ของภาครัฐ องค์ปกครองส่วนท้องถ่ิน กานันผู้ใหญ่บ้าน องค์กรพัฒนาเอกชน และชุมชน) และเกิดการมีส่วนร่วมท้ังในด้านข้อมูล แบ่งปัน ความรู้ และการร่วมกันพัฒนาแนวทางปฏิบัติท่ีสอดคล้องกันระหว่างฝ่ายต่างๆ โดยมีเป้าหมาย ร่วมกันเพอื่ การแก้ปญั หาท่ีเกิดขน้ึ จากความจริงใจในการแก้ไขปัญหา จากรูปธรรมของทั้งสองพื้นท่ี (กรณีอุทยานออบหลวง จังหวัดชียงใหม่ และกรณีการ ดาเนินการของจังหวัดตรัง) ซึง่ เกิดจากความร่วมมือ และร่วมกันแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปญั หาที่ มีลักษณะเฉพาะแต่ละท้องที่ไม่เหมือนกัน จนสามารถแสวงหาแนวทางและวิธีการที่เกิดการแก้ไข ปญั หาแบบครบวงจร และเป็นที่ยอมรับกันจากทุกฝ่ายในระดบั พ้ืนท่ี อีกท้ังยังสามารถพัฒนากลไกใน การท่ีจะระงับข้อพิพาท ร่วมถึงสามารถสร้างกฎกติกาท่ีเป็นข้อตกลงร่วมกันเพ่ือถือปฏิบัติท่ีจะไม่รุก เข้าไปในพื้นท่ีใดพื้นที่โดยผิดกติกา ซ่ึงถือว่าเป็นการสร้างนวัตกรรมทางสังคมที่เป็นการบูรณาการ ภาคสว่ นต่างๆเพ่อื ดาเนินการแก้ไขปญั หาอนั เนอ่ื งมาจากความไม่เป็นเอกภาพของแนวเขตแผนท่ีพืน้ ที่ ป่าไม้ ดังนั้นวิธีการท่ีจะทาให้เกิดการแก้ไขปัญหาเร่ืองแนวเขตแผนท่ีพื้นท่ีป่าไม้ ที่จะลดความ ขัดแย้งและเป็นท่ียอมรับจากทุกๆฝ่ายก็โดยการบูรณาการการดาเนินการจากทุกภาคส่วนในฐานะท่ี เป็นวาระสาคัญเร่งด่วนของสังคมโดยมีนโยบายของรัฐให้การสนับสนุน ซึ่งจากการศึกษาและถอด บทเรียนจากกรณกี ารดาเนินการของพื้นที่อุทยานออบหลวง ควรที่จะต้องดาเนินการในดา้ นตา่ งๆดงั มี รายละเอียด ดงั ตอ่ ไปนี้ 1. ขอ้ เสนอในเชิงหลักการของการดาเนนิ การ ประกอบด้วยหลกั การสาคัญดังตอ่ ไปน้ี 1.1 จะต้องเป็นนโยบายสาคญั และถือเป็นวาระแห่งชาติท่ีจะต้องดาเนินการซึ่งจะนาไปสู่การ แก้ปญั หาอื่นท่ีเกีย่ วข้องกนั และช่วยปอ้ งกนั ปัญหาต่างๆที่จะเกดิ ข้ึน 1.2 สร้างกลไกในรูปคณะกรรมการร่วมใน ระดบั จังหวดั เพอื่ ประสานระหวา่ งนโยบายและ หน่วยงานในจังหวัด และในระดับพืน้ ที่ ทาหน้าท่ีเป็นชุดปฏิบัติการ ทาหน้าที่ เป็นศูนย์ ประสานงาน 4-16

โครงการวจิ ยั เพอื่ การตดิ ตามการปรับปรงุ แนวเขตแผนทพ่ี นื้ ทปี่ ่าไม้ 1.3 จดั ต้งั กลไกในการทาหน้าทีเ่ ปน็ ฝา่ ยไกล่เกลี่ย ในข้ันตอนการพสิ จู นส์ ิทธิการปรบั ปรุงแนว เขต 1.4 ให้มีการศึกษาแนวทางที่เหมาะสมในการจัดทาแนวเขตที่ดินป่าไม้ให้เป็นแนวทาง เดียวกัน และสอดคลอ้ งกับความหลากหลายของแต่ละพืน้ ที่ 1.5 หลักการในการบริหารจัดการควรต้งั อยู่บนแนวทาง area base approach ร่วมกับ หลักการมสี ่วนรว่ มของประชาชน 2. ขนั้ ตอนในการดาเนนิ การในระดับพื้นที่ 2.1 ดาเนินการประชาสัมพันธใ์ ห้ชุมชนไดร้ ับทราบถึงข้อมูลข่าวสาร รวมถึงวิธดี าเนินการทุก ขัน้ ตอนกอ่ นเรมิ่ โครงการเพ่ือสร้างความเข้าใจทตี่ รงกนั 2.2 จัดตั้งคณะกรรมการท้ังในระดับหมู่บ้าน ระดับตาบล ในพื้นที่ที่จะมีการดาเนินการเพื่อ ร่วมกนั วางแนวทางในการดาเนินการร่วมกัน 2.3 ร่วมดาเนนิ การตามแนวทางท่กี าหนดโดยอาศัยฐานข้อมูลชมุ ชน สารวจโดยใหช้ มุ ชนรว่ ม กาหนดพ้ืนท่ีการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เหมาะสมให้ชดั เจน โดยอาศัยเครื่องมือ GPS ลงใน แผนท่ี 1:4000 และรว่ มกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมลู 2.4 รว่ มกันจดั ทาแนวเขตพน้ื ที่ปา่ ไมใ้ นพน้ื ทจ่ี รงิ ให้ชดั เจน 2.5 ดาเนินการจัดระเบียบพื้นที่ทากิน พื้นท่ีอยู่อาศัย และระเบียบชุมชน โดยหารือร่วมทุก ภาคส่วน 2.6 สนับสนุนให้ชุมชน จัดต้ังกฎระเบียบชุมชนในการกาหนดมาตรการต่างๆ เพ่ือป้องกัน การขยายพ้ืนท่ี 4-17

โครงการวิจัยเพอ่ื การตดิ ตามการปรับปรุงแนวเขตแผนท่ีพน้ื ที่ปา่ ไม้ บทท่ี 5 บทสรุปและขอ้ เสนอแนะ บทสรุปทไ่ี ดจ้ ากการศึกษา แม้การดาเนินการของโครงการ Reshape จะยุตลิ งไปแล้วก่อนที่งานศึกษานี้จะดาเนินการ แล้วเสร็จจึงทาให้การศึกษาท่ีได้ดาเนินการมาจึงเป็นการศึกษาจากข้อมูลเอกสาร การสอบถาม การ สัมมนากลุ่มบุคคลโดยเฉพาะจากเจ้าหน้าท่ีซึ่งเคยร่วมอยู่ในกระบวนการดาเนินการ สภาพการศึกษา การดาเนินของโครงการซ่ึงได้ยุติลงการครัน ทาให้งานศึกษาน้ีก็มีข้อจากัดในหลายประการโดยเฉพาะ อย่างย่ิงในเร่ืองของการเข้าถึงระบบฐานข้อมูลในหลายๆประการซึ่งอาจจะทาให้การศึกษาวิเคราะห์ สามารถเห็นประเด็นต่างๆมากกว่าท่ีปรากฏในงานศึกษาน้ี เช่น ข้อมูลท่ีแสดงถึงต้นทุนต่อหน่วยต่อ พื้นที่ในการดาเนินการ วิธีการดาเนินงานและผลท่ีเกิดจากระบบมอบหมายส่ังการให้ดาเนินการโดย สายงานปรกติให้ทางานหรือปฏิบัติงานท่ีต้องอาศัยเวลา ความละเอียดอ่อน อาศัยความรู้เทคนิค เฉพาะ กับผลที่จะเกิดขึ้นเพื่อเปน็ การสร้างระบบฐานข้อมูลพน้ื ฐานในดา้ นภูมิศาสตร์และแผนที่ เพ่ือ นาไปต่อยอดท้งั ในดา้ นการใชป้ ระโยชนเ์ พอื่ การวางแผน และในด้านการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ข้อ พิพาท ความไม่ถูกต้องตรงกันของข้อมูลการนาไปสู่การวางแผนเพ่ือป้องกัน และการปฏิรูประบบการ บรหิ ารการจัดการข้อมูลสารสนเทศทางภมู ิศาสตร์แผนท่ีของประเทศ ฯลฯ จากการศึกษาในส่วนตน้ ซ่ึงเปน็ การวางพ้ืนฐานความคิดท่ีนามาเพอ่ื ช่วยทาให้เข้าใจเกิดความ เข้าใจกระบวนการในการดาเนินการภายใต้โครงการ Reshape โดยมีแนวคิดที่สาคัญๆหลักๆท่ีจะช่วย ทาให้เห็นประเด็นหรือแงม่ ุมของการดาเนินการ ท้งั นี้เพื่อม่งุ ท่ีจะตอบโจทยใ์ นการวิจัยวา่ 1. แนวทางการปรับปรุงพื้นที่ป่าไม้ (Reshape) สามารถแก้ไขปัญหาการทับซ้อนของแนว เขตพ้ืนทต่ี า่ งๆท่ีดีที่สดุ จริงหรือไม่ 2. ชมุ ชนสามารถเขา้ มีส่วนรว่ มในการวางแนวทางการปรบั ปรงุ พืน้ ทีป่ ่าไมไ้ ดอ้ ย่างไร 3. และแนวทาง รูปแบบใดท่ีสามารถทาใหท้ ุกฝา่ ยยอมรบั รว่ มกันได้ จากการศึกษากระบวนการดาเนินการของโครงการ พบว่า มีการออกแบบวิธีการดาเนินงาน โดยมีการทดลองทาเป็นพ้ืนที่นาร่อง ในพ้ืนที่จังหวดั เลย และเม่ือมีการดาเนินการในพื้นที่นาร่องแล้วก็ นาไปสู่การวางเป็นแนวปฏิบตั ิเพ่ือขยายผลไปดาเนินการในพ้ืนที่จังหวดั ตา่ งๆ ซ่ึงเมื่อขยายผลไปสู่การ การดาเนินการในพ้ืนที่จังหวัดต่างๆภายใต้โครงสร้างและวิธีการปฏิบัติแบบระบบราชการ จาก การศึกษาพบขอ้ จากดั ข้อบกพรอ่ งทม่ี อี ยูใ่ นระบบราชการหลายๆประการ จากการศึกษาโดยสรุปจะเห็นได้ว่า เน่ืองจากวธิ ีการแก้ปญั หาที่เรียกวา่ “ การปรับปรุงพ้ืนที่ ป่าไม้ (Reshape)” เพ่ือแก้ไขปัญหาการทับซ้อนของแนวเขตพ้ืนท่ีต่างๆท่ีมีการประกาศเป็นเขตตาม วิธีการซึ่งพระราชบัญญัตติ ่างๆกาหนดวิธีการทางกฎหมายไว้ แต่จากการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าการ 5-1

โครงการวิจยั เพอ่ื การตดิ ตามการปรับปรงุ แนวเขตแผนทพี่ นื้ ท่ปี า่ ไม้ ดาเนินการของโครงการใช้วิธีการสั่งการภายในของฝ่ายบริหาร เป็นการดาเนินการภายใต้นโยบาย ของรัฐมนตรี ประกอบกับการขาดการออกแบบระบบการดาเนินการที่อยู่ในส่วนราชการต่างๆท่ี เก่ียวข้องเพื่อให้รับผิดชอบในการดาเนินการจัดทาข้อมูลแผนที่โดยเฉพาะ และที่สาคัญคือการขาด ระบบการบูรณาการในทุกๆด้านต้ังแต่ บูรณาการข้อมูล บูรณาการบุคลกร บูรณาการงบประมาณ เคร่ืองไม้เครอื่ งมอื วสั ดอุ ุปกรณ์ การตดิ ตอ่ ส่ือสารการประสานงานกันอย่างใกล้ชดิ ขาดนักเทคนิคแผน ท่ีซึ่งจะต้องทางานอย่างทุ่มเทเต็มท่ีเน่ืองจากข้อมูลมีจานวนมากและซับซ้อนฯลฯ ปัญหาดังกล่าวนี้มี อยู่ทั้งในระดบั นโยบายระหว่างกระทรวง ระดับกรมต่างๆ ระดับปฏิบตั ิท่ีอยู่ในจังหวัด และท่ีสาคัญ ทสี่ ดุ ในระดบั พื้นที่ จากการศึกษาพบว่าความรู้ความเข้าใจต่อโครงการในระดับพ้ืนที่จริง ในระดับจังหวัดเมื่อ เปรียบเทียบกับหน่วยงานในระดับกรมโดยเฉพาะกับฝ่ายที่รับผิดชอบมีระดับความเข้าใจ (ต่อ เปา้ หมาย) ของโครงการที่แตกต่างกันในระดับพ้ืนท่ีส่วนใหญ่เห็นวา่ เป็นการดาเนินการตามการส่ังการ ใหต้ รวจสอบปรกติตามแบบราชการบางพ้นื ทเี่ ห็นเป็นช่องทางโอกาสในการแกไ้ ขปญั หา (แต่มักจะเป็น พื้นทที่ ีม่ ีการเคลอื่ นไหวเรียกร้องของประชาชน) ดงั นนั้ จงึ ใช้ประโยชน์จากโอกาสทมี่ กี ารสารวจภายใต้ โครงการนี้ แตใ่ นหนว่ ยงานในระดบั การวางแผน ซึง่ เปน็ หน่วยงานในระดบั กรม และกระทรวง แม้จะเห็น ประโยชน์และเป้าหมายร่วมกัน แต่จากการศึกษาพบว่ามีความเห็นท่ีแตกต่างกันในวิธกี ารดาเนินการ แตท่ ี่เป็นประเดน็ ปัญหาใหญ่ที่สุดในทัศนะของเจ้าหน้าที่ทั้งในระดบั การวางแผนและในระดบั ปฏิบัติก็ คอื ความไมต่ อ่ เนอื่ งของนโยบายของรัฐมนตรเี จา้ กระทรวงที่เก่ียวข้อง และด้วยเหตุที่โครงการท่ีมักใช้ นโยบายของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง เป็นเคร่ืองมือและวิธีการ ในการดาเนินโครงการเพ่ือแก้ปัญหา ทั้งน้ีเน่ืองจากปัญหาความไม่เป็นเอกภาพของหน่วยงานและ ความเป็นอิสระภายใต้กฎหมายที่ให้อานาจแก่หน่วยงานในระดับกรมเป็นเง่ือนไขสาคัญที่ทาให้ นโยบายของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงมีบทบาทและถูกนามาใช้เพื่อดาเนินโครงการทั้งในด้านที่เป็นการ แก้ปัญหาหรือทากิจกรรมที่เป็นไปตามหน้าท่ีของหน่วยงาน แต่ด้วยเหตุท่ีระบบการเมืองไม่มีความ มัน่ คงจงึ ทาใหน้ โยบายขาดความตอ่ เนื่อง ทั้งนี้นโยบายดงั กล่าวเป็นนโยบายของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ไม่ไดเ้ ปน็ นโยบายสาธารณะทม่ี าจากประชาชนสาธารณะอยา่ งแท้จรงิ จากการศึกษาพบว่า แม้จะยังไม่มีการปรังแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการจัดทาแผนที่ให้เป็น ระบบเดี่ยวกันในระดับพระราชบัญญัตกิ ็ตาม แตก่ ็มีพฒั นาการท่ีมีการออกระเบียบสานักนายกวา่ ดว้ ย มาตรฐานระวางแผนท่ีและแผนที่รูปแปลงท่ีดนิ ในท่ีดนิ ของรัฐ พ.ศ.2550 กาหนดหน้าที่ของหน่วยงาน และแนวทางเพ่อื ใหเ้ กดิ การปฏบิ ัตขิ ึ้นมารองรบั การทางานเจ้าหน้าท่ีของหน่วยงานตา่ งๆ มีการจัดทา ข้อตกลงร่วมระหว่างหน่วยงาน (MOU) ซ่ึงทาให้ดูเหมือนว่าอย่างน้อยๆก็มีหลักประกันในทาง 5-2

โครงการวิจยั เพ่ือการตดิ ตามการปรับปรุงแนวเขตแผนทีพ่ นื้ ทป่ี า่ ไม้ กฎหมายในระดับหนึ่งเพ่ือสนับสนุนการทางานของเจ้าหน้าที่ แต่ในทางปฏิบัติพบว่าก็ยังไม่เกิดความ ม่ันใจแก่เจ้าหนา้ ทใี่ นการดาเนนิ การอยู่น้นั เอง ในขณะเดยี วกนั ในอีกรปู แบบการดาเนินการภายใตโ้ ครงการ Reshape ทีเ่ กดิ ขน้ึ ในบางพ้ืนที่ ซ่ึงมีการบูรณาการหน่วยงานในระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการเข้ามาร่วมดาเนินการ มีกระบวนการ ทางานร่วมกันกับประชาชน ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ในฐานะผู้ที่จะได้รับผลกระทบจาก โครงการดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงรูปธรรมความสาเร็จท่ีอาจนาไปสู่การเพ่ิมความสามารถในการ แก้ปญั หาทีเ่ กิดขึ้นจากความไมช่ ัดเจนของแนวเขต หรือปัญหาการซ้อนทับกัน และรูปแบบวธิ ีการที่จะ ทาใหเ้ กดิ ระบบการตรวจสอบ การเฝา้ ติดตาม การดาเนินการเพื่อไม่ให้เกิดการรุกล้าเปล่ียนแปลงแนว เขต ซ่ึงจากกระบวนการลงไปศึกษาการดาเนินการในพ้ืนที่จังหวัดตรัง และกรณีการดาเนินการของ อุทยานออมหลวง ทาให้เห็นถึงข้อจากัด ภารกิจ งาน กิจกรรมต่างๆที่ต้องเตรียมและดาเนินการใน กระบวนการท่ีจะต้องดาเนินการเพื่อตรวจสอบแนวเขตพื้นที่ตามแผนที่หากจะต้องทาจริงในระดับ พ้ืนที่ซ่ึงต้องเตรียมความพร้อมทั้งในด้านข้อมูล ความพร้อมของบุคลากรและประชาชนท่ีจะลงเข้าไป ตรวจสอบแนวเขต ความพร้อมและความร่วมมือของฝ่ายต่างๆท่ีจะเข้าไปดาเนินการต้ังแต่การช้ีแจง สร้างความเข้าใจ การเข้าไปดู ไปรังวัด การเจรจา การร่วมกันแสวงหาทางออก การจัดระบบเพื่อการ ติดตาม และอาจจะนาไปสู่การสร้างกฎระเบียบข้อตกลงข้ึนในแต่ละพ้ืนท่ีบนข้อจากัดและปัญหาที่ แตกตา่ งกนั ขอ้ เสนอแนะทไ่ี ดจ้ ากการศึกษา 1. หากต้องจัดทาโครงการในลักษณะทานองเช่นนี้ ( โครงการเชิงนโยบายเร่งด่วน ) ใน อนาคตการสื่อเพื่อสร้างให้เกิดความเข้าใจร่วมกันในเป้าหมายของโครงการ การจัดระบบภายใน องค์กรที่จะต้องทาให้เกิดการบูรณาการข้ึนภายในหน่วยงานและระหว่างส่วนงานอ่ืนๆรวมถึงการ ดาเนินการร่วมกันกับประชาชน องค์กรภาครัฐต่างๆในระดับพื้นที่ เพื่อป้องกันความเข้าใจที่ไม่ ตรงกัน เพือ่ ปอ้ งกนั การดาเนินโครงการที่ไมไ่ ดเ้ ปน็ ไปในทิศทางเดียวกนั 2. ประโยชน์ที่ได้จากการศึกษาการดาเนินโครงการน้ี ช้ีให้เห็นว่าในท่ีสุดแล้วจาเป็นท่ีต้อง รีบเร่งดาเนนิ การในการออกกฎหมายในระดับพระราชบญั ญัติเพอ่ื ปฏิรูประบบการจัดทาข้อมูล แผนที่ ที่ดินของประเทศใหม่ ให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน ทั้งนี้เพ่ือสร้างความมั่นใจให้แก่เจ้าหน้าที่ในระดับ ปฏิบัติท่ีเกี่ยวข้อง และเพ่ือเป็นการดาเนินให้ถูกต้องและเกิดผลเป็นการแก้ไขข้อมูลแผนที่ท่ีตรงกับ สภาพความเป็นจรงิ ในระดับพืน้ ท่ีและถกู ตอ้ งเกิดผลในทางกฎหมายด้วย 3. แม้ในปัจจุบันจะมีกฎหมายในระดับระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีรองรับการดาเนินงานก็ ตาม แต่เนื่องจากเน้ืองานในลักษณะที่โครงการน้ีดาเนินการท่ีมีความเป็นเทคนิคเฉพาะมีความ สลับซับซ้อนของข้อมูลมีปริมาณข้อมูลจานวนมาก มีความแตกต่างของข้อมูล มีปัญหาที่จะต้องดานิน 5-3

โครงการวจิ ัยเพอื่ การตดิ ตามการปรับปรุงแนวเขตแผนทีพ่ นื้ ทป่ี า่ ไม้ การแก้ไขความผิดพลาดท่ีเกิดขึ้นภายใต้กฎหมายท่ีได้ประกาศและยังมีผลใช้บังคับและยังกระทบสิทธิ ของประชาชน รวมถึงการดาเนินการอาจจะไปส่งผลให้เกิดการเสียสิทธทิ ั้งที่ได้มาโดยชอบและมิชอบ ฯลฯความยากของงานในลักษณะเช่นน้ี ต้องการการสนับสนุนจากระบบสนับสนุนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับการวิธีการงบประมาณและระบบการติดตามตรวจสอบ การจัดสรรอตั รากาลัง การ บริหารบุคลากรท่ีต้องทางานเต็มเวลาและอย่างทุ่มเทซ่ึงไม่สอดคล้องกับระบบการประเมินผลการ พิจารณาความดีความชอบที่เป็นอยู่ ดังนั้น จึงควรท่ีจะปรับปรุงระบบสนับสนุนการดาเนินการใน ลักษณะเชน่ น้ี 4. ในระยะยาวจากปัญหาการขาดหน่วยงานกลางท่ีทาหน้าที่เป็นหน่วยงานที่ทาหน้าท่ีเป็น ศูนย์รวมกลางของข้อมูลสารสนเทศที่เก่ียวกับแผนท่ีท้ังน้ีเน่ืองจากกระจายไปอยู่ที่หน่วยงานต่างๆ ดังนั้น ควรที่จะต้องปฏิรูประบบราชการโดยการจัดองค์กรใหม่ให้เหมาะสมสาหรับการทาหน้าท่ี ดังกล่าว ซ่ึงในปัจจุบันมีการดาเนินการและจัดตั้งสานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (องค์การ มหาชน) หากได้มีการกาหนดเป็นนโยบายของรัฐบาลท่ีจะมอบหมายกาหนดให้ทาหน้าท่ีเป็น หน่วยงานกลางในการจดั ทาระบบฐานขอ้ มลู แผนทสี่ มัยใหม่ของประเทศ รวมถงึ การออกแบบระบบใน การเฝ้าติดตามในกรณีท่ีเกิดการเปล่ียนในระดับพื้นท่ีเพ่ือจะได้ดาเนินการปรับปรุงระบบฐานข้อมูล แผนทเี่ ปน็ ระยะๆ 5. จากเสียงสะท้อนจากเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติในระดับพ้ืนท่ี หากต้องดาเนินโครงการใน ลักษณะทานองนี้อกี ควรท่ีจะมีการจัดทาเป็นคู่มือในการดาเนินงานในแต่ละขั้นตอน เพ่ือป้องกันความ ผดิ พลาดท่จี ะเกดิ ขึน้ 6. และข้อสะท้อนที่สาคัญอีกประการหนึ่งจากเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติซ่ึงเห็นได้ว่ามีผล สาคัญต่อการปฏิบัติงานก็คือ การกาหนดเส้นใต้ว่าจะต้องดาเนินการให้แล้วเสร็จภายในที่หนังสือสั่ง การกาหนดไว้ ซึ่งในกรณีเช่นน้ีจาเป็นต้องใช้เวลาในการดาเนินการ (หากต้องการความถูกต้องของ ข้อมูลสภาพความเป็นจรงิ ในพืน้ ท่ี) ดงั นัน้ การเร่งรดั ใหด้ าเนนิ การโดยขาดระบบสนบั สนุน หรอื บุคคล กรท่ีจะชว่ ยดาเนินการ กย็ ากท่จี ะทาให้เกิดข้อมูลตรงความเป็นจรงิ มคี วามน่าเช่อื ถอื 7. ในระหว่างที่กาลังรอให้เกิดการแก้ไขกฎหมาย ควรนาหลักและแนวทางของ “หลักการ บริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมท่ีดี” ตามพระราชกฤษีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์การบริหารกิจการ บ้านเมืองและสังคมท่ีดี พ.ศ. 2546 มาใช้ประกอบกับระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย มาตรฐาน ระวางแผนท่ีและแผนที่รูปแปลงที่ดินในที่ดินของรัฐ พ.ศ. 2550 เพื่อทาให้เกิดความร่วมมือกับ ประชาชนท่ีเกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน และส่วนราชการอื่นๆให้เข้ามาส่วนร่วมในการ ดาเนินการและวางระบบในระดับพ้ืนที่เพื่อร่วมกันแสวงหาแนวทางและวิธีการที่เกิดการแก้ไขปัญหา ความไม่ชัดเจนของระบบข้อมูลแบบครบวงจรและเป็นท่ียอมรับกันจากทุกฝ่ายในระดับพื้นท่ี รวมถึง 5-4