Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รายงาน-ข้อมูลกฎหมายของประเทศเวียดนาม (ด้านเศรษฐกิจ) - อ.อุษณีย์

รายงาน-ข้อมูลกฎหมายของประเทศเวียดนาม (ด้านเศรษฐกิจ) - อ.อุษณีย์

Published by E-books, 2021-03-01 07:30:12

Description: รายงาน-ข้อมูลกฎหมายของประเทศเวียดนาม (ด้านเศรษฐกิจ)-อุษณีย์

Search

Read the Text Version

151 - ธรุ กรรมไดก ระทาํ ขึ้นโดยองคก รหรอื บคุ คลท่ีมีรายชื่อปรากฏอยูในบัญชรี ายชือ่ ทตี่ องระวงั - ธรุ กรรมบง ชวี้ าเปนธรุ กรรมที่เกยี่ วของกบั ผรู วมกระทําความผดิ ทางอาญา - องคกรหรือบุคคลที่มีสวนรวมกับธุรกรรมท่ีมีมูลคามาก ที่ไมสอดคลองกับรายไดของ องคก รหรือบุคคล - ธุรกรรมของลกู คาทไ่ี มไ ดก ระทําตามขั้นตอนหรอื กระบวนการทบ่ี ัญญตั ไิ วต ามกฎหมาย รฐั กฤษฎีกาฉบบั ที่ 116/2013/ND -CP รัฐกฤษฎกี าฉบับที่ 116/2013/ND-CP ลงวนั ท่ี 4 ตุลาคม ค.ศ. 2013 บัญญัตเิ ก่ยี วกบั การบังคับ ใชกฎหมายตอตานการฟอกเงิน (ในที่นี้จะเรียกวารัฐกฤษฎีกาฉบับที่ 116/2013/ND-CP) รัฐกฤษฎีกา ไดบัญญัติมาตรการเฉพาะในการปองกันและปราบปรามการฟอกเงนิ ไดแ ก - การระบุ จดั ทํารายงาน และจดั เกบ็ ขอมูลของลกู คา - การรวบรวม ประมวลผล และโอนยายขอมลู เกีย่ วกบั การปอ งกันการฟอกเงนิ - การปรับใชม าตรการชัว่ คราว - ความรับผิดชอบของธนาคารแหงรัฐเวียดนาม กระทรวงความม่ังคงสาธารณะและ กระทรวงอ่ืนๆ - ความรวมมือระหวางประเทศเก่ยี วกบั การปอ งกนั การฟอกเงิน ภายใตรัฐกฤษฎีกาฉบับที่ 116/2013/ND-CP สถาบันทางการเงินจะตองจัดใหมีมาตรการ ตรวจสอบลกู คาดงั น้ี - เมื่อลกู คา เปดบญั ชใี หม - เม่ือลกู คา เริ่มมีความสมั พันธกับสถาบันทางการเงนิ ในการท่จี ะใชผ ลิตภณั ฑและบรกิ ารทาง การเงนิ ของสถาบันทางการเงนิ - เม่ือลูกคามีการทําธุรกรรมที่มีมูลคาสูงผิดปกติ (มูลคา 300 ลานลานดองหรือมากกวา ภายใน 1 วัน) - เมือ่ มีการทาํ ธุรกรรมทางอเิ ลก็ ทรอนิกส แตข าดขอมูลเกยี่ วกับชอ่ื ทอ่ี ยูห รือเลขท่ีบญั ชี - เม่ือมีธรุ กรรมทต่ี องสงสยั หรอื เกย่ี วของกบั ธรุ กรรมท่ตี องสงสัยเกีย่ วกับการฟอกเงนิ - เม่ือมีปญหาเก่ียวกับความถูกตองหรือความสมบูรณของการระบุขอมลู ของลูกคาท่ีไดเคย รวบรวมไวแลว รัฐกฤษฎีกาฉบับท่ี 116/2013/ND-CP ยังกําหนดใหสถาบันทางการเงินจัดทําระเบียบภายในท่ี เกยี่ วกบั การปองกันและปราบปรามการฟอกเงนิ ตัวอยา งกฎหมายภายในไดแก - นโยบายการรบั ลูกคา - ขัน้ ตอนและกระบวนการในการระบุตวั ลกู คา - การตรวจสอบและปรับปรงุ ขอมูลของลกู คา ใหทนั สมยั - แนวทางการรายงานธรุ กรรม

152 - กระบวนการตรวจสอบและการจดั การกบั ธุรกรรมทต่ี องสงสยั - การจดั เกบ็ และการรกั ษาความลบั ของขอมลู - การกาํ หนดมาตรการชวั่ คราวและหลกั การในการจดั การธรุ กรรมลาชา - การรายงานและการใหขอ มลู แกธนาคารแหงรัฐเวยี ดนามและหนวยงานทเี่ กยี่ วของ - การจัดการอบรมเกี่ยวกบั การตอ ตานการฟอกเงิน - การควบคุมและการตรวจสอบบัญชีภายในเพื่อใหเปนไปตามนโยบายและกฎหมาย ดาน ระบบและกระบวนการตอตานการฟอกเงนิ หนงั สอื เวยี นของธนาคารแหง รฐั เวยี ดนาม ฉบบั ท่ี 35/2013/TT-NHNN หนงั สือเวียนของธนาคารแหง รัฐเวยี ดนาม ฉบับที่ 35/2013/TT-NHNN ใชบ งั คบั กับสถาบนั ทาง การเงิน องคกรและบุคคลท่ีไมเกี่ยวของกับสถาบันทางการเงิน นอกจากน้ีหนังสือเวียนยังครอบคลุม องคก รและบุคคล องคกรตางชาติที่มีการประกอบกิจการท้ังในและนอกประเทศเวยี ดนามแตมีธุรกรรม ทางการเงนิ ในประเทศเวียดนาม โดยหนังสือเวียนของธนาคารแหงรัฐเวียดนามไดบัญญัติหนาที่ในการ ตอตา นการฟอกเงินดงั นี้ - หนังสือเวียนกําหนดใหมีการจัดทํารายงานตอธนาคารแหงรัฐเวียดนามเม่ือมีธุรกรรมที่ เช่ือมโยงกับลูกคาชาวตางชาติมีอิทธิพลทางการเมืองซึ่งถือเปนกลุมที่มีความเสี่ยงสูง นอกจากน้ีหนวยงานทีร่ ายงานธุรกรรมจะตองดูแลและตรวจสอบธรุ กรรมของกลุมลูกคาที่มี ความเสี่ยงสงู อยางใกลช ดิ โดยปรบั ปรุงขอมูลลกู คาใหท ันสมยั สองครง้ั ตอป - เม่ือสถาบันการเงินพบธุรกรรมที่มีมูลคาสูง ธุรกรรมที่ตองสงสัย การโอนเงินทาง อิเล็กทรอนิกสเกินวงเงินที่กฎหมายกําหนด หรือ การฟอกเงินเพ่ือสนับสนุนการกอการราย สถาบันการเงินจะตองรายงานตอธนาคารแหงรัฐเวียดนามเปนลายลักษณอักษร ทั้งน้ี ธุรกรรมที่มีมูลคาสูง เม่ือมูลคาเงินตราตางประเทศหรือเงินเวียดนาม อัญมณี โลหะมีคา (ยกเวน ทองคํา) สูงกวา 300 ลา นดอง หนวยงานในการบังคับใชกฎหมายตอ ตา นการฟอกเงนิ ตามรฐั บัญญัติตอตานการฟอกเงิน ค.ศ. 2012 หนวยงานที่รับผิดชอบในการบังคับใชกฎหมาย ปองกนั การฟอกเงนิ โดยมหี นา ทรี่ ายงาน ปองกันและตอตา นการฟอกเงนิ ไดแ ก - สํานักงานตอตานการฟอกเงินภายใตแผนกตรวจสอบและกํากับของธนาคารแหงรัฐ เวียดนาม สาํ นักงานตอตานการฟอกเงินจะสนับสนุนหัวหนาแผนกตรวจสอบของธนาคาร แหงรัฐเวียดนามในการบังคับใชกฎระเบียบเก่ียวกับการตอตานการฟอกเงินและพันธกรณี ระหวางประเทศเกี่ยวกับการตอตานฟอกเงินท่ีประเทศเวียดนามลงนาม โดยอํานาจและ หนาท่ีของสํานักงานตอตานการฟอกเงินบัญญัติเปนไปตามคําส่ังฉบับที่ 1654/QD-NHNN ของธนาคารแหงรัฐเวียดนามลงวันท่ี 14 กรกฎาคม ค.ศ. 2009 - ธนาคารแหงรัฐเวียดนาม มีบทบาทสาํ คญั ในการควบคุมและกํากับดูแลการดําเนนิ การตาม กฎระเบยี บเก่ยี วกับการตอตา นการฟอกเงนิ

153 - กระทรวงความม่ันคงสาธารณะ มีหนาท่ีสืบสวนและสอบสวนเก่ียวกับอาชญากรรมการ ฟอกเงนิ - กระทรวงการคลัง มีหนาที่บังคับใชม าตรการตอตานการฟอกเงินในสวนท่ีเก่ียวของกับการ ประกนั ภัย การดําเนินธรุ กิจ การลงทุน และเกมท่เี ลนเพ่อื หวงั ผลรางวลั และบอ นการพนัน - กระทรวงโยธาธิการ มีหนาท่ีบังคับใชม าตรการตอตานการฟอกเงินในสวนท่ีเก่ียวกับธุรกิจ อสังหาริมทรพั ย - กระทรวงยตุ ธิ รรม มหี นาท่ีบังคบั ใชม าตรการตอตานการฟอกเงนิ กบั ทนายความ องคก รทาง กฎหมาย ทนายโนตารพี ับลิค (Notary public) 5. กฎหมายที่ดิน 5.1 กฎระเบียบเก่ียวกับการใชที่ดิน การเวนคืนท่ีดิน และการใหเชาที่อยูอาศัยสําหรับผูลงทุน ชาวตา งชาติ วันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 2013 สภาแหงชาติของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวยี ดนามชุดท่ี 13 ได ตรารัฐบัญญัติที่ดิน ฉบับที่ 45/2013QH13 (ในท่ีน่ีจะเรียกวารัฐบัญญัติท่ีดิน ค.ศ. 2013) เพ่ือกําหนด หลักเกณฑเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในท่ีดิน สิทธิหนาท่ีของรัฐในการเปนตัวแทนถือกรรมสิทธิ์ท่ีดินแทน ประชาชน การบริหารจดั การที่ดิน รวมถงึ สิทธิและหนาท่ีของผใู ชท่ดี นิ 5.1.1 สิทธิการใชทีด่ ินและเอกสารสิทธิการใชท ่ีดนิ ในประเทศเวียดนามเอกชนไมม ีกรรมสิทธ์ิในทดี่ ิน รฐั เปนผดู ูแลและจดั การกรรมสทิ ธิ์ในทด่ี นิ รฐั เปนผูจัดสรรที่ดินใหแกเอกชนซงึ่ ไดรับสิทธิในการใชทดี่ ิน โดยรัฐจะออกเอกสารสทิ ธิการใชที่ดิน (Land use rights certificate) ใหแกผูใชท่ีดินที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกําหนด ผูเปนเจาของสิทธิการใช ทด่ี ินมสี ทิ ธิเหนือที่ดินนัน้ เชน การปรับเปลยี่ นทีด่ ิน โอน มอบเปน มรดก มอบเปนของขวัญ หรอื จํานอง กฎหมายที่ดนิ อนุญาตใหบริษัททองถิ่นสามารถรับโอนสิทธิการใชที่ดินจากผถู ือหุนอื่นได แตไม อนุญาตใหนักลงทุนชาวตางชาติรับโอนสิทธิการใชท่ีดินจากผูถือหุนคนอื่นได นักลงทุนชาวตางชาติใน ประเทศเวียดนามจะไดรับเพียงสิทธิการใชท่ีดินผานการรวมลงทุนกับหุนสวนเวียดนาม โดยมีสิทธิเทา เทียมกับผูเปนเจาของสิทธิการใชที่ดิน (ในการใหเชา บริจาค จํานอง นําไปรวมทุน) หากแหลงเงินทุน หรอื การเชาของผรู วมลงทุนไมไดม าจากงบประมาณของรฐั ในกรณีที่นักลงทุนชาวตางชาติรวมลงทุนกับรัฐวิสาหกิจซ่ึงเชาท่ีดินจากรัฐบาลกอนวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2004 รัฐวิสาหกิจสามารถนํามูลคาของสิทธิการใชที่ดินมาคิดเสมือนเปนงบประมาณ จากรัฐ ท้ังน้ีรัฐวิสาหกิจไมถือวาเปนหนี้ตอรัฐและไมตองจายคาเชาท่ีดินเมื่อรว มทุนกับองคกรตางชาติ โดยมูลคา ของสิทธกิ ารใชท่ีดินถอื เปนสว นของการรว มลงทนุ โดยรฐั

154 5.1.2 การเชาทดี่ ิน นอกเหนือจากการรวมทุนกับหุนสวนเวียดนามเพ่ือจัดต้ังวิสาหกิจรวมทุน (joint venture enterprises) นักลงทุนตางชาติสามารถเชาท่ีดินในประเทศเวียดนามไดภายหลังการจัดต้ังวิสาหกิจ ตางชาติในประเทศเวียดนาม ตามมาตรา 153 วรรคสาม ของรัฐบัญญัติท่ีดิน ค.ศ. 2013 วิสาหกิจที่ ลงทนุ โดยชาวตางชาติ มสี ทิ ธใิ ชทดี่ นิ ในลักษณะดงั น้ี - ท่ดี นิ ท่ีใหเ ชาโดยรฐั บาล - ท่ีดินท่ีใหเชา หรือใหเชาชวงโดยองคกรทางเศรษฐกิจ399 หรือโดยประชาชนชาวเวยี ดนามที่ อาศัยอยูตา งประเทศ - ท่ีดนิ ท่ใี หเ ชา สาํ หรบั โครงสรา งพน้ื ฐานของวิสาหกิจท่ีมีการรว มลงทุนของชาวตา งชาติ กําหนดเวลาการใหเชาท่ีดินสําหรับวิสาหกิจที่มีการรวมลงทุนของชาวตางชาติท่ีลงทุนใน โครงการในประเทศเวียดนามจะไดรับการพิจารณาตามลักษณะโครงการลงทุนหรือคําขอสําหรับการ จัดสรรที่ดิน โดยปกติกรอบระยะเวลาการใหเชาทดี่ ินคือไมเ กินกวา 50 ป แตใ นกรณีพิเศษ สามารถขอ ขยายระยะเวลาการใหเชา ที่ดนิ ได แตทั้งนี้ตองไมเกิน 70 ป เมื่อกําหนดเวลาเชาท่ีดินสนิ้ สุดลง ผูใชท ่ีดนิ ประสงคท่ีจะใชที่ดินตอไปจะตองยื่นคําขอตอรัฐในการพิจารณาขยายระยะเวลาสิทธิการใชท่ีดินตอไป โดยท่ัวไปรัฐบาลจะพจิ ารณาขยายระยะเวลาการใชทด่ี นิ จากหลักเกณฑตอ ไปน้ี - ผูเชา ทีด่ นิ ปฏิบัตติ ามรฐั บัญญตั ทิ ดี่ นิ - การใชท่ดี นิ เปนไปตามแผนการใชท ด่ี ินที่ไดร บั การอนุมตั ิ - สทิ ธขิ องผลู งทุนชาวตางชาตใิ นการใชท ด่ี นิ ที่ใหเชา สิทธิการใชที่ดินของผูลงทุนชาวตางชาติอาจแตกตางกัน โดยขึ้นอยูกับรูปแบบวิธีการชําระคา เชา ภายใตบทบัญญัติของรัฐบัญญตั ิทด่ี ิน ค.ศ. 2013 ผูลงทุนชาวตางชาติท่ีเชา ทดี่ นิ ของรัฐบาลเวยี ดนาม มสี ทิ ธิในการเลอื กวิธกี ารชาํ ระคา เชา 2 วธิ ดี ังน้ี - การเชาทดี่ นิ โดยการชําระคา เชาเปน รายป - การเชาท่ดี ินโดยการชําระคาเชา เพียงคร้ังเดยี วครอบคลุมตลอดระยะเวลาการเชา สําหรับกรณีการเชาที่ดินโดย การชําระคาเชาเปนรายป นอกจากสิทธิท่ัวไปของผูใชที่ดินแลว วสิ าหกิจตางชาติจะไดร ับสทิ ธิ ดังน้ี - ใชสทิ ธกิ ารใชทีด่ นิ หรือสนิ ทรัพยบ นทดี่ นิ เปนหลกั ประกันกรรมสิทธิก์ บั สถาบันหลักทรัพย - การรวมทุนโดยการใชส ินทรัพยเหนือท่ดี ิน - การจาํ หนา ยอสังหาริมทรัพยเ หนือท่ดี นิ แตท วาวสิ าหกิจตา งชาตไิ มมีสิทธทิ ีจ่ ะโอนสิทธิการใชท่ีดิน ใหเชา ใหเชา ชว งหรอื จํานองสิทธิการ ใชท่ีดิน 399 องคก รทางเศรษฐกิจ หมายรวมถึง วิสาหกจิ และสหกรณ

155 ในกรณีท่ีผูลงทุนตางชาติเลือกการเชาท่ีดินโดยชําระคาเชาเพียงครั้งเดียวครอบคลุมตลอด ระยะเวลาการเชา ผูล งทุนชาวตา งชาติจะมสี ิทธเิ ทาเทยี มกับผูเปน เจาของสทิ ธกิ ารใชท ี่ดนิ ดังกลาว ดังน้ี - โอนสิทธกิ ารใชท่ีดินและอสังหาริมทรัพยท่ีตนมีกรรมสิทธิ์ที่ติดกับที่ดนิ ในระยะเวลาการเชา ทดี่ นิ - ใหเชาหรอื ใหเชาชวงสิทธิการใชท่ีดิน รวมถึงอสังหาริมทรัพยทีต่ นมีกรรมสิทธ์ิที่ติดกับที่ดิน ในระยะเวลาการเชาทดี่ นิ - จํานองสิทธิการใชที่ดินและสินทรัพยที่ติดกับท่ีดินกับสถาบันหลักทรัพยระหวางระยะเวลา การเชา ที่ดิน - การรวมทุนโดยใชสิทธิการใชท่ีดินและสินทรัพยซึ่งติดกับท่ีดิน สําหรับการผลิตและการ จาํ หนา ยในระยะเวลาการเชา ทีด่ ิน 5.1.3 ราคาทดี่ ิน การกาํ หนดราคาทด่ี นิ ทาํ ไดดว ยกันสามวธิ ี 1) โดยคณะกรรมการประชาชนระดับจงั หวัด 2) โดยการประมลู 3) โดยผใู ชที่ดนิ ในสัญญาการโอน สัญญาเชา /เชา ชวง หรือ การรว มทนุ โดยใชส ิทธิการใชท ด่ี นิ รัฐบาลจะประเมินราคากลางที่ดินจากวัตถุประสงคการใชท ่ีดิน โดยรัฐบาลจะออกอัตราราคา ที่ดินทุกๆ 5 ป ตามประเภทของท่ีดินและตามที่ตั้ง ในวันท่ี 1 มกราคมของปที่ประกาศใช ทั้งนี้การ กําหนดราคาทดี่ ินจะอยบู นฐานของ - การใชท ีด่ นิ สําหรับครอบครวั หรือบุคคลในเขตทรี่ ฐั กาํ หนดเพ่ือการเกษตรกรรมหรือการอ่ืน - อตั ราการใชทดี่ ิน - คา ใชจา ยและคาธรรมเนยี มในการจดั การการใชทดี่ นิ - คาปรบั ในกรณีละเมิดขอ บังคับเก่ียวกับท่ีดิน - เงินชดเชยตอรฐั กรณีเกิดความเสยี หายตอท่ดี นิ จากการจัดการหรอื จากการใชท ่ดี นิ - การประเมินราคาสทิ ธิการใชที่ดินเพื่อจายคนื ในกรณกี ารสมัครใจคืนทีด่ นิ แกรฐั ในกรณีท่ีรฐั ไดจ ดั สรรสทิ ธกิ ารใชทดี่ นิ ให - การรับรองเอกสารของสัญญาท่ีเก่ียวของกับสิทธิการใชที่ดิน โดยสัญญาที่เกี่ยวกับการใช ที่ดินทกุ ประเภทจะตอ งไดรบั การรับรองตามกฎหมาย 5.1.4 การเวนคนื ท่ีดนิ รัฐบัญญัติท่ีดิน ค.ศ. 2013 อนุญาตใหรัฐบาลเวนคืนท่ีดินจากผูท่ีไดท่ีดินจากการจัดสรรที่ดิน หรือการเชาที่ดิน ที่ดินของนักลงทุนชาวตางชาติจะถูกเวนคืนในกรณีที่มีการละเมิดรัฐบัญญัติท่ีดิน ดังตอ ไปนี้

156 - นักลงทุนชาวตางชาติใชท ่ีดินโดยมีจุดประสงคท่ีไมเหมาะสมและไดถูกลงโทษทางปกครอง จากการกระทาํ ทไี่ มเหมาะสมนน้ั และทาํ การละเมิดซํา้ - จงใจทจ่ี ะทาํ ลายที่ดนิ - ไมปฏิบัตติ ามขอบงั คบั ของรฐั บาลและไมดําเนนิ การตามมาตรการบังคับทางปกครอง - ไมใ ชท่ีดินเพ่อื ดําเนนิ การตามโครงการลงทุนเปนเวลา 12 เดือนตอ เนอ่ื งกนั นอกจากนร้ี ฐั บาลยังอาจจะเวนคืนที่ดินดวยสาเหตเุ พ่ือความม่ันคงและการพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมสาํ หรับประโยชนสาธารณะของประชาชน ในกรณีทมี่ ีการเวนคืนท่ีดนิ กลับคืนผูใชท ี่ดินจะไดรับเงนิ ชดเชย 5.1.5 การใหเชา ทีอ่ ยอู าศยั ภายในประเทศสาํ หรบั ผลู งทุนชาวตา งชาติ ดังทบี่ ัญญัติในมาตรา 131 รัฐบัญญัติเกี่ยวกับท่ีอยูอาศยั ค.ศ. 2005400 เฉพาะบุคคลดังตอไปน้ี ทไี่ ดรับอนุญาตท่จี ะสามารถเชาทอ่ี ยอู าศัยในประเทศเวียดนามได - องคก รและบุคคลที่ไดร ับอนุญาตใหเ ขาประเทศเวียดนามไดเ ปนระยะเวลา 3 เดอื นตดิ ตอกัน หรือมากกวา - ประชาชนชาวเวียดนามทีอ่ าศัยอยตู า งประเทศทไ่ี ดรับอนญุ าตใหเ ชาท่ีอยูอาศัยในเวยี ดนาม ได โดยทอี่ ยูอาศยั ที่ใหเ ชา จะตอ งมคี ณุ สมบัตดิ ังนี้ - มที ะเบียนกรรมสทิ ธิอ์ อกตามกฎหมาย - เปนบา นพกั อาศยั หรอื หองชดุ ท่เี ปนเอกเทศ - มีการรับประกนั ความปลอดภยั สาํ หรับผเู ชา - มกี ารรบั ประกนั วามกี ารวางระบบไฟฟา ประปา สขุ อนามยั และสง่ิ จาํ เปนอื่นๆ - ไมม ีปญหาขอพพิ าทเกย่ี วกับกรรมสทิ ธิ์และสทิ ธกิ ารใช สัญญาเชาท่ีอยูอาศัยจะตองไดรับการรับรองโดยทนาย (notary public) หรือรับรองความ ถูกตองโดยคณะกรรมการประชาชนของอําเภอสําหรับที่อยูอาศัยท่ีอยูในเขตเมืองและรับรองโดย คณะกรรมการประชาชนของชุมชนสําหรับท่ีอยูอาศัยในชนบท อยางไรก็ตาม สัญญาเชาท่ีอยูอาศัย สําหรับระยะเวลานอยกวา 6 เดือนไมจําเปนตองไดรับการรับรองหรือยืนยันความถูกตองโดย คณะกรรมการประชาชนของชุมชน ในกรณีดังกลาว ผูใหเชาจะตองสงสําเนาสัญญาเชาใหแก คณะกรรมการประชาชนของชมุ ชน 400 รัฐบัญญตั ิ ฉบับท่ี 56/2005/QH11 ลงวนั ท่ี 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 2005 วา ดว ยที่อยอู าศยั

157 5.2 บทบัญญตั เิ กยี่ วกบั การวางแผนการใชท ่ีดนิ สําหรับพ้นื ท่ชี มุ ชนเมืองและชนบท บทท่ี 4 ของรัฐบญั ญัตทิ ด่ี ิน ค.ศ. 2013 กาํ หนดหลกั เกณฑเกี่ยวกับการวางแผนการใชท ีด่ ิน ท้งั น้ี การวางแผนการใชท่ีดินในประเทศเวียดนามไมไดแบงตามเกณฑพื้นท่ีเขตเมืองและเขตชนบท แตแบง ตามระดบั การปกครองและวัตถุประสงคการใชทด่ี นิ บทบัญญัตขิ องมาตรา 36 ของรัฐบัญญัติท่ีดนิ ค.ศ. 2013 ไดกาํ หนดระบบการวางแผนการใชที่ดนิ ในประเทศเวยี ดนามดังน้ี - การวางแผนการใชท ด่ี นิ ระดบั ชาติ - การวางแผนการใชท ด่ี นิ ระดับจงั หวัด - การวางแผนการใชท ี่ดินระดบั อาํ เภอ - การวางแผนการใชท ีด่ ินสําหรับการปองกนั รัฐ - การวางแผนการใชท ่ดี ินความมั่นคงของรัฐ การวางแผนการใชท่ีดินจะตองเปนไปตามกฎระเบยี บและสอดคลองกับยุทธศาสตร แผนแมบท แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงนโยบายการปองกันรัฐและความม่ันคง นอกจากนั้นการวาง แผนการใชทด่ี ินจะตองไดรบั ความเหน็ ชอบจากหนวยงานรัฐที่มอี าํ นาจ โดยคํานึงถึงตัวแปรที่สําคญั คือ - การใชท ่ดี ินอยางคุมคา และมีประสทิ ธภิ าพ - การใชทรัพยากรธรรมชาติอยา งสมเหตสุ มผลและการคมุ ครองสิง่ แวดลอม - ความสอดคลอ งกบั ความเปล่ียนแปลงของสภาพภมู อิ ากาศ - การปกปอ งและฟนฟูพ้ืนทีท่ างประวตั ิศาสตรแ ละวฒั นธรรม - ประชาธิปไตยและการเปด โอกาสใหมสี วนรวม - วตั ถปุ ระสงคก ารปอ งกนั และความมน่ั คงของรัฐ 5.2.1 วัตถปุ ระสงคข องการวางแผนการใชท ่ีดิน โดยทั่วไป หลักเกณฑเกย่ี วกับการวางแผนการใชท ดี่ นิ เปนไปตาม - ยทุ ธศาสตรเกยี่ วกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจสงั คม การปองกันและความมน่ั คงของรัฐ - สภาพทางเศรษฐกจิ และสงั คมโดยท่ัวไป - สถานการณปจ จุบนั ของการใชทดี่ ินและผลจากการปรบั ใชแผนการใชทดี่ นิ ฉบับกอ น - ความตอ งการใชท ด่ี ิน - ความกาวหนา ทางดา นวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยเี กี่ยวกบั การใชทด่ี นิ - การวางแผนการใชทด่ี ินในระดับประเทศ - แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมสาํ หรบั ระยะ 5 ปแ ละแผนรายป - ความตองการการใชที่ดินในระยะ 5 ป - ผลของการนําแผนการใชที่ดนิ ฉบบั กอ นหนา ไปปรับใช - ความเปนไปไดใ นการลงทนุ และการเคล่ือนยายทรัพยากรเพื่อการนําแผนการใชที่ดนิ ไปปรับ ใช

158 5.2.2 เน้อื หาของการวางแผนการใชท ดี่ นิ เน้อื หาของการวางแผนการใชทด่ี นิ - แนวทางการใชท ่ีดนิ ในระยะเวลา 10 ป - การกําหนดเง่อื นไขการใชท ีด่ ิน - การกําหนดประเภทของทดี่ นิ สําหรบั การบริหารจัดการพื้นท่ีเขตเศรษฐกิจและสงั คมของ จังหวดั - การจดั ทาํ แผนทก่ี ารใชท ่ดี นิ สาํ หรับพนื้ ท่เี ศรษฐกจิ และสังคมระดบั ประเทศ - การนําการวางแผนการใชทดี่ นิ ไปปรบั ใช เนือ้ หาของแผนการใชท ่ดี นิ - การวิเคราะหแ ละประเมนิ การนาํ แผนการใชทด่ี ินไปปรับใชในชวงทีผ่ านมา - การกําหนดเขตพน้ื ท่ขี องท่ีดนิ แตละประเภทสาํ หรับระยะ 5 ป - การวางแผนการใชท ดี่ นิ ในระยะเวลา 5 ปใ นแตละเขตการปกครอง - แนวทางการนําแผนการใชทีด่ ินไปปรับใช 5.2.3 กระบวนการจัดทาํ แผนการใชท ่ดี นิ หนว ยงานที่รับผิดชอบการวางแผนการใชท่ีดิน ไดแก - รัฐบาลกลางจัดทําแผนการใชท่ีดินในระดับชาติ โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สง่ิ แวดลอมทําหนา ท่ีสนับสนนุ การจดั ทําแผนใหแ กร ฐั บาล - คณะกรรมการประชาชนระดับจงั หวัดเปน ผูวางแผนการใชท ด่ี นิ ในระดบั จังหวัด - คณะกรรมการประชาชนระดบั อาํ เภอเปน ผูวางแผนการใชท ่ดี นิ ในระดบั อําเภอ - กระทรวงกลาโหมเปนผูวางแผนการใชท่ีดินสาํ หรับการปอ งกนั รัฐ - กระทรวงความมน่ั คงสาธารณะเปนผวู างแผนการใชท ่ดี ินเพือ่ ความมั่นคงของชาติ ขน้ั ตอนการจัดทําแผนการใชท ่ดี นิ ข้นั ตอนท่ี 1 การขอคาํ ปรกึ ษาเกยี่ วกับแผนการใชท ีด่ นิ หนวยงานของรัฐรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแผนการใชท่ีดิน และเผยแพร เนื้อหาของแผนการใชท่ีดินในเว็บไซตของแตละหนวยงาน ระยะเวลาในการดําเนินการรวบรวมความ คดิ เหน็ เกย่ี วกับการวางแผนการใชท่ดี นิ คอื 30 วนั ขัน้ ตอนท่ี 2 การประเมินแผนการใชท่ีดิน นายกรัฐมนตรีจัดตั้งคณะกรรมการประเมินแผนการใชที่ดินระดับชาติ ตามคําแนะนําของ กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอมจัดตั้งคณะกรรมการประเมิน เพ่ือจัดทําแผนการ ใชท่ดี ินสําหรบั การปอ งกันและความมน่ั คงของชาติในระดบั จังหวัด

159 หนวยงานจัดการท่ีดนิ ของสวนกลางใหคาํ แนะนําและสนับสนุนคณะกรรมการในการประเมิน แผนการใชท ี่ดิน ประธานคณะกรรมการประชาชนระดับจังหวัดเปนผูจัดต้ังคณะกรรมการประเมินแผนการใช ท่ีดินระดับอําเภอ โดยใหห นว ยงานจัดการทดี่ ินระดบั จงั หวัดและระดับอาํ เภอทาํ หนาทสี่ นับสนุนงานของ คณะกรรมการประเมินแผนการใชทีด่ นิ ระดับอาํ เภอ เน้อื หาของการประเมนิ แผนการใชทดี่ นิ ประกอบไปดว ย - ขอกฎหมาย หลกั เกณฑทางวิทยาศาสตรที่เก่ียวกบั การวางแผนการใชท่ดี นิ - ความสอดคลองของแผนการใชที่ดินกับยุทธศาสตรดานการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ดานการปองกันรัฐ ดานความมั่นคงระดับชาติและทองถิ่น รวมถึงการพัฒนาของแตละ ทอ งท่ี - ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ สงั คม และสง่ิ แวดลอม - ความเปนไปไดข องแผนการใชท ี่ดิน - ระดบั ท่ีเหมาะสมของโครงการการใชทดี่ นิ - ความสอดคลองของการวางแผนการใชที่ดินกับแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคม ขัน้ ตอนที่ 3 การอนุมตั แิ ผนการใชท ่ีดิน หนวยงานทม่ี อี าํ นาจอนมุ ัตแิ ผนการใชท ี่ดนิ ไดแก - สภาแหงชาตมิ อี าํ นาจอนุมัติแผนการใชที่ดินระดบั ชาติ - คณะกรรมการประชาชนระดบั จังหวัดมีอํานาจอนุมัติแผนการใชทดี่ ินระดับจงั หวัด แตต อง สง แผนดังกลา วใหร ัฐบาลกลางใหค วามเหน็ ชอบกอน - คณะกรรมการประชาชนระดับจงั หวดั มอี าํ นาจอนุมตั ิการวางแผนการใชท ่ีดนิ ระดบั อาํ เภอ หลังจากที่แผนการใชท่ีดินไดรับการอนุมัติโดยหนวยงานของรัฐท่ีมีอํานาจ จะตองมีการ เผยแพรแ ผนการใชทีด่ นิ สูสาธารณะ 6. กฎหมายแรงงาน ประมวลกฎหมายแรงงานฉบับแรกไดรับการอนุมัติในการประชุมของสภาแหงชาติในวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ. 1994 โดยมผี ลบังคบั ใชใ นวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1995 หลงั การใชบังคับเปนระยะเวลา 15 ป เวียดนามไดม ีการแกไ ขเพ่ิมเตมิ ประมวลกฎหมายแรงงาน ใหสอดคลองกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ สภาพตลาดแรงงาน และแรงงานสัมพันธที่ เปล่ียนแปลงตามยุคสมัย สภาแหงชาติของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวยี ดนามชุดที่ 13 ในการประชุมครง้ั ที่ 3 ซ่ึงจัดข้ึนในวันท่ี 18 มิถุนายน ค.ศ. 2012 ไดอนุมัติประมวลกฎหมายแรงงาน ค.ศ. 2012 (ฉบับท่ี 10/2012/QH13) ซ่งึ ประธานาธิบดไี ดลงนามในวนั ที่ 2 กรกฎาคม ค.ศ. 2012 และมีผลใชบังคบั ในวนั ท่ี 1 พฤษภาคม ค.ศ. 2013

160 ประมวลกฎหมายแรงงานฉบับนเี้ ปนกฎหมายหลักในการควบคมุ ความสัมพันธในการจางงานใน ประเทศเวยี ดนาม ซง่ึ บงั คับใชก ับบุคคลดงั ตอ ไปนี้ - ลกู จางชาวเวียดนามและลกู จา งชาวตา งชาติ ผูฝก งานและลกู จางฝกหัดที่ทาํ งานในประเทศ เวียดนาม - นายจา งซ่งึ ประกอบการในประเทศเวยี ดนาม (ไมว าจะเปน วิสาหกิจเวียดนามหรือวิสาหกิจ ตางชาต)ิ - หนว ยงาน องคกร และบคุ คลอน่ื ๆ ท่มี ีความเก่ยี วขอ งกบั ความสมั พนั ธทางแรงงานโดยตรง สาระสาํ คญั ซ่ึงจะกลาวในบทนีเ้ ปน บทบัญญัติพื้นฐานของประมวลกฎหมายแรงงาน ค.ศ. 2012 ซึ่งควบคุมจัดการความสัมพันธทางแรงงานเพ่ือสงเสริมใหเกิดความสัมพันธทางแรงงานที่ดี และเพื่อ คุมครองสิทธิและผลประโยชนของทุกฝาย และที่สําคัญองคประกอบพ้ืนฐานเหลานี้ยังมีสวนสําคัญใน การชวยพัฒนากําลงั การผลติ และพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมของประเทศเวยี ดนามในปจจุบัน 6.1 การจดั หาแรงงาน วิสาหกิจท่ีมีการลงทุนของตางชาติสามารถจางแรงงานชาวเวียดนามไดโดยตรงหรือจัดหา แรงงานผานศนู ยจ ดั หางานหรือผรู บั เหมาแรงงาน วิสาหกิจท่ีมีการลงทนุ ของตางชาตจิ ะตองประกาศการ จัดหาแรงงานทสี่ ถานทที่ ําการของบริษทั เปน ระยะเวลา 7 วันลวงหนา โดยตอ งระบตุ ําแหนง งานทเ่ี ปดรับ ลักษณะงาน จํานวนพนกั งานทตี่ อ งการรับ เง่ือนไขสัญญาจาง คา จาง และเงอ่ื นไขการทํางาน สวนองคกรระหวางประเทศและบริษัทตางชาติรวมถึงสํานักงานผูแทนและสาขาในเวียดนาม สามารถจางแรงงานผา นศนู ยจ ัดหางานหรอื ผูร บั เหมาแรงงาน ชาวตา งชาติสามารถทํางานในประเทศเวยี ดนามในลักษณะงานดังตอไปน4ี้ 01 - ทํางานภายใตสญั ญาจางแรงงาน - ยา ยงานภายในบรษิ ทั - ปฏิบัติตามสัญญาหรือขอตกลงเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การคา การเงิน การธนาคาร การ ประกันภัย วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี วัฒนธรรม กีฬา การศึกษา การฝกวิชาชีพ และ ดา นสขุ ภาพ - เปน ผูใหบ รกิ ารภายใตสญั ญาจาง - ทํางานใหกับองคกรเอกชนตางชาติ และองคกรระหวางประเทศในเวียดนามซึ่งไดรับ อนุญาตใหประกอบกจิ การภายใตกฎหมายประเทศเวียดนาม - เปน อาสาสมคั ร - เปน ผูมหี นา ที่ในการจัดตงั้ หนวยธรุ กจิ เพื่อใหบรกิ ารในประเทศเวยี ดนาม 401 มาตรา 2 รฐั กฤษฎีกา ฉบับท่ี 102/2013/ND-CP วาดว ยการบงั คบั ใชบ ทบัญญัติบางประการของประมวลกฎหมาย แรงงานเก่ียวกบั แรงงานตางชาตทิ ่ที ํางานในเวยี ดนาม

161 - เปน ผจู ัดการ ผบู รหิ าร ผูเช่ยี วชาญ หรอื แรงงานระดับเทคนิค - เขา รว มในการประมลู และเขารวมโครงการในประเทศเวียดนาม แรงงานตางชาตทิ ี่จะสามารถทํางานในประเทศเวียดนามจะตองมีคุณสมบัติดังตอ ไปน4้ี 02 - มีความประพฤติเปนพลเมอื งดี - มีคุณสมบตั ิ ทกั ษะ และสุขภาพท่ีดตี ามลกั ษณะงาน - ไมกระทําความผิดอาญา หรือถูกดําเนินคดีทางอาญาตามกฎหมายเวียดนามและกฎหมาย ตา งประเทศ - มใี บอนญุ าตทํางานซ่ึงออกโดยหนวยงานราชการของเวียดนาม (ยกเวน ในกรณีท่กี ฎหมาย กําหนด) ชาวตางชาตทิ ่ีไดร ับการยกเวน ใบอนญุ าตทาํ งานในประเทศเวียดนาม403 ไดแ ก - ผรู ว มลงทนุ หรอื เจาของบริษทั จํากดั - คณะกรรมการบริษัทหุนสว น - หัวหนาของสํานักงานตัวแทนและผูอํานวยการโครงการขององคการระหวา งประเทศหรือ องคก ารนอกภาครัฐในประเทศเวียดนาม - บุคคลทีพ่ าํ นักในประเทศเวยี ดนามไมเ กิน 3 เดอื น เพื่อเสนอบริการทางการขาย - บุคคลท่ีพํานักในประเทศเวียดนามไมเกิน 3 เดือน เพื่อจัดการปญหาซับซอนทางเทคนิค และเทคโนโลยีท่ีสงผลหรือเส่ียงตอการสงผลกระทบอันไมพึงประสงคตอการผลิตและ กิจกรรมทางธรุ กจิ อีกทัง้ ปญหาดังกลาวยงั ไมอ าจจัดการโดยชาวเวียดนามหรือชาวตา งชาติ ทพ่ี าํ นักอยใู นประเทศเวียดนาม - ทนายความตางชาติผูมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวาความในประเทศเวียดนามตาม กฎหมายวา ดวยวิชาชพี ทนายความ - ชาวตา งชาตทิ ่ีไดรับยกเวนจากใบอนุญาตทํางานตามท่ีกําหนดไวในสนธิสัญญาซ่ึงประเทศ เวยี ดนามเปนภาคี - บุคคลที่กําลังศกึ ษาหรือทํางานในประเทศเวียดนาม ท้ังนี้นายจางตองแจงการจางงานตอ หนว ยงานบรหิ ารจดั การแรงงานของรัฐในระดบั จงั หวัดเปนเวลาลว งหนากอ น 7 วัน 6.2 สัญญาจา งแรงงาน สญั ญาจา งแรงงานตองทาํ ข้ึนเปนลายลักษณอักษร และจะตอ งลงลายมอื ชื่อของตัวแทนนายจาง และลูกจาง และตองทําขึ้นเปน 2 ฉบับโดยคูสัญญาตางถือไวคนละฉบับ กฎหมายยังกําหนดใหสัญญา จางดังตอ ไปน้ีตองทาํ เปน ลายลกั ษณอักษรเทา น้ันจงึ จะบงั คับใชไ ด 402 มาตรา 169 ของประมวลกฎหมายแรงงาน ค.ศ. 2012 403 มาตรา 172 ของประมวลกฎหมายแรงงาน ค.ศ. 2012

162 - สัญญาจางแรงงานท่ีไมมีกําหนดระยะเวลาการจาง (มาตรา 16 ของประมวลกฎหมาย แรงงาน ค.ศ. 2012) - สัญญาจางแรงงานที่มีกําหนดระยะเวลาต้ังแต 3 เดือนข้ึนไป (มาตรา 16 ของประมวล กฎหมายแรงงาน ค.ศ. 2012) - สัญญาจางแรงงานคนใชในครัวเรือน (มาตรา 180 ของประมวลกฎหมายแรงงาน ค.ศ. 2012) - สัญญาจางแรงงานสําหรับนักเตน พนักงานตอนรับ พนักงานในกิจการงานบริการ เชน โรงแรม รานอาหาร ผับบาร โดยไมคํานึงถึงระยะเวลาการจางงาน (รัฐกฤษฎีกาฉบับที่ 87/CP ลงวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 1995) ในกรณีของสัญญาจางช่ัวคราวที่มรี ะยะเวลานอยกวา สามเดือน หรือการจางเพ่ือชวยเหลืองาน ภายในองคก รสามารถทําขน้ึ โดยวาจาได ประมวลกฎหมายแรงงานกําหนดใหสัญญาจางแรงงานจะตองมีขอตกลงในสาระสําคัญ ดังตอไปนี้ 1) งานทวี่ า จางใหล ูกจางปฏบิ ัติงาน 2) เวลาทาํ งานและเวลาพกั 3) คา จาง 4) สถานทีท่ าํ งาน 5) ระยะเวลาของสัญญา 6) เง่อื นไขเก่ียวกบั ความปลอดภยั ในการทาํ งานและสุขชีวอนามัย 7) การทาํ ประกนั สังคมใหล กู จาง ในทางปฏบิ ตั ลิ ูกจา งและนายจา งอาจกําหนดขอตกลงเพิ่มเตมิ ในสญั ญาได แตไมส ามารถกําหนด ขอตกลงใดที่ใหสิทธิลูกจางตาํ่ กวาสิทธิตามกฎหมายแรงงานของประเทศเวียดนาม เน้อื หาของสัญญาทุก ขอจะตองสอดคลองกฎหมายของประเทศเวียดนามและขอตกลงรวมกันระหวางบริษัทและสหภาพ แรงงาน 6.2.1 ประเภทของสัญญาจา งแรงงาน ตามที่ระบุในมาตรา 22 ของประมวลกฎหมายแรงงาน ค.ศ. 2012 สัญญาจางแรงงานแบง ออกเปน 3 ประเภทดงั น้ี 1. สัญญาจางแรงงานที่ไมกําหนดระยะเวลาการจาง หมายถึง สัญญาท่คี ูสัญญาไมไดกําหนด ระยะเวลาการจางและไมไ ดกําหนดวันเลกิ สัญญา 2. สัญญาจางแรงงานมีกําหนดระยะเวลาการจาง หมายถึง สัญญาท่ีคูสัญญาทั้งสองฝาย กําหนดระยะเวลาการจางและกําหนดวันเลิกสัญญา โดยมีระยะเวลา 12 เดือนถึง 36 เดอื น

163 3. สญั ญาจางตามฤดูกาล (นอ ยกวา 12 เดอื น) ตามประมวลกฎหมายแรงงาน ค.ศ. 2012 บริษัทสามารถทําสัญญาที่มีกําหนดระยะเวลาการ จางตดิ ตอกันได 2 ครั้ง แตสําหรับครั้งที่ 3 สัญญาที่ทําจะตองเปนสัญญาจางที่ไมกําหนดระยะเวลาการ จาง โดยมีหลักเกณฑด ังตอ ไปน้ี - เมื่อสัญญาจางท่ีมีกําหนดระยะเวลาการจางไดครบกําหนดอายุสัญญา หากพนักงานยังคง ทํางานตอไป คูสัญญาจะตองทําสัญญาจางแรงงานฉบับใหม ภายใน 30 วันนับจากวันที่ สญั ญาจางส้ินสดุ ลง - หากไมไดมกี ารทําสัญญาจางแรงงานฉบับใหมขึ้นภายใน 30 วนั นับจากวันทสี่ ัญญาส้ินสุด ลง ใหถือวาสัญญาจางที่ถึงกําหนดระยะเวลาเปนสัญญาจางฉบับใหมท่ีไมมีกําหนด ระยะเวลาการจาง - ในกรณีท่ีคูสัญญาทําสัญญาจางใหมซ่ึงเปนสัญญาที่มีกําหนดระยะเวลาการจางและเปน การลงนามเพียงครั้งเดียวโดยมีระยะเวลาการจางไมเกิน 36 เดือน หากตอจากน้ันลูกจาง ไดทํางานตอไป คูส ัญญาจะตองทําสัญญาและลงนามโดยเปล่ียนเปนสัญญาท่ีไมม ีกําหนด ระยะเวลาการจา ง นอกเหนือจากน้ี เพือ่ ประกนั สทิ ธแิ ละผลประโยชนของลูกจา ง รวมท้ังความมั่นคงในการจางงาน มาตรา 22 วรรคสาม ประมวลกฎหมายแรงงาน ค.ศ. 2012 ไดบ ญั ญตั หิ ามมิใหทําสัญญาจา งตามฤดูกาล ซึ่งมีระยะเวลานอยกวา 12 เดือนเพื่อจางลูกจางใหทํางานปกติ (งานที่ไมใชงานตามฤดูกาลหรืองาน เฉพาะกิจ) เปนระยะเวลามากกวา 12 เดอื นขึ้นไป เวน แตเปนการจางพนักงานช่ัวคราวเพื่อเขาทํางาน แทนลูกจางที่ตองไปรับราชการทหาร ลาคลอดบุตร เจ็บปวย ประสบอุบัติเหตุจากการทํางาน หรือหยดุ งานในลกั ษณะชวั่ คราวอนื่ ๆ 6.2.2 ระยะเวลาการทดลองงาน ระยะเวลาการทดลองงานเปนไปตามลักษณะงาน และความซับซอนของงาน แตในงานแตละ งานจะมีการทดลองงานเพยี งหนึง่ ครง้ั เทานั้น และจะตอ งเปนไปตามหลักเกณฑดังตอ ไปนี้ - ไมเ กิน 60 วัน สาํ หรบั งานในตาํ แหนงท่ตี อ งใชค วามรรู ะดับวทิ ยาลยั หรือระดบั ท่ีสงู กวา - ไมเกิน 30 วัน สําหรับงานในตําแหนงท่ีตองใชความรูทางวิชาชีพระดับปานกลาง หรือ วิชาชพี เฉพาะ พนกั งานระดบั เทคนคิ และพนักงานชํานาญการ - ไมเกนิ 6 วนั สําหรับงานอนื่ ๆ 6.3. การบอกเลิกสัญญาจา งแรงงาน ประมวลกฎหมายแรงงานกาํ หนดใหส ญั ญาจางแรงงานสิน้ สดุ ลงในกรณดี ังตอไปน้ี - การบอกเลิกสัญญาโดยเจตนาของคสู ัญญา ซ่ึงรวมถึงการส้ินสุดระยะเวลาของสัญญา เปน กรณที คี่ ูสัญญาตกลงเลกิ สัญญา หรือคสู ญั ญาไดป ฏิบตั ิตามสัญญาโดยสมบรู ณ

164 - การบอกเลิกสัญญาโดยเจตนาของบุคคลภายนอก ซ่ึงรวมถึงกรณีท่ีสัญญาจางส้ินสดุ ลงดวย เหตุท่ีพนกั งานถูกลงโทษจําคุก เสียชีวิตหรือถูกศาลส่ังใหเปนคนไรความสามารถ (มาตรา 36 วรรคหา หกและเจด็ แหง ประมวลกฎหมายแรงงาน ค.ศ. 2012) - การบอกเลกิ สญั ญาจางฝายเดยี ว 6.3.1 การบอกเลิกสญั ญาจางฝา ยเดยี ว ประมวลกฎหมายแรงงาน ค.ศ. 2012 ไดกําหนดสิทธิในการบอกเลิกสัญญาจางแรงงานฝาย เดียวโดยฝายนายจางหรือโดยฝายลูกจาง โดยมีขอจํากัดตามแตกรณี โดยฝายที่จะบอกเลิกสญั ญาจางมี หนา ที่แจง ใหอกี ฝา ยหนึ่งทราบถงึ การบอกเลกิ สญั ญาจางแรงงานดงั กลาว 1. การบอกเลกิ สัญญาจางแรงงานโดยลูกจา ง การบอกเลิกสัญญาจางแรงงานโดยลูกจางเปนไปตามมาตรา 37 ของประมวลกฎหมายแรงงาน ค.ศ. 2012 สําหรับการบอกเลิกสัญญาจางแรงงานท่ีมีกําหนดระยะเวลาการจาง ลูกจางตองมีเหตุตาม มาตรา 37 วรรคหนึ่ง ของประมวลกฎหมายแรงงาน เชน ลูกจางไดรับมอบหมายใหไปทํางานอื่นที่ไม เปนไปตามสัญญาจาง ลูกจางไมไดรับคาจางเต็มจํานวน ลูกจางถูกทําราย ถูกลวงละเมิดทางเพศ ถูก เลือกใหทํางานพิเศษในหนว ยงานท่ีนายจางกําหนด สาํ หรับสัญญาจา งที่ไมม ีกําหนดระยะเวลาการจาง ลูกจางสามารถบอกเลิกสัญญาจางไดโดยไมจําเปนตองมีเหตุตามกฎหมาย (มาตรา 37 วรรคสาม) ซึ่ง ลกู จางจะตองแจง ใหน ายจางทราบกอนเลิกสญั ญาลว งหนาเปนระยะเวลาตามท่ีกฎหมายกําหนด (มาตรา 37 วรรคสอง (3) 2. การบอกเลกิ สญั ญาจา งแรงงานโดยนายจาง นายจางมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจางแรงงานไดเฉพาะในกรณีท่ีกําหนดในประมวลกฎหมาย แรงงาน ค.ศ. 2012 ดังน้ี - ลูกจา งไมส ามารถปฏบิ ตั งิ านตามสัญญาจา งหลายคร้งั - ลูกจางไมสามารถปฏิบัติงานเนื่องจากเจ็บปวย หรือไดรับการบาดเจ็บและตองไดรับการ รักษาตวั เปนระยะเวลาตดิ ตอกัน 12 เดือน (สําหรับกรณสี ญั ญาจางไมมีกําหนดระยะเวลา การจาง) หรือตองไดรับการรักษาตัวเปนระยะเวลาติดตอกัน 6 เดอื น (สําหรับกรณสี ัญญา จางท่ีมีกําหนดระยะเวลาการจาง) หรือเปนระยะเวลามากกวาครึ่งของระยะเวลาของ สัญญา (สําหรับกรณีสัญญาจางตามฤดูกาลหรืองานเฉพาะกิจท่ีมีระยะเวลานอยกวา 12 เดือน) - นายจางมีความจําเปนตองลดการผลิตและลดจํานวนพนักงานลงอันเนื่องมาจากภัย ธรรมชาติ หรอื เหตุสุดวสิ ยั - ลูกจางไมกลับเขาทํางานในวันที่ 15 นับจากวนั ท่ีส้ินสุดระยะเวลาการพักงานช่วั คราวตาม สัญญาจาง

165 - นายจา งลดจํานวนพนักงานเนือ่ งจากการปรบั เปลยี่ นโครงสราง เปล่ียนเทคโนโลยีการผลิต หรือดวยเหตผุ ลทางเศรษฐกจิ หรอื เนอ่ื งจากการควบรวมบรษิ ทั หรือการแยกบรษิ ทั นายจางท่ีตอ งการบอกเลิกสัญญาจางจะตองสงคําบอกกลาวการบอกเลิกสญั ญาจา งลวงหนา ไปยังลูกจางตามระยะเวลาท่กี ฎหมายกําหนด 6.3.2 การเลกิ จา ง การเลิกจางเปนการลงโทษทางวินัยขั้นรุนแรงท่ีสุดและจะตองมีเหตุเลิกจางตามที่กฎหมาย กําหนดดงั น้ี (มาตรา 126 ของประมวลกฎหมายแรงงาน ค.ศ. 2012) - กรณีลูกจางกระทําความผิดตอนายจาง ลักขโมย ยักยอก เลนการพนัน จงใจกอความ เสียหาย เสพยาเสพติดในสถานที่ทํางาน เปดเผยความลับทางการคา ละเมิดสิทธิใน ทรัพยสินทางปญญาของนายจาง กระทําการใดที่เปนภัยอันตราย หรือขูวาจะสรางความ เสียหายอยางรา ยแรงตอ ทรัพยส ินและผลประโยชนของนายจาง - กรณที ี่ลูกจางซึ่งตองโทษทางวินัยใหยืดระยะเวลาการข้ึนคา จางออกไปได กระทําความผิด ซ้าํ เดิม หรือกรณที ่ลี กู จางถูกลดตําแหนงเพ่ือเปนการลงโทษทางวนิ ัยและไดก ระทาํ ความผดิ ซ้ําเดิม (การกระทําความผดิ ซํ้าเดมิ คือการที่ลูกจางกระทาํ ความผิดทางวินยั ในความผิดเดิม อีกครั้งในขณะท่ียังไมไดมีการเพิกถอนโทษทางวินัยตามมาตรา 127 ประมวลกฎหมาย แรงงาน ค.ศ. 2012) - กรณีที่ลูกจา งขาดงานเปน ระยะเวลารวมกัน 5 วันในหน่ึงเดอื น หรอื ขาดงานรวมกัน 20 วนั ภายในหนึ่งปโดยไมมเี หตุผลอนั สมควร กรณีท่ีถือวาเปนการขาดงานโดยมีเหตุผลอันสมควร ไดแกกรณีเกิดภัยธรรมชาติ อัคคีภัย พนกั งานปวย หรือญาตขิ องพนักงานปวยซึ่งตองไดร บั การรับรองจากแพทย และกรณีอื่นๆ ท่ีกําหนดในขอ บังคบั การทาํ งาน ขน้ั ตอนการเลกิ จา งในกรณที ล่ี กู จางกระทาํ ความผดิ ทางวินยั เปนเหตุใหเลกิ จาง นายจางจะเลิกจางลูกจางในกรณีที่ลูกจางกระทําความผิดทางวินัยไดตอเมื่อไดปฏิบัติตาม ขั้นตอนดังตอไปนี้ - ตองมีการประชุมระหวางบุคคลผูเก่ียวของรวมไปถึงผูแทนของคณะกรรมการสหภาพ แรงงาน (ถา ม)ี - บรษิ ัทจะตองแสดงหลักฐานพิสูจนการกระทําความผิดของพนักงานและพนักงานมีสทิ ธิตอสู และปกปองตนเอง - บุคคลผูเกี่ยวขอ งจะตอ งแสดงรายงานเหตุการณดังกลาว หากไมมีรายงานพนกั งาน บุคคลผู มีหนา ที่ตองแสดงรายงานของแผนก หรือรายงานการตรวจสอบโดยแผนก (ตองระบุเหตุผล หากไมมรี ายงานมาแสดง)

166 - บริษัทตอ งหารือกบั คณะกรรมการสหภาพแรงงานถึงการเลิกจางพนักงานดว ยเหตุกระทําผดิ ทางวินัย ในกรณที ่ีคณะกรรมการสหภาพแรงงานไมเหน็ ดวยกับการลงโทษทางวนิ ัยดวยการ เลิกจา งพนักงาน บริษัทจะตองรายงานกระทรวงแรงงาน ทหารผานศึก และสวสั ดิการสังคม ถึงการพิจารณาเลิกจางพนักงานภายใน 30 วนั หลงั จากท่ไี ดมกี ารพิจารณาดงั กลา ว - การพิจารณาตัดสินเลิกจางพนักงานจะตองกระทําภายใน 3 เดือน (หรือ 6 เดือนในกรณี พิเศษ) นับจากวันที่มีการกระทาํ ความผดิ ทางวนิ ัย 6.3.3 การเลิกจางเนื่องจากเปล่ียนโครงสรางองคกรของบริษัทหรือทางเทคโนโลยีหรือดวยเหตุผล ทางเศรษฐกิจหรอื นายจางอาจมีความจําเปนตองลดจํานวนพนักงานเนื่องดวยเหตผุ ลเชิงองคกรหรือเหตุผลทาง เศรษฐกจิ ซึ่งรวมถงึ - การเปลยี่ นแปลงทางโครงสรางองคก รหรอื เทคโนโลยีของบรษิ ทั 404 - เหตุผลทางเศรษฐกิจ - การควบกิจการและการยบุ หนว ยงานตางๆ ของบรษิ ทั ในกรณีท่ีมีการเปล่ียนแปลงทางโครงสรางองคกรหรือเทคโนโลยีของบริษัทซ่ึงกระทบตองาน ของลูกจางจํานวนมาก นายจางมีหนาที่ตองพัฒนาและวางแผนการใชแรงงาน หากมีงานใหม บริษัท จะตองใหการฝกอบรมแกพ นักงานกอนทีจ่ ะใหพนักงานทาํ งานในงานดงั กลา ว ในกรณีท่ีนายจางไมสามารถใหงานใหมแกลูกจางได และนายจางจําเปนตองปลดลูกจาง นายจางจะตองจายคาชดเชยใหแกลูกจางในอัตราเดียวกับคาจางรายเดือนท่ีนายจางจาย ซ่ึงนายจาง จะตอ งจา ยคาชดเชยใหก ับลูกจางอยา งนอยเปนจาํ นวนเทากบั คาจาง 2 เดือน 6.3.4 การเลิกจา งท่ไี มช อบดว ยกฎหมาย นายจางมีความผิดในกรณีท่ีเลิกจางลูกจางโดยไมชอบดว ยกฎหมาย (มาตรา 41 ของประมวล กฎหมายแรงงาน ค.ศ. 2012) และจะตองปฏิบตั ิดงั นี้ - นายจางตอ งรบั ลกู จา งเขา ทํางานตามงานที่กาํ หนดในสัญญาจางแรงงาน และตอ งจายคา จาง ประกันสังคม และประกันสุขภาพ ในชวงท่ีลูกจางไมไดทํางานเปนจํานวนเทากับ คาจาง อยา งนอ ย 2 เดอื นตามสญั ญาจา งแรงงาน - หากลูกจางไมประสงคกลับเขาทํางาน นอกเหนือจากเงินชดเชยตามขอแรกท่ีกฎหมาย กําหนดใหจายใหแกลูกจางแลว นายจางตองจายเงินชวยเหลือใหลูกจางในแตละปที่ทํางาน เปน จํานวนคา จางคร่งึ เดอื น 404 ตวั อยา งเชน การที่บริษัทตัดสนิ ใจลดขนาดบางแผนก เชน แผนกกฎหมาย

167 - ในกรณีท่ีนายจางไมไดรับลูกจางเขาทํางานตอและลูกจางก็ตกลง นอกเหนือจากการเงิน ชดเชยและเงินชวยเหลือดังกลาวแลว นายจางและลูกจางตกลงใหมีการชดเชยคาเสียหาย เพ่มิ เตมิ ไดโ ดยตอ งมจี ํานวนอยา งนอยคิดเปน คา จา ง 2 เดือนตามสัญญาจา งแรงงาน - ในกรณีทไี่ มมีตําแหนง หรืองานตามสัญญาจางแรงงานแตลูกจางประสงคจะกลับไปทํางาน นอกเหนือจากการจา ยเงินชดเชยแลว ใหคสู ัญญาเจรจาตอรองเพ่ือแกไขและเพิ่มเติมสัญญา จางแรงงาน - ในกรณีที่ไมไดแจงการบอกเลิกสัญญาใหลูกจางทราบลวงหนาตามระยะเวลาที่กฎหมาย กําหนด นายจางจะตองชดใชคาเสียหายลูกจางเปนจํานวนเทากับคาจางของพนักงานใน วันท่ไี มไดบ อกกลา วลว งหนา 6.4 คาจา งและการจายคา ลว งเวลา 1) คาจางข้ันตา่ํ ตามรัฐกฤษฎีกาฉบับที่ 182/2013/ND-CP405 วาดวยคาจางขั้นต่ําสําหรับลูกจางท่ีทํางานใน บรษิ ัท สหกรณ กลุมสหกรณ ในฟารม ไรนา ในครัวเรือน หรือทํางานใหบุคคล หนวยงาน และองคกร ใดๆ ท่ีไดวาจางลูกจาง นับแตวันท่ี 1 มกราคม ค.ศ. 2014 กฎหมายกําหนดคาจางขั้นต่ําท่ีตั้งแต 1,900,000 ดองตอ เดอื น จนถึง 2,700,000 ดองตอเดอื นขนึ้ อยูกับพ้นื ท่ีทีก่ าํ หนด 2) เวลาทํางานปกติ เวลาทํางานปกติของลูกจางจะตองไมเกิน 8 ชั่วโมงตอวัน และไมเกิน 48 ชั่วโมงตอสัปดาห นายจางมีสิทธิกําหนดเวลาทํางานเปน รายชั่วโมง รายวัน หรือรายสัปดาหก็ได ในกรณที ี่กําหนดเปนราย สัปดาห เวลาการทํางานปกติจะตองไมเกิน 10 ช่ัวโมงตอวนั และเมื่อรวมกันแลว ตองไมเกิน 48 ชั่วโมง ตอสปั ดาห ซึ่งรฐั บาลเวียดนามสนบั สนนุ ใหม ีการทํางานเปนระยะเวลา 40 ช่วั โมงตอสปั ดาห 3) วนั หยุดและวนั หยดุ พักผอ นประจําป ลูกจางซ่ึงทํางานใหกับนายจางเปนระยะเวลา 12 เดือนมีสิทธิไดล าหยุดพักผอนประจําป และมี สิทธไิ ดรับคา จางตามสัญญาจางแรงงานดังนี้ - 12 วันทาํ งานสําหรับลูกจางในกรณีทวั่ ไป - 14 วันทํางานสําหรับลกู จางที่ทํางานทม่ี ีลักษณะอันตราย หรือทํางานในพื้นที่ที่ความเปนอยู ยากลําบากตามรายชื่องานที่ประกาศโดยกระทรวงแรงงาน ทหารผานศึก และสวัสดิการ สังคมรว มกบั กระทรวงสาธารณสขุ หรอื ลกู จางทีเ่ ปน ผูเยาว หรือลูกจา งผมู ีความพิการ 405 รัฐกฤษฎีกาฉบับที่ 182/2013/ND-CP ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2013 กําหนดระดับคาจางข้ันต่ําตามภูมิภาค สําหรับแรงงานที่ทํางานใหกับบริษัท วิสาหกิจ สหกรณ กลุมสหกรณ สถานเกษตรกรรม ครัวเรือน ปจเจกบุคคล และหนว ยงาน องคกรท่ีจา งแรงงาน

168 - 16 วันทํางานสําหรับลูกจางที่ทํางานท่ีมีลักษณะอันตรายมาก หรือทํางานในพ้ืนที่ที่ความ เปนอยูยากลําบากเปนพิเศษตามรายช่ืองานท่ีประกาศโดยกระทรวงแรงงาน ทหารผานศึก และสวัสดกิ ารสงั คมรว มกบั กระทรวงสาธารณสขุ ลูกจางมสี ทิ ธิไดร ับคา จา งในวันหยุดดังตอ ไปน้ี ก. วนั ข้นึ ปใหม 1 วนั (วันท่ี 1 มกราคม ตามปฏิทนิ สุรยิ คติ) ข. วันตรษุ จีน 5 วนั ค. วันแหงชยั ชนะ 1 วัน (วันท่ี 30 เมษายน ตามปฏิทนิ สรุ ิยคต)ิ ง. วนั แรงงานสากล 1 วนั (วันท่ี 1 พฤษภาคม ตามปฏทิ ินสรุ ิยคต)ิ จ. วนั ชาติ 1 วัน (วันท่ี 2 กนั ยายน ตามปฏิทนิ สรุ ยิ คต)ิ ฉ. วนั ราํ ลึกบรรพกษัตริยห ุง (Hung Kings Commemoration Day) 1 วนั (วนั ท่ี 10 ของเดอื น 3 ตามปฏทิ นิ จันทรคต)ิ สําหรับลูกจางชาวตางชาติ นอกเหนือจากวนั หยุดราชการที่กําหนดไวข างตน ลูกจางตางชาติมี สิทธหิ ยดุ ตามเทศกาลตามประเพณขี องตนได 1 วัน และหยุดตามวันชาตขิ องประเทศของลกู จางอีก 1 วัน 6.5 การจางเหมาแรงงาน เนื่องจากความตองการแรงงานในตลาดเพิ่มข้ึนอยางรวดเร็ว ประมวลกฎหมายแรงงาน ค.ศ. 2012 จึงไดระบุหลักเกณฑเก่ียวกับการจางเหมาแรงงาน การจางเหมาแรงงานคือ การที่ลูกจางไดรับ วาจางจากบริษัทท่ไี ดรับอนุญาตใหสง พนักงานไปทํางานในบริษัทอื่น โดยท่ีลูกจางอยภู ายใตการควบคุม ของนายจางที่ถูกสง ไปใหทํางานแตก็ยังคงเปนพนักงานของบริษัททจ่ี ัดสงตนไป บริษัทจางเหมาแรงงาน จะตองวางเงินมัดจําเปน 2 พันลานดอง และเจาของบริษัทจะตองมีประสบการณในการรับจางเหมา แรงงานเปนระยะเวลาอยางนอย 3 ป สําหรับเงื่อนไขการประกอบธุรกิจการรับเหมาแรงงานเปนไปตาม หลกั เกณฑของรัฐกฤษฎีกาฉบับที่ 55/2013/ND-CP406 6.6 ใบอนญุ าตทาํ งาน กฎหมายเวียดนามสง เสริมใหนายจา งจัดหาแรงงานในเวียดนาม นายจา งจะจา งแรงงานตางชาติ ไดต อเม่ือแรงงานชาวเวียดนามไมส ามารถตอบสนองความตอ งการของนายจาง และการจางงานน้ันตอง ไดรับการอนุมัติโดยนโยบายวาดวยการจางแรงงานตางชาติของประธานคณะกรรมการประชาชนใน ระดบั จังหวัด ชาวตา งชาตทิ ีต่ องการทาํ งานเปน ลูกจางในเวยี ดนามจะตองไดรับใบอนญุ าตทํางาน 406 รัฐกฤษฎีกาฉบับท่ี 55/2013/ND-CP ลงวันท่ี 22 พฤษภาคม 2013 กําหนดรายละเอียดเกี่ยวกับบทบัญญัติของ ประมวลกฎหมายแรงงานวาดวยการจดั จางแรงงานภายนอก

169 ลกู จา งตางชาติตองมีคุณสมบตั ดิ ังน้ี มีลักษณะเปนพลเมืองดี มคี วามรู ความสามารถในระดับดี และมีสุขภาพท่ีแข็งแรงเหมาะสมตามลักษณะงาน ไมเปนผูกระทําความผิดทางอาญา หรือถูกดําเนิน คดอี าญาตามกฎหมายเวียดนามหรือกฎหมายประเทศอื่นๆ โดยใบอนุญาตทาํ งานมีอายไุ มเกิน 2 ป อยา งไรก็ตาม กฎหมายเวียดนามไดกาํ หนดกรณีทลี่ ูกจางตา งชาติสามารถทํางานไดโดยไมตองมี ใบอนุญาตทํางาน (มาตรา 172 ของประมวลกฎหมายแรงงาน) ซึง่ ไดแกกรณขี องหุนสว นจํากัดความรบั ผิด หรอื เจาของบริษัทจํากัด สมาชกิ คณะกรรมการของบริษัทรวมทุน หัวหนาสาํ นักงานผูแทน หัวหนา โครงการขององคกรระหวางประเทศ หรือองคกรท่ีไมใชองคกรของรัฐที่พํานักอยูในเวียดนามเปน ระยะเวลานอยกวา 3 เดือนเพ่ือดําเนนิ การตามหนา ที่ หรือทพี่ กั อยใู นเวียดนามเปนระยะเวลานอยกวา 3 เดือนเพ่ือดาํ เนินการแกไขความบกพรอง หรือปญหาทางเทคนิค และเทคโนโลยีข้ันสูง ซ่ึงสงผลกระทบ ตอธุรกิจและผูเช่ียวชาญชาวเวียดนาม หรือผูเช่ียวชาญตางชาติท่ีอยูในประเทศเวียดนามไมสามารถ จัดการปญ หาดงั กลาวได และกรณีทนายความตางชาติซ่ึงไดรบั อนุญาตใหประกอบวิชาชีพในเวียดนาม ภายใตข อ กาํ หนดของกฎหมายวา ดว ยวชิ าชพี ทนายความ สวนรายละเอียดขั้นตอนและเง่ือนไขการออกใบอนุญาตทํางานเปนไปตามรัฐกฤษฎีกาฉบับท่ี 102/2013/ND-CP ประกาศวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 2013 ซ่ึงระบุหลักเกณฑการบังคับใชหลักเกณฑ บางสวนในประมวลกฎหมายแรงงานเกี่ยวกับแรงงานตางชาติที่ทํางานในเวียดนาม และหนังสือเวียน ฉบับที่ 03/2014/TT-BLDTBXH ของกระทรวงแรงงาน ทหารผานศึกและสวัสดิการสังคม ลงวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 2013 ซึ่งเปนแนวทางในการบังคับใชหลักเกณฑบางขอในรัฐกฤษฎีกาฉบับที่ 102/2013/ND-CP เอกสารทจี่ าํ เปน สําหรับการขอรับใบอนุญาตทํางาน มีดังนี้ - ใบคํารอ งเพอ่ื ขอรบั ใบอนญุ าตทํางาน - ใบรับรองแพทย - เอกสารยนื ยนั วาแรงงานตา งชาตไิ มไ ดก ระทําผดิ กฎหมาย - เอกสารยืนยังวาแรงงานตางชาติทํางานในตําแหนงผูบริหาร ประธานบริหาร ผูเชี่ยวชาญ หรอื แรงงานทางเทคนิค - เอกสารอนมุ ัติจากประธานจงั หวัดวาใหแ รงงานตา งชาติทาํ งาน - รูปถา ยจาํ นวน 2 ใบ (ขนาด 4×6 เซนตเิ มตร) - สําเนาหนังสือเดนิ ทางหรือเอกสารเทียบเทา รัฐกฤษฎีกาฉบับที่ 102/2013/ND-CP มาตรา 17 กําหนดถึงเหตุในการเพิกถอนใบอนุญาต ทาํ งานดังนี้ - เน้อื หาของเอกสารที่ยื่นเพ่อื ขอรับใบอนุญาตทํางานเปนเท็จ - ใบอนุญาตทํางานสนิ้ อายุ - แรงงานตางชาติไมปฏิบตั ิตามเนือ้ หาที่กาํ หนดในใบอนุญาตทาํ งาน

170 - สญั ญาจางแรงงานถูกยกเลิก - เนอ้ื หาในสัญญาจา งแรงงานไมส อดคลอ งกบั เน้ือหาในใบอนญุ าตทํางาน - สัญญาหรือขอตกลงทางการคา การพาณิชย การเงิน การธนาคาร การประกันภัย วิทยาการทางเทคโนโลยี วัฒนธรรม การกีฬา การศกึ ษา การฝก อบรมวชิ าชีพ และ/หรือ การสาธารณสุข สน้ิ สุดหรือถูกยกเลิก - หนวยงานตา งชาตทิ ีม่ ีอาํ นาจไดแจงใหแรงงานตา งชาติหยุดทาํ งานในประเทศเวยี ดนาม - นายจา งหยดุ กจิ การหรือการดําเนินงาน - ศาลพพิ ากษาจําคุกแรงงานตางชาติ ใหส้ินสดุ สภาพบคุ คล หรือเปน บุคคลสญู หาย - หนวยงานที่มีอํานาจไดเสนอเปนลายลักษณอักษรใหเพิกถอนใบอนุญาตทํางานของ แรงงานตางชาติดวยเหตุที่ละเมิดกฎหมายของประเทศเวียดนาม 6.7 ขอตกลงรว มกันระหวางบริษัทและสหภาพแรงงานเกยี่ วกบั สภาพการจาง บริษัทที่มีการลงทุนจากตางชาติตองเจรจาตอรองจัดทําขอตกลงเก่ียวกับสภาพการจางตามที่ คณะกรรมการสหภาพแรงงานรองขอ ขอตกลงใดๆ จะมีผลบังคับใชตอเม่ือไดรับจํานวนเสียงมากกวา รอยละ 50 ของสหภาพแรงงานซึ่งใหความเห็นชอบกับขอตกลงที่ไดทําการเจรจาตอรองกับนายจาง เกี่ยวกบั สภาพการจาง ขอตกลงเก่ียวกับสภาพการจางกําหนดขอตกลงตา งๆ ระหวางนายจางและลูกจางอันเกี่ยวกับ สภาพการจาง สําเนาขอตกลงสภาพการจางจะตองยื่นเสนอตอกระทรวงแรงงาน ทหารผานศึก และ สวัสดิการสงั คมภายใน 10 วนั นบั จากวนั ท่ไี ดม ีการลงนาม 6.8 ขอบงั คับการทํางาน บริษัทที่มีการลงทุนจากตางชาติที่มีลูกจางมากกวา 10 คนข้ึนไป จะตองจัดทําขอบังคับการ ทํางาน ขอบงั คบั การทาํ งานจะตองประกอบดว ยหลกั เกณฑด ังตอไปน้ี ก. เวลาทํางาน และเวลาพัก ข. ระเบียบปฏิบัติในสถานท่ที ํางาน ค. ความปลอดภัยและอาชวี อนามยั ในทท่ี าํ งาน ง. การคุมครองทรัพยสินและความลับทางการคา ความลับทางเทคโนโลยี ทรัพยสินทาง ปญญาของนายจา ง จ. วินัย โทษทางวนิ ัย และความรับผดิ นายจางจะตองย่ืนจดทะเบียนขอบังคับการทํางานตอกระทรวงแรงงาน ทหารผานศึก และ สวสั ดกิ ารสงั คมภายใน 10 วนั นบั จากวันท่ไี ดจัดทาํ ขอ บังคบั การทาํ งาน

171 7. กฎหมายทรพั ยสินทางปญ ญา กฎหมายทรัพยส ินทางปญญาของประเทศเวียดนามเริ่มปรากฏชัดเจนในศตวรรษท่ี 1980 เม่ือ รัฐบาลไดตรารัฐกฤษฎีกาฉบับที่ 31/CP ลงวนั ที่ 23 มกราคม ค.ศ. 1981 วาดว ยนวัตกรรม การพัฒนา ทางเทคโนโลยี การพัฒนาทางอุตสาหกรรม และการประดิษฐ407 ซ่ึงรัฐกฤษฎีกาดังกลาวเปนกฎหมาย ฉบบั แรกเกี่ยวกับทรพั ยสินทางปญ ญาในประเทศเวียดนาม โดยมีการบัญญัติใหออกใบรับรองผูประดษิ ฐ (Inventor's certificates) และผทู รงสิทธบิ ัตร (Exclusive patents) เพอ่ื คุมครองสิทธใิ นสทิ ธบิ ัตร ท้งั น้ี รัฐมีฐานะเปนเจาของใบรับรองผูประดิษฐในขณะท่ีสวนใหญแลวผูทรงสิทธิบัตรตกเปนของผูประดิษฐ ตา งชาติ408 ตอมาใน ค.ศ. 1982 มีการตรารัฐกฤษฎีกาฉบับที่ 125/HDBT ลงวันท่ี 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1982 วาดวยการปรับโครงสรางองคกรของคณะกรรมการวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีของรัฐ จัดตั้ง สํานักงานการประดิษฐข้ึน (ปจจุบัน คือ สํานักงานทรัพยสินทางปญญาแหงชาติ) และเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1982 รัฐบาลประกาศใชรัฐกฤษฎีกาฉบับท่ี 197/HDBT วาดวยเครือ่ งหมายการคา เพื่อ รวบรวมการจัดการตางๆ เก่ียวกับเครื่องหมายการคาใหเปนอันหน่ึงอันเดียวกันและเพื่อปกปองรักษา ประโยชนของผูบริโภค ตอ มาในวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 1983 ประธานคณะกรรมการวิทยาศาสตรและ เทคโนโลยีของรัฐ (ปจจุบัน คือ กระทรวงวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี) ไดออกหนังสือเวียนฉบับที่ 125/SC เพ่ือเปน แนวทางการนาํ กฎระเบียบวา ดว ยเครื่องหมายการคา ไปปฏบิ ตั ิ แมวาจะมีการออกกฎหมายหรอื กฎเกณฑเพ่ือการคุมครองสิทธิบตั รและเครื่องหมายการคา แต สิ่งเหลานั้นไมเกิดประสิทธิผลที่แทจริงในทางปฏิบัติภายใตระบบรวมศูนยทางเศรษฐกิจของประเทศ เวียดนามท่ีเปน ปฏิปกษตอการถือครองทรัพยสินของเอกชน รวมถึงทรพั ยสินทางปญญา ทั้งนี้ ตั้งแตได เริ่มนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของเวียดนาม (Doi Moi) มีการตรากฎหมายลําดับรองจํานวนมากเพื่อสราง ระบบคุมครองทรัพยส ินทางปญญาประเภทตางๆ เชน การออกแบบผลิตภณั ฑและแบบอรรถประโยชน (อาจเทยี บเคยี งไดก บั อนุสิทธิบัตรของประเทศไทย)409 จุดเปลย่ี นท่ีสาํ คัญของกฎหมายทรพั ยสินทางปญญาในประเทศเวยี ดนาม เกิดข้ึนใน ค.ศ. 1989 เม่ือคณะมนตรีแหงรัฐประกาศใชกฎวาดว ยการคุมครองทรัพยส นิ ทางอุตสาหกรรม ซ่ึงนับเปนคร้ังแรกท่ี 407 Sesto E. Vecchi and Michael J. Scrown, 'Intellectual Property Rights in Vietnam' (1992) 11 Pacific Basin Law Journal 67. 408 ใบรับรองการประดิษฐแ รกของประเทศเวียดนามออกใหเมอื่ วนั ท่ี 11 เมษายน ค.ศ. 1984 409 รวมถึงรัฐกฤษฎีกาฉบับที่ 85/HDBT ลงวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1988 วา ดวยกฎขอบังคับเก่ียวกับการออกแบบ อุตสาหกรรม รัฐกฤษฎีกาฉบับที่ 200/HDBT ลงวันท่ี 28 ธันวาคม ค.ศ. 1988 วาดวยกฎขอบังคับแบบ อรรถประโยชน (อนุสทิ ธิบัตร) รัฐกฤษฎีกาฉบบั ที่ 201/HDBT ลงวันที่ 28 ธันวาคม ค.ศ. 1988 วาดวยกฎขอบงั คับ การจดทะเบียน) รัฐกําหนด ลงวันท่ี 11 กุมภาพันธ ค.ศ. 1989 วาดวยการคุมครองทรัพยสินทางอุตสาหกรรม ค.ศ. 1988 และวาดวยการอนุญาตใหใชสทิ ธิ

172 มีการรองรับแนวคิดเกี่ยวกับทรัพยสินทางอุตสาหกรรมในประเทศเวียดนาม กฎดังกลาวกําหนดใหสิทธิ ในสิทธิบัตรเปนสิทธิเฉพาะตวั โดยการออกผูทรงสิทธิบัตรใหแทนการออกใบรับรองแกผูประดิษฐเ หมอื น เชน ในอดีต นอกจากน้กี ฎหมายดังกลา วไดก าํ หนดรบั รองถึงแหลงกําเนดิ สนิ คา และมลู เหตุทางกฎหมาย ทเ่ี พ่ิมข้ึนเพื่อใหศาลไดท ําหนาทคี่ ุมครองสทิ ธิในทรัพยสินทางอุตสาหกรรมตา งๆ ตั้งแต ค.ศ. 1995 เพอื่ จุดมงุ หมายในการเขารว มประชาคมระหวางประเทศและดึงดูดการลงทนุ จากตางประเทศ ประเทศเวียดนามริเร่ิมดําเนินกฎเกณฑตางๆ เพ่ือสรางระบบทางกฎหมายเก่ียวกับ ทรพั ยสินทางปญญาซง่ึ สอดคลองกับขอตกลงวาดว ยสิทธิในทรัพยสินทางปญญาท่ีเกี่ยวกับการคา หรือ ขอตกลงทริปส (Agreement on Trade-Related Aspects of Intellectual Property Rights, TRIPS Agreement) เหตุการณท่ีสําคัญจากความพยายามน้ีคือการบังคับใชประมวลกฎหมายแพงใน ค.ศ. 1995 ซึ่งกลาวถึงทรัพยสินทางปญญาและการถายทอดทางเทคโนโลยีตามที่บัญญัติไวในสวนที่ 6 (มาตรา 745-825) และยังบัญญัติถึงโครงสรางการควบคมุ ลิขสิทธิ์และสิทธิเกี่ยวเน่ือง (Copyright and related rights) สิ ทธิบัตร (Patents) แบ บอร รถป ระโ ยช น (Utility solutions) การออ ก แ บ บ อุตสาหกรรม (Industrial designs) เครื่องหมายการคา (Trademarks) และแหลงกําเนิดสินคา (Appellations of origin) อยางไรกด็ ีประมวลกฎหมายแพง ฉบับดังกลาวไมไดครอบคลมุ ถงึ การคุมครอง ทรัพยสินทางปญญาประเภทอ่ืนๆ อาทิ ความลับทางการคา (Trade secrets) ชื่อทางธุรกิจ (Trade names) และแบบผงั ภมู ิของวงจรรวม (Layout-designs of integrated circuits) ระหวาง ค.ศ. 1996-2003 มีการตรากฎหมายลําดับรองจํานวนมากเพ่ืออนุวัติการตาม บทบญั ญัติวา ดว ยทรัพยสนิ ทางปญญาในประมวลกฎหมายแพง ค.ศ. 1995 และเม่ือรวมกบั บทบญั ญัติใน สวนที่ 6 ของประมวลกฎหมายแพง ค.ศ. 1995 แลว ทําใหมีความครอบคลุมทั้งสิทธิบัตร เครื่องหมาย การคา ช่ือทางการคา การออกแบบอุตสาหกรรม ความลับทางการคา ส่ิงบงชี้ทางภูมิศาสตร (Geographical Indications, GIs) แบบผังภูมิของวงจรรวม ลิขสิทธิ์และสิทธิเก่ียวเนื่อง พันธุพืชใหม (Plant varieties) และสิทธิปองกันการแขงขันอันไมเปนธรรม ภายในป ค.ศ. 2003 ระบบกฎเกณฑ เกี่ยวกับทรพั ยส นิ ทางปญญาประเทศเวยี ดนามจึงเปน ไปตามเงอ่ื นไขขอตกลงทรปิ ส4 10 ใน ค.ศ. 2005 สืบเน่ืองจากกระบวนการเตรยี มปรับปรุงกฎหมายใหทันสมัยพรอมเขารวมเปน สมาชกิ ขององคการการคา โลก ประเทศเวยี ดนามประกาศบงั คบั ใชรัฐบญั ญตั ิวาดว ยทรัพยส ินทางปญญา มีผลตั้งแตวันท่ี 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2006411 ซึ่งตอมามีการแกไขเพิ่มเติมใน ค.ศ. 2009 นับวาเปน 410 คณะมนตรีการคาวาดวยสิทธิในทรัพยสินทางปญญา องคการการคาโลก “Review of Legislation: Vietnam” (2010) ที่มา: www.wtocenter.org.tw/SmartKMS/fileviewer?id=111987 วันทสี่ ืบคน: 20 สิงหาคม ค.ศ. 2012 411 รัฐบัญญัติวาดวยทรัพยสินทางปญญา ฉบับท่ี 50/2005/QH11 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 2005 ไดรับการ ประกาศใชโดยคําส่ังของประธานสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามฉบับที่ 28/2005/L-CTN ลงวันท่ี 12 ธันวาคม ค.ศ.2005 และเพื่อพัฒนาระบบคุมครองทรัพยสินทางปญญาใหดีย่ิงข้ึน ประเทศเวียดนามยังไดประกาศบังคับใช ประมวลกฎหมายแพง ค.ศ. 2005 ซึ่งรองรับเพิ่มเติมหลักเกณฑทางแพงเก่ียวกับทรัพยสินทางปญญาในสวนท่ี 6 ของประมวลกฎหมายดงั กลาว

173 กฎหมายฉบับแรกท่ีรวบรวมสิทธิในทรัพยสินทางปญญาทั้งหมดไวในที่เดียวกัน รัฐบัญญัติวาดวย ทรพั ยสนิ ทางปญญา ค.ศ. 2005 มที ัง้ หมด 6 สวน 18 บท และ 222 มาตรา ซ่ึงครอบคลุมทรพั ยสนิ ทาง ปญญาทัง้ 3 ประเภท กลา วคอื (1) ลิขสทิ ธ์ิและสทิ ธเิ ก่ยี วเน่อื ง (2) สิทธิในทรพั ยส นิ ทางอุตสาหกรรม (3) สิทธใิ นพันธพุ ชื นอกจากน้ีกฎหมายฉบบั ดงั กลา วไดบัญญตั ิถึงมาตรการควบคุมทางชายแดนเพอ่ื รบั มือกับปญหา การละเมดิ สทิ ธิในทรัพยส ินทางปญญาตางๆ จึงอาจกลา วไดว ากฎหมายวาดวยทรัพยสนิ ทางปญญาและ กฎเกณฑตามกฎหมายแพงวา ดวยสิทธิในทรัพยสินทางปญญาตามที่บัญญัติไวในสว นที่ 6 (มาตรา 736- 757) ของประมวลกฎหมายแพง รวมทงั้ กฎระเบียบรองตาง ๆ412 กอใหเกดิ ระบบโครงสรางทางกฎหมาย เก่ียวกบั สทิ ธิในทรัพยสนิ ทางปญ ญาท่ีมีเนือ้ หาครบถวนและสอดคลองกนั ในประเทศเวียดนาม413 นอกจากกฎหมายภายในแลว ประเทศเวียดนามไดเขารวมเปนสมาชิกสนธิสัญญาระหวาง ประเทศวา ดว ยทรัพยส ินทางปญ ญาจํานวนมาก อาทิ 1) ขอตกลงมาดริดวาดวยการขึ้นทะเบียนเครื่องหมายการคาระหวางประเทศ (Madrid Agreement on International Registration of Marks) ใน ค.ศ. 1939 2) อนุสัญญาปารีสวาดวยการคุมครองทรัพยสินทางอุตสาหกรรม (Paris Convention for the Protection of Industrial Property) ใน ค.ศ. 1949 3) อนุสัญญาจัดตั้งองคการทรัพยสินทางปญญาโลก (World Intellectual Property Organisation) ใน ค.ศ. 1976 4) สนธิสญั ญาความรว มมือทางสิทธิบัตร (Patent Cooperation Treaty) ใน ค.ศ. 1993 5) อนุสัญญากรุงเบอรนเพื่อการคุมครองวรรณกรรมและศิลปกรรม (Berne Convention for the Protection of Literary and Artistic Works) ใน ค.ศ. 2004 412 รฐั บาลไดตรารัฐกฤษฎกี าและออกประกาศตา งๆ เพือ่ อนุวตั ิการรฐั บญั ญัตวิ าดวยทรัพยสนิ ทางปญ ญา ไดแ ก (1) รัฐกฤษฎีกาฉบับท่ี 100/2006/ND-CP ลงวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 2006 วาดวยแนวทางการใชบังคับมาตรา ตางๆ ของประมวลกฎหมายแพง ค.ศ. 2005 และกฎหมายวาดวยทรัพยสินทางปญญาเก่ียวกับลขิ สิทธิ์และสิทธิ เกย่ี วเนื่อง (2) รัฐกฤษฎีกาฉบับท่ี 103/2006/ND-CP, ฉบับที่ 104/2006/ND-CP, ฉบับที่ 105/2006/ND-CP และ ฉบับที่ 106/2006/ND-CP ลงวันท่ี 22 กันยายน ค.ศ. 2006 ซึ่งไดกําหนดรายละเอียดของบทบัญญัติและแนวทางการใช บังคับมาตราตางๆ ของรัฐบัญญัติวาดวยทรัพยสินทางปญญา ค.ศ. 2005 เก่ียวกับสิทธิทางอุตสาหกรรม สิทธิใน พันธุพืช การคุมครองสิทธิทรัพยสินทางปญญา และการบริหารจัดการของรัฐดานทรัพยสินทางปญญา และการ จัดการปญหาละเมิดทรพั ยสินทางปญ ญา ตามลาํ ดบั (3) ขอกําหนดฉบับท่ี 69/2006/QD-BNN ของกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบท ลงวันที่ 13 กันยายน ค.ศ. 2006 วา ดว ยความลับของขอมูลเก่ียวกบั การทดสอบสนิ คา เกษตรและเคมภี ัณฑ (4) ขอกําหนดฉบับที่ 30/2006/QD-BYT ของกระทรวงสาธารณสุข ลงวันท่ี 30 กันยายน ค.ศ. 2006 วาดวยการ ประกาศใชกฎระเบียบเก่ยี วกบั การคมุ ครองขอมูลทีใ่ ชเปน เอกสารประกอบการจดทะเบยี นยา 413 คณะมนตรีการคาวาดวยสทิ ธใิ นทรพั ยสนิ ทางปญ ญา

174 6) อนสุ ญั ญาเจนีวาเพื่อการคุมครองผูผลิตตัวหนงั สือแสดงเสียง (Geneva Convention for the Protection of Producers of Phonograms Against Unauthorized Duplication of Their Phonograms) ใน ค.ศ. 2005 7) อนุสัญญาบรัสเซลเกี่ยวกับการแพรภาพรายการโดยสัญญาณที่สงมาจากดาวเทียม (Brussels Convention Relating to the Distribution of Programme-Carrying Signals Transmitted by Satellite) ใน ค.ศ. 2006 8) พิธีสารที่เกี่ยวของกับขอตกลงมาดริดวาดวยการขึ้นทะเบียนเครื่องหมายการคาระหวาง ป ร ะ เ ท ศ (Protocol Relating to the Madrid Agreement Concerning the International Registration of Marks) ใน ค.ศ. 2006 9) อนสุ ัญญาระหวางประเทศเพื่อการคมุ ครองพนั ธุพืชใหม (International Convention for the Protection of New Varieties of Plants) ใน ค.ศ. 2006 ทั้งนี้ หลังจากการเปนสมาชิกองคการการคาโลก (WTO) ประเทศเวียดนามยังตองปฏิบัติตาม ความตกลงวาดวยสิทธใิ นทรพั ยสินทางปญญาท่ีเกี่ยวกับการคา หรือ TRIPS414 ซ่งึ กําหนดหลักเกณฑข ้ัน ต่าํ เกีย่ วกบั กฎหมายทรัพยสินทางปญญา นอกจากนี้ ประเทศเวียดนามไดทําขอตกลงแบบทวิภาคีท่ีเก่ียวของกับการคุมครองทรัพยสิน ทางปญ ญากับประเทศอืน่ ๆ ท่สี าํ คญั เชน 1) ประเทศสหรฐั อเมรกิ า (มขี อตกลงวาดวยลิขสิทธิ์ ค.ศ. 1997 และขอ ตกลงทางการคาแบบ ทวภิ าคี ค.ศ. 2000 บทที่ 2 เกย่ี วกบั ประเดน็ เร่อื งทรพั ยสินทางปญญา) 2) ประเทศสวิตเซอรแลนด (มีขอตกลงวาดวยการคุมครองทรัพยสินทางปญญาและความ รวมมือในดา นทรพั ยสนิ ทางปญ ญา ค.ศ. 1999) และ 3) ประเทศญี่ปุน (มีขอตกลงเก่ียวกับความรวมมือทางเศรษฐกิจในค.ศ. 2008 บทที่ 9 ซ่ึง เกย่ี วกบั ประเด็นเรือ่ งทรัพยสนิ ทางปญ ญา) รัฐบัญญัติวาดวยทรัพยสินทางปญญาของประเทศเวียดนาม ไดจําแนกทรัพยสินทางปญญา ออกเปน 3 ประเภทหลัก415 ดังน้ี 1) ลิขสิทธ์ิและสทิ ธเิ ก่ียวเน่ือง 414 ขอตกลงทริปสเกิดขึ้นจากการเจรจารอบอุรุกวัยใน ค.ศ. 1986 - 1994 โดยในวันท่ี 1 มกราคม ค.ศ. 1995 ขอตกลงขององคการการคาโลกซึ่งรวมถึงขอตกลงทริปสมีผลบังคับใช อันเปนเหตุใหสมาชิกองคการการคาโลก ตองปรับปรุงกฎหมายภายในเพ่ือใหสอดคลองกับขอตกลงทริปสต ามเวลาที่กําหนด กลาวคือ 1 ป สําหรับประเทศ พัฒนาแลว และ 5 ป (จนถึง ค.ศ. 2000) สําหรับประเทศกําลังพัฒนาและประเทศในระยะเปล่ียนผาน (ภายใต เง่อื นไขบางประการ) และ 11 ป (จนถึง ค.ศ. 2006) สําหรับประเทศพัฒนานอยที่สุด อยางไรก็ดีมีการขยายเวลา สําหรบั ประเทศพัฒนานอ ยทส่ี ุดจากที่ตอ งครบกําหนดใน ค.ศ. 2013 เปน ค.ศ. 2016 ในสวนเฉพาะเรือ่ งสิทธบิ ัตร ยาและขอ มลู ทีไ่ มอาจเปดเผยได 415 รฐั บญั ญตั วิ าดว ยทรัพยสินทางปญ ญา ค.ศ. 2005 มาตรา 1

175 2) สิทธใิ นทรพั ยส ินทางอุตสาหกรรม 3) สทิ ธิในพนั ธุพ ชื 7.1 ลขิ สทิ ธิ์และสิทธิเกี่ยวเนอ่ื ง (Copyright and related rights) รัฐบัญญัติวาดวยทรัพยสินทางปญญา ค.ศ. 2005 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง บัญญัติถึงงานอันมี ลิขสิทธ4ิ์ 16 (Copyright) วา หมายความรวมถึงงานวรรณกรรม ศลิ ปกรรมและวทิ ยาศาสตร ในขณะทีส่ ิทธิ เก่ยี วเน่อื ง (Related rights) มีอยใู นงานสรางสรรคป ระเภทนาฏกรรม สิง่ บันทกึ เสียง โสตทศั นวัสดุ งาน แพรเสียงแพรภ าพ และสญั ญาณรายการเขารหสั ท่ีถายทอดผานดาวเทยี ม สวนสง่ิ ที่ไมถ อื วาเปน งานอนั มีลิขสทิ ธ4์ิ 17 ไดแก 1) ขา วประจําวัน 2) ขอ มูล แนวความคดิ หลักการ ระบบ กรรมวธิ ี และขั้นตอนตางๆ 3) เอกสารทางปกครอง เชน ระเบียบ ขอบังคับ เอกสารทางตุลาการ เชน คําพิพากษา คําส่ัง ของศาล และคาํ แปลฉบบั ทางการของเอกสารดังกลา ว เปน ตน ลิขสิทธ์มิ อบสิทธิแตผูเดียว (Exclusive rights) ใหกับบุคคลหรือองคก รที่ไดสรางสรรคหรือเปน เจา ของผลงานอันไดรับความคุม ครองลิขสิทธ์ิ และเปน สิทธิทเ่ี กิดขึน้ ทันทีท่ีงานตนฉบับนั้นถูกสรางสรรค ขึ้นอยา งเปนรูปธรรมไมวา จะอยูในแบบใด418 ประเทศเวียดนามนอกจากใหความคมุ ครองงานของบุคคลผูมสี ัญชาตเิ วียดนามแลว ยังใหความ คมุ ครองงานของชาวตางประเทศหรอื องคกรตา งประเทศภายใตเง่อื นไข419 ดังน้ี 1) มีการเผยแพรง านสรา งสรรคตอสาธารณชนเปน ครง้ั แรกในประเทศเวียดนาม หรือ 2) มีการโฆษณางานสรา งสรรคนั้นภายใน 30 วันหลังจากท่ไี ดมีการโฆษณางานเปนครั้งแรก หรือ 3) งานน้ันเขา คุณสมบัตขิ องงานท่ไี ดรบั ความคุมครองภายใตสนธิสัญญาระหวางประเทศเก่ียว ดวยลขิ สทิ ธ์ิซ่งึ ประเทศเวียดนามเปนสมาชกิ อน่ึง แมว าการจดทะเบียนไมใชเงื่อนไขความคุม ครองลขิ สิทธิ์ แตสามารถใชเปนพยานหลกั ฐาน เบ้ืองตนในการพสิ ูจนความเปนเจา ของสทิ ธิได ในกรณดี ังกลาวผูสรา งสรรคหรือเจา ของงานอนั มีลิขสิทธ์ิ สามารถยื่นคําขอจดทะเบียนเพ่ือใบรับรองลิขสิทธิ์ไดกับสํานักงานลิขสิทธิ์แหงประเทศเวียดนาม (The Copyright Office of Vietnam, COV) ซึ่งอยูภายใตการบริหารงานของกระทรวงวัฒนธรรม การกีฬา และการทองเทยี่ ว 416 รัฐบัญญัติวาดวยทรัพยสินทางปญญา ค.ศ. 2005 มาตรา 14 กําหนดตัวอยางงานอันมีลิขสิทธ์ิวาหมายความ รวมถึง ตํารา งานภาพถา ย งานภาพยนตร งานสถาปตยกรรม โปรแกรมคอมพิวเตอรแ ละการรวบรวมขอ มลู 417 รัฐบญั ญตั วิ า ดวยทรพั ยส ินทางปญญา ค.ศ. 2005 มาตรา 15 418 รฐั บัญญัตวิ า ดว ยทรัพยส ินทางปญ ญา ค.ศ. 2005 มาตรา 4 วรรคสอง และ 6 วรรคหน่งึ 419 รฐั บัญญัติวา ดว ยทรพั ยสินทางปญ ญา ค.ศ. 2005 มาตรา 13

176 นอกจากน้ี รัฐบัญญัติวา ดวยทรัพยสนิ ทางปญ ญา ค.ศ. 2005 มาตรา 18 ไดบัญญตั ิถึงลิขสิทธ์ิวา ประกอบดวยสิทธิโดยธรรม (Moral rights) และสิทธิทางเศรษฐกิจ (Economic rights) สําหรับสิทธิ โดยธรรมนั้น คือ สิทธิที่ผูสรางสรรคสามารถต้ังชื่อเปนเจาของผลงานของตน ไมวาจะใชชื่อจริงหรือ นามแฝง สิทธิในการหามมิใหบุคคลอื่นบิดเบือน ดัดแปลงผลงาน หรือทําโดยประการอื่น สิทธิในการ กระทําการเพอื่ รกั ษาเกียรตคิ ุณของงานอนั มลี ิขสิทธิ์420 สาํ หรบั สิทธทิ างเศรษฐกิจน้นั รวมถงึ สิทธิในการ เผยแพรตอสาธารณชนหรือเผยแพรงานตอสาธารณชนโดยวิธผี านทางสายหรือไรส ายหรือผานทางขอมูล อิเล็กทรอนิกส สิทธิในการทําซํ้า แจกจาย หรือนําเขางานอันมีลิขสิทธิ์และสําเนางานดังกลาว สทิ ธิใน การใหเชาโปรแกรมคอมพิวเตอรและงานภาพยนตรรวมถึงสําเนางานดังกลาว และสิทธิในการทํางาน สรา งสรรคต อ เน่อื ง421 การเขารวมเปนสมาชิกอนุสัญญากรุงเบิรนวาดวยการคุมครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรม (Berne Convention for the Protection of Literary and Artistic Works) ทําใหประเทศเวียดนาม ตองกําหนดมาตรฐานความคุมครองขั้นตํ่าเพื่อใหสอดคลองกับอนุสัญญาดังกลาว ดังจะเห็นไดจากรัฐ บัญญัติวาดวยทรัพยสนิ ทางปญญา ค.ศ. 2005 มาตรา 27 ซ่ึงกําหนดถึงอายุแหงการคุมครองลิขสิทธิ์ใน งานภาพถาย ภาพยนตร ศิลปกรรมประยุกต และงานซึง่ ไมปรากฏช่ือผูสรางสรรค ใหลิขสิทธ์ินั้นมีอายุ 50 ป นับแตไดมีการโฆษณาเปนครั้งแรก หรือ 50 ป นับแตไดสรางสรรคงานน้ันข้ึนสําหรับงาน ภาพยนตรหรือนาฏกรรมซึ่งไมเคยมีการโฆษณา สวนงานอ่ืนๆ มีอายุแหงการคุมครองลิขสิทธ์ิเปนเวลา ตลอดอายขุ องผสู รางสรรค และมีอยูตอ ไปอีกเปนเวลา 50 ป นับแตผูสรางสรรคถึงแกความตายหรือผู สรางสรรครวมคนสุดทายถึงแกความตาย ท้ังน้ี อายุแหงการคุมครองลิขสิทธิ์จะส้ินสุดลงเวลา 24.00 นาฬิกาของวันที่ 31 ธันวาคมของปท่ีครบกําหนดอายุความคุมครอง อยางไรก็ตาม สําหรับสิทธิโดย ธรรมน้ันมีอายุแหงการคุมครองลิขสิทธ์ิตลอดไป ยกเวนสิทธิในการโฆษณางานหรือการอนุญาตใหผูอ่ืน โฆษณางานซ่ึงมีอายแุ หงการคมุ ครองลขิ สิทธ์เิ ชน เดยี วกับสิทธทิ างเศรษฐกิจตามทีก่ ลาวขางตน 7.2 สิทธิในทรัพยส ินทางอตุ สาหกรรม (Industrial property rights) งานอนั มีสิทธิในทรัพยสนิ ทางอุตสาหกรรม ไดแ ก การประดิษฐ การออกแบบอตุ สาหกรรมแบบ ผงั ภมู ขิ องวงจรรวม ความลับทางการคา เครื่องหมายการคา ช่ือทางการคา และสง่ิ บง ชี้ทางภูมิศาสตร422 ประเทศเวียดนามใหความคุมครองสิทธิในทรัพยสินทางอุตสาหกรรมตามรัฐบัญญัติวาดวยทรพั ยสนิ ทาง ปญญา ค.ศ. 2005 ดงั ตอ ไปนี้ 420 รัฐบัญญตั วิ าดวยทรพั ยสินทางปญ ญา ค.ศ. 2005 มาตรา 19 421 รัฐบัญญัติวาดวยทรพั ยสนิ ทางปญ ญา ค.ศ. 2005 มาตรา 20 วรรคหนงึ่ 422 รัฐบัญญัติวา ดว ยทรพั ยส ินทางปญญา ค.ศ. 2005 มาตรา 3 วรรคสอง

177 7.2.1 สทิ ธิบตั ร (Patents) ประเทศเวียดนามใหความคุมครองสิทธิบัตร 3 ประเภทหลัก ภายใตรัฐบัญญัติวาดวยทรัพยสิน ทางปญญา ค.ศ. 2005 อนั ไดแก 1) สทิ ธบิ ตั รการประดษิ ฐ 2) สทิ ธิบัตรแบบอรรถประโยชน 3) สทิ ธิบตั รการออกแบบผลติ ภณั ฑ สําหรับสิทธิบัตรการประดิษฐนั้น “การประดิษฐ” หมายถงึ การคิดคนหรือทําข้ึนอันเปนผลให ไดม าซงึ่ ผลติ ภณั ฑห รอื กรรมวิธโี ดยมุงแกไ ขปญ หาอนั เกดิ จากกฎเกณฑต ามธรรมชาติ423 สวนส่ิงทีไ่ มถ อื วา เปน การประดษิ ฐนน้ั มีตวั อยางเชน 1) ทฤษฎีตางๆ กฎเกณฑท างคณติ ศาสตร และการคน พบทางวิทยาศาสตร 2) การนาํ เสนอขอมลู 3) การสรางสนุ ทรียศาสตร 4) พันธพุ ชื และพันธุสัตว 5) การดําเนินธุรกิจ โปรแกรมคอมพิวเตอร แผนการ กฎเกณฑและขั้นตอนอันเปนการ แสดงออกทางสติปญญา และการเลน เกม 6) การปอ งกันโรคของมนษุ ยแ ละสัตว รวมถึงขนั้ ตอนการวินจิ ฉัยโรคและการรักษาโรค การออกสิทธิบัตรการประดิษฐเกิดขึ้นในกรณีท่ีการประดิษฐนั้นมีลักษณะครบตามเง่ือนไข ทงั้ หมด ดังน4้ี 24 1) เปน การประดษิ ฐใ หม 2) มขี ั้นการประดิษฐท ี่สูงขึน้ และ 3) เปนการประดิษฐท ่ีสามารถประยกุ ตในทางอตุ สาหกรรม อยางไรก็ดีสําหรับการออกสิทธิบัตรแบบอรรถประโยชน (Utility solutions) อันเปนสิทธิบตั ร อีกประเภทซ่ึงประเทศเวียดนามรับรองคุมครองน้ัน มีเง่ือนไขเพียงแตวาการประดิษฐนั้นตองเปนการ ประดิษฐใหมและเปนการประดิษฐท่ีสามารถประยุกตในทางอุตสาหกรรม รวมท้ังตองไมใชสิ่งท่ีเปน ความรูทั่วไป425 ดังน้ันหากเง่ือนไขเพื่อการขอจดสิทธิบัตรครบตามท่ีบัญญัติไวในกฎหมายแลว ผู ประดิษฐหรือผูเปน เจาของไมวา จะเปนบุคคลหรือองคกรจะไดรับสิทธิบตั รไป โดยสิทธิบัตรการประดิษฐ มอี ายุแหงสิทธิเปนเวลา 20 ป นบั แตวันขอรบั สทิ ธิบตั ร ในขณะทสี่ ทิ ธบิ ัตรแบบอรรถประโยชนมีอายุแหง สิทธิเปนเวลา 10 ป นบั แตว ันขอรับสิทธิบัตร426 ท้ังนี้ ผูทรงสิทธิบัตรตองชําระคาธรรมเนียมเพื่อรักษา 423 รฐั บญั ญตั ิวา ดวยทรพั ยส ินทางปญญา ค.ศ. 2005 มาตรา 4 วรรคสิบสอง 424 รัฐบญั ญตั วิ า ดวยทรัพยส ินทางปญญา ค.ศ. 2005 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง 425 รฐั บญั ญตั วิ า ดว ยทรพั ยสินทางปญญา ค.ศ. 2005 มาตรา 58 วรรคสอง 426 รัฐบญั ญตั วิ า ดว ยทรัพยส ินทางปญ ญา ค.ศ. 2005 มาตรา 93 วรรคสอง และ วรรคสาม

178 สิทธิในสิทธิบัตรท่ีไดรบั จดทะเบียนแลว 427 เพราะการไมชาํ ระคาธรรมเนียมดงั กลาวเปน เหตุแหงการเพิก ถอนสิทธบิ ัตรได428 นอกจากสิทธิบัตรการประดิษฐแ ละสทิ ธิบัตรแบบอรรถประโยชนแลว ประเทศเวียดนามยังให ความคุมครองสิทธิบตั รการออกแบบผลิตภัณฑ (Industrial designs) ซ่ึง “แบบผลิตภัณฑ” หมายถึง รูปทรงภายนอกที่มีลักษณะพิเศษของผลิตภัณฑอันประกอบดวยโครงแบบสามมิติ (Three- dimensional configurations) เสน ลวดลาย สี หรอื สง่ิ ตา งๆ ดังกลา วรวมกนั 429 สว นส่ิงท่ไี มถือเปนแบบผลิตภณั ฑอนั ไดรับความคุมครองสทิ ธบิ ตั ร430 ไดแก 1) รปู รา งของผลิตภัณฑท ไี่ มสามารถมองเหน็ ไดร ะหวา งการใชง านผลิตภัณฑน ้ัน 2) ลักษณะภายนอกของงานกอสรา งทางโยธาหรืออุตสาหกรรม 3) ลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑซึ่งเกิดขึ้นจากลักษณะเฉพาะทางเทคนิคของผลติ ภัณฑน น้ั ทั้งนี้ การคุมครองแบบผลิตภัณฑเกิดข้ึนภายใตเงื่อนไขที่วา ตองเปนการออกแบบ ผลิตภัณฑใ หม มคี วามสรา งสรรค และสามารถประยุกตใ นทางอุตสาหกรรม ท้ังน้ี สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑมีอายุแหงสิทธิเปนเวลา 5 ป นับแตวันขอรับสิทธิบัตร โดยสามารถตออายุไดอ ีก 2 คร้งั แตละคร้ังเปนเวลา 5 ป431 สิ่งสําคัญท่ีตางจากความคุมครองลิขสิทธิ์ คือ การไดรับความคุมครองสิทธิบัตรตองมีการจด ทะเบียนกับสํานักงานทรัพยสินทางปญญาแหงชาติ (National Office of Intellectual Property, NOIP) ซึ่งอยูภายใตการบริหารงานของกระทรวงวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี นอกจากน้ียังสามารถ ดําเนินการยื่นคําขอจดสทิ ธิบัตร (ยกเวนการออกแบบผลิตภัณฑ) ภายใตเงื่อนไขตามสนธิสัญญาความ รวมมอื แหงสิทธบิ ัตร (Patent Cooperation Treaty, PCT) ซ่ึงประเทศเวยี ดนามเปน ภาคีไดอีกดวย ซง่ึ จะมผี ลใหไ ดรบั ความคุมครองสิทธิบัตรครอบคลมุ ไปยังประเทศสมาชกิ ตางๆ อนึง่ ประเทศเวียดนามใชระบบผูใดย่ืนคาํ ขอรับสิทธิบัตรกอนมีสิทธิดีกวา (First to file) ซึ่งให สิทธิแกบุคคลหรือองคกรแรกท่ีมาขอย่ืนจดสิทธิบัตรโดยไมคํานึงวาจะเปนผูประดิษฐแรกหรือไม ทั้งนี้ ระบบผูใดย่ืนคําขอรับสิทธิบัตรกอนมีสิทธิดีกวาใชสําหรับการจดทะเบียนสิทธิในทรัพยสินทางปญญา อ่ืนๆ ดว ย อาทิ การออกแบบผลิตภณั ฑและเคร่ืองหมายการคา 427 รฐั บญั ญตั ิวา ดว ยทรัพยส ินทางปญญา ค.ศ. 2005 มาตรา 94 วรรคหน่ึง 428 รัฐบญั ญตั วิ าดวยทรัพยส ินทางปญญา ค.ศ. 2005 มาตรา 95 วรรคหนง่ึ 429 รฐั บัญญตั วิ าดวยทรัพยส นิ ทางปญญา ค.ศ. 2005 มาตรา 4 วรรคสิบสาม 430 รฐั บญั ญตั ิวาดว ยทรพั ยส นิ ทางปญญา ค.ศ. 2005 มาตรา 64 431 รัฐบัญญัตวิ าดว ยทรพั ยสนิ ทางปญ ญา ค.ศ. 2005 มาตรา 93 วรรคสี่

179 7.2.2 เคร่ืองหมายการคา (Trademarks) เคร่ืองหมาย หมายถึง เคร่ืองหมายใดๆ ซึ่งแสดงใหเห็นความแตกตางของสินคาและ/หรือ บริการนน้ั วา มที ี่มาจากบคุ คลหรือองคก รทตี่ า งกัน432 ประเทศเวียดนามยังใหความคุมครองเครื่องหมาย รวม ซ่ึงหมายถึง เคร่ืองหมายการคาท่ีใชรวมกันโดยกลุมบุคคลหรือองคกร เพ่ือแสดงความแตกตาง ระหวางสนิ คา และบริการอนั มีท่ีมาจากสมาชิกกลุมบุคคลหรือองคก รในกลุมนั้นกับสินคา และบรกิ ารอันมี ท่ีมาจากบุคคลหรือองคกรนอกกลุม สวนเครื่องหมายรับรองน้ัน หมายถึง เคร่ืองหมายท่ีใชรับรอง มาตรฐานเกี่ยวกับแหลงกําเนิด วัตถุดิบ คุณภาพ ความปลอดภัย เปนตน433 เปนท่ีนาสังเกตวาการจด ทะเบียนไมไดเปนเง่ือนไขความคุมครองเครื่องหมายการคา โดยผูเปนเจาของเคร่ืองหมายการคาท่ีมี ช่ือเสียงแมยังไมจดทะเบียน มีสิทธิดําเนินคดีสําหรับการกระทําที่เขาลักษณะการแขงขันอันไมเปน ธรรม และมีสิทธิย่ืนคํารองขอเพิกถอนการจดทะเบียนเคร่ืองหมายการคาที่เหมือนและสรางความสับสนแก สาธารณชนได ทั้งนี้ เครื่องหมายการคาน้ันตองมีชอ่ื เสยี งเปนท่ีรจู ักแพรหลายทั่วไปในแวดวงที่เก่ียวของ ในประเทศเวยี ดนาม434 รัฐบัญญัติวาดวยทรพั ยสินทางปญญา ค.ศ. 2005 มาตรา 72 บัญญัติถึงหลักเกณฑก ารใหความ คุมครองเครอ่ื งหมายการคาอนั พงึ รับจดทะเบยี นไดว าตอ งประกอบดวยลกั ษณะท้ังสองประการ ดังน้ี 1) สามารถมองเห็นไดในรูปแบบของถอยคํา ตัวอักษร ภาพถาย ภาพสามมิติ หรือส่ิงตางๆ ดังกลาวรวมกนั ซ่งึ แสดงออกทางสไี ดอยา งนอ ยหนึง่ สหี รอื หลายสี และ 2) เปนเครื่องหมายการคาท่ีมีลักษณะบงเฉพาะ ซ่ึงทําใหสามารถแยกแยะความแตกตาง ระหวางสินคาหรือบริการอันมีที่มาจากเจา ของสินคา หรือผูใ หบรกิ ารนั้นๆ กับสินคาหรอื บริการ อันมที ีม่ าจากเจา ของสินคาหรือผูใหบริการอืน่ ดวยเหตุนี้ลักษณะบงชี้เฉพาะจึงเปนเง่ือนไขที่สําคัญสําหรับการคุมครองเคร่ืองหมายการคา อน่ึง เครื่องหมายการคามีลักษณะบงช้ีเฉพาะเม่ือมีสวนประกอบอยางใดอยางหน่ึงหรือหลายอยาง สามารถสงั เกตเห็นไดโ ดยงายหรือเปนท่ีนาจดจํา และที่สําคัญคอื ตองไมมีลักษณะตามบทบัญญัติมาตรา 74 วรรคสอง435 432 รฐั บญั ญตั วิ าดวยทรัพยสนิ ทางปญญา ค.ศ. 2005 มาตรา 4 วรรคสิบหก 433 รฐั บญั ญตั ิวา ดวยทรพั ยสินทางปญ ญา ค.ศ. 2005 มาตรา 4 วรรคสบิ เจด็ และสิบแปด 434 รัฐบัญญัติวาดว ยทรพั ยสนิ ทางปญญา ค.ศ. 2005 มาตรา 75 บัญญัติถึงหลักเกณฑก ารประเมินความมีช่อื เสียงของ เครื่องหมายการคาเอาไว เชน 1) บริเวณอาณาเขตท่ีสินคาหรือบริการหมุนเวียนอยู 2) ช่ือเสียงที่กวางขวางของ สินคาหรือบริการ 3) ระยะเวลาการใชเคร่ืองหมายการคา 4) จํานวนประเทศท่ีใหความคุมครองเคร่ืองหมายการคา น้นั และ 5) จาํ นวนประเทศที่ตระหนกั ถึงความมชี อื่ เสียงของเครื่องหมายการคา น้ัน 435 ตัวอยางของเครื่องหมายที่ไมถือวามีลักษณะบงเฉพาะ มีดังน้ี 1) หมายเลข ตัวหนังสือ รูปทรงเลขาคณิต รูปทรง งาย ๆ และ/หรือ ตัวเขียนภาษาที่ไมใชตามปกติ ยกเวนเครื่องหมายท่ีใชอยางกวางขวางและเปนท่ีเขาใจวาเปน เคร่อื งหมายการคา และ 2) เครื่องหมายที่เหมือนหรือคลา ยคลงึ กับส่ิงบงช้ีทางภูมิศาสตรท ไ่ี ดรับความคุมครอง ถา การใชส ัญลกั ษณนน้ั ทาํ ใหส าธารณชนสบั สนหลงผดิ ถึงแหลง ที่มาของสินคา น้ัน

180 เคร่ืองหมายอันไมสามารถขอจดทะเบียนเพ่ือรับความคุมครองเครื่องหมายการคาได436 หมายความรวมถึง 1) เครื่องหมายท่ีขัดตอกฎหมาย ความสงบเรียบรอยของประชาชน สาธารณประโยชน และ มนษุ ยธรรม 2) เครอื่ งหมายทเี่ หมอื นหรือคลายคลึงอยางนาสับสนกบั สัญลักษณต างๆ ของชาตแิ ละธงชาติ 3) เคร่ืองหมายท่ีเหมือนหรือคลายคลึงกับเคร่ืองหมายรับรองทางการ เครื่องหมายควบคุม เครอื่ งหมายรับประกัน 4) เคร่ืองหมายท่ีกอใหเกิดความสับสน หลงผิด หรือหลอกหลวงประชาชนถึงแหลงท่ีมาของ สินคา หรอื บริการ นอกจากนี้ประเทศเวียดนามไมไดบังคับวาจะตองมีการใชเครื่องหมายการคานั้นในขณะนั้น จริงๆ จึงจะขอจดทะเบยี นเคร่ืองหมายการคา ได ดังนัน้ การจดทะเบยี นเพอื่ การใชเคร่อื งหมายการคานั้น ในอนาคตจึงไดรับอนุญาตดวย อยางไรก็ดี เครื่องหมายการคา ท่ีไมไดใชเปนเวลาตอเนื่องกันนาน 5 ป หรือนานกวาน้ัน อาจถูกเพกิ ถอนการจดทะเบียนเคร่ืองหมายการคาได437 ทั้งน้ี บุคคลหรือองคกรมีสิทธิย่ืนคําขอจดทะเบียนเครื่องหมายการคาเพ่ือใชกับสินคาและ บริการของตน438 ตอสาํ นักงานทรัพยสินทางปญญาแหงชาตซิ ่งึ เปนหนวยงานทมี่ ีอํานาจ โดยใบอนุญาต จดทะเบียนเคร่อื งหมายการคา มีอายุ 10 ป นบั แตว ันยนื่ ขอจดทะเบียน ซ่งึ สามารถตออายุไดคราวละ 10 ป โดยไมจ ํากัดจาํ นวนครั้ง439 7.2.3 ส่ิงบง ช้ที างภมู ิศาสตร (Geographical Indications, GIs) รัฐบัญญัติวาดวยทรัพยสินทางปญญา ค.ศ. 2005 ใหคํานิยามของคําวาสิ่งบงช้ีทางภูมิศาสตร อยางกวางมากข้ึน โดยไมจํากัดอยูเพียงถอยคํา เคร่ืองหมาย สัญลักษณ หรือภาพตางๆ อีกท้ังกฎหมาย ฉบับดังกลาวยังไดขยายขอบเขตการคุมครองใหครอบคลุมถึงสินคาเกษตรและอาหาร เหมือนเชนท่ีได บัญญัติคุมครองไวในรัฐบัญญัติ ฉบับที่ 54/2000/ND-C และกฎระเบียบท่ีออกโดยคณะมนตรีแหง สหภาพยุโรป (European Council) ฉบับท่ี 510/2006 ลงวันท่ี 20 มีนาคม ค.ศ. 2006 วาดวยการ คุมครองส่งิ บงชท้ี างภูมศิ าสตรและแหลง กําเนดิ ของสนิ คาเกษตรและอาหาร 436 รฐั บญั ญัติวาดวยทรพั ยสนิ ทางปญ ญา ค.ศ. 2005 มาตรา 73 437 รัฐบญั ญัตวิ า ดวยทรัพยสินทางปญ ญา ค.ศ. 2005 มาตรา 136 วรรคสอง 438 รัฐบัญญัตวิ า ดวยทรพั ยสนิ ทางปญญา ค.ศ. 2005 มาตรา 87 วรรคหน่ึง 439 รฐั บัญญัตวิ าดวยทรัพยสินทางปญ ญา ค.ศ. 2005 มาตรา 93 วรรคหก

181 สิ่งบงช้ีทางภูมิศาสตรมีคํานิยามตามกฎหมายวา หมายถึง สัญลักษณใดๆ ที่บงชี้วาสินคานัน้ มี ท่ีมาจากพื้นท่ีเฉพาะ ภูมิภาค ทองถิ่นหรือประเทศ440 ท้ังนี้ สิ่งบงชีท้ างภมู ิศาสตรท ่ีไดรับความคุมครอง ตอ งมีลักษณะครบตามเงอื่ นไขทงั้ สองประการ441 ดงั น้ี 1) สินคา ทีใ่ ชสง่ิ บงชี้ทางภูมิศาสตรติดเปนฉลากอยูตองมีแหลงกําเนิดจากพื้นที่หรือประเทศ ถูกตองตามส่ิงบง ชท้ี างภมู ิศาสตรนน้ั จริง และ 2) สินคาท่ีใชสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรติดเปนฉลากอยูตองมีคุณภาพ ชื่อเสียง หรือคุณลักษณะ เฉพาะของแหลง ภมู ิศาสตรดังกลา วจรงิ อน่ึง ช่ือเสียงของสินคาท่ีใชสิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรนั้นสามารถพิจารณาจากระดับความเช่ือถือ หรือการรับรูของผูบริโภคที่มีตอสินคาดังกลาว ในขณะท่ีคุณภาพและลักษณะเฉพาะของสินคาที่ใชส่ิง บงช้ีทางภูมิศาสตรน้ันพิจารณาจากหลกั เกณฑเ ชิงคุณภาพหรือปรมิ าณ เกณฑท างกายภาพหรอื ทางเคมี และ/หรือทางจุลชีววิทยา ซ่ึงสามารถตรวจสอบโดยใชวิธีการทางเทคนิคหรือโดยผูเช่ียวชาญใชวธิ ีการ ทดสอบท่ีเหมาะสม442 อยางไรก็ดี มาตรา 80 รัฐบัญญตั วิ าดวยทรัพยส ินทางปญ ญา ค.ศ. 2005 บัญญตั ถิ งึ ส่ิงที่ไมไดรับ ความคุม ครองสิ่งบงชีท้ างภมู ิศาสตรไวโดยละเอียด เชน 1) ชอ่ื หรือสิง่ บงช้ที กี่ ลายเปนชอ่ื สามญั ในประเทศเวยี ดนาม 2) ส่ิงบงชี้ทางภูมิศาสตรท ี่เหมือนหรือคลายคลึงกับเคร่ืองหมายการคาท่ีไดรับความคุมครอง ถาการใชส ิ่งบงชที้ างภูมศิ าสตรน นั้ นา จะกอใหเ กดิ ความสับสนถึงแหลงทมี่ าของสนิ คาน้ัน 3) สิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรที่ทําใหผูบริโภคสับสนหลงผิดเก่ียวกับแหลงกําเนิดทางภูมิศาสตรท่ี แทจรงิ ของสนิ คา ท่ีใชส่ิงบง ชท้ี างภูมิศาสตรน้ัน 4) สิ่งบงชี้ทางภูมิศาสตรจ ากตางประเทศซึ่งไมไดรบั ความคุม ครองหรือไมไดถูกใชในประเทศ น้ันอีกตอไป เปนท่ีนาสังเกตวาสิทธิจดทะเบียนสิ่งบงช้ีทางภูมิศาสตรเปนของรัฐ ซ่ึงรัฐจะอนุญาตใหบุคคล หรือองคกรผลิตสินคาที่ใชส่ิงบงช้ีทางภูมิศาสตรได ทั้งน้ี หนวยงานบริหารทองถิ่นท่ีมีอํานาจหรือคณะ กลุมองคกรทําหนาท่ีเปนตวั แทนในการใชส ิทธิย่ืนคําขอจดทะเบียนสิ่งบงช้ีทางภมู ิศาสตรตอสํานักงาน ทรพั ยสินทางปญญาแหงชาติ แตอยา งไรก็ตามผูใชสิทธิย่ืนคําขอจดทะเบียนส่ิงบงช้ีทางภูมิศาสตรไมมี สถานะเปนเจาของสิ่งบงชท้ี างภูมิศาสตรน น้ั 443 อีกท้ังสิ่งบงช้ีทางภูมิศาสตรมีความแตกตางทสี่ าํ คัญจาก สิทธิในทรัพยสินทางปญญาอื่นๆ ในเร่ืองของอายุแหงสทิ ธิ เพราะความคุมครองส่ิงบงชี้ทางภูมิศาสตรไม มกี ําหนดระยะเวลาสนิ้ สดุ นับแตว นั ทอี่ อกใบรับรองการจดทะเบียนส่ิงบงช้ที างภมู ศิ าสตรน ั้น 440 รัฐบัญญัตวิ า ดว ยทรัพยสินทางปญ ญา ค.ศ. 2005 มาตรา 4 วรรคยีส่ ิบสอง 441 รฐั บญั ญตั ิวาดว ยทรพั ยส นิ ทางปญ ญา ค.ศ. 2005 มาตรา 79 442 รฐั บญั ญตั ิวาดวยทรพั ยสนิ ทางปญญา ค.ศ. 2005 มาตรา 81 443 รัฐบัญญตั ิวาดว ยทรพั ยส ินทางปญ ญา ค.ศ. 2005 มาตรา 88

182 จนถึง ค.ศ. 2014 ประเทศเวียดนามมีส่ิงบงชี้ทางภูมิศาสตรที่ไดรับความคุมครองจากการจด ทะเบียนทงั้ หมดประมาณ 38 สงิ่ บง ชี้ทางภูมิศาสตร และเปนประเทศซ่งึ มีจํานวนสิง่ บงช้ีทางภมู ิศาสตรท่ี จดทะเบียนมากเปน อนั ดบั ที่สองของภูมิภาคเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต4 44 7.3 สทิ ธิในพันธุพชื (Plant variety rights) สิ่งทไ่ี ดรับความคุมครองตามสิทธิในทรพั ยส ินทางปญญาประเภทน้ี คือ พันธุพืชตางๆ และสวน ขยายพันธุของพันธุพชื 445 ซึ่งมีกฎหมายท่เี กยี่ วของ คอื รัฐบัญญตั ิวา ดวยทรัพยส ินทางปญญา ค.ศ. 2005 และรัฐกฤษฎีกาฉบับที่ 104/2006/ND-CP ลงวันที่ 22 กันยายน ค.ศ. 2006 วาดวยรายละเอียด กฎระเบียบการนําบทบัญญัติรัฐบัญญัตวิ าดวยทรัพยสินทางปญญาในสวนของสิทธิในพันธุพืชไปปฏิบัติ ประเทศเวียดนามเปน ภาคแี หงสหภาพระหวา งประเทศวาดวยการคมุ ครองพันธุพืชใหม (International Union for the New Varieties of Plants, UPOV) ใน ค.ศ. 2006 ดวยเหตุน้ีสภาแหงชาติจึงได ปรบั ปรุงแกไขเพิ่มเติมรัฐบัญญัติวา ดวยทรัพยสินทางปญญา ค.ศ. 2005 และกฎหมายลําดับรองเพ่ือทํา ใหการคุมครองพันธุพืชใหมส อดคลองกับมาตรฐานระดับสากล เปนผลใหผูที่มีสิทธยิ ่ืนคาํ ขอจดทะเบยี น สิทธิในพันธุพืชครอบคลุมถึงองคกรตางประเทศและชาวตางชาติซึ่งมีภูมิลําเนาถาวร หรือมีสํานักงาน หรือประกอบกจิ การผลิตหรือคาขายพันธุพชื ในประเทศซ่ึงเปนภาคีแหง ขอตกลงวา ดว ยการคมุ ครองพันธุ พืชใหมซง่ึ ประเทศเวยี ดนามเปนภาคดี วยเชน กนั 446 นอกจากนบี้ คุ คลหรือองคก รที่มีสิทธยิ น่ื คาํ ขอจดทะเบียนคมุ ครองพันธพุ ชื ใหม ไดแ ก447 1) นักปรบั ปรงุ พันธุพชื ผปู รบั ปรุงและพัฒนาพันธุพ ชื 2) บุคคลหรอื องคก รทไ่ี ดร ับโอนสทิ ธิย่นื คาํ ขอจดทะเบยี นคุมครองพันธุพืชใหม 3) บคุ คลหรือองคก รทีไ่ ดออกเงินทุนสนบั สนุนนักปรบั ปรุงพันธพุ ชื โดยการมอบหมายงาน หรือตามสญั ญาจาง ตามมาตรา 4 วรรคหา ของรัฐบญั ญตั ิวา ดว ยทรัพยสนิ ทางปญญา ค.ศ. 2005 “สิทธใิ นพันธพุ ืช” หมายถึง สิทธิในพันธุพืชของบุคคลหรือองคกรท่ีไดคิดคน คนพบ คัดเลือก ปรับปรุงพัฒนา หรือเปน เจาของพันธุพ ืชนั้น อน่ึง มาตรา 4 วรรคยสี่ ิบส่ี ใหคํานิยามของคําวา “พันธุพืช” วาหมายถึง กลุมของ พืชที่มีพันธุกรรมและลักษณะทางพฤกษศาสตรเหมือนหรือคลายคลึงกัน มีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ สมํ่าเสมอ คงตัว ซง่ึ สามารถบง ชี้ไดจากการแสดงออกทางลักษณะที่เกิดจากพนั ธุกรรมเฉพาะของกลุมพืช นั้นๆ และมีความแตกตางจากกลุมอ่ืนในพืชชนิดเดียวกันดวยการแสดงออกทางลักษณะที่เกิดจาก พันธุกรรมอยา งนอ ยหน่งึ อยา ง 444 ตวั อยางของสิง่ บงชีท้ างภมู ิศาสตรท่มี ีช่ือเสียงของประเทศเวยี ดนาม คือ นํ้าปลา Phu Quoc และชา Tan Cuong 445 รฐั บญั ญตั ิวา ดว ยทรพั ยสนิ ทางปญ ญา ค.ศ. 2005 มาตรา 3 วรรคสาม 446 รฐั บญั ญตั วิ าดวยทรัพยส นิ ทางปญ ญา ค.ศ. 2005 มาตรา 157 447 รฐั บัญญตั ิวาดว ยทรัพยสินทางปญญา ค.ศ. 2005 มาตรา 164 วรรคสอง

183 ตามมาตรา 159 - 163 ของรัฐบัญญัติวาดวยทรัพยสินทางปญญา ค.ศ. 2005 พันธุพืชที่อาจ ไดร ับความคุมครองตองมีคณุ สมบัตทิ งั้ หมด ดังนี้ 1) เปนพนั ธุพืชใหม (Novelty) 2) เปนพนั ธพุ ืชท่ีมีความคงตวั (Stability) 3) เปนพนั ธุพชื ทม่ี ีลกั ษณะประจําพนั ธทุ ่ีสม่ําเสมอ (Uniformity) 4) เปนพนั ธุพ ืชท่มี คี วามแตกตางจากกลมุ อนื่ ในพืชชนิดเดยี วกนั (Distinctness) 5) มชี ื่อพันธุพชื ทเ่ี หมาะสม (Proper denominations)448 นอกจากนี้พันธุพืชนั้นตองอยูในบัญชีรายช่ือชนิดพันธุที่ไดรับความคุมครองซึ่งออกโดย หนวยงานทมี่ ีอํานาจของประเทศเวียดนาม449 ส่งิ ท่สี ําคัญ คอื การจดทะเบยี นเปนเงื่อนไขความคุมครอง ของสิทธิในพันธุพืชใหม450 โดยสํานกั งานคุมครองพันธุพืชใหม (The New Plant Variety Protection Office, PVPO) ซึ่งอยูภายใตการบริหารจัดการของกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบท มีอํานาจ หนาที่พิจารณาคําขอจดทะเบียนคุมครองพันธุพืชใหมน้ัน ทง้ั นี้ เอกสารคําขอจดทะเบียนประกอบดวย คําขอจดทะเบียน ภาพถายตัวอยางของพันธุพืช เอกสารท่ีบรรยายลักษณะของพันธุพืช และเอกสาร อ่ืนๆ ที่เกี่ยวของ ในการน้ีศูนยทดสอบของเอกชน หรือบุคคลซ่ึงไดรับมอบหมายจากกระทรวงเกษตร และการพัฒนาชนบท จะเปนผูทําการทดสอบทางเทคนิค ทั้งนี้ ผูยน่ื คําขอสามารถนําสงผลการทดสอบ ซ่ึงเกิดจากการดําเนินการในประเทศที่เปนภาคีแหงขอตกลงแบบทวิภาคีเกี่ยวกับการคุมครองพันธุพืช ใหมกับประเทศเวียดนามได หากพันธุพืชใหมไ ดรับการจดทะเบียนแลว ใบรับรองการจดทะเบียนนน้ั จะ มีอายุการคุมครองเปนเวลา 25 ป นบั แตวันท่ีไดรับจดทะเบียนสําหรับพันธุพืชประเภทไมตน และไมเถา แตสาํ หรบั พนั ธุพ ืชอื่นนนั้ ใหม อี ายกุ ารคุม ครอง 20 ป 7.4 การจดทะเบยี นสิทธิในทรัพยสินทางปญ ญา 7.4.1 การแจง ขอ มูลลิขสิทธิ์ 1. ระยะเวลา กระบวนการยนื่ คําขอแจงขอ มูลลขิ สทิ ธ์ิมีระยะเวลาประมาณ 20 - 30 วันทําการ 2. เอกสารหลกั ฐานและขอมูลท่ีจาํ เปน 1) สาํ เนาหนังสือสําคัญแสดงความเปน เจา ของธรุ กิจพรอมรับรองสาํ เนาถูกตอง 448 ตัวอยางของช่ือพันธุพืชที่ไมเหมาะสม คือ (1) ช่ือท่ีละเมิดตอจริยธรรมทางสังคม (2) ช่ือที่อาจกอใหเกิดความ สับสนไดงายเกี่ยวกับนักปรับปรุงพันธุพืช (3) ชื่อที่มีแตตัวเลขเพียงอยางเดียว ยกเวนกรณีที่ตวั เลขน้ันเกีย่ วของกบั ลักษณะของพันธพุ ืชนั้น 449 รฐั บญั ญตั วิ าดว ยทรัพยสินทางปญ ญา ค.ศ. 2005 มาตรา 158 450 รัฐบญั ญตั วิ า ดว ยทรพั ยสนิ ทางปญญา ค.ศ. 2005 มาตรา 164 วรรคหน่งึ

184 2) สาํ เนาบตั รประจาํ ตวั ประชาชนหรอื หนังสอื เดนิ ทางของผูส รางสรรค 3) หนังสือมอบอํานาจ 4) หนงั สือสาํ คญั แสดงความเปนเจาของงานลิขสทิ ธ์ติ ามกฎหมาย 5) แบบแสดงรายละเอียดเกี่ยวกบั การสรา งสรรคผลงาน (ประทับตราบรษิ ทั ) 6) เอกสารอยา งใดอยางหนงึ่ ดงั นี้ - หนังสอื รับรองความเปน เจา ของงานลขิ สิทธ์ิ (กรณที ผี่ สู รางสรรคเ ปนเจาของสิทธิ) - คําส่ังโอนสิทธิ (กรณีท่ีลูกจางหรือนายจางไดรับการมอบหมายงานใหสรางสรรคงาน นนั้ ) - สัญญาวาจางทําของ (กรณีเจาของงานอันมีลิขสิทธ์ิจางบุคคลท่ีสามใหสรางสรรคงาน นั้น) 3. คาธรรมเนยี มการแจงขอมลู ลขิ สทิ ธ์ิ คาธรรมเนียม ลาํ ดบั รายการ (ดอง) 100,000 1 การแจง ขอ มูลสิทธิของผูสรา งสรรค 1.1 ก) งานแผนกวรรณกรรม แผนกวิทยาศาสตร ตาํ รา หลกั สตู ร และงาน 300,000 400,000 อื่นๆ ทีน่ ําเสนอในรปู ตัวหนงั สือหรือตัวอักษรอืน่ ๆ (โดยทั่วไปเปน งาน 500,000 วรรณกรรม) 600,000 ข) การบรรยาย, สนุ ทรพจน, การเทศนา ค) งานทางวารสารศาสตร ง) ดนตรีกรรม จ) ภาพถาย 1.2 ก) งานทางสถาปตยกรรม ข) ภาพราง, แผนภาพ, แผนท,ี่ ภาพวาดเสน แสดงภูมลิ กั ษณะ, งานทาง วิทยาศาสตร 1.3 ก) งานศลิ ปะทรงรูป ข) งานศลิ ปะประยกุ ต 1.4 ก) ภาพยนตร ข) งานนาฏกรรมทน่ี าํ เสนอในรปู แถบบันทึกหรือจานบนั ทกึ 1.5 โปรแกรมคอมพวิ เตอร, การรวบรวมขอมูล หรอื โปรแกรมที่ทาํ งานบน คอมพิวเตอร 2 การแจง ขอ มูลลิขสิทธ์ิของสิทธิเก่ยี วเนือ่ ง 2.1 งานแสดงท่ีอยใู นรูป

185 ลําดบั รายการ คา ธรรมเนยี ม (ดอง) ก) สิง่ บนั ทกึ เสยี ง ข) สิ่งบันทึกภาพและเสยี ง 200,000 ค) งานแพรเสียงแพรภ าพ 300,000 2.2 สง่ิ บนั ทึกเสียง 500,000 2.3 สง่ิ บนั ทึกภาพและเสียง 2.4 งานแพรเสยี งแพรภาพ 200,000 300,000 500,000 7.4.2. การจดทะเบยี นสทิ ธิบัตร 1. ระยะเวลาการดําเนนิ การ กระบวนการตรวจสอบคําขอรบั สทิ ธบิ ตั ร มดี ังน้ี กระบวนการ ระยะเวลาดําเนนิ การ รายละเอียดการ ตรวจสอบ การเริ่มขน้ั ตอนใน 31 เดือน นับแตว นั ยนื่ คําขอครัง้ แรก เพื่อการ ย่นื เอกสารทจี่ าํ เปน ประเทศ ขอใหถอื สทิ ธยิ อ นหลังใหวันยื่นในตางประเทศ ทั้งหมด เปน วันยื่นในประเทศเวียดนาม การตรวจสอบ 1 ถึง 3 เดอื น นับแตวนั ยื่นคาํ ขอรับสิทธิบตั ร ตรวจสอบความถูกตอ ง เบอื้ งตน (กรณยี ่นื เอกสารที่จาํ เปนครบถว น) หรือนบั แตวนั ในรูปแบบของคําขอรับ ยื่นเอกสารเพมิ่ เติมครบถว น สิทธบิ ัตร การประกาศโฆษณา 19 เดอื น นบั แตวนั ที่ยนื่ คาํ ขอรับสิทธิบตั ร ประกาศโฆษณาคาํ ขอรับ หลังจากไดรบั คําขอนั้น (กรณีทไี่ มมกี ารรองขอให สิทธบิ ตั รในหนังสือ ประกาศโฆษณากอนระยะเวลา) ประกาศโฆษณา ทรัพยส ินทาง อุตสาหกรรม การตรวจสอบ 18 เดอื น นบั แตวนั ย่นื คําขอใหต รวจสอบเน้อื หา ตรวจสอบเง่ือนไขตาม เน้ือหา (กรณยี นื่ ขอหลงั จากวันประกาศโฆษณา) หรือนบั กฎหมายเพื่อความ แตว ันประกาศโฆษณา (กรณีย่ืนขอใหต รวจสอบ คุมครองตามสทิ ธิบตั ร เนือ้ หากอนวันประกาศโฆษณา) การออกสิทธิบตั ร 1 ถงึ 3 เดือน นับแตวนั ประกาศผลอนมุ ตั ิการ - ผูขอรับสิทธบิ ัตร ออกสทิ ธิบัตรการประดิษฐหรือสทิ ธิบัตรแบบ ชําระคาธรรมเนยี ม อรรถประโยชน การจดทะเบียนและ

186 กระบวนการ ระยะเวลาดาํ เนินการ รายละเอียดการ ตรวจสอบ การประกาศโฆษณา ในหนังสือประกาศ โฆษณาทรพั ยสนิ ทางอุตสาหกรรม - ประกาศโฆษณา สิทธบิ ัตรในหนงั สอื ประกาศโฆษณา ทรพั ยส ินทาง อตุ สาหกรรม อนึ่ง ในทางปฏิบัติตามปกติระยะเวลาขั้นตอนการจดทะเบียนอาจมากกวาท่ีระบุขางตนอีก หลายเดือน ดวยเหตุภาระงานของสํานักงานทรัพยสินทางปญญาแหงชาติและความลาชาของ กระบวนการตรวจสอบโดยผูตรวจสอบของสาํ นักงานทรัพยส นิ ทางปญญาแหง ชาติ 2. เอกสารหลกั ฐานและขอ มลู ทจ่ี ําเปน คําขอรบั สิทธบิ ัตรการประดษิ ฐตอ งประกอบดว ยเอกสารหลกั ฐานและขอมลู ดังน้ี 1) หนังสือมอบอํานาจซึ่งมีเพียงลายมือช่ือผูขอรับสิทธิบัตรโดยไมจําตองมีการรับรองหรือให อํานาจตามแบบกฎหมาย 2) หนังสือโอนสิทธิใหยื่นคําขอรับสิทธิบัตรสําหรับข้ันตอนในประเทศ (ถาม)ี ภายใน 34 เดือน นับแตวันยืน่ คาํ ขอครั้งแรก เพ่อื การขอใหถือสทิ ธิยอนหลังใหว ันยนื่ ในตางประเทศเปน วันย่ืน ในประเทศเวียดนาม 3) สําเนาการยื่นคําขอรับสิทธิบัตรระหวางประเทศ (กรณีผขู อยนื่ คําขอเร่ิมข้ันตอนในประเทศ กอนวนั ประกาศโฆษณาในขัน้ ตอนระหวา งประเทศ) 4) ชือ่ และท่อี ยู - ผขู อรบั สทิ ธบิ ตั ร - ผูประดิษฐสง่ิ ประดษิ ฐหรือแบบอรรถประโยชน 5) สําเนาอิเล็กทรอนิกสรายละเอียดคาํ ขอเปนภาษาอังกฤษสาํ หรับกรณีมกี ารรอ งขอใหแปลเปน ภาษาเวยี ดนาม โดยสงทางอีเมลในรูปแบบไฟล word 3. คาธรรมเนยี มการจดสทิ ธบิ ตั ร คา ธรรมเนียม (ดอง) เลขท่ี รายการ 1 คาธรรมเนียมการยนื่ คาํ ขอ

187 เลขท่ี รายการ คา ธรรมเนยี ม (ดอง) 1.1 การย่ืนคําขอรับสิทธิบัตร (พรอมขอถือสิทธิหลักหนึ่งขอและ 180,000 รายละเอียดการประดิษฐจ าํ นวนไมเ กิน 5 หนา) คาธรรมเนียมเพิ่มเติมสําหรับขอถือสิทธิหลักตั้งแตขอที่สองขึ้น 180,000 ไป ขอละ คาธรรมเนียมเพ่ิมเติมสําหรับหนารายละเอียดการประดิษฐ 12,000 ต้ังแตหนาทหี่ กขึ้นไป หนาละ 1.2 การขอใหประกาศโฆษณาคําขอรบั สิทธบิ ตั ร 120,000 1.3 การรองขอใหตรวจสอบเนื้อหาของขอ ถือสิทธิหลักขอแรก 540,000 คาธรรมเนียมเพ่ิมเติมสําหรับขอถือสิทธิหลักตั้งแตขอท่ีสองขึ้น 540,000 ไป ขอ ละ 1.4 การขอถือสิทธิยอนหลังใหวันย่ืนในตางประเทศเปนวันยื่นใน 600,000 ประเทศเวยี ดนาม (สาํ หรับแตล ะคาํ ขอที่ไดยื่นไวก อ นหนา ) 1.5 คาธรรมเนยี มการแปลจากภาษาองั กฤษเปนภาษาเวียดนาม - 1.6 การขอใหประกาศโฆษณากอนระยะเวลา (หลังจากย่ืนคําขอรับ - สิทธบิ ตั รแลว ) 1.7 การยื่นคําขอแยกสวน ดาํ เนินการเชนอยา งคาํ ขอใหม 2 คาธรรมเนียมการออกสิทธิบตั ร 2.1 การออกสิทธิบัตร (รวมการจดทะเบียน การประกาศโฆษณา) 360,000 สาํ หรบั ขอถอื สิทธหิ ลักขอ แรก คาธรรมเนียมเพ่ิมเติมสําหรับขอถือสิทธิหลักตั้งแตขอท่ีสองขึ้น 120,000 ไป ขอ ละ 2.2 คาธรรมเนียมรายปใ นปแรกสําหรับการประดิษฐแ รก 300,000 คาธรรมเนียมเพ่ิมเติมสําหรับขอถือสิทธิหลักตั้งแตสองขอข้ึนไป 300,000 ขอ ละ 3 คา ธรรมเนยี มรายป (ตอป สาํ หรบั แตล ะการประดษิ ฐ) ปที่ 1 และ 2 300,000 ปท่ี 3 และ 4 480,000 ปที่ 5 และ 6 780,000 ปท่ี 7 และ 8 1,200,000 ปท ่ี 9 และ 10 1,800,000

188 เลขท่ี รายการ คา ธรรมเนยี ม (ดอง) ปท่ี 11 ถึง 13 2,520,000 ปท่ี 14 ถงึ 16 3,300,000 ปท ่ี 17 และ 20 4,200,000 4 คา ธรรมเนียมอน่ื ๆ 4.1 การขอจดทะเบียนแกไขเปล่ียนแปลงชื่อและท่ีอยขู องผูประดษิ ฐ 360,000 ผูข อรบั สิทธบิ ัตรและผูท รงสทิ ธิบตั ร ตวั แทนสิทธิบัตร 4.2 การขอจดทะเบียนโอนคําขอรับสิทธิบัตรซึ่งอยูระหวางการ 120,000 ตรวจสอบ 4.3 การขอจดทะเบยี นโอนสทิ ธิในสิทธิบตั ร 690,000 4.4 การขอแกไ ขเปลย่ี นแปลงรายละเอยี ด ขอ ถอื สิทธิ และรูปเขยี น - 4.5 การขอใหความเห็นและตั้งขอสังเกตตอการกระทําและคํา - ประกาศของสํานกั งาน 4.6 การขอสัมภาษณผตู รวจสอบ - 4.7 การยื่นคํารองขอขยายระยะเวลาเพ่ือปฏิบัติตามการกระทํา 120,000 คาํ สั่ง หรือคําประกาศของสาํ นกั งาน 120,000 4.8 การย่ืนคํารองขอคัดสําเนาเอกสาร (รวมสําเนาเอกสารเพื่อการ - ขอใหถือสิทธิยอนหลัง สําเนาหนังสือรับรองการออกสิทธิบัตร และสําเนาทะเบียนสทิ ธบิ ตั ร) 4.9 การขอเพิกถอนคาํ ขอรบั สิทธบิ ัตร 7.4.3. การจดทะเบยี นเครื่องหมายการคา 1. ระยะเวลาและข้นั ตอนการดําเนนิ การ การตรวจคนเครื่องหมายการคาใชเวลา 10 ถึง 15 วันทําการ การจดทะเบียนเคร่ืองหมาย การคา ใชเ วลาประมาณ 14 ถงึ 18 เดือน นบั แตวนั ทย่ี ื่นคาํ ขอจนถงึ วันรับจดทะเบียน โดยมกี ระบวนการ ที่เกีย่ วขอ งดงั น้ี 1) การตรวจสอบเบื้องตนและการประกาศโฆษณาในหนังสือประกาศโฆษณาทรัพยสินทาง อตุ สาหกรรม (3 เดอื น) 2) การตรวจสอบเน้ือหา (9 เดอื น) 3) การออกหนังสือสําคัญการจดทะเบยี นเคร่ืองหมายการคา (2 เดือน)

189 อน่ึง ในทางปฏิบัติตามปกติระยะเวลาข้ันตอนการจดทะเบียนอาจมากกวาท่ีระบุขางตนอีก หลายเดือน ดวยเหตุภาระงานของสํานักงานทรัพยสินทางปญญาแหงชาติและความลาชาของ กระบวนการตรวจสอบโดยผตู รวจสอบของสาํ นักงานทรพั ยส นิ ทางปญ ญาแหง ชาติ 2. เอกสารหลักฐานและขอมลู ท่จี าํ เปน - ชื่อและทอี่ ยขู องผูย ื่นคาํ ขอ - รายการสินคา หรือบรกิ าร - ตวั อยางเครือ่ งหมายการคา (สาํ เนาอเิ ล็กทรอนกิ ส) - หนังสอื มอบอํานาจตน ฉบับทลี่ งนามโดยผูย่นื คําขอ 3. คา ธรรมเนียมการจดทะเบียนเคร่อื งหมายการคา รายการ คาธรรมเนียม (ดอง) 1. การขอจดทะเบียนเคร่ืองหมายการคาสําหรับจําพวกสินคาหรือบริการ 660,000 จําพวกแรก (สินคาหรือบริการสูงสุดไมเกิน 6 รายการ) (รวมคาธรรมเนียม การย่นื คําขอรับเครอ่ื งหมายการคา การตรวจสอบเนื้อหา และการประกาศ โฆษณา) - คาธรรมเนียมเพิ่มเติมสําหรับจําพวกสินคาหรือบริการต้ังแตจําพวกท่ีสอง 540,000 ขึ้นไป (สินคาหรอื บรกิ ารสงู สดุ ไมเกิน 6 รายการ) จาํ พวกละ - คาธรรมเนียมเพ่ิมเติมสําหรับรายการสินคาหรือบริการต้ังแตรายการที่ 7 114,000 ขนึ้ ไป จําพวกละ 2. การขอถือสิทธิยอนหลังใหวันยื่นในตางประเทศเปนวันย่ืนในประเทศ 600,000 เวียดนาม (สาํ หรับแตล ะคาํ ขอที่ไดย่ืนไวกอนหนา) 3. การขอคาํ แนะนาํ เก่ียวกบั การกาํ หนดจําพวกสนิ คา หรอื บริการ 0.00 4. การขอแกไ ขเปลีย่ นแปลงการกาํ หนดจาํ พวกสนิ คา หรอื บริการ 120,000 5. การขอแกไ ขเปลีย่ นแปลงคําขอจดทะเบียน (รวมการประกาศโฆษณา) 240,000 6. การขอโอนสิทธใิ นคําขอที่ย่ืนจดทะเบียน (รวมการประกาศโฆษณา) 240,000 7. การขอออกหนงั สือสําคัญการจดทะเบียนเครอ่ื งหมายการคา (รวมการจด 360,000 ทะเบยี นและการประกาศโฆษณา) - คาธรรมเนียมเพิ่มเติมสําหรับจําพวกสินคา หรือบริการตั้งแตจ ําพวกท่ีสอง 100,000 ขึ้นไป จาํ พวกละ 8. การขอแกไขเปล่ียนแปลงหนังสือสําคัญการจดทะเบียนเคร่ืองหมาย 360,000 การคา (รวมการประกาศโฆษณาคําวินิจฉัยเก่ียวกับการแกไขเปลี่ยนแปลง และการจดทะเบยี นเครอ่ื งหมายการคา ที่มีการแกไขเปลย่ี นแปลงแลว)

190 รายการ คาธรรมเนียม (ดอง) 9. การขอโอนหนังสือสําคัญการจดทะเบยี นเคร่ืองหมายการคา (ตอ หนังสือ 750,000 สําคัญการจดทะเบียนหน่งึ ฉบับ รวมการยื่นคาํ ขอ การตรวจสอบ การตรวจ คนเคร่ืองหมายการคา ท่ีเกี่ยวของ การออกหนังสือสําคัญแสดงสิทธิ การจด ทะเบียนหนังสือสําคัญแสดงสิทธิ และการประกาศโฆษณาคําวินิจฉัย เกยี่ วกบั หนงั สอื สาํ คญั แสดงสิทธ)ิ 10. การขอตออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการคาสําหรับจําพวกสินคา 660,000 หรือบริการจําพวกแรก (รวมการประกาศโฆษณาคําวินิจฉัยเก่ียวกับการตอ อายุ) - คาธรรมเนียมเพ่ิมเติมสําหรับจําพวกสินคาหรือบริการต้ังแตจําพวกที่สอง 540,000 ขน้ึ ไป จําพวกละ 11. การขอตออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการคาเกินระยะเวลาที่ครบ 10% กําหนด สําหรับทกุ ๆ หนง่ึ เดอื นหลงั จากครบกําหนด 12. การตรวจคน เครือ่ งหมายการคาสําหรบั แตละจําพวกเคร่ืองหมายการคา ระหวางประเทศ (รวมการคนหาขอมูลและการตรวจสอบทางกฎหมาย โดย จํานวนสินคา หรอื บริการไมเ กิน 6 รายการ) 12.1. การตรวจสอบความคลา ยคลึง - กรณีปกติ (ภายใน 4 – 10 วันทําการ) - กรณเี รง ดวน (ภายใน 2 – 3 วนั ทาํ การ) 13. การอุทธรณ การคดั คาน การขอใหสิ้นผลบังคับทางกฎหมาย การขอให 360,000 ยกเลิกหนังสือสําคัญการจดทะเบียนเคร่ืองหมายการคา (สําหรับแตละ จําพวกของสนิ คา หรอื บรกิ ารไมเ กิน 6 รายการ รวมการคน หาขอมลู และการ ตรวจสอบทางกฎหมาย) - คาธรรมเนียมเพ่ิมเติมสําหรับแตละรายการของสินคาหรือบริการตั้งแต 60,000 รายการท่ี 7 ขึ้นไป จําพวกละ คา ธรรมเนยี มอ่ืนๆ 1. การขอจดทะเบียนสัญญาอนุญาตใหใชเ ครอ่ื งหมายการคา (สําหรับแตละ 690,000 ทรัพยสินทางปญญา) (รวมการยื่นคําขอหนังสือสําคัญแสดงสิทธิ การ ตรวจสอบการออกหนังสือสําคัญแสดงสิทธิ การจดทะเบียนหนังสือสําคัญ แสดงสิทธิ การประกาศโฆษณาและจดทะเบียนหนังสอื สาํ คัญแสดงสิทธ)ิ 2. การขอคัดสําเนาหนังสือสําคญั การจดทะเบยี นเครอ่ื งหมายการคา 120,000 3. การขอใหรับรองสําเนาเอกสาร (สําหรบั หนึ่งหนา) 10,000

191 รายการ คาธรรมเนยี ม (ดอง) - คาธรรมเนียมเพมิ่ เตมิ ต้ังแตห นา ที่สองขน้ึ ไป หนาละ 5,000 4. การขอใหรับรองสําเนาเอกสารการขอถือสิทธิยอนหลังใหวันย่ืนใน 60,000 ตา งประเทศเปนวนั ยืน่ ในประเทศเวยี ดนาม (สาํ หรบั แตล ะเอกสาร) - คา ธรรมเนียมเพิ่มเติมตัง้ แตห นา ที่สองขึ้นไป 5,000 5. การขอขยายระยะเวลาการยื่นเอกสาร (ตอครั้ง) 12,000 6. การขอใหรับรองสําเนาการจดทะเบียนเครื่องหมายการคาระหวาง 60,000 ประเทศแทนการจดทะเบยี นในประเทศเวยี ดนาม (แตละการจดทะเบยี น) 7.4.4. การจดทะเบยี นสทิ ธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ 1. ระยะเวลาและขน้ั ตอนการดาํ เนนิ การ กระบวนการตรวจสอบเพ่ือออกสิทธบิ ัตรการออกแบบผลิตภัณฑม ีดังนี้ กระบวนการ ระยะเวลาดาํ เนนิ การ รายละเอยี ดการตรวจสอบ การตรวจสอบเบ้อื งตน 1 - 2 เดือน นับแตวนั ยน่ื คาํ ขอรับ สาํ นกั งานสทิ ธิบัตรการออกแบบ สิทธิบัตรการออกแบบผลติ ภัณฑ ผลิตภัณฑจะตรวจสอบความ (กรณยี ่นื เอกสารที่จาํ เปน ครบถว น) ถูกตองครบถวนของคาํ ขอรบั หรือนับแตวันยื่นเอกสารเพ่ิมเตมิ สทิ ธิบัตรการออกแบบผลติ ภณั ฑ ครบถวน รวมทัง้ เอกสารประกอบ และจะมี คาํ สง่ั เห็นชอบกรณีเอกสารดังกลาว ถกู ตองครบถว นตามที่กําหนด การประกาศโฆษณา 2 เดอื น นับแตวันท่ีรบั คาํ ขอรับ ประกาศโฆษณาคําขอรับสทิ ธิบัตร สิทธบิ ัตร (กรณีท่ีไมม กี ารรอ งขอให ในหนงั สือประกาศโฆษณา ประกาศโฆษณากอนระยะเวลา) ทรัพยสินทางอุตสาหกรรม การตรวจสอบเน้ือหา 9 - 12 เดือน นบั แตว ันท่ีขอให ตรวจสอบเง่ือนไขตามกฎหมายเพอื่ ตรวจสอบเนอื้ หา (กรณยี ืน่ ขอ ความคมุ ครองการออกแบบ หลงั จากวันประกาศโฆษณา) หรือ ผลิตภัณฑ นับแตว นั ประกาศโฆษณา (กรณยี ื่น ขอใหต รวจสอบเน้ือหากอ นวัน ประกาศโฆษณา การออกสทิ ธบิ ตั ร 1 - 3 เดอื น นบั แตว ันประกาศแจง - ผูขอรบั สิทธบิ ัตรชําระ ผลอนุมัตกิ ารออกสิทธบิ ตั รการ คาธรรมเนยี มการจดทะเบยี นและ ออกแบบผลิตภัณฑ การประกาศโฆษณา

192 กระบวนการ ระยะเวลาดาํ เนนิ การ รายละเอยี ดการตรวจสอบ - ประกาศโฆษณาการออกแบบ ผลิตภัณฑในหนังสอื ประกาศ โฆษณาทรัพยสินทางอุตสาหกรรม อนึง่ ในทางปฏิบัติตามปกติแลวระยะเวลาข้ันตอนการจดทะเบียนอาจมากกวาท่ีระบุขางตน อกี หลายเดือน ดวยเหตุภาระงานของสํานักงานทรัพยสินทางปญญาแหงชาติและความลาชาของ กระบวนการตรวจสอบโดยผตู รวจสอบของสํานักงานทรพั ยสินทางปญญาแหงชาติ 2. เอกสารหลกั ฐานและขอ มลู ทจี่ าํ เปน คาํ ขอรบั สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑตองประกอบดวยเอกสารหลักฐานและขอ มลู ดังน้ี 1) หนังสือมอบอํานาจซ่ึงมีเพียงลายมือชื่อผูขอรับสิทธิบัตรโดยไมจําตองมีการรับรองหรือให อํานาจถูกตองตามแบบกฎหมาย 2) ชือ่ และทอ่ี ยู - ผขู อรับสิทธบิ ตั ร - ผอู อกแบบผลิตภัณฑ 3) ชอ่ื ท่ีแสดงถึงการออกแบบผลติ ภณั ฑ ระบุถงึ ประเภทผลติ ภัณฑเ พ่ือใชก บั แบบผลติ ภณั ฑซ่งึ ขอรับสิทธิบัตร 4) เอกสารคําขอถือสิทธใิ หว ันย่ืนในตางประเทศเปน วันยืน่ ในประเทศเวียดนาม (ถาม)ี 5) ชุดภาพแสดงแบบผลติ ภัณฑ 3. คา ธรรมเนยี มการจดทะเบยี นสทิ ธิบัตรการออกแบบผลิตภณั ฑ คาธรรมเนยี ม (ดอง) รายการ 720,000 1. การยน่ื ขอรบั สิทธิบัตรการออกแบบผลติ ภัณฑ (สําหรับแบบผลติ ภณั ฑ 600,000 อยา งเดยี วกัน รวมคา ย่นื คาํ ขอ การตรวจสอบเน้ือหาและตรวจคนขอ มูล) - คา ธรรมเนียมเพิม่ เตมิ สาํ หรับแบบผลิตภณั ฑต ง้ั แตแ บบท่ีสองข้นึ ไป แบบ 600,000 ละ 2. การขอถอื สิทธใิ หว นั ยน่ื ในตา งประเทศเปน วันยืน่ ในประเทศเวียดนาม 120,000 (สําหรบั แตละคําขอ) 60,000 3. การขอใหป ระกาศโฆษณาคําขอรบั สทิ ธบิ ตั รการออกแบบผลติ ภัณฑ - คาธรรมเนยี มเพม่ิ เติมสําหรับแบบผลิตภัณฑต ง้ั แตแบบท่ีสองขน้ึ ไป แบบ ละ

193 รายการ คาธรรมเนยี ม (ดอง) 4. การขอแกไ ขเปลี่ยนแปลง (รวมการประกาศโฆษณาคําขอที่แกไข 240,000 เปล่ียนแปลงแลว ) 240,000 5. การขอโอนสิทธิในคาํ ขอรับสิทธบิ ตั รการออกแบบผลติ ภณั ฑและการ 360,000 ประกาศโฆษณา 120,000 6. การขอใหออกสิทธิบตั รการออกแบบผลติ ภัณฑ (รวมถงึ การจดทะเบียน 360,000 และการประกาศโฆษณา) - คา ธรรมเนียมเพิม่ เติมสาํ หรับแบบผลิตภณั ฑต ้งั แตแบบท่ีสองขนึ้ ไป แบบ 60,000 ละ 360,000 7. การขอแกไขเปล่ียนแปลงช่ือและท่ีอยขู องผูออกแบบผลิตภัณฑ (รวม การประกาศโฆษณาคําวนิ จิ ฉัยเกีย่ วกบั การแกไขเปลี่ยนแปลงและการจด 60,000 ทะเบยี นสทิ ธบิ ัตรที่ไดแ กไขเปลีย่ นแปลงแลว ) 750,000 - คาธรรมเนียมเพ่ิมเติมสําหรับแบบผลิตภัณฑตั้งแตแบบทีส่ องขึ้นไป แบบ ละ 690,000 8. การขอจํากัดประเภทแบบผลิตภัณฑ (สําหรับแตละประเภท รวมการ 0.00 ประกาศโฆษณาคําวินิจฉัยขอแกไขเปลี่ยนแปลงและจดทะเบยี นสิทธิบัตรท่ี ไดแ กไ ขเปล่ยี นแปลงแลว) 420,000 - คาธรรมเนียมเพ่ิมเติมสําหรับแบบผลิตภัณฑต้ังแตแบบทีส่ องขึ้นไป แบบ ละ 9. การโอนสิทธใิ นสทิ ธบิ ตั รการออกแบบผลิตภัณฑ (สาํ หรบั แตละสทิ ธิบัตร การออกแบบผลิตภัณฑ รวมการย่ืนคํารองขอ การตรวจสอบ การออก หนังสือสําคัญแสดงสิทธิ การจดทะเบียนหนังสือสาํ คญั แสดงสิทธิ และการ ประกาศโฆษณา) 10. การขอตออายุสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ (สําหรบั แตล ะประเภท แบบผลิตภณั ฑต อ ครง้ั ) 11. การจัดเตรยี มคาํ พรรณนาแบบผลติ ภณั ฑ 12. การอทุ ธรณ การคดั คา น การขอใหส ิ้นผลบงั คับทางกฎหมาย การขอให ยกเลิกสิทธบิ ัตรการออกแบบผลติ ภัณฑ (สําหรับแตล ะแบบผลิตภัณฑ รวม การตรวจคน ขอมูลและการตรวจสอบตามกฎหมาย)

194 8. กลไกระงับขอ พพิ าททางการคา การระงับขอพิพาททางการคา ในเวียดนาม สามารถทําไดโดยการดําเนินคดี หรือ การใชกลไก ระงบั ขอพิพาททางเลือก ซึง่ รวมถงึ การเจรจาตอ รอง การไกลเกล่ียและอนุญาโตตุลาการ 8.1 การดําเนนิ คดีทางศาลและความเปนอสิ ระของผพู พิ ากษา โดยพ้นื ฐาน การดําเนินคดีทางศาลไมไดเปนทางเลือกแรกๆ ของการแกไขความขัดแยง ในสังคม เวยี ดนาม451 สังคมเวยี ดนามเปนสังคมที่ใหค วามสาํ คญั กับชุมชนและศลี ธรรม คนเวียดนามมกั จะจัดการ กับความขัดแยงโดยกลไกภายนอกแบบไมเปนทางการ452 มีคํากลาวในเวียดนามวา \"กฎหมายของ จักรพรรดสิ ้ินสุดที่ประตูหมูบาน \" (‘Phep Vua Thua Le Lang’) หรือ \"กฎหมายหลายรอยฉบับไมมี ประสิทธิภาพเทาความสัมพันธเพียงเล็กนอย” (‘Hang Tram Cai Ly Khong Bang Mot Ty Cai Tinh’) อยางไรก็ตาม ในชวงหลายปทผี่ า นมา การดําเนินคดีทางศาลมจี ํานวนเพ่ิมมากขึ้นในเวียดนาม อยางตอเน่ือง (ประมาณรอยละ 7 ตอป) กลาวคือ 169,379 คดีใน ค.ศ. 2002, 181,339 คดี ใน ค.ศ. 2003 และ 194,652 คดีใน ค.ศ. 2004453 ผลการสํารวจความเห็นของบริษัทและนักธุรกิจจํานวน 237 ราย โดยกระทรวงยุตธิ รรม ใน ค.ศ. 2003 ช้ีใหเหน็ วา กลไกระงบั ขอพิพาทที่ไดร ับความนยิ มมากท่ีสุดคือ การเจรจา ดงั จะเหน็ ไดจ ากรูปดานลางน้ี454 451 Nguyen Hung Quang, 'Lawyers and Prosecutors under Legal Reform in Vietnam: The Problem of Equality' in Stephanie Balm and Mark Sidel (eds), Vietnam's New Order: International Perspectives on the State and Reform in Vietnam (2007) 164.; Luu, above n 216. 452 Minh, above n 24 , p. 19; Quinn, above n 164, p. 258. 453 To Van Hoa, Judicial Independence: A Legal Research on Its Theoretical Aspects, Practices from Germany, the United States of America, France, Vietnam, and Recommendations for Vietnam (2006)., p. 381. 454 Hoi Luat Gia Viet Nam [Vietnam Jurist Association], Bao Cao Tong Ket Thi Hanh Phap Lenh Trong Tai Thuong Mai 2003 (Trinh Quoc Hoi Nuoc Cong Hoa Xa Hoi Chu Nghia Viet Nam Khoa XII) [The Summary Report of the Implementation of the 2003 Ordinance on Commercial Arbitration (a Submission to the 12th Parliament of the Socialist Republic of Vietnam)] (30 April 2009).

195 รปู ที่ 10 ความพึงใจในการใชกลไกระงบั ขอพิพาทประเภทตาง ๆ 70.00% 60.00% 50.00% 40.00% 30.00% 20.00% 10.00% 0.00% รัฐธรรมนญู ค.ศ. 1992 บญั ญตั ิรับรองความเปนอิสระของตลุ าการ \"ในการพิพากษาอรรถคดี ผู พิพากษาและผูพิพากษากิตติมศักด์ิมีความเปนอิสระและปฏิบัติหนาที่โดยสอดคลองกับกฎหมาย เทานั้น\"455 หลักการน้ียังไดรับการรับรองในกฎหมายฉบับตางๆ ที่เก่ียวของกับระบบศาล ไมวาจะเปน กฎหมายวาดวยการจัดองคกรของศาลประชาชน ค.ศ. 2002, รัฐกําหนดวาดวยผูพิพากษาและผู พิพากษากิตติมศักดิ์ ค.ศ. 2002, ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ค.ศ. 2003 และประมวล กฎหมายวิธีพจิ ารณาความแพง ค.ศ. 2004456 นับตั้งแตการปฏริ ูปดอยเหมยและโดยเฉพาะอยางยิง่ หลังรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1992 กระบวนการ ยุตธิ รรมไดรบั การพฒั นาปรับปรุงอยางตอเนื่อง มีความพยายามในการแกไขปญหาความเปนอิสระของผู พิพากษา กอน ค.ศ. 1993 ผูพิพากษาไดรับการแตงตั้งโดยองคกรระดับทองถิ่น แตระบบน้ีทําใหเกิด ปญหาเพราะเปนการเปดโอกาสใหผูบริหารทองถิ่นมีอิทธิพลในการคัดเลือกผูพิพากษา ซ่ึงมผี ลกระทบ ตอหลักความเปนอิสระของผพู ิพากษา ใน ค.ศ. 1993 การแตงตั้งและการเล่ือนข้ันของผูพิพากษากลาย มาเปนอาํ นาจของประธานาธบิ ดี457 ใน ค.ศ. 2002 มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอยางมีนัยสําคัญในเวียดนาม ขอมติ 8 - NQ/TW ของกรมการเมืองของพรรคคอมมวิ นสิ ตเวียดนาม (Politburo) วาดว ยภารกจิ หลักของงานตุลา การในชวงระยะเวลาอันใกล มุงลดอุปสรรคของกระบวนการทํางานและแกปญหาความเปนอิสระจาก 455 มาตรา 130 รัฐธรรมนูญของประเทศเวียดนาม ค.ศ. 1992 456 Hoa, above n 453, p. 411. 457 Hoa, above n 453, p. 362.

196 ฝายบริหาร458 กอน ค.ศ. 2002 ฝายบริหารมีอิทธิพลอยา งมากตอฝายตุลาการ459 รัฐบาลเปนผูกําหนด งบประมาณของศาลและบคุ ลากร460 และกระทรวงยุตธิ รรมและสาํ นกั งานกระทรวงยุติธรรมในภูมิภาคมี บทบาทสําคญั ในการแตง ต้งั ผพู พิ ากษาศาลในภูมิภาค461 หลงั การปฏริ ูปกระบวนการยตุ ธิ รรม ค.ศ. 2002 การประเมินงบประมาณและการจัดระบบศาลอยใู นความรับผดิ ชอบของศาลสูงของประชาชน และศาล ในภูมภิ าคมีความเปนอสิ ระมากข้ึนจากกระทรวงยตุ ิธรรมและสาํ นักงานกระทรวงยุติธรรม462 อยางไรก็ตาม ปญ หาความเปนอสิ ระของฝายตุลาการทั้งในทางโครงสรางและสวนบุคคลยังคงมี อยู ประการที่ 1 ศาลสูงมีอํานาจเหนือศาลลางท้ังในดานกระบวนการอุทธรณ คําแนะนําและการจัด โครงสราง463 ประการที่ 2 ผูพิพากษาสูงสุดของศาลฎีกาประชาชนและศาลในภูมิภาคมีอิทธิพลมากตอ การเลอื กผูพ ิพากษาของศาลฎกี าประชาชนและศาลในภูมภิ าคตามลําดับ464 ประการที่ 3 การที่วาระการ ดํารงตาํ แหนงของผูพ ิพากษาจาํ กัดอยทู ี่ 5 ปทาํ ใหผ ูพ พิ ากษารสู กึ ไมป ลอดภัยและอาจถูกชกั จูงได465 อยางไรกต็ าม รฐั บาลและพรรคคอมมวิ นสิ ตเวยี ดนามมีความพยายามในการปฏิรปู กระบวนการ ยุติธรรมอยางตอเน่ือง ดังจะเห็นไดจาก ขอมติ 48-NQ/TW ค.ศ. 2005 ของกรมการเมืองของพรรค คอมมิวนิสตเก่ียวกับกลยุทธในการสรางและปรับปรุงระบบกฎหมายของเวียดนามจนถึง ค.ศ. 2010 และขอมติ 49-NQ/TW ของกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสตวาดวยยุทธศาสตรการปฏิรูป กระบวนการยุตธิ รรมจนถงึ ค.ศ. 2020 ซึ่งมงุ เนนแกไขปญหาความเปน อสิ ระของศาล 458 To Van Hoa, Tinh Doc Lap Cua Toa An: Nghien Cuu Phap Ly Ve Cac Khia Canh Ly Luan, Thuc Tien O Duc, My, Phap, Viet Nam Va Cac Kien Nghi Doi Voi Viet Nam [Judicial Independence: a Legal Research on Its Theoretical Aspects, Practices from Germany, the United States of America,France, Vietnam, and Recommendations for Vietnam] (Nha Xuat Ban Lao Dong [Labour Publishing House], 2007)., p. 471. 459 Ibid., p. 470. 460 มาตรา 43-44 กฎหมายวาดว ยการจัดโครงสรา งศาลประชาชน ฉบับแกไข ค.ศ. 1994 และ 1995 461 Hoa, Tinh Doc Lap Cua Toa An: Nghien Cuu Phap Ly Ve Cac Khia Canh Ly Luan, Thuc Tien O Duc, My, Phap, Viet Nam Va Cac Kien Nghi Doi Voi Viet Nam [Judicial Independence: a Legal Research on Its Theoretical Aspects, Practices from Germany, the United States of America, France, Vietnam, and Recommendations for Vietnam], above n 458 , p. 414. 462 มาตรา 45-46 กฎหมายวาดว ยการจดั โครงสรา งศาลประชาชน ค.ศ. 2002 463 Hoa, Tinh Doc Lap Cua Toa An: Nghien Cuu Phap Ly Ve Cac Khia Canh Ly Luan, Thuc Tien O Duc, My, Phap, Viet Nam Va Cac Kien Nghi Doi Voi Viet Nam [Judicial Independence: a Legal Research on Its Theoretical Aspects, Practices from Germany, the United States of America, France, Vietnam, and Recommendations for Vietnam], above n 458 , p. 422. 464 Ibid., p. 427-428. 465 Minh, above n 24, p. 130; Quinn, above n 164.

197 8.2 อนญุ าโตตลุ าการ ใน ค.ศ. 1960 ภายใตรัฐกฤษฎีกา 20/TTG ของนายกรัฐมนตรี มีการจัดตั้งศูน ย อนุญาโตตุลาการทางเศรษฐกิจซ่ึงเปนองคกรของรัฐเปนครั้งแรกในเวียดนาม ศูนยอนุญาโตตุลาการ เหลานี้รบั ผิดชอบการละเมิดสัญญาทางเศรษฐกิจระหวา ง ค.ศ. 1960-1975 466 และจัดการสัญญาทาง เศรษฐกิจระหวา ง ค.ศ. 1975-1993 467 นอกจากนีย้ งั มีอนุญาโตตุลาการของภาคเอกชนเชน กนั สภาหอการคาและอุตสาหกรรมของเวยี ดนามจัดตั้งคณะกรรมาธิการอนุญาโตตุลาการการคา ตางประเทศและคณะกรรมการอนุญาโตตุลาการการเดินเรือข้ึนใน ค.ศ. 1963 และ ค.ศ. 1964 ตามลําดับ468 คณะกรรมาธกิ ารอนุญาโตตุลาการการคาตางประเทศมีอํานาจหนา ทีใ่ นการดูแลขอ พิพาท เก่ียวกับสัญญาทคี่ กู รณีฝายหน่ึงเปน บรษิ ัทหรอื เอกชนตา งชาติ สว นคณะกรรมการอนุญาโตตลุ าการการ เดินเรือมีอํานาจหนาท่ีในการดูแลขอพิพาทเก่ียวกับการขนสงทางทะเลระหวา งประเทศซ่ึงฝายหนึง่ เปน ชาวตางชาติ469 ใน ค.ศ. 1993 ความตองการจัดตั้งระบบเศรษฐกิจตลาดและการเปดประเทศผลักดันใหรฐั บาล เวียดนามยกเลิกระบบอนุญาโตตุลาการของรัฐที่ขาดความยดื หยนุ และจัดตั้งศูนยอนุญาโตตุลาการทาง เศรษฐกิจข้ึน470 ในปเดียวกันนั้น คณะกรรมาธิการอนุญาโตตุลาการการคาตางประเทศและ คณะกรรมการอนุญาโตตุลาการการเดินเรือยังรวมกันจัดต้ังศนู ยอนุญาโตตุลาการตางประเทศของสภา หอการคา และ อุตสาหกรรมเวียดนาม471 ศนู ยอนุญาโตตุลาการทางเศรษฐกิจมีอํานาจในการพิจารณา ขอ พพิ าทท่ีเกยี่ วของกับความสมั พนั ธทางการคาระหวางประเทศ472 อยางไรกต็ ามในชวงเวลานีก้ ฎเกณฑ ทางกฎหมายเก่ียวกับอนุญาโตตุลาการยังไมเพียงพอและบทบาทของหนวยงานอนุญาโตตุลาการในทาง ปฏบิ ัติมคี อนขางจํากดั 473 466 Hoi Luat Gia Viet Nam [Vietnam Jurist Association], above n 454, p. 16. 467 Hoi Luat Gia Viet Nam [Vietnam Jurist Association], above n 454, p. 16. 468 Hoi Luat Gia Viet Nam [Vietnam Jurist Association], above n 454, p. 16. 469 Hoi Luat Gia Viet Nam [Vietnam Jurist Association], above n 454, p. 6-17 470 รัฐกฤษฎีกาฉบับที่ 116/CP ของรัฐบาล ลงวันที่ 5 กันยายน ค.ศ. 1994 วาดวยโครงสรางและการดําเนินงานของ อนุญาโตตลุ าการทางเศรษฐกิจ 471 ตามขอกาํ หนดฉบับท่ี 204/TTg ของนายกรฐั มนตรี ลงวนั ที่ 28 มนี าคม ค.ศ. 1993 472 Ibid, p.17 473 Ibid, p.18. Vu Anh Duong, 'Thuc Tien Ap Dung Phap Lenh Trong Tai Thuong Mai Tai Trung Tam Trong Tai Thuong Mai Quoc Te Viet Nam [The Practice of Applying the Ordinance on Commercial Arbitration at the Vietnam International Arbitration Centre]' (2008)(3) Tap Chi Khoa Hoc Phap Ly [Journal of Legal Science] 5.

198 เพ่ือชวยสงเสริมอนุญาโตตลุ าการในเวยี ดนาม คณะกรรมาธิการสามัญประจําสภาแหงชาตติ รา รัฐกําหนดวา ดว ยอนญุ าโตตุลาการทางการคา ค.ศ. 2003 ขน้ึ โดยกฎหมายฉบับน้ยี อมรับหลักเกณฑแ ละ กฎระเบียบในระดับสากลเกี่ยวกับการอนุญาโตตุลาการตามแนวทางของกฎหมายแมแบบ UNCITRAL วาดวยอนุญาโตตุลาการพาณิชยระหวางประเทศ (UNCITRAL Model Law on International Commercial Arbitration ค.ศ. 1985) และกําหนดกรอบกฎหมายสําหรับอนุญาโตตุลาการใน เวียดนาม474 อยางไรก็ตามจํานวนของกรณีพิพาทท่ีตัดสินโดยอนุญาโตตุลาการมีจํานวนจํากัดมาก475 ดังทีแ่ สดงในตารางดานลาง ระหวา ง ค.ศ. 2004-2006476 ตาราง 7 จํานวนคดีที่สถาบันอนญุ าโตตุลาการทางการคา ของเวียดนามพิจารณา สถาบันอนุญาโตตุลาการ ค.ศ. 2004 2005 2006 ศนู ยอนญุ าโตตลุ าการพาณิชยระหวางประเทศเอเชยี 657 ศTนู hยeอ นAุญsาiaโตnตลุ InากteาrรnพaาtณioิชnยaรlะหCวoาmงปmระeเrทciศal Arbitration 26 17 31 ศูนยอ นญุ าโตตุลาการพาณชิ ย ณ กรงุ โฮจมิ นิ ส 035 ศนู ยอ นุญาโตตุลาการพาณิชย ณ กรงุ ฮานอย 593 ศนู ยอนุญาโตตุลาการพาณชิ ย ณ Cantho 000 ศูนยอนุญาโตตุลาการพาณชิ ยร ะหวา งประเทศแปซิฟก 000 ศนู ยอนญุ าโตตลุ าการพาณิชยระหวางประเทศตะวันออกไกล 0 0 0 รวม 37 34 46 เพื่อแกไขขอบกพรองเก่ียวกับการใชบังคับรัฐกําหนด ค.ศ. 2003 ใน ค.ศ. 2010 รัฐสภาผาน กฎหมายวาดวยการอนุญาโตตุลาการพาณิชยซ ่ึงมีผลบังคบั ใชเ ม่ือวนั ที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2011 กฎหมาย ฉบับนี้ไดรับการยอมรับวาเปนอีกขั้นหนึ่งในการปรับปรุงกรอบกฎหมายเกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการของ เวยี ดนาม ในสวนของการยอมรับและบังคบั ตามคําชขี้ าดของอนุญาโตตลุ าการตางประเทศ เวียดนามเปน สมาชิกของอนุสัญญาสหประชาชาติวาดวยการยอมรับและการบังคบั ตามคาํ ช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการ ตางประเทศ หรือท่ีรูจักกันในนามอนุสัญญานิวยอรก ค.ศ. 1958 (United Nations Convention on 474 Pham Duy Nghia, 'Law on Arbitration in Vietnam: Development and Issues' (2008) Law & Development.. 475 Hoi Luat Gia Viet Nam [Vietnam Jurist Association], above n 454, p.19 476 Hoi Luat Gia Viet Nam [Vietnam Jurist Association], above n 454, p. 16.

199 the Recognition and Enforcement of Foreign Arbitral Awards) ต้ัง แ ต ค . ศ . 1995 ภ า ย ใ ต อนุสัญญานี้ศาลเวียดนามยอมรับและบังคับคําช้ีขาดของอนุญาโตตุลาการที่เกิดขึ้นในรัฐภาคีของ อนุสญั ญานิวยอรก นอกจากน้ี ภายใตป ระมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความแพง ค.ศ. 2004 ศาลเวียดนาม ยงั ยอมรับและบังคับใชค าํ ชี้ขาดของอนญุ าโตตุลาการตางประเทศบนหลักการตางตอบแทน (principle of reciprocity) ถึงแมรัฐดังกลาวจะไมไดเปนภาคีของอนุสัญญาอนุญาโตตลุ าการระหวางประเทศฉบับ เดียวกัน

บทที่ 3 หนว ยงานภาครัฐที่เกย่ี วของกบั กฎหมายการคา และการลงทุน ของเวยี ดนาม